PR

@@ในความเคลื่อนไหวของสถานการณ์ที่ปรากฎเป็น"ข่าว"และ"ไม่เป็นข่าว"พยายามสแกนย่นย่อมานำเสนอและเป็นไว้เป็นฐานข้อมูลสังเคราะห์สถานการณ์ ที่นี่ "ข่าวที่ไม่เป็นข่าว"

วันจันทร์ที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2560

'การเมืองเรื่องโม้ไปตามโพล'

"นาวาโทนายแพทย์เดชา สุขารมณ์" โทร.มาถาม
"๒๑ กันยา ว่างมั้ย..........
ถ้าว่าง ให้ไปร่วมถวายเพลพระด้วยกันที่ 'โรงพยาบาลสงฆ์?' "
จำได้ว่า ๒๑ กันยา เป็นวัน "ครบรอบวันเกิด" พี่หมอ แต่เป็นปีที่เท่าไหร่
เบื่อจะนับ!
เอาที่จำได้ เท่าที่สัมผัสกับพี่หมอมา ก็กว่า ๕๐ ปีแล้ว
ครั้งกระนั้น กะโผลกกะเผลกไปหาที่คลินิกถนนข้าวสารประจำ ซึ่งย่านนั้น เป็นมรดกตกทอดตระกูลพี่หมอเกือบครึ่งถนน
๕๐-๖๐ ปีก่อน หุ่นพี่หมอเป๊ะเวอร์อย่างไร ตอนนี้ก็อย่างนั้น เพียงแต่อั๋นขึ้นนิดหน่อย
นึกย้อนอดีต จากถนนข้าวสาร มาโรงพยาบาลเดชา จนไปเล่นการเมือง เป็น ส.ส.เป็นรัฐมนตรี
คำนวณแล้ว พี่หมอเดชาปีนี้ ไม่หนี ๘๐-๘๕ ขวบ!
คนทั่วไป จะรู้จักหมอเดชา ว่าเป็นหมอ เป็นนักการเมือง แต่ยังมีอีกด้านหนึ่ง ที่คนส่วนใหญ่ในปัจจุบันไม่รู้
ว่า "นาวาโทนายแพทย์เดชา" คือ.........
เครื่องบันทึกเบื้องหลังประวัติศาสตร์รอยต่อ ระหว่าง "จอมพลถนอม กิตติขจร" กับ "เหตุการณ์ ๑๔ ตุลา ๑๖"
จนถึงวันนี้...........
"เทปบันทึก" เครื่องนี้ ที่ยังไม่เคยเปิด!
เพราะตอนนั้น พี่หมอเป็นแพทย์ส่วนตัวของจอมพลถนอม จะเรียกว่า "เงา" ก็ไม่ผิด
แทบทุกเรื่องที่เกิดกับจอมพลถนอม ก่อนไปสู่เหตุการณ์ ๑๔ ตุลา เท่าที่รู้-ที่ปรากฏต่อสาธารณะ
เป็นภาพจาก "ฉากหน้า" ของเรื่องราวเป็นส่วนใหญ่
ส่วน "เรื่องจริง-ของจริง" อันเป็นฉากหลัง..........
ในฐานะแพทย์ประจำตัว ทำให้หมอเดชาได้รับรู้-รับเห็นโดยตรงอยู่มากเรื่อง!
ผมพบพี่หมอเดชาทีไร นอกจากท่านจะเลี้ยงข้าว-เลี้ยงปลาแล้ว ยังต้องถามทำนอง "เคาะ" บางเรื่อง-บางประเด็นที่ "โลกยังไม่รู้" ให้ออกมาเสมอ
ซึ่งพี่หมอก็ยินดีเล่าให้ฟังแทบทุกเรื่อง!
นึกๆ ก็เสียดายความเป็น "หอจดหมายเหตุ" มีชีวิตในตัวพี่หมอ เพราะนอกจากเรื่องนี้แล้ว ยังมีอีกหลายเรื่องที่ควรรู้
ถ้าไม่มีใครไปขอจดบันทึกไว้ .....
ฉากเปลี่ยนประชาธิปไตยไทย "บางช่วง-บางตอน" รวมถึงความเป็นมาของบางที่-บางแห่ง อันเรียกว่าเบื้องหลัง
ก็คงเป็น "บรรทัดว่าง" ในหน้าประวัติศาสตร์ รุ่นต่อไป ถ้าอยากรู้ ก็คงต้องวิจัยเอาจากฝุ่นเท่านั้น!
คุยการบ้าน-การเมืองบ้างดีกว่า เพราะช่วงนี้ ปลุกกระแส "เลือกตั้ง-รัฐบาลแห่งชาติ" กันรายวัน
คุยตามความรู้สึกและความต้องการ จะเอาแบบไหนก็ได้ทั้งนั้น แต่ถ้าต้องการคุยบนฐานที่เป็นไปได้
ต้อง "ยึดแกน" ในเรื่องที่จะคุย
อย่างเรื่องเลือกตั้ง ใครก็อยาก แต่จะเป็นตามอยากหรือไม่ แกนของมันที่ต้องยึด อยู่ที่ต้นเดือนธันวาคมนี้
คือ "เส้นตาย" ตามรัฐธรรมนูญ ที่กฎหมายลูก ๔ ฉบับ เกี่ยวกับเลือกตั้งต้องเสร็จ
เสร็จแล้ว ต้องผ่าน สนช.และนำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายเพื่อทรงลงพระปรมาภิไธย ประกาศใช้
ถ้าราบรื่นไปตามนี้ ที่โพลเป็นยาขับเลือดเร่ง ว่าประชาชนอยากให้เลือกตั้งภายในกันยา ๖๑ หรือภายในปีหน้า นั้น
ก็เป็นตามนั้น ตามโรดแมป
แต่จะเป็นตามนั้นหรือไม่ แน่ๆ ต้องอดใจรอดูต้นธันวา เห็น กรธ.ของอาจารย์มีชัย ส่งสัญญาณแล้วว่า
กฎหมายลูก ๔ ฉบับ เสร็จพร้อมส่ง สนช.ทันตามกำหนด!
เมื่อวาน (๑๗ ก.ย.) สวนดุสิตโพล ของ ม.สวนดุสิต ซูเปอร์โพล ของนพดล กรรณิกา ออกผลสำรวจด้านเลือกตั้งไปทางเดียวกัน
คือ เปอร์เซ็นต์ต้องการให้เลือกตั้งปีหน้า สูงมาก!
ที่มาแปลก-มาแหลมเป็นพิเศษ เห็นจะเป็นซูเปอร์โพล ของ ดร.นพดล "เจ้าเก่า"
บอก...ผลโพลชี้ไปทางว่า
"พรรคประชาธิปัตย์ที่มีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นหัวหน้าพรรคกำลังขึ้นอยู่ในอันดับแรกของความตั้งใจประชาชน"
เหตุผล คือ........
"พรรคเพื่อไทย ยังไม่ชัดเจนว่า ใครเป็นหัวหน้าพรรค"!?
และทำให้.......
"พรรคเล็ก-พรรคน้อย-พรรคเกิดใหม่-พรรคขนาดกลาง รวมๆ กันขึ้นมา อยู่ในอันดับที่ ๒ ในความตั้งใจจะเลือกของประชาชน"
ส่วนเลือกตั้งแล้ว .............
พรรคการเมืองที่ชนะการเลือกตั้ง และพรรคที่ครองใจคนจนได้เป็นอันดับหนึ่ง
ประชาชนยังไม่รู้ ว่าจะเดินไปทางไหน อะไรจะเกิดขึ้น หลังการเลือกตั้ง?
ผมว่า คนที่ตอบแบบสอบถามซูเปอร์โพลนี้ ต้องเป็นซูเปอร์คอหวานระดับ ดร.นพดลแน่ๆ!
เพราะเท่าที่ดู เป็นการตอบแบบลูกกลิ้งการเมือง มากกว่าตอบแบบชาวบ้านทั่วๆ ไป
ที่ว่าจะเลือกประชาธิปัตย์ ที่มีนายอภิสิทธิ์เป็นหัวหน้าพรรค เป็นอันดับแรก
ไม่เลือกพรรคเพื่อไทย เพราะยังไม่ชัดเจน ใครเป็นหัวหน้าพรรค นั้น
เป็นคำตอบตรรกะแสดงถึงชาวบ้านวันนี้ "บรรลุการเมือง" แล้วจริงๆ
เลือก "ประชาธิปัตย์-อภิสิทธิ์" เพราะมีความชัดเจน ในพรรค ที่มีหัวหน้าพรรค
ตรงนี้ ถูกในเชิงตอบตามเหตุและผล
แต่ถูกในเชิงปฏิบัติตอนเลือกตั้งหรือไม่...ไม่รู้!
และที่ไม่เลือกเพื่อไทย เพราะไม่ชัดเจน ว่าใครเป็นหัวหน้าพรรค
นี่ก็เหมือนกัน ถูกตามตรรกะ.........
แต่ในทางเป็นจริง จะเป็นทางที่ "สวนทาง" เพราะถึงอย่างไร เพื่อไทยก็ต้องมีหัวหน้าพรรคตอนเลือกตั้งแน่
นั่นหมายถึงว่า การจะเลือกเพื่อไทยหรือไม่เลือก ไม่ได้ขึ้นกับใครเป็นหัวหน้าพรรคโดยตรง
แต่ขึ้นอยู่กับว่า Who is Who?
และ Who ผู้นั้น...........
"พร้อมจ่าย" และแน่วแน่สืบสานปณิธานแดงแดกทั้งแผ่นดิน ด้วยนโยบาย "โกงไม่เป็นไร ได้เอามาแบ่งกัน" หรือไม่?
ยิ่งถ้า Who ที่ขึ้นมาเป็นหัวหน้า มาจากนอกวงสายสิญจน์ "ชินวัตรตราสัง" ด้วยแล้ว
ไม่ต้องรอชาวบ้านเลือก-ไม่เลือกหรอก
อดีต ส.ส.ในสังกัด ที่รอค่าตัว เป็นเห็บกระโดดไปหาพรรคใหม่หมดแล้ว!
และผลโพลที่ว่า พรรคเล็ก-พรรคน้อย-พรรคเกิดใหม่-พรรคขนาดกลาง รวมๆ กันมาเป็นดับสอง รองจากประชาธิปัตย์ ที่คนจะเลือก
ถ้าชาวบ้านเป็นผู้ตอบจริงๆ ละก็.........
ผู้น้อยขอคารวะ
แสดงว่าประชาชนคนไทยหลัง ๒๒ พฤษภา ๕๗ เกิดดวงตาเห็นธรรม บรรลุเป็นอรหันต์การเมืองกันแล้ว!
แต่เมื่อนำคำตอบโพลเข้าสมการ โฉมหน้ารัฐบาลเลือกตั้งปี ๖๑ หรือต้น ๖๒ และคนเป็นนายกฯ
จะออกมาตามลักษณะคำตอบโพลข้อสุดท้ายที่ว่า.............
"เลือกตั้งแล้ว พรรคการเมืองที่ชนะการเลือกตั้ง และพรรคที่ครองใจคน จนได้เป็นอันดับหนึ่ง
ประชาชนยังไม่รู้ ว่าจะเดินไปทางไหน อะไรจะเกิดขึ้น หลังการเลือกตั้ง"
นั่นแหละ...ยิ่งกว่าหมอดูอีทีทำนายซะอีก!
ผลโพลนี้ "โคตรคลาสสิก".........
บอกพรรคครองใจประชาชน ชนะเลือกตั้ง เป็นอันดับหนึ่ง แต่ประชาชนไม่รู้ จะเดินไปทางไหน อะไรจะเกิดขึ้น?
ถ้าจะให้ผมถอดรหัส ก็จะถอดว่า..........
"ชนะเป็นอันดับหนึ่ง แต่ไม่รู้จะเดินไปทางไหน" หมายถึงประชาชนเกิด "เมืองลับแล" ขึ้นในหัวใจ ประมาณนั้น
"เมืองลับแล" นั้นคือ เลือกตั้งแล้ว รู้พรรคชนะ
แต่ไม่รู้............
ที่ชนะนั้น "ใครล่ะ..จะเป็นนายกฯ?"
เนี่ย อนาคตหลังเลือกตั้ง (ถ้ามี) ที่ไม่รู้จะเดินไปทางไหน และอะไรจะเกิดขึ้น
ก็จาก.........
นายกฯ "ชื่ออภิสิทธื์" หรือ "ชื่อประยุทธ์" นั่นแหละ.

ดวงชะตานักการเมืองบนกำมือ“หมออีที” : แค่ฝันตั้งรัฐบาลแห่งชาติ

ดวงชะตานักการเมืองบนกำมือ“หมออีที” : แค่ฝันตั้งรัฐบาลแห่งชาติ

หมอดูพม่ากับการเมืองไทย หลังสิ้น “ส่วย ส่วย วิน” หรือ “หมอดูอีที” ชาวเมียนมา ซึ่งเกี่ยวโยงกับนักการเมืองไทยมาเป็นระยะ ทีมข่าวการเมือง ขอเริ่มต้นตั้งแต่สมัย “บิ๊กจิ๋ว” พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ก้าวขึ้นเป็นใหญ่ในกองทัพ ก็เดินทางไปเยือนเมียนมาพบผู้นำเบอร์หนึ่ง เจรจาถูกคอก็แนะนำให้ไปตรวจชะตาราศีหมอดูชื่อดังในเมืองย่างกุ้ง

ตรวจดวงแม่นเหมือนจับวาง ชะตาชีวิตพลิกผันจากนายทหารเป็นนักการเมืองเต็มตัว นั่งเก้าอี้หัวหน้าพรรคความหวังใหม่ แม่นถึงขนาดบอกถึงเส้นทางชีวิตว่าจะก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรี จากนั้นไม่นานเป็นที่ร่ำลือในกองทัพ นับจากนั้นถนนทุกสายก็วิ่งเข้าสู่ย่างกุ้ง เพื่อตรวจดวงชะตากับหมอดูชื่อดัง

ด้วยเพราะความแม่นและศรัทธา ในยุคพรรคไทยรักไทย ส่งผู้สมัคร ส.ส.ลงสนามสู้ศึกเป็นครั้งแรก
ระดับแกนนำของพรรคบางคนขอให้ “หมออีที” ทำนายรายชื่อผู้สมัคร ส.ส.ทั่วประเทศ แล้วทำเครื่องหมายหน้าชื่อบุคคลที่จะสอบได้และสอบตก

ผลที่ออกมาปรากฏได้ทะลุเกิน 240 คน ในจำนวนนี้มีผู้สมัคร ส.ส.ที่มีชื่อเสียงถูกกาให้ตก และคนที่โนเนมประเภท “นกแล” กลับสอบได้เป็นทิวแถว วันเลือกตั้งจริงมาถึง ผลคะแนนออกมาตามนั้นเกือบทั้งหมด กวาด ส.ส.มาได้ 247 คน จากจำนวน ส.ส. 500 คน เล่นเอาแกนนำคนดังกล่าวถึงกับอ้าปากค้าง

เช่นเดียวกันในปี 49 พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น ก็ไปเช็กดวงชะตาครั้งสุดท้ายก่อนเดินทางไปร่วมประชุมสหประชาชาติ ที่นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา โดย “หมออีที” ระบุว่าจะไม่ได้กลับประเทศไทยอีก

สุดท้ายเป็นจริงตามคำทำนาย รัฐบาลทักษิณถูกกองทัพปฏิวัติ

แม้แต่บิ๊กเนมใน คสช.บางคนสมัยเป็นนายพลยังเคยไปดู และอดีต ผบ.ทบ.บางคนก็ไปดูก่อนได้รับแต่งตั้งเป็น ผบ.ทบ. เป็นไปตามคำทำนายเหมือนหยั่งรู้อนาคตได้

ขณะที่ในยุคนี้มีทั้งบุคคลในวงการเมืองมีแง่มุมสะท้อนถึง “หมออีที” และความน่าจะเป็นของการตั้ง “รัฐบาลแห่งชาติ”

เริ่มจาก นายถวิล ไพรสณฑ์ อดีต ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ บอกว่า “หมอดูอีที” กับนักการเมืองไทยมีมานานมากแล้ว ได้ยินเสียงร่ำลือว่าดูแม่นมาก เชื่อว่ามีผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้านเมือง แวดวงนักการเมืองและทหารไปดูที่พม่าหรือเชิญ “หมออีที” มาดูที่บ้าน

เมื่อเจอหน้าครั้งแรกเรายังไม่ได้พูดอะไรเลย ก็รู้สึกทึ่งตั้งแต่ทายหมายเลขแบงก์ในกระเป๋าสตางค์เรา รวมถึงคณะที่ไปด้วยกัน ปรากฏว่าตรงเป๊ะ จากนั้นหมอดูก็เขียนชื่อ นามสกุล จังหวัดภูมิลำเนาที่เกิด วัน เดือน ปีเกิด ทำนายถูกหมด ไม่ทราบว่ารู้ได้อย่างไร ทั้งที่ไม่ได้ถามเราเลย

การทำนายทางการเมืองก็บอกเพียงว่าอยู่ในวงการนี้มานาน เพราะเราไม่ได้ถามในเรื่องของตำแหน่ง แต่คณะที่ไปด้วยในช่วงเดือน ก.ค.59 ในจำนวนนี้ได้ถามถึงนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ “หมออีที” เขียนมาว่าจะได้เป็นนายกฯรอบสอง ดูสถานการณ์การเมืองวันนี้มันยากมาก แต่เวลากำลังรอพิสูจน์เรื่องนี้อยู่

ดูแล้วมีโอกาสแค่ไหนจะเกิดรัฐบาลแห่งชาติตามที่นายพิชัย รัตตกุล อดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์เสนอ เรื่องนี้ไม่ต้องให้หมอดูทำนาย แต่ขอให้นักการเมืองรุ่นใหญ่อย่าง นายถวิลทำนายว่า ส่วนตัวเห็นว่าไม่น่าจะเป็นไปได้

แค่เป็นรัฐบาลพรรคเดียว หรือมีพรรคหลักแล้วทาบพรรคอื่นมาร่วมเป็นรัฐบาลก็ยังวุ่นวาย เพราะมีการต่อรองตำแหน่งรัฐมนตรีดูแลกระทรวงต่างๆ เสถียรภาพของรัฐบาลไม่ค่อยมี

ยิ่งในยุคนี้ถ้าจะให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. เป็นนายกฯ อีกสมัย
พรรคประชาธิปัตย์คุยในสภากาแฟ ส่วนตัวเชื่อว่าพรรคประชาธิปัตย์ไม่เข้าไปร่วมด้วยแน่ หัวหน้าพรรคก็พูดชัดเจนว่า เป็นไปไม่ได้ ถ้าถูกเชิญเข้าร่วมรัฐบาล จะต้องดูนโยบายก่อนว่าสอดคล้องกันหรือไม่ มันยากพอสมควร

และ พล.อ.ประยุทธ์ควรจะถามตรงไปเลยว่าเลือกพรรคเพื่อไทยมาร่วมเป็นรัฐบาลด้วยหรือไม่

เชื่อว่าทุกพรรคร่วมจัดตั้งรัฐบาลแห่งชาติ ไม่มีทางเกิดขึ้นในประเทศไทย

ขณะที่ “เสธ.อู้” พล.อ.เลิศรัตน์ รัตนวานิช รองประธานคณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านพลังงาน บอกว่า เริ่มสัมผัส “อาจารย์อีที” ปี49 มีวิถีชีวิตอยู่ในห้องสวดมนต์ตลอดวัน เป็นคนที่ทำบุญมากที่สุดคนหนึ่งในพม่า และมี 3 เรื่องห้ามถาม คือ การเมืองในพม่า การพนันและของหาย

ช่วงแรกๆไปบ่อย ช่วงหลังนัดยากมาก ไป 2 ปีครั้ง การทำนายใช้พลังญาณทิพย์เพ่ง สามารถมองเห็นจิตใจของเราได้ แล้วเขียนเป็นภาษาอังกฤษตัวโตๆ และมีพี่สาวช่วยอธิบายให้

เริ่มจากทายเลขแบงก์ในกระเป๋าสตางค์ ซึ่งจะทำกับทุกคน ถูกร้อยละ 99 ที่ผิดอาจจะเกิดจากแบงก์พับ
ผมพาคนไปดูครั้งละ 5-6 คน แต่ละวันดู 5 คน ประมาณ 3 ชั่วโมง เวลา 08.30-11.00 น. แค่นั้น จะเขียนลงในกระดาษหน้าละ 7-8 บรรทัด ประมาณ 4-5 หน้าต่อครั้ง ก่อนเปิดให้ถาม ถามปุ๊บท่านก็เขียนเลย แต่ส่วนใหญ่แค่เราอ้าปากจะถาม ท่านก็เขียนแล้ว นี่แหละที่เขาเรียกว่าญาณวิเศษ รู้หมดว่าใครชอบเรา เกลียดเรา ก็เตือนให้ระวัง

ในสมัยก่อนเป็น ส.ว. ท่านก็ทำนายว่าจะได้รับตำแหน่งทางการเมือง สุดท้ายก็เป็นไปตามนั้น

วันนี้เกิดคำถามว่าจะมีรัฐบาลแห่งชาติเกิดขึ้น มีปัจจัยอะไรที่จะทำให้เกิดขึ้นได้บ้าง ในฐานะที่ยังอยู่วงในแม่น้ำ 5 สาย พล.อ.เลิศ-รัตน์ บอกว่า รัฐบาลแห่งชาติจะไม่มีฝ่ายค้าน ไม่ได้กำหนดว่ารัฐบาลจะมี ส.ส.กี่คน ถ้ามี 500 คนก็ร่วมกันเป็นรัฐบาลแห่งชาติ

ทั้งหมดจะเกิดขึ้นเมื่อเลือกตั้งใหญ่เสร็จ หัวหน้าพรรคต่างๆตกลงกันว่า สถานการณ์การเมืองขณะนี้จะมาร่วมกัน กำหนดตัวนายกรัฐมนตรี แบ่งโควตาว่าพรรคไหนคุมกระทรวงไหน ทำงานร่วมกัน 4 ปี นี่เป็นรัฐบาลแห่งชาติภายใต้รัฐธรรมนูญ แต่รัฐบาลแห่งชาตินอกรัฐธรรมนูญจะเป็นอีกแบบ โดยจะต้องฉีกรัฐธรรมนูญ

สุดท้ายไม่เชื่อว่าจะเกิดรัฐบาลแห่งชาติตามรัฐธรรมนูญ

แต่รายนี้ นายอุเทน ชาติภิญโญ หัวหน้าพรรคคนไทย ซึ่งเป็นพรรคเกิดใหม่ บอกว่า การดูดวงเป็นความเชื่อและศรัทธาของแต่ละบุคคล ไม่ว่าจะเป็นนักธุรกิจ นักการ เมือง ทราบว่ามีบุคคลในแวดวงการเมืองไปพบดูดวงชะตากับ “หมออีที” ซึ่งมีชื่อเสียงโด่งดัง ทำนายแม่นเหมือนตาเห็น

หมอดูในประเทศไทยก็มี บังเอิญบางรายชอบเรื่องการเมือง ทำนายอ่านสถานการณ์การเมืองถูก ก็เลยกล่าวขานกันว่าทำนายแม่น

แต่ที่แม่นต้องเป็นหมอดูที่ศึกษาจากตำราโหราศาสตร์โบราณ ซึ่งเป็นโหราจารย์อยู่ที่สำนักพระราชวัง หรือโหรประจำสำนักพระราชวัง ดูดวงประเทศ วางเวลา วางฤกษ์ ดูฤกษ์แล้วก็ต้องดูยาม เรียกว่าจับยามสามตา

เราทุกคนก็เป็นหมอดูได้เหมือนกัน เพราะหมอดูมันคู่กับหมอเดา เป็นการคาดการณ์จากประวัติศาสตร์ที่เกิดขึ้นมาแล้ว เปรียบปัจจุบันและเทียบไปข้างหน้า

รวมถึงกองทัพเวลาออกทัพจับศึก จะต้องดูฤกษ์ดูยามก่อน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและปลุกจิตปลุกใจ
ขอกลับไปดูมุมมองรัฐบาลแห่งชาติที่ถูกจุดพลุขึ้นมาอีกครั้ง เรื่องนี้ นายอุเทน วิเคราะห์ว่า ปัจจุบันคนไทยไร้ซึ่งความสามัคคีไม่ใช่เป็นคนที่กล้าหาญ ไม่กล้าพูดในสิ่งที่ถูกต้อง ไม่กล้าทำ แต่เราเก่งเอาตัวรอด

ส่วนใหญ่ช่างคิดช่างพูด แต่ไม่ปฏิบัติ การรับฟังต่ำ นี่คือปัญหาของคนไทย

ฉะนั้นพรรคการเมืองต่างจะรวมตั้งรัฐบาลแห่งชาติ

ขอใช้คำว่าฝันกลางวัน.

แกะรอยทางลึกหมากการเมือง “ประยุทธ์” ตีตั๋วต่อ : เกมต่อรองอำนาจสมประโยชน์

แกะรอยทางลึกหมากการเมือง “ประยุทธ์” ตีตั๋วต่อ : เกมต่อรองอำนาจสมประโยชน์

ห้วงฤดูมรสุมกระหน่ำทั่วโลก

สหรัฐอเมริกา คิวบา โดนเฮอริเคน “เออร์มา” พัดถล่มเสียหายอย่างหนัก เมืองใหญ่จมบาดาล สร้างความเสียหายมหาศาลทั้งชีวิตและทรัพย์สินของคนอเมริกัน

ส่วนที่เมืองไทย กรมอุตุนิยมวิทยาแจ้งเตือนพายุโซนร้อน “ทกซูรี” ที่เข้าถล่มประเทศเวียดนามช่วงวันที่ 15-16 กันยายน โดยให้ประชาชนทางภาคเหนือ ภาคอีสาน ระมัดระวังอันตรายจากฝนตกหนัก
จากสถานการณ์ฝนที่ตกอย่างต่อเนื่องในทั่วทุกภูมิภาค

โดยสภาวการณ์ของภัยธรรมชาติที่ต้องคอยจับตาอยู่เป็นระยะ เช่นเดียวกับภัยทางด้านความมั่นคงที่เผลอไม่ได้ ล่าสุดเกิดเหตุลอบวางระเบิดที่จังหวัดยะลา ทำให้หน่วยเก็บกู้วัตถุระเบิด (อีโอดี) เสียชีวิต 2 นาย และบาดเจ็บอีก 20 กว่าคน

โจรใต้เหิมเกริม กลับมาปฏิบัติการท้าทายอำนาจรัฐ

ขณะที่ความเคลื่อนไหวทางการเมืองในรอบสัปดาห์ โฟกัสอยู่ที่ฉากสำคัญที่นายฮิโรชิกเงะ เซโกะ รมว.เศรษฐกิจการค้าและอุตสาหกรรมญี่ปุ่น (เมติ) นำคณะภาครัฐและเอกชนเข้าพบ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่ทำเนียบรัฐบาล

ในโอกาสฉลองความสัมพันธ์ 130 ปี ทางด้านเศรษฐกิจและธุรกิจระหว่างทั้งสองประเทศ พร้อมทั้งหารือลู่ทางการลงทุนของนักลงทุนญี่ปุ่นในประเทศไทย

โดยมีการนำคณะนักลงทุนทั้งหมดลงพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) รวมถึงการจับคู่ทางธุรกิจ และการพบปะกันระหว่างคณะใหญ่ของญี่ปุ่นกับฝ่ายไทยที่มีการระดมเจ้าสัวตระกูลใหญ่ที่คุมเศรษฐกิจของประเทศ ทั้งกลุ่มซีพี เจ้าสัวเบียร์ช้าง ค่ายเบียร์สิงห์ สหพัฒนฯ กลุ่มเซ็นทรัล ฯลฯ

แน่นอน มันคือยุทธศาสตร์สำคัญในการกระตุกโมเมนตัมทางเศรษฐกิจ

แบบที่นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ ฝ่ายเศรษฐกิจ แสดงความมั่นใจว่าจะก่อให้เกิดการลงทุนของญี่ปุ่นในประเทศไทย เหนือคู่แข่งในภูมิภาคทั้งเวียดนาม อินโดนีเซีย

เป็นสัญญาณเชิงบวกในมิติที่ต้องพึ่งพาการลงทุนจากต่างประเทศ

ตามรูปการณ์ที่สะท้อนว่า เศรษฐกิจเริ่มเห็นผลในเชิงยุทธศาสตร์ของรัฐบาล คสช.ที่เดินมาถูกทาง

ในขณะที่โรดแม็ปทางการเมืองก็คืบหน้าไปอีกขั้นตอนสำคัญ ภายหลังราชกิจจานุเบกษาประกาศบังคับใช้ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ.2560

โดยบัญญัติให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่มีอยู่ก่อนประกาศใช้ พ.ร.บ.ฉบับนี้ พ้นตำแหน่ง แต่ให้อยู่ปฏิบัติหน้าที่จนกว่า กกต.ใหม่ ที่เพิ่มเป็น 7 คนเข้ารับหน้าที่ และภายใน 20 วันนับแต่ประกาศใช้ พ.ร.บ.นี้ ให้ตั้งคณะกรรมการสรรหาฯเพื่อให้คณะกรรมการสรรหาฯ และที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา ดำเนินการสรรหาหรือคัดเลือกบุคคลที่เหมาะสมเป็น กกต.ให้แล้วเสร็จภายใน 90 วันนับแต่ประกาศใช้ พ.ร.บ.นี้

ว่ากันตามเงื่อนเวลาน่าจะเห็นโฉม 7 เสือ กกต.ใหม่ในเดือนธันวาคม 2560 และจะสิ้นสุดกระบวนการชัดเจนในเดือนกุมภาพันธ์ปีหน้า 2561

และแน่นอน การกำเนิด กกต.ชุดใหม่ต้องผูกโยงกับกระแสการเลือกตั้ง

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น มันก็ยังต้องขึ้นอยู่กับกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญอีก 2 ฉบับที่สำคัญ นั่นคือร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา และร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรค การเมือง

ตามสถานการณ์ที่นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ระบุว่า นายกรัฐมนตรีเพิ่งนำร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง ขึ้นทูลเกล้าฯเมื่อต้นเดือนกันยายนที่ผ่านมา

ขณะที่กรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญยืนยันว่า ร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.และร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่ง ส.ว.จะเข้าสู่การพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ได้ประมาณเดือนธันวาคม 2560

ยังต้องรอลุ้นกฎหมายลูก องค์ประกอบเลือกตั้งกันอีกพักใหญ่

และในระหว่างนั้นก็ยังมีกระบวนการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยองค์กรอิสระที่สำคัญ ไม่ว่าจะเป็นคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ศาลรัฐธรรมนูญ ผู้ตรวจการแผ่นดิน คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ฯลฯ

ท่ามกลางกระแสวิพากษ์วิจารณ์ประเด็นเซ็ตซีโร่ เทียบมาตรฐานกับการล้างไพ่ กกต.

ซึ่งก็เป็นอะไรที่ชัดเจน การล้างไพ่องค์กรอิสระไม่ได้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน ตามรูปการณ์ที่หลายองค์กรก็ยังมีแนวโน้มได้รับการคงสภาพตามเดิมไว้ ไม่มีการล้างกระดาน

ตามสถานการณ์ที่อิงอยู่กับยุทธศาสตร์ของฝ่ายออกแบบกติกา

ต้องอาศัยเหลี่ยมอำนาจแฝงองค์กรอิสระในการคุมเกมทางการเมือง

เรื่องของเรื่อง คสช.ก็ต้องเลือกแนวทางเพื่อกุมสภาพความได้เปรียบไว้ให้ได้มากสุด

คุ้มกันเส้นทางให้ พล.อ.ประยุทธ์ จนสุดโรดแม็ป

ในจังหวะที่นักการเมืองอาชีพเริ่มขยับตัวแรงขึ้นตามเงื่อนไขสถานการณ์ห้วงท้ายเทอมรัฐบาล

ทุกป้อมค่ายช่วยกันตีปี๊บ กระตุกกระแสเร้าการเลือกตั้ง

อย่างที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ออกมาตีกัน ดักทาง “ลุงกำนัน” นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ประธานมูลนิธิ กปปส.จะแหกค่ายออกไปตั้งพรรคใหม่

สนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ คัมแบ็กนายกฯอีกรอบ

ประกอบกับความเคลื่อนไหวที่เซียนการเมืองตามแกะรอยจากกรณีแปร่งๆที่นายพิศิษฐ์ ลีลาวชิโรภาส ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน จัดฉากการแถลงขอโทษ “คุณชายหมู” ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร อดีตผู้ว่าฯกทม.ว่าด้วยความเข้าใจผิดในประเด็นการทุจริตโครงการตกแต่งไฟของ กทม.

ส่อแนวล้างคราบไคลให้ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ พร้อมแต่งตัวลงสนามเลือกตั้ง เป็นอีกหนึ่งความหวังสำคัญตามสถานะ “ท่อน้ำเลี้ยง” ของทีมงาน“ลุงกำนัน”

อีกด้านหนึ่ง นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ก็ประกาศกลางงานวันเกิดครบรอบ 51 ปี พร้อมนำค่ายภูมิใจไทยลงสนามเลือกตั้งที่จะต้องเกิดขึ้นอย่างแน่นอน โดยมีนายสรอรรถ กลิ่นประทุม แกนนำพรรค หนุนสุดตัว ให้หัวหน้าพรรคประกาศเป็นนายกรัฐมนตรี

ปั่นดีกรีขึ้นชั้นเทียบแคนดิเดตกับ “นายกฯลุงตู่”

ในจังหวะที่นายพิชัย รัตตกุล อดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ออกมาจุดพลุ “รัฐบาลแห่งชาติ” เสนอสูตรอำนาจช่วงเปลี่ยนผ่าน เปิดฟลอร์

ให้นักการเมืองอาชีพทุกป้อมค่ายตามแห่

โหนกระแส บอกปัด “องุ่นเปรี้ยว” กันคึกคัก

โดยสถานการณ์หักมุมกับเกมตีตั๋วลากยาว เพราะเอาเข้าจริงนักการเมืองก็ยังทางใครทางมัน

พล.อ.ประยุทธ์ยังไม่มีฐานการเมืองสนับสนุนชัดเจน

อีกทั้งในห้วงจังหวะฐานกำลังคุ้มกันก็สั่นคลอน

ตามเงื่อนไขสถานการณ์แบบที่ “พี่รอง” อย่าง พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย กลายเป็นเป้าตำบลกระสุนตก โดนทั้งเรื่องยกป่าชุมชนให้กลุ่มทุน ซ้ำด้วยเรื่องเรือเหาะเรือเหี่ยว

ถึงขั้นเครียดหน้าดำหน้าเขียว

ขณะที่ “พี่ใหญ่” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและ รมว.กลาโหม ก็หนีไม่พ้นภาวะหวาดระแวงเกมฮั้ว ยุทธการเกี้ยเซียะกับ “ทักษิณ”

และที่ได้ยินกันตลอดกับปมคนแวดล้อมใกล้ชิด “พี่ใหญ่” ไปขบเหลี่ยมกับสายตรง “น้องเล็ก”
มีปมกระตุกอาการ “ทางใจ” กันเป็นระยะ

แน่นอน โดยสถานการณ์ที่ดูเสมือนหนึ่งว่า ขุมอำนาจ คสช.กำลังแกว่งจากภาวะตำบลกระสุนตกที่เบี่ยงจาก “พี่ใหญ่” ไปหา “พี่รอง” ตอกย้ำด้วยการขบเหลี่ยมระหว่างคนในแวดวงใกล้ชิดศูนย์อำนาจ
สั่นสะเทือนฐานที่มั่นของ “นายกฯลุงตู่”

ขณะที่นักการเมืองอาชีพก็ฉวยสถานการณ์ห้วงท้ายเทอมรัฐบาลกระแทกรัฐบาล ตีปี๊บโหมเลือกตั้ง
จังหวะขุมอำนาจพิเศษสั่นคลอนจากแรงกระแทกภายนอกและภายใน

แต่ทั้งหมดทั้งปวง ประเมินจากยุทธศาสตร์ที่วางหมากลากยาวกันมาในห้วง 3 ปี จุดแข็งฝ่ายคุมกติกาอยู่ที่การสร้างระบบคุมผลการเลือกตั้ง ผ่านกลไกรัฐธรรมนูญ กฎหมายลูก และองค์อิสระ

ไม่ว่าจะออกสูตรไหน คสช.ก็กินรวบ

ทุกฝ่ายก็รู้คำตอบสุดท้าย โดยทางยาวๆเกมนี้ก็ยังเป็นของ พล.อ.ประยุทธ์

แรงกระเพื่อมจากภายนอกและอาการกระเพื่อมภายใน มันก็แค่การ “เขย่า” เกมอำนาจ

เพื่อให้เกิดการสมประโยชน์ทุกฝ่ายก็เท่านั้น.


“ทีมการเมือง”

ยังไว้เชิงหล่อๆ กันได้

ยังไว้เชิงหล่อๆ กันได้

ขีปนาวุธลูกล่าสุดถูกยิงขึ้นจากกรุงเปียงยาง ช่วงเช้าวันที่ 15 ก.ย. จากประเทศเกาหลีเหนือ ข้ามตอนเหนือเกาะฮอกไกโด ประเทศญี่ปุ่น ระยะทางกว่า 3,700 กิโลเมตร ตกลงในมหาสมุทรแปซิฟิก

เป็นรอบที่ 6 ที่เกาหลีเหนือทดสอบยิงขีปนาวุธพิสัยกลาง และเป็นครั้งที่ 2 ที่ยิงผ่านน่านฟ้าญี่ปุ่น
เปิดฉากยั่วยุถี่ เย้ยคิวคว่ำบาตรจากสหประชาชาติ

และที่เพิ่มความตึงเครียดให้โลกใบนี้เข้าไปใหญ่ เพราะนอกจากผู้นำญี่ปุ่นออกมาแถลงการณ์ฮึ่มๆกลับ แนวร่วมทั้ง “พญาอินทรี” และประเทศเกาหลีใต้ มีแถลงการณ์ตอบโต้ออกมา

อีกทางหนึ่ง ก่อนหน้านี้ไม่กี่วัน “พญาหมีขาว” รัสเซีย อีกมหาอำนาจ นอกจากประเทศจีนที่ถูกมองเป็นแนวร่วมสำคัญของ “โสมแดง” เพิ่งทดสอบยิงขีปนาวุธข้ามทวีปโจมตีเป้าหมายไกลถึง 6 พันกิโลเมตร
โดยขีปนาวุธดังกล่าวมีพลังรุนแรงมากกว่าระเบิดที่ทิ้งในเมืองฮิโรชิมาถึง 20 เท่า

มหาอำนาจแบ่งขั้วประจันหน้า โลกอยู่ยากขึ้นทุกที

กลับมาที่ประเทศไทย ชาติเล็กๆแต่ด้วยพื้นที่ตั้งอยู่ในจุดยุทธศาสตร์ ศูนย์กลางของภูมิภาค มหาอำนาจจ้องแผ่อิทธิพลเข้ามา และเป็นเรื่องที่รัฐบาลอำนาจพิเศษพยายามใช้ยุทธศาสตร์ “เลี้ยงดุล”

คงต้องประคองเกม “ทรงตัว” ระหว่างเขาแหลม 2 ข้างกันเหนื่อยขึ้น

แล้วถ้ายกมาเปรียบเทียบกับสถานการณ์อำนาจและการเมืองในประเทศไทย ห้วงเปลี่ยนผ่าน ขั้วอำนาจ 3 ก๊ก ที่ซับซ้อนซ่อนเงื่อน แยกเป็นปีกขั้วย่อยเป็นซับเซต เปิดเกมประลองกำลังกันเป็นระยะๆ

ที่กระเพื่อมหนัก ไม่พ้นคิวโยงต่อเนื่องกับโมเดล “รัฐบาลแห่งชาติ” ที่จุดพลุกันสว่างไสว

มีทั้งสูตรตั้งรัฐบาลทุกขั้ว โดยมีท็อปบูตคุมเกมหลังเลือกตั้ง

กับสูตรที่ดึงขั้วการเมือง มือบริหารอาชีพเข้ามาเสริมทัพ ครม. เป็น “รัฐบาลแห่งชาติ” ก่อนเลือกตั้ง
สูตรที่มีโอกาสสูง แต่คงต้องดึงจังหวะรองานสำคัญบ้านเมืองผ่านพ้น

และแน่นอน สูตรรัฐบาลแห่งชาติ นั่นก็น่าจะล้อไปกับสถานะของ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และหัวหน้า คสช. ทั้งโมเดล “รัฐบาลแห่งชาติ” ก่อนเลือกตั้ง ที่พ่วงช่องได้เล่นเกมยาว

รวมทั้งโมเดล “นายกฯคนนอก” หลังเลือกตั้ง ที่ “บิ๊กตู่” เป็น “ตัวเต็ง” เวลานี้เริ่มขยับสูตร

เช็กเสียงตั้ง “นั่งร้าน” กันบ้างแล้ว

โฟกัสที่ค่ายขนาดกลางขนาดย่อม ถึงอยู่ในไฟต์บังคับ หนุน “บิ๊กตู่” ไม่ให้ตกขบวนรถไฟสายอำนาจ

แต่ก็ยังเล่นลูกกั๊กจังหวะ ในเกมยาวที่ยังพลิกได้

นอกจากนั้น จะมีก็แต่ขั้วลุงกำนันสุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตบิ๊ก กปปส. ที่ออกตัวแรง เชียร์ “บิ๊กตู่” เป็นผู้นำคนนอกแต่หัววัน รวมทั้งตัวเองไม่ปิดโอกาสตั้งพรรคการเมือง

เลยขัดและสวนทางกับเหลี่ยม ปชป.เต็มๆ

แล้วก็เป็นคิวร้อนจากนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ออกมาป่าวประกาศ อ่านเกมแฉ “ลุงกำนัน” ทั้งแผนตั้งพรรคหนุนอำนาจพิเศษ ปั้นโมเดลรัฐบาลแห่งชาติ

ยอมรับกองเชียร์ ปชป.-กปปส.ฐานเสียงซ้อนทับกันอยู่ “กังวล และไม่สบายใจ”

เรื่องของเรื่องสไตล์เก๋าเกม นายอภิสิทธิ์และคนประชาธิปัตย์ อ่านทางแล้ว อยู่ในจุดได้เปรียบตามระบบเลือกตั้ง ส.ส. และฟอร์มตั้งรัฐบาลใหม่ อย่างไรก็ได้เปรียบ เพราะถือเป็น “ขั้วใหญ่”

ยังไงแผน “ผู้นำคนนอก” ต้องหวัง “พึ่งแต้ม ปชป.”

เลยอยู่ในจุดที่ “อภิสิทธิ์” ที่มีนายหัวใหญ่แบ็กอัพ ยังออกลีลาหล่อหลักการ

ดึงเกม-เล่นเชิงต่อไปได้

ไม่รีบร้อนเหมือนขั้ว “ลุงกำนัน” ที่มี “ทางบังคับ” ให้ต้องเร่ง ยอมเดินเข้าแผนอำนาจพิเศษ

เข้าอยู่ในบัญชี “ผู้เล่น” ของฝ่ายจัดแจงตั้ง “นั่งร้าน” รอไว้.

ทีมข่าวการเมือง

วันศุกร์ที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2560

วปอ.คอนเน็คชั่น

วปอ.คอนเน็คชั่น
นายกฯ เตือน นศ.วปอ.อย่าเรียน เพื่อหวัง
คอนเน็คชัน เตือนหากใคร หาประโยชน์เพื่อนต้องเตือนเพื่อน แต่ถ้าเตือนไม่ได้ ให้"ตัดหางปล่อยวัด"
พอใจยุทธศาสตร์ชาตินศ.ปอ.ตรงรัฐบาล รับแก้ปัญหายากเพราะนิสัยคนระบุคกก.ที่ตั้งขึ้นมาเพื่อขับเคลื่อนทิศทางเดียวกันทุกคนอยู่เรือลำใหญ่ไปด้วยกันไม่ใช่เรือแป๊ะ

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) รับฟังการแถลงยุทธศาสตร์ชาติ - ยุทธศาสตร์ทหาร พ.ศ. 2561-2580 ของคณะนักศึกษาวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร นักศึกษาวิทยาลัยเสนาธิการทหาร และนักศึกษาวิทยาลัยการทัพทั้ง 3 เหล่าทัพ ประจำปีการศึกษา 2560
โดยมี พลเอกอนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว. มหาดไทย ลพล.อ.อุดมเดช สีตบุตร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม ผู้บัญชาการเหล่าทัพ และผู้แทนจากองค์กรต่าง ๆ เข้าร่วมรับฟังด้วย
ทั้งนี้ยุทธศาสตร์ชาติ และยุทธศาสตร์ทหาร คณะนักศึกษาฯ ร่วมกันจัดทำโดยอาศัยกรอบยุทศาสตร์ชาติ 20 ปีของรัฐบาลเป็นแนวทาง โดยมีความมุ่งหมายเพื่อเสนอแนะทางวิชาการแนวคิด เพื่อให้ผู้บริหารระดับสูงได้พิจารณานำไปใช้ประโยชน์ รวมทั้งนำเสนอแนวทางการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติให้มีความชัดเจนมากขึ้น

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวตอนหนึ่งว่า ตนในฐานะศิษย์เก่า วปอ.รุ่นที่ 50 ซึ่งทุกคนคาดหวังว่าทำอย่างไรจะให้ประเทศมียุทธศาสตร์ชาติ ถ้าตนไม่มายืนตรงนี้ไม่มีทางเกิดขึ้นได้ ถ้าไม่มีการคิดวิเคราะห์ตามหลักวิชาการ ปัญหาที่จะตามมาต่อไปคือ ทำอย่างไรที่จะให้เกิดขึ้นอย่างแท้จริง เพราะทุกคนรู้อยู่แล้วว่าปัญหาคืออะไร รู้ถึงวิธีการแก้ปัญหาทั้งเชิงวิชาการ การบริหารจัดการ
แต่ในช่วงที่ผ่านมามันเกิดขึ้นไม่ได้ ซึ่งจะโทษใครไม่ได้ ตนจึงจะต้องทำให้ทุกอย่างเกิดขึ้นให้ได้ ทุกคนจะต้องร่วมมือกัน วันนี้ตนรับหน้าที่เป็นประธานเกือบทุกกลุ่มจนหัวสมองเกือบแยกไม่ออก นั่งฟังไปก็คิดตามจนไฟช็อตในหัวไปหมด ยอมรับว่ายุทธศาสตร์ชาติของรุ่นนี้เป็นที่น่าพอใจ เพราะตรงกับยุทธศาสตร์ชาติที่รัฐบาลได้วางไว้ ซึ่งทั้งหมดก็ได้รับความร่วมมือจากอาจารย์โรงเรียนเสนาธิการทหารมาช่วยกันทำ พร้อมกับคณะสนช. และสปท.

"วันนี้เทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงไปเร็วจนคนตามไม่ทัน ทำให้เกิดความแตกต่างในขั้นพื้นฐาน ซึ่งเราก็ต้องพัฒนาให้ได้ เด็กรุ่นใหม่เรียนรู้ได้เร็วทุกเรื่อง แต่ปัญหาคือไม่รู้จะทำงานอย่างไร ติทุกอย่างแต่ทำงานไม่ได้ พวกคนแก่ เก่า ๆ อย่างตนกลับทำงานได้ แต่อาจจะมีความทันสมัยน้อยหน่อย" นายกฯ กล่าว

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา ทรงมีรับสั่ง 2 คำด้วยกันคือ ความเท่าเทียม และความเป็นธรรม หมายความว่าจะต้องทำให้คนทุกคน เข้าถึงโอกาสทางเลือก รายได้ อาชีพอย่างเท่าเทียมกัน ไม่ว่าจะเป็นคนรวย คนจน หรือผู้มีรายได้ปานกลาง เราต้องคำนึงถึงสิทธิของทุกคนในฐานะที่เป็นพลเมืองไทย ซึ่งยอมรับว่ายาก แต่ถ้าคนไม่เข้าใจก็จะกลายเป็นว่าไม่เกิดความเท่าเทียม เราจึงต้องพยายามสร้างความเข้าใจให้เกิดขึ้น สิ่งที่เราต้องเร่งทำวันนี้คือ ลดปัญหาของทุกกลุ่ม ทุกฝ่าย ลดความเหลื่อมล้ำให้ได้ แต่ต้องยอมรับว่าแต่ละพื้นที่ย่อมมีความไม่เท่าเทียม ทุกอย่างคือความเหลื่อมล้ำของแต่ละจังหวัด ซึ่งรัฐบาลได้หยิบขึ้นมาพิจารณา เพราะถ้าปล่อยให้เป็นแบบเดิมปัญหาก็จะเป็นแบบเดิมตามกลไกประชาธิปไตยเหมือนที่ผ่านมา เราจึงต้องมียุทธศาสตร์ชาติ เพื่อลดปัญหา และเพิ่มการพัฒนา

ประเทศไทยมีคนหลายกลุ่มหลายฝ่าย มีความแตกต่าง ปัญหาปัจจุบันที่ยังแก้ไม่ได้ คือคนไทยยังติดกับปัญหาเดิม ๆ ทั้งความไม่พร้อมของประชาชน การศึกษา หลักคิดต่าง ๆ เป็นปัญหาที่ใหญ่ที่สุด ฝ่ายบริหารวางแผนและเขียนออกมาได้ แต่เวลาทำไม่ง่าย เพราะพื้นที่ทุกตารางนิ้วของประเทศมีเจ้าของ ไม่ว่าจะแก้หรือปรับอะไรก็ติดปัญหาที่คนทั้งหมด แต่ก็ต้องทำและแก้ แม้จะยากเพราะทุกอย่างมันกลายเป็นนิสัยของคนไปแล้ว ผมไม่ได้โทษใครทุกคนมีส่วนร่วมทำให้เกิดปัญหา เพราะมีประชาธิปไตยมาโดยตลอด และเราจะต้องมีต่อไป เพียงแต่จะทำอย่างไรไม่ให้ประชาธิปไตยเป็นเหมือนเดิมอีก ต้องทำให้ทุกอย่างเดินหน้าตามกรอบความจำเป็น ถือเป็นความเป็นความตายของประเทศ ต้องคิดว่าทำอย่างไรให้ทั้ง 6 ภาคของประเทศมีศักยภาพ และเจริญเติบโตด้วยตัวเอง โดยไม่เกิดการทับซ้อน แย้งการตลาด หรือการผลิต

วันนี้ถ้าเราไม่สร้างจิตสำนึกให้กับทุกคนให้รู้ว่าปัญหาของประเทศอยู่ตรงไหน ไม่มีทางสำเร็จ ไม่ต้องไปรอศตวรรษที่ 21 เพราะถ้ามัวรออยู่ก็แก้ไม่ทัน ตั้งแต่ผมเข้ามาก็ทำตามโรดแมปที่วางไว้ มีการขับเคลื่อนเป็นระยะ จนกระทั่งมีรัฐธรรมนูญ ตลอด 3 ปี ทั้งรัฐบาล คสช. ทำงานมาโดยตลอด ทั้งแผนยุทธศาสตร์ชาติ การสร้างความปรองดอง และการปฏิรูป จึงได้มีการตั้งคณะกรรมการปยป. ขึ้นมา แต่การทำงานเมื่อยังช้าอยู่ก็จึงต้องมีสำนักงานบริหารนโยบายของนายกรัฐมนตรี (พีเอ็มดียู) เพื่อขับเคลื่อนให้กิจกรรมเร่งด่วนสำคัญ และอาจจำเป็นต้องใช้กฎหมายมาตรา 44 ซึ่งคณะกรรมการชุดต่าง ๆ ที่ตั้งขึ้นมาเพื่อขับเคลื่อนไปในทิศทางเดียวกัน ตอนนี้เราทุกคนกำลังนั่งเรือลำใหญ่ไปด้วยกัน ซึ่งไม่ใช่เรือแป๊ะ
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า "ฝากไว้สุดท้าย การเป็นนักศึกวปอ.ไม่ใช่มาเพื่อสร้างคอนเน็กชัน จำไว้นะ มาสร้างในเรื่องของการทำความดีร่วมกัน ขับเคลื่อนประเทศร่วมกัน คนดีไม่ดีรู้อยู่แล้ว ทุกคนรู้หมดใครเป็นอย่างไรใครดีไม่ดี แต่ถ้าเมื่อใดก็ตามเพื่อนทำไม่ดีก็อย่าทำกับเขา เข้าใจไหม ตักเตือนชักจูงกลับมาให้เป็นคนดี
การที่เราจะคบกับคนมันเลือกคบคนไม่ได้มีทั้งมีคนดีและคนไม่ดี แต่เราจะทำอย่างไรที่เราจะเติมความรู้ให้คนไม่ดีเหล่านั้นให้มาดีให้ได้ อย่างน้อยก็ไม่ไปดูถูกคนอื่น ต่อให้ตัดหัวมันก็คือเพื่อน ท้ายสุดมันยังไม่ดีขึ้นก็ตัดหางปล่อยวัดไป อย่าให้เขามาใช้คอนเน็กชันเพื่อผลประโยชน์ในวันหน้า"
จากนั้นพล.อ.ประยุทธ์ ได้ชี้ถามด้วยว่า "ใครทำอย่างนั้นยกมือขึ้น ไม่มีนะสัญญากับผมแล้วนะ เป็นคอนเน็กชันกับรัฐบาลเพื่อเดินหน้าประเทศไปข้างหน้า"

นายหัวชวนพูดกับ"ลุงตู้""นักการเมืองเลว มันก็มีจริงครับ ทหารเลว มันก็มีครับ"

"นักการเมืองเลว มันก็มีจริงครับ ทหารเลว มันก็มีครับ"
Talk Together ....กับ "อดีตนายกฯชวน" พูดถึง "นายกฯบิ๊กตู่" และ ภารกิจสุดขอบฟ้่า ทำให้"อภิสิทธิ์"กลับมาเป็นนายกฯอีกครั้ง ปัดตอบ หนุน"บิ๊กตู่"เป็นนายกหรือไม่ แต่พรรคว่ายังไงก็ทำตามมติพรรค ชี้ มีแวว"บิ๊กตู่"อยู่ยาว
ครั้งแรก ที่ได้สัมภาษณ์ พูดคุย ทั้ง ในรอบ-นอกรอบ กับ อดีตนายกฯ"ชวน หลีกภัย" ใน รายการ Talk Together ของ "พี่แอ๊ะ วิสุทธิ์ คมวัชรพงศ์".ทาง McOT Radio .....แม้จะมี การ"ผิดคิว" เรื่องแขกรับเชิญ. ทำให้ จาก แขกรับเชิญ กลายเป็นพิธีกรร่วม...แต่ สำหรับ "วาส" คุ้มมาก ที่ วันนี้ นอนดึกมาก
เห็นใกล้ๆ แล้ว คุณชวน หน้าใส มาก เจ้าตัว ยันไม่เคยใช้ครีม หรือ โลชั่นใดๆ หน้าสด แจ่ม แบบนี้ แม้จะ79 แล้ว ที่เคยใช้คือ ครีมแก้คัน เวลาคันเท่านั้น
แต่ ที่ต้อง ขีดเส้นใต้ คือ คุณชวน เล่าถึงเหตุการณ์ เมื่อ 6ธค.2559ที่ได้อยู่ในงานเดียวกับ พลเอกประยุทธ์ นายกฯ ที่พูดตำหนินักการเมือง มาตลอดทุกสัปดาห์ แต่ผมไม่มีโอกาสได้พบท่าน แต่วันนั้น ได้เจอท่าน
ท่านว่านักการเมืองไม่ดี แล้วผมอยู่ตรงนั้นด้วย ผมก็เลยถือโอกาส เรียนท่านนายกฯตรงๆว่า "ท่านนายกฯครับ นักการเมืองเลว มันก็มีจริงครับ ทหารเลว มันก็มีครับ ผมก็พูดแบบนั้นเลย ทหารส่วนใหญ่ในบ้านเมือง เป็นคนดี แต่ทว่า ไม่ได้ดีทุกคน นักการเมือง ที่มัม่ ก็ไม่ใช่ดีทุกคน
ไม่มีองค์กรใดที่มีคนไม่ดีทั้งหมดและดีทั้งหมด
ผมก็เรียนท่านนายกรัฐมนตรีว่า ท่านอย่าไปเหมารวมสิครับ. ท่านนายกฯก็บอกว่าผมไม่ได้เหมา ผมก็บอกว่า แต่เวลาท่านพูดท่านไม่เคยยกเว้น
ก็ต้องขอบพระคุณท่านที่หลังจากนั้นมา ในรายการท่านวันศุกร์นั้น เป็นครั้งแรกที่ท่านบอกว่า นักการเมืองที่ดีก็มี

ไม่แค่นั้น อดีตนายกฯชวน ยังยืนยันว่าจะลงเลือกตั้งต่อไป และจะสนับสนุนให้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เป็นนายกรัฐมนตรี อีกครั้งหนึ่ง. แต่ปัดตอบว่า ตนเองพร้อมจะเป็นนายกรัฐมนตรีหรือไม่

ส่วนจะสนับสนุนมพลเอกประยุทธ์ เป็นนายกรัฐมนตรี หรือพร้อมทำงานกับพลเอกประยุทธ์ เช่นที่ คุณอภิสิทธิ์ บิก หรือไม่นั้น อดีตนายกฯชวน กล่าวว่า ไม่เคยได้ยินว่านายอภิสิทธิ์ พูดว่าพร้อมจะร่วมงานกับ พลเอกประยุทธ์ แต่น่าจะพูดโดยภาพรวมว่าพร้อมจะทำงานกับคนที่ทำงานเพื่อประเทศชาติ คงไม่ได้ระบุชื่อ
แต่สำหรับผมนั้น ในฐานะลูกพรรค หากมติพรรคว่าอย่างไรผมก็ต้องเคารพ ไม่ว่าผมจะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยก็ตาม แต่ก็ต้องทำตามมติพรรค
ก่อนตบท้ายการสนทนาว่า ตอนเป็นรมว.กลาโหม แม้จะมีงบราชการรับให้แต่ตนเองก็ไม่เคยใช้. แต่คืนให้กระทรวงกลาโหมทั้งหมดกว่า 7 ล้านบาท
อีกท้ัง ไม่ให้รัฐมนตรี ในรัฐบาล ขอยศทางทหาร เช่น เสธ.หนั่น พลตรีสนั่น ขจรประศาสน์ ที่ทางกองทัพจะขอพระราชทานยศพลเอกให้. แต่ผมก็บอกเสธ.หนั่น ว่าอย่ารับเลย
ที่สำคัญได้ถาม คุณชวนว่า ทำไมทหารจึงมักสนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์
และยังไม่เชื่อว่า นายสุเทพ. จะตั้งพรรคการเมือง
ที่ยิ่งกว่านั้นคุณชวน ที่เป็นนักการเมืองผู้คร่ำหวอด ตั้งข้อสังเกต เรื่องรัฐธรรมนูญและโอกาสของกับการที่ พลเอกประยุทธ์ จะอยู่ยาว ไม่ใช่แค่ช่วงบทเฉพาะกาลเท่านั้นแต่อาจจะอยู่ยาวกว่านั้น ด้วยคำว่ามันมีอะไรแปลกๆ
แต่ก็ยังเชื่อว่าจะมีการเลือกตั้งเพียงแต่ไม่สามารถกำหนดเวลาได้ว่าจะเลือกตั้งเมื่อใดเพราะยังไงประเทศเราก็ต้องเป็นระบอบประชาธิปไตย
ลองชมย้อนหลัง https://www.facebook.com/MRNChannel/videos/1978902952340951/

สงสาร "บิ๊กเจี๊ยบ"..!!!!



สงสาร "บิ๊กเจี๊ยบ"..!!!!
"นายกบิ๊กตู่" หยุดยืน ตรงหน้า พลเอกเฉลิมชัย ผบ.ทบ. เพื่อทักทาย ผบ.เหล่าทัพ หลังเสร็จฟังยุทธศาสตร์ชาติ วปอ.....
แถม บอก บิ๊กเจี๊ยบ ว่า "เบื่อ ถามกันแต่เรื่องเดิมๆ เรื่องเก่าๆ"
บ่นสื่อ หลังถูกถามเรื่อง ผบ.ทบ.เผยว่า ทบ. ปลดประจำการเรือเหาะ เพราะหมดอายุ
ก่อนเดิน จะขึ้นรถกลับ แล้วหันมาจับแขน บิ๊กป๊อก สบตา ด้วยความเห็นใจ เข้าใจ หลัง บิ๊กป๊อก โดนโจมตี ต่อเนื่อง
ตั้งแต่เรื่องการหลบหนีของ อดีตนายกฯยิ่งลักษณ์. และการให้ "กระทิงแดง" เช่าพื้นที่ป่าชุมชน ที่ขอนแก่น
จนมาถึงเรื่องเรือเหาะ ที่หมดอายุจนกองทัพบกต้องปลดประจำการ เพราะซื้อในยุคที่บิ๊กป๊อก เป็นผู้บัญชาการทหารบก
ที่สำคัญงานนี้ เพราะนักข่าวถาม
บิ๊กเจี๊ยบ ถึงความคืบหน้าในการใช้งานเรือเหาะ หลังมีข่าวเปิดประมูลรถกว๊านบอลลูน
แต่ทว่า ไม่ใช่รถกว๊านเรือเหาะ แต่ก็ถูกทำให้เข้าใจว่าเกี่ยวข้องกับเรือเหาะ จึงทำให้ประเด็นนี้ถูกคุ้ย ขึ้นมาอีกครั้ง

"บิ๊กเจี๊ยบ" เตรียมบิน เกาหลี ร่วมประชุม ผบ.ทบ. ภาคพื้นแปซิฟิก PACC X 17-19กย.

"บิ๊กเจี๊ยบ" เตรียมบิน เกาหลี ร่วมประชุม ผบ.ทบ. ภาคพื้นแปซิฟิก PACC X 17-19กย. หาจุดร่วม จับมือรับ ภัยคุกคามรูปแบบใหม่ พร้อม ถกทวิฯกับ ผบ.ทบ.ออสเตรเลีย ญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา ฟิลิปปินส์ และเกาหลี
พลเอกเฉลิมชัย สิทธิสาท ผู้บัญชาการทหารบก มีกำหนดเดินทางเข้าร่วมการประชุมผู้บัญชาการทหารบกภาคพื้นแปซิฟิก ครั้งที่ 10 (Pacific Armies Chiefs Conference X) หรือ PACC X
ระหว่าง 17-19กันยายน 2560 ที่ สาธารณรัฐเกาหลี

พันเอกหญิง ศิริจันทร์ งาทอง รองโฆษกกองทัพบก กล่าวว่า การประชุมผู้บัญชาการทหารบกภาคพื้นแปซิฟิก จะจัดขึ้นทุก 2 ปี มีกองทัพบกสหรัฐอเมริกาเป็นเจ้าภาพหลัก และหมุนเวียนประเทศในภาคพื้นแปซิฟิกร่วมเป็นเจ้าภาพ

สำหรับในปีนี้กองทัพบกสาธารณรัฐเกาหลีเป็นเจ้าภาพร่วม และมีกองทัพบกในภาคพื้นแปซิฟิกจำนวน 28ประเทศ เข้าร่วมการประชุม ภายใต้หัวข้อเรื่อง “เอกภาพของความพยายาม : เสริมสร้างพันธมิตรพลเรือน – ทหาร ในการตอบสนองต่อภัยคุกคามความมั่นคงรูปแบบใหม่ของกองกำลังทางบก”
(Unity of Effort : Building Civil-Military Partnerships in Land Force Response to Non-Traditional Security Threats)

โดยในห้วงเวลาเดียวกันนี้ จะมีการประชุมแลกเปลี่ยนประสบการณ์นายทหารประทวนภาคพื้นแปซิฟิกด้วย โดยกองทัพบกได้ส่งกำลังพลชั้นประทวนจากกองทัพภาคที่ 2 เข้าร่วมในกิจกรรม

สำหรับพิธีเปิดการประชุม PACC X จัดขึ้นในวันจันทร์ที่ 18กันยายน 2560 โดยมีการประชุมทั้งในลักษณะทวิภาคีและพหุภาคี ประกอบกับการบรรยายโดยผู้ทรงคุณวุฒิ

นายบัน คี มุน อดีตเลขาธิการสหประชาชาติ และการหยิบยกประเด็นที่เป็นที่สนใจร่วมกันมาถกแถลงแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็น

สำหรับการประชุมแบบทวิภาคีในคราวนี้ พลเอกเฉลิมชัย จะได้ร่วมหารือกับผู้บัญชาการทหารบกออสเตรเลีย ญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา ฟิลิปปินส์ และสาธารณรัฐเกาหลี

การประชุมผู้บัญชาการทหารบกภาคพื้นแปซิฟิก นอกจากจะเป็นโอกาสอันดีที่ผู้บัญชาการทหารบกในภูมิภาค ได้พบปะ หารือ แลกเปลี่ยนข่าวสารและข้อคิดเห็นในงานที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงแล้ว ยังจะเป็นเวทีที่จะนำไปสู่การพัฒนาและความร่วมมือระหว่างประเทศในมิติอื่นๆ ได้อีกด้วย อันจะนำไปสู่ความมั่นคงของภูมิภาคและของประเทศไทยได้เป็นอย่างดี

ประชาธิปัตย์ บนทาง 2 แพร่ง จะเลือก “สุเทพ” หรือ “อภิสิทธิ์”

ประชาธิปัตย์ บนทาง 2 แพร่ง จะเลือก “สุเทพ” หรือ “อภิสิทธิ์”


พลันที่มีเสียง “เปรย” จาก นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ว่าอาจจำเป็นต้องจัดตั้งพรรคการเมือง

ก็มี “ท่าที” จาก “พรรคประชาธิปัตย์”

แม้จะเสมอเป็นเพียง “ท่าที” ในเชิงตั้งเป็น “คำถาม”และสะ ท้อนความรู้สึกไม่แน่ใจเท่าใดนัก

แต่เมื่อเป็นคำถามจาก นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จึงสำคัญ

ความไม่แน่ใจของ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นความไม่แน่ใจว่า นายสุเทพ เทือกสุบรรณ จะจัดตั้งพรรคการเมืองขึ้นจริง หรือไม่

เป็นความไม่แน่ใจเพราะว่าจะเป็นการจัดตั้งพรรคเพื่อสนับ สนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี

ประเด็นหลังนี้แหลมคมและสำคัญ

ความจริงแล้ว ท่าทีที่ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เชียร์และสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา มิได้เป็นเรื่องใหม่

ก่อน “รัฐประหาร”ก็เป็นเช่นนี้

หลัง “รัฐประหาร” เมื่อเดือนพฤษภาคม 2557 ยิ่งมีความเด่นชัด เป็นรูปธรรม

ถึงกับระบุว่า “เป็นรัฐบาลของพวกเรา”

เตือนมวลชนโดยเฉพาะอย่างยิ่งชาวสวนยางพาราว่าไม่ควรออกมาเคลื่อนไหว เรียกร้อง

“ให้อดทนเพราะเป็นรัฐบาลของพวกเรา”

แต่การที่ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ จะถึงกับจัดตั้งพรรคการ เมืองขึ้นมาเพื่อรองรับการสืบทอดอำนาจของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นเรื่องละเอียดอ่อนอย่างเป็นพิเศษ

เมื่อมองจากพรรคประชาธิปัตย์ เมื่อมองจาก นายอภิสิทธิ์ เวชชาชี่วะ

การเน้นในเรื่องการจัดตั้งพรรคของ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ จาก นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จึงสำคัญ
สำคัญกับ พรรคประชาธิปัตย์

สำคัญกับ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ และมวลชนของ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ไม่ว่าจะอยู่ในกปปส. ไม่ว่าจะอยู่ในพรรคประ ชาธิปัตย์ก็ตาม

นี่จึงเป็นอีกทางเลือก 1 ในทางการเมือง

เป็นทางเลือกที่”พรรคประชาธิปัตย์” ต้องคิดหนัก

เลขาฯนายกฯ-ผู้กำกับสันติบาลตรวจสอบห้องน้ำหญิง จ่อติดวงจรปิดเพิ่ม หลังเหตุถ้ำมอง

เลขาฯนายกฯ-ผู้กำกับสันติบาลตรวจสอบห้องน้ำหญิง จ่อติดวงจรปิดเพิ่ม หลังเหตุถ้ำมอง


เลขาฯนายกฯ-ผู้กำกับสันติบาลทำเนียบตรวจสอบห้องน้ำหญิง เตรียมติดกล้องวงจรปิดเพิ่ม หลังเหตุถ้ำมอง

เมื่อเวลา 14.30 น. วันที่ 15 กันยายน 2560 ที่ทำเนียบรัฐบาล ภายหลังเกิดกรณีถ้ำมองห้องน้ำหญิงภายในทำเนียบรัฐบาล พ.ต.อ.เกียรติ กาบบัว ผู้กำกับการ 4 กองบังคับการตำรวจสันติบาล 3 ทำเนียบรัฐบาล ได้เดินทางมาตรวจสอบบริเวณห้องน้ำหญิง ชั้น 1 ตึกบัญชาการ 1 และให้สัมภาษณ์ว่า จากการตรวจสอบพบว่าป้ายสัญลักษณ์ห้องน้ำมีขนาดเล็กเกินไป ทำให้ผู้ที่ต้องการเข้าห้องน้ำอย่างเร่งด่วนอาจไม่ทันสังเกต และบริเวณทางเดินหน้าห้องน้ำไม่มีการติดตั้งกล้องวงจรปิด มีเพียงกล้องวงจรปิดที่ติดตั้งอยู่บริเวณด้านหลัง ซึ่งจะเห็นเพียงคนที่เข้า-ออกประตูหลังตึกบัญชาการ 1 เท่านั้น โดยหลังจากนี้จะนำเรื่องดังกล่าวไปหารือกับผู้อำนวยการกองสถานที่ ยานพาหนะ และรักษาความปลอดภัย เพื่อปรับปรุงข้อบกพร่องต่างๆ และจะมีการติดตามรายละเอียดว่าบุคคลที่ก่อเหตุเป็นคนในหรือคนนอก เพราะบริเวณที่เกิดเหตุใกล้กับตลาดคลองผดุงกรุงเกษม รวมถึงจะมีการสอบถามรายละเอียดกับบุคคลที่อยู่ในเหตุการณ์ด้วย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระหว่างที่ พ.ต.อ.เกียรติกำลังให้สัมภาษณ์ พล.อ.วิลาศ อรุณศรี เลขาธิการนายกรัฐมนตรี ได้มาตรวจสอบบริเวณดังกล่าวด้วย โดยได้สอบถามรายละเอียดเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นด้วยสีหน้าไม่พอใจอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งปฏิเสธที่จะให้สัมภาษณ์และไม่ให้ช่างภาพถ่ายภาพตัวเองขณะตรวจสอบ โดยระบุเพียงสั้นๆ ว่า “ผมให้ความสำคัญ ถึงมาดูด้วยตัวเอง”

เปลี่ยนสูตร "แก้ปัญหาใต้" บ้างดีมั้ย?

ปัญหา ๓ จังหวัดใต้ คือปัญหาในมุ้ง........
แต่รัฐบาลไม่สน "กระชับใจ" ชาวบ้านที่อยู่ในพื้นที่ ๓ จังหวัดใต้โดยตรง
แต่กลับตะพึด-ตะพือ ไปแสวงหาข้อตกลงกับพวกที่อุปโลกน์เป็น "นายหน้าโจร" ที่อยู่ในมาเลย์
คุยกันมากี่ปีแล้วล่ะ.........
ผลงานที่เป็นรูปธรรม คือ "รูปถ่ายหมู่" คณะเจรจากับคณะโจร?
กับผลระเบิดซ้ำซาก วิธีการซ้ำซาก เจ้าหน้าที่ตำรวจ-ทหาร-ชาวบ้าน "เจ็บ-ตาย" ซ้ำซาก
เมื่อวาน (๑๔ ก.ย.๖๐) ที่กาบัง ยะลา เป็น "ตัวอย่างซ้ำซาก" เราต้องสูญเสียเจ้าหน้าที่ไปอีก ๒ นาย
-ด.ต.อนิรุทธ จันทะวงษ์ เจ้าหน้าที่เก็บกู้ระเบิด
-สิบตรีธเนศ พุทธโท เจ้าหน้าที่ทหารพราน
ผมดูภาพเหตุการณ์ที่เผยแพร่ตามโซเชียลมีเดียแล้ว "สงสาร-เข้าใจ" พี่น้องตำรวจ-ทหารของเรามาก
เพราะความมุ่งมั่นพิทักษ์ชีวิตชาวบ้าน ทราบเหตุระเบิด ก็รีบไปเก็บกู้
เพราะห่วงชาวบ้านเหนือห่วงปลอดภัยตัวเองนั่นแหละ
ไปถึงปุ๊บ คงเข้าไปจุดระเบิดปั๊บ
ก็เลย "ติดกับดักโจร".........
คือกลางคืนมันระเบิดล่อให้ถลำเข้าไป ตอนกลางวัน ก็เข้าไปแบบซื่อๆ ตามแผนมันจริงๆ
มันก็ "กดระเบิด" ตูม..ตูม ใส่เจ้าหน้าที่ทั้งกลุ่ม!
ดูชัยภูมิตรงจุดเกิดเหตุ ..........
สองข้างทางเป็นดงไม้-พงหญ้าค่อนข้างครึ้ม อำนวยต่อการพรางตา-พรางตัว เพื่อปฏิบัติการ "กัดกระหนาบ"
ถ้าเคลียร์พื้นที่ก่อนเข้า สถานการณ์อาจเป็นอีกแบบก็ได้?
พูดกันตามสถานการณ์เป็นจริงใน ๓ จังหวัดใต้ เท่าที่ผมสังเกต
๑.ชาวบ้านในพื้นที่เข้าใจ-ร่วมมือกับเจ้าหน้าที่มากขึ้น
๒.เหตุรุนแรง และการสูญเสียเจ้าหน้าที่ลักษณะนี้ ลดน้อยลง
ถ้าให้ตีโจทย์ ผมจะตีว่า...........
หมายถึง ทางการ "แยกประชาชน" ออกจากโจรได้ในระดับหนึ่งแล้ว ระบบ "จำเป็นโจร" เพราะเจ้าหน้าที่รัฐบีบคั้น-รังแกเริ่มน้อยลง
โจร ๓ จังหวัดใต้ กำลังเป็น "โจรจำเป็น"
จะคืนสู่ความเป็น "ชาวบ้านเต็มขั้น" ก็ยังประดัก-ประเดิด ครั้นจะโจรเต็มตัว ก็ไม่รุ่งแล้ว
จึงยัง "ครึ่งโจร-ครึ่งชาวบ้าน" เพราะยังไม่มีทางไปสู่จุดสรุป
ถ้ารัฐบาลเบนเป้า จากขะมักเขม้นเจรจาล้มๆ แล้งๆ นอกประเทศ มาสนใจ-ใส่ใจจริงจัง กับชาวบ้านในพื้นที่
เมื่อชาวบ้านกับภาครัฐ มีความเข้าใจ เดินไปในทางพัฒนาเดียวกัน ด้วยเป้าหมายทาง "อาชีพ-ชีวิต-สังคม" ที่หมดความหวาดระแวงต่อกัน
โจรนั้น ซึ่งก็ไม่ใช่อื่นไกล ลูกๆ หลานๆ ชาวบ้านด้วยกันนั่นแหละ จะเป็นโจรต่อไปเพื่ออะไร?
เมื่อชาวบ้าน+ทางการ "สร้างสะพานให้เดิน" จะมัวไปซุ่มป่า-กดระเบิดอยู่ทำไม สู้กับตำรวจ-ทหารน่ะ ซักวัน ต้องตายแน่
คืนสภาพ "ชาวบ้าน" กลับเข้ามาทำมาหากิน ด้วยงานการที่ภาครัฐเข้าไปพัฒนาไม่ดีกว่าหรือ?
การที่เขาไม่มีอาชีพ ไม่มีความหวังในอนาคต และไม่มีใจลงไปประสานใจจริงๆ จังๆ นั่นแหละ
เป็น "ช่องว่าง"............
ให้ทั้ง โจรจริง-โจรเทียม โจรการเมือง และโจรทางงบประมาณ ทำแผ่นดิน ๓ จังหวัดใต้ ให้กลายเป็น
"แดนโจรถาวร"!
มันไม่มีอะไรเป็นความหวังที่เรียกว่า "อนาคต" สำหรับคน ๓ จังหวัดใต้จริงๆ นะ
ใครไม่เชื่อ ก็ลงไปสัมผัสด้วยตัวเองดูก็ได้!
ผมไปทุกปี จึงเห็น พื้นที่อุดมสมบูรณ์ สาธารณูปโภค ถนนหนทางดีมาก
นอกจากสวนยาง ทั้งป่า ทั้งทะเล ทั้งที่ท่องเที่ยว ทั้งสวนผลหมากรากไม้หลากหลาย ก็จริง
มันมีแค่ชีวิต..........
แต่เป็นชีวิตที่ไม่มีชีวา
ดินชุ่ม แต่ใจคนแห้งแล้ง ผลหมากรากไม้ ปลูกไว้ ออกลูก-ออกผล ก็เน่าคาต้น
ใครจะกล้าไปซื้อ-ไปขน เอาออกมาจากสวน จากป่าล่ะ มันไม่คุ้มกับเสี่ยง "ตายฟรี"!
คนพื้นที่ อยู่เพื่อรีบกิน-รีบทำธุระให้เสร็จก่อน ๕ โมงเย็น
แล้วรีบกลับเข้าบ้าน.......
เพราะเลย ๕ โมงเย็นไป อาจได้กลับบ้านตอนเช้าของอีกวันในสภาพศพ
นี่เป็นสภาพจริงของพื้นที่ "ลึกเข้าไป" ใน ๓ จังหวัดใต้
แต่ในตัวเมือง ตัวชุมชน ไม่มีอะไรน่าห่วง อย่างที่จินตนาการกันจากข่าว
ทหาร "ชั้นผู้น้อย" ตามถนน ตามจุดชุมชน ที่ถูกส่งไปยืนประจำการบางจุดน่ะ
หลายๆ แห่ง เห็นแล้ว สงสาร........
ส่งไปป้องกันโจรให้ชาวบ้าน หรือให้ชาวบ้านคุ้มกันโจรให้เจ้าหน้าที่ก็มิทราบ?
ผมไป อดซื้อของติดรถไปด้วยไม่ได้ เจอก็แบ่งปันกัน
เคยเจอทหารที่เรียก "ไอ้เณร" อยู่คน ยืนตากแดด จับไข้สั่นด๊กๆ ไปหาซื้อน้ำ-ซื้อยาแก้ไข้มาให้
บอกให้กินน้ำมากๆ พักผ่อนมากๆ เธอบอกว่า
ดื่มน้ำมากๆ พอได้ แต่พักผ่อนมากๆ นี่ เห็นจะไม่ได้ครับ!
โครงการพัฒนาจากภาครัฐในภาคใต้ ผมเห็นมีเยอะ แต่ก็รู้ๆ กันอยู่ เมืองไทยน่ะ มีโครงการวันนี้
แต่อีก ๕๐ ปีข้างหน้า จึงเกิด!
ก็ไม่ว่ากัน เพราะตามพื้นสภาพ คนใต้ไม่อดตาย เพราะแผ่นดินสมบูรณ์
แต่ที่มันไม่ต้องลงทุนอะไรมากมาย เพียงเข้าใจ "วิถี-ชีวิต-จิตใจ" คนใต้ แล้วให้สิ่งที่ขาดตรงนั้นกับเขาบ้าง
จากทางขนาน "ชาวบ้าน-รัฐ" จะเป็นทางร่วมชนิดคาดไม่ถึง!
เอาง่ายๆ ที่สุด นอกจากแสงอาทิตย์ตอนกลางวัน แสงจันทร์ตอนกลางคืนแล้ว
พี่น้อง ๓ จังหวัดใต้ "นอกตัวเมือง" แทบจะไม่ได้เห็นแสงไฟ-แสงนีออน และเสียง จากเวทีการเล่น-การแสดงมหรสพใดๆ
และแทบไม่มีกิจกรรมที่รัก-ที่ชอบใดๆ ให้เป็นศูนย์รวมคนเลย!
"ตำรวจ-ทหาร" มีหน่วยดุริยางค์.........
เดือนละครั้ง-สองครั้ง ตามโอกาสอำนวย เปลี่ยนบังเกอร์เป็นเวที เปลี่ยนถือปืนเป็นจับไมค์ เปลี่ยนเสียงตูมตามเป็นเสียงเครื่องดนตรี
ให้ชาวบ้านแต่ละพื้นที่ได้ออกมาสัมผัสแสง-สี-เสียงยามค่ำคืน ได้มาดูการเล่น-การแสดงกันบ้าง
ใจคนที่เบิกบาน มันคือใจสมานใจ ต่อให้เป็นโจร เมื่อสังคมถิ่นคืนชีวิต-ชีวาร่วมกัน
ไม่มีใครอยากฆ่า-อยากเป็นโจรหรอก!
ผมเห็นหลายหน มีงานการละเล่น-การแสดง พี่น้องไทยพุทธ-ไทยมุสลิม ไม่ว่าชาย-หญิง จะออกมาสนุกสนาน-ครึกครื้น
ไม่มีโจร-ไม่มีระเบิดซักครั้ง!
อย่างล่าสุด ที่มวยไทยไฟต์ ไปตั้งเวทีต่อยกันที่ยะลา ผมดูจากถ่ายทอด คนเกือบ ๕ หมื่น
และที่คิดไม่ถึง.........
สุภาพสตรีมุสลิมพากันมาดูมวยมากมาย จากภาพที่เห็น เธอสนุกสนาน ตื่นเต้น ตาประกายมีความสุข
คนที่นั่น มาเล่าให้ผมฟังทีหลัง คนตั้ง ๔-๕ หมื่นมารวมกันตอนกลางคืน ไม่ต้องใช้กำลังรักษาการณ์อะไรเป็นพิเศษเลย
และไม่ปรากฏเหตุการณ์ร้ายใดๆ เกิดขึ้น!
หรืองานแข่งนกเขาแต่ละครั้ง ซึ่งเป็นงานใหญ่ คนทั้งในและนอกประเทศ แห่แหนกันไป ก็ไม่เคยปรากฏเหตุการณ์จากโจร
วานซืน เจ้าแหลม "ศรีสะเกษ นครหลวงโปรโมชั่น"........
ไปน็อก "กอนซาเลซ" แล้วมายื่นคางให้ "นายกฯ ประยุทธ์" น็อกที่ทำเนียบฯ
คือเรามีนักมวยดังระดับโลกเยอะ และขณะนี้โลกกำลังคลั่ง "มวยไทย"
อย่างบัวขาว ก็เป็นทหาร สมรักษ์ ก็ทหาร ศรีสะเกษ นี่ก็ตำรวจ หรืออย่าง "สมจิตร จงจอหอ" จากนักมวยเหรียญทอง ไปเป็นดาราทีวี
ทำไมกองทัพไม่เปิด "สถาบันฝึกสอนมวย" ที่ ๓ จังหวัดใต้ล่ะ?
จะที่ยะลา-ปัตตานี หรือนราธิวาส ได้ทั้งนั้น ประกาศใช้เยาวชน วัยรุ่น วัยหนุ่ม ทั้งหญิง-ทั้งชาย
ใครอยากฝึกมวยมาเลย เชิญปรมาจารย์ อย่างบัวขาว สมรักษ์ เขาทราย หรือนักมวยคนไหนที่สนใจอยากเป็นครูฝึกสอน ก็มาฝึก-มาสอนให้ที่ ๓ จังหวัดใต้นี่เลย
รับรอง...โจรบอก "กูเลิกเป็นโจรดีกว่า"
แล้วมาเข้าค่าย-เข้าแคมป์ ฝึกเป็นนักมวยกัน เพราะสายเลือดคน ๓ จังหวัดใต้ เป็นสายเลือดนักสู้ มีความอดทนเป็นเยี่ยมอยู่แล้ว
ที่สำคัญ วัยรุ่นที่นี่ ชอบกีฬา เช่น มวย-ฟุตบอล เป็นชีวิตจิตใจ ท่านแม่ทัพภาค ๔ น่าลองดูนะครับ ไม่เสียอะไร มีแต่ได้
นอกจากมวยแล้ว......
จะเปลี่ยนสนามระเบิดเป็นสนามฟุตบอล ยิ่งดีใหญ่ ครบเครื่อง-ครบสูตรเลย
ผมรับรอง "โจรสูญพันธุ์" แน่ แห่มาเป็นนักฟุตบอลกันหมด!
เนี่ย...โบราณว่า "ลางเนื้อชอบลางยา" รักษาหมอแผนปัจจุบันแทบตาย โรคไม่หาย
เจอ "ยาผีบอก" หม้อเดียว เดินปร๋อเลย!
เรื่อง ๓ จังหวัดใต้ ยืดเยื้อมาครึ่งศตวรรษ เดินตามทฤษฎี ตามยุทธศาสตร์ ผลาญงบประมาณไปครึ่งแผ่นดิน ไม่เกิดผล
ลองนอกตำรา แต่ตรงต้องการชาวบ้านดูบ้าง.......
ไม่ต้องใช้เงินมาก ใช้เพียงความจริงใจ ใช้การละเล่น-การกีฬา สลายช่องว่าง ประสานสังคม
รับรอง "ถมเต็ม" แน่นอน!.

หนีไม่พ้น "ลุงตู่" ลากยาว

หนีไม่พ้น "ลุงตู่" ลากยาว

สำเร็จเสร็จสิ้นโดยสมบูรณ์แบบไปแล้ว 1 ฉบับ

คิวล่าสุดที่ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง ประกาศมีผลบังคับใช้ตามกฎหมายอย่างเป็นทางการตั้งแต่วันที่ 14 กันยายนเป็นต้นไป

กฎหมายลูกที่เกี่ยวกับการเลือกตั้งฉบับแรก จากจำนวน 4 ฉบับลุล่วงไปแล้ว

รอลุ้นฉบับที่ 2 ร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง ที่อยู่ระหว่างรอการประกาศลงราชกิจจานุเบกษา เพื่อให้มีผลบังคับใช้ทางกฎหมายตามมา

แต่ไม่ได้หมายความว่า เค้าลางโรดแม็ปเลือกตั้งปลายปี 2561 จะมีความชัดเจนขึ้น

มิหนำซ้ำแนวโน้มขอต่อโปรโมชั่นอยู่ยาวของ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. กลับมาลือกระหึ่มหนาหูอีกครั้ง

ตามสัญญาณจากฝ่ายอำนาจพิเศษที่ยังแบ่งรับแบ่งสู้ ไม่กล้าการันตีเต็มปากว่า ฝ่ายการเมืองจะได้กลับสู่สนามเลือกตั้งตามโปรแกรมที่กำหนดหรือไม่

ในจังหวะแท็กทีมสอดรับกันของคีย์แมน คสช. ตั้งแต่ “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม ออกลีลาแทงกั๊ก ไม่มั่นใจจะได้เลือกตั้งปลายปีหน้า

ยกกฎหมายลูกเป็นข้ออ้างไม่รู้จะเสร็จทันตามกำหนดหรือไม่

อาการเดียวกับ “พรเพชร วิชิตชลชัย” ประธาน สนช. ที่ออกลูกพลิ้วเรื่องกรอบเวลาเลือกตั้ง จะต้องดูเงื่อนเวลาการพิจารณากฎหมายลูกประกอบกันไปด้วย เพราะไม่ได้ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของ สนช.เพียงอย่างเดียว ยังมีตัวแปรอื่นๆเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ในกรณีที่มีผู้เห็นแย้งกับร่างกฎหมายลูก

เด้งเชือกไม่ให้มีข้อผูกมัดจะปล่อยนักการเมืองคืนสังเวียนเมื่อไร

อย่างที่เห็นๆใน พ.ร.บ.คณะกรรมการการเลือกตั้ง ที่ต้องเสียเวลาผ่านขั้นตอนการปรับปรุงทบทวนเนื้อหากฎหมายจากกรรมาธิการร่วม 3 ฝ่าย การยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความ

กว่าจะเสร็จสมบูรณ์ครบถ้วนทุกขั้นตอนก็กินเวลาโรดแม็ปไปได้เรื่อยๆ

ฝ่ายการเมืองหัวหมุน เจอเหลี่ยมแท็กติกกฎหมายลูก ทอดเวลาให้จวนเจียนโรดแม็ปเลือกตั้งมากที่สุด
ยังไม่นับรวมกฎหมายลูก 2 ฉบับสุดท้ายที่เป็นไฮไลต์สำคัญอย่าง ร่าง พ.ร.บ.การได้มา ซึ่ง ส.ว. และ ร่าง พ.ร.บ.การเลือกตั้ง ส.ส. ที่คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) มีโปรแกรมส่งให้ สนช.พิจารณาช่วงต้นเดือนธันวาคมนี้

ก็หนีไม่พ้นช็อตหวาดเสียวเจอเหลี่ยมประวิงเวลา สุ่มเสี่ยงกระทบโรดแม็ป

ตามที่ระดับ “ซือแป๋กฎหมาย” นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรธ. ยังบ่นหนักใจเรื่องระยะเวลาการพิจารณากฎหมายลูก 2 ฉบับสุดท้ายของ กรธ.ที่อาจเหลือเวลาแค่ 30 วัน

กรธ.อยู่ในภาวะไฟลนก้น จวนเจียนกับเดดไลน์ที่ต้องยกร่างกฎหมายลูกให้เสร็จภายใน 240 วัน

โรดแม็ปแต่ละขั้นตอนต้องลุ้นกันช็อตต่อช็อต จะทันตามตารางเวลาหรือไม่

แนวโน้มต้องลุ้นกันหืดจับทุกขั้นตอน

นั่นยังไม่นับรวมเงื่อนไขน่าหวาดเสียว กรณี สนช.คว่ำร่าง พ.ร.บ.เลือกตั้ง ส.ส. หรือการได้มาซึ่ง ส.ว. ที่ส่งผลกระทบยื้อโปรแกรมหย่อนบัตรเลือกตั้งออกไปยาวๆ

ต้องกลับไปเริ่มกระบวนการยกร่างกฎหมายใหม่ หมิ่นเหม่ต่อปัญหาทางกฎหมายตามมา

ทั้งประเด็นใครจะเป็นผู้ยกร่างกฎหมายลูก และกรอบเวลาทำงาน รอบใหม่ ที่ไม่ได้ระบุชัดไว้ในรัฐธรรมนูญ

โดยเฉพาะเนื้อหาในร่างกฎหมายลูกหลายประเด็นที่ประเดิมใช้เป็นครั้งแรก อาทิ วิธีการนับคะแนนแบบใหม่ในการคำนวณเก้าอี้ ส.ส. หลักเกณฑ์การส่งผู้สมัคร การเฟ้นหาผู้สมัคร ส.ว.ที่เลือกไขว้กันไปมา ระหว่างกลุ่มอาชีพ

ทำไปทำมาส่อเค้าสร้างความวุ่นวายสับสนในสนามเลือกตั้ง อาจถูกหยิบยกเป็นข้ออ้างให้ สนช.ที่ส่วนใหญ่เป็นขุนทหารฉีกกฎหมายลูก ต้องไปเริ่มนับหนึ่งกันใหม่

กลายเป็นไฟต์บังคับ ตีตั๋วให้ “บิ๊กตู่” อยู่ครองอำนาจต่อ

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นตามรูปการณ์ปัจจุบันที่กองทัพมีแต้มต่ออยู่เหนือฝ่ายการเมืองหลายขุม วางโครงข่ายอำนาจผ่านทางรัฐธรรมนูญ กฎหมายลูก คณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ คณะกรรมการปฏิรูปประเทศ
ผูกขาดคุมทิศทางบริหารประเทศไว้ทุกช่องทาง

ยังไม่นับรวมการวางขุมกำลังกองทัพคอยระวังหลังไว้อีกทาง

ไม่ว่าจะเลื่อนหรือไม่เลื่อนเลือกตั้ง ทหารยังกุมอำนาจทุกอย่าง เหมือนเดิม.

ทีมข่าวการเมือง