PR

@@ในความเคลื่อนไหวของสถานการณ์ที่ปรากฎเป็น"ข่าว"และ"ไม่เป็นข่าว"พยายามสแกนย่นย่อมานำเสนอและเป็นไว้เป็นฐานข้อมูลสังเคราะห์สถานการณ์ ที่นี่ "ข่าวที่ไม่เป็นข่าว"

วันศุกร์ที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

เสียงสะอื้นจากแม่น้องไตเติ้ลเด็กน้อยเหยื่อไฟใต้6ศพ


เหตุเมื่อคืน(01พ.ค.56).. ผลการสอบสวน ประวัติ ปืนกบ.1 HK33 เคยก่อเหตุมาแล้ว 19 คดี ตั้งแต่ปี 50 ได้ยิงทั้งประชาชน ตำรวจ ทหาร เช่น- ยิง ด.ต.มะรอซี สุหรง ที่ อ.เมือง ปน.เมื่อ 31 ส.ค.51 - ยิง จ.ส.อ.สุรชัย ก้าวประเสริฐ ภายในปั๊มเอสโซ่ เมือง ปน.เมื่อ 21 มี.ค. 52 ยิงนายยะโก๊ป หร่ายมณี โต๊ะอิหม่ามมัสยิดกลางปน.เมื่อ 11 ต.ค.53 - ยิง ทหารร้อย ร 1523 ถนนเลียบสะพานตะลุโบะ เมื่อ 4 ม.ค.2556 สำหรับประวัติปืน AK102 เคยก่อเหตุมา 1 คดี คือ ยิงหม้อแปลงไฟฟ้า ต.ตาแกะ อ.ยะหริ่ง ปน.เมื่อ 23 ก.พ.56

"แฟนพูดทุกวันว่าอยากกลับไปอยู่บ้านเกิด พาพ่อพาลูกไปอยู่ที่โน่น แต่ติดที่เรายังไม่มีเงินก้อนเลย หากจะไปก็ลำบาก ต้องทนอยู่ทำมาหากิน กลัวตายก็กลัว แต่ก็กลัวอดเหมือนกัน พอมีเหตุอย่างนี้ เสียทั้งพ่อทั้งลูก จัดงานศพเสร็จจัดการอะไรเสร็จก็จะอพยพครอบครัวกลับไปอยู่บุรีรัมย์แน่นอน"

เป็นเสียงครวญปนสะอื้นของ วัชริน นวลสาย หรือ "ตา" วัย 34 ปี ภรรยาของ สมาน เฮียงมา วัย 38 ปี และเป็นแม่ของ "น้องไตเติ้ล" หรือ จักริน เฮียงมา วัย 2 ขวบเศษ ทั้งสามีและลูกน้อยของเธอถูกกราดยิงเสียชีวิตหน้าร้านขายของชำของตัวเองย่านรูสะมิแล ทั้งๆ ที่อยู่ไม่ห่างจากย่านชุมชนเมืองปัตตานีเมื่อคืนวันที่ 1 พ.ค.ที่ผ่านมา

วัชริน ที่นัยน์ตาแดงก่ำเพราะร้องไห้อย่างหนัก เล่าว่า เธอเป็นคนบุรีรัมย์ แม่ย้ายมาตั้งรกรากที่ปัตตานีตั้งแต่เธออายุได้เพียง 8 เดือน เธอจึงรู้สึกเหมือนเป็นคนปัตตานีตั้งแต่กำเนิด เพราะทะเบียนบ้านก็อยู่ที่นี่ พ่อกับแม่ก็ทำมาหากินที่นี่ ใช้ชีวิตอยู่ปัตตานีอย่างสงบสุขตลอดมา กระทั่งเริ่มมีเหตุการณ์ความไม่สงบเกิดขึ้นบ่อยครั้งในห้วง 8-9 ปีหลัง และเหตุการณ์เริ่มโหดร้ายทารุณ ทั้งยังกระทำกับคนไทยพุทธถี่ขึ้น ทำให้เธอและครอบครัวเริ่มคุยกันถึงการกลับไปใช้ชีวิตที่บ้านเกิดของพ่อแม่ คือ จ.บุรีรัมย์

"ก็คุยกันมาพักหนึ่งแล้ว แต่ติดตรงที่ครอบครัวของเรามีรายได้น้อยเหลือเกิน พอแค่ได้กินได้ใช้ไปในแต่ละวัน สามีของฉันก่อนหน้านี้มีอาชีพหาของเก่าขาย แต่รายได้ไม่พอกับรายจ่ายเลยหันไปออก
เรือประมงทางฝั่งมาเลย์ ไปครั้งละ 2 เดือน ก่อนถูกยิงเขาเพิ่งกลับมา กำลังจะไปใหม่วันที่ 4 พ.ค.นี้ ส่วนฉันเองก็ขายของชำอยู่กับบ้านมา 6 ปีแล้ว จะปิดร้านประมาณ 2 ทุ่มของทุกวัน"

วัชริน เล่าให้ฟังถึงนาทีที่ถูกโจมตีจากกระสุนปืนสงครามของคนร้าย

"คนที่ตายเกือบทั้งหมดเขานั่งกันอยู่ที่โต๊ะม้าหินหน้าร้าน ตอนแรกฉันก็นั่งอยู่กับพวกเขา แล้วก็เดินไปจะอาบน้ำ เปิดน้ำอยู่ในห้องน้ำ ได้ยินเสียงปืนดังลั่นก็เลยปิดน้ำแล้วรีบออกมา เห็นเขม่าควันเต็มไปหมด เสียงปืนดังต่อก็กลัว เลยกลับเข้าไปในห้องน้ำอีก พอเสียงเงียบคิดว่าเป็นหน้าบ้านเราแน่ๆ สักพักเจ้าหน้าที่ก็มา และพาฉันไปหลบด้านหลังบ้าน เขากลัวว่าจะมีเหตุซ้ำ จากนั้นก็ตามไปที่โรงพยาบาล ยังไม่ได้ดูศพทั้งพ่อทั้งลูก ศาลาวัดก็ยังไม่ว่าง ต้องรอญาติสามีลงมาจากหนองบัวลำภูด้วยเพื่อมาจัดการศพ อยากให้เขามาทันรดน้ำศพ และน่าจะเผาได้วันจันทร์" 

วัชริน บอกว่า แต่ละวันน้องไตเติ้ลจะวิ่งเล่นซนตามประสาเด็ก เขาติดพ่อ ไม่ว่าพ่ออยู่ไหนเขาก็จะไปอยู่ด้วย ส่วนใหญ่เพื่อนที่มานั่งคุยนั่งกินกันก็จะรู้ว่า 3 ทุ่มจะปิดร้าน ปิดไฟ หลังจากนั้นก็ไปนั่งกันที่ม้าหินข้างบ้านต่อเป็นปกติ นั่งกันมานานไม่เคยมีเหตุร้ายอะไร ถ้านั่งอยู่ด้วยก็คงโดนหมดทั้งบ้าน แต่คิดว่าตายพร้อมกันดีกว่าต้องมาทรมานกับการที่ได้เห็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

"ไตเติ้ลเป็นเด็กหัวไว จำได้หมดว่าอะไรเป็นอะไรในร้าน ใครสั่งอะไรไปหยิบถูก ท่องศัพท์ได้หมด ก.ไก่ ข.ไข่ก็คล่อง กำลังหาโรงเรียนให้เขา ถ้าตายไปพร้อมกันคงดีกว่าที่ต้องมานั่งเห็นบ้าน เห็นข้าวของและคิดถึงเขาสองคนอยู่แบบนี้ มันโหดร้ายมากที่ทำกับเด็ก 2 ขวบได้ กราดยิงแล้วไปยิงซ้ำเขาอีก เด็กบริสุทธิ์ไม่ได้ทำผิดอะไร ทำไมต้องทำกับเขาขนาดนี้ แฟนก็เป็นคนขยันทำมาหากิน รักครอบครัว อะไรที่ทำแล้วได้เงินมาเขาไม่เคยเกี่ยงเพื่อให้ครอบครัวอยู่รอด กำลังจะเอาของเก่าที่หาได้ไปขายเพื่อจะได้จ่ายค่าเช่าร้าน ค่านมลูก เขาไม่อยู่แล้วก็ไม่รู้จะทำอย่างไรต่อ"

"แฟนเคยพูดทุกวันว่าอยากกลับไปอยู่บ้านเกิด พาพ่อพาลูกไปอยู่ที่โน่น แต่ติดที่เรายังไม่มีเงินก้อน จะไปก็ลำบาก ต้องทนอยู่ทำมาหากิน กลัวตายก็กลัว แต่ก็กลัวอดเหมือนกัน พอมีเหตุอย่างนี้ทั้งพ่อทั้งลูก จัดงานศพเสร็จจัดการอะไรเสร็จก็จะอพยพครอบครัวกลับไปอยู่บุรีรัมย์แน่นอน ไม่รู้จะอยู่อีกทำไม ไม่อยากตายทั้งครอบครัว"

ด้าน "ยายน้อย" สัมฤทธิ์ นวลสาย แม่ของวัชริน และยายของน้องไตเติ้ล บอกว่า มาตั้งรกรากที่ปัตตานีกว่า 30 ปีแล้ว ทำมาหากินสุจริตมาตลอด ตาของไตเติ้ลก็ไปเป็นคนเรือ ออกเรือฝั่งมาเลเซียเหมือนกัน แม้อายุจะเยอะก็ต้องทำเพื่อให้มีกิน ญาติพี่น้องที่บุรีรัมย์จะถามมาเสมอว่าเมื่อไหร่จะกลับไปอยู่บุรีรัมย์เพราะเป็นห่วงสถานการณ์ในพื้นที่

"ที่ผ่านมาก็บอกเขาไปว่าคงไม่ซวยมาตายไกลบ้าน เพราะเราเช่าบ้านอยู่ในเมือง ไม่ใช่ชนบท แต่สุดท้ายก็มาเกิดเหตุจนได้ ทั้งๆ บ้านเราอยู่ห่างกับจุดตรวจแค่ 200 เมตร คืนที่เกิดเหตุถ้าใครอยู่หน้า
บ้านก็คงถูกยิงตายหมด ยายอยู่บ้านถัดมาอีกสามห้อง ได้ยินเสียงปืนแต่ไม่กล้าออกไปดู สงสารลูกที่ต้องเสียทั้งสามีและลูก คราวนี้คงได้กลับบุรีรัมย์จริงๆ แล้ว" ยายน้อยบอกทั้งน้ำตา

ด้าน นายอนุศาสน์ สุวรรณมงคล สมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) ชาว จ.ปัตตานี ซึ่งไปเยี่ยมกำลังใจครอบครัวของวัชริน กล่าวว่า เป็นเหตุสะเทือนขวัญเหตุใหญ่ที่สุดเหตุหนึ่งของปัตตานีตั้งแต่มีสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่เมื่อปี 2547 เป็นต้นมา เพราะมีผู้เสียชีวิตพร้อมกันถึง 6 คน ผู้ที่รับผิดชอบปัญหาภาคใต้ต้องดูแลเป็นพิเศษแล้ว

"จากภาพรวมเหตุการณ์ในพื้นที่ตั้งแต่รัฐบาลไปลงนามในข้อตกลงพูดคุยสันติภาพกับกลุ่มบีอาร์เอ็นเมื่อ 28 ก.พ.2556 เหตุการณ์นี้นับว่าสะเทือนขวัญมากที่สุด พุ่งเป้าไปยังเป้าหมายอ่อนแอ เพราะผู้เสียชีวิตทั้งหมดเป็นชาวบ้าน กราดยิงแล้วยังลงไปยิงซ้ำ หนึ่งในนั้นคือเด็กชายวัยเพียง 2 ขวบ ถูกยิงจนกะโหลกไม่มีมันสมอง แล้วยังยิงคนพิการด้วย ประชาชนตั้งคำถามว่าคาดหวังอะไรได้กับการพูดคุยสันติภาพ เพราะมีเหตุการณ์ถี่และมากขึ้นทุกวันอย่างชัดเจน"

"ผมคิดว่าเป็นหน้าที่ของหน่วยงานที่รับผิดชอบต้องดูแลรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวดและสร้างความมั่นใจให้มากขึ้น เพราะเหตุการณ์แบบนี้ทำให้แม่น้องไตเติ้ลตัดสินใจย้ายกลับไปบุรีรัมย์ ทั้ง
ที่มาอยู่ที่นี่ตั้งแต่แบเบาะ เนื่องจากไม่อยากมีชะตากรรมเหมือนสามีกับลูก"

ในฐานะประธานอนุกรรมการการติดตามประเมินผลการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ อนุศาสน์ บอกว่า อยากให้ภาครัฐดูแลครอบครัวผู้สูญเสีย

เป็นพิเศษและครบคลุมทุกมิติ โดยเฉพาะค่าเดินทางมาร่วมพิธีศพของญาติ อยากให้ช่วยดูแลเหมือนกับเจ้าหน้าที่รัฐ เพราะทุกคนมีสิทธิ์เท่ากัน

ที่โรงพยาบาลปัตตานี อดุลย์ ดวงแก้ว หนุ่มใหญ่วัย 40 ปีที่รอดชีวิตอย่างหวุดหวิดจากเหตุการณ์ฆ่าหมู่ 6 ศพยังคงนอนพักรักษาอาการบาดเจ็บอยู่บนเตียงผู้ป่วย

เขาเล่าถึงนาทีชีวิตให้ฟังสั้นๆ ว่า "ไม่ได้นั่งรวมอยู่กับกลุ่มที่ม้าหินอ่อน แต่ยืนอยู่นอกร้าน จู่ๆ ก็มีรถมอเตอร์ไซค์ 2 คันแล่นมาจอด คนบนรถ 4 คนแต่งชุดสีดำคล้ายทหารพราน ตอนแรกก็ไม่ได้เอะใจอะไร เพราะแถวนี้มีทหารพรานเดินผ่านบ่อยๆ อยู่แล้ว แต่เสี้ยววินาทีนั้นเองเขาก็กราดยิง ผมก็เลยรีบวิ่งหนี แต่ยังถูกยิงที่ขา ก็พยายามตะเกียกตะกายต่อไปจนไปล้มที่หน้าร้านอีกร้านหนึ่ง คนอื่นๆ ละแวกนั้นก็วิ่งหนีเข้าบ้าน"

อดุลย์ บอกด้วยว่า เขามีพื้นเพเป็นคน อ.สายบุรี จ.ปัตตานี มีอาชีพรับเหมาก่อสร้าง และพักอาศัยอยู่ในย่านที่เกิดเหตุ ส่วนคนที่ถูกยิงส่วนใหญ่เป็นพนักงานบริษัทสหพันธ์ ซึ่งเป็นบริษัทก่อสร้าง

"คนแถวนั้นก็นั่งสังสรรค์กันปกติอยู่แล้ว ไม่นึกเลยว่าจะเกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้น" อดุลย์กล่าวด้วยเสียงแหบแห้ง

สถานการณ์ความไม่สงบที่เต็มไปด้วยความโหดร้าย ทารุณ ทำให้ทุกชีวิตที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ล้วนมีโอกาสตกเป็นเป้าหมายของความรุนแรง...จะมีอีกสักกี่ชีวิตที่ต้องสังเวยกว่าจะถึงวัน

สันติภาพ!

ข้อมูลโดย:สถาบันอิศรา

เหตุความรุนแรงในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ กับยุค Social network ปี 2556


เหตุความรุนแรงในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้
กับยุค Social network ปี 2556

นับว่าประสบผลสำเร็จอีกครั้ง กับเหตุการณ์ความรุนแรงในพื้นที่จังหวัดปัตตานี เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2556ความสำเร็จดังกล่าว จะเป็นการกระทำของฝ่ายใดก็แล้วแต่ทั้งการใช้อาวุธสงคราม การโปรยตะปูเรือใบ และใบปลิวซึ่งมีผลด้านจิตวิทยากับประชาชนทั้งในพื้นที่ และทั้งประเทศ

ย้อนหลังไปเพียงแค่ ปลายปี 2546 ช่วงเริ่มต้นเหตุความไม่สงบ(รอบใหม่) การจะโปรยใบปลิว หรือ การปล่อยข่าวลือ เพื่อช่วงชิงมวลชน กระทำค่อนข้างยาก ต้องติดใบปลิวกับเสาไฟฟ้า บ้านร้านค้า หรือสถานที่ต่างๆ ซึ่งเท่ากับว่าต้องทำในปริมาณมากและรับรู้กันเพียงแค่ในวงแคบๆ ของแต่ละพื้นที่

แต่ปัจจุบันทำใบปลิวเพียงไม่กี่แผ่น ไม่ต้องติดตามเสาไฟฟ้าแค่ถ่ายรูป แล้วส่งผ่าน Social network เพียงแค่เสี้ยวนาทีรับรู้กันทั่วประเทศ และอาจกว้างกว่านั้นรวมไปถึงรูปภาพเหตุการณ์ของผู้ได้รับผลกระทบจากความรุนแรงในแต่ครั้ง ก็ถูกส่งผ่าน Social network โดยที่...

1. ผู้ส่งอาจจะหวังดี ใจกว้าง อยากดัง ฯลฯ
2. ผู้ที่เห็น ได้อ่าน เกิดความสงสาร เห็นใจ ก็แชร์กันต่อๆ ไป
บางกรณีหลายท่านเกิดอารมณ์ร่วม ก็แสดงความคิดเห็นทั้งแบบสุภาพและแบบใช้ภาษาพ่อขุนรามคำแหง

ผลแห่งความเป็นจริง อาจเป็นการฏิบัติงานที่ยากขึ้นของฝ่ายเจ้าหน้าที่รัฐในพื้นที่ แต่ในทางกลับกันอาจเป็นผลงานอันเยี่ยมยอดของฝ่ายตรงข้ามที่ถือว่าประสบผลสำเร็จ

วิวัฒนาการด้านการสื่อสารทันสมัยขึ้นต่างฝ่ายต่างใช้กระบวนการเหล่านี้สร้างความเชื่อมั่น ความน่าเชื่อถือศรัทธาให้แก่ตนเองและเช่นเดียวกันต่างฝ่ายต่างใช้กระบวนการเหล่านี้ทำลายกันเสริม เพิ่ม

เติมจากการกระทำด้วยอาวุธ

สรุปแล้วประชาชนเหล่าสาวก Social network ทั้งหลายรวมถึงผู้เขียนเอง ต้องตระหนักและคิดให้รอบคอบ หลายๆ รอบก่อนที่จะโพสต์ ก่อนที่จะส่ง ก่อนที่จะแชร์ และก่อนที่จะแสดงความคิดเห็น

ต่อเหตุความรุนแรงในแต่ละครั้ง เพราะอาจจะเป็นตัวเราเสียเอง ที่มีส่วนทำให้ "ความสงบ มันไม่สงบ"

ทุกคนมีสิทธิตามรัฐธรรมนูญ แต่ "สามัญสำนึก อยู่ที่ท่านเอง"

วันพฤหัสบดี ที่ ๒ พฤษภาคม ๒๕๕๖ ๒๓.๕๕

ชมรมนักวิทยุสมัครเล่นอาสาบรรเทาสาธารณภัย ศูนย์วารี ปัตตานี 144.6500 MHz

วันพฤหัสบดีที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

312ค้านศาลรธน.ขู่ยุบทิ้ง


ข่าวหน้า 1 3 May 2556 - 00:00

“312 ทั่นผู้ทรงเกียรติ” ออกจดหมายเปิดผนึกไม่รับอำนาจศาลรัฐธรรมนูญแล้ว อ้างเฉยชำเรา รธน.ได้โดยไม่ต้องยี่หระใคร เพราะเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย! ลำเลิกจะยุบทิ้งศาลเมื่อใดยังได้ ซัดหากปล่อยไว้จะทำให้ขยายอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญขึ้นเองไม่จบ “มาร์ค” ลั่นแน่จริงประกาศชื่อรายตัว เตือนบ้านเมืองจะอยู่ไม่ได้ นิด้าโพลตบหน้า ชี้ตุลาการน่าเชื่อถือกว่า “ฝ่ายบริหาร-นิติบัญญัติ” 

แนะเพิ่มกฎหมายละเมิดอำนาจศาล

เมื่อวันพฤหัสบดี สมาชิกรัฐสภาประมาณ 20 คน ซึ่งเป็นตัวแทนของ ส.ส. และ ส.ว. จำนวน 312 คน ที่ได้ร่วมลงชื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 ได้แถลงถึงจดหมายเปิดผนึกที่คัดค้านและไม่ยอมรับการใช้อำนาจของศาลรัฐธรรมนูญในการรับคำร้องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 68 ของสมาชิกรัฐสภา 312 คน

โดยนายอุดมเดช รัตนเสถียร ส.ส.นนทบุรี พรรคเพื่อไทย (พท.) ในฐานะที่ปรึกษาวิปรัฐบาล กล่าวว่า สมาชิกรัฐสภา 312 คน ได้ทำจดหมายเปิดผนึก 10 หน้า เพื่อมอบให้องค์กรอิสระต่างๆ ยกเว้นศาลรัฐธรรมนูญ รวมทั้งส่งให้คณะผู้พิพากษาศาลทั่วประเทศ และคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยต่างๆ เพื่อให้รับทราบการวินิจฉัยรัฐธรรมนูญที่ผิดกฎหมาย และยืนยันว่าในฐานะสมาชิกรัฐสภามีอำนาจแก้ไขรัฐธรรมนูญ ตามมาตรา 3 วรรค 2 ที่บัญญัติว่าการปฏิบัติหน้าที่ของสมาชิกรัฐสภาต้องเป็นไปตามหลักนิติธรรม ทำให้สามารถแก้ไขรัฐธรรมนูญได้ตามหน้าที่

นายพีรพันธุ์ พาลุสุข ส.ส.ยโสธร พท. กล่าวว่า หากศาลรัฐธรรมนูญยังยืนยันและตัดสินให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 68 ต้องผ่านศาลเท่านั้น จะถือว่าไม่มีฐานรองรับทางกฎหมาย และจะไม่ผูกพัน
รัฐสภา

ต่อมานายอำนวย คลังผา ส.ส.ลพบุรี พท. ในฐานะประธานวิปรัฐบาลได้อ่านจดหมายเปิดผนึก โดยมีเนื้อหาอ้างถึงมติศาลรัฐธรรมนูญ เมื่อวันที่ 3 เม.ย. และ 11 เม.ย.2556 ที่รับคำร้องเกี่ยวกับการแก้ไข
เพิ่มเติมรัฐธรรมนูญของรัฐสภาไว้พิจารณาว่า สมาชิกรัฐสภาทั้ง 312 คน เห็นว่าการรับคำร้องดังกล่าวไว้พิจารณานั้น เป็นการกระทำที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ และหลักการพื้นฐานของการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขอย่างชัดแจ้ง เป็นการกระทำโดยปราศจากอำนาจ ด้วยเหตุผลคือ 1.ศาลรัฐธรรมนูญไม่มีอำนาจรับคำร้อง เนื่องจากเรื่องใดที่รัฐธรรมนูญ และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญไม่ได้บัญญัติให้อำนาจไว้โดยชัดแจ้ง ศาลรัฐธรรมนูญย่อมไม่มีอำนาจรับเรื่องไว้พิจารณาวินิจฉัยได้

นอกจากนั้นรัฐสภามีความชอบที่จะแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญได้อย่างกว้างขวาง หรือแม้แต่ยกเลิกศาลรัฐธรรมนูญแล้วจัดตั้งเป็นคณะตุลาการรัฐธรรมนูญก็ย่อมทำได้ การที่สมาชิกรัฐสภาแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญจึงเป็นการกระทำในนามประชาชนเจ้าของอำนาจอธิปไตย องค์กรอื่นใดตามรัฐธรรมนูญ รวมถึงศาลรัฐธรรมนูญย่อมไม่มีอำนาจเข้าไปตรวจสอบได้ และการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขนั้น ได้ยึดหลักแบ่งแยกอำนาจหรือแบ่งแยกภารกิจออกจากกัน แต่ก็มีกระบวนการถ่วงดุลหรือกำหนดความสัมพันธ์ของการใช้อำนาจระหว่างองค์กรไว้ องค์กรใดองค์กรหนึ่งจะใช้อำนาจหน้าที่ของตนไปกระทบหรือแทรกแซงการใช้อำนาจหน้าที่ขององค์กรอื่นมิได้ ดังนั้นเมื่อรัฐสภาใช้อำนาจแก้ไขรัฐธรรมนูญ ศาลรัฐธรรมนูญย่อมไม่มีอำนาจรับคำร้องเกี่ยวกับการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญไว้พิจารณาได้ไม่ว่ากรณีใด

อ้างทำลายหลักแบ่งแยกอำนาจ

“กระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพิ่มเติมเป็นกระบวนการปกติ ที่ผ่านมาก็เคยแก้ไขเป็นรายมาตรา และยกร่างทั้งฉบับ ซึ่งไม่เคยบัญญัติให้อำนาจแก่องค์ใดเข้าไปตรวจสอบเลยไม่ว่ากรณีใด ซึ่งการที่ศาลรัฐธรรมนูญตรวจสอบตามมาตรา 68 วรรคหนึ่งนั้น ผลจะกลายเป็นว่าศาลมีอำนาจเหนือทุกองค์กรในรัฐธรรมนูญ ไม่ว่าจะเป็นรัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาล องค์กรอิสระ และองค์กรอื่นๆ เท่ากับศาลรัฐธรรมนูญเป็นผู้บัญญัติรัฐธรรมนูญเสียเอง อันจะทำให้หลักความเป็นกฎหมายสูงสุดของรัฐธรรมนูญและหลักการแบ่งแยกอำนาจถูกทำลายลงสิ้นเชิง” จดหมายเปิดผนึกระบุ

2.ศาลรัฐธรรมนูญไม่มีอำนาจรับคำร้องตามมาตรา 68 ไว้พิจารณาโดยตรง โดยมิได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงจากอัยการสูงสุดก่อน ซึ่งได้บัญญัติไว้ตั้งแต่รัฐธรรมนูญ ปี 2540 และปี 2550 ก็เช่นกัน โดยมีเพียงกรณีเดียวที่ประชาชนอาจใช้สิทธิโดยตรงต่อศาลได้คือ มาตรา 212 ในการใช้สิทธิพิทักษ์รัฐธรรมนูญตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 68 แต่ก็ไม่ใช่สิทธิส่วนบุคคลของบุคคลใดบุคคลหนึ่งโดยลำพัง โดยไม่ผ่านการตรวจสอบข้อเท็จจริง เพราะอาจส่งผลกระทบต่อประโยชน์สาธารณะได้

“การตีความของศาลรัฐธรรมนูญที่ว่าบุคคลผู้ทราบการกระทำว่ามีการล้มล้างการปกครอง สามารถใช้สิทธิได้ 2 ทางคือ เสนอเรื่องให้อัยการสูงสุด และยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ เป็นการตีความที่ขัดต่อบทบัญญัติและเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญชัดแจ้ง จะทำให้การทำหน้าที่ของอัยการสูงสุดไม่มีที่ใช้อีกต่อไป และอาจทำให้เข้าใจได้ว่าศาลรัฐธรรมนูญล้มล้างการปกครองระบอบ

ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขเสียเอง เพราะทำให้รัฐสภาไม่สามารถทำหน้าที่ตามที่รัฐธรรมนูญบัญญัติไว้ได้”

3.มาตรฐานรับคำร้องของศาลรัฐธรรมนูญไม่อาจยอมรับได้ มีการเร่งรัดพิจารณารับคำร้องอย่างผิดปกติวิสัยและขาดหลักความเสมอภาคในการพิจารณารับคำร้อง นอกจากนี้ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ 2
คน ที่รับคำร้อง ประกอบด้วย นายจรัญ ภักดีธนากุล และนายสุพจน์ ไข่มุกด์ ก็มีส่วนได้เสียในรัฐธรรมนูญ เพราะเคยเป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ และกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ดังนั้นในด้านจรรยาบรรณและตามหลักวิชาชีพย่อมไม่สมควรจะร่วมพิจารณาคำร้องนี้ตั้งแต่แรก

ยอมศาลจะไม่มีวันจบ

“การตีความขยายเขตอำนาจตนเองของศาลรัฐธรรมนูญเช่นนี้นับเป็นอันตรายต่อการปกครองในระบอบประชาธิปไตย เพราะตีความเพิ่มเติมอำนาจให้ตัวเองเท่ากับศาลรัฐธรรมนูญเป็นผู้บัญญัติรัฐธรรมนูญเสียเอง และไม่ต้องผูกพันตนต่อรัฐธรรมนูญ อีกทั้งไม่มีองค์กรใดตรวจสอบถ่วงดุลได้ หากยอมรับอำนาจศาลรัฐธรรมนูญก็เท่ากับส่งเสริมให้ศาลขยายอำนาจตนเองอย่างไม่มีที่สิ้นสุด และทำลายหลักการแบ่งแยกอำนาจโดยสิ้นเชิง” (อ่านรายละเอียดหน้า 3-4)

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวเรื่องนี้ว่า อยากให้แสดงตัวให้ชัดเลยว่าใครที่ไม่ยอมรับอำนาจศาล จะได้ไปดำเนินการได้ถูกตัว เพราะว่า ส.ส และ ส.ว. ไม่ได้แถลงการณ์ทุกคน และขอถามรัฐบาลว่า กรณี ส.ส. และ ส.ว. ไม่ยอมรับอำนาจศาลจะให้บ้านเมืองเดินกันอย่างไร ถ้าต่อไปมีคนออกมาต่อต้านไม่ยอมรับอำนาจของสภาฯ บ้าง และไม่ยอมรับอำนาจรัฐบาลบ้าง บ้านเมืองจะอยู่อย่างไร ทุกคนควรเคารพการปฏิบัติหน้าที่ของแต่ละฝ่าย

“ขอถามย้ำว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ต้องการให้บ้านเมืองเดินไปอย่างนี้หรือ เพราะคนที่สร้างปัญหาอยู่ตอนนี้ทั้งหมดก็เป็นคนที่สนับสนุนรัฐบาลทั้งสิ้น จะให้บ้านเมืองเดินไปอย่างนี้เพื่ออะไร” นายอภิสิทธิ์
กล่าว

วันเดียวกัน ศูนย์สำรวจความคิดเห็นนิด้าโพล ของสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) ได้เผยผลสำรวจความคิดเห็นประชาชน จำนวน 1,254 หน่วยทั่วประเทศ เรื่อง ความคิดเห็นของคนไทยต่อศาลรัฐธรรมนูญ พบว่า ในเรื่องความไว้วางใจในการใช้อำนาจของอธิปไตยทั้ง 3 ฝ่าย ประชาชน 44.26% ระบุว่า ไว้วางใจฝ่ายตุลาการ (ศาลยุติธรรม, ศาลปกครอง, ศาลรัฐธรรมนูญ) มากที่สุด เพราะน่าเชื่อถือมากที่สุด เป็นที่พึ่งของประชาชนได้ 20.89% ระบุว่า เป็นฝ่ายบริหาร (รัฐบาล) เพราะเข้าถึงประชาชนได้มากกว่า 10.77% ระบุว่า เป็นฝ่ายนิติบัญญัติ (ส.ส., ส.ว.) เพราะมาจากการเลือกตั้งของประชาชน 10.61% ระบุว่า ไม่มีฝ่ายใดเลย และ 13.48% ไม่แน่ใจ

โพลพอใจผลงานศาล รธน.

เมื่อถามถึงความพอใจการทำงานของศาลรัฐธรรมนูญพบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ 61.8% พึงพอใจปานกลาง 15.63% พอใจมาก 14.75% พอใจน้อย และ 7.81% ไม่แน่ใจ ผลสำรวจยังถามถึงกรณีคนเสื้อแดงกดดันตุลาการศาลรัฐธรรมนูญให้ลาออก และการไม่ยอมรับอำนาจศาลของสมาชิกรัฐสภาพบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ 61.64% ระบุว่า เป็นสิ่งที่ไม่เหมาะสม เป็นการละเมิดตุลาการ 13.4% เห็นว่าเหมาะสม และ 24.96% ไม่แน่ใจ

“เมื่อถามว่าควรออกกฎหมายห้ามมิให้ละเมิดอำนาจศาลรัฐธรรมนูญเช่นเดียวกับศาลยุติธรรมหรือไม่ พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ 61.88% ระบุว่า ควรมี เพราะเป็นการปกป้องศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อให้การตัดสินของศาลให้ถือเป็นที่สุด 18.5% ระบุว่า ไม่ควร และ 19.62% ไม่แน่ใจ” ผลโพลระบุ

รศ.ดร.พิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต อาจารย์ประจำคณะพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อม ม.นิด้า กล่าวถึงผลโพลว่าสะท้อนให้เห็นว่าประชาชนยังไว้วางใจฝ่ายตุลาการ แสดงให้เห็นถึงการทำงานที่ผ่านมาตรงไปตรงมา ไม่มีอคติ ส่วนฝ่ายนิติบัญญัติก็ควรพึงสังวรในพฤติกรรมที่ประชาชนยังไม่ไว้วางใจ ในขณะที่ฝ่ายบริหารก็มักจะทำอะไรเพื่อผลประโยชน์ของตัวเองเป็นหลัก

“การกดดันตุลาการศาลรัฐธรรมนูญนั้น ในสายตาประชาชนมองว่าเป็นสิ่งที่ไม่เหมาะสม ฝ่ายที่กดดันก็ควรจะระงับพฤติกรรมเสีย ขณะเดียวกันก็ควรมีกฎหมายห้ามละเมิดศาลรัฐธรรมนูญด้วย

เพราะที่ผ่านมาศาลถูกวิพากษ์วิจารณ์ในหลายเรื่อง โดยฝ่ายนิติบัญญัติควรฟังเจตนารมณ์ของประชาชนด้วย” รศ.ดร.พิชายระบุ

ขณะเดียวกัน นายไพบูลย์ นิติตะวัน ส.ว.สรรหา กล่าวว่า ได้ร่วมกับนายเจิมศักดิ์ ปิ่นทอง และนายคมสันต์ โพธิ์คง จะยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ เรื่องการกระทำที่ต้องห้ามตามบทบัญญัติของรัฐ

ธรรมนูญ มาตรา 68 โดยมี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ เป็นผู้ถูกร้องที่ 1 พรรคเพื่อไทย กรรมการบริหารพรรคเพื่อไทย และ ส.ส. รวม 238 คน เป็นผู้ถูกร้องที่ 2 เนื่องจาก พ.ต.ท.ทักษิณได้สไกป์หลายครั้งในที่ประชุมพรรคให้แก้ไขรัฐธรรมนูญ ออกกฎหมายปรองดอง และกฎหมายอื่นๆ โดยมีหลักฐานเป็นคลิปวิดีโอ 12 คลิป บทสัมภาษณ์ 2 บทความ ข่าวหนังสือพิมพ์ 17 ชุด

“ส่วน ส.ส.พรรคเพื่อไทย ถือว่าผิดต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 122 ว่าด้วยการทำหน้าที่ของ ส.ส. ส.ว. ต้องเป็นอิสระ ไม่อยู่ภายใต้อาณัติอะไร นอกจากนั้นการเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้ง 3 ฉบับ เป็นการ

เสนอโดยขัดต่อหลักการสำคัญและเจตนารมณ์รัฐธรรมนูญ จึงเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย” นายไพบูลย์กล่าว

นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวเรื่องนี้ว่า พ.ต.ท.ทักษิณไม่ได้สไกป์มาสั่ง ส.ส.พรรค เป็นการกระทำของสมาชิกรัฐสภาเอง ฝ่ายนิติบัญญัติไม่มีใครชี้นำ ครอบงำได้ ซึ่งทุกคนทราบดีว่านายเจิมศักดิ์อยู่ข้างไหน เป็นคนหน้าเดิมที่อยู่ตรงข้ามกับรัฐบาล และ พ.ต.ท.ทักษิณมาโดยตลอด นายเจิมศักดิ์ตัดแปะข่าวมาร้อง ไม่มีข้อเท็จจริง

สำหรับกรณีกลุ่มสื่อวิทยุประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (กวป.) ซึ่งเป็นหนึ่งในเครือข่ายคนเสื้อแดงที่ชุมนุมหน้าศาลรัฐธรรมนูญจะยกระดับการชุมนุมในวันที่ 8 พ.ค.นั้น นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ ปชป. กล่าวว่า การชุมนุมเป็นสิทธิ แต่ต้องไม่ใช่การข่มขู่คุกคาม ใช้ความรุนแรงเพื่อให้ได้ตามจุดประสงค์ของผู้ชุมนุม แต่การชุมนุมของคนเสื้อแดงมีแนวโน้มใช้ความรุนแรง ซึ่งมีสาเหตุมาจากหลายประการ คือ 1.นายกฯ ให้ท้ายที่ไม่ส่งสัญญาณหรือระงับยับยั้ง 2.เป็นส่วนหนึ่งของขบวนการกำจัด และดิสเครดิตศาล และ 3.คนเสื้อแดงที่ชุมนุมได้ใจมากขึ้นเมื่อได้ฟังคำกล่าวสุนทรพจน์ที่มองโกเลีย ที่นายกฯ โจมตีองค์กรอิสระ

“อยากเรียกร้องไปยังนายกฯ ว่าก่อนถึงวันที่ 8 พ.ค. นายกฯ ควรออกมาทำทุกวิถีทางที่จะรักษาความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง โดยไม่ปล่อยให้กลุ่มบุคคลใดก็ตาม โดยเฉพาะคนเสื้อแดงดำเนินการในลักษณะเป็นภัยกระทบต่อการใช้ชีวิตและความปลอดภัยของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ”

นายชวนนท์ อินทรโกมาลย์สุต ส.ส.บัญชีรายชื่อ ปชป. ในฐานะโฆษกพรรค กล่าวเช่นกันว่า นายกฯ ต้องรับผิดชอบหากมีความรุนแรงตามมา เพราะสุนทรพจน์ของนายกฯ เหมือนเป็นการส่งเสริมการชุมนุม.

'กิตติรัตน์'ปัดประชุมลับปลดผู้ว่าแบงก์ชาติ


    "นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.)ได้ส่งรายงานผลการหารือเมื่อวันที่ 30 เมษายนที่ผ่านมาระหว่างกระทรวงการคลังและธปท.เกี่ยวกับสถานการณ์และการดูแลค่าเงินบาทมาให้ตนได้พิจารณา โดยได้รายงานว่า มีการหารือกันในประเด็นใด และ มีแนวทางอย่างไร เช่น หากเงินบาทแข็งค่าไประดับใดจะดำเนินการอย่างไรเป็นต้น แต่จะต้องมีการหารือกับกระทรวงการคลังก่อนที่จะดำเนินการมาตรการใดๆ
"ในจำนวนมาตรการที่เสนอมานั้น ไม่ได้มีมาตรการเกี่ยวกับการปรับลดดอกเบี้ย หรือ ถ้ามีก็อธิบายสาเหตุที่ไม่ควรปรับลด ผมเรียนว่า เรื่องมาตรการในการดูแลค่าเงินบาทนั้น เราเพิ่งได้ยินมาในช่วงเดือนเมษายนที่ผ่านมาเท่านั้นเอง ดังนั้น ถ้าจะให้บ่นย้อนหลังก็คือ ที่ผ่านมาผมได้พูดเต็มที่ว่า ผมห่วงเรื่องการขาดทุนของธปท.และห่วงเงินไหลเข้า แต่ทางธปท.ไม่เคยบอกว่า จะทำอย่างไร ระหว่างนั้น บาทก็แข็งมาเรื่อยๆ
นายกิตติรัตน์ กล่าวว่า อัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ใช้ในปัจจุบันนั้น ได้ทำให้เกิดส่วนต่างผลตอบแทนในการลงทุน จะเห็นได้ว่า ปริมาณเงินที่ไหลเข้ามาที่พันธบัตรส่วนใหญ่ไม่ว่าจะเป็นพันธบัตรของธปท.ซึ่งกรณีที่ผู้บริหารธปท.ออกมาระบุว่า เงินที่ไหลเข้ามานั้น เพราะเศรษฐกิจดี ซึ่งตนก็มีข้อสังเกตว่า ถ้าเศรษฐกิจดี เงินจะไหลเข้าไปที่ตลาดหุ้นหรือการลงทุนอื่นที่มีผลตอบแทนผันแปรตามเศรษฐกิจที่ดี แต่การลงทุนพันธบัตรนั้น จะอยู่ที่อัตราดอกเบี้ยตายตัวมากกว่า ไม่ใช่เรื่องเศรษฐกิจดี
"การเข้าลงทุนในตลาดพันธบัตรนั้น เป็นการลงทุนที่มีผลตอบแทนตายตัว ไม่ใช่เรื่องดอกเบี้ย แต่ถ้าเศรษฐกิจดีอย่างเดียว และอัตราดอกเบี้ยไม่ได้เป็นส่วนต่าง นักลงทุนคงอยากเข้าตลาดหุ้นมากกว่า เพราะส่วนต่างมีจำนวนที่มีนัยสำคัญ โดยเฉพาะตั้งแต่ต้นปี จำนวนที่เข้าพันธบัตรมากกว่าทุกอย่างรวมกัน จึงสังเกตว่า ดอกเบี้ยเป็นประเด็น"
ส่วนกรณีที่มีกระแสข่าวระบุว่า ในการประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 30 เมษายนที่ผ่านมา เป็นการประชุมลับ เพื่อปลดผู้ว่าการธปท.นั้น รมว.คลัวกล่าวว่า ไม่เป็นเรื่องจริง เพียงแต่ทางธปท.ได้ทำหนังสือมายังตน ซึ่งเป็นหนังสือที่ตีตราลับ ผมก็มีหน้าที่รายงานครม.เป็นวาระลับ"

"ทักษิณ"โพสต์เฟซบุ๊ก ไปมาเลย์พบ "มหาเธร์-นาจิบ ราซัค" ไปฮ่องกงพบครูสอนศาสนาชวนถกดับไฟใต้


"ทักษิณ"โพสต์เฟซบุ๊ก ไปมาเลย์พบ "มหาเธร์-นาจิบ ราซัค" ไปฮ่องกงพบครูสอนศาสนาชวนถกดับไฟใต้

(2 พ.ค.2556) พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Thaksin Shinawatra ว่าในช่วงสินเดือนเมษายนที่ผ่านมาได้เดินทางไปยังประเทศมาเลเซียและฮ่องกงโดยมีเนื้อหาดังนี้

วันที่ 27 เมษายน กลางคืน ผมบินไปถึงกัวลาลัมเปอร์ ได้ไปพบท่านอดีตนายกรัฐมนตรีมหาเธร์ โมฮัมหมัด และท่านนายกรัฐมนตรีนาจิบ ราซะก์ ในวันที่ 28 ครับ เราได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันเรื่อง ASEAN และสังเกตการณ์เลือกตั้งทั่วไปของมาเลเซียซึ่งจะมีขึ้นในวันที่ 5 พ.ค.นี้ เท่าที่ประเมินทาง UMNO ก็น่าจะชนะอย่างไม่มีปัญหา เหลือเพียงว่าจะถึง 2 ใน 3 หรือไม่ ขึ้นอยู่กับรัฐที่เป็น Swing Vote บางรัฐ ซึ่งอยู่ใกล้ชายแดนไทย นอกจากนั้นก็ได้พบกับนักธุรกิจมาเลเซียที่สนใจไปลงทุนในต่างประเทศไทยอีก 4-5 ราย

ในวันที่ 29 ก่อนจะเดินทางมาฮ่องกงก็ได้พบกับอุสตาซ(ครูสอนศาสนา) ซึ่งอยู่ทางภาคใต้ของไทย ก็เลยขอความร่วมมือช่วยกันทำให้ภาคใต้สงบ โดยขอให้เชิญทุกกลุ่มมาพูดคุยกับคณะของสภาความมั่นคงเพื่อประสานความเข้าใจ และช่วยกันพัฒนาประเทศให้เกิดความผาสุกด้วยกันครับ

ที่มา : https://www.facebook.com/thaksinofficial?fref=ts

ศาลปกครอง ยกคำร้องขอระงับโปรเจกต์น้ำขณะปปช.ตั้งกก.สอบ



ศาลปกครองกลาง มีคำสั่งยกคำร้อง กรณีที่สมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อน ยื่นฟ้องขอให้ศาลมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว โดยระงับการเปิดซองประมูลโครงการบริหารจัดการน้ำ มูลค่ากว่า 3.5 แสนล้านบาท

(2/5/56)เมื่อช่วงค่ำที่ผ่านมา ศาลปกครองกลาง มีคำสั่งยกคำร้อง กรณีที่สมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อน ยื่นฟ้องขอให้ศาลมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว โดยระงับการเปิดซองประมูลโครงการบริหาร

จัดการน้ำ มูลค่ากว่า 3 แสน 5 หมื่นล้านบาท เนื่องจากไม่เห็นด้วยกับข้อกำหนด และขอบเขตของงาน หรือทีโออาร์ รวมทั้งการออกแบบก่อสร้าง ที่ยังไม่มีการศึกษาเรื่องผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม

สุขภาพ  และการเปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นของประชาชน

แต่องค์คณะศาลปกครองกลางเห็นว่า ยังไม่มีมูลเหตุเพียงพอให้ระงับ ส่งผลให้ในวันที่ 3 พฤษภาคมนี้ รัฐบาลสามารถเดินหน้าเปิดซองประมูลโครงการบริหารจัดการน้ำได้ตามปกติ

อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้ทางรัฐบาลยืนยันว่า จะเปิดให้ผู้ประกอบการยื่นซองประมูลตามปกติ แม้ศาลจะมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวให้ระงับโครงการ เพราะการยื่นซองประมูลไม่เกี่ยวข้องกับคำสั่งดัง

กล่าว เนื่องจากยังไม่ถึงขั้นพิจารณาโครงการ
/////////////////
ป.ป.ช.ยอมรับตั้งกรรมการตรวจสอบประมูลน้ำ3.5เเสนล้านของรัฐเเล้ว

(2/5/56)ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กรณีที่นายต่อตระกูล ยมนาค อดีตนายกวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ ระบุในการเสวนา"โปรเจกต์น้ำ 3.5แสนล้าน ชะลอหรือไปต่อ?" ที่สมาคม

นักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย โดยนายต่อตระกูลระบุว่า ทราบว่าปปช.ตั้งกรรมการขึ้นมาตรวจสอบเรื่องนี้เเล้วนั้น

นายวิชา มหาคุณ กรรมการป.ป.ช. กล่าวในเรื่องนี้ว่า ตอนนี้ปปช.มีการตั้งคณะกรรมการตรวจสอบการประมูล3.5เเสนล้านบาทของรัฐบาลจริง เเต่อยู่ในขั้นตอนที่มอบให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบข้อมูล

ข้อเท็จจริงเพื่อที่จะส่งให้กรรมการปปช.พิจารณาเพื่อมีมีติก่อนตั้งอนุกรรมการปปช.สอบสวนต่อไป โดยระยะเวลาที่ตั้งไว้นั้น ได้สั่งให้เจ้าหน้าที่เร่งส่งเรื่องเข้ามาให้เร็วที่สุดเพราะประชาชนสนใจ

เรื่องนี้จำนวนมาก
///////////

sakda_jiwttayakul: ศาลจำคุกแดงตลอดชีวิตเผาศาลากลางอุบลฯ

sakda_jiwttayakul: ศาลจำคุกแดงตลอดชีวิตเผาศาลากลางอุบลฯ

ศาลจำคุกแดงตลอดชีวิตเผาศาลากลางอุบลฯ


"จำคุกแดงตลอดชีวิต 4 ราย อีก 7 รับโทษสถานเบาตามที่ได้ทำผิด พร้อมเพิ่มโทษอีก 2 ราย หลังพบหลักฐานใหม่"
----------
อุบลราชธานี - ศาลจังหวัดอุบลราชธานี ขึ้นบัลลังก์อ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ตัดสินกรณีคนเสื้อแดงร่วมกันเผาศาลากลางจังหวัด เมื่อเดือนพ.ค.2553 ยืนตามศาลชั้นต้นให้จำคุกตลอดชีวิต 4 ราย อีก 7 รับโทษสถานเบาตามที่ได้ทำผิด พร้อมเพิ่มโทษอีก 2 ราย หลังพบหลักฐานใหม่

วันนี้(2 พ.ค.)ศาลจังหวัดอุบลราชธานี นั่งบัลลังก์อ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ตามที่อัยการและทนายความจำเลย ยื่นอุทธรณ์คำตัดสินของศาลชั้นต้น กรณีคนเสื้อแดงร่วมกันก่อความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงของรัฐภายในราชอาณาจักร ความผิดเกี่ยวกับการก่อการร้าย และความผิดต่อเจ้าพนักงานในสถานการณ์ฉุกเฉิน

โดยร่วมกันฝ่าฝืนพ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 บุกรุกสถานที่ราชการ ร่วมกันทำลายทรัพย์สิน และวางเพลิงเผาอาคารศาลากลาง เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2553 ซึ่งมีผู้ต้องหาถูกส่งฟ้องครั้งนั้น 21 คน โดยศาลชั้นต้นตัดสินลงโทษจำเลยที่ทำความผิดต่างกรรมต่างวาระรวม 13 คนยกฟ้อง 8 คน ซึ่งทนายจำเลยและอัยการได้ยื่นอุทธรณ์

ล่าสุดวันนี้ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษายืนตามศาลชั้นต้น ให้จำคุกผู้ต้องหาที่กระทำความผิดร้ายแรง ร่วมกันเผาศาลากลางจังหวัด คือ น.ส.ปัทมา มูลมิล นายธีรวัฒน์ สัจสุวรรณ นายสนอง เกตุสุวรรณ นายสมศักดิ์ประสานทรัพย์ ตลอดชีวิต แต่จำเลยให้การเป็นประโยชน์ เหลือจำคุก 33 ปี 12 เดือน และศาลจะได้ส่งรายละเอียดคำพิพากษาให้จำเลยรับทราบ

เนื่องจากจำเลยทั้ง 4 ไม่ได้มาฟังคำพิพากษ าเพราะถูกควบคุมตัวอยู่ในเรือนจำพิเศษบางเขน กรุงเทพฯ ส่วนผู้ต้องหาที่เหลืออีก 7 คน ให้ยืนตามศาลชั้นต้นเช่นกัน เว้นแต่รายนางอรอนงค์ บรรพชาติ และนางสุมาลี ศรีจันดา ให้เพิ่มโทษจากจำคุก 8 เดือน เป็นจำคุก 3 ปี แต่ลดโทษให้เหลือหนึ่งในสาม เหลือจำคุกคนละ 2 ปี และให้อนุญาตประกันตัวระหว่างฎีกา

ภายหลังอ่านคำพิพากษา จำเลยที่เข้ารับฟังคำตัดสินครั้งนี้ต่างพอใจในคำตัดสิน และได้ลงมาพบกับมวลชนประมาณ 100 คน ที่มารวมตัวให้กำลังใจบริเวณลานสนามหญ้าหน้าศาลจังหวัด ซึ่งศาลได้จัดถ่ายทอดเสียงการอ่านคำพิพากษาให้ฟัง และพากันสลายตัวกลับไป

วันจันทร์ที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2556

ทุนเหนือรัฐ


ปาฐกถาพิเศษยิ่งลักษณ์ ชินวัตร:หวังว่าความเจ็บปวดที่ครอบครัวของดิฉันเหยื่อ91ศพได้รับจะเป็นครั้งสุดท้าย


คำแปลปาฐกถาพิเศษ

นายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร

การประชุมประชาคมประชาธิปไตย

อูลัน บาตอ, มองโกเลีย 29 เมษายน 2013

"ท่านประธาน,

ท่านผู้มีเกียรติ,

ท่านผู้เข้าร่วมประชุม,

ดิฉันขอเริ่มด้วยการขอบคุณท่านประธานาธิบดีแห่งมองโกเลียที่ได้เชิญให้ดิฉันมาปาฐกถา ณ การประชุมประชาคมประชาธิปไตยแห่งนี้

ดิฉันได้ตอบรับเชิญไม่เพียงเพราะดิฉันต้องการที่จะได้มีโอกาสเยือนมองโกเลีย ประเทศที่ประสบความสำเร็จในความเป็นประชาธิปไตย หรือไม่ได้มาเพียงที่จะได้แลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นเกี่ยวกับระบอบประชาธิปไตย แต่ดิฉันเดินทางมาที่นี่เพราะความเป็นประชาธิปไตยมีความสำคัญต่อดิฉันอย่างมาก และที่สำคัญยิ่งกว่าคือความไม่เป็นประชาธิปไตยมีผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนในประเทศบ้านเกิดของดิฉัน ประเทศไทยที่ดิฉันรัก

 ประชาธิปไตยนั้นไม่ใช่เป็นแนวคิดอุดมการณ์ใหม่ ในช่วงเวลาที่ผ่านมายาวนานแนวทางประชาธิปไตยได้นำมาซึ่งความก้าวหน้าและความหวังสำหรับผู้คนจำนวนมาก และในขณะเดียวกัน ผู้คนจำนวนมากได้เสียสละเลือดเนื้อและชีวิตเพื่อปกป้องรักษาและสร้างความเป็นประชาธิปไตย

เป็นที่ประจักษ์ชัดว่า รัฐบาลของประชาชน โดยประชาชน และเพื่อประชาชน ไม่ได้ได้มาฟรีๆ สิทธิ เสรีภาพ และความเชื่อที่ว่า มนุษย์ทุกคนไม่ว่าชายหรือหญิงมีความเท่าเทียมกันนั้นได้มาด้วยการต่อสู้ และที่น่าเศร้าใจคือ ทำให้ต้องมีผู้เสียชีวิต

ทำไมถึงเป็นเช่นนั้นหรือ? ก็เพราะมีคนจำนวนไม่น้อยในโลกนี้ที่ไม่เชื่อในแนวคิดประชาธิปไตย  คนเหล่านี้พร้อมที่จะให้ได้มาด้วยอำนาจและด้วยการกดขี่การมีเสรีภาพ นั่นหมายความว่าพวกเขาพร้อมที่เอารัดเอาเปรียบคนอื่น เขาไม่เคารพสิทธิมนุษยชนหรือความเสรีภาพ พวกเขาพร้อมจะใช้กำลังเพื่อกดขี่ให้คนอยู่ใต้อำนาจ และยังใช้อำนาจในทางที่ผิด สิ่งนี้ได้เกิดขึ้นในอดีตและยังคงท้าทายเราทุกคนในปัจจุบัน

มีหลายประเทศที่ความเป็นประชาธิปไตยได้หยั่งรากลึกแล้ว ซึ่งเป็นสิ่งที่ดีและเป็นความรู้สึกสดชื่นที่ได้เห็นกระแสประชาธิปไตยที่นำความเปลี่ยนแปลงสู่ประเทศต่างๆ จากปรากฏการณ์อาหรับสปริงค์ถึงช่วงผ่านเปลี่ยนในเมียนมาร์ภายใต้ผลักดันของประธานาธิบดี เต็ง เส่ง รวมถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในประเทศของดิฉัน ด้วยพลังของประชาชนคนไทยที่ทำให้ดิฉันมายืนอยู่ที่นี่ได้ในวันนี้

ในระดับภูมิภาค หลักการสำคัญๆในปฏิญญาอาเซียนก็ยึดมั่นในหลักนิติธรรม, ประชาธิปไตย และรัฐบาลภายใต้รัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตย แต่ในขณะเดียวกันเราทุกคนต้องระมัดระวังว่าแรงปฏิกิริยาต่อต้านประชาธิปไตยไม่เคยที่จะถดถอยลดน้อยลง ดิฉันขอยกเรื่องของดิฉันเองเป็นอุทาหรณ์

ในปี 1997 ประเทศไทยได้ประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ซึ่งร่างขึ้นโดยที่ประชาชนมีส่วนร่วม เราทุกคนคิดว่ายุคใหม่ของประชาธิปไตยไทยมาถึงแล้ว และจะเป็นยุคสมัยที่ไร้การรัฐประหาร

แต่นั่นไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้น รัฐบาลที่ได้รับการเลือกตั้งถึงสองครั้งสองหนด้วยเสียงส่วนใหญ่ถูกล้มลงในปี 2006 ประเทศไทยเสมือนรถไฟตกรางและประชาชนคนไทยใช้เวลาเกือบ 10 ปีกว่าที่จะได้เสรีภาพแห่งประชาธิปไตยกลับคืนมา

หลายคนที่อยู่ในที่ประชุมแห่งนี้รู้ว่ารัฐบาลที่ดิฉันพูดถึงคือรัฐบาลที่พี่ชายของดิฉัน พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรีที่ได้รับการเลือกตั้งอย่างถูกต้องตามกฎหมาย

หลายคนที่ไม่รู้จักดิฉัน อาจบอกว่า เธอจะบ่นไปทำไม? เป็นเรื่องปกติในกระบวนการการเมืองที่รัฐบาลมาแล้วก็ไป ซึ่งหากตัวดิฉันและครอบครัวของดิฉันต้องเจ็บปวดแต่ฝ่ายเดียว ดิฉันก็คงจะปล่อยวาง

แต่นั่นก็ไม่ใช่ความเป็นไปที่เกิดขึ้น จากการรัฐประหารประเทศไทยต้องถอยหลังและสูญเสียความน่าเชื่อถือต่อนานาชาติ หลักนิติธรรมและกระบวนการกฎหมายถูกทำลาย โครงการและแผนงานที่พี่ชายของดิฉันริเริ่มตามที่ประชาชนต้องการถูกยกเลิก ประชาชนเกิดความรู้สึกว่าสิทธิเสรีภาพของเขาถูกปล้นไป

คำว่า “ไทย” หมายความว่า “อิสระ” และประชาชนคนไทยก็ได้ลุกขึ้นต่อสู้เรียกร้องเพื่อให้ได้เสรีภาพคืนมา แต่ในเดือนพฤษภาคม 2553 มีการสลายการชุมนุมของผู้เรียกร้องกลุ่มคนเสื้อแดง จนทำให้มีผู้เสียชีวิตถึง91 คนในใจกลางย่านธุรกิจของกรุงเทพฯ

คนบริสุทธิ์ถูกลอบยิงโดยสไนป์เปอร์ แกนนำการชุมนุมต้องติดคุกหรือหลบหนีไปต่างประเทศ และแม้แต่ทุกวันนี้ยังคงมีเหยื่อทางการเมืองจากการเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตยที่ติดคุกอยู่

ประชาชนคนไทยไม่ท้อถอยและยืนยันที่จะเดินไปข้างหน้า จนในที่สุดรัฐบาลในขณะนั้นต้องจัดให้มีการเลือกตั้ง ซึ่งก็มีฝ่ายปฏิกิริยาต่อต้านประชาธิปไตยที่เชื่อว่าจะบริหารจัดการและบิดเบือนเจตนารมณ์ประชาธิปไตยได้ต่อ แต่ในที่สุดพวกเขาก็ไม่สามารถปฏิเสธความต้องการของประชาชนได้ ดิฉันได้รับการเลือกตั้งด้วยเสียงส่วนใหญ่ขอประเทศ แต่เรื่องราวนั้นยังไม่จบ

มีความชัดเจนว่าผู้ที่มีปฏิกิริยาต่อต้านประชาธิปไตยยังคงอยู่ รัฐธรรมนูญที่ร่างขึ้นในรัฐบาลภายใต้คณะรัฐประหารได้ใส่กลไกที่ตีกรอบเพื่อจำกัดความเป็นประชาธิปไตย

ตัวอย่างหนึ่งที่ดีในประเด็นนี้ จะเห็นได้จากที่จำนวนครึ่งหนึ่งของวุฒิสภาไทยมาจากการเลือกตั้ง แต่อีกครึ่งหนึ่งกลับได้รับการแต่งตั้งโดยกลุ่มคนเล็กๆกลุ่มหนึ่ง ยิ่งกว่านั้น กลไกที่เรียกว่าองค์กรอิสระได้ใช้อำนาจเกินขอบเขตแทนประชาชนเจ้าของอำนาจที่แท้จริงเป็นการดำเนินการเพื่อคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งหนึ่งมากกว่าเพื่อคนส่วนใหญ่ของสังคม

นี่คือความท้ายทายของประชาธิปไตยไทยในปัจจุบัน ดิฉันนั้นต้องการเห็นความปรองดองเกิดขึ้นในประเทศไทยและประชาธิปไตยของไทยพัฒนาให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้ก็ด้วยหลักนิติธรรมและกระบวนการทางกฎหมายที่แข็งแรงมีขั้นตอนที่ชัดเจนโปร่งใสและเมื่อนั้นทุกคนจะสามารถมั่นใจได้ว่าเขาจะได้รับการดูแลที่ยุติธรรม เจตจำนงนี้ ดิฉันได้แสดงออกโดยประกาศเป็นนโยบายต่อที่ประชุมของรัฐสภา ก่อนการปฏิบัติหน้าที่ในฐานะหัวหน้ารัฐบาล

ความมีประชาธิปไตยทำให้เกิดเสถียรภาพทางการเมือง เกิดสภาพแวดล้อมที่ดึงดูดการลงทุน นำมาสู่การสร้างงานสร้างรายได้ ที่สำคัญดิฉันเชื่อว่าเสรีภาพทางการเมืองเป็นการแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำด้วยการเปิดโอกาสทางเศรษฐกิจและนำมาซึ่งการลดช่องว่างทางรายได้ระหว่างคนจนคนรวย

นี่คือเหตุผลว่าทำไมจึงเป็นความสำคัญที่จะต้องสร้างความแข็งแกร่งให้กับประชาชนในระดับรากหญ้า เราจะต้องเดินหน้าปฏิรูปการศึกษา เพราะการศึกษาสร้างโอกาสด้วยความรู้ และปลูกฝังวัฒนธรรมทางประชาธิปไตยในวิถีชีวิตของประชาชน

เมื่อประชาชนมีความรู้ ประชาชนจะสามารถตัดสินใจด้วยข้อมูลที่ครบถ้วนและสามารถปกป้องความเชื่อของตนจากผู้ที่ต้องการกดขี่ และนี่คือเหตุผลที่ประเทศไทยสนับสนุนข้อเสนอของมองโกเลียในที่ประชุมใหญ่สหประชาชาติเกี่ยวกับการศึกษาและประชาธิปไตย

การลดช่องว่างระหว่างคนรวยคนจนก็สำคัญเช่นกันมนุษย์ทุกคนควรมีโอกาสที่เท่าเทียมกัน เราต้องไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง สิ่งนี้จะทำให้ประชาชนเป็นผู้มีส่วนร่วมที่แท้จริงในการพัฒนาเศรษฐกิจและเสริมสร้างประชาธิปไตยของประเทศ

นี่คือเหตุผลที่รัฐบาลต้องริเริ่มนโยบายที่จะเพิ่มโอกาสให้ประชาชนสร้างชีวิตที่ดีกว่า และมีส่วนร่วมในการพัฒนาสังคม ดิฉันได้เริ่มต้นไว้หลายโครงการ รวมถึงการสร้างกองทุนพัฒนาบทบาทสตรี การสนับสนุนผลิตภัณฑ์ท้องถิ่น และวิสาหกิจขนดกลางขนาดย่อม ในขณะที่ได้กำหนดมาตรการยกระดับรายได้ของเกษตรกร

 และดิฉันเชื่อว่าเราต้องการการนำที่มีประสิทธิภาพและมีความสร้างสรรค์ ประสิทธิภาพในการบังคับใช้กฎหมายและหลักนิติธรรมตลอดจนความสร้างสรรค์ในการหาทางออกที่สันติในการแก้ไขปัญหาของประชาชน

เราต้องการการนำที่ไม่จำกัดอยู่เฉพาะในซีกรัฐบาลแต่ในฝ่ายค้านและประชาชนทุกคนที่มีส่วนได้ส่วนเสีย ทุกคนต้องเคารพกฎหมายและช่วยกันสร้างประชาธิปไตย

ท่านผู้มีเกียรติที่เคารพ,

 อีกบทเรียนที่ได้เรียนรู้คือเพื่อนในต่างประเทศมีความสำคัญ การกดดันจากนานาชาติที่เชื่อในระบอบประชาธิปไตยทำให้กระบวนการประชาธิปไตยในประเทศไทยคงอยู่ได้ การคว่ำบาตรและการไม่ยอมรับเป็นกลไกที่สำคัญที่จะหยุดกระบวนการปฏิกิริยาที่ต่อต้านประชาธิปไตย

เวทีนานาชาติอย่างประชาคมประชาธิปไตยแห่งนี้มีบทบาทที่จะช่วยให้ประชาธิปไตยยืนหยัดอยู่ได้ การส่งเสริมและปกป้องประชาธิปไตยด้วยการหารือแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นประสบการณ์และสร้างความร่วมมือ หากประเทศใดก็ตาม ได้มีการเปลี่ยนแปลงที่ขัดต่อหลักการประชาธิปไตย ทุกคนต้องร่วมกันกดกันเพื่อการเปลี่ยนแปลงและนำเสรีภาพกลับคืนสู่ประชาชน

ดิฉันขอยืนยันว่าจะให้การสนับสนุนเวที่นี้เวทีนี้และการดำเนินงานของสภาบริหาร ( Governing Council ) เพื่อจะได้ช่วยให้ประชาธิปไตยแข็งแกร่งขึ้นทั่วโลกนอกจากนี้ ดิฉันขอชื่นชมประธานาธิบดีมองโกเลียสำหรับข้อริเริ่มความเป็นหุ้นส่วนเอเชียเพื่อประชาธิปไตย ( Asian Partnership Initiative for Democracy ) และทางรัฐบาลไทยพร้อมที่จะส่งเสริมความร่วมมือในส่วนนี้

ท่านผู้มีเกียรติ,

 ดิฉันขอปิดท้ายด้วยการประกาศว่า ดิฉันหวังว่าความเจ็บปวดที่ครอบครัวของดิฉันได้รับ ที่ครอบครัวของเหยื่อทางการเมืองไทย และครอบครัวของผู้เสียชีวิตทั้ง 91 คนในเหตุการณ์เมื่อเดือนพฤษภาคม 2553 ต้องเผชิญจะเป็นความเจ็บปวดครั้งสุดท้ายสำหรับประเทศไทย

ขอให้เราทุกคนสนับสนุนระบอบประชาธิปไตยเพื่อที่เสรีภาพและอิสรภาพของมนุษย์ได้รับการปกปักษ์รักษาเพื่อลูกหลานและคนรุ่นต่อๆไป

ขอบคุณค่ะ"

แฉเอกสารศาลปกครองเรืองไกรฟ้องชัช


เปิดคำสั่งศาลปกครองสูงสุด 748/2555 มัด เรืองไกร มั่วข้อมูล เหมาคำร้องของตัวเองกล่าวหา ชัช พ้นตำแหน่ง ตุลาการ เป็นคำสั่งศาลปกครองสูงสุด ทั้งที่วินิจฉัย แค่ มีอำนาจพิจารณาคดีได้ และ ใครมีสิทธิฟ้องคดีเท่านั้น

จากกรณีที่นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ อดีตส.ว.สรรหา ออกมาเคลื่อนไหวกดดันให้ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ยุติการปฏิบัติหน้าที่ทั้งคณะ โดยหยิบยกคำสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ 748/2555 มาอ้างว่า คำสั่งดังกล่าวสรุปข้อเท็จจริงว่า นายชัช ชลวร ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญได้พ้นตำแหน่งตุลาการด้วยการลาออกจากตำแหน่งประธานศาลรัฐธรรมนูญ ตั้งแต่วันที่ 10 ส.ค. 2554 จึงไม่อาจเป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญได้อีก เพราะขัดรัฐธรรมนูญมาตรา 208 แต่คณะตุลาการฯ อีก 8 คน กลับยอมให้ นายชัช เข้าเป็นตุลาการฯ ได้ต่อไป ทั้งที่ไม่ได้รับการโปรดเกล้าฯ โดยอ้างว่าศาลปกครองสูงสุดได้พิจารณาข้อเท็จจริง และอ่านคำสั่งเมื่อวันที่ 15 มี.ค. 2556 แต่ไม่สามารถมีคำสั่งได้ เนื่องจากผู้ร้องไม่ใช่ผู้เสียหาย โดยได้พิจารณาไว้ว่า ผู้เสียหายคือ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญด้วยกันเองนั้น ถือเป็นการบิดเบือนคำสั่งศาลปกครองสูงสุด เนื่องจากศาลปกครองสูงสุดมิได้มีการวินิจฉัยเกี่ยวกับสถานะความเป็นตุลาการของนายชัช ตามที่นายเรืองไกรกล่าวอ้างแต่อย่างใด

ทั้งนี้จากการตรวจสอบคำสั่งศาลปกครองสุงสุดดังกล่าวพบว่า เป็นคดีที่ นายเรืองไกร เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง นายชัช ชลวร ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ และนายวสันต์ สร้อยพิสุทธิ์ ประธานศาลรัฐธรรมนูญ เรื่องคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่เจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งเป็นการอุทธรณ์คดีหลังจากที่ศาลปกครองชั้นต้นไม่รับคำร้องดังกล่าวไว้พิจารณา

โดยในคำสั่งศาลปกครองสูงสุดฉบับนี้ได้บรรยายถึงคำฟ้องของนายเรืองไกร ที่กล่าวอ้างว่า การลาออกจากตำแหน่งประธานศาลรัฐธรรมนูญของนายชัช ชลวร เมื่อวันที่ 10 ส.ค.2554 มีผลให้ต้องพ้นตำแหน่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญด้วย และในการประชุมคณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2554 ที่มีมติเลือกนายวสันต์ เป็นประธานศาลรัฐธรรมนูญ เป็นมติที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น ถือเป็นคดีพิพาทที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองตามมาตรา 9 วรรค 1 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 เนื่องจากเป็นการร้องว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย แต่นายเรืองไกร ไม่ใช่ผู้เสียหายจึงไม่มีสิทธิฟ้องคดีนี้ เพราะผู้เสียหายคือคณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ จึงมีคำสั่งยกคำร้องของนายเรืองไกร ยืนตามศาลปกครองชั้นต้น

จะเห็นได้ว่าคำสั่งศาลปกครองสูงสุดดังกล่าว เพียงแต่วินิจฉัยว่าศาลปกครองมีอำนาจที่จะพิจารณาคดีได้และใครคือผู้เสียหายที่จะฟ้องคดีได้เท่านั้น ไม่ได้มีส่วนใดที่พิจารณาในข้อเท็จจริงเกี่ยวกับคำร้องของนายเรืองไกร ที่กล่าวหาว่า นายชัช พ้นจากตำแหน่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ นับจากวันที่ลาออกจากประธานศาลรัฐธรรมนูญ ตามที่นายเรืองไกรนำมากล่าวอ้างแม้แต่น้อย การที่นายเรืองไกรนำเรื่องดังกล่าวมาขยายผลจึงเป็นการนำความเห็นตามคำร้องของตัวเองมาแอบอ้างว่าเป็นการพิจารณาข้อเท็จจริงจากคำสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ 748/2555
//////////
ที่มา FB สายตรงภาคสนาม
29/4/2556

ความทุกข์ของคนไทยที่ต้องออกมาร่วมใจกันฝ่าข้ามไปให้ได้


: กระดานความคิด โดยพล.ท.นันทเดช เมฆสวัสดิ์

              นโปเลียนมหาราชกล่าวไว้ว่า “เราต้องรู้จักเปลี่ยนและเรียนรู้จากความผิดพลาดถ้าอยากจะรักษาอำนาจให้ยั่งยืน” เป็นเรื่องที่เป็นความจริงและโต้เถียงไม่ได้ แต่จะมีผู้ที่ขึ้นสู่อำนาจสักกี่คนที่นึกถึงและเข้าใจกฎแห่งกรรมข้อนี้

              เส้นทางการเติบโตขึ้นสู่อำนาจของพรรคไทยรักไทยมาสู่พรรคพลังประชาชนจนถึงพรรคเพื่อไทยในปัจจุบันนี้ มีบทเรียนสำคัญทิ้งไว้มากมาย ตลอดเส้นทางที่ผ่านมา 10 ปีเต็ม เป็นบทเรียนที่ซ้ำซาก และจะต้องแก้ไขให้ได้ถ้ายังอยากอยู่ในอำนาจต่อไป เช่น ความไม่โปร่งใสในการบริหารงานเกี่ยวกับเรื่องการทุจริต, ความไม่ชัดเจนต่อความจงรักภักดีต่อสถาบัน และการไม่เคารพในกติกาของบ้านเมือง บทเรียนทั้ง 3 เรื่องนี้เองที่พรรคเพื่อไทยไม่เคยแก้ไขอย่างจริงจัง ไม่เคยคิดจะก้าวข้ามมันไป มีแต่จะทำให้เพิ่มมากขึ้นอีก อย่าลืมว่าประชาชนคนไทยไม่ใช่กบไม่ใช่เขียดที่จะมานิ่งทนต่อสถานการณ์ที่จะทำลายบ้านทำลายเมืองอย่างแน่นอน แม้ส่วนใหญ่จะเป็นคนดีที่ถูกขนานนามว่า “พวกไทยเฉย” ก็จะทนไม่ได้เช่นกัน ความรุนแรงที่จะเกิดขึ้นในอนาคตจึงเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงแทบไม่ได้ ถ้าสถานการณ์ทางการเมืองเป็นอยู่แบบนี้ จนกระทั่งมีคำพูดที่กล่าวกันทั่วไปว่า “จะให้บ้านเมืองถอยหลังไปสัก 20 ปี ก็ยอม ขอให้เรื่องต่างๆ ได้ยุติลงกันไปซะที”

              บ้านเมืองเรามีปัญหารออยู่หลายเรื่อง ซึ่งแต่ละเรื่องล้วนแต่เป็นปัญหาที่จะสร้างความขัดแย้งขึ้นมาได้อย่างง่ายดาย เช่น การแก้ไขรัฐธรรมนูญ ถึงขั้นที่กลุ่มคนเสื้อแดงเตรียมจัดชุมนุมขู่ศาลรัฐธรรมนูญ จะยึดศาล ซึ่งกรณีนี้คงปฏิเสธไม่ได้ว่า “คนเสื้อแดงไม่ได้เกี่ยวข้องกับพรรคเพื่อไทย”, การผลักดัน พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ซึ่งอาจก่อผลกระทบต่อหลักการใช้กฎหมายอย่างเท่าเทียมกันขึ้นในหลายประเด็น โดยอ้างการปรองดองแต่การกระทำของฝ่ายที่เรียกร้องความปรองดองกลับไม่ได้ทำในลักษณะ “ปรองดอง”, การกู้เงิน 2ล้านล้านบาท ทั้งๆ ที่กู้เงิน 3.5 แสนล้านคราวที่แล้วก็ไม่แถลงผลงานเลย นอกจากนั้นยังน่าวิตกกับปัญหาการเติบโตของกลุ่มก่อการร้ายภาคใต้อย่างก้าวกระโดดหลังการเซ็นเอ็มโอยู กับรัฐบาลไทย ประเด็นนี้ก็ยังจะฝืนเดินหน้าต่อไปโดยไม่เข้าใจถึงผลกระทบทางสากลที่จะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้นี้

              ความหวังที่จะให้บ้านเมืองสงบนั้นมีทางเดียว คือรัฐบาลจะต้องทบทวนและเรียนรู้จากความผิดพลาดในอดีตแล้วรีบแก้ไขโดยเร็วเท่านั้น ส่วนพวกเราประชาชนชาวไทยอย่าไปวิตกกังวลอะไรมากนัก อะไรมันจะเกิดก็ต้องเกิด ถ้ามันรุนแรงจริงๆ ก็ดี แสดงว่าทั้งรัฐบาลก็บริหารงานไม่ได้เรื่อง ฝ่ายเสื้อแดงก็ตั้งใจก่อเหตุจริงๆ มาถึงตอนนี้แล้ว คงไม่มีใครยอมปล่อยให้บ้านเมืองเราล่มสลายเพราะเรื่องแค่นี้หรอกครับ จะได้ “……” ล้างไพ่กันใหม่เสียที อย่าลืมว่าคนไทยเราไม่เหมือนชาติไหนในโลก ไอ้เรื่องเอาคนเลวมาข่มขู่คนดีเพื่อให้คนดีเกรงกลัวนั้น ไม่มีทางที่จะเกิดขึ้นในสังคมไทยได้ 100% ปัจจุบันไม่มีใครกลัวใครหรอกครับ เหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันว่าจะเกิดขึ้นก็เกิดขึ้นได้เสมอเมื่อความอดทนของคนส่วนใหญ่หมดไป

              “Freedom Is Doing What You Like Under The Law” อิสรภาพคือการกระทำอะไรก็ได้ ภายใต้กฎเกณฑ์ของกฎหมาย (มองเตสกิเออร์ : ค.ศ.1689-1755) หลักการประชาธิปไตยข้อนี้กำลังถูกละเลยโดยคนฝ่ายรัฐบาลเองหรือเปล่า คิดว่าพอทุกคนอ่านจบก็ได้คำตอบขึ้นมาในใจทันที

              การที่ ส.ส. และ ส.ว.ส่วนหนึ่งมักจะกล่าวอ้างอยู่เสมอว่า ตนเองมาจากการเลือกตั้งแล้วจะทำอะไรได้ดังใจชอบ โดยไม่มีองค์กรอิสระคอยตรวจสอบและถ่วงดุลอำนาจนั้น ไม่ใช่ความคิดในระบอบประชาธิปไตยแน่นอน ดูตัวอย่างจากการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้ได้ ถ้าท่าน ส.ส. และ ส.ว.ผู้ทรงเกียรติทั้ง 312 คน ที่พยายามจะยื่นหนังสือปิดผนึกต่อศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อปฏิเสธอำนาจศาล โดยอ้างว่าศาลก้าวล่วงอำนาจนิติบัญญัตินั้น อยากให้ผู้ทรงเกียรติเหล่านั้นลองคิดทบทวนดูให้ดีว่าตัวเองทำหน้าที่อะไร เป็นหน้าที่ของตัวแทนประชาชน หรือทำหน้าที่เป็นพนักงานบริษัทที่ต้องทำตามคำสั่งเจ้าของบริษัทอยู่ตลอดเวลา แค่นี้ก็จะนึกออกได้ทันทีว่าตนเองทำผิด หรือทำถูก

              ปัจจุบันมีผู้ยื่นคำร้องขอให้ระงับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 68 และมาตรา 237 และมีผู้ยื่นขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยในประเด็นอื่นๆ ติดตามมาอีกหลายกลุ่ม ซึ่งยังไม่แน่ใจว่าศาลรัฐธรรมนูญจะวินิจฉัยออกมาในรูปแบบใด แต่ก็มีการแสดงท่าทีไม่ยอมรับอำนาจศาลกันขึ้นมาเป็นระยะๆ ถ้าศาลรัฐธรรมนูญซึ่งเป็น 1 ใน 3 ของอำนาจการปกครองในระบอบประชาธิปไตย วินิจฉัยแล้ว กลุ่ม ส.ส. และ ส.ว.กลุ่มหนึ่งไม่ยอมรับ ก็อยากจะถามว่า เหตุผลที่ไม่ยอมรับคืออะไร เพราะรัฐธรรมนูญบัญญัติไว้ว่า ผลการวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญนั้นมีผลผูกพันทุกองค์กรรวมถึงรัฐสภาด้วย ถ้าไม่ยอมรับก็ไม่ได้ มันเป็นกติกาสากลที่คนทั่วโลกเขารู้ เมื่อมีกฎเกณฑ์ห้ามไว้แต่ก็ยังขับรถฝ่าไฟแดงไปเอง จะไปโทษใครนอกจากตัวเอง เช่นเดียวกันถ้าศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญดังกล่าวไม่ถูกต้อง และมีคำสั่งตามขอบเขตของกฎหมายโดยได้พึ่งพาหลักรัฐศาสตร์ ก็อาจเป็นผลทำให้พรรคประชาธิปัตย์ กลับมาเป็นพรรคที่มีเสียงข้างมากในสภาได้ทันที ดังนั้น “อย่าปากกล้า แต่ขาสั่น” กล้าทำก็ต้องกล้ารับครับ ซึ่งเป็นเรื่องที่รัฐบาลและพรรคเพื่อไทยน่าจะทราบดีอยู่แล้ว แต่จะคาดคะเนถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นได้หรือเปล่าว่ามันจะรุนแรงขนาดไหน นั่นเป็นอีกประเด็นหนึ่ง ลองติดตามดูกันต่อไปครั

วันพฤหัสบดีที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2556

จุดหมายใต้ผืนฟ้าแผ่นน้ำ

ขอบฟ้าจรดผืนน้ำ ใสกระจ่าง ดุจดั่งเป็นพื้นแผ่นภาพเดียวกัน..
เรือลำน้อยอีกหนึ่งฝีพาย.. แม้เหมือนเป็นเพียงหนึ่งชีวิตโดยลำพังบนแผ่นน้ำฟ้า..แต่ใช่ว่า จะเป็นเพียงความลำพัง หากเรือยังเดินทางจากฝีพาย ไปยัง"จุดหมาย"อันไม่ไกลไปจากฝัน แม้สุดขอบแผ่นผืนน้ำฟ้า..

25/4/56

มีพ่อจนๆน่าอายนักหรือ


(เคยอ่านเรื่องนี้มานานแล้ว มาเห็นอีกทีเลยขอคัดลอกมาอ่านอีกครั้ง)

มีพ่อจนๆน่าอายนักหรือ

วันนี้เลิกงานเร็วเลยพาพี่นุ่มไปซื้อของใช้ที่ห้างแห่งหนึ่ง รอต่อแถวจ่ายตังค์นานเลย เจ้านุ่มก็เริ่ม งอแงๆ ง่วงนอน สังเกตุว่าคิวด้านหน้าเรามากันเป็นครอบครัว มีพ่อแม่ลูกสาววัยประมาณเจ้านุ่ม แล้ว ก็ผู้ชายสูงอายุคนหนึ่ง ที่หนูน้อยเรียกว่า "ปู่" คุยกันยิ้มแย้มแจ่มใสดี ซื้อของใช้ล้นตระกร้าเชียวค่ะ

พอแคชเชียร์คิดเงินของครอบครัวนี้จนเสร็จได้ยินคร่าวๆว่า "ทั้งหมดพัน(กว่าๆ)บาทค่ะ...." ผู้ เป็น"ปู่ " เป็นคนเปิดกระเป๋าสตางค์ใบเก่าๆ จะจ่ายเงิน พร้อมทำท่าอ้ำอึ้ง มีลูกชายลูกสะใภ้จ้อง ตาเขม็ง หุบยิ้มทันที

" ว่าไงพ่อ จ่ายเค้าไปสิ" ลูกชายบอก คุณปู่ยังทำท่าอ้ำอึ้ง 

"ไหน ดูหน่อย มีตังค์เท่าไหร่" คุณปู่ยื่นกระเป๋าตังค์ให้ดูข้างใน

" อ้าว ไหนว่ามีตังค์เยอะไง แล้วแบบนี้จะชวนมาซื้อของทำไม ไม่มีตังค์จ่ายก็ไม่บอก อายเค้าจริงๆ "

ลูกชายลูกสะใภ้พากันมองคุณปู่ด้วยสายตาที่เหมือนดูถูก...รำคาญ

ในที่สุดเค้าก็พากันทำสิ่งที่เราไม่อยากจะเชื่อสายตา คืออุ้มลูกเดินหนีไปเลย พร้อมกับโกรธหัวฟัดหัว เหวี่ยง ไม่สนใจลูกสาวที่ร้องว่า "ปู่ๆๆๆ ปู่มาด้วย" 

คุณปู่ยืนคอตก หน้าเศร้าอยู่หน้าแคชเชียร์ พอเด็กถามว่าจะเอายังไง คุณปู่เปิดกระเป๋าตังค์ให้เด็กดู แล้วบอกว่าให้คิดเงินตามนี้ ได้ของเท่าไหร่เท่านั้น (เด็กนับแล้วมีแปดร้อยบาทค่ะ)

ระหว่างรอแคชเชียร์คิดเงินใหม่ ได้ยินคุณปู่เล่าว่า แกบ้านอยู่ต่างอำเภอห่างไปเป็นร้อยกิโล ลูกหลาน ไม่ไปหานานแล้ว แกจึงตัดสินใจรวบรวมเงินทั้งหมดที่มีนั่งรถเข้ามาเยี่ยมลูกหลานในเมือง แล้วชวน ออกมาซื้อของ ลูกแกก็ไม่ถามสักคำว่าเงินมีเท่าไหร่ หยิบของเอาๆ แกก็ไม่เคยรู้ราคาของ เพราะอยู่ บ้านนอกก็ซื้อร้านของชำทีห้าบาทสิบบาท ใครจะจะรู้ว่าของในห้างใหญ่เค้าซื้อกันทีละเป็นพัน

เราจ่ายเสร็จเห็นคุณปู่ยังเดินเคว้งอยู่แถวๆนั้น ก็เลยถามแกว่าจะกลับยังไง แกบอกว่าพอขึ้นรถกลับ เป็น ( อ้าว แล้วตังค์ล่ะ เมื่อกี้เห็นจ่ายไปหมดแล้วนี่นา ) แต่ก็ยังลังเลอยู่ กลัวลูกกลับมาตามหาแล้ว ไม่เจอ มือถือก็ไม่รู้เบอร์

เลยตัดสินใจพาคุณปู่ไปที่แผนกประชาสัมพันธ์ประกาศหาลูกค่ะ จากนั้นเราบอกให้รอสักพัก ถ้าลูกไม่มา จริงๆ ให้ไปขึ้นรถที่คิวรถ( ฝากเด็กที่ปชส.ค่ะ ว่าให้ย้ำคุณปู่อีกที) พร้อมกับให้เงินแกเป็นค่ารถไว้ค่ะ จริงๆอยากรอดูสักพัก แต่เจ้านุ่มไม่ไหวแล้วค่ะ งอแงเหลือเกิน

คุณปู่น้ำตาคลอบอกเราว่า "มันคงไม่ทิ้งปู่จริงๆหรอกนะ นี่ก็ได้ของไปเยอะเหมือนกันถึงจะซื้อได้ไม่หมด ก็เถอะ นี่มันไม่เคยกลับไปหาปูเลย ก็เพราะปู่มันจน ไม่มีสมบัติอะไรให้ " เราปลอบใจแก
ไปบอกว่า เดี๋ยวเค้าคงกลับมาน่ะ คงเดินไปดูอย่างอื่นก่อน

เดินกลับบ้านด้วยความรู้สึกที่บอกไม่ถูกเลยค่ะ หันหลังกลับไปมองเห็นคุณปู่ยังยืนคอตกที่เดิม ในใจคิดวน เวียนตลอดเวลา

.... นี่เค้าทำแบบนี้กับพ่อตัวเองได้ยังไงนะ ... 

... พ่อไม่มีตังค์พอเนี่ย มันผิดด้วยหรือ? เค้าไม่รู้หรือไงว่า เงินเท่านี้อาจจะเป็นเงินที่คุณปู่เก็บมาทั้ง ชีวิตก็ได้ (คนชนบทจะไปหาเงินจากไหนล่ะ?) ...

...แล้วเค้าจะสอนลูกให้กตัญญูต่อพ่อแม่ได้อย่างไร ก็ทำพฤติกรรมแบบนี้กับพ่อตัวเองให้ลูกเห็น....

จริงอยู่ พื้นฐานครอบครัวนี้อาจจะมีอะไรลึกซึ้งมากกว่านี้ แต่เป็นเรา เราคงไม่มีวันทอดทิ้งพ่อให้ได้รับ ความเจ็บปวดอับอายจากการที่ไม่มีเงินซื้อของให้ลูกหลานได้พอแบบนี้หรอก เป็นเรา เราคง

บอกพ่อว่า

" ไม่เป็นไรหรอกค่ะพ่อ กลับบ้านเราเถอะ " 

รักพ่อให้มากๆกันนะคะ เพราะคนตั้งกระทู้ คุณพ่อเสียไปตั้งแต่ยังเด็กเลย....คิดถึงพ่อนะคะ

Credit

เจ้าของเรื่อง & เพจพูดไปสองไพเบี้ย นิ่งเสียตำลึงทอง

องค์กรยุคใหม่กับวายเจเนอเรชั่น


 25 เม.ย 2556 เวลา 15:23:49 น.
คอลัมน์ เอชอาร์คอร์เนอร์

โดย บุญชัย พงศ์รุ่งทรัพย์ เอพีเอ็ม กรุ๊ป

ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของโลกยุคใหม่ส่งผลให้องค์กรและสถาบันทางเศรษฐกิจต้องเร่งปรับตัว เพื่อให้พร้อมกับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะโลกที่สามารถสื่อสารเชื่อมโยงเข้าหากันได้อย่างรวดเร็วด้วยเทคโนโลยีสารสนเทศ ก่อให้เกิดการสร้างสรรค์นวัตกรรม สังคม และกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่เติบโตในโลกยุคไอที หรือกลุ่มคนที่เรียกว่า "เจเนอเรชั่นวาย" (Generation Y) ซึ่งปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ส่งผลให้วิถีแห่งการพัฒนาองค์กรไม่อาจหยุดนิ่ง เพื่อก้าวทันโลกยุคใหม่ที่เปลี่ยนแปลงไปจนทำให้วิเคราะห์แนวโน้มขององค์กรในอนาคต ปี 2020 ออกมาทั้งหมด 5 ประเด็น ได้แก่

1.การเพิ่มขึ้นของเจเนอเรชั่นวาย (ช่วงอายุ 13-32 ปี หรือผู้ที่เกิดปี 2523-2543) ที่จะเติบโตและเข้าสู่ระบบขององค์กรต่าง ๆ ส่งผลให้เกิดความขัดแย้ง อันเนื่องมาจากวัฒนธรรมที่แตกต่างกันระหว่างกลุ่มเจเนอเรชั่นวายกับกลุ่มเจเนอเรชั่นเอ็กซ์ (Generation X) รวมถึงกลุ่มเบบี้บูเมอร์ (Baby boomer) ที่มีอยู่เดิมในองค์กร

2.การปรับเปลี่ยนการสื่อสารทั้งในองค์กรและระหว่างองค์กร เนื่องจากวัฒนธรรมที่หลากหลายของพนักงานและคู่ค้าที่เพิ่มขึ้นจากหลากหลายประเทศ 3.คนทำงานในโลกยุคใหม่ ใช้ชีวิตเสมือนทำงานอยู่ตลอดเวลา (Nine to Five) ไม่สามารถแยกชีวิตส่วนตัว (Life) ออกจากการทำงาน (Work)

4.การทำคุณประโยชน์คืนสู่สังคม (CSR) องค์กรธุรกิจจะต้องให้ความสำคัญกับการพัฒนาบุคคล และให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อม รวมถึงการตอบแทนประโยชน์แก่สังคมมากยิ่งขึ้น เพราะเป็นสิ่งที่ผู้บริโภคคาดหวังจากองค์กร

5.การเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีที่รวดเร็ว โดยเฉพาะเทคโนโลยีสารสนเทศ ส่งผลให้ Social Media ทรงพลังยิ่งขึ้น จากแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ส่งผลให้องค์กรธุรกิจต้องเร่งปรับตัว โดยเฉพาะการพัฒนาบุคลากร และพนักงานในองค์กร รวมถึงกลุ่มคนที่จะเข้ามาเป็นบุคลากรในอนาคต ได้แก่ กลุ่มคนในเจเนอเรชั่นวาย องค์กรจำเป็นต้องมีความเข้าใจในพฤติกรรมและความต้องการของคนกลุ่มนี้
เพื่อให้การสื่อสารภายในองค์กรเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งส่งผลให้องค์กรมีศักยภาพในก้าวสู่ความสำเร็จต่อไปในอนาคต

สิ่งแรกที่องค์กรยุค 2020 จะต้องทำให้สำเร็จคือการเชื่อมโยงความสัมพันธ์ระหว่างคนในองค์กรเอง (Connect People with People) ทั้งนี้จะต้องคำนึงถึงวัฒนธรรมของคนในองค์กร เครื่องมือ ช่องทาง และเทคโนโลยีสารสนเทศ ที่บุคลากรในองค์กรใช้ในการสื่อสาร เพราะจะทำให้องค์กรสามารถสร้างการมีส่วนร่วมกับบุคลากรได้อย่างแท้จริง

นอกจากนั้นผลสำรวจยังพบอีกว่าการใช้ชีวิตและการทำงานของบุคลากรของคนในเจเนอเรชั่นวาย จะมีการเชื่อมโยงกับเทคโนโลยีสารสนเทศอย่างใกล้ชิด ก่อให้เกิดบุคลิกพิเศษที่เรียกว่า "I-workers" คือ

1.การมีอุปกรณ์ที่สามารถเชื่อมต่อกับระบบอินเทอร์เน็ตมากกว่า 3 ชิ้นขึ้นไป

2.สถานที่ทำงานไม่จำกัดอยู่แต่ออฟฟิศ อาจทำงานจากหลากหลายสถานที่ ซึ่งมากกว่า 3 สถานที่

3.มีแนวโน้มที่จะใช้แอปพลิเคชั่น (application) ในการทำงานมากกว่า 7 แอปพลิเคชั่น ผู้บริหารในทุกระดับจึงต้องมีความเข้าใจถึงพฤติกรรมของบุคลากรกลุ่มนี้ เพื่อลดช่องว่างในการสื่อสารและถ่ายทอดอุดมการณ์ขององค์กร

องค์กรในอนาคตไม่อาจละเลยการพัฒนาระบบความสัมพันธ์ระหว่างองค์กรและบุคคล (Connect People and Organization) ด้วยการผ่านสิ่งสำคัญ 3 ประการ คือ

1.วิสัยทัศน์ (Vision) องค์กรที่ดีต้องสร้างแรงขับเคลื่อนหรือกระตุ้นให้พนักงานก้าวไปตามวิสัยทัศน์ขององค์กร รวมทั้งเข้าถึงคุณค่าและวัฒนธรรมขององค์กร

2.คุณค่า (Values) นอกจากองค์กรจะต้องทำให้บุคลากรรับรู้ถึงคุณค่าและเกิดความภาคภูมิใจในองค์กรแล้ว แรงขับเคลื่อนขององค์กรจะต้องเกิดจากการมีส่วนร่วมของคนในองค์กรด้วย

ขณะที่คุณภาพของงานและชีวิตไม่ถดถอย สามารถสร้างผลิตภัณฑ์ที่มีประสิทธิภาพและชีวิตที่มีความสุขไปพร้อมกัน (Integrated Life and Work)

3.ความกระชับ รวดเร็ว (Velocity) บุคลากรในยุค 2020 ต้องการความรวดเร็วจากการทำงาน (end-to- end process) ต่อต้านระบบงานที่อาศัยการอนุมัติหลายขั้นตอน ซึ่งต้องใช้ระยะเวลานาน ทั้งนี้การทำงานจะมีลักษณะเป็นองค์รวมมากยิ่งขึ้น การตลาด การออกแบบผลิตภัณฑ์ และการบริหาร ไม่สามารถแยกทำงานตามฟังก์ชั่นกล่าวคือทุกขั้นตอนจะต้องมีการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างกันตลอดเวลา ไม่สามารถดำเนินงาน โดยปราศจากการมีส่วนร่วมของฟังก์ชั่นอื่น

โดยสรุปองค์กรในยุค 2020 จะต้องมีการกำหนดกลยุทธ์ในการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ โดยเฉพาะโซเชียลเน็ตเวิร์ก (Social Network) เพื่อให้เกิดประโยชน์ยิ่งขึ้น

ขณะที่องค์กรไม่สามารถมุ่งหวังเพียงผลประโยชน์ขององค์กรเท่านั้น หากแต่ต้องคำนึงถึงผลประโยชน์ของสังคม รวมถึงการลดต้นทุนทางสิ่งแวดล้อม เร่งสร้างองค์กรให้เอื้อต่อการส่งเสริมคุณภาพชีวิตของบุคลากรไปพร้อมกับการสร้างประสิทธิภาพในการทำงาน ศึกษา และเข้าใจพฤติกรรมของกลุ่มเจเนอเรชั่นวายที่จะเป็นพลังขับเคลื่อนองค์กรในอนาคต

ทั้งนั้นเพื่อลดช่องว่างความแตกต่างระหว่างวัฒนธรรมของบุคคลภายในองค์กรที่อาจเกิดขึ้น โดยผู้นำในทุกระดับ (Leader) มีส่วนสำคัญในการลดช่องว่างดังกล่าว รวมถึงการสร้างศรัทธาที่มีต่อตัวผู้นำและองค์กร เพื่อสร้างความเป็นเอกภาพขององค์กร ซึ่งเงื่อนไขเหล่านี้ล้วนเป็นปัจจัยสำคัญที่จะทำให้องค์กรในโลกยุค 2020 สามารถก้าวสู่ความสำเร็จอย่างยั่งยืน

พระสมาธิของพระเจ้าอยู่หัว


โดย พล.ต.อ.วสิษฐ เดชกุญชร

ด้วยพระเมตตาแห่งองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ที่ทรงสละความสุขส่วนพระองค์ เพื่อพสกนิกรชาวไทย พระองค์ประดุจพระผู้สร้างแผ่นดิน ทรงเป็นดั่งผู้มอบชีวิต มอบความรุ่งเรือง มอบความเจริญงอกงามภายในหัวใจคนไทยทั้งชาติ ทรงเป็นผู้ริเริ่มสร้างสรรค์ เป็นแรงบันดาลใจจุดประกายพลังแผ่นดิน

หากเราได้มีโอกาสศึกษาพระบรมราโชวาท แห่งองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช เราจะเข้าใจได้อย่างแจ่มชัด ด้วยคำสอนที่พระองค์ทรงพระราชทานให้แต่ละข้อแต่ละอย่างนั้น ล้วนเกิดขึ้นจากการที่พระองค์ ทรงไตร่ตรองพิเคราะห์ถึงปัญหานั้นอย่างถ่องแท้แล้วว่า จะเป็นหนทางแห่งการแก้ปัญหาการดับทุกข์ได้ด้วยสมาธิ

ธรรมดาสภาวะจิตอันเป็นสมาธินั้นเกิดขึ้นได้อย่างไร เกิดขึ้นจากการบังคับควบคุม เกิดขึ้นจากความผ่อนคลาย หรือเกิดขึ้นจากภาวะคับขันต่อการแก้ไขปัญหา ที่เกิดขึ้นตรงหน้าจะทำให้ต้อง เร่งรวบรวมสติให้มั่น ไม่ว่าสมาธิจะเกิดขึ้นอย่างไร สมาธิเป็นของดี เป็นของที่เกิดขึ้นได้จากการฝึกฝน เป็นของที่มีอยู่ในกายและในจิตอันพร้อมเป็นของเข้าใจได้ เป็นของเข้าใจง่าย และใช้ได้กับคนทุกเพศทุกวัย และความเข้าใจอันแจ่มชัดที่แสดงให้เห็นว่า สมาธิเองก็มิใช่ของที่เกิดขึ้นโดยลำพังหรือใช้โดยลำพัง แต่สมาธิที่ดีจะยังประโยชน์แก่ผู้อื่นได้มาก หากผู้ใช้สมาธิรู้จักการปฏิบัติอันถูกต้อง ถูกต้องทั้งแก่ตนแลถูกต้องทั้งแก่ผู้อื่น ดังที่ได้ศึกษาจากรอยพระจริยวัตร แห่งองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช อันได้แสดงไว้ถึงเรื่องราวของ "พระสมาธิ"

ผู้ที่เคยเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท ในงานหรือพิธีที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ต้องประทับอยู่เป็นเวลานานๆ เช่น ในพิธีพระราชทานปริญญาบัตร คงจะได้เห็นด้วยความพิศวงกันทุกคนว่า พระเจ้าอยู่หัวนั้นเมื่อทรงนั่งลงแล้ว จะประทับอยู่ในพระอิริยาบถนั้น ตั้งแต่เริ่มพิธีไปจนกระทั่งจบไม่ทรงเปลี่ยนพระอิริยาบถเลย

นอกจากนั้น ยังทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจอย่างกระฉับกระเฉงต่อเนื่อง ไม่มีพระอาการที่แสดงว่าทรงเหนื่อย หรือทรงเบื่อเลย ผมเคยเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท ในพิธีพระราชทานปริญญาบัตร ที่มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในกรุงเทพมหานคร พิธีนั้นยาวถึงประมาณ ๔ ชั่วโมง และมีบัณฑิตผู้สำเร็จการศึกษาเฝ้าฯ รับพระราชทานปริญญาบัตรเป็นจำนวนหลายพันคน ได้เห็นเหตุการณ์เช่นว่านั้น แต่ผมได้เห็นมากกว่านั้นคือ เมื่อเสด็จพระราชดำเนินกลับไปถึงพระตำหนักจิตรลดารโหฐานในตอนค่ำวันนั้น พระเจ้าอยู่หัวยังทรงออกพระกำลังบริหารพระวรกาย ด้วยการวิ่งในศาลาดุสิตาลัยอีก

ในการประกอบพระราชกรณียกิจอื่นๆ ก็เช่นเดียวกัน พระเจ้าอยู่หัวทรงปฏิบัต ิด้วยพระอาการที่แสดงว่า เอาพระทัยจดจ่ออยู่กับพระราชกรณียกิจนั้นๆ อย่างต่อเนื่อง ไม่ทรงเหนื่อยหรือเบื่อหน่าย เช่น ในการทรงดนตรี (ที่ใครๆ มักจะนึกว่าเป็นการหย่อนพระราชหฤทัย) เป็นต้น ผมเคยเห็นพระเจ้าอยู่หัวประทับทรงดนตรี ตั้งแต่หัวค่ำจนสว่าง โดยทรงนั่งไม่ลุกเลย แม้แต่จะเพื่อเสด็จฯ ไปห้องสรง ในขณะที่นักดนตรีอื่นๆ ลงกราบแล้วถอยหลังลุกไปเข้าห้องน้ำกันเป็นครั้งคราวทุกคน

ในการทรงเรือใบก็เช่นเดียวกัน ทรงจดจ่ออยู่กับการบังคับเรืออย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่เริ่มต้นจนกระทั่งจบ ครั้งหนึ่งเสด็จฯ ออกจากฝั่งไปได้ไม่นานก็ทรงแล่นเรือใบเข้าฝั่ง ตรัสกับผู้ที่คอยมาเฝ้าฯ อยู่ ด้วยความฉงนว่า เสด็จฯ กลับเข้าฝั่งเพราะเรือใบพระที่นั่งแล่นไปโดนทุ่นเข้าซึ่งในกติกาการแข่งเรือใบถือว่า ฟาวล์ ทั้งๆ ที่ไม่มีใครเห็น

แสดงว่าการทรงดนตรีก็ดี ทรงเรือใบก็ดี สำหรับพระเจ้าอยู่หัวเป็นงานอีกชนิดหนึ่ง ที่จะต้องทำด้วยความจดจ่อและต่อเนื่องไปจนกว่าจะเสร็จเหมือนกัน

พระราชกรณียกิจอื่นๆ ทั้งน้อยและใหญ่ ทรงปฏิบัติแบบเดียวกัน คือด้วยการเอาพระราชหฤทัยจดจ่อ ไม่ทรงยอมให้ขาดจังหวะจนกว่าจะเสร็จ และไม่ทรงทิ้งขว้างแบบทำๆ หยุดๆ เพราะฉะนั้นจึงจะเห็นว่าพระราชกรณียกิจทั้งหลายนั้น สำเร็จลุล่วงไปเป็นส่วนใหญ่

ผมไปรู้เอาหลังจากที่เข้ารับราชการในตำแหน่งนายตำรวจราชสำนักประจำอยู่ได้ไม่นานว่า ที่ทรงสามารถจดจ่ออยู่กับพระราชกรณียกิจทุกชนิดได้เช่นนั้น ก็เพราะพระสมาธิ

ผมไม่ทราบว่า พระเจ้าอยู่หัวทรงริเริ่มฝึกสมาธิตั้งแต่เมื่อใด แต่สันนิษฐานว่าคงจะเริ่มในเดือนตุลาคม พ.ศ. ๒๔๙๙ เมื่อทรงผนวชที่วัดพระศรีรัตนศาสดาราม (วัดพระแก้ว) หลังจากทรงผนวชแล้ว ประทับจำพรรษาอยู่ที่พระตำหนักปั้นหย่า วัดบวรนิเวศวิหาร ทรงอยู่ในสมณเพศเป็นเวลา ๑๕ วัน ครั้งนั้นสมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์ ซึ่งทรงเป็นพระอุปัชฌาย์จารย์ทรงเลือกสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราชสกลมหาสังฆปริณายก (เมื่อครั้งยังเป็นพระโสภณคณาภรณ์) ให้เป็นพระอภิบาล (พระพี่เลี้ยง) ของพระเจ้าอยู่หัว เป็นที่ทราบกันดีว่า แม้จะทรงมีเวลาน้อย แต่พระเจ้าอยู่หัวก็ทรงศึกษาและปฏิบัติตามพระธรรมวินัยอย่างเคร่งครัด และคงจะได้ทรงฝึกเจริญพระกรรมฐานในโอกาสนั้นด้วย


เมื่อผมเข้าไปเป็นนายตำรวจราชสำนักประจำในปี พ.ศ. ๒๕๑๓ นั้น ปรากฏว่า การศึกษาและปฏิบัติสมาธิ หรือกรรมฐานในราชสำนักกำลังดำเนินอยู่แล้ว พระเจ้าอยู่หัวทรงปฏิบัติเป็นประจำ และข้าราชสำนักข้าราชบริพารหลายคน ทั้งฝ่ายพลเรือนและทหาร ก็กำลังเจริญรอยพระยุคลบาทอยู่ด้วยการฝึกสมาธิอย่างขะมักเขม้น

ผมไม่ได้ตั้งใจจะหัดสมาธิ แม้จะเคยศึกษามาก่อนโดยเฉพาะจากหนังสือของท่านอาจารย์พุทธทาสภิกขุ แต่ระหว่างการตามเสด็จฯ โดยรถไฟ จากกรุงเทพมหานครไปอำเภอทุ่งสง จังหวัดนครศรีธรรมราช เมื่อ พ.ศ. ๒๕๑๕ การเดินทางไกลกว่าที่ผมคาดคิด หนังสือเล่มเดียวที่เตรียมไปอ่านฆ่าเวลาบนรถไฟ ก็อ่านจบเล่มเสียตั้งแต่กลางทาง ขณะนั้นผมเห็นนายทหารราชองครักษ์ประจำ ที่ปฏิบัติหน้าที่ถวายความปลอดภัยร่วมกันสองนาย ใช้เวลาว่างนั่งหลับตาทำสมาธิ ผมจึงลองทำดูบ้างโดยใช้อานาปานสติ (คือกำหนดรู้แต่เพียงว่ากำลังหายใจเข้า และหายใจออก) อันเป็นวิธีที่พระพุทธเจ้าทรงใช้ และท่านอาจารย์พุทธทาสแนะนำ ปรากฏว่าจิตสงบเร็วกว่าที่ผมคาด แลเห็นนิมิตเป็นภาพสีสวยๆ งามๆ มากมาย และเป็นเวลาค่อนข้างนานด้วย ตั้งแต่นั้นมาผมก็ติดสมาธิ และกลายเป็นอีกผู้หนึ่งที่ปฏิบัติสมาธิเป็นประจำมาจนทุกวันนี้

เมื่อความทราบถึงพระกรรณ ว่าผมเริ่มปฏิบัติสมาธิ พระเจ้าอยู่หัวก็ทรงกรุณาพระราชทานหนังสือ และแถบบันทึกเสียงคำสอนของครูบาอาจารย์ต่างๆ ลงมา และบางครั้งก็ทรงพระกรุณาพระราชทาน พระราชดำรัสแนะนำด้วยพระองค์เอง ผมจึงได้รู้ว่า พระสมาธิของพระเจ้าอยู่หัวนั้นก้าวหน้าไปแล้วเป็นอันมาก รับสั่งเล่าเองว่า แม้จะทรงใช้อานาปานสติเป็นอุบายในการทำสมาธิ แต่พระเจ้าอยู่หัว ก็ไม่ทรงสามารถที่จะกำหนดพระอัสสาสะ (ลมหายใจเข้า) และพระปัสสาสะ (ลมหายใจออก) ได้แต่ลำพัง ต้องทรงนับกำกับ วิธีนับของพระเจ้าอยู่หัวนั้นทรงทำดังนี้ หายใจเข้าครั้งที่หนึ่ง นับหนึ่ง หายใจเข้าครั้งที่สอง นับสอง หายใจเข้าครั้งที่สาม นับสาม หายใจเข้าครั้งที่สี่ นับสี่ หายใจเข้าครั้งที่ห้า นับห้า หายใจออกครั้งที่หนึ่ง นับหนึ่ง หายใจออกครั้งที่สอง นับสอง หายใจออกครั้งที่สาม นับสาม หายใจออกครั้งที่สี่ นับสี่ หายใจออกครั้งที่ห้า นับห้า

เมื่อถึงห้าแล้ว หากจิตยังไม่สงบ ก็นับถอยหลังจากห้าลงมาหาหนึ่ง แล้วนับจากหนึ่งขึ้นไปหาห้าใหม่ กลับไปกลับมาเช่นนั้นจนกว่าจิตจะสงบ รับสั่งว่า ที่เห็นพระองค์ประทับอยู่นิ่งๆ นั้น พระจิตทรงอยู่กับหนึ่งเข้าหนึ่งออกตลอดเวลา

พระเจ้าอยู่หัวทรงศึกษาเรื่องสมาธิด้วยการรวบรวม และประมวลคำสอนของครูบาอาจารย์ทุกคนแล้ว ก็ทรงพระกรุณาพระราชทานประมวลคำสอนนั้นแก่ผู้ที่ทรงทราบว่ากำลังปฏิบัติสมาธิอยู่

ครั้งหนึ่ง ทรงพระกรุณาพระราชทานแถบบันทึกเสียงของสมเด็จพระญาณสังวรฯ ให้ผม รับสั่งว่าเป็นบันทึกเสียงการแสดงธรรมเรื่อง ฉฉักกสูตร (คือพระสูตรว่าด้วยธรรมะ หมวด ๖ รวม ๖ ข้อ ซึ่งอธิบายความไม่เที่ยง ความเป็นทุกข์ และความไม่มีตัวมีตนของสิ่งต่างๆ มีอายตนะภายนอก อายตนะภายใน วิญญาณ ผัสสะ เวทนา และตัณหา พระสูตรนี้ เหมาะสำหรับผู้ที่ศึกษาและปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน) และทรงแนะนำให้ผมฟังธรรมบทนั้น

ผมรับพระราชทานแถบบันทึกเสียงม้วนนั้นมาแล้วก็เอาไปใส่เครื่องบันทึกเสียงและเปิดฟัง ฟังไปได้ไม่ทันหมดม้วนก็ปิด แล้วก็เก็บเอาไว้ไม่ได้ฟังอีก หลังจากนั้นไม่นานนัก ได้เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท พระเจ้าอยู่หัวมีพระราชกระแสรับสั่งถามว่า ฟังเทปของสมเด็จฯ แล้วหรือยัง เป็นอย่างไร

ผมไม่อาจจะกราบบังคมทูลความอันเป็นเท็จได้ ต้องกราบบังคมทูลตรงๆ ว่าฟังได้ไม่ทันจบม้วนก็ได้หยุดฟังเสียงแล้ว ตรัสถามต่อไปถึงเหตุผลที่ผมไม่ฟังให้จบ และผมก็จำเป็นต้องกราบบังคมทูลตรงๆ ว่า สมเด็จฯ ท่านเทศน์ฟังไม่สนุก พูดขาดเป็นวรรคๆ เป็นห้วงๆ เนื่องจากสมเด็จฯ พิถีพิถันในการใช้ถ้อยคำและประโยคเทศน์ของท่านนั้น ถ้าเอามาพิมพ์ก็จะอ่านได้สบายกว่าฟัง

พระเจ้าอยู่หัวตรัสถามว่า ที่ฟังสมเด็จฯ เทศน์ไม่รู้เรื่องนั้นก็เพราะคิดไปก่อนหรือไม่ว่า สมเด็จฯ ท่านจะพูดว่าอย่างนั้นอย่างนี้ ครั้นท่านพูดช้ากว่าที่คิด หรือพูดออกมาแล้วไม่ตรงกับที่คาดหมายจึงเบื่อ เมื่อผมนิ่งไม่กราบบังคมทูลตอบ ก็ทรงแนะนำว่าให้กลับไปฟังใหม่ คราวนี้อย่าคิดไปก่อนว่าสมเด็จฯ จะพูดว่าอย่างไร สมเด็จฯ หยุดก็ให้หยุดด้วย ผมกลับมาทำตามพระราชกระแสรับสั่ง เปิดเครื่องบันทึกเสียงฟังเทศน์ของสมเด็จฯ จากแถบบันทึกเสียงม้วนนั้นใหม่ตั้งแต่ต้น ฟังด้วยสมาธิ

สมเด็จฯ หยุดตรงไหน ผมก็หยุดตรงนั้น และไม่คิดๆ ไปก่อนว่า สมเด็จฯ จะพูดว่าอย่างไร คราวนี้ผมฟังได้จนจบและเห็นว่าจริงดังพระราชดำรัส แถบบันทึกเสียงม้วนนั้น เป็นม้วนที่ดีที่สุดม้วนหนึ่ง

ครั้งหนึ่ง หลังจากที่นั่งสมาธิแล้ว ผมได้มีโอกาสเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท และกราบบังคมทูลประสบการณ์ที่ได้ขณะทำสมาธิ ผมกราบบังคมทูลว่า ขณะที่นั่งสมาธิครั้งนั้น รู้สึกว่าตัวเองลอยขึ้นจากพื้นสูงประมาณศอกหนึ่ง ทีแรกก็ยังไม่รู้สึกอะไรแต่ครั้นหัวเริ่มคล้อยลงไปข้างหน้า ทำท่าเหมือนจะตีลังกา ผมก็ตกใจและต้องเลิกทำสมาธิ

พระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชวิจารณ์ว่า ถ้าหากสติยังอยู่ ยังรู้ตัวว่ากำลังเกิดอะไรขึ้น ก็ไม่ควรจะเลิก แต่ควรจะปล่อยให้เป็นไปตามสภาพนั้น

อีกครั้งหนึ่ง หลังจากทำสมาธิแล้ว ผมกราบบังคมทูลว่า พอจิตสงบ ผมรู้สึกว่าตัวเองกำลังเลื่อนต่ำลงไปในท่อขนาดใหญ่ และที่ปลายท่อข้างล่าง ผมแลเห็นแสงสว่างเป็นจุดเล็กๆ แสดงว่าท่อยาวมาก กลัวจะหลุดออกจากท่อไป ผมก็เลยเลิกทำสมาธิ รับสั่งเช่นเดียวกันว่า หากยังรู้ตัว (มีสติ) อยู่ ก็ไม่ควรเลิก ถึงหากจะหลุดออกนอกท่อไปก็ไม่เป็นไร ตราบเท่าที่สติยังอยู่และรู้ว่ากำลังเกิดอะไรขึ้นกับตน

ต่อมาภายหลังจากการศึกษาคำสอนของครูบาอาจารย์ทุกท่าน และโดยเฉพาะของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่ตรัสสอนให้ "ดำรงสติให้มั่น" ในเวลาทำสมาธิ

ในส่วนที่เกี่ยวกับพระสมาธิของพระเจ้าอยู่หัว เคยตรัสเล่าให้ผมฟังว่า ครั้งหนึ่งขณะที่กำลังทรงทำสมาธิอยู่ พระจิตสงบและเกิดนิมิต ในนิมิตนั้นพระเจ้าอยู่หัวทรงทอดพระ เนตรเห็นพระกร (แขนท่อนล่าง) ลอกออกทีละชั้นๆ ตั้งแต่จากพระตจะ (หนัง) ลงไปจนถึงพระอัฐิ (กระดูก)

พระเจ้าอยู่หัวทรงประยุกต์พระสมาธิในการประกอบพระราชกรณียกิจทุกอย่างทั้งน้อยและใหญ่ จึงทรงสามารถเผชิญกับพระราชภาระอันหนัก ในตำแหน่งพระมหากษัตริย์ได้โดยไม่ทรงสะทกสะท้าน หรือหวั่นไหว ไม่ทรงคาดการณ์ล่วงหน้าไปไกลๆ อย่างเลื่อนลอยและเปล่าประโยชน์ ไม่ทรงอาลัยอดีตหรืออนาคต ไม่ทรงเสียเวลาหวั่นไหวไปกับความสำเร็จหรือความล้มเหลว อันเป็นเรื่องที่ผ่านพ้นไปแล้ว แต่ทรงจดจ่ออยู่กับปัจจุบัน ทรงสนพระราชหฤทัยอยู่แต่กับพระราชกรณียกิจเฉพาะพระพักตร์เท่านั้น

ในฐานะที่เกิดมาเป็นพลเมืองของประเทศ ที่มีพระเจ้าอยู่หัวพระองค์นี้เป็นพระประมุข และในฐานะที่ทุกคนมีหน้าที่ในการทำนุบำรุงเมืองไทยนี้ ให้เป็นที่ร่มเย็นของเรา และของลูกหลานของเรา จึงสมควรที่เราจะเจริญรอยประพฤติตามพระยุคลบาท ด้วยการศึกษาและปฏิบัติสมาธิกันอย่างจริงจัง และนำสมาธิมาประยุกต์ในการดำเนินชีวิต เช่นเดียวกับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวของเรา

“เปิดโปขบวนการทิ้งสารเคมีในที่สาธารณะ ช่อง 3 คว้ารางวัลสืบสวนสอบสวนโทรทัศน์ยอดเยี่ยม


ประกาศผลการตัดสินรางวัลข่าว-สารคดีเชิงข่าวโทรทัศน์ยอดเยี่ยม รางวัลแสงชัย สุนทรวัฒน์ “เปิดโปขบวนการทิ้งสารเคมีในที่สาธารณะ ช่อง 3 คว้ารางวัลสืบสวนสอบสวนโทรทัศน์ยอดเยี่ยม, ไทยพีบีเอสรับ 2 รางวัลยอดเยี่ยมสารคดีเชิงข่าวเรื่อง พิพาทธรณีสงฆ์ และ ตามหาสันติภาพฯ ส่วนรางวัลข่าวเหตุการณ์โทรทัศน์ยอดเยี่ยม คือ ข่าวปมหักสวาท ไล่ยิงอริกลางเมือง โมเดิร์นไนน์ทีวี (25 เม.ย. 56) 

นายวิสุทธิ์ คมวัชรพงศ์ นายกสมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย เปิดเผยว่า เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 25เม.ย. นี้ สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย และมูลนิธิแสงชัย สุนทรวัฒน์ ได้จัดงานประกาศผลการตัดสินรางวัลแสงชัย ฯ ประจำปี 2555 โดยมี พลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ องคมนตรี เป็นประธานในพิธี โดยในปีที่ 15 ของการจัดประกวดข่าว สารคดีเชิงข่าววิทยุโทรทัศน์ยอดเยี่ยม รางวัลแสงชัย สุนทรวัฒน์ มีผู้ส่งผลงานเข้าประกวดรางวัลแสงชัยฯ ประจำปี 2555 ทุกประเภท 94 ข่าว ในประเภทรางวัล ดังนี้ 1.รางวัลรายการข่าวและรายการวิทยุยอดเยี่ยม 2.รางวัลประเภทข่าว-สารคดีเชิงข่าวโทรทัศน์ท้องถิ่นดีเด่น 3.การประกวดข่าวโทรทัศน์ยอดเยี่ยม แบ่งเป็น 3 ประเภทรางวัล คือ รางวัลยอดเยี่ยมประเภทข่าวเหตุการณ์, รางวัลยอดเยี่ยมประเภทสารคดีเชิงข่าว และ รางวัลยอดเยี่ยมประเภทข่าวสืบสวนสอบสวน สำหรับรายชื่อผู้ที่ได้รับโล่เกียรติยศและเงินรางวัลของรางวัลแสงชัยสุนทรวัฒน์ ปีที่ 15 ประเภทต่างๆ มีดังนี้

ประเภทโทรทัศน์ข่าวสืบสวนสอบสวน รางวัลยอดเยี่ยม คือ ข่าวเปิดโปงขบวนการทิ้งสารเคมีในที่สาธารณะ รายการข่าว 3 มิติ สถานีโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3 ได้รับเงินรางวัล 100,000 บาท ส่วนรางวัลชมเชย คือ ข่าว เปิดโปงลักลอบทิ้งขยะติดเชื้อ สถานีโทรทัศน์โมเดิร์นไนน์ ทีวี ได้รับเงินรางวัล 30,000 บาท รางวัลสารคดีเชิงข่าวโทรทัศน์ยอดเยี่ยม 2 เรื่อง คือ เรื่อง พิพาทธรณีสงฆ์ และ เรื่อง.....ตามหาสันติภาพ ที่ปัตตานี ตอนสายบุรี สถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส ซึ่งทั้งสองเรื่องจะได้รับเงินรางวัลๆ ละ 50,000 บาท รางวัลข่าวเหตุการณ์โทรทัศน์ยอดเยี่ยม ได้แก่ ข่าวปมหักสวาท ไล่ยิงอริกลางเมือง สถานีโทรทัศน์โมเดิร์นไนน์ทีวี ได้รับเงินรางวัล 50,000 บาท รางวัลข่าวเหตุการณ์ชมเชยอันดับ 1 คือ ข่าวระเบิดโรงแรม ลี การ์เดนส์ พลาซ่า สถานีโทรทัศน์โมเดิร์นไนน์ทีวี ได้รับเงินรางวัล 30,000 บาท และรางวัลข่าวเหตุการณ์ชมเชยอันดับ 2 คือ ข่าว ภูเขาถล่มที่ร่อนพิบูลย์ สถานีโทรทัศน์โมเดิร์นไนน์ทีวี ได้รับเงินรางวัล 20,000 บาท

ประเภทข่าวสารคดีเชิงข่าวโทรทัศน์ท้องถิ่นดีเด่น ผลงานที่ได้รับรางวัลชมเชยอันดับ 2 จำนวน 3 เรื่อง ได้แก่ ผลงานเรื่อง ยาโรงเรียนบริษัท มหาชัยเคเบิลทีวี จำกัด, ผลงานเรื่องลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรม...มลพิษระยะยาว..เย้ยอำนาจรัฐ บริษัท เอ็ม เอส เอส เคเบิ้ล ทีวี จำกัด สาขาฉะเชิงเทรา และ ผลงานเรื่อง อาเซียนมาภาษา(ไทย)ไป บริษัท ปราการเคเบิ้ลทีวี จำกัดได้รับเงินรางวัลๆ ละ 7,000 บาท รางวัล

ประเภทรายการข่าวและรายการวิทยุยอดเยี่ยม แบ่งเป็น 2 ประเภทรางวัลดังนี้รายการวิทยุยอดเยี่ยมเพื่อการเปลี่ยนแปลงทางสังคมยอดเยี่ยม คือ รายการ "สุขทุกข่าว"สถานีวิทยุฯ อสมท จังหวัดขอนแก่น ได้รับเงินรางวัล 30,000 บาท และ รางวัลชมเชยรายการวิทยุยอดเยี่ยมเพื่อการเปลี่ยนแปลงทางสังคม มี 2 รายการคือ รายการ "สืบจากข่าว" ตอน เหยื่อบัญชีอาชญากร สถานีวิทยุ F.M. 100.5 MHz และ รายการ รายการ “การเดินทางของความคิด” จากสถานีวิทยุ F.M. 96.5 MHz ทั้งสองรายการได้รับเงินรางวัลๆ ละ 10,000 บาท ส่วนประเภทรางวัลรายการข่าววิทยุ ไม่มีรายใดได้รับรางวัลยอดเยี่ยม แต่มีรายการ “ครบเครื่องเรื่องข่าว” จาก สำนักข่าวไทย บริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) ได้รับรางวัลชมเชย โดยได้รับเงินรางวัล 10,000 บาท

แฟนสาวหัวหน้าหน่วย EOD ที่เสียชีวิต ยังทำใจไม่ได้


แฟนสาวหัวหน้าหน่วย EOD ที่เสียชีวิต ยังทำใจไม่ได้ เผยหมวดหนุ่ม เพิ่งแต่งงานได้ ๔ เดือน และถูกส่งลงใต้เพียง ๑เดือนก่อนเสียชีวิต

น.ส.กชมน  เตชะสว่างวงศ์ ภริยาของ  เรือโท ชัยสิทธิ์ เตชะสว่างวงศ์ หัวหน้าชุด EOD  หน่วยเก็บกู้ทุ่นระเบิดที่เสียชีวิตจากเหตุระเบิดช่วงเย็นวันที่22เม.ย.ที่ผ่านมา  โพสผ่านFB Kotchamon NuMay ของเธอโดยนำภาพการปฏิบัติหน้าที่ช่วยเหลือน้ำท่วมของ เรือโท ชัยสิทธิ์ ที่ใช้ชื่อในเฟสบุ๊คว่าNet Davidมาลง พร้อม โพสข้อความ ขอบคุณกำลังใจจากหลายๆคนที่เข้ามาแสดงความเสียใจกับการสูญเสียสามี โดยยอมรับว่า ยังทำใจไม่ได้กับความสูญเสียที่เกิดขึ้น

"ณ จุดนี้หัวใจกำลังจะสลาย 
เสียใจที่สุดในชีวิต อยากจะเข็มแข็งแต่มันยากเหลือเกิน ไม่ว่าตอนนี้ที่รักจะอยู่ที่ไหน
ขอให้ที่รักกลับมาหาเค้านะ Net David 
T_T มันยาก และโหดร้ายจริงๆ"

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เรือโท ชัยสิทธิ์ พึ่งลงไปประจำการในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ได้เพียง ๑ เดือน โดยมีกำหนดประจำการ ๑ ปีครึ่ง หลังจากที่เพิ่งแต่งงานกับแฟนสาว เมื่อวันที่ ๑ ธันวาคม ๒๕๕๕ ที่ผ่านมา โดยในเฟสบุ๊คของ นางกชมน มีการโพสภาพการติดต่อพูดคุยของทั้งคู่ก่อนวันเกิดเหตุเพียงวันเดียว โดยมีการหยอกล้อกันด้วยความรักด้วย

"กุ๊กกิ๊กกันทางไกลก่อนนอน 
แม้สัญณาณจะไม่ดี
แต่ก็เบลอว่ารักแถบ 
..แบบว่ารักเธอ?อิ้ววว ^^"



การคุยผ่านโทรศัพท์ของทั้งคู่ก่อนวันสุดท้าย




@@@


กชมน  เตชะสว่างวงศ์
Kotchamon NuMay
เมื่อวานนี้ บริเวณ Amphoe Bang Bua Thong ผ่าน โทรศัพท์มือถือ

ขอบคุณทุกคนนะคะที่ให้กำลังใจ
ณ จุดนี้หัวใจกำลังจะสลาย 
เสียใจที่สุดในชีวิต อยากจะเข็มแข็งแต่มันยากเหลือเกิน ไม่ว่าตอนนี้ที่รักจะอยู่ที่ไหน
ขอให้ที่รักกลับมาหาเค้านะ Net David 
T_T มันยาก และโหดร้ายจริงๆ

/////////////
Kotchamon NuMay
เฟสบุ๊คของ หมวดเน็ต

Kotchamon NuMay
20 เมษายน ผ่านทาง โทรศัพท์มือถือ
ใกล้ Bang Saen, Chon Buri

กุ๊กกิ๊กกันทางไกลก่อนนอน 
แม้สัญณาณจะไม่ดี
แต่ก็เบลอว่ารักแถบ 
..แบบว่ารักเธอ❤อิ้ววว ^^ — กับ Net David

////////////////////

Net David
23 ธันวาคม 2011 บริเวณ Bangkok
เมย์เปรียบเสมือนขวดอากาศ..เพราะหากไม่มีผมคงตาย

/////////////////

ร.ท.ชัยสิทธิ์ เตชะสว่างวงศ์ หัวหน้าชุด EOD ผู้สังเวยชีวิตในหน้าที่

เปิดประวัติ ร.ท.ชัยสิทธิ์ เตชะสว่างวงศ์ หัวหน้าชุด EOD ผู้สังเวยชีวิตจากการหน้าที่ตรวจสอบระเบิด และเพิ่งลงมาปฏิบัติหน้าที่ในภาคใต้เพียงแค่ 1 เดือนเท่านั้น

          เกิดเหตุสะเทือนขวัญขึ้นอีกครั้งในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่ห้องยุทธการเฉพาะกิจนาวิกโยธิน 32 อ.บาเจาะ จ.นราธิวาส ขณะที่เจ้าหน้าที่ชุด EOD ของหน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธินกอง
ทัพเรือ กำลังผ่าตรวจสอบระเบิดที่เก็บกู้ได้เมื่อเช้าวานนี้ (22 เมษายน) ทว่าโจรใต้กลับซ้อนแผน วางวงจรระเบิดไว้สองชั้น ส่งผลให้ระเบิดถูกจุดติดกลางห้องยุทธการ เจ้าหน้าที่ชุด EOD ดับทันที 3
นาย ได้รับบาดเจ็บ 6 นาย กลายเป็นการสูญเสียเจ้าหน้าที่รัฐที่แสนเจ็บปวดอีกครั้งหนึ่ง

โดยที่ 1 ใน 3 รายที่เสียชีวิตนั้น เป็นหัวหน้าชุด EOD ...นามว่า ร.ท.ชัยสิทธิ์ เตชะสว่างวงศ์ หรือชื่อเล่นว่า "เน็ต" เป็นนักเรียนโรงเรียนเทพศิรินทร์ นนทบุรี รุ่นที่ 42-25 และนักเรียนเตรียมทหารรุ่นที่ 45

ฉะนั้นอายุปัจจุบันน่าจะอยู่ที่ประมาณ 25-28 ปี ถือว่าเสียชีวิตตั้งแต่อายุยังน้อย แต่ข้อมูลที่น่าเศร้ายิ่งกว่า นั่นคือ ร.ท.ชัยสิทธิ์ เพิ่งลงมาปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่ 3 จังหวัดภาคใต้เพียงแค่ 1 เดือนเท่านั้น


          นอกจากนี้ เฟซบุ๊ก Wassana Nanuam ของวาสนา นาน่วม ผู้สื่อข่าวสายกองทัพชื่อดัง ยังได้เขียนข้อความถึง ร.ท.ชัยสิทธิ์ เตชะสว่างวงศ์ เกี่ยวกับเหตุการณ์ดังกล่าวเอาไว้ ดังนี้

(22 เม.ย.56 ) มื้อกลางวัน บนสวรรค์เถิดนะน้องชาย RIP..... ด้วยเพราะหน้าที่ ความรับผิดชอบและไฟแรงของ "น้องเน็ท" เรือโท ชัยสิทธิ์ เตชะสว่างวงศ์ ผู้หมวด EOD หน่วยเก็บกู้ทุ่นระเบิดขอบ ทร. นายทหารเรือแห่ง ตท.45 คนนี้ ที่ทำให้เขาต้องเสียชีวิตจากแรงระเบิด 25 กก. ของระเบิดถังแก๊สปิคนิค ระเบิดมัจจุราช ที่คร่าชีวิตเขาและ จ่าเอก ลูกน้องอีก ๓ นาย และบาดเจ็บแขนขาขาด ปางตาย
อีก ๔ นาย.....

          ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของชะตากรรม หรือฟ้ากำหนดไว้แล้วก็ตาม แต่ เรือโท ชัยสิทธิ์ ก็ถือว่าได้ตายในหน้าที่ ....

ด้วยเพราะเวลานั้น 13.30 น. อันล่วงเลย เวลาที่จะทานข้าวมื้อเที่ยงมานานแล้ว แต่ ร.ท.ชัยสิทธิ์ ยังไม่อยากทานข้าว เพราะอยากทำภารกิจให้เสร็จสิ้น ในการตรวจสอบถังระเบิดให้เรียบร้อยเสียก่อน

หลังจากที่หน่วยEOD ทั้งหมด ทำงานอย่างต่อเนื่องตั้งแต่เช้า หลังจากการเคลียร์พื้นที่ ในวันอันแสนวุ่น โจรใต้นำป้ายผ้าภาษา "รูมี" (ภาษามาเลเซียที่เขียนทับศัพท์ด้วยภาษาอังกฤษ) ต่อต้านการเจรจาสันติภาพ ไปแขวนไว้ในหลายจุด พร้อมทั้งการเก็บกู้ระเบิดถังแก๊สปิคนิค แล้ว แต่ก็นำมันกลับเข้ามาในค่าย ฐาน ฉก.นย.๓๒ ด้วย โดยมิอาจหยั่งรู้ได้ว่า เป็นการเปิดประตู ให้มัจจุราช ที่มาเยือนถึงในฐาน ด้วยเพราะคิดว่า ตัดชนวนและวงจรไปแล้ว

          โดยหารู้ไม่ว่า โจรใต้คิดนำหน้าไปไกล ด้วยแรงแค้นอาฆาต วางวงจรระเบิดสองชั้น แบบที่เรียกว่า "วงจรแบบหัวล้านชนกัน" ซ่อนไว้ เมื่อหน่วย EOD ไปแกะเพื่อตรวจสอบ เพื่อศึกษา ก็ไปถูกวงจรที่ซ่อนอยู่ระเบิด ส่งผลให้ ร.ท.ชัยสิทธิ์ เสียชีวิตคาที่ ร่างกายแหลก ศีรษะขาด พร้อมลูกน้องในทีม และเจ็บสาหัส แขนขาขาดอีกหลายนาย....พวกเขาจึงเป็นทหารเรือผู้เสียสละโดยแท้ ขอให้ไปทานมื้อเที่ยง บนสรวงสวรรค์ แล้วกันนะ น้องชาย และทหารเรือผู้เสียสละทุกนาย RIP

สุดท้ายนี้ ขอแสดงความเสียใจต่อครอบครัวของ ร.ท.ชัยสิทธิ์ เตชะสว่างวงศ์ หัวหน้าชุด EOD รวมถึง พ.จ.อ.ทัศนัย ชมภูทวีป และ จ.อ.เรวัตร คงนาค เจ้าหน้าที่ชุด EOD ที่พลีชีพเพื่อชาติ และขอให้

ดวงวิญญาณของวีรบุรุษเหล่านี้ไปสู่สุคติด้วยเถิด
//////////
ทำเนียบรุ่นนักเรียนเตรียมทหารรุ่นที่ 45
ชื่อ นตท. ชัยสิทธิ์ นามสกุล เตชะสว่างวงศ์
ชื่อเล่น เนท เหล่า ทหารเรือ
ฉายา เหลน , นักบาส RCA , หน้าหม้อ
วันเกิด ๓๐ เม.ย. ๒๕๒๘
ที่อยู่ ๖๘/๘๒ หมู่ ๑๕ ซอย ๔ ถนน ตลิ่งชัน -สุพรรณบุรี
ตำบล บางแม่นาง อำเภอ บางใหญ่ จังหวัด นนทบุรี
โรงเรียนเดิม เทพศิรินทร์ นนทบุรี
e-mail ninetninet@hotmail.com
ชมรม แฟนซีดริล
หน้าที่พิเศษ คอมเพียว
ความสามารถพิเศษ ควงปืน
บุคคลในดวงใจ พ่อ แม่ ตา ยาย
งานอดิเรก เล่นเน็ต ,วิ่ง
ข้อความฝาก ไม่ฆ่าน้อง ไม่ฟ้องนาย ไม่ขายเพื่อนซื่อสัตย์ในหน้าที่ จงรักภักดีต่อชาติ
////////////////////////
ผบ.หน่วยกู้ระเบิดฉก.อโณทัย

ผบ.หน่วยกู้ระเบิดฉก.อโณทัย 'ถ้าเราไม่เข้าหา..แล้วใครจะทำ'

               เหตุความไม่สงบใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้พรากชีวิตทหารกล้าไปอีก 3 นาย คราวนี้เป็นชุดเก็บกู้วัตถุระเบิดนาวิกโยธิน ประกอบด้วย 1.ร.ท.ชัยสิทธิ์ เตชะสว่างวงศ์ อายุ 28 ปี หัวหน้าชุด

2.พ.จ.อ.ทัศนัย ชมพูทวีป อายุ 35 ปี รองหัวหน้าชุด และ 3.จ.อ.เรวัตร คงนาค อายุ 31 ปี เสมียนกองยุทธการหมวดทำลายวัตถุระเบิด

               การสูญเสียชุดกู้ระเบิดฝีมือดีครั้งนี้ หนึ่งในผู้ที่สะเทือนใจมากที่สุด นอกจากครอบครัวทหารผู้กล้า คือ พ.อ.ทวีศักดิ์ จันทราสินธุ์ ผู้บังคับหน่วยทำลายล้างวัตถุระเบิด หน่วยเฉพาะกิจอโณทัย

จ.ปัตตานี ในฐานะ "ครู" ของชุดอีโอดีทุกเหล่าทัพ ผู้ยืนหยัดทำลายล้างระเบิดนับหมื่นๆ ลูกมาเกือบ 10 ปี นับตั้งแต่วันที่ 10 มกราคม 2547 หรือหลังเหตุการณ์ปล้นปืนแค่ 6 วัน

@ทราบว่า หัวหน้าชุดกู้ระเบิดที่เสียชีวิตเป็นหนึ่งใน "ลูกศิษย์" ด้วย

               ปกติอีโอดีทุกเหล่าทัพจะต้องผ่านการอบรมกับผมมาทั้งหมด เป็นคอร์สสั้นๆ 1 อาทิตย์ สำหรับ ร.ท.ชัยสิทธิ์ เคยมาเรียนหลักสูตรระเบิดแสวงเครื่องในภาคใต้ และตะวันออกกลาง ซึ่งตอนที่ลงมาปฏิบัติภารกิจภาคใต้เขาก็ยังมารายงานตัวกับผมอยู่เลย ซึ่งนิสัยของน้องเขาเป็นคนเรียบร้อย เอาจริงเอาจัง เขาบอกว่า หากมีอะไรช่วยชี้แนะเขาได้เต็มที่ ผมก็ชวนอยู่ว่าว่างๆ มาทานข้าวด้วยกัน

@รู้สึกอย่างไรตอนที่ทราบข่าว และประเมินว่า สาเหตุเกิดจากอะไร

               ทั้งตกใจ และเสียใจมาก แต่เขาทำดีที่สุดแล้ว เท่าที่ประเมินเบื้องต้นคาดว่า เป็นการต่อวงจรที่ภาษาอีโอดีเรียกว่า "โอเวอร์ลูป" หรือที่โบราณเรียก "หัวล้านชนกัน" คือ หากเราเปิดฝาออกเพื่อ
จะปลดเชื้อปะทุข้างใน มันจะดึงให้วงจรที่ต่อเอาไว้ข้างในทำงาน และระเบิดทันที กรณีแบบนี้ผมก็เจอมาหลายครั้ง ส่วนใหญ่จะเป็นคาร์บอมบ์ ถ้าเราเปิดฝากระโปรงออกมันก็จะระเบิดทันที

@เคยเจอเหตุการณ์เฉียดตายแค่ไหน

               ตอนนั้นประมาณปี 2550 ผมเข้าไปเก็บกู้ระเบิดในกล่องเหล็ก 5 ลูก ที่ จ.นราธิวาส ขณะที่กำลังเก็บกู้ลูกที่ 1 อยู่นั้น จู่ๆ อีก 4 ลูกก็มีควันลอยขึ้นมาพร้อมกัน ทุกลูกอยู่ห่างไปแค่ 3 เมตรเท่านั้น ผมจึงรีบถอนกำลังออกมา เพราะกลัวระเบิดจะทำงาน แต่โชคดีมากที่เป็นแค่วงจรไหม้เท่านั้น ไม่รู้รอดมาได้ยังไง

@มีกลัวบ้างไหม

               ยิ่งรู้มากก็ยิ่งกลัวมาก และจะประมาทไม่ได้เลย เพราะถ้าพลาดแล้วไม่มีโอกาสแก้ตัว

@เสี่ยงชีวิตขนาดนี้มีการฝึกทบทวน และระมัดระวังตัวเองอย่างไร

               เราจะฝึกทบทวนกันทุกวันในตอนค่ำโดยให้มีการตั้งโจทย์ขึ้นมา แล้วให้กำลังพลฝึกคิดแก้ปัญหา จากนั้นก็ให้คนที่เหลือคอมเม้นต์ (แสดงความคิดเห็น) ว่า สิ่งที่เขาคิดรอบคอบดีแล้วหรือไม่ หรือจะต้องปรับปรุงตรงจุดไหนเพื่อให้ปลอดภัยมากที่สุด จากนั้นก็จะให้ฝ่ายยุทธการสรุปเป็นรูปแบบในการปฏิบัติงานขึ้นมา การฝึกคิดจะช่วยชีวิตเขาได้ เพราะรูปแบบระเบิดมันไม่ตายตัว

@ฝึกทบทวน และระวังกันขนาดนี้มีพลาดบ้างหรือไม่

               ตั้งแต่ตั้งหน่วยมามีสูญเสีย 1 นาย บาดเจ็บ 10 กว่านาย โดยเหตุการณ์ที่สูญเสีย คือ เหตุระเบิดที่อาคารแปดเหลี่ยม จ.ยะลา ปี 2552 และมีบาดเจ็บสาหัสอีก 2 นาย ซึ่งครั้งนั้นกระทบขวัญกำลังใจมากๆ แต่ก็พยายามบอกลูกน้องว่า มันเป็นเรื่องธรรมดาของการทำงานที่ร้อยครั้งพันครั้งต้องมีพลาดกันบ้าง แต่หลังจากนั้นคนที่บาดเจ็บสาหัส 2 นาย ก็กลับเข้ามาทำงานอีกจนถึงวันนี้

@อุปกรณ์ป้องกัน และเบี้ยเสี่ยงภัยเพียงพอหรือไม่

               เราไม่ได้มองตัวเงินเป็นหลัก แต่ถ้าได้ค่าฝ่าอันตรายที่มากขึ้นก็ถือว่าดีกว่าตายแล้วได้เงินเป็นล้าน แต่ไม่ได้ใช้ ทุกวันนี้นายทหารสัญญาบัตรได้ค่าเสี่ยงภัยเดือนละ 10,000 บาท ชั้นประทวน 7,500 บาท สมมุติว่า กู้ระเบิดวันละ 1 ลูก เดือนหนึ่งก็ 30 ลูก ก็ตกลูกละ 200 กว่าบาท แต่ส่วนใหญ่จะมีระเบิดมากกว่านั้น เฉลี่ยปีละประมาณ 1,000 ลูก

               สำหรับอุปกรณ์ตรวจระเบิดก็ใช้ "ไฟโด้" เป็นหลัก ส่วนบอมบ์สูทมี 18 ตัว ซึ่งถือว่าเพียงพอ แต่ของเก่ากำลังหมดอายุปีหน้าอีก 7 ตัว เราก็กำลังเสนอความต้องการมาทดแทน ขณะที่เสื้อเกราะมีประมาณ 20 ตัว กำลังพล 100 กว่าคน ใช้เสร็จก็เอามาผึ่งแดดให้ชุดต่อไปได้ใช้ แต่ถ้าบางครั้งมีระเบิดพร้อมกันหลายสิบจุดก็ไม่พอ ถ้ามีเสื้อเกราะมาเพิ่มก็จะช่วยได้มากขึ้น

@ทำงานหนัก เสี่ยง และเครียดแบบนี้ได้พักแค่ไหน

               เรามีเวลาทำงาน 30 วัน พัก 10 วัน ส่วนผมไม่จัดอยู่ในระบบ เพราะส่วนใหญ่จะอยู่ที่หน่วยตลอด บางครั้งก็ต้องเข้าที่เกิดเหตุด้วย เช่น เหตุป่วน จ.ปัตตานี หลายสิบจุดเมื่อวันที่ 9-10 เมษายน
ที่มีทั้งระเบิดเรือประมง และระเบิดรถเกราะรีว่าทำให้ทหารเสียชีวิต 2 นาย แต่บางครั้งถ้าได้มาประชุมกรุงเทพฯ ก็อาจได้พักบ้าง 2-3 วัน

               ส่วนวงรอบการทำงาน คือ ผลัดละ 1 ปี แต่ส่วนใหญ่ลูกน้องผมจะอยู่กันหลายปี ไม่ค่อยมีใครขอย้าย ส่วนที่ต้องย้าย เพราะความจำเป็นของครอบครัวมากกว่า เช่น บางคนต้องไปแต่งงาน มีลูก ต้องกลับไปดูแลพ่อแม่ แต่ก็มีคนมาสมัครใหม่จนเกินความต้องการตลอด

@อยู่ภาคใต้มาเกือบ 10 ปี ไม่มีความคิดที่จะย้าย หรือครอบครัวอยากให้ย้ายบ้างหรือ

               ตั้งแต่จบจากโรงเรียนนายร้อยเมื่อปี 2530 ผมก็ทำงานกับระเบิดมาตลอด และมาอยู่ภาคใต้ตั้งแต่วันแรกๆ หลังเหตุการณ์ปล้นปืน ถามว่า เขาเคยห้าม และอยากให้ย้ายไหมก็ห่วงเป็นธรรมดา
แต่ตอนหลังคงชินแล้ว ซึ่งผมก็บอกมาตลอดว่า งานอีโอดี(เก็บกู้วัตถุระเบิด) ในประเทศนี้มีไม่กี่คนที่ทำได้ รวม 3 เหล่าทัพไม่ถึงพันคน ถ้าเราไม่เข้าหา แล้วใครจะทำ
................

แม้จะต่างยศกันแต่นี่คือเพื่อนร่วมสนามรบของเพื่อนผม เขาเป็นเพื่อน ที่รักของพวกเรา ทุกคน .....เพื่อนตท 45 

.....ความในใจ มาราดา เน็ท ร.ท.ชัยสิทธ์ เตชะสว่างวงศ์. ....

ตอนได้ยินข่าวเรื่องระเบิด..แม่ก็นั่งดูข่าวอยู่นะ..ยังนึกสงสารทหารอยู่เลยว่า ต้องมาเจ็บมาตาย...แม่ก็สงสารครอบครัวทหารว่าเค้าจะอยู่กันอย่างไร...แต่ยังไม่ทันไร...แม่มาคนที่แม่สงสารกลับมาเป็นลูกชายตัวเอง...ครอบครัวที่น่าสงสาร..คือครอบครัวตัวเอง..แม่เจ็บ..แม่ปวด..แม่น้ำตาไหลจนแทบเป็นสายเลือด..น้ำตาแม่ไหลจนมันตกในไปแล้ว..แม่นั่งรถมาสัตหีบระหว่างรอศพ..ลูกชายแม่...มองไปทางไหน...แม่ก็เห็นเขาไปหมด..เพราะทุกบนถนนสายสัตหีบนี้...ลูกชายแม่พาเที่ยว...พาทำความรู้จักหมดแล้ว...แล้วแม่จะทำเช่นไร...แม่มองไปทางไหนก็มีแต่ลูกชายแม่คนนี้....แต่ตอนนี้สิ ไม่ม่แล้ว ....ใครตอบแม่ได้ไหม...แม่ต้องทำเช่นไร.../// อารยา ไร้คำตอบจากคำถามนี้ ..เพราะอารยาก็ไม่รู้จะหาคำตอบจากไหนมาให้...มันมีเพียงแค่คำความว่างเปล่า....ก่อนจะหันไปมองร่างที่นอนสงบนิ่งภายในโลงศพที่คลุมด้วยธงชาติไทย

ข้อคิด....กลับมาจากงานรดน้ำศพของ 3 นายทหารนาวิกโยธิน อีโอดี กองทัพเรือ ....แล้วคิดได้อย่างเดียว....คนเราจะอะไร...สุดท้ายก็ต้องไปอยู่ในโลงศพอยู่ดี....ตอนอยู่...ทำอะไรไว้ให้และตอบแทน

บนผืนแผ่นดินนี้เช่นพวกเค้าเหล่านี้หรือยัง...

(by Araya Poejar : Spring News ) ภาพ และ บทความดีๆนี้มาจาก คุณ Araya Poejar และเห็นว่าเป็นบทความดีๆที่ คนไทยทั้งในและที่อยู่นอกพื้นที่ จชต.ควรจะอ่าน ควรจะแชร์ ครับ

///////////////
อ้างอิง เหตุ
22 เม.ย.56 เวลา 1330 เกิดเหตุระเบิดขณะ จนท.ชุดเก็บกู้วัตถุระเบิด ฉก.นย.ทร. ทำการตรวจสอบและนิรภัย ณ ที่ปลอดภัย บก.ฉก.นราธิวาส 32 เบื้องต้น
เสียชีวิต 3นาย ทราบชื่อเสียชีวิต ดังนี้
1.ร.ท.ชัยสิทธิ์ เตชะสว่างวงค์
2.พ.จ.อ.ทัศนัย ชมภูทวีป
3.จ.อ.เรวัตร คงนาค

ได้รับบาดเจ็บ 6นาย ทราบชื่อ ดังนี้
1.พ.จ.อ.สมเพชร ญาณปัญญาเสา
2.จ.อ.ธีรวัฒน์ สมรอดรู้
3.จ.อ.สายัญ ชินบุตร
4.จ.อ.ธงชัย สุยวงค์
5.จ.อ.ศราวุธ ตาปนานนท์
6.จ.อ.องอาจ ศัดดา
2222222222

 Wasana Nanuam

(22 เม.ย.56 ) มื้อกลางวัน บนสวรรค์เถิดนะน้องชาย RIP..... ด้วยเพราะหน้าที่ ความรับผิดชอบและไฟแรงของ "น้องเน็ท" เรือโท ชัยสิทธิ์ เตชะสว่างวงศ์ ผู้หมวด EOD หน่วยเก็บกู้ทุ่นระเบิดขอบ ทร. นายทหารเรือแห่งตท.45 คนนี้ ที่ทำให้เขาต้องเสียชีวิตจากแรงระเบิด 25กก. ของระเบิดถังแก๊สปิคนิค ระเบิดมัจจุราช ที่คร่าชีวิตเขาและ จ่าเอก ลูกน้องอีก ๓นาย และบาดเจ็บแขนขาขาด ปางตายอีก ๔ นาย.....ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของชะตากรรม หรือฟ้ากำหนดไว้แล้วก็ตาม แต่ เรือโท ชัยสิทธิ์ ก็ถือว่าได้ตายในหน้าที่ ....ด้วยเพราะเวลานั้น 13.30 น.อันล่วงเลย เวลาที่จะทานข้าวมื้อเที่ยงมานานแล้ว แต่ ร.ท.ชัยสิทธิ์ ยังไม่อยากทานข้าว เพราะอยากทำภารกิจให้เสร็จสิ้น ในการตรวจสอบถังระเบิดให้เรียบร้อยเสียก่อน หลังจากที่หน่วยEOD ทั้งหมด ทำงานอย่างต่อเนื่องตั้งแต่เช้า หลังจากการเคลียร์พื้นที่ ในวันอันแสนวุ่น โจรใต้นำป้ายผ้าภาษา "รูมี" (ภาษามาเลเซียที่เขียนทับศัพท์ด้วยภาษาอังกฤษ) ต่อต้านการเจรจาสันติภาพ ไปแขวนไว้ในหลายจุด พร้อมทั้งการเก็บกู้ระเบิดถังแก๊สปิคนิค แล้ว แต่ก็นำมันกลับเข้ามาในค่าย ฐาน ฉก.นย.๓๒ ด้วย โดยมิอาจหยั่งรู้ได้ว่า เป็นการเปิดประตู ให้มัจจุราช ที่มาเยือนถึงในฐาน ด้วยเพราะคิดว่า ตัดชนวนนและวงจรไปแล้ว โดยหารู้ไม่ว่า โจรใต้คิดนำหน้าไปไกล ด้วยแรงแค้นอาฆาต วางวงจรระเบิดสองชั้น แบบที่เรียกว่า "วงจรแบบหัวล้านชนกัน" ซ่อนไว้ เมื่อหน่วยEOD ไปแกะเพื่อตรวจสอบ เพื่อศึกษา ก็ไปถูกวงจรที่ซ่อนอยู่ระเบิด ส่งผลให้ ร.ท.ชัยสิทธิ์ เสียชีวิต พร้อมลูกน้องในทีม และเจ็บสาหัส แขนขาขาดอีกหลายนาย....พวกเขาจึงเป็นทหารเรือผู้เสียสละโดยแท้ ขอให้ไปทานมื้อเที่ยง บนสรวงสวรรค์ แล้วกันนะ น้องชาย และทหาร

เรือผู้เสียสละทุกนาย RIP
222222222222

วันพุธที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2556

โฆษกศาลรธน.ไม่กังวล เสื้อแดง ขู่ปิดที่ทำการ

วันพุธที่ 24 เมษายน 2556, 04:23 น.

โฆษกสำนักงานศาล รธน. เผย กลต.รธน.ยังไม่พิจารณาคำร้องขอให้มีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวแก้ ม.68 ขัดรธน.ของ พล.อ.สมเจตน์ บุญถนอม พรุ่งนี้ เหตุยังไม่มีวาระการประชุม ยัน ไม่กังวลกลุ่มเสื้อแดง ขู่ ปิดศาลพรุ่งนี้

วันที่ 23 เม.ย. 2556 นายกมล โสตถิโภคา โฆษกสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ เปิดเผยถึง กรณีคำร้องของ พล.อ.สมเจตน์ บุญถนอม ส.ว.สรรหา ที่ร้องว่า การแก้ไขมาตรา 68 ขัดรัฐธรรมนูญ และขอให้ศาลมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวเป็นกรณีฉุกเฉิน ว่า คณะตุลาการ ยังไม่มีการประชุมเพื่อพิจารณาในคำร้องดังกล่าว ประกอบกับยังไม่มีการบรรจุเรื่องนี้ในวาระการประชุมตุลาการ เพราะยังไม่การประชุมในวันพรุ่งนี้ (24 เม.ย.)

ส่วน กรณี ส.ส.เพื่อไทยและ ส.ว. 312 คน ที่ลงชื่อเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญ จะส่งหนังสือไม่ยอมรับอำนาจการพิจารณาของศาลนั้น นายกมล เชื่อว่า เรื่องนี้ทางตุลาการคงต้องรอดูหนังสือเปิดผนึกดังกล่าวก่อน ว่ามีความต้องการ และวัตถุประสงค์อย่างไร แล้วจึงจะมาพิจารณาในภายหลัง

อย่างไรก็ตาม โฆษกศาลรัฐธรรมนูญ ไม่กังวลกับการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดง หน้าศาล เพราะมีเจ้าหน้าที่ตำรวจดูแลความเรียบร้อย ส่วนการที่ผู้ชุมนุมขู่จะปิดศาลในวันพรุ่งนี้ หากศาลไม่ทำตามข้อเรียกร้อง นั้น ตนมองว่า เป็นเพียงการแสดงในเชิงสัญลักษณ์ที่ต่างคนต่างแสดงความเห็นที่แตกต่างกัน

แหล่งข่าวเปิดเผยว่า ในช่วงวันนี้ 23 เม.ย. ตุลาการ ได้มีการพุดคุยกันถึงกรณีที่ ส.ส.เพื่อไทย และ ส.ว.จะยื่นแถลงการณ์ ไม่รับอำนาจศาลรัฐธรรมนูญว่า ทางศาลรัฐธรรมนูญ คงไม่มีความจำเป็นที่จะต้องออกมาชี้แจง ให้ประชาชนเข้าใจ การทำหน้าที่ของศาลรัฐธรรมนูญ เพราะตามที่ ส.ส.และ ส.ว.ไม่รับอำนาจศาล และจะไม่ยื่นคำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาในดคีแก้ไข รัฐธรรมนูญมาตรา 68 นั้น น่าจะไม่เป็นผลดี กับผู้ถูกร้องมากกว่า โดยได้มีการยกกรณี ที่มีการฟ้องคดีในศาลแพ่งแล้ว จำเลยไม่โต้แย้ง ว่า ศาลก็ยังเดินหน้าพิจารณาคดี และไม่ต้องออกมาชี้แจงถึงเหตุผลว่าทำไมศาลพิจารณาโดยไม่มีคำชี้แจงของอีกฝ่าย

ทั้งนี้ ในการพูดคุย มีความเห็นว่า ศาลรัฐธรรมนูญใช้อำนาจตุลาการ ซึ่งเป็นหนึ่งในสามอำนาจของการปกครองในระบอบประชาธิปไตย การที่ ส.ส.และ ส.ว.จะไม่รับอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญ ก็ไม่รู้ว่า เป็นการอ้างบทบัญญัติข้อใด ในรัฐธรรมนูญ เพราะหากที่สุดแล้ว ศาลรัฐธรรมนูญ มีคำวินิจฉัยออกไป รัฐธรรมนูญก็บัญญัติให้ผูกพันทุกองค์กร ซึ่งรวมทั้งรัฐสภาต้องปฏิบัติตาม.

โดย ไทยรัฐออนไลน์

ศาลอังกฤษตัดสินนักธุรกิจขาย"เครื่องตรวจระเบิดปลอม"ให้ไทย

วันพุธที่ 24 เมษายน 2556, 10:10 น.
นักธุรกิจมหาเศรษฐีชาวอังกฤษที่ขายเครื่องตรวจจับวัตถุระเบิดปลอมให้แก่ประเทศต่างๆ อาทิ อิรัก จอร์เจีย และไทย โดยที่ทราบว่าเครื่องไม่มีประสิทธิภาพ ถูกตัดสินให้มีความผิดฐานฉ้อโกง

นายเจมส์ แม็คคอร์มิค 56 ปี มีรายได้กว่า 50 ล้านปอนด์ จากการขายเครื่องตรวจจับวัตถุระเบิดดังกล่าว โดยมียอดขายในอิรักกว่า 6,000 เครื่อง ตำรวจเผยว่า อุปกรณ์ดังกล่าว ที่ออกแแบคล้ายกับเครื่องตรวจหาลูกกอล์ฟ ยังคงมีการใช้ในจุดตรวจบางแห่ง

ในระหว่างการไต่สวนที่ศาลอาญากลาง กรุงลอนดอน เมื่อวันอังคาร ศาลกล่าวว่า เครื่องตรวจจับวัตถุระเบิดดังกล่าว ซึ่งมีมูลค่าเครื่องละ 40,000 ดอลลาร์สหรัฐ ว่าไร้ประสิทธิภาพโดยสิ้นเชิงและขาดการอ้างอิงทางวิทยาศาสตร์ ขณะที่เจ้าหน้าที่ตรวจสอบคุณภาพ กล่าวว่า อุปกรณ์ดังกล่าวไม่มีประสิทธิภาพและนายแมคคอร์มิคทราบดี

โดยศาลมีคำตัดสินว่านายแมคคอร์มิคมีความผิดฐานฉ้อโกง จากการหลอกขายเครื่องมือตรวจจับวัตถุระเบิดขนาดมือถือ "เอดีอี 651" ให้แก่กองทัพและสำนักงานตำรวจหลายประเทศทั่วโลก รวมถึง อิรัก ไนเจอร์ จอร์เจีย อียิปต์ และไทย

นายแมคคอร์มิคอ้างว่า อุปกรณ์ดังกล่าวสามารถตรวจสอบวัตถุต้องสงสัยต่างๆที่ถูกซุกซ่อน อาทิ ยาเสพติด ระเบิด หรือแม้กระทั่งคน และยังอ้างว่าสามารถใช้ได้ในน้ำ และในอากาศ และสามารถตรวจจับวัตถุได้ลึกถึง 1 กม. ใต้พื้นดิน และกว่า 3 ไมล์ในอากาศ โดยอ้างว่าภายในเครื่องมีการ์ดที่ถูกตั้งโปรแกรมเพื่อตรวจสอบวัตถุได้หลายประเภท ตั้งแต่ งาช้าง ไปจนถึงธนบัตร

อย่างไรก็ดี ตามความจริงแล้ว อุปกรณ์ดังกล่าวมีกลไกการทำงานเช่นเดียวกับเครื่องตรวจหาลูกกอล์ฟ มูลค่า 20 ดอลลาร์ ซึ่งเขาซื้อมาจากสหรัฐฯ และไม่มีอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ใดๆ

ตำรวจกล่าวว่า พฤติกรรมดังกล่าวแสดงให้เห็นว่านายแมคคอร์มิคมีการกระทำที่ขาดความเอาใจใส่ต่อความปลอดภัยของผู้ใช้ ที่กวังว่าว่าอุปกรณ์จะช่วยป้องกันความปลอดภัยได้ อย่างไรก็ดี ศาลพิจารณาแล้วเห็นว่าไม่มีหลักฐานว่านายแมคคอร์มิคพยายามขายอุปกรณ์ดังกล่าวให้แก่กระทรวงกลาโหม ทั้งนี้ ศาลมีกำหนดอ่านคำพิพากษาลงโทษจำเลยในคดีนี้ ในวันที่ 2 พ.ค.

อิรักใช้เงินไปกว่า 40 ล้านดอลลาร์ในการซื้ออุปกรณ์ดังกล่าวจำนวน 6,000 เครื่อง ระหว่างปี 2008 และ 2010 ทำให้พลเอกจิฮัด อัล-จาบิรี หัวหน้าหน่วยเก็บกู้วัตถุระเบิดแบกแดด ปัจจุบันต้องถูกจำคุกในข้อหาคอร์รัปชัน พร้อมกับเจ้าหน้าที่อีก 2 ราย