Jab18Feb15
////////////////
ส่งฟ้องยิ่งลักษณ์
ผบ.ทอ. มั่นใจ อสส.ส่งฟ้อง "ยิ่งลักษณ์" ไม่วุ่น เชื่ออยู่ในกรอบกฎหมาย เตือนไม่ใช่ทหารไม่มีสิทธิ์ใส่เครื่องแบบ
พล.อ.อ.ตรีทศ สนแจ้ง ผู้บัญชาการทหารอากาศ (ผบ.ทอ.) และสมาชิกคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวถึงการดูแลสถานการณ์ในวันที่ 19 ก.พ. ที่อัยการสูงสุดเตรียมส่งฟ้อง น.ส.ยิ่งลักษณ์
ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ในคดีโครงการรับจำนำข้าวต่อศาลฎีกา แผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองว่า ไม่น่าจะมีอะไร คิดว่าทุกอย่างอยู่ในกรอบกฎหมาย การดูแลความปลอดภัย
กลุ่มต่าง ๆ ที่จะออกมาเคลื่อนไหวก็คงไม่มี เพราะทุกฝ่ายคงเข้าใจว่าบ้านเมืองต้องการความสงบเรียบร้อยและต้องเดินหน้า
นอกจากนี้ พล.อ.อ.ตรีทศ ยังกล่าวถึงกรณีที่มีการเผยแพร่ภาพของ น.ส.จิตภัสร์ กฤดากร หรือ ตั๊น อดีตแกนนำ คณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่
สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.) และพวก ในโซเชียลมีเดีย ที่มีการแต่งกายในลักษณะคล้ายกับชุดทหารร่วมงานสังสรรค์ว่า ถ้ามีอาชีพเป็นทหารก็สามารถแต่งเครื่องแบบได้
แต่ที่ไม่มีสิทธิ์คือผู้ที่ไม่ใช่ทหารนั้นจะไปแต่งเครื่องแบบทหารได้อย่างไร
----------------------
นายกฯ มอบ "วิษณุ" ดูข้อกฎหมาย ฟ้อง 6 แสนล้าน "ยิ่งลักษณ์" ชี้ หนีก็ไม่มีความสุข อยู่ก็ต้องสู้คดี - ยกเลิกประมูลข้าว 4 แสนล้านตัน
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. กล่าวถึงกรณีที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. มีมติทำ
หนังสือถึงกระทรวงการคลัง เพื่อแจ้งพิจารณาความเสียหายในคดีโครงการรับจำนำข้าวของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กว่า 6 แสนล้านบาท ว่า ได้มอบหมายให้ นายวิษณุ เครืองาม
รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมาย ให้ดูในเรื่องนี้ ซึ่งเรื่องดังกล่าวเป็นเรื่องของกฎหมาย จึงขอให้สื่อมวลชนชี้แจงให้ประชาชนเข้าใจด้วย พร้อมระบุว่า หาก นางสาวยิ่งลักษณ์ หนีไปต่างประเทศ ก็จะ
ไม่มีความสุข และหากยังอยู่ก็ต้องต่อสู้คดี
ขณะเดียวกัน นายกรัฐมนตรี ยังเปิดเผยว่า ได้มีการยกเลิกการการประมูลข้าวในสต๊อกของรัฐบาลไป 4 แสนตัน เนื่องจากตรวจสอบแล้วพบว่าอาจมีความเกี่ยวข้องกับบริษัทเดิมที่เคยมีปัญหา
-------------------
ป.ป.ช. ลงนามและส่งหนังสือให้ ก.การคลัง เรียกค่าเสียหาย "ยิ่งลักษณ์" โครงการรับจำนำข้าวแล้ว
นายปานเทพ กล้าณรงค์ราญ ประธานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) กล่าวถึงการส่งหนังสือถึงกระทรวงการคลังเพื่อให้ดำเนินการฟ้องเรียกค่าเสียหายใน
โครงการรับจำนำข้าวจาก น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ว่า วันนี้คณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้ลงนามและส่งหนังสือไปให้กระทรวงการคลังดำเนินการฟ้องเรียกค่าเสียหายในโครงการรับ
จำนำข้าวเรียบร้อยแล้ว โดยในหนังสือจะบรรยายค่าความเสียหาย ซึ่งมาจากการปิดบัญชีโครงการรับจำนำข้าวครั้งที่ 3 ประมาณ 3.2 แสนล้านบาท และต่อมาคณะอนุกรรมการปิดบัญชีโครงการรับ
จำนำข้าวได้สรุปออกมาล่าสุดว่า มีเสียหายประมาณ 6 แสนล้านบาท
โดย นายปานเทพ กล่าวว่า ในวันที่ 19 ก.พ. ทาง อสส. จะนำคดีอาญาในโครงการรับจำนำข้าวของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ยื่นฟ้องต่อศาลฎีกาฯ ซึ่ง อสส. ระบุแล้วว่า ในวันดังกล่าว น.ส.ยิ่งลักษณ์ จะเดิน
ทางมาหรือไม่มาก็ได้ เป็นดุลยพินิจของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ เอง ไม่มีปัญหา แต่ในวันนัดพิจารณาครั้งแรกภายหลังจากศาลรับฟ้องแล้วจำเป็นต้องเดินทางไป
-----------------
สตช.สั่งเข้มให้ทุกหน่วยตรวจสอบตำรวจ รปภ.บุคคลสำคัญ หากพบรายใดผิดระเบียบ ตร.ให้รายงานผลถึง ผบช.ส. ภายใน 25 ก.พ. นี้
พล.ต.ต.ไกรบุญ ทรวดทรง รองหัวหน้าศูนย์ปฏิบัติการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ หรือ ศปก.ตร. ได้มีคำสั่งหนังสื่อวิทยุราชการด่วนที่สุด ถึง ผบช. และ ผบก.ทุกหน่วยงาน เพื่อให้การจัดข้าราชการ
ตำรวจไปรักษาความปลอดภัยบุคคลสำคัญ และให้ความคุ้มครองบุคคล เป็นไปด้วยความเรียบร้อยตามหลักการ มาตรการ และแนวทางที่กำหนดไว้ในคำสั่ง ตร. ที่ 60/2545 ลงวันที่ 17 ม.ค. 2545
เรื่องมาตรการว่าด้วยการรักษาความปลอดภัยบุคคลสำคัญ และคำสั่ง ตร. ที่ 38/2548 ลงวันที่ 20 ม.ค. 2548 เรื่อง การให้ความคุ้มครองบุคคล ผบ.ตร. จึงสั่งการให้ทุกหน่วยงานตรวจสอบรายชื่อข้า
ราชการตำรวจในสังกัดที่ไปปฏิบัติหน้าที่รักษาความปลอดภัยบุคคลสำคัญ และ/หรือ ไปให้ความคุ้มครองบุคคลทุกรายว่าเป็นไปตามคำสั่งใด ไปรักษาความปลอดภัยผู้ใด เริ่มต้นและสิ้นสุดเมื่อใด
หากพบการไปปฏิบัติหน้าที่รักษาความปลอดภัยบุคคลสำคัญ หรือไปให้ความคุ้มครองบุคคล ที่ไม่เป็นไปตามคำสั่งตำรวจให้พิจารณาดำเนินการตามอำนาจหน้าที่พร้อมรายงานผลการตรวจสอบให้
กองบัญชาการตำรวจสันติบาลทราบภายในวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2558 เพื่อรวบรวมเสนอสำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยด่วนที่สุด
---------------------
รองโฆษก อสส. เผยพรุ่งนี้นำสำนวนคดี ยิ่งลักษณ์ จำนำข้าวให้ศาลฎีกานักการเมือง เวลา 10.00 น.
นายโกศลวัฒน์ อินทุจันทร์ยง รองโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด กล่าวถึงการยื่นสำนวนฟ้อง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ฐานปฏิบัติหน้าที่มิชอบ กรณีละเลยไม่ดำเนินการยับยั้ง
โครงการรับจำนำข้าวจนทำให้รัฐเสียหาย ต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองในวันที่ 19 ก.พ. นี้ ว่า ในวันพรุ่งนี้ ในเวลา 10.00 น. ตัวแทนของสำนักงานอัยการสูงสุดจะเดินทาง
ไปยื่นส่งสำนวนฟ้องในคดีนี้ต่อศาลฎีกาฯ โดยตัวแทนที่จะเดินทางไปยื่นหนังสือจะเป็น นายชุติชัย สาขากร อธิบดีอัยการสำนักงานคดีพิเศษ และ นายสุรศักดิ์ ตรีรัตน์ตระกูล อธิบดีอัยการสำนักงาน
การสอบสวน ซึ่งเป็นหัวหน้าคณะทำงานและรองหัวหน้าคณะทำงานในการฟ้องคดี โดยหลังจากเดินทางไปยื่นฟ้องแล้ว ในเวลา 10.45 น. ทางสำนักงานอัยการสูงสุดจะมีการแถลงรายละเอียดเกี่ยว
กับยื่นสำนวนฟ้องในคดีนี้อีกด้วย
ส่วนในวันพรุ่งนี้ทางสำนักงานอัยการสูงสุดจะมีการลงความเห็นท้ายคำร้องในเรื่องปล่อยชั่วคราว หรือการเดินทางออกนอกประเทศหรือไม่ นายโกศลวัฒน์ กล่าวว่า คาดว่าคงจะไม่มี เพราะตามขั้น
ตอนแล้วศาลฎีกาฯ จะต้องมีการประชุมเพื่อคัดเลือกองค์คณะให้ได้ 9 คนก่อน ซึ่งเงื่อนไขต่าง ๆ นั้นองค์คณะคงจะเป็นผู้พิจารณากำหนดเอง
กรณีที่ว่าได้รับการประสานจากทาง ป.ป.ช. หรือ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ผู้ถูกกล่าวหาให้มาตามนัดในวันพรุ่งนี้หรือไม่ รองโฆษก กล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่ได้มีการประสานมาจากทั้ง ป.ป.ช. และทาง น.ส.ยิ่ง
ลักษณ์ แต่อย่างใด
/////////////////////
กมธ./ปรองดอง
"เจษฏ์" ชี้ ปฏิรูปต้องร่วมมือทุกภาคส่วน ปรองดองต้องมีกลไกที่ชัดเจน สมดุล หวั่นคู่ขัดแย้งไม่ร่วม คาด รธน.ใหม่ไม่เกิน 299 มาตรา
รศ.ดร.เจษฏ์ โทณะวณิก กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ เปิดเผยกับ สำนักข่าว INN ว่า ในการปฏิรูปจะต้องอาศัยความร่วมมือใน 3 ลักษณะ คือ สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ผู้เสนอแนวทางการปฏิรูป
กับ กมธ.ยกร่าง ที่รับฟังความเห็นมาจากประชาชน ที่จะต้องนำทั้ง 2 ส่วน มาเขียนเป็นบทบัญญัติเพื่อนำไปสู่การปฏิบัติ
จากนั้น เมื่อมีการบังคับใช้รัฐธรรมนูญแล้ว ทุกภาคส่วนจะต้องร่วมมือกันดำเนินการตามกลไก และแนวทางที่บัญญัติไว้ใน รัฐธรรมนูญให้ได้ และสุดท้าย คือประชาชน ต้องร่วมมือร่วมใจกันเดิน
ไปสู่การปฏิรูปอย่างจริงจัง แต่ความยากอยู่ที่การเขียนเนื้อหาออกมาให้ครอบคลุม เพราะแต่ละพื้นที่ที่ไปรับฟังความเห็นมา ในแต่ละประเด็นก็อาจจะขัดแย้งกันเอง และหลายความเห็นก็ยังไม่เป็น
การปฏิรูป
ส่วนเรื่องการสร้างความปรองดอง เบื้องต้นก็เห็นว่ามีความขัดแย้งใน 3 ระดับ แต่ส่วนตัวเชื่อว่าหากทำให้ระดับล่างสุด คือมวลชนมีคุณภาพชีวิตที่ดี เริ่มจากมีงานทำ มีรายได้ และการบริหาร
ราชการแผ่นดิน บริสุทธิ์ยุติธรรม ไร้การทุจริต ก็จะทำให้ไม่มีมวลชนออกมาชุนุมประท้วงอีก และทำให้แกนนำ หรือ ผู้นำ ที่หวังนำประชาชนมาเป็นเครื่อมือทางการเมืองก็จะหมดไป
ดังนั้น การจะตั้งกรรมการปรองดองก็ถือเป็นแนวคิดที่จะต้องหาทางออกที่สมดุล เพื่อดำเนินการต่อไป โดยมั่นใจว่าประเทศ ยังมีคนดีที่จะมารับหน้าที่ได้ แต่ในส่วนของกลุ่มขัดแย้งอาจไม่ให้ความ
ร่วมมือส่งตัวแทนที่มีพลังจริง ๆ มาร่วมแก้ไข จึงต้องออกแบบกลไกให้เหมาะสมต่อไป
ทั้งนี้ รศ.ดร.เจษฎ์ ยังกล่าวทิ้งท้ายว่า ในส่วนของภาพรวมการยกร่างรัฐธรรมนูญ เบื้องต้นคาดว่าน่าจะมีประมาณ 250-299 มาตรา
------------------
กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ผ่านการพิจารณาหมวดปฏิรูปแล้ว 7 เรื่อง พร้อมเสนอแนวคิดให้มี ธนาคารแรงงาน ยกระดับคุณภาพชีวิตผู้ใช้แรงงาน
นายคำนูณ สิทธิสมาน โฆษกกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ เปิดเผยว่า ได้พิจารณาบทบัญญัติรัฐธรรมนูญรายมาตราต่อเนื่องเป็นวันที่ 3 ในภาค 4 ว่าด้วยเรื่องการปฏิรูปและการสร้างความปรองดอง
หมวด 1 การปฏิรูปเพื่อลดความเหลื่อมล้ำและสร้างความเป็นธรรม ซึ่งขณะนี้ได้พิจารณาผ่านไปแล้ว 7 เรื่อง ได้แก่ ปฏิรูปการบริหารราชการแผ่นดิน , ปฏิรูปสาธารณสุข , ปฏิรูปการศึกษา , ปฏิรูป
ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม , ปฏิรูปวัฒนธรรม , ปฏิรูปด้านพลังงาน และปฏิรูปแรงงาน
ทั้งนี้ การปฏิรูปวัฒนธรรม กำหนดให้มีสมัชชาศิลปวัฒนธรรม ระดับท้องถิ่นและระดับชาติ พร้อมการจัดตั้งกองทุนวัฒนธรรมแห่งชาติ เพื่อเสริมสร้างศิลปวัฒนธรรม ขณะที่ ด้านแรงงาน กำหนด
ให้มีการตรากฎหมายรองรับเสรีภาพของผู้ใช้แรงงาน ให้สอดคล้องกับมาตรฐานระหว่างประเทศ และให้จัดตั้งธนาคารแรงงาน เพื่อเป็นกองทุนการเงินของผู้ใช้แรงงาน ส่งเสริมการออมและพัฒนา
คุณภาพชีวิตให้ดีขึ้น
---------------
"สปช.วันชัย" ยัน การเจรจา ถือเป็นหัวใจสำคัญของการเดินหน้าปรองดอง ย้ำ คู่ขัดแย้ง ไม่ใช่ประชาชน
นายวันชัย สอนศิริ โฆษกคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภาปฏิรูปแห่งชาติ หรือ วิป สปช. กล่าวถึงแนวคิดเรื่องการตั้งคณะกรรมการปรองดองแห่งชาติ ว่า ถือเป็นเรื่องดี และขอยืนยันว่า การ
เจรจาถือเป็นหัวใจสำคัญของการเดินหน้าปรองดอง และในวันนี้ประเทศกำลังเดินหน้าเข้าสู่การปฏิรูปเพื่อลดความเหลื่อมล้ำและสร้างความปรองดอง แก้ไขปัญหาความแตกแยก ส่วนตัวจึงเห็นว่า
ก่อนเกิดเหตุการณ์รัฐประหาร ในปี 2557 เคยมีการเชิญคู่ขัดแย้งแต่ละฝ่ายเข้ามาเจรจา ทั้งนี้ ต้องตระหนักว่า คู่ขัดแย้งในบ้านเมืองไม่ใช่ประชาชนแต่เป็นผู้มีอำนาจแย่งอำนาจกัน ดังนั้น แนวทางการ
เจรจาจึงต้องมีการเชิญคู่ขัดแย้งในบ้านเมืองเข้าร่วมเจรจา โดยเฉพาะ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งถือว่าเป็นคู่ขัดแย้งสำคัญ และผู้ที่เดินหน้าเจรจาต้องยอมรับว่าการเจรจาไม่ใช่เรื่อง
เสียหาย
-----------------
"วันชัย" ไม่ก้าวล่วง นายกฯ ปฏิเสธคุย "ทักษิณ" รับอาจต้องทำเรื่องเสนอผ่าน สปช. เพื่อให้มีการเจรจาคู่ขัดแย้ง
นายวันชัย สอนศิริ โฆษกคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภาปฏิรูปแห่งชาติ หรือ วิป สปช. กล่าวถึงกรณีที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ปฏิเสธที่จะเจรจากับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร
อดีตนายกรัฐมนตรี นั้น ส่วนตัวไม่ขอก้าวล่วงและทุกคนควรเคารพการตัดสินใจ
ทั้งนี้ จากที่มีแนวคิดในการตั้งคณะกรรมการปรองดองแห่งชาติ อาจต้องทำเรื่องยื่นข้อเสนอไปยังสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ก่อนส่งต่อไปยังคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เพื่อให้มีการเจรจา
ระหว่างคู่ขัดแย้งเกิดขึ้น
นอกจากนี้ นายวันชัย ยังระบุว่า การปรองดองที่ดีที่สุดเกิดขึ้นได้จากการเจรจา แต่จะใช้แนวทางใดนั้น ต้องขึ้นอยู่กับสถานการณ์และหลังการเจรจาสิ่งใดที่ทำได้ก็ควรเร่งจะดำเนินการ ส่วนบาง
เรื่องที่ทำไม่ได้ก็ควรหาแนวทางแก้ไขต่อไป โดยการเจรจาต้องเปิดเผยให้ประชาชนรับรู้ตลอดในทุกขั้นตอน
----------------------
"ทัศนา" ย้ำ สปช. ให้ความสำคัญต่อการมีส่วนร่วมของประชาชน กำลังขับเคลื่อนสู่การปฏิรูปและการพัฒนาประเทศ
น.ส.ทัศนา บุญทอง รองประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ คนที่สอง นายประชา เตรัตน์ ประธาน กมธ.วิสามัญการมีส่วนร่วมและรับฟังความคิดเห็นของประชาชน พร้อมด้วย น.พ.พลเดช ปิ่นประทีป
ประธานอนุ กมธ.รณรงค์ทางสังคมและกลุ่มเป้าหมายเฉพาะ ในคณะ กมธ.วิสามัญการมีส่วนร่วมและรับฟังความคิดเห็นของประชาชน ร่วมเปิดโครงการเยาวชนร่วมสร้างอนาคตประเทศไทย
โดย น.ส.ทัศนา กล่าวว่า สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ได้ให้ความสำคัญต่อการมีส่วนร่วมของประชาชน โดยเฉพาะเด็กและเยาวชนที่จะเป็นกำลังขับเคลื่อนสู่การปฏิรูปและการพัฒนาประเทศ ซึ่ง
กิจกรรมของโครงการนี้ มุ่งหวังให้เยาวชนได้แสดงความคิดเห็นและมีส่วนร่วมต่อการปฏิรูปอย่างสร้างสรรค์
อย่างไรก็ตาม ได้กำหนดปิดรับผลงานภายในวันที่ 10 เมษายน 2558 ซึ่งผู้ชนะเลิศทั้งการประกวดเพลง หนังสั้น ภาพวาด และความเรียง จะได้รับโล่จารึกนามประธานจากแม่น้ำ 5 สาย
--------------------------
กมธ.ยกร่างฯ พิจารณารายมาตรา หมวดปฏิรูปสื่อว่าด้วยการปิดกั้นการรับรู้ข้อมูลข่าวสาร กลไกป้องกันการผูกขาดหรือการควบรวม
บรรยากาศที่รัฐสภาล่าสุด คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ได้เริ่มพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญเป็นรายมาตรา ในภาค 4 การปฏิรูปและสร้างความปรองดอง โดยที่ประชุมได้นำประเด็นการปฏิรูปด้าน
สื่อสารมวลชนมาพิจารณา ซึ่งสมาชิกกรรมาธิการฯ ได้อภิปรายกันอย่างกว้างขวาง โดยภาพรวมในวงเล็บสอง ว่าด้วยการปิดกั้นการรับรู้ข้อมูลข่าวสาร
ทั้งนี้ ต้องการให้บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายเพื่อให้มีกลไกป้องกันการผูกขาดหรือการควบรวม และการครอบครองสิทธิ์ข้ามสื่อ
นอกจากนี้ สมาชิกกรรมาธิการฯ ยังได้เสนอให้มีกฎหมายการโฆษณาและประชาสัมพันธ์ในภาครัฐ เพื่อป้องกันการใช้งบประมาณนอกเหนือประโยชน์ส่วนรวมหรือสิทธิประโยชน์อื่น และไม่ให้เกิด
การทุจริต ประพฤติมิชอบได้
อย่างไรก็ตาม สื่อทุกประเภทจะต้องมีการควบคุมกำกับดูแลกันเอง ภายใต้คุณธรรม จริยธรรม ควบคู่กันไป
-------------------------
"บัณฑูร" เผย กมธ.ยกร่าง รธน. เน้นการบริหารจัดการพลังงานอย่างมีธรรมาภิบาลและยั่งยืน
นายบัณฑูร เศรษฐศิโรตม์ กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ได้แถลงความคืบหน้าเนื้อหาการปฏิรูป ด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในร่างรัฐธรรมนูญ ว่า จะต้องปฏิรูประบบโครงสร้าง
องค์กรและกฎหมายด้านการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พร้อมทั้งปรับปรุงกลไกในการบริหารจัดการ พัฒนากระบวนการยุติธรรม การดำเนินคดีและการเยียวยาความเสียหาย
รวมทั้งการบังคับคดีด้านสิ่งแวดล้อม
ส่วนการปฏิรูปด้านพลังงาน เน้นการบริหารจัดการพลังงานอย่างมีธรรมาภิบาลและยั่งยืน ให้ปิโตรเลียม เชื้อเพลิงธรรมชาติอื่น เป็นทรัพยากรธรรมชาติ โดยมีไว้เพื่อประโยชน์สูงสุดของประเทศ
และประชาชนอย่างแท้จริง ทั้งนี้ จะต้องจัดทำหรือปรับปรุงกฎหมายว่าด้วยปิโตรเลียมและกฎหมายอื่น
-----------------------------
"อภิสิทธิ์" ไม่วิจารณ์ กมธ.ยกร่าง รธน. ระบุ เรื่องความปรองดอง ขอรอดูข้อเสนอ ห่วงอำนาจและความชอบธรรมของคณะกรรมการปรองดองแห่งชาติ
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีที่คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ จะบรรจุเรื่องความปรองดองไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ว่า ขอรอดูข้อเสนอต่าง ๆ ก่อน แต่
หากเป็นไปในแนวทางที่มีคณะกรรมการปรองดองแห่งชาติ เห็นว่ามี 3 ประเด็นที่ต้องพิจารณา คือ ขอบเขตอำนาจหน้าที่ของกรรมการคืออะไร ระยะเวลาในการดำรงตำแหน่งของคณะกรรมการ
และหากจะทำงานในเรื่องการปรองดองต่อไปจำเป็นต้องใช้อำนาจนิติบัญญัติ อำนาจบริหาร หรือแม้แต่อำนาจตุลาการ จึงอยากทราบถึงที่มาดุลอำนาจ เพราะไม่มั่นใจกับข้อเสนอที่ระบุว่า สภาและ
ศาลจะต้องรับฟังคณะกรรมการปรองดองแห่งชาติ เนื่องจากจะเกิดคำถามถึงความชอบธรรมของคณะกรรมการชุดนี้ว่ามีที่มาอย่างไร จึงสามารถสั่งศาลหรือสภาได้
////////////
กอ.รมน.เตรียมจัดงานวันสถาปนาเป็นครั้งแรก 19 ก.พ. นี้ พล.อ.อุดมเดช เป็นประธาน
พ.อ.บรรพต พูลเพียร โฆษกกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) เปิดเผยว่า กอ.รมน. มีกำหนดการจัดงานวันคล้ายวันสถาปนา กอ.รมน. ประจำปี 2558 ซึ่งเป็นการจัด
งานคล้ายวันสถาปนาเป็นครั้งแรก ในวันพฤหัสบดีที่ 19 ก.พ. นี้ โดยมี พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหมและผู้บัญชาการทหารบก ในฐานะ รอง ผอ.รมน. ได้รับ
มอบหมายจาก ผอ.รมน. เป็นประธาน ไหว้ศาลฯ และเดินทางไปพระตำหนักเพชรรัตน์ ถวายสักการะพระบรมรูปสมเด็จพระนเรศวรมหาราช และพระบรมรูปพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว
พร้อมกันนี้ จะมีพิธีเปิดอาคารอเนกประสงค์ กอ.รมน. ด้วย
///////////////
เคลื่อนไหวนายกฯ
นายกฯ ทักทายสื่อ อวยพรขอให้ร่ำรวย มีความสุข เนื่องในโอกาสวันตรุษจีน ก่อนเข้าประชุม ครม. - พล.อ.ฉัตรชัย เสนออนุมัติงบกลางบริหารจัดการน้ำ
บรรยากาศที่ทำเนียบรัฐบาล ล่าสุด ในช่วงนี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. ได้เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรีแล้ว โดยก่อน
การประชุมนายกรัฐมนตรีได้ทักทายผู้สื่อข่าวเนื่องในเทศกาลตรุษจีน พร้อมระบุว่า ขอให้ร่ำรวยและมีความสุข
อย่างไรก็ตาม สำหรับวาระการประชุมคณะรัฐมนตรีที่น่าสนใจในวันนี้นั้น พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ ในฐานะประธานกรรมการนโยบายและการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ เสนอขออนุมัติงบกลาง
เพื่อดำเนินงานตามแผนงานและโครงการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำระยะเร่งด่วน ประจำปีงบประมาณ 2558 (เพิ่มเติม) พร้อมทั้งขอความเห็นชอบแนวทางการดำเนินงาน
ขณะที่ กระทรวงแรงงานเสนอร่างพระราชบัญญัติแรงงานทางทะเล พ.ศ. ... และร่างกฎกระทรวงกำหนดการจ่ายค่าฟื้นฟูสมรรถภาพในการทำงานที่ให้นายจ้างจ่าย พ.ศ. ... ด้านกระทรวงสาธารณสุข
เสนอร่างพระราชบัญญัติเชื้อโรคและพิษจากสัตว์
-----------------------
นายกรัฐมนตรีเผยจะมีเลือกตั้งเมื่อพร้อม ขอนักศึกษาอย่าออกมาเรียกร้อง ขณะอวยพรชาวไทยเชื้อสายจีนเนื่องในเทศกาลตรุษจีน
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. กล่าวว่า จะมีการเลือกตั้งเมื่อพร้อม ซึ่งขณะนี้ยังไม่สามารถเลือกตั้งได้ จึงขอให้กลุ่มนักศึกษาอย่า
ออกมาเรียกร้องในตอนนี้และให้แสดงออกในช่องทางที่เหมาะสม อย่างไรก็ตาม ทางเจ้าหน้าที่กำลังตรวจสอบว่ามีฝ่ายการเมืองอยู่เบื้องหลังการเคลื่อนไหวของนักศึกษาหรือไม่
นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรียังกล่าวอวยพรชาวไทยเชื้อสายจีนเนื่องในเทศกาลตรุษจีนว่า ขอให้รวย มีความสุข และสุขภาพแข็งแรง ซึ่งเราทุกคนคือคนไทยด้วยกัน และอยากให้ตั้งสติใช้ปัญญาแก้
ปัญหา ส่งเสริมรัฐบาลทำสิ่งที่ดี โดยหากรัฐบาลทำไม่ดีให้ติกันได้ แต่ขอให้กำลังใจรัฐบาลด้วย
--------------------------
"อภิสิทธิ์" ขอรัฐบาลแก้ขัดแย้งก่อนปรองดอง ห่วงคนผิดขอนิรโทษกรรม แนะรอเวลาที่เหมาะสม
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีข้อเสนอให้นายกรัฐมนตรี ใช้อำนาจมาตรา 44 ในรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวเพื่อเดินหน้าสร้างความปรองดอง ว่า ต้องตีโจทย์ให้แตกว่า
ปัญหาความขัดแย้งและวิธีการแก้ไขที่เหมาะสมควรทำอย่างไร พร้อมมองว่าการใช้อำนาจในการออกกฎหมาย จะต้องได้รับการยอมรับจากสังคมในวงกว้าง ไม่เช่นนั้นอาจย้อนกลับไปสู่สถานการณ์
วิกฤติได้อีก เช่นเดียวกับกรณีที่มีความพยายามผลักดันร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม จนเป็นที่มาของความขัดแย้ง
อย่างไรก็ตาม เห็นว่า ขณะนี้งานบางเรื่องในการสร้างความปรองดอง สามารถดำเนินการได้ทันที เช่น กลุ่มใดที่ยังไม่ได้รับการเยียวยาอย่างเหมาะสม หรือกลุ่มใดที่เห็นว่าไม่ควรเอาผิด แต่ยังมีความ
ผิดติดตัวอยู่สามารถที่จะออกกฎหมายนิรโทษกรรมได้ แต่จะต้องระมัดระวังว่า ขณะนี้สถานการณ์ทางการเมือง ยังไม่นิ่ง และเกรงว่าจะมีคำถามตามมาจากนักศึกษาที่เคลื่อนไหวและถูกดำเนินคดี
ฝ่าฝืนกฎอัยการศึกว่าจะได้รับการนิโทษกรรมหรือไม่ เพราะเป็นการชุมนุมทางการเมืองเช่นกัน ดังนั้น การจะนิรโทษกรรมจะต้องดูจังหวะเวลาที่เหมาะสม
///////////////
สัมปทาน21
"มล.ปนัดดา" ระบุ เชิญทุกภาคส่วนร่วมเวทีนำเสนอข้อมูลเกี่ยวกับปฏิรูปพลังงาน 20 ก.พ.นี้ นายกฯ มอบเข้ารับฟัง พร้อมสดทีวี
หม่อมหลวงปนัดดา ดิสกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีและปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงการจัดเวทีกลางการรับฟังข้อมูลเกี่ยวกับพลังงานในวันศุกร์ที่ 20 กุมภาพันธ์ ว่า ได้เชิญทุก
ภาคส่วนทั้ง กระทรวงพลังงาน นักวิชาการ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ สภาปฏิรูปแห่งชาติ คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ และผู้ยื่นเรื่องร้องเรียนไว้ที่ศูนย์บริการประชาชน รวมกว่า 100 คนเข้า
ร่วมพูดคุยในครั้งนี้ ซึ่งจะมีการจัดไว้ทั้งหมด 2 จุดคือที่ทำเนียบรัฐบาล และศูนย์บริการประชาชนฝั่งสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน หรือ กพ. ขณะเดียวกันจะมีการถ่ายทอดสดให้
ประชาชนรับชมผ่านสถานีวิทยุโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย ซึ่งคาดว่าจะใช้เวลาการพูคคุยในครั้งนี้กว่าครึ่งวัน
ทั้งนี้หม่อมหลวงปนัดดาระบุว่า นายกรัฐมนตรีได้มอบหมายให้ตนเป็นตัวแทนฝ่ายภาครัฐ ในการรับฟังความคิดเห็นทั้งสองฝ่าย ซึ่งหวังว่า การพูดคุยในครั้งนี้จะยุติและเป็นผลประโยชน์ร่วมกัน
----------------------
นายกรัฐมนตรีพอใจผลงานรัฐมนตรี ยังไม่คิดปรับ ครม. ไม่ร่วมเวทีเรื่องสัมปทานปิโตรเลียมในวันที่ 20 ก.พ. นี้
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. กล่าวว่า สำหรับการดำเนินงานของคณะรัฐมนตรีถือว่าผ่านทุกคนและยังไม่มีแนวคิดในการปรับ
คณะรัฐมนตรี เนื่องจากที่ผ่านมาทุกกระทรวงได้ดำเนินงานต่าง ๆ อย่างเต็มที่ เพื่อดูแลประชาชน ส่วนผลงานที่จับต้องได้คือทำประเทศไม่ให้ล้ม ซึ่งก่อนหน้าที่รัฐบาลชุดนี้จะเข้ามาถือว่าประเทศได้
ล้มไปแล้ว โดยรัฐบาลชุดนี้ได้ผลักดันขึ้นมาและแก้ไขปัญหาต่าง ๆ
ขณะเดียวกันนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงเวทีเรื่องสัมปทานปิโตรเลียมที่รัฐบาลจะมีการจัดขึ้นในวันที่ 20 ก.พ. นี้ ว่า ส่วนตัวจะไม่เข้าร่วมรับฟัง ซึ่งการจัดเวทีที่ทำเนียบรัฐบาลถือเป็นการให้เกียรติแล้ว
อย่างไรก็ตาม เวทีดังกล่าวรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานจะร่วมรับฟังเพื่อรวบรวมแนวทางต่าง ๆ แต่ทั้งนี้ต้องรับฟังกันด้วยสติ เหตุผล และห้ามทะเลาะกัน
-----------------------
"พล.ต.สรรเสริญ" ยืนยัน รัฐบาลพร้อมรับฟังความคิดเห็นทุกภาคส่วนเรื่องสัมปทานปิโตรเลียม ขณะ นายกฯ สั่ง ก.แรงงาน และมหาดไทย หาวิธีช่วยคนจนชายขอบ
พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กล่าวในที่ประชุม ถึงการเดินทางไปปฏิบัติภารกิจที่จังหวัดเชียงใหม่ และ
เดินทางไปต่อไปที่จังหวัดน่าน เพื่อเข้าเฝ้าฯ รับเสด็จสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี โดย สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ทรงตรัส เรื่องแรงงานคนจน ที่รัฐบาลเข้าถึงคนจนบางส่วน
จึงขอให้รัฐบาลช่วยดูแลคนจนที่สุด นายกรัฐมนตรี จึงมอบหมายให้กระทรวงแรงงาน และกระทรวงมหาดไทยพิจารณาว่า ประชาชนที่อยู่ตามแนวชายขอบมาทำงานตามความสมัครใจ พร้อมให้มี
การฝึกฝน เพื่อตอบรับเขตเศรษฐกิจพิเศษ และเป็นมาตรการป้องกันในการขาดแคลนภาคธุรกิจ
ส่วนการจัดสรรที่ทำกินให้ประชาชนได้มอบหมายให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นหน่วยงานหลักการดำเนินการเรียกคืนที่ดินและจัดสรรให้มีความเหมาะสมและป้องกันการ
ถูกเปลี่ยนมือ ส่วนพื้นที่บุกรุกจะต้องฟื้นฟูให้กลับมาเป็นป่าดังเดิม โดยเฉพาะพื้นที่ป่าต้นน้ำที่จะต้องเร่งฟื้นฟู ขณะเดียวกัน จะต้องทำความเข้าใจกับเจ้าหน้าที่ในการให้ข้อมูลผิดๆ กับประชาชน
นอกจากนี้ การจัดเวทีกลางเพื่อให้ข้อมูลข่าวสารประชาชน รัฐบาล นักวิชาการในแวดวงพลังงาน ในวันศุกร์ 20 ก.พ. นี้ เวลา 09.30 น. รัฐบาลยืนยันเดินหน้าพร้อมฟังความคิดเห็นของทุกภาคส่วน
เนื่องจากมีข้อกังวลด้านข้อมูลที่ไม่ตรงกัน เพื่อให้มั่นใจว่า รัฐบาลไม่ได้ต้องการเดินหน้าในเรื่องนี้ โดยไม่รับฟังข้อมูลจากประชาชน
----------------------
"รสนา" ย้ำจุดยืนคัดค้านรัฐเปิดสัมปทานปิโตรเลียมรอบ 21 ชี้ สามารถออก พ.ร.ก.ในระบบ PSC ให้มีผลบังคับใช้ได้
นางสาวรสนา โตสิตระกูล สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) กล่าวยืนยันจุดยืนว่า ไม่เห็นด้วยที่รัฐบาลเร่งเปิดสัมปทานเพื่อสำรวจและผลิตปิโตรเลียมรอบที่ 21 โดยเห็นว่าควรมีการแก้ไขกฎหมายพระราชบัญญัติปิโตรเลียม พ.ศ. 2514 และการแก้ไขกฎหมายจัดเก็บภาษีปิโตรเลียม ซึ่งหากต้องใช้ระยะเวลาในการแก้ไขนาน 4-6 ปี ตามที่รัฐบาลอ้าง ก็ควรที่ชะลอการเปิดสัมปทานในครั้งนี้ออกไป
โดยส่วนตัวเห็นว่ารัฐบาลยังมีอำนาจในการออกเป็นพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ในการสำรวจและผลิตแหล่งปิโตรเลียมในระบบแบ่งปันผลผลิต (พีเอสซี) เพื่อให้มีผลบังคับใช้โดยเร็วได้ภายในระยะเวลา 6 เดือน ซึ่งจะไม่กระทบต่อการผลิตปิโตรเลียมในอนาคต
ด้าน หม่อมหลวงกรกสิวัฒน์ เกษมศรี ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยนโยบายพลังงานและทรัพยากร มหาวิทยาลัยรังสิต กล่าวว่า การเปิดเวทีหารือประเด็นความขัดแย้งเรื่องการเปิดสัมปทานปิโตรเลียมครั้งที่ 21 ในวันที่ 20 กุมภาพันธ์นี้ มีสัดส่วนที่นั่งทั้งสิ้น 300 คน แต่ภาคประชาชนมีเพียง 20 ที่นั่ง ถือว่าเป็นสัดส่วนที่น้อยมาก ซึ่งถือว่าภาครัฐไม่เปิดกว้าง อย่างไรก็ตาม หวังว่ารัฐบาลจะรับฟังข้อเสนอและ
ปรับเปลี่ยนรูปแบบการหารือให้เหมาะสม
////////////////////
นกแอร์ขัดข้อง
นกแอร์ น่าน-กทม. เที่ยวบิน ดีดี 8819 ประตูมีปัญหา ให้ผู้โดยสารลง รอซ่อมไม่มีกำหนด มีชื่อคนดังบนเครื่องเพียบ
นายเทียนฉาย กีระนันทน์ เปิดเผยกับ สำนักข่าว INN ว่า เป็น 1 ในผู้โดยสารของเครื่องบิน ดีดี 8819 ของสายการบินนกแอร์ จาก จ.น่าน ปลายทางกรุงเทพฯ มีปัญหา ประตูปิดไม่ได้ ต้องขอให้ผู้
โดยสารลงจากเครื่องเพื่อรอซ่อม ซึ่งเบื้องต้นยังไม่มีการแจ้งจากสายการบิน ว่าจะสามารถดำเนินการแล้วเสร็จ สามารถบินได้ภายในช่วงเวลาใด
--- เสียง 173--
ทั้งนี้ มีรายงานว่า ผู้โดยสารในเที่ยวบินดังกล่าวมีบุคคลระดับวีไอพีหลายราย อาทิ นายพลากร สุวรรณรัฐ องคมนตรี นายปิยสวัสดิ์ อัมระนันท์ ประธานบอร์ด ปตท. และ นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล
ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย
---------------
นกแอร์ ชี้แจง กรณี เที่ยวบินที่ DD8819 เส้นทางจังหวัดน่าน-กรุงเทพฯ ไม่สามารถขึ้นบิน ยืนยัน กรณีที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องปกติ
นายพาที สารสิน ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายการบินนกแอร์ เปิดเผยถึงกรณีเกิดเหตุเครื่องบินของสายการบินนกแอร์ เที่ยวบินที่ DD8819 เส้นทาง จ.น่าน-กรุงเทพฯ ไม่สามารถขึ้นบินได้ เนื่องจากประตูหลังปิดไม่สนิท ส่งผลให้ผู้โดยสาร 86 คน ซึ่งประกอบด้วย ผู้บริหารระดับสูงหลายคนไม่สามารถเดินทางได้ ว่า ได้ส่งเครื่องบินลำใหม่ไปรับผู้โดยสารทั้งหมดแล้ว โดยจะเดินทางออกจากจังหวัดน่าน ในเวลา 14.35 น. ถึงกรุงเทพฯ 15.55 น. ส่วนเครื่องลำที่มีปัญหาเป็นรุ่น Q400 ของ Bombardier ที่เพิ่งนำเข้ามาใช้งาน 3-4 เดือน ขณะนี้ยังไม่สามารถระบุสาเหตุได้ แต่เบื้องต้นคาดว่าเกิด
จากน็อตที่ประตูเครื่องบิน ซึ่ง นกแอร์ ได้ส่งช่าง 2 คนไปกับเที่ยวบินลำใหม่ที่ส่งไปรับผู้โดยสาร คาดว่าจะใช้เวลา 2 ชั่วโมง หรือภายในคืนนี้จะซ่อมแซมแล้วเสร็จ ขณะเดียวกัน จะมีช่างจากบริษัทที่ผลิตเครื่องบินมาดู เพื่อออกแบบไม่ให้เกิดปัญหาอีก
อย่างไรก็ตาม ยืนยันว่า กรณีที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องปกติ เพราะเครื่องบินใหม่มักพบปัญหาเล็กๆ น้อยๆ เกี่ยวกับเครื่องยนต์ ปัจจุบันสายบินสั่งซื้อเครื่องบินรุ่นนี้ มาทั้งหมด 6 ลำ รับมอบแล้ว 4 ลำ โดยอีก 3 ลำ ยังไม่พบปัญหา และสายการบินนกแอร์ มีเครื่องบินทั้งหมด 28 ลำ บิน 140 เที่ยวต่อวัน กรณีที่เกิดขึ้นจึงไม่ใช่ปัญหาใหญ่แต่อย่างใด
////////////////
เคลื่อนย้ายรถถัง
ทบ. แจ้งขนย้ายรถสายพานลำเลียง 42 คัน จาก พล.ม.2 ไปลพบุรี เพื่อทำการฝึก เช้ามืดพรุ่งนี้
พ.อ.หญิง ศิริจันทร์ งาทอง รองโฆษกกองทัพบก กล่าวว่า ในวันพฤหัสบดีที่ 19 กุมภาพันธ์ 2558 เวลา 05.00 น. กองพลทหารม้าที่ 2 รักษาพระองค์ จะทำการเคลื่อนย้ายยุทโธปกรณ์เพื่อทำการฝึก
ภาคสนามเป็นหน่วยกองร้อย ณ พื้นที่ฝึก บ.ดีรัง อ.พัฒนานิคม จ.ลพบุรี โดยจะเคลื่อนย้ายรถสายพานลำเลียง 42 คัน จากที่ตั้งหน่วยทหารในพื้นที่ เกียกกาย และสนามเป้า กทม. ไปยังสถานีรถไฟ
ย่านสินค้าพหลโยธิน-ปลายทางสถานีรถไฟโคกกระเทียม จ.ลพบุรี และในวันที่ 8 มีนาคม 2558 เวลา 19.00 น. จะเคลื่อนย้ายยุทโธปกรณ์กลับที่ตั้งหน่วยทหาร หลังเสร็จสิ้นการฝึกโดยใช้เส้นทางเดิม
ทั้งนี้ จึงขอแจ้งให้ประชาชนได้รับทราบ และขออภัยในความไม่สะดวกทั้งปวงที่เกิดขึ้นจากการเคลื่อนย้ายยุทโธปกรณ์ในครั้งนี้ด้วย
///////////////
PR
วันพุธที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558
วันอังคารที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558
ทักษิณแบะท่าเจรจาประยุทธ์
"ทักษิณ" แบะท่าพร้อมเจรจา "ประยุทธ์"
by Nation TV | วันที่ 17 กุมภาพันธ
อดีตนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร ส่งสัญญาณผ่านคนใกล้ชิด ว่าพร้อมที่จะเจรจากับ นายกรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ แต่มีเงื่อนไขว่า คนที่จะมาเจรจาต้องมีอำนาจในการตัดสินใจอย่างแท้จริง
มีรายงานข่าวจากคนใกล้ชิดอดีตนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร ว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ได้ติดตามข่าวสารบ้านเมืองมาโดยตลอด และพร้อมเจรจากับนายกรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ แต่มีข้อเสนอ คือ ขอให้คนที่มาเจรจามีอำนาจในการพูดคุยและมีอำนาจในการตัดสินใจทุกเรื่อง สามารถเห็นผลได้ในเชิงปฏิบัติ
อย่างที่ผ่านมา พ.ต.ท.ทักษิณถูกหลอกหลายครั้ง คุยแล้วไม่ประสบความสำเร็จ ไม่จบจริง จากนั้นต้องดูเงื่อนไขในการพูดคุยเป็นอย่างไร ถูกต้องหรือไม่ และหากเจรจาได้ ต้องดูระยะเวลาในการดำเนินการด้วยว่าเป็นอย่างไร ส่วนเหตุผลที่ พ.ต.ท.ทักษิณ อยากเจรจาด้วย เพราะอยากเห็นประเทศสงบและเดินหน้าได้
คนใกล้ชิดอดีตนายกฯ ทักษิณ ระบุว่า ที่ผ่านมามีการพยายามล่อให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ออกมาต่อต้าน เพื่อคนที่มีอำนาจจะได้อ้างว่าสถานการณ์บ้านเมืองไม่สงบสุข และคงอำนาจการบริหารออกไป จึงทำให้ที่ผ่านมา พ.ต.ท.ทักษิณ ขออยู่นิ่งๆ ไม่อยากตกหลุมพรางให้ คสช.และรัฐบาลยืดเวลาในการบริหารประเทศ
สารวัตรหนุ่ย
ASTVผู้จัดการ - รู้จักเส้นทางชีวิตนายตำรวจเงาตามตัว “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” เจ้าของฉายา “เทวดา” ในแวดวงตำรวจ “พ.ต.อ.วทัญญู วิทยผโลทัย” ผู้ช่วยนายเวรรอง ผบ.ตร. จูดี้ กับภาพลักษณ์ กิตติศัพท์ และข้อเท็จจริงที่ประชาชนต้องตั้งคำถาม
ข่าวการเดินทางออกนอกประเทศไปร่วมงานวันเกิดของพี่ชาย ที่ประเทศฝรั่งเศส ของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นที่สนใจของประชาชนอย่างยิ่งว่าเธอจะกลับมาเมืองไทยอีกเมื่อไหร่ หลังจากเมื่อวันที่ 17 ก.ค. ถูกคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ชี้มูลความผิดในคดีทุจริตจำนำข้าว อีกไม่กี่วันถัดมา น.ส.ยิ่งลักษณ์ ก็ได้เดินทางไปพร้อมด้วยกระเป๋าเดินทางขนาดใหญ่จำนวน 15 ใบ โดยแบ่งเป็นส่วนที่โหลดเข้าเครื่องจำนวน 12 ใบ และนำขึ้นเครื่องด้วยตัวเองจำนวน 3 ใบ ทั้งนี้ มี พ.ต.อ.วทัญญู วิทยผโลทัย หรือ หนุ่ย ผู้ช่วยนายเวรรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (พล.ต.อ.พงศพัศ พงษ์เจริญ) เป็นผู้ควบคุมการขนย้ายอย่างใกล้ชิด และเป็นที่น่าสังเกตว่า พ.ต.อ.วทัญญู พยายามเลี่ยงจากกลุ่มสื่อมวลชน ทั้งที่โดยปกติจะเข้ามาทักทายอย่างสนิทสนม
ทั้งนี้ คณะของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ โดยสารเครื่องของสายการบินไทย เที่ยวบิน TG930 ปลายทางกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส โดยมี ด.ช.ศุภเสกข์ อมรฉัตร หรือ น้องไปป์ บุตรชายของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ พร้อมด้วยเพื่อน 2 คน และผู้ติดตาม น.ส.ยิ่งลักษณ์ อีก 3 คน รวมถึง พ.ต.อ.วทัญญู เดินทางไปด้วยเท่านั้น แม้กระทั่งคนในตระกูลชินวัตรที่มีกระแสข่าวว่าจะเดินทางไปพร้อมกันนั้น ไม่ได้โดยสารเที่ยวบินนี้แต่อย่างใด ขณะที่กระแสของโลกโซเชียลยังได้เผยแพร่แชร์รูปภาพของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร และผู้ติดตามคือ พ.ต.อ.วทัญญู วิทยผโลทัย กันอย่างกว้างขวาง
สำหรับ พ.ต.อ.วทัญญู ผู้ช่วยนายเวร (ผู้ช่วย นว.) ของ พล.ต.อ.พงศพัศ พงษ์เจริญ รอง ผบ.ตร. มีฉายาที่เรียกกันในวงการว่า “เทวดาหนุ่ย” พ.ต.อ.วทัญญู ถือเป็นตำรวจหน้าตารูปหล่อ มีหน้าที่คือยืนอยู่ด้านหลังคอยติดตามรักษาความปลอดภัย น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ไปทุกแห่งทุกหน และก็เป็นคนเดียวกับที่เคยเป็นตำรวจชุดรักษาความปลอดภัย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร สมัยดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และคุณหญิงพจมาน ณ ป้อมเพ็ชร อดีตภรรยา พ.ต.ท.ทักษิณ รวมทั้งครอบครัวตระกูลชินวัตร
การเรียก พ.ต.อ.วทัญญู เป็น “เทวดา” ไม่ใช่เป็นเรื่องอุปโลกน์กันเล่นๆ หรือเรียกเอาสนุกปาก แต่เพราะเส้นทางการเติบโตชีวิตราชการสีกากีของ พ.ต.อ.วทัญญู หรือที่คุ้นๆ กันในชื่อสารวัตรหนุ่ย นับตั้งแต่ออกมาจากสำนักงาน พล.ต.อ.สันต์ ศรุตานนท์ อดีต ผบ.ตร. มาอยู่ในทีมอารักขา พ.ต.ท.ทักษิณ สมัยที่ พล.ต.ต.อรรถกฤษ ธารีฉัตร ผู้อำนวยการกองสลากฯคนปัจจุบัน เป็นหัวหน้าทีมอารักษานายกฯทักษิณ ก้าวขยับดุจเทวดา
แม้ช่วงที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ถูกยึดอำนาจหลังปี 2549 เส้นทางชีวิตราชการ พ.ต.ท.วทัญญู จะตกฮวบตามเจ้านาย ถูก พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส ผบ.ตร. สมัยนั้น เซ็นคำสั่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่ 91/2551 ลงวันที่ 6 ก.พ. 2551 ให้ไปเป็น สว.สป.สภ.กรงปินัง จ.ยะลา แต่ก็ไม่ลงไปทำงานอย่างจริงจัง เพราะมีคำสั่งให้มาช่วยราชการสำนักงาน พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ดามาพงศ์ ช่วงที่เป็น รอง ผบ.ตร. และมาอยู่ที่บ้านจันทร์ส่องหล้า
จนพรรคพลังประชาชนชนะการเลือกตั้ง และเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล ก็มีคำสั่งแต่งตั้ง พ.ต.อ.วทัญญู กลับมาอยู่สันติบาล เป็น สว.ฝขว.10 บก.ส.1 (บก.น.7) มีหน้าที่ดูแลเขตบ้านจันทร์ส่องหล้า ที่คุณหญิงอ้ออยู่ จากนั้นก็ขยับโยกย้ายอีกครั้งไปเป็น สว. (ร้อยเอ็ด) กก.2 บก.ส.1 ซึ่งถือว่าไม่ธรรมดาทีเดียว
จากนั้นที่สร้างความฮือฮาและตกเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก ก็ช่วงขยับขึ้น รอง ผกก. ในตำแหน่ง ผู้ช่วยนายเวร พล.ต.อ.พงศพัศ หลังจาก พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ขึ้นเป็น ผบ.ตร. ได้ลงนามคำสั่งแต่งตั้ง พ.ต.อ.วทัญญู จาก สว. (ร้อยเอ็ด) กก.2 บก.ส.1 เป็น ผู้ช่วยนายเวร โดยให้คำสั่งมีผลวันที่ 8 ก.พ. ในปีนั้น
ทั้งๆ ที่ในปีนั้น ตำรวจระดับ รอง ผกก.- สว. ทั่วประเทศต่างตั้งหน้าตั้งตารอการแต่งตั้งโยกย้าย ที่ยืดเวลาจากวาระปกติออกไปถึงสิ้นเดือน มี.ค. แต่จู่ๆ พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ กลับเซ็นคำสั่งตั้งนายเวร และผู้ช่วยนายเวร ให้กับ พล.ต.อ.พงศพัศ เพียงแค่ 2 ราย ทั้งๆ ที่อีกเพียงเดือนกว่าก็แต่งตั้งระดับ รอง ผกก.3 สว. แล้ว กลับรอไม่ได้
ส่วนหนึ่งก็เป็นที่รู้ๆ กันอยู่ว่า การแต่งตั้งก่อนคนอื่นก็จะได้เปรียบเมื่อนับอายุราชการในลักษณะวันชนวัน เพราะกินอาวุโสเพื่อนในปีเดียวกันมาเกือบ 2 เดือน โดยการแต่งตั้งครั้งนั้น พล.ต.อ.พงศพัศ อ้างเหตุผลที่เสนอให้ พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ อนุมัติแต่งตั้งลูกน้องให้มาจากเรื่องของการบริหารราชการว่าต้องการแต่งตั้งนายเวรและผู้ช่วยนายเวร มาปฏิบัติหน้าที่ช่วยงาน และการแต่งตั้งก็เป็นไปด้วยความรวบรัดรีบเร่ง เพียงแค่ไม่กี่วันก็เสร็จสิ้น เมื่อ พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ มอบหมายให้ พล.ต.อ.ปานศิริ ประภาวัต รอง ผบ.ตร. เป็นประธานประชุมคณะกรรมการกลั่นกรองเมื่อวันจันทร์ที่ 6 ก.พ. 2555 และ พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ได้ลงนามคำสั่งวันที่ 7 ก.พ. 2555 มีผลตั้งแต่วันที่ 8 ก.พ. 2555
แม้ พ.ต.อ.วทัญญู ได้รับการแต่งตั้งเป็น ผู้ช่วยนายเวร พล.ต.อ.พงศพัศ ก็ไม่ได้เข้ามาทำงานในหน้าที่ผู้ช่วยนายเวร ตามที่ได้รับการแต่งตั้ง โดยมีเรื่องเล่าติดตลกว่าถึงขนาดสำนักงาน พล.ต.อ.พงศพัศ อยู่ชั้นใด ห้องไหน ถาม “สารวัตรหนุ่ย” อาจจะไม่รู้ เพราะการทำหน้าที่ส่วนใหญ่จะเป็นหัวหน้าทีม รปภ. นายกฯ ยิ่งลักษณ์ ติดตามไปทุกหนทุกแห่งมากกว่า
อย่างไรก็ดี ทุกเรื่องราวที่ผ่านมา คงไม่เพียงพอที่จะเรียก “เทวดาหนุ่ย” หากไม่ใช่เกิดกรณีล่าสุด ที่แวดวงสีกากีถึงขนาด “ตาค้าง” หลังจากเห็นรายชื่อผู้เข้ารับการฝึกอบรมหลักสูตร ผกก.รุ่น 92 ที่มีกำหนดเรียนตั้งแต่วันที่ 18 ก.พ. 2556 เป็นต้นมา และสิ้นสุดหลักสูตรวันที่ 7 มิถุนายน 2556 ที่วิทยาลัยการตำรวจ ถนนวิภาวดีรังสิต ประกาศออกมาปรากฏมีชื่อ “พ.ต.ท.วทัญญู วิทยผโลทัย” (ตำแหน่งในขณะนั้น) เป็นนักเรียนเข้าอบรมโรงเรียน ผกก. ลำดับที่ 108 อยู่ด้วย
การที่ พ.ต.ท.วทัญญู เข้าอบรมโรงเรียน ผกก. ไม่ใช่เรื่องแปลก แต่ที่แปลกและสร้างความฉงนสนเท่ห์ให้กับตำรวจ โดยเฉพาะบรรดารอง ผกก. ทั่วประเทศ ก็ตรงคุณสมบัติการเข้าเรียนของ “สารวัตรหนุ่ย” ครบตามกฎตามระเบียบ ตามกติกาแล้วหรือ เพราะตามกฎกติกาผู้ที่มีสิทธิเข้าเรียนอบรมโรงเรียน ผกก. ต้องครองตำแหน่ง รอง ผกก. มาไม่น้อยกว่า 2 ปี บวกคะแนน 21 แต้ม (เป็นอย่างน้อย) คะแนนมาจากความประพฤติ 10 แต้ม วุฒิ ป.ตรี 6 แต้ม ป.โท 7 แต้ม 2 ขั้น 1 แต้ม ครึ่งขั้น ครึ่งแต้ม
แค่คุณสมบัติแรก พ.ต.ท.วทัญญู ก็ไม่เข้าข่ายได้สิทธิเข้าเรียนแล้ว เพราะเพิ่งครองตำแหน่ง ผู้ช่วยนายเวร หรือเทียบเท่ารอง ผกก. เมื่อวันที่ 8 ก.พ. 2555 นับถึงวันที่เริ่มเรียนวันที่ 18 ก.พ. 2556 ก็ดำรงตำแหน่งไปเพียง 1 ปี 10 วัน ไม่ถึง 2 ปี ตามกฎ ระเบียบ กติกา ที่กำหนดไว้
การแหกกฎ แหกระเบียบ แหกกติกา ที่กำหนดไว้ คงไม่ต้องบอกว่าทำเพื่ออะไร เพราะในแวดวงตำรวจต่างก็รู้อยู่ว่าการจะขึ้น ผกก. หรือตำแหน่งเทียบเท่าได้ เช่น นายเวร รอง ผบ.ตร. หรือ ผู้ช่วยนายเวร ผบ.ตร. ต้องแต่งตัวให้ครบก่อน การแต่งตั้งให้ครบขึ้น ผกก. ก็ต้องผ่านการอบรมโรงเรียน ผกก.
• ฝืนคำสั่ง คสช. ผิดระเบียบ สตช.
ก่อนหน้านี้ นายสมชาย แสวงการ อดีต ส.ว.สรรหา โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ว่า “สตช. ว่าไงดีครับ? เห็นชาวเน็ตวิจารณ์กันขรมเลย พ.ต.อ.วทัญญู ตำรวจติดตามนายกรัฐมนตรี เป็นการปฏิบัติหน้าที่อารักขาตามตำแหน่งนายก เมื่อพ้นเก้าอี้เป็น น.ส.ยิ่งลักษณ์ คนธรรมดา ไปเดินชอปปิ้งตามห้างสรรพสินค้า ไม่ใช่เรื่อง พ.ต.อ. คนนี้ยังไปคอยตามหิ้วกระเป๋าอยู่อีก ถ้าภาพข่าวนี้เป็นจริง และยังคงทำเกินหน้าที่อยู่ สตช. ต้องเรียกตัวกลับเข้ากรมกองทำงานใน สตช. ได้แล้ว ภาษีประชาชนนะครับ ไม่ใช่เป็นตำรวจรับใช้ใครส่วนตัว”
ทั้งนี้ ก่อนหน้านี้ โลกโซเชียลเน็ตเวิร์ก มีการแชร์ภาพ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม ซึ่งเป็นผู้ที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ. และ หัวหน้า คสช. มีคำสั่งฉบับที่ 2/2557 ให้ไปรายงานตัว และได้รับการปล่อยตัวในเวลาต่อมา ขณะเดินชอปปิ้งในห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่ง และที่เป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ในโซเชียลเน็ตเวิร์ก คือ ในภาพดังกล่าวปรากฏว่า มี พ.ต.อ.วทัญญู วัชรผโลทัย ผู้ช่วยนายเวร (สบ4) ผบ.ตร. ซึ่งเคยเป็นนายตำรวจติดตาม น.ส.ยิ่งลักษณ์ ระหว่างดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม รวมอยู่ด้วย
ทำให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์อย่างมาก เนื่องจากการกระทำดังกล่าวของ พ.ต.อ.วทัญญู น่าจะเข้าข่ายฝ่าฝืนคำสั่ง คณะรักษาความสงบแห่งชาติ โดยสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้มีคำสั่งที่ 0001 (ศปก.ตร.)/282 ที่ห้ามมิให้กำลังพลทุกนายเข้าพบปะสังสรรค์ และ/หรือร่วมกิจกรรมกับบุคคลที่ถูกเชิญตัว ภายหลังจากที่ได้รับการปล่อยตัวไปแล้ว ตลอดจนนักการเมือง ผู้มีอิทธิพล และกลุ่มผลประโยชน์ต่างๆ
อย่างไรก็ดี วานนี้ (25 ก.ค.) พล.ต.ต.เรวัช กลิ่นเกษร รอง จตร.(สบ7) รักษาราชการแทนผู้บัญชาการตำรวจสันติบาล (รรท.ผบช.ส.) ก็ออกมาให้สัมภาษณ์แก้ต่างให้ว่า หลังจาก น.ส.ยิ่งลักษณ์ หมดวาระไปได้มีการเรียกตัวตำรวจที่ไปทำหน้าที่รักษาความปลอดภัยประมาณ 20 นาย กลับต้นสังกัดหมดแล้ว นอกจากนั้น ทางกองบัญชาการตำรวจสันติบาลก็ได้เรียกตัวตำรวจที่ไปทำหน้าที่รักษาความปลอดภัยบุคคลสำคัญอื่นๆ ทั้งรัฐมนตรี นักการเมือง อดีตนายกรัฐมนตรีกลับมาทั้งหมด เพื่อให้เป็นแนวปฏิบัติเดียวกัน หลังจากนี้ ก็จะทำตามระเบียบที่มีอยู่ ใครประสานขอกำลังตำรวจไปติดตามก็จะพิจารณาไปตามระเบียบให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน อย่างไรก็ตาม ตามระเบียบแล้วอดีตนายกรัฐมนตรีทุกคนสามารถขอตำรวจดูแลความปลอดภัยได้ เพราะหากเกิดเหตุไม่ดีมาก็จะเกิดผลเสียหายได้
ส่วนกรณีสำหรับ พ.ต.อ.วทัญญู วัชรผโลทัย ผู้ช่วยนายเวร พล.ต.อ.พงศพัศ พงษ์เจริญ รอง ผบ.ตร. ที่ไปปรากฏภาพติดตาม น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีนั้น ยืนยันว่าไม่ได้ติดตามดูแลความปลอดภัยตามคำสั่งของสันติบาลแล้ว ถ้าไปก็คงไปในฐานะส่วนตัว
ขณะที่ พล.ต.อ.พงศพัศ ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีว่าใกล้ชิดกับตระกูลชินวัตร ก็ออกมารับลูกเรื่องดังกล่าวราวกับกระเดือกและคอหอย ก็กล่าวเช่นกันว่า สำหรับ พ.ต.อ.วทัญญู ได้ยื่นขอลาพักร้อนกับตน ซึ่งตามระเบียบสามารถลาได้ 30 วัน ส่วนการลาไปต่างประเทศจะต้องทำเรื่องขออนุมัติจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ซึ่งมี พล.ต.ท.เรืองศักดิ์ จริตเอก ผู้ช่วย ผบ.ตร. เป็นผู้พิจารณาอนุมัติ และทราบว่าได้อนุมัติให้ พ.ต.อ.วทัญญู ลาไปต่างประเทศได้ก่อนเดินทาง 1 วัน!
ข่าวการเดินทางออกนอกประเทศไปร่วมงานวันเกิดของพี่ชาย ที่ประเทศฝรั่งเศส ของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นที่สนใจของประชาชนอย่างยิ่งว่าเธอจะกลับมาเมืองไทยอีกเมื่อไหร่ หลังจากเมื่อวันที่ 17 ก.ค. ถูกคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ชี้มูลความผิดในคดีทุจริตจำนำข้าว อีกไม่กี่วันถัดมา น.ส.ยิ่งลักษณ์ ก็ได้เดินทางไปพร้อมด้วยกระเป๋าเดินทางขนาดใหญ่จำนวน 15 ใบ โดยแบ่งเป็นส่วนที่โหลดเข้าเครื่องจำนวน 12 ใบ และนำขึ้นเครื่องด้วยตัวเองจำนวน 3 ใบ ทั้งนี้ มี พ.ต.อ.วทัญญู วิทยผโลทัย หรือ หนุ่ย ผู้ช่วยนายเวรรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (พล.ต.อ.พงศพัศ พงษ์เจริญ) เป็นผู้ควบคุมการขนย้ายอย่างใกล้ชิด และเป็นที่น่าสังเกตว่า พ.ต.อ.วทัญญู พยายามเลี่ยงจากกลุ่มสื่อมวลชน ทั้งที่โดยปกติจะเข้ามาทักทายอย่างสนิทสนม
ทั้งนี้ คณะของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ โดยสารเครื่องของสายการบินไทย เที่ยวบิน TG930 ปลายทางกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส โดยมี ด.ช.ศุภเสกข์ อมรฉัตร หรือ น้องไปป์ บุตรชายของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ พร้อมด้วยเพื่อน 2 คน และผู้ติดตาม น.ส.ยิ่งลักษณ์ อีก 3 คน รวมถึง พ.ต.อ.วทัญญู เดินทางไปด้วยเท่านั้น แม้กระทั่งคนในตระกูลชินวัตรที่มีกระแสข่าวว่าจะเดินทางไปพร้อมกันนั้น ไม่ได้โดยสารเที่ยวบินนี้แต่อย่างใด ขณะที่กระแสของโลกโซเชียลยังได้เผยแพร่แชร์รูปภาพของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร และผู้ติดตามคือ พ.ต.อ.วทัญญู วิทยผโลทัย กันอย่างกว้างขวาง
สำหรับ พ.ต.อ.วทัญญู ผู้ช่วยนายเวร (ผู้ช่วย นว.) ของ พล.ต.อ.พงศพัศ พงษ์เจริญ รอง ผบ.ตร. มีฉายาที่เรียกกันในวงการว่า “เทวดาหนุ่ย” พ.ต.อ.วทัญญู ถือเป็นตำรวจหน้าตารูปหล่อ มีหน้าที่คือยืนอยู่ด้านหลังคอยติดตามรักษาความปลอดภัย น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ไปทุกแห่งทุกหน และก็เป็นคนเดียวกับที่เคยเป็นตำรวจชุดรักษาความปลอดภัย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร สมัยดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และคุณหญิงพจมาน ณ ป้อมเพ็ชร อดีตภรรยา พ.ต.ท.ทักษิณ รวมทั้งครอบครัวตระกูลชินวัตร
การเรียก พ.ต.อ.วทัญญู เป็น “เทวดา” ไม่ใช่เป็นเรื่องอุปโลกน์กันเล่นๆ หรือเรียกเอาสนุกปาก แต่เพราะเส้นทางการเติบโตชีวิตราชการสีกากีของ พ.ต.อ.วทัญญู หรือที่คุ้นๆ กันในชื่อสารวัตรหนุ่ย นับตั้งแต่ออกมาจากสำนักงาน พล.ต.อ.สันต์ ศรุตานนท์ อดีต ผบ.ตร. มาอยู่ในทีมอารักขา พ.ต.ท.ทักษิณ สมัยที่ พล.ต.ต.อรรถกฤษ ธารีฉัตร ผู้อำนวยการกองสลากฯคนปัจจุบัน เป็นหัวหน้าทีมอารักษานายกฯทักษิณ ก้าวขยับดุจเทวดา
แม้ช่วงที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ถูกยึดอำนาจหลังปี 2549 เส้นทางชีวิตราชการ พ.ต.ท.วทัญญู จะตกฮวบตามเจ้านาย ถูก พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส ผบ.ตร. สมัยนั้น เซ็นคำสั่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่ 91/2551 ลงวันที่ 6 ก.พ. 2551 ให้ไปเป็น สว.สป.สภ.กรงปินัง จ.ยะลา แต่ก็ไม่ลงไปทำงานอย่างจริงจัง เพราะมีคำสั่งให้มาช่วยราชการสำนักงาน พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ดามาพงศ์ ช่วงที่เป็น รอง ผบ.ตร. และมาอยู่ที่บ้านจันทร์ส่องหล้า
จนพรรคพลังประชาชนชนะการเลือกตั้ง และเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล ก็มีคำสั่งแต่งตั้ง พ.ต.อ.วทัญญู กลับมาอยู่สันติบาล เป็น สว.ฝขว.10 บก.ส.1 (บก.น.7) มีหน้าที่ดูแลเขตบ้านจันทร์ส่องหล้า ที่คุณหญิงอ้ออยู่ จากนั้นก็ขยับโยกย้ายอีกครั้งไปเป็น สว. (ร้อยเอ็ด) กก.2 บก.ส.1 ซึ่งถือว่าไม่ธรรมดาทีเดียว
จากนั้นที่สร้างความฮือฮาและตกเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก ก็ช่วงขยับขึ้น รอง ผกก. ในตำแหน่ง ผู้ช่วยนายเวร พล.ต.อ.พงศพัศ หลังจาก พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ขึ้นเป็น ผบ.ตร. ได้ลงนามคำสั่งแต่งตั้ง พ.ต.อ.วทัญญู จาก สว. (ร้อยเอ็ด) กก.2 บก.ส.1 เป็น ผู้ช่วยนายเวร โดยให้คำสั่งมีผลวันที่ 8 ก.พ. ในปีนั้น
ทั้งๆ ที่ในปีนั้น ตำรวจระดับ รอง ผกก.- สว. ทั่วประเทศต่างตั้งหน้าตั้งตารอการแต่งตั้งโยกย้าย ที่ยืดเวลาจากวาระปกติออกไปถึงสิ้นเดือน มี.ค. แต่จู่ๆ พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ กลับเซ็นคำสั่งตั้งนายเวร และผู้ช่วยนายเวร ให้กับ พล.ต.อ.พงศพัศ เพียงแค่ 2 ราย ทั้งๆ ที่อีกเพียงเดือนกว่าก็แต่งตั้งระดับ รอง ผกก.3 สว. แล้ว กลับรอไม่ได้
ส่วนหนึ่งก็เป็นที่รู้ๆ กันอยู่ว่า การแต่งตั้งก่อนคนอื่นก็จะได้เปรียบเมื่อนับอายุราชการในลักษณะวันชนวัน เพราะกินอาวุโสเพื่อนในปีเดียวกันมาเกือบ 2 เดือน โดยการแต่งตั้งครั้งนั้น พล.ต.อ.พงศพัศ อ้างเหตุผลที่เสนอให้ พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ อนุมัติแต่งตั้งลูกน้องให้มาจากเรื่องของการบริหารราชการว่าต้องการแต่งตั้งนายเวรและผู้ช่วยนายเวร มาปฏิบัติหน้าที่ช่วยงาน และการแต่งตั้งก็เป็นไปด้วยความรวบรัดรีบเร่ง เพียงแค่ไม่กี่วันก็เสร็จสิ้น เมื่อ พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ มอบหมายให้ พล.ต.อ.ปานศิริ ประภาวัต รอง ผบ.ตร. เป็นประธานประชุมคณะกรรมการกลั่นกรองเมื่อวันจันทร์ที่ 6 ก.พ. 2555 และ พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ได้ลงนามคำสั่งวันที่ 7 ก.พ. 2555 มีผลตั้งแต่วันที่ 8 ก.พ. 2555
แม้ พ.ต.อ.วทัญญู ได้รับการแต่งตั้งเป็น ผู้ช่วยนายเวร พล.ต.อ.พงศพัศ ก็ไม่ได้เข้ามาทำงานในหน้าที่ผู้ช่วยนายเวร ตามที่ได้รับการแต่งตั้ง โดยมีเรื่องเล่าติดตลกว่าถึงขนาดสำนักงาน พล.ต.อ.พงศพัศ อยู่ชั้นใด ห้องไหน ถาม “สารวัตรหนุ่ย” อาจจะไม่รู้ เพราะการทำหน้าที่ส่วนใหญ่จะเป็นหัวหน้าทีม รปภ. นายกฯ ยิ่งลักษณ์ ติดตามไปทุกหนทุกแห่งมากกว่า
อย่างไรก็ดี ทุกเรื่องราวที่ผ่านมา คงไม่เพียงพอที่จะเรียก “เทวดาหนุ่ย” หากไม่ใช่เกิดกรณีล่าสุด ที่แวดวงสีกากีถึงขนาด “ตาค้าง” หลังจากเห็นรายชื่อผู้เข้ารับการฝึกอบรมหลักสูตร ผกก.รุ่น 92 ที่มีกำหนดเรียนตั้งแต่วันที่ 18 ก.พ. 2556 เป็นต้นมา และสิ้นสุดหลักสูตรวันที่ 7 มิถุนายน 2556 ที่วิทยาลัยการตำรวจ ถนนวิภาวดีรังสิต ประกาศออกมาปรากฏมีชื่อ “พ.ต.ท.วทัญญู วิทยผโลทัย” (ตำแหน่งในขณะนั้น) เป็นนักเรียนเข้าอบรมโรงเรียน ผกก. ลำดับที่ 108 อยู่ด้วย
การที่ พ.ต.ท.วทัญญู เข้าอบรมโรงเรียน ผกก. ไม่ใช่เรื่องแปลก แต่ที่แปลกและสร้างความฉงนสนเท่ห์ให้กับตำรวจ โดยเฉพาะบรรดารอง ผกก. ทั่วประเทศ ก็ตรงคุณสมบัติการเข้าเรียนของ “สารวัตรหนุ่ย” ครบตามกฎตามระเบียบ ตามกติกาแล้วหรือ เพราะตามกฎกติกาผู้ที่มีสิทธิเข้าเรียนอบรมโรงเรียน ผกก. ต้องครองตำแหน่ง รอง ผกก. มาไม่น้อยกว่า 2 ปี บวกคะแนน 21 แต้ม (เป็นอย่างน้อย) คะแนนมาจากความประพฤติ 10 แต้ม วุฒิ ป.ตรี 6 แต้ม ป.โท 7 แต้ม 2 ขั้น 1 แต้ม ครึ่งขั้น ครึ่งแต้ม
แค่คุณสมบัติแรก พ.ต.ท.วทัญญู ก็ไม่เข้าข่ายได้สิทธิเข้าเรียนแล้ว เพราะเพิ่งครองตำแหน่ง ผู้ช่วยนายเวร หรือเทียบเท่ารอง ผกก. เมื่อวันที่ 8 ก.พ. 2555 นับถึงวันที่เริ่มเรียนวันที่ 18 ก.พ. 2556 ก็ดำรงตำแหน่งไปเพียง 1 ปี 10 วัน ไม่ถึง 2 ปี ตามกฎ ระเบียบ กติกา ที่กำหนดไว้
การแหกกฎ แหกระเบียบ แหกกติกา ที่กำหนดไว้ คงไม่ต้องบอกว่าทำเพื่ออะไร เพราะในแวดวงตำรวจต่างก็รู้อยู่ว่าการจะขึ้น ผกก. หรือตำแหน่งเทียบเท่าได้ เช่น นายเวร รอง ผบ.ตร. หรือ ผู้ช่วยนายเวร ผบ.ตร. ต้องแต่งตัวให้ครบก่อน การแต่งตั้งให้ครบขึ้น ผกก. ก็ต้องผ่านการอบรมโรงเรียน ผกก.
• ฝืนคำสั่ง คสช. ผิดระเบียบ สตช.
ก่อนหน้านี้ นายสมชาย แสวงการ อดีต ส.ว.สรรหา โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ว่า “สตช. ว่าไงดีครับ? เห็นชาวเน็ตวิจารณ์กันขรมเลย พ.ต.อ.วทัญญู ตำรวจติดตามนายกรัฐมนตรี เป็นการปฏิบัติหน้าที่อารักขาตามตำแหน่งนายก เมื่อพ้นเก้าอี้เป็น น.ส.ยิ่งลักษณ์ คนธรรมดา ไปเดินชอปปิ้งตามห้างสรรพสินค้า ไม่ใช่เรื่อง พ.ต.อ. คนนี้ยังไปคอยตามหิ้วกระเป๋าอยู่อีก ถ้าภาพข่าวนี้เป็นจริง และยังคงทำเกินหน้าที่อยู่ สตช. ต้องเรียกตัวกลับเข้ากรมกองทำงานใน สตช. ได้แล้ว ภาษีประชาชนนะครับ ไม่ใช่เป็นตำรวจรับใช้ใครส่วนตัว”
ทั้งนี้ ก่อนหน้านี้ โลกโซเชียลเน็ตเวิร์ก มีการแชร์ภาพ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม ซึ่งเป็นผู้ที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ. และ หัวหน้า คสช. มีคำสั่งฉบับที่ 2/2557 ให้ไปรายงานตัว และได้รับการปล่อยตัวในเวลาต่อมา ขณะเดินชอปปิ้งในห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่ง และที่เป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ในโซเชียลเน็ตเวิร์ก คือ ในภาพดังกล่าวปรากฏว่า มี พ.ต.อ.วทัญญู วัชรผโลทัย ผู้ช่วยนายเวร (สบ4) ผบ.ตร. ซึ่งเคยเป็นนายตำรวจติดตาม น.ส.ยิ่งลักษณ์ ระหว่างดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม รวมอยู่ด้วย
ทำให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์อย่างมาก เนื่องจากการกระทำดังกล่าวของ พ.ต.อ.วทัญญู น่าจะเข้าข่ายฝ่าฝืนคำสั่ง คณะรักษาความสงบแห่งชาติ โดยสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้มีคำสั่งที่ 0001 (ศปก.ตร.)/282 ที่ห้ามมิให้กำลังพลทุกนายเข้าพบปะสังสรรค์ และ/หรือร่วมกิจกรรมกับบุคคลที่ถูกเชิญตัว ภายหลังจากที่ได้รับการปล่อยตัวไปแล้ว ตลอดจนนักการเมือง ผู้มีอิทธิพล และกลุ่มผลประโยชน์ต่างๆ
อย่างไรก็ดี วานนี้ (25 ก.ค.) พล.ต.ต.เรวัช กลิ่นเกษร รอง จตร.(สบ7) รักษาราชการแทนผู้บัญชาการตำรวจสันติบาล (รรท.ผบช.ส.) ก็ออกมาให้สัมภาษณ์แก้ต่างให้ว่า หลังจาก น.ส.ยิ่งลักษณ์ หมดวาระไปได้มีการเรียกตัวตำรวจที่ไปทำหน้าที่รักษาความปลอดภัยประมาณ 20 นาย กลับต้นสังกัดหมดแล้ว นอกจากนั้น ทางกองบัญชาการตำรวจสันติบาลก็ได้เรียกตัวตำรวจที่ไปทำหน้าที่รักษาความปลอดภัยบุคคลสำคัญอื่นๆ ทั้งรัฐมนตรี นักการเมือง อดีตนายกรัฐมนตรีกลับมาทั้งหมด เพื่อให้เป็นแนวปฏิบัติเดียวกัน หลังจากนี้ ก็จะทำตามระเบียบที่มีอยู่ ใครประสานขอกำลังตำรวจไปติดตามก็จะพิจารณาไปตามระเบียบให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน อย่างไรก็ตาม ตามระเบียบแล้วอดีตนายกรัฐมนตรีทุกคนสามารถขอตำรวจดูแลความปลอดภัยได้ เพราะหากเกิดเหตุไม่ดีมาก็จะเกิดผลเสียหายได้
ส่วนกรณีสำหรับ พ.ต.อ.วทัญญู วัชรผโลทัย ผู้ช่วยนายเวร พล.ต.อ.พงศพัศ พงษ์เจริญ รอง ผบ.ตร. ที่ไปปรากฏภาพติดตาม น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีนั้น ยืนยันว่าไม่ได้ติดตามดูแลความปลอดภัยตามคำสั่งของสันติบาลแล้ว ถ้าไปก็คงไปในฐานะส่วนตัว
ขณะที่ พล.ต.อ.พงศพัศ ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีว่าใกล้ชิดกับตระกูลชินวัตร ก็ออกมารับลูกเรื่องดังกล่าวราวกับกระเดือกและคอหอย ก็กล่าวเช่นกันว่า สำหรับ พ.ต.อ.วทัญญู ได้ยื่นขอลาพักร้อนกับตน ซึ่งตามระเบียบสามารถลาได้ 30 วัน ส่วนการลาไปต่างประเทศจะต้องทำเรื่องขออนุมัติจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ซึ่งมี พล.ต.ท.เรืองศักดิ์ จริตเอก ผู้ช่วย ผบ.ตร. เป็นผู้พิจารณาอนุมัติ และทราบว่าได้อนุมัติให้ พ.ต.อ.วทัญญู ลาไปต่างประเทศได้ก่อนเดินทาง 1 วัน!
วันจันทร์ที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558
"กษิต"เสนอยุบ บก.สส.
'กษิต ภิรมย์' เสนอสภาปฎิรูปแห่งชาติ ปฏิรูปกองทัพโดยยุบกองบัญชาการทหารสูงสุด และกองกำลังส่วนหน้า เพราะเกินความจำเป็น ชี้สองส่วนนี้ไม่มีอำนาจมากกว่า 3 เหล่าทัพ
เมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ ที่โรงแรมสุโกศล คณะกรรมาธิการ(กมธ.)การปฎิรูปการเมือง สภาปฎิรูปแห่งชาติ (สปช.) ร่วมกับ สถาบันปฏิรูปประเทศไทย จัดสัมมนาและรับฟังความคิดเห็นเรื่อง “10 ประเด็นนวัตกรรมการเมืองไทย” ในประเด็น การปฏิรูปการบริหารราชการแผ่นดิน โดยมี นายธีรยุทธ หล่อเลิศรัตน์ ประธานกรรมาธิการปฏิรูปการบริหารราชการแผ่นดิน นายสังศิต พิริยะรังสรรค์ สมาชิกสปช. และประธานสถาบันปฏิรูปประเทศไทย และนายกษิต ภิรมย์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ เข้าร่วมอภิปราย
โดยนายกษิต กล่าวว่า นอกจากจะปฏิรูปตำรวจแล้ว ตนขอเสนอให้ปฏิรูปกองทัพด้วย โดยยุบกองบัญชาการทหารสูงสุด และกองกำลังส่วนหน้า เพราะเกินความจำเป็นและเป็นไปไม่ได้ที่ทั้งสองส่วนนี้จะใหญ่กว่า 3 เหล่าทัพ ส่วนเรื่องการบริหารราชการแผ่นดินตนคิดว่า จะพูดถึงแค่ส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่นนั้นไม่พอ ซึ่งการกระจายอำนาจต้องรวมถึงภาคเอกชน ภาคชุมชนและภาคประชาสังคมด้วย
Source - มติชนออนไลน์
"ประวิตร"ปรามนักการเมืองอย่าพูดเยอะ
ประวิตร จวก กุ๊ยกษิต ไม่รู้อย่าพูดเรื่องปฏิรูปกองทัพ-ปราม"พลเมืองโต้กลับ"ห้ามเคลื่อนไหว***
เมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ ที่อาคารเกษะโกมล พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวถึงกรณีที่มีนักการเมืองทั้งพรรคประชาธิปัตย์ และ พรรคเพื่อไทย ออกมาแสดงความคิดหลากหลาย ว่า อยากจะแสดงความคิดเห็นก็ไปเลยที่ สปช. ไม่มีใครห้าม อย่ามาตะโกนป่าว ๆ มันไม่ใช่เรื่อง เพราะก็มี สปช.อยู่แล้ว อยากให้ทำอะไรก็ไปบอกไปเขาได้เลย ซึ่งเราพร้อมสนับสนุนเพื่อให้ทุกกลุ่มทุกฝ่ายแสดงความคิดเห็นผ่านทาง สปช. เพราะเรามีการเปิดเวทีให้มากมายเชิญเลย
เมื่อถามว่าสำหรับกรณีที่ นายกษิต ภิรมย์ อดีต รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เสนอให้มีการเสนอปฏิรูปกองทัพ โดยเสนอให้ยุบกองบัญชาการกองทัพไทย พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า กองทัพมีการปฏิรูปมาตลอด และทำอยู่ ซึ่งนายกษิต ไม่รู้ว่าเขาทำอยู่หรือเปล่า อย่าไปพูดอย่างนี้ ซึ่งกองทัพทำตลอดเวลา โดยมีแผนงานในการที่จะปฏิรูปอยู่แล้ว
"นายกษิตสามารถคิดได้ และไปเสนอที่ สปช. อยากคิดอะไรก็คิดได้ ผมไม่ว่าเลย ซึ่งกองทัพมีแผนงานที่จะทำเหมือนกัน และจะนำเข้าสู่สภาปฏิรูปเหมือนกัน เชิญเลยไม่ว่าอะไร สื่อเองก็เสนอได้เช่นกันอย่างเสนออะไรใน สปช.ก็เสนอไป มีเวทีอยู่แล้ว ตามสบาย" พล.อ.ประวิตร กล่าว
เมื่อถามว่า ทุกฝ่ายออกมากดดันรัฐบาลและ คสช. พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า ไม่เคยรู้สึกกดดัน และไม่เคยคิดว่ามีการกดดัน เราอยากให้ทุกฝ่ายแสดงความคิดเห็นใน สปช. ไม่ใช่ว่าแสดงความคิดเห็นอะไรและเรียกมาคุย เพียงแต่เราดูว่าอะไรที่มันเกินเลยไปจนเกิดความไม่ปรองดองเราถึงจะเรียก ถ้าเป็นความคิดก็เสนอไป ส่วนกรณีที่กลุ่มพลเมืองโต้กลับออกมาเคลื่อนไหวที่บริเวณหน้าหอศิลป์นั้น ตนก็อยากทำความเข้าใจไปคุยกันที่ สปช. เพราะมีหลายเวทีไปพูดจากันไม่พอใจเรื่องอะไรก็ไปคุยกัน แต่การเคลื่อนนอกเวทีถามว่าผิดกฎหมายหรือไม่ ซึ่งเรามีเวทึให้อยู่แล้วไม่จำเป็นจะต้องไปเปิดใหม่ ถ้าอะไรที่ผิดกฎหมายก็ไปทำให้ถูกกฎหมาย
พล.อ.ประวิตร กล่าวถึงทางกลุ่มพลเมืองโต้กลับยืนยันว่าจะเคลื่อนไหวอีก ว่า คงไม่ได้ เพราะผิดกฎหมายไปคิดอย่างนั้นได้อย่างไรต้องช่วยกัน เพราะขณะนี้ทางรัฐบาล และ คสช.มีเวลาที่จำกัด เหลือเวลาอีกไม่กี่เดือนแล้ว ก็จะต้องเดินตามไปโรดแมป หากมาแคะมาแกะแบบนี้คงเดินไม่ได้
นายกฯ ยอมรับเลื่อนเปิดสัมปทานปิโตรเลียมรอบที่ 21 ไปก่อน นัดหารือฝ่ายคัดค้าน 20 ก.พ.นี้
นายกฯ ยอมรับเลื่อนเปิดสัมปทานปิโตรเลียมรอบที่ 21 ไปก่อน นัดหารือฝ่ายคัดค้าน 20 ก.พ.นี้
การเปิดสัมปทานปิโตรเลียม รอบที่ 21 พล.อ.ประยุทธ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรียอมรับว่า ได้เลื่อนการเปิดประมูลสัมปทานปิโตรเลียมรอบที่21 จากเดิมที่จะมีขึ้นในวันที่ 18 ก.พ.นี้ ออกไป การเลื่อนเปิดสัมปทาน ไม่ได้เป็นเพราะรัฐบาลไม่ได้กลัวปัญหา แต่ต้องการที่จะให้ทุกฝ่ายได้เข้าใจร่วมกัน ซึ่งจะเลื่อนออกไปถึงเมื่อไหร่นั้น คงต้องรอดูผลของการหารือในเวทีที่รัฐบาลจะจัดขึ้นในที่20ก.พ.นี้ก่อน ขณะที่ การหารือในครั้งนี้ก็จะนำเหตุผล ข้อเท็จจริงมามาพูดคุยกัน โดยจะคำนึงถึงความคุ้มค่าของประเทศมากที่สุด ส่วนตัวเชื่อว่ากลุ่มที่คัดค้านก็จะเข้าร่วมด้วย เพราะถือว่ารัฐบาลได้เปิดโอกาสให้แล้ว ซึ่งหากยังไม่มา ก็จะถือว่าไม่เป็นการรับฟังซึ่งกันและกัน และหากมีการไปเคลื่อนไหวในทางอื่น ก็จะเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง
ส่วนตัวมองว่า หากรอดำเนินการในรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ก็อาจจะทำให้การหาแหล่งพลังงานสำรองในประเทศล่าช้าออกไป อย่างไรก็ตามตัวเองก็หวังว่าการหารือในวันศุกร์นี้จะทำให้ทุกฝ่ายเข้าใจในความจำเป็นของการวางแผนในด้านพลังงานของประเทศ
ส่วน ผลการประชุมเพื่อติดตามความคืบหน้าเศรษฐกิจของประเทศนั้น พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ใน วันนี้คณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เข้าชี้แจงถึงสถานการณ์ทางการเงินของประเทศ โดยวิเคราะห์ว่าไตรมาส 3 และ 4 ของปี 57 เศรษฐกิจของประเทศโตขึ้นร้อยละ 0.7 ซึ่งส่วนตัวพอใจ เพราะตั้งแต่รัฐบาลเข้ามาบริหารประเทศ ตัวเลขทางเศรษฐกิจก็โตขึ้น คาดว่าตัวเลข จีดีพี ในปี 58-59 จะอยู่ที่ ร้อยละ 3-4 รวมถึงการท่องเที่ยวภายในประเทศขณะนี้สถานการณ์เติบโตต่อเนื่องขึ้น หลังจากมีนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทย และต่างชาติ ท่องเที่ยวในประเทศไทยมากขึ้น
สำหรับการแก้ไขปัญหาราคายางพารานั้น ต้องติดตาม เงินจากกองทุนมูลภัณฑ์กันชน จะสามารถช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวนยางได้มากน้อยแค่ไหน รวมถึงต้องมีการปรับให้เข้ากับความต้องการของเกษตรกร รวมทั้งความต้องการของตลาด ซึ่งขณะนี้ ได้เร่งแก้ไขปัญหาในเรื่องสินค้าทางเการเกษตรทุกอย่าง เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้กับภาคการเกษตร
ยิ่ลักษณ์ ลี้ภัย
ข่าวการขอลี้ภัย-หนีออกนอกประเทศ ดังหนาหูขึ้นเรื่อยๆ นั่นเพราะมีการประเมินว่า คดีทุจริตจำนำข้าวที่ "ยิ่งลักษณ์" ตกเป็น "จำเลย" นั้น จะ "จบเร็ว" ไม่มียืดเยื้อถึงปีหน้า ยิ่งกางนิ้วนับไทม์ไลน์เป็นรายเดือน คดีอาจจะเสร็จสิ้นในเดือน ก.ค.-ก.ย.นี้ และ คสช.ก็รู้
อัยการสูงสุดจึงทำหนังสือถึง "พล.อ.ประยุทธ์" นายกฯ และหัวหน้า คสช. ระบุถึงกระบวนการตามขั้นตอนก่อนจะขึ้นสู่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองทั้งหมดว่า หลังศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองประทับรับฟ้องแล้ว "ยิ่งลักษณ์" ในฐานะที่เป็น "ผู้ถูกกล่าวหา" จะต้องปรากฏตัวในศาลในการพิจารณาครั้งแรก มิเช่นนั้น ศาลจะไม่สามารถดำเนินการต่อได้
พล.อ.ประยุทธ์ จึงออกมาเปล่งวาจาผ่านสื่อว่า ที่ คสช.ไม่ให้อดีตนายกฯ เดินทางไปฮ่องกงตามคำขอนั้น เพราะอัยการสูงสุดทำหนังสือขอมา
เพราะต่างฝ่ายต่างรู้ว่า หากปล่อยให้อดีตนายกฯ เดินทางออกนอกประเทศ อาจซ้ำรอย "พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร" อดีตนายกฯผู้เป็นพี่ชาย ซึ่งคดีความของ พ.ต.ท.ทักษิณ ในหลายคดี ศาลต้องจำหน่ายคดีชั่วคราว เนื่องจากหลบหนีไม่มารายงานตัว
อ่านรายละเอียด ล็อกเป้า"ยิ่งลักษณ์" เด็ดปีกแนวร่วมแดง คสช. กรุยทางเบิกความจำเลยต่อหน้าศาล ที่นี่
อรรถชัย :ประเมินทหารหลังชนฝา?
เรื่องของ น้องๆ เมื่อคืน ทำให้เราได้ประเมินว่า ...ทหาร หลังชนฝา
อย่างที่บอกตอนนี้ ประเทศไทย อยู่ในสปอตไลท์ โลกแล้ว ...
ตั้งแต่ อเมริกา ออกมายืนข้าง ผู้ปกป้องประชาธิปไตย เราก็ได้เห็นหลาย เคส เริ่มตั้งแต่ จับปึ้ง ....มาเชิญ เต้น เชิญจาตุรณต์ และ ล่าสุด กรณีเรืองไกร ....จับไปลับ ๆ แต่พอเรื่องแดง สหรัฐออกมาพูด มันรีบปล่อย
เมื่อคืน น้อง ๆ ธรรมศาสตร์ กล้าหาญมาก โดยเฉพาะ ทนาย อานนท์ สุดยอดจริง ...กล้าหาญมาก ...
ตอนแรก มันก็ไม้เดิม ทำเป็นบลั๊ฟ ว่าเอาจริง ที่แท้ก็ ถือ เน่าอยู่ในมือ ...
น้อง ๆ เก่งมากกล้าหาญทุกคนไม่มีทิ้งกัน จับ 1 ต้องมาอีก 100 - พัน
เมื่อคืน ก็ ท้ายทายมันไปในหน้าเฟส ..อยากรู้ว่ามรึงแน่จริงไหม
สุดท้าย ..ก็ ยอมปล่อย
เมื่อคืน ก็ ท้ายทายมันไปในหน้าเฟส ..อยากรู้ว่ามรึงแน่จริงไหม
สุดท้าย ..ก็ ยอมปล่อย
พี่น้องเราทุกคนต้องเอาอย่าง อย่าปล่อยให้เพือ่นเดียวดาย หากเพื่อนโดนจับ เราถอยเขาจะซวย กล้าแล้วต้องไปให้สุด อย่าครึ่งๆ กลาง ๆ เด็ดขาด
ทหารเหี้ย พวกนี้ ความจริงมันกลัวเรามากกว่า เพราะรู้ว่าหากเราออกกันมาจริง ๆ เกินหมื่น มันเอาไม่อยู่ และ จะนำไปสู่คนเรือนแสน ที่จะตามมา
ถึงตอนนั้น มันจะมีทางเลือกคือ จะจบดี ๆ หรือจะจบแบบหมดแผ่นดินยืน
ผมเชื่อว่า ครั้งนี้ไม่เหมือนครั้งก่อน ๆ ครั้งนี้ไม่มีแกนนำ เหตุการบานปลายได้ตลอด
รวมไปถึง ปัจจัยภายนอก ที่ต่างชาติพร้อมเข้าร่วม และ ปัจจัยภายใน ที่พวกมันแตกกันยับเวลานี้
หากมวลชนออกมาอย่างว่า ..ผมเชื่อว่าจะยิ่งทำให้รอยร้าวภายในที่มีอยู่แล้วถึงเวลาแตกหัก จะมีการ ไขก๊อก เอาตัวรอด ไอ้ตู่ ..จะเป็นแพะ จะมีคนชิงโค่นไอ้ตู่ก่อนกูจะซวยไปด้วย
อันจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงอะไรบางอย่าง ที่ผ่อนปลนลง ..
เราจะมีโอกาสในการต่อรอง มากขึ้น ..แต่ยังไม่เบ็ดเสร็จ ต้องรอ อีก และ ทั้งหมดก็อยู่ที่ว่ามันจะโง่ หรือ ฉลาด
เราจะมีโอกาสในการต่อรอง มากขึ้น ..แต่ยังไม่เบ็ดเสร็จ ต้องรอ อีก และ ทั้งหมดก็อยู่ที่ว่ามันจะโง่ หรือ ฉลาด
เช่น เอาทหารเข้าปราบ หรือ กรณีมีมือที่สาม ...อันจะนำไปสู่สถานะการณ์ โกลาหล แบบนั้น ถึงแม้จะมีผลเสียบ้าง แต่ในที่สุด อาจจะนำไปสู่ หลายเหตุการ เช่นการเข้ายึดอำนาจไอ้ตู่ หรือ อาจจะนำไปถึงการเข้าแทรกแทรงจากต่างชาติ ..อะไรได้ทั้งนั้น แต่ทุกดอก เราจะได้เปรียบในที่สุด
สำคัญที่สุด ต้องระวัง อย่าเบี่ยงไปทาง อื่น โดยเฉพาะกรณี 112 ที่เป็นทางออกทางเดียวของมัน เพาะแบบนั้น จะมีประชาชนอีกส่วนถูกปลุกออกมาต่อต้าน ประชาชนจะตีกันเอง และ ต่างชาติ ถือเหตุแทรกแทรงยาก เพราะเป็นกรณีกฏหมายภายใน ไม่ใช่ ผิดกฏหมายสากล ไม่เป็นผลดีกับเรา จงยืนหยัดไว้ในเรื่อง การเรียกร้องเสรีภาพ ต่อต้านเผด็จการทหาร ที่กดขี่ประชาชน ..( เขียนแบบนี้เดียวก็ โดนด่าอีกแล้วละผม ก็ ถือเสียว่าเป็นความคิดเห็น ไม่พูดก็เป็นห่วงประชาชนครับ )
เหตุการเมื่อคืน มันยอมถอย เป็นครั้งแรก ตั้งแตค่ยึดอำนาจมา
มันแสดงให้เห็นว่า ...มันเองก็มองเห็นสิ่งที่ผม คาดเดาเอาไว้ เช่นกัน
มันแสดงให้เห็นว่า ...มันเองก็มองเห็นสิ่งที่ผม คาดเดาเอาไว้ เช่นกัน
ผมเชื่อ และ มีศรัทธาในความถูกต้องเสมอ
หากเรายืนยันในความถูกต้อง ผลย่อมออกมาอย่างถูกต้อง
ผิดเป็นชอบไปไม่ได้ ..
หากเรายืนยันในความถูกต้อง ผลย่อมออกมาอย่างถูกต้อง
ผิดเป็นชอบไปไม่ได้ ..
ที่ผ่านมา ผิดกลายเป็นชอบ เพราะ คนไทยส่วนใหญ่ ยอมให้มันเกิดขึ้น ...
หากเราไม่ยอมให้ถึงที่สุด ไม่มีทางที่ี อธรรม จะชนะความถูกต้องได้
หากเราไม่ยอมให้ถึงที่สุด ไม่มีทางที่ี อธรรม จะชนะความถูกต้องได้
ขอให้เรา เชื่อมันในพลังบริสุทธิ์ ...พลังของความดีงาม
ธรรม จะ ชนะอธรรมเสมอ ...
อ้อ อีกนิดหนึ่ง น้องๆ เมื่อคืนทุกคน พยายามอยู่ในสปอตไลท์ เอาไว้นะครับ มันเล่นบนดินไม่ได้ มันอาจลงใต้ดิน
"กลุ่มพลเมืองโต้กลับ" ลั่นเตรียมเคลื่อนไหวทางการเมืองต่อ หลังถูกจับกุม
![]()
Resistant Citizen” กล่าวถึงกรณีที่ถูกเจ้าหน้าที่ทหาร และเจ้าหน้าที่ตำรวจ จับกุมบริเวณลานด้านหน้าหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร ภายหลังจัดจัดกิจกรรม “เลือกตั้งที่ลัก” เมื่อวันที่ 14 ก.พ.ที่ผ่านมา ว่า ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.ปทุมวัน ได้จับกุมและตั้งข้อกล่าวหาตน รวมถึงนายสิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์ นักศึกษาชั้นปีที่ 4 คณะรัฐศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ นายพันธ์ศักดิ์ ศรีเทพ หรือพ่อน้องเฌอ และนายวรรณเกียรติ ชูสุวรรณ หรือ “กึ๋ย” อาชีพขับรถแท็กซี่ ในข้อหาฝ่าฝืนคำสั่ง คสช.ฉบับที่ 7/2557 เรื่องห้ามชุมนุมทางการเมือง โดยอาศัยมาตรา 8 และมาตรา 11 แห่ง พ.ร.บ.กฎอัยการศึก 2457 ห้ามไม่ให้มั่วสุมหรือชุมนุมทางการเมืองที่มีจำนวนตั้งแต่ 5 คนขึ้นไป แต่เราทั้ง 4 คน ให้การปฏิเสธ และขอประกันตัว จากนั้นเจ้าหน้าที่ตำรวจได้อนุญาตให้ประกันตัว พร้อมกับตั้งเงื่อนไข 3 ข้อ
นายอานนท์ กล่าวอีกว่า 1.ให้อยู่เป็นหลักแหล่ง 2.ห้ามออกนอกประเทศ และ 3.ห้ามเคลื่อนไหวทางการเมือง แต่เราไม่ยอม เพราะเห็นว่าการที่จะได้ประกันตัวต้องไม่มีเงื่อนไขใด ๆ จากนั้นทางเจ้าหน้าที่ตำรวจยอมให้ประกันตัวได้โดยไม่มีเงื่อนไขใด ส่วนนายสิรวิชญ์ที่ผ่านมาเคยถูกจับกุมมาแล้ว 1 ครั้ง และติดเงื่อนไขที่เคยตกลงกับทางทหารว่าจะไม่เคลื่อนไหวทางการเมือง จึงถูกตั้งข้อกล่าวหา 2 ข้อ โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจนัดมาพบอีกครั้งในวันที่ 16 มี.ค.นี้ เพื่อดำเนินคดีต่อไป อย่างไรก็ตามยืนยันว่าหลังจากนี้ทางกลุ่มของตนจะมีการเคลื่อนไหวอีกแน่นอน แต่ยังไม่ขอลงรายละเอียดว่าจะใช้สถานที่ใด เพราะไม่ได้ผิดเงื่อนไขการประกันตัว |
ประยุทธ์ ไม่ปรองดองคนผิด
Cr:ทหารปฏิรูปประเทศไทย
วันที่ 16 ก.พ.58 บิ๊กตู่ บอกไม่คุยกับคนแดนไกล แต่ให้กลับมาสู้คดีแทน
ตามที่มีบางคนเสนอให้บิ๊กตู่ นายกฯ และหัวหน้า คสช.ไปคุยกับคนแดนไกลนั้น บิ๊กตู่แนะนำนิ่มๆ ว่า ให้คนแดนไกลกลับมาสู้คดี แล้วค่อยคุย ยืนยันว่าตอนนึ้อยู่ในสถานะป็นเจ้าหน้าที่รัฐ จึงคุยไม่ได้ เพราะคนแดนไกลมีคดีความร้ายแรงติดตัว
และจะไม่มอบหมายใครคุยแทนทั้งนั้น เพราะผิดเหมือนกัน ยกเว้นคนแดนไกลกลับมาไทยสู้คดี แล้วค่อยคุยกัน ถ้า สปช.อยากคุยให้ไปคุยเองแล้วเสนอมา ว่าจะปรองดองยังไง แต่ไม่มีนิรโทษกรรม
วันที่ 16 ก.พ.58 บิ๊กตู่ บอกไม่คุยกับคนแดนไกล แต่ให้กลับมาสู้คดีแทน
ตามที่มีบางคนเสนอให้บิ๊กตู่ นายกฯ และหัวหน้า คสช.ไปคุยกับคนแดนไกลนั้น บิ๊กตู่แนะนำนิ่มๆ ว่า ให้คนแดนไกลกลับมาสู้คดี แล้วค่อยคุย ยืนยันว่าตอนนึ้อยู่ในสถานะป็นเจ้าหน้าที่รัฐ จึงคุยไม่ได้ เพราะคนแดนไกลมีคดีความร้ายแรงติดตัว
และจะไม่มอบหมายใครคุยแทนทั้งนั้น เพราะผิดเหมือนกัน ยกเว้นคนแดนไกลกลับมาไทยสู้คดี แล้วค่อยคุยกัน ถ้า สปช.อยากคุยให้ไปคุยเองแล้วเสนอมา ว่าจะปรองดองยังไง แต่ไม่มีนิรโทษกรรม
ร่วมถึงที่มีข้อเสนอให้ไปพูดคุยกันแกนนำแดง นปช.นั้น เห็นว่าไม่ใช่เรื่องที่จะต้องดำเนินการ เพราะการที่รัฐบาลเข้ามาในครั้งนี้ก็เพื่อต้องการแก้ไขปัญหาความรุนแรง ในเรื่องของคดีความต่างๆ ก็จะต้องเป็นไปตามกระบวนการของศาล คนที่มีคดี ก็จะเข้าสู่กระบวนการที่ถูกต้อง
บิ๊กตู่ แนะคนไทย ให้ก้าวข้ามผ่านคนแดนไกล อย่าเอาการเมือง-ชาติไปผูกติด ยืนยันว่าตนเองได้ก้าวข้ามมานานแล้ว เตือนสื่อมวลชนเลิกเสนอข่าว คนแดนไกล อย่าไปให้ความสำคัญ
-------------------------------->
ใครเสนอมาให้บิ๊กตู่ไปคุย ก็รับฟัง แต่ "ไม่ไป" เพราะเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ จะไปคุยกับนักโทษหนีคดี เป็นไปไม่ได้ ไม่ว่าในแผ่นดินไทยและที่ไหนในโลก เมื่อเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ อยู่ที่ไหนก็ยังเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ ย่อมไม่สามารถคุยกับนักโทษที่หนีคดีความไปได้
ใครอยากคุยก็ไปคุยเอง หรือคนแดนไกลอยากคุย ก็กลับมามอบตัวรับโทษตามที่ศาลตัดสินไปจำคุก 2 ปี และตามหมายจับอีก 6 คดี ติดคุกครบทุกคดี อายุกว่า 90 ปี ก็ค่อยมาคุยกัน..มันจะยากตรงไหน ??
@ เสธ น้ำเงิน2
https://www.facebook.com/thailandcoup
วันเสาร์ที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558
ประชาคมจุฬาจี้ผู้เกี่ยวข้องชี้แจงพรางชมพูงานบอลประเพณี
มื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ เพจเฟซบุ๊ก Chulalongkorn Community for the People (CCP) ได้เผยแพร่แถลงการณ์ของกลุ่มประชาคมจุฬาฯ เพื่อประชาชน กรณีพรางชมพูในงานฟุตบอล CU-TU 70 ซึ่งมีเนื้อหา ดังต่อไปนี้

เนื่องด้วยงานฟุตบอลประเพณีจุฬาฯ-ธรรรมศาสตร์ครั้งที่ 70 ที่ผ่านมา ได้มีการร้องเรียนว่าเสื้องานบอลจุฬาฯ มีจำนวนจำกัด นิสิต ผู้ร่วมงานบางคนไม่ทันได้ซื้อเสื้อในงาน แต่กลับไปพบเจ้าหน้าที่ตำรวจนอกเครื่องแบบในเสื้องานบอลจุฬาฯ สีชมพู และมีการแชร์รูปภาพยืนยันอย่างกว้างขวางใน social network รวมทั้งประเด็นที่ว่ามีอาจารย์ บุคลากรในจุฬาฯ ให้การสนับสนุนจนเกิดกระแสเรื่องพรางชมพู และมีการกระชากป้ายผ้าขบวนล้อการเมืองธรรมศาสตร์โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจนอกเครื่องแบบเหล่านั้น รวมถึงเรื่องขบวนล้อการเมืองของจุฬาฯ ที่มีศิษย์เก่าออกมาชี้แจงว่า การเซ็นเซอร์ในจุฬามีอยู่จริง ทำให้ไม่สามารถสื่อความคิดออกมาในหุ่นได้อย่างเต็มที่
กลุ่มประชาคมจุฬาฯเพื่อประชาชน (CCP) ในฐานะกลุ่มนิสิตกลุ่มหนึ่งในจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ประกาศจุดยืนไม่เห็นด้วยกับการกระทำที่น่าครหาในนามเสาหลักของแผ่นดิน รวมทั้งเป็นการลิดรอนสิทธิเสรีภาพในการรับรู้ข้อมูลข่าวสารของนิสิตนักศึกษา รวมทั้งผู้ร่วมงานจากการเข้าไปยึดป้ายขบวนล้อการเมืองของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จึงข้อเรียกร้องถึงสมาคมนิสิตเก่าจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย องค์การบริหารสโมสรนิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สภานิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องให้ออกมาชี้แจงในประเด็น
1. การแจกเสื้องานบอลจุฬาฯ ให้ตำรวจนอกเครื่องแบบหลายนาย
2. การที่มีเจ้าหน้าที่ตำรวจนอกเครื่องแบบในเสื้องานบอลจุฬาฯ เข้าไปกระชากและยึดป้ายขบวนล้อการเมืองของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
3. การเซ็นเซอร์ห้ามจัดขบวนการเมืองในจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ศาลเลื่อนตรวจหลักฐานคดี 4 กบฏ กปปส.ไป 26 มิ.ย.นี้
ศาลเลื่อนตรวจหลักฐานคดี 4 กบฏ กปปส.ไป 26 มิ.ย.นี้
ศาลอนุญาตเลื่อนตรวจพยานหลักฐานคดี 4 แกนนำ กปปส.เป็นกบฏไป 26 มิ.ย. ตามที่อัยการโจทก์-จำเลยร้องขอ เหตุให้รอผู้ต้องหา 28 คนที่อัยการนัดฟังคำสั่งฟ้อง
วันนี้ (13 ก.พ.) ที่ห้องพิจารณา 902 ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก ศาลนัดตรวจพยานหลักฐาน คดีหมายเลขดำ อ.1191/2557, อ.1298/2557, อ.1328/2557 ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีพิเศษ 4 เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง นายสนธิญาณ ชื่นฤทัยในธรรม อายุ 53 ปี และนายสกลธี ภัททิยกุล อายุ 38 ปี แกนนำ กปปส. นายสมบัติ ธำรงธัญวงศ์ อายุ 64 ปี อดีตอธิการบดีสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) และสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) นายเสรี วงษ์มณฑา อายุ 66 ปี นักวิชาการ เป็นจำเลยที่ 1-4 ในความผิดฐานร่วมกันเป็นกบฏ, กระทำให้ปรากฏแก่ประชาชนด้วยวาจา หรือวิธีอื่นใดที่ไม่ใช่การกระทำในความมุ่งหมายตามรัฐธรรมนูญเพื่อให้เกิดความปั่นป่วน หรือความไม่สงบในราชอาณาจักรฯ, อั้งยี่, ซ่องโจร, มั่วสุมกันตั้งแต่ 10 คนขึ้นไปใช้กำลังประทุษร้ายให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมืองโดยมีอาวุธ โดยเป็นหัวหน้าหรือเป็นผู้มีหน้าที่สั่งการ, เจ้าพนักงานสั่งให้เลิกการกระทำนั้นแต่ไม่เลิก, ยุยงให้ร่วมกันหยุดงาน การร่วมกันปิดงานงดจ้างเพื่อบังคับรัฐบาล, ร่วมกันบุกรุก, ร่วมกันขัดขวางเจ้าหน้าที่ประจำหน่วยเลือกตั้ง, ร่วมกันขัดขวางการปฏิบัติงานของ กกต. ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 113, 116, 117, 209, 210, 215, 362, 364, 365 และ พ.ร.บ.ว่าด้วยเลือกตั้งฯ จากกรณีที่จำเลยได้ร่วมชุมนุมกับนายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการ กปปส. ต่อต้านรัฐบาล พาผู้ชุมนุม บุกรุกและปิดสถานที่ราชการหลายแห่ง รวมทั้งขัดขวางการเลือกตั้งเพื่อกดดันให้รัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ลาออกจากการปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งจำเลยที่ 1-4 ให้การปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา
โดยวันนี้อัยการโจทก์แถลงขอส่งพยานหลักฐานฝ่ายโจทก์ รวม 27 กล่อง จำนวน 216 แฟ้ม ซึ่งศาลได้รับพยานเอกสารไว้ รวมทั้งแถลงขอรวมคดี อ.1298/2557 และคดี อ.1328/2557 เข้าเป็นคดีเดียวกันกับคดีหมายเลขดำที่ อ.1191/2557 เนื่องจากมีมูลคดีและพยานหลักฐานชุดเดียวกันเพื่อให้ขั้นตอนการพิจารณาคดีเป็นไปด้วยความสะดวก รวดเร็ว โดยศาลสอบถามทนายจำเลยแล้วไม่คัดค้าน จึงอนุญาตให้รวมเป็นคดีหมายเลขดำที่ อ.1191/2557
นอกจากนี้ อัยการโจทก์และฝ่ายจำเลยยังแถลงขอเลื่อนนัดตรวจพยานหลักฐานออกไปก่อน เนื่องจากคดีนี้มีผู้ต้องหา กปปส.อีก 28 คน ที่อัยการนัดฟังคำสั่งฟ้องในวันที่ 5 มี.ค.นี้ ซึ่งศาลพิเคราะห์แล้วอนุญาตให้เลื่อนนัดตรวจพยานหลักฐานอีกครั้ง ในวันที่ 26 มิ.ย.นี้ เวลา 09.00 น.
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)










