“บวรศักดิ์” ถอนใบสมัคร คปก.แล้ว ให้เหตุผลกระทบรัฐธรรมนูญ หวั่นถูกมองเอื้อประโยชน์
(13/5/58)นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ประธานกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ เปิดเผยถึงกรณีการสมัครเป็นคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย หรือ คปก. แทนชุดเดิมที่จะหมดวาระลง ซึ่งตามร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ในมาตรา 282(3) ให้อำนาจหน้าที่ คปก. มีอำนาจเสนอให้สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ พิจารณายกเลิกหรือปรับปรุงกฎหมายแล้วแต่กรณี จนถูกมองว่าอาจเป็นการเขียนรัฐธรรมนูญมาเอื้อประโยชน์ให้กับตัวเอง ซึ่งล่าสุดได้ถอนใบสมัครแล้ว เพื่อไม่ให้กระทบกับรัฐธรรมนูญ และไม่ให้นักการเมืองวิพากษ์วิจารณ์ ขณะเดียวกัน อาจจะตัดมาตรานี้ในร่างรัฐธรรมนูญทิ้งด้วย ส่วนกรณีที่มีสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติบางคนลงสมัครด้วยนั้น ก็ถือเป็นสิทธิส่วนบุคคลที่จะลงสมัครได้
------------
(ข่าวต้นทาง)
“บวรศักดิ์” ช่างกล้า สมัคร คปก.หลังเขียน รธน.เพิ่มอำนาจ แถมยังจะรับทรัพย์สองทาง
โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์
13 พฤษภาคม 2558 04:17 น
ปธ. กมธ.ยกร่างฯ จับมือ สปช.สายสื่อฯ คนดังเพียบ สายตายาวไกลแห่สมัคร คปก. ชุด อ.คณิต หมดวาระ หลังร่าง รธน. 282 (3) เพิ่มอำนาจยกเลิก หรือแก้ไขกฎหมาย ที่เป็นอุปสรรคปฏิรูปประเทศ พร้อมรับทรัพย์อีกเด้งเดือนละแสนกว่าบาทตลอด 4 ปี “ศรีสุวรรณ” แปลกใจ “บวรศักดิ์” ช่างกล้า หวั่นถูกร้องเรียนและโยงผลประโยชน์ทับซ้อน
(12/5/58)ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังที่คณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย (คปก.) จำนวน 11 คน ที่มี ศ.ดร.คณิต ณ นคร เป็นประธานจะหมดวาระลงในวันที่ 22 พ.ค. 2558 หลังจากดำรงตำแหน่งมา 4 ปี ตั้งแต่วันที่ 23 พ.ค. 2554 ตั้งแต่ในสมัยรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกฯ นั้น ขณะนี้ได้มีบุคคลที่น่าสนใจไปสมัครหลายคน ภายหลังหมดเขตการรับสมัครไปตั้งแต่วันที่ 20 เม.ย.ที่ผ่านมา
โดยในตำแหน่งคณะกรรมการปฏิบัติหน้าที่เต็มเวลา อาทิ นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ประธาน กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ และ รองประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ, นางสุนี ไชยรส ปัจจุบันรองประธานคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมายชุดปัจจุบัน และอดีตกรรมการสิทธิฯ, นายธงทอง จันทรางศุ ที่ปรึกษาประจำสำนักนายกฯ, นางสดศรี สัตยธรรม อดีต กกต., นายประดิษฐ์ เรืองดิษฐ์ สมาชิก สปช.ด้านสื่อมวลชน และอดีตนายกสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย, นายศรีสุวรรณ จรรยา นายกสมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อน เป็นต้น
ทั้งนี้ ในตำแหน่งดังกล่าว ตาม พ.ร.ฎ.ค่าตอบแทนและค่าใช้จ่ายอื่นในการปฏิบัติหน้าที่ของกรรมการปฏิรูปกฎหมาย พ.ศ. 2554 จะได้เงินเดือน 62,000 บาท เงินประจำตำแหน่ง 42,500 บาท รวม
104,500 บาทต่อเดือน รวมทั้งได้สิทธิประโยชน์ ค่าเดินทาง ที่พัก และค่ารักษาพยาบาล
ขณะที่คณะกรรมการปฏิบัติหน้าที่ไม่เต็มเวลา โดยมีผู้สมัคร เช่น นายประสงค์ เลิศรัตนวิสุทธิ์ กรรมการปฏิรูปกฎหมายปฏิบัติหน้าที่ไม่เต็มเวลาชุดปัจจุบัน และผู้อำนวยการบริหารสถาบันอิศรา
นายบุญเลิศ คชายุทธเดช สปช.ด้านสื่อมวชน นายคมสัน โพธิ์คง อ.นิติศาสตร์ สุโขทัยธรรมาธิราช นายจอน อึ๊งภากรณ์ อดีตสมาชิกวุฒิสภา พล.ต.อ.วันชัย ศรีนวลนัด กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ
รศ.พิศวาท สุคนธพันธ์ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ เป็นต้น โดยจะได้รับเงินเดือนตาม พ.ร.ฎ. ค่าตอบแทนและค่าใช้จ่ายอื่นในการปฏิบัติหน้าที่ของกรรมการปฏิรูปกฎหมาย พ.ศ. 2554 เดือนละ 42,500 บาท และสิทธิประโยชน์เช่นเดียวกันกับคณะกรรมการปฏิบัติหน้าที่เต็มเวลา
สำหรับคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมายชุดที่สองนี้ต่อจากชุด ศ.ดร.คณิต ณ นคร ที่จะเข้ามาทำหน้าที่จะดำรงตำแหน่งคราวละ 4 ปี และสามารถได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งอีกแต่ไม่เกิน 2 วาระติดกัน โดยผ่านการสรรหาจากคณะกรรมการสรรหา โดยมีตัวแทนจาก ปลัดกระทรวงยุติธรรม เลขาธิการคณะรัฐมนตรี เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร และเลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา รวมทั้งกรรมการสรรหาจากภาควิชาการ และเอกชน
แหล่งข่าวเปิดเผยว่า สาเหตุที่บุคลเหล่านี้เข้ามาสมัคร นอกจะมีอำนาจ ตามพระราชบัญญัติคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย พ.ศ. 2553 ในการเสนอแนะปรับปรุงกฎหมายต่างๆ ที่ไม่เป็นไปตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ ยังมีอำนาจใหม่ในร่างรัฐธรรมนูญที่มีนายบวรศักดิ์เป็นประธาน กำลังยกร่างอยู่ในมาตรา 282 (3) ให้คณะกรรมการปฏิรูปกฎหมายมีอำนาจเสนอให้สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ “พิจารณายกเลิก หรือปรับปรุงกฎหมายหรือกฎแล้วแต่กรณี” ที่จำกัดสิทธิหรือเสรีภาพของประชาชนโดยไม่จำเป็นหรือสร้างภาระหรือขั้นตอนโดยไม่จำเป็น
ประเด็นดังกล่าวทำให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางในกรณีที่นายบวรศักดิ์ ไปสมัครเป็น คปก. ในขณะที่ตัวเองเป็นประธาน กมธ.ยกร่างฯ จะเป็นการร่างรัฐธรรมนูญเอื้อประโยชน์ให้ตัวเองหรือไม่ เนื่องจากคณะกรรมการชุดดังกล่าว มีอำนาจพิจารณายกเลิกหรือปรับปรุงกฎหมายหรือกฎได้ด้วย
นอกจากนี้ยังมีการวิพากษ์วิจารณ์กรณี สปช.ที่มีเงินประจำตำแหน่ง 71,230 บาทต่อเดือน เงินเพิ่ม 42,330 บาทต่อเดือน รวมทั้งสิ้นประมาณ 113,560 บาทต่อเดือนอยู่แล้ว และมีการเสนอให้อยู่ในตำแหน่งไปอีก 2 ปี ขณะที่ กมธ.ยกร่างฯ ก็มีเบี้ยประชุมครั้งละ 9,000 บาท ยังจะได้รับเงินเดือนของ คปก.อีกจำนวน 104,500 บาทต่อเดือน เป็นเวลาอีก 4 ปี
นายศรีสุวรรณ จรรยา นายกสมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อน ผู้สมัครกรรมการปฏิบัติหน้าที่เต็มเวลา กล่าวว่า สาเหตุที่ตัวเองเข้าไปสมัครไม่ได้มองว่าร่างรัฐธรรมนูญมาตรา 282 (3) ให้อำนาจมากมหาศาล แต่ต้องการเข้าไปเพื่อผลักดันกฎหมายต่างๆเพื่อช่วยเหลือและดูแลสิทธิของประชาชนที่คิดว่าจะสามารถทำได้ง่ายกว่าวิธีอื่น แต่ตนก็ไม่ได้คาดหวังอะไรเพราะมีคู่แข่งโดยเฉพาะกรรมการปฏิบัติหน้าที่เต็มเวลามาสมัครถึง 40 คน
“ผมแปลกใจมากว่า นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ เป็นประธาน กมธ.ยกร่างฯ อยู่แล้วจะมาสมัครกรรมการชุดดังกล่าวทำไมหาก รวมทั้ง สปช.คนอื่นๆ ด้วย ดังนั้น หากนายบวรศักดิ์ และ สปช.ได้รับเลือกเป็น คปก.จะถูกมองว่าเขียนรัฐธรรมนูญมาเอื้อประโยชน์ให้ตัวเองและจะถูกร้องเรียนกันวุ่นวายแน่นอน” นายศรีสุวรรณระบุ
PR
วันพุธที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2558
มะกันหนาว! รายงานเพนตากอนชี้ขีปนาวุธติดหัวรบนิวเคลียร์จีน สามารถถล่มพื้นที่ทุกตารางนิ้วใน US ยกเว้น “ฟลอริดา”
|
| |||
|
เรื่องจริง แสนเศร้าของเผ่าพันธุ์ที่ถูกทรยศ “โรฮิงญา”
เรื่องจริง แสนเศร้าของเผ่าพันธุ์ที่ถูกทรยศ “โรฮิงญา”

โรฮิงญา เป็นเผ่าพันธุ์หนึ่งที่อาศัยอยู่ในรัฐยะไข่ มีเมืองหลวงชื่อ สตวย (Sittwe)
รัฐยะไข่หรืออาระกัน ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกของพม่า มีชายแดนติดกับบังกลาเทศและอ่าวเบงกอล
มีประชากรประมาณ 2,000,000 คน ส่วนใหญ่เป็นชาวพุทธ ส่วนน้อยเป็นชาวมุสลิมมีประมาณ 500,000 คน


ชาวมุสลิมนี้เองที่เรียกตัวเองว่าโรฮิงญา การเรียกเผ่าพันธุ์ ตนเองว่าโรฮิงญา จะด้วยเหตุผลใดก็ตาม ชื่อนี้ทำ
ให้ชนกลุ่มนี้ มีความแปลกแยกไปจากชาวพม่าเผ่าพันธุ์อื่นๆ
เนื่องจากภูมิประเทศของรัฐยะไข่ ประกอบไปด้วยเทือกเขาสูง แต่ไหนแต่ไรมาประชากรมีความเป็นอยู่อย่างสงบ
เนื่องจากภูมิประเทศของรัฐยะไข่ ประกอบไปด้วยเทือกเขาสูง แต่ไหนแต่ไรมาประชากรมีความเป็นอยู่อย่างสงบ
งาม คลื่นลมการเมืองใดๆ สมัยเก่าก่อนนั้นไม่ค่อยได้แผ้วผ่านเข้าไปถึง รัฐยะไข่แม้จะเป็นที่ฝังรกรากชาวโรฮิงญา
มาแต่บรรพกาล แต่เมื่อนักล่าอาณานิคมจากแดนไกลอย่างอังกฤษเข้ามา อำนาจการปกครองของผู้มา
เยือนก็ส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตความเป็นอยู่อย่างยากปฏิเสธ และกลายเป็นอีก 1 ชนเผ่าที่ร่วมต่อสู้เพื่อปลด
ปล่อยตัวเองจากอังกฤษสืบมาแม้พม่าจะได้เอกราช แต่โศกนาฏกรรมเมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2490 ที่อองซาน
ซึ่งเป็นบิดาของอองซาน ซูจี ถูก ฆ่าตาย สัญญาที่ทำไว้กับชนเผ่าต่างๆ ที่เรียกว่า “เวียงปางหลวง” หรือ
“เวียงปางโหลง” ก็มีอันต้องอันตรธานไป
การฉีกสัญญานี้ ด้วยการยึดอำนาจของทหาร ทำให้ประเทศพม่า กลายเป็นมิคสัญญีอย่างมิอาจหลีกเลี่ยง
เพราะเนื้อหาสำคัญของสัญญาฉบับนี้คือ เมื่อพม่าได้รับเอกราชแล้ว ชนเผ่าต่างๆ ที่ร่วมรบเคียง
บ่าเคียงไหล่ ไม่ว่าจะเป็นมอญ กะเหรี่ยง ไทยใหญ่ หรือเผ่าพันธุ์อื่นๆ จะได้สัมผัสกับแสงทอง
แห่งเสรีภาพ นั่นคือมีเอกราช มีสิทธิในการปกครองตนเอง แน่นอน รวมทั้งโรฮิงญาด้วย
แต่เมื่อเหตุการณ์กลับเป็นตรงกันข้าม ไม่เป็นไปตามสัญญารบเพื่อเอกราช ความสงบสุขของพม่าก็สิ้นไปด้วย
เพราะเผ่าพันธุ์ต่างๆ ล้วนแข็งกร้าวต่อพม่าและประท้วงทวงสัญญา แต่สิ่งที่ได้คือ การปราบปรามอย่างหนัก
หน่วงจากรัฐบาล
ชนเผ่าโรฮิงญาก็เป็นชนเผ่าพันธุ์หนึ่งที่หาญต่อสู้กับรัฐบาล และถูกปรามด้วยเช่นกัน แถมมีบำเหน็จที่
ได้เหนือกว่าเผ่าพันธุ์อื่นๆ คือ การไม่ยอมรับว่าชาวโรฮิงญาเป็นคนของประเทศพม่า เท่ากับเสริม
แรงให้ชาวโรฮิงญาหาทางพึ่งพาตนเองขึ้นอีกเป็นเท่าตัว
นอกจากการต่อสู้กับอำนาจรัฐแล้ว ชาวโรฮิงญายังแสวงหาทาง ออกให้ตัวเองอีกด้วย คือแสวงหางาน
ในประเทศเพื่อนบ้าน ไม่ว่าจะเป็นบังกลาเทศ มาเลเซีย ไทย และประเทศอื่นๆ ปัญหาชาวโรฮิงญา
หลบหนีเข้าประเทศข้างเคียง อย่างประเทศบังกลาเทศ ภูดล แดนไทย บอกไว้ในหนังสือสถาน
การณ์ภาคใต้เมื่อนาวาไทยหลงทิศว่า เมื่อปี พ.ศ. 2521 ชาวโรฮิงญาได้หลบหนีเข้าประเทศ โดย
ผู้อพยพอ้างว่า ถูกเผด็จการทางทหารพม่าปราบอย่างโหดร้ายทารุณและ “ใช้อาวุธข่มขู่ขับไล่พวก
โรฮิงญาออกจากที่อยู่อาศัย เผาทำลายบ้านเรือน ฆ่า ข่มขืนสตรี”

ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2521 ชาวโรฮิงญานอกจากหลบหนีเข้าบังกลาเทศแล้ว ยังได้ตั้งค่ายเรียงรายอยู่ตาม
ชายแดนบังกลาเทศ-พม่าถึง 70,000-100,000 คน ทำให้เกิดปัญหาสังคมและเศรษฐกิจตามมา
บังกลาเทศต้องประท้วงพม่าอย่างรุนแรง ทำให้เกิดความตึงเครียดระหว่างประเทศทั้งสอง และใน
ปี 2521 นั้นเอง ชาวโรฮิงญาทะลักเข้าบังกลาเทศถึง 200,000 คน เป็นเหตุให้ทางการพม่าและ
บังกลาเทศต้องจับเข่าคุยกัน เพื่อหามาตรการเอาผู้อพยพคืนบ้านเกิดเมืองนอน
แต่ปัญหาของพม่ากับบังกลาเทศยังไม่จบลง และเกลียวปัญหามาบิดตัวอย่างหนักใน พ.ศ. 2535
ถึงขนาด “ต่างฝ่ายต่างก็ได้เพิ่มกำลังเฝ้าระวังชายฝั่งแดนฝ่ายละพันกว่าคน จากสาเหตุที่กอง
ทัพพม่าข้ามชายแดนเข้าไปก่อกวนมุสลิม โรฮิงญาในบังกลาเทศ และมุสลิมโรฮิงญากลุ่มต่อต้าน
รัฐบาลเผด็จการทหารพม่าได้ข้ามแดนจากบังกลาเทศเข้าไปปล้นในฝั่งพม่า” เหตุการณ์ร้อนร้ายนี้
สาดไฟถึงนายบูทรอส กาห์ลี เลขาธิการ สหประชาชาติสมัยนั้น ถึงกับต้องส่งผู้แทนจากสหประ
ชาชาติลงพื้นที่เพื่อไกล่เกลี่ยปัญหา มีการเจรจากันอย่างเป็นทางการในเดือนเมษายน พ.ศ. 2535
ผลก็คือ ผู้อพยพส่วนหนึ่งยอมกลับบ้าน แต่ส่วนที่เหลือตกค้างอยู่ก็มีอีกไม่น้อย รอการแก้ปัญหา
เรื่อยมาจวบจนปัจจุบัน

สำหรับการหลั่งไหลเข้าประเทศไทย เมื่อย้อนไปดูข้อมูลเก่าจากป้องกันจังหวัดระนองพบว่า
การฝ่าคลื่นลมทะเลของชาวโรฮิงญามาเข้าชายฝั่งไทยนั้น มีมาตั้งแต่ พ.ศ. 2548 สืบมาใน พ.ศ. 2549
เจ้าหน้าที่จับกุมได้ 1,225 คน พ.ศ. 2550 จับกุมได้ 2,763 คน และเมื่อปีที่ผ่านมา พ.ศ. 2551 จับกุม
ถึง 4,886 คน นับเป็นการทวีจำนวนตัวเลขที่น่าตกใจ
เหตุการณ์การผลักดันชาวโรฮิงญาของทหารไทย เหตุให้องค์กรด้านมนุษยชนออกมาเต้นจน
พล.อ.ทรงกิตติ จักกาบาตร์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุดออกมาโต้ เมื่อวันที่ 19 มกราคมที่ผ่านมานั้น ถือ
ว่าเป็นแรงสั่นสะเทือนของปัญหาระลอกใหญ่ระลอกแรกๆ ของไทย

“ขอยืนยันว่า กองทัพไทยไม่เคยปฏิบัติการอันไร้มนุษยธรรม ซึ่งเป็นที่ยอมรับในเวทีนานาชาติ”
เสียงอันแข็งกร้าวของฝ่ายทหารสำหรับชาวไทยแล้ว ปัญหาเกี่ยวกับชาวโรฮิงญาไม่ใช่เรื่องใหม่
นอกจากเรื่องผู้อพยพแล้วยังมีเรื่องทางการไทยเคยจับตัวแกนนำของชาวโรฮิงญาได้เมื่อ พ.ศ. 2548
คือจับนายเอ็ม เอ ฮุสเซน หรือโมฮัมหมัด อาลี ฮุลเซ็น อายุ 44 ปี ชาวบังกลาเทศ ในคดีตามหมาย
จับเลขที่ 4210/2547 ข้อหาปลอมและใช้เอกสารทางการปลอมและยังเป็นแกนนำคนสำคัญของกลุ่ม
นายทุน ข้ามชาติ แต่นั่นก็เป็นเรื่องเครือข่ายของคนกระทำผิดกฎหมาย อันอาจจะเชื่อมโยงกับการ
อพยพของชาวโรฮิงญาหรือไม่ก็ได้
อย่างไรก็ตาม การรับหรือผลักดันชาวโรฮิงญาออกนอกประเทศ เป็นเรื่องละเอียดอ่อนอยู่ไม่น้อย
เพราะเกาะเกี่ยวทั้งทางด้านศาสนา การเมืองและทางด้านสังคม ที่อาจเกิดกระทบกระทั่งกับประ
เทศเพื่อนบ้านได้ในอนาคต หากมองในแง่ความเป็นคนเหมือนกัน ชาวโรฮิงญาย่อมอยู่ในสภาพ
ที่น่าเศร้าสงสาร แต่ถ้ามองอีกมุมหนึ่งโดยเฉพาะมุมของเจ้าหน้าที่ บ้านเมืองแล้ว ก็อาจจะเป็น
คนละเรื่องเดียวกัน.
ขอบคุณ ไทยรัฐ
ข้อพึงระวังในปัญหาโรฮิงญา
ข้อพึงระวังในปัญหาโรฮิงญา
13 พฤษภาคม, 2015 - 16:15 | โดย dulyapak

2. ปัญหาโรฮิงญาปัจจุบัน มีรากเหง้ามาจากสถานการณ์ความขัดแย้งในพม่าและบังคลาเทศ ดังที่ Shwe Lu Maung นักวิชาการด้านศาสนาชาติพันธุ์ในพม่า ได้เคยกล่าวไว้ว่า การเติบโตอย่างต่อเนื่องของประชากรมุสลิมในบังคลาเทศ ได้บีบรัดให้มีกลุ่มชนมุสลิมจำนวนมากทั้งจากบังคลาเทศ เอเชียใต้ หรือชาวโรฮิงญาในรัฐอาระกัน (ยะไข่) บางส่วน เริ่มอพยพแทรกซึมเข้าไปในพื้นที่ตอนในของพม่ามากขึ้น (รวมถึงดินแดนอื่นๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้)
ดุลยภาค ปรีชารัชช
- See more at: http://blogazine.pub/blogs/dulyapak/post/5375#sthash.4mO751gy.dpuf
จากการติดตามข่าวสารการกักขังทรมานชาวโรฮิงญาในพื้นที่จังหวัดภาคใต้ของไทยมาซักระยะ ผมค่อนข้างมีความกังวลและอยากแสดงความเห็น 3 ประการ เกี่ยวกับลักษณะและรูปแบบปัญหาของชาวโรฮิงญา โดยมีประเด็นสังเขปดังนี้
1. พฤติกรรมของขบวนการค้ามนุษย์ในไทย เริ่มมีรูปลักษณ์ไม่ต่างอะไรกับสารัตถะของแนวคิดสังคมแบบดาร์วิน หรือ Social Darwinism ซึ่งนอกจากจะมองเห็นคนไม่เท่าเทียมกันแล้ว ยังสนับสนุนการผูกขาดอำนาจธุรกิจของกลุ่มนายทุน ในแง่ที่ว่าคนที่แข็งแรงและเหมาะสมที่สุดเท่านั้น จึงจะสามารถอยู่รอดได้ในระบบเศรษฐกิจ สังคม การเมือง ฉะนั้น ความแตกต่างระหว่างนายทุนกับชาวโรฮิงญาซึ่งตกเป็นเหยื่อของขบวนการค้ามนุษย์ จึงเป็นภาพสะท้อนที่ชี้ให้เห็นถึงระนาบความต่างทางชนชั้นอันเป็นผลจากกระบวนการคัดสรรทางธรรมชาติตามสมมุติฐานของดาร์วิน
โดยหากสังคมไทยยังคงปล่อยให้มีการใช้ความรุนแรงผ่านกฎสังคมแบบดาร์วิน เหมือนๆ กับที่ชาวโรฮิงญากำลังเผชิญอยู่เช่นนี้ ก็มิแน่ว่า หากในอนาคตเกิดมีคนไทยหรือกลุ่มชาติพันธุ์จากที่อื่นๆ ทั่วโลก ต้องเผชิญกับสภาวะตีบตันทางเศรษฐกิจและการขาดไร้ซึ่งสิทธิเสรีภาพพื้นฐานแห่งความเป็นมนุษย์ พวกเขาเหล่านั้นอาจจะต้องเผชิญกับชะตากรรมที่ขมขื่นเฉกเช่นกับที่ชาวโรฮิงญากำลังสัมผัสลิ้มรสอยู่หรือไม่
ทว่า การถูกทรมานบีบคั้นทางร่างกายจิตใจอย่างรุนแรงนั้น อาจทำให้เหยื่อการค้ามนุษย์ ตัดสินใจประดิษฐ์กระบวนการตอบโต้กลุ่มนายทุนขนานใหญ่ จนกลายเป็นประเด็นการปฏิวัติลุกฮือปกป้องเผ่าชนที่อาจแพร่ระบาดในวงกว้างจนปะทุคุโชนบานปลายกลายเป็นปัญหาใหญ่ทั้งของรัฐไทย หรือรัฐอื่นๆ รอบโลก ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง


2. ปัญหาโรฮิงญาปัจจุบัน มีรากเหง้ามาจากสถานการณ์ความขัดแย้งในพม่าและบังคลาเทศ ดังที่ Shwe Lu Maung นักวิชาการด้านศาสนาชาติพันธุ์ในพม่า ได้เคยกล่าวไว้ว่า การเติบโตอย่างต่อเนื่องของประชากรมุสลิมในบังคลาเทศ ได้บีบรัดให้มีกลุ่มชนมุสลิมจำนวนมากทั้งจากบังคลาเทศ เอเชียใต้ หรือชาวโรฮิงญาในรัฐอาระกัน (ยะไข่) บางส่วน เริ่มอพยพแทรกซึมเข้าไปในพื้นที่ตอนในของพม่ามากขึ้น (รวมถึงดินแดนอื่นๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้)
การแผ่ขยายของประชากรและขบวนการเผยแพร่ศาสนาอิสลาม กลับมีจังหวะที่สัมพันธ์พอดีกับการฟื้นลัทธิชาตินิยมแนวพุทธสุดโต่งของพระสงฆ์และชาวพม่า/ชาวยะไข่หลายกลุ่ม ที่กินลึกแผ่คลุมไปถึงกระบวนการต่อต้านมุสลิมโรฮิงญา โดยการถูกบีบประกบตีโต้จากพลังทั้งสองศูนย์เช่นนี้ ได้สร้างสภาวะจนมุมไร้แต้มต่อให้กับชาวโรฮิงญา ทั้งการถูกสงสัยจากรัฐบาลพม่าหรือแนวร่วมชาวพุทธพม่า-ยะไข่ ถึงความเกี่ยวพันโยงใยกับการขยายตัวของศาสนาอิสลาม และความยากลำบากมากขึ้นในการอพยพกลับเข้าบังคลาเทศที่เต็มไปด้วยปัญหาความแออัดประชากร โดยแรงบีบคั้นเช่นนี้ ได้ทำให้ชาวโรฮิงญาไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากการอพยพระหกระเหินตามท้องทะเลจนกลายเป็นคนเร่ร่อนไร้รัฐตามดินแดนต่างๆ
กอปรกับ ปัญหาน้ำทะเลหนุนและพายุไซโคลนในบังคลาเทศและบางส่วนของรัฐอาระกัน ที่ค่อยๆ ทำให้เกิดปัญหาการขาดแคลนที่ทำกินจนทำให้เริ่มมีการแข่งขันแย่งชิงดินแดนกันในวงกว้าง ทั้งในมิติการอพยพของประชากรมุสลิมจากบังคลาเทศ หรือการพยายามขยายตัวของชุมชุมพุทธพม่าในรัฐยะไข่ ซึ่งนับเป็นอีกหนึ่งปัญหาที่มาพร้อมกับความเปลี่ยนแปลงในยุคโลกาภิวัฒน์
ฉะนั้น การบรรจบกันของพลังการขยายตัวของลัทธิอิสลามนิยม ลัทธิพุทธ-พม่าชาตินิยม และความผันผวนทางนิเวศสิ่งแวดล้อม อาจถือเป็นไตรมิติ (Three Dimensions) ที่หน่วยงานความมั่นคงและนักสิทธิมนุษยชนไทย ควรมองให้ถึงหรือวิเคราะห์ให้ละเอียดถี่ถ้วนก่อนที่จะดำเนินนโยบายต่อชาวโรฮิงญาอย่างเป็นรูปธรรม

3. แนวรบระหว่างศาสนาพุทธกับอิสลามที่ผสมปนเปกับวงขัดแย้งทางชาติพันธุ์และความเหลื่อมล้ำระหว่างศูนย์กลาง-ชายขอบ เคยเกิดขึ้นมานานหลายสิบปีแล้ว ตรงเขตภูเขาจิตตะกอง (Chittagong Hill Tracts) และหลายส่วนของเทือกเขาอาระกันและเทือกเขาฉิ่น ซึ่งตรงเขตภูเขาจิตตะกองของบังคลาเทศ ได้ปรากฏการอพยพของชุมชนมุสลิมเบงกอลเพื่อเข้าไปตั้งถิ่นฐานลดดุลอิทธิพลของประชากรพุทธและชนชาติพันธุ์พื้นถิ่นอื่นๆ เช่น พวกจั๊กมา โดยในจุดภูมิรัฐศาสตร์ตามวงเทือกเขาเหล่านี้ มักมีนับรบปฏิวัติโรฮิงญาเข้าไปเกี่ยวข้องทั้งในแง่ของการจัดตั้งขบวนการปลดปล่อยดินแดน และ การเกี่ยวพันในคมขัดแย้งระหว่างศาสนา
ตัวอย่างข้างต้น อาจทำให้รัฐไทยต้องระมัดระวังและพึงยับยั้งปราบปรามขบวนการค้ามนุษย์มิให้บานปลายไปมากกว่านี้ เพราะนั่น อาจเป็นการกระตุ้นให้เกิดการฟื้นตัวของนักรบปลดปล่อยอิสระโรฮิงญา ที่เร้าให้ปริมณฑลความขัดแย้งเคลื่อนตัวจากแนวเขาตามชายแดนพม่า-อินเดีย-บังคลาเทศ เข้าสู่แนวเขาชายแดนไทย-มาเลเซีย หรือตามจุดอื่นๆ ของภาคใต้ไทย ซึ่งอาจส่งผลให้เทือกเขาสันกลาคีรีและแม้แต่เทือกเขานครศรีธรรมราช แปลงสภาพเป็นขุนเขาจรยุทธ์ขนาดใหญ่ของนักรบไร้รัฐต่างถิ่น
โดยอาจส่งผลเสียต่อระบบความมั่นคงรัฐไทย เพราะแค่การเปิดปฏิบัติการค้นหาทำลายเครือข่ายค้ามนุษย์หรือกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบในจังหวัดปลายแดนใต้ตรงเขตภูเขา กองทัพไทยยังต้องระดมทรัพยากรจำนวนมากในการตรวจจับปราบปรามฝ่ายตรงข้าม เพราะฉะนั้น หากมีขบวนการปฏิวัติปลดปล่อยโรฮิงญาหรือกลุ่มแนวร่วมที่เห็นอกเห็นใจอื่นๆ เข้าขยายวงพันธมิตรปลดปล่อยอิสรภาพตรงเขตขุนเขาภาคใต้ น่าเชื่อว่ากองทัพภาคที่ 4 คงต้องทำงานหนักขึ้นในการกำหนดยุทธศาสตร์ยุทธวิธีทางการเมืองการทหาร
ท้ายที่สุด ผมคิดว่ารัฐและสังคมไทยควรตระหนักถึงปัญหาโรฮิงญากันอย่างจริงจัง โดยพยายามยับยั้งไม่ให้ปัญหาการทรมานเหยื่อมนุษย์มีความรุนแรงไร้ศีลธรรมไปมากกว่านี้ ขณะที่การดำเนินนโยบายภายในประเทศ การฟื้นฟูสภาพจิตใจชาวโรฮิงญาพร้อมนำกลุ่มคนเหล่านี้มาใช้ประโยชน์ทางเศรษฐกิจความมั่นคงบนพื้นฐานของความเป็นธรรม (และให้อยู่ในมาตรการหรือวงควบคุมที่รัดกุม) น่าจะส่งผลดีมากกว่าการกดขี่ขูดรีดทรมานหรือการผลักไสเนรเทศเพียงอย่างเดียว ส่วนนโยบายระหว่างประเทศ การดำเนินความสัมพันธ์กับพม่าที่เป็นรัฐต้นเหตุ หรือมาเลเซียที่เป็นรัฐมุสลิมอาเซียน อาจจะไม่เพียงพอ โดยรัฐไทยควรต้องเพิ่มขนาดกิจกรรมทางการทูตกับบังคลาเทศ หรือกระชับกรอบความร่วมมือระหว่างอาเซียนกับกลุ่มประเทศรอบอ่าวเบงกอลเพื่อสร้างแนวร่วมสำหรับการแก้ปัญหาโรฮิงญาให้มีน้ำหนักมากขึ้น
ดุลยภาค ปรีชารัชช
หอการค้าเผยผู้ปกครองประสบปัญหาเงินไม่พอค่าใช้จ่ายช่วงเปิดเทอม
นายธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยถึงผลสำรวจการประเมินผลกระทบของผู้ปกครองในช่วงเปิดเทอม จากจำนวน 1,236 ตัวอย่างทั่วประเทศพบว่า มูลค่าการใช้จ่ายในช่วงเปิดเทอม เฉพาะระดับต่ำกว่าปริญญาตรีอยู่ที่ 48,040 ล้านบาท ขยายตัวร้อยละ 1.9 หรือเป็นอัตราที่ต่ำสุดในรอบ 6 ปีเนื่องจากเศรษฐกิจที่ยังไม่ดีนัก และผู้ปกครองมีหนี้มากขึ้น ทำให้ใช้จ่ายอย่างระมัดระวัง เมื่อสอบถามว่ามีเงินเพียงพอกับค่าใช้จ่ายในช่วงเปิดเทอมหรือไม่ กลุ่มตัวอย่างที่ตอบว่า มีไม่เพียงพอร้อยละ 56.1 ซึ่งจะต้องกู้ยืมจากญาติพี่น้อง รองลงมาคือจำนำทรัพย์สิน และการกู้เงินในระบบ ขณะที่กลุ่มที่ตอบว่า เพียงพอมีอยู่ร้อยละ 43.9
สำหรับค่าใช้จ่ายโดยรวมในช่วงเปิดเทอมปีนี้เทียบกับปีที่แล้ว ส่วนใหญ่ หรือร้อยละ 49.2 ที่ตอบว่าเท่าเดิม ส่วนอีกร้อยละ 30 ที่ตอบว่าเพิ่มขึ้นมาก และในประเด็นสิ่งที่ต้องการให้รัฐบาลช่วยเหลือในด้านการศึกษาในปัจจุบัน คือเงินกู้ยืม ทุนการศึกษา การเรียนฟรี และการสร้างความเท่าเทียมทางด้านการศึกษารวมถึงการขอให้มีบุคลากรด้านการศึกษาที่มีคุณภาพอย่างเพียงพอ
การใช้หนี้IMFของกรีซ
ข่าวล่าสุดปรากฏว่า กรีซใช้เงินจากบัญชีสำรอง ที่มีอยู่ที่ไอเอ็มเอฟเองนั้น
จ่ายดอกเบี้ยก้อนล่าสุด ที่กรีซถึงกำหนดต้องจ่ายไอเอ็มเอฟ
อันนี้ไม่เรียกอัฐยายซื้อขนมยายนะครับ
แต่เป็นการโยกหนี้ที่ไอเอ็มเอฟ จากบัญชีหนึ่ง ไปอีกบัญชีหนึ่ง
เพราะเมื่อใช้เงินจากบัญชีสำรองดังกล่าวแล้ว ประเทศนั้นจะต้องรีบหามาจ่ายคืนให้กลับเต็ม
ต้องคืนภายใน 1 เดือน
เป็นอันว่า กรีซกู้เงินจากไอเอ็มเอฟ เพื่อจ่ายดอกเบี้ยให้ไอเอ็มเอฟ
ซึ่งเป็นเรื่องที่ตลกมาก และไม่น่าเชื่อว่าไอเอ็มเอฟยอมให้กรีซทำแบบนี้
พอข่าวกระจายออกมา ตลาดหุ้นในยุโรปที่เดิมดีอกดีใจ เพราะเห็นว่ากรีซสามารถมีอภินิหาร หาเงินมาจ่ายดอกเบี้ยได้
จากที่ไหนไม่รู้
แต่พอรู้วิธีการของกรีซ ตลาดหุ้นยุโรปก็ร่วงกันเป็นแถว
UK shares drop sharply - in line with other European markets - on worries over Greek debt talks and the continued sell-off in the global...
WWW.BBC.COM
เปิดคำพิพากษาศาลฎีกาไขปม"วิฑูร กรุณา" จงใจไม่แจ้งทรัพย์สิน!
เปิดคำพิพากษาศาลฎีกาไขปม"วิฑูร กรุณา" จงใจไม่แจ้งทรัพย์สิน!
เขียนวันที่
วันพุธ ที่ 16 เมษายน 2557 เวลา 08:03 น.
เขียนโดย
isranews
หมวดหมู่
พลิกคำพิพากษาศาลฎีกาฯ ไขปม "วิฑูร กรุณา" ที่ปรึกษารมว.วัฒนธรรม ไม่ยื่นบัญชีทรัพย์สินต่อ ป.ป.ช. 2 ครั้ง ยกเหตุ“เป็นเรื่องเข้าใจผิด”น้ำท่วม ไฉน!ฟังไม่ขึ้น

กรณีศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองตัดสินว่านายวิฑูร กรุณา ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม จงใจไม่ยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ห้ามดำรงตำแหน่งทางการเมืองเป็นเวลา 5 ปี นับตั้งแต่วันที่ 10 ส.ค.54 เป็นวันพ้นจากตำแหน่ง และสั่งจำคุกเป็นเวลา 4 เดือน แต่ให้รอการลงโทษไว้ 1 ปี
ทั้งนี้ นายวิฑูรได้รับแต่งตั้งเป็นที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรมเมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2553 ได้ยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินต่อคณะกรรมการป.ป.ช. กรณีรับตำแหน่ง แต่มิได้ยื่นบัญชีทรัพย์สินฯต่อ ป.ป.ช. กรณีพ้นตำแหน่ง 10 สิงหาคม 2554 และมิได้ยื่นบัญชีทรัพย์สินฯตอนพ้นตำแหน่งแล้ว 1 ปีด้วย ป.ป.ช.มีหนังสือแจ้งเตือนถึง 6 ครั้งแต่นายวิฑูรเพิกเฉย
คดีนี้นายวิฑูร (ผู้คัดค้าน) ต่อสู้ว่าไม่มีเจตนาไม่ยื่นบัญชีทรัพย์สินต่อ ป.ป.ช. อ้างว่า เป็นความเข้าใจผิดระหว่างนายวิฑูร กับนางสาวมลฤดี ณิชากรพงศ์ ผู้ได้รับมอบหมายให้ยื่นบัญชีฯ
ต่างฝ่ายต่างเข้าใจว่าอีกฝ่ายได้ยื่นบัญชีฯแล้วประกอบกับเกิดเหตุการณ์น้ำท่วมในพื้นที่ จ.นนทบุรี ต้องเร่งให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยก่อนและอาคารสำนักงานก็ถูกน้ำท่วมไม่สามารถค้นหาเอกสารต่างๆได้
ศาลได้พิเคราะห์ว่าข้อชี้แจงของนายวิฑูรไม่ฟังขึ้น และเห็นว่าจงใจไม่แสดงบัญชีฯต่อ ป.ป.ช.
ศาลได้ใช้ดุลพินิจดังนี้
มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยว่า ผู้คัดค้าน จงใจไมยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สิน พร้อมเอกสารประกอบต่อผู้ร้อง (ป.ป.ช.) กรณีพ้นจากตําแหน่งและพ้นจากตําแหน่งมาแลวเป็นเวลาหนึ่งปีหรือไม่
เห็นว่า ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม เป็นข้าราชการการเมืองตามพระราชบัญญัติ ระเบียบข้าราชการการเมือง พ.ศ. ๒๕๓๕ มาตรา ๔ (๑๐) และเป็นผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๔ มีหน้าที่ต้องยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพยสินและหนี้สิน พร้อมเอกสารประกอบของตน คู่สมรส และบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะต่อผู้ร้อง เมื่อเข้ารับตําแหน่ง เมื่อพ้นจากตําแหน่ง และเมื่อพ้นจากตําแหน่ง มาแล้วเป็นเวลาหนึ่งปี
ผูคัดค้านเข้ารับตําแหน่งที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม เมื่อวันที่ ๑๕ มิถุนายน ๒๕๕๓ และพ้นจากตําแหน่งแล้ว จึงมีหน้าที่ต้องยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สิน
พร้อมเอกสารประกอบของตน คูสมรส และบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะต่อผู้ร้องภายในกําหนดระยะเวลา ตามกฎหมาย ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. ๒๕๔๒ ที่แก้ไข มาตรา ๓๒ และมาตรา ๓๓ แต่ผู้คัดค้านไม่ได้ยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สิน และหนี้สิน พร้อมเอกสารประกอบต่อผู้ร้อง กรณีพ้นจากตําแหน่งและพ้นจากตําแหน่งมาแล้วเป็นเวลาหนึ่งปี
ทั้ง ๆ ที่ผู้คัดค้านเคยยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สิน พร้อมเอกสารประกอบกรณี เข้ารับตําแหน่งมาแล้ว อันเป็นการแสดงว่าผู้คัดค้าน ทราบว่าเมื่อพ้นจากตําแหน่งทั้งสองกรณีแล้วตนมีหน้าที่ต้องยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สิน พร้อมเอกสารประกอบตามที่กฎหมายกําหนด
และปรากฏว่าเมื่อผู้ร้องตรวจพบการกระทําดังกล่าว ผู้ร้องได้มีหนังสือแจ้งเตือนให้ผู้คัดค้านชี้แจงเหตุผล ของการไม่ยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สิน พร้อมเอกสารประกอบทั้งสองกรณี กรณีละ ๓ ครั้ง
โดยหนังสือแจ้งเตือนฉบับแรกลงวันที่ ๘ กุมภาพันธ ๒๕๕๕ และฉบับสุดท้ายลงวันที่ ๑๔ มกราคม ๒๕๕๖ทุกครั้งกําหนดให้ผู้คัดค้านชี้แจงข้อเท็จจริงภายในระยะเวลา ที่กําหนด
โดยครั้งสุดท้ายกําหนดให้ผู้คัดค้านชี้แจงข้อเท็จจริงภายใน ๑๕ วัน นับแต่วันได้รับหนังสือ มิฉะนั้นจะดําเนินการตามกฎหมาย มีผู้รับหนังสือไว้แทนผู้คัดค้านในวันที่ ๑๗ มกราคม ๒๕๕๖
ผู้คัดค้านยื่นคําชี้แจงต่อผู้ร้องเมื่อวันที่ ๑๕ มีนาคม ๒๕๕๖ โดยอ้างว่าเป็นความเข้าใจผิดระหว่างตน กับบุคคลที่ตนมอบหมายให้ยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินแทน ที่ต่างเข้าใจว่าอีกฝ่ายยื่นแล้ว ตามเอกสารทายคํารองหมาย ร.๑๔ เป็นข้อเท็จจริงและเหตุผลเดียวที่ผู้คัดค้านยกขึ้นเป็นข้ออ้างว่า ไม่จงใจฝ่าฝืนกฎหมาย
ซึ่งขณะยื่นคําชี้แจงดังกล่าวล่วงเลยเวลาเกิดเหตุอุทกภัยในเขตพื้นที่จังหวัดนนทบุรี เมื่อประมาณเดือนกันยายนถึงธันวาคม ๒๕๕๔ มาแล้ว แต่ผู้คัดค้านก็หาได้ยกเหตุอุทกภัยขึ้นเป็นข้อแก้ตัว อีกเหตุหนึ่งในชั้นชี้แจงต่อผู้ร้องด้วย แสดงว่า เหตุดังกล่าวแม้จะเกิดขึ้นจริงอันเป็นเหตุให้น้ำท่วม สํานักงานของผู้คัดค้านซึ่งตั้งอยู่จังหวัดนนทบุรี และผู้คัดค้านต้องเร่งให้ความช่วยเหลือ แก่ผู้ประสบภัยก่อน ตามที่ให้การก็ตาม ก็เป็นเหตุชั่วคราวเพียงชั่วระยะเวลาหนึ่งเท่านั้น หาใชเหตุถาวรหรือเป็นอุปสรรคสําคัญ สําหรับผู้คัดค้านที่จะยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินพร้อมเอกสารประกอบกรณีพ้นจากตําแหน่ง ทั้งสองกรณีแต่อย่างใด
มิฉะนั้นแล้วผู้คัดค้านก็คงถือเอาเหตุดังกล่าวเป็นข้อขัดข้องที่ไม่อาจก้าวล่วงได้ขึ้นชี้แจง ต่อผู้ร้องในโอกาสแรกแล้ว
แต่ด้วยเหตุที่ผู้คัดค้านปล่อยเวลาให้ช่วงเลยมานาน โดยกรณีพ้นจากตําแหน่ง ล่วงพ้นเวลากว่า ๕๐๐ วัน สวนกรณีพ้นจากตําแหน่งครบ ๑ ปี เกินเวลากว่า ๓๐๐ วัน จึงเป็นเหตุให้ผู้คัดค้าน ไม่ยกเหตุอุทกภัยขึ้นกล่าวอ้างในชั้นชี้แจงต่อผู้รองเพราะเห็นว่าเป็นการไม่สมเหตุผลเสียยิ่งกว่าจะเป็นจริง ตามที่ผู้คัดค้านให้การ คําให้การของผู้คัดค้านในข้อนี้จึงไม่ใช่ข้อเท็จจริงและเหตุผลที่ควรแก่การรับฟัง
ที่ผูคัดค้านยื่นคําให้การอ้างว่า เหตุที่ยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินพร้อมเอกสารประกอบชักช้าเนื่องจากเกิดความเข้าใจผิดกับผู้ที่ได้รับมอบหมายจากผู้คัดค้าน โดยผู้ได้รับมอบหมายในเรื่องนี้ ได้จัดเตรียมเอกสารให้ผู้คัดค้านลงลายมือชื่อไว้แล้ว
แต่ให้ผู้คัดค้านจัดหาเอกสารเพิ่มเติมบางอย่าง เมื่อเกิดเหตุอุทกภัยเป็นเหตุให้ผู้คัดค้านต้องเร่งช่วยเหลือผู้ประสบภัยก่อน ประกอบกับยังไม่สามารถ ค้นหาเอกสารต่าง ๆ ได้เนื่องจากสํานักงานของผู้คัดค้านถูกน้ำท่วมด้วย และใช้เป็นที่พักชั่วคราว ของผู้ประสบภัยนั้น นอกจากผู้คัดค้านจะไม่ได้ยกเหตุดังกล่าวขึ้นกล่าวอางเป็นเบื้องต้นในชั้นชี้แจงต่อผู้ร้องแล้ว ยังเปนข้อเท็จจริงและเหตุผลที่ไม่ตรงกับรูปเรื่องที่ผู้คัดค้านชี้แจงต่อผู้ร้อง ซึ่งอ้างว่าเป็นความเข้าใจผิดระหว่างผู้คัดค้านกับผู้ได้รับมอบหมายที่ต่างเข้าใจว่าอีกฝ่ายหนึ่งยื่นแล้วจึงเป็นการเพิ่มเติมข้ออ้างและเหตุผลที่ไม่ลงรอยกับข้อเท็จจริงและเหตุผลเดิม ไมมีน้ำหนักควรแก่การรับฟง เช่นกัน
ที่ผู้คัดค้านยื่นคําใหการอ้างอีกเหตุหนึ่งว่า หนังสือที่ผู้ร้องสงไปยังผู้คัดค้านทั้งหกฉบับตามที่อยู่ ที่ผู้ร้องสงเอกสารไปนั้น ผู้คัดค้านได้ย้ายออกจากบ้านดังกล่าวหลังเกิดเหตุอุทกภัยไปอยู่ที่แห่งใหม่แล้ว
เป็นทํานองว่าผู้คัดค้านไม่เคยได้รับหนังสือ นั้น เห็นว่าหนังสือดังกล่าวทุกฉบับที่ผู้ร้องส่งไปยังผู้คัดค้านนั้น เปนผลมาจากเหตุที่ผู้คัดค้าน ไม่ยื่นบัญชีแสดงรายการ ทรัพยสินและหนี้สินพร้อมเอกสารประกอบเมื่อพ้นจากตําแหน่งภายในระยะเวลาที่กฎหมายกําหนด ผู้ร้อง จึงต้องการทราบข้อเท็จจริงและเหตุผลที่ผู้คัดคานไม่ดําเนินการตามที่กฎหมายกําหนด เพื่อที่ผู้ร้อง จะได้พิจารณาและวินิจฉัยว่าผู้คัดค้านจงใจไม่ยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพยสินและหนี้สินพร้อมเอกสาร
ประกอบกรณีพ้นจากตําแหน่งทั้งสองกรณีหรือไม่ ไม่ใช่เปนหนังสือแจ้งเตือนเพื่อให้โอกาสผู้คัดค้าน ยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินพร้อมเอกสารประกอบแต่อย่างใด
ดังนี้ แม้ผู้ร้องจะมีหนังสือเตือน ให้ผู้คัดค้านชี้แจงเหตุผลหรือไม่ก็ตาม ผู้คัดค้านก็มีหน้าที่จะตองยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สิน พร้อมเอกสารประกอบต่อผู้รองตามที่กฎหมายกําหนด ซึ่งผู้คัดค้านก็ทราบดีอยู่แล้ว คําให้การผู้คัดค้านข้อนี้ จึงไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรวินิจฉัย
ปัญหาสุดท้ายมีว่า เหตุผลที่ผู้คัดค้านยกขึ้นชี้แจงต่อผู้ร้องว่าเป็นเรื่องเข้าใจผิดระหว่างผู้คัดค้านกับนางสาวมลฤดี ณิชากรพงศ์ ผู้ได้รับมอบหมายจากผู้คัดค้านให้ดําเนินการแทน โดยต่างเข้าใจว่าอีกฝ่ายหนึ่ง ได้ดําเนินการแล้วนั้นฟังขึ้นหรือไม่
เห็นว่า เมื่อผู้คัดค้านจะต้องลงลายมือชื่อในบัญชีและเอกสารประกอบ มอบหมายให้นางสาวมลฤดีไปดําเนินการแทนแล้ว ก็เท่ากับได้มอบอํานาจให้นางสาวมลฤดีให้นําบัญชี แสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินพร้อมเอกสารประกอบไปยื่นต่อผู้ร้องแต่ผู้เดียวโดยผู้คัดค้าน ไม่ต้องดําเนินการด้วยตนเอง ย่อมไม่มีเรื่องที่แต่ละฝ่ายจะต้องเข้าใจผิดระหว่างกันแต่อย่างใด จึงเป็นข้ออ้าง ที่ไม่สมเหตุผล
ทั้งการที่ผู้คัดค้านได้ลงนามในเอกสารให้นางสาวมลฤดี ไปดําเนินการแทนกับมอบอํานาจ ให้นําบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินพร้อมเอกสารประกอบไปยื่นต่อผู้ร้องในวันที่ ๑๕ มีนาคม ๒๕๕๖ แสดงว่าผู้คัดค้านกับนางสาวมลฤดีมีการติดต่อและทํางานร่วมกันมาโดยตลอด
ผู้คัดค้านจึงต้องสนใจติดตาม และสอบถามถึงความคืบหน้าเกี่ยวกับการยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินดังกล่าวเพื่อป้องกัน การหลงลืม เพราะการยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินพร้อมเอกสารประกอบต่อผู้ร้อง เป็นเรื่องสําคัญยิ่ง หากไม่ยื่นภายในเวลาที่กฎหมายกําหนดผู้คัดค้านอาจถูกดําเนินคดีและมีผลกระทบ ต่อสิทธิทางการเมืองของผู้คัดค้านอีกด้วย
ข้ออ้างความเข้าใจผิดว่านางสาวมลฤดีได้ยื่นบัญชีแสดงรายการ ทรัพย์สินและหนี้สินต่อผู้ร้องแล้ว จึงเป็นข้ออ้างที่เลื่อนลอยและไม่มีน้ำหนักใหัรับฟัง
เมื่อปรากฏว่า ผู้คัดค้านยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สิน พร้อมเอกสารประกอบกรณีพ้นจากตําแหน่ง เมื่อวันที่ ๑๕ มีนาคม ๒๕๕๖ และพ้นจากตําแหน่งมาแล้วเป็นเวลาหนึ่งปี เมื่อวันที่ ๒๓ สิงหาคม ๒๕๕๖ ซึ่งเป็นการพ้นเวลาตามที่กฎหมายกําหนด พฤติการณ์จึงส่อแสดงให้เห็นว่าผู้คัดค้านไม่ใส่ใจต่อหน้าที่อันสําคัญของผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมืองที่จะต้องปฏิบัติในการยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สิน พร้อมเอกสารประกอบดังกล่าว ซึ่งเป็นมาตรการที่กฎหมายบัญญัติเพื่อให้เกิดการตรวจสอบการใช้อํานาจรัฐ ของผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง องค์คณะผู้พิพากษาจึงมีมติเป็นเอกฉันท์ว่า ผู้คัดค้านจงใจไม่ยื่นบัญชี แสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินพร้อมเอกสารประกอบต่อผู้ร้อง กรณีพ้นจากตําแหน่งและพ้นจากตําแหน่ง มาแล้วเป็นเวลาหนึ่งปีในตําแหน่งที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม และการกระทําของผู้คัดค้าน ยังเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๑๙ ด้วย
อนึ่ง เมื่อได้ความว่าผู้คัดค้านพ้นจากตําแหน่งเมื่อวันที่ ๑๐ สิงหาคม ๒๕๕๔ และผู้ร้องมีมติว่า ผู้คัดค้านจงใจไม่ยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินพร้อมเอกสารประกอบต่อผู้ร้อง เมื่อวันที่ ๑ สิงหาคม ๒๕๕๖ ซึ่งถือว่าเป็นวันที่ความปรากฏต่อผู้ร้อง จึงเป็นกรณีที่ผู้คัดค้านพ้นจากตําแหน่ง
ก่อนวันที่ความปรากฏต่อผู้ร้อง องค์คณะผู้พิพากษาฝ่ายข้างมากจึงเห็นว่า ระยะเวลาต้องห้ามมิให้ดํารงตําแหน่งห้าปีต้องเริ่มนับแต่วันพ้นจากตําแหน่งดังกล่าวเมื่อวันที่ ๑๐ สิงหาคม ๒๕๕๔ ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. ๒๕๔๒ แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๕๔ มาตรา ๓๔ วรรคสอง อันเป็นวันพ้นตําแหน่งตามความเป็นจริง
พิพากษาว่า ผู้คัดค้าน มีความผิดตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกัน และปราบปรามการทุจริต พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๑๙ การกระทําของผู้คัดค้านเป็นความผิดสองกรรม เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๑ ให้จําคุกกระทงละ ๒ เดือน และ ปรับกระทงละ ๔,๐๐๐ บาท รวมให้จําคุก ๔ เดือน และปรับ ๘,๐๐๐ บาท
ไม่ปรากฏว่าผู้คัดค้าน เคยรับโทษจําคุกมาก่อน โทษจําคุกจึงให้รอการลงโทษไว้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๕๖ มีกําหนด ๑ ปีหากไม่ชําระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙, ๓๐ และ ห้ามผู้คัดค้านดํารงตําแหน่งทางการเมืองหรือดํารงตําแหน่งใดในพรรคการเมืองมีกําหนดห้าปีนับแต่วันที่ ๑๐ สิงหาคม ๒๕๕๔ ซึ่งเป็นวันที่ผู้คัดค้านพ้นจากตําแหน่ง ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๓๔ วรรคสอง
สัมพันธ์ลึกธุรกิจ"เจ๊แดง"5เสือกองสลาก &"วิฑูร กรุณา" บ.อีคอมเมิร์ซโกย 176 ล.
สัมพันธ์ลึกธุรกิจ"เจ๊แดง"5เสือกองสลาก &"วิฑูร กรุณา" บ.อีคอมเมิร์ซโกย 176 ล.
เขียนวันที่
วันอาทิตย์ ที่ 10 พฤษภาคม 2558 เวลา 20:00 น.
เขียนโดย
isranews
หมวดหมู่
เปิดสัมพันธ์ลึกธุรกิจ"เจ๊แดง" 5 เสือกองสลาก & วิฑูร กรุณา" อดีตที่ปรึกษารมว.วัฒนธรรม พบทำธุรกิจร่วมกัน 3 แห่ง -บ.ให้บริการผ่านสื่ออิเล็คทรอนิคส์ อีคอมเมิร์ซ ตู้เอทีเอ็ม โกยรายได้ล่าสุด 176 ล้าน

ท่ามกลางปริศนา "รายได้" ของ บริษัท สลากมหาลาภ จำกัด ของ น.ส.สะเรียง อัศววุฒิพงษ์ หรือ เจ๊สะเรียง , บริษัท หยาดน้ำเพ็ชร ของนางปลื้มจิตต์ กนิษฐสุต หรือ เจ๊แดง 2 ใน 5 เสือกองสลาก และ ห้างหุ้นส่วนจำกัด (หจก.) ขวัญฤดี ของ ร.อ. ธรรมนัส พรหมเผ่า ผู้ครองโควตาสลากหน้าใหม่ ของสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล ได้รับโควตาสลากไปเท่าๆ กัน คือ รายละ 1.6 ล้านฉบับ /งวด แต่รายได้ผลประกอบการธุรกิจกับไม่เท่ากัน
"เจ๊สะเรียง" มีรายได้หลักพันล้านบาทต่อปี ส่วน "เจ๊แดง" และ "ร.อ. ธรรมนัส" มีรายได้แค่ 9 ล้านเศษๆ ต่อปีเท่านั้น
(อ่านประกอบ : "ร.อ.ธรรมนัส" ทุ่ม 374 ล. ค้ำแลกโควตาหวยรัฐ ทำรายได้แค่ปีละ 9 ล้าน? ,เปิดคำพิพากษาศาลฎีกาไขปม"วิฑูร กรุณา" จงใจไม่แจ้งทรัพย์สิน!, 17 ปี โกย 1.4 หมื่นล้าน รายได้ขายหวยรัฐ "เจ๊สะเรียง" 5 เสือกองสลาก)
อันนำไปสู่คำถามสำคัญในหลายประเด็น ไม่ว่าจะเป็นการบันทึกข้อมูลตัวเลขทางการเงินของทั้ง 3 บริษัทที่อาจมีปัญหาในการแสดงข้อมูลที่แท้จริง? , ตัวเลขโควตาสลากฯ ที่เอกชนทั้ง 3 รายได้รับอาจจะไม่ได้อยู่ที่ 1.6 ล้านฉบับ/งวด? (โดยเฉพาะในส่วนของเจ๊แดง และ ร.อ. ธรรมนัส ตัวเลขผลตอบแทนน้อยมากกว่าตัวแทนที่ลงทุนไป) และที่สำคัญที่สุดกองสลากฯ กระบวนการคัดเลือกเอกชนให้เข้ามารับโควตาสลากฯ อย่างไร? ทำไมไม่มีชื่อเอกชนรายอื่นเข้ามาร่วม?
อย่างไรก็ตาม มีข้อเท็จจริงสำคัญประการหนึ่งที่ปรากฎชัดเจน คือ ในส่วนของ "เจ๊แดง" นอกเหนือจากการทำธุรกิจตัวแทนจำหน่ายสลากฯ แล้ว ยังลงทุนทำธุรกิจอื่นอยู่ด้วยจำนวนมาก และมีชื่อของ "นายวิฑูร กรุณา" อดีตดาราและนักการเมือง ร่วมเป็นกรรมการและถือหุ้นอยู่ด้วย
สำนักข่าวอิศรา www.isranews.org ตรวจสอบข้อมูลจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า พบว่า "เจ๊แดง" ปรากฎชื่อเป็นกรรมการและผู้ถือหุ้น บริษัท แอดวานซ์ เทคโนโลยี ซีสเต็มส์ จำกัด จดทะเบียนจัดตั้ง 12 ธันวาคม 2537 ทุนปัจจุบัน 25 ล้านบาท แจ้งที่อยู่ 110/2 ถนนวุฒากาส แขวงตลาดพลู เขตธนบุรี กรุงเทพมหานคร (ที่อยู่ของนางปลื้มจิตต์)
ปรากฎชื่อนาง ปลื้มจิตต์ กนิษฐสุต นางสาวปลื้มใจ ศศะรมย์ และ นายศิริพงศ์ วัฒนธนาทรัพย์ เป็นกรรมการผู้มีอำนาจ
รายชื่อผู้ถือหุ้น ณ วันที่ 7 พฤศจิกายน 2556 มี 5 ราย นางปลื้มจิตต์ กนิษฐสุต ถือหุ้นใหญ่สุด 1,250 หุ้น มูลค่า 12,500,000 บาท นางสาว ปลื้มใจ ศศะรมย์ ถืออยู่ 1,235 หุ้น มูลค่า 12,350,000 บาท นางสาวขวัญฤดี กนิษฐสุต (ลูกบุญธรรม มีหุ้นในหจก. ขวัญฤดี ของ ร.อ.ธรรมนัส) นายวิฑูร กรุณา และนางศรีพุธ กนิษฐสุต ถืออยู่เท่ากันคนละ 5 หุ้น รวมมูลค่า 150,000 บาท
นำส่งงบการเงินล่าสุดปี 56 แจ้งว่า มีรายได้รวม 176,531,650.54 บาท รวมรายจ่าย 31,881,889.13 บาท กำไรสุทธิ 137,624,602.50 บาท
จากการตรวจสอบพบว่า นายวิทูร กรุณา ยังปรากฎชื่อเป็นกรรมการและผู้ถือหุ้นบริษัทในเครือข่ายของ นางปลื้มจิตต์ อีกอย่างน้อย 3 แห่ง คือ
บริษัท สระบุรี ศิลากิจ จำกัด จดทะเบียนจัดตั้ง 9 กุมภาพันธ์ 2542 ทุน 30 ล้านบาท ตั้งอยู่เลขที่ 81 ถนนราชดำเนินกลาง แขวงบวรนิเวศ เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร แจ้งประกอบธุรกิจโรงโม่ นายวิฑูร ถือหุ้นอยู่มูลค่า 2,999,700 บาท
บริษัท สะกอม พรอน จำกัด จดทะเบียนจัดตั้ง 17 ตุลาคม 2537 ทุน 1 ล้านบาท ตั้งอยู่เลขที่ 54/16 หมู่ที่ 7 ถนนตลิ่งชัน-สุพรรณบุรี ตำบลเสาธงหิน อำเภอบางใหญ่ จังหวัดนนทบุรี แจ้งประกอบธุรกิจเหมืองแร่ ระเบิดและย่อยหิน นายวิฑูร ถือหุ้นอยู่ มูลค่า 1 หมื่นบาท
บริษัท วัธนารมย์ จำกัด จดทะเบียนจัดตั้ง 11 กุมภาพันธ์ 2542 ทุน 1 ล้านบาท ตั้งอยู่เลขที่ 81 ถนนราชดำเนินกลาง แขวงบวรนิเวศ เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร แจ้งประกอบธุรกิจ เช่า เช่าซื้อ ทรัพย์สินจากสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ นายวิฑูร เป็นกรรมการและถือหุ้นอยู่มูลค่า 2 หมื่นบาท
ทั้งนี้ "นายวิฑูร กรุณา" มีชื่อเล่นว่า แอ๊ด เป็นอดีตนักแสดงภาพยนต์ชื่อดัง เคยปรากฎรายชื่อเป็นอดีตผู้สมัครส.ส.ทั้งในส่วนของพรรคประชาธิปัตย์ และพรรคไทยรักไทย เคยดำรงตำแหน่งเป็นที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม (นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ)
ล่าสุดในช่วงเดือนเมษายน 2557 ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พิพากษาให้นายวิฑูร มีความผิดกรณีจงใจไม่ยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ช่วงเข้ารับตำแหน่งที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ห้ามดำรงตำแหน่งทางการเมืองเป็นเวลา 5 ปี นับตั้งแต่วันที่ 10 ส.ค.54 เป็นวันพ้นจากตำแหน่ง และสั่งจำคุกเป็นเวลา 4 เดือน แต่ให้รอการลงโทษไว้ 1 ปี หลังจากคำชี้แจงเรื่องเป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนระหว่างนายวิฑูร กับผู้ที่ได้รับมอบหมายให้ยื่นบัญชีทรัพย์สิน และประสบปัญหาเรื่องน้ำท่วมฟังไม่ขึ้น
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)


