‘ประยุทธ์’ เตรียมแถลงนโยบายต่อสภาฯ12ก.ย. วางITจัดการพวกคะนองปากต่อสถาบันฯ แก้กม.ล้าสมัยไม่เป็นธรรม
นายกรัฐมนตรี เตรียมแถลงนโยบายต่อสภาฯ12 ก.ย. นี้ ยึดหลัก “ทำก่อน ทำจริงจัง และทำทันที จนบังเกิดผลสัมฤทธิ์” เช่น วางITจัดการผู้คะนองปากหรือประสงค์ร้ายสถาบันฯ แก้กม. ล้าสมัยไม่เป็นธรรม ฯลฯ เตรียมลงพื้นที่ตรวจน้ำท่วมหลังแถลงฯ
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เตรียมแถลงนโยบายต่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ในวันที่ 12 ก.ย.นี้ สาระสำคัญของนโยบายรัฐบาล คือรัฐบาลยังคงยึดมั่นตามโรดแมปที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กำหนดไว้ ซึ่งขณะนี้อยู่ระยะที่ 2 คือมีการจัดตั้งคณะรัฐมนตรี และที่จะตามมาคือ การจัดตั้งสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ และคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ เพื่อออกแบบวางรากฐานทางการเมือง เศรษฐกิจและสังคม อันมั่นคงแก่ประเทศก่อนจะส่งผ่านไปสู่ระยะที่ 3 คือการประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับถาวรและการจัดการเลือกตั้งทั่วไป เงื่อนไขดังกล่าวเป็นพันธกิจที่รัฐบาลจะยังคงยึดมั่นและดำเนินการต่อไป โดยยึดหลัก “ทำก่อน ทำจริงจัง และทำทันที จนบังเกิดผลสัมฤทธิ์”
“การที่รัฐบาลนี้ไม่ได้จัดตั้งขึ้นจากพรรคการเมือง จึงไม่มีนโยบายของพรรคที่ใช้หาเสียงหรือหวังคะแนนประชานิยมมาเป็นฐานทางการเมือง ทุกคนจึงไม่ต้องวิตกว่าจะมีการนำประเทศเข้าไปผูกพันจนเสียวินัยการคลัง หรือเกิดภาระอนาคต และด้วยความที่มีเอกภาพทางนโยบาย จึงไม่ต้องวิตกว่าการทำงานในแต่ละกระทรวงจะไม่บูรณาการสอดคล้อง หรือพายเรือคนละที สิ่งเหล่านี้น่าจะเป็นพลังอำนาจหรือเกื้อหนุนให้รัฐบาลทำงานยากในเวลาสั้นได้ราบรื่น และจะไม่ให้การทำงานของรัฐบาลกลายเป็นภาระของประเทศเป็นอันขาด”
มาตรา 19 ของรัฐธรรมนูญได้กำหนดหน้าที่ของรัฐบาลไว้ 3 ประการ คือการบริหารราชการแผ่นดิน การดำเนินการให้มีการปฏิรูปในด้านต่าง ๆ และการส่งเสริมความสามัคคีและความสมานฉันท์ของประชาชนในชาติ รัฐบาลจึงกำหนดนโยบายให้สอดคล้องกับหน้าที่ทั้งสามประการในด้านการบริหารราชการแผ่นดิน รัฐบาลจำแนกเป็น 11 ด้าน โดยนำยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศว่าด้วยการเข้าใจ เข้าถึงและพัฒนาตามแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมาเป็นหลักสำคัญ ใช้ปรัชญาเศรษฐกิจพอพียง มาแนวคิด ใช้แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 11 แนวทางของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ และความต้องการของประชาชน ซึ่งแสดงออกมาตลอดและน่าจะชัดเจนขึ้นในช่วงเวลาการออกแบบการปฏิรูปประเทศเป็นแนวทางการกำหนดนโยบาย
นโยบายทุกด้านต้องสร้างความเข้มแข็งแก่องค์กรการปกครองทุกระดับตั้งแต่ท้องถิ่นจนถึงประเทศ มียุทธศาสตร์การพัฒนาที่ยั่งยืน ครอบคลุมปัญหาเฉพาะหน้าที่ต้องทำทันที ระยะกลาง ที่จะทำต่อไปหรือต้องรอการใช้บังคับกฎหมาย และระยะยาว ที่จะต้องวางรากฐานเพื่อให้รัฐบาลข้างหน้าเข้ามาพิจารณารับช่วงได้ต่อเนื่อง และประการสำคัญต้องการให้ประชาชนเกิดความชัดเจน รู้ล่วงหน้าว่าประเทศของเราจะก้าวไปทางไหน จะมีอะไรเกิดหรือไม่เกิดในอนาคตอันใกล้เพื่อเตรียมตัวได้ถูกต้อง
1 การปกป้องและเชิดชูสถาบันพระมหากษัตริย์ รัฐบาลถือเป็นหน้าที่สำคัญยิ่งยวดที่จะเชิดชูสถาบันไว้ด้วยความจงรักภักดี โดยจะใช้มาตรการทางกฎหมาย มาตรการทางสังคมจิตวิทยา และมาตรการทางระบบสื่อสารและเทคโนโลยีสารสนเทศ ดำเนินการกับผู้คะนองปาก ย่ามใจ หรือประสงค์ร้าย
2 การรักษาความมั่นคงของรัฐและการต่างประเทศ รัฐบาลให้ความสำคัญกับการเตรียมความพร้อมสู่ประชาคมการเมืองและความมั่นคงอาเซียนในกิจการ 5 ด้าน การบริหารจัดการชายแดน การสร้างความมั่นคงทางทะเล การแก้ไขปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ การสร้างความไว้วางใจกับประเทศเพื่อนบ้าน และการเสริมสร้างศักยภาพในการปฏิบัติทางทหารร่วมกันของอาเซียน เร่งแก้ไขปัญหาการใช้ความรุนแรงในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ส่งเสริมการพูดคุยสันติสุขกับผู้มีความคิดเห็นต่างจากรัฐ
3 การลดความเหลื่อมล้ำของสังคม และการสร้างโอกาสการเข้าถึงบริการของรัฐ ระยะเฉพาะหน้าจะเร่งสร้างโอกาส อาชีพ และการมีรายได้ที่มั่นคงแก่ผู้ที่เข้าสู่ตลาดแรงงาน การป้องกันและแก้ไขปัญหาการค้ามนุษย์ รวมถึงปัญหาผู้หลบหนีเข้าเมือง การทารุณกรรมต่อแรงงานข้ามชาติ และระยะต่อไปเตรียมความพร้อมเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ การจัดระเบียบสังคม สร้างมาตรฐานด้านคุณธรรม จริยธรรมและธรรมภิบาลให้เจ้าหน้าที่ของรัฐและประชาชนทั่วไปโดยใช้ค่านิยมหลัก 12 ประการตามนโยบาย คสช.
4 การศึกษา และเรียนรู้ การทะนุบำรุงศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรม รัฐบาลจะนำการศึกษา ศาสนา ศิลปวัฒนธรรม ความภาคภูมิใจในประวัติศาสตร์และความเป็นไทยมาใช้สร้างสังคมให้เข้มแข็งอย่างมีคุณภาพและคุณธรรม พัฒนาระบบการผลิตและพัฒนาครูที่มีคุณภาพ และมีจิตวิญญาณของความเป็นครู
5 การยกระดับคุณภาพบริการด้านสาธารณสุขและสุขภาพของประชาชน รัฐบาลจะวางรากฐานพัฒนาและเสริมความเข้มแข็งให้แก่การให้บริการด้านสาธารณสุขและสุขภาพของประชาชนโดยเน้นความทั่วถึง ความมีคุณภาพและประสิทธิภาพ โดยวางรากฐานให้ระบบหลักประกันสุขภาพครอบคลุมประชากรในทุกภาคส่วน โดยไม่มีความเหลื่อมล้ำของคุณภาพบริการในแต่ละระบบ บูรณาการข้อมูลระหว่างทุกระบบหลักประกันสุขภาพเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการ
6 การเพิ่มศักยภาพทางเศรษฐกิจของประเทศ รัฐบาลจะดำเนินนโยบายเศรษฐกิจเป็น 3 ระยะ คือระยะเร่งด่วน ระยะต่อไปที่ต้องแก้ไขปัญหาพื้นฐานที่ค้างคาอยู่และระยะยาว ที่ต้องวางรากฐานเพื่อความเจริญเติบโตอย่างเนื่อง ในระยะเร่งด่วน เร่งจ่ายงบลงทุนของปีงบประมาณ พ.ศ.2557 สานต่อนโยบายงบประมาณกระตุ้นเศรษฐกิจ ตามที่คสช.จัดทำไว้ กระตุ้นการลงทุนด้วยการเร่งพิจารณาโครงการลงทุนที่มีประสิทธิภาพ ดูแลเกษตรกรให้มีรายได้ที่เหมาะสม ลดอุปสรรคการส่งออกเพื่อให้เกิดความคล่องตัว ชักจูงให้นักท่องเที่ยวต่างชาติ เข้ามาเที่ยวในประเทศไทย โดยพิจารณามาตรการลดผลกระทบจากการประกาศใช้กฎอัยการศึกในบางพื้นที่ที่มีต่อการท่องเที่ยวในโอกาสแรกที่จะทำได้
ระยะต่อไป ประสานนโยบายการเงินและการคลังให้สอดคล้องกันเพื่อสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจพร้อมกับการรักษาเสถียรภาพของราคาอย่างเหมาะสม ในระยะยาว พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานการขนส่งและคมนาคม ด้านคมนาคมทางบกโดยเริ่มโครงการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนในกรุงเทพฯ และรถไฟฟ้าเชื่อมกรุงเทพฯ กับเมืองบริวาร พัฒนาปรับปรุงระบบบริหารจัดการของรัฐวิสาหกิจให้มีประสิทธิภาพ โปร่งใส ตรวจสอบได้ ด้านเกษตรกรรม จะปรับปรุงโครงสร้างการผลิตสินค้าเกษตรให้สอดคล้องกับความต้องการ และสนับสนุนให้สหกรณ์ของกลุ่มเกษตรกรเพิ่มบทบาทในฐานะผู้ซื้อพืชผลจนถึงการแปรรูป และการส่งออกได้ เพื่อให้สหกรณ์เป็นผู้ค้าขายสินค้าเกษตรรายใหญ่อีกรายหนึ่ง
7 การส่งเสริมบทบาทและการใช้โอกาสในประชาคมอาเซียน เร่งส่งเสริมความเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจ การค้า การลงทุนในภูมิภาคอาเซียน พัฒนาศักยภาพในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทยทุกระดับ พัฒนาแรงงานของภาคอุตสาหกรรมเพื่อรองรับการเข้าสู่ประชาคมอาเซียน เร่งพัฒนาความเชื่อมโยงด้านการขนส่งและระบบโลจิสติกส์ภายในอนุภูมิภาค และภูมิภาคอาเซียน
8 การพัฒนาและส่งเสริมการใช้ประโยชน์จากวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี การวิจัยและพัฒนา และนวัตกรรม รัฐบาลให้ความสำคัญต่อการวิจัย การพัฒนาต่อยอดและการสร้างนวัตกรรมเพื่อนำไปสู่การผลิตและบริการที่ทันสมัย
9 การรักษาความมั่นคงของฐานทรัพยากรและการสร้างสมดุลระหว่างการอนุรักษ์กับการใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืน ระยะเฉพาะหน้าเร่งปกป้องและฟื้นฟูพื้นที่อนุรักษ์ ทรัพยากรป่าไม้และสัตว์ป่า โดยให้ความสำคัญในการแก้ไขปัญหาบุกรุกที่ดินของรัฐ ในระยะต่อไปพัฒนาระบบบริหารจัดการที่ดินและแก้ไขการบุกรุกที่ดินของรัฐ โดยให้ประชาชนสามารถอยู่ร่วมกับป่าได้ บริหารจัดการน้ำให้เป็นเอกภาพในทุกมิติทั้งเชิงปริมาณและคุณภาพ
10 การส่งเสริมการบริหารราชการแผ่นดินที่มีธรรมาภิบาลและการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบในภาครัฐ โดยปรับปรุงระบบราชการในด้านองค์กรหรือหน่วยงานภาครัฐทุกระดับ และกระจายอำนาจเพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงบริการสาธารณะได้อย่างรวดเร็ว เสริมสร้างระบบคุณธรรมในการแต่งตั้งโยกย้ายบุคลากรภาครัฐ ปรับปรุงและจัดให้มีกฎหมายเพื่อให้ครอบคลุมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ และการมีผลประโยชน์ทับซ้อนในภาครัฐทุกระดับ
11 การปรับปรุงกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม ระยะเฉพาะหน้าจะเร่งปรับปรุงประมวลกฎหมายหลักของประเทศและกฎหมายที่ล้าสมัย ไม่เป็นธรรม เป็นอุปสรรคต่อการบริหารราชการแผ่นดิน ในระยะต่อไปจะจัดตั้งองค์กรปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมที่ปราศจากการแทรกแซงของรัฐ นำมาตรการทางการเงิน ภาษี และการป้องกันการฟอกเงินมาใช้ในการป้องกันและปราบปรามผู้มีอิทธิพลและเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ทุจริตและประพฤติมิชอบ หรือกระทำผิดเกี่ยวกับการค้ามนุษย์ แรงงานทาส การก่อการร้ายสากล ยาเสพติด และอาชญากรรมข้ามชาติ
ลงพื้นที่ตรวจน้ำท่วม หลังแถลงนโยบายต่อ สนช.
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวด้วยว่า “หลังแถลงนโยบายต่อสภานิติบัญญัติเเห่งชาติ (สนช.) เสร็จสิ้นในวันที่ 12 กันยายนนี้ ผมจะเดินทางลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์น้ำท่วมที่ อ.กงไกรลาศ จ.สุโขทัย ยืนยันพร้อมทำงานอย่างเต็มที่ และจะเข้าทำงานที่ทำเนียบรัฐบาลอย่างเป็นทางการในสัปดาห์หน้า”
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวอีกว่า สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ยังขอให้รัฐบาลช่วยดูแลเรื่องการปลูกป่า ซึ่งได้ให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งเเวดล้อมไปจัดทำแผนดำเนินการแล้ว และให้สานต่อโครงการหมู่บ้านรักษาศีล 5 เพื่อให้คนไทยมีคุณธรรมและศีลธรรม
รอแบ่งงานเป็นทางการ 12 ก.ย.
นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การแถลงนโยบายของรัฐบาลต่อ สนช. ในวันที่ 12 ก.ย. นี้ นายกรัฐมนตรีจะเป็นผู้แถลงนโยบายและตอบข้อซักถามด้วยตนเอง แต่บางเรื่องอาจให้รัฐมนตรีเป็นผู้ตอบ ร่างนโยบายมี 23 หน้า ครอบคลุมทุกด้าน ทั้งด้านการปฏิรูปและการปกครองรวมทั้งการสร้างความปรองดอง โดยจะถ่ายทอดสดทางสถานีโทรทัศน์ ใช้เวลาประชุม 1 วัน
ส่วนการยื่นบัญชีทรัพย์สินยืนยันว่าคณะรัฐมนตรีชุดนี้ไม่มีปัญหา ทุกคนทราบวิธีปฏิบัติดีอยู่แล้ว
เรียบเรียงจาก สำนักข่าวไทย

![รูปภาพ : วันเสาร์, กันยายน 06, 2557
ไทยสื่อความกดดันภายใต้การปกครองของทหาร
โดยรอน Corben
5 กันยายน 2014
เสียงของอเมริกา
กรุงเทพฯตั้งแต่ยึดอำนาจในเดือนพฤษภาคมรัฐบาลทหารของไทยได้เก็บจับ บริษัท บนสื่อข่าวท้องถิ่นเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามที่จะยึดลงบนความขัดแย้งทางการเมือง นักวิจารณ์กล่าวว่าขั้นตอนในการควบคุมสื่อที่มีการเดินทางมากขึ้นอย่างกว้างขวางและปราบปรามเป็นหน่วยดำเนินการมุ่งเป้าไปที่การขจัดความแตกแยกทางการเมืองและการเปลี่ยนแปลงระบบการเมือง
กองทัพไทยย้ายอย่างรวดเร็วหลังจากการทำรัฐประหารที่จะเรียกบรรณาธิการและผู้บริหารอุตสาหกรรมข่าวการประชุมตั้งกฎพื้นดินที่ยากลำบากสำหรับข่าวและการรายงาน
พิชัยชายชื่นสุขสวัสดิ์, บรรณาธิการของภาษาอังกฤษบางกอกโพสต์และสื่อที่มีประสบการณ์ที่เข้าร่วมการประชุมกับทหารกล่าวว่าข้อความเป็นหนึ่งในขรึมกับทีวีการตรวจสอบอย่างใกล้ชิดและการออกอากาศข่าววิทยุ
"ภายใต้รัฐบาลก่อนหน้านี้ที่พวกเขาวางบนความดัน [สื่อ] ที่แตกต่างกัน. แต่ที่นี่ก็ชัดเจน" เขากล่าวว่า "พวกเขาใช้การประกาศ. [แต่] พวกเขายินดีที่จะรับฟังในระดับหนึ่งและทำการเปลี่ยนแปลง. ความจริงผมคิดว่าสำหรับโทรทัศน์, วิทยุดาวเทียมที่พวกเขาอยู่ภายใต้ปืนมากกว่าสื่อสิ่งพิมพ์ที่แน่นอน. แต่เป็นจำนวนมากชัดเจน - ฉันไม่ได้บอกว่าเป็นสิ่งที่ดี - วาระการประชุมเป็นที่ชัดเจน. "
บางผ่อนคลาย แต่ยังคงมีข้อ จำกัด
ในช่วงกลางเดือนกรกฎาคมที่พรรคสภาแห่งชาติเพื่อสันติภาพและการสั่งซื้อสินค้า (NCPO) พยายามที่จะห้ามการวิจารณ์ของผู้นำทางทหารใด ๆ และลงโทษสิ่งพิมพ์และเว็บไซต์ที่เผยแพร่เนื้อหาที่ละเมิด สมาคมสื่อประสบความสำเร็จในการต่อต้านมาตรการและทหารถอยลง
แต่ยังคงมีข้อ จำกัด เช่นการห้ามการป้องกันท้องถิ่นทอล์กโชว์ทางโทรทัศน์จากนักวิชาการการสัมภาษณ์และอดีตข้าราชการและนักวิเคราะห์ สูงโปรไฟล์ dissidents ทางการเมืองไทยและนักวิจารณ์ของระบอบการปกครองของทหารที่ได้หนีไปต่างประเทศเป็นส่วนใหญ่อ้างโดยเฉพาะของสื่อต่างประเทศ
ฟิลโรเบิร์ตรองผู้อำนวยการภูมิภาคเอเชียสำหรับนิวยอร์กตามสิทธิมนุษยชนกล่าวว่าห้ามรายงานข่าวเน้นข้อความที่ชัดเจนไปสื่อท้องถิ่น
"มีการปราบปรามลึกของสื่อที่สำคัญนำออกมาจุดของมุมมองว่าทหารไม่เห็นด้วยกับเรื่อง. สิ่งที่เราเห็นจะเพิ่มขึ้นห้ามรายงานการปิดกั้นเว็บไซต์ที่ออกคำเตือนให้สื่อทั้งสิ่งพิมพ์และสื่ออิเล็กทรอนิกส์ไม่ได้ที่จะก้าวข้ามเส้น ว่ามีเพียงทหารจริงๆรู้ที่เส้นคือว่า "โรเบิร์ตกล่าวว่า
สื่อมวลชนไทยได้กลายเป็นที่คุ้นเคยกับการ "เงามวย" กับทหารที่มีประสิทธิภาพของไทย
ตั้งแต่กลายเป็นระบอบรัฐธรรมนูญในปี 1932 ประเทศไทยต้องเผชิญกับ 12 รัฐประหารและระยะเวลานานของรัฐบาลทหาร ในอดีตที่ผ่านมาผู้นำทหารปิดหนังสือพิมพ์ หลังจากที่มีการรัฐประหาร 1991 และในระหว่างการปราบปรามการประท้วงในประชาธิปไตยพฤษภาคม 1992 หนังสือพิมพ์หลายฉบับท้าทายความพยายามที่เซ็นเซอร์อย่างเป็นทางการ
ในทางตรงกันข้ามหลังจากที่ต่อต้านรัฐประหารรัฐบาลของนายกรัฐมนตรีทักษิณชินวัตรที่ตัวเองค่าใช้จ่ายของการแทรกแซงสื่อและปราบปรามต้องเผชิญกับปี 2006 ทหารได้รับการแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีพลเอกสุรยุทธ์จุลานนท์สัญญากดฟรี
ตัวเซ็นเซอร์
แสดงความเห็นของไทยกล่าวว่าข้อ จำกัด ของวันนี้จะมีความตรงไปตรงมาและเหตุผลในการประกาศอย่างเป็นทางการของรัฐบาลทหารปกครอง พวกเขายังบอก backtracking NCPO เหนือเรย์แบนได้นำองค์กรข่าวด้วยตนเองตรวจสอบเพื่อป้องกันไม่ให้ทหารจากการควบคุมกระชับ
สุภิญญากลางณรงค์, กิจกรรมด้านสิทธิสื่อและการกระจายเสียงแห่งชาติคณะกรรมการ (กสทช) สมาชิกซึ่งในปี 2006 ชนะคดีที่นำโดยอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณในทางแพ่งและอาญาชุดกฎหมาย $ 10,000,000 กล่าวว่าสื่อที่มีความน่ากลัวในอนาคต
"บรรยากาศของความกลัวคือการแพร่กระจายในระดับชาติและระดับองค์กรเพราะการทำรัฐประหารและกฎอัยการศึกและทุก criminalization ของการกระทำโดยเฉพาะอย่างยิ่งขึ้นไปอย่างเป็นทางการได้ที่กสทช - บุคคลสาธารณะ - โดยเฉพาะอย่างยิ่งเจ้าหน้าที่มีมากขึ้น ไว - พวกเขาไม่สามารถทนต่อการวิจารณ์ "เธอกล่าวว่า
ผู้สื่อข่าวปารีส-based ไม่มีพรมแดนอันดับที่ประเทศไทยอีกครั้งหนึ่งในสังคมที่เสรีในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ 130 จาก 180 ประเทศในดัชนีเสรีภาพสื่อในปี 2014
สายหนักของทหารที่มีอยู่แล้วรู้สึกโดยตรงจากนักข่าวบางคน
ชุติมา Sidasathan ผู้สื่อข่าวในบริการเว็บข่าวภูเก็ตตามที่มีการแก้ไขออสเตรเลีย [อลันมอริสัน], ใบหน้าค่าใช้จ่ายการหมิ่นประมาททางอาญาที่นำโดยกองทัพเรือหลังจาก republishing ส่วนของรอยเตอร์รายงานของกรกฎาคม 2013 อ้างว่าบุคลากรของกองทัพเรือถูกมัด การค้ามนุษย์ของชาวมุสลิมโรฮิงยาจากพม่า
ชุติมากล่าวว่าตั้งแต่การทำรัฐประหารที่เธอต้องเผชิญกับการคุกคามที่เพิ่มขึ้นโดยบุคลากรของกองทัพเรือในจังหวัดภูเก็ต
. "ในเวลานี้เมื่อกองทัพเอา [พลังงาน] ในประเทศไทยก็จะทำให้ชีวิตของฉันที่ยากมากขึ้นเมื่อทำงานฉันได้รับการข่มขู่จากเจ้าหน้าที่กองทัพเรือดังนั้นรบกวนมากเกี่ยวกับปัญหานี้และจากนั้นผมบอกพวกเขาให้. -. เพื่อให้เรามีนักข่าว - เราไม่สามารถเก็บเงียบ "เธอกล่าวว่า
บางกอกโพสต์พิชัยกล่าวว่ารัฐบาลยินดีที่จะฟังความกังวลสื่อเพื่อให้แน่ใจว่ารัฐบาลมีภาพลักษณ์ที่ดีให้กับโลก แต่เขาจะเพิ่มทหารก็จะต้องมีปริปากเกี่ยวกับการดำเนินการใดถ้ามันเป็นไม่พอใจกับข้อความของสื่อ](https://scontent-a-nrt.xx.fbcdn.net/hphotos-xap1/v/t1.0-9/s526x296/10670071_706916279382718_5186314227841426124_n.jpg?oh=2a35a50d63b8a80bbb4b2fdb8c96c7b4&oe=549A471C)

