PR

@@ในความเคลื่อนไหวของสถานการณ์ที่ปรากฎเป็น"ข่าว"และ"ไม่เป็นข่าว"พยายามสแกนย่นย่อมานำเสนอและเป็นไว้เป็นฐานข้อมูลสังเคราะห์สถานการณ์ ที่นี่ "ข่าวที่ไม่เป็นข่าว"

วันอังคารที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2558

แถลงการณ์ เครือข่ายสมัชชาประชาชนไทยเพื่อประชาธิปไตยและสิทธิมนุษย์ชน

แถลงการณ์ เครือข่ายสมัชชาประชาชนไทยเพื่อประชาธิปไตยและสิทธิมนุษย์ชน ( 3 องค์กร ได้แก่ เครือข่ายเสรีไทยยูเค, แนวร่วมขบวนการเสรีไทยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ(นสช.) และ แนวร่วมเสรีไทยเดนมาร์ก )
เรื่อง ขอยกย่อง สดุดี ความกล้าหาญของน้องๆในเหตุการณ์เมื่อวันที่ 16 มีนาคม 2558
ด้วยเหตุการณ์การเคลื่อนไหวของน้องๆนักศึกษาในกรณีการคัดค้าน การนำพลเรือนขึ้นสู่ศาลทหาร เมื่อวันที่ 16 มีนาคม 2558 ซึ่งได้ประจักษ์แก่คนไทยและคนที่สนใจติดตามสถานการณ์ในประเทศไทยจากทั่วโลก ให้เห็นถึงความกล้าหาญของเยาวชนไทย ที่มีหัวใจที่กล้าแกร่ง ไม่เกรงกลัวต่ออำนาจของเผด็จการทหาร ไม่เกรงกลัวต่อการถูกจับกุมตัว แต่อย่างใด น้องๆเหล่านี้ ได้ปลุกประกายไฟให้ความกล้าหาญให้ลุกโชน ขึ้นมาอีกครั้งในหัวใจของพี่น้องผู้รักประชาธิปไตย
ทางเครือข่ายสมัชชาประชาชนไทยเพื่อประชาธิปไตยและสิทธิมนุษย์ชน 3 องค์กร ขอประกาศให้น้องๆได้รับรู้ว่า ทางองค์กรเครือข่ายสมัชชาฯ ซึ่งหลายคนเป็นเพื่อน เป็นรุ่นพี่ หรือรุ่นป้า รุ่นน้า รุ่นอา รวมถึงรุ่นพ่อ รุ่นแม่ ที่เคยผ่านการต่อสู้ในหลายเหตุการณ์ยังคงติดตามและเฝ้าดู รวมถึงพร้อมจะเข้าร่วมในการเคลื่อนไหวของน้องๆเหล่านี้ ตลอดเวลา และขอให้น้องๆได้รับรู้ว่า น้องๆยังมีเพื่อนร่วมเส้นทางของน้องๆอีกมากมาย......
" …พวกเธอไม่ได้โดดเดี่ยว ยังคงมีเพื่อนร่วมเส้นทางอีกมากมายที่พร้อมจะเคียงข้างกับพวกเธอ..."
ประกาศ ณ วันที่ 17 มีนาคม 2558
องค์กร เครือข่ายเสรีไทย ยูเค
องค์กร แนวร่วมขบวนการเสรีไทยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ(นสช.)
องค์กร แนวร่วมเสรีไทยเดนมาร์ก


คดี2มือบึ้มละเมิดศาล

.....วันนี้ที่ 17 มีนาคม 2558 ศาลอาญาได้เบิกตัว นายมหาหิน ขุนทอง และนายยุทธนา เย็นภิญโญ จากเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร ผู้ต้องหาที่ก่อเหตุปาระเบิดใส่ลานจอดรถศาลอาญา เมื่อตอนหัวค่ำวันที่ 7 มีนาคม ที่ผ่านมา มาไต่สวนกรณีที่นายประยุทธ ศิริล้น ผู้อำนวยการสำนักอำนวยการประจำศาลอาญา ยื่นคำร้องกล่าวหาว่าผู้ถูกกล่าวหาทั้งสองกระทำความผิดฐานละเมิดอำนาจศาล
.....คำร้องกล่าวสรุปว่า เมื่อวันที่ 7 มีนาคม 2558 เวลากลางคืน นายมหาหิน ผู้ถูกกล่าวหา ที่ 1 ได้ขับขี่รถจักรยานยนต์ ยามาฮ่า ทะเบียน วงต 967 โดยมีนายยุทธนา ผู้ถูกกล่าหาที่ 2 นั่งซ้อนท้าย มาตามถนนรัชดาภิเษก จนมาถึงบริเวณประตูทางออกของศาลอาญา นายมหาหินได้ชะลอความเร็วและนายยุทธนาได้ขว้างระเบิดสังหารชนิดอาร์จีดี 5 (RGD-5) รหัส 57 ใส่บริเวณลานจอดรถศาลอาญา ได้รับความเสียหาย ก่อนหลบหนีไป แต่ถูกเจ้าหน้าที่ช่วยกันจับกุมตัวได้ บริเวณสำนักงานอัยการสูงสุด ชั้นสอบสวนผู้ถูกกล่าวหาทั้งสอง ให้การรับสารภาพ เหตุเกิดที่ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก แขวงจอมพล เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร
.....ศาลได้ไต่สวนพยานรวม 3 ปาก แล้วมีคำสั่งว่าข้อเท็จจริงฟังได้ตามคำร้องว่า ผู้ถูกกล่าวหาทั้งสองกระทำผิดฐานละเมิดอำนาจศาล ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 31(1) และ 33 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 และ 180
.....จึงให้จำคุกนายมหาหินและนายยุทธนา ผู้ถูกกล่าวหา คนละ 5 เดือน
.....การที่ศาลอาญา ลงโทษบุคคลทั้งสองฐานละเมิดอำนาจศาลตามประมวลกฎหมายวิธีความแพ่ง มาตรา 31ซึ่งมีโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือนหรือปรับไม่เกิน 500 บาท นั้น
.....ไม่เกี่ยวกับความผิดฐานร่วมพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289,80 และความผิดฐานมีอาวุธที่ใช้ในราชการสงครามไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตตาม พรบ.อาวุธปืน ฯลฯ ซึ่งยังอยู่ในระหว่างสอบสวนของพนักงานสอบสวน และต้องดำเนินคดีโดยฟ้องต่อศาลทหารตามประกาศของ คสช. ครับ

จับอีก3รวมแหวาน ทีมบึ้มศาลอาญา ชี้เดี่ยวระเบิดพารากอน เป้าหมาย 5 จุด

จับอีก 3 รวม “แหวน” ทีมบึ้มศาลอาญา ชี้เอี่ยวระเบิดพารากอน เป้าหมาย 5 จุด
Cr:ผู้จัดการ
จับเพิ่มอีก 3 คนร้าย รวม “แหวน” ก่อเหตุลอบวางระเบิดหน้าห้างสรรพสินค้าพารากอน และปาระเบิดใส่ศาลอาญา รัชดาฯ ยันมีผู้ว่าจ้างเป็นคนเดียวกัน โดยมีเป้าหมายระเบิดถึง 5 จุด ทั้งกรมทหารราบที่ 11-สวนลุมพินี-ทางลงรถไฟใต้ดินจตุจักร-ศาลอาญา และลานจอดรถโรงแรมสยามแคมปินสกี้ เผยออกหมายจับผู้เกี่ยวข้องทั้งหมด 17 หมาย จับได้แล้ว 12 ราย
วันนี้ (17 มี.ค.) เมื่อเวลา 13.00 น. ที่กองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) พล.ต.ท.ประวุฒิ ถาวรศิริ ผช.ผบ.ตร. พล.ต.ท.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล ผบช.น. พร้อมด้วย พล.ต.ต.สมบัติ มิลินทจินดา ผบก.สส.บช.น. พล.ต.ชยพล ฉัตรชัยเดช ผบก.น.6 พล.ต.ต.รณกร ศุภสมุทร ผบก.กองสรรพาวุธ เป็น ผบก.ประจำภ.3 พล.ต.ต.ชวลิต ประสพศิลป ผบก.น.5 พ.ต.อ.อารยะพันธุ์ พุกบัวขาว รอง ผบก.น.2 พ.ต.อ.ภานุเดช สุขวงศ์ ผกก.สน.พหลโยธิน พ.ต.อ.ชัยรพ จุณณวัตต์ ผกก สน.โชคชัย และเจ้าหน้าที่ทหาร นำโดย พ.อ.วิจารณ์ จดแตง ผอ.กฎหมาย กอ.รมน. หัวหน้าส่วนปฏิบัติคณะทำงานกฎหมายส่วนรักษาความสงบ คสช. แถลงผลการจับกุมผู้ต้องหาคดีวางระเบิดศาลอาญา 3 ราย
ประกอบด้วย 1. นายณเรศ อิทรโสภา อายุ 32 ปี ในข้อหาร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน, มีเครื่องกระสุนปืนและยุทธภันฑ์ทางทหารที่นายทะเบียนไม่สามารถอนุญาตให้ได้, มีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต, พาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน ทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุอันควร
2. น.ส.วาสนา บุษดี ข้อหาร่วมกันก่อการร้าย, ร่วมกันเป็นอั้งยี่, ร่วมกันใช้จ้างวานให้บุคคลอื่นกระทำผิดฐานพยายามฆ่า, ร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน, มีเครื่องกระสุนปืนและยุทธภันฑ์ทางทหารที่นายทะเบียนไม่สามารอนุญาตให้ได้, มีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต พาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุอันควร และ 3. นางณัฎฐธิดา มีวังปลา หรือแหวน ข้อหาร่วมกันก่อการร้าย ร่วมกันเป็นอั้งยี่, ร่วมกันใช้จ้างวานให้บุคคลอื่นกระทำความผิดฐานพยายามฆ่า
พล.ต.ต.ชยพลกล่าวว่า คดีปาระเบิดที่ศาลอาญา รัชดาภิเษก เมื่อวันที่ 7 มี.ค.ที่ผ่านมา มีการดำเนินการ 2 ครั้ง คือ ครั้งที่ 1 เหตุเกิดเมื่อประมาณเดือนกุมภาพันธ์ มีผู้จ้างวาน คือ นายอเนก ซานฟราน ได้โอนเงินจำนวน 5 หมื่นบาทผ่านทางนางสุภาพร มิตรอารักษ์ หรือเดียร์ นำมาให้กับนายวสุ เอี่ยมลออ เพื่อเป็นค่าจ้างในการดำเนินการ จากนั้นนายวสุได้โอนเงินเข้าบัญชีของ น.ส.วาสนา ทั้งนี้ นางณัฎฐธิดารู้จักกับนางสุภาพร และเป็นผู้แนะนำนายสุรพล เอี่ยมสุวรรณ ที่สามารถวางระเบิดได้ 5 จุด คือ กรมทหารราบที่ 11, สวนลุมพินี, ทางลงรถไฟใต้ดิน จตุจักร, ศาลอาญา และลานจอดรถโรงแรมสยามแคมปินสกี้ โดยมีข้อตกลงว่าต้องได้ค่าจ้างจุดละ 10,000 บาท จากนั้น น.ส.วาสนาได้โอนเงินให้นายสุรพลก้อนแรก 15,000 บาท แต่เมื่อรับเงินไปแล้วแต่ไม่สามารถลงมือก่อเหตุได้
พล.ต.ต.ชยพลกล่าวอีกว่า เมื่อการลงมือครั้งแรกไม่สำเร็จ กลุ่มผู้จ้างวานจึงติดต่อไปที่นายวิระศักดิ์ โตวังจร หรือใหญ่ พัทยา โดยนายวิระศักดิ์สามารถดำเนินการได้และเป็นผู้จัดหาระเบิดอาร์จีดี 5 และอาวุธปืนมามอบให้กับนายมหาหิน ขุนทอง และนายยุทธนา เย็นภิญโญ ให้เป็นผู้ลงมือก่อเหตุปาระเบิดใส่ศาลอาญา รัชดาฯ เมื่อวันที่ 7 มี.ค. ทั้งนี้ การดำเนินการทั้งสองครั้งนี้กลุ่มผู้จ้างวานเป็นกลุ่มเดียวกัน และต้องการก่อเหตุให้ประชาชนเกิดความหวาดกลัว
ด้านผู้สื่อข่าวถามว่า นางณัฎฐธิดา หรือแหวน มีความเกี่ยวข้องอย่างไรกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น พล.ต.ต.ชยพลกล่าวว่า เกี่ยวข้องในเรื่องของการเงิน โดยนางณัฎฐธิดารู้จักกับนายสุรพล และกลุ่มผู้จ้างวานคือนางสุภาพร และนายอเนกผ่านทางเฟซบุ๊ก อย่างไรก็ตาม หากพยานหลักฐานสามารถเชื่อมโยงไปถึงใครอีกก็ต้องดำเนินการตามกฎหมาย
มีรายงานว่า นางณัฏฐธิดาเคยเป็นพยาบาลอาสาสมัคร พยานคดี 6 ศพ วัดปทุมวนารามราชวรวิหาร เมื่อปี 53 ด้วย




ทั้งนี้ พนักงานสอบสวน บช.น.ขออนุมมัติหมายจับผู้เกี่ยวข้องกับคดีดังกล่าวทั้งหมด 17 หมาย จับกุมผู้ต้องหาทั้งหมด 12 ราย ยังคงเหลือ นายมนูญ ชัยชนะ หรือเอนก ซานฟราน ผู้ต้องหาความผิดตามมาตรา 112 ที่ จ.พระนครศรีอยุธยา และฝ่าฝืนคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ฉบับที่ 49/255, นายเจษฎาพงษ์ วัฒนพรชัยสิริ อายุ 44 ปี ผู้ร่วมประชุมวางแผน, นายวิระศักดิ์ โตวังจร หรือใหญ่ พัทยา ผู้นำอาวุธมาให้กลุ่มผู้ต้องหาก่อเหตุ ยังคงหลบหนีอยู่, นายวสุ เอี่ยมลออ และนายสุรพล เอี่ยมสุวรรณ ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลทหาร ที่ 42/58
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังที่คณะพนักงานสอบสวนได้ทำการสอบปากคำผู้ต้องหาทั้ง 3 รายเสร็จสิ้นจะนำตัวไปฝากขังที่ศาลทหารในวันที่ 18 มีนาคมต่อไป

ทหารเรียกตัว 3 แกนนำแพทย์หนุน นพ.ณรงค์ รายงานตัว

ทหารเรียกตัว “หมอประชุมพร” พร้อมแพทย์ที่ออกมาเคลื่อนไหวรวม 3 คน เข้าพบ ชี้สร้างความไม่สงบเรียบร้อยในพื้นที่ หลังหนุน 'นพ.ณรงค์'อดีตปลัดสธ.


ล่าสุด เมื่อวันที่ 17 มีนาคม ผู้สื่อข่าวรายงาน เมื่อวันที่ 16 มีนาคม 2558 นพ.สรุเชษฐ์ สถิตนิรามัย รักษาการปลัดกระทรวงสาธารณสุข ได้ลงนามในคำสั่งที่ สธ 0201/0159 เรื่อง การรักษาความสงบของบ้านเมือง ส่งถึงนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัด(นพ.สสจ.) ผู้อำนวยการโรงพยาบาลศูนย์/โรงพยาบาลทั่วไปทุกแห่ง เนื้อความว่า "เนื่องจากขณะนี้อยู่ในช่วงการประกาศใช้กฎอัยการศึกทั่วประเทศ และมีกลไกสร้างความปรองดองสมานฉันท์ กระทรวงสาธารณสุขได้รับการประสานจากฝ่ายความมั่นคง ขอให้ส่วนราชการโดยเฉพาะหน่วยงานในภูมิภาคทุกระดับ ได้โปรดสนองนโยบายของรัฐบาล ในเรื่องความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง โดยเฉพาะการขึ้นป้ายที่มีข้อความให้ประชาชนเห็นภาพลักษณ์ของความไม่สมานฉันท์อันจะทำให้ภาพลักษณ์ความสงบของประเทศเสียหาย ซึ่งมีผลกระทบต่อความเชื่อมั่นด้านอื่นๆ เช่น เศรษฐกิจ เป็นต้น 

ในการนี้สธ.ขอให้หน่วนงานในสธ.ทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาค กรมต่างๆ ตลอดจนหน่วยงานในกำกับสธ.ได้โปรดสอดส่องทำความเข้าใจโดยผู้บังคับบัญชาตามลำดับขั้นในส่วนภูมิภาคขอให้ผู้ตรวจราชการกระทรวงเป็นผู้กำกับติดตาม ทำความเข้าใจใจเจตนารมณ์ เพื่อสนองนโยบายของฝ่ายวามมั่นคงต่อไป

ด้านพญ.ประชุมพร บูรณ์เจริญ ที่ปรึกษาสมาพันธ์แพทย์รพ.ศูนย์ /รพ.ทั่วไป เปิดเผยว่า วันนี้(17มี.ค58) ตนได้รับหมายเรียกตัวจากกองบัญชาการรักษาความสงบเรียบร้อย จ.สุรินทร์ ซึ่งเขียนมาชัดเจนว่าเกี่ยวกับการชุมนุมคัดค้านการย้ายนพ.ณรงค์ สหเมธาพัฒ์ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งตอนนี้ไม่ได้มีการชุมนุมแล้ว เพียงแค่ถ่ายรูปกับป้ายคัดค้านภายในห้อง ลงโชเชียลมีเดียเท่านั้น แต่เรื่องนี้กลับถูกระบุว่ามีผลต่อความสงบเรียบร้อย ซึ่งถือเป็นคำสั่งที่ไม่ค่อยเหมาะสม เหมือนกับว่าเราทำความผิดแล้ว ต้องถูกควบคุมตัวพูดง่ายๆ ส่วนตัวคิดว่าตัวเองไม่ได้ทำผิด และงานที่ทำอยู่ตอนนี้ถือว่าเต็มมืออยู่แล้ว ทหารจะมาทำแทนตนหรือไม่ จะตัดชิ้นเนื้อ จะอ่านสไลด์แทนตนหรือไม่ เพราะงานที่ทำอยู่ก็ล้นมืออยู่แล้ว 
ทั้งนี้ หนังสือดังกล่าวเป็นหนังสือด่วนที่สุด เลขที่ คสช.(รส)2.67/22 ลงวันที่ 17 มีนาคม 2558 ลงนามโดย พล.ต.มนัส หนูวัฒนา ผู้บัญชาการกองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อยจังหวัดสุรินทร์ เรื่องขอเชิญเจ้าหน้าที่พบปะทำความเข้าใจ เนื่องด้วยปรากฏข่าวสารว่าเจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาลสุรินทร์ ประกอบด้วยกลุ่มนายแพทย์ พยาบาล และเจ้าหน้าที่บางส่วน นัดชุมนุมแสดงออกเกี่ยวกับคำสั่งย้ายปลัดประทรวงสาธารณสุขในวันที่ 17 มีนาคม 2558 เวลา 11.00 น. ที่โรงพยาบาลสุรินทร์นั้น

เพื่อมิให้การแสดงออกดังกล่าวนำไปสู่ความขัดแย้งของสังคมส่วนรวม ตลอดจนความสงบเรียบร้อยในพื้นที่ กองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อยจังหวัดสุรินทร์ จึงขอความร่วมมือจากท่านให้เชิญแกนนำของเจ้าหน้าที่ โรงพยาบาลจังหวัดสุรินทร์ ที่นัดหมายชุมนุม มาพบปะพูดคุยกับผู้บัญชาการกองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อยของจังหวัดสุรินทร์ ในวันที่ 17 มีนาคม 2558 เวลา 09.30 น. ณ กองบัญชาการกองกำลังรักษาความสงบจังหวัดสุรินทร์ ค่ายวีรวัฒน์โยธิน อำเภอเมือง จังหวัดสุรินทร์ ประกอบด้วย 1. พญ.ประชุมพร บูรณ์เจริญ 2. พญ.พรรณทิพย์ มูลศาสตร์สาทร 3. นพ.อิสระ อริยชัยพาณิชย์
- See more at: http://www.bangkokbiznews.com/news/detail/639536#sthash.qq7oBs1b.dpuf

นายกฯ อยากให้สงบฯ ไม่มีข่าวเขียน จะเลี้ยงดูนักข่าวเอง

นายกฯ อยากให้สงบฯ ไม่มีข่าวเขียน จะเลี้ยงดูนักข่าวเอง สอนปลูกมะนาว กินเอง แก้มะนาวแพง
นายกฯ บิ๊กตู่ แนะ ปลูกมะนาวกินเอง วิธีแก้มะนาวแพง ลูกละเกือบสิบบาท ช่วยตัวเองด้วย บอกเรื่องธรรมดา หน้าแล้ง คนปลูกมะนาวเขาก็รอขายอยู่
นายกฯเผยประชุม ครม.60เรื่อง ต้องกินข้าวบนโต๊ะประชุมเลย ถ้าไม่งั้น มาดิโตรงการไหน อยากให้ผ่าน ไม่มีครม.นี้ ผมซักทุกเรื่องละเอียด
นายกฯแขวะนักข่าว ชอบให้บ้านเมืองขัดแย้ง จะได้มีข่าวเขียนเยอะๆหริอไง ผมไม่อยากให้มีข่าวเลย จะได้สงบ นักข่าวไม่มีงานทำ ผมจะรับเลี้ยงเอง หางานให้ทำ ไปทำรางรถไฟ


หนังสือพิมพ์รัฐบาล

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันอังคารที่ 17 มีนาคม 2558
'หนังสือพิมพ์รัฐบาล'อุดจุดบอดงานพีอาร์

'หนังสือพิมพ์รัฐบาล'อุดจุดบอดงานพีอาร์

'หนังสือพิมพ์รัฐบาล' อุดจุดบอดงานพีอาร์ : โดย...จีรพงษ์ ประเสริฐพลกรัง สำนักข่าวเนชั่น

 
                        การประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.)วันอังคารที่ 10 มีนาคม ที่ผ่านมา จู่ๆ มีเจ้าหน้าที่มาเดินแจกเอกสารให้แก่สื่อมวลชน และทุกคนที่อยู่หน้าตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล ซึ่งใช้เป็นสถานที่ประชุม ครม. จนกระทั่งหลังประชุมจบลง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้นำเอกสารชิ้นนี้มาอวดให้สื่อมวลชน และยอมรับว่านี่คือ “เอกสารจดหมายข่าวของรัฐบาล” และไม่ได้ต้องการโชว์ผลงาน แต่ทำเพื่อต้องการให้รู้ว่ารัฐบาลทำอะไรไปบ้าง
 
                        จากการตรวจสอบที่ไปที่มาของเอกสารชุดดังกล่าว จนได้ความทราบว่าเป็นชิ้นงานของ “กรมประชาสัมพันธ์” ที่ใช้ชื่อเอกสารที่มีรูปเล่มคล้ายหนังสือพิมพ์ ขนาด A3 หรือแท็บลอยด์ มีชื่อหัวหนังสือพิมพ์ว่า “จดหมายข่าวเพื่อประชาชน” มีความหนา 8 หน้า พิมพ์สี่สีทั้งเล่ม และผู้ที่มาเดินแจกก็เป็นเจ้าหน้าที่ของกรมประชาสัมพันธ์ ที่มี “อภินันท์ จันทรังสี" อธิบดีกรมประชาสัมพันธ์มายืนดูลูกน้องเดินแจกเอกสารอยู่วงนอกด้วยตัวเอง
 
                        เมื่อพลิกอ่านหนังสือพิมพ์ของกรมประชาสัมพันธ์ฉบับนี้ ก็พบว่าเป็นการจัดทำโดยกรมประชาสัมพันธ์ ที่มี “อธิบดีอภินันท์” นั่งเป็นบรรณาธิการด้วยตัวเอง “ประวิน พัฒนะพงษ์" รองอธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ เป็น รองบรรณาธิการ และมี “ดร.ชินภัทร พุทธชาติ" ที่ปรึกษาอธิบดี เป็นที่ปรึกษากองบก. พร้อมเจ้าหน้าที่กรมประชาสัมพันธ์ 7 คน นั่งทำงานในกองบรรณาธิการด้วย โดยไม่มีชื่อของบุคคลในรัฐบาลเข้าไปนั่งเป็นกองบรรณาธิการแต่อย่างใด
 
                        ส่วนเนื้อหาในเล่มพบว่ามีทั้งข่าว สกู๊ป รายงานพิเศษ คอลัมน์ รวมภาพชุด ที่เป็นเชิงบวกและอวดผลงานของรัฐบาลทุกข่าวทุกหน้าพาดหัวได้หวือหวาน่าสนใจคล้ายหนังสือพิมพ์ เช่น "รัฐ" ยันภาษีบ้านไม่กระทบประชาชน, “ครม.ปรับเกณฑ์ลดขั้นตอนเบิกจ่ายงบประมาณปี 2558” เป็นต้น  
 
                        จุดที่น่าสนใจคือในส่วนของบทบรรณาธิการ หรือ บท บก. ที่เขียนระบุที่ไปที่มาของหนังสือพิมพ์ฉบับนี้ว่า “ในแต่ละวัน มีข้อมูลข่าวสารหลั่งไหลเข้าสู่การรับรู้ของประชาชนเป็นจำนวนมาก แต่ส่วนใหญ่มักเป็นข่าวที่เกิดขึ้นตามกระแสข่าว ด้วยเหตุนี้นายกรัฐมนตรีจึงมีความห่วงใยต่อประชาชนในการรับรู้ข่าวสาร ที่รัฐกำลังดำเนินการ ซึ่งมีอยู่เป็นจำนวนมาก แต่บางครั้งข้อมูลเหล่านี้ประชาชนยังไม่รับรู้หรืออาจได้รับข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง ครบถ้วน ทำให้เสียโอกาสในการเข้าถึงบริการต่างๆ จดหมายข่าวฉบับนี้จึงเกิดขึ้นเพื่อเผยแพร่นโยบายและข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมือง และอื่นๆ รวมทั้งสะท้อนความรู้สึกนึกคิดของประชาชนซึ่งเป็นเป้าหมายสำคัญในการพัฒนาประเทศ”
 
                        พออ่านบทบรรณาธิการจบแล้วก็ร้องอ๋อ เพราะตรงกับสิ่งที่เกิดขึ้นในการประชุม ครม.ก่อนหน้านั้น 1 สัปดาห์ คือ เมื่อวันอังคารที่ 3 มีนาคม ที่มีรายงานข่าวแจ้งว่าบรรยากาศในการประชุม พล.อ.ประยุทธ์ได้สั่งการด้วยวาจาในที่ประชุมถึงการให้ข้อมูลและการประชาสัมพันธ์งานของรัฐบาลที่พบว่ามีปัญหาในการเผยแพร่ผลงานของรัฐบาล โดย "บิ๊กตู่" กําชับทั้งครม.และหน่วยงานที่เกี่ยวของคือ “กรมประชาสัมพันธ์” ให้ช่วยประชาสัมพันธ์งานของรัฐบาล เพราะรัฐบาลทําภารกิจไปจํานวนมาก แต่การทําความเข้าใจโดยเฉพาะในระดับภูมิภาคยังทําได้น้อยมาก ทั้งที่การประชาสัมพันธ์ในส่วนกลางและจากกระทรวงก็มีช่องทางมาก
 
                        พล.อ.ประยุทธ์ ได้สั่งการว่าให้ออกหนังสือพิมพ์หรือเอกสารของรัฐบาล ซึ่งต้องไม่ใช่การโฆษณาผลงาน แต่เป็นการบอกให้สังคมทราบว่าปัญหาที่มีการเรียกร้องมีการดําเนินการถึงไหน ตรวจสอบได้อย่างไร!
 
                        นี่จึงเป็นที่มาของการออกหนังสือพิมพ์ในแบบฉบับของรัฐบาล ที่ออกมาอวดโฉมเป็นฉบับปฐมฤกษ์ ตามคำสั่งของนายกฯ เพื่อหวังว่าจะอุดช่องโหว่งานพีอาร์ของรัฐบาล ที่ทราบมาว่า หนังสือพิมพ์ฉบับนี้อาจจะตีพิมพ์แบบรายปักษ์ หรือราย 15 วันออก 1 ครั้ง ส่วนยอดตีพิมพ์ต่อครั้งจะเป็นเท่าไรนั้นยังไม่มีการเคาะตัวเลขที่แน่นอน แต่ที่แน่ๆ จะทำเป็นไฟล์ข้อมูลในรูปแบบ PDFและลิงค์หนังสือออนไลน์ แปะลงในเว็บไซต์หน่วยงานของรัฐ เพื่อเพิ่มช่องทางเผยแพร่อีกทางหนึ่งด้วย
 
                        คำถามที่ตามมาคือ ทำแค่นี้พอหรือไม่ กับการประชาสัมพันธ์ผลงานของรัฐบาลตามที่นายกฯต้องการ และถามต่ออีกว่าแค่ไหนถึงจะเผยแพร่ได้ลงถึงระดับภูมิภาคตามที่นายกฯ ปรารถนา? 
 
                        คำตอบก็คือ "ยังไม่พอ" สำหรับการส่งข่าวสารไปถึงรากหญ้า เพราะจากการพูดคุยกับ "วงใน" คนทำงานประชาสัมพันธ์ของรัฐบาล ยอมรับว่า แม้รัฐบาลจะมีสื่อในมือครบทุกช่องทาง ทั้งทีวี วิทยุ สื่อออนไลน์ และแม้กระทั่งการสื่อสารโดยตรงจาก "นายกฯ" ก็ยังไม่พอที่ข้อมูลจะไปถึงระดับรากหญ้า
 
                        เนื่องจากสิ่งที่ “หายไป” คือการใช้งบประชาสัมพันธ์ของทุกหน่วยงาน เพราะในช่วงต้นที่ คสช.เข้ามาบริหารงานใหม่ๆ มีนโยบายชัดเจนให้หน่วยงานประหยัดการใช้งบ ทั้งดูงาน และการประชาสัมพันธ์ ที่ “ขีดเส้น” ให้โฆษณา “ห้าม” แปะรูปรัฐมนตรีเจ้ากระทรวง ผู้บริหารหน่วยงานเข้าไปในการโฆษณาเหมือนในอดีต
 
                        ประกอบกับความเข้มงวดในการตรวจสอบการใช้งบประมาณ ที่มีการตั้ง คตร. หรือคณะกรรมการติดตามและตรวจสอบการใช้งบประมาณภาครัฐ และการจริงจังในการใช้ “สัญญาคุณธรรม” ทำให้หน่วยงาน “ไม่กล้า” ที่จะเซ็นอนุมัติงบประมาณเพื่อการประชาสัมพันธ์เต็มที่ ดังที่เคยปฏิบัติมา ดังนั้นป้ายโฆษณาหน่วยงานรัฐตามสี่แยกไฟแดง ป้ายบิลบอร์ดขนาดใหญ่บนทางด่วน การซื้อพื้นที่โฆษณาบนหน้าหนังสือพิมพ์ ทีวี และป้ายโฆษณาเล็กตามชุมชนหมู่บ้านในต่างจังหวัด จึงมีจำนวนน้อยลงไปมาก และหมายรวมถึงการจัดกิจกรรมหรือ “อีเวนท์” ต่างๆ ทั้งส่วนกลางและภูมิภาคก็ลดลงด้วยเช่นกัน
 
                        นอกจากนี้ ต้องจับตากรณีทีมโฆษกรัฐบาล นำโดย รอ.นพ.ยงยุทธ มัยลาภ ได้เรียกประชุมโฆษกทุกกระทรวงที่ทำเนียบรัฐบาล เพื่อปรับทัพการประชาสัมพันธ์งานของรัฐบาลให้เข้มข้นและลงไปถึงรากหญ้ามากขึ้น 
 
                        จะหวังพึ่งพาแค่ "จดหมายข่าวเพื่อประชาชน" "รายการคืนความสุข" และ "รายการเดินหน้าประเทศไทย" คงไม่พอ !
 
 
 
 
 
-----------------------
 
('หนังสือพิมพ์รัฐบาล' อุดจุดบอดงานพีอาร์ : โดย...จีรพงษ์ ประเสริฐพลกรัง สำนักข่าวเนชั่น)

ทหาร-ตร.บุกจับเจ้าอาวาสวัดป่า เจอคลังอาวุธอื้อ-ผ้าพันคอ-ธงแดง อ้างกลุ่มนปช.ทิ้งไว้

ทหาร-ตร.บุกจับเจ้าอาวาสวัดป่า
เจอคลังอาวุธอื้อ-ผ้าพันคอ-ธงแดง อ้างกลุ่มนปช.ทิ้งไว้
เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 17 มี.ค. พลตรีอดิศรย์ โครพ ผู้บังคับการจังหวัดทหารบกสระบุรี พร้อม พ.ต.อ.ภูบาล ทับจันทร์ รอง ผบก.ภ.จว.สระบุรี และ พ.ต.อ.สามารถ แก้วมณี ผกก.สภ.มวกเหล็ก จ.สระบุรี นำกำลังเข้าตรวจวัดป่าสีวลี (หนองกระชาย) หมู่ 3 ต.หนองย่างเสือ อ.มวกเหล็ก จ.สระบุรี และควบคุมตัวพระอินตา สญญโต หรือ นายอินตา บัวคำศรี อายุ 53 ปี เจ้าอาวาส บ้านเดิมอยู่ ต.คลองน้ำใส อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว ในข้อหา 1. มีอาวุธปืนและกระสุนปืนไว้ในครอบครอง โดยไม่ได้รับอนุญาตจากนายทะเบียนท้องที่ 2.มีและใช้วิทยุคมนาคมโดยไม่ได้รับอนุญาต
ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 16 มี.ค. เจ้าหน้าที่ทหาร ตำรวจ และฝ่ายปกครอง อ.มวกเหล็ก จ.สระบุรี ได้นำกำลังเข้าตรวจค้นวัดป่าสีวลี มีพื้นที่ประมาณ 30 ไร่ มีกุฏิกระจัดกระจาย รอบๆ ประมาณ 8 หลัง คล้ายที่พักรีสอร์ต และค้นพบอาวุธ สิ่งของ ประกอบด้วย 1.อาวุธปืนลูกซอง 5 นัด 1 กระบอก 2.อาวุธปืนลูกซองสั้น 1 กระบอก ปืนยาวอัดลม 3 กระบอก ปืนสั้นอัดลม 1 กระบอก ปืนพกสั้นไทยประดิษฐ์ .38 จำนวน 1 กระบอก ปืนปากกกา 1 กระบอก ระเบิดขว้างสังหาร MK2 จำนวน 1 ลูก ปืนยาว ขนาด .22 จำนวน 1 กระบอก
เครื่องกระสุนปืนขนาด .22 จำนวน 38 นัด กระสุนปืนขนาด .38 จำนวน 21 นัด กระสุนปืน .32 จำนวน 8 นัด กระสุนปืน ขนาด 5.51 จำนวน 1 นัด กระสุนปืน ปลอ. 88 จำนวน 1 นัด กระสุนปืน ขนาด 6.35 จำนวน 2 นัด กระสุนปืน 9 มม. จำนวน 35 นัด นอกจากนั้นมีปลอกกระสุนปืนขนาดต่างๆ ที่ใช้ยิงแล้วจำนวนหลายกล่อง วิทยุสื่อสาร 2 เครื่อง รถจักรยานยนต์ยามาฮ่า สีบรอนซ์ ไม่มีป้ายทะเบียน 1 คัน รวมทั้งยังพบผ้าพันคอสีแดง ผ้าธง สีแดง แผ่นซีดี หนังสือ รูปภาพ เกี่ยวกับกิจกรรมเสื้อแดง ของ นปช. จำนวนมาก
โดยพระอินตา สญญโต หรือ นายอินตา บัวคำศรี ปฏิเสธ อ้างเพียงว่า กลุ่มเสื้อแดงเคยมาทำบุญ มาอาศัยอยู่จริง เมื่อกลับไปแล้วก็ทิ้งสิ่งของต่างๆ เหล่านี้ไว้ อย่างก็ตามทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ ได้นิมนต์ เจ้าคณะอำเภอมวกเหล็กมาทำการสึก พระอินตา เพื่อดำเนินคดีต่อไป

โฆษกคสช.กลับลำ รับทหารคุมตัว “แหวน” พยาน6ศพวัดปทุมฯ-ถามข้อมูลสำคัญ

โฆษกคสช.กลับลำ รับทหารคุมตัว “แหวน” พยาน6ศพวัดปทุมฯ-ถามข้อมูลสำคัญ

จากกรณี “น้องแหวน” น.ส.ณัฏฐธิดา มีวังปลา พยาบาลอาสาสมัคร พยานปากสำคัญคดี 6 ศพ วัดปทุมวนารามราชวรวิหาร ถูกเจ้าหน้าที่ทหารนำตัวไปจากบ้านพัก จ.สมุทรปราการ เมื่อวันที่ 11 มี.ค. นั้น โดยไม่ทราบว่าถูกเจ้าหน้าที่นำตัวไปควบคุมสถานที่ใด และไม่ได้แจ้งว่านำตัวไปสอบสวนเรื่องอะไร โดยเมื่อวันที่ 16 มี.ค.ที่ผ่านมา พ.อ.วินธัย สุวารี โฆษกคสช. ได้ออกมาระบุว่าจากการประสานข้อมูลลับหน่วยในพื้นที่ยังไม่พบว่า มีเจ้าหน้าที่ทหารเข้าไปควบคุมตัวน้องแหวนตามที่เป็นข่าวแต่อย่างใด เกรงว่าอาจมีผู้ไม่หวังดี ไปแอบอ้างเพื่อต้องการให้สังคมเข้าใจผิดว่า เป็นการปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ทหารอันมีเจตนาที่ไม่บริสุทธิ์

 ต่อมา เมื่อเวลา 12.30 น.วันที่ 17 มี.ค. พ.อ.วินธัย สุวารี โฆษกคสช. ชี้แจงเพิ่มเติมว่า จากการประสานข้อมูลกับกองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อย (กกล.รส.) ในเบื้องต้นยังไม่พบรายละเอียดมากนัก แต่หลังติดตามข้อมูลเพิ่มเติมกับชุดทีมงานดูแลคดีสำคัญของหน่วยงานอื่นๆ จึงได้รับข้อมูลว่า อาจมีเจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนคดีความมั่นคงสำคัญของทหารและตำรวจ ไปขอเชิญตัวน้องแหวนเพื่อไปให้ข้อมูลกับทางเจ้าหน้าที่ 


 เนื่องจากเจ้าหน้าที่ทำงานในชุดสืบสวนคดีสำคัญ ได้พบข้อมูลความเชื่อมโยงสำคัญบางอย่าง ที่เกี่ยวกับคดีความมั่นคงที่กำลังสืบสวนอยู่ในขณะนี้โดยคาดว่า “น้องแหวน” อาจให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อการคลี่คลายคดี ทางเจ้าหน้าที่จึงจำเป็นต้องขอเชิญไปเพื่อขอให้ข้อมูล ทั้งนี้ ยืนยันว่าไม่เกี่ยวข้องกับกรณีเหตุการณ์สลายการชุมนุมที่วัดปทุมวนารามฯ เมื่อปี 53 เพราะคดีดังกล่าวจบไปแล้ว ซึ่งหลังจากนี้คงต้องติดตามต่อในรายละเอียดว่า มีความเกี่ยวข้องกับคดีอะไรบ้าง

พุทธะอิสระ" โต้ลูกชายอดีตนายกฯ โพสต์ภาพ "ทักษิณ" เคยถวายของให้และกราบ แจงปมทหารกับพระ

ลั่นกลองรบอีกรอบ! "พุทธะอิสระ" โต้ลูกชายอดีตนายกฯ โพสต์ภาพ "ทักษิณ" เคยถวายของให้และกราบ แจงปมทหารกับพระ
เพจเฟซบุ๊คของ "หลวงปู่พุทธะอิสระ" โพสต์ความเห็นโต้ตอบฝ่ายตรงข้าม ระบุบางช่วงบางตอน ว่า ดราม่ามาหลายวัน ขอเปลี่ยนอารมณ์กันหน่อย จะได้ไม่เบื่อ อีกทั้งเป็นการส่งสัญญาณลั่นกลองรบขึ้นอีกรอบ หลังจากหยุดพักเพื่อดูแลรักษาแม่ที่ป่วย พอท่านเริ่มค่อยยังชั่วแล้ว ขอก้าวเข้าสู่สนามรบอีกสักครา เริ่มที่ลูกชายอดีตนายกก็แล้วกัน มีคนเอาบทความคำวิพากษ์วิจารณ์ของลูกชายอดีตนายกทักษิณ ที่เขียนวิพากษ์วิจารณ์นั้น
กรณีคำวิจารณ์ว่า พระกับทหารมีส่วนเหมือนส่วนต่างกันอย่างไร วงการสงฆ์มีพระสังฆราช (หรือรักษาการพระสังฆราชเป็นหัวหน้า เช่นเดียวกับกองทัพบกที่มี ผบ.ทบ.เป็นหัวหน้า กรณีเกิดขึ้นกับแวดวงพระสงฆ์ของไทยวันนี้ ก็เหมือนกับทหารชั้นปลายแถวคนหนึ่ง เกิดไม่พอใจการสั่งการอะไรสักอย่างของ ผบ.ทบ. จึงแสดงความหยาบคาย ด้วยการนำม็อบไปมอบกางเกงใน ดอกไม้จันทน์ ให้กับ ผบ.ทบ. ถ้ามีเหตุการณ์เช่นนี้ท่านจะเข้าข้างม็อบหรือไม่
"ขออนุญาตอธิบายความนัยให้ละอ่อนได้หูตาสว่างขึ้นมาบ้าง ที่เจ้าพูดออกมานั่นก็ถูก แต่ถูกแบบถากๆ ถูกไม่หมด ถูกแค่มุมเดียว ซึ่งวิธีนี้ ดูจะเป็นความเคยชินของพวกเจ้าเสียจริงๆ เอาเป็นว่าฉันจะช่วยอธิบายให้ฟังก็แล้วกัน ในฐานะที่อดีต ผบ.ทบ.และผู้บัญชาการทหารสูงสุด ผู้เป็นลุงของเจ้าเคยเป็นลูกศิษย์ของฉัน แม้แต่พ่อของเจ้าก็เคยกราบตีนฉัน
จะเมตตาชี้ให้เห็นถึงข้อเท็จจริงว่า ประโยคที่ละอ่อนพูดว่า พระกับทหาร เหมือนและต่างกันนั่นแหละถูก แต่ไม่มีคำอธิบายว่าต่างกันเช่นไร หากไม่รู้จะอธิบายอย่างไร จะช่วยอธิบายให้ฟังก็แล้วกัน
พระกับทหารต่างกันตรงที่ พระไม่ว่าจะมีอายุพรรษาเท่าไร ยศอะไร สูงส่งหรือต่ำต้อยมาจากไหน ต้องไม่เสพกาม ไม่ตกเป็นทาสของกามคุณทั้ง ๕ โดยมี รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส และต้องปฏิบัติอย่างเคร่งครัดในหลักธรรมหลักวินัย ข้อนี้จะเหมือนกับทหารที่เคร่งครัดในวินัยทหาร
bangkokbiznews


อะล้อเล่นน่า...

ล้อเล่น...Just Kidding อเมริกาไม่ให้เข้า
นายกฯ บิ๊กตู่ แจง แค่พูดเล่น ที่พูดว่า อเมริกาไม่ให้เข้าประเทศ เผยพูดวันนั้นแค่หยอกเห็น คนอเมริกันนั่งอยู่เยอะ ในงานWharlton school เผยอเมริกา ไม่ได้ห้ามเข้า แต่ขอตรวจสอบนิดนึง นี่มันนานมาแล้ว คงไม่มีปัญหา เผยจะไปประชุมUN กย.นี้เพราะเลขาฯUNเชิญ เปรย ต่อไปพูดเล่นไม่ได้แล้ว คุย ผมไปต่างประเทศ ผมไปพูดเล่นมั่ยหล่ะ ไม่มี ไปต่างประเทศ ผมต้องรักษามาดหน่อย หล่อมั่ยล่ะ ดูดีมั้ย เวลาผมไป เพราะผมเป็นหน้าตา เป็นตัวแทนคนไทย

สงสัยงานจะเข้า รอง ผบ.ชน.

หลังเจ้าอาวาสวัดป่าสีวลีโดนรวบ คดีซุกอาวุธ-พร้อมบัตรนปช.พรึ่บ -เคยมีประวัติ เป็นเจ้าภาพจัดทอดผ้าป่าช่วยม็อบแดง "ทักษิณ-บิ๊กแจ๊ส" ร่วมสมทบทุนด้วย จากกรณีที่ผู้บังคับการจังหวัดทหารบกสระบุรี ผกก.สภ.มวกเหล็ก จ.สระบุรี นำกำลังเข้าตรวจวัดป่าสีวลี ( เป็นวัดเครือข่ายกับธรรมกาย) พร้อมจับกลุ่มตัวพระอินตา สญญโต เจ้าอาวาสวัดดังกล่าว รวบได้ทั้งอาวุธสงครามเป็นจำนวนมาก โดยไม่ได้ใบอนุญาตจากนายทะเบียน รวมถึงผ้าพันคอที่มีสัญลักษณ์กลุ่มนปช.
ทั้งนี้ในโลกโซเชียล เพจผู้ใช้นามว่า "Pocket Neverdie" ได้แชร์ภาพกลุ่มนปช. จัดกิจกรรม "ทอดผ้าป่าคนแดนไกลห่วงใยปชช. โดยพล.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร" โดยมีช่อง Asiaupdate สื่อกระบอกเสียงคนเสื้อแดง เป็นประธานจัดงานดังกล่าวที่วัดป่าสีวลี
โดยพระอินตา สญญโต เจ้าอาวาสวัด เป็นพิธีกรและเจ้าภาพจัดสวดมนต์ พร้อมทั้งเรี่ยไรเงินได้ยอดผ้าป่า ทั้งสิ้น 259,180 บาท (แบ่งเป็น พ.ต.ท ดร. ทักษิณ ชินวัตร บริจาค100000บาท บิ๊กแจ๊ส พล.ต.ท คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง100,000บาท พล.ต.ต อิทธิพล พิริยะภิญโญ 30000บาท ประชาชนร่วมทำบุญเพิ่มอีก 29,180บาท) โดยเงินทั้งหมดสมทบทุนต่อสู้ทางการเมือง
-----------------------------------------------------------------------------------
พล.ต.ต อิทธิพล พิริยะภิญโญ คือรอง ผบช.น.เวลานี้ถ้าท่านไหนไม่ทราบว่าเขาคือใครก็คือคนที่ออกคำสั่งยิงแก๊สน้ำตาใส่เราชาว กปปส.หน้า บชน.วัดที่ ส.ส.ลูกหมีและพวกเราโดนแก็สน้ำตากัน 2-3 วันนั่นแหละ คนที่ด่าเราเป็นไอ้ลูกหมามึงเก่งมึงเข้ามามึงอยากตายมึงเข้ามานั่นแหละ ก่อนที่เหตุการณ์จะบานปลาย ท่านอัศวิน ขวัญเมือง ได้เข้ามาเจรจารสงบศึกเสียก่อน ไม่งั้นคงได้เกิดเหตุตะลุมบอนกันแน่วันนั้น


“น้องแหวน” เป็นใคร หลังทนาย-สื่อเสื้อแดงอ้างทหารควบคุมตัว

“น้องแหวน-ณัฏฐธิดา มีวังปลา” เป็นใคร? ในคดี 6 ศพ วัดปทุมวนาราม หลังทนาย-สื่อเสื้อแดงอ้างทหารในเครื่องแบบ-นอกเครื่องแบบ เข้าควบคุมตัวที่บ้านพัก ร้อนถึง คสช.-รบ.ออกตัวปฏิเสธ เกรงอาจมีผู้ไม่หวังดีไปแอบอ้างเพื่อต้องการให้สังคมเข้าใจผิด
      
       (16/3/58)“น้องแหวน” น.ส.ณัฏฐธิดา มีวังปลา พยาบาลอาสาผู้เป็นพยานปากสำคัญในคดี 6 ศพ วัดปทุมวนาราม กลายมาเป็นประเด็นในวันนี้ (16 มี.ค.) ให้ทั้งรัฐบาลและคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ออกมาปฏิเสธการหายตัวไปตามที่เฟซบุ๊ก PEACE TV สื่อของมวลชนคนเสื้อแดงออกมาเผยแพร่
      
       พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ออกมาปฏิเสธพร้อมระบุว่าขณะนี้รัฐบาลได้รับรายงานถึงกระแสข่าวดังกล่าวแล้ว และรัฐบาลได้สั่งการไปยังหน่วยงานด้านความมั่นคงที่เกี่ยวข้องให้ตรวจสอบว่า น.ส.ณัฏฐธิดาหายไปจริงหรือไม่ หรือไปที่ใดใครเป็นคนพาไป ซึ่งรัฐบาลยืนยันว่าไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับกรณีนี้แต่อย่างใด
      
       ด้าน พ.อ.วินธัย สุวารี โฆษกคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ระบุเช่นกันว่า จากการประสานข้อมูลกับหลายหน่วยในพื้นที่ยังไม่พบว่ามีเจ้าหน้าที่ทหารไปขอควบคุมตัวน้องแหวนตามที่เป็นข่าวแต่อย่างใด เพราะปกติเมื่อเจ้าหน้าที่ต้องการเชิญไปพูดคุย หรือขอเข้าควบคุมตัวจะมีการให้เหตุผล และมีการแสดงตนชัดเจน เกรงว่าบางกรณีอาจมีผู้ไม่หวังดีไปแอบอ้างเพื่อต้องการให้สังคมเข้าใจผิดว่าเป็นการปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ด้วยเจตนาที่ไม่บริสุทธิ์
      
       “ขอให้มั่นใจว่าทุกภารกิจการปฏิบัติใดๆ ของเจ้าหน้าที่จะอยู่ภายใต้กรอบกฎหมาย การบังคับใช้กฎหมายก็เท่าที่จำเป็นแบบมีเหตุมีผลอย่างแน่นอน โดยหลักๆ คงจะมีผลกระทบกับผู้ที่ละเมิดกฎหมาย หรือผู้มีส่วนสนับสนุนหรือเกี่ยวข้องด้วยเท่านั้น ซึ่งขณะนี้เจ้าหน้าที่กำลังติดตามประเด็นนี้อย่างใกล้ชิด”
      
       มีรายงานว่า ก่อนหน้านั้น นายวิญญัติ ชาติมนตรี ทนาย นปช.ได้โพสต์เฟซบุ๊กโดยอ้างว่าเรียกร้องให้ “ทหารปล่อยตัวน้องแหวานทันที” และพร้อมจะติดตามและเข้าเยี่ยมให้ได้ โดยมีข้อความดังนี้
      
       “ขอเรียกร้องให้ คสช. หรือทหารที่เกี่ยวข้องกับการคุมตัวน้องแหวน ปล่อยตัวทันที! เนื่องจากกลุ่มนักกฎหมายอาสาเพื่อสิทธิมนุษยชน (กนส.) ได้ทราบข้อมูลถึงการหายไปอย่างชัดเจนโดยมีทหารในเครื่องแบบ 2 นาย และนอกเครื่องแบบ 3 นาย มาควบคุมตัวน้องแหวน (พยาบาลอาสาสมัคร ซึ่งเป็นพยานปากสำคัญในคดี 6 ศพ วัดปทุมฯ เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2553) ตั้งแต่วันที่ 11 มีนาคม 2558 ที่บ้านพัก ตำบลแพรกษา จ.สมุทรปราการ โดยการคุมตัวไปไม่มีหมายจับและหมายค้น อ้างใช้อำนาจตามกฎอัยการศึก ตอนนี้ยังไม่ทราบที่คุมตัวหรือวัตถุประสงค์ที่กลุ่มทหารได้กระทำการเช่นนั้น
      
       ดังนั้น จึงขอให้ คสช.และทหารที่เกี่ยวข้องกับการคุมตัวชี้แจงถึงการดำเนินการดังกล่าว เพราะถือเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างน่าวิตกต่อสิทธิความเป็นของประชาชนในประเทศ และขอให้ปล่อยตัวน้องแหวนในทันที
      
       กนส. ในฐานะทนายความสิทธิมนุษยชน จะติดตามสถานะความเป็นอยู่และขอเข้าเยี่ยมตามสิทธิของผู้ถูกจับ ตาม ป.ว.อ.มาตรา 7/1 ซึ่งจะอ้างกฎอัยการศึกไม่ได้ หรือจะอ้างก็ต้องเคารพสิทธิความเป็นมนุษย์ของประชาชน”
      
       มีรายงานว่า ล่าสุดเฟซบุ๊กของ “น้องแหวน” น.ส.ณัฏฐธิดา มีวังปลา ที่ใช้ชื่อว่า “ณัฎฐธิดา วชิรพยาบาลห้าหนึ่งศูนย์แปด มีวังปลา” ได้หยุดโพสตั้งแต่วันที่ 11 มีนาคม ข้อความสุดท้าย
      
       เวลา 5:07 am มีใจความว่า “เลิกกันดีๆ เหอะ อย่าให้เหลาเลย.... ..รูปร่างหน้าตาก็ดี ไม่น่าปากหมาเลยมนุษย์ลุง...”
      
       เวลา 5.06 am มีใจความว่า “ถ้าให้เลือกระหว่างผู้ชาย หนึ่งคนที่เพิ่งรู้จักกันแค่ 2 ปี แต่ชอบหึงหวงด่าทอ ทำร้ายเรา กับ เลือกผู้ชายอีก 2 คน ที่บริสุทธิ์ ขอเลือกผู้ชายสุดหล่อ 2 คนนี้...(จะรักเราก็ต้องรัก 2 หนุ่มนี้ด้วย )”
      
       สำหรับ “น้องแหวน” น.ส.ณัฏฐธิดา มีวังปลา ถือเป็นพยานสำคัญคดี 6 ศพถูกยิงเสียชีวิตภายในวัดปทุมวนาราม เมื่อวันที่ 19 พ.ค. 2553 ในเหตุการณ์สลายการชุมนุมของแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ หรือ นปช. สมัยนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรี
      
       โดยเป็นพยานปากที่ 3 ซึ่งเบิกความเกี่ยวกับการเสียชีวิตของ น.ส.กมนเกด ฮัคอาด นายอัครเดช ขันแก้ว และนายมงคล เข็มทอง โดยตอนหนึ่งในการเบิกความ เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2555 เบิกความว่า ปฏิบัติหน้าที่ร่วมกับ น.ส.กมลเกด อัคฮาด นายอัครเดช ขันแก้ว และนายมงคล เข็มทอง ในวัดปทุมวนารามในช่วงบ่าย โดยพยานได้เห็นเหตุการณ์การเสียชีวิตของเพื่อนอาสาพยาบาลทั้ง 3 คน
      
       เธอเบิกความโดยสรุปได้ว่า พยานได้เข้าไปตั้งเต็นท์ที่ราชประสงค์ตั้งแต่วันที่ 16 เม.ย. 53 ที่บริเวณหน้าสำนักงานตำรวจแห่งชาติ จนกกระทั่งช่วงเช้าของวันที่ 19 พ.ค. 53 พยาน น.ส.กมนเกด และนายอัครเดช จึงได้ย้ายเข้าไปในวัดปทุมวนารามเพื่อให้ความช่วยเหลือผู้ชุมนุมที่เข้าไปหลบภายในวัด ขณะนั้นวัดปทุมฯ ถูกประกาศให้เป็นเขตอภัยทาน โดยมีนายมงคลเข้ามาสมทบที่เต็นท์พยาบาลในเวลาประมาณ 14.00 น. โดยเต็นท์อยู่บริเวณหน้าสหกรณ์ซึ่งอยู่ใกล้กับประตูทางออกของวัด
      
       ต่อมาเวลาประมาณ 16.00 น.เศษ พยานได้ยินเสียงปืนดังมาจากทางด้านแยกเฉลิมเผ่า เมื่อเกิดเสียงปืนผู้ชุมนุมที่อยู่บนถนนพระราม 1 ข้างนอกวัดก็ได้วิ่งเข้าภายในวัด และพยานได้เห็นนายอัฐชัย ชุมจันทร์อยู่ที่บริเวณตอม่อรางรถไฟฟ้า ถูกยิงล้มลง แต่อัฐชัยยังลุกขึ้นได้และวิ่งมาล้มลงอีกครั้งที่ประตูวัด พยานและอัครเดชจึงเข้าไปช่วยพาเข้าเต็นท์เพื่อปฐมพยาบาลขณะนั้นกมนเกดไปเอาถังออกซิเจน หลังจากที่นายอัฐชัยเสียชีวิตลงแล้วพยานได้ถ่ายรูปนายอัฐชัยไว้และเข้าไปถามหาญาติที่สวนป่าในวัด
      
       ขณะกำลังเดินเข้าไปตามหาญาติของนายอัฐชัย มีผู้ชุมนุมวิ่งสวนพยานออกมาจากสวนป่าและได้ขอยาล้างตากับพยาน ผู้ชุมนุมได้บอกกับพยานว่ามีแก๊สน้ำตาตกที่บริเวณห้องน้ำภายในสวนป่าซึ่งมาจากทางด้านหลังของวัด จากนั้นพยานร่วมกับ น.ส.กมนเกด นายอัครเดช และนายมงคล ได้กลับไปที่เต็นท์ด้านหน้าวัดอีกครั้งเพื่อเก็บอุปกรณ์การแพทย์เพื่อย้ายเข้าไปในสวนป่าเนื่องจากคิดว่าบริเวณด้านหน้าวัดไม่ปลอดภัยแล้ว ขณะเดินออกมาก็มีกระสุนยิงตกกระทบที่พื้นข้างหน้าของพยาน ทำให้พื้นตรงหน้าเป็นฝุ่นกระจายขึ้นมาและพื้นเป็นหลุมลงไป โดยระหว่างนี้ได้มีผู้บาดเจ็บเข้ามาขอความช่วยเหลือกับพยาน 2 คน คือ นายกิตติชัย แข็งขัน ถูกยิงที่ฝ่ามือขวา หลัง และโคนขาขวา และนายบัวศรี ทุมมา ถูกยิงที่ส้นเท้า
      
       อาสาพยาบาลเบิกความต่อว่า ในขณะที่ น.ส.กมนเกด นายอัครเดช และนายมงคล กำลังเก็บของอยู่ในเต็นท์พยาบาล ได้มีกระสุนสาดลงมา โดยขณะนั้นพยานอยู่ห่างจากเต็นท์ไปราว 5 เมตร เมื่อพยานได้ยินเสียงปืนจึงตะโกนบอกให้ทั้ง 3 คน หมอบโดยไม่ได้หันกลับไปมองที่เต็นท์ จากนั้นพยานจึงค่อยหันกลับไปดูเห็นทุกคนหมอบอยู่จึงคิดว่าหมอบตามที่ตัวเองเตือน พยานเห็นกมนเกดคลานตะเกียกตะกายจะไปที่รถกระบะที่จอดอยู่ด้านท้ายของเต็นท์ แต่ยังไปไม่ถึงกมนเกดก็หมอบนิ่งไป นายมงคล เข็มทองนั้นพยานไม่เห็นว่ามีการขยับ ส่วนนายอัครเดชนั้นเห็นยังขยับอยู่ ในระหว่างเกิดเหตุไม่มีใครสามารถเข้าไปช่วยได้เนื่องจากมีการยิงลงมาจากทหารบนรางรถไฟฟ้าตลอด โดยยืนยันจากการที่ได้เห็นว่ามีประกายไฟเมื่อกระสุนกระทบกับเสาเหล็ก เห็นพื้นปูนเป็นฝุ่นฟุ้งและเป็นหลุมจากการตกกระทบของลูกกระสุน ส่วนพยานขณะนั้นพยานยังหลบอยู่ที่กระถางต้นไม้ในบริเวณนั้นกับนักข่าวต่างประเทศชื่อนายแอนดรูว์ (พยานไม่ทราบนามสกุล) ซึ่งขณะที่หลบอยู่นั้นนักข่าวได้ชันเข่าขึ้นมาทำให้ถูกยิงด้วย
      
       จากนั้นพยานได้พยายามเข้าไปในสวนป่าเพื่อขอให้คนออกไปช่วยกมนเกด อัครเดชและมงคล เข้ามาซึ่งตอนนั้นกมนเกดและมงคลได้เสียชีวิตไปแล้ว ส่วนนายอัครเดชในขณะที่ช่วยเข้าไปสวนป่ายังมีชีวิตอยู่ เวลาในขณะที่เข้าไปช่วยทั้ง 3 คน นั้นเป็นเวลาประมาณ 19.00 น. เมื่อช่วยเข้าได้แล้วเวลาประมาณ 20.00 น. นายอัครเดชจึงเสียชีวิต จากนั้นเวลาประมาณ 23.00น. จึงจะมีรถพยาบาลเข้ามารับคนเจ็บออกจากวัดซึ่งได้มีการติดต่อไปตั้งแต่ราว 18.00 น.แล้ว พยานคิดว่าถ้ารถพยาบาลสามารถเข้ามาเร็วกว่านี้อาจจะสามารถช่วยชีวิตนายอัครเดชไว้ได้
      
       น.ส.ณัฎฐธิดาเบิกความยืนยันว่า ในระหว่างเกิดเหตุการณ์พยานได้เห็นทหารบนรางรถไฟฟ้าด้วย 5 นาย โดยใส่ชุดลายพราง สวมหมวกด้านหลังหมวกติดสติกเกอร์สีชมพู และทหารบนรางรถไฟฟ้ามีการประทับปืนเล็งลงมาที่วัด แต่พยานไม่พบเห็นหรือได้ยินเสียงปืนดังขึ้นจากในวัด พยานยังกล่าวอีกด้วยว่าในวันนั้นตัวพยานเอง น.ส.กมนเกด นายอัครเดช นั้นมีปลอกแขนเครื่องหมายกาชาดใส่ไว้ชัดเจน ส่วนนายมงคลนั้นก็ใส่ชุดป่อเต็กตึ๊ง ตามหลักสากลแล้วจะต้องไม่ถูกทำร้ายจากทั้งสองฝ่าย

‘เลขาฯกนส.-ทนาย’ร้อง‘บิ๊กตู่’สอบทหารคุมตัว‘แหวน’

‘เลขาฯกนส.-ทนาย’ร้อง‘บิ๊กตู่’สอบทหารคุมตัว‘แหวน’
เลขาฯกนส.-ทนายร้อง"บิ๊กตู่"สอบทหารคุมตัว"แหวน"พยานสำคัญคดี6ศพวัดปทุมชี้ใช้อำนาจตามอำเภอใจคุกคามเข้าข่ายละเมิดสิทธิมนุษยชนวอนคสช.ทำอะไรตรงไปตรงมา

ที่บริเวณหน้ากองบัญชาการกองทัพบก นายวิญญัติ ชาติมนตรี เลขาธิการกลุ่มนักกฎหมายอาสาเพื่อสิทธิมนุษยชน (กนส.)และทนายความ เดินทางมายื่นหนังสือพร้อมภาพถ่าย น.ส.ณัฎฐธิดา ถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เพื่อขอให้ตรวจสอบ การควบคุมตัวและการหายตัวไปของ น.ส.ณัฎฐธิดา มีวังปลา หรือ แหวน พยาบาลอาสาและพยานปากสำคัญคดี 6 ศพวัดปทุม โดยมี พ.อ.อภิชิต ภิญโญชีพ หัวหน้าส่วนปฏิบัติการศูนย์ประชาสัมพันธ์กองทัพบก เป็นผู้แทนมารับมอบหนังสือ

โดยนายวิญญัติ กล่าวว่า สืบเนื่องจากมีบุคคลพบเห็นว่ามีกลุ่มเจ้าหน้าที่ทหารที่อ้างตนว่าเป็นนายทหารพระธรรมนูญ 2 นายและนอกเครื่องแบบอีก 3 นาย เดินทางไปรับตัว น.ส.ณัฎฐธิดา ไปจากบ้านพัก ที่จ.สมุทรปราการ เมื่อเวลา 15.30 น. ของวันที่ 11 มี.ค.ที่ผ่านมา โดยแจ้งว่าใช้อำนาจตามกฎอัยการศึก แต่ไม่ได้แจ้งสาเหตุและวัตถุประสงค์ในการควบคุมตัวครั้งนี้ ตลอดจนถึงสถานที่ควบคุมตัว จนกระทั่งในวันนี้เจ้าหน้าที่ทหารได้นำตัว น.ส.ณัฎฐธิดา ไม่ส่งมอบให้กับกองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.)

นายวิญญัติ กล่าวว่า ในนามของกลุ่ม กนส.และในฐานะทนายความของญาติผู้เกี่ยวข้อง มีความวิตกกังวลต่อความปลอดภัย อนามัย อิสรภาพ เสรีภาพ และชีวิตของ น.ส.ณัฎฐธิดา จึงอยากให้ พล.อ.ประยุทธ์ ตลอดจนถึงผู้เกี่ยวข้องได้สั่งการให้มีการตรวจสอบ สืบสวนสอบสวนการดำเนินการดังกล่าวอย่างรีบด่วนและจริงจัง เพื่อชี้แจงถึงการกระทำของเจ้าหน้าที่ทหารกลุ่มดังกล่าว ซึ่งส่งผลต่อภาพลักษณ์ของ คสช. และความมั่นคงในชีวิตและความสงบสุขของประชาชนในประเทศ

“น.ส.ณัฎฐธิดา ถือเป็นพยานปากเอกในคดี 6 ศพวัดปทุม เพราะคดีนั้นอยู่ในกระบวนการ และอาจจะมีการพิจารณาในอนาคต จึงจำเป็นต้องได้รับความคุ้มครอง อยากให้ คสช. ได้ตรวจสอบว่าการดำเนินดังกล่าวเข้าข่ายการละเมิดสิทธิมนุษยชนหรือไม่ ตลอดจนการใช้อำนาจตามอำเภอใจ เราในฐานะกลุ่ม กนส.มีความกังวลเป็นอย่างมาก เพราะที่ผ่านมา น.ส.ณัฎฐธิดา ไม่มีพฤติกรรมต่อต้านหรือละเมิดคำสั่งของ คสช.แต่อย่างใด ส่วนกรณีที่ พ.อ.วินธัย สุวารี โฆษก คสช. ออกมาชี้แจงว่า เหตุที่ต้องเชิญตัว น.ส.ณัฎฐธิดา เพราะมีความเชื่อมโยงกับคดีด้านความมั่นคงนั้น อย่างน้อยก็ต้องแจ้งให้ญาติของ น.ส.ณัฎฐธิดา ได้รับทราบข้อมูลเบื้องต้น ที่ผ่านมา 7 วันแล้ว ไม่มีการแจ้งถึงสถานที่ควบคุมตัว รวมถึงข้อหาแต่อย่างใด ทั้งนี้ คสช.ควรทำอะไรแบบตรงไปตรงมา เพราะการกระทำดังกล่าวเป็นการละเมิดและคุกคามประชาชน” นายวิญญัติ กล่าว


“แม่ทัพภาค1” อัด นักศึกษา บิดเบือนปมพลเรือนไม่ต้องขึ้นศาลทหาร ชี้เป็นไปตามประกาศคสช.


http://www.matichon.co.th/online/2015/03/14265767341426576749l.jpg

เมื่อเวลา 12.45 น. วันที่ 17 มีนาคม ที่กองบัญชาการกองทัพภาคที่1 พล.ท.กัมปนาท รุดดิษฐ์ แม่ทัพภาคที่ 1 ในฐานะผู้บัญชาการกองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อย  กล่าวถึงกรณีที่กลุ่มศูนย์กลางนักศึกษาเพื่อประชาธิปไตยแห่งประเทศไทย (ศนปท.) เคลื่อนไหวไม่ให้พลเมืองขึ้นศาลทหาร เมื่อวันที่ 16 มีนาคมที่ผ่านมา ว่า ต้องทำความเข้าใจว่าพลเรือน หรือไม่พลเรือนหรือไม่ ตนคิดว่าไม่ใช่ แต่เป็นการปฏิบัติไปตามกฎหมาย เพราะว่าประกาศคสช. ฉบับที่ 37 เรื่อง ความผิดที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีของศาลทหาร กับ ประกาศ คสช.ฉบับที่38  เรื่อง คดีที่ประกอบด้วยการกระทำหลายอย่างเกี่ยวโยงกันให้อยู่ในอำนาจของศาลทหาร ซึ่งก็ระบุชัดเจนว่าใครผิดเงื่อนไขจะต้องขึ้นศาลอะไร อีกทั้งตามประกาศบอกว่าศาลมีหน้าที่พิจารณาคดีตามปกติ ยกเว้นคดีอะไรที่ให้มาขึ้นศาลทหาร ไม่เกี่ยวว่าเป็นพลเรือนไม่ใช่พลเรือน

“ผมคิดว่าเป็นความพยายามบิดประเด็น ใช่หรือไม่ ถ้าคุณทำผิดกฎหมายข้อหานี้ก็ต้องไปขึ้นศาลนี้ ก็เหมือนเราไปขึ้นศาลแพ่ง ไปขึ้นศาลอาญา เขาก็มีกฎหมาย จะไปฟ้องศาลไหน แต่ไปบิดประเด็นว่าพลเรือนขึ้นศาลทหาร ถ้าพูดอย่างนี้มันเสียหาย สร้างความสับสนให้สังคม ส่วนการที่นักศึกษาออกมาเดินขบวนกดดัน ผมคิดว่าก็เป็นความพยายามบิดเบือนอีกนั่นแหละ แต่ผมเข้าใจเด็ก เราเข้าใจ พยายามสร้างความเข้าใจ น้องๆทุกคน ก็เป็นอนาคตของชาติ ดังนั้นก็ต้องคิดในสิ่งที่ถูกต้อง เราก็ต้องให้ข้อมูลที่ถูกต้องกับเขาไป” พล.ท.กัมปนาท กล่าว

เมื่อถามว่า จะมีการสร้างความเข้าใจร่วมกันกับกลุ่มนักศึกษา หรือไม่ พล.ท.กัมปนาท กล่าวว่า “ไม่เรียก โอเคนะครับ”

′บิ๊กตู่′ ขู่ ถ้าเถียงเรื่องร่างรัฐธรรมนูญกันมากๆ อาจล้มกระดาน ตั้งต้นใหม่!

(ที่มา : มติชน)
เวลา 15.30น. วันที่ 16 มีนาคม ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีข้อเสนอจากหลายฝ่ายให้มีการทำประชามติภายหลังการร่างรัฐธรรมนูญว่า เดี๋ยวจะขอตัดสินใจเมื่อถึงเวลาใกล้ๆ ก่อน ซึ่งอำนาจการตัดสินใจสุดท้ายรัฐธรรมนูญชั่วคราวก็บัญญัติไว้ชัดเจนว่าเป็นเรื่องของ คสช. แต่รัฐธรรมนูญไม่ได้เขียนเรื่องการทำประชามติ
http://www.matichon.co.th/online/2015/03/14265083241426508348l.jpg

"เพราะฉะนั้นทำก็ได้ ไม่ทำก็ได้อยู่ที่ผมตัดสินใจ พิจารณาร่วมกันว่าควรหรือไม่ควร วันนี้ยังไปไม่ถึงตรงนั้นก็ทะเลาะกันจะเป็นจะตายอยู่แล้ว ทุกคนไม่ยอมเปลี่ยนแปลงอะไรเลย ทุกคนจะเอาแบบเดิมกันทั้งหมด
ถามว่าแล้วเราจะปฏิรูปได้ไหม ต้องกลับไปถามคนที่ออกมาเรียกร้องซิว่าเขาต้องการอะไร หนึ่งเขาต้องการปฏิรูปใช่หรือไม่ เมื่อมีการปฏิรูปก็ย่อมมีอะไรที่ไม่เหมือนเดิมบ้าง มีกลไกที่จะทำให้เกิดการปฏิรูปอย่างเป็นธรรมเข้าใจคำว่าเสียเวลาเปล่าไหม เราพูดกันเสมอ เสร็จแล้วพอทำไม่ได้ พอมีปัญหา ท่านก็บอกว่าตัวผมไม่รู้จะเข้ามาทำไม เสียเปล่า ถ้าจะแก้ก็พยายามทำให้ พอแก้ไม่สำเร็จเพราะมีการต่อต้าน จนเจ้าหน้าที่ทำไม่ได้ก็มาโทษผมอีกว่าเสียเปล่า"

ผู้สื่อข่าวถามว่า นายกรัฐมนตรีมั่นใจใช่หรือไม่ว่าการปฏิรูปครั้งนี้จะไม่เสียเปล่า พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า "ผมจะไม่ยอมให้เสียเปล่า"


เมื่อถามว่า แต่มีบางกลุ่มนักการเมืองอาทิ นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล อดีต ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ประกาศว่าหากกติกายังไม่เป็นประชาธิปไตยก็จะขอเว้นวรรคทางการเมือง พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า "ก็ดีสิ ก็ไปสิ ให้เว้นจริงๆ ก็แล้วกัน จะได้เลิกทะเลาะกันเสียที"

เมื่อถามว่า จะเรียกมาปรับความเข้าใจอีกหรือไม่ นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ไม่เรียก มันปรับไม่ได้แล้ว อายุเยอะแล้ว เขาก็คิดแบบเขา จะไปอะไรกันนักหนา แต่ก็ฟังไว้

ผู้สื่อข่าวถามว่า การจะตัดสินใจทำประชามติหรือไม่จะต้องประเมินจากอะไร หรือต้องรอให้ร่างรัฐธรรมนูญเสร็จก่อน นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ก็ต้องรอประเมินดูจากสถานการณ์ วันนี้การร่างยังไม่ไปไหนเลย ถ้าตกลงกันเรียบร้อยไม่มีปัญหาอะไรกัน สามารถทูลเกล้าฯ ได้ มันก็จบ โปรดเกล้าฯ ลงมาก็เลือกตั้ง แต่เมื่อเถียงกันมากๆ เดี๋ยวค่อยว่ากัน ว่าจะทำอย่างไรต่อ" มีอยู่สองอย่าง ไม่งั้นก็ต้องล้มกันทั้งหมด เริ่มใหม่ เอาไงก็ไปเลือกกันมา ถ้าล้มทั้งหมดก็ต้องตั้งคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญขึ้นมาใหม่ รัฐธรรมนูญเขียนไว้แบบนั้น ผมถึงเวลากลางคืนนอนไม่ค่อยหลับคิดถึงคำตอบที่จะมาตอบกับสื่อ"


เมื่อถามว่าถ้าล้มให้ทั้งหมดจะไม่เป็นการเสียเวลาหรือสูญเปล่าอย่างนั้นหรือพล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า"เสียเวลาเสียสมอง"

เมื่อถามว่าปัจจัยอะไรที่จะทำให้ต้องล้มใหม่ทั้งหมดเป็นเพราะสถานการณ์ใช่หรือไม่พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวปฏิเสธว่าไม่ใช่ หมายความว่ากลุ่มการเมืองเขาจะรับร่างรัฐธรรมนูญนี้ได้หรือไม่ ถ้าเขาไม่รับแล้วจะทำอย่างไร ถ้าเขาไม่รับก็ต้องไปหาทางทำกันมา จะมาถามผมทำไมต้องไปถามคนที่ไม่รับ เมื่อถามว่ามีแผนสำรองไว้อย่างไร พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ไม่มี ถึงมีก็ไม่บอก ทำไมจะต้องบอกทุกเรื่อง

ผู้สื่อข่าวถามว่า ในวันคล้ายวันเกิดวันที่ 21 มีนาคมนี้จะไปทำบุญที่ไหน พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า "อยู่บ้าน อยู่ในกรมนั่นแหละ ไม่ต้องมายุ่งกับผม ผมเกิดคนเดียว ไม่ต้องกวนใคร"

สระบุรี-ผงะ!ทหารบุกวัดป่ารวบพระนปช.ยึดอาวุธสงครามปืนระเบิดมีดอื้อ

สระบุรี-ผงะ!ทหารบุกวัดป่ารวบพระนปช.ยึดอาวุธสงครามปืนระเบิดมีดอื้อ
สนธิกำลังค้นวัดป่าสิวลีฯ พบอาวุธสงคราม-เสื้อแดง-ธงแดงซุกเพียบ
17 มี.ค. 58 ทหารจากศูนย์การทหารม้าสระบุรี ตำรวจ และฝ่ายปกครอง จ.สระบุรี สนธิกำลังเข้าตรวจค้นวัดป่าสิวลีหนองกระชาย ใน ต.หนองย่างเสือ อ.มวกเหล็ก หลังสืบทราบว่า มีอาวุธปืน และระเบิดซุกซ่อนภายในวัด ซึ่งมีเนื้อที่ 30 ไร่ พบอาวุธปืนลูกซอง ปืนยาวอัดลมรวม 5 กระบอก ระเบิดเอ็ม 2 แบบสังหาร หรือว่าน้อยหน่า 1 ลูก และกระสุนจำนวนมาก รวมถึงเสื้อลายทหารหลายชุด
สอบสวนพระอาจารย์อินตา สญญโต เจ้าอาวาสวัด ให้การว่า ไม่ทราบว่าใครเป็นเจ้าของ แต่คาดว่าเป็นของลูกศิษย์ที่นำมาทิ้งไว้นานแล้ว เพราะว่าเมื่อหลายปีที่ผ่านมาเกิดเหตุน้ำท่วม มีคนเข้าออก และมาพักที่วัดจำนวนมาก ส่วนเสื้อแดงและธงแดงนั้น เป็นของลูกศิษย์ที่เคยมาพัก อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ได้ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป