PR
วันอังคารที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2559
เปิด'กลุ่มทุน-นักธุรกิจ'หนุน 'ธรรมกาย' ? โดย ทีมข่าวไพรม์ไทม์ NationTV
วันจันทร์ที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2559
ตร.ยังไม่กำหนดวันบุกธรรมกาย
ซึ่งนิติวิทยาศาสตร์หมายถึงนิติวิทย์ฯของทุกหน่วยที่เกี่ยวข้อง หากพร้อมก็จะดำเนินการตามแผนทันที เนื่องจากขอหมายค้นจากศาลต้องสามารถตอบคำถามและรายงานกับศาลให้ได้ หรือในกรณีที่เจ้าหน้าที่เข้าปฏิบัติการแล้วเกิดการขัดขวางแล้วหน่วยใดจะถ่ายรูปเก็บหลักฐานเพื่อรายงานศาล อย่างไรก็ตาม แผนปฏิบัติการจะสามารถเสร็จภายในสัปดาห์นี้ได้หรือไม่ ยังตอบไม่ได้ ขึ้นอยู่กับจังหวะและโอกาส
ทั้งนี้ ไม่มีการปิดกั้นมวลชนไม่ให้เข้าวัด ยังสามารถเดินทางมาได้ปกติ แต่การจัดกำลังพลจำนวนมากก็เพื่อดูแลความปลอดภัยของมวลชนที่นั่งสวดมนต์กันอยู่ และป้องกันการแทรกแซงจากบุคคลที่สาม
รองผบ.ตร. กล่าวอีกว่า หากการนำกำลังเข้าตรวจค้นไม่ได้รับความยินยอมจากวัด เจ้าหน้าที่ก็ไม่จำเป็นต้องง้อวัด เพราะประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ระบุไว้ชัดเจนว่า สามารถใช้บุคคลภายนอก 2 คนนำค้นได้ ส่วนความเป็นไปได้ที่ตำรวจจะเป็นผู้เข้าค้นแล้วให้ดีเอสไออายัดตัวภายหลังได้หรือไม่ ขึ้นอยู่กับคำสั่งขอผบ.ตร. หากมีการเปลี่ยนแปลงคำสั่งสามารถดำเนินการได้ทันที ขณะนี้ยังเป็นไปตามคำสั่งเดิมคือให้ตำรวจสนับสนุนการทำงานของดีเอสไอเท่านั้น
ส่วนกรณีที่นายองอาจ ธรรมนิทา โฆษกวัดพระธรรมกายที่ออกมาระบุถึงการใช้กำลัง 3,000 นายปฏิบัติตรวจค้นว่า กำลังส่วนใหญ่เป็นตำรวจชั้นประทวน ยศต่ำกว่าร้อยตำรวจตรี ซึ่งไม่มีอำนาจในการเข้าค้นตามป.วิอาญา มาตรา 97 นายองอาจก็จบกฎหมายน่าจะรู้ดี แต่จะเป็นการเจตนาบิดเบือนข้อเท็จจริงหรือไม่เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องอยู่ระหว่างการรวบรวมข้อมูล
"ในการปฏิบัติการ คนสวดมนต์ก็สวดไป ตำรวจไม่ใช้อาวุธ แต่ขออย่าให้ทำตัวเป็นโจรก็แล้วกัน ทุกคนอยู่ภายใต้กฎหมายเดียวกัน ครั้งก่อนที่เข้าค้นก็เห็นว่ามีการปิดหน้า ปิดตา ยืนยันกำลังเจ้าหน้าที่ส่วนใหญ่จะเข้าไปดูแลประชาชน รวมถึงการเฝ้าระวังในจุดสูงข่มเพื่อป้องกันไม่ให้มีบุคคลอื่นเข้ามาก่อเหตุร้าย ” พล.ต.อ.ศรีวราห์ กล่าว
ด้าน พ.ต.อ.ไพสิฐ วงศ์เมือง อธิบดีดีเอสไอ กล่าวว่า ยังไม่สามารถเปิดเผยวัน เวลา การเข้าค้นได้ และพิกัดที่จะเข้าค้นว่าจะครอบคลุมอาณาบริเวณใดบ้างภายในวัดธรรมกาย เพราะรายละเอียดทุกอย่างอยู่ในแผนปฏิบัติการ รวมถึงการจะค้นต่อเนื่องหรือไม่ก็คงไม่สามารถเปิดเผยได้เป็นเรื่องของแผนปฏิบัติการ ส่วนจะให้ตำรวจนำการจับกุมและให้ดีเอสไอรออายัดตัวนั้น ขณะนี้ดีเอสไอยืนยันว่าใช้กฎหมายแบบบูรณาการ มีการสนธิกำลังร่วมกับทุกฝ่ายอยู่แล้ว
วันศุกร์ที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2559
นายกแจงสั่งคตร.หยุดทำงาน
วันที่ 9 ธ.ค.59 การกล่าวเปิดงานวันต่อต้านคอร์รัปชันสากล (ประเทศไทย) เนื่องในวันที่ 9 ธันวาคมของทุกปีเป็นวันต่อต้านคอร์รัปชั่นสากล ที่หอประชุมมหิดลสิทธาคาร มหาวิทยาลัยมหิดล (ศาลายา) จ.นครปฐมของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีนั้น การที่มีคำสั่งให้ คณะกรรมการติดตาม และตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณภาครัฐ(คตร.)ยุติการทำงานนั้น วันนี้นายกฯให้คำตอบเเล้วว่ายุติการทำงานของคตร.เพราะอะไร
" วันนี่สถานการณ์ทุจริตในไทยดีขึ้น หน่วยงานต่างๆต้องทำงานเชื่อมโยงกัน ซึ่งวันนี้คตร.ตนได้ให้หยุดไปก่อนเพราะตอนนี้อยู่ในระยะที่สอง อยากให้หน่วยงานราชการทำงานอย่างเต็มที่ ส่งเสริมให้ข้าราชการอยู่ในกรอบธรรมาภิบาล เรื่องการใช้จ่ายงบประมาณวันนี้เราบริหารให้ใช้จ่ายอย่างถูกวิธี จัดทำแผนแม่บทมีระยะเวลาการใช้เงิน ไม่จ่ายทีเดียวเป็นก้อนแต่จ่ายผูกพันได้ หากอนุมัติแบบเดิมเงินจะค้างท่อเหมือนเดิม ใช้งบตามแผนยุทธศาสตร์ที่วางซึ่งแล้วแต่รัฐบาลประชาธิปไตยเข้ามาจะทำหรือไม่ อยู่ที่ประชาชนเลือก ก็คอยบังคับเขาแล้วกัน"
อีกช่วงหนึ่งที่น่าสนใจไม่เเพ้กัน คือการเเนะสังคมดูทีวีช่องอื่นๆบ้าง ไม่ใช่เฝ้ารอ"นาคี"อย่างเดียว เพราะนายกฯรู้ว่านาคีดังอย่างไรเเต่ยังไม่มีโอกาสชม เเต่จะหาเวลารับชมสักครั้ง
วันนี้เราต้องเปิดหูเปิดตาให้กว้าง ดูทีวีช่องอื่นบ้าง นอกจากช่องที่มีละครนาคี ตนอ่านหนังสือพิมพ์ทราบว่าเรื่องนี้กำลังดัง ไม่เคยได้ดู เดี๋ยวจะไปลองดูสักที ตนดูทีวีที่มีการนำเสนอเรื่องบริหารจัดการน้ำ ทำถนนต่างๆในต่างประเทศ เพื่อที่จะมาสั่งการได้"
บิ๊กป้อม เตรียม เยือนจีน 12-13ธค.พบนายกฯ-รมว.กลาโหม ถกความร่วมมือทางทหาร
บิ๊กป้อม ประชุมบอร์ด กอ.รมน. ไฟเขียว จัดกำลัง ปี60 รวม 61,604 อัตรา ลดลงจากปี59 จำนวน 8,471
“บิ๊กป้อม” โยน “มีชัย” แจง กม.พรรคการเมือง ทำไมออกมาแบบนี้
เมื่อถามว่าฝ่ายความมั่นคงได้ประเมินสถานการณ์ปี 2560 ว่าจะเกิดปัจจัยเสี่ยงที่อาจจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง แล้วจะป้องกันอย่างไร พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า ตนยังไม่รู้เลยว่าอนาคตจะเกิดอะไร โดยเรื่องความแตกแยกในชาติบ้านเมืองก็ดีขึ้นตามลำดับ
เมื่อถามย้ำว่าในเมื่อต้องให้ทุกฝ่ายร่วมมือกัน แต่คสช.ยังไม่เปิดโอกาสให้พรรคการเมืองมีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็นในการร่างกฎหมายพรรคการเมือง พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า ตอนนี้ยังไม่เปิด ถ้าเปิดโอกาสก็จะตีกันอีก หรือเปล่า เราก็ไม่รู้ แต่คิดว่าตอนนี้มันดีอยู่แล้ว และยังมีเวลาอีกเป็นปี ตนอยากถามว่าจะรีบร้อนไปไหน ถึงเวลาคสช.ก็เปิดให้เอง ดังนั้นไม่ต้องห่วงหรอกในเมื่อทุกฝ่ายมีความเข้าใจว่าต้องอยู่ร่วมกันต่อไปในอนาคต
รฟม. เปิดซองเอกสารข้อเสนอซองที่ 3 (ด้านราคา) รถไฟฟ้าสายสีส้ม ช่วงศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย – มีนบุรี
วันนี้ (9 ธันวาคม 2559) การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) เปิดซองเอกสารข้อเสนอซองที่ 3 (ด้านราคา) การประกวดราคาจ้างก่อสร้างงานโยธา สัญญาที่ 1/ สัญญาที่ 2/ สัญญาที่ 3/ สัญญาที่ 4
และสัญญาที่ 6 โครงการรถไฟฟ้าสายสีส้ม ช่วงศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย – มีนบุรี (สุวินทวงศ์) โดยมีนายภคพงศ์ ศิริกันทรมาศ รองผู้ว่าการ รฟม. (วิศวกรรมและก่อสร้าง)ในฐานะประธานกรรมการพิจารณาข้อเสนอการประกวดราคาจ้างก่อสร้างงานโยธาโครงการสายสีส้มฯ พร้อมด้วยผู้แทนผู้ยื่นข้อเสนอประกวดราคางานโยธา เข้าร่วมการเปิดซองเอกสารข้อเสนอซองที่ 3 (ด้านราคา) ณ ห้องประชุม 1 ชั้น 9 อาคาร 1 รฟม.
นายภคพงศ์ ศิริกันทรมาศ เปิดเผยว่า คณะกรรมการฯ ได้มีการประชุมกำหนดหลักเกณฑ์การประเมินข้อเสนอและเปิดซองเอกสารข้อเสนอซองที่ 2 (ด้านเทคนิค) เมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน 2559 เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งในวันนี้คณะกรรมการฯ ได้พิจารณาข้อเสนอซองที่ 2 (ด้านเทคนิค) งานสัญญาที่ 1/ สัญญาที่ 2/ สัญญาที่ 3/ สัญญาที่ 4 และสัญญาที่ 6 ซึ่งผู้ยื่นข้อเสนอฯ ทั้งหมดได้ผ่านเกณฑ์การประเมินทุกราย และได้เปิดซองข้อเสนอซองที่ 3 (ด้านราคา) โดยเชิญผู้ยื่นซองข้อเสนอประกวดราคาฯ เข้าร่วม เพื่อตรวจสอบความถูกต้องของเอกสารและร่วมเป็นพยาน โดยมีผู้ยื่นข้อเสนอฯ แต่ละสัญญาดังนี้
• สัญญาที่ 1 งานออกแบบและก่อสร้างอุโมงค์ทางวิ่งและสถานีใต้ดิน ช่วงศูนย์วัฒนธรรมฯ – รามคำแหง 12 ราคากลาง 20,735 ล้านบาท (รวม Vat และ ค่า Provisional sum)
1. CKST JOINT VENTURE เสนอราคา 20,698,000,000 บาท
2. SY-UN JOINT เสนอราคา 20,963,800,000 บาท
3. บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) เสนอราคา 20,733,049,340.88 บาท
• สัญญาที่ 2 งานออกแบบและก่อสร้างอุโมงค์ทางวิ่งและสถานีใต้ดิน ช่วงรามคำแหง 12 – หัวหมาก ราคากลาง 21,604 ล้านบาท (รวม Vat และ ค่า Provisional sum)
1. CKST JOINT VENTURE เสนอราคา 21,572,000,000 บาท
2. SY-UN JOINT VENTURE เสนอราคา 21,852,400,000 บาท
3. บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) เสนอราคา 21,602,568,983.82 บาท
• สัญญาที่ 3 งานออกแบบและก่อสร้างอุโมงค์ทางวิ่งและสถานีใต้ดิน ช่วงหัวหมาก – คลองบ้านม้า ราคากลาง 18,655 ล้านบาท (รวม Vat และ ค่า Provisional sum)
1. CKST JOINT VENTURE เสนอราคา 18,653,000,000 บาท
2. SY-UN JOINT VENTURE เสนอราคา 18,845,000,000 บาท
3. บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) เสนอราคา 18,589,664,634.83 บาท
• สัญญาที่ 4 งานก่อสร้างโครงสร้างทางวิ่งและสถานียกระดับ ช่วงคลองบ้านม้า – สุวินทวงศ์ ราคากลาง 10,025 ล้านบาท (รวม Vat และ ค่า Provisional sum)
1. CKST JOINT VENTURE เสนอราคา 10,022,000,000 บาท
2. บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) เสนอราคา 10,121,106,150.80 บาท
3. บริษัท ยูนิค เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น จำกัด เสนอราคา 9,999,000,000.01 บาท
(มหาชน)
• สัญญาที่ 6 งานออกแบบและก่อสร้างระบบราง ช่วงศูนย์วัฒนธรรมฯ – สุวินทวงศ์ ราคากลาง 3,790 ล้านบาท (รวม Vat และ ค่า Provisional sum)
1. CKST JOINT VENTURE เสนอราคา 3,780,077,510.87 บาท
2. บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) เสนอราคา 3,785,000,000 บาท
3. บริษัท ยูนิค เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น จำกัด เสนอราคา 3,750,000,000 บาท
(มหาชน)
ทั้งนี้ราคาที่เปิดจากซองราคาทั้งหมดข้างต้นเป็นราคาในเบื้องต้นต้องผ่านการตรวจสอบรายการคำนวณเพื่อประเมินหาผู้เสนอราคาที่ต่ำที่สุด (Lowest Evaluated Tender) สำหรับขั้นตอนต่อไปของ โครงการรถไฟฟ้าสายสีส้มฯ คณะกรรมการฯ จะตรวจสอบรายละเอียดข้อเสนอราคาทั้งหมด และหลังจากนั้นคณะกรรมการฯ จะเจรจาต่อรองราคากับผู้ที่ประเมินแล้วเสนอราคาต่ำที่สุดของแต่ละสัญญาอีกครั้ง ซึ่งคาดว่าภายในเดือนมกราคม 2560 จะเจรจาได้ข้อยุติด้านราคา และจะสามารถเสนอคณะกรรมการ รฟม. เห็นชอบผลการประกวดราคาในเดือนกุมภาพันธ์ 2560 และลงนามในสัญญาว่าจ้างฯ ได้ภายในเดือนมีนาคม 2560
“มีชัย” ชี้ พรรคการเมืองรุมจวกร่าง พ.ร.บ.พรรคการเมือง เพราะ กม.มาถูกทาง
คณะศิษยานุศิษย์วัดพระธรรมกาย ยื่นถวายฎีการ้องทุกข์









ผมขอนำเสนอเหตุผลที่พยายามจะตอบว่าเหตุไฉน อิตาลีจึงเดินทางมาถึงจุดนี้ได้อย่างไร
รัฐสภาเกาหลีใต้มีมติท่วมท้น 234 ต่อ 56 “สั่งปลด ปธน.พัก กึน-ฮเย ออกจากตำแหน่ง” แล้ว
โดย MGR Online
9 ธันวาคม 2559 16:07 น.
BreakingNews: ด่วน!! รัฐสภาเกาหลีใต้มีมติท่วมท้น 234 ต่อ 56 “สั่งปลด ปธน.พัก กึน-ฮเย ออกจากตำแหน่ง” แล้ว
เอเอฟพี – รัฐสภาเกาหลีใต้ลงมติในวันนี้(9 ธ.ค)มีมติด้วยเสียง 234 ต่อ 56 ในการผ่านร่างกฎหมายถอดถอนประธานาธิบดีหญิง พัก กึน-ฮเย ออกจากตำแหน่ง พร้อมส่งมอบอำนาจต่อให้กับนายกรัฐมนตรีเกาหลีใต้ฮวาง คโย-อัน (Hwang Kyo-Ahn) ชั่วคราว รอเวลาให้ศาลรัฐธรรมนูญเกาหลีใต้ชี้ขาดต่อไป
เอเอฟพีรายงานล่าสุด รัฐสภาเกาหลีใต้ได้มีมติถอดถอนประธานาธิบดี พัก กึน-ฮเย ออกจากตำแหน่งในวันศุกร์(9 ธ.ค)ด้วยคะแนนเสียงท่วมท้น 234 ต่อ 56 จากที่ต้องการเสียงอย่างน้อย 2 ใน 3 ของจำนวนเสียงทั้งหมด 300 เสียงในการผ่านความเห็นชอบ
และยังสั่งการให้มอบอำนาจการบริหารทั้งหมดของพักต้องถูกส่งต่อไปให้กับนายกรัฐมนตรีเกาหลีใต้ ฮวาง คโย-อัน (Hwang Kyo-Ahn) เป็นผู้รักษาการชั่วคราวแทนในระหว่างการรอคอยการตัดสินจากศาลรัฐธรรมนูญเกาหลีใต้ที่จะออกคำพิพากษาชี้ขาดว่า จะมีคำพิพากษายืนยันเห็นชอบตามมติของรัฐสภาเกาหลีใต้หรือไม่ ซึ่งหากมีคำตัดสินชี้ขาดออกมาว่าเห็นชอบ จะทำให้พักต้องถูกปลดจากตำแหน่งผู้นำสูงสุดของประเทศอย่างถาวร
อย่างไรก็ตามเอเอฟพีชี้ว่า อาจต้องใช้เวลารอนานถึง 6 เดือนในการรอคำตัดสินจากศาลรัฐธรรมนูญ ในระหว่างที่พักยังคงมีชื่อเป็นผู้นำเกาหลีใต้ต่อไป สร้างความอึมครึมทางการเมืองในเกาหลีใต้อย่างต่อเนื่องที่หลังจากมีข่าวฉาวออกมา ทำให้มีประชาชนจำนวนมากออกมาชุมนุมขับไล่ผู้นำหญิงทุกสัปดาห์
โดยในที่ประชุมรัฐสภาเกาหลีใต้วันนี้(9 ธ.ค) ประธานรัฐสภา ชุง เซ-คยุน( Chung Se-Kyun) แถลงต่อสมาชิกว่า “ผมขอประกาศว่าร่างกฎหมายการถอดถอนประธานาธิบดี พัก กึน-ฮเย ได้ผ่านความเห็นชอบแล้ว”
และประธานรัฐสภาเกาหลีใต้ยังแถลงต่อว่า “ไม่ว่าจะสนับสนุนหรือไม่ สมาชิกรัฐสภาเกาหลีใต้ทั้งหมด รวมไปถึงประชาชนเกาหลีใต้ที่กำลังรับชมการถ่ายทอดสดทางโทรทัศน์ ที่เฝ้ามองเหตุการณ์ครั้งนี้ ต้องรู้สึกที่เศร้าและหนักใจอย่างที่สุด”
และชุงยังประกาศต่อไปว่า “และผมหวังใจว่า สถานการณ์วิกฤตทางรัฐธรรมนูญในช่วงประวัติศาสตร์ของเราจะไม่ซ้ำรอยเกิดขึ้นอีกครั้ง”
เอเอฟพีรายงานว่า ในระหว่างที่สมาชิกรัฐสภาเกาหลีใต้กำลังทำหน้าที่ออกเสียงลงมติถอดถอนพักอยู่นั้น ที่บริเวณด้านนอกมีการประท้วงครั้งใหญ่ พร้อมกล่าวสโลแกนต่อต้านผู้นำหญิงเกาหลีใต้ โดยต่างตะโกนว่า “ถอดถอนพัก”
ซึ่งคำสั่งมติถอดถอนผู้นำหญิงเกาหลีใต้นี้เกิดขึ้นจากความกดดันข้างถนนจากการรวมตัวประชาชนเกาหลีใต้จำนวนมหาศาลหลายล้านคนที่ออกมารวมตัวขับไล่พักอย่างต่อเนื่องทั้งในกรุงโซล และในเมืองอื่นๆของเกาหลีใต้
และพบว่า พัก กึน-ฮเย เป็นผู้นำเกาหลีใต้ที่ยังนั่งอยู่ในตำแหน่งเพียงคนเดียวในประวัติศาสตร์ ถูกสำนักงานอัยการสูงสุดเกาหลีใต้ประกาศ เป็นต้องสงสัยในการสอบสวนคดี
ทั้งนี้พักเป็นบุตรสาวของพัก ช็อง-ฮี( Park Chung-Hee) อดีตผู้นำเกาหลีใต้ที่มาจากกองทัพซึ่งขึ้นมาบริหารประเทศในช่วงปี 1961 – 1979
อย่างไรก็ตามเอเอฟพีชี้ว่า ถึงแม้ว่า พักจะถูกรัฐสภาเกาหลีใต้สั่งถอดถอนแล้ว แต่เธอยังไม่อาจถูกเรียกว่า เป็นอดีตประธานาธิบดีได้ในทันที ซึ่งจะทำให้พักยังคงมีชื่อเป็นประธานาธิบดีเกาหลีใต้ต่อไป และจะยังคงอยู่ในทำเนียบสีน้ำเงินของโซล ในระหว่างการรอคำพิพากษาชี้ขาดจากศาลรัฐธรรมนูญเกาหลีใต้ว่าจะยืนตามมติถอดถอนหรือไม่
แต่ในระหว่างนี้พักไม่มีอำนาจทางการบริหารทั้งหมด เนื่องมาจากรัฐสภาเกาหลีใต้ได้ออกคำสั่งส่งมอบอำนาจทางบริหารประเทศไปให้กับนายกรัฐมนตรีเกาหลีใต้ ฮวาง คโย-อัน เป็นผู้ทำหน้าที่รักษาการแทนเรียบร้อยแล้ว ซึ่งเป็นตำแหน่งที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง โดยฮวางถูกพักแต่งตั้งในเดือนพฤษภาคม ปี 2015
ซึ่งฮวางนั้นไม่เป็นที่นิยมในทางสาธารณะ และไม่ได้รับการสนับสนุนมากนักจากพรรคฝ่ายค้านเกาหลีใต้ ที่มีอำนาจควบคุมรัฐสภา และยังสามารถปิดกั้นความพยายามใดๆของนายกรัฐมนตรีเกาหลีใต้ผู้นี้ที่อาจต้องการขยายอำนาจของตนเองมากไปกว่าอำนาจในการจัดการบริหารประเทศในระดับรักษาการ
และหากศาลรัฐธรรมนูญเกาหลีใต้รับรองมติถอดถอน จะทำให้การถูกถอดของพักเกิดขึ้นอย่างถาวร และจะทำให้เกาหลีใต้ต้องจัดการเลือกตั้งประธานาธิบดีใหม่ภายใน 60 วัน ซึ่งเป็นเงื่อนเวลาที่ทั้งพรรครัฐบาลและพรรคฝ่ายค้านเกาหลีใต้ยังไม่เตรียมพร้อมรับ
แต่ถ้าหากว่าเกิดกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญเกาหลีใต้มีความเห็นแย้งกับมติถอดถอน เอเอฟพีชี้ต่อว่า การถูกระงับปฎิบัติหน้าที่ผู้นำประเทศชั่วคราวของเธอจะถูกยกเลิกทั้งหมด และในทางปฎิบัติ เธอจะสามารถยังคงดำรงตำแหน่งและทำหน้าที่ในฐานะประธานาธิบดีเกาหลีใต้ได้ต่อไปอย่างถูกต้องตามกฎหมายจนกระทั่งสิ้นสุดสมัยการดำรงตำแหน่งระยะเวลา 5 ปี ซึ่งจะสิ้นสุดในปี 2018
ซึ่งเมื่อดูทิศทางจากหน้าหนังสือพิมพ์เกาหลีใต้ ดูเหมือนมีทิศทางชี้ไปว่า ศาลรัฐธรรมนูญเกาหลีใต้อาจจะมีแนวโน้มไปทางพัก ซึ่งคณะผู้พิพากษาจำนวน 9 คนล้วนถูกแต่งตั้งโดยเธอ หรือผู้นำก่อนหน้าเธอ ทั้งสิ้น และตามข้อกำหนดในการยืนยันมติถอดถอน ต้องมีเสียงถึง 2 ใน 3 ในการรับรองเห็นชอบ
แต่อย่างไรก็ตามกระแสคลื่นมหาชนจากภายนอกมีความต้องการเป็นอย่างมากที่จะเห็นพักถูกถอดถอนพ้นจากตำแหน่งไป โดยเอเอฟพีรายงานว่า ผลสำรวจความคิดเห็นล่าสุดจากสำนักโพลต่างๆชี้ว่า กว่า 80% ต้องการเห็นประธานาธิบดีหญิงเกาหลีใต้ พัก กึน-ฮเย ถูกถอดถอนพ้นออกจากตำแหน่ง
เอเอฟพีรายงานต่อว่า ซึ่งเงื่อนเวลาการออกคำพิพากษาของศาลรัฐธรรมนูญเกาหลีใต้มีเวลาจำกัดแค่ภายใน 180 วันเท่านั้น
สังคมไทยควรคิดเห็นอย่างไรกับบทความของบีบีซีไทยและท่าทีการใช้มาตรา 112 ของรัฐบาลไทย?
สังคมไทยควรคิดเห็นอย่างไรกับบทความของบีบีซีไทยและท่าทีการใช้มาตรา 112 ของรัฐบาลไทย?
HIGHLIGHTS:
- ทางการไทยบังคับใช้มาตรา 112 อย่างเข้มงวดอีกครั้ง หลังสำนักข่าว บีบีซีไทย เผยแพร่บทความ ‘พระราชประวัติกษัตริย์พระองค์ใหม่ของไทย’ ที่มีเนื้อหาในเชิงลบต่อพระมหากษัตริย์พระองค์ใหม่
- สำนักข่าวต่างประเทศหลายสำนักทั้งในญี่ปุ่น สิงคโปร์ อินเดีย อังกฤษ ยุโรป และอเมริกา ให้ความสนใจและรายงานข่าวเกี่ยวกับการพยายามดำเนินคดีบีบีซีของทางการไทย จนกลายเป็นข่าวใหญ่ไปทั่วโลก
- การรักษาความสงบและปกป้องสถาบันคือเหตุผลที่ทางการไทยใช้อ้างในการดำเนินคดีกับผู้ที่ทำผิดมาตรา 112 ขณะที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 เคยมีพระราชดำรัสวิจารณ์ว่ากฎหมายมาตรานี้ไม่เป็นผลดีต่อพระมหากษัตริย์
เหตุการณ์ครั้งนี้ต่างจากการดำเนินคดีมาตรา 112 ในอดีต เนื่องจากหากมีการดำเนินคดีเกิดขึ้น นี่จะเป็นการดำเนินคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพฯ กับสำนักข่าวระดับโลกครั้งแรก
จึงไม่แปลกที่สำนักข่าวต่างประเทศหลายสำนักทั้งในญี่ปุ่น สิงคโปร์ อินเดีย อังกฤษ ยุโรป และอเมริกา จะให้ความสนใจและรายงานเหตุการณ์ดังกล่าว หลังมีข่าวว่าทางการไทยจะดำเนินคดีกับบีบีซีไทย
ให้หลังจากบทความบีบีซีไทยเผยแพร่เพียงหนึ่งวัน ไผ่ ดาวดิน หรือนายจตุภัทร์ บุญภัทรรักษา หนึ่งในสมาชิกขบวนการประชาธิปไตยใหม่ภาคอีสาน ที่แชร์บทความดังกล่าว ก็ถูกเจ้าหน้าที่จับกุมตัวข้อหาผิดมาตรา 112 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ก่อนที่ศาลจะอนุมัติให้ประกันตัวในวันต่อมา
ล่าสุด ทางการไทยได้ยกระดับความเข้มงวด เมื่อ ประชาไท รายงานว่า ในช่วง 5 วันที่ผ่านมา มีประชาชนที่ใช้เฟซบุ๊ก 6 คน ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจเรียกปรับทัศนคติ จากกรณีกดไลก์หรือกดติดตามเฟซบุ๊กของ Somsak Jeamteerasakul
ทั้งหมดคือข่าวใหญ่ที่เกิดขึ้นในช่วงกลางสัปดาห์ท่ามกลางอากาศเย็นช่วงปลายปีของกรุงเทพฯ ที่กลายเป็นข้อครหาของสื่อต่างชาติ และสร้างข้อถกเถียงในหมู่คนไทยที่เห็นต่าง
จนอากาศที่เริ่มหนาวกลายเป็นร้อนระอุขึ้นมาทันที
แม้ทางการไทยจะดำเนินคดีกับประชาชนที่แชร์บทความ ‘พระราชประวัติกษัตริย์พระองค์ใหม่ของไทย’ เช่น ไผ่ ดาวดิน ไปแล้ว แต่จนถึงวันนี้ (8 ธ.ค. 59) ก็ยังไม่มีการดำเนินคดีเอาผิดมาตรา 112 กับสำนักข่าวบีบีซีแต่อย่างใด เหมือนกับว่ารัฐบาลไทยต้องการจะดูท่าทีและชั่งใจผลได้ผลเสียบางอย่าง เนื่องจากเรื่องนี้ถูกจับตามองจากทั่วโลก ทั้งที่ก่อนหน้านี้มีการส่งสัญญาณว่าจะดำเนินการอย่างเด็ดขาดก็ตาม
สำนักข่าว AFP อ้างคำสัมภาษณ์ของพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีว่า บีบีซีไทยมีสาขาสำนักงานอยู่ในประเทศไทย และนักข่าวก็ยังเป็นคนไทย หากทำผิดกฎหมายไทย ก็ต้องถูกดำเนินคดีในประเทศไทย
ตรงกับคำสัมภาษณ์ในเนื้อข่าวที่เผยแพร่ในเว็บไซต์ ไทยพีบีเอส (7 ธ.ค. 59) ว่า "กรณีสื่อต่างประเทศ ในเมื่อมีสาขาอยู่ในประเทศไทย และมีนักข่าวคนไทยอยู่ด้วย เมื่อมีการกระทำผิดกฎหมายไทยก็ต้องถูกดำเนินคดี ก็จบแค่นั้น เหมือนเราไปอยู่ที่ประเทศอื่น ถ้าเราทำผิดกฎหมายประเทศเขาเราก็ต้องถูกดำเนินคดี สื่อผิด ก็ผิด
“เพราะฉะนั้นระมัดระวังด้วย อย่าไปละเมิด ทำให้เกิดความวุ่นวายสับสน และขอให้ระมัดระวังการทำผิดกฎหมายอื่นๆ ด้วย เช่น มาตรา 116 (ของประมวลกฎหมายอาญา ว่าด้วยการทำให้เกิดความกระด้างกระเดื่องในหมู่ประชาชน ทำให้เกิดความไม่สงบในราชอาณาจักร) และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์"
ด้าน Reuters รายงานคำให้สัมภาษณ์ของ พล.อ. ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีว่า “เจ้าหน้าที่ต้องติดตามเรื่องนี้ มันเป็นหน้าที่ของพวกเขาที่จะติดตามคนที่ทำผิดกฎหมาย”
ขณะที่สำนักข่าวบีบีซีประกาศที่จะยืนหยัดต่อหลักการในการนำเสนอข่าวของตัวเอง มากกว่าจะอิงกับกฎหมายมาตรา 112 ซึ่งสะท้อนผ่านคำชี้แจงของโฆษกบีบีซีว่า
"การก่อตั้งบีบีซีไทยมีวัตถุประสงค์เพื่อนำเสนอข่าวสารอย่างไม่เลือกข้าง มีความเป็นอิสระ และถูกต้อง ในประเทศที่สื่อมวลชนต้องเผชิญกับข้อจำกัด และเรามั่นใจว่าบทความชิ้นนี้ไม่มีสิ่งใดที่ขัดต่อหลักปฏิบัติในการเสนอข่าวบีบีซี" (อ่านเพิ่มเติมได้ที่ สื่อทั่วโลกพร้อมใจเสนอข่าวรัฐบาลไทยเตรียมดำเนินคดีบีบีซี)
หลังบีบีซีไทยเผยแพร่บทความ ‘พระราชประวัติกษัตริย์พระองค์ใหม่ของไทย’ เพียงไม่นาน ได้มีผู้เข้ามาอ่านจำนวนมาก เมื่อดูจากตัวเลขในโพสต์ที่แชร์ลิงก์บทความบนหน้าแฟนเพจ ที่มีจำนวน 27,000 กว่าไลก์ 2,478 แชร์ และ 1,024 คอมเมนต์
ท่ามกลางความเห็นที่มากมายนั้นมีความเห็นหลากหลาย ทั้งเห็นด้วยและเห็นแย้ง
“อ่านข่าวนี้ไม่ได้รู้สึกแย่อะไรนะครับ กลับรู้สึกดีด้วยซ้ำที่ราชวงศ์ของไทยเข้าถึงง่ายมากยิ่งขึ้น ดูเป็นสากลดีครับ”
“BBC เขียนข่าวแบบนี้เพื่ออะไร กลับไปยุ่งเรื่องของประเทศตัวเองจะดีกว่านะ เรื่องครอบครัวก็เป็นเรื่องส่วนพระองค์ #ลามปามมาก”
หรือแท้จริงแล้ว การเลือกที่จะไม่พูดถึงข้อเท็จจริงบางอย่างของสื่อมวลชนไทย ซึ่งควรทำหน้าที่เป็นกระจกสะท้อนสังคม สร้างความเข้มแข็งทางปัญญาให้พลเมือง และถ่วงดุลอำนาจรัฐ
ควรจะเป็นโจทย์ที่ควรเอามาตั้งคำถามและหาคำตอบกันมากกว่าหรือไม่
จากกรณีบทความของบีบีซี ถึงการเข้าจับกุม ไผ่ ดาวดิน การบุกเข้าสำนักงานบีบีซีประเทศไทยของเจ้าหน้าที่ทางการไทย (ซึ่งเจ้าหน้าที่อ้างว่า ไม่เป็นความจริง) และการยกระดับความเข้มงวดตลอดในช่วง 5 วันที่ผ่านมา ที่มีประชาชนผู้ใช้เฟซบุ๊ก 6 คน ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจเรียกปรับทัศนคติ จากกรณีกดไลก์หรือกดติดตามเฟซบุ๊กของสมศักดิ์ เจียมธีรสกุล
ด้าน พล.อ. เฉลิมชัย สิทธิสาท ผู้บัญชาการทหารบก เปิดเผยกับ โพสต์ทูเดย์ ว่า การบังคับใช้ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 อย่างเข้มงวดนั้น เป็นไปเพื่อปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ เนื่องจากสถาบันฯ ไม่สามารถปกป้องตัวเองได้
ขณะที่ พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวว่า การบังคับใช้นั้นเป็นไปเพื่อความสงบเรียบร้อยของประเทศ
"จะทำอะไรก็ต้องระวังก็แล้วกัน อย่าไปทำผิดที่เป็นการละเมิดความเป็นส่วนตัวคนอื่นเขา จนทำให้เกิดความวุ่นวายสับสน มาตรา 116 ก็มี ถ้าทำผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ ก็ต้องดำเนินคดี ผมไม่ได้ขู่นะ
“ดังนั้น ถ้าต้องการให้ประเทศชาติสงบสุขก็ต้องช่วยกัน"
จากคำกล่าวของทางการไทยที่ยกเหตุผลเรื่องความสงบและการรักษาสถาบันเป็นที่ตั้ง พาให้นึกถึงพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในรัชกาลที่ 9 ที่กล่าวถึงการบังคับใช้มาตรา 112 เมื่อวันที่ 4 ธ.ค. 2548 ว่า
“แต่ว่าความจริง ก็จะต้องวิจารณ์บ้างเหมือนกัน แล้วก็ไม่กลัว ถ้าใครจะวิจารณ์ว่าทำไม่ดีตรงนั้นๆ จะได้รู้ เพราะว่าถ้าบอกว่าพระเจ้าอยู่หัวไปวิจารณ์ท่านไม่ได้ ก็หมายความว่าพระเจ้าอยู่หัวไม่เป็นคน…
“แต่อย่างไรก็ตาม เข้าคุกแล้ว ถ้าเป็นการละเมิดพระมหากษัตริย์ พระมหากษัตริย์เองเดือดร้อน เดือดร้อนหลายทาง ทางหนึ่ง ต่างประเทศเขาบอกว่าเมืองไทยนี่ พูดวิจารณ์พระมหากษัตริย์ไม่ได้ ว่าวิจารณ์ไม่ได้ก็เข้าคุก มีที่เข้าคุก เดือดร้อนพระมหากษัตริย์ ต้องบอกว่าเข้าคุกแล้วต้องให้อภัย
“ที่เขาด่าเราอย่างหนัก ฝรั่งเขาบอกว่าในเมืองไทยนี่ พระมหากษัตริย์ถูกด่า ต้องเข้าคุก ที่จริงควรเข้าคุก แต่เพราะฝรั่งบอกอย่างนั้น ก็ไม่ให้เข้า ไม่มีใครกล้าเอาคนที่ด่าพระมหากษัตริย์เข้าคุก เพราะพระมหากษัตริย์เดือดร้อน เขาหาว่าพระมหากษัตริย์เป็นคนที่ไม่ดี อย่างน้อยที่สุด ก็เป็นคนที่จั๊กจี้ ใครว่าไรสักนิด ก็บอกให้เข้าคุก ที่จริงพระมหากษัตริย์ไม่เคยบอกให้เข้าคุก ตั้งแต่สมัยรัชกาลก่อนๆ เป็นกบฏ ก็ยังไม่จับใส่คุก ไม่ลงโทษ รัชกาลที่ 6 ท่านไม่ลงโทษ ไม่ได้ลงโทษผู้ที่เป็นกบฏ มาจนถึงต่อมา รัชกาลที่ 9 ใครเป็นกบฏ ก็ไม่เคยมีแท้ๆ ที่จริงก็ทำแบบเดียวกันไม่ให้เข้าคุก ให้ปล่อย หรือถ้าเข้าคุกแล้วก็ให้ปล่อย ถ้าไม่เข้าก็ไม่ฟ้อง เพราะเดือดร้อนผู้ที่ถูกด่า เป็นคนเดือดร้อน”
เป็นเรื่องไม่ง่ายหรือสะดวกนักที่จะตัดสินว่า การบังคับใช้มาตรา 112 ของรัฐควรหรือไม่ หรือเป็นไปเพื่อประโยชน์ของสถาบันฯ มากแค่ไหน เพราะจากพระราชดำรัสข้างต้น ด้านหนึ่งก็แสดงให้เห็นถึงความอึดอัดพระทัยของพระเจ้าอยู่หัวในรัชกาลที่ 9 ที่มีต่อการใช้อำนาจรัฐเกี่ยวกับกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพฯ หรือมาตรา 112 ในขณะที่อีกด้านของทางการไทยอ้างว่า ทำเพื่อรักษาสถาบันให้คงอยู่สืบไป
กรณีบทความ ‘พระราชประวัติกษัตริย์พระองค์ใหม่ของไทย’ ของ บีบีซีไทย เป็นเพียงหนึ่งในหลายกรณีก่อนหน้าที่เคยเกิดขึ้นในอดีต ซึ่งหลายครั้งมีผู้หยิบยกมาวิพากษ์วิจารณ์ว่า การมีอยู่ของกฎหมายมาตรานี้ แท้จริงแล้วเป็นเพียงเครื่องมือที่ผู้มีอำนาจรัฐใช้เพื่อประโยชน์ของตัวและพวกพ้องเท่านั้น ขณะที่บางส่วนมองว่าข้อกฎหมายนี้จำเป็นต่อสถาบันกษัตริย์ในสังคมไทย
สมมติฐานข้างต้นจะจริงหรือไม่ คงต้องหยิบประเด็นนี้มาถกเถียงกันอย่างเปิดใจ แม้ว่าความจริงที่เกิดขึ้นจะบอกกับเราว่า นี่คือหนึ่งในเรื่องที่ยากจะพูดคุยกันอย่างตรงไปตรงมาก็ตาม
ภาพประกอบ: Karin Foxx
FACT BOX:
มาตรา 112 เป็นกฎหมายที่ว่าด้วยความผิดต่อองค์พระมหากษัตริย์ไทยอยู่ในประมวลกฎหมายอาญา บัญญัติไว้ว่า ผู้ใดหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 3 ปีถึง 15 ปี ทั้งนี้ ในประมวลกฎหมายไม่มีนิยามว่าพฤติการณ์แบบใดเข้าข่าย ‘หมิ่นประมาท’ หรือ ‘ดูหมิ่น’ ลักษณะการกระทำความผิดมีหลากหลาย แล้วแต่ศาลจะพิเคราะห์เจตนาวันพฤหัสบดีที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2559
สตีเว่น ฮอวกิง :ตอนนี้เป็นห้วงเวลาที่อันตรายที่สุดสำหรับโลกของเรา
ในฐานะที่เป็นนักฟิสิกส์เชิงทฤษฎีที่อยู่ในเมืองเคมบริดจ์ (Cambridge) ผมใช้ชีวิตอยู่ในฟองอากาศแห่งสิทธิพิเศษ เคมบริดจ์เป็นเมืองที่แตกต่างจากเมืองทั่วๆ ไป เป็นเมืองที่มีศูนย์กลางเป็นหนึ่งในมหาวิทยาลัยที่ยอดเยี่ยมที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ในเมืองนั้นเองที่ผมได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของประชาคมวิทยาศาสตร์ตั้งแต่ตอนผมอายุได้ 20 ปี สังคมที่มีแค่คนจำนวนน้อยได้สัมผัส
.
ในประชาคมวิทยาศาสตร์ที่ว่าประกอบด้วยกลุ่มนักทฤษฎีฟิสิกส์นานาชาติกลุ่มเล็กๆ กลุ่มคนที่ผมทำงานด้วยและเป็นกลุ่มที่ถือตัวว่าเป็นแกนกลางของวงการ ในภาวะแวดล้อมนี้ ความเป็นคนดังเลยติดมากับหนังสือที่ผมเขียน และด้วยความเจ็บป่วยของผมก็ยิ่งโดดเดี่ยวตัวผมมากขึ้น ผมรู้สึกได้ว่า หอคอยงาช้างของผมกำลังก่อตัวสูงขึ้นเรื่อยๆ
.
ท่ามกลางกระแสต่อต้านชนชั้นนำทั้งในอเมริกาและสหราชอาณาจักรส่วนหนึ่งย่อมโยงมาที่ตัวผมพอๆ กับคนอื่นๆ ไม่ว่าเราจะคิดถึงผลการตัดสินใจของปวงชนในการออกจากสหภาพยุโรปและการที่สาธารณชนเลือกรับโดนัล ทรัมป์ในฐานะประธานาธิบดี ในสายตาของผู้วิพากษ์วิจารณ์ความเป็นไปของสังคม ผลลัพท์เหล่านั้นคือเสียงร้องของผู้คน ผู้คนที่รู้สึกว่าตนเองถูกผู้นำของตนทอดทิ้ง
.
และนี่คือสิ่งที่ทุกคนต่างเห็นพ้องต้องกัน ว่านี่คือห้วงเวลาของผู้ที่ถูกลืมได้ส่งเสียง เป็นการส่งเสียงเพื่อปฏิเสธ พวกเขากำลังปฏิเสธคำแนะนำและแนวทางของพวกผู้เชี่ยวชาญและชนชั้นนำทั้งหลาย
.
ผมเองก็ไม่ได้อยู่นอกข่ายจากสิ่งที่ผมพูดหรอก ผมเคยเตือนไว้ตั้งแต่ก่อนการลงประชามติ Brexit แล้วว่าผลของมันเป็นอันตรายต่อการค้นคว้าวิจัยทางวิทยาศาสตร์ในสหราชอาณาจักร การออกเสียงนั้นจะนำไปสู่การก้าวถอยหลังลงคลอง และผลการออกเสียง – หรือสัดส่วนจำนวนเสียงที่มีนัยสำคัญทั้งหลาย ไม่ได้สนใจเสียงเตือนของผมเหมือนๆ กับที่ไม่ได้สนใจเสียงของทั้งผู้นำทางการเมือง สมาชิกสมาคมการค้า ศิลปิน นักวิทยาศาสตร์ นักธุรกิจ รวมไปถึงคนดังทั้งหลายที่ต่างให้คำแนะนำกับคนที่เหลือในประเทศนี้ คำแนะนำที่คนไม่แยแสสนใจ
.
สิ่งสำคัญยิ่งกว่าชัยชนะของ Brexit และทรัมป์ คือท่าทีของพวกชนชั้นนำทั้งหลาย ท่าทีว่าหรือเราควรที่จะปฏิเสธการออกเสียงที่มากมายนั้นเพื่อบอกว่าประชานิยมแค่อย่างเดียวไม่สามารถรองรับข้อเท็จจริงต่างๆ ได้ เพราะมันเป็นแค่อุบายและข้อจำกัดของทางเลือกที่ถูกนำเสนอขึ้นมาเท่านั้น ผมต้องบอกว่าการปฏิเสธนั้นจะเป็นข้อผิดพลาดอันใหญ่หลวง
.
ข้อคำนึงสำคัญที่ซุกซ่อนอยู่ในเสียงโหวตคือผลต่อเนื่องทางเศรษฐกิจของโลกาภิวัตน์และความเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีที่ทบทวีขึ้น โรงงานอุตสาหกรรมล้ำสมัยที่ใช้จักรกลกำลังแย่งงานจากโรงงานอุตสาหกรรมแบบที่เราคุ้นเคย และการเฟื่องฟูขึ้นของปัญญาประดิษฐ์ก็มีแนวโน้มที่จะทำให้ตำแหน่งที่หดหายที่ขยายตัวไปสู่ชนชั้นกลาง เหลือแค่งานดูแลที่พิเศษ การสร้างสรรค์ และงานเชิงควบคุมสอดส่องที่เหลือรอด
.
ในกระบวนการเปลี่ยนแปลงนี้เองจะยิ่งเร่งให้ความไม่เสมอภาคทางเศรษฐกิจที่มีอยู่แล้วทั่วโลกยิ่งถ่างขยายขึ้น โลกอินเตอร์เน็ตและแพล็ตฟอร์มต่างๆ ทำให้คนกลุ่มเล็กๆ สามารถสร้างผลกำไรใหญ่โตนั้นเป็นสิ่งที่เป็นไปได้ ซึ่งผลคือการจ้างงานนั้นก็ใช้เพียงคนจำนวนไม่มาก และนี่เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ที่เป็นทั้งความก้าวหน้า และพร้อมกันนั้นก็เป็นความพังพินาศของสังคม
.
เราต้องพิจารณาปัญหาเข้าไปการล่มสลายทางการเงิน กิจการที่ให้ประโยชน์แค่กับคนจำนวนหยิบมือที่ทำงานในภาคการเงินที่สามารให้ผลตอบแทนมหาศาลให้กับคนบางส่วน ในขณะที่คนที่เหลืออย่างพวกเราๆ คือพวกที่ผิดพลาดจากความโลภ ทั้งหมดนี้เมื่อรวมกันเข้า เราทั้งหมดต่างใช้ชีวิตอยู่ในโลกที่คอยแต่จะถ่างขยายความไม่เท่าเทียมทางการเงิน ที่ๆ ไม่ใช่แค่มาตรฐานในการใช้ชีวิต แต่เป็นความสามารถได้คุณภาพชีวิตมานั้น หายไปสิ้น ดังนั้นเลยไม่น่าแปลกใจเลยว่า คนทั้งหลายต่างก็มองหาข้อตกลงหรือหนทางใหม่ๆ หนทางที่ดูเหมือนทรัมป์และ Brexit จะเสนอให้ได้
.
นอกจากนี้ยังมีกรณีผลกระทบจากการแพร่กระจายของอินเตอร์เน็ตและโซเชียลมีเดียร์ที่ไม่ได้ตั้งใจจะให้เป็นอีก คือทำให้เปลือกของความไม่เสมอภาคยิ่งปรากฏชัดเจนยิ่งขึ้นกว่าที่เคย สำหรับผม ความสามารถในการใช้เทคโนโลยีในการสื่อสารเป็นประสบการณ์ที่ให้อิสระกับผมและเป็นประสบการณ์แง่บวก ถ้าไม่มีเทคโนโลนี ผมเองก็ไม่สามารถทำงานต่อไปได้ในช่วงหลายปีที่ผ่านมานี้
.
แต่เทคโนโลยีเองก็ยังเป็นช่องทางสำหรับแสดงชีวิตของพวกเศรษฐีจากส่วนที่มั่งคั่งที่สุดบนโลกนี้ เผยให้ชีวิตที่ร่ำรวยได้ปรากฏทิ่มแทงสายตาให้คนอื่นๆ ได้เห็น ผู้คนที่ยากจนหรือผู้คนจำนวนมากที่มีโทรศัพท์ในมือแต่ไม่มีน้ำสะอาดจะบริโภคในทวีปอัฟริกา และนี่คือห้วงเวลาที่เกือบจะทุกคนในโลกไม่อาจหนีจากความไม่เท่าเทียมกันได้
.
ผลต่อเนื่องดังกล่าวมันง่ายที่จะมองเห็น ชาวชนบทที่ยากไร้ต่างพากันเข้ามาในเมืองใหญ่ มาสู่บ้านช่องโกโรโส มาด้วยความหวัง และในที่สุดแล้วก็พบว่านิพพานในอินสตราแกมไม่ได้มีอยู่จริง พวกเขาก็ค้นหาต่อไปยังที่อื่นๆ ไปร่วมกับผู้อพยพเพื่อความร่ำรวยจำนวนมากมายเพื่อค้นหาชีวิตที่ดีกว่าเดิม ผู้อพยพเหล่านี้ก็ได้สร้างความต้องการโครงสร้างพื้นฐานและการขยายตัวทางเศรษฐกิจในประเทศที่พวกเขาก้าวเข้าไป การมาถึงนี้บ่อนเซาะความอดกลั้นและยิ่งไปโหมกระพือแนวคิดแบบประชานิยม
.
สำหรับผมแล้วสิ่งที่ควรจะคำนึงก่อนสำหรับในห้วงเวลานี้ ที่ควรคำนึงยิ่งกว่าช่วงเวลาไหนๆ ในประวัติศาสตร์ของเรา เผ่าพันธุ์ของเราต้องกลับมาร่วมมือกันอีกครั้ง เรากำลังเผชิญหน้าความท้าทายทางสิ่งแวดล้อมครั้งใหญ่ เช่นการเปลี่ยนแปลงของสภาวะอากาศ การผลิตอาหาร จำนวนประชากรที่ล้นเกิน การทำลายล้างสายพันธุ์อื่นๆ โรคระบาด รวมถึงภาวะที่ท้องทะเลกลายสภาพเป็นกรด
.
ทั้งหมดควรจะเป็นเครื่องเตือนใจว่า เราต่างอยู่ในห้วงเวลาที่อันตรายที่สุดเท่าที่มนุษยชาติเคยเผชิญมา เราในตอนนี้มีเทคโนโลยีระดับทำลายโลกของเราได้ แต่เรายังไม่ได้พัฒนามันไปจนถึงจุดที่เราสามารถหนีออกไปจากโลกนี้ได้ จริงอยู่ที่อาจเป็นไปได้ว่าในอีกไม่กี่ร้อยปีมนุษย์เราจะสามารถไปตั้งรกรากในดาวดวงอื่นได้ แต่ตอนนี้เรามีดาวเคราะห์อยู่แค่ดวงเดียว และเราจำเป็นยิ่งที่จะต้องร่วมมือกันเพื่อปกป้องมัน
.
และเพื่อที่จะทำเช่นนั้น เราจะต้องสลายกำแพงไม่ใช่ก่อกำแพง กำแพงทั้งหลายทั้งภายในและกำแพงระหว่างชาติต่างๆ ถ้าเรายืนหยัดที่จะทำเช่นนั้น ผู้นำของโลกนี้จะต้องรับรู้ว่าพวกเขาจะเผชิญความผิดพลาด ครั้งแล้วครั้งเล่า ด้วยทรัพยากรที่อยู่ในมือของคนไม่กี่คน เราจะต้องได้เรียนรู้ที่จะแบ่งปันยิ่งกว่าที่เป็นอยู่ทุกวันนี้
.
ไม่ใช่แค่ตำแหน่งงานที่หายไปแต่เป็นอุตสาหกรรมทั้งระบบที่หายไปด้วย เราต้องช่วยฝึกฝนผู้คนในการรับมือกับโลกใหม่ ให้การสนับสนุนทางการเงินแก่พวกเขา ถ้าประชาคมและระบบเศรษฐกิจไม่อาจรองรับการเคลื่อนย้ายถิ่นฐานได้ เราก็ต้องเร่งการพัฒนาในระดับโลกอันเป็นหนทางเดียวที่จะนำผู้อพยพนับล้านได้กลับไปมีอนาคตของตนที่บ้านเกิดเมืองนอน
.
เราสามารถทำได้ ผมเป็นคนที่มองโลกในแง่ดีอย่างสุดซึ้งสำหรับสายพันธุ์ของผม แต่มันต้องมีบทเรียน บทเรียนที่เหล่าชนชั้นนำทั้งจากลอนดอนถึงฮาร์วาร์ด จากเคมบริดจ์ถึงฮอลลีวูด บทเรียนที่เราต้องเรียนรู้จากปีที่ผ่านมา บทเรียนที่รู้ถึง การถ่อมตน
.
.
ที่มา https://www.theguardian.com/…/stephen-hawking-dangerous-tim…



