PR

@@ในความเคลื่อนไหวของสถานการณ์ที่ปรากฎเป็น"ข่าว"และ"ไม่เป็นข่าว"พยายามสแกนย่นย่อมานำเสนอและเป็นไว้เป็นฐานข้อมูลสังเคราะห์สถานการณ์ ที่นี่ "ข่าวที่ไม่เป็นข่าว"

วันพุธที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2558

“หม่อมกร” ขอบคุณบิ๊กตู่ตีกลับ กม.ปิโตรเลียมฯ หนุนร่าง สนช.ชูตั้งบรรษัทฯ



9 ธันวาคม 2558 11:03 น. (แก้ไขล่าสุด 9 ธันวาคม 2558 11:09 น.)manager
“หม่อมกร” ขอบคุณบิ๊กตู่ตีกลับ กม.ปิโตรเลียมฯ หนุนร่าง สนช.ชูตั้งบรรษัทฯ
        “หม่อมกร” กราบงามๆ “ครม.” บิ๊กตู่วานนี้ (8 ธ.ค.) ที่ตีกลับร่างแก้ไขกฎหมายปิโตรเลียมฉบับกระทรวงพลังงานซึ่งถือว่าท่านได้ยินเสียงค้านแล้ว โดยหลังจากนี้ต้องกลับไปแก้ไขใน 26 ประเด็น หนุนร่าง “สนช.” แก้ 57 มาตรามีระบบแบ่งปันผลผลิต (PSC) และรับจ้างผลิต โดยตั้งบรรษัทพลังงานแห่งชาติรองรับ
       
      
       ม.ล.กรกสิวัฒน์ เกษมศรี แกนนำเครือข่ายประชาชนปฏิรูปพลังงาน (คปพ.) เปิดเผยว่า ต้องขอขอบคุณ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 8 ธ.ค.ที่ได้ตีกลับข้อเสนอของกระทรวงพลังงานในการขอยื่นร่างแก้ไข พ.ร.บ.ปิโตรเลียม พ.ศ…..และ พ.ร.บ.ภาษีเงินได้ปิโตรเลียม พ.ศ…..โดยมอบให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาไปพิจารณาปรับปรุงกฎหมายใหม่ ซึ่ง พล.อ.อนันตพร กาญจนรัตน์ รมว.พลังงาน ระบุไว้ว่าจะแก้ไขใน 26 ประเด็น
      
       “ครม.ตีกลับก็แสดงว่าท่านได้ยินเสียงประชาชน และชี้ให้เห็นว่าร่างแก้ไข พ.ร.บ.ปิโตรเลียมทั้ง 2 ฉบับที่เสนอโดยกระทรวงพลังงานนั้นมีข้อบกพร่องจริงๆ เพราะก่อนอื่นต้องเข้าใจว่าก่อนหน้านั้นสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ลงมติโหวตไม่ผ่านการเปิดสัมปทานปิโตรเลียม ต่อมานายกฯ ก็มอบให้คณะกรรมการวิสามัญศึกษาปัญหาการบังคับใช้ พ.ร.บ.ปิโตรเลียม และภาษีเงินได้ปิโตรเลียม พ.ศ. 2514 สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ซึ่งก็ได้รวบรวมความเห็นจากทุกส่วนจนใกล้จะเสร็จแล้ว แต่ปลาย เม.ย.กระทรวงพลังงานก็กลับเสนอเข้า ครม.ในแบบฉบับของตนเอง” ม.ล.กรกสิวัฒน์กล่าว
      
       ทั้งนี้ คปพ.ได้แสดงจุดยืนมาตลอดว่าหนุนร่างแก้ไขของ สนช.ที่ศึกษาพบว่าจะต้องมีการแก้ไขปรับปรุงรวม 57 มาตรา แต่ฉบับกระทรวงพลังงานกลับมีการแก้ไขเพิ่มเติมหลักๆ แค่ 3 ประเด็น โดยเฉพาะมีการนำระบบแบ่งปันผลผลิต (PSC) เข้าไปจริงแต่ไม่ได้เขียนรายละเอียดต่างๆ รองรับไว้เลย ขณะที่ร่าง สนช.ศึกษาจะมีระบบเพิ่มที่ไม่เพียงแต่สัมปทาน แต่จะมี PSC และระบบรับจ้างผลิตเป็นระบบรองรับของแหล่งสัมปทานที่จะหมดอายุในอีก 5-6 ปีข้างหน้า ซึ่งจะต้องมีการตั้งบรรษัทพลังงานแห่งชาติมาบริหารจัดการถ่วงดุลอำนาจ” ม.ล.กรกสิวัฒน์กล่าว
      
       อย่างไรก็ตาม หากกระทรวงพลังงานไม่คัดค้านแนวทางการแก้ไขร่าง พ.ร.บ.ที่จะถูกตีกลับไปยังกฤษฎีกาใหม่เพื่อปรับปรุงและนำร่างของ สนช.มาดำเนินการประกอบเชื่อว่าจะใช้เวลาเพียง 1 เดือน เพราะจริงๆ ร่างของ สนช.นั้นได้มีการทำกฎหมายประกอบพร้อมเข้าสภาฯ อยู่แล้ว และก็สามารถเดินหน้าเปิดให้เอกชนยื่นสำรวจและผลิตปิโตรเลียมรอบที่ 21 ได้ทันที จึงขอย้ำว่าที่ทุกอย่างล่าช้าก็เพราะกระทรวงพลังงานเอง 

มธ. ออกแถลงการณ์ ขอ น.ศ.หยุดเคลื่อนไหว หวั่นขัดแย้ง ให้หันมาปรองดอง

ฝ่ายการนักศึกษา มธ. ออกแถลงการณ์ ขอ น.ศ.หยุดเคลื่อนไหว หวั่นขัดแย้ง ให้หันมาปรองดอง ทำสังคมเข้าใจผิด

ฝ่ายการนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เผยแพร่แถลงการณ์ กรณีนักศึกษาเคลื่อนไหวทางการเมืองภายนอกมหาวิทยาลัย ว่า สืบเนื่องจากปรากฏการณ์ที่มีนักศึกษาธรรมศาสตร์ได้มีการแสดงออกทางการเมืองอย่างต่อเนื่อง ในรูปแบบที่อ้างถึงเสรีภาพในการแสดงออกตามหลักประชาธิปไตยสากล โดยปราศจากมุมมองที่รอบด้านในบริบทประเทศไทยปัจจุบัน ที่กำลังอยู่ในช่วงการปฏิรูปเปลี่ยนผ่านและต้องการสร้างความปรองดองนั้น ฝ่ายการนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เห็นว่าการใช้สิทธิเสรีภาพดังกล่าวที่กระทำในนามนักศึกษาธรรมศาสตร์ เป็นการมุ่งทำให้การบริหารราชการแผ่นดินไม่เป็นไปโดยมั่นคงราบรื่น อีกทั้งกลุ่มผู้ร่วมเคลื่อนไหวทั้งหมดไม่ใช่นักศึกษาธรรมศาสตร์ หรือไม่ได้จบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์แต่ประการใด จึงอาจทำให้เกิดความเข้าใจผิดต่อสังคมว่า เป็นความคิดเห็นของประชาคมธรรมศาสตร์ และอาจสมประโยชน์กลุ่มการเมืองบางกลุ่มที่ไม่ประสงค์ดีต่อประเทศชาติ หรือนำไปสู่ความขัดแย้งของสังคมในวงกว้าง และทำให้เกิดความไม่ปลอดภัยต่อนักศึกษาธรรมศาตร์ได้ ฝ่ายการนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จึงมีความเห็นว่า ขอเรียกร้องให้นักศึกษาธรรมศาสตร์ที่เคลื่อนไหวดังกล่าว หยุดการทำกิจกรรมนอกมหาวิทยาลัย ที่อาจก่อให้เกิดความขัดแย้งหรือกระทบต่อความปลอดภัยของนักศึกษาธรรมศาสตร์ และหันมาใช้แนวทางสมานฉันท์อย่างสร้างสรรค์ เพื่อร่วมเสนอแนะทางออกแก่ประเทศชาติ ภายใต้สภาวะวิกฤตินี้และเป็นแบบอย่างที่ดีแก่สังคม

ทั้งนี้ มหาวิทยาลัยศาสตร์ ยังคงยึดมั่นในอุดมการณ์เดิมของธรรมศาสตร์ที่ผ่านการพิสูจน์แล้ว ตลอดมาทุกยุคทุกสมัยและมีความปรารถนาที่จะเห็นสังคมที่เป็นธรรม ประชาชนมีโอกาสเท่าเทียมและอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข ภายใต้การปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข โดยเร็ววันโดยไม่ปิดกั้นการแสดงออกของนักศึกษาที่มีความแตกต่างหลากหลาย บนพื้นฐานของศีลธรรมอันดีและเป็นไปโดยบริสุทธิ์ใจเพื่อประโยชน์ของประชาชน ส่งเสริมการใช้เสรีภาพอย่างรับผิดชอบ และคำนึงถึงผลกระทบต่อส่วนรวมอย่างรอบด้านทั้งระยะสั้นและระยะยาว

หุ้นไทย​ดิ่งลึกสุดใจ! ร่วงแรง 26.59 จุด

หุ้นไทย​ดิ่งลึกสุดใจ! ร่วงแรง 26.59 จุด

ผลจากที่ประชุมโอเปคไร้ข้อสรุปตัวเลขเพดานกำลังผลิตน้ำมัน ประกอบกับไม่มีปัจจัยบวก ส่งผลให้ตลาดหุ้นไทยเมื่อวานนี้ (8 ธ.ค.)  ปิดตลาดร่วงลงแรงถึง 26.59 จุด อยู่ที่ 1,306.98 จุด  ซึ่งนับเป็นการทำสถิติต่ำสุดใหม่ในรอบปี
   
ดัชนีหุ้นไทยร่วงตั้งแต่ตลาดเปิดภาคเช้าและภาคบ่ายเปิดมาก็ยังลงต่อเนื่อง จนดัชนีเกือบปิดที่จุดต่ำสุดของวันที่ระดับ 1,306.98 จุด ลดลง 26.59 จุด หรือร้อยละ 1.99 มูลค่าการซื้อขายกว่า 36 ล้านบาท

นายอภิชาติ ผู้บรรเจิดกุล ผู้อำนวยการสายงานวิเคราะห์เชิงกลยุทธ์ บล.ทิสโก้ เปิดเผยว่า ภาพรวมตลาดหุ้นไทย เมื่อวานนี้ (8 ธ.ค.) ดัชนีปรับตัวลง ทำสถิติต่ำสุดใหม่ในรอบปี โดยได้รับแรงปัจจัยกดดันหลักมาจากหุ้นกลุ่มใหญ่ อาทิ หุ้นกลุ่มพลังงานที่ปรับตัวลงแรง เพราะราคาน้ำมันดิบที่มีแนวโน้มปรับตัวลงต่อเนื่อง

หลังกลุ่มผู้ค้าน้ำมันโลก หรือ โอเปก ที่คงกำลังการผลิต ประกอบกับความต้องการขายในสหรัฐฯยังคงล้นตลาด อีกทั้งประเทศอิหร่านยังเตรียมที่จะเพิ่มกำลังการผลิตหลังจากบรรลุการคว่ำบาตรจากประเทศมหาอำนาจ

นอกจากนี้ ตลาดหุ้นสหรัฐและยุโรปยังปรับปรับตัวแดนลบเช่นกัน โดยได้รับแรงกดดันจากธนาคารกลาง(สหรัฐ)ที่มีแนวโน้มปรับขึ้นดอกเบี้ยในการประชุมครั้งถัดไปในวันที่ 15 ธ.ค.นี้ อีกทั้ง ยังมีผลต่อนักลงทุนต่างชาติให้เกิดแรงเทขายเพื่อหลีกเลี่ยงสินทรัพย์เสี่ยง ซึ่งเตรียมเม็ดเงินสำหรับลงทุนในประเทศที่มีการเติบโตสูงอย่างสหรัฐฯ จึงส่งผลให้ต่างชาติยังไม่มีสัญญานซื้อที่ชัดเจนในเร็วๆนี้

สำหรับแนวโน้มตลาดหุ้นไทยวันนี้ (9 ธ.ค.) คาดว่าดัชนีปรับตัวแดนลบ โดยประเมินแนวรับ 1290-1300จุด และแนวต้าน 1320-1325จุด มีผลมาจากราคาน้ำมันที่ภาพรวมยังคงปรับตัวลงแรงต่อเนื่อง

ไทยเคยสร้างเครื่องบินรบเอง ๒๐๐ ลำ ทำสงครามเวหาครั้งแรกในประวัติศาสตร์!!

ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ!ไทยสร้างเครื่องบินรบเอง ๒๐๐ ลำ ทำสงครามเวหาครั้งแรกในประวัติศาสตร์!!
โดย โรม บุนนาค
9 ธันวาคม 2558 09:28 น.
นักบินรุ่นแรกของไทย นายพันตรี หลวงศักดาศัลยาวุธ นายร้อยเอก หลวงอาวุธสิขิกร และ นายร้อยโท ทิพย์ เกตุทัตุ
ไม่ได้มโน แล้วก็ไม่ได้โม้ แต่เป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้นมาแล้วในประวัติศาสตร์ ไทยเราสร้างเครื่องบินรบเองถึง ๒๐๐ กว่าเครื่อง ส่งทะยานขึ้นฟ้าเข้าทำสงครามเวหาครั้งแรกในประวัติศาสตร์ชาติไทย โดยคู่ต่อสู้มีตำแหน่งถึงจ้าวเวหาของยุโรป คือ ฝรั่งเศส
เรียกว่าขึ้นสังเวียนครั้งแรก ก็ชนกับแชมป์โลกเลย
ในการการรบ แม้สมรรถภาพของเครื่องบินที่ไทยสร้างจะด้อยกว่าของฝรั่งเศส แต่อาศัยที่ใจเหนือกว่า ขนาดลำเดียวยังกล้าสู้กับข้าศึกเป็นฝูง เพราะรบเพื่อชาติ ตายก็ไม่เสียดายชีวิต คนที่ถูกส่งมาข่มขู่ชาวบ้านเลยถอดใจ เสี่ยงชีวิตไปก็ตายเปล่า
ผลของสงคราม ฝรั่งเศสต้องไปขอให้ญี่ปุ่นมาช่วยเจรจาสงบศึก ยอมคืนดินแดนที่ยึดจากไทยไป ..แบบนี้ใครแพ้ใครชนะก็ลองคิดดู
ความจริงไทยเราเริ่มสร้างเครื่องบินรบใช้เองมาตั้งแต่ปี ๒๔๕๘ ในสมัยรัชกาลที่ ๖ แล้ว และสร้างจนเป็นชาติที่มีเครื่องบินรบมากที่สุดในเอเชีย รวมทั้งมีนักบินมากที่สุดด้วย
ประวัติศาสตร์การบินของไทยเริ่มตั้งแต่ปี ๒๔๕๒ ในสมัยรัชกาลที่ ๕ เมื่อ นายแวน เดอบอร์น ชาวเบลเยี่ยม ได้นำเครื่องบินปีก ๒ ชั้นแบบเออร์วิลไรท์ มาบินโชว์ที่สนามม้าปทุมวัน ซึ่ง พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระกำแพงเพชรอัครโยธิน และ สมเด็จเจ้าฟ้าจักพงษ์ภูวนาถ กรมหลวงพิษณุโลกประชานาถ เสนาธิการทหารบก ทรงสนพระทัย ทดลองขึ้นบินทั้งสองพระองค์
ทรงเล็งเห็น ว่าเครื่องบินจะเป็นประโยชน์อย่างมากทั้งในด้านกิจการทหารและพลเรือน จึงได้ส่ง นายพันตรี หลวงศักดาศัลยาวุธ (สุณี สุวรรณประทีป) ต่อมาคือ พลอากาศโท พระยาเฉลิมอากาศ กับ นายร้อยเอก หลวงอาวุธสิขิกร (หลง สินสุข) ต่อมาคือ นายพันเอก พระยาเวหาสยานศิลปสิทธิ์ และนายร้อยโท ทิพย์ เกตุทัต ต่อมาคือ นายพันเอก พระยาทยานพิฆาต ไปเรียนการบินที่ฝรั่งเศส ซึ่งเป็นประเทศผู้นำการบินของยุโรปในขณะนั้น
เมื่อนักบินทั้ง ๓ กลับมา ไทยได้สั่งซื้อเครื่องบินแบบเบรเกต์ ปีก ๒ ชั้น ซึ่งเป็นเครื่องที่ศิษย์การบินไทยใช้ฝึกบินที่ฝรั่งเศสมา ๓ เครื่องในปี ๒๔๕๖ ต่อมาเจ้าพระยาอภัยภูเบศร์ (ชุ่ม อภัยวงศ์) ได้ซื้อให้อีก ๑ เครื่อง รวมเป็น ๔ เครื่อง
เมื่อซื้อเครื่องบินมาศึกษาได้ ๒ ปี ไทยก็แสดงฝีมือทันที โดยในปี ๒๔๕๘ สมัยรัชกาลที่ ๖ กองโรงงาน กองบินทหารบก ซึ่งตอนนั้นยังไม่มีทหารอากาศ ก็สร้างเครื่องบินแบบเบรเกต์นี้ขึ้นเองเป็นเครื่องแรก โดยสั่งเครื่องยนต์มา แล้วสร้างปีกกับลำตัวเอง ใบพัดนั้นทำด้วยไม้โมกมัน ให้ชื่อว่า “ขัติยะนารี ๑” ซึ่งขณะนี้ก็ยังอยู่ในสภาพดี เก็บรักษาไว้ที่ พิพิธภัณฑ์ของกองทัพอากาศ และเปิดให้ประชาชนชมทุกวัน
ในวันที่ ๒๒ กรกฎาคม ๒๔๖๐ ไทยได้เข้าร่วมสงครามโลกครั้งที่ ๑ โดยประกาศสงครามกับเยอรมัน ออสเตรียฮังการี เข้าข้างฝ่ายสัมพันธมิตร และส่งทหาร ๔๐๐ นายไปร่วมรบที่ยุโรป ในจำนวนนี้ได้รับการคัดเลือก ๑๒๐ คนให้เข้ารับการฝึกบินในโรงเรียนการบินต่างๆของฝรั่งเศส มีทั้งฝึกบินฝึกทิ้งระเบิด และฝึกบินผาดโผน เมื่อสงครามสงบ นักบินเหล่านี้บางคนก็เข้าเรียนการบินชั้นสูงต่อไป และกลับมาเป็นครูฝึก สร้างนักบินให้กองทัพไทย
ต่อมาในปี ๒๔๗๐ นายพันโท หลวงเวชยันตร์รังสฤษฎ์ (มุนี มหาสันทนะ) ซึ่งเป็นผู้บังคับฝูงของโรงงาน กรมอากาศยาน ได้ออกแบบเครื่องบินเองแบบหนึ่ง แล้วสร้างขึ้น ใช้เครื่องจูปิเตอร์ ๔๕๐ แรงม้า ความเร็ว ๑๕๗ ไมล์ต่อชั่วโมง ได้รับพระราชทานนามจากรัชกาลที่ ๗ ว่า “บริพัตร” ตามพระนาม สมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระนครสวรรค์วรพินิต เสนาบดีกระทรวงกลาโหม ซึ่งนับเป็นเครื่องบินลำแรกที่ออกแบบโดยคนไทย และได้บินไปโชว์ตัวถึงเมืองเดลฮีในปี ๒๔๗๒ ตามคำเชิญของรัฐบาลอินเดีย และบินไปไซ่ง่อนในปี ๒๔๗๓ ตามคำเชิญของรัฐบาลอินโดจีน ซึ่งตอนนี้ “บริพัตร” เครื่องนี้ก็ยังอยู่ในสภาพดีที่พิพิธภัณฑ์ของกองทัพอากาศเช่นกัน
ในปี ๒๔๗๒ ไทยได้ออกแบบและสร้างเครื่องบินขับไล่ขึ้นมาอีกลำหนึ่ง ได้รับพระราชทานนามจากรัชกาลที่ ๗ ว่า “ประชาธิปก” ตามพระนามพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว
ในปี ๒๔๗๗ ไทยได้สั่งเครื่องบินแบบคอร์แซร์ ซึ่งเป็นเครื่องบินแบบตรวจการและทิ้งระเบิดของอเมริกามา ๑๒ เครื่อง จากนั้น ๒ ปีต่อมา ในปี ๒๔๗๙ ก็ขอสิทธิ์มาสร้างเอง ซื้อแต่เครื่องยนต์มา และสร้างอย่างเป็นล่ำเป็นสันถึง ๑๕๐ เครื่อง
ในปีเดียวกันนี้ ยังได้สร้างเครื่องบินแบบฮอล์ค ๓ ของอเมริกาขึ้นมาอีก ๕๐ เครื่อง โดยขอขอซื้อสิทธิ์เช่นเดียวกัน หลังจากที่ได้สั่งซื้อเครื่องบินแบบนี้มาศึกษา ๑๒ เครื่องในปี ๒๔๗๘
ในขณะนี้ ทั้งคอร์แซร์และฮอร์ค ๓ เหลืออยู่เพียงแบบละ ๑ เครื่อง เก็บไว้ที่พิพิธภัณฑ์ของกองทัพอากาศ ซึ่งต่างก็เป็นหนึ่งเดียวในโลก ที่อเมริกาไม่เหลือเลย สถาบันสมิตโซเนียนของอเมริกาซึ่งสะสมเครื่องบินแบบต่างๆไว้มากมาย อยากซื้อเอาไปโชว์เหลือเกิน แต่กองทัพอากาศไทยก็ไม่สามารถขายให้ได้
ในปี ๒๔๘๓ ไทยเกิดความขัดแย้งกับฝรั่งเศสในปัญหาดินแดนในอินโดจีน จนถึงทำสงครามกัน ไทยได้ส่งคอร์แซร์และฮอล์ค ๓ ที่สร้างเองนี้เข้าสู่สมรภูมิ ซึ่งนับเป็นการทำสงครามทางอากาศเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ชาติไทย
ตอนนั้นถือกันว่าฝรั่งเศสเป็นจ้าวเวหาของยุโรป มีความเชี่ยวชาญในการรบทางอากาศมาก ทั้งสมรรถภาพเครื่องบินก็เหนือกว่าไทย ฝรั่งเศสได้ส่งเครื่องบินขับไล่แบบโมรันและเครื่องบินทิ้งระเบิดฟาร์มัง ซึ่งเป็นทันสมัยทั้งคู่มาประจำในอินโดจีน แต่นักบินไทยก็สู้ด้วยหัวใจของนักรบ ที่ต้องปกป้องอธิปไตยและศักดิ์ศรีของชาติ จนได้สร้างวีรกรรมให้จดจำกันมากมายในสงครามครั้งนี้
หนึ่งในจำนวนนี้ที่คนไทยยุคนั้นรู้จักกันดี ก็คือ “ศานิต นวลมณี” ซึ่งเข้าสงครามครั้งนี้ในยศ เรืออากาศตรี และได้สร้างวีรกรรมประทับใจไว้หลายครั้ง จนได้เลื่อนยศเป็น เรืออากาศโท เรืออากาศเอก และนาวาอากาศตรี ภายในปีเดียว แต่แล้วในวันที่ ๑๐ ธันวาคม ๒๔๘๓ได้รับคำสั่งให้ไปโจมตีสนามบิน เวียงจันทน์ ถูกปืนกลจากพื้นดินยิงต่อต้านอย่างหนัก แต่ น.ต.ศานิต นวลมณี ก็ฝ่าห่ากระสุนเข้าไปโจมตีเป้าหมายจนสำเร็จ แม้จะถูกยิงถังน้ำมันทะลุไฟไหม้ ถูกไฟลวก และถูกกระสุนที่เข่า ก็ประคองเครื่องกลับเข้าเขตไทยได้ และกระโดดร่มชูชีพออกจากเครื่อง แต่ได้รับบาดเจ็บสาหัส และถึงแก่กรรมเมื่อวันที่ ๒๓ ธันวาคมในขณะอายุเพิ่ง ๒๓ ปี
วีรกรรม น.ต.ศานิตในครั้งนั้นเป็นที่กล่าวขานและปลุกใจให้คนไทยรักชาติมาก ผู้เขียนซึ่งอยู่ในวัย ๗ ขวบ ก็ยังจำชื่อ “ศานิต นวลมณี” มาได้จนบัดนี้ ในวันที่ ๑๗ มกราคม ๒๔๘๔ ไทยได้ส่งฝูงบินคอร์แซร์และฮอล์ค ๓ รวม ๑๔ เครื่อง พร้อมลูกระเบิดเต็มท้อง เข้าไปถล่มฐานทัพของฝรั่งเศสที่ศรีโสภณเป็นการตอบโต้ฝรั่งเศสส่งฟาร์มังมามาบอมบ์อรัญประเทศ ฝรั่งเศสเตรียม ป.ต.อ.ไว้ต้อนรับเต็มที่ แต่เสืออากาศไทยก็หย่อนระเบิดใส่ ป.ต.อ.ฝรั่งเศสจนเงียบเสียง แล้วทำลายคลังอาวุธยับเยิน กลับมาได้ครบทั้ง ๑๔ ลำ
ฉากการรบครั้งนี้จะสนุกแค่ไหน ร.ต.ประเสริฐ สุดบรรทัด ซึ่งต่อมาเป็น ส.ส.จังหวัดสระบุรี ผู้เข้าสมรภูมิภาคพื้นดินและเห็นเหตุการณ์ด้านหนึ่ง ได้บันทึกไว้ว่า
“...ในตอนเย็น เสืออากาศไทยพาเครื่องบิน ๓ เครื่องพุ่งตรงไปศรีโสภณ พร้อมกับโปรยไข่เหล็กกระหน่ำเป้าหมายอย่างไม่หวั่นไหวในเสียงปืนต่อสู้ที่ยิงสนั่นฟ้า เครื่องบินของนักล่าเมืองขึ้นโผขึ้นเพื่อสกัดกั้น ๕ เครื่อง ๓ ต่อ ๕ พ่นกระสุนใส่กันอย่างใครดีใครอยู่ แต่ความกล้าที่เหนือกว่ากันแม้กำลังจะด้อยกว่า เครื่องหนึ่งของเราก็จิกหัวยิงในระยะต่ำเพียง ๕๐ เมตร ปล่อยระเบิดลงไปด้วย ๓ ลูก ตรงนั้นต้องเป็นคลังกระสุนของสัตรู เสียงระเบิดดังก้อง แผ่นดินสะเทือน กลุ่มควัน ป.ต.อ. ของฝรั่งเศสที่ระดมยิงนั้นรายล้อมเป็นวงๆ ราวกับถูกล้อมด้วยรัศมีระเบิด เครื่องบินของเราม้วนลงมาเหมือนนกปีกหัก เราสลดใจไปตามกันที่เห็นจุดจบของเสืออากาศ แต่ก็ยังเหลืออีก ๒ ที่ยังสู้อย่าทระนงองอาจสมชายชาตินักรบ
เครื่องบินที่เราคิดว่าต้องตกมาแหลกนั้น เมื่อร่วงลงมาจะถึงยอดไม้ กลับเบนหัวตั้งหลักได้อย่างประหลาด ยิ่งกว่านั้นยังเร่งเครื่องกระหึ่มอย่างแรง เชิดหัวโยนบอมบ์เข้าไปที่จุดหนึ่งจุดใดที่เสืออากาศของเราได้เห็นแล้ว ตูมเดียวควันดำก็คลุ้มเป็นกลุ่มขึ้นไปในอากาศ เครื่องบินที่คิดว่าจะตกของเรากลับมีลูกเล่นอย่างไม่มีใครคาดฝันสักคนเดียว เสียงร้องไชโยราวกับนัดกันไว้”
ในวันที่ ๘ ธันวาคม ๒๔๘๔ หลังจากที่ฝรั่งเศสขอสงบศึก คืนดินแดนให้ไทยแล้ว ญี่ปุ่นผู้เป็นทูตสันติภาพก็ลงมือเอง ยกพลขึ้นบกทางชายทะเลฝั่งตะวันออกของไทย ตั้งแต่ภาคใต้จนถึงบางปู จังหวัดสมุทรสงคราม นอกจากใช้ปืนกลเรือยิงกราดคุมไม่ให้เครื่องบินไทยที่กองบินอ่าวมะนาว ประจวบคีรีขันธ์เงยหัวขึ้นจากรันเวย์ได้แล้ว ยังส่งฝูงบิน ๒๕ เครื่องโจมตีสนามบินวัฒนานคร จังหวัดปราจีนบุรี ไม่ให้ไทยใช้เครื่องบินที่สนามนี้ต่อต้านญี่ปุ่นด้วย แต่เสืออากาศของไทยก็นำฮอล์ค ๓ ฝ่าระเบิดขึ้นไปได้ ๓ เครื่อง หาญสู้กับฝูงบินขับไล่โอตะซึ่งทันสมัยที่สุดของญี่ปุ่น ๒๕ เครื่อง ผลก็คือฮอล์ค ๓ ทั้ง ๓ ลำถูกยำจนร่วงหมด
เมื่อจำต้องเข้าร่วมสงครามโลกครั้งที่ ๒ ระหว่างปี ๒๔๘๔-๒๔๘๘ การสร้างเครื่องบินของไทยก็ต้องชะงักลง มาฟื้นฟูกันใหม่ในปี ๒๕๐๐ แต่ก็ตามไม่ทันเทคโนโลยีการสร้างเครื่องบินที่ไปไกลแล้ว ขืนสร้างขึ้นมาก็เอาไปรบกับใครไม่ได้ จึงหันไปศึกษาเครื่องบินแบบฝึกบิน โดยซื้อแบบจากต่างประเทศมา แล้ววิจัยสร้างแบบขึ้นมาเอง
ในปี ๒๕๑๐ ไทยเราได้สร้างเครื่องบินฝึกแบบ “จันทรา” ขึ้นมา ๑๒ เครื่อง โดยออกแบบเองทั้งหมด
ปี ๒๕๑๕ ร่วมกับบริษัทไวท์ฟลุค ซอยบาว ของเยอรมัน สร้างเครื่องแบบ “แฟรนเทรนเนอร์” ซึ่งเป็นเครื่องบินฝึกเช่นกัน จำนวน ๒๐ เครื่อง แต่ใช้ปีกเป็นโลหะ โดยไทยวิจัยสร้างขึ้นมาเอง และถือลิขสิทธิ์ปีกเครื่องบินแบบนี้ด้วย
การสร้างเครื่องบินฝึกของกองทัพอากาศ ได้ก้าวหน้าขึ้นเป็นลำดับจนถึงปัจจุบัน นอกจากสร้างขึ้นใช้เองแล้ว ยังมีเป้าหมายที่จะสร้างเครื่องบินแบบนี้ออกจำหน่ายด้วย
การเริ่มต้นการบินของไทยเรานับว่าสดใสไม่น้อย แต่ต้องชะงักไปในช่วงสงครามโลกครั้งที่ ๒ และเพราะเป็นประเทศที่ยากจน ไม่ได้รับการจัดสรรงบประมาณศึกษาวิจัยในด้านนี้มากนัก กิจการสร้างเครื่องบินของไทยจึงล้าหลังไป แต่กระนั้นในด้านนักบิน คนไทยก็มีฝีมือเป็นนักบินเครื่องบินโดยสารของสายการบินใหญ่ๆอยู่หลายสาย ไม่น้อยหน้านักบินชาติใดในโลก
แต่อย่าเผลอไปมีลูกเล่นเหมือนตอนถล่มศรีโสภณเข้าล่ะ!
“ขัติยะนารี ๑” เครื่องบินลำแรกที่ไทยสร้างขึ้นในสมัย ร.๖
“บริพัตร” เครื่องบินที่ไทยออกแบบเองเครื่องแรก
“ประชาธิปก” เครื่องบินขับไล่ที่ไทยออกแบบและสร้างเองฝ
คอร์แซร์ ที่เหลือหนึ่งเดียวในโลก
ฮอล์ค ๓ ที่เหลือเครื่องเดียวในโลกเช่นกัน
สงครามเวหาครั้งแรกในประวัติศาสตร์ชาติไทย
♡Cr.MGR Online♡
************************

น้ำมันลงเหวแตะ $37 ต่ำสุดเกือบ 7 ปี! ฉุดหุ้นสหรัฐฯ ร่วง ทองคำปิดลบ

8 ธันวาคม 2558 05:20 น. manager

น้ำมันลงเหวแตะ $37 ต่ำสุดเกือบ 7 ปี! ฉุดหุ้นสหรัฐฯ ร่วง ทองคำปิดลบ
        เอเอฟพี/รอยเตอร์ - น้ำมันร่วงลงแตะระดับต่ำสุดนับตั้งแต่กุมภาพันธ์ 2009 เมื่อวันจันทร์ (7 ธ.ค.) ตลาดยังอยู่ภายใต้แรงกดดันเอเปกไม่ลดกำลังผลิต ปัจจัยราคาพลังงานฉุดให้วอลล์สตรีทปิดลบแรงเช่นกัน ขณะที่ทองคำขยับลงจากดอลลาร์ที่แข็งค่าขึ้น
      
       น้ำมันดิบเวสต์เทกซัสอินเตอร์มีเดียต หรือไลต์สวีตครูด งวดส่งมอบเดือนมกราคม ลดลง 2.32 ดอลลาร์ ปิดที่ 37.65 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ส่วนเบรนต์ทะเลเหนือลอนดอน งวดส่งมอบเดือนเดียวกัน ลดลง 2.27 ดอลลาร์ ปิดที่ 40.73 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
      
       เมื่อวันศุกร์ (4 ธ.ค.) โอเปกตัดสินใจไม่ลดกำลังผลิตเพื่อดันราคาน้ำมัน หลังที่ประชุมไม่สามารถบรรลุข้อตกลงเกี่ยวกับเพดานการผลิตน้ำมันใหม่สำหรับช่วง 6 เดือนข้างหน้า
      
       ด้วยโอเปกไม่ได้ระบุถึงตัวเลขเพดานการผลิตใหม่ จึงเป็นการส่งสัญญาณว่าประเทศสมาชิกจะยังคงเดินหน้าผลิตน้ำมันในระดับปัจจุบันต่อไปซึ่งเกินเพดานถึงวันละกว่า 1 ล้านบาร์เรล จากเพดานปัจจุบันที่ 30 ล้านบาร์เรลต่อวัน
      
       ซันจิฟ ซาห์ หัวหน้าฝ่ายการลงทุนของซัน โกลบอล อินเวสต์เมนต์ ระบุว่า “การตัดสินใจของโอเปกที่คงกำลังผลิตน้ำมัน ณ ระดับสูงสุดตลอดกาล ทำให้ได้เห็นน้ำมันดิ่งลงอีกครั้ง”
      
       เขาบอกว่าการตัดสินใจดังกล่าวบ่งชี้ว่าโอเปกกำลังละทิ้งยุทธศาสตร์ระยะยาวของพวกเขาในการจำกัดการผลิตและดำเนินการเป็นกลุ่มก้อน นำพาแรงกดดันทางลบสู่ราคาน้ำมันในระยะสั้น"
      
       ราคาน้ำมันที่ดิ่งหนัก ฉุดหุ้นกลุ่มพลังงานร่วงระนาวทำสถิติเป็นวันที่เลวร้ายที่สุดนับตั้งแต่เดือนสิงหาคม และทำให้ตลาดหุ้นสหรัฐฯในวันจันทร์ (7 ธ.ค.) ขยับลงแรง
      
       ดาวโจนส์ ลดลง 117.12 จุด (0.66 เปอร์เซ็นต์) ปิดที่ 17.730.51 จุด เอสแอนด์พี ลดลง 14.62 จุด (0.70 เปอร์เซ็นต์) ปิดที่ 2,077.07 จุด แนสแดค ลดลง 40.46 จุด (0.76 เปอร์เซ็นต์) ปิดที่ 5,101.81 จุด
      
       ดัชนีภาคพลังงานในเอสแอนด์พี 500 ร่วงลง 4.4 เปอร์เซ็นต์ โดยมีแอ็กซอน และเชฟรอน เป็นตัวที่ฉุดเอสแอนด์พีหนักหน่วงที่สุด หลังปิดลบราวๆ 3 เปอร์เซ็นต์ หลังราคาน้ำมันดิ่งลงแรง แตะระดับต่ำสุดในรอบเกือบ 7 ปี
      
       ส่วนราคาทองคำในวันจันทร์ (7 ธ.ค.) ขยับลงแรงเช่นกัน หลังดอลลาร์ที่อ่อนค่าขึ้นกัดเซาะอุปสงค์ที่มีต่อโลหะมีค่าชนิดนี้ โดยทองคำตลาดโคเม็กซ์ ลดลง 8.90 ดอลลาร์ ปิดที่ 1,075.20 ดอลลาร์ต่อออนซ์

ขบวนการโลกล้อมไทยมาตามนัด..(แนวหน้า)

แผนทรมานสังขารสุมไฟป่วนเมืองเริ่มเห็นผลเข้าทางขบวนการเพื่อแม้วหลังจากที่ก่อนหน้านี้นายจตุพร พรหมพันธุ์ และนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ สองผู้นำเสื้อแดงเดินเกมยั่วยุคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)ด้วยการนัดบุกอุทยานราชภักดิ์โดยอ้างเพื่อตรวจสอบปมทุจริต แต่ถูกทหารคุมตัวแล้วปล่อย จนล่าสุดนักศึกษากลุ่มประชาธิปไตยใหม่หน้าเดิม นำโดยนายสิรวิชญ์ เสรีธีวัฒน์ หรือ “จ่านิว” ใช้วิธีเดียวกันคือยกพวกเตรียมบุกอุทยานราชภักดิ์จนถูกทหารคุมตัวเช่นกันซึ่งครั้งนี้แผนขบวนการเพื่อแม้วที่ต้องการจุดกระแสต่อต้านคสช.ทั้งในและนอกประเทศด้วยข้ออ้างว่าเผด็จการรัฐประหารคุกคามสิทธิเสรีภาพฝ่ายประชาธิปไตยเริ่มเห็นผลกลายเป็นปัญหาระดับสากลเข้าทางแผนโลกล้อมไทย

โดยองค์การนิรโทษกรรมสากลซึ่งที่ผ่านมาให้ท้ายขบวนการเพื่อแม้วมาตลอดออกแถลงการณ์โจมตีการคุมตัวนักศึกษากลุ่มประชาธิปไตยใหม่ว่ารัฐบาลทหารของไทยกำลังใช้อำนาจโดยพลการกับฝ่ายที่ออกมาเคลื่อนไหวอย่างสันติ

แต่ที่ต้องจับตาคือ นายมาร์กแอนดรูว์ เจฟฟรีย์ เคนต์ เอกอัครราชทูตอังกฤษประจำประเทศไทย ที่ทวีตความเห็นเชิงเหน็บแนมการคุมตัวกลุ่มนักศึกษาที่เดินทางไปอุทยานราชภักดิ์ ด้วยข้อความเปรียบเทียบกับการที่ก่อนหน้านี้คนไทยกว่า 200 คน เดินทางไปประท้วง นายเกล็น ที.เดวี่ส์ เอกอัครราชทูตสหรัฐประจำประเทศไทย ที่หน้าสถานทูตสหรัฐเนื่องจากไปเสวนาแสดงความเห็นคัดค้านการลงโทขบวนการหมิ่นสถาบันเบื้องสูงซึ่งเป็นความผิดตามมาตรา 112 ของประมวลกฎหมายอาญาว่าด้วยโทษฐานหมิ่นพระมหากษัตริย์และพระบรมวงศานุวงศ์

เอกอักรราชทูตเมืองผู้ดีกล่าวเหน็บแนมด้วยข้อความที่ว่า “ผมนึกว่าการที่มีผู้ประท้วงกว่า 200 คน บริเวณหน้าสถานทูตสหรัฐจะทำให้มีการผ่อนคลายในเรื่องเสรีภาพการชุมนุมแล้วซะอีก” ซึ่งส่อเจตนาชี้ให้เห็นว่า คสช.ใช้อำนาจแบบ 2 มาตรฐาน ปล่อยให้มีการแสดงพลังหน้าสถานทูตสหรัฐ แต่กลับคุมตัวขบวนการเพื่อแม้วที่จะเดินทางไปอุทยานราชภักดิ์

ทั้งๆ ที่ในความเป็นจริงทั้งสองเรื่องสองเหตุการณ์มีที่มาที่ไปและวัตถุประสงค์แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง โดยการแสดงพลังของคนไทยเพราะไม่พอใจทูตมะกันอันตรายที่ส่อพฤติการณ์แทรกแซงกิจการภายในและที่สำคัญคือให้ท้ายขบวนการบ่อนทำลายสถาบันเบื้องสูงอันเป็นการย่ำยีหัวใจคนไทยทั้งประเทศถือเป็นสิ่งชอบธรรม ส่วนแผนบุกอุทยานราชภักดิ์ของขบวนการเพื่อแม้วรู้กันอยู่ว่าเป็นเกมทางการเมืองที่ต้องการสุมไฟให้เกิดความวุ่นวายในชาติ

ที่ผ่านมาคสช.ก็ไม่ได้จำกัดสิทธิเสรีภาพในทุกเรื่องหากเป็นการใช้สิทธิเสรีภาพโดยไม่มีเป้าหมายทางการเมืองแอบแฝง ซึ่งการไปประท้วงที่หน้าสถานทูตสหรัฐของกลุ่มคนไทยก็เป็นไปด้วยแนวทางสันติคือยื่นหนังสือประท้วงแล้วกลับซึ่งต่างจากขบวนการเพื่อแม้วที่หวังใช้กรณีอุทยานราชภักดิ์ ปลุกระดมวลชนและที่สำคัญคือมีมวลชนที่ไม่พอใจขบวนการเพื่อแม้วเตรียมเดินทางไปต่อต้านจนเสี่ยงที่จะเกิดการเผชิญหน้ากันทำให้ คสช.ต้องตัดไฟแต่ต้นลม

เมืองผู้ดีและมะกันอันตรายนั้นใครก็รู้ว่าเป็นมหาอำนาจชาติพันธมิตรที่แนบแน่น ซึ่งที่ผ่านมา สองชาติส่อพฤติการณ์ให้ท้ายขบวนการเพื่อแม้วมาตลอดดังนั้นท่าทีของทูตเมืองผู้ดี จึงสอดประสานและมีเป้าหมายเดียวกับทูตมะกันอันตรายโดยเคลื่อนไหวในลักษณะแยกกันเดินแต่ร่วมกันตีถล่มคสช.ภายใต้ข้ออ้างสิทธิเสรีภาพและประชาธิปไตยอมปลอม

วันอังคารที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2558

สหรัฐระบตุรกีซื้อน้ำมันจากIS

สหรัฐฯ ยอมรับว่าน้ำมันจาก IS เข้ามาสู่ตุรกีจริงๆ ทั้งที่ก่อนหน้านี้ปฏิเสธมาโดยตลอดว่าตุรกีไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ กับเรื่องนี้
หลังจากรัสเซียประโคมข่าวโจมตีตุรกีว่าเป็นท่อน้ำเลี้ยงใหญ่ให้ IS โดยปล่อยให้มีการรับซื้อน้ำมันเถื่อนจาก IS มูลค่ามหาศาลในตลาดมืดของตุรกี และมีผู้ที่เกี่ยวข้องตั้งแต่ระดับประธานาธิบดีตุรกี มาจนถึงเจ้าหน้าที่ระดับล่าง ในที่สุดสหรัฐฯก็ออกมายอมรับว่าน้ำมันจาก IS เข้ามาสู่ตุรกีจริงๆ ทั้งที่ก่อนหน้านี้ปฏิเสธมาโดยตลอดว่าตุรกีไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆกับเรื่องนี้
นายอาโมส ฮอคช์สไตน์ ผู้แทนพิเศษและผู้ประสานงานของกระทรวงต่างประเทศด้านพลังงาน เปิดเผยกับสำนักข่าว AFP โดยพูดถึงการซื้อขายน้ำมันระหว่างตุรกีกับ IS เหมือนเป็นเรื่องปกติที่ทุกคนทราบดีอยู่แล้ว โดยการบอกว่าปฏิบัติการโจมตีทางอากาศที่สหรัฐฯดำเนินอยู่ในซีเรีย ส่งผลอย่างมากต่อการขนส่งน้ำมันของ IS ไปยังตุรกี และระดับการซื้อขายน้ำมันระหว่างสองฝ่ายก็ต่ำมากจนไม่ส่งผลอย่างมีนัยะสำคัญใดๆไม่ว่าจะต่อตลาดน้ำมันโลก หรือต่องบประมาณแผ่นดิน
กระทรวงต่างประเทศสหรัฐฯ ประเมินว่าการซื้อขายน้ำมันระหว่าง IS กับตุรกี มีมูลค่าประมาณ 1.25-1.5 ล้านดอลลาร์ต่อวัน ซึ่งถือว่าน้อยมากเมื่อเทียบกับประเทศผู้ส่งออกน้ำมันรายอื่นๆ ในขณะที่สื่อนาชาติประเมินว่ามูลค่าการซื้อขายที่แท้จริงน่าจะอยู่ที่ 2 ล้านดอลลาร์ ส่วนรัสเซียอ้างว่า IS ทำเงินได้ถึงวันละ 8 ล้านดอลลาร์จากการขายน้ำมันให้ตุรกี
จำนวนดังกล่าวอาจจะไม่มากนัก หากคิดเป็นงบประมาณของประเทศหนึ่ง แต่สำหรับกลุ่มก่อการร้าย นี่เป็นจำนวนเงินมหาศาล โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับกลุ่มก่อการร้ายใหญ่อีกกลุ่มอย่างอัลกออิดะห์ ซึ่งมีงบประมาณต่อปีสูงสุดเพียง 30 ล้านดอลลาร์เท่านั้น ในขณะที่ IS อาจจะมีรายได้จากน้ำมันมากถึงปีละกว่า 500 ล้านดอลลาร์ ถึง 18,000 ล้านบาท

ทหารกับราชภักดิ์

http://www.matichon.co.th/online/2015/12/14495345291449543981l.jpg

“การทหาร” ดับ “ราชภักดิ์”

เท่ากับสาด”น้ำมัน”เข้า”กองไฟ”

ทั้งๆที่โครงการ “อุทยานราชภักดิ์” เริ่มด้วยเป้าหมายทาง “การเมือง” แต่เมื่อเกิดปัญหาเกิด “ความเข้าใจ” ที่คลาดเคลื่อน
    
แทนที่จะใช้มาตรการทาง “การเมือง” มาแก้
    
กลับเลือกเอามาตรการทาง “การทหาร” มาเป็น “อาวุธ” มาเป็น “เครื่องมือ”จึงแทนที่จะเป็นการ “คลี่คลาย” เป็นการแก้ “ปัญหา”

    
กลับกลายเป็นการ “สร้าง” ปัญหา ทำให้เรื่องง่ายๆกลายสภาพเป็นเหมือนกับที่ชาวบ้านเรียกว่า“ลิงแก้แห”
    
เรื่องเล็กๆกลายเป็นเรื่องใหญ่ๆ เรื่องเงียบๆกลายเป็นเรื่องอึกทึกครึกโครม
    
เท่ากับเป็นการ”เชิญแขก”เข้ามารุมล้อม เข้ามาสนใจ

    
ใครที่ไม่เคยอยากรู้ ก็เริ่มอยากรู้ ใครที่ไม่เคยคิดไป ก็เริ่มอยากจะไปเยี่ยมเยือน
    
ทำไม




หากมอง
อย่าง “ชาวพุทธ” มองผ่านหลัก “อริยสัจ 4” ความจริงอันประเสริฐ 4 ประการ
   
เริ่มจาก ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค
    
ก่อนอื่นต้องจับให้ได้ว่าอะไรคือตัวทุกข์ อะไรคือตัว”ปัญหา”อย่างแท้จริงของ “อุทยานราชภักดิ์”
    
คำตอบก็คือ ความเข้าใจผิดว่า “ทุจริต”

    
เพราะความอื้อฉาวของบางบุคคลจาก “ไบค์ ฟอร์ มัม” ทำให้เกิดความสงสัยต่อ “ไบค์ ฟอร์ ราชภักดิ์”
    
เพราะความอื้อฉาวของเสื้อ “ไบค์ ฟอร์ มัม” ทำให้เกิดความสงสัยต่อเสื้อ “ไบค์ ฟอร์ ราชภักดิ์” สาเหตุเพราะคนที่บริหารจัดการในเรื่องนี้เป็นบุคคลชุดเดียวกัน
    
ทำไมไม่เปิด “บัญชี” รับ จ่ายว่าเป็นอย่างไร
    
เปิดจำนวนเงินจากงบประมาณแผ่นดิน เปิดจำนวนเงินจากการบริจาค แล้วก็เปิดจะ-จะว่าใช้จ่ายไปอย่างไร
    
ให้ “ตัวเลข” เป็น “คำตอบ”

    
แต่จนบัดนี้จากเดือนพฤศจิกายนจนถึงเดือนธันวาคม ไม่เคยมีใครได้เห็น ไม่เคยมีใครได้รู้
    
ใครสงสัยก็ส่ง “ทหาร” ไป “อารักขา”
    
ใครอยากเห็นก็ตาม “เฝ้าอารักขา” แม้กระทั่งพ่อ แม่ซึ่งไม่เกี่ยวด้วยเลยก็ถูกเรียกเข้า “ค่าย”

    
มาตรการทาง “ทหาร” แบบนี้ทำอย่างไรก็ “ไม่จบ”
    
ยิ่งทำเหมือนกับยิ่งสาด “น้ำมัน” เข้าใส่ แทนที่จะดับ “ไฟ” กลับกลายเป็น”ลุกลาม”ใหญ่โต

ประวัติกลุ่มไอซิส

Tuesday 8 December 2015 | 12:31 
Social media  
 
 
 

สำนักข่าว 4 ภาษา Thaitribune 

HOME / ต่างประเทศ / สงคราม ซีเรีย 
สงคราม ซีเรีย
ประวัติความเป็นมาของกลุ่มก่อการร้ายไอซิสที่บารัค โอบามาสั่ง CIA ฝึกอาวุธให้
ประวัติความเป็นมาของกลุ่มก่อการร้ายไอซิสที่บารัค โอบามาสั่ง CIA ฝึกอาวุธให้
อาบู บากร์ อัล-บักดาดี (Abu Bakr al-Baghdadi)ได้รับแต่งตั้งเป็นพระเจ้ากาหลิบของกลุ่มรัฐอิสลาม
Last updated: 7 December 2015 | 18:50
กลุ่มก่อการร้ายไอซิสที่ต้องทำความรู้จักก็เพื่อให้รู้ว่ากลุ่มนี้เป็นมาอย่างไร กลุ่มไอซิสมีหลายชื่อพัฒนากันขึ้นมาเรื่อยๆ ชื่อปัจจุบันประกอบด้วย The Islamic State of Iraq and the Levant (ISIL) หรือ the Islamic State of Iraq and Syria (ISIS) หรือ the Islamic State of Iraq and ash-Sham หรือเรียกย่อๆว่ากลุ่มรัฐอิสลาม( Islamic State)หรือไอเอส (IS) ก็เป็นคือกลุ่มเดียวกัน 

ในตะวันออกกลางและโลกอาหรับรู้จักกันในนามกลุ่มนักรบจิฮาดวาฮ์ฮาบิ/ซาลาฟี (Wahhabi/Salafi jihadist)หัวรุนแรงและโหดเหี้ยม โดยหลักแล้วกลุ่มนี้เป็นการรวมตัวกันของมุสลิมนิกายสุหนี่จากประเทศซาอุดิ อาระเบียและอิรัก ณ เดือนพฤศจิกายน 2015 กลุ่มไอซิสประกาศว่าได้ควบคุมประชากรทั้งในอิรักและซีเรียไว้ระหว่าง 2.8-5.3 ล้านคน โดยมีกลุ่มท้องที่ที่จงรักภักดีช่วยดูแล  

นอกจากนี้ยังกินแดนไปยังกลุ่มนักรบของประเทศลิเบีย,ไนจีเรียและอัฟกานิสถาน รวมทั้งขยายขอบเขตปฏิบัติการผ่านกลุ่มที่สัมพันธ์กันในอัฟริกาเหนือและเอเชียใต้   

ในภาษาอาหรับเรียกกลุ่มนี้ว่า ดาอิชหรือดาเอช(Da'ish or Daesh)อันหมายถึง ISIL

เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2014 กลุ่มไอซิสได้ประกาศจัดตั้งเป็นรัฐอิสลามโดยให้มีการครอบครองไปทั่วโลกในนามของรัฐพระเจ้า(caliphate) พร้อมกับประกาศจัดตั้ง อาบู บากร์ อัล-บักดาดี (Abu Bakr al-Baghdadi)เป็นพระเจ้ากาหลิบ   ในฐานะที่เป็นรัฐของพระเจ้าจึงทำให้ศาสนา,การเมืองและการทหารมีอำนาจหน้าที่ทั้งมวลในโลกมุสลิมพร้อมกับให้ขยายขอบเขตของ 3 หน่วยงานนี้ออกไปได้ทุกพื้นที่ 

องค์การสหประชาชาติระบุว่ากลุ่ม ISIL จะต้องรับผิดชอบต่อการละเมิดสิทธิมนุษยชนและเป็นอาชญากรสงคราม  ขณะที่องค์กรนิรโทษกรรมสากล(Amnesty International)ระบุว่าเป็นกลุ่มพยายามที่จะลบชาติพันธุ์ของมนุษย์  นอกจานี้องค์การสหประชาชาติ,สหภาพยุโรปและอีกหลายประเทศประกอบด้วยสหรัฐ,อินเดีย,อินโดนีเซีย,อิสราเอล,ตุรกี,ซาอุดิ อาระเบีย,ซีเรีย,อิหร่านถือเป็นองค์กรการก่อการร้าย  โดยมีประมาณ 60 ประเทศเข้าร่วมกันปราบปรามกลุ่มไอซิส 

กลุ่มไอซิสพร้อมด้วยธงของกลุ่มที่ถูกระบุว่าสหรัฐ,อังกฤษและอิสราเอลสร้างขึ้นมา

---------------------------------------------------------------------------------------------------------- 

ตามประวัติเมื่อปี 1999 กลุ่มนี้ก่อตั้งโดย จามาต อัล-ทาวีด วอล-จิฮาด (Jama'at al-Tawhid wal-Jihad) ซึ่งเป็นคนหัวรุนแรงสัญชาติจอร์แดน ครั้งแรกเรียกตัวเองว่า  The Organisation of Monotheism and Jihad (JTJ)

เมื่อเดือนมีนาคม 2003 ประเทศตะวันตกเข้าทำสงครามในอิรัก ทำให้กลุ่มต้องเข้าไปช่วย  

เมื่อเดือนตุลาคม 2004 อัล-ซาร์กาวี ผู้นำกลุ่มอีกคนนำองค์กรเข้าไปสวามิภักดิ์กับ โอสมา บิล ลาเดน จากนั้นได้เปลี่ยนชื่อเป็น The Organisation of Jihad's Base in Mesopotamia หรือรู้จักกันในนามกลุ่มอัลกออิดะห์ในอิรัก ( al-Qaeda in Iraq =AQI)

เดือนตุลาคม 2006 เข้าร่วมกับกลุ่มมุสลิมนิกายสุหนี่อื่นๆจัดตั้งเป็นสภามูจาฮีดีน ชูรา (Mujahideen Shura Council) อันเป็นรูปแบบของกลุ่มรัฐอิสลามแห่งอิรัก(the Islamic State of Iraq =ISI)

เมื่อเกิดสงครามกลางเมืองในซีเรียเดือนมีนาคม 2011  อัล-บักดาดีได้ส่งนักรบเข้าไปยังซีเรียในเดือนสิงหาคม กลุ่มนี้เรียกตัวเองว่าแนวร่วมอัล-นุสรา (al-Nusra Front) เข้าไปร่วมกับมุสลิมนิกายสุหนี่ในซีเรียที่ครอบครองเมืองใหญ่ๆของซีเรียประกอบด้วยเมือง Al-Raqqah, Idlib, Deir ez-Zor และAleppo

ต่อมาเดือนเมษายน 2013 อัล-บักดาดี ก็ประกาศรวมกลุ่ม ISI เข้ากับกลุ่ม al-Nusra Front จากนั้นตั้งชื่อใหม่ว่ากลุ่มไอซิล(the Islamic State of Iraq and the Levant =ISIL)

อย่างไรก็ตาม อาบู มูฮัมหมัด อัล-จูลานิ(Abu Mohammad al-Julani)ผู้นำกลุ่มแนวร่วมอัล-นุสราและไอมาน อัล-ซาวาฮิรี(Ayman al-Zawahiri) ผู้นำกลุ่มอัลกออิดะห์ ปฏิเสธที่จะรวมกันหลังจากเกิดการต่อสู้ทางด้านอำนาจในกลุ่มตลอดมาในระยะเวลา 8 เดือน กลุ่มอัลกออิดะห์ก็ประกาศไม่ยุ่งเกี่ยวกับกลุ่มไอซิลตั้งแต่วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2014 เป็นต้นมา เหตุเพราะความล้มเหลวทางการปรึกษาและยังดื้อแพ่งต่อกันอีก  

ในสงครามกลางเมืองซีเรียกลุ่มไอซิสออกปฏิบัติการรบด้วยการโจมตีทหารของรัฐบาลและกลุ่มกบฎต่างๆที่ต่อต้านรัฐบาล  ที่โดดเด่นก็คือการรบในอิรัก กลุ่มไอซิสสามารถโจมตีกองกำลังของทหารรัฐบาลอิรักจนเข้ายึดเมืองสำคัญๆทางตะวันตกของอิรักไว้ในครอบครอบเมื่อต้นปี 2014 

การเสียดินแดนของอิรักให้กับกลุ่มไอซิสเกือบทำให้รัฐบาลอิรักที่สหรัฐหวังไว้ว่าจะเป็นตัวอย่างของประเทศประชาธิปไตยในโลกอาหรับเกือบพังครืนลง จนสหรัฐต้องกลับลำทำสงครามป้องกันรัฐบาลอิรักอีกครั้ง  

กลุ่มไอซิสแสดงออกถึงความโหดเหี้ยมป่าเถื่อนผ่านโซเชียล มีเดีย การโพสต์ภาพตัดคอทหาร,พลเรือน,นักข่าว,กลุ่มผู้ช่วยเหลือประชาชนจากองค์การสหประชาชาติ อีกทั้งยังทำลายสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมของมนุษยชาติ ผู้นำมุสลิมทั่วโลกประณามการกระทำของกลุ่มที่ถือว่ากระทำขัดต่อหลักคำสอนของศาสนาอิสลาม  

จำนวนนักรบของกลุ่มไอซิสในซีเรียและอิรัก ทางกลุ่มอ้างว่ามีนักรบประมาณ 200,000 คน,กลุ่มจิฮาดเองประเมินว่าตัวเองมีจำนวน 100,000 คน ขณะที่ CIA ประเมินว่าน่าจะมีระหว่าง 20,000-31,000 คน        

จำนวนนักรบของกลุ่มไอซิสนอกซีเรียและอิรัก ทางกลุ่มอ้างว่ามีประมาณ 32,600-57,900ราย

 

การประเมินทั่วไปน่าจะมีระหว่าง 52,600257,900 ราย

โอบามาสั่ง CIA ให้ฝึกกลุ่มนักรบ ISIS : เปิดเผยเอกสารที่ ไม่ลับอีกต่อไป

http://thaitribune.org/contents/detail/302?content_id=14662

NSA Doc Reveals ISIS Leader Al-Baghdadi is U.S., British and Israeli Intelligence Asset !

 

https://socioecohistory.wordpress.com/2014/07/21/nsa-doc-reveals-isis-leader-al-baghdadi-is-u-s-british-and-israeli-intelligence-asset/

First posted: 7 December 2015 | 18:50

ไม่พบทบ.ขออนุญาตเรี่ยไรเงินสร้างราชภักดิ์


หลังจากมีการเปิดเผยว่า การขอเรี่ยไร (หรือรับบริจาค) ของหน่วยงานของรัฐ ในวงเงินเกินกว่า 500,000 บาท จะต้องดำเนินการตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการเรี่ยไรของหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2544 คือหน่วยงานของรัฐนั้นๆ จะต้องยื่นคำขอเรี่ยไรให้ “คณะกรรมการควบคุมการเรี่ยไรของหน่วยงานของรัฐ (กคร.)” พิจารณาอนุมัติ ก่อนวันเริ่มต้นเรี่ยไร

นำมาสู่คำถามที่ว่า การขอเรี่ยไรของกองทัพบก (ทบ.) เพื่อนำเงินไปใช้จัดสร้างอุทยานราชภักดิ์ ในพื้นที่โรงเรียนนายสิบทหารบก อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งผู้เกี่ยวข้องระบุว่า น่าจะใช้เงินในการจัดสร้างราว 1,000 ล้านบาท ทบ. ได้ทำการขออนุมัติจาก กคร. อย่างถูกต้องตามระเบียบสำนักนายกฯ นี้ หรือไม่

581207อุทยานราชภักดิ์

ที่มาภาพ : http://www.auttayanratchapak.com/#gallery

ตลอดสัปดาห์ที่ผ่าน ผู้สื่อข่าวสำนักข่าวออนไลน์ไทยพับลิก้า พยายามสอบถามจากผู้เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะจาก ม.ล. ปนัดดา ดิศกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธาน กคร. คนปัจจุบัน ว่า ทบ. ได้ยื่นขออนุมัติเรี่ยไรเงินเพื่อนำไปใช้จัดสร้างอุทยานราชภักดิ์ตามระเบียบสำนักนายกฯ ต่อ กคร. หรือไม่ และเมื่อใด แต่ปรากฎว่าไม่มีใครที่สามารถให้คำตอบได้

ผู้สื่อข่าวจึงเดินทางไปที่สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี (สปน.) ขอใช้สิทธิตาม พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ.2540 ตรวจดูเอกสารรายงานการประชุมของ กคร. ตลอดปีงบประมาณ 2558 (ระหว่างเดือนตุลาคม 2557 – เดือนกันยายน 2558) ซึ่งเป็นช่วงเวลาเดียวกับที่ พล.อ. อุดมเดช สีตบุตร ดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบก และเริ่มต้นเรี่ยไรเงินเพื่อใช้ในการจัดสร้างอุทยานราชภักดิ์

ผลการตรวจสอบปรากฎว่า ในปีงบประมาณ 2558 มีการประชุม กคร. รวม 4 ครั้ง ได้พิจารณาคำขออนุมัติเรี่ยไร ย้อนหลังไปจนถึงปี 2556 – 2558 โดยมีหน่วยงานของรัฐยื่นคำขอเรี่ยไรทั้งสิ้น 58 คำขอ อนุมัติ 55 คำขอ และไม่อนุมัติ 3 คำขอ

แต่กลับไม่มีกรณีที่ ทบ. ขออนุมัติเรี่ยไรหรือรับบริจาค เพื่อนำเงินไปใช้ในการจัดสร้างอุทยานราชภักดิ์ ตามระเบียบสำนักนายกฯ แต่อย่างใด(ดูรายชื่อหน่วยงานของรัฐ ที่ได้รับอนุมัติให้เรี่ยไรตามระเบียบสำนักนายกฯ จาก กคร. ในปีงบประมาณ 2558)คลิกที่ภาพเพื่อขยาย

ขั้นตอนการขออนุมัติเรี่ยไรเงิน

แหล่งข่าวจาก สปน. เปิดเผยว่า ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการเรี่ยไรของหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2544 และที่เกี่ยวข้อง กำหนดว่าหน่วยงานของรัฐใดจะเรี่ยไร ในวงเงินเกินกว่า 500,000 บาท จะต้องยื่นคำขอต่อ กคร. ให้พิจารณาอนุมัติ ก่อนทำการเรี่ยไรไม่น้อยกว่า 60 วัน โดยในคำขอจะต้องระบุวัตถุประสงค์ รายละเอียด วิธีการ ระยะเวลา พื้นที่ และวงเงินที่จะทำการเรี่ยไร และหาก กคร. อนุมัติ หลังทำการเรี่ยไรเสร็จสิ้น ภายใน 90 วัน จะต้องจัดทำบัญชีรายรับรายจ่ายเพื่อเปิดเผยต่อสาธารณชนให้ตรวจดูได้ ณ ที่ทำการของหน่วยงานของรัฐนั้นๆ เป็นเวลาไม่น้อยกว่า 30 วัน (แต่หากเป็นการเรี่ยไรระยะยาวให้เปิดเผยทุกๆ 3 เดือน) นอกจากนี้ ยังต้องส่งบัญชีรายรับรายจ่ายดังกล่าวให้สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) เข้าตรวจสอบด้วย

“หากหน่วยงานของรัฐทำการเรี่ยไร หรือพูดง่ายๆ คือรับบริจาค โดยไม่ขออนุมัติจาก กคร. นอกจากผู้ที่เกี่ยวข้องจะต้องถูกลงโทษทางวินัย และอาจแจ้งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการทางอาญา ตามระเบียบสำนักนายกฯดังกล่าว ข้อ 7 เม็ดเงินหรือทรัพย์สินที่ได้จากการเรี่ยไรหรือรับบริจาคนั้นยังอาจจะถูก freeze (แช่แข็ง) ไว้ก่อน โดย กคร. จะพิจารณาว่าจะสั่งจ่ายเงินดังกล่าวไปประกอบการกุศลหรือสาธารณะประโยชน์อื่นใด ซึ่งอาจเป็นไปตามวัตถุประสงค์เดิมหรือไม่ก็ได้”

โทษเรี่ยไรไม่ขออนุมัติ กคร. 2544

ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการเรี่ยไรของหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2544 ข้อ 7 ได้กำหนดโทษทั้งทางวินัยและทางอาญา แก่เจ้าหน้าที่ของรัฐที่ไม่ปฏิบัติตามระเบียบสำนักนายกฯ นี้ (ซึ่งรวมถึงการเรี่ยไรหรือรับบริจาคโดยไม่ขออนุมัติจาก กคร.)

แหล่งข่าวยังกล่าวว่า อย่างไรก็ตาม ในระเบียบสำนักนายกฯ ดังกล่าว ข้อ 19 ได้กำหนดขอยกเว้นที่ให้หน่วยงานของรัฐ สามารถเรี่ยไรหรือรับบริจาคได้โดยไม่ต้องขออนุมัติจาก กคร. ไว้ 4 กรณี

  1. กรณีที่เรี่ยไรหรือรับบริจาคในวงเงินไม่เกิน 500,000 บาท
  2. กรณีที่เป็นนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาล ซึ่งมีมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบแล้ว
  3. กรณีที่จำเป็นต้องเร่งด่วนเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนจากภัยพิบัติ
  4. กรณีร่วมทำบุญเนื่องในโอกาสทอดผ้าพระกฐินพระราชทาน

“ซึ่งต้องดูว่าการขอรับบริจาคตามที่กำลังเป็นข่าวอยู่ เข้าข่ายได้รับการยกเว้นไม่ต้องขออนุมัติจาก กคร. ตามขอยกเว้นใดหรือไม่” แหล่งข่าวระบุ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากการตรวจสอบมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในช่วงเวลาที่ผ่านมา พบว่ามีการนำเสนอวาระที่เกี่ยวข้องกับอุทยานราชภักดิ์เข้าสู่ที่ประชุม ครม. รวม 3 ครั้ง ซึ่งทุกครั้งเป็นเพียงวาระเพื่อทราบ ที่มีมติเพียง “รับทราบ” ไม่ใช่วาระเพื่อพิจารณา ที่มีมติ “เห็นชอบ” นอกจากนี้ การจัดสร้างอุทยานราชภักดิ์ยังไม่ใช่นโยบายเร่งด่วนของรัฐบาล จึงไม่น่าจะเข้าข่ายได้รับการยกเว้นไม่ต้องยื่นขออนุมัติจาก กคร. ตามระเบียบสำนักนายกฯ ดังกล่าว ข้อ 19

สำหรับมติ ครม. ที่เกี่ยวข้องกับอุทยานราชภักดิ์ ทั้ง 3 ครั้ง ประกอบด้วย

ครั้งที่ 1 – เมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2558 ที่ประชุม ครม. รับทราบ ตามที่กระทรวงกลาโหม (กห.) รายงานว่าจะมีการจัดสร้างอุทยานประวัติศาสตร์สมเด็จพระบูรพกษัตริย์แห่งสยาม (ชื่อเดิม ก่อนได้รับพระราชทานชื่ออุทยานราชภักดิ์จากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ) ในพื้นที่ของ ทบ. บริเวณฝั่งตรงข้ามสวนสนประดิพัทธ์ อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ ให้แล้วเสร็จภายในปีงบประมาณ 2559 โดยแหล่งเงินจะมาจากการบริจาคทั้งจากภาครัฐและภาคเอกชน ซึ่งหากมีความจำเป็นอาจขอรับการสนับสนุนด้านงบประมาณต่อไป

ครั้งที่ 2 – เมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 2558 ที่ประชุม ครม. รับทราบ ตามที่ กห. รายงานความคืบหน้าการจัดสร้างอุทยานราชภักดิ์ ในพื้นที่ของ ทบ. ใน อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์

ครั้งที่ 3 – เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2558 ที่ประชุม ครม. รับทราบ ตามที่ พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี มีข้อสั่งการเพิ่มเติมให้ ทบ. เป็นหน่วยงานหลักในการจัดให้มีคณะทำงานดูแลการบริหารจัดการอุทยานราชภักดิ์ โดยไม่จำกัดว่าจะเป็นมูลนิธิหรือกลไกในรูปแบบใด เพราะมีเงินที่มาจากการรับบริจาคจากภาคเอกชนและประชาชนผู้มีจิตศรัทธาเป็นจำนวนมาก

เหตุแห่งความบานปมราชภักดิ์

เรื่องหาประโยชน์ในราชภักดิ์ บานตะเกียงอย่างที่หลายฝายคาด มีพวกมั่วนิ่มผสมโรงจะเอาเป็นเรื่องล้มรัฐบาล..
มาท้าวความที่มาที่ไป เรื่อวหาประโยชน์ในราชภักดิ์ ไม่ได้เป็นข่าวพาดหัวไม้ในสื่อกระแสหลักมาก่อน แต่เป็นข่าวที่เขียนกันในหน้าเฟส หลังจากมีการตรวจสอบข่าวพูดคุยกับเจ้าของโรงหล่อ สื่อกระแสหลักที่เล่นมีฉบับเดียวเป็นข่าวอินไซด์มาจากบางกอกโพสต์  ทำให้กองทัพเร่ิมสนใจ จากนั้นในหน้าเฟสก็มีข้อมูลมาขยายเพิ่ม ..เป็นข่าวก่อนหน้าเหตุการณ์ที่หมอหยองจะถูกจับเมื่อคืนวันที่16 ตุลาคม ตามมาด้วยการเสียชีวิตของพล.ต.พิสิฐศักดิ์  และสารวัตรเอี๊ยด แล้วก็หมอหยอง และการเดินทางออกนอกประเทศของเสธโจ้ พ.อ.คชาชาติ ตามมาด้วยการหายตัวไป ที่หลายคนสงสัยว่าอาจไปไหนๆแล้ว  ทั้งหมดโดนข้อหา112  
หลังถูกจับเจ้าของโรงหล่อออกมาให้ข่าวเรื่องการหล่อพระบรมรูปนุสาวรีย์ บอกมีการมาเชื่อมต่อของเซียนพระคนดัง ที่ใก้ลชิดกับทหารใหญ่ทำงานในมูลนิธิอุทยานราชภักดิ์ ผ่านนายทหารฝ่ายประสานงานหลายคน รวมถึงเสธโจ้ และ ผู้การโต ที่เป็นเลขานุการมุลนิธิ เลยมีการเอามาโยงปะติดปะต่อกัน  
ทั้งหมดถูกมองว่าเป็นเรื่องของการประโยชน์จากการหล่อพระบรมรูป ซึ่ง รมช.กลาโหม พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร ประธานมูลนิธิ  ก็ออกมายอมรับว่ามีการหาประโยชน์จริง แต่ได้เคลียร์กันไปหมดแล้ว เอาเงินที่หาประโยชน์มาใส่ในกองทุน..  
ต้นเรื่องก็มีอย่างที่ลำดับมา ไม่เคยพูดในส่วนของกองทัพบก เพราะเงินคนละส่วนกัน มูลนิธิรับผิดชอบในการหล่อยพระบรมรูป อาจมีค่าคอมมิชชั่นอย่างที่รับรู้กัน ร้อยละสิบ ของยอดหล่อพระบรมรูปทั้งหมด 350 ล้านบาทประมาณ ร้อยละสิบก็ตกสามสิบกว่าล้าน กระจายกันไปหลายทาง คนที่น่าจะรู่เรื่องนี้ดีที่สุดคือเซียนพระคนดังที่หายไปแล้ว... เรื่องก็มีเท่านี้แต่ฝ่ายการเมืองจากเพื่อไทยกระโจนใส่ หวังใช้เป็นเงื่อนไขล้มรัฐบาล บอกร้ายแรงพอๆกับโครงการรับจำนำข้าว  โอแม่เจ้าว้อย นายกต้องรับผิดชอบ ขยายความจนกลายเป็นเรื่องทุจริตในส่วนของกองทัพ   
ข่าวที่เขียนกันช่วงแรกในหน้าออนไลน์เป็นเรื่องของมูลนิธิที่ พล.ท.อุดมเดช รับผิดชอบ  ไม่ได้เกีียวกับกองทัพ.. มีเท่านี้จริงๆแม่ทูนหัว 
ตอนนี้บานตะเกียงกลายเป็นประเด็นการเมืองมาล้มรัฐบาล...
จาล้มได้หรา..ต่อห้าลูกควบ ใครลองมาหลังไมค์

ที่มา:Fb พี่เป๊บซี่

เหตุแห่งความบานปมราชภักดิ์

เรื่องหาประโยชน์ในราชภักดิ์ บานตะเกียงอย่างที่หลายฝายคาด มีพวกมั่วนิ่มผสมโรงจะเอาเป็นเรื่องล้มรัฐบาล..
มาท้าวความที่มาที่ไป เรื่อวหาประโยชน์ในราชภักดิ์ ไม่ได้เป็นข่าวพาดหัวไม้ในสื่อกระแสหลักมาก่อน แต่เป็นข่าวที่เขียนกันในหน้าเฟส หลังจากมีการตรวจสอบข่าวพูดคุยกับเจ้าของโรงหล่อ สื่อกระแสหลักที่เล่นมีฉบับเดียวเป็นข่าวอินไซด์มาจากบางกอกโพสต์  ทำให้กองทัพเร่ิมสนใจ จากนั้นในหน้าเฟสก็มีข้อมูลมาขยายเพิ่ม ..เป็นข่าวก่อนหน้าเหตุการณ์ที่หมอหยองจะถูกจับเมื่อคืนวันที่16 ตุลาคม ตามมาด้วยการเสียชีวิตของพล.ต.พิสิฐศักดิ์  และสารวัตรเอี๊ยด แล้วก็หมอหยอง และการเดินทางออกนอกประเทศของเสธโจ้ พ.อ.คชาชาติ ตามมาด้วยการหายตัวไป ที่หลายคนสงสัยว่าอาจไปไหนๆแล้ว  ทั้งหมดโดนข้อหา112  
หลังถูกจับเจ้าของโรงหล่อออกมาให้ข่าวเรื่องการหล่อพระบรมรูปนุสาวรีย์ บอกมีการมาเชื่อมต่อของเซียนพระคนดัง ที่ใก้ลชิดกับทหารใหญ่ทำงานในมูลนิธิอุทยานราชภักดิ์ ผ่านนายทหารฝ่ายประสานงานหลายคน รวมถึงเสธโจ้ และ ผู้การโต ที่เป็นเลขานุการมุลนิธิ เลยมีการเอามาโยงปะติดปะต่อกัน  
ทั้งหมดถูกมองว่าเป็นเรื่องของการประโยชน์จากการหล่อพระบรมรูป ซึ่ง รมช.กลาโหม พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร ประธานมูลนิธิ  ก็ออกมายอมรับว่ามีการหาประโยชน์จริง แต่ได้เคลียร์กันไปหมดแล้ว เอาเงินที่หาประโยชน์มาใส่ในกองทุน..  
ต้นเรื่องก็มีอย่างที่ลำดับมา ไม่เคยพูดในส่วนของกองทัพบก เพราะเงินคนละส่วนกัน มูลนิธิรับผิดชอบในการหล่อยพระบรมรูป อาจมีค่าคอมมิชชั่นอย่างที่รับรู้กัน ร้อยละสิบ ของยอดหล่อพระบรมรูปทั้งหมด 350 ล้านบาทประมาณ ร้อยละสิบก็ตกสามสิบกว่าล้าน กระจายกันไปหลายทาง คนที่น่าจะรู่เรื่องนี้ดีที่สุดคือเซียนพระคนดังที่หายไปแล้ว... เรื่องก็มีเท่านี้แต่ฝ่ายการเมืองจากเพื่อไทยกระโจนใส่ หวังใช้เป็นเงื่อนไขล้มรัฐบาล บอกร้ายแรงพอๆกับโครงการรับจำนำข้าว  โอแม่เจ้าว้อย นายกต้องรับผิดชอบ ขยายความจนกลายเป็นเรื่องทุจริตในส่วนของกองทัพ   
ข่าวที่เขียนกันช่วงแรกในหน้าออนไลน์เป็นเรื่องของมูลนิธิที่ พล.ท.อุดมเดช รับผิดชอบ  ไม่ได้เกีียวกับกองทัพ.. มีเท่านี้จริงๆแม่ทูนหัว 
ตอนนี้บานตะเกียงกลายเป็นประเด็นการเมืองมาล้มรัฐบาล...
จาล้มได้หรา..ต่อห้าลูกควบ ใครลองมาหลังไมค์

ที่มา:Fb พี่เป๊บซี่

รัสเซียประณามกำลังทางอากาศสหรัฐยิงถล่มกำลังซีเรีย

กองกำลังร่วมที่นำโดยอเมริกาได้ทิ้งระเบิดลงฐานของทหารซีเรีย ที่จังหวัด  Deir ez Zor  มีทหารซีเรียตายไป 4 นาย รถถังพัง 2 คัน บาดเจ็บ 13 นาย  หลังจากที่อเมริกาถล่มเสร็จแล้วนั้นมีการยืนยันว่ากองกำลังไอซิสก็เข้าตีตลบหลังยึดพื้นที่ฐานกองกำลังทหารอิรักไปแบบสบายๆในข่าวตบท้ายดังนี้ครับ
It has been confirmed that ISIS immediately attacked Ayash military base immediately following the airstrikes.
 
  
ข่าวนี้ยืนยันตรงกันจากสองแหล่งคือสำนักข่าวอัลมาสดาร์ และสำนักข่าวรัสเซียไทม์ ลงสกู๊ปข่าวเมื่อสามชั่วโมงที่แล้ว  และต่อมารัฐบาลซีเรียออกมายืนยันตัวเลขความเสียหาย โดยให้ข้อมูลว่ามีการยิงจรวดมิซายจากเครื่องบินรบของกองกำลังร่วมสหรัฐฯ เข้าทำลายถึง 9 ลูก ซึ่งถือว่าเป็นครั้งแรกที่มีการโจมตีทหารของซีเรียโดยกองกำลังอเมริกา รัฐมนตรีกระทรวงต่างประเทศของซีเรียมีการทำหนังสือประท้วงไปยังเลขาธิการกองกำลังร่วมสหรัฐฯ ในทันที เรื่องนี้สำนักข่าวรัสเซียไทม์ ได้ลงข้อความในแถลงการณ์ว่า 
ซีเรียขอประนามอย่างรุนแรงในการกระทำที่โหดร้ายโดยกองกำลังร่วมที่นำโดยสหรัฐฯ ที่ระเมิดกฎบัติสหประชาชาติ รัฐมนตรีกระทรวงต่างประเทศจะส่งจดหมายไปยังเลขาธิการกองกำลังร่วมสหรัฐฯ และสำนักงานเลขาธิการสหประชาชาติ 
“Syria strongly condemns the act of aggression by the US-led coalition that contradicts the UN Charter on goals and principles. The Ministry of Foreign Affairs has sent letters to the UN Secretary General and the UN Security Council,” 
  
  
แต่ทันทีที่รัฐมนตรีกระทรวงต่างประเทศซีเรียออกแถลงการณ์  กองกำลังร่วมอเมริกาก็ออกมาปฎิเสธทันทีว่า ไม่ได้ทำ ไม่รู้ไม่เห็นอะไรทั้งสิ้น แต่ยอมรับว่ามีการทิ้งระเบิดจริงแต่อยู่ห่างออกไป 55 กิโลเมตร โดยโฆษกกองกำลังร่วม ร้อยเอกสตีฟ วอร์เรน ได้พูดว่า เราเห็นรายงานของทางซีเรียแล้ว  เราไม่ได้ทำการโจมตีดังกล่าว ซึ่งเราไม่เห็นหลักฐานอะไรทั้งสิ้น
 “We’ve seen those Syrian reports but we did not conduct any strikes in that part of Deir Ezzor yesterday. So we see no evidence,” coalition spokesman Colonel Steve Warren said.
  
  
การที่กองกำลังร่วมสหรัฐฯเข้ามาโจมตีในซีเรียนั้นเป็นเรื่องผิดกฎหมาย และไม่เคยได้รับอนุญาตจาก ปธน.อัสซาด ให้เข้ามาในน่านฟ้าของซีเรียแต่อย่างไร ซึ่งต่อมาอังกฤษก็เข้ามาร่วมการโจมตีทางอากาศด้วยซึ่ง ปธน.ของซีเรียเองก็ออกมาคัดค้านว่าผิดกฎหมายของทั้งรัฐบาลซีเรียและสหประชาชาติก็ไม่เคยอนุญาตให้อังกฤษมาทิ้งระเบิดในดินแดนของซีเรียได้  ปธน.อัสซาดได้กล่าว่า มันทั้งอันตราย(ต่อประชาชน)และผิดกฎหมาย ทั้งยังไปสนับสนุนให้พวกผู้ก่อการร้ายเหมือนกับมะเร็งร้ายดังเช่นที่เกิดขึ้นหลังจากที่มีการร่วมปฎิบัติการมาแล้วหนึ่งปี 
“It will be harmful and illegal and it will support terrorism, as happened after the coalition started its operation a year or so [ago], because this is like a cancer,” Assad said.
 
 ***********************************************************************

หน้าด้านอิ๊บอ๋าย ทั้งอเมริกาและอังกฤษ เขาไม่ได้เชิญแต่เสือกมาทิ้งระเบิด ผมสรุปสั้นๆ จากที่ ปทธ.อัสซาดพูด 
หน้าด้านอิ๊บอ๋าย อเมริกาทิ้งระเบิดเขาจนวอดไปทั้งฐานทัพ แล้วบอกว่าเปล่าทำ ผมสรุปที่ รมต.ต่างประเทศพูด
 
เครดิตภาพ รัสเซียทูเดย์