PR

@@ในความเคลื่อนไหวของสถานการณ์ที่ปรากฎเป็น"ข่าว"และ"ไม่เป็นข่าว"พยายามสแกนย่นย่อมานำเสนอและเป็นไว้เป็นฐานข้อมูลสังเคราะห์สถานการณ์ ที่นี่ "ข่าวที่ไม่เป็นข่าว"

วันพุธที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2558

ตราบาป 40 ปีสงครามเวียดนาม “เหยื่อฝนเหลือง” ภาพชุดสุดสะเทือนใจหาดูได้ยากยิ่ง

ตราบาป 40 ปีสงครามเวียดนาม “เหยื่อฝนเหลือง” ภาพชุดสุดสะเทือนใจหาดูได้ยากยิ่ง

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์
29 เมษายน 2558 01:12 น. (แก้ไขล่าสุด 29 เมษายน 2558 13:59 น.)
ตราบาป 40 ปีสงครามเวียดนาม “เหยื่อฝนเหลือง” ภาพชุดสุดสะเทือนใจหาดูได้ยากยิ่ง

ภาพจำนวน 24 ภาพที่เผยแพร่เนื่องในโอกาสครบรอบ 40 ปีการสิ้นสุดสงครามเวียดนามนี้ นับเป็นข่าวคราวล่าสุดจากบรรดาผู้ที่เชื่อกันว่า เป็นเหยื่อของ "ฝนเหลือง" ที่สหรัฐโปรยลง โดยมีจุดมุ่งหมายทำลายใบไม้ในป่า มิให้อีกฝ่ายหนึ่งใช้เป็นแหล่งหลบซ่อน และ ต่อมาโปรยลงท้องไร่ท้องนา เพื่อทำลายพืชผลต่างๆ โดยว่าเป็นการตัดเสบียงของฝ่ายเวียดกงกับเวียดนามเหนือ พิษภัยของสารพิษยังคงบั่นทอนชีวิตความเป็นอยู่ของชาวเวียดนามนับล้านครัวเรือน จนกระทั่งในปัจจุบัน และ แม้จะผ่านไป 4 ทศวรรษ ก็ยังไม่สามารถหาใครรับผิดชอบความหายนะที่เกิดขึ้นได้. -- Damir Sagolj/Reuters.
       
ASTVผู้จัดการออนไลน์ - สงครามเวียดนามผ่านไป 40 ปีที่แล้ว แต่ผู้ได้รับผลกระทบจำนวนนับล้านยังคงทนทุกข์อยู่กับสิ่งที่เกิดในอดีต และยังไม่สามารถหาตัวผู้รับผิดชอบต่อผู้เคราะห์ร้ายได้ การต่อสู้ทางศาลล้มเหลวครั้งแล้วครั้งเล่า ไม่อาจจะเอาผิดใดๆ ต่อรัฐบาลสหรัฐฯ ได้ และบรรดาผู้เกี่ยวข้องลอยนวล ไม่ได้มีแต่ชาวเวียดนามเท่านั้น ผู้ที่ล้มป่วย หรือทุพพลภาพโดยเชื่อว่า มีสาเหตุจากการได้รับหรือสัมผัสกับสารไดออกซิน จาก “ฝนเหลือง” ที่สหรัฐฯ นำไปโปรยลงในเขตป่า ลำน้ำลำธาร รวมทั้งเทือกไร่นาสวนของชาวบ้านเมื่อครั้งสงคราม หากยังรวมทั้งทหารผ่านศึกอเมริกันจำนวนมากด้วย ซึ่งในปัจจุบันมีจำนวนนับพันคนที่ไปขอความช่วยเหลือจากรัฐบาลในการเยียวยาบำบัด 
      
       มีการศึกษา และมีงานเขียนมากมายเกี่ยวกับการโปรยสารกำจัดใบไม้ ในช่วงสงครามเวียดนามโดยเฉพาะอย่างยิ่งระหว่างช่วงปี 2505-2514 สารชนิดนี้เรียกกันทั่วไปว่า Agent Orange หรือ “สารสีส้ม” เป็นการเรียกตามป้ายชื่อที่ติดอยู่ข้างถังบรรจุขนาด 200 ลิตร ซึ่งเป็นแถบสีส้ม เป็นส่วนประกอบในปริมาณเท่าๆ กันของสารพิษ 2 ชนิด ที่ผลิตจากเคมีภัณฑ์ การศึกษาวิจัยกับการทดลองหลังสงครามสิ้นสุดลง โดยผู้เชี่ยวชาญกับสถาบันการศึกษาชั้นนำในสหรัฐฯ ได้พบว่าเป็นสารที่มีพิษภัยต่อมนุษย์อย่างร้ายแรง สามารถทำให้คนล้มป่วยมากมายหลายอาการ รวมทั้งมะเร็งในเม็ดเลือด สารพิษดังกล่าวยังสามารถส่งผลต่อคนรุ่นลูกหลานของผู้ที่ได้รับ หรือได้สัมผัสอีกด้วย
      
       ยังไม่มีตัวเลขที่แน่นอนเกี่ยวกับปริมาณของ “เอเยนต์ ออเรนจ์” ที่โปรยลงในเวียดนาม เนื่องจากมีการนำไปใช้โดยไม่มีการบันทึกเป็นจำนวนมาก แต่ตัวเลขของกองทัพสหรัฐฯ ที่เปิดเผยในระยะหลังๆ พบว่า มีการนำขึ้นเครื่องบินกับเฮลิคอปเตอร์ไปโปรยในเขตป่าเวียดนาม ทั้งในเขตป่าไม้เบญจพรรณสมบูรณ์ และป่าโกงกางชายทะเล และตามชายฝั่งแม่น้ำโขงในภาคใต้ รวมอย่างน้อย 19 ล้านแกลลอน ใช้มากที่สุดในช่วงปี 2510-2511 จนกระทั่งปี 2514 ภายหลังการเซ็นสัญญาสันติภาพกรุงปารีส จึงได้เลิกใช้ หากคิดเป็นเที่ยวบินก็มีการนำสารกำจัดใบไม้มีพิษชนิดนี้ไปโปรยรวม จำนวน 20,000 เที่ยว รวมเป็นพื้นที่ราว 20,000 ตารางกิโลเมตร มีป่าไม้ถูกทำลาย ใบร่วงจนโกร๋น จำนวน 12,500,000 ล้านไร่ ทำลายพืชผลต่างๆ ของราษฎรอีก 1,250,000 ไร่
      
       ยังมีการนำสารพิษชนิดนี้ไปโปรยในพื้นที่ต่างๆ โดยทหารราบ ซึ่งใช้ยานลำเลียงพลหุ้มเกราะบรรทุกอีกจำนวนมากมายหลายเที่ยว ซึ่งยังไม่มีใคร หรือหน่วยใดสามารถเก็บรวบรวมข้อมูลตัวเลขเกี่ยวกับเรื่องนี้ได้ครบถ้วนทั้งหมด แม้กระทั่งการโปรยจากเฮลิคอปเตอร์ ก็ไม่มีการบันทึกเป็นจำนวนมาก
      
       การศึกษาโดยนักวิทยาศาสตร์ชาวเวียดนาม และด้วยความร่วมมือกับหน่วยงานสิ่งแวดล้อมรัฐบาลสหรัฐฯ ในระยะหลังๆ รวมทั้งการศึกษาโดยหน่วยงานอิสระ และโดยองค์การระหว่างประเทศ ได้พบว่า ในเวียดนามปัจจุบันยังมีสารไดออกซินตกค้างอยู่ในหลายพื้นที่ ทั้งในดิน ในลำน้ำลำธาร ลำห้วย รวมทั้งในผืนนาการศึกษาได้พบว่า สนามบินอย่างน้อย 6 แห่งที่เคยเป็นฐานทัพอากาศสหรัฐฯ ในช่วงสงคราม และใช้เป็นแหล่งจัดเก็บ หรือเป็นแหล่งแจกจ่ายสารพิษ ยังคงมีสารตกค้างมากมายจนเกินเลยขีดอันตรายปกติ
      
       ตั้งแต่ปี 2550 เป็นต้นมา รัฐบาลสหรัฐฯ ได้รับอนุมัติงบประมาณจากรัฐสภารวมทั้งสิ้น 32 ล้านดอลลาร์ เพื่อช่วยเหลือคอมมิวนิสต์เวียดนาม จัดเก็บทำลาย หรือ “กักบริเวณ” สารพิษในพื้นที่ 3 แห่ง คือ สนามบินนครด่าหนัง สนามบินเบียนหว่า (จ.โด่งนาย) และ สนามบินฝูก๊าต (Phu Cat) เมืองกวีเญิน (Qui Nhan) จ.บี่งดิง (Binh Dinh) จนกระทั่งปี 2554 จึงสามารถดำเนินการที่ด่าหนังได้สำเร็จเป็นแห่งแรก
      
       ยังไม่มีผู้ใดหรือหน่วยงานใดทราบแน่ชัดอีกเช่นกันว่า มีผู้ได้รับผลกระทบจากสารพิษใน Agent Orange จำนวนทั้งหมดเท่าไรในเวียดนาม รวมทั้งในสหรัฐฯ แต่การศึกษาโดยทีมนักวิจัยแห่งมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย นครนิวยอร์ก ประมาณการว่า เมื่อครั้งที่สหรัฐฯ นำไปโปรยนั้น ตามรายทางที่โปรยลงไปมีชาวเวียดนามอาศัยอยู่ราว 4.8 ล้านคน และมีทหารกองทัพรัฐบาลเวียดนามใต้ในอดีต เวียดกง และทหารเวียดนามเหนืออีกราว 1 ล้านคน ได้รับสารพิษโดยตรง ในขณะที่สภากาชาดแห่งชาติเวียดนาม ให้ตัวเลขว่า ปัจจุบันมีชาวเวียดนามราว 3 ล้าน ที่ได้รับผลกระทบ เกิดปัญหาทางด้านสุขภาพ ในนั้นยังรวมทั้งเด็กๆ อีกราว 150,000 คน ที่เกิดมาพิกลพิการ โดยเชื่อว่าเป็นผลเกี่ยวเนื่องมาจากการได้รับสารไดออกซินจากรุ่นพ่อ และหรือรุ่นปู่ตั้งแต่ครั้งสงคราม
      
       รัฐบาลสหรัฐฯ ได้ปัดปฏิเสธตัวเลขเหล่านี้ โดยระบุว่า “ห่างไกลจากความจริง” ทั้งยังปฏิเสธที่จะให้การเยียวยาแก่บุคคลเหล่านี้ โดยระบุว่า ยังไม่มีหลักฐานใดๆ ที่สามารถชี้ชัดได้ว่า สารไดออกซินใน “ฝนเหลือง” นั้นมีความเชื่อมโยงโดยตรงต่อการล้มป่วย และการเกิดมาอย่างผิดปกติของทารกกว่าแสนคนในเวียดนาม
      
       ส่วนในสหรัฐฯ นั้น กระทรวงกิจการทหารผ่านศึก ให้ตัวเลขประมาณการว่า ทหารอเมริกัน จำนวน 2.8 ล้านคน ที่เคยไปปฏิบัติการ หรือ “ได้เหยียบพื้นดิน” เวียดนาม ระหว่างปี 2505-2518 ล้วนมีโอกาสได้สัมผัสกับสารที่ใช้ในการกำจัดใบไม้ กระทรวงฯ ได้ระบุอาการที่อาจจะเกิดขึ้นได้จากการได้รับผลกระทบเอาไว้จำนวนหนึ่ง และถ้าหากทหารผ่านศึกคนใดมีอาการต่างๆ เหล่านั้นก็จะสามารถขอรับการรักษาพยาบาลเป็นสวัสดิการจากรัฐได้ ซึ่งจำนวนผู้ที่เข้าขอรับการช่วยเหลือมีเพิ่มขึ้นทุกปี
       .
ตราบาป 40 ปีสงครามเวียดนาม “เหยื่อฝนเหลือง” ภาพชุดสุดสะเทือนใจหาดูได้ยากยิ่ง
นางจางถิกวี๋ (Trang Thi Quy) อาบน้ำให้ดว่านวันกวี๋ (Doan Van Quy) ลูกชายพิการ ที่บ้าน อ.จึ๊กลี (Truc Li) จ.กว๋างบี่ง (Quang Binh) ในช่วงสงคราม บิดาของนายกวี๋เป็นพลปืนต่อสู้อากาศยาน และ อาศัยอยู่ในย่านนั้นมาตลอด ซึ่งเป็นอีกย่านหนึ่งที่อยู่ใกล้เขตปลอดทหาร ที่สหรัฐโปรยฝนเหลืองลงหนาแน่นเมื่อกว่า 40 ปีก่อน บุตรชาย 2 คนเกิดมาพิกลพิการ และมีปัญหาด้านสุขภาพอย่างน่าเป็นห่วง ญาติกล่าวว่า สิ่งนี้เป็นผลพวงจากบิดาได้รับสารพิษ. -- Reuters/Damir Sagolj.
       
2

ตราบาป 40 ปีสงครามเวียดนาม “เหยื่อฝนเหลือง” ภาพชุดสุดสะเทือนใจหาดูได้ยากยิ่ง
เหวียนถิเวินลมง์ (Nguyen Thi Van Long) -- ขวามือ -- เกือบจะเป็นสัญลักษณ์ของเด็กๆ ที่ได้รับผลกระทบจากฝนเหลือง ภาพของเธอแพร่ไปทั่วโลกในช่วงกว่า 10 ปีมานี้ "เวิน" กำลังเล่นอยู่กับดีงถิเฮือง (Dinh Thi Huong) เพื่อนสนิทที่เป็นใบ้และหูหนวก ทั้งคู่พักอาศัยอยู่ภายใน "หมู่บ้านมิตรภาพ" ชานกรุงฮานอย ที่สร้างขึ้นมาโดยได้รับการสนับสนุนจากหลายองค์การและหน่วยงานระหว่างประเทศ บิดาของหญิงสาวทั้งสองเป็นทหารในช่วงสงครามและได้สัมผัสฝนเหลือง หมู่บ้านแห่งนี้ตั้งขึ้นเมื่อปี 2541 มีเด็กๆ อาศัยอยู่ 120 คน ทหารผ่านศึกอีก 60 คน. -- Reuters/Damir Sagolj.
       
3

       แต่ปัญหาไม่ได้ยุติลงเท่านั้น ทหารผ่านศึกจำนวนมากหวาดวิตกว่า ผลกระทบจะตกทอดไปยังคนรุ่นลูกรุ่นหลานของพวกเขา โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มเสี่ยงมากที่สุดซึ่งก็คือ ทหารอากาศที่เกี่ยวข้องโดยตรงต่อการโปรยสารพิษ คนเหล่านั้นมีจำนวนระหว่าง 1,500-2,100 คน เคยปฏิบัติการบนเครื่องบินแบบ ซี-123 ที่ใช้เป็นพาหนะ ทุกคนได้สัมผัส “ฝนเหลือง” โดยตรง
      
       หลายปีมานี้ก็จึงมีความพยายามฟ้องร้องเรียกค่าชดเชยจากผู้เกี่ยวข้องมาหลายครั้ง แต่ยังไม่เคยประสบความสำเร็จ
      
       การเปิดคดีความเริ่มขึ้นครั้งแรกเมื่อปี 2527 โดยทหารผ่านศึกรวมกลุ่มกันเป็นโจทก์เอง กล่าวหารัฐบาล กับบริษัทผู้ผลิตว่า การใช้สารเคมีเอเยนต์ ออเรนจ์ เป็นการกระทำที่ขัดต่อกฎหมายระหว่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสนธิสัญญานครเจนีวา ที่เกี่ยวกับการห้ามใช้อาวุธเคมี แต่ศาลวินิจฉัยว่า สารไดอ็อกซินในเอเยนต์ ออเรนจ์ มิใช่สารเคมีที่ใช้ใน “สงครามเคมี” เป็นเพียงยาฆ่าศัตรูพืชชนิดหนึ่งที่สามารถใช้ได้โดยไม่ผิดกฎหมาย และสารดังกล่าวไม่เข้าข่ายการเป็นอาวุธชนิดใดๆ เนื่องจากไม่ได้ใช้เพื่อการทำลายล้าง สังหาร หรือเอาชีวิตฝ่ายปรปักษ์ ฯลฯ
       เมื่อไม่สามารถฟ้องร้องเอาผิดต่อรัฐบาลที่ได้รับการคุ้มครองโดยกฎหมายในสภาวะสงครามได้ ทหารผ่านศึกจากเวียดนาม จึงได้เพียรพยายามมาหลายครั้งในการฟ้องร้องเอาผิดบริษัทผู้ผลิตจำนวนกว่าสิบแห่ง ที่นำโดยบริษัทยักษ์ใหญ่สองแห่งคือ มอนซานโต (Monsanto) กับ ดาวเคมิคัล (Dow Chemical)
      
       การยื่นฟ้องเมื่อปี 2547 โดยสมาคมเหยื่อสารเอเยนต์ ออเรนจ์/ไดอ็อกซิน (Vietnam Association for Victims of Agent Orange/dioxin - VAVA) ซึ่งเป็นกลุ่มพิทักษ์สิทธิของผู้ได้รับผลกระทบนั้น นับเป็นขีดหมายสำคัญของความพยายามดังกล่าวแม้จะไม่สำเร็จอีกก็ตาม
      
       สมาคมฯ ได้ยื่นฟ้องต่อศาลแขวงบรู๊กลีน นครนิวยอร์ก เรียกร้องค่าเสียหายให้บรรดาเหยื่อ โดยกล่าวหาบริษัทผู้ผลิตสารพิษ ว่า เป็นผู้ทำให้เกิดมีสารดังกล่าว และมีการนำไปใช้โดยผิดต่อข้อตกลงกรุงเฮกปี ค.ศ.1907 ที่ว่าด้วยสงครามบนบก และพิธีสารนครเจนีวาปี ค.ศ.1925 กับข้อตกลงเจนีวา ค.ศ.1949 มอนซานโต กับดาวเคมิคัล ซึ่งเป็นผู้ผลิตให้แก่กองทัพสหรัฐฯ รายใหญ่ที่สุด ถูกระบุชื่อเป็นจำเลยที่ 1 และ 2 พร้อมกับบริษัทอื่นๆ ที่เป็นผู้ผลิตรายย่อยอีกกว่า 10 แห่ง เป็นจำเลยตามกันเป็นลำดับ
      
       ต่อมา ในเดือน มี.ค.2548 ผู้พิพากษาคนเดียวกันกับที่เคยพิจารณาคดีเมื่อปี 2527 ได้ออกอ่านคำวินิจฉัยยกคำฟ้องคดีนี้ โดยระบุเช่นเดิมว่า เมื่อครั้งที่นำไปใช้ในสงครามเวียดนามนั้น สารไดออกซิน ใน Agent Orange ยังไม่เข้าข่ายเป็นสารพิษตามกฎหมายระหว่างประเทศ นอกจากนั้นสหรัฐฯ ก็มิใช่ประเทศแรกที่นำไปใช้ ก่อนหน้านั้น กองทัพอังกฤษ ที่ทำสงครามต่อต้านกับกองกำลังพรรคคอมมิวนิสต์มลายู ได้เคยนำไปโปรยในมาเลเซียมาก่อน นอกจากนั้น ในเมื่อรัฐบาลสหรัฐฯ นำไปใช้ โดยได้รับการคุ้มครองจากกฎหมายการทำสงคราม บริษัทผู้ผลิตเอเยนต์ ออเรนจ์ให้แก่รัฐบาล ก็ได้รับการคุ้มครองจากการถูกฟ้องร้องด้วย
      
       การต่อสู้เรื่องนี้ยังไม่ยุติ ถึงแม้ว่าในบางกรณีกลุ่มมอนซานโต กับดาวฯ จะได้ประนีประนอมนอกศาล ยอมจ่ายชดเชยให้แก่เหยื่อบางกลุ่ม แต่ก็มิใช่การยอมรับผิด หากเป็นการจ่ายเพื่อแลกต่อการทำข้อตกลงที่อีกฝ่ายจะไม่ดำเนินการทางกฎหมายใดๆ ต่อบริษัทด้วยเรื่องนี้อีกต่อไป
      
       ปี 2550 ได้มีความพยายามอุทธรณ์คดีครั้งเมื่อปี 2547 แต่ในปี 2552 ศาลอุทธรณ์ในนิวยอร์ก ได้ยืนคำพิพากษาของศาลชั้นต้น ซึ่งทำให้คดีฝนเหลืองมีอันตกไปจากระบบศาลในสหรัฐฯ นอกเสียจากจะสามารถหาคำฟ้องอื่นได้
      
       อย่างไรก็ตาม ประชามติในสหรัฐฯ เองต่างๆ ต้องการที่จะเห็นรัฐบาลสหรัฐฯ ให้การเยียวยา “ผู้ต้องสงสัย” จะได้รับผลกระทบ ทั้งทหารผ่านศึกอเมริกันเอง รวมทั้งเหยื่อในเวียดนาม ซึ่งปัจจุบัน “เหยื่อฝนเหลือง” ในเวียดนาม ได้รับการช่วยบรรเทาความยากลำบาก จากองค์การระหว่างประเทศ หน่วยงานของต่างชาติ รวมทั้งหน่วยงานรัฐบาลสหรัฐฯ จำนวนหนึ่งด้วย
      
       แต่ผลลัพธ์หลายอย่างไม่อาจบรรเทา หรือแก้ไขได้ รวมทั้งไม่สามารถเยียวยาได้
      
       ภาพถ่ายทั้ง 24 ภาพต่อไปนี้ เป็นผลงานของ Damir Sagolj ช่างภาพสำนักข่าวรอยเตอร์ ภาพทั้งหมดถ่ายในช่วงเดือน เม.ย.นี้ จากหลายแหล่งที่เคยเป็นดินแดนประเทศเวียดนามใต้ ในช่วงสงคราม นับเป็นข่าวคราวล่าสุดเกี่ยวกับเหยื่อฝนเหลืองในเวียดนามโดยเฉพาะ และกล่าวได้ว่า เป็นภาพชุดที่สมบูรณ์ หลากหลายที่สุดในรอบ 10 ปีเลยทีเดียว.
       
บาปนี้ใครก่อ?
Reuters

ตราบาป 40 ปีสงครามเวียดนาม “เหยื่อฝนเหลือง” ภาพชุดสุดสะเทือนใจหาดูได้ยากยิ่ง
เด็กๆ กำลังรออาหารมื้อเที่ยงในหมู่บ้านสันติภาพ ภายในบริเวณโรงพยาบาลตื่อดู๋ (Tu Du) ในเขตอำเภอที่ 1 นครโฮจิมินห์ เมื่อวันที่ 14 เม.ย.2558 กว่า 2 ใน 3 ของผู้ป่วยกว่า 60 คนในหมู่บ้านแห่งนี้ ซึ่งล้วนพิการหรือมีอาการทางจิต ไปจากเขตที่สหรัฐโปรยฝนเหลืองลงหนาแน่นในช่วงสงคราม แต่เด็กๆ อีกจำนวนหนึ่งที่นี่ ป่วยด้วยสาเหตุที่ไม่เกี่ยวข้องกับสารพิษใดๆ. -- Damir Sagolj/Reuters.
       
4

ตราบาป 40 ปีสงครามเวียดนาม “เหยื่อฝนเหลือง” ภาพชุดสุดสะเทือนใจหาดูได้ยากยิ่ง
ฟานวันเลิม (Phan Van Lam) เกือบจะหล่นจากเปลนอน ในบ้าน จ.กว๋างบี่ง วันที่ 11 เม.ย.ที่ผ่านมา บิดาของเลิม ซึ่งเป็นทหารกองทัพเวียดนามเหนือ บอกผู้สื่อข่าวรอยเตอร์ว่า เขาเองไม่ได้สัมผัสฝนเหลืองโดยตรง แต่อาศัยอยู่ในพื้นที่ที่สหรัฐโปรยสารกำจัดใบไม้ชนิดดังกล่าวอย่างแน่นหนา หมอในพื้นที่บอกว่าลูกชายพิการของเขา เป็นผลโดยตรงจากสารพิษที่ตกค้างมาจากตัวเขา. -- Damir Sagolj/Reuters.
       
5

ตราบาป 40 ปีสงครามเวียดนาม “เหยื่อฝนเหลือง” ภาพชุดสุดสะเทือนใจหาดูได้ยากยิ่ง
เลวันซเวิน (Le Van Dan) -- กลาง -- มองดูเลวันตาม (Le Van Tam) หลานพิการของเขาภายในบ้าน ที่หมู่บ้านเฟื้อกถาย (Phuoc Thai) ชานนครด่าหนัง ขณะน้องสาวของเขาป้อนนมหลานอีกคนที่กำลังป่วย นายซเวินซึ่งเป็นอดีตทหารประจำหน่วยปืนใหญ่กองทัพเวียดนามใต้ กล่าวว่าได้สัมผัสกับฝนเหลืองหลายครั้ง เมื่อเครื่องบินของสหรัฐนำไปโปรยลงใกล้หมู่บ้าน ก่อนที่เขาจะเข้าเป็นทหาร เจ้าหน้าที่สาธารณสุขในท้องถิ่นบอกว่า การล้มป่วยของหลานทั้งสองคน เชื่อมโยงโดยตรงกับพิษของสารไดออกซินในตัวของเขาที่ตกทอดมาข้ามรุ่น. -- Damir Sagolj/Reuters.
       
6

ตราบาป 40 ปีสงครามเวียดนาม “เหยื่อฝนเหลือง” ภาพชุดสุดสะเทือนใจหาดูได้ยากยิ่ง
ลายวันแหม่ง (Lai Van Manh) นอนพักบนเตียง ขณะนายลายวันเบียน (Lai Van Bien) บิดารับแขกอยู่ในบ้าน ที่หมู่บ้านเตืองอาน (Tuong An) จ.ถายบี่ง (Thai Binh) ในภาคเหนือเวียดนาม เมื่อวันที่ 9 เม.ย.2558 นายเบียนเคยเป็นทหารฝ่ายข่าวกรองกองทัพเวียดนามเหนือ เขากล่าวว่าในช่วงสงคราม ได้ไปปฏิบัติงานในพื้นที่ที่สหรัฐโปรยฝนเหลืองอย่างหนัก ปัจจุบันเขากับภรรยากำลังรักษาลูก 2 คน ที่ป่วยทั้งทางกายและทางจิต ซึ่งทุกฝ่ายต่างกล่าวว่าเกิดสารพิษที่เขาได้รับมานั่นเอง. -- Damir Sagolj/Reuters.
       
7

ตราบาป 40 ปีสงครามเวียดนาม “เหยื่อฝนเหลือง” ภาพชุดสุดสะเทือนใจหาดูได้ยากยิ่ง
นางดั่งถิกวาง (Dang Thi Quang) กับเหวียนวันบี่ง (Nguyen Van Binh) บุตรชายหน้าตาอัปลักษณ์ ในภาพสะท้อนผ่านกระจก ภายในบ้านพัก จ.กว๋างบี่ง เมื่อวันที่ 11 เม.ย. บิดาของบี่งเป็นทหารหน่วยขนส่งของกองทัพเวียดนามเหนือ ได้เดินทางและพักแรมคืนในบริเวณที่ทราบกันดีในภายหลังว่า เป็น "จุดร้อน" แห่งหนึ่ง ที่ปนเปื้อนฝนเหลืองของสหรัฐอย่างรุนแรง. -- Damir Sagolj/Reuters.
       
8

ตราบาป 40 ปีสงครามเวียดนาม “เหยื่อฝนเหลือง” ภาพชุดสุดสะเทือนใจหาดูได้ยากยิ่ง
นายโด๋ดึ๊กดิว (Do Duc Diu) อดีตทหารกองทัพเวียดนามเหนือ ในช่วงคริสต์ทศวรรษที่ 1970 กับลูกสาวที่บ้าน จ.กว๋างบี่ง เขากับภรรยาได้สูญเสียลูกๆ ไปแล้ว 12 คน จากทั้งหมด 15 ทุกฝ่ายล้วนกล่าวว่า เป็นผลจากสารพิษจากฝนเหลืองที่ตกค้างในตัวเขา มาตั้งแต่ครั้งสงคราม. -- Damir Sagolj/Reuters.
       
9

ตราบาป 40 ปีสงครามเวียดนาม “เหยื่อฝนเหลือง” ภาพชุดสุดสะเทือนใจหาดูได้ยากยิ่ง
นายดว่าน ตเว๊ (Doan Tue) อุ้มหลานอยู่ในบ้านพัก อ.จึ๊กลี จ.กว๋างบี่ง บนผนังห้องด้านหลังเป็นภาพของเขา เมื่อครั้งเป็นทหารประจำหน่วยปืนกลต่อสู้อากาศยาน นายตเว๊กล่าวว่าหลายสิบปีมานี้เขาได้อาศัยอยู่ในหลายพื้นที่ ที่ปนเปื้อนสารพิษจากฝนเหลืองของสหรัฐ ลูกชายของเขาสองคนมีปัญหาสุขภาพรุนแรงตั้งแต่เกิด บุตรชายคนโตเสียชีวิตเมื่อ 2 ปีที่แล้ว ทุกฝ่ายล้วนกล่าวว่าเป็นผลกระทบจากฝนเหลืองของสหรัฐ. -- Damir Sagolj/Reuters.
       
10

ตราบาป 40 ปีสงครามเวียดนาม “เหยื่อฝนเหลือง” ภาพชุดสุดสะเทือนใจหาดูได้ยากยิ่ง
นายเหวียนห่มง์ฟุก (Nguyen Hong Phuc) ทหารผ่านศึกวัย 63 ปี นั่งอยู่กับลูกชายวัย 20 ปี นายเหวียนดี่งหล็อก (Nguyen Dinh Loc) ที่เพิ่งจะฟื้นจากการผ่าตัดเนื้องอก ภายในหมูบ้านมิตรภาพ สำหรับผู้ได้รับผลกระทบจากฝนเหลือง ในย่านชานกรุงฮานอย นายดี่งหล็อกป่วยด้วยปัญหาทั้งทางกายและทางจิต ครอบครัวกับหมอในท้องถิ่น ต่างก็โยงสาเหตุการล้มป่วยของลูกชาย เข้ากับสารพิษที่บิดาได้รับมาตั้งแต่ครั้งสงคราม. -- Damir Sagolj/Reuters.
       
11

ตราบาป 40 ปีสงครามเวียดนาม “เหยื่อฝนเหลือง” ภาพชุดสุดสะเทือนใจหาดูได้ยากยิ่ง
นายดั่งวันเซิน (Dang Van Son) ชายพิการขายล็อตเตอรี่ ในภาพที่สะท้อนบนรูปภาพของนายดั่งวันแช็ง (Dang Van Sanh) อดีตทหารกองทัพเวียดนามเหนือ ในบ้านพักที่หมู่บ้านชานนครด่าหนัง นายแช็งผู้เป็นบิดา เคยโดนฝนเหลืองของสหรัฐเข้าอย่างจัง ระหว่างสู้รบในป่าในช่วงสงคราม และเวลาต่อมาเสียชีวิตลงด้วยโรคมะเร็งในลำคอ เขามีลูกชาย 2 คน หนึ่งคนในนั้นเสียชีวิตตั้งแต่แรกเกิด นายเซินรอดแต่พิการ เช่นเดียวกับลูกสาวของเขา ทุกคนเชื่อว่า ทั้งหมดเป็นผลกระทบจากสารพิษ. -- Damir Sagolj/Reuters.
       
12

ตราบาป 40 ปีสงครามเวียดนาม “เหยื่อฝนเหลือง” ภาพชุดสุดสะเทือนใจหาดูได้ยากยิ่ง
เหวียนถิเถียต (Nguyen Thi Thiet) -- ซ้าย -- กับ เหวียนถิเฟื้อก (Nguyen Thi Phuoc) ซึ่งป่วยทั้งทางกายและทางจิต นั่งบนเก้าอี้ล้อเลื่อน ภายในบ้านของพี่ชายในนครด่าหนัง ในภาพวันที่ 12 เม.ย.2558 บิดาของคนทั้งสองซึ่งทำหน้าที่เป็นพลขับ ประจำกองทัพเวียดนามใต้ เคยโดนฝนเหลืองของสหรัฐ ในช่วงสงคราม ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นต้นเหตุทำให้ลูกสาวทั้งสองคนเป็นเช่นนี้มาตั้งแต่เกิด. -- Damir Sagolj/Reuters.
       
13

ตราบาป 40 ปีสงครามเวียดนาม “เหยื่อฝนเหลือง” ภาพชุดสุดสะเทือนใจหาดูได้ยากยิ่ง
ลายวันแหม่ง (Lai Van Manh) นอนในมุ้งที่บ้าน ในหมู่บ้านเตืองอาน (Tuong An) จ.ถายบี่ง (Thai Binh) ในภาคเหนือเวียดนาม เมื่อวันที่ 9 เม.ย.2558 บิดาคือ นายลายวันเบียน (Lai Van Bien) เคยเป็นทหารฝ่ายข่าวกรองกองทัพเวียดนามเหนือ เขากล่าวว่าในช่วงสงคราม ได้ไปปฏิบัติงานในพื้นที่ที่สหรัฐโปรยฝนเหลืองอย่างหนัก ปัจจุบันเขากับภรรยากำลังรักษาลูก 2 คน ที่ป่วยทั้งทางกายและทางจิต ซึ่งทุกฝ่ายต่างกล่าวว่าเกิดสารพิษที่เขาได้รับมานั่นเอง. -- Damir Sagolj/Reuters.
       
14

ตราบาป 40 ปีสงครามเวียดนาม “เหยื่อฝนเหลือง” ภาพชุดสุดสะเทือนใจหาดูได้ยากยิ่ง
เจ้าหน้าที่กำลังป้อนอาหาร ฝ่ามถิเฟืองแค็ง (Pham Thi Phuong Khanh) ในหมู่บ้านสันติภาพ ภายในโรงพบาบาลตื่อดู๋ นครโฮจิมินห์ ในภาพวันที่ 14 เม.ย.2558 ทั้งบิดาและมารดาของเฟืองแค็ง ต่างปนเปื้อนกับฝนเหลืองที่สหรัฐโปรยลงในช่วงสงคราม กว่า 2 ใน 3 ของผู้ป่วยจำนวนกว่า 60 ราย ภายในที่อาศัยแห่งนี้ ไปจากบริเวณที่สหรัฐเคยโปรยสารกำจัดใบไม้ลงอย่างหนาแน่น. -- Damir Sagolj/Reuters.
       
15

ตราบาป 40 ปีสงครามเวียดนาม “เหยื่อฝนเหลือง” ภาพชุดสุดสะเทือนใจหาดูได้ยากยิ่ง
เหวียนถิหง็อก (Nguyen Thi Ngoc) ปาลูกบอลให้ดั่งถิหนือ (Dang Thi Nu) เพื่อนร่วมชั้น ขณะเล่นอยู่ภายในห้องออกกำลังกาย ในหมู่บ้านมิตรภาพ ที่มีเด็กๆ ได้รับผลกระทบจากฝนเหลืองราว 120 คน กับทหารผ่านศึกอีก 60 คนพักอาศัย ที่นี่อยู่ชานกรุงฮานอย ปู่ของดั่งถิหนือเป็นอดีตทหารเวียดนามเหนือ ที่เคยปนเปื้อนสารพิษจากฝนเหลืองของสหรัฐ เมื่อครั้งไปรบในเวียดนามใต้ เจ้าหน้าที่สาธารณสุขเชื่อว่า อาการของหนือ มีต้นเหตุมาจากปู่นั่นเอง. -- Damir Sagolj/Reuters.
       
16

ตราบาป 40 ปีสงครามเวียดนาม “เหยื่อฝนเหลือง” ภาพชุดสุดสะเทือนใจหาดูได้ยากยิ่ง
เจิ่นหวี่งเทืองชิง (Tran Huynh Thuong Sinh) วัย 12 ปี กำลังทานอาหารโดยเจ้าหน้าที่คอยป้อน ที่หมู่บ้านสันติภาพ โรงพยาบาลตื่อดู๋ นครโฮจิมินห์ คุณพ่อ คุณแม่และปู่ของหนูน้อย ต่างเคยปนเปื้อนฝนเหลืองของสหรัฐ หมอและเจ้าหน้าที่สาธารณสุขต่างเชื่อว่า สารพิษจากสงครามเมื่อกว่า 40 ปีก่อน เป็นสาเหตุของการล้มป่วยและการไม่สมประกอบของเทืองชิง.-- Damir Sagolj/Reuters.
       
17

ตราบาป 40 ปีสงครามเวียดนาม “เหยื่อฝนเหลือง” ภาพชุดสุดสะเทือนใจหาดูได้ยากยิ่ง
ทารกที่กายพิกลพิการ เสียชีวิตตั้งแต่อยู่ในครรภ์ เก็บเอาไว้ในห้องแสดงที่โรงพยาบาลตื่อดู๋ นครโฮจิมินห์ ทุกฝ่ายต่างกล่าวว่า สาเหตุของความพิกลพิการเหล่านี้ เกี่ยวข้องโดยตรงกับจากสารพิษ ที่ตกค้างจากการโปรยฝนเหลืองของสหรัฐ ตั้งแต่ครั้งสงคราม 40-50 ปีที่แล้ว. -- Damir Sagolj/Reuters.
       
18

ตราบาป 40 ปีสงครามเวียดนาม “เหยื่อฝนเหลือง” ภาพชุดสุดสะเทือนใจหาดูได้ยากยิ่ง
ดว่านถิห่มง์กาม (Doan Thi Hong Gam) วัย 38 ปี ป่วยทางจิต และยังมีปัญหาทางกายภาพอีกด้วย เธอจะใช้ผ้าห่มคลุมปิดหน้าตา ตัวเองอยู่เสมอภายในห้องที่ว่างเปล่า ในโรงพยาบาล จ.ถายบี่ง ในภาคเหนือเวียดนาม ในภาพวันที่ 10 เม.ย.2558 ห่มง์กามถูกกักบริเวณให้อยู่แต่ในห้องนี้คนเดียว เนื่องจากมีพฤติกรรมก้าวร้าวจากการป่วย บิดาของเธอซึ่งเป็นอดีตทหารเวียดนามเหนือที่ไปรบในสงครามปลดปล่อยเวียดนามใต้ เป็นอีกผู้หนึ่งที่เคยปนเปื้อนฝนเหลืองของสหรัฐ. -- Reuters/Damir Sagolj.
       
19

ตราบาป 40 ปีสงครามเวียดนาม “เหยื่อฝนเหลือง” ภาพชุดสุดสะเทือนใจหาดูได้ยากยิ่ง
เลดั่งหง็อกหุ่ง (Le Dang Ngoc Hung) วัย 16 ปี ที่ป่วยทั้งทางกายและทางจิต นอนในมุ้ง ที่บ้านในหมู่บ้านเฟื้อกถาย ชานนครด่าหนัง ในภาพวันที่ 12 เม.ย.2558 คุณปู่ของหุ่งคือ นายเลวันซเวิน (Le Van Dan) อดีตทหารหน่วยปืนใหญ่กองทัพเวียดนามใต้ เคยโดนฝนเหลืองที่สหรัฐโปรยลงในป่าเข้าอย่างจัง ซึ่งใครๆ ก็กล่าวกันว่า เป็นสาเหตุที่ทำให้หลานเกิดมาพิการถึง 2 คน. -- Damir Sagolj/Reuters.
       
20

ตราบาป 40 ปีสงครามเวียดนาม “เหยื่อฝนเหลือง” ภาพชุดสุดสะเทือนใจหาดูได้ยากยิ่ง
ด.ช.เหวียนวันต๋วนตือ (Nguyen Van Tuan Tu) วัย 7 ขวบ ที่ป่วยด้วยหลากหลายอาการ ได้รับการดูแลจากครอบครัวที่บ้านใกล้กับสนามบินด่าหนัง ในภาพวันที่ 12 เม.ย.2558 ตอนที่บิดาของเจ้าหนูเข้าทำงานที่สนามบินนานาชาติแห่งนี้ในปี 2540 เขาไม่เคยทราบว่า ที่นั่นเคยเป็นแหล่งเก็บ Agent Orange ใหญ่ที่สุด และ ไม่เคยรู้อีกเช่นกันว่าสารพิษจากฝนเหลือง จะส่งผลมากมายต่อสุขภาพ เขาจับปลาและงมหอยจากแหล่งน้ำรอบๆ บริเวณนั้นกลับบ้านไปด้วยอยู่บ่อยๆ หลังจากเข้าทำงานที่นั่นก็มีลูกคนหนึ่งเกิดในปี 2543 และเสียชีวิตในปี 2548 ส่วนเหวียนวันต๋วนตือ เกิดปี 2551 เขากับภรรยายังมีลูกสาวคนหนึ่งที่มีสุขภาพดีมาก เกิดเมื่อปี 2538 หรือ สองปีก่อนจะเข้าทำงานสนามบินนานาชาติ แหล่งเก็บสารพิษที่นี่เพิ่ง เก็บกวาดและสะสางกันแล้วเสร็จเมื่อปี 2555. -- Damir Sagolj/Reuters.
       
21

ตราบาป 40 ปีสงครามเวียดนาม “เหยื่อฝนเหลือง” ภาพชุดสุดสะเทือนใจหาดูได้ยากยิ่ง
ภาพที่เริ่มซีดจางของนายดั่งวันแช็ง (Dang Van Sanh) กับภรรยานางเหวียนถิทิน (Nguyen Thi Thin) แขวนบนฝาห้องที่บ้านพัก ในหมู่บ้านเลเซินบั๊ก (Le Son Bac) ทางตอนเหนือของนครด่าหนัง เมื่อวันที่ 12 เม.ย.2558 นายแช็งโดนฝนเหลืองแบบจังๆ เมื่อครั้งสู้รบอยู่ในป่า ต่อมาได้เสียชีวิตลงด้วยโรคมะเร็งในลำคอ เขามีลูก 4 คน ในนั้น 2 คนเสียชีวิตตั้งแต่แรกเกิด บุตรชายคนหนึ่งคือ นายดั่งวันเซิน (Dang Van Son) รอดชีวิต แต่ร่างกายพิการ เช่นเดียวกับหลานสาวของเขา. -- Damir Sagolj/Reuters.
       
22

ตราบาป 40 ปีสงครามเวียดนาม “เหยื่อฝนเหลือง” ภาพชุดสุดสะเทือนใจหาดูได้ยากยิ่ง
ภาพถ่ายและประกาศนียบัตรการศึกษา ของนายดว่าน หง็อก อเวียน (Doan Ngoc Uyen) กับ นางเลถิถาว (Le Thi Thao) ซึ่งเคยเป็นทหารกันทั้งสองคน แขวนประดับผนังห้องที่บ้าน จ.ถายบี่ง นายอเวียนล้มป่วยมาหลายปี ลูกสาวเพียงคนเดียวคือ ดว่านถิห่มง์กาม (Doan Thi Hong Gam) เกิดมาทุพลภาพ และ ป่วยด้วยอาการทางจิต ทุกฝ่ายล้วนกล่าวว่า เป็นผลจากบิดาเคยโดนฝนเหลืองของสหรัฐ ตั้งแต่ครั้งสงคราม. -- Damir Sagolj/Reuters.
       
23

ตราบาป 40 ปีสงครามเวียดนาม “เหยื่อฝนเหลือง” ภาพชุดสุดสะเทือนใจหาดูได้ยากยิ่ง
นายโด๋ดึ๊กดิว (Do Duc Diu) อดีตทหารกองทัพเวียดนามเหนือ สวดมนต์ที่สุสานครอบครัวใน จ.กว๋างบี่ง ซึ่งเขาฝังลูกๆ จำนวน 12 คนจากทั้งหมด 15 คนที่นี่ ทั้ง 12 คนตายตั้งแต่ยังเล็กๆ ปัจจุบันยังมีลูกสาวอีก 2 คนที่มีปัญหาสุขภาพอย่างรุนแรง และ เขาได้เตรียมหลุมฝังศพไว้อีก 2 หลุมพร้อมแล้วในที่แห่งเดียวกันนี้ ในช่วงสงครามนายดึ๊กดิวอยู่ในเขตที่สหรัฐโปรยฝนเหลือง แต่กว่าจะรู้จักเกี่ยวกับพิษภัยของสารพิษก็จนกระทั่งปี 2537 เมื่อลูกคนสุดท้ายเกิด เขากล่าวว่าหากรู้เรื่องนี้มาก่อน เขากับภรรยาคงจะไม่ยอมมีลูก เพื่อจะได้ไม่เป็นเช่นนี้. -- Reuters/Damir Sagolj.
       
24

ตราบาป 40 ปีสงครามเวียดนาม “เหยื่อฝนเหลือง” ภาพชุดสุดสะเทือนใจหาดูได้ยากยิ่ง
ที่นี่อยู่ในบริเวณท่าอากาศยานด่าหนัง (Danang) เคยเป็นคลังเก็บ "Agent Orange" ในช่วงสงคราม โชคดีที่เวียดนามได้กลับมามีความสำคัญยิ่งยวดต่อสหรัฐอีกครั้งหนึ่ง เมื่อเกิดความขัดแย้งกรณีทะเลจีนใต้ ทำให้สหรัฐกลับเข้าไปช่วยเวียดนามเก็บกวาดสารพิษ และ จัดเป็นบริเวณ "กักกัน" ขึ้นที่นี่ ซึ่งสามารถมองเห็นจากเครื่องบิน ทุกครั้งที่บิน งาน "เก็บทำความสะอาด" เพิ่งจะแล้วเสร็จเมื่อปี 2555. -- Reuters/Damir Sagolj.
       
25

ตราบาป 40 ปีสงครามเวียดนาม “เหยื่อฝนเหลือง” ภาพชุดสุดสะเทือนใจหาดูได้ยากยิ่ง
ภาพจากพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติกองทัพอากาศสหรัฐ แสดงให้เห็นเครื่องบิน ซี-123บี "โพรไวเดอร์" โปรยฝนเหลืองในช่วงสงครามเวียดนาม เป็นปฏิบัติการทางทหาร ภายใต้รหัสที่เรียกกันว่า Operation Ranch Hand ข้อมูลของกองทัพอากาศสหรัฐ ระบุว่าช่วงปีโน้นมีการบินไปโปรยสารเคมีกำจัดใบไม้ชนิดนี้ไม่น้อยกว่า 20,000 เที่ยว แต่นี่ก็ไม่ใช่ตัวเลขทั้งหมด.
       
26

ตราบาป 40 ปีสงครามเวียดนาม “เหยื่อฝนเหลือง” ภาพชุดสุดสะเทือนใจหาดูได้ยากยิ่ง
แผนที่ทำขึ้นจากการศึกษาโดยคณะนักวิจัย จากมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย แสดงให้เห็นพื้นที่ทั่วเวียดนามใต้เมื่อก่อน ที่ถูกสหรัฐนำสารเคมีกำจัดใบไม้ไปโปรยในช่วงสงคราม ซึ่งแต่ละพื้นที่มีปริมาณหรือความหนาแน่นมากน้อยต่างกัน.
       
27

ตราบาป 40 ปีสงครามเวียดนาม “เหยื่อฝนเหลือง” ภาพชุดสุดสะเทือนใจหาดูได้ยากยิ่ง
ภาพจากหนังสือของ R W Trewyn, Ph D แสดงให้เห็น "ฮิวอี้" เฮลิคอปเตอร์อเนกประสงค์ กำลังโปรยฝนเหลืองในเขตป่าและนาข้าวของราษฎรในเวียดนามใต้เมื่อก่อน จากพื้นที่ป่า ทั้งป่าเบญจพรรณ และ ป่าโกงกางชายทะเล ป่าแสมในเขตที่ราบปากแม่น้ำโขง การโปรยสารทำลายใบไม้ ได้เลยเข้าสู่นาข้าว กับพื้นที่การเกษตรต่างๆ โดยอ้างเพื่อตัดเสบียงอาหารของฝ่ายเวียดกงและเวียดนามเหนือ สารพิษจากฝนเหลือง ยังส่งอิทธิพลข้ามรุ่นมาจนถึงทุกวันนี้.

วุ่น! ผู้ถือหุ้นกว่า 40 รายถูกกีดกันไม่ให้เข้าประชุมเนชั่นฯ

วุ่น! ผู้ถือหุ้นกว่า 40 รายถูกกีดกันไม่ให้เข้าประชุมเนชั่นฯ
Cr:ผู้จัดการ
ASTVผู้จัดการรายวัน - การประชุมสามัญผู้ถือหุ้น บมจ.เนชั่นฯ ส่อเค้าวุ่น รายย่อยร้องผู้บริหารชุดเดิมสั่งห้ามไม่ให้เข้าร่วมประชุมผู้ถือหุ้นครั้งสำคัญนี้ ทั้งๆ ที่มีใบหุ้น หวังกีดกันผลการลงคะแนนเสียง หลังบอร์ดชุดเดิมในฐานะผู้กำหนดวาระการประชุม ทำหนังสือแจ้งแก้ไขวาระการประชุมผู้ถือหุ้นบางวาระต่อตลาดหลักทรัพย์ฯ
การประชุมสามัญผู้ถือหุ้น ประจำปี 2558 ของบริษัท เนชั่น มัลติมีเดีย กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ NMG จะเกิดขึ้นในวันนี้ (29 เม.ย.) เวลา 14.00 น. ณ ห้องแลนด์มาร์ค บอลรูม ชั้น 7 โรงแรมเดอะ แลนด์มาร์ค กรุงเทพฯ จะเป็นการประลองกำลังกันระหว่างผู้บริหารชุดเดิมของบริษัท และกลุ่มผู้ถือหุ้นใหม่ คือ บริษัท นิวส์ เน็ตเวิร์ค คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ NEWS
ทั้งนี้ ด้านกลุ่มผู้ผู้ถือหุ้นเดิมของ บมจ.เนชั่นฯ พยายามชิงความได้เปรียบในฐานะ “ผู้กำหนดวาระการประชุม” ทำหนังสือแจ้งปรับเปลี่ยนวาระการประชุมสามัญผู้ถือหุ้นต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เพื่อให้เกิดผลดีต่อฝ่ายตน
รายงานข่าวแจ้งว่า เมื่อเวลาประมาณ 12.20 น. มีรายงานข่าวแจ้งว่า บรรดาผู้ถือหุ้นได้เริ่มทยอยเตรียมเข้าร่วมประชุมสามัญผู้ถือหุ้นครั้งสำคัญนี้ แต่ได้มีแจ้งจากผู้ถือหุ้นรายย่อยบางรายที่นำใบหุ้นไปแสดงเพื่อขอเข้าร่วมประชุม กลับได้รับการปฏิเสธจากเจ้าหน้าที่ไม่ให้เข้าร่วมประชุม โดยอ้างว่า ไม่ได้รับอนุญาตจากผู้บริหารระดับสูงของ บมจ.เนชั่นฯ ทั้งนี้ ผู้ถือหุ้นดังกล่าวมีใบหุ้น และใบมอบอำนาจ แต่ไม่ได้มีการชี้แจงรายละเอียดเพิ่มเติมแต่อย่างใด
ต่อมาเวลา 13.55 น. ก่อนเวลาที่กำหนดจะประชุมจะเริ่มต้น 14.00 น. ปรากฎว่า ยังมีกลุ่มผู้ถือหุ้นประมาณ 40-50 คนรวมถึงนักข่าวถูกกีดกันอยู่ภายนอกห้องประชุมไม่สามารถเข้าห้องประชุมได้


ทำไมชาวนาในประเทศญี่ปุ่นจึงร่ำรวยที่สุดในโลก


ปุจฉา
ทำไมชาวนาในประเทศญี่ปุ่นจึงร่ำรวยที่สุดในโลก ทั้งๆ ที่มีต้นทุนการผลิตต่อกิโลกรัมสูงกว่าราคาขายในตลาดโลกครับ?
วิสัชนา
ประเทศญี่ปุ่นเป็นประเทศที่มีพื้นที่ประมาณแค่ครึ่งหนึ่งของประเทศไทย แต่มีประชากรมากกว่าประเทศไทยถึง 1 เท่าตัว คือประเทศไทยมีประชากรประมาณ 63 ล้านคน ญี่ปุ่นมีประชากรมากกว่า 120 ล้านคน พื้นที่ราบสำหรับการอยู่อาศัยและทำการเกษตรมีเพียง 14.5 เปอร์เซนต์เท่านั้น นอกนั้นเป็นภูเขา เป็นหิน หรืออยู่ในสภาพที่ไม่สามารถเพาะปลูกได้ โดยเฉพาะการปลูกข้าวที่ต้องการพื้นที่ราบลุ่มและต้องการน้ำปริมาณมากในการเพาะปลูก
เพราะฉะนั้นในประวัติศาสตร์ของประเทศญี่ปุ่นก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 ญี่ปุ่นเปิดประเทศให้นำเข้าข้าวเพื่อการบริโภคจากประเทศอื่นได้โดยเสรี ชาวนาญี่ปุ่นตลอดประวัติศาสตร์จึงยากจนติดดิน เพราะไม่สามารถแข่งขันกับข้าวที่นำเข้ามาจากต่างประเทศซึ่งมีต้นทุนต่ำกว่าได้ ชาวนาจึงปลูกข้าวไว้สำหรับกินเอง และส่วนที่เหลือจึงจำเป็นต้องนำไปขายในราคาที่ขาดทุน เพราะข้าวเปลือกก็ดี ข้าวสารก็ดี การเก็บรักษาไว้สำหรับการบริโภคในปีหน้าจะมีต้นทุนการเก็บรักษาที่สูงมากและคุณภาพของข้าวที่เก็บไว้นานก็เสื่อมลงเมื่อเทียบกับข้าวที่ผลิตขึ้นมาใหม่ ชาวนาญี่ปุ่นจึงยากจนตลอดประวัติศาสตร์
แต่ในช่วงปลายสงครามโลกครั้งที่ 2 ญี่ปุ่นซึ่งเป็นประทศที่เป็นเกาะถูกปิดล้อมทางทะเล มีเรือบรรทุกข้าวจำนวนไม่มากที่สามารถฝ่าวงล้อมเข้าไปขายในญี่ปุ่นได้ ประเทศญี่ปุ่นจึงเรียนรู้ว่าปืนกับกระสุนนั้นรับประทานไม่ได้ ข้าวต่างหากจึงจะเป็นยุทธปัจจัยสำคัญเพื่อการอยู่รอดของประเทศชาติและประชาชน หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 คนญี่ปุ่นจึงเปลี่ยนทัศนคติในเรื่องการปลูกข้าว และคนที่ปลูกข้าวใหม่ เพราะต้องการที่จะพึ่งตนเองด้านอาหารให้ได้ในยามคับขัน แต่โดยภูมิประเทศแล้วมีพื้นที่ราบลุ่มสำหรับปลูกข้าวน้อย ถ้าต้องการผลิตข้าวให้เพียงพอที่จะเลี้ยงประชากร 120 ล้านคนในประเทศได้ จำเป็นต้องมีเทคโนโลยีที่เพิ่มผลผลิตต่อพื้นที่โดยไม่ต้องระวังเรื่องต้นทุนต่อกิโลกรัมที่สูงมากขึ้นตามมา เพราะรัฐบาลญี่ปุ่นหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ทุกรัฐบาลใช้เงินงบประมาณแผ่นดินอุดหนุนเพื่อลดต้นทุนการผลิตของชาวนา ขณะเดียวกันก็ให้ชาวนาสามารถตั้งราคาขายข้าวได้สูงกว่าราคาข้าวในตลาดโลกเกือบ 10 เท่า คือ คนญี่ปุ่นต้องบริโภคข้าวในราคาที่แพงกว่าคนไทยถึง 10 เท่า
สาเหตุที่สามารถทำได้อย่างนี้ก็เพราะว่า ญี่ปุ่นมีนโยบายที่ชัดเจนว่าจะไม่ยอมให้มีการนำเข้าข้าวจากประเทศอื่นเข้ามาแข่งขันกับข้าวที่ผลิตในประเทศของตนเอง ถ้ารัฐบาลญี่ปุ่นปล่อยให้มีการนำข้าวจากประเทศไทยเข้าไปแข่งขันในญี่ปุ่น ชาวนาญี่ปุ่นซึ่งถือว่ามีเทคโนโลยีการผลิตต่อไร่สูงสุดจะล้มละลายลงหมด ญี่ปุ่นกีดกันไม่ให้นำข้าวจากต่างประเทศเข้ามาขายเป็นนโยบายเด็ดขาดของทุกรัฐบาล เพราะต้องการพึ่งตนเองในเรื่องอาหารที่จำเป็นสำหรับประชาชนในยามคับขัน ในบางปีที่ชาวนาผลิตข้าวได้ไม่เพียงพอกับการบริโภคในประเทศ รัฐบาลก็อนุญาตให้เฉพาะสหกรณ์ชาวนาผู้ผลิตข้าวในประเทศญี่ปุ่นเท่านั้นที่จะได้รับโควต้าในการสั่งข้าวจากต่างประเทศเข้ามาขาย โดยมีภาษีนำเข้าที่สูงที่สุดในโลกประมาณ 150,000 บาทต่อตัน ทั้งนี้เพื่อให้ชาวนาไม่ต้องแข่งขันกับสินค้านำเข้าราคาถูกจากประเทศอื่น นโยบายดังกล่าวทั้งหมดนี้ทำให้ชาวนาญี่ปุ่นกลายเป็นชาวนาที่ร่ำรวยเกือบที่สุดในโลก ร่ำรวยกว่าอาชีพอื่นๆ ในประเทศญี่ปุ่น และเกือบทุกพื้นที่สามารถทำการเพาะปลูกข้าวได้ แม้กระทั่งพื้นที่บนภูเขาก็ถูกดัดแปลงให้เป็นขั้นบันไดสำหรับปลูกข้าวซึ่งการปลูกข้าวบนภูเขานั้นมีต้นทุนที่สูงมาก
เพราะฉะนั้นวันนี้ประเทศญี่ปุ่นสามารถผลิตข้าวเลี้ยงตัวเองได้แล้วโดยไม่ต้องนำเข้าจากประเทศอื่น รัฐบาลญี่ปุ่นควบคุมไม่ให้มีการผลิตข้าวเกินกว่าความต้องการสำหรับการบริโภคภายในประเทศ เพราะไม่สามารถส่งออกได้เนื่องจากมีต้นทุนการผลิตสูงกว่าราคาในตลาดโลกมาก รัฐบาลเลือกที่จะจ้างชาวนาญี่ปุ่นให้ปลูกพืชอย่างอื่นแทนการปลูกข้าว เพื่อเป็นการลดปริมาณการผลิตลงไม่ให้ล้นตลาด ซึ่งถ้าประเทศไทยใช้เทคโนโลยีและวิธีการปลูกข้าวอย่างเดียวกันกับประเทศญี่ปุ่นในตลาดข้าวที่เปิดเสรี ชาวนาไทยจะขาดทุนหมดตัวครับ

ท้องถิ่นงานเข้า! ครม.สั่งรีดภาษีเพิ่มอีกหมื่นล้าน


รายงานข่าวจากที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันที่ 28 เมษายน เปิดเผยว่า ครม.มีมติสั่งการให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) จัดเก็บภาษีให้มีสัดส่วนรายได้สูงกว่าปี 2558 ประมาณ 10,000 ล้านบาท โดยจัดเก็บจากภาษีที่ดิน ซึ่งกรมที่ดินได้จัดทำราคาประเมินใหม่ในช่วงต้นปี 2558 แทนอัตราฐานเก่าที่จัดเก็บมาตั้งแต่ปี 2520 และหากมีการจัดเก็บรายได้ตามเป้าหมายจะทำให้รัฐบาลกลางลดภาระการอุดหนุนลงได้ประมาณ 8,000 ล้านบาทต่อปี และนำรายได้ 8,000 ล้านบาท ที่คาดว่าจะเก็บได้ไปเป็นงบกลาง

"เดิมสำนักงบประมาณระบุไว้ในแผนการจัดทำงบประมาณว่า ให้กระทรวงมหาดไทยกำกับ อปท.ให้เร่งรัดการเพิ่มอัตราจัดเก็บรายได้ให้มีฐานภาษีครบถ้วนสมบูรณ์ ไม่รั่วไหล และให้ทบทวนอัตราจัดเก็บภาษีด้วย แต่ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย เสนอว่าต้องระบุลงไปในมติที่ชัดเจนว่าให้จัดเก็บภาษีในสัดส่วนที่สูงกว่าปี 2558" แหล่งข่าวจากทำเนียบรัฐบาล เปิดเผย และว่า ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล รองนายกรัฐมนตรี และนายสมหมาย ภาษี รมว.คลัง ได้แสดงความคิดเห็นสนับสนุน พล.อ. อนุพงษ์ที่ให้มีมติให้จัดเก็บภาษีท้องถิ่น จากรายการภาษีที่ดินให้เพิ่มสัดส่วนมากกว่าเดิม

มาร์ค จวก เขียนรธน.เผด็จการ ชี้ ไม่ทำประชามติเกิดขัดแย้ง

มาร์ค จวก เขียนรธน.เผด็จการ ชี้ ไม่ทำประชามติเกิดขัดแย้ง

29เมษายน2558

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงภาพรวมการอภิปรายร่างรัฐธรรมนูญร่างแรกตลอด 7 วัน ว่า ถ้าทาง กมธ.ยกร่างฯจะรับฟังเสียงท้วงติงทั้งในและนอก สปช.จะเป็นเรื่องที่ดี เพราะหลายเรื่องเป็นการท้วงติงที่ไม่เกี่ยวกับผลประโยชน์ของผู้ที่แสดงความเห็น และไม่มีเหตุผลชัดเจนที่ต้องบัญญัติมาตราที่สร้างปัญหา ทั้งนี้ ตนยืนยันว่าต้องเอามาตรา 181 และ 182 ที่ให้อำนาจนายกรัฐมนตรีเสนอกฎหมายพิเศษ ถ้าไม่มีการอภิปรายไม่ไว้วางใจให้ถือว่าผ่านความเห็นชอบ และการให้อำนาจนายกฯยื่นญัตติเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจตัวเองได้ โดยที่ฝ่ายค้านจะไม่สามารถดำเนินการได้ในสมัยประชุมนั้น ออกไป ถือเป็นครั้งแรกที่มีการสร้างเผด็จการรัฐสภาที่ถูกต้องตามรัฐธรรมนูญ

"ส่วนอำนาจของคณะกรรมการเสริมสร้างความปรองดองฯ15 คนที่จะเกิดขึ้นใหม่ตามรัฐธรรมนูญ การกำหนดอำนาจหน้าที่ใน (6) ที่ระบุว่า กรรมการสามารถอภัยโทษให้กับผู้ให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ หรือสำนึกผิดต่อกรรมการและก่อให้เกิดความรับผิดชอบต่อ ครม.นั้น จะเป็นประเด็นที่นำไปสู่ความขัดแย้งอย่างรุนแรงแน่นอน ผมไม่เข้าใจว่าเหตุใด กมธ.ยกร่างฯจึงไม่เรียนรู้จากวิกฤตประเทศที่ผ่านมาว่าประชาชนต่อต้านการนิรโทษกรรมให้กับคนที่ทำผิดร้ายแรงแม้แต่มาตรา 182 ที่ให้นายกฯ เสนอกฎหมายพิเศษได้หนึ่งฉบับต่อหนึ่งสมัยประชุม อาจมีเจตนาเดียวกันคือให้เสนอกฎหมายนิรโทษกรรมได้" นายอภิสิทธิ์กล่าว

นายอภิสิทธิ์กล่าวกรณี พล.อ.ประยุทธ์แสดงความหงุดหงิดต่อข้อเสนอของพรรค การเมืองว่าให้เลื่อนการเลือกตั้งเพื่อทำรัฐธรรมนูญให้เป็นประชาธิปไตยและให้มีการลงประชามติ โดยเห็นว่านักการเมืองไม่มีสิทธิมาต่อรองว่า เบื้องต้น กมธ.ยกร่างฯต้องแก้ไขในส่วนที่เป็นปัญหาก่อน เพราะในการอภิปรายของ สปช. กมธ.ยกร่างฯไม่สามารถชี้แจงได้ในหลายประเด็นสำคัญ แต่ตนยังให้เกียรติเพราะ กมธ.ยกร่างฯบอกว่าจะรับฟัง และนำไปแก้ไข อย่างไรก็ตาม หากไม่มีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงและไม่มีการลงประชามติ รัฐธรรมนูญนี้จะกลายเป็นระเบิดเวลาประเทศไทยที่สร้างความขัดแย้งไม่เบาไปกว่าในอดีต และความตั้งใจของ คสช.ในการทำรัฐประหารก็จะสูญเปล่า

"ผมเห็นว่าที่ผ่านมามีคนเร่งเลือกตั้งนายกรัฐมนตรีก็ว่า พอมีคนเสนอให้เลื่อนเลือกตั้งนายกรัฐมนตรีก็ว่าอีก ขอให้ดูเจตนาผู้ให้ความเห็นจะดีกว่า เพราะเรื่องนี้ไม่ใช่ประโยชน์นักการเมือง แต่เป็นภูมิคุ้มกันให้รัฐธรรมนูญและการแก้ปัญหาความขัดแย้ง ซึ่งเจตนารมณ์ของนายกรัฐมนตรีมีอยู่แล้ว ซึ่งเชื่อว่านายกรัฐมนตรีน่าจะต้องการให้ปัญหาความขัดแย้งยุติมากกว่าที่จะทำให้ยืดเยื้อต่อไปอีกหลายปี เพราะมีบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญเอื้อประโยชน์ให้กับคนที่ไม่เป็นประชาธิปไตย" นายอภิสิทธิ์กล่าว

ส่งออกมี.ค.ทรุด"ติดลบ4%" รมต.ทำใจ! น้ำมัน-ยางตกหมด ส่งออกรถพุ่ง แต่ก็ต้านไม่ไหว



28เม.ย.58พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.พาณิชย์ กล่าวว่า ได้รับรายงานตัวเลขส่งออกเดือนมี.ค. ยังคงติดลบอยู่ที่ประมาณ 4% กว่าๆ แต่ถือว่าเป็นการติดลบที่น้อยลงเมื่อเทียบกับเดือนก.พ. ที่ติดลบ 6.14% เนื่องจากการที่ส่งออกติดลบยังมาจากสาเหตุของการส่งออกที่ลดลงของยางพารา และราคาน้ำมันที่ลดลง ซึ่งส่งผลให้ 3 เดือนแรกของปีนี้ส่งออกติดลบประมาณ 4% กว่าๆ

"วันที่ 28 เม.ย.นี้ ปลัดกระทรวงพาณิชย์จะแถลงสถานการณ์ตัวเลขส่งออกอย่างเป็นทางการอีกครั้ง และจะชี้แจงการปรับประมาณการเป้าหมายส่งออกทั้งปีของกระทรวงพาณิชย์ ซึ่งคาดว่าจะปรับตัวเลขลงมา และน่าจะขยายตัวได้ประมาณ 1% จากเป้าหมายเดิมกำหนดไว้ที่ 4% เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจโลกฟื้นตัวช้า, ราคาน้ำมันที่ลดลง"

อย่างไรก็ตาม หลังไตรมาสแรกผ่านไป ขณะนี้เริ่มมีสัญญาณเชิงบวกดีขึ้น และมีแนวโน้มว่าการส่งออกเริ่ม
ติดลบน้อยลง คาดว่าในช่วงไตรมาส 2 และ 3 การส่งออกจะไต่ระดับมาดีขึ้น กระทรวงพาณิชย์พยายามหาทาง ผลักดันการส่งออก สินค้ากลุ่มต่างๆ 10 กลุ่มสินค้า และ 1 รายตลาด ซึ่งจะสรุปออกมาเป็นแผนในการกระตุ้น ส่งออกภายในเดือนพ.ค.นี้ แล้วจะเริ่มดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรมทันทีในเดือนมิ.ย.

นายนพพร เทพสิทธา ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ตัวเลขส่งออกไตรมาสหนึ่ง ที่คาดว่าติดลบ 4% เป็นไปตามที่เอกชนคาดการณ์ไว้แล้วว่าจะติดลบประมาณ 4-5% ซึ่งช่วง 3 เดือนแรกน่าจะเป็นช่วงที่แย่ที่สุดของการส่งออกไทย เนื่องจากผลพวง จากราคาน้ำมันในตลาดโลกที่ลดลงทำให้การส่งออกสินค้ากลุ่มน้ำมันสำเร็จรูป เม็ดพลาสติก ยางพารา และผลิตภัณฑ์ยาง ติดลบหมดทุกตัวเฉลี่ยที่ 4-5%

ด้านนายสุรพงษ์ ไพสิฐพัฒนพงษ์ รองประธานและโฆษกกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรม แห่งประเทศไทย กล่าวว่า ปัจจุบันการส่งออกในกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วนมีสัดส่วน 13% ของการส่งออกทั้งหมด และยังสามารถขยายตัวได้ดี สะท้อนจากยอดผลิตและส่งออกรถยนต์ในเดือนมี.ค. มียอดส่งออก ถึง 127,619 คัน สูงสุดเป็นประวัติการณ์นับตั้งแต่มี

"หม่อมอุ๋ย”ให้ทำใจ ศก.ไทยอาจชะลอ2ปี จวก ค่าแรง300 ทำสินค้าไทย เสียดุลเเข่งขัน

รองนายกรัฐมนตรี ชี้ เศรษฐกิจไทย อาจชะลอตัวอีก 2 ปี หลังเศรษฐกิจโลกยังไม่ฟื้น ทำให้การส่งออกยังไม่ฟื้นตัว ระบุค่าแรง 300 บาททำไทยสูญเสียความสามารถในการแข่งขัน

29เม.ย.58ในงานประชุมสามัญประจำปีของสมาคมบริษัทจดทะเบียนไทย ที่โรงแรมแกรนด์ ไฮแอท เอราวัณ  หม่อมราชวงศ์ปรียาธร เทวกุล รองนายกรัฐมนตรี ได้กล่าวปาฐกถาพิเศษในงานตอนหนึ่งว่า  เศรษฐกิจไทยยังคงชะลอตัวทั้งจากภาวะการส่งออกที่ลดลง เนื่องจากเศรษฐกิจโลกชะลอตัว ราคาพลังงานที่ปรับตัวลดลงในตลาดโลกกว่าร้อยละ 50  รวมถึงการที่รัฐบาลเร่งจัดการเศรษฐกิจนอกระบบ ซึ่งมีขนาดถึง 1 ใน 5  ทั้งการปราบปรามยาเสพติด และการจัดระเบียบต่างๆ  ทำให้ความคึกคักในการใช้จ่ายลดลง อาจส่งผลให้เศรษฐกิจ ยังชะลอตัวไปอีกประมาณ 2 ปี

อย่างไรก็ตาม หม่อมราชวงศ์ปรีดิยาธร ระบุว่า การลงทุนของภาคเอกชน กลับมาขยายตัวได้อย่างต่อเนื่อง อาจเป็นเพราะก่อนหน้านี้ ภาคเอกชนชะลอการลงทุนไว้เนื่องจากความไม่มั่นใจในปัญหาการเมือง นอกจากนี้ ภาคการท่องเที่ยวที่กลับมาฟื้นตัว รวมถึงการใช้จ่ายภาครัฐที่เบิกจ่ายได้มากขึ้น จะเป็นตัวผลักดันเศรษฐกิจไทย

หม่อมราชวงศ์ปรีดียาธร ยังกล่าวถึงการเตรียมตัวทางเศรษฐกิจในอนาคตว่า ต้องมีการปรับฐานอุตสาหกรรม ผลิตสินค้าใหม่ๆ เนื่องจากนโยบายค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาทของรัฐบาลที่ผ่านมา ทำให้สินค้าไทยกว่า 1 ใน 3 ไม่สามารถแข่งขันกับประเทศคู่แข่งได้ โดยอุตสาหกรรมที่ไทยมีศักยภาพจะทำได้ เช่น อุตสาหกรรมชิ้นส่วนอากาศยาน การบริการซ่อมอากาศยาน เซลล์เชื้อเพลิง และเครื่องมือการแพทย์ ทั้งนี้ เชื่อว่าจะสามารถผลักดันได้ภายใน 3 ปี

มีผลแล้ว! พ.ร.บ.การประมง ฉบับใหม่ “ประวิตร” ชง “กองทัพเรือ” บูรณาการ

มีผลแล้ว! พ.ร.บ.การประมง ฉบับใหม่ “ประวิตร” ชง “กองทัพเรือ” บูรณาการ

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์
28 เมษายน 2558 19:04 น. (แก้ไขล่าสุด 28 เมษายน 2558 20:36 น.)
คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น
มีผลแล้ว! พ.ร.บ.การประมง ฉบับใหม่ “ประวิตร” ชง “กองทัพเรือ” บูรณาการ

มีผลแล้ว! พ.ร.บ.การประมง ฉบับใหม่ “ประวิตร” ชง “กองทัพเรือ” บูรณาการ

มีผลแล้ว! พ.ร.บ. การประมง ฉบับใหม่ “ประวิตร” สั่งกฤษฎีกา พิจารณาจัดทำรายละเอียดคำสั่งต่างๆ ตาม พ.ร.บ. ให้ กองทัพเรือ บูรณาการทุกหน่วยงานแก้ไข พร้อมสั่งการให้ กระทรวงเกษตรฯ จัดทำร่าง พ.ร.ก. ปิดช่องโหว่ต่างๆ ตามที่อียูได้ท้วงติงมา ส่วน “พ.ร.บ. ค้ามนุษย์” เพิ่มอํานาจทางปกครองให้แก่เจ้าหน้าที่
      
       วันนี้ (28 เม.ย.) มีรายงานว่า เว็บไซต์ราชกิจานุเบกษา ได้เผยแพร่ ประกาศใช้ พระราชบัญญัติ ป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๕๘ และ พระราชบัญญัติ การประมง พ.ศ. ๒๕๕๘
      
       โดย เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ โดยที่พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปราม การค้ามนุษย์ พ.ศ. ๒๕๕๑ มีบทบัญญัติบางประการไม่เหมาะสมต่อการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ในปัจจุบันที่มีความรุนแรง ซับซ้อน และเป็นอาชญากรรมข้ามชาติ
      
       จึงเห็นควรปรับปรุงกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์โดยกําหนดให้มีมาตรการสร้างแรงจูงใจให้ผู้พบเห็นเหตุการค้ามนุษย์แจ้งข้อมูลต่อเจ้าหน้าที่ของรัฐ และกําหนดมาตรการเพิ่มอํานาจทางปกครองให้แก่เจ้าหน้าที่ รวมทั้งปรับปรุงบทกําหนดโทษที่เกี่ยวข้องให้เหมาะสมยิ่งขึ้น
      
       ทั้งนี้ จะมีการตั้ง คณะกรรมการ ปคม. ประกอบด้วย นายกรัฐมนตรีเป็นประธานกรรมการ รองนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นประธานคณะกรรมการ ปกค. เป็นรองประธานกรรมการ รมว.กลาโหม รมว.การต่างประเทศ รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา รมว.การพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ รมว.มหาดไทย รมว.ยุติธรรม รมว.แรงงาน และ ผู้ทรงคุณวุฒิจํานวน 4 คน ซึ่งนายกรัฐมนตรีแต่งตั้งจากผู้เชี่ยวชาญและมีประสบการณ์โดดเด่นเป็นที่ประจักษ์ด้านการป้องกัน การปราบปราม การบําบัดฟื้นฟูและการประสานงานระหว่างประเทศเกี่ยวกับการค้ามนุษย์ไม่น้อยกว่าเจ็ดปี ด้านละหนึ่งคน โดยต้องเป็นภาคเอกชนไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งเป็นกรรมการ
      
       ทั้งนี้ ในกรณีที่พนักงานเจ้าหน้าที่ตรวจพบว่ามีการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์หรือพบการกระทําความผิดตามพระราชบัญญัตินี้ในสถานประกอบกิจการโรงงาน หรือยานพาหนะตามมาตรา ๑๖/๑ หากเจ้าของ ผู้ครอบครอง หรือผู้ดําเนินกิจการสถานประกอบกิจการโรงงาน หรือยานพาหนะ ดังกล่าวไม่สามารถชี้แจงหรือพิสูจน์ให้คณะอนุกรรมการตามมาตรา ๒๕ วรรคสอง เชื่อได้ว่าตนได้ใช้ความระมัดระวังตามสมควรแก่กรณีแล้ว ให้คณะอนุกรรมการตามมาตรา ๒๕ วรรคสองมีอํานาจสั่งอย่างหนึ่งอย่างใด ดังต่อไปนี้
      
       (๑) ปิดสถานประกอบกิจการหรือโรงงานชั่วคราว
       (๒) พักใช้ใบอนุญาตประกอบการสําหรับการประกอบธุรกิจหรือโรงงาน
       (๓) ห้ามใช้ยานพาหนะเป็นการชั่วคราว
       (๔) ดําเนินมาตรการที่จําเป็นเพื่อป้องกันมิให้มีการกระทําผิดเกิดขึ้นอีก
      
       ทั้งนี้ การสั่งตาม (๑) (๒) และ (๓) ต้องไม่เกินครั้งละสามสิบวันนับแต่วันที่เจ้าของ ผู้ครอบครอง หรือผู้ดําเนินกิจการสถานประกอบกิจการ โรงงาน หรือยานพาหนะ ได้รับทราบคําสั่งในกรณีมีการออกคําสั่งใดๆ ตามวรรคหนึ่ง ให้คณะอนุกรรมการตามมาตรา ๒๕ วรรคสองแจ้งให้หน่วยงานซึ่งควบคุมสถานประกอบกิจการ โรงงาน หรือยานพาหนะนั้นทราบ และให้หน่วยงานดังกล่าวถือปฏิบัติตามนั้น การพิจารณาปิดสถานประกอบกิจการหรือโรงงานชั่วคราว การพักใช้ใบอนุญาตประกอบการ
      
       สําหรับการประกอบธุรกิจหรือโรงงาน การห้ามใช้ยานพาหนะเป็นการชั่วคราวหรือการดําเนินมาตรการที่จําเป็นเพื่อป้องกันมิให้มีการกระทําผิดเกิดขึ้นอีก ตามวรรคหนึ่ง และการแจ้งให้หน่วยงานรับทราบตามวรรคสามให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่รัฐมนตรีประกาศกําหนด
      
       มาตรา ๑๖/๓ ให้แจ้งคําสั่งตามมาตรา ๑๖/๒ ต่อเจ้าของ ผู้ครอบครองหรือผู้ดําเนินกิจการ สถานประกอบกิจการ โรงงาน หรือยานพาหนะนั้นทราบเป็นหนังสือ ณ ภูมิลําเนาของผู้นั้น ภายในเจ็ดวันนับแต่วันออกคําสั่ง
      
       ในกรณีที่ไม่มีผู้รับ ให้ปิดคําสั่งไว้ที่ภูมิลําเนาของผู้นั้นในที่เปิดเผย และให้ถือว่าเจ้าของ ผู้ครอบครองหรือผู้ดําเนินกิจการสถานประกอบกิจการ โรงงาน หรือยานพาหนะ ได้รับแจ้งคําสั่งนั้นแล้ว เมื่อพ้นกําหนดสิบห้าวันนับแต่วันปิดคําสั่ง
      
       ในกรณีเจ้าของ ผู้ครอบครอง หรือผู้ดําเนินกิจการสถานประกอบกิจการ โรงงาน หรือยานพาหนะไม่เห็นด้วยกับคําสั่งของคณะอนุกรรมการตามมาตรา ๒๕ วรรคสอง ให้อุทธรณ์ต่อคณะกรรมการภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งคําสั่งจากคณะอนุกรรมการ
      
       การอุทธรณ์ไม่เป็นเหตุ ุให้ทุเลาการบังคับตามคําสั่งของคณะอนุกรรมการตามมาตรา ๒๕ วรรคสองคําวินิจฉัยของคณะกรรมการให้เป็นที่สุด
      
       มาตรา ๗ ให้ยกเลิกความในมาตรา ๒๕ แห่งพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ. ๒๕๕๑ และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน “มาตรา ๒๕ คณะกรรมการและคณะกรรมการ ปกค. จะแต่งตั้งคณะอนุกรรมการหรือคณะทํางานเพื่อพิจารณาและเสนอความเห็นในเรื่องหนึ่งเรื่องใดหรือปฏิบัติการอย่างหนึ่งอย่างใดตามที่คณะกรรมการและคณะกรรมการ ปกค. มอบหมายก็ได้ให้คณะกรรมการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการเพื่อทําการตามมาตรา ๑๖/๒ให้นํามาตรา ๒๑ วรรคหนึ่ง วรรคสอง และวรรคสาม มาใช้บังคับกับการประชุมของคณะอนุกรรมการหรือคณะทํางานโดยอนุโลม”
      
       มาตรา ๘ ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็น (๖/๑) ของมาตรา ๔๒ แห่งพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ. ๒๕๕๑ “(๖/๑) ค่าปรับตามที่กระทรวงการคลังอนุญาต ให้นําไปใช้ได้โดยไม่ต้องนําส่งคลังเป็นรายได้ของแผ่นดิน”
      
       มาตรา ๙ ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็นมาตรา ๕๓/๑ และมาตรา ๕๓/๒ แห่งพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ. ๒๕๕๑“มาตรา ๕๓/๑ ถ้าการกระทําผิดตามมาตรา ๕๒ หรือมาตรา ๕๓ วรรคสอง เป็นเหตุให้ผู้ถูกกระทํา
      
       (๑) รับอันตรายสาหัส ต้องระวางโทษจําคุกตั้งแต่แปดปีถึงยี่สิบปี และปรับตั้งแต่หนึ่งแสนหกหมื่นบาทถึงสี่แสนบาท หรือจําคุกตลอดชีวิต
       (๒) ถึงแก่ความตาย ต้องระวางโทษจําคุกตลอดชีวิต หรือประหารชีวิตมาตรา ๕๓/๒ เจ้าของ ผู้ครอบครอง หรือผู้ดําเนินกิจการสถานประกอบกิจการ โรงงานหรือยานพาหนะ ผู้ใดฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามคําสั่งตามมาตรา ๑๖/๒ ต้องระวางโทษจําคุกไม่เกินหกเดือนหรือปรับตั้งแต่หนึ่งหมื่นบาทถึงหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจําทั้งปรับ”
      
       ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ
       พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา
       นายกรัฐมนตรี
      
       ส่วน พระราชบัญญัติ การประมง พ.ศ. ๒๕๕๘ มี เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ โดยที่กฎหมายว่าด้วยการประมงได้ใช้บังคับมาเป็นเวลานาน บทบัญญัติบางประการไม่เหมาะสมกับสถานการณ์ในปัจจุบันที่มีทรัพยากรสัตว์น้ำจํานวนจํากัด ในขณะที่เทคโนโลยีด้านการประมงได้พัฒนาไปอย่างมากและถูกนําไปใช้เป็นเครื่องมือทําการประมง อันส่งผลให้สัตว์น้ำลดจํานวนลงอย่างรวดเร็ว จึงสมควรปรับปรุงการบริหารจัดการทรัพยากรสัตว์น้ำและการประมงของประเทศ
      
       http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2558/A/034/1.PDF
      
       ให้สอดคล้องกับกฎหมายระหว่างประเทศและมาตรฐานสากล รวมทั้งความเจริญก้าวหน้าของเทคโนโลยี
       ด้านการประมง และสภาพของสังคมในปัจจุบัน โดยกําหนดให้มีมาตรการในการส่งเสริมและพัฒนาการบริหารจัดการ
      
       การบํารุงรักษา การใช้ประโยชน์จากทรัพยากรสัตว์น้ำ และการดําเนินการอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง และส่งเสริม
       ให้ประชาชนหรือชุมชนประมงท้องถิ่นเข้ามามีส่วนร่วมในการจัดการ การบํารุงรักษา และการใช้ประโยชน์
       จากทรัพยากรสัตว์น้ำอย่างสมดุล เพื่อให้สามารถนําทรัพยากรสัตว์น้ำที่มีอยู่มาใช้ประโยชน์ได้อย่างยั่งยืน
       และกําหนดมาตรการในการส่งเสริมให้สัตว์น้ำและผลิตภัณฑ์สัตว์น้ำที่ได้จากการทําการประมงหรือจากการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำมีคุณภาพได้มาตรฐานด้านสุขอนามัย มีความปลอดภัยต่อผู้บริโภค และมิให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมรวมทั้งกําหนดมาตรการควบคุมและจัดระเบียบการใช้เรือประมงไทยในการทําการประมงทั้งในน่านน้ำและนอกน่านน้ำไทย
      
       มีรายงานว่า การประชุมคณะรัฐมนตรี วันนี้ (28 เม.ย.) ได้มีการหารือเพื่อดำเนินการแก้ไขปัญหาการทำประมงผิดกฎหมาย หรือ IUU Fishing ซึ่งประเทศไทยถูกสหภาพยุโรป (อียู) ประกาศภาคทัณฑ์ โดย ครม. รับทราบว่า ขณะนี้พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การประมง พ.ศ. 2558 ฉบับปรับปรุง ได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ในอีก 60 วัน
      
       “พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานในที่ประชุม ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการแก้ไขปัญหาการทำประมงที่ผิดกฎหมาย ได้สั่งการให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา พิจารณาจัดทำรายละเอียดคำสั่งต่างๆ ตาม พ.ร.บ. ดังกล่าวเพื่อให้ กองทัพเรือ เป็นหน่วยงานบูรณาการทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในการดำเนินการแก้ไขเรื่องต่างๆตามมติของอนุกรรมการฯ และได้สั่งการให้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จัดทำร่างพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) เพื่อปิดช่องโหว่ต่างๆตามที่อียูได้ท้วงติงมาให้พร้อม เพื่อประกาศออกมาทันทีที่ พ.ร.บ.ประมงมีผลบังคับใช้”