PR

@@ในความเคลื่อนไหวของสถานการณ์ที่ปรากฎเป็น"ข่าว"และ"ไม่เป็นข่าว"พยายามสแกนย่นย่อมานำเสนอและเป็นไว้เป็นฐานข้อมูลสังเคราะห์สถานการณ์ ที่นี่ "ข่าวที่ไม่เป็นข่าว"

วันพุธที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2558

คำประกาศพลเมือง’ จาก 8 นักศึกษา .

คำประกาศพลเมือง’ จาก 8 นักศึกษา
.
“พวกเราจะรอคอยท่านอยู่ แต่อาจไม่สามารถรอคอยได้ตลอดไป ดังนั้นขอให้ท่านไตร่ตรองให้ดีว่าอยากเห็นอนาคตของบ้านเมืองนี้ อนาคตของตัว
ท่านเอง ของคนที่ท่านรัก สังคมที่ท่านผูกพัก และลูกหลานของท่านในภายภาคหน้าเป็นเช่นไร”
.
คำประกาศพลเมือง
.
ในวันนี้เมื่อ 83 ปีที่แล้ว คณะราษฎรได้ทำการปฏิวัติเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาเป็นระบอบประชาธิปไตย ระบอบที่ให้ประชาชนทุกหมู่เหล่า ทุกชนชั้น มีสิทธิเสรีภาพ และมีความเสมอภาคในทุกๆ ด้าน รวมถึงการกำหนดวิถีทางทางการเมืองด้วยตนเอง แต่กระนั้นก็ได้มีความพยายามของผู้มีอำนาจจำนวนมากที่มุ่งหมายทำลายวิถีทางประชาธิปไตยและต้องการยึดอำนาจทั้งหมดจากมือประชาชนไปเป็นของตนเอง อย่างเช่นการรัฐประหารในหลายๆ ครั้งที่ผ่านมา ครั้งล่าสุดนั้นก็ไม่ผิดแผกแตกต่างกันจากครั้งไหนๆ
.
ในวันครบรอบ 1 ปีรัฐประหาร พวกเราได้มารวมตัวกันเพื่อรำลึกถึงเหตุการณ์อันน่าอัปยศ ที่อำนาจของประชาชนได้ถูกพรากไป พวกเราเพียงต้องการย้ำเตือนกับตัวเองและสังคมว่าบ้านเมืองของเราอยู่ในสภาวการณ์เช่นไร และในวันนั้นเองคนของคณะรัฐประหาร คนของระบอบเผด็จการก็ได้ปฏิบัติต่อพวกเราอย่างไร้มนุษยธรรม เหมือนกับที่พวกเขาได้ทำกับประชาชนตลอด 1 ปีที่ผ่านมา
.
เราได้เรียกร้องให้พวกเขาปล่อยตัวพวกเราโดยปราศจากเงื่อนไข ซึ่งพวกเขาก็ได้ให้คำมั่นไว้เช่นนั้นแล้ว แต่ในเวลาไม่ช้านานพวกเขาก็ได้ตระบัดสัตย์กลับคำ โดยมุ่งหวังเพียงแต่จะลากตัวพวกเรามารับโทษของพวกเขาให้จงได้
.
พวกเราจึงต้องออกมายืนอยู่ที่นี่ในวันนี้
.
พวกเรามาในวันนี้ ไม่ใช่เพื่อมารับทราบข้อกล่าวหา แต่มาเพื่อแสดงให้เห็นว่าเราไม่หนีไปไหน เพราะเราไม่ได้ทำผิด เราไม่ใช่คนผิด แต่เป็นพวกเขาต่างหากที่กระทำความผิดตั้งแต่ต้นในการยึดอำนาจไปจากประชาชน และทำลายระบอบประชาธิปไตย นิติธรรม และนิติรัฐ เราจึงขอปฏิเสธอำนาจทุกประการของรัฐบาลเผด็จการทหาร รวมถึงการกระทำของเจ้าหน้าที่ทั้งหลายที่ได้ทำผิดกระบวนการตามกฎหมายเสียเองแต่อาศัยร่มเงาของเผด็จการในการอ้างความชอบธรรม
.
มากไปกว่านั้น เรายังจะเข้าแจ้งข้อหาต่อบรรดาเจ้าพนักงานที่เข้าจับกุมและทำร้ายร่างกายพวกเราจากการชุมนุมโดยสงบโดยจะขอแจ้งความที่สถานีตำรวจแห่งนี้ที่ซึ่งเป็นต้นสังกัดของเจ้าพนักงานทั้งหลายที่ได้กระทำการในวันนั้น ในข้อหาความผิดต่อเสรีภาพ ความผิดต่อร่างกาย การปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ บังคับ ขู่เข็ญข่มขืนใจ และข้อหาหมิ่นประมาท หากตำรวจที่นี่ไม่รับข้อกล่าวหา พวกเราจะแจ้งข้อกล่าวหานี้ไปยังกองบังคับการปราบปราม และหากกระบวนการของตำรวจยังคงล่าช้า พวกเราจะฟ้องคดีต่อศาลอาญา
พวกเราจะขอต่อสู้เรียกร้องการปกครองระบอบประชาธิปไตยที่อำนาจสูงสุดเป็นของประชาชน กระบวนการยุติธรรมที่ถูกต้องตามหลักกฎหมาย การมีส่วนร่วมของประชาชนทุกภาคส่วนในนโยบายของรัฐ การเคารพในหลักสิทธิมนุษยชน สิทธิชุมชน และการแก้ไขความขัดแย้งโดยยึดมั่นในหลักสันติวิธีและพวกเราจะต่อสู้ให้ถึงที่สุด
.
พวกเราขอเรียกร้องไปยังประชาชนทุกท่านที่เห็นด้วยกับหลักการข้างต้น รวมถึงประชาชนทุกท่านที่รังเกียจระบอบเผด็จการอำนาจนิยม
เราเข้าใจดีว่าท่านอยากจะใช้ชีวิตอย่างปกติสุข
เราเข้าใจดีว่าท่านอาจมีหลายสิ่งในชีวิตที่ต้องรับผิดชอบ
เราเข้าใจดีว่าท่านอาจจะยังไม่มีความพร้อมที่จะออกมาต่อสู้อย่างเปิดเผย
เราเข้าใจดีว่าท่านอาจมความกลัวอยู่ภายในจิตใจ เราทั้งหลายต่างก็มี
.
แต่ท่านจะเพิกเฉยอีกต่อไปไม่ได้แล้ว เพราะการที่พวกท่านเพิกเฉยต่อำนาจที่มิชอบของรัฐบาลเผด็จการก็เท่ากับท่านได้ให้ความชอบธรรมแก่พวกมันไปโดยปริยาย การต่อสู้ของพวกเราในวันนี้จะไม่มีความหมาย หากพวกท่านยังคงเพิกเฉยต่อความอยุติธรรมที่เกิดขึ้น
.
พวกท่านอาจจะไม่รู้สึกถึงความเดือดร้อนใดๆ ในเวลานี้ แต่เราต่างก็รู้ว่ามันจะไม่เป็นเช่นนั้นตลอดไป จงอย่าปล่อยให้เวลาล่วงเลยผ่านจนทุกอย่างสายเกิน จนอาจไม่เหลือใครที่พร้อมจะต่อสู้ได้อีก
.
เราจึงขอให้พวกท่านทั้งหลายออกมาร่วมกันแสดงออกถึงการต่อต้านระบอบเผด็จการ ไม่ว่าจะด้วยวิธีการใด ไม่ว่าจะมากน้อยเพียงใด ก็นับได้ว่าท่านได้ร่วมต่อสู้เคียงบ่าเคียงไหล่กับพวกเราแล้ว
.
พวกเราจะรอคอยท่านอยู่ แต่อาจไม่สามารถรอคอยได้ตลอดไป ดังนั้นขอให้ท่านไตร่ตรองให้ดีว่าอยากเห็นอนาคตของบ้านเมืองนี้ อนาคตของตัวท่านเอง ของคนที่ท่านรัก สังคมที่ท่านผูกพัก และลูกหลานของท่านในภายภาคหน้าเป็นเช่นไร เพราะชะตากรรมของประเทศจะต้องถูกกำหนดโดยประชาชนเอง
.
ด้วยจิตคาราวะ
.
หมายเหตุประชาไท-คำประกาศพลเมือง อ่านโดยนายรังสิมันต์ โรม หนึ่งในนักศึกษาที่ถูกออกหมายจับจากกรณีกิจกรรมหน้าหอศิลป์ ภาพประกอบเป็นภาพขณะเขาอ่านประกาศฉบับนี้ที่หน้า สน.ปทุมวัน เมื่อช่วงบ่ายที่ผ่านม

ปืนพกรีวอลเว่อร์ North American Arms (NAA) "Pug"

ปืนพกรีวอลเว่อร์ North American Arms (NAA) "Pug" ชื่อรุ่น ปั๊ก ของปืนยี่ห้อ NAA นี้มาจากภาษาลาติน Pugnus ซึ่งแปลว่า “กำปั้น” NAA ได้เน้นออกแบบปืนรุ่นนี้ใหม้มีคุณสมบัติทั้งเล็กและแรง
NAA PUG เป็นปืนพกรีวอลเว่อร์ขนาด .22 แมกนั่ม ลำกล้องหนายาว 1 นิ้ว ด้ามยางผิวลายจุดขนาดกระทัดรัด พร้อมทั้งศูนย์ปืนออกแบบใหม่ในระบบ XS ช่วยให้จับเป้าได้เร็วยิ่งขึ้น
ขนาดกระสุน .22 แมกนั่ม
ความจุลูกโม่ 5 นัด
ความยาวลำกล้อง 25.4 มม. (1 นิ้ว)
ความยาวปืน 114.3 มม. (4 ½ นิ้ว)
ความสูงปืน 69 มม. (2 ¾ นิ้ว)
ความหนาปืน 22.2 มม. (7/8 นิ้ว)
น้ำหนักปืน (ไม่บรรจุกระสุน)176 กรัม (6.4 ออนซ์)
วัสดุสเตนเลส
ระบบการยิงซิงเกิลแอคชั่น ง้างนกก่อนยิง
ระบบความปลอดภัยระบบลูกโม่นิรภัย นกปืนจะอยู่ในร่องลูกโม่ที่ไม่ตรงกับท้ายปลอกกระสุน ตกไม่ลั่น ไม่มีทางที่นกปืนจะกระแทกจานท้ายปลอกกระสุนได้ถ้าผู้ยิงไม่ง้างนกก่อน


ออกประกาศคุม "เมอร์ส" ฉ.2 ปชช.สงสัยป่วยไป รพ.ทันที เจ้าบ้านแจ้ง สธ. ฝ่าฝืนปรับ 2 พัน

ออกประกาศคุม "เมอร์ส" ฉ.2 ปชช.สงสัยป่วยไป รพ.ทันที เจ้าบ้านแจ้ง สธ. ฝ่าฝืนปรับ 2 พัน

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์
24 มิถุนายน 2558 16:12 น.
ออกประกาศคุม เมอร์ส ฉ.2 ปชช.สงสัยป่วยไป รพ.ทันที เจ้าบ้านแจ้ง สธ. ฝ่าฝืนปรับ 2 พัน
        สธ.ออกประกาศฉบับ 2 ประชาชนกลับจากพื้นที่เสี่ยง มีอาการไข้ ไอ ต้องสงสัยป่วยเมอร์ส ต้องไป รพ.ทันที เจ้าบ้านต้องแจ้งรายละเอียดผู้ป่วยและผู้สัมผัสผู้ป่วยต่อ สธ. ฝ่าฝืนปรับ 2 พันบาท พร้อมแปลเป็นภาษาอังกฤษ ส่งสถานทูตทำความเข้าใจต่างชาติที่จะมาไทย
      
       วันนี้ (24 มิ.ย.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากที่ นพ.โสภณ เมฆธน อธิบดีกรมควบคุมโรค (คร.) กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ได้ลงนามในประกาศเจ้าพนักงานสาธารณสุขฉบับที่ 1 ให้สถานพยาบาลทุกแห่งปฏิบัติ เมื่อมีผู้ป่วยต้องสงสัยโรคเมอร์ส ต้องแจ้ง สธ.ทันที ห้ามปฏิเสธการรับผู้ป่วย และถ้าต้องส่งต่อไปรักษาตัวที่อื่น ห้ามให้ผู้ป่วยเดินทางไปเองด้วยรถสาธารณะ ให้ส่งตัวด้วยรถพยาบาลที่มีการป้องกันการติดเชื้อแล้วเท่านั้น ล่าสุด นพ.โสภณ ได้ลงนามในประกาศเจ้าพนักงานสาธารณสุข ฉบับที่ 2 ลงวันที่ 24 มิ.ย. ซึ่งเป็นข้อปฏิบัติสำหรับประชาชนกรณีโรคเมอร์ส มีสาระสำคัญคือ
      
       1.ให้ผู้ป่วยหรือผู้ที่สงสัยว่าตนเองจะป่วย หรือผู้ที่สัมผัสกับผู้ป่วย ไปพบแพทย์ที่โรงพยาบาลโดยด่วนที่สุด เพื่อรับการตรวจหรือรับการรักษาในทางการแพทย์ 2.ในกรณีที่มีการป่วยเกิดขึ้น หรือมีเหตุสงสัยว่าได้มีการป่วยเกิดขึ้นในบ้าน ให้เจ้าบ้านหรือผู้ควบคุมดูแลบ้าน แจ้งชื่อและที่อยู่ของตน ความสัมพันธ์กับผู้ป่วย ชื่อ อายุ และที่อยู่ของผู้ป่วย โรงพยาบาลหรือคลินิกที่ผู้ป่วยรับการรักษา วันที่เริ่มป่วย และอาการสำคัญของผู้ป่วย ให้แก่เจ้าพนักงานสาธารณสุขหรือพนักงานเจ้าหน้าที่ ภายใน 24 ชั่วโมง นับแต่เริ่มมีการป่วยขึ้นหรือมีเหตุสงสัยว่าได้มีการป่วยเกิดขึ้น และ 3.กรณีผู้ป่วยหรือผู้ที่สงสัยว่าตนเองอาจจะป่วย หรือผู้ที่สัมผัสผู้ป่วย ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติ หรือกรณีเจ้าบ้านหรือผู้ควบคุมดูแลบ้านไม่ปฏิบัติตาม ต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 2 พันบาท
      
       นพ.โสภณ กล่าวถึงเรื่องนี้ภายหลังประชุมวอร์รูมโรคเมอร์ส ว่า ได้ออกประกาศเพิ่มเติมในเรื่องการปฏิบัติตัวของประชาชน เมื่อกลับมาจากพื้นที่เสี่ยงที่มีการระบาดของโรคแล้วป่วยเป็นไข้ ไอ และผู้สัมผัสใกล้ชิดกับผู้ที่มีอาการไข้ ไอที่มาจากพื้นที่เสี่ยง เพื่อให้เกิดความชัดเจนในทางปฏิบัติ และให้สถานพยาบาลสามารถดำเนินการควบคุมโรคได้อย่างมีประสิทธิภาพ เมื่อประกาศดังกล่าวมีผลบังคับใช้ จะมีโทษปรับ 2,000 บาท หากไม่ปฏิบัติตามเจ้าหน้าที่ด้วย ซึ่งเป็นการออกประกาศโดยอาศัยอำนาจตาม พ.ร.บ.โรคติดต่อ พ.ศ.2523 ทั้งนี้ จะมีการแปลประกาศดังกล่าวเป็นภาษาอังกฤษและประสานไปยังสถานทูตต่างๆ ให้ชาวต่างชาติที่เดินทางเข้ามาในประเทศไทยเข้าใจมาตรการการป้องกันการระบาดในประเทศไทย
      
       "หากเป็นผู้ที่มาจากพื้นที่เสี่ยง มีไข้ ไอ ตามเกณฑ์ต้องสอบสวนโรค สถานพยาบาลที่ทำการรักษาก็ต้องให้เข้าห้องแยกความดันลบ เพื่อป้องกันการแพร่กระจายเชื้อให้ผู้ป่วยอื่น โดยต้องปฏิบัติตามวิธีการและเงื่อนไขที่เจ้าพนักงานสาธารณสุข กำหนด จนกว่าเจ้าพนักงานสาธารณสุขจะมีคำสั่งยกเลิก ผู้ใดฝ่าฝืนจะมีโทษปรับ 2,000 บาท นอกจากนี้ จะมีการกำหนดรายละเอียดเพิ่มเติมให้อำนาจเจ้าหน้าที่สาธารณสุข บังคับให้มีการทำความสะอาดบ้านเรือนกรณีพบผู้ติดเชื้อ คล้ายๆกับการระบาดของไข้หวัดนก ที่ต้องบังคับให้ทำลายไก่ เป็นต้น ทั้งนี้ เพื่อให้การดำเนินงานควบคุมป้องกันโรคไม่ให้เกิดการแพร่กระจายโรคในประเทศ" อธิบดี คร. กล่าว
      
       นพ.โสภณ กล่าวว่า สำหรับนักเรียนไทยที่ไปศึกษาที่ประเทศซาอุดิอาระเบีย ทยอยเดินทางกลับบ้านช่วงถือศีลอดและเทศกาลปีใหม่ ได้สั่งการให้นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัด (นพ.สสจ.) สาธารณสุขอำเภอ และผู้อำนวยการโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลในพื้นที่ ตรวจสอบข้อมูล และติดตามดูแลเฝ้าระวังโรคทุกคนเมื่อกลับถึงประเทศไทย เช่นเดียวกับการเฝ้าระวังโรคผู้แสวงบุญฮัจญ์ที่ดำเนินการต่อเนื่องมาหลายปี สำหรับผู้ป่วยโรคเมอร์สชาวโอมาน อาการดีขึ้นตามลำดับ รับประทานอาหารได้ ส่วนผู้สัมผัสที่เป็นญาติ 3 คนอาการปกติและผู้ป่วยที่เข้าเกณฑ์สอบสวนโรคอาการปกติทุกราย โดยสถานการณ์รอบ 24 ชั่วโมง มีผู้เข้าเกณฑ์สอบสวนโรค 14 ราย เป็นผู้เดินทางมาจากเกาหลีใต้ 11 ราย จากตะวันออกกลาง 3 ราย ทุกรายได้ส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการ และตั้งแต่ 1 ม.ค.- 23 มิ.ย. มีผู้เข้าเกณฑ์สอบสวนโรค 72 ราย มาจากเกาหลีใต้ 46 ราย และตะวันออกกลาง 26 ราย
       

ทอท.เผย เครื่องเอ็กซเรย์ตรวจไม่พบปืนในกระเป๋า “คำรณวิทย์“

ทอท.เผย เครื่องเอ็กซเรย์ตรวจไม่พบปืนในกระเป๋า “คำรณวิทย์“

ความคืบหน้ากรณี พล.ต.ท.คำรณวิทย์ถูกควบคุมตัวที่สนามบินนาริตะ
ทอท.เผย เครื่องเอ็กซเรย์ตรวจไม่พบปืนในกระเป๋า “คำรณวิทย์“
นำเสนอข่าวโดยทีมงาน Sanook.com
นายประสงค์ พูนธเนศ อธิบดีกรมสรรพากรและประธานกรรมการ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (ทอท.) ให้สัมภาษณ์รายการเจาะลึกทั่วไทยอินไซต์ไทยแลนด์ ทางสถานีวิทยุเอฟเอ็ม 97 กรณี  อดีตผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ถูกควบคุมตัวที่สนามบินนาริตะ ข้อหาพกอาวุธ ว่าจากการตรวจสอบภาพเอ็กซเรย์กระเป๋าของพล.ต.ท.คำรณวิทย์ ที่สนามบินสุวรรณภูมิ ไม่พบว่าปืนพก มีเพียงเครื่องใช้ส่วนตัว
นายประสงค์กล่าวว่า เจ้าหน้าที่ได้ดูภาพวงจรปิดที่สนามบินสุวรรณภูมิขณะที่ พล.ต.ท.คำรณวิทย์ เดินทางออกจากประเทศไทยญี่ปุ่นเมื่อวันที่ 18 มิ.ย.2558 พบว่าอดีต ผบช.น.ให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยโดยถอดเสื้อสูทและรองเท้าและเดินผ่านเอ็กซเรย์ ขณะที่ภาพเอ็กเรย์กระเป๋าสะพายของพล.ต.ท คำรณวิทย์ ก็ไม่พบปืนพกแต่อย่างใด ภาพเอ็กซเรย์พบแต่เครื่องใช้ส่วนตัวเช่นแปรงสีฟันและที่ชาร์จโทรศัพท์มือถือ ส่วนกระเป๋าเดินทางใบใหญ่ก็ผ่านการตรวจจากเจ้าหน้าที่สนามบินสุวรรณภูมิฯ เช่นกัน
พล.ต.ท.คำรณวิทย์ เดินทางไปประเทศญี่ปุ่นด้วยสายการบินไทย เที่ยวบิน TG 640 แต่ถูกเจ้าหน้าที่ญี่ปุ่นควบคุมตัวที่สนามบินนาริตะ ประเทศญี่ปุ่น เมื่อเวลาประมาณ 17.00 น.ของวันที่ 22 มิ.ย.2558 ตามเวลาท้องถิ่น ข้อหาพกอาวุธและเครื่องกระสุนขณะเตรียมเดินทางกลับประเทศไทย
พล.ต.ท.ประวุฒิ ถาวรศิริ โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ระบุว่า ได้รับรายงานว่าตำรวจตรวจคนเข้าเมืองของญี่ปุ่นได้ควบคุมตัวพล.ต.ท.คำรณวิทย์ และได้เร่งประสานไปยังสถานทูตไทยเพื่อให้ความช่วยเหลือด้านข้อกฎหมายแล้ว พร้อมกับเปิดเผยว่าคดีเกี่ยวกับอาวุธเป็นคดีที่ร้ายแรงในญี่ปุ่น
กรณีดังกล่าวทำให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางถึงระบบการรักษาความปลอดภัยของท่าอากาศยานสุวรรณภูมิว่า เพราะเหตุใดจึงตรวจไม่พบอาวุธปืนของพล.ต.ท.คำรณวิทย์ก่อนเดินทางออกนอกประเทศ

บิ๊กแจ๊ด-พลาด-หรือ-สุวรรณภูมิ-บกพร่อง

โดย...ทีมข่าวในประเทศโพสต์ทูเดย์ 24มิ.ย.58


เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และตามมาพร้อมคำถามในสังคม ว่าเหตุใด บิ๊กแจ๊ด พล.ต.ท.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง อดีตผู้บัญชาการตำรวจนครบาล นายตำรวจที่เกษียณอายุราชการไปแล้ว เจ้าของวลีเด็ด มี
วันนี้เพราะพี่ให้  ถึงสามารถนำอาวุธปืนติดตัวผ่านด่านตรวจของสนามบินสุวรรณภูมิ เพื่อเหินฟ้าไปสู่ประเทศญี่ปุ่นได้  ก่อนจะถูกรวบคาสนามบินนาริตะ ขณะเตรียมตัวกลับมายังมาตุภูมิ หลังตำรวจประเทศญี่ปุ่นตรวจพบอาวุธปืนกระบอกดังกล่าว ซึ่งเป็นปืนลูกโม่บรรจุกระสุน 6 นัด เบื้องต้นรายงานข่าวระบุว่ บิ๊กแจ๊ด ยอมรับว่าเป็นปืนของตนเองจริง แต่หารู้ไม่ว่ามันมาอยู่กับตัวเองได้อย่างไร หรือพกไว้แต่อาจลืม

 จะผิดถูกอย่างไร หรือตำรวจญี่ปุ่นที่สนามบินาริตะผู้ตรวจพบจะดำเนินการอย่างไรต่อกับพล.ต.ท.คำรณวิทย์ คงเป็นเรื่องที่ต้องมีรายงานตามมาเป็นระยะแน่นอน แต่เหนืออื่นใดตามคำถามข้างต้นแล้ว คนเราตามปกติแล้ว สามารถพกพาอาวุธปืนขึ้นเครื่องบินได้หรือไม่กัน

คำถามดังกล่าว โพสต์ทูเดย์ ได้รับคำอธิบายจาก  ตำรวจตรวจคนเข้าเมือง สนามบินสุวรรณภูมินายหนึ่ง  (ไม่ขอเปิดเผยนาม) ว่า สำหรับคำว่าอนุญาตแล้ว  เป็นไปไม่ได้ ที่จะคนปกติ หรือแม้แต่ข้าราชการเองก็ตาม ทั้งฝ่ายปกครอง มั่นคง พลเรือน จะสามารถนำอาวุธปืนพกประจำกายบินข้ามประเทศได้ ด้วยเพราะกฎหมายการพกพาอาวุธแต่ละประเทศจะมีข้อจำกัดที่แตกต่างกัน บางประเทศอนุญาต บางประเทศไม่อนุญาต ดังนั้น เพื่อเคลียร์ทุกอย่างก่อนมีปัญหาตามมา ด่านตรวจที่ประเทศไทยจะไม่อนุญาตเด็ดขาดให้ผู้โดยสารพกปืนออกนอกประเทศ แม้ปืนกระบอกนั้นจะถูกแยกชิ้นส่วนจากกระบอก และแมกกาซีน กระสุน ออกจากกันก็ตาม

เอาง่ายๆ คือ แค่ในประเทศถ้าจะพกกันเพราะมีงานมีราชการ ก็ต้องแจ้งเจ้าหน้าที่สายการบินก่อนจะทำการเช็คอิน และที่สำคัญต้องมีใบอนุญาตเครื่องย้ายอาวุธปืนกระบอกนั้นได้ และตัวปืนก็ต้องแยกออกจากกัน จะไม่อนุญาตให้นำขึ้นไปภายในห้องโดยสารเด็ดขาด นี่คือกฎการบินสากลอยู่แล้ว จะต้องบรรจุอยู่ใต้ท้องเครื่องบินในห้องสัมภาระเท่านั้น นี่เฉพาะบินภายในประเทศนะ ถ้าบินออกนอกไม่อนุญาตเด็ดขาด

 นายตำรวจคนเดิม ย้ำว่า ที่สำคัญ หากตำรวจ หรือทหารผู้นั้นมีราชการที่ต้องไปต่างจังหวัด และโดยสารเครื่องบินพร้อมพกพาอาวุธด้วย จะต้องมี ใบราชการ  กำกับหน้าที่ปฏิบัติเหตุนั้นไว้ด้วย เพื่อแจ้งไปยังเจ้าหน้าที่สายการบิน โดยขั้นตอนเมื่อแจ้งแล้ว จะต้องส่งมอบอาวุธปืนให้เจ้าหน้าที่สายการบินเป็นผู้ดูแลแต่ฝ่ายเดียว เจ้าของปืนไม่มีสิทธิดูแลเองเด็ดขาดตลอดการทำการบิน เว้นเสียแต่ต่างประเทศจะมีแอร์มาแชล (ตำรวจอากาศ) ที่จะพกอาวุธขึ้นไปกับเครื่องบินได้และปะปนกับผู้โดยสารประหนึ่งว่าเป็นบุคคลเดินทางเช่นกัน แต่เฉพาะบางประเทศเท่านั้น และเท่าที่ทราบมาบ้านเราไม่มีแอร์มาแชล

 ส่วนกรณีของ  บิ๊กแจ๊ด  นั้น ปืน หลุดไปได้อย่างไร นายตำรวจผู้นี้ให้ทรรศนะว่า คงเกิดข้อผิดพลาด และไม่มีช่องผ่าน หรือช่องตรวจวีไอพีบุคคลพิเศษอย่างที่สื่อเข้าใจกัน ผู้โดยสารไม่ว่าจะเป็นชั้นหนึ่ง ชั้นธุรกิจ หรือชั้นประหยัด ต่างต้องถูกตรวจถูกค้นเหมือนกันทั้งสิ้น เพราะฉะนั้นคงเป็นไปไม่ได้ที่จะถือปืนแล้วเดินผ่านเข้าด่านตรวจโดยไม่ถูกเรียก

 แต่สำหรับกรณีของพล.ต.ท.คำรณวิทย์ นั้น ความสะเพร่าที่ปล่อยให้ ปืน  หลุดออกจากเมืองไทยผ่านสนามบินสุวรรณภูมิ อดีตตำรวจใหญ่นายหนึ่ง ให้ความเห็นเสริมว่า น่าจะเกิดจากคน หรือเจ้าหน้าที่ของสนามบิน ที่พบว่าเป็นบุคคลใหญ่แล้วเกิดลูกเกรงใจจึงไม่กล้าจะตรวจจริงๆ จังๆ แต่กรณีที่เกิดขึ้นกับพล.ต.ท.คำรณวิทย์นั้น ยังไม่มีข้อสรุปว่าปืนที่พบนั้น พกไว้ในกระเป๋าเดินทาง หรือกับตัวเอง ถ้าหากพกไว้ในกระเป๋าเดินทาง ก็เป็นอันว่าเครื่องตรวจและคนที่มีรับผิดชอบแสกนกระเป๋าของผู้โดยสารนั้นมีปัญหา เกิดความบกพร่อง แต่ถ้าหากพกติดตัว อันนี้คือลูกเกรงใจ

 แต่เชื่อว่าอดีตตำรวจใหญ่อย่างพล.ต.ท.คำรณวิทย์ คงไม่สะเพร่าพกปืนเดินหราออกนอกประเทศแน่ เพราะต้องรู้ข้อกฎหมายเป็นอย่างดี น่าจะเป็นความผิดพลาดของสนามบินต้นทางมากกว่า

 ส่วนกรณีที่ว่าผ่านด่านตรวจที่สนามบินนาริตะไปได้อย่างไรเมื่อถึงขาเข้านั้น อดีตนายตำรวจใหญ่ผู้นี้ของดให้ความเห็น

จากรณี"คำรณวิทย์"ถึงมาตราฐานสนามบินไทย ลองส่อง พรบ.การเดินอากาศ พ.ศ. 2497

จากรณี"คำรณวิทย์"ถึงมาตราฐานสนามบินไทย ลองส่อง พรบ.การเดินอากาศ พ.ศ. 2497

จากกรณี มีข้อสงสัย ว่า มีการพกปืนผ่านสนามบินไทยไปลงนาริตะ กระทั่ง พล.ต.อ.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่างโดนจนท.ตร.ญี่ปุ่นจับได้พร้อมอาวุธปืนและเครื่องกระสุน ซึ่งมีการถามถึงมาตรฐานการ

ตรวจค้นอาวุธและมาตรการความปลอดภัยท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ว่าเป็นอย่างไรกันแน่ ซึ่งทางการท่าอากาศยานแห่งประเทศไทย(ทอท.)มีการออกมาบอกว่า  ใช้มาตการ การรักษา ความปลอดภัย

ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ตาม พรบ.การเดินอากาศ พ.ศ. 2497(ลองไปดู พรบ.ที่ชราภาพแล้วฉบับนี้กัน)
////
พระราชบัญญัติการเดินอากาศ พ.ศ. 2497

ฉบับเต็ม  คลิกที่นี่

          มาตรา 16 ห้ามมิให้ผู้ใดนำอากาศยานทำการบิน เว้นแต่มีสิ่งเหล่านี้อยู่กับอากาศยานนั้น คือ
          (1) ใบสำคัญการจดทะเบียน
          (2) เครื่องหมายสัญชาติและทะเบียน และแผ่นแสดงเครื่องหมายอากาศยาน
          (3) ใบสำคัญสมควรเดินอากาศ
          (4) สมุดปูมเดินทาง
          (5) ใบอนุญาตผู้ประจำหน้าที่แต่ละคน
          (6) ใบอนุญาตเครื่องวิทยุสื่อสาร ถ้ามีเครื่องวิทยุสื่อสาร
          (7) บัญชีแสดงรายชื่อผู้โดยสาร ในกรณีที่เป็นการบินระหว่างประเทศที่มีการบรรทุกผู้โดยสาร
          (8) บัญชีแสดงรายการสินค้า ในกรณีที่เป็นการบินระหว่างประเทศที่มีการบรรทุกสินค้า
          (9) สิ่งอื่นตามที่กำหนดในกฎกระทรวง
          ความในมาตรานี้ ไม่ใช้บังคับแก่
          (1) อากาศยานที่ทำการบินทดลองภายใต้เงื่อนไข ซึ่งพนักงานเจ้าหน้าที่กำหนด
          (2) อากาศยานทหารต่างประเทศ
          (3) อากาศยานอื่นตามที่กำหนดในกฎกระทรวง

          มาตรา 18/1 อากาศยานทุกลำที่ทำการบินในราชอาณาจักร ต้องทำแผนการบินและแจ้งต่อหน่วยงานให้บริการจราจรทางอากาศ
          แผนการบินให้เป็นไปตามแบบ หลักเกณฑ์ และวิธีการที่กำหนดในกฎกระทรวง

          มาตรา 18/2 อากาศยานทุกลำที่บินหรือเคลื่อนที่อยู่ในราชอาณาจักรต้องปฏิบัติตามกฎจราจรทางอากาศที่กำหนดในข้อบังคับของคณะกรรมการการบินพลเรือน

          มาตรา 25 ห้ามมิให้ผู้ใดส่งหรือพายุทธภัณฑ์ตามกฎหมายว่าด้วยการควบคุมยุทธภัณฑ์ไปกับอากาศยาน เว้นแต่จะได้รับอนุญาตเป็นหนังสือจากรัฐมนตรี และปฏิบัติตามเงื่อนไขที่รัฐมนตรี

กำหนด

       มาตรา 26 ห้ามมิให้ผู้ใดส่งหรือพาวัตถุอันตรายหรือสัตว์ซึ่งอาจเป็นอันตรายต่อ ความปลอดภัยของอากาศยานหรือบุคคลในอากาศยานตามที่กำหนดในกฎกระทรวงไปกับ อากาศยาน เว้นแต่จะ

ได้รับอนุญาตเป็นหนังสือจากพนักงานเจ้าหน้าที่และปฏิบัติตาม เงื่อนไขที่พนักงานเจ้าหน้าที่กำหนด

          มาตรา 62  เมื่อเกิดอุบัติเหตุแก่อากาศยานใดในราชอาณาจักร ให้อากาศยานนั้นอยู่ในความพิทักษ์ของพนักงานเจ้าหน้าที่ และห้ามมิให้บุคคลใดปฏิบัติการอย่างหนึ่งอย่างใดแก่อากาศยานหรือ

ส่วนของอากาศยานนั้นโดยมิได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ พนักงานฝ่ายปกครอง หรือตำรวจเว้นแต่กรณีจำเป็นเพื่อ
          (1) ให้คน ไปรษณีย์ภัณฑ์และสัตว์พ้นภัย
          (2) คุ้มครองอากาศยานนั้นมิให้เสียหายโดยไฟไหม้หรือเหตุอื่นใด
          (3) ป้องกันภยันตรายมิให้เกิดแก่ประชาชน
          (4) เคลื่อนย้ายอากาศยานหรือส่วนของอากาศยานนั้นมิให้กีดขวางต่อการเดินอากาศ หรือการขนส่งอย่างอื่น
          (5) เคลื่อนย้ายอากาศยานหรือส่วนของอากาศยานนั้นไปสู่ที่ปลอดภัยเมื่ออับปางในน้ำ หรือ
          (6) เคลื่อนย้ายสิ่งของหรือสินค้าให้พ้นภยันตรายในกรณีนี้ให้ทำภายใต้ความควบคุมดูแลของพนักงานเจ้าหน้าที่ พนักงานฝ่ายปกครอง หรือตำรวจ
///
ฉบับเต็ม
พรบ.การเดินอากาศพ.ศ.2497

นศ.รวมตัวหน้าสน.ปทุมวันขอพบจนท.ตร.หลังเพื่อนถูกคุมตัวหน้าหอศิลป์

นักศึกษา 8 คนที่ถูกสั่งให้ไปรายงานตัวที่ สน.ปทุมวัน เพราะฝ่าฝืนคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) จากการจัดกิจกรรมหน้าหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 22 พ.ค.2558 รวมตัวกันที่ สน.ปทุมวัน ขอเข้าพบเจ้าหน้าที่ ขณะที่นักศึกษากลุ่มดาวดิน 7 คน ที่ถูก สภ.ขอนแก่นตั้งข้อหาขัดคำสั่ง คสช. ไปให้กำลังใจ ด้านโฆษก คสช.เผยการแสดงออกไม่สมเป็นนักศึกษา และตั้งใจยั่วยุเจ้าหน้าที่ ยืนยันตำรวจจะปฏิบัติอย่างละมุนละม่อม
เมื่อเวลาประมาณ 16.50 น. นักศึกษาได้เตรียมตัวเดินเข้าไปภายใน สน.ปทุมวัน เพื่อแจ้งความดำเนินคดีกับเจ้าหน้าที่ โดยระบุว่าเจ้าหน้าที่ใช้กำลังเกินกว่าเหตุกับผู้ชุมนุมที่หอศิลป์ฯ อย่างไรก็ดี นักศึกษายังไม่สามารถเข้าไปในสถานีตำรวจได้
ก่อนหน้านี้ นายรังสิมันต์ โรม นักศึกษา ม.ธรรมศาสตร์ ซึ่งเป็นหนึ่งในนักศึกษาที่ร่วมจัดกิจกรรมหน้าหอศิลป์ ได้อ่านแถลงการณ์ ระบุว่า พวกตนมาแสดงตัวเพื่อยืนยันว่าไม่ได้หนีไปไหน แต่ก็ไม่ได้มารับทราบข้อกล่าวหา เนื่องจากไม่ได้กระทำความผิด นักศึกษาต้องการฟ้องร้องเจ้าหน้าที่ที่กระทำผิดต่อเสรีภาพ ร่างกาย และปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ
ตั้งแต่ช่วงบ่ายของวันนี้ นักศึกษาได้ไปรวมตัวที่หน้าตลาดสามย่าน และพูดผ่านเครื่องขยายเสียงเชิญชวนให้ประชาชนมาร่วมให้กำลังใจ โดยยืนยันว่าการรวมตัวเป็นไปอย่างสันติ
พ.อ.วินธัย สุวารี โฆษก คสช. กล่าวกับบีบีซีไทยว่า ขณะนี้ตำรวจยังดูสถานการณ์และจะดำเนินการอย่างเหมาะสมที่สุด โดยใช้วิธีปฏิบัติอย่างละมุนละม่อม และอดทน อย่างไรก็ดี เห็นว่านักศึกษาตั้งใจยั่วยุเจ้าหน้าที่และโน้มน้าวสถานการณ์เพื่อให้เห็นว่าเจ้าหน้าที่ปฏิบัติอย่างไม่เหมาะสม นักศึกษาไม่ได้แสดงออกเหมือนผู้อยู่ในวัยศึกษาแต่เป็นการแสดงออกของผู้ต้องการฝ่าฝืนกฎหมาย เชื่อว่าสังคมจะทราบดีว่าการแสดงออกในวันเวลาสถานที่เช่นนี้น่าจะมีเจตนาแอบแฝง
พ.อ.วินธัย กล่าวว่าเริ่มมีผู้แจ้งเรื่องร้องเรียนเข้ามาถึงการกระทำของนักศึกษาว่าไม่เหมาะสม อย่างไรก็ดี คสช.คงไม่มีคำสั่งใด ๆ เป็นพิเศษ เพราะกรณีนี้ถือเป็นเรื่องของบุคคลที่กระทำผิดกฎหมายเท่านั้น
(ภาพจากกลุ่มธรรมศาสตร์เสรีเพื่อประชาธิปไตย)


แล้งสุดในรอบ51ปีผู้ว้า กปน.บอกน้ำมีพอผลิตให้ปชช.ได้อีกเพียง30วันให้ประหยัดสำรองน้ำไว้ใช้ครัวเรือน

WEDNESDAY, 24 JUNE 2015 07:23
เขื่อนภูมิพล-สิริกิติ์-ป่าสักชลสิทธิ์ ปริมาณน้ำร่วม 3 เขื่อน มีเพียง 9 ร้อยล้านลูกบาศก์เมตร ปัจจุบันมีการปล่อยน้ำทุกวัน หากสถานการณ์ไม่ดีขึ้น ไม่มีฝน กปน. ผลิตน้ำจ่ายให้ประชาชน ได้อีกเพียง 30 วัน  
วันที่ 24 มิถุนายน 2558 ที่โรงสูบน้ำดิบสำแล จ.ปทุมธานี นายธนศักดิ์ วัฒนฐานะ ผู้ว่าการประปานครหลวง (กปน.) นำสื่อมวลชน ติดตามสถานการณ์การผลิตน้ำประปา พร้อมขอความร่วมมือทุกภาคส่วนร่วมมือกันใช้น้ำอย่างประหยัด

นายธนศักดิ์ เปิดเผยว่า สถานการณ์น้ำในภาพรวม ถือว่า แล้งที่สุดในรอบ 51 ปี มีปริมาณน้ำในเขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ จำนวนรวมกัน อยู่ที่ 900 ล้านลูกบาศก์เมตร ในแต่ละวันจะปล่อยน้ำลงมาจำนวน 30 ล้านลูกบาศก์เมตร/วัน ซื่งในจำนวนน้ำที่ปล่อยลงมานี้ ทาง กปน. นำมาใช้ผลิตน้ำประปา จำนวน 3.6 ล้านลูกบาศก์เมตร/วัน หากคำนวนแล้ว เท่ากับจะสามารถผลิตเป็นน้ำประปาจ่ายให้ประชาชนใช้ได้ตามปกติ อีกเพียง 30 วันเท่านั้น

กปน. ได้ประเมิณสถานการณ์ภัยแล้งเบื้อนต้น จะสามารถจ่ายน้ำให้ประชาชนใช้น้ำในระดับปกติได้เพียง แค่ 30 วัน ระหว่างนี้หากสถานการณ์ยังไม่ดีขึ้น กปน. ก็จะทำการพิจราณาลดการจ่ายน้ำเพิ่มอีก ตามความเหมาะสม

ผู้ว่าการ การประปานครหลวง กล่าวว่า ตั้งแต่ 12 พฤษภาคม 2558 ได้มีการลดการผลิตน้ำประปาที่รับน้ำมา จากแม่น้ำเจ้าพระยาราว 10% โดยลดจากกำลัง ผลิตเดิม 3.9 ล้านลูกบาศก์เมตร/วัน เหลือ 3.6 ล้านลูกบาศก์เมตร/วัน พร้อมแจ้งประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนทราบถึงสถานการณ์น้ำภายใน 1-2 สัปดาห์ เพื่อให้ประชาชนปรับตัวและเตรียมกักเก็บน้ำเพื่ออุปโภคบริโภค

ปริมาณน้ำ ที่ประชาชน ควรสำรองเฉลี่ย 60 ลิตรต่อครอบครัว ซึ่งจะสมารถมีน้ำใช้ได้ประมาณ 1 สัปดาห์ ต่อครอบครัว ทั้งนี้ กปน. จะมีการประสานกับกรมชลประทานเพื่อขอให้มีการปล่อยน้ำสำรองลงมาใช้ก่อน พร้อมทั้งจะมีการจัดรถน้ำบริการน้ำดื่มแจกจ่ายให้กับประชาชนซึ่งจะสามารถแจกจ่ายให้กับประชาชนได้เฉลี่ยประมาณ 1 ล้านลูกบาศก์เมตร/วัน โดยจะนำน้ำมาจากโรงผลิตน้ำมหาสวัสดิ์ซึ่งจะดึงน้ำมาจากแม่น้ำแม่กลอง

ขณะที่ สถานการณ์ความเค็มในน้ำดิบนั้นอยู่ที่ 0.13 g/L (กรัม/ลิตร) ซึ่งมาตรฐานความเค็มโดยปกติแล้วต้องไม่เกิน 0.25 g/L (กรัม/ลิตร) ตามที่องค์การอนามัยโลกได้ระบุไว้ ค่าที่วัดเบื้องต้นนั้นยังถือว่า ยังอยู่ในเกณฑ์ที่ไม่วิกฤติ หากเกิดวิกฤติน้ำเค็มพื้นที่เขตที่จะได้รับผลกระทบ ได้แก่ พื้นที่ฝั่งตะวันออกของแม่น้ำเจ้าพระยา คือ กรุงเทพมหานคร และสมุทรปราการ

อย่างไรก็ตาม ขอแนะประชาชนและทุกภาคส่วน ควรประหยัดน้ำและพร้อมให้สำรองน้ำไว้ในยามฉุกเฉิน และในปี 2559-2565 การประปานครหลวง (กปน.) มีโน้มที่จะปรับราคาน้ำประปาเพิ่มอีกสูงสุดไม่เกิน 1 บาท 50 สตางค์จากเดิม 8 บาท 50 สตางค์ เพื่อนำเงินไปลงทุนปรัปปรุงระบบน้ำประปาให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
add a comment

"นายกฯประยุทธ์”สั่งสอบสวน ปม ”คำรณวิทย์” นำปืนผ่านสุวรรณภูมิ ไปญี่ปุ่น ได้ไง

"นายกฯประยุทธ์”สั่งสอบสวน ปม ”คำรณวิทย์” นำปืนผ่านสุวรรณภูมิ ไปญี่ปุ่น ได้ไง ยันไทยต้องเคารพกฎหมายต่างประเทศ ขอสื่อ อย่าโยง ปม กระทบ “ICAO” ชี้เป็นเรื่องส่วนบุคคล ไม่ใช่ จนท.รัฐ

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)กล่าวถึงกรณี พล.ต.ท.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง อดีต ผบช.น.ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจประเทศญี่ปุ่นควบคุมตัว ในข้อหามีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองนั้น จะส่งผลกระทบต่อการตรวจสอบขององค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศICAO หรือไม่ว่า ไม่เกี่ยวคุณอย่าไปเขียนให้ปนกัน เรื่องนี้เป็นเรื่องของการลักลอบนำสิ่งของขึ้นเครื่องบิน ซึ่งกำลังตรวจสอบอยู่ มันมีความผิดเพราะมีการขนของหนีภาษี ซึ่งเป็นเรื่องที่ผิดโดยกำลังสอบอยู่ว่ามันไปได้อย่างไร ไม่ใช่ว่าตนอยู่เฉยๆ อย่าไปหาเรื่องเอาไปตีไอเคโอ พอเขาดีให้ก็เอาลงมาอีก ก็แก้ไปสิไปอธิบายว่าเป็นเรื่องของบุคคล ไอเคโอเป็นเรื่องขององค์กรแยกออกจากกันซะ เขียนให้ประเทศชาติไปได้หน่อย ตนไม่ได้ให้ท่านปิดเลยซักอย่าง

เมื่อถามว่า พล.ต.ท.คำรณวิทย์ ถูกจับที่ประเทศญี่ปุ่น ถือประเทศไทยมีความผิดด้วยหรือไม่ เพราะปล่อยให้อาวุธออกประเทศ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า แล้วอย่างไร เขาเป็นใครหล่ะ ตนพูดเมื่อกี้ไม่ได้ฟังหรือ ก็ไปสอบสวนสิว่าผ่านการตรวจไปได้อย่างไร มีการละเว้นกันหรือไม่ ผ่านการตรวจเอ็กซเรย์หรือเปล่า กำลังสั่งเขาให้ไปสอบแล้วผิดก็คือผิด แล้วจะเอาอย่างไร

เมื่อถามว่า จะมีแนวทางช่วยเหลืออย่างไร พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ก็อำนวยความสะดวกในเรื่องของทนายความ เรื่องความยุติธรรมก็ว่ากันไปเขาไม่ใช่ข้าราชการ วันนี้เขาเป็นบุคคลธรรมดา เข้าใจหรือเปล่าก็ต้องดูแล อย่างเรื่องประมงก็ยังต้องดูเลย เอากลับมาเท่าไหร่แล้วรู้ไหม ทุกรเรื่องตามทุกเรื่องไม่ใช่ไม่รู้ แต่ไม่ใช่ว่าจะต้องมาโฆษณาชวนเชื่อกันทุกวัน ออกมาแล้วกำลังจะมาแล้วก็ไม่ได้มา เพราะว่าประโคมกันเสียหายกันไปหมด บางอย่างต้องพูดคุยกันบ้างกฎหมายคือกฎหมายทุกประเทศสำคัญหมด อยู่ที่ว่าคนไทยทุกคนจะต้องสำนึกตรงนี้ ไม่ใช่ว่าเดี๋ยวเขาก็ช่วยถ้าสอนกันแบบนี้ก็เป็นอยู่อย่างนี้ ต้องสอนให้คนเคารพกฎหมายในประเทศของเรา และเคารพกฎหมายประเทศอื่นด้วย เคยตัวกันหรือเปล่า ประเทศไทยทำอะไรกันก็ได้ ต่างชาติทำได้ที่ไหนเล่าแล้วก็เดือดร้อนรัฐบาล ไม่ช่วยก็โดนว่าไม่ดูแลคนไทย จะอาอย่างไร


83 ปี 24 มิ.ย. 2475 จะเดินหน้าหรือถอยหลัง ?

83 ปี 24 มิ.ย. 2475 จะเดินหน้าหรือถอยหลัง ?

24 มิ.ย. 2558 ถือเป็นวันสำคัญของประวัติศาสตร์การเมืองการปกครองของไทย หรือ สยามในอดีต ย้อนกลับไป 83 ปี วันนี้เป็นวันแห่ง การปฏิวัติสยาม
เป็นที่ทราบกันกับประวัติศาสตร์การเมืองการปกครองของไทย ในปัจจุบันว่า ในวันที่ 24 มิ.ย. 2475 เป็นวันแห่งการปฏิวัติสยาม เป็นการเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบ สมบูรณาญาสิทธิราชย์ มาเป็นระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภา และพัฒนามาเป็นรูปแบบที่เราเรียกกันในปัจจุบันว่า ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ ทรงเป็นประมุขในปัจจุบัน
ตลอด 83 ปีที่ผ่านมา การวางรากฐานการเมืองการปกครองของประเทศ ที่ต้องการเดินหน้าสู่ระบอบประชาธิปไตยตามที่คณะผู้ก่อการหรือ "คณะราษฎร" ได้วาดหวังไว้ ผ่านการล้มลุกคลุกคลาน
เมีบางครั้งบางตอน การปกครองตกอยู่ภายใต้ระบอบอำนาจนิยม มีการยกเลิกรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นกฎหมายแม่บทของระบอบประชาธิปไตยสำหรับการบริหารประเทศไปก็หลายครั้ง
มีเหตุการณ์ประวัติศาสตร์การต่อสู้เรียกร้องประชาธิปไตยของกลุ่มพลังมวลชน ผู้บริสุทธิ์ นักศึกษา ประชาชน ผู้รักประชาธิปไตยในเหตุการณ์ 14 ตุลา16 และเหตุการณ์มหาวิปโยค 6 ตุลา 19
มีบางช่วง การเมืองไทยตกอยู่ภายใต้ระบอบประชาธิปไตย ที่เรียกกันว่า "ประชาธิปไตยครึ่งใบ" ยาวนานเกือบ10 ปี เมื่อผ่าน เข้ามาสู่การปกครองที่มีผู้แทนจากการเลือกตั้งเต็มรูปแบบ ก็เกิดปัญหาในบ้านเมือง เกิดการคอร์รัปชั่น ขนานใหญ่ ในยุคที่เรียกว่า ยุคบุพเฟ่คาบิเนต จนเป็นเหตุให้มีการล้มการปกครองโดยคณะทหาร
ซึ่งในขณะนั้น ผู้คนยินดีปรีดาที่มีการล้มกระดานกลุ่มอำนาจของพรรคการเมืองลง อย่างมาก ด้วยหวังว่าคณะผู้ยึดอำนาจจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงบ้านเมืองให้ดีกว่าเดิม
แต่แล้ว เมื่อมีการพยายามสืบทอดอำนาจโดยคณะผู้ยึดอำนาจเสียเอง จนทำให้ ไปสู่การต่อต้านของกลุ่มผู้เรียกร้องประชาธิปไตยอีกครั้งจนนำไปสู่เหตุการณ์นองเลือดอีกครั้ง ในเหตุการณ์ที่เรียกว่า พฤษภาทมิฬ ปี2535
แต่ด้วยบารมีของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้ทรงแก้ไขวิกฤตการณ์จนคลีคลาย ทำให้การเมืองไทยหลุดจาก ความรุนแรงในครั้งนั้นและนำไปสู่การเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตยอีกครั้ง
อย่างไรก็ตาม หลังปี 2535 เมื่อมีการเลือกตั้งประเทศเดินหน้าไปตามแนวทางระบอบประชาธิปไตย แต่แล้ว ด้วยความเปลี่ยนแปลงทางสังคม ทางการเมือง การเข้ามาบริหารประเทศของบรรดาตัวแทนหรือพรรคการเมือง การบรรลุเป้าหมายของระบอบประชาธิปไตย การปกครองเพื่อความผาสุกเพื่อประชาชน ก็ไม่บรรลุเป้าหมายได้เลย
นักการเมืองที่ผ่านการเลือกตั้ง ต่างมุ่งประโยชน์แต่ตัวเองและพวกพ้องจนทำให้ความศรัทธาต่อระบอบการเมืองไทยลดน้อยถอยลง และเมื่อนายทุนผู้มีอำนาจทางเศรษฐกิจได้ผันตัวเองเข้ามาสู่การเมืองโดยตรง ในยุค พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ซึ่งเข้ามาเป็นหัวหน้าพรรคการเมืองและสามารถขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรีได้ ในปี2544 การเมืองไทยได้แบ่งขั้วการเมืองอย่างชัดเจน
มีการใช้อำนาจทางการเมืองแสวงหาผลประโยชน์ให้กับกลุ่มพวกพ้อง จนมีคดีความมากมายและ นำไปสู่การรัฐประหารโค่นล้มรัฐบาลจากการเลือกตั้งอีกครั้ง ในปี 2549 และเมื่อกลับเข้าสู่ระบอบการเลือกตั้งหลังจากมีการยึดอำนาจไปประมาณปีเศษ วังวนของการเมืองไทยก็กลับเข้าสู่วังวนเดิมอีกครั้ง มีการใช้อำนาจทางการเมือง เพื่อผลประโยชน์ให้กับตัวเองและพวกพ้อง
เกิดการต่อสู้แย่งชิงอำนาจกันของกลุ่มพรรคการเมือง และมีเหตุการณ์ความรุนแรง มีการใช้กำลังปราบปรามผู้ไม่เห็นด้วย เกิดกระบวนการจัดตั้งมวลชนของแต่ละฝ่ายในการต่อสู้กัน
จนเหตุการณ์ถึงทางตัน ทำให้เกิดการรัฐประหารอีกครั้ง เป็นครั้งล่าสุดเมื่อวันที่ 22 พ.ค.57 ที่ผ่านมา ภายใต้การนำของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา อย่างที่เราทราบกันดีในปัจจุบัน
วันนี้ การเมืองไทยภายใต้การบริหารของ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. มีการวางแนวทางเพื่อไปสู่การเป็นประชาธิปไตยอีกครั้ง มีความพยายามในการปฏิรูปประเทศ เพื่อหาทางออกจากปัญหาที่เป็นวังวน เป็นรากฐานของปัญหาในทุกมิติ ก่อนที่จะนำไปสู่กระบวนการเลือกตั้ง ภายใต้กฎหมายรัฐธรรมนูญใหม่ที่ร่างกันอยู่ในขณะนี้
อย่างไรก็ตาม วันนี้ เป็นที่น่าสนใจยิ่งว่า กระบวนการที่คณะรัฐประหารวาดหวังว่า จะนำพาประเทศไปสู่ระบอบประชาธิปไตย ต้องการวางรากฐานใหม่เพื่อให้ประเทศไทยเดินหน้าไปอย่างผาสุข ตามคำสัญญาที่ให้ไว้ว่า จะคืนความสุขให้กับคนไทยในอีกไม่นาน
วันนี้ ถามว่า กลุ่มคู่ขัดแย้ง ได้หายไปหรือยัง ปัญหาเดิมได้รับการแก้ไขหรือยัง ...? หรือเป็นช่วงเวลาแห่งการรอ ...การสงบนิ่ง รอโอกาสที่จะกลับมาเป็นผู้กุมอำนาจอีกครั้ง และ นำความขัดแย้งกลับมาอีก...?
วันนี้ 83 ปีผ่านของวันเปลี่ยนแปลงการปกครอง ...สังคมไทยจะก้าวเดินไปอย่างไร...? จนถึงวันนี้ มีบ้างที่บางคนมองภาพ คาดคะเน..ในใจได้.... 83ปีที่ผ่านมา จะผ่านไป โดยที่คนไทยไม่ได้สรุปบทเรียน หาทางออกให้กับวันข้างหน้าทีดีกว่าหรือไม่....อีกไม่นาน......????


เตือนกรณี"คำรณวิทย์"ระวังสายการบินไทยอาจไม่ได้รับอนุญาตให้บินระหว่างประเทศ

พล.อ.ท.วัชระ'Fbเหตุที่ตม.ดูแลอดีตตร.ระบอบทักษิณทำให้ไม่มีการตรวจสอบอาวุธ เตือนให้ระวังสายการบินไทยอาจไม่ได้รับอนุญาตให้บินระหว่างประเทศ จะฉิบหายกันหมด!!
เวลา 11.20 น. วันนี้ 24 มิถุนายน 2558 อดีตนายทหารนักบินรบทอ. นักวิชาการด้านยุทธศาสตร์ความมั่นคง ปัจจุบันวิทยากรที่วิทยาลัยเสนาธิการทหาร "พล.อ.ท.วัชระ ฤทธาคนี" โพสต์เฟซบุ๊คส่วนตัวสั้นๆที่ใช้ชื่อ Vachara Riddhagni ถึงข่าวที่อดีตตร.ระบอบทักษิณถูกควบคุมตัวที่ญี่ปุ่นว่า วันนี้ผมไม่ได้ร่ายยาววิพากษ์วิจารณ์สิ่งชั่วๆ หรือพฤติกรรมชั่วๆ หรือการกระทำที่ไร้สำนึก ไร้ความรับผิดชอบ หรือรู้เท่าไม่ถึงการณ์ เช่นความละเลยของการตรวจอาวุธหรือวัตถุที่เหมือนอาวุธที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิของพนักงานบริษัท Loxley เพราะว่าอดีตนายตำรวจระบอบทักษิณใช้ช่องทาง VIP และตม.มาดูแล จึงไม่มีการตรวจตั้งแต่ที่สุวรรณภูมิ นี่เป็นข้อแคลงใจของ ICAO เรื่องการรักษากฏระเบียบว่าด้วยความปลอดภัยในการบินของประเทศไทย ที่มีการละเลยเพราะ PAX เป็น VIP หรือคนทำงานสายการบิน
ดังนั้น " ICAO จึงปักธงแดงประเทศไทยครับ เตือนให้ระวังสายการบินไทยอาจไม่ได้รับอนุญาตให้บินระหว่างประเทศ จะฉิบหายกันหมด "พล.อ.ท.วัชระเตือน

สาวไส้มะกัน! วิกิลีกส์แฉยับดักฟังสอดแนม ปธน.ฝรั่งเศส 3 รายรวด

สาวไส้มะกัน! วิกิลีกส์แฉยับดักฟังสอดแนม ปธน.ฝรั่งเศส 3 รายรวด

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์
24 มิถุนายน 2558 05:27 น. (แก้ไขล่าสุด 24 มิถุนายน 2558 10:52 น.)
สาวไส้มะกัน! วิกิลีกส์แฉยับดักฟังสอดแนม ปธน.ฝรั่งเศส 3 รายรวด
ภาพการ์ตูนล้อจากหนังสือพิมพ์เบลฟาสต์เทเลกราฟ ที่ล้อเลียนการสอดแนม 3 ผู้นำฝรั่งเศสของสหรัฐฯ
        เอเอฟพี/รอยเตอร์ - วิกิลีกส์ อ้างรายงานข่าวกรองลับสุดยอดและเอกสารทางเทคนิค แฉเมื่อวันอังคาร (23 มิ.ย.) ว่าสำนักงานความมั่นคงแห่งชาติสหรัฐฯ (เอ็นเอสเอ) สอดแนมประธานาธิบดีฝรั่งเศส 3 รายตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา ได้แก่ ฌากส์ ชีรัก, นิโกลาส์ ซาร์โกซี และฟรังซัวส์ ออลลองด์ ขณะที่อเมริกาอ้ำอึ้งไม่ขอแสดงความคิดเห็นต่อเรื่องนี้
      
       หนังสือพิมพ์ Liberation ของฝรั่งเศส และเว็บไซต์ Mediapart รายงานเรื่องราวอื้อฉาวดังกล่าว โดยอ้างเอกสารที่ถูกจัดอยู่ในขั้น “ลับสุดยอด” ในนั้นรวมถึงรายงาน 5 ฉบับจากการดักฟังการติดต่อสื่อสารทางโทรคมนาคมของเอ็นเอสเอตั้งแต่ปี 2006 จนถึงปี 2012
      
       โดยเอกสารล่าสุดที่สุด ระบุวันที่ 22 พฤษภาคม 2012 หรือไม่กี่วันก่อนหน้าที่นายออลลองด์จะเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีฝรั่งเศส และเผยให้ทราบว่าผู้นำแดนน้ำหอมอนุมัติการประชุมลับในปารีส เพื่อหารือถึงวิกฤตยูโรโซน โดยเฉพาะกรณีผลลัพธ์ที่กรีซอาจต้องออกจากยูโรโซน ส่วนในเอกสารอีกฉบับปี 2008 จั่วหัวว่า “ซาร์โกซี มองตนเองในฐานะเป็นเพียงคนเดียวที่สามารถคลี่คลายวิกฤตการเงินโลกได้”
      
       ทำเนียบประธานาธิบดีฝรั่งเศสและวอชิงตันยังไม่ออกมาแสดงความคิดเห็นต่อข้อมูลดังกล่าว โดย จอห์น เคอร์บี โฆษกกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ บอกว่า “เราไม่แสดงความเห็นต่อความจริงหรือเนื้อหาของเอกสารที่รั่วไหล”
      
       นายเอ็ดเวิร์ด สโนว์เดน อดีตลูกจ้างของเอ็นเอสเอ กระพือความขุ่นเคืองในเยอรมนี หลังออกมาเปิดโปงว่าวอชิงตันได้ดำเนินการจารกรรมข้อมูลทางอิเล็กทรอนิกส์ขนานใหญ่ในเยอรมนี และอ้างว่าเอ็นเอสเอดักฟังโทรศัพท์ของนางแมร์เคิล
      
       “ในขณะที่การเปิดโปงต่อชาวเยอรมนีพุ่งเป้าไปที่ข้อเท็จจริงเดียวที่ว่ามีเจ้าหน้าที่ระดับสูงตกเป็นเป้าหมายของข่าวกรองสหรัฐฯ แต่การเผยแพร่ข้อมูลของวิกิลีกส์ในวันนี้ ได้ให้ความเข้าใจถ่องแท้กว่าเกี่ยวกับการสอดแนมพันธมิตรของสหรัฐฯ” วิกิลีกส์ เว็บไซต์จอมแฉแถลง พร้อมแย้มว่าเหล่าผู้อ่านชาวฝรั่งเศสคาดหมายได้เลยจะมีการเปิดโปงสำคัญๆ เพิ่มเติมในอนาคตอันใกล้นี้
      
       เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว วิกิลีกส์เผยแพร่เอกสารลับทางการทูตจากซาอุดีอาระเบียมากกว่า 60,000 ฉบับ และบอกว่าทางเว็บไซต์จะเผยแพร่เอกสารอีกกว่า 5 แสนฉบับในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า

ฝากขัง 'นัชชชา' หลังตร.บุกจับที่รพ. ทนายเตรียมคัดค้านและยื่นประกัน

ฝากขัง 'นัชชชา' หลังตร.บุกจับที่รพ. ทนายเตรียมคัดค้านและยื่นประกัน
.
ที่ศาลทหาร ศศินันท์ ธรรมนิฐินันท์ ทนายความจากศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ให้สัมภาษณ์ว่า เมื่อช่วงสายที่ผ่านมาเจ้าหน้าที่ตำรวจจาก สน.ปทุมวัน ได้เดินทางไปยัง รพ.วิภาวดี เพื่อควบคุมตัวนางสาวนัชชชา กองอุดม นักศึกษาม.กรุงเทพ ที่ถูกออกหมายจับจากการกรณี “ชุมนุมหน้าหอศิลป์” ขณะเตรียมออกจากโรงพยาบาลหลังนอนพักรักษาตัวจากอาการต่อมทอนซิลอักเสบมาตั้งแต่วันที่ 22 มิ.ย.
.
13.30 น. ทนายความแจ้งด้วยว่า ขณะนี้พนักงานสอบสวนกำลังทำการสอบปากคำนัชชชา และเตรียมยื่นคำร้องขอฝากขังกับศาลทหาร ทางทีมทนายความเตรียมคัดค้านการฝากขัง และหากการคัดค้านไม่เป็นผล ก็จะใช้เงินสด 10,000 ยื่นประกันตัว ทั้งนี้ นัชชชามีหมายจับจากข้อหาข้อหามั่วสุมชุมเกิน 5 คน ตามคำสั่งคสช.ฉบับ 3/2558 ใช้อำนาจตามมาตรา 44 ซึ่งมีโทษปรับ 10,000 บาท หรือจำคุก 6 เดือน
(ภาพจากเฟซบุ๊กนัชชชา เมื่อวันที่ 23 มิ.ย.58)

วิกฤตภัยแล้ง! เขื่อนป่าสักฯเหลือน้ำ 7 เปอร์เซ็นต์

วิกฤตภัยแล้ง! เขื่อนป่าสักฯเหลือน้ำ 7 เปอร์เซ็นต์
เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ จ.ลพบุรี อยู่ในขั้นวิกฤต หลังน้ำในเขื่อนเหลือ 7 เปอร์เซ็นต์ ใช้อุปโภค บริโภค อีกแค่ 20 วัน เตรียมประสานเพิ่มเที่ยวบินทำฝนหลวง
วันนี้ 24 มิ.ย. นายอรรถพร ปัญญาโฉม ผู้อำนวยการจัดสรรน้ำสำนักงานชลประทานที่ 10 จ.ลพบุรี เปิดเผยว่า สถานการณ์ภัยแล้งในพื้นที่ จ.ลพบุรี และลุ่มน้ำป่าสัก ขณะนี้ถือว่าวิกฤตและน่าเป็นห่วงอย่างมากหลังปริมาณน้ำสะสมในอ่างเก็บน้ำของเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ ลดลงอย่างต่อเนื่องจากสภาพอากาศที่ร้อนจัด ทำให้เหลือน้ำอยู่ที่ 73 ล้านลูกบาศก์เมตร
ทั้งนี้ทางเขื่อนได้ปล่อยน้ำทางประตูฉุกเฉินเพื่อนำน้ำไปรักษาระบบนิเวศท้ายเขื่อนอยู่ที่วันละ 5 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที หรือวันละ 1.3 ล้านลูกบาศก์เมตร โดยไม่มีน้ำไหลเข้าเขื่อนต่อเนื่องกันมาหลายเดือนแล้ว สถานการณ์ดังกล่าวสามารถใช้น้ำได้อีกแค่ 20 วัน และมีน้ำใช้ถึงแค่กลางเดือนกรกฎาคม
ซึ่งการบริหารจัดการน้ำของเขื่อนป่าสักฯ ขณะนี้ทางเขื่อนประคับประคองให้สามารถใช้น้ำให้ได้นานที่สุด แต่หลังน้ำหมดเขื่อนหลายพื้นที่ตั้งแต่ จังหวัดลพบุรี สระบุรี อยุธยา ปทุมธานี ได้รับผลกระทบจากน้ำอุปโภค บริโภคทำการเกษตร และการไล่น้ำเสียและน้ำเค็มในอนาคต
ซึ่งผู้อำนวยการจัดสรรน้ำสำนักงานชลประทานที่ 10 ระบุว่า ขณะนี้ ทางชลประทาน ได้ประสานกับศูนย์ฝนหลวงภาคกลางเพื่อเพิ่มเที่ยวบิน ทำฝนหลวงพื้นที่ลุ่มน้ำป่าสักฯ โดยหวังว่า ฝนเทียมจะตกลงมาในเขื่อนเพื่อเติมน้ำในเขื่อนให้พ้นวิกฤติ


กรณียุ่นตับ"คำรณวิทย์"พกปืนขึ้นเครื่องบินโยงมาตราฐานไทย?

อาแจ๊ดดด เจอหนักโทษจำคุกสูงสุด 10 ปี ..... เจอกรรมเวร ที่ก่อกับประเทศชาติ กร่างคิดว่า "พี่ข้าใหญ่โตคับฟ้า" สติปัญญาเท่าหางอึ่ง ไม่ต่างจากเด็กนักศึกษาไทย ในปากีสถาน ที่ลองของพกปืนเข้าสนามบินนาริตะ เป็นข่าวดังทั่วโลก เรื่องนี้กระทบต่อความน่าเชื่อถือของ บพ.ไทย ที่กำลังสู้อย่างเอาเป็นเอาตาย ให้ ICAO ปลดธงแดงไทย ไม่สามารถแก้ไขปัญหา “ข้อบกพร่องที่มีนัยยะสำคัญต่อความปลอดภัย” (Significant Safety Concerns : SSC)
เรื่องนี้ถือ เป็นเรื่องใหญ่ พี่ยุ่นคงไม่ปล่อยกลับง่าย เพราะกระทบต่อธุรกิจการบินประเทศ ไม่ว่าจะอยู่ในกระเป๋า แล้วสแกนไม่พบ หรือไม่อยู่ในกระเป๋า แต่พกติดตัวแล้ว หลบการตรวจค้นร่างกายตามปกติ หรือใช้เส้นใหญ่ตอนบินออกไป

อาแจ๊ด อดีตผบช.น.โดนกักตัว ไม่ได้เดินทางกลับไทย แม้ สอท.ไทย และ โฆษกสตช. พยายามช่วยเต็มที่ แต่พี่ยุ่นยึดตามกฎหมาย ไม่สนใจหน้าอินทร์หน้าพรหม โทษแรง เตรียมฝากขัง... คำแก้ตัวฟังไม่ขึ้น อ้างว่าเป็นปืนขนาดเล็ก ซึ่งเป็นปืนแฟชั่นที่ซื้อมา และลืมเก็บไว้ในกระเป๋านานกว่า 3 ปี กฎหมายญี่ปุ่นกำหนดบทลงโทษ สูง คือจำคุกไม่เกิน 10 ปี เจอพี่ยุ่นสอบปากคำ กว่า 12 ชม. แม้ว่าจะเป็นปืนแฟชั่น แต่ถือว่าเป็นอาวุธปืนชนิดหนึ่ง

ตม. สุวรรณภูมิ ร้อนนั่งไม่ติด ปัญหาคือว่าทำไมอาวุธปืน ที่พกออกนอกประเทศ ผ่านการตรวจจากสนามบินของไทยได้อย่างไร ? อาแจ๊ดดดของหลานโอ๊กอ๊าก เดินทางออจากไทยเมือ 18 ม.ย ที่ผ่านมา Flight TG 640 at 9.50 pm.โดนกักตัวที่สนามบินนาริตะ ขณะเตรียมตัวขึ้นเครื่อง 5pm flight 22 มิ.ย.เพื่อกลับไทย

ที่น่าปลาดใจ คงต้องสอบสวนกันครั้งใหญ่ ว่ากล้อง CCTV ที่สนามบินสุวรรณภูมิ ไม่ตรวจพบปืน คาดว่าเป็นการเดินทางออก ทางช่อง VIP ที่ไม่มีการตรวจเชค ปกติการพกอาวุธปืนขึ้นเครื่อง อนุญาตเฉพาะ จนท.รปภ พระราชวงศ์ เท่านั้น


บิ๊กตู่น้อยใจสื่อ บอกไม่ปิดแล้วก็ควรเกรงใจบ้าง ซัดนักข่าวมีใบสั่ง (ชมคลิป)

เมื่อเวลา 16.40 น. วันที่ 23 มิถุนายน ที่ท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 (บน.6) ดอนเมือง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์แก่สื่อมวลชนภายหลังเดินทางกลับจากการเข้าร่วมประชุม ผู้นำยุทธศาสตร์ความร่วมมือทางเศรษฐกิจอิรวดี-เจ้าพระยา-แม่โขง ครั้งที่ 6 ที่กรุงเนปิดอว์  ประเทศเมียนมา ว่าทุกอย่างผมจะพยายามทำให้ดีที่สุด ปัญหาทุกเรื่องทั้งหมดอย่างไรตนก็ต้องเป็นผู้รับผิดชอบ โดยจะต้องทำให้ดีที่สุด วันนี้ไม่ดี วันข้างหน้าก็ต้องดี หรือจะให้วันนี้ดีแล้ววันข้างหน้าล้มละลาย ก็คงต้องเลือกเอาแล้ว เงินทองจะได้ใช้กันให้หมดไป เป็นหนี้เป็นสิน สุดท้ายก็ล้มละลาย อยู่ที่ทุกคน หากต้องการให้ประเทศสงบสุขก็ต้องคิดใหม่

“ผมไม่เคยเป็นศัตรูกับนักข่าว แต่ทุกวันนี้ก็เขียนโจมตีผมทุกวัน แต่ละเล่ม เขียนโจมตีทั้งนั้น ผมขี้เกียจจะพูด ผมทำเยอะแต่ไม่มีใครเขียนในสิ่งที่ผมทำ หรือเขียนก็น้อยมาก แต่ให้ความสนใจกับความขัดแย้งมาก ความขัดแย้งก็มาก การเมืองก็แย่ ดินฟ้าอากาศก็แย่ เกษตรกรไม่มีรายได้ คนเรียกร้องจะขึ้นค่าแรง ผมถามว่าจะเขียนให้บ้านเมืองมันสงบได้หรือไม่ ทุกคนต่างก็รู้ว่าทุกอย่างคือปัญหาของประเทศ เป็นปัญหาของโลก แต่สื่อไม่เคยลดราวาศอกในเรื่องเหล่านี้เลย พอผมพูดก็หาว่าผมปิดบังความจริง ทุกคนรู้กันหมด ต้องช่วยกันคิดและให้เวลาเพื่อแก้ปัญหาให้เกิดความยั่งยืน เพราะปัญหาต่างๆ เกิดมาหลายสิบปีแล้ว เพราะโครงสร้างไม่ได้ทำและแก้ไข วันนี้เรากำลังเริ่มแก้ที่โครงสร้างทั้งหมด ทั้งภาคการเกษตร น้ำ สาธารณูปโภค กฎหมาย ทุกอย่างแก้หมด แต่สื่อก็เขียนว่าผมไม่มีผลงานอะไรเลย การปฏิรูปไม่ได้ทำเลย ผมเสียใจอยู่เหมือนกันแหละ ดันเกิดมาอยู่ประเทศนี้ก็ต้องเสียใจ”

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า “วันนี้เราต้องเปลี่ยนวิธีการคิดของคนไทย ไม่ใช่ว่าผมจะไม่สงสารที่ทำทุกวันนี้ก็เพราะสงสารคนจน สงสารผู้ที่มีรายได้น้อย รู้ดีว่าลำบากแค่ไหน ถ้าผมไม่สงสารคนจน ผมไม่อยู่หรอกจริงๆ เพราะอยู่ไปก็ไม่มีประโยชน์ ไม่รู้จะทำไปเพื่อใครเหมือนกัน ทุกประเทศที่เดินทางไปร่วมประชุม ต่างก็มีความก้าวหน้า ไม่เห็นมีใครพูดในเรื่องของความขัดแย้ง ทุกประเทศอยากให้ยุติความขัดแย้ง มีแต่ประเทศเราที่พยายามจะขุดกันออกมา ทั้งเรื่องนู้นเรื่องนี้ แล้วบอกว่า เราไปปิดกั้น ถ้าปิดกั้นจริง มันไม่เป็นเช่นนี้หรอก ผมเองไม่ต้องมาอารมณ์เสียเช่นนี้ ถ้าจะปิดกั้น ก็ปิดไปเลย ปิดทั้งหมด แต่ผมก็ไม่ได้ทำ ซึ่งก็น่าจะเกรงใจผมบ้าง ไม่มีเลย อยากจะเขียนอะไรเขียน อยากจะด่าอะไรก็ด่า หลายคนก็ไม่ได้เลือกผมเข้ามาทั้งสิ้น ไม่มีใครเลือกผมเข้ามาอยู่แล้ว ผมดันอยากเข้ามาเอง คงอยากเข้ามามีผลประโยชน์ หรือเปล่าไม่รู้นะ สื่อถึงได้เขียนกันนักหนาว่ามีผลประโยชน์ตรงนั้นตรงนี้ ผมเข้ามาเพื่อที่จะแก้ไขปัญหาให้คนไทยทุกคน ไม่ได้มาเพื่อใครทั้งสิ้น แต่วันนี้กลับถูกแบ่งพวกกันไปทั้งหมด จนหลายคนหมดกำลังใจในการทำงาน ข้าราชการเองก็แย่ เพราะผมก็ต้องกวดขัน ขณะเดียวกันก็ถูกโจมตี เขาก็ไม่รู้จะไปกันอย่างไรแล้ว ข้าราชการดีๆ ก็มีเยอะ 90 กว่าเปอร์เซ็นต์ ก็เกิดความท้อแท้ ครม.ก็ไม่รู้จะทำไปเพื่ออะไร ผลประโยชน์เขาก็ไม่ได้ แต่ก็ถูกด่าถูกว่าทุกวัน ไม่มีให้กำลังใจ อยากถามว่าใครจะทำงานให้ แล้วจะมาเอาอะไรจากผม เบื่อ ไม่อยากที่จะบ่น”

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า วันนี้ทุกอย่างตนคิดเป็น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของกาสิโน หรือเรื่องอื่นๆ ถ้าสื่ออยากจะต่อว่า ก็ขอให้ไปต่อว่าพวกนักการเมืองที่ออกมาพูดบ้างสิ กล้ากันหรือไม่ ไปถามดูซิว่าพูดกันทำไม ปฏิรูปคืออะไรไปถามกันบ้าง โดยเฉพาะบรรดาอดีตรัฐมนตรีต่างๆ ไปถามเขาสิว่าต้องการให้ปฏิรูปอย่างไร ไม่ใช่มาไล่ถามตนทุกวันอย่างนี้ บอกทุกวัน ทำให้ทุกวัน แต่ไม่ฟัง หรือฟังก็แกล้งทำเป็นไม่ได้ยิน จะถามให้มีเรื่องกันให้ได้ ตนไม่ได้โกรธผู้สื่อข่าว เพราะรู้ว่า ทุกคนก็รับใบสั่งมา เขียนดีเขาก็ไม่ลงให้ เขียนไม่ดีท่านอาจจะได้สตางค์ ไม่เช่นนั้นเขาก็คงไม่จ่ายเงินให้พวกท่าน ก็รู้อยู่ บรรณาธิการ รีไรท์เตอร์ ก็ต้องคอยทำหน้าที่ตรวจข่าวอยู่แล้ว ถ้าเขียนดีเขาก็ไม่ลง

ผู้สื่อข่าวชี้แจงว่า นักข่าวทุกคนได้เงินเดือนตามปกติ ไม่ได้รับเงินใคร พล.อ.ประยุทธ์กล่าวด้วยน้ำเสียงอันดังว่า “ไม่รู้ จะได้มาอย่างไรไม่รู้ งั้นก็คงรวยกันแล้ว ก็เขียนกันต่อไปซิ เดี๋ยวประเทศนี้มันก็เจ๊งลงไปเองนั่นแหละ คราวนี้ก็คงไม่มีเงินเดือน ไม่มีเงินกันทั้งประเทศ ก็ตามใจ ต่างประเทศพร้อมที่จะลงทุนและเดินหน้า ถามทุกอย่างว่า ประเทศไทยจะเอาอย่างไร ทั้งเรื่องขนส่ง การท่องเที่ยว และอื่นๆ มีแต่ประเทศไทยเท่านั้นที่พูดเรื่องอะไรกันก็ไม่รู้ ไม่มีประโยชน์ สร้างความขัดแย้งไปเรื่อยๆ ไม่รู้ว่าจะเอาให้ใครชนะ ผมไม่รู้ แล้วเคยคิดกันบ้างหรือไม่ว่า ถ้าผมทำแล้วมันไม่สำเร็จ จะเกิดอะไรขึ้นกับบ้านนี้เมืองนี้ หรือช่างมัน เดี๋ยวรัฐบาลหน้าก็ทำกันเอง มันก็คงต้องอยู่กันไปแบบนี้ ผมอยากจะบอกกับพวกเราทุกคนให้กลับไปคิดใหม่ ผมไม่ได้ว่าอะไรใคร แต่คิดว่าถึงเวลาแล้วที่ต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรม และความคิด ขอให้คิดถึงคนจนเขาบ้างว่าเมื่อไหร่ฝนจะมา น้ำจะมา จะแก้ปัญหาอย่างไร ซึ่งผมกำลังคิดกับเขาอยู่ แต่พวกคุณก็เอาปัญหากระจุกกระจิกจากข้างบนมาตีกับไอ้ข้างล่าง จนแก้อะไรไม่ได้ ทำให้รวนไปทั้งหมด ล้มทั้งระบบ ไม่มีประโยชน์ ไม่ว่าจะปฏิรูป หรือปฏิวัติกี่ครั้งมันก็ไม่มีประโยชน์ กลับมาเหมือนเดิมทุกครั้ง เป็นการบ้านที่ทุกคนจะต้องกลับไปคิด”