PR

@@ในความเคลื่อนไหวของสถานการณ์ที่ปรากฎเป็น"ข่าว"และ"ไม่เป็นข่าว"พยายามสแกนย่นย่อมานำเสนอและเป็นไว้เป็นฐานข้อมูลสังเคราะห์สถานการณ์ ที่นี่ "ข่าวที่ไม่เป็นข่าว"

วันอังคารที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2559

เปิดประวัติ 11 องคมนตรี สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 10

เปิดแฟ้มประวัติ 11 องคมนตรีในสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ‘เปรม-สุรยุทธ์-เกษม-พลากร-อรรถนิติ-ศุภชัย-ชาญชัย-ชลิต-ดาว์พงษ์-ธีรชัย-ไพบูลย์’
PIC aongkamontree 6 12 59 1
สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร มีพระราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งองคมนตรีจำนวน 10 ราย ดังต่อไปนี้
1.พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ เป็น องคมนตรี
2.นายเกษม วัฒนชัย เป็น องคมนตรี
3.นายพลากร สุวรรณรัฐ เป็น องคมนตรี
4.นายอรรถนิติ ดิษฐอำนาจ เป็น องคมนตรี 
5.นายศุภชัย ภู่งาม เป็น องคมนตรี
6.นายชาญชัย ลิขิตจิตถะ เป็น องคมนตรี
7.พล.อ.อ.ชลิต พุกผาสุก เป็น องคมนตรี
8.พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ เป็น องคมนตรี
9.พล.อ.ธีรชัย นาควานิช เป็น องคมนตรี
10.พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา เป็น องคมนตรี 
ทั้งนี้ ทรงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯแต่งตั้ง พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ เป็นประธานองคมนตรี มาก่อนหน้านี้แล้ว
สำนักข่าวอิศรา www.isranews.org รวบรวมประวัติขององคมนตรีทั้งหมดซึ่งเป็นคนเก่าที่ได้รับการโปรดเกล้าฯแต่งตั้งกลับมาดำรงตำแหน่งอีกครั้ง 8 คน และเป็นองคมนตรีใหม่ 3 คนมาให้ทราบ ดังนี้ 
พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี (96 ปี)
เกิดเมื่อวันที่ 26 ส.ค. 2463 รัฐบุรุษ อดีตนายกรัฐมนตรี 3 สมัย อดีตผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) และดำรงตำแหน่งสำคัญทางการเมืองมาหลายตำแหน่ง บุคลิกส่วนตัวเป็นคนพูดน้อย จนได้รับฉายาจากสื่อมวลชนในขณะดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีว่า “เตมีย์ใบ้”
ในช่วงเหตุการณ์กบฏเมษาฮาวาย “พล.อ.เปรม” ได้กราบบังคมทูลเชิญพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ และพระบรมวงศานุวงศ์ เสด็จพระราชดำเนินไปประทับที่ กองทัพภาคที่ 2 ค่ายสุรนารี จังหวัดนครราชสีมา ตั้งกองบัญชาการตอบโต้ จนรอดพ้นการก่อกบฏของทหาร “กลุ่มยังเติร์ก”
ขณะดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีมีผลงานสำคัญคือการผลักดันนโยบายการเมืองนำการทหาร ที่รู้จักกันในนามคำสั่ง 66/23 เพื่อยุติการทำสงครามสู้รบ ระหว่างพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยกับฝ่ายรัฐบาล
“พล.อ.เปรม” ยังอยู่เป็นหลักให้กับนายทหารรุ่นหลัง ๆ ในกองทัพมาอย่างยาวนาน คอยให้กำลังใจแม่ทัพนายกองเมื่อต้องทำงานใหญ่ อย่างเช่น พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่ “พล.อ.เปรม” เคยขอให้เข้มแข็งเมื่อต้องทำงานใหญ่
ที่สำคัญ "พล.อ.เปรม"รับใช้ใกล้ชิดเบื้องพระยุคลบาทมาตลอด จนได้รับความไว้พระราชหฤทัยโปรดเกล้าฯแต่งตั้งเป็นองคมนตรี หลังจากพ้นตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และประธานองคมนตรี ตามลำดับ
พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ (73 ปี)
เกิดเมื่อวันที่ 28 ส.ค. 2486 ได้ชื่อเป็นลูกรักของ “ป๋าเปรม” ขณะดำรงตำแหน่งสำคัญในกองทัพมาโดยตลอด ขณะดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบก เป็นผู้บัญชาการเหตุการณ์ก็อด อาร์มี่ บุกยึดสถานทูตพม่า เมื่อปี 2542 และโรงพยาบาลศูนย์ราชบุรี เมื่อปี 2543 และสามารถคลี่คลายสถานการณ์ได้โดยไม่มีคนไทยเสียชีวิต 
ขณะที่เป็นผู้บัญชาการทหารสูงสุด เมื่อปี 2546 เกิดกรณีมีข่าว “สุวนันท์ คงยิ่ง” ดารานักแสดง พูดกล่าวหาว่ากัมพูชาขโมยนครวัดไปจากไทย จนทำให้เกิดเหตุจลาจลที่สถานทูตไทยในกรุงพนมเปญ โดย “พล.อ.สุรยุทธ์” เป็นผู้เสนอให้นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี นำเครื่องบินซี 130 ไปรับคนไทยในกรุงพนมเปญกลับมายังประเทศไทยทั้งหมด จนทุกคนได้รับความปลอดภัย
“พล.อ.สุรยุทธ์” ได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งองคมนตรี เมื่อวันที่ 14 พ.ย. 2546 และลาออกเมื่อวันที่ 1 ต.ค. 2549 เพื่อไปดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และได้รับโปรดเกล้าฯแต่งตั้งให้กลับมาดำรงตำแหน่งองคมนตรีอีกครั้งจนถึงปัจจุบัน
นพ.เกษม วัฒนชัย (75 ปี)
เกิดเมื่อวันที่ 24 เม.ย. 2484 เคยดำรงตำแหน่งนายกสภามหาวิทยาลัยมหิดล และนายกสภามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้รับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ในยุครัฐบาลนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ภายหลังพ้นจากตำแหน่งรัฐมนตรี ได้รับการโปรดเกล้าฯแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งองคมนตรี มีบทบาทดูแลงานด้านการศึกษา การพัฒนาคุณภาพชีวิตเป็นหลัก 
พลากร สุวรรณรัฐ (68 ปี)
เกิดเมื่อปี 2491 อดีตรองปลัดกระทรวงมหาดไทย ภายหลังโดนปลดออกจากตำแหน่ง ฝ่ายกิจการพิเศษ และผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) ในช่วงรัฐบาลนายทักษิณ ชินวัตร ได้รับการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งองคมนตรี และบทบาทในฐานะองคมนตรีช่วยงานด้านโครงการพระราชดำริ ทั้งการพัฒนาโครงการและการเผยแพร่
อรรถนิติ ดิษฐอำนาจ (72 ปี)
เกิดเมื่อวันที่ 24 ส.ค. 2487 อดีตประธานศาลฎีกา ประธานสมาคมกฎหมายอาเซียน มีบทบาทช่วยงานกลั่นกรองด้านกฎหมาย โดยก่อนหน้านี้เป็นผู้พิพากษามาอย่างยาวนาน กระทั่งเกษียณอายุราชการ ได้เป็นศาสตราจารย์พิเศษ ประจำคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ตลอดระยะเวลาการปฏิบัติหน้าที่ นายอรรถนิติ ได้รับพระราชทานเครื่องอิสริยาภรณ์หลายลำดับชั้น รวม 10 ลำดับ โดยก่อนเกษียณราชการได้รับเครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้นตติยจุลจอมเกล้าวิเศษ เมื่อวันที่ 5 พ.ย.2547 นอกจากนั้น ยังได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้เป็นกรรมการกฤษฎีกา ตั้งแต่ พ.ศ. 2543 นายอรรถนิติได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้า ฯ ให้ดำรงตำแหน่งองคมนตรี เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2550
ศุภชัย ภู่งาม (71 ปี)
เกิดเมื่อวันที่ 4 มิ.ย. 2488 อดีตประธานศาลฎีกา และเป็นผู้นำคณะผู้พิพากษาเข้ารับพระราชกระแสรับสั่งให้ตุลาการศาล ยุติธรรมช่วยแก้ไขวิกฤตของบ้านเมืองในช่วงกลางปี เมื่อปี 2548 ต่อมาในเดือนเมษายน พ.ศ. 2551 ได้รับพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นองคมนตรี
ชาญชัย ลิขิตจิตถะ (70 ปี)
เกิดเมื่อวันที่ 25 เม.ย. 2489 อดีตประธานศาลฎีกา มีบทบาทในการแก้ไขวิกฤตการเมืองช่วงต้นปี 2549 หลังจากที่เกษียณอายุราชแล้วได้รับแต่งตั้งเป็นผู้พิพากษาอาวุโสศาลแพ่งธนบุรี แต่ทำงานได้เพียง 2 วันจึงได้ลาออกจากตำแหน่ง
ภายหลังจากเหตุการณ์รัฐประหารในประเทศไทย เมื่อปี 2549 เคยถูกทาบทามจากคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (คปค.) ให้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ในรัฐบาลพล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ 
หลังจากที่พ้นจากตำแหน่งรัฐมนตรีแล้ว ชาญชัยยื่นหนังสือถึงประธานศาลฎีกา เพื่อขอกลับรับราชการเป็นผู้พิพากษาอาวุโส ต่อมาได้รับโปรดเกล้าฯ เป็นองคมนตรีจนถึงปัจจุบัน บทบาทในฐานะองคมนตรีคอยกลั่นกรองงานด้านกฎหมาย โดยเฉพาะการพระราชทานอภัยโทษ
พล.อ.อ.ชลิต พุกผาสุก (68 ปี)
เกิดเมื่อวันที่ 5 เม.ย. 2491 จบโรงเรียนเตรียมทหารรุ่นที่ 6 มีบทบาทสำคัญการรัฐประหารในประเทศไทย เมื่อปี 2549 เป็นรองหัวหน้าคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (คปค.) ต่อมา ในปี 2550 เมื่อ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ประธานคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) ได้ลาออกจาก คมช. ไปดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี “พล.อ.อ.ชลิต” จึงได้รับตำแหน่งรักษาการประธาน คมช. 
และภายหลังหลังเกษียณแล้ว พล.อ.อ.ชลิต ได้เข้าไปทำงานในมูลนิธิรักษ์เมืองไทย และมูลนิธิรัฐบุรุษ จนกระทั่งได้รับโปรดเกล้าฯให้ดำรงตำแหน่งองคมนตรี เมื่อวันที่ 18 พ.ค. 2554 
พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ (63 ปี) 
เกิดเมื่อวันที่ 8 ก.ย. 2496 “พล.อ.ดาว์พงษ์” เพื่อนร่วมรุ่นเดียวกันกับ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ถือเป็นทหารสาย ‘วงศ์เทวัญ’ ขนานแท้ เริ่มต้นชีวิตราชการทหารครั้งแรกกรมทหารราบที่ 11 รักษาพระองค์ (ร. 11 รอ.) จนกระทั่งได้เป็นถึงผู้บังคับการกรม ในปี 2530 ได้เป็นราชองครักษ์เวร ได้เป็นฐานะผู้บัญชาการกองพลที่ 1 รักษาพระองค์ (ผบ.พล.1 รอ.) ซึ่งมีอำนาจในการควบคุมกำลังรบหลักของกรุงเทพมหานคร 
ดำรงตำแหน่งรองแม่ทัพภาค 1 ต่อมาเป็นผู้ช่วยเสนาธิการทหารบกฝ่ายยุทธการ และได้เลื่อนขึ้นมาเป็นรองเสนาธิการทหารบก หลังจากนั้นในช่วงการชุมนุมของแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) เมื่อปี 2553 “พล.อ.ดาว์พงษ์” ในฐานะเสนาธิการทหารบก ถือเป็นคีย์แมนคนสำคัญที่บัญชาเหตุการณ์ในฐานะกรรมการและผู้ช่วยเลขานุการศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.)
ภายหลังการรัฐประหารเมื่อปี 2557 ได้รับการแต่งตั้งเป็น รมว.กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ต่อด้วย รมว.ศึกษาธิการตามลำดับ กระทั่งได้รับการโปรดเกล้าฯให้ดำรงตำแหน่งองคมนตรีเมื่อวันที่ 6 ธ.ค. 2559
พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา (61 ปี)
เกิดเมื่อวันที่ 21 มิ.ย. 2498 เป็นทหารสายวงศ์เทวัญเลือดแท้อีกคน ผ่านการดำรงตำแหน่งสำคัญในกองทัพ อาทิ อดีตรองผู้บัญชาการทหารสูงสุด, ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก แม่ทัพภาคที่ 1 อดีตผู้บัญชาการกองพลที่ 1 รักษาพระองค์ อดีตผู้บังคับการกรมทหารราบที่ 1 มหาดเล็กรักษาพระองค์ และอดีตผู้บังคับการกรมทหารราบที่ 11 รักษาพระองค์
“พล.อ.ไพบูลย์” ถือเป็นลูกรัก “ป๋าเปรม” อีกคนหนึ่งจนมีกระแสข่าวว่าขณะที่ขับเคี่ยวขึ้นเป็น “ผบ.ทบ.” แข่งกับ “พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร” ทหารเสือราชินี “บิ๊กต๊อก” ถึงขั้นต้องเข้าพบ “ป๋าเปรม” เพื่อขอนั่งเก้าอี้ ผบ.ทบ. มาแล้ว แต่ก็ต้องยอมถอยให้ พล.อ.อุดมเดช นั่งเก้าอี้ ผบ.ทบ. ไป
และถือเป็นตัวตั้งตัวตีในการถอดยศ “พ.ต.ท.” ของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี โดยจัดการประชุมตัวแทนสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จนมีความเห็นว่า สตช. สามารถที่จะถอดยศได้ ก่อนส่งเรื่องให้ “พล.อ.ประยุทธ์” ใช้อำนาจม. 44 ดำเนินการ
ทั้งนี้ “พล.อ.ดาว์พงษ์” และ “พล.อ.ไพบูลย์” ถือว่ามีความสนิทสนมกันมาก เพราะโตมาจากทหารสายวงศ์เทวัญเหมือนกัน และไม่ว่าจะประชุมนัดสำคัญระดับชาติครั้งไหน ทั้งสองคนต้องนั่งใกล้กันเพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลต่อที่ประชุมเกือบทุกครั้ง
พล.อ.ไพบูลย์ ได้รับการโปรดเกล้าฯให้ดำรงตำแหน่งองคมนตรี เมื่อวันที่ 6 ธ.ค. 2559
พล.อ.ธีรชัย นาควานิช (61 ปี)
เกิดเมื่อวันที่ 16 พ.ย. 2498 เคยดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบก ถือเป็นน้องรักของ “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาเพิ่งได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งประธานกรรมการการประปาส่วนภูมิภาค กระทั่งได้รับการโปรดเกล้าฯให้ดำรงตำแหน่งองคมนตรี เมื่อวันที่ 6 ธ.ค. 2559

หมายเหตุ : ภาพประกอบจาก กรุงเทพธุรกิจออนไลน์

โปรดเกล้าตั้ง10องคมนตรีมีพล.อ.ไพบูลย์,พล.อ.ดาว์พงษ์,พล.อ.ธีรชัย

สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ มีพระราชโองการโปรดเกล้าฯให้ประกาศว่า โดยที่คณะองคมนตรี ได้กราบถวายบังคมลาออกจากตำแหน่งองคมนตรีและทรงพระราชดำริเห็นเป็นการสมควรแต่งตั้งองคมนตรีอาศัยอำนาจตามความในมาตรา๒ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย(ฉบับชั่วคราว)พุทธศักราช ๒๕๕๗
ประกอบกับมาตรา๑๒ มาตรา๑๓ และมาตรา๑๖ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยพุทธศักราช ๒๕๕๐ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯแต่งตั้งดังต่อไปนี้
๑. พลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ เป็นองคมนตรี
๒.นายเกษม วัฒนชัย เป็นองคมนตรี
๓.นายพลาพร สุวรรณรัฐ เป็นองคมนตรี
๔.นายอรรถนิติ ดิษฐอำนาจ เป็นองคมนตรี
๕.นายศุภชัย ภู่งาม เป็นองคมนตรี
๖. นายชาญชัย ลิขิตจิตถะ เป็นองคมนตรี
๗.พลอากาศเอกชลิต พุกผาสุข เป็นองคมนตรี
๘.พลเอกดาว์พงษื รัตนสุวรรณ เป็นองคมนตรี
๙.พลเอกธีรชัย นาควานิช เป็นองคมนตรี
๑๐.พลเอกไพบูลย์ คุ้มฉายา เป็นองคมนตรี
ทั้งนี้ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป
ประกาศ ณ วันที่ ๖ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๕๙
เป็นปีที่ ๑ ในรัชกาลปัจจุบัน
ผู้รับสนองพระราชโองการ
พลเอกเปรม ติณสูลานนท์
ประธานองคมนตรี

วันศุกร์ที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2559

นักศึกษารงณรงค์ หยุดการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ ชาวโรฮิงญา



นักศึกษารงณรงค์ หยุดการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ ชาวโรฮิงญา
กลุ่มผู้นำนักศึกษา รวมตัวกันรงณรงค์ หยุดการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ ชาวโรฮิงญา
วันที่ 1 ธันวาคม 2559 เวลา 17.00 น. ตัวแทนผู้นำนักศึกษาร่วมเดินรงณรงค์เเละเเจกใบปลิวเรื่องกาฆ่าล้างเผ่าพันธ์ชาวโรฮิงญา ชาวโรฮิงญาถูกทางการพม่าปฎิบัติอย่างไร้มนุษยธรรม ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ เผาบ้านที่อยู่อาศัย จนชาวโรฮิงญาได้เสียชีวิตเป็นจำนวนมาก
ตัวแทนนักศึกษามองว่าการเลือกปฎิบัติทางชาติพันธ์และการกระทำที่ไร้ซึ้งมนุษยธรรมเช่นนี้เราไม่อาจอยู่นิ่งเฉยได้
ทางนักศึกษาเชื่อว่าหากทุกกลุ่มชนร่วมกันรณรงค์เพื่อยุติการฆ่าล้างเผาพันธุ์ต่อพีน้องเราชาวโรฮิงญา ให้เกิดกลไกการปกป้องและชาวโรฮิงญามีสิทธิขั้นพื้นฐานจนถึงมีความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินได้
ร่วมรงณรงค์ให้พี่น้องชาวโรฮิงญา
เพราะเราไม่อาจนิ่งเฉยต่อการปฎิบัติที่ไร้มนุษยธรรม
จัดโดย..เครือข่ายผู้นำนักศึกษาจังหวัดยะลา
Cr.Student Voice
#Wartani_NEWS #HUMANRIGHT #PATANI
---------------------------------------------------------------
Let us be the witnesses for peace in PATANI // ร่วมเป็นสักขีพยานเพื่อสันติภาพ ณ ปาตานี // Bersama kita menjadi saksi demi kedamaian di PATANI

เฮือกสุดท้าย! ไทม์ไลน์วิกฤตสื่อไทยปี 2559 สู่ภาวะ ‘ ขาลง’

HIGHLIGHTS:

  • ปี 2559 เป็นช่วงขาลงของธุรกิจสื่อสิ่งพิมพ์ เกิดการปรับโครงสร้างและปลดพนักงานในหลายองค์กร กระทั่งปิดตัวลง และปีที่สื่อทีวีดิจิทัลยังขาดทุนจากภาวะเศรษฐกิจตกต่ำและปมปัญหาของอุตสาหกรรมทีวีดิจิทัลไทย ทำให้กลุ่มบริษัทใหญ่เข้ามาถือหุ้นหลักแทนในฐานะ ‘สายป่าน’ ที่ต่อลมหายใจสื่อไทย
     “ช็อก! หนังสือพิมพ์… ประกาศปิดตัวอีกหัว”
     “สื่อไทยวิกฤตหนัก หลังทีวีดิจิทัลไม่ทำเงิน”
     “หรือนี่คือขาลงของธุรกิจสื่อสิ่งพิมพ์?”
     เหล่านี้คือประโยคที่สะท้อนถึงภาพรวมของสถานการณ์ธุรกิจสื่อไทยในปี 2559 ได้ชัดเจน ข่าวการปิดตัวและยุติบทบาทของสื่อสิ่งพิมพ์ที่ปรากฏให้เห็นตลอดทั้งปีชวนให้ใจหาย แต่ก็มีผู้คนจำนวนไม่น้อยเริ่มชาชินและมองเป็นเรื่องปรกติใหม่ หรือ New Normal ที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงตามยุคสมัยไปโดยปริยาย
     และคงไม่มีใครปฏิเสธอีกแล้วว่าเทคโนโลยีดิจิทัลได้เปลี่ยนพฤติกรรมของผู้บริโภค ทำให้จำนวนผู้อ่านหนังสือพิมพ์และนิตยสาร รวมทั้งผู้ชมทีวีลดลงอย่างต่อเนื่อง จนสั่นคลอนภาคธุรกิจสื่อไทยและทั่วโลก The Momentum มองว่านี่คือปรากฏการณ์ที่ไม่ควรเพิกเฉย แต่ควรวิเคราะห์ ถอดบทเรียน และเรียนรู้ให้มากที่สุด
     เพราะหากเราถอยออกมามองภาพรวม และตั้งคำถามกับการเปลี่ยนแปลงแต่ละครั้งอย่างละเอียด ก็อาจมองเห็นปลายทางที่ชัดเจนยิ่งขึ้น





ภาพประกอบ: Karin Foxx

อ้างอิง:
     - นีลเส็น ประเทศไทย
     - http://www.daat.in.th/index .php/daat-digital2016/
     - http://www.isranews.org/isranews-scoop/item/44955-iimmmeeddzz.html
     - http://isranews.org/isranews-scoop/item/51739-reportwwoofrfsddddeuu.html
     - http://www.rating.in.th/

ทางอออกของพระธัมมชโย และ DSI

ทางอออกของพระธัมมชโย และ DSI

คราวที่แล้วได้อธิบายการสั่งคดีของอัยการไปแล้วว่าทำไมต้อง “เห็นควรสั่งฟ้องพระธัมมชโย” วันนี้ขอเสนอแนวทางตามกฎหมายว่าเรื่องนี้ควรจะจบอย่างไร

การที่DSIจะใช้กำลังไม่ว่าจะเป็นเอาตำรวจหรือทหารเข้าไปทำการจับกุมพระธัมมชโย แม้เป็นเรื่องที่ชอบด้วยกฎหมาย แต่ผลที่ตามมาน่าจะเสียหายมากกว่าดังที่ท่านนายกพูดนั่นแหละ ครั้นไม่ดำเนินการอย่างใดเพื่อให้ได้ตัวพระธัมมชโยตามคำสั่งของอัยการก็จะทำให้การบังคับใช้กฎหมายไม่เป็นผล ไม่ว่าจะไปทางไหนไม่พ้นที่ DSI ไอจะตกเป็นจำเลยทางสังคมเป็นแน่แท้
สมมุติว่าถ้าเราได้ตัวพระธัมมชโยมาด้วย “การบุกเข้าไปจับกุม” หรือ “การมอบตัว” ของท่านเอง ขั้นตอนจะเป็นอย่างไร คำตอบอยู่ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา เริ่มด้วย DSI ต้องแจ้งสิทธิตามมาตรา ๗ เช่น สิทธิในการปรึกษากับทนายเป็นการเฉพาะตัว ให้ทนายเข้าฟังการสอบปากคำของพระธัมมชโย ได้รับการเยี่ยมจากญาติตามสมควร ได้รับการรักษาพยาบาลโดยเร็วเมื่อเกิดการเจ็บป่วย จากนั้นก็ถามชื่อตัว นามสกุล ที่อยู่ สัญชาติ บิดามารดา อายุ อาชีพ ที่อยู่ ทีเกิด และแจ้งให้ทราบข้อเท็จจริงที่เกี่ยวกับการกระทำที่กล่าวหา แล้วจึงแจ้งข้อกล่าวหาให้ทราบ (มาตรา ๑๓๔ วรรคแรก) และ DSI “ต้องให้โอกาสพระธัมมชโยที่จะแก้ข้อกล่าวหาและแสดงข้อเท็จจริงอันเป็นประโยชน์แก่ตนได้” (มาตรา ๑๓๔ วรรคสาม) และต้องถามว่าท่านมีทนายหรือไม่ ถ้าไม่มีและต้องการ รัฐก็ต้องจัดหาให้ (มาตรา ๑๓๔/๑ วรรคสอง) แค่นี้ก็ใช่ว่าจะจบในวันเดียว ถ้า DSI รวบรัดไม่ดำเนินการให้ มีหวังโดนข้อหาละเว้นการปฏิบัติตามหน้าที่ตามประมวลกฏหมายอาญา มาตรา ๑๕๗ แน่นอน ซึ่งถ้ายังสอบไม่เสร็จก็ยังส่งตัวให้อัยการไม่ได้ ดังนั้น DSI มีทางเลือกที่จะให้ปล่อยตัวชั่วคราว(ประกันตัว)เอง หรือจะส่งไปฝากขังที่ศาลก็ได้ ส่วนการปล่อยชั่วคราวก็เป็นเรื่องของศาล (มาตรา ๑๐๖) ตรงนี้ก็เป็นประเด็นอีก “จะจับสึกก่อนส่งศาล” หรือครับ คราวที่แล้วที่เป็นคดีก็ไม่มีการสึก หรือพระบางรูปท่าถูกดำเนินคดีก็อาจไม่จำเป็นต้องสึก เท่าที่เห็นที่ถูกจับสึกส่วนใหญ่จะเป็นความผิดคาหนังคาเขา เช่น ดื่มสุรา เสพยาบ้า หรือกระทำชำเรากันจะๆ เพราะการปล่อยตัวชั่วคราวเมื่อนำตัวไปฝากขังหรือฟ้องศาล เป็นอำนาจศาลที่พิจารณาอนุญาตหรือไม่อนุญาต ถ้าจับสึกแล้วศาลอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวล่ะ ใครจะรับผิดชอบ ก็ไม่มีความจำเป็นต้องสึก กฎหมายมิได้บังคับ ทั้งนี้การปล่อยชั่วคราวเป็นหลักที่ผู้ต้องหาต้องได้รับ 

ส่วนการควบคุมหรือคุมขังเป็นข้อยกเว้น การที่ DSI หรือศาลจะสั่งไม่ปล่อยชั่วคราวต้องได้ความว่าพระธัมมชโยจะหลบหนี หรือจะไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน หรือจะไปก่อเหตุอันตรายประการอื่น หรือหลักประกันไม่พอ (มาตรา ๑๐๘/๑) เห็นหรือยังครับว่าพอได้ตัวมาใช่ว่าจะเอาตัวไปส่งอัยการได้ทันที พออัยการรับตัวมาหรือได้คำให้การพระธัมมชโย ก็ต้องพิจารณาอีกครั้งว่าจะออกคำสั่งฟ้องตามความเห็นเดิมหรือจะสั่งไม่ฟ้องเพราะพยานหลักฐานที่พระธัมมชโยแสดงพิสูจน์ได้ว่าตนไม่ผิด ถ้าสั่งฟ้องและนำตัวไปฟ้องต่อศาล กระบวนการพิจารณากว่าจะพิสูจน์ว่า “พระธัมมชโยเป็นผู้กระทำความผิดตามที่ถูกกล่าวหา” คงต้องใช่เวลาเป็นปีนะครับ เพราะนายศุภชัยถูกฟ้องตั้งหลายคดี มีการกระทำหลายกรรม มูลค่าความเสียหายเท่าที่ฟ้องแล้วเกือบสองพันล้าน พยานกี่ร้อยปาก เอกสารกี่พันฉบับ เอาล่ะครับนี่คือข้อเท็จจริง
ที่นี้ถ้าศิษยานุศิษย์ทั้งหลายและพระธัมมชโยเองจะแสดงความสง่างาม ก็ไม่ควรขัดขวางกระบวนการยุติธรรม การภาวนาเพื่อถวายอาลัยต่อเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๙ ก็ทำไป ไม่เอามาอ้างเพื่อขวางการทำงานของ DSI การต่อสู้คดีของพระธัมมชโยซึ่งยังถือว่าเป็น “ผู้บริสุทธิ์” ตามรัฐธรรมนูญจนกว่าศาลจะพิพากษาก็ว่ากันไป ทั้งนี้เพื่อไม่เป็นเหตุให้วุ่นวายอันเป็นที่ระคายเคืองต่อการขึ้นครองราชย์ของเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๑๐ ก็มอบตัวเสีย เอารถเข็นผู้ป่วยไปรับท่าน ส่วนบรรดาศิษย์ทั้งหลายาก็ตั้งแถวส่ง ติดตามไปดู แล้วใช้สิทธิในการรักษาพยาบาลอย่างที่ว่า จากนั้นก็ดำเนินการไปตามปกติด้วยความเคารพซึ่งกันและกันระหว่างภิกษุสงฆ์กับคาราวาสจะดีกว่ามั๊ย ท่านธัมมชโยก็ยังคงอยู่ในสมณะเพศได้อีกนาน ส่วนคนที่ชอบพูดชักใบให้เรือเสีย ข่มขู่อย่างโน้นอย่างนี้ก็เลิกเถอะ ยิ่งไม่รู้แล้วพูดมากก็วุ่นวายมาก อีกฝ่ายก็ไม่ไว้วางใจ ต้องเข้าใจนะครับการบังคับใช้กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาก็เพื่อรักษาความสงบของบ้านเมืองและเพื่อความยุติธรรมครับ

ค่าเงินริงกิตมาเลเซียร่วงไม่หยุด

(Dec 2) ค่าเงินริงกิตมาเลเซียร่วงไม่หยุด: สกุลเงินริงกิตของมาเลเซียอ่อนค่าลงอย่างหนักเกือบ 7% ในรอบ 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา ท่ามกลางความไม่แน่นอนของปัจจัยทั้งภายในและภายนอก ส่งผลให้เกิดการไหลออกอย่างต่อเนื่องของเงินทุนจากต่างประเทศ
สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย เมื่อวันที่ 2 ธ.ค.ว่าสกุลเงินริงกิตซึ่งเป็นค่าเงินประจำชาติของมาเลเซียตกลงเกือบ 7% ระหว่างวันที่ 9 พ.ย.- 1 ธ.ค. ที่ผ่านมา โดยเมื่อเทียบกับสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐแล้วอยู่ที่ 4.46 ริงกิต เมื่อช่วงเช้าของการซื้อขายในวันศุกร์ตามเวลาท้องถิ่น ถือเป็นการแข็งค่าที่สุดของเงินดอลลาร์สหรัฐเมื่อเทียบกับเงินริงกิต นับตั้งแต่เดือนก.ย.ปีที่แล้ว
ทั้งนี้ หลายฝ่ายเชื่อว่าปัจจุบันสำคัญที่ส่งผลให้ค่าเงินของมาเลเซียร่วงลงอย่างหนัก เป็นผลจากการที่นักลงทุนต่างชาติซึ่งถือครองพันธบัตรในตลาดเป็นสัดส่วนราว 40% พากันเทขายตราสารหนี้ด้วยความวิตกกังวลว่า นโยบายเศรษฐกิจของสหรัฐในอนาคตภายใต้การนำของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ จะส่งผลให้เกิดภาวะเงินเฟ้อขั้นรุนแรง
ขณะเดียวกัน การที่ว่าที่ผู้นำสหรัฐยืนยันการถอนตัวออกจากการเป็นสมาชิกความตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก ( ทีพีพี ) ที่มาเลเซียเป็นหนึ่งใน 12 ประเทศสมาชิกด้วย ส่งผลให้ปริมาณทุนสำรองเงินตราระหว่างประเทศของมาเลเซีย ณ วันที่ 15 พ.ย. อยู่ที่ 98,300 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ( ราว 3.44 ล้านล้านบาท ) ลดลงมากถึง 1 ใน 3 เมื่อเทียบกับสถิติของปี 2556 ซึ่งอยู่ที่ 141,400 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ( ราว 4.9 ล้านล้านบาท )
นอกจากนี้ ปัญหาเรื้อรังภายในประเทศคือสถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมือง จากกรณีอื้อฉาวเรื่องการคอร์รัปชั่นในกองทุนพัฒนาประเทศ "วันเอ็มดีบี" ของนายกรัฐมนตรีนาจิบ ราซัค และราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกที่ถูกลงอย่างมากตั้งแต่ช่วงครึ่งหลังของปี 2557 ส่งผลกระทบต่อมูลค่าการส่งออกของมาเลเซียซึ่งเป็นหนึ่งในประเทศส่งออกน้ำมันดิบ
Source: เดลินิวส์ออนไลน์
There seems to be no respite in sight for the Malaysian ringgit, which is already among Asia’s worst performing currencies. Is the central bank…
CHANNELNEWSASIA.COM

การค้าเสรีไม่มีจริงในโลก?

ปุจฉา
การค้าเสรีมีจริงในโลกหรือไม่ครับ?
วิสัชนา
การค้าเสรีไม่มีจริงในโลก ยกเว้นในประเทศที่ประชาชน ครูบาอาจารย์ นักวิชาการถูกครอบงำความคิดให้เชื่อว่ามีจริง และมีประโยชน์อย่างประเทศไทยของเราครับ
ทั้งนี้เพราะว่าโลกของเรามีประเทศต่างๆ หลายร้อยประเทศ มีรัฐบาลหลายร้อยรัฐบาล มีเขตแดนและอำนาจอธิปไตยแยกออกจากกันเป็นเอกเทศ และทุกๆประเทศก็ดูแลประชาชนของตนซึ่งเป็นทั้งผู้ผลิตและผู้บริโภคสินค้าด้วยกฎเกณฑ์ และระเบียบที่แตกต่างกัน มิได้มีการอนุญาตให้คนในประเทศอื่นส่งสินค้าเข้ามาขาย หรือเข้ามาตั้งโรงงานผลิตสินค้าเพื่อขายในประเทศได้อย่างเสรี
สหรัฐอเมริกาซึ่งเป็นประเทศเจ้าของความคิดและเป็นประเทศที่ผลักดันแนวความคิดการค้าเสรีอย่างหนักแน่นและรุนแรงอยู่ในขณะนี้ ครั้งหนึ่งหลังการจัดตั้งรัฐบาลแห่งชาติขึ้นเป็นครั้งแรกในประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อปี ค.ศ. 1789 เพียง 2 ปี อเล็กซานเดอร์ แฮมิลตัน (Alexander Hamilton) รัฐมนตรีกระทรวงการคลังของสหรัฐในขณะนั้น ได้ทำข้อเสนอต่อสภาคองเกรสให้รัฐบาลปกป้องอุตสาหกรรมของสหรัฐฯจากการแข่งขันกับสินค้าอุตสาหกรรมที่ส่งมาขายจากประเทศต่างๆ ในยุโรปโดยการให้เงินอุดหนุนต่อสินค้าอุตสาหกรรมที่ผลิตขึ้นในสหรัฐฯ และตั้งกำแพงภาษีไม่ให้สินค้านำเข้าจากยุโรปเข้ามาขายแข่งขันกับสินค้าที่ผลิตขึ้นในสหรัฐฯ เพื่อเป็นการปกป้องโรงงานและผู้ผลิตสินค้าที่ยังอ่อนแอกว่าในสหรัฐฯขณะนั้น ทำให้สหรัฐอเมริกาในขณะนั้นเป็นประเทศที่ปกป้องสินค้าอุตสาหกรรมมากและรุนแรงที่สุดในโลก
ประเทศที่มีอุตสาหกรรมที่แข็งแรงในโลกขณะนี้ เช่น ประเทศเยอรมัน สวีเดน ฝรั่งเศส ออสเตรีย ญี่ปุ่น อังกฤษ ไต้หวัน ล้วนต้องปกป้องดูแลธุรกิจอุตสาหกรรมของประเทศในระยะเริ่มต้นที่ยังอ่อนแอด้วยกันทั้งสิ้น
เพราะฉะนั้นจึงไม่มีประเทศที่พัฒนาเศรษฐกิจให้ประชาชนกินดีอยู่ดี และธุรกิจภาคเกษตรและอุตสาหกรรมแข็งแรงได้โดยไม่มีการปกป้อง คุ้มครองจากการแข่งขันกับสินค้าในประเทศที่มีต้นทุนการผลิตที่ต่ำกว่าได้เลยแม้แต่ประเทศเดียวครับ

วันพฤหัสบดีที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2559

เงินเฟ้อทั่วไปสูงสุดรอบ 23 เดือน

(Dec 1) เงินเฟ้อทั่วไปสูงสุดรอบ 23 เดือน ที่ 0.6% จากราคาน้ำมัน :
• อัตราเงินเฟ้อทั่วไปเดือนพฤศจิกายนเร่งตัวขึ้นมาที่ 0.60%YOY จาก 0.34%YOY ในเดือนก่อนหน้า จากผลของราคาน้ำมันที่ต่ำในช่วงปลายปี 2015 ทำให้ดัชนีราคาน้ำมันเชื้อเพลิงขยายตัวได้สูงขึ้นที่ 1.52%YOY จาก 0.34%YOY ในเดือนก่อน
• ราคาสินค้าอุปโภคบริโภคทั่วไปขยายตัวในระดับต่ำ มีเพียงอาหารสดบางชนิดที่ยังขยายตัวสูง ได้แก่ผักสดที่ 8.1%YOY จากสภาพอากาศที่แปรปรวนทำให้ผลผลิตผักใบบางชนิดลดลง ผลไม้สดที่ 2.67%YOY ปลาและสัตว์น้ำที่ 2.36%YOY ขณะที่ดัชนีราคาหมวดที่อยู่อาศัยหดตัวลง 1.2%YOY เนื่องจากยังคงได้รับแรงกดดันจากอัตราค่าไฟฟ้าที่ปรับลดลง
• อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานชะลอลงต่ำสุดในรอบ 9 เดือนมาอยู่ที่ 0.72%YOY เนื่องจากอุปสงค์ภายในประเทศชะลอลง ทั้งจากการใช้จ่ายของชาวไทยและชาวต่างชาติ ทำให้ผู้ประกอบการไม่ได้ปรับราคาสินค้าขึ้นมากนัก
Implication
• อีไอซีปรับประมาณการอัตราเงินเฟ้อทั่วไปทั้งปี 2016 ลงมาอยู่ที่ 0.2%YOY จาก 0.4%YOY เนื่องจากอุปสงค์ในประเทศฟื้นตัวได้ช้ากว่าที่คาด ประกอบกับบรรยากาศการบริโภคในประเทศซบเซาลง ขณะที่อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานจะยังทรงตัวต่อไป โดยทั้งปี 2016 อยู่ที่ 0.7%YOY และมีแนวโน้มฟื้นตัวต่อไปในปีหน้าตามกำลังซื้อของภาคครัวเรือนที่จะกลับมา
• อย่างไรก็ตาม ราคาน้ำมันที่สูงขึ้นจะมีส่วนช่วยให้อัตราเงินเฟ้อทั่วไปเร่งตัวขึ้นได้ โดยราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกมีแนวโน้มปรับตัวเพิ่มขึ้น จากผลการประชุม OPEC เมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน ซึ่งกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมันเห็นชอบร่วมกันว่าจะลดกำลังการผลิตน้ำมันลง 1.2 ล้านบาร์เรลต่อวัน โดย เป็นการตกลงจำกัดการผลิตเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2008 ทั้งนี้ อีไอซีมองว่าราคาน้ำมันดิบ (เบรนท์) จะทยอยปรับตัวสูงขึ้นเฉลี่ยทั้งปี 2017 ที่ 52 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล
โดย ยุวาณี อุ้ยนอง (yuwanee.ouinong@scb.co.th)
Source: Economic Intelligence Center (EIC)
ธนาคารไทยพาณิชย์ จากัด (มหาชน)

วันพุธที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

มีชัย เตือน! รัฐบาลหน้า หากไม่ทำตามยุทธศาสตร์ชาติ20 ปี เข้าข่ายทำผิดรธน.

“มีชัย” ถก กม.ยุทธศาสตร์ชาติ ย้ำ รบ.หน้าไม่ทำ ส่อผิด รธน. แย้ม แก้ไขได้แต่ต้องถาม ปชช.ก่อน เชื่อ คสช. ดูเวลาเหมาะสมปลดล๊อคพรรคการเมืองทำกิจกรรม
วันนี้ (30 พ.ย.) ที่โรงแรมเอบิน่า เฮ้าส์ นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.)ให้สัมภาษณ์ถึงผลการหารือกับ คสช.เมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายนที่ผ่านมาว่า ณ ขณะนี้ได้มีการหารือถึงการจัดทำร่าง พ.ร.บ.ยุทธศาสตร์ชาติ ซึ่งตนจะเข้าหารือกับสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติในนามกฤษฏีกาด้วย ทั้งนี้หลังจากร่างรัฐธรรมนูญถูกประกาศใช้แล้ว กฎหมายว่าด้วยวิธีจัดทำยุทธศาสตร์และกฎหมายว่าด้วยวิธีจัดทำการปฏิรูปนั้น ก็จะต้องออกมาภายในระยะเวลา 120 วันเช่นกัน ดังนั้น คงต้องรีบจัดทำให้เสร็จ และจากนั้นก็จะนำไปสู่การมียุทธศาสตร์และวิธีการปฏิรูปภายในระยะเวลา 1 ปี ส่วนที่ฝ่ายการเมืองกลัวกันว่ายุทธศาสตร์ชาติจะไปบังคับการทำงานของรัฐบาลหลังจากนี้นั้น คิดว่าเวลาเขียนวิธีจัดทำกฎหมายต่างๆ รัฐบาลจะต้องรับฟังความเห็นจากประชาชน ฝ่ายที่เกี่ยวข้อง และต้องคำนึงถึงสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปด้วย ยุทธศาสตร์ชาติก็เปรียบเสมือนกับการจัดทำแผนพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งที่ผ่านมาถูกทอดทิ้งพอสมควร เวลาจัดทำแผนพัฒนาเศรษฐกิจ 5 ปี ถ้าหากรัฐบาลถัดๆมาไม่ทำตามก็เท่ากับว่าเสียของ ต้องมาเริ่มนับหนึ่งใหม่อยู่เรื่อยๆ
“ยุทธศาสตร์ที่กำลังจะถูกกำหนดขึ้นมาใหม่นั้นจะเป็นยุทธศาสตร์ระยะเวลายาวถึง 20 ปี เพื่อกำหนดว่าอนาคตของประเทศไทยข้างหน้า จะมีหน้าตาจะเป็นอย่างไร การกำหนดยุทธศาสตร์ไม่ได้คิดขึ้นมาได้เองแต่เกิดจากแม่น้ำสายต่างๆอาทิ สปท. สนช. ได้ไปรับฟังความเห็นจากภาคส่วนต่างๆมา แล้วนำมาจัดทำเป็นยุทธศาสตร์อนาคต สมมติว่า รัฐบาลนี้มีแผนกำหนดว่าประเทศไทยวันข้างหน้าต้องเป็นแบบ 4.0 แต่พอรัฐบาลใหม่มา เขากลับกำหนดว่า ไม่เอา กลับไปขี่เกวียนดีกว่า เอาแค่ 1.0 พอ เขาก็ต้องไปทำกระบวนการถามความเห็นชาวบ้าน ถ้าชาวบ้านเขาเห็นด้วยว่าขี่เกวียน จะได้ไม่เหม็นน้ำมัน รัฐบาลก็ต้องไปปรับยุทธศาสตร์ว่าให้ขี่เกวียนแทน แล้วถ้าชาวบ้านเอาก็ไม่มีใครเขาห้าม นี่เป็นกระบวนวิธีการ ไม่มีบทลงโทษ แต่ถ้ารัฐบาลไม่ทำตามยุทธศาสตร์ เขาก็จะได้ชื่อว่าจงใจไม่ปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ แม้กฎหมายจะไม่มีโทษอะไร แต่ในรัฐธรรมนูญก็ได้กำหนดโทษของการไม่ปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญอยู่แล้ว เว้นแต่ว่ารัฐบาลนั้นได้เปลี่ยนยุทธศาสตร์ชาติโดยผ่านการรับฟังความเห็นของประชาชนมาก่อน”นายมีชัย กล่าว
เมื่อถามถึงขั้นตอนและกำหนดการเวลาจัดทำพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ นายมีชัย กล่าวว่า กรธ.ได้ทำตามระยะเวลาที่กำหนดไว้ในร่างรัฐธรรมนูญ แต่ต้องระวัง ไม่ควรออกกฎหมายมารวดเดียว เพราะถ้าทำแบบนั้นก็จะดูเหมือนว่าเป็นการกลั่นแกล้งพรรคการเมือง ส่วนเรื่องการปลดล๊อคให้พรรคการเมืองได้ทำกิจกรรมทางการเมืองนั้น ไม่ใช้เรื่องของกรธ. แต่ขึ้นอยู่กับ คสช.และรัฐบาลจะเป็นผู้ปลดล๊อคให้ ดังนั้นกรธ.ก็ต้องนึกถึงเขาว่าจะมีกำหนดเวลาทำงานได้เมื่อไร จะสามารถทำงานได้นานเท่าไรด้วย ถ้ากำหนดระเวลาสั้นไป เขาคงลำบาก

เมื่อถามต่อถึงความเห็นการปลดล๊อคห้ามทำกิจกรรมทางการเมืองว่าควรจะกำหนดให้ทำได้หลังจาก พ.ร.บ.ที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งออกมาครบทั้ง 4 ฉบับ อาจจะมีปัญหาได้ เพราะจะเข้าสู่ระยะเวลาการเลือกตั้งภายใน 150 วันแล้ว นายมีชัย กล่าวว่า พ.ร.บ.ทั้ง 4 ฉบับคงออกมาพรวดเดียวไม่ได้ คงต้องออกมา 2 ฉบับก่อน คือ พ.ร.บ.ว่าด้วยพรรคการเมืองและว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง หลังจากนั้น จึงจะรู้ว่าควรจะต้องใช้เวลากี่วัน แล้ว กรธ.ก็จะคำนวนเวลาที่จะต้องออก พ.ร.บ.อีก 2 ฉบับ คือ พ.ร.บ.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.และ ที่มา ส.ว. ทั้งนี้ตนเชื่อว่าทางรัฐบาลและ คสช.นั้นคงจะดูแลในเรื่องกำหนดเวลาที่เหมาะสมตรงนี้อยู่แล้ว คงจะไม่เกิดปัญหาตรงนี้ อย่างไรก็ตาม ทั้งหมดยังพูดในวันนี้ไม่ได้ เพราะยังไม่รู้ว่าเมื่อส่งร่าง พ.ร.บ.ไปให้ สนช.พิจารณาแล้ว สนช.จะแก้อย่างไรบ้าง หากเมื่อถึงเวลานั้นก็คงจะมีการปรับกำหนดเวลาที่เหมาะสมกันอีกทีหนึ่ง

สรุปสถานการณ์ไทยหลังทรัมป์โนมิกส์

(ข้อมูล cr สมเกียรติ โอสถสภา)

สรุปสถานการณ์ไทยหลังทรัมป์โนมิกส์
=========================
.ตั้งแต่ทรัมป์ได้รับเลือกตั้ง ค่าเงินเม็กซิโกตกแรงที่สุดเกือบ 20% ช่วงนี้คนสนใจค่าเงินของเม็กซิโก บราซิล ตุรกี มาเลเซีย อินเดีย และอินโดนิเซียว่าจะอ่อนไปเท่าใด ค่าเงินอินเดียก็อ่อนค่ามากเป็นประวัติการณ์
เมื่อกี้อ่านข่าวของมาเลเซีย บอกว่าเงินริงกิตมาเลย์ยังแลกได้ในกรุงเทพนะ คือเขากลัวว่าโลกจะไม่รับ เพราะค่าเงินตกมาตลอด
ค่าเงินรัสเซียดีขื้น ตามที่ทำนายไว้ เพราะคนคาดว่ายุโรปจะเลิกแซงค์ชั่น และจะดีกับอเมริกา
เงินไทยอ่อนลงเพียง 1% จาก 34 เป็น 35 บาท อ่อนลงน้อยมาก อยู่ระดับดีเช่น เงินใต้หวัน เงินสวิส ถือเป็นเงินระดับท้อปทีเดียว
ทำไมเงินไทยจืงแข็งแกร่ง
========================
หนื่ง มีเงินไหลออกเพียง 1400 ล้านเหรียญ แต่การเกินดุลบัญชีเดินสะพัดของไทยอยู่ที่ปีละ 35000 ล้านเหรียญ เป็นประเทศที่ได้ดุลเยอะ สำรองเงินตราต่างประเทศอยู่อันดับ 12 ของโลก การเกินดุลเทียบกับ GDP อยู่ราวอันดับ 5 ของโลก ระดับเยอรมัน คือ เกินดุล 8.5% ของ GDP
--------------------
สอง ประเทศไทยมีภาระหนี้พันธบัตรที่ขายให้ต่างประเทศแค่ 10% ของทั้งหมด เทียบกับ 50% ของอินโดนิเซีย 40% ของมาเลเซียที่ต่างชาติถืออยู่ คนอินโด มาเลย์จืงกลุ้มใจมาก ห่วงค่าเงิน ยิ่งสำรองเงินตราต่างประเทศมีน้อย ยิ่งสะเทือนมาก
-----------------------------
ราคาน้ำมันดิบที่จะไม่สูงก็ส่งผลต่อมาเลเซียมาก
ตุรกีก็ปัญหาคล้ายๆกัน มีสงคราม มีรายจ่าย เงินลงทุนจากต่างชาติลดฮวบ การท่องเที่ยวไม่ดีเหมือนเดิม
ละตินอเมริกาสะเทือนหมด เริ่มที่เม็กซิโก เชื่อมไปถืงประเทศละตินที่ทำเขตการค้าเสรีกับเม็กซิโกทั้งหมด
------------------------------
สาม ดังที่เขียนไว้ แล้ว ประเทศที่มีสำรองน้อย รับเงิน QE มากท่าจะตายเอา ของไทยเอาออกไปเรียบร้อยแล้ว 55 ปรับตัวก่อนชาวบ้าน
------------------------------------
สี่ เมื่อเอาอยู่ ประเทศไทยจืงดูแข็งแกร่งในสายตานักลงทุน ยุโรปตอนนี้ก็แย่ วิ่งไปฝากเงินสวิสกันอีกแล้ว ตลาดหุ้นไทยปรับตัวได้เร็ว
---------------------------------
ห้า ที่สำคัญคือ ธนาคารพาณิชย์ของไทยตั้งสำรองความเสี่ยงหนี้สงสัยไว้ระดับสูงของโลกทีเดียว ร่วม 140% สถาบันการเงินของไทยจืงแกร่งมาก แบงค์ชาติควรพูดบ่อยๆ
=========================
แต่
========
การที่ดอกเบี้ยพันธบัตรระยะยาวสูงขื้นมากในหลายประเทศที่เงินไหลออกมาก คือ ตัวชี้ว่าจะหาเงินนอกมาใช้ยากขื้น ราคาแพงขื้น โดยเฉพาะบริษัทเอกชนที่จะออกหุ้นกู้ แปลว่าดอกเบี้ยขาขื้น
ของไทยยังอยู่ในระดับต่ำ แต่ห่วงคนที่มีหนี้ มีปัญหาการชำระหนี้ที่จะเจอดอกเบี้ยปรับสูงมาก
แบงค์ชาติยื่นมือเข้ามาช่วยนี่ดีมากนะครับ
ความปั่นป่วน ไม่แน่นอนในอัตราดอกเบี้ย อัตราแลกเปลี่ยนเงินของประเศต่างๆ ความเสี่ยงต่อประเทศเป้าหมายของทรัมป์คือ เม็กซิโก ละตินอเมริกา จีน และประเทศที่เชื่อมโยง
ทำให้บริษัทยักษ์ใหญ่ทั่วโลก ต้องรอดูสถานการณ์ไม่กล้าเสี่ยง การลงทุนต่างประเทศในโลกปีนี้จืงน่าจะลดลง ส่งผลต่อการลงทุนของรายใหญ่ในไทยด้วย เพราะเชื่อมต่อกัน
หลายๆประเทศที่ค่าเงินอ่อนยวบ กำลังพยายามแทรกแซงค่าเงิน เช่น มาเลย์ เพื่อไม่ให้รูดเร็วเกินไป นโยบายหันมาเน้นการต่อสู้กับเงินเฟ้อ
พวกเร่งความเติบโตโดยขาดดุลมาก หนี้ต่างประเทศมาก เจอค่าเงินอ่อน เงินเฟ้อ เงินไหลออกกันล่ะ อันตรายมากๆ ของไทย 3.5% สบายดีครับ ออกแนวระวังตัว
ขอให้โตอย่างมีคุณภาพละกัน
ประเทศที่เตรียมจะเข้าร่วม TPP อาจเจอปัญหาถูกเล่นงานจากจีน เพราะ TPP ตั้งใจตัดจีนจาก เศรษฐกิจโลก คนที่จะมาลงทุนจะหยุด ไม่ได้ตามเป้า
------------------------------------------
ไทยยังดีที่มีสภาพคล่องภายในเยอะมาก
ดอกเบี้ยต่ำกว่าประเทศอื่น
และเราสามารถใช้ภาครัฐลงทุน ในขณะที่หลายๆชาติ ภาครัฐเดี้ยงไปแล้ว
เจรจา RCEP น่าจะเสร็จเร็ว
เงินเฟ้อไม่มี ต่ำกว่า 1% แพงได้อีก
==========================================
ท่าทีของอเมริกาดีมาก แอบมาคุยธุรกิจกันแนว normalizing
เพิ่งรู้ว่ากลุ่มทรัมป์นี่เคยจะลงทุนร่วมกับกลุ่มศรีวิกรณ์แถวราชประสงค์ รู้จักประเทศไทยดีทีเดียว
ตอนนี้อเมริการู้สืกว่าในอาเซียนต้องทำงานกับไทย อเมริกาจะเน้นประเทศที่สัมพันธ์มายาวนาน เป็นร้อยปี ตอนนี้เรียกไทยว่า Hub of ASEAN อีกแล้ว
ไทยน่าจะเล่นบทผู้ประสานอเมริกา จีน กับอาเซียนได้ดี
ภาคธุรกิจก็บอกว่าถ้าได้อุตสาหกรรมเทคโนเทรนด์ใหม่จากอเมริกาสักสามบริษัท จะแห่มากันเยอะ
อาเบะคุยกับทรัมป์วันก่อน ญี่ปุ่นอยู่ในทรัมป์แพลนเรียบร้อย พี่โกร่งผิดล่ะ รอทรัมป์ครื่งชั่วโมงได้อะไรเยอะ
อเมริกาคุยกับไทยเรียบร้อย อียู ญี่ปุ่นจะเปลี่ยนตาม ตามสถานการณ์พีชคณิต
ใครจะไปยุหลุยซ่า อียู ให้ทำร้ายประเทศไทยก็ไม่ได้แล้ว
ยิ้มมุมปากนิดนืง
--------------------------------------------
เขียนสรุปสถานการณ์วันนี้ เหมือนเขียนซ้ำที่ทายไว้ในเรื่องการทำsensitivity ประเทศไทยหลังทรัมป์เลย เป๊ะ
แต่อเมริกาจะขื้นดอกหรือเปล่า 50-50 ครับ เรื่องนี้ผมไม่เก่ง 55
ราคาข้าวขื้นมาแล้วนะครับ รมต พาณิชย์บอก ต่างชาติสนใจเข้ามาซื้อหนาแน่น ข้าวหอมไทยประกวดได้แชมป์โลก หลังจากเสียแชมป์ไปหลายปี
ปตท ช่วยขายได้ 700 ตันแล้ว มีแผนเตรียมรับมือข้าวขาวที่จะออกมา
ข้าวเหนียวราคาดีมาก
มีอุตสาหกรรมที่ต้องการประเทศที่ค่าเงินเสถียรอยากมา พวกไฮเทคน่ะครับ
รมต ต่างประเทศบอกว่า ไทยอยู่ในสถานะที่สมดุล มาก ไม่ต้องปรับแบบประเทศอื่น คนอื่นต้องปรับ ไทยสบายดีมากๆ ปรับก่อนเพื่อน
ตอนนี้ป่วนกันทั้งในอเมริกา ละตินอเมริกา ตะวันออกกลาง ยุโรปเหนือ ยุโรปใต้ ค่าเงินจีนอ่อนยวบ มีปัญหาที่เกาหลี ฮ่องกง พม่า อินโด มาเลย์ ประเทศ TPP
ประเทศไทยสบายดีครับ
อำนาจต่อรองขื้นสูง
น่าจะหาทุนเรียนนอกให้เด็กๆสักหมื่นทุน
========================================
.ตั้งแต่ทรัมป์ได้รับเลือกตั้ง ค่าเงินเม็กซิโกตกแรงที่สุดเกือบ 20% ช่วงนี้คนสนใจค่าเงินของเม็กซิโก บราซิล ตุรกี มาเลเซีย อินเดีย และอินโดนิเซียว่าจะอ่อนไปเท่าใด
ผลจาก carry trade ช่วงสั้น
ประเทศไทยสบายดีครับ
นายกยังทำท่ามดเอกซ์ส่งสัญญานความแข็งแกร่งเลย
//////////
(เพิ่มเติม)

คุณ Supat Julsiri ให้ความเห็นมาน่าสนใจมากครับ เยี่ยมมากๆ- ค่าเงิน
อัตราแลกเปลี่ยน บทความติดดาวครับ

==================================


เกี่ยวกับ trump ครับ. ในความเห็นผม ( พอดีผมทำด้านนี้ครับ)

. ผมว่า dollar จะแข็งมากในระยะยาว. การทำ tariff จะทำให้ ค่าเงินปรับตัวอ่อนลงทีนทีเมื่อเทียบกับ ดอลลาร์ จนกระทั่งมีรายละเอียดเพิ่ม

. นโยบายของ trump คือการสร้างงานภายในประเทศโดยลดการพึ่งพิงวัตถุดิบจากต่างประเทศ. และเอา ทรัพยากรที่ล้าหลังมาใช่. อาทิ น้ำมัน.

โดยแหล่งทุน เป็นการระดมจากบริษัทของอเมริกาที่มีสภาพคล่องล้นในต่างประเทศ โดยการใช้ HIA.

นอกจากนี้ ยังใช้มาตราการทางภาษีอื่นๆในทั้งแง่บังคับ และขอร้องให้บริษัทเหล่านั้นจ้างงานในประเทศ. โดยกีดกันแรงงานที่ด้อยคุณภาพ ผ่านนโยบายต่างด้าว. เป็นการดึงเศรษฐกิจอเมริกาและ เอกเทศตัวเองเหมือนก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2.

การกระตุ้นในแง่ลดภาษี รัฐบาลจะบริหารเงินจากการลดภาระในด้านการทหารในต่างประเทศ.

โดยรวมแล้ว ทำให้. มีโอกาสสูงมากที่ อเมริกาจะลดการขาดดุลครังแรกได้จรืงๆในรอบเกือบ 40 ปี.

ตลาด ปรับตัว ทันที โดย. บริษัทที่น่าจะได้รับผลดีทางภาษีทำให้หุ่นต้นทุน.

ในแง่ ดอลลลาร์. ค่าเงินของประเทศที่น่าจะโดนภาษีการค้า ป รับตัวขึ้นไปรอ มาตราการทางภาษี.

ในแง่ดอกเบี้ย. 10-30 ปี ปรับตัวขึ้น. ตอบรับ โอกาสการฟื้นตัวครับ.

ผลกระทบที่เงินขึ้น จะทำให้ โอเปคควบคุมราคาได้ลำบากขึ้น. ในขณะที่ ซาอุอาจจะขาดสเถียรภาพและอาจจะเกิดการเปลี่ยนแปลงการปกครองครั้งใหญ่

. ในขณะที่ที่ทางเอเชียจะดีขึ่นในแง่การเมือง.

ยุโรปจะเกิดเป็นเคลิ่อนละลอกตรั้งใหญ่ เนื่องจากนาโต้ต้องจ่่ายเงินให้อเมริกา. 

วันอังคารที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

แถลงการณ์สำนักพระราชวัง ฉบับที่ 5 เรื่อง สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จพระราชดำเนินไปประทับ ณ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์

วันนี้ 29 พ.ย.59 แถลงการณ์สำนักพระราชวัง ฉบับที่ 5 เรื่อง สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชเสด็จพระราชดำเนินไปประทับ ณ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ความว่า
ตามที่สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ได้เสด็จฯ ไปประทับ ณ ตึก สก.ชั้น 20 ตามคำกราบบังคมทูลเชิญของคณะแพทย์เพื่อถวายการรักษาพระอาการอักเสบของพระปัปผาสะ (ปอด) ซึ่งสำนักพระราชวังได้ออกแถลงการณ์ประกาศให้ทราบมาแล้วนั้น
คณะแพทย์ผู้ถวายการรักษาสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ได้รายงานว่า พระอาการโดยทั่วไปดีขึ้นมาก ไม่มีพระปรอท(ไข้) ทรงรู้พระองค์ดี ทรงพระดำเนินได้
เสวยพระกระยาหารได้ดี มีพระกรรสะ(ไอ)เล็กน้อย ผลการตรวจพระโลหิตและการตรวจทางรังสีวิทยา พบว่าการอักเสบของพระปัปผาสะ (ปอด) หายเกือบเป็นปรกติ
คณะแพทย์ฯ จึงกราบบังคมทูลเชิญสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จฯ กลับมาประทับพักฟื้นที่พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน พระราชวังดุสิต ในวันที่ 29 พฤศจิกายน 2559

ปธน.โสมขาว "ปาร์ค กึน เฮ" แถลงยอมลงจากตำแหน่ง ปล่อยให้สภาตัดสินอนาคต

ปธน.โสมขาว "ปาร์ค กึน เฮ" แถลงยอมลงจากตำแหน่ง ปล่อยให้สภาตัดสินอนาคต

Prev
1 of
Next
คลิกภาพเพื่อขยาย
updated: 29 พ.ย. 2559 เวลา 16:04:00 น.
ประชาชาติธุรกิจออนไลน์
หลังเผชิญหน้าการกดดันอย่างหนักจากการประท้วงของประชาชนเพื่อให้ลาออก ล่าสุดประธานาธิบดีเกาหลีใต้ "นางสาวปาร์ค กึน เฮ" ได้แถลงผ่านทางโทรทัศน์ว่า เธอยอมสละตำแหน่งก่อนครบวาระ โดยจะให้เป็นอำนาจของรัฐสภาในการตัดสินใจว่าอนาคตจะเป็นอย่างไรต่อไป



นางสาวปาร์ค ได้กล่าวว่า "หลังจากสภาได้ข้อสรุปเรียบร้อยและได้กำกับดูแลการเปลี่ยนโอนอำนาจเพื่อให้เกิดสุญญากาศทางการเมืองน้อยที่สุดแล้วฉันจะก้าวลงจากตำแหน่ง"

โดยก่อนหน้านี้ นางสาวปาร์ค กึน เฮ ต้องเผชิญหน้ากับแรงกดดันจากคนในประเทศ กรณีที่เธอให้เพื่อนสนิท "นางชเว ซุน ซิล" เข้ามามีบทบาทในการบริหารประเทศ เช่น การแก้ไขสุนทรพจน์ และแนะนำว่าเธอควรแต่งกายอย่างไร และยังมีการตรวจสอบพบว่านางชเวได้ใช้ความสนิมสนมกับนางปาร์คสร้างผลประโยชน์เข้าตัวเอง

สำนักข่าว "ยอนฮับ" รายงานท่าทีของพรรคฝ่ายค้าน ที่ได้ออกมาโจมตีว่าคำแถลงของปาร์คครั้งนี้ว่าเป็นการเล่นแง่ เพราะสิ่งที่ประชาชนต้องการคือการลาออกจากตำแหน่งทันที ไม่ใช่การโยนภาระให้รัฐสภา โดยก่อนหน้านี้ พรรคฝ่ายค้านออกมาเตือนว่าประธานาธิบดีควรจะผ่อนคลายความตึงเครียดที่เกิดในประเทศอย่าง "ตรงไปตรงมา" หมายถึงการให้สละตำแหน่งก่อนที่อะไรๆ จะเลยเถิด



ด้านนักข่าวบีบีซี "สตีฟ อีแวนส์" ได้ให้ความเห็นว่า การแถลงครั้งนี้ของนางสาวปาร์ค ไม่ใช่การแถลงลาออก แต่เหมือนเป็นการยื่นข้อเสนอที่จะลาออกจากตำแหน่งในภายหลัง

ทั้งนี้ นางสาวปาร์คได้ออกมาขอโทษสาธารณะชนถึง 2 ครั้งก่อนหน้านี้ แต่ยังไม่ยอมประกาศลงจากตำแหน่ง ทำให้กระแสความโกรธแค้นของคนภายในประเทศไม่อ่อนลงแต่อย่างใด ทั้งยังนำไปสู่การประท้วงที่หลายๆ สื่อนิยามว่าเป็นการประท้วงครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์เกาหลีใต้เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา