PR

@@ในความเคลื่อนไหวของสถานการณ์ที่ปรากฎเป็น"ข่าว"และ"ไม่เป็นข่าว"พยายามสแกนย่นย่อมานำเสนอและเป็นไว้เป็นฐานข้อมูลสังเคราะห์สถานการณ์ ที่นี่ "ข่าวที่ไม่เป็นข่าว"

วันพฤหัสบดีที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560

อนุกรรมการชุดที่สาม

ดึง"ดร.สมคิด เลิศไพฑูรย์"รวม10ด๊อกเตอร์ ร่วมทีม"บิ๊กเจี๊ยบ"ผบ.ทบ. ร่างข้อเสนอ "สัญญาประชาคม" ให้นักการเมือง ยึดทั้งก่อน-ระหว่าง-หลังเลือกตั้ง
คณะกรรมการเตรียมการเพื่อสร้างความสามัคคีปรองดอง ที่มี บิ๊กป้อม พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ เป็นประธาน ได้ตั้งคณะอนุกรรมการขึ้นมา 4 คณะ พร้อมเชิญนักวิชาการเข้าร่วม
ที่น่าสนใจคือ คณะอนุกรรมการ ชุดที่ 3 คือ คณะอนุกรรมการจัดทำข้อเสนอ เพื่อสร้างความความสามัคคีปรองดอง ที่มี บิ๊กเจี๊ยบ พลเอกเฉลิมชัย สิทธิสาท ผบ.ทบ.เป็นประธาน ร่วมด้วย
ดร.สมคิด เลิศไพฑูรย์ ดร.นันทวัฒน์ ปรมานันท์ เป็นที่ปรึกษา และมีนักวิชาการผู้ทรงคุณวุฒิ อีก 9 คน ดร.ศุภชัย ยาวะประภาษ ดร.ถวิลวดี บุรีกุล ดร.บรรเจิด สิงคะเนติ ดร.จุฑารัตน์ เอื้ออำนวย ดร.ธนวรรธน์ พลวิชัย ดร.จรัล มะลูลีม ดร.อมรา พงศาพิชญ์ นายสุรินทร์ จิรวิศิษฎ์ ดร.ปาริชาต สถาปิตานนท์
ในคณะที่ 2 คณะอนุกรรมการพิจารณาบูรณาการรับฟังความคิดเห็น ที่มี บิ๊กปุย พลเอกสุรพงษ์ สุวรรณอัตถ์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด เป็นประธาน
ร่วมด้วย ผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 9 คน คือ รศ.ทวีศักดิ์ สูทกวาทิน ดร.ถวิลวดี บุรีกุล ดร.ผาสุข พงษ์ไพจิตร นายวรวิทย์ วงษ์สุวรรณ ดร.ทองอินทร์ วงศ์โสธร ศ.สุภางค์ จันทวานิช. ดร.จุลชีพ ชินวรรโณ นายตระกูล มีชัย ดร.ปาริชาต สถาปิตานนท์

กุมภาพันธ์ ปรองดอง....

กุมภาพันธ์ ปรองดอง....
กลาโหม ใช้ กุมภาพันธ์ เดือนแห่งความรักและ วันValentine เริ่ม"กระบวนการปรองดอง" ...ชี้ กระบวนการปรองดองนี้ เป็นของทุกคน"
พลตรี คงชีพ ตันตระวาณิชย์ โฆษกกลาโหม ในฐานะโฆษก กก.สร้างสามัคคีปรองดอง ระบุ กระบวนการปรองดอง ได้เริ่มขึ้นแล้ว เพื้อเป็นแนวทางในการนำทุกคนออกจากปัญหา โดยมีประเทศชาติเป็นที่ตั้ง ตอนนี้เราอยู่ในบ้านหลังเดียวกัน ปัญหาความขัดแย้งทุกอย่างยุติได้ ด้วยทุกคนที่อยู่ในบ้านหลังนี้. ขอใช้เดือนกุมภาพันธ์ เดือนแห่งความรัก และ วันแห่งความรัก ในการเริ่มต้นการพูดคุย สร้างความปรองดอง

การบ้านนักการเมือง10ข้อ จาก บิ๊กตู่-บิ๊กป้อม

ตอบยากมาก...การบ้านนักการเมือง10ข้อ จาก บิ๊กตู่-บิ๊กป้อม
แสดงวิสัยทัศน์ย่อยๆเลย
ที่ประชุมคณะกรรมการอำนวยการเตรียมการสร้างความสามัคคีปรองดองที่มีบิ๊กป้อมพลเอกประวิตรเป็นประธานได้ข้อสรุป
10+1 ประเด็น ที่ นักการเมือง กลุ่มการเมือง จะต้องมาแสดงความคิดเห็น กึ่งๆวิสัยทัศน์ ให้ คณะอนุกรรมการรับฟังความคิดเห็น ของกลาโหม ที่มี พลเอกชัยชาญ ปลัดกลาโหม เป็นประธาน
ประเด็นหารือเพื่อสร้างความสามัคคีปรองดอง
๑. ด้านการเมือง
แนวคิดของท่านในการแก้ปัญหาโดยสันติวิธี เพื่อไม่ให้เกิดความขัดแย้งในสังคมไทยขณะนี้ ทั้ง ก่อน-ระหว่างและ หลังการเลือกตั้งที่มาถึงนี้
๒. ด้านความเหลื่อมล้ำ
ที่ผ่านมาความเหลื่อมล้ำในการครอบครองที่ดิน ทำกินของเกษตรกร การเข้าถึงแหล่งน้ำ การบริหารจัดการน้ำ มักถูกยก มาเป็นประเด็นสร้างความขัดแย้งอย่างกว้างขวาง ท่านมีแนวคิดในการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ เพื่อลด ความขัดแย้งและสร้างความปรองดองในสังคมไทยได้อย่างไร
๓. ด้านกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม
เพื่อไม่ให้มีความเสี่ยงต่อการขยายไปสู่ความขัดแย้ง ท่านจะมีทางออกหรือวิธีการดำเนินการ ต่อประเด็นความขัดแย้งที่เกิเจากความไม่ยอมรับในกระบวนการยุติธรรม การแทรกแซงการบงคับใช้ กฎหมายอย่างไร
๔ . ด้าน สังคม เ ศ ร ษ ฐ กิจ ก า ร ศึก ษ า ส า ธ า ร ณ สุข
ท่านมีแนวทางเสริมสร้างความปรองดองให้เกิดขึ้นในสังคมไทย ต่อประเด็นความแตกต่างทางสังคมความเชื่อ ศาสนา วัฒนธรรมเศรษฐกจิ การศึกษา และสาธารณสขุ อย่างไร
๕. ด้านสื่อสารมวลชน
ท่านนมีแนวทางในการไม่ให้สื่อตกเป็นเครื่องมือในการสร้างความขัดแย่งได้อย่างไร
๖. ด้านธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
ท่านมีแนวทางที่จะทำให้การใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เช่น ความ ขัดแย้งเรื่องพลังงาน การก่อสร้างโรงไฟฟ้า ฯลฯ ไม่ถูกหยิบยกขึ้น มาสร้างความขัด แย้งในสังคมได้ อย่างไร
๗. ด้านการต่างประเทศ
ท่านมีแนวคอดที่จะดำเนินการต่อประเด็นการนำปัญหากิจการภายในประเทศมายกระดับให้เป็นปัญหาการเมืองระหว่างประเทศ รวมทั้ฃ ผลกระทบจากการดำเนินการของต่างประเทศ เช่น ปัญหาเขตแดน ปัญหาด้านสิทธิมนุษยชน. ปัญหาเสรภีาพและประชาธิปไตยปัญหาแรงงานและการค้ามนุษย์ฯลฯ ที่ส่งผลทพใหเ้ก ดความแตกแยกในสังคมไทยอย่ไร
๘.ด้านการป้องกันทุจริตคอร์รัปชั่น
ท่านมีแนวคิดอย่างไร ที่จะป้องกันการทุจริตคอร์รัปชั่นเพื่อไม่ให้เป็นสาเหตุนามาซึ่งความ ขัดแย้ง ในสังคมไทย
๙. ด้านการปฏิรูป
ท่านมีข้อเสนอแนะเพื่อการปฏิรูปอย่างไรเพื่อให้เกิดความสามัคคีปรองดอง
๑๐. ด้านยุทธศาสตร์ชาติ๒๐ ปี
ท่านจะมีข้อเสนอแนะให้เกิดการยอมรับและร่วมขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปี ไปสู่ ความสาเรจ็ร่วมกัน หรือไปสู่เป้าหมายร่วมกันอย่างไร
ตบท้าย ด้วย คำถามจากคณะกรรมการฯว่า มองปัญหาอย่างไร วิธีการแก้ปัญหา เพื่ออยู่ร่วมกันอย่างสันติสุขและยั่งยืน

สัญญาประชาคม



สัญญาประชาคม
"พลเอกประวิตร” ถก"คณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดินเพื่อสร้างความสามัคคีปรองดอง"ครั้งแรก/ ดักคอนักการเมือง ห้ามเสนอนอกกรอบ รธน. /ชี้ทำเป็น "สัญญาประชาคม" จะลงนาม หรือ ไม่ลงนาม ก็ได้/ยันทหารไม่ต้องทำสัญญาประชาคม ว่าจะ"ไม่รัฐประหาร" เพราะทหารไม่อยากทำปฏิวัติ. เพราะถ้าทำไม่สำเร็จ ปชช.ไม่เอาด้วย ก็ถูก"ยิงเป้า"

ไล่ไปดู รูปบิ๊กตู่ สมัยก่อนกับตอนนี้ สิผิดกันเลย ไม่ได้หลับไม่ได้นอนมากกว่า2ปี/เพิ่มความขลัง ตั้งผู้นำกองทัพ เป็นประธานอนุกรรมการ/ปลัดกลาโหม-ผบ.สส.-ผบ.ทบ./ดึง"ดร.สมคิด เลิศไพฑูรย์"รวม10ด๊อกเตอร์ ร่วมทีม"บิ๊กเจี๊ยบ"ผบ.ทบ. ร่างข้อเสนอ "สัญญาประชาคม" ให้นักการเมือง ยึดปฏิบัติทั้งก่อน-ระหว่าง-หลังเลือกตั้ง

ที่กลาโหม พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ในฐานะประธานคณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดินเพื่อสร้างความสามัคคีปรองดอง ได้เรียกประชุมครั้งแรก

พลเอกประวิตร ตั้ง พลเอกบุญสร้าง เนียมประดิษฐ์ อดีต ผบ.สส. เป็นเลขานุการ คณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดินเพื่อเตรียมการสร้างสามัคคีปรองดอง ในฐานะที่เป็น ผอ.ศูนย์ศึกษายุทธศาสตร์ความมั่นคงฯ และเป็นเพื่อน ตท.16 ของ พลเอกประวิตร และจบจากWestpoint

พร้อมตั้งคณะอนุกรรมการ ทั้ง 4 ฝ่าย ประกอบด้วย 1.คณะอนุกรรมการรับฟังความคิดเห็นเพื่อความปรองดอง ที่มีพลเอกชัยชาญ ช้างมงคล ปลัดกระทรวงกลาโหมเป็นประธาน
2.คณะอนุกรรมการพิจารณาบูรณาการข้อคิดเห็น และข้อเสนอแนะเพื่อสร้างความสามัคคีปรองดอง มีพล.อ.สุรพงษ์ สุวรรณอัตถ์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด เป็นประธานอนุกรรมการ
3. อนุกรรมการจัดทำข้อเสนอกระบวนการ เพื่อสร้างความสามัคคีปรองดอง มี พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท ผู้บัญชาการทหารบก เป็นประธาน
4.คณะอนุกรรมการด้านการประชาสัมพันธ์เพื่อสร้างความสามัคคีปรองดอง มี พล.ต.คงชีพ ตันตระวาณิชย์ โฆษกกระทรวงกลาโหม เป็นประธาน

โดยมี พล.อ.วัลลภ รักเสนาะ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผน เป็นเลขานุการ คณะอนุกรรมการรับฟังความคิดเห็นเพื่อความ สามัคคี ปรองดอง

ที่น่าสนใจคือ คณะอนุกรรมการ ชุดที่ 3 คือ คณะอนุกรรมการจัดทำข้อเสนอ เพื่อสร้างความความสามัคคีปรองดอง ที่มี บิ๊กเจี๊ยบ พลเอกเฉลิมชัย สิทธิสาท ผบ.ทบ.เป็นประธาน ร่วมด้วย
ดร.สมคิด เลิศไพฑูรย์ ดร.นันทวัฒน์ ปรมานันท์ เป็นที่ปรึกษา และมีนักวิชาการผู้ทรงคุณวุฒิ อีก 9 คน ดร.ศุภชัย ยาวะประภาษ ดร.ถวิลวดี บุรีกุล ดร.บรรเจิด สิงคะเนติ ดร.จุฑารัตน์ เอื้ออำนวย ดร.ธนวรรธน์ พลวิชัย ดร.จรัล มะลูลีม ดร.อมรา พงศาพิชญ์ นายสุรินทร์ จิรวิศิษฎ์ ดร.ปาริชาต สถาปิตานนท์
ในคณะที่ 2 คณะอนุกรรมการพิจารณาบูรณาการรับฟังความคิดเห็น ที่มี บิ๊กปุย พลเอกสุรพงษ์ สุวรรณอัตถ์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด เป็นประธานร่วมด้วย ผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 9 คน คือ รศ.ทวีศักดิ์ สูทกวาทิน ดร.ถวิลวดี บุรีกุล ดร.ผาสุข พงษ์ไพจิตร นายวรวิทย์ วงษ์สุวรรณ ดร.ทองอินทร์ วงศ์โสธร ศ.สุภางค์ จันทวานิช. ดร.จุลชีพ ชินวรรโณ นายตระกูล มีชัย ดร.ปาริชาต สถาปิตานนท์

พล.อ.ประวิตร แถลงผลการประชุมว่า ทุกฝ่ายให้ความร่วมมือ การปรองดองต้องได้รับความร่วมมือจากทุกฝ่าย รวมถึงประชาชน ทุกคนต้องมีส่วนร่วม และการดำเนินการของคณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดินเพื่อสร้างความสามัคคีปรองดอง ไม่ใช่เพียงคณะเดียว ซึ่งต้องได้รับความร่วมมือ

โดยการทำงานจะดำเนินการควบคู่กันไปตั้งแต่ระดับบน คือ เชิญพรรคการเมือง ภาคธุรกิจ จนถึงระดับล่าง จะมอบหาให้แม่ทัพภาค ผู้บัญชาการตำรวจ และผู้ว่าราชการจังหวัดรับฟังข้อคิดเห็น และจะทำคู่ขนานไปกับคณะใหญ่

พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า เรามีการตั้งกรอบไว้ ในการรับฟังความคิดเห็นประมาณ 3 เดือน จนถึงเดือนเมษายน เมื่อได้ความคิดเห็นแล้ว จะส่งไปคณะกรรมการชุดที่ 2 เพื่อจับประเด็น วิเคราะห์บูรณาการ ส่งต่อไปคณะที่ 3 บูรณาการ ทั้งหมด

ส่วนเหตุผลที่ให้ ผบ.เหล่าทัพ เข้ามาเป็นอนุกรรมการนั้น เนื่องจากมีความเหมาะสม เพราะเป็นผู้ใหญ่และเป็นผู้นำหน่วย มีทั้งปลัดกระทรวงกลาโหม ผู้บัญชาการทหารสูงสุด และผบทบ.
โดยไม่ห่วงในการจะเชิญพรรคการเมืองมาแสดงความคิดเห็น เนื่องจากการเสนอความคิดเห็นต่างๆต้องอยู่ในกรอบ ที่กำหนดไว้ ว่าควรจะพูดในเรื่องใดบ้าง ใน 10 ข้อ ซึ่งใน 10 หัวข้อนี้จะนำเสนอไปทุกๆฝ่ายที่จะเชิญมาแสดงความคิดเห็น

ทั้งนี้ คณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดินเพื่อสร้างความสามัคคีปรองดองครั้งแรก เพื่อมาตกลงกันว่า ที่วางกรอบเอาไว้ และที่อยู่ในคณะกรรมการทั้งหมดมีความคิดเห็นอย่างไร หรือมีข้อคิดเห็นเพิ่มเติม เพื่อรับฟังเพื่อจะไปสู่การออกคำสั่งต่อไป

ทุกฝ่ายต้องเสนอความคิดเห็นที่อยู่ในกรอบของรัฐธรรมนูญ ไม่ควรเสนอนอกกรอบรัฐธรรมนูญ เพราะจะไม่เกิดความปรองดองในอนาคต หรือเสนอขัดกับรัฐธรรมนูญ หรือผิดกฎหมาย ก็ไม่รู้จะเสนอทำไม ไม่ใช่เสนอกันเลยเถิด
ส่วนการนำไปสู่การปฏิบัตินั้นอยู่ในขั้นตอนสุดท้ายซึ่งจะเป็นสัญญาประชาคมร่วมกันว่าเราจะยึดมั่นในสัญญาประชาคมนี้ เพราะทุกคนมาร่วมกันหมด และทุกคนก็จะต้องยึดตาม สัตยาบัน ที่เป็น สัญญาประชาคมที่ทำไว้
"สัญญาประชาคมนี้ จะลงนามถึงไม่ลงนามก็ได้ เพียงแต่ขอให้ได้ข้อสรุปในการเดินหน้าปรองดองร่วมกัน เพื่อให้ประเทศมีความสงบ และอยู่อย่างสันติ ในอนาคตเพื่อให้เกิดความชัดเจน "
ส่วนกรณีหากไม่มีการลงนามในสัญญาประชาคมจะทำให้บางกลุ่มบางฝ่ายไม่ทำตามนั้น ประชาชนรับรู้อยู่แล้ว ว่าตกลงกันไว้อย่างไร และใครที่ทำนอกเหนือจากสัญญาประชาคม ถือเป็นเรื่องของประชาชน ที่ต้องไปตัดสิน

เมื่อถามว่าส่วนตัว คาดหวังร้อยเปอร์เซ็นต์หรือไม่ พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า ไม่ใช่เรื่องส่วนตัวแต่เป็นเรื่องส่วนรวมทั้งหมดเฉพาะตนคนเดียวทำคนเดียวไม่ได้ ต้องทุกคนเข้ามามีส่วนร่วม

เมื่อถามว่า การทำสัญญาประชาคมจะมีข้อตกลงห้ามทหารทำรัฐประหารหรือไม่ พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า ไม่เกี่ยวกับทหาร ทหารไม่ทำรัฐประหาร ไม่จำเป็นต้องทำสัญญาประชาคม หากทหารทำรัฐประหารก็ต้องถูกยิงเป้า หากประชาชนไม่เอาด้วย ยกเว้นประชาชนเรียกร้อง ยืนยันว่าทหารไม่อยากทำ จะทำไปเพื่ออะไร ให้ไปถามนายกรัฐมนตรีที่ทำรัฐประหารเมื่อปี 2557 ที่ผ่านมา ไม่เคยได้หลับได้นอนมา 2 ปีกว่าแล้ว ให้ไปดูรูปของนายกฯ ก่อนทํารัฐประหารกับหลังทำรัฐประหาร มีความแตกต่างกันอย่างไร

"บิ๊กช้าง"ลุยเดี่ยว นำ....จัดโต๊ะกลมกลาโหม เชิญ70พรรค ร่วม..ดีเดย์ วันวาเลนไทนส์

"บิ๊กช้าง"ลุยเดี่ยว นำ....จัดโต๊ะกลมกลาโหม เชิญ70พรรค ร่วม..ดีเดย์ วันวาเลนไทนส์

บิ๊กช้าง พลเอกชัยชาญ ช้างมงคล ปลัดกห. ในฐานะปธ.อนุกรรมการรับฟังความคิดเห็น เผยว่าจะเชิญพรรค-กลุ่มการเมืองมาแสดงความเห็น ทุกวันจ-ศ พร้อมฟังทั้งวันๆละพรรคๆละ10คน โดยผบ.เหล่าทัพไม่ต้องมาฟัง แล้ว ยกเว้นว่า ถ้าว่าง ผมก็จะเชิญ ผบ.เหล่าทัพ มา‬ด้วย แล้วแต่ว่างหรือไม่. แต่ ตนเอง นำฟังทุกวัน อยู่แล้ว โดยมี พลเอกวัลลภ รักเสนาะ ผอ.สำนักนโยบายและแผนกลาโหม เป็น เลขานุการ คณะอนุกรรมการรับฟังความเห็น....เผยเร่งประสานให้ พรรคแรก มาในวันValentine 14 กพ.นี้ เป็นวันแห่งความรัก เริ่มต้นความรักสามัคคี ปรองดอง
โดยจะเชิญมา ทุกพรรค ที่ได้จดทะเบียนพรรคกับ กกต. อย่างถูกต้อง ที่มีราว70พรรค เรียงตามลำดับตัวอักษร จะได้ไม่ถูกมองว่า เชิญใครก่อนหลัง ส่วนพรรคที่ไม่มา ก็แล้วแต่ เราส่งจม.เชิญไปทุกพรรค

วันพุธที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560

ข่าว8/2/60

สังฆราช

"วิษณุ" ยัน มีขั้นตอนพระราชพิธีสถาปนาสมเด็จพระสังฆราชองค์ใหม่ชัดเจนแล้ว อ้างอิงพระราชพิธีเมื่อปี 2532

นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงขั้นตอนพระราชพิธีสถาปนาสมเด็จพระสังฆราชองค์ใหม่ ว่า มีขั้นตอนไว้อยู่แล้ว โดยอ้างอิงจากการสถาปนา สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก (เจริญ สุวฑฺฒโน) เมื่อปี 2532 ซึ่งมีการจดบันทึกในจดหมายเหตุอย่างละเอียดมาเป็นแบบอย่างทุกขั้นตอน ซึ่ง สมเด็จพระมหามุนีวงศ์ (อัมพร อมฺพโร) เจ้าอาวาส วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม ราชวรวิหาร จะใช้พระนามใหม่ เมื่อมีการอ่านพระบรมราชโองการโปรดสถาปนาในพระราชพิธี แต่อย่างไรก็ตาม กล่าวถึงเรียกตำแหน่ง สมเด็จพระสังฆราช ได้

ทั้งนี้ เมื่อเสร็จพระราชพิธีคณะบุคคล ทั้งประธานองคมนตรี นายกรัฐมนตรี ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ประธานศาลฎีกา ตลอดจนพระบรมวงศานุวงศ์ จะเข้าถวายสักการะ ส่วนหากประชาชนต้องการโพสต์ข้อบนโซเชียลมีเดีย ขอให้ใช้คำว่า "พุทธศาสนิกชนต่างร่วมยินดีและถวายสักการะแด่สมเด็จพระสังฆราชองค์ใหม่"
--------------

"ออมสิน" เตรียมเข้ากราบสักการะพระสังฆราชพระองค์ใหม่ 10 ก.พ. ที่วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม

นายออมสิน ชีวพฤกษ์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ในวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2560 จะเดินทางไปพบกับสมเด็จพระมหามุนีวงศ์ (อัมพร อมฺพโร) ที่วัดราชบพิธสถิตมหาสีมารามราชวรวิหาร เพื่อถวายฎีกาอารธนาไปเข้ารับสถาปนาเป็นสมเด็จพระสังฆราชองค์ที่ 20ส่วนขั้นตอนการสถาปนาสมเด็จพระสังฆราชองค์ใหม่นั้นเป็นขั้นตอนของสำนักพระราชวัง

ขณะเดียวกัน นายออมสิน ยังกล่าวถึงเงินบริจาคผ่านกองทุนช่วยเหลือผู้ประสบสาธารณะภัย สำนักนายกรัฐมนตรีว่า ขณะนี้ได้นำเงินไปจ่ายค่าทำศพผู้ประสบอุทกภัยภาคใต้ที่เสียชีวิตแล้วรายละ 5 หมื่นบาท เป็นเงินรวมกว่า 5 ล้านบาท  และยังไม่มีการจ่ายใดๆ เพิ่มเติม เนื่องจากต้องฟังรายงานความเสียหายจากกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ก่อน ส่วนเงินบริจาคผ่านกองทุนเบื้องต้นจะเป็นนำไปสร้างบ้านเรือนที่มีความเสียหายและนำไปเพิ่มเติมให้กับหน่วยงานต่างๆ ใช้ในการฟื้นฟู ซึ่งขณะนี้ได้ดำเนินการไปบ้างแล้ว แต่ไม่สามารถนำเงินบริจาคไปใช้ได้ทั้งหมดเนื่องจากมีความเสียหายเป็นจำนวนมากและเป็นบริเวณกว้าง ซึ่งเงินบริจาค มีเพียงเงินสด จำนวน 354 ล้านบาท และเป็นตัวเลขอีก 420 ล้านบาท
----------
"วิษณุ" ไม่ขอพูดเรื่องความสำคัญวันชาติ ชี้ยังมีเวลา 10 เดือน ในการจัดเตรียมกิจกรรม

นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมาย เปิดเผยถึงกิจกรรมต่าง ๆ ภายหลังมติคณะรัฐมนตรีลงนามรับสนองพระราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้วันที่ 5 ธันวาคมของทุกปี เป็นวันสำคัญของชาติไทย ว่า ส่วนตัวไม่ขอพูดถึงเรื่องดังกล่าว เพราะยังมีเวลาเหลืออีก 10 เดือน ซึ่งตั้งแต่เริ่มต้นรู้ว่าเป็นวันชาติ ดังนั้น สถานเอกอัครราชทูตที่เคยจัดงานวันชาติก็จัดตามปกติ ส่วนกิจกรรมวันพ่อแห่งชาติ ยังคงจัดตามปกติ ขณะที่วันคล้ายวันพระราชสมภพพระบาทสมเด็จปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ก็อาจมีการจัดกิจกรรมที่แสดงความรำลึกถึงพระองค์ท่าน เพราะวันสำคัญของแผ่นดินใน 1 ปี มีหลายวัน เพียงแต่บางวันเป็นหยุดแต่บางวันไม่เป็นวันหยุดเท่านั้น

อย่างไรก็ตาม ในวันที่ 5 ธันวาคม สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เป็นวันสำคัญ และรัฐบาลจึงมีมติคณะรัฐมนตรี ให้เป็นวันหยุดเพื่อให้ประชาชนทราบว่า สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ไม่ได้โปรดเกล้าฯ ให้เป็นวันหยุด แต่โปรดเกล้าฯ ให้เป็นวันสำคัญ ต่อมารัฐบาลได้รับสนองใส่เกล้าฯ จึงอนุมัติให้เป็นวันหยุด ซึ่งกิจกรรมใด ๆ ที่เคยจัดก็ให้จัดได้ตามปกติ
////////
ปยป.

นายกฯ เข้าทำเนียบแล้ว เตรียมประชุมคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน ขณะ พล.อ.ประวิตร ถก คกก.ขับเคลื่อนปฏิรูปการบริหารราชการแผ่นดิน คณะที่ 5

ความเคลื่อนไหวที่ทำเนียบรัฐบาลในช่วงเช้าวันนี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้เดินทางเข้ามาที่ทำเนียบรัฐบาลแล้ว เพื่อเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน ครั้งที่ 1/2560 เนื่องจากเมื่อปลายเดือนธันวาคม 2559 ได้มีการหารือถึงการปรับแผนยุทธศาสตร์การลงทุนในปี 2560 ที่จะเน้นการลงทุนเชิงคุณภาพมากขึ้น รวมถึงติดตามความคืบหน้าของกฎหมายที่เกี่ยวข้องที่ได้มีการผลักดันออกมาบังคับใช้เพื่อรองรับแผนยุทธศาสตร์

ส่วนความเคลื่อนไหวอื่น ๆ นั้น พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการขับเคลื่อนและปฏิรูปการบริหารราชการแผ่นดิน คณะที่ 5 ครั้งที่ 2/2560 ณ ตึกสันติไมตรี ซึ่งคาดว่าจะมีการติดตามความคืบหน้าในด้านต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการแก้ไขปัญหาค้ามนุษย์ การแก้ไขปัญหาการบินพลเรือน รวมถึงการจัดระเบียบในด้านต่าง ๆ

นอกจากนี้ ในช่วงบ่าย นายออมสิน  ชีวะพฤกษ์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี จะเป็นผู้แทนรัฐบาลรับมอบเงินช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยภาคใต้ จากผู้แทนหน่วยงานภาครัฐและเอกชน ณ ห้องประชุม 109 อาคารสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี รวมถึงเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการกองทุนเงินช่วยเหลือผู้ประสบสาธารณภัย สำนักนายกรัฐมนตรี ณ ห้องประชุม 109 ชั้น 1 สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ทำเนียบรัฐบาล
------------
ที่ประชุมปฏิรูปคณะที่ 5 ติดตามบริหารจัดการแรงงานต่างด้าวทั้งระบบ เดินหน้าทำใบอนุญาตในรูปแบบสมาร์ทการ์ด

พล.ต.คงชีพ ตันตระวาณิชย์ โฆษกกระทรวงกลาโหม กล่าวภายหลังการประชุมคณะกรรมการขับเคลื่อนและปฏิรูปการบริหารราชการแผ่นดิน คณะที่ 5 ว่า ที่ประชุมได้มีการรายงานความก้าวหน้าในการบริหารจัดการและควบคุมแรงงานต่างด้าวทั้งระบบ โดยมีผลการทำงานที่คืบหน้าไปมาก ปัจจุบันมีแรงงานด้าวในไทย 2.63 ล้านคน ซึ่งจำเป็นต้องรักษาแรงงานกลุ่มนี้ไว้ในประเทศไทย เพราะเป็นกลุ่มที่ประกอบอาชีพที่คนไทยไม่ทำ ขณะเดียวกัน มีแรงงานที่ไม่ถูกต้องตามกฎหมายอยู่ระหว่างรอพิสูจน์สัญชาติประมาณ 1.34 ล้านคน ซึ่งได้มีการกำหนดมาตรการ สำหรับกลุ่มนี้ไว้ 2 มาตรการ ได้แก่ กลุ่มแรงงานประมงหลังสิ้นสุด ระยะเวลาผ่อนผัน 15 วัน ในเดือนพฤศจิกายน 2560 จะส่งแรงงานกลุ่มดังกล่าวกลับประเทศโดยไม่ถือเป็นความผิด ส่วนแรงงานที่ทำถูกต้องตามกฎหมายจะได้รับการผ่อนผัน 8 ปี คือ ปี 2557 - 2565 ซึ่งจะมีการทำใบอนุญาตในรูปแบบสมาร์ทการ์ดที่มีข้อมูลครบถ้วน ไม่สามารถปลอมแปลงได้ จากนั้นจะใช้แอปพลิเคชันบนโทรศัพท์มือถือเพื่อตรวจพิสูจน์แรงงานต่างด้าวได้ ซึ่งทั้งหมดเป็นนโยบายของนายกรัฐมนตรี

นอกจากนี้ จะมีการจัดระเบียบโซนนิ่งพื้นที่กลุ่มแรงงานต่างด้าว โดยนำร่อง 2 จังหวัด คือ จ.สมุทรสาคร และ ระนอง ก่อนจะขยายเพิ่มเติมอีก 13 จังหวัด ที่มีแรงงานต่างด้าวในพื้นที่เกิน 5 หมื่นคน โดยเชื่อว่าจะช่วยปลดล็อกปัญหาต่าง ๆ ใหห้คลี่คลาย อาทิ ปัญหาการกีดกันสินค้าจากต่างประเทศ ปัญหาการค้ามนุษย์และปัญหาอื่น ๆ ทั้งนี้ รัฐบาลตั้งเป้าว่าในปี 2565 จะไม่มีแรงงานต่างด้าวผิดกฎหมาย แต่เข้ามาอยู่ในระบบทั้งหมด
----------
พล.อ.ประวิตร กำชับเร่งแก้ประมง IUU ปรับแก้กฎหมายให้เป็นไปตามหลักสากล มั่นใจปลดธงแดง ICAO ภายในปีนี้ 

พล.ต.คงชีพ ตันตระวาณิชย์ โฆษกกระทรวงกลาโหม กล่าวภายหลังการประชุมคณะกรรมการขับเคลื่อนและปฏิรูปการบริหารราชการแผ่นดิน คณะที่ 5 ว่า ที่ประชุมได้มีการรายงานความคืบหน้าการทำประมงผิดกฎหมาย หรือ IUU ที่ไทยได้ส่งรายงานการดำเนินงานในรอบ 6 เดือน ให้สหภาพยุโรป หรือ อียู ไปแล้วนั้น โดย พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้กำชับว่าอียูยังมีข้อกังวลเรื่องการแก้ไขกฎหมาย จึงขอให้เร่งรัดปรับแก้กฎหมายให้เป็นไปตามหลักสากล พร้อมเน้นย้ำการควบคุมเรือประมงนอกน่านน้ำ ซึ่งขณะนี้มีเรือไทยจำนวน 14 ลำ ออกไปทำประมงนอกน่านน้ำในพื้นที่สุ่มเสี่ยงทำผิดกฎ IUU จึงได้เรียกเรือไทยทั้ง 14 ลำ กลับมาแล้ว

นอกจากนี้ พล.ต.คงชีพ ยังกล่าวถึงความคืบหน้าการแก้ไขปัญหาการบินพลเรือน ว่า วันที่ 30 มิถุนายน 2560 จะมีการตรวจภายใน 10 สายการบิน และจะมีการยืนยันความพร้อมเพื่อให้องค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ หรือ ICAO เข้ามาตรวจสอบ ซึ่งคาดว่าจะเข้ามาตรวจสอบได้ภายในเดือนกรกฎาคม 2560 อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าไทยจะสามารถปลดธงแดงการแก้ปัญหา ICAO ได้ภายในปี 2560 นี้

-----------
นายกฯ ประชุม BOI ชม จนท. ปรับเปลี่ยนรูปแบบสะท้อนการทำงานเชิงรุก ห่วงคนจ้องวิจารณ์ จี้เร่งทำความเข้าใจกับประชาชน 

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ร่วมกับหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งนายกรัฐมนตรีกล่าวในการประชุมโดยขอบคุณ พร้อมระบุว่า ขอชื่นชมคณะทำงานที่ปรับเปลี่ยนรูปแบบสะท้อนการทำงานเชิงรุกหลายอย่าง เช่น การสรุปผลประชุม ที่ทำให้เข้าใจง่ายขึ้น และได้เห็นถึงความก้าวหน้าหลายอย่าง รวมทั้งปัญหา และอุปสรรคได้ชัดเจน และสามารถทำให้ฝ่ายประชาสัมพันธ์นำไปชี้แจง ได้ทั้งส่วนที่ดี และส่วนที่เป็นอุปสรรค ทำให้รู้สึกสบายใจว่าหลายอย่างดีขึ้นตามลำดับ

อย่างไรก็ตาม คนไม่ดีก็ยังมีอยู่มีความพยายามที่จะวิพากษ์วิจารณ์ และเปิดหน้าออกมาเรื่อย ๆ บางเรื่องที่ทำดีแต่โดนกล่าวหาว่าไม่ดี ทั้งหมดขึ้นอยู่กับทุกคน โดยเฉพาะคณะทำงานและส่วนราชการ ต้องรู้จักทำความเข้าใจ โดยเฉพาะการขยายความเข้าใจไปสู่วงกว้าง แบบปากต่อปาก และเผยแพร่ผ่านโซเชียลมีเดีย หลังพบประเด็นที่เกี่ยวโยงกับหน่วยงานของตนเอง อย่าปล่อยทิ้งไว้ โดยคิดว่าไม่สำคัญเพราะสามารถสร้างกระแสตอบรับ ได้มากกว่าพูด เพราะคนพูดไม่ต้องรับผิดชอบ แต่รัฐบาลในฐานะผู้ปฏิบัติต้องรับผิดชอบทุกเรื่อง
-----------
พล.อ.ประวิตร นัดคุย คกก.ปรองดอง 9 ก.พ. นี้ บอกเชิญพรรคการเมือง แสดงความคิดเห็นเรียงลำดับตามตัวอักษร

พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เปิดเผยว่า ในวันพรุ่งนี้จะมีการประชุมครั้งแรกของคณะกรรมการเตรียมการสร้างความสามัคคีปรองดอง ซึ่งจะมีเรื่องที่ต้องหารือในที่ประชุมประมาณ 10 หัวข้อ ที่จะพิจารณาร่วมกันและรับฟังความเห็นของทุกฝ่าย รวมถึงจะมีการชี้แจ้งถึงการตั้งอนุกรรมการเพิ่มขึ้นอีก 4 คณะ ประกอบด้วย คณะรับฟังข้อคิดเห็น คณะบูรณาการ คณะจัดทำข้อตกลงและคณะประชาสัมพันธ์ เพื่อให้เกิดการทำงานร่วมกันและสร้างความชัดเจนให้ทุกฝ่ายที่ดำเนินการในแต่ละด้านแต่ละพื้นที่มีความชัดเจนและสามารถทำงานร่วมกันได้อย่างมีสันติ

ทั้งนี้ ในส่วนของการเชิญพรรคการเมืองเข้าร่วมประชุมเพื่อสร้างความปรองดองจะต้องรอให้ทุกฝ่ายพร้อม แล้วอนุกรรมการจะไปเชิญมาร่วมให้ข้อคิดเห็น เรียงลำดับตามตัวอักษร
----------
ม.ล.ปนัดดา ชี้คนไทยจะต้องรู้รัก สามัคคี ภาคภูมิใจที่เกิดมาบนผืนแผ่นดินไทย ยืนยันบนเวทีโลก ยันเป็นมิตรกับทุกประเทศ

ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล รัฐมนตรีช่วยว่ากระทรวงศึกษาธิการ กล่าวบรรยายพิเศษ เรื่อง ความสัมพันธ์ของไทยกับชาติมหาอำนาจ ตอนหนึ่งว่า ทุกวันนี้ประเทศไทยเป็นมิตรกับทุกประเทศ เพราะมีการศึกษาด้านวิชาการและการติดต่อในด้านต่าง ๆ ร่วมกัน ความขัดแย้งเรื่องดินแดนที่เคยเกิดขึ้นในอดีต จึงต้องแยกแยะ เพราะจะกลายเป็นความขัดแย้งไปทั้งหมด ในขณะเดียวกัน บทบาทของไทยกับชาติมหาอำนาจอย่าง เช่น อังกฤษ และญี่ปุ่น ตั้งแต่สมัยสงครามโลก ก็เป็นสิ่งบ่งบอกว่าคนไทยมีความฉลาด และไม่ยอมแพ้ แต่ก็มีความอ่อนน้อมถ่อมตนในตัว ทำให้ประเทศในอาเซียนยกย่องและชื่นชม

ทั้งนี้ ม.ล.ปนัดดา ยังระบุว่า ประเทศไทยมีในหลวง รัชกาลที่ 9 เป็นแบบอย่างที่ดีให้แก่คนไทยและต่างประเทศ ได้ให้การยกย่อง เพราะฉะนั้นคนไทย จะต้องรู้ รัก สามัคคี และต้องภาคภูมิใจที่เกิดมาบนผืนแผ่นดินไทย อยู่ใต้ร่มพระบารมี ของพระองค์ท่าน
------------
"อภิสิทธิ์" รอดู ป.ย.ป. ทำงาน ยันไม่ขอให้ความเห็น ย้ำ ยินดีร่วมมือหากเชิญมา ยันยึดหลักการเดิมของพรรค

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี และหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงการตั้งคณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดินตามกรอบการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความสามัคคีปรองดอง หรือ ป.ย.ป. ของรัฐบาลว่า ไม่มีความเห็นใด ๆ ขอรอดูทำงานก่อน โดยหลักการของพรรคยังไม่มีการเปลี่ยนแปลง คือการปรองดองที่ยั่งยืน ต้องไม่ขัดต่อกฎหมาย ส่วนการนิรโทษกรรมก็ควรคำนึงถึงประชาชนในความผิดทั่วไปไม่ร้ายแรง และความผิดตามกฎหมายพิเศษ ขณะที่ความผิดอื่น ก็ให้เข้ากระบวนการยุติธรรม ทั้งนี้ นายอภิสิทธิ์ ระบุว่า พรรคประชาธิปัตย์ พร้อมที่จะให้ความร่วมมือกับรัฐบาลอยู่แล้ว หากมีหนังสือเชิญ ก็ยินดีร่วม
---------
"อภิสิทธิ์" หนุนนายกฯ หาข้อยุติโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ภายใน 2 สัปดาห์ จี้ เลิกใช้กฎหมายพิเศษ ม.44 ผลักดัน

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี และหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ แถลงข่าวสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่ระบุว่า จะเร่งหาข้อยุติกรณีการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินที่กระบี่ภายในสัปดาห์หน้า โดยย้ำถึงจุดยืนของพรรคประชาธิปัตย์ที่เคยเสนอให้รัฐบาลเลือกใช้แนวทางพัฒนาที่ยั่งยืนและสอดคล้องกับความต้องการของประชาชนและโลกอนาคตโดยสนับสนุนให้หาข้อยุติในภาพรวมไม่ใช่เฉพาะกรณีใดกรณีหนึ่ง เพราะมีความเชื่อมโยงกัน ทั้งนี้ ไม่ควรใช้กฎหมายพิเศษ หรือ ม.44 ในการผลักดันโครงการ

ด้าน นายกรณ์ จาติกวนิช อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า ก่อนหน้านี้พรรคประชาธิปัตย์ได้ทำหนังสือถึงนายกรัฐมนตรีแล้ว พร้อมแถลงจุดยืนต่อสาธารณะ และพรรคประชาธิปัตย์ ได้รับคำถามจำนวนมากจากผู้ที่สนใจ จึงได้สรุปคำถามหลักและชี้แจงเพิ่มเติม เพื่อเป็นประโยชน์ต่อการพิจารณาตัดสินใจของนายกรัฐมนตรีและรัฐบาลต่อไป
--------
"อภิสิทธิ์" แนะ รัฐสร้างโรงงานไฟฟ้าแอลเอ็นจี แทนถ่านหิน ที่เทพา สงขลา ปาล์มน้ำมันที่กระบี่ เชื่อตรงเป้าหมาย ไม่กระทบมลภาวะ

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี และหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ขอเสนอแนวทางให้รัฐบาล เร่งก่อสร้างโรงไฟฟ้าที่ อ.เทพา จ.สงขลา แต่เปลี่ยนการใช้ถ่านหินเป็นเชื้อเพลิงมาเป็นการใช้ก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ควบคู่ไปกับการศึกษาความเป็นไปได้ในการสร้างโรงไฟฟ้าที่จังหวัดกระบี่ โดยใช้ปาล์มน้ำมันเป็นเชื้อเพลิงทางเลือก พร้อมกับลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อรองรับพลังงานหมุนเวียนซึ่งจะเป็นทิศทางของการใช้พลังงานในอนาคต และเป็นคำตอบที่สอดคล้องเป้าหมาย คือ มั่นคง สะอาด ยั่งยืน เพราะมีข้อดีในเรื่องความมั่นคงทางพลังงาน พร้อมยืนยันว่า พรรคไม่ได้คัดค้านการก่อสร้างโรงไฟฟ้าในภาคใต้ และการให้โรงไฟฟ้าเทพาใช้แอลเอ็นจี ไม่ได้ขัดแย้งเรื่องการลดการพึ่งพาก๊าซธรรมชาติจากอ่าวไทยหรือประเทศเพื่อนบ้านมากเกินไป เนื่องจากเป็นสิ่งที่ต้องนำเข้าเช่นเดียวกับถ่านหิน

นอกจากนี้ ข้อมูลทางเทคนิคพบว่า การก่อสร้างโรงไฟฟ้าแอลเอ็นจี จะสามารถดำเนินการได้รวดเร็วกว่าการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน จึงไม่ล่าช้า แต่จะทำให้รวดเร็วมากขึ้น
--------
"นพ.ประเวศ" บอกไม่รับตำแหน่งทำงานปรองดองคล่องตัวกว่า ชี้ ต้องไม่พูดถึงเรื่องในอดีต แต่ให้คุยเรื่องในอนาคต

นายแพทย์ ประเวศ วะสี ราษฎรอาวุโส กล่าวว่า จากการที่รัฐบาลกำลังตั้งคณะกรรมการปรองดองเพื่อหาทางออกให้ประเทศ นั้น สิ่งที่รัฐบาลควรทำ คือ ส่งเสริมให้มีการ จัดเวทีคนไทยร่วมพัฒนา

ประเทศไทย ซึ่งสามารถจัดได้ในทุกสัปดาห์ เพราะมีหลายประเด็นที่ต้องช่วยกันแสดงความคิดเห็น และการจัดรายการสุนทรีสนทนาพัฒนาประเทศไทย ทางโทรทัศน์ที่มีผู้รับชม และมีส่วนร่วมทั้ง
ประเทศ เป็นประจำ ซึ่งไม่ใช่การดีเบตหรือมาอภิปราย แต่เป็นการมารับฟัง ข้อคิดเห็นของแต่ละฝ่าย โดยใช้ข้อมูลและการใช้เหตุผล ซึ่งวิธีการนี้จะทำให้แต่ละฝ่ายเกิดความเข้าใจและเห็นใจกันมาก

ขึ้น ส่วนผู้ที่จะมาดำเนินรายการจะต้องผู้เข้าใจในเรื่องของสันติวิธี ซึ่งมีหลายคนที่ศึกษาเรื่องนี้ อาทิ นายโคทม อารียา ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาและพัฒนาสันติวิธี  มหาวิทยาลัยมหิดล นายชัยวัฒน์
สถาอานันท์ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และ พล.อ.เอกชัย ศรีวิลาศ ผู้อำนวยการสำนักสันติวิธีและธรรมาภิบาล สถาบันพระปกเกล้า โดยสามารถเชิญเข้าร่วมรายการได้ทุกฝ่าย

ทั้งนี้ ศ.นพ.ประเวศ กล่าวว่า การปรองดองจะทำได้ต้องไม่พูดถึงเรื่องในอดีต แต่ให้คุยเรื่องในอนาคตและ ต้องเริ่มสร้างจากฐานล่างก่อน เช่น การ สร้างความเข้มแข็งของชุมแต่ละท้องถิ่น เพราะชุมชนคือหัวใจของการพัฒนาประเทศ ไม่ใช่ไปเริ่มจากเรื่องยาก ๆ รวมถึงการดูแลคุณภาพของเด็กและเยาวชนที่จะเป็นอนาคตของประเทศ ส่วนของเรื่องการไม่นั่งเป็นคณะกรรมการนั้น เนื่องจากมองว่าการทำหน้าที่โดยไม่มีตำแหน่ง สามารถทำงานได้คล่องตัวกว่า เพราะถ้ามีตำแหน่งก็ต้องรอความคิดเห็นคณะกรรมการซึ่งทำให้เสียเวลา
---------
"สุวิทย์" ทาบทามผู้ทรงคุณวุฒิ ร่วม ป.ย.ป. ตอบรับแล้ว 80% มี "ศุภชัย พานิชภักดิ์ - พล.อ.เอกชัย ศรีวิลาศ" ร่วมด้วย 

นายสุวิทย์ เมษินทรีย์ เลขานุการคณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดินตามกรอบการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความสามัคคีปรองดอง (ป.ย.ป.) กล่าวถึงกรณีการตั้งผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการ ป.ย.ป. ว่า ในส่วนของผู้ทรงคุณวุฒิจะเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านต่าง ๆ 30 - 40 คน โดยจะมาจากทุกภาคส่วน ตามที่นายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการ ป.ย.ป. ตั้งไว้ และไม่ใช่เพียงมาให้คำปรึกษา แต่ต้องมาขับเคลื่อนได้ด้วย ทั้งนี้ ผู้ทรงคุณวุฒิ จะไปอยู่ในส่วนของคณะกรรมการทั้ง 4 ชุด เน้นไปอยู่ที่คณะกรรมการเตรียมการยุทธศาสตร์ชาติ และคณะกรรมการเตรียมการปฏิรูปประเทศ เพราะมีการทำงานในหลายมิติ ทั้งพลังงาน การศึกษา วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

ทั้งนี้ นายสุวิทย์ กล่าวว่า บุคคลที่จะเชิญมาเป็นผู้ทรงคุณวุฒินั้น ขณะนี้ตอบรับแล้ว 80 เปอร์เซ็นต์ ที่เหลืออีก 20 เปอร์เซ็นต์ อยู่ระหว่างการทาบทาม และรายชื่อดังกล่าวต้องแล้วเสร็จภายในวันที่ 8 ก.พ. นี้ และรายงานให้นายกรัฐมนตรีรับทราบ เพื่อออกเป็นคำสั่งของนายกรัฐมนตรีต่อไป สำหรับผู้ที่อยู่ระหว่างการทาบทามและรอการตอบรับ อาทิ นายศุภชัย พานิชภักดิ์ อดีตเลขาธิการการประชุมสหประชาชาติว่าด้วยการค้าและการพัฒนา (ยูเอ็นซีทีเอดี) และอดีตผู้อำนวยการใหญ่ องค์การการค้าโลก (ดับเบิลทีโอ) พล.อ.เอกชัย ศรีวิลาศ ผู้อำนวยการและบุคลากรของสำนักสันติวิธีและธรรมาภิบาล สถาบันพระปกเกล้า เป็นต้น
----------
"สุวิทย์" แจง ป.ย.ป. พรุ่งนี้ เพื่อตรวจสอบความคืบหน้าของยุทธศาสตร์ ตามที่นายกฯ ให้โจทย์ไว้ 

นายสุวิทย์ เมษินทรีย์ เลขานุการคณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดินตามกรอบการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความสามัคคีปรองดอง (ป.ย.ป.) กล่าวว่า ในวันที่ 9 กุมภาพันธ์นี้ จะมีประชุมฝ่ายที่เกี่ยวข้องเรื่องของยุทธศาสตร์ชาติ เพื่อตรวจสอบความคืบหน้าของยุทธศาสตร์กระทรวง ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้ให้โจทย์การทำยุทธศาสตร์ภาค ประกอบด้วยยุทธศาสตร์ชาติ ยุทธศาสตร์กระทรวง และยุทธศาสตร์ภาคด้วย โดยเริ่มด้วยให้งบประมาณแสนล้านบาท ใน 18 กลุ่มจังหวัดเป็นจุดเริ่มต้น เพื่อให้การขับเคลื่อนเป็นรูปธรรมและมีผู้รับผิดชอบโดยตรง ตลอดจนแบ่งยุทธศาสตร์ภาคเป็น 6 ภาค ที่มีรองปลัดกระทรวงมหาดไทย 6 คน รับผิดชอบ

อย่างไรก็ตาม นายกรัฐมนตรี ได้แนะนำว่าทุกอย่างไม่จำเป็นต้องผ่านนายกรัฐมนตรีแล้ว สามารถดำเนินการผ่านรองนายกรัฐมนตรีได้ทันที และมีการประชุม ป.ย.ป. เพียงเดือนละ 1 ครั้ง ส่วนเรื่องของการปฏิรูป 27 วาระปฏิรูปเร่งด่วนของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ หรือ สปท. จะมีการขยับวาระการปฏิรูปเล็กน้อยเพื่อเชื่อมต่อการปฏิรูปของรองนายกรัฐมนตรี โดยสปท. และสภานิติบัญญัติแห่งชาติ หรือ สนช. จะพูดคุยวงเล็กแบ่งเป็น 6 ด้าน และสรุปให้แล้วเสร็จภายใน 1 เดือน เพื่อให้เกิดการทำงานร่วมกันและไม่เกิดการทับซ้อน จากนั้นจะมีการประชุมของคณะกรรมการเตรียมการปฏิรูปประเทศต่อไป
----------
โฆษก ยัน คสช. สนับสนุน รบ. เต็มที่ ไม่ประมาทปมข่มขู่นายกฯ - พล.อ.ประวิตร มั่นใจหน่วยปฏิบัติเร่งดำเนินการตรวจสอบประสานลาวติดตามจับกุม

พ.อ.วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก และโฆษกคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เปิดเผย ว่า ภารกิจสำคัญของ คสช. ในขณะนี้ ยังเน้นในเรื่องของการดูแลความสงบเรียบร้อย สนับสนุนการทำงานของรัฐบาลอย่างเต็มที่เป็นหลัก และไม่ได้มีการปรับมาตรการในการดำเนินการแต่อย่างใด ส่วนประเด็นมีการโพสต์ข่มขู่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช. รวมถึง พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม นั้น ยืนยันเจ้าหน้าที่ไม่ประมาทกับกระแสข่าวดังกล่าว และมีมาตรการในการดูแลความปลอดภัยเข้มงวดอยู่แล้ว มั่นใจว่าแต่ละหน่วยได้นำข้อมูลมาพิจารณา เพื่อดำเนินการต่าง ๆ ตามขั้นตอนแล้ว

ทั้งนี้ พ.อ.วินธัย ยังกล่าวด้วยว่า กรณีมีการเปิดเผยว่า กลุ่มที่โพสต์ข่มขู่เป็นกลุ่มบุคคลที่หลบหนีความผิดข้อหาหมิ่นสถาบัน และกบดานอยู่ในประเทศลาวนั้นจะต้องมีการตรวจสอบอย่างละเอียดของหน่วยปฏิบัติในแต่ละช่องทางต่อไป และยังไม่มีข้อมูลเรื่องท่อน้ำเลี้ยง ว่ามีความเชื่อมโยงกับใครแต่อย่างใด
-------
กกต. มีมติเห็นชอบยุทธศาสตร์เลือกตั้ง 20 ปี เตรียมส่งสำนักนายกฯ - สำนักงบประมาณ มุ่งหวังจัดการเลือกตั้งให้เป็นที่ยอมรับ ประชาชนมีส่วนร่วม

นายภูมิพิทักษ์ กองแก้ว ผู้ทรงคุณวุฒิคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) รักษาการรองเลขาธิการ กกต.ด้านกิจการบริหารกลาง เปิดเผยถึงความคืบหน้าในการดำเนินการจัดทำแผนแม่บทสำนักงาน กกต. ระยะ 20 ปี ว่า ที่ประชุมได้มีมติเห็นชอบแผนแม่บทสำนักงาน กกต. แล้ว โดยสำนักงานจะนำแผนแม่บทดังกล่าว ใช้เป็นยุทธศาสตร์ในการดำเนินภารกิจจัดการเลือกตั้งในระยะเวลา 20 ปี ต่อจากนี้

สำหรับการจัดทำแผนแม่บทครั้งนี้ กกต. ได้วางยุทธศาสตร์ให้เชื่อมโยงและสอดคล้องกับกรอบยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ซึ่งกำหนดเป็น 5 ยุทธศาสตร์ ดังนี้ คือ การจัดการเลือกตั้งที่คุ้มค่าและสะดวก
ต่อประชาชน มีเป้าประสงค์ให้ประชาชน, การจัดการเลือกตั้งให้เป็นที่ยอมรับ สร้างระบบการคัดกรองและกลไกตรวจสอบบุคลากรเลือกตั้งทุกระดับให้น่าเชื่อถือ, การจัดการเลือกตั้งที่ประชาชนมีส่วนร่วม ในการจัดการ กำกับ และตรวจสอบการเลือกตั้งในทุกขั้นตอนอย่างมีคุณภาพ, การส่งเสริมและสร้างความเข้มแข็งให้แก่พรรคการเมืองและองค์กรทางการเมือง บนพื้นฐานนโยบายที่เป็นประโยชน์ต่อสังคม และการพัฒนาองค์การสู่ความเป็นมืออาชีพ
---------
สปท. ประชุมเชิงปฏิบัติการ "ขับเคลื่อนสืบสานศาสตร์พระราชา" วางกลไกการมีส่วนร่วมระดับท้องถิ่น - ระดับชาติ 

นายปานเทพ กล้าณรงค์ราญ ประธานกรรมการขับเคลื่อนสืบสานศาสตร์พระราชา เป็นประธานเปิดการประชุมเชิงปฏิบัติการ "ขับเคลื่อนสืบสาน ศาสตร์พระราชา" และกล่าวต้อนรับผู้เข้าร่วมประชุม ซึ่งประกอบด้วย คณะกรรมการขับเคลื่อนสืบสานศาสตร์พระราชา คณะอนุกรรมการศึกษาปรัชญา ทฤษฎีแห่งศาสตร์พระราชา คณะอนุกรรมการดำเนินการตามศาสตร์พระราชา คณะอนุกรรมการกลไกการมีส่วนร่วมสืบสานศาสตร์พระราชาอย่างยั่งยืน และกลุ่มผู้ริเริ่มขับเคลื่อนการจัดการน้ำตามศาสตร์พระราชา ที่ห้วยกระแทก จ.ลพบุรี “ป่าสักโมเดล” จัดโดยคณะอนุกรรมการกลไกการมี

ส่วนร่วมสืบสาน ศาสตร์พระราชา อย่างยั่งยืน ในคณะกรรมการขับเคลื่อนสืบสานศาสตร์พระราชา ซึ่งมี นายวิวัฒน์ ศัลยกำธร เป็นประธานอนุกรรมการฯ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อกำหนดกลไกการมีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนสืบสานศาสตร์พระราชาในระดับท้องถิ่น และระดับชาติ อย่างยั่งยืน ในการนี้ ได้จัดนิทรรศการนำเสนอผลการดำเนินงานของภาคส่วนต่าง ๆ ที่ร่วมกันขับเคลื่อนสืบสานศาสตร์พระราชา ภายในห้องประชุมด้วย
--------
วิทยาลัยการทัพบก จัดสัมมนา เรื่อง "บทบาทของชาติมหาอำนาจที่มีผลกระทบต่อการกำหนดยุทธศาสตร์ของประเทศไทย" 

วันนี้ ที่ ณ สโมสรทหารบก วิภาวดี วิทยาลัยการทัพบก จัดสัมมนา เรื่อง "บทบาทของชาติมหาอำนาจที่มีผลกระทบต่อการกำหนดยุทธศาสตร์ของประเทศไทย" โดยมี พล.อ.สุภกิจ นุตสถิตย์ รองผู้บัญชาการทหารสูงสุด และ ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล รัฐมนตรีช่วยว่ากระทรวงศึกษาธิการ บรรยายพิเศษ เรื่อง ความสัมพันธ์ของไทยกับมหาอำนาจ

พร้อมกันนี้ ยังมีการสัมมนาเรื่อง บทบาทชาติมหาอำนาจที่มีผลกระทบต่อยุทธศาสตร์ของประเทศไทย โดย มี นายปณิธาน วัฒนายากร ที่ปรึกษา พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม นายสุรพงษ์ ชัยนาม อดีตเอกอัครราชทูต 5 ประเทศ และ พ.อ.ดร.เศรษฐพงค์ มะลิสุวรรณ รองประธานกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.)            
----------
รอง ผบ.สส. เปิดการสัมมนา "บทบาทของชาติมหาอำนาจที่มีผลกระทบต่อการกำหนดยุทธศาสตร์ของประเทศไทย"

พล.อ.สุภกิจ นุตสถิตย์ รองผู้บัญชาการทหารสูงสุด เป็นประธานกล่าวเปิดการสัมมนา "บทบาทของชาติมหาอำนาจที่มีผลกระทบต่อการกำหนดยุทธศาสตร์ของประเทศไทย" ว่า ในปัจจุบันการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมและสถานการณ์ของโลกในด้านต่าง ๆ ที่เป็นอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะด้านเทคโนโลยีและสารสนเทศ ซึ่งการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ ประเทศมหาอำนาจมักจะเป็นผู้ที่มีบทบาทสำคัญและมีอิทธิพลเป็นอย่างมาก ดังนั้น การสัมมนาในหัวข้อดังกล่าวนี้ จึงเป็นประเด็นที่น่าสนใจและสอดคล้องกับสถานการณ์โลกในปัจจุบันเป็นอย่างมาก

นอกจากนี้ ยังสอดรับนโยบายของรัฐบาลและกองทัพ ในการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ ยุทธศาสตร์ทหาร ตลอดจน ยุทธศาสตร์ของแต่ละเหล่าทัพ อีกด้วย
////////////
คดีไซซะนะ

พล.อ.ประวิตร ยันคดี "ไซซะนะ"ยึดขั้นตอนกฎหมาย มั่นใจ จนท. มีหลักฐาน ประสาน สปป.ลาว ต่อเนื่อง ชี้ สื่อโซเชียลพยายามทำให้แตกแยกพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการขับเคลื่อนและปฏิรูปการบริการราบการแผ่นดิน คณะที่ 5 ที่ตึกสันติไมตรี ภายในทำเนียบรัฐบาล โดยก่อนเข้าร่วมการประชุม พล.อ.ประวิตร ได้กล่าวถึงกรณีสื่อโซเชียลมีเดียในประเทศลาวกดดันให้ประเทศไทยปล่อยตัว นายไซซะนะ แก้วพิมมา เนื่องจากยังไม่มีหลักฐานที่ชัดเจน ว่า เรื่องดังกล่าวนี้เจ้าหน้าที่มีพยานหลักฐาน แต่ถ้าหากไม่มีพยานหลักฐานทางเจ้าหน้าที่ก็ต้องปล่อยตัว ขออย่ากังวล เพราะจะมีการประสานงานระหว่างกัน สำหรับสื่อโซเชียลนั้น
ไม่ได้เกี่ยวข้องกับเจ้าหน้าที่โดยตรง แต่เป็นสื่อที่พยายามเขียนให้เกิดความแตกแยก
----------
"ทักษิณ" ส่งทนายแจ้งความฟ้องหมิ่นประมาท คนตัดต่อภาพคู่ "ไซซะนะ" เผยแพร่ในโซเชียลมีเดีย        

นายนพดล ปัทมะ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวว่า ตามที่มีการตัดต่อภาพ นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ใส่แทนบุคคลอื่นในวันที่เจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าจับกุม นายไซซะนะ แก้วพิมพา ในคดียาเสพติดที่สนามบินสุวรรณภูมิ และได้เผยแพร่ภาพดังกล่าว เพื่อยุยงให้เกิดความเกลียดชังว่าทั้งหมดเป็นกระบวนการใส่ร้ายที่มีมาอย่างต่อเนื่อง เช่นเดียวกับกรณีระเบิดที่ราชประสงค์ หรือกรณีระเบิดที่ภาคใต้ เป็นต้น ซึ่งเรื่องดังกล่าวเป็นการใส่ร้ายป้ายสี นายทักษิณ อย่างไร้คุณธรรม และที่ผ่านมา นายทักษิณ ได้พยายามอดทน และให้อภัยมาโดยตลอด แต่ขบวนการทำลายก็ยังมีอย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้ นายนพดล ระบุว่า นายทักษิณ ได้มอบหมายให้ทนายความไปแจ้งความเพื่อให้ดำเนินคดีกับผู้บิดเบือนตัดต่อภาพ และ โพสต์ข้อความใส่ร้ายทำให้เกิดความเสียหาย รวมทั้งดำเนินคดีกับผู้ที่แชร์
ภาพต่อ ซึ่งถือเป็นความผิดอาญาตามประมวลกฎหมายอาญาและ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ และขอเรียกร้องให้ยุติการแชร์ภาพตัดต่อ ดังกล่าว

อย่างไรก็ตาม ส่วนตัวเชื่อว่าการปรองดองจะสำเร็จนั้นไม่ใช่เฉพาะในหมู่นักการเมืองเท่านั้น คนบางกลุ่มที่ยังแบ่งฝักแบ่งฝ่ายต้องร่วมมือด้วย เริ่มจากการเอาความเกลียดชังออกจากใจตนเอง เคารพสิทธิ์ของคนอื่นและไม่นำความเท็จมาใส่ร้ายกันเพราะประเทศบอบช้ำจากการใส่ร้ายป้ายสีและวาทกรรมสร้างความเกลียดชังมามากแล้ว
---------
////////////
รัฐธรรมนูญ

"มีชัย" โยนนายกรัฐมนตรี แจงเนื้อหาแก้รัฐธรรมนูญ ไม่ขอคาดเดาวันเลือกตั้ง พร้อมย้ำร่างกฎหมายลูกตามกรอบเวลา

นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ให้สัมภาษณ์ก่อนการประชุม กรธ. โดยปฏิเสธที่จะเปิดเผยการปรับแก้เนื้อหาในร่างรัฐธรรมนูญตามข้อสังเกต โดยระบุให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช. เป็นผู้ชี้แจงเอง พร้อมกล่าวถึงกรณีที่ นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายกฎหมาย ระบุว่า จะต้องใช้เวลาอย่างน้อย 1 ปี จึงจะมีการเลือกตั้งได้ว่า ขณะนี้ยังไม่สามารถคาดเดาได้ เพราะกรอบเวลาการเลือกตั้ง จะเริ่มนับ 1 ได้ ก็ต่อเมื่อร่างรัฐธรรมนูญ มีผลบังคับใช้ ซึ่งขณะนี้ยังไม่เริ่ม แต่ กรธ. จะยังคงเดินหน้าจัดทำกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ รวมทั้งที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งให้แล้วเสร็จตามกรอบเวลา และจะสามารถเสนอต่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติ หรือ สนช. ได้ทันที หลังร่างรัฐธรรมนูญประกาศใช้

อย่างไรก็ตาม ร่าง พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเลือกและ ร่าง พ.ร.ป.กกต. จะต้องกำหนดกรอบเวลาให้ทั้ง 2 องค์กร ในการปรับตัวให้สอดคล้องกับกฎหมายใหม่ และเตรียมพร้อมสู่การเลือกตั้ง ซึ่งขณะนี้ ยังไม่สามารถกำหนดได้ เพราะร่างกฎหมายที่ กรธ. ยกร่างไปนั้น จะต้องผ่านการพิจารณาจาก สนช. ก่อน ซึ่งอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้
-----------
"มีชัย" ยัน กรธ. พยายามหาแนวทางเขียนกฎหมายลูกว่าด้วยองค์กรอิสระ ให้ทำงานง่าย ไม่ซ้ำซ้อน

นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ กล่าวถึงความคืบหน้าการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยองค์กรต่าง ๆ ว่า ขณะนี้ ได้ทยอยเชิญองค์กรอิสระ มาให้ข้อมูล และ กรธ. กำลังหาแนวทางให้การทำงานขององค์อิสระต่าง ๆ ไม่ซ้ำซ้อนกัน โดยจะให้แต่ละหน่วยงานไปหารือขอบข่ายงาน เพราะที่ผ่านมาองค์กรอิสระต่างคนต่างทำงาน ทั้งที่บางกรณีเป็นเรื่อง
เดียวกัน

ส่วนการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เบื้องต้นมีแนวโน้มให้การพิจารณาคดีทุจริต สามารถกระทำการลับหลังจำเลย
ได้ หากจำเลยไม่มาศาล แต่ยังสามารถส่งทนายความมาแทนได้ ซึ่งวิธีนี้จะดีกว่าการพักอายุความ เพราะการพิจารณาคดีทุจริตออกไปนาน อาจทำให้พยานหลักฐานไม่สมบูรณ์ได้
---------------
กรธ. เตรียมเชิญ ปปช. แจงปมเพิ่มเนื้อหาร่างกฎหมายลูก แนะต้องเขียนให้ทำงานด้านทุจริตมีประสิทธิภาพ

นายอุดม รัฐอมฤต โฆษกกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ  (กรธ.) แถลงว่า กรธ. เตรียมเชิญตัวแทนกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เข้าให้ข้อมูลหลังพบว่า ร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต ป.ป.ช.จัดทำ 240 มาตรา มีการเพิ่มเติมเนื้อหาใหม่เข้ามา เช่น เรื่องอำนาจการตรวจสอบ เจ้าหน้าที่ในองค์การระหว่างประเทศ จึงต้องการทราบเหตุผลที่เพิ่มเติมเข้ามา และ ป.ป.ช. ยัง เขียนกฎหมายฟุ่มเฟือย สะท้อนว่า ไม่มีประสิทธิภาพในการ ปราบปรามการทุจริต มีการกำหนดขั้นตอนไว้เยอะเกินไป ซึ่งอาจทำให้การตรวจสอบทุจริตต้องใช้เวลานาน ดังนั้น ควรปรับเปลี่ยนให้การทำงานมีประสิทธิภาพและบรรลุผลได้

ส่วนการสรรหาบุคคลเข้ามาเป็น กรรมการ ป.ป.ช. กรธ.เห็นว่าต้องอิงองค์กรอิสระอื่นๆ ด้วย จึงจะใช้เช่นเดียวกับกับกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ขณะที่การดำรงตำแหน่งของกรรมการ ป.ป.ช.ชุดปัจจุบัน ในร่างของ ป.ป.ช.กำหนดให้อยู่จนครบวาระ แต่กรธ.เห็นว่า ตามหลักการควรจะเป็นแบบเดียวกับ กกต.

-------------
"วิษณุ" แจง จะมีเลือกตั้งใน 1 ปี แค่ประมาณการ ชี้มีหลายอย่างต้องเตรียมการ -ปลดล็อกพรรคฯ ขึ้นอยู่กับ คสช.

นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีที่ได้กล่าวปาฐกถาพิเศษ เรื่อง การปฏิรูปกฎหมายไทยบนเวทีโลก ตอนนี้ว่า การเลือกตั้งจะเกิดขึ้นในอีก 1 ปี นับจากวันนี้ว่า คำพูดดังกล่าวเป็นเพียงการประมาณการเท่านั้น ไม่ได้เจาะจงว่าต้อง 365 วัน ซึ่งเมื่อนำรัฐธรรมนูญขึ้นเกล้าทูลฯ ถวายและทรงลงพระปรมาภิไธยแล้ว มีบางอย่างที่ต้องดำเนินการทันที เช่น ม.77 ที่กำหนดให้การออกกฎหมายทุกครั้งจะต้องรับฟังความคิดเห็นจากประชาชน ซึ่งยอมรับว่าจะทำให้การออกกฎหมายทำได้ยากขึ้น เพราะจะต้องมีการรับฟังความคิดเห็นทุกครั้ง เพื่อนำข้อมูลไปพิจารณาอีกครั้ง จึงไม่อยากให้นิ่งนอนใจ เพราะมีหลายอย่างต้องเตรียมการก่อนมีการเลือกตั้ง ซึ่งหากในอนาคตมีหน่วยงานใดไม่ยอมปฏิบัติตาม ม.77 อาจนำไปสู่ฟ้องร้องเพราะถือเป็นการบกพร่องทางวินัย แต่คงไม่เข้าข่ายความผิด ม.157 ประมวลกฎหมายอาญา ส่วนพรรคการเมืองจะสามารถดำเนินการกิจกรรมได้เมื่อไรนั้น เป็นเรื่องที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ จะพิจารณาส่วนตัวไม่ทราบ
-----------------
"วิษณุ" บรรยายพิเศษ เรื่อง “ความคาดหวังของผู้บริหารต่อผู้ตรวจราชการ” ชี้ เป็นกลไกสำคัญของฝ่ายบริหาร

นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมาย กล่าวบรรยายพิเศษ เรื่อง “ความคาดหวังของผู้บริหารต่อผู้ตรวจราชการ” ในการฝึกอบรมการเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจในบทบาทหน้าที่ของผู้ตรวจราชการ ตอนหนึ่งว่า ผู้ที่จะมาเป็นผู้ตรวจราชการจะต้องอยู่ในตำแหน่งสูงสุดของแต่ละกระทรวงก่อน เพราะถือว่าเป็นตำแหน่งที่มีความความสำคัญอย่างมาก จึงจำเป็นที่จะต้องรื้อระบบทั้งหมด ซึ่งขณะอยู่ระหว่างการศึกษารายละเอียด

ทั้งนี้ นายวิษณุ ยังระบุ ในอดีตโบราณเจ้าเมืองจะเป็นผู้ที่มีอำนาจสูงสุด ซึ่งหากคัดเลือกบุคคลมาอย่างดี ก็ไม่จำเป็นต้องมีผู้ตรวจราชการ และเมื่อเจ้าเมืองเสียชีวิตลงไป ลูกชายก็จะขึ้นแทนทันที แต่ในปัจจุบันไม่สามารถทำได้

อย่างไรก็ตาม การตรวจราชการแบบบูรณาการเป็นกลไกสำคัญของฝ่ายบริหารที่ได้มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เป็นเครื่องมือในการสะท้อนผลการปฏิบัติงานในภาพรวมของทุกกระทรวงว่ามีความเชื่อมโยงและสอดคล้องกันมากน้อยเพียงใด เป็นไปตามนโยบายของรัฐบาลหรือไม่
--------------
/////////////
ท่าทีต่างประเทศ

กกต. พอใจ KPI ประเมินผลปฏิบัติงานรอบ 3 เดือน มุ่งมั่นทำให้ดีขึ้น เพิ่มประสิทธิภาพบุคลากร

นายภูมิพิทักษ์ กองแก้ว ผู้ทรงคุณวุฒิ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) รักษาการรองเลขาธิการ กกต.ด้านกิจการบริหารกลาง เปิดเผยถึงผลการประชุม กกต. ว่า ที่มีมติรับทราบรายงานผลการปฏิบัติงานตามคำรับรองการปฏิบัติงาน และผลการประเมินตนเองรายตัวชี้วัด (Self Assessment Report : SAR) ซึ่งได้จัดให้มีพิธีลงนามบันทึกคำรับรองตัวชี้วัดและค่าเป้าหมายการประเมินผลการปฏิบัติงาน (KPI) ระหว่างเลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง และรอง เลขาฯ กกต. ทุกด้าน ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาการเมืองและการเลือกตั้ง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน

ทั้งนี้ คำรับรองการปฏิบัติงานและผลการประเมินตนเองรายตัวชี้วัด (KPI) ประกอบด้วย 16 ตัวชี้วัด จาก 5 ด้านกิจการ ได้แก่ ด้านกิจการบริหารงานเลือกตั้ง เช่น การจัดการเลือกตั้งและการออกเสียงประชามติที่สุจริตและเที่ยงธรรม โดยการพัฒนานวัตกรรมการเลือกตั้งและการออกเสียงประชามติ ด้านกิจการการมีส่วนร่วม เสริมสร้างความรู้ประชาธิปไตย การรณรงค์สร้างจิตสำนึกและวิถีประชาธิปไตย, รณรงค์หมู่บ้านไม่ขายเสียง, เสริมสร้างเครือข่ายความร่วมมือกับองค์การเอกชน, ด้านกิจการสืบสวนสอบสวนและวินิจฉัย โดยการเพิ่มประสิทธิภาพบุคลากรด้านการสืบสวนสอบ วินิจฉัยและการดำเนินคดีในศาล ด้านกิจการบริหารกลาง ศึกษาวิเคราะห์กรอบอัตรากำลังบุคลากรของสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง ด้านกิจการพรรคการเมืองและการออกเสียงประชามติ เพื่อพัฒนาพรรคการเมืองสู่ความเป็นสถาบันการเมือง ซึ่งปรากฏว่าผลการประเมินในรอบ 3 เดือน (ระหว่างวันที่ 1 ตุลาคม – 31 ธันวาคม 2559) ระดับที่ 1 ค่าเป้าหมายเต็ม 1 ผลการประเมินค่าเป้าหมายในภาพรวมเท่ากับ 0.82 ถือว่าเป็นที่น่าพอใจ
--------
กตต. แจงข้อห่วงใยข้าหลวงใหญ่เพื่อสิทธิมนุษยชน ปม ม.112 ย้ำ มีไว้เพื่อปกป้องสถาบัน มิได้มีแรงจูงใจจากการเมือง - คดี "ไผ่ ดาวดิน" อยู่ในชั้นศาล รบ. แทรกแซงไม่ได้

กระทรวงการต่างประเทศ ชี้แจงกรณีสำนักงานข้าหลวงใหญ่เพื่อสิทธิมนุษยชนแห่งองค์การสหประชาชาติ ได้แสดงความเชิงแสดงความเป็นห่วงกังวลเกี่ยวกับการบังคับใช้ประมวลกฎหมายอาญา
มาตรา 112 ว่า สถาบันพระมหากษัตริย์เป็นสถาบันหลักของชาติที่สร้างความมั่นคงเป็นปึกแผ่น ประชาชนชาวไทยเคารพเทิดทูนยาวนานกว่า 700 ปี ถึงปัจจุบัน ซึ่งสถาบันพระมหากษัตริย์มีบทบาทสำคัญการที่ไทยหรือชาติใด ๆ จะตรากฎหมายที่เหมาะสมเพื่อการปกป้องคุ้มครองสถาบันฯ จึงเป็นเรื่องปกติสามัญที่ชนในชาติพึงเคารพยึดปฏิบัติ กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ หรือ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 เป็นส่วนหนึ่งของประมวลกฎหมายอาญาที่มีวัตถุประสงค์เพื่อคุ้มครองพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท และผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ จากการกระทำฐานหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรืออาฆาตมาดร้าย ในลักษณะเดียวกับกฎหมายหมิ่นประมาทที่ให้ความคุ้มครองบุคคลทั่วไป มิได้มีวัตถุประสงค์ เพื่อการลิดรอนเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นแต่อย่างใด ทั้งนี้ การดำเนินคดีตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 มิได้มีแรงจูงใจทางการเมืองแต่อย่างใด ตลอดจนประเทศไทยเคารพและให้ความสำคัญกับเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นแต่ต้องไม่ขัดต่อกฎหมาย ไม่กระทบความสงบเรียบร้อยและสันติสุขในสังคม และต้องไม่ละเมิดสิทธิหรือชื่อเสียงของผู้อื่นตามที่ได้บัญญัติไว้ใน มาตรา 19 (3) ของกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมืองดังนั้น ม.112 จึงไม่ได้ขัดแย้งกับกฎหมายระหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิมนุษยชนแต่อย่างใด

ส่วนกรณี นายจตุภัทร บุญภัทรรักษา (ไผ่ ดาวดิน) ซึ่งถูกดำเนินคดีตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 และ พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ นั้น คดีดังกล่าวยังอยู่ในชั้นการพิจารณาของศาลซึ่งเป็นกระบวนการอิสระที่รัฐบาลไม่อาจแทรกแซงได้ ทั้งนี้ นายจตุภัทร เคยได้รับการประกันตัวเมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2559 แต่ต่อมาถูกถอนประกันเนื่องจาก นายจตุภัทร ได้กระทำผิดซ้ำ ซึ่งขัดต่อเงื่อนไขการประกันตัว
///////////
เงินคงคลัง

"กรณ์" ชี้ เงินคงคลังเหลือน้อยเรื่องปกติของการบริหารเงินสด แนะ จับตาใช้จ่ายรัฐ เหตุขาดดุลสูง - จัดงบกลางปีต้องระวังนายกรณ์ จาติกวณิช อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า รัฐบาลได้ชี้แจงถึงกรณีที่มีการวิจารณ์ว่าเงินคงคลังของรัฐบาลเหลือน้อยว่า ไม่ส่งผลต่อความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจ แต่เป็นเรื่อง

การบริหารเงินสด ซึ่งบางช่วงที่มีการเบิกจ่ายมาก ก็ทำให้เงินสดที่เก็บในลิ้นชักน้อยลง เมื่อมีรายได้เข้ามาหรือสามารถกู้ยืมเพิ่มเติมได้ ก็จะทำให้เงินคงคลังกลับมาอยู่ที่สี่แสนกว่าล้านเช่นเดิม จึงไม่คิดว่าจะเป็นปัญหา แต่ที่ติดตามคือการเบิกจ่ายงบประมาณซึ่งในปีนี้ เป็นปีที่ขาดดุลงบประมาณค่อนข้างมาก และมีงบประมาณกลางปีด้วยต้องมีความระมัดระวัง จึงต้องจับตาดูว่าการใช้เม็ดเงินนี้ส่งผลต่อประเทศระยะยาวและทำอย่างระมัดระวังหรือไม่ ซึ่งนายกรัฐมนตรีก็คงตระหนักเรื่องนี้อยู่แล้ว

จับตาวิกฤติทวีคูณโรงไฟฟ้า

จากกรณีที่ วีระศักดิ์ พึ่งรัศมี อธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ กระทรวงพลังงาน ได้ชี้แจงกรณีที่ แหล่งก๊าซซอติก้าและยาดานา ของ ประเทศเมียนมา จะต้องหยุดการผลิตเพื่อซ่อมบำรุงระหว่าง 3-12 ก.พ.นี้จะทำให้ก๊าซหายไปจากระบบวันละ 610 ล้านลูกบาศก์ฟุต ซึ่งอาจจะกระทบต่อค่าไฟฟ้า มีการรับมือโดยการเร่งผลิตก๊าซ LNG ในอ่าวไทยเพิ่มขึ้นจากวันละ 500 ล้านลูกบาศก์ฟุต เป็น 800 ล้านลูกบาศก์ฟุต

ส่วนแหล่ง ยาดานา จะปิดซ่อมบำรุงระหว่าง 25 มี.ค.-3 เม.ย. ก๊าซธรรมชาติจะหายไปจากระบบวันละ 1,100 ล้านลูกบาศก์ฟุต และส่งผลกระทบกับค่าไฟฟ้าแน่นอนเนื่องจากเป็นแหล่งก๊าซที่ใช้หล่อเลี้ยงโรงไฟฟ้าในภาคตะวันตก โดยเฉพาะโรงไฟฟ้าราชบุรี ที่เป็นหัวใจหลักในการส่งกระแสไฟฟ้าไปใช้ในภาคใต้

ทั้งนี้จะต้องเพิ่มการผลิตก๊าซจากอ่าวไทยจากวันละ 500 ลูกบาศก์ฟุตเป็น 1,000 ลูกบาศก์ฟุต แต่ก็ยังไม่พอเพียงต้องนำเข้าน้ำมันเตามาใช้ในการผลิตไฟฟ้าอีก 89.7 ล้านลิตร น้ำมันดีเซลอีกกว่า 16.2 ล้านลิตร
อย่างไรก็ตาม ในช่วงเดือน เม.ย.มี แหล่งก๊าซในอ่าวไทย ที่ต้องปิดซ่อมบำรุงเช่นกันคือ แหล่งบงกชใต้ ทำให้ก๊าซหายไปจากระบบวันละ 320 ล้านลูกบาศก์ฟุต แหล่งไพลินใต้ ก๊าซหายไปจากระบบวันละ 210 ล้านลูกบาศก์ฟุต และ แหล่งยาดานา จะหายไปประมาณวันละ 250 ล้านลูกบาศก์ฟุต

เพราะฉะนั้นการคิดค่าไฟตามสูตรอัตโนมัติจึงเพิ่มขึ้น เป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ที่สำคัญกว่าคือ มีความเสี่ยงที่จะต้องเจอกับปัญหาไฟฟ้าดับในภาคใต้อีกระลอก เพราะในภาคใต้ยังไม่มีแหล่งไฟฟ้าสำรอง และมักจะเกิดไฟฟ้าดับขึ้นทุกครั้งที่มีการปิดซ่อมแหล่งก๊าซธรรมชาติในช่วงนี้

ปัญหา วิกฤติพลังงานไทยในอนาคต เป็นเรื่องที่ต้องนำมาปรับแผนรับมือกันใหม่ จากอุปสรรคและปัจจัยที่เกิดจาก กฎหมายปิโตรเลียม 2 ฉบับ ยังขึ้นคานอยู่ในการพิจารณาของ สนช. ที่เลื่อนการพิจารณามาถึง 5 ครั้งแล้ว ทำให้การสัมปทานแหล่งก๊าซในอ่าวไทยและในบริเวณอื่นต้องชะลอไปด้วยโดยอัตโนมัติ
นั่นหมายถึง การผลิตก๊าซธรรมชาติจะลดลงไปทุกปี จนกว่าจะหมดอายุสัมปทานเช่น แหล่งบงกชและเอราวัณ ที่จะหมดสัมปทานในปี 2565 และ 2566 ตามลำดับ

เฉพาะที่เราต้องอาศัย แหล่งก๊าซธรรมชาติจากประเทศเพื่อนบ้าน ก็เป็นการบ้านที่ต้องคิดหนัก ไม่ว่าเหตุใดก็ตามถ้าแหล่งก๊าซจากประเทศเพื่อนบ้านหยุดผลิตหรือหยุดส่งให้ประเทศไทย อะไรจะเกิดขึ้น เป็นเรื่องที่สุดวิสัยของการควบคุม ที่แม้แต่รัฐบาลก็ไม่สามารถไปทำอะไรได้

เมื่อให้สัมปทานแหล่งก๊าซไม่ได้ สร้างโรงไฟฟ้าในภาคใต้เพิ่มก็ไม่ได้ เพราะมีแต่พวกประท้วงไม่ลืมหูลืมตา ทุกข์ของชาวบ้านที่ต้องจ่ายค่าไฟฟ้าแพงก็เป็นอีกเรื่อง แต่ถ้าไม่มีไฟฟ้าใช้ ทั้งเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมของประเทศพินาศในพริบตาเดียวระหว่างผลประโยชน์ของเอ็นจีโอที่ออกมาคัดค้านกับผลประโยชน์ของคนทั้งประเทศ

รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ต้องตัดสินใจเลือก.
หมัดเหล็ก
mudlek@hotmail.com

รัฐบาลถังแตกจริงไหม

กำลังทอล์กกันให้แซ่ด รัฐบาลถังแตกจริงไหม เมื่อ กรมสรรพสามิตขึ้นภาษีน้ำมันเครื่องบินและน้ำมันเครื่อง เพื่อหารายได้เพิ่ม 8,000 ล้านบาท เนื่องจาก 3 เดือนแรกของงบปี 60 ถึงเดือนธันวาคม รายได้ติดลบอยู่ 5,000 ล้านบาท ในการทำงบกลางปีเพิ่มอีก 190,000 ล้านบาท ก็มีการตั้งงบ “คืนเงินคงคลัง” ถึง 27,000 ล้านบาท

ร้อนถึง พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกรัฐบาล ต้องออกมาแถลงว่า ไม่จริงรัฐบาลไม่ได้ถังแตก ณ เดือนธันวาคม 2559 รัฐบาลมีเงินคงคลังเหลือ 74,907 ล้านบาท (ถือว่าต่ำสุดในรอบหลายปีที่ผ่านมา) ยิ่งทำให้ตกใจกันใหญ่

คุณเดชรัต สุขกำเนิด หัวหน้าภาควิชาเศรษฐศาสตร์ฯ มหาวิทยาลัยเกษตรฯ ได้โพสต์ในเฟซบุ๊กว่า ขอช่วยโฆษกชี้แจงเพิ่มเติม “ตอนเดือนกันยายน 2557 หลังจากรัฐบาล คสช. เข้ารับตำแหน่งใหม่ รัฐบาลมีเงินคงคลัง 495,747 ล้านบาท ผ่านไป 2 ปีกว่า เงินคงคลังรัฐบาลเหลืออยู่ 74,907 ล้านบาท ณ สิ้นเดือนธันวาคมที่ผ่านมา เพราะฉะนั้นรัฐบาลยังไม่ถังแตกครับ แค่เงินคงคลังลดลงไป 420,840 ล้านบาท เท่านั้นเอง

ยังไม่นับรวมในระหว่างเดือน ก.ย.57 ถึง ธ.ค.2559 รัฐบาล คสช.ได้กู้ยืมเงินเพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณอีก 744,187 ล้านบาท นึกไม่ออกเลยจริงๆว่า ถ้าได้รับโอกาสบริหารประเทศไปอีก 15 ปี ฐานะการคลังของประเทศจะเป็นอย่างไร เอวังก็มีด้วยประการฉะนี้”

เมื่อนักข่าวเอาไปถาม พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ก็ทำเอานายกฯตู่ มีอารมณ์หงุดหงิด จนนักข่าวต้องปลอบ ให้นายกฯ ใจเย็นๆ นายกฯก็ตอบว่า ใจเย็นอยู่แล้ว

ต่อมา คุณอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รัฐมนตรีคลัง ได้แถลงยืนยันว่า รัฐบาลไม่ได้ถังแตกจนต้องขึ้นภาษีสรรพสามิต แต่ขึ้นเพื่อความยุติธรรมและลดความเหลื่อมล้ำ ภาษีน้ำมันประเภทอื่นปรับขึ้นไป 3-6 บาทต่อลิตร ดีเซลอยู่ที่ 5 บาทต่อลิตร คนโดยสารรถ บขส. เสียภาษีลิตรละ 5 บาท คนโดยสารเครื่องบินเสียภาษีเพียงลิตรละ 20 สตางค์

แต่เงินคงคลังลดเหลือ 7 หมื่นล้านบาท รัฐมนตรีคลัง ยอมรับว่าเป็นเรื่องจริง แต่เป็นไปตามนโยบายที่เพิ่งมอบหมายให้ กรมบัญชีกลาง ไปรักษาระดับเงินคงคลัง ให้อยู่ในระดับต่ำที่สุดเท่าที่จะรับได้ เพื่อ ประหยัดรายจ่ายดอกเบี้ย ที่รัฐบาลไปกู้เงินคงคลังมาไว้ โดยที่ยังไม่จำเป็นต้องจ่าย ปัจจุบันเงินคงคลัง 100,000 ล้านบาท ต้องจ่ายดอกเบี้ย 2,000 ล้านบาท กรมบัญชีกลางเสนอว่า เงินคงคลังควรอยู่ที่ 50,000–100,000 ล้านบาท ระดับ 100,000 ล้านบาทก่อนจ่ายเงินเดือนและค่าสวัสดิการต่างๆ เมื่อจ่ายแล้วเหลือ 50,000 ล้านบาท

(ผมรู้สึกว่า กรมบัญชีกลาง จะ “ประมาท” มากไปหน่อย “ไม่เผื่อวิกฤติ” เอาไว้เลย)

รัฐมนตรีคลัง บอกว่า หลักการเงินคงคลัง จะเตรียมเงินไว้ใช้ล่วงหน้าประมาณ 2 สัปดาห์ หากเกิดเหตุการณ์ที่ประเทศจำเป็นต้องใช้เงิน เราก็ยังมีช่องทางในการกู้เงินอีกมาก เรายังมีวงเงินกู้ระยะสั้นอีกประมาณ 80,000 ล้านบาท ปีงบประมาณที่ผ่านมาเราขาดดุล 3.9 แสนล้านบาท มีการกู้จริงเพียงแสนล้านบาท ทำให้มีวงเงินกู้ส่วนนี้รวมแล้วเกือบ 3 แสนล้านบาท เพียงพอรองรับการใช้เงินของประเทศแน่นอน
เงินคงคลังคืออะไร ชาวบ้านทั่วไปอ่านแล้วอาจจะงงๆ ผมขออธิบายสั้นๆว่า

เงินคงคลัง คือ เงินสดและเงินฝากของกระทรวงการคลัง นั่นเอง พูดง่ายๆก็คือ “เงินออมของประเทศ” ถ้าปีไหนรัฐบาลมีรายได้สูงกว่ารายจ่าย ก็มีเงินเหลือเก็บ มีรายได้มาก เงินก็เหลือมาก มีรายได้น้อย เงินก็เหลือน้อย แต่ถ้าปีไหนมีรายได้ต่ำกว่ารายจ่าย ก็ต้องเอาเงินคงคลังออกมาใช้

การที่เงินคงคลังลดลงจาก 495,747 ล้านบาท เหลือ 74,907 ล้านบาท ในเวลาเพียงสองปีเศษ แสดงว่าที่ผ่านมารัฐบาลมีรายจ่ายมากกว่ารายได้ จึงต้องเอาเงินคงคลังมาใช้มาก

ผมไม่มีความรู้ว่า เงินคงคลังที่มั่นคง จะต้อง มีกี่เปอร์เซ็นต์ของงบประมาณ แต่รู้ว่าหลักการเงินที่ดีที่สุดในโลกก็คือ Cash Is King เงินสดคือพระเจ้า ไม่ว่าจะเป็น “ธนบัตร” หรือ “เงินอิเล็กทรอนิกส์” ถ้าไม่มีเงินสดในมือ เกิดวิกฤติขึ้นมาลำบากแน่นอนครับ.
“ลม เปลี่ยนทิศ”

ผบ.สส.เยือนลาว

ผบ.สูงสุด"ปุย" ควง "บิ๊กต๊อก-บิ๊กตู่-บิ๊กโหน่ง" เยือนลาว พบ รมว.กห."จันสะหมอน" กระชับสัมพันธ์ทางทหาร
พลเอก สุรพงษ์ สุวรรณอัตถ์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด และคณะ เดินทางเยือนสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว กระชับความสัมพันธ์ 6-7กพ.2560
ที่ กระทรวงป้องกันประเทศ และทำพิธีวางพวงมาลา ณ อนุสาวรีย์นักรบนิรนาม ซึ่งเป็นอนุสาวรีย์ที่สร้างขึ้นเพื่อแสดงความเคารพและความกตัญญูต่อการสู้รบอย่างกล้าหาญของบรรพบุรุษและบรรดานักรบปฏิวัติที่เสียสละชีวิตเพื่อประเทศชาติและประชาชน จนได้รับชัยชนะและประกาศ
เอกราชเป็นสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวในวันที่ 2ธันวาคม 2518
นอกจากนี้ ได้เข้าพบ พลตรี สุวอน เลืองบุนมี รองรัฐมนตรีว่าการกระทรวงป้องกันประเทศ และหัวหน้ากรมใหญ่เสนาธิการ กองทัพประชาชนลาว เพื่อพบปะสนทนาและหารือข้อราชการ
และเช้าพบ พลโท จันสะหมอน จันยาลาด รัฐมนตรีว่าการกระทรวงป้องกันประเทศ เพื่อหารือ รวมถึงแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นระหว่างผู้บังคับบัญชาระดับสูง และกำลังพลในระดับปฏิบัติงานของกองทัพไทย ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการปฏิบัติราชการและความร่วมมือทางทหารระหว่างกองทัพของทั้งสองประเทศให้ใกล้ชิดและแน่นแฟ้นยิ่งขึ้น

ประวิตร นัดคก.ปรองดองทหารพรุ่งนี้

ปรับใหม่!!
"บิ๊กป้อม"นั่ง ประธานกรรมการอำนวยการสร้างสามัคคีปรองดองเอง ส่วน บิ๊กช้าง ปลัดกห. เป็นปธ.อนุกรรมการรับฟังความเห็น นั่งหัวโต๊ะ เชิญนักการเมืองคุย เรียงตามตัวอักษร
พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ นัด ปลัดกห.ผบ.สส.ผบ.เหล่าทัพ ประชุมคกก.อำนวยการสร้างสามัคคีปรองดอง 9กพ.ที่กลาโหม 10.00 น.โดยมีการปรับโครงสร้างใหม่ โดย บิ๊กป้อม นั่งปธ.กก.อำนวยการฯเอง 
ส่วน พลเอกชัยชาญ ช้างมงคล ปลัดกห. นั่งเป็น ปธ.อนุกก.รับฟังความเห็นฯ ที่จะทำหน้าที่ ร่วมกับ ผบ.สส. ผบ.เหล่าทัพ ในการเชิญนักการเมืองมาแสดงความคิดเห็น ที่คาดว่า จะเริ่มในสัปดาห์หน้าได้ทัน โดยเรียงตามตัวอักษร ชื่อพรรค

/////////
"‪บิ๊กป้อม" เผย เชิญพรรคการเมืองคุยเรียงตามตัวอักษร สยบข้อครหา ใครมาก่อน-หลัง เรียกประชุม กก.ปรองดองกห. 9กพ. เผย บิ๊กป้อม นั่งปธ.เอง ส่วนปลัดกห.เป็นประธานอนุกรรมการรับฟังความเห็น / ร่วมผบ.เหล่าทัพ
พลเอกประวิตร เผย เตรียมเชิญพรรคการเมือง มาแสดงความคิดเห็น ต่อคณะกก.อำนวยการ เตรียมสร้างสามัคคีปรองดอง ของ กห. เรียงลำดับตามตัวอักษร เพื่อไม่ให้มีปัญหาว่า พรรคใด จะมาด่อนมาหลัง...เผย เรียกประชุมกก.อำนวยการ มีพลเอกประวิตร เป็นประธาน เอง
ครั้งแรก 9กพ.‬นี้ที่กลาโหม เพื่อมอบแนวทางในการทำงาน กำหนดหัวข้อ10 ข้อ ในการพูดคุย โดยเอาข้อเสนอแนะของ "นพ.ประเวศ-อ.คณิต"มาใช้ในการทำงาน ด้วย และเพิ่อตั้งคณะอนุกรรมการด้านต่างๆ เพื่อเตรียมทำงาน จนถึงการส่งผลความเห็นร่วม ไปให้ ปยป.ใหญ่ ...ยันไม่มีการโต้เถียงใดๆ แค่แสดงความคิดเห็น

ส่วน คณะอนุกรรมการรับฟังความคิดเห็น ที่มี พลเอกชัยชาญ ช้างมงคล ปลัดกห. เป็นประธาน ร่วมด้วย ผบ.เหล่าทัพ ก็รับฟังอย่างเดียว...คาดสัปดาห์หน้า ยังไม่เริ่ม เชิญพรรคมาคุย ต้องให้คณะอนุกรรมการ เตรียมการก่อน

วันอังคารที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560

มาเลย์รวบชาย6คน-อุปกรณ์บึ้ม-สงสัยIS ไทยชี้มีBRNร่วมวง-ประสานขอตัว

กรณีทางการมาเลเซียจับกุมชายต้องสงสัย 6 คนพร้อมของกลางอุปกรณ์ประกอบระเบิดจำนวนมากในรัฐกลันตันซึ่งติดกับจังหวัดนราธิวาสของไทยนั้น มีข่าวจากฝ่ายความมั่นคงไทยว่าชายกลุ่มนี้น่าจะเกี่ยวข้องกับกลุ่มบีอาร์เอ็น 
kelantan2
          เจ้าหน้าที่ตำรวจรัฐกลันตัน ประเทศมาเลเซีย ได้จับกุมผู้ต้องสังสัยพร้อมอุปกรณ์ประกอบระเบิด เมื่อราววันที่ 15 มกราคม 2560 ภายในบ้านต้องสงสัยหลายหลังในพื้นที่ปาเสมัส รัฐกลันตัน ฝั่งตรงข้ามจังหวัดนราธิวาสของไทย
          ผู้ต้องสงสัยที่จับกุมได้เป็นชาย จำนวน 6 คน ส่วนของกลางมีหลายรายการ อาทิ สายชนวนจุดระเบิด แบตเตอรี่ และสารประกอบระเบิดต่างๆ โดยตำรวจมาเลเซียเชื่อว่า ผู้ต้องสงสัยทั้งหมดอาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับกลุ่มรัฐอิสลาม หรือ ไอเอส
เปิดรายละเอียดปฏิบัติการตรวจค้น
          จากการตรวจสอบเพิ่มเติมได้รายละเอียดว่า จุดที่ทำการตรวจค้นเป็นหมู่บ้านเปอโรล รายา โปโฮน บูโละห์ เมอรันตี เจ้าหน้าที่ได้เข้าค้นบ้าน 5 หลัง จับกุมผู้ต้องสงสัยได้ 4 คน คือ นายสายูตี บิน ฮารง อายุ 33 ปี นายซาอิ บิน อาลี อายุ 43 ปี นายซาการียา บิน นูร์ อายุ 40 ปี และ นายมะรอบี บิน ดามิ อายุ 47 ปี ทั้งหมดไม่มีเอกสารยืนยันภูมิลำเนา ส่วนของกลางที่ยึดได้ คือสารตั้งต้นในการผลิตระเบิด
          จากนั้น เจ้าหน้าที่ขยายผลไปยังบ้านกือแลมัส เข้าค้นบ้าน 1 หลัง สามารถจับกุมชายต้องสงสัยได้อีก 2 คน คือ นายมะรอสือดี บิน มะลี อายุ 50 ปี กับ นายไซฟูเลาะ บิล นิคอับดุลอาซิส อายุ 26 ปี ไม่มีเอกสารยืนยันภูมิลำเนาเช่นกัน    
          สำหรับของกลางที่ยึดได้ในบ้านต้องสงสัยที่ถูกตรวจค้นทั้ง 2 จุด คือ แกลลอนบรรจุสารเคมี เช่น โซเดียม คลอไรด์, ไฮโดรเจน เปอร์ออกไซด์, เอทิลแอลกอฮอล, สารซัลเฟอร์, โปแตสเซียมไนเตรท และเจลปิโตรเลียม
          นอกจากนั้นยังมีแผงวงจรอิเล็กทรอนิสก์ จำนวน 352 ชุด สวิทต์ไฟฟ้า 4 ตัว แผงวงจรไฟฟ้าที่ประกอบสมบูรณ์แล้วพร้อมใช้งาน 14 ชุด สายไฟฟ้าชนิดอ่อน สีแดงและสีแดง-ดำ ความยาว 9.6 เมตร วิทยุมือถือพร้อมเครื่องชาร์จ 2 เครื่อง กล้องส่องระยะไกล 1 ตัว  โทรศัพท์มือถือราคาถูกยี่ห้อโนเกียและซัมซุงรวม 5 เครื่อง และหนังสือแผงวงจร
ฝ่ายความมั่นคงเชื่อโยงกลุ่มป่วนใต้
          แหล่งข่าวซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ของไทย ระบุว่า รัฐกลันตันเป็นพื้นที่กบดานและเคลื่อนไหวของกลุ่มก่อความไม่สงบจากจังหวัดชายแดนใต้ โดยเฉพาะในพื้นที่ปาเสมัส ก่อนหน้านี้พบความเคลื่อนไหวของสมาชิกระดับปฏิบัติการจากอำเภอตากใบ จังหวัดนราธิวาส หลบหนีเข้าไปอาศัยอยู่ที่ปอเนาะกือแลมัส โดยลักลอบเดินทางไป-กลับผ่านช่องทางธรรมชาติ และเข้ามาปฏิบัติการในพื้นที่อำเภอตากใบ กับ อำเภอสุไหงโก-ลก จังหวัดนราธิวาส ขณะที่กือแลมัสเป็นหมู่บ้านที่ถูกทางการมาเลเซียตรวจค้นในครั้งนี้ด้วย
          เบื้องต้นหน่วยงานความมั่นคงในพื้นที่เชื่อว่า กลุ่มผู้ต้องสงสัย 6 คนที่ถูกจับกุม น่าจะเป็นเครือข่ายผู้ก่อความไม่สงบในพื้นที่ชายแดนใต้ แต่เนื่องจากตอนถูกจับใช้ชื่อมาเลย์ จึงไม่สามารถตรวจสอบกับฐานข้อมูลที่มีอยู่ได้ เชื่อว่าอุปกรณ์ประกอบระเบิดที่เจ้าหน้าที่ตำรวจมาเลเซียยึดได้ น่าจะเป็นการเตรียมประกอบระเบิดแสวงเครื่อง แล้วนำกลับเข้ามาใช้ก่อเหตุในพื้นที่จังหวัดนราธิวาสและใกล้เคียงหลังน้ำลด
แฉมีหัวหน้ากองกำลังบีอาร์เอ็นยะลา
          มีรายงานอีกกระแสหนึ่งว่า ข้อมูลการจับกุม 6 ผู้ต้องสงสัยในรัฐกลันตันนี้ถูกรายงานไปยังรัฐบาลแล้ว และกองบัญชาการตำรวจสันติบาลได้พยายามประสานกับตำรวจสันติบาลมาเลเซีย เพื่อขอตัวผู้ต้องสงสัยบางรายมาดำเนินคดีในประเทศไทย เพราะมีข้อมูลว่าบางคนหรือทั้งหมดเป็นสมาชิกบีอาร์เอ็น กลุ่มติดอาวุธที่อ้างอุดมการณ์แบ่งแยกดินแดน เคลื่อนไหวในพื้นที่ชายแดนใต้และสร้างสถานการณ์ความไม่สงบมานานกว่า 13 ปี โดยในจำนวนนี้มี 1 คนเป็นระดับหัวหน้ากองกำลังที่รับผิดชอบพื้นที่จังหวัดยะลาด้วย
          อย่างไรก็ดี ยังไม่มีท่าทีใดๆ ตอบกลับมาจากทางสันติบาลมาเลเซีย เนื่องจากเรื่องนี้ในระดับรัฐบาลถือว่าเป็นเรื่องใหญ่ ที่ผ่านมาไม่มีแถลงข่าวการจับกุมด้วย เพราะฝ่ายความมั่นคงมาเลเซียสงสัยว่าอาจมีความเชื่อมโยงกับกลุ่มไอเอส
          นอกจากนั้นเมื่อเดือนที่แล้วยังมีการจับกุมบุคคลระดับผู้นำกลุ่มเคลื่อนไหวแบ่งแยกดินแดนทางใต้ของไทย พร้อมภรรยา ฐานให้ความช่วยเหลือกลุ่มเคลื่อนไหวในฟิลิปปินส์ ซึ่งอาจโยงไอเอสเช่นกัน โดยกลุ่มเคลื่อนไหวกลุ่มนี้มีชื่อเป็นสมาชิกร่วมอยู่ใน “องค์กรร่ม” ที่พูดคุยสันติสุขกับรัฐบาลไทยอยู่ด้วย โดยมีทางการมาเลเซียเป็นผู้อำนวยความสะดวกการพูดคุย
          เหตุนี้เองปัญหานี้จึงมีความอ่อนไหวอย่างมากในมิติความมั่นคงของมาเลเซีย แม้บรรดาแกนนำบีอาร์เอ็นที่พำนักอยู่ในมาเลเซียและมีสายสัมพันธ์กับสันติบาลมาเลย์ จะพยายามขอให้ปล่อยตัว 6 ผู้ต้องสงสัยที่ถูกจับกุมในรัฐกลันตัน แต่สันติบาลมาเลเซียก็ไม่ตอบรับ ทำให้ฝ่ายบีอาร์เอ็นค่อนข้างกังวลกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น
ไทยคาดมาเลย์ไม่ส่งตัวซ้ำรอยอดีต
          หน่วยงานความมั่นคงในพื้นที่ชายแดนใต้ ประเมินว่า การขอตัวผู้ต้องสงสัยที่ถูกจับกุมได้มาดำเนินคดีในไทย เพราะเชื่อว่าเกี่ยวโยงกับกลุ่มก่อความไม่สงบในบ้านเรานั้น เป็นเรื่องยากที่มาเลเซียจะดำเนินการ เพราะก่อนหน้านี้เมื่อเดือนธันวาคม 2552 ก็มีกรณีจับกุมชายฉกรรจ์ 3 คนพร้อมอุปกรณ์ประกอบระเบิดและเครื่องกระสุนจำนวนมากในรัฐกลันตันเช่นกัน โดยทั้งสามมีภูมิลำเนาอยู่ในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ และบางรายมีหมายจับของศาลไทยด้วย แต่ทางการมาเลเซียก็ไม่ยอมส่งตัวให้
          ชายฉกรรจ์ทั้ง 3 คนคือ นายมาหะมะซีดิ อาลี, นายมามะคอยรี สือแม และ นายมะยูนิส  เจะดอเลาะ ถูกฟ้องร้องดำเนินคดีต่อศาลปาเสมัส แต่ภายหลังศาลยกฟ้องและปล่อยตัวไป

เหตุเงินคงคลังวูบ:พิชิต ลิขิตกิจสมบูรณ์

รศ.ดร.พิชิต ลิขิตกิจสมบูรณ์ อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ ระบุว่า “สาเหตุคือ ช่วงสามเดือนนั้น รายได้รัฐหดหายไป 5.2% แต่ใช้จ่ายเพิ่ม 6% (เฉพาะธ.ค. 59 เดือนเดียว รายได้รัฐหายไป 22.7%) แต่รบ.กลับกู้สุทธิเพิ่มแค่ 5 พันล้านบาทเท่านั้น
.
ผลคือในสามเดือน รบ.ขาดดุลเงินสดสูงถึง 3.7 แสนล้านบาท จนเงินคงคลังเหลือแค่ 7.5 หมื่นล้านบาท ทั้งหมดนี้เพราะกระทรวงการคลังบริหารเงินสดเข้า-ออกผิดพลาด (รายรับลดฮวบเกินคาด และไม่ได้เตรียมกู้สำรอง) หรือเป็นตามที่ รมต.คลังอ้างว่า มีนโยบายเก็บเงินสดไว้น้อยๆ ไม่กู้เงินมากองไว้ จะได้ไม่ต้องเสียดอกเบี้ยและที่ขึ้นภาษีน้ำมันเครื่องบินก็ไม่เกี่ยว เป็นอย่างไหนผู้อ่านก็คิดดูเอาเองแล้วกัน”

ความเห็นนักการเมือง กรณีใช้ ม.44 ลดโทษผู้จ่ายสินบน

ค้านคลังแก้กม.ลดโทษผู้ให้สินบน แค่ปรับ-ไม่ติดคุก

"ราเมศ" ค้าน แนวคิดคลังแก้กม.อาญา ลดโทษคนให้สินบนเหลือแค่ปรับไม่ต้องติดคุก ชี้เดินผิด สวนทางนโยบายปราบโกง ส่งเสริมทุจริตมากขึ้น กระทบฐานความผิดหลายกรณีต้องแก้หมด หวัง

รัฐบาลทบทวน ด้าน"ชาญชัย" เผยกฎหมาย ป.ป.ช.กันคนชี้ทุจริตเป็นพยานไม่ต้องรับโทษอยู่แล้ว หวั่นแก้ตามคลัง ทำล้มคดีเพียบ หมดหวังเอาผิดสินบนข้ามชาติโรลส์-รอยซ์ หลัง ป.ป.ช. อ้างต้อง

รอชื่อคนรับสินบนจากต่างชาติ ส่อซ้ำรอย "ซีทีเอ็กซ์" เตรียมเอาผิดป.ป.ช. ย้อนหลัง
     
       นายราเมศ รัตนะเชวง ฝ่ายกฎหมายพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีรมว.คลัง เตรียมเสนอให้นายกรัฐมนตรี แก้กฎหมายลดโทษผู้ให้สินบนจากจำคุกเหลือแค่โทษปรับ ว่า ตนไม่เห็นด้วย และ

เสียงของสังคมก็ไม่เห็นด้วย จึงอยากให้มีการทบทวนในเรื่องนี้ ซึ่งตนเห็นว่า ขณะนี้มีความผิดปกติหลายอย่าง ที่เกิดขึ้นกับรัฐบาล สนช. และ สปท. นายราเมศ กล่าวว่า ก่อนหน้านี้มีปัญหาเกี่ยวกับ

ร่าง พ.ร.บ.การจัดซื้อจัดจ้างหลายมาตราเอื้อทุจริต ทั้งที่ นายกฯ และนายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ ระบุว่า จะให้เป็นของขวัญกับคนไทยแต่เป็นของขวัญที่ไม่สมบูรณ์ เพราะมีการยกเว้นให้กับรัฐ

วิสาหกิจ ทั้งที่เป็นแหล่งที่มีงบประมาณ และมีการแสวงหาประโยชน์กันมากที่สุด กระทั่งเกิดกรณีรับสินบนข้ามชาติ จึงขอเรียกร้องให้นายกฯ ทบทวนเพื่อให้รัฐวิสาหกิจ มีหลักเกณฑ์ในการจัดซื้อ

จัดจ้างที่ชัดเจน โดยเสนอกฎหมายเฉพาะมาอีกหนึ่งฉบับ แทนที่จะเปิดช่องให้แต่ละรัฐวิสาหกิจไปออกระเบียบกันเอง
     
       "รัฐบาลขายฝันว่าเอาจริงกับการปราบทุจริต อยากให้ทำให้เห็นสักราย โดยเฉพาะกรณีที่มีสนช.สองคนพัวพันกับการทุจริต แต่กลับยังคงทำหน้าที่ปกติ จึงมีข้อสงสัยว่า มีการปิดตาข้างหนึ่งหรือ

ไม่ นอกจากนี้กระทรวงการคลัง ยังเสนอให้ลดโทษคนให้สินบนโดยอ้างต่างประเทศ ไม่อยากให้เกิดความสับสน โดยเห็นว่ากฎหมายที่บังคับใช้อยู่นั้น ดีอยู่แล้ว หากทำตามข้อเสนอของกระทรวง

การคลัง จะมีผลกระทบต่อฐานความผิดอีกหลายฐานความผิด ที่สำคัญ จะกระทบกับฐานความผิดต่อเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา แล้วกระบวนการยุติธรรมจะศักดิ์สิทธิ์ได้อย่างไร หาก

เดินตามแนวนี้ จะส่งเสริมให้เกิดการทุจริตอย่างใหญ่หลวง เพราะแค่รับสารภาพ และเสียค่าปรับเท่านั้น จะเป็นมูลเหตุจูงใจทำให้คนกล้าให้สินบนมากขึ้น เพราะถ้าไม่ถูกจับได้ ก็สบาย แต่ถ้าถูกจับ

ได้ ก็แค่เสียค่าปรับ จึงอยากให้ คสช.และรัฐบาลทบทวน ถ้าเดินตามนี้ ถือว่าเป็นการเดินผิดทาง
     
       ด้านนายชาญชัย อิสระเสนารักษ์ อดีต ส.ส.นครนายก พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า กฎหมายเดิมมีการระบุเกี่ยวกับคนให้ข้อมูลเรื่องการทุจริต เพื่อชี้มูลความผิดผู้อื่น ป.ป.ช.สามารถกันเป็นพยาน

ได้อยู่แล้ว ซึ่งก็จะไม่ต้องรับโทษเพื่อเอาตัวผู้กระทำผิด โดยมีการใช้มาแล้วหลายครั้ง เช่น กรณีการโกงสอบนายอำเภอ และกรณีผู้ประกอบการที่ให้สินบนกับเจ้าหน้าที่ ในคดีจำนำข้าว ดังนั้นการจะ

เขียนกฎหมายใหม่ ก็จะซ้อนกับกฎหมายป.ป.ช. มาตรา 123/5 วรรคสอง โดยสรุปคือ ให้ปรับบริษัทหรือนิติบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการทุจริตได้หนึ่งเท่า แต่ไม่เกินสองเท่าของค่าเสียหายที่เกิดขึ้น หรือ

ประโยชน์ที่ได้รับ
     
       นอกจากนี้ มาตรา 103/6 ระบุว่า ให้กันผู้ร่วมกระทำความผิด หรือผู้ที่ถูกกล่าวหาให้เป็นพยานได้ ซึ่งเป็นกฎหมายที่บังคับใช้ตั้งแต่ปี 54 จึงสงสัยว่ากระทรวงการคลัง คิดครบถ้วนหรือยัง เพราะ

ถ้าทำตามที่กระทรวงการคลังเสนอ จะกระทบไปหลายคดี จนอาจนำไปสู่การวิ่งเต้นล้มคดีได้
     
       สำหรับการแก้ปัญหานั้น เสนอให้คดีทุจริตไม่มีอายุความ มีการเปิดเผยบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินของผู้ที่อยู่ในตำแหน่งที่มีอำนาจในการอนุมัติ อนุญาตทุกตำแหน่งในรัฐวิสาหกิจ และห้ามนำคน

ในกระบวนการยุติธรรม เข้ามาเป็นคณะกรรมการบริหาร หรือบอร์ดในรัฐวิสาหกิจ เพราะแม้จะเป็นคนดี แต่เมื่อมีเรื่องทุจริตในองค์กรนั้น ก็จะเสียคนทุกที ซึ่งมีผลอาจทำให้เกิดปัญหาการขัดกัน

แห่งผลประโยชน์ ซึ่งควรเขียนให้ชัดเจนในกฎหมายลูก เพราะ ร่างรธน.ปี 59 ไม่ได้ระบุห้ามไว้อย่างชัดเจน
     
       "เรื่องของสินบนข้ามชาติโรลส์-รอยซ์ หากเป็นเช่นนี้เชื่อว่าจะจบเหมือนซีทีเอ็กซ์ คือเอาผิดใครไม่ได้ ทั้งที่เป็นยุคของการสะสางเอาคนผิดมาลงโทษ แต่คนที่มีหน้าที่โดยตรงยังไม่กระตือรือร้น

อ้างรอข้อมูลจากต่างชาติ ถ้าสุดท้ายเอาผิดใครไม่ได้ คนที่รับผิดชอบต้องได้รับผิดด้วย เพราะมีหน้าที่สะสาง ถ้าทำไม่ได้ ก็ต้องออกไป ถ้าหน้าด้านนั่งอยู่ตรงนี้อีก มีคนดำเนินคดีกับพวกท่านแน่ เรื่อง

ซีทีเอ็กซ์ ที่ป.ป.ช.ยกคำร้อง บอกว่าไม่มีชื่อ หลักฐานคนที่ได้รับสินบนนั้น ก็มีข้อสงสัยว่า จากการสอบก็รู้ว่าใครเกี่ยวข้องบ้างอ้างแค่ว่าไม่มีชื่อบุคคล ทำให้เอาผิดใครไม่ได้ จึงมีแนวโน้มว่า ป.ป.ช.

จะต้องถูกเอาผิดย้อนหลังด้วย พอมาถึงกรณีสินบนโรลส์-รอยซ์ ก็ดูจะซ้ำรอยเดิมอีก คิดว่าคนไทยคงไม่ยอม" นายชาญชัย กล่าว
//////////////
ความเห็นนักการเมือง กรณีใช้ ม.44 ลดโทษผู้จ่ายสินบน

นักการเมือง ค้านแนวคิด กระทรวงการคลัง เสนอนายกรัฐมนตรี ใช้ มาตรา 44 ลดโทษคนจ่ายสินบน เพราะอาจเป็นการส่งเสริมให้มีการทุจริตเพิ่มขึ้น
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณี ที่พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เห็นด้วยที่กระทรวงการคลังเสนอ

ให้ใช้มาตรา 44 ลดโทษให้ผู้ที่จ่ายสินบนให้ รับผิดทางแพ่งและอาญา เพื่อให้ได้ข้อมูลเอาผิดผู้ที่รับสินบนว่า อยากให้มีการศึกษาให้รอบคอบ เพราะ ในเมื่อเป็นความผิด จะเป็นเรื่องยากที่จะได้พยาน

หลักฐาน เพราะคนที่ให้สินบนก็คือผู้กระทำผิดด้วย และหากปราศจากความผิด จะเป็นการส่งสัญญาณที่ไม่ดี เนื่องจากเท่ากับว่าการจ่ายสินบนไม่ใช่ความผิด

ทั้งนี้มองว่า ปัญหาใหญ่ในประเทศ คือ การบังคับใช้กฎหมาย เช่น การตรวจสอบการทุจริตติดสินบนการจัดซื้อเครื่องยนต์โรลส์รอยซ์ของบริษัทการบินไทย จำกัด (มหาชน) ที่เป็นข่าว เพราะข้อมูล

ส่วนใหญ่มาจากต่างประเทศ แต่ในประเทศไทยกลับไม่มีการรับรู้มาก่อน ภาครัฐควรปรับปรุงด้านนี้ให้มากขึ้น โดยเฉพาะการสืบสวนหาผู้กระทำผิด

"ชาญชัย" ชี้ ข้อเสนอลดโทษคนโกง-ส่งเสริมให้ทุจริต

ขณะที่นายชาญชัย อิสระเสนารักษ์ อดีต ส.ส.นครนายก พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า เป็นข้อเสนอที่ไร้สาระ หากเป็นเช่นนี้ก็เท่ากับว่ายิ่งส่งเสริมให้มีการทุจริตมากขึ้น แล้วก็มาสมยอมยุติคดีกัน ทั้งที่

มีกฎหมาย ปปช.ที่ทันสมัย และก้าวหน้ากว่าข้อเสนอของกระทรวงการคลังมาก ที่ผ่านมากระทรวงการคลังก็ถือเป็นปัญหาใหญ่ของการทุจริตในไทย ที่ส่งคนไปอยู่ในรัฐวิสาหกิจต่าง ๆ และไปร่วม

ทุจริตด้วย พร้อมตั้งคำถามว่า คนทุจริตมีจิตสำนึก ธรรมาภิบาล หรือความรับผิดชอบต่อสังคมมากพอ เท่ากับต่างประเทศหรือไม่

"เรืองไกร" ค้านลดโทษจ่ายสินบน ชี้ เป็นความผิดแล้ว

ด้านนายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ ทีมกฎหมายพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ผู้ที่จ่ายเงินสินบนให้เจ้าหน้าที่รัฐถือว่าสมรู้ร่วมคิดในการทุจริตแล้ว จะมาลดโทษทางอาญาได้อย่างไร และมองว่าการปราบปราม

ทุจริตควรใช้วิธีการเช่นเดียวกับคดียาเสพติด ในการตรวจสอบทรัพย์สินของผู้เกี่ยวข้อง กับ ผู้ต้องสงสัย จะได้ไม่มีใครกล้ากระทำผิด ที่สำคัญวิธีการนี้ไม่จำเป็นต้องตามหาใบเสร็จเหมือนที่ผ่านมา

เพราะเรื่องแบบนี้ไม่ได้ทำกันบนโต๊ะ

"พิชัย" มองใช้ม.44 ปราบโกงไม่ยั่งยืน

ส่วนนายพิชัย นริพทะพันธุ์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานและแกนนำพรรคเพื่อไทยด้านเศรษฐกิจ กล่าวว่า ปัญหาคอร์รัปชั่นเป็นเรื่องที่อยู่ในสังคมไทยมาโดยตลอด การจะใช้มาตรา44 มา

แก้กฎหมายคอร์รัปชั่น จะเป็นเรื่องที่ไม่ยั่งยืน

ทั้งนี้มองว่า ปัญหาพื้นฐานของคอร์รัปชั่นจะต้องแก้ที่วิธีคิด การปลูกฝังจิตสำนึก การปฎิบัติ และการยอมรับของประชาชน และการใช้มาตรา44 ของคสช.ต้องดูว่าจะใช้กับคนกลุ่มใด หากรัฐบาล

ไม่ปฎิบัติสองมาตรฐาน เอาจริงกับการแก้ปัญหาทุจริตกับทุกฝ่าย ก็จะถือว่าเป็นสัญญาณที่ดี

"ศรีสุวรรณ" ติงเว้นโทษสินบน เอื้อประโยชน์นักการเมือง-ขรก.โกง

ปิดท้ายที่นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมพิทักษ์รัฐธรรมนูญ กล่าวว่า การแก้ไขกฎหมายไม่เอาผิดทางอาญากับผู้ที่ให้สินบนนั้น แม้จะเป็นเจตนารมณ์ที่ดี แต่เนื่องจากระบบอุปถัมภ์ของ

ประเทศไทยมีมากเกินความสมควร ซึ่งอาจไปเอื้อประโยชน์ให้กับข้าราชการหรือนักการเมืองที่มีพฤติกรรมเหล่านี้ได้ และอาจกระตุ้นให้ผู้ประกอบการหรือเอกชนที่มีพฤติการทุจริตคอร์รัปชั่นได้

ใช้ประโยชน์ในการจ่ายสินบนให้กับผู้ที่มีอำนาจ หรือข้าราชการมากขึ้น

นายกฯบิ๊กตู่ ยัน ไม่เคยปกปิด เรื่อง "เงินคงคลัง" ลด

นายกฯบิ๊กตู่ ยัน ไม่เคยปกปิด เรื่อง "เงินคงคลัง" ลด
ขอให้เข้าใจ ขั้นตอนการใช้จ่าย ....เสียง อ่อย ขอโทษ ที่หงุดหงิด ตอบเรื่องเงินคงคลัง วานนี้ แจง ไม่เกี่ยว งบฯรส. ทหารปฏิวัติ ทำเงินคงคลัง ลดวูบ
ยันเบิก ตามจริง มีการเบิกจ่ายตามขั้นตอนงบประมาณไม่ใช่เงินหายเพราะเอาเงินมาให้ทหารหมด มันจะทำอย่างนั้นได้ยังไง ถามอะไรแบบนี้/ยันเรามี"เงินสำรอง"มาก เป็นอันดับ 18ของโลก

ผบ.ทบ.ไม่รู้ทหารเอี่ยว “ไซซะนะ” ปัดเพิ่ม รปภ.VIP เผยรองนายกฯ ถกลาวล่าพวกหมิ่นฯ แล้ว

ผบ.ทบ.ชี้ใครก็คิดร้ายได้แต่ทำไม่ง่าย ไม่เพิ่มการรักษาความปลอดภัยรองนายกฯ บอกไม่น่ากังวล เผย “ประวิตร” ประสานลาวล่าพวกหมิ่นสถาบันฯ แล้ว อยู่ระหว่างคุยส่งผู้ร้ายข้ามแดน ยังไม่ได้ข้อมูลทหารเอี่ยว “ไซซะนะ” ถ้าตำรวจประสานก็พร้อมให้ความร่วมมือ ไม่ปกป้องคนผิด
       
       วันนี้ (7 ก.พ.) ที่กองบัญชาการกองทัพภาคที่ 1 พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) กล่าวถึงกรณีที่มีการขู่ลอบทำร้ายนายกรัฐมนตรี และรองนายกรัฐมนตรี ว่าที่ผ่านมามีกระแสข่าวเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยจากการตรวจสอบพบว่าเป็นการข่มขู่ทางโซเชียลมีเดีย ตนเคยพูดไปแล้วว่าใครก็สามารถคิดได้ แต่ในการกระทำนั้นคงไม่ใช่เรื่องง่าย ที่ผ่านมาได้มีการตรวจสอบข้อมูลแล้ว ทั้งนี้ เรื่องการรักษาความปลอดภัยมีมาตรฐานตั้งแต่เริ่มต้น ไม่มีอะไรที่ต้องเพิ่มเติม คิดว่าเรื่องนี้ไม่มีความน่ากังวล ส่วนการที่ พล.อ.ทวีป เนตรนิยม เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ระบุว่าเป็นกลุ่มเดียวกับที่หนีคดีหมิ่นสถาบันเบื้องสูงอยู่ในประเทศลาวนั้น ที่ผ่านมาเจ้าหน้าที่ได้ติดตามเรื่องนี้มาโดยตลอด โดย พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม ได้ประสานงานไปยังประเทศลาวแล้ว ขั้นตอนทั้งหมดอยู่ระหว่างการประสานเรื่องการส่งผู้ร้ายข้ามแดน และบุคคลที่มีหมายจับ ส่วนคนที่เหลือเป็นการขอความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้าน
       
       นอกจากนี้ ผู้บัญชาการทหารบกกล่าวถึงกรณีอาจมีคนมีสีที่เข้าไปเกี่ยวข้องกับขบวนการค้ายาเสพติดของนายไซซะนะว่า ขณะนี้ก็ยังเป็นเพียงข้อมูล แต่รายละเอียดทั้งหมดมีทางเจ้าหน้าที่ตำรวจเป็นผู้ดำเนินการทางกองทัพยังไม่ได้รับการประสานมาว่ามีข้อมูลที่มีคนของกองทัพบกเข้าไปเกี่ยวข้องหรือไม่อย่างไร ยังไม่ทราบข้อเท็จจริงทั้งหมด แต่หากทางเจ้าหน้าที่ตำรวจประสานมาก็จะให้ความร่วมมืออย่างดีที่สุด ยืนยันว่าไม่มีการปกป้องกำลังพลที่ทำผิดอย่างแน่นนอน ทั้งนี้ ขบวนของนายไซซะนะเป็นขบวนการที่ใหญ่ และมีเครือข่ายหลายฝ่าย หากกองทัพได้รับการแจ้งเตือน แต่ที่ทราบเป็นเรื่องของบุคคลเป็นส่วนใหญ่ ตนยังไม่ได้รับข้อมูลว่ามีคนของกองทัพบกเข้าไปเกี่ยวข้องด้วย
       
       ส่วนการดูแลพื้นที่ชายแดนนั้น ได้เน้นย้ำตลอดโดยเฉพาะการประชุมหน่วยขึ้นตรงกองทัพบกในวันที่ 6 ก.พ.ที่ผ่านมา ในเรื่องการดูแลพื้นที่ชายแดน การเข้าออกของบุคคล การขนย้ายสิ่งเสพติด แต่คนเหล่านี้ดำเนินการเป็นขบวนการ เราจะไปตรวจสอบค้นให้หมดก็คงยาก แต่ที่สามารถทำได้คือกระบวนการที่เกาะติดยาวนาน และมีสายงานของกองบัญชาการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด