PR

@@ในความเคลื่อนไหวของสถานการณ์ที่ปรากฎเป็น"ข่าว"และ"ไม่เป็นข่าว"พยายามสแกนย่นย่อมานำเสนอและเป็นไว้เป็นฐานข้อมูลสังเคราะห์สถานการณ์ ที่นี่ "ข่าวที่ไม่เป็นข่าว"

วันพฤหัสบดีที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2562

หลังเลือกตั้ง 24 มี.ค.



หลังเลือกตั้ง 24 มี.ค.มีน้องๆสื่อมวลชน4-5 คน โทรศัพท์มาขอความเห็นเรื่องผลเลือกตั้งโดยเฉพาะกรณีพรรครวมพลังประชาชาติไทยว่าจำนวนที่นั่งได้น้อยกว่าที่คาดหมายใช่หรือไม่ เพราะอะไร รวมทั้งประเด็นสูตรการจัดตั้งรัฐบาล...ซึ่งในนาทีนั้นผมได้แต่ขอโทษน้องๆไปว่า ขอยกยอดไปวันหน้าค่อยว่ากัน..

ถึงวันนี้ก็ขออนุญาตแสดงความเห็นส่วนตัวเล็กๆน้อยๆ

กรณีเรื่องพรรครวมพลังประชาชาติไทย ซึ่งตอนนี้ตัวเลขอยู่ที่ 5 ที่นั่ง ก็ต้องยอมรับว่าเป็นตัวเลขที่ต่ำกว่าความคาดหมายมาก ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ด้วยหลายเหตุปัจจัย ทั้งปัจจัยภายในปัจจัยภายนอก ทราบว่าทางพรรคกำลังจะล้อมวงถอดบทเรียนกันในอีกไม่กี่เพลานี้...ผมในฐานะหนึ่งในสมาชิกพรรคก็รอเสนอความเห็น รอฟังข่าวอยู่...

0 กรณีการจัดตั้งรัฐบาล ก็ต้องบอกว่าเส้นทางอีกยาวไกล หลังการประกาศผลเลือกตั้งอย่างเป็นทางการภายในวันที่9 พ.ค.โน่นแหละ ทุกอย่างจึงจะเดินหน้าอย่างเป็นรูปธรรม
-หลังประกาศผลเลือกตั้งแล้วภายใน 15 วันให้เรียกประชุมรัฐสภานัดแรก หลังจากนั้นก็จะเป็นการชิงเก้าอี้ประธานสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งใช้เสียงข้างมากของจำนวนส.ส.500 คน จากนั้นตามด้วยการเลือกตั้งนายกรัฐมนตรีซึ่งต้องได้เสียงเกินกึ่งหนึ่งของรัฐสภา (อย่างน้อย 376 เสียง) และสุดท้ายก็จะเป็นการจัดตั้งรัฐบาล ซึ่งประมาณกันว่าถ้าไม่มีอะไรเป็นอุปสรรคหรือเกิดภาวะ”เดดล็อก”เราจะได้รัฐบาลชุดใหม่ในเดือนมิ.ย.
- การแถลงข่าวลงสัตยาบันของ 6 พรรคการเมืองโดยอ้างว่ามีพรรคที่ 7คือพรรคเศรษฐกิจใหม่ด้วย รวม 255 เสียงเมื่อวันที่ 27 มี.ค.ที่ผ่านมาเป็นแค่เกมการเมืองธรรมดาๆ ที่ไม่มีอะไรในกอไผ่มากไปกว่าการประกาศรวมกลุ่มโดยอวดอ้างว่าเป็นฝ่ายประชาธิปไตย ที่สำคัญคือพยายามตอกย้ำตัวเลขจำนวนส.ส.ว่าแต่ละพรรคมีกี่ที่นั่ง ทั้งๆที่ตัวเลขยังไม่นิ่ง และบางพรรคของฝ่ายนี้มีโอกาสที่ตัวเลขจะลดลง การที่นำตัวเลขที่ยังไม่นิ่งมาแถลงข่าวก่อน ใช่หรือไม่ว่าเป็นการตีกินทางการเมือง จะได้โวยวายในภายหลังหากตัวเลขลดลง ทั้งๆที่ระดับกุนซือในพรรคเพื่อไทยก็รู้ดีว่าตัวเลข 137 ที่นั่งของพรรคเพื่อไทยกับคะแนน 7.4ล้านเสียง(โดยประมาณ)นั้นเป็นตัวเลขส.ส.ที่เกินจำนวน”จะพึงมี”ไปเกือบ 20 ที่นั่ง ทำให้เกิดภาวะ”over hang” ซึ่งกกต.จะต้องงัดมาตรา 128 ของพรป.ว่าด้วยการเลือกตั้งส.ส.2561 มาคิดคำนวณจำนวนส.ส.บัญชีรายชื่อของพรรคต่างๆใหม่ ด้วยสูตรใหม่ ค่าเฉลี่ยใหม่...

0 พูดถึงการประกาศผลเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญใหม่กำหนดให้ประกาศผลอย่างเป็นทางการอย่างน้อย 95 เปอร์เซ็นต์ภายในเงื่อนเวลาที่กำหนด การประกาศคะแนนยังไม่ใช่การประกาศผลรับรองอย่างเป็นทางการ ดังนั้นวันนี้กกต.ต้องออกมาแถลงให้ชัดเจนถึงสิ่งนี้ รวมทั้งหลักการใหญ่ในการคิดคำนวณจำนวนส.ส.โดยเฉพาะส.ส.ระบบบัญชี รายชื่อ และบอกกล่าวเสียให้ชัดว่าคะแนนยังไม่นิ่ง ห้ามพรรคการเมืองที่เห็นแก่ตัว เอาแต่ได้เอาไปตีกินหรือเอาไปโมเม

กกต.มีสิทธิ์ที่จะบอกด้วยว่า การประกาศผลเลือกตั้งภายในวันที่ 9 พ.ค.นั้นจะต้องคำนึงถึงกิจกรรมทางการเมืองที่จะเกิดตามมา จะต้องไม่ทับซ้อนกับงานสำคัญของบ้านเมืองช่วงวันที่ 4-6 พ.ค.ซึ่งจะมีทั้งพระราชพิธีและพิธีที่เกี่ยวเนื่องก่อนและหลังด้วย ดังนั้นการประกาศคงจะเกิดขึ้นหลังวันที่ 6 พ.ค.

0 ที่สุดของที่สุด..ก็พอจะกล่าวได้ว่าเมื่อมานับคะแนนกันใหม่ตามมาตรา 128 คะแนนพรรคที่อ้างว่าเป็นประชาธิปไตยจะลดลง โดยเฉพาะพรรคอนาคตใหม่จะหดลง...และหากจะให้คาดหมายการจัดตั้งรัฐบาล ผมยังเชื่อว่าพล.อ.ประยุทธ จันทร์โอชา จะมาเป็นนายกรัฐมนตรีอีกครั้งและจัดตั้งรัฐบาลได้ แต่จะมีเสถียรภาพแค่ไหนอย่างไรนั้น..ขอดูกันฉากต่อฉากดีกว่า..น่าเสียวไส้อยู่ไม่น้อย

อนึ่ง กราฟฟิกที่นำมาเสนอเป็นของนสพ.กรุงเทพธุรกิจ ก็ไม่ได้เป็นตัวเลขที่นิ่งแต่อย่างใด แต่ถือว่าอัพเดทที่สุด ณ วันนี้ ขอขอบพระคุณมาณ ที่นี้ด้วยครับ
28 มี.ค.62

ลุงมิ่งชิ่งเพื่อไทย


    พรรคฝ่ายเพื่อแม้วนำหัวหน้า 6 พรรคชิงลงสัตยาบันจัดตั้งรัฐบาล อ้างมีเสียงข้างมากถึง 255 เสียง ร่วมหยุดสืบทอดอำนาจ "หน่อย" หวั่นมีขบวนการทอนคะแนนทั้งใบเหลือง-ใบแดง "ธนาธร" พลิ้วพร้อมหนุนนายกฯ หน่อยทั้งที่ไม่ได้มาจาก ส.ส. "เจ๊มิ่ง" กั๊ก! อ้างติดภารกิจ ย้อนถาม "เซ็นสัตยาบันแล้วไม่รักษาคำพูดจะมีประโยชน์อะไร พูดแฟร์ๆ ไม่เคยคิดว่าเขาจะประกาศชื่อพรรคผม" นช.ทักษิณประกาศเป็นกองเชียร์ ดีใจฝ่าย ปชต.รวมเสียงได้เกินครึ่ง อึ้ง!พท.บังคับว่าที่ ส.ส.เขียนใบลาออกป้องกัน ส.ส.งูเห่า "สนธิรัตน์” เย้ยแค่ฉกฉวยหาความชอบธรรม จี้ให้หยุดอ้างวาทกรรมฝ่าย ปชต. หึ่ง! พปชร.เดินสายเก็บแต้มพรรคเล็ก "บิ๊กป้อม" เผยให้จัดตั้งรัฐบาลหลังพระราชพิธีฯ  
    ที่โรงแรมแลงคาสเตอร์ เวลา 09.30 น. วันที่ 27 มีนาคม แกนนำพรรคการเมืองที่อ้างว่าเป็นฝ่ายประชาธิปไตย ประกอบด้วย พรรคเพื่อไทย นำโดย พล.ต.ท.วิโรจน์ เปาอินทร์ หัวหน้าพรรค, คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ผู้ได้รับการเสนอชื่อเป็นนายกรัฐมนตรี พรรคเพื่อไทย (พท.), นายภูมิธรรม เวชยชัย เลขาธิการพรรค พท., พรรคอนาคตใหม่ (อนค.) นำโดยนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรค, พรรคเสรีรวมไทย (สร.) นำโดย พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส  หัวหน้าพรรค, พรรคประชาชาติ (ปชช.) นำโดยนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา หัวหน้าพรรค, พรรคเพื่อชาติ (พ.ช.) นำโดยนายสงคราม กิจเลิศไพโรจน์ หัวหน้าพรรค และพรรคพลังปวงชนชาวไทย (พลท.) นำโดยนายนิคม บุญวิเศษ หัวหน้าพรรค เดินทางมารวมตัวกันเพื่อลงสัตยาบัน ประกาศเจตนารมณ์ประกาศจัดตั้งรัฐบาลร่วมกัน 
    โดยบรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก มีสื่อมวลชนร่วมติดตามความเคลื่อนไหวจำนวนมาก ขณะที่พรรคเศรษฐกิจใหม่ (ศม.) ที่มีนายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ หัวหน้าพรรค ซึ่งเคยประกาศเจตนาจะเข้าร่วมงานกับพรรคฝั่งประชาธิปไตย ไม่ได้เดินทางหรือส่งตัวแทนมาร่วมงานด้วย 
    ภายหลังการหารือ คุณหญิงสุดารัตน์แถลงว่า พรรคฝั่งประชาธิปไตย 6 พรรคการเมือง หารือถึงแนวทางการทำงาน ที่ประกาศเป็นสัญญาประชาคมรณรงค์เลือกตั้งของฝ่ายประชาธิปไตย หยุดการสืบทอดอำนาจของ คสช. แม้ตัวเลขจะไม่นิ่ง ที่มีในขณะนี้ไม่น้อยกว่า 255 เสียง เมื่อได้เสียงสนับสนุนมากกว่ากึ่งหนึ่ง ก็ถือเป็นฉันทานุมัติจากประชาชน ความคาดหวังของประชาชนต้องการให้เราทำตามสัญญาประชาคม หยุดการสืบทอดอำนาจ คสช. เราจะพยายามทำความคาดหวังและมุ่งหวังประชาชนได้ตามกติกาอย่างมีมารยาท พร้อมกับส่งเสริมวัฒนธรรมการเมืองสร้างสรรค์ 
    "เชื่อว่าหลังจากนี้จะมีกระบวนการทอนคะแนนเสียงของพรรคการเมืองที่ประกาศตัว อาทิ แจกใบเหลืองหรือใบแดง เพราะ กกต.ยังมีเวลาตรวจสอบก่อนประกาศผลเลือกตั้งอีก 2 เดือน รวมถึงเชื่อว่าจะมีปฏิบัติการดึงตัวหรือปรากฏการณ์งูเห่า หรือ ปรากฏการณ์ย้ายค่ายเบอร์เดิม ผ่านการใช้ผลประโยชน์เงินและตำแหน่งจูงใจ แต่มั่นใจว่าผู้ที่มีอุดมการณ์แล้วจะไม่เปลี่ยน" คุณหญิงสุดารัตน์กล่าว 
    ด้านนายธนาธรกล่าวว่า พรรคอนาคตใหม่พร้อมทำงานร่วมกับพรรคการเมืองที่ร่วมแถลงข่าววันนี้ เพื่อยุติการสืบทอดอำนาจของ คสช. พร้อมกับแสดงจุดยืนร่วมทำงานเพื่อประชาชน ขณะที่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ต้องมาจากพรรคการเมืองที่ได้ ส.ส.มากที่สุดสนับสนุนคุณหญิงสุดารัตน์เป็นนายกฯ แต่หากพรรคเพื่อไทยจะเสนอชื่อแคนดิเดตคนอื่นเป็นนายกฯ ค่อยมาหารือกันอีกครั้ง ส่วนกรณีความพยายามตั้งรัฐบาลด้วยเสียงข้างน้อย ทำให้สังคมเดินไปสู่ทางตันและพัฒนาการเมืองไทยเป็นไปไม่ได้ 
      ส่วนนายวันมูหะมัดนอร์กล่าวว่า ประชาชนอยากเห็นรัฐบาลหน้าเป็นรัฐบาลเสียงข้างมากมี 251 เสียงขึ้นไป เพื่อให้การบริหารประเทศ เพราะการบริหารต้องอาศัยสภาผู้แทนราษฎรเป็นหลักในการพิจารณากฎหมาย งบประมาณ ส.ว.เป็นเพียงแค่พี่เลี้ยงเท่านั้น หากเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อยแล้วให้ ส.ว.มาค้ำยัน จะเป็นรัฐบาลที่ไม่มีเสถียรภาพ ไม่มีนักลงทุนกล้าเข้ามาเพราะเสี่ยงกับสถานภาพรัฐบาลที่แขวนอยู่บนเส้นด้าย รวมทั้งขอให้ กกต.เร่งประกาศรับรองผล ส.ส.ภายในเดือน มี.ค.นี้ ไม่ควรรอไปถึงวันที่ 9 พ.ค.
ลงสัตยาบัน 6 พรรค
    ขณะที่ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์กล่าวว่า ขอเรียกร้องให้พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ลาออก และยุติการสืบทอดอำนาจ เพื่อเป็นต้นแบบที่ดี ให้การเลือกตั้งได้คนดีเป็นผู้แทนฯ และเป็นนายกฯ เพื่อให้ประเทศสงบเรียบร้อย
    นายสงครามกล่าวเรียกร้องให้ยุติการจัดตั้งรัฐบาลเสียงข้างน้อย เพราะเป็นเรื่องไม่ถูกต้องตามหลักสากล และขอให้ พล.อ.ประยุทธ์ไตร่ตรองการทำหน้าที่ว่าช่วยยุติความขัดแย้งได้จริงหรือไม่ สำหรับการทำหน้าที่ของ กกต. ขอให้คำนึงถึงศักดิ์ศรีของตนเองและประเทศไทย โดยเร่งประกาศและรับรองผลการเลือกตั้งโดยเร็ว
    จากนั้นนายภูมิธรรมอ่านแถลงการณ์ซึ่งเป็นสัตยาบันที่ตัวแทนทั้ง 6 พรรคให้สัญญาร่วมกัน พร้อมให้ตัวแทนทุกพรรคร่วมลงนามรับรอง โดยแถลงการณ์ระบุว่า “ตามที่ได้มีการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อวันที่ 24 มี.ค. และได้รับทราบผลการเลือกตั้งอย่างไม่เป็นทางการไปแล้วนั้น บัดนี้พรรคการเมืองตามรายชื่อท้ายแถลงการณ์นี้ ยืนยันว่าได้รวบรวมเสียงในสภาเกินกว่า 255 เสียง ได้ลงสัตยาบันร่วมกันในการหยุดยั้งสืบทอดอำนาจของ คสช.”
    หลังจากนั้นหัวหน้าทั้ง 6 พรรคการเมืองได้ร่วมลงชื่อในสัตยาบัน
    นายภูมิธรรมกล่าวว่า วันนี้ฝ่ายประชาธิปไตย 255 คน ยืนยันจะให้ประเทศเดินหน้าต่อไปทั้ง 6 พรรคได้พูดคุยกันแล้วรวมถึงพรรคเศรษฐกิจใหม่ ซึ่งตนได้โทรศัพท์พูดคุยกับนายมิ่งขวัญ ยืนยันและรับปากมาว่าจะไม่สนับสนุนการสืบทอดอำนาจ ส่วนที่มาแถลงข่าวด้วยไม่ได้เพราะติดภารกิจ
    คุณหญิงสุดารัตน์กล่าวว่า หลังจากนี้ตัวแทนพรรคที่ประกาศเจตนารมณ์ร่วมจะเดินทางไปยัง กกต. เพื่อร้องขอให้เปิดเผยตัวเลขที่เกี่ยวกับคะแนนเลือกตั้ง บัตรเลือกตั้งและรายละเอียดอื่นๆ และขอเรียกร้องพรรคการเมืองอื่นที่แสดงเจตนารมณ์ปกป้องประชาธิปไตย เสียงที่รวมกัน 255 เสียง คือเสียงที่มาจากเจตจำนงของประชาชนทั้งประเทศ ขณะที่เสียงส.ว. 250 เป็นเสียงที่มาจากการแต่งตั้งของ คสช. ไม่ทราบถึงหลักเกณฑ์ที่มา 
      นายภูมิธรรมกล่าวเสริมว่า จำนวน 255 เสียงที่รวบรวมมาได้ มาจากพรรคเพื่อไทย 137 เสียงขึ้นไป, พรรคอนาคตใหม่ 88 เสียง, พรรคเสรีรวมไทย ได้ 12 เสียง, พรรคเศรษฐกิจใหม่ 6 เสียง, พรรคประชาชาติ ได้ 7 เสียง, พรรคเพื่อชาติ ได้ 5 เสียง และพรรคพลังปวงชนชาวไทย คาดว่าจะได้ 1 เสียง แต่อาจได้เพิ่มอีก 1 เสียง
     เมื่อถามถึงการชักชวนให้พรรคการเมืองอื่นๆ มาร่วมรัฐบาล ซึ่งมีกระแสข่าวจะให้นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย (ภท.) เป็นนายกฯ นายภูมิธรรมกล่าวว่า ทางพรรคไม่เคยเสนอตำแหน่งนายกฯ ให้กับนายอนุทิน เชื่อมั่นว่า 255 เสียงที่ลงสัตยาบันร่วมกันจะมั่นคงจับมือกันไปถึงวันที่ 9 พ.ค. 
     เมื่อถามกรณีมีกระแสข่าวว่า ว่าที่ ส.ส.ของพรรคอนาคตใหม่จะถูกดึงและชักชวนให้ย้ายข้าง นายธนาธรกล่าวว่า วันที่ 30 มี.ค. พรรคจะจัดประชุมว่าที่ ส.ส.ของพรรค เพื่อทำความเข้าใจร่วมกัน และทำสัตยาบันร่วมกัน เชื่อว่าว่าที่ ส.ส.ของพรรคอนาคตใหม่ที่มีจุดร่วมและอุดมการณ์เดียวกันจะไม่ยอมให้พลังดูดเหนือกว่าอุดมการณ์
     นายปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการ อนค. กล่าวว่า กระแสข่าวการชักจูงใจว่าที่ ส.ส.ของพรรคการเมืองอื่นเพื่อลงคะแนนหรือสนับสนุนบางพรรคหรือปรากฏการณ์งูเห่านั้น ขอให้หลายฝ่ายทบทวนให้ดีเนื่องจากตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2560 มาตรา 46 กำหนดเป็นบทบัญญัติต้องห้ามกระทำ รับ เรียกรับ หรือขอทรัพย์สิน เงินแลกกับประโยชน์ให้กับบุคคลต่อการแต่งตั้งหรือดำรงตำแหน่งทางการเมือง ฝ่ายบริหารและเจ้าหน้าที่รัฐ หากผู้ใดฝ่าฝืนต้องรับโทษจำคุก 10-20 ปี และถูกเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง
"มิ่งขวัญ"กั๊กรวม 6 พรรค
    เมื่อเวลา 20.00 น. นายมิ่งขวัญให้สัมภาษณ์ THE STANDARD Daily ถึงการเข้าร่วมจัดตั้งรัฐบาลกับพรรคฝ่ายประชาธิปไตยว่า เมื่อวานตอนเย็นมีการนัดปุ๊บปั๊บว่าจะมีการแถลงข่าว ตนจึงบอกว่าตนไม่ไปแถลงด้วย เพราะมีธุระสำคัญที่ กกต. และเมื่อเช้ามีการแถลงข่าว ก็มีประเด็นว่าพรรคเศรษฐกิจใหม่หายไปไหน ตนชัดเจนไม่มีความจำเป็นต้องขลาดกลัวอะไร  ไม่มีการเปลี่ยนแปลงจุดยืน  
    เมื่อถามว่า 6 เสียงของเศรษฐกิจใหม่มีค่า พรรคไหนพยายามติดต่อมาหาก่อน นายมิ่งขวัญกล่าวว่า ตนจะอยู่ในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ก็คือจบแล้ว เมื่อถามย้ำว่ายืนยันที่จะเข้าร่วมกับ 7 พรรคการเมืองที่ร่วมเพื่อไทยใช่หรือไม่ นายมิ่งขวัญกล่าวว่า "ครับ ผมตอบให้แล้ว ทั้งนี้ยังไม่ได้ตกลง เขาเพิ่งติดต่อมาเมื่อวานนี้ ผมเป็นคนรักษาคำพูด" 
    ถามว่า นายอุตตมมีติดต่อมาบ้างหรือไม่ นายมิ่งขวัญตอบว่า บางคำตอบตนไม่ต้องตอบใช่ไหม ไม่รู้ คุณไปคิดเอาเอง ตนขอคิดส่วนที่เกี่ยวกับตนดีกว่า การจัดตั้งรัฐบาลยังไงก็ตั้งได้ 
    เมื่อถามอีกว่าฝ่ายไหนจะตั้งได้ นายมิ่งขวัญตอบว่า ถ้าตอบแบบนักการเมืองเขาตอบกัน ผลประกาศการเลือกตั้งยังออกมาไม่ครบ รอให้ประกาศให้ครบก่อน วันนี้เราก็ไปดูคะแนนกันมาเท่าไหร่อย่างไร 
    "เซ็นหรือไม่เซ็น ถ้าคุณเซ็นแล้วไม่รักษาคำพูดจะมีประโยชน์อะไร ซึ่งผมก็บอกตั้งแต่ต้นแล้วว่าเป็นคนรักษาคำพูด จุดยืนทางการเมืองสำคัญ ไม่อย่างนั้นวันหลังยี่ห้อนี้คุณจะเชื่ออะไร วันนึงบอกอย่างนึงได้ วันนึงบอกอีกอย่างนึงได้ ผมไม่เป็นคนอย่างนั้น" นายมิ่งขวัญกล่าวเมื่อถามว่าจะมีไปเซ็นสัตยาบันร่วมเหมือนพรรคอื่นๆ ด้วยหรือไม่  
    ถามอีกว่า เมื่อจับมือเพื่อไทยแล้วจะสนับสนุนแคนดิเดตนายกฯ เพื่อไทยหรือไม่ นายมิ่งขวัญตอบว่า "อย่าเพิ่งถาม เขาเองยังไม่รู้เลยว่าคิดอะไรอย่างไร ผมยังไม่ได้คุยรายละเอียดกับเขา เขาคิดอะไรอยู่ผมยังไม่รู้ แต่ที่เขาโทร.มาก็ตรงกับที่แถลงข่าว ผมพูดแฟร์ๆตอนเขาแถลงยังไม่รู้ว่ามีชื่อพรรคผม" 
     มีรายงานข่าวจากพรรคเพื่อไทยเปิดเผยว่า ในการประชุมผู้สมัคร ส.ส. และว่าที่ ส.ส.ได้มีการให้ว่าที่ส.ส.ลงนามในสัตยาบันเป็นแนวร่วมต่อสู้กับพรรคการเมืองฝ่ายประชาธิปไตยไม่เอาเผด็จการ พร้อมทั้งให้ลงนามในหนังสือลาออกจากการเป็นสมาชิกพรรคไว้ล่วงหน้า ซึ่งจะทำให้ความเป็นสมาชิกภาพ ส.ส.สิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญมาตรา 101 (8) ป้องกันการเป็นงูเห่าหันไปสนับสนุนนายกฯ จากพรรคการเมืองอื่น เนื่องจากตอนนี้มีการพูดคุยกันในวง ส.ส.ว่า มีข้อเสนอจากบางพรรคประสานมายังว่าที่ ส.ส.เพื่อไทย รวมถึงพรรคอนาคตใหม่ ให้ยกมือสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกฯ 
    ขณะเดียวกัน นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯหนีคุก ทวีตข้อความว่า “วันนี้รู้สึกดีใจกับประเทศไทย ที่ฝ่ายประชาธิปไตยรวบรวมเสียงได้เกินครึ่งหนึ่งของที่นั่งในสภา ผมออกมาอยู่นอกประเทศกว่า 10 ปีแล้ว ขอทุกฝ่ายอย่าได้ใช้ชื่อผมเป็นเงื่อนไขทางการเมืองใดๆ อีกเลย ผมขอเป็นเพียงกองเชียร์ ให้ประเทศกลับสู่ระบอบประชาธิปไตย เพื่อความผาสุกของคนไทยเท่านั้น"
    ส่วนที่พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) นายอุตตม สาวนายน หัวหน้าพรรค แถลงถึงความคืบหน้าในการรวมเสียงจัดตั้งรัฐบาลว่า พรรค พปชร.อยู่ในช่วงดำเนินการหารือกับพรรคการเมืองอื่นๆ ที่จะนำไปสู่การจัดตั้งรัฐบาล มีการดำเนินการของเราต้องมีความชัดเจนเรื่องของคะแนนก่อน แต่วันนี้คะแนนเสียงจาก กกต.ยังไม่ได้ออกมาอย่างเป็นทางการ ดังนั้นจะดำเนินการหารือกับพรรคอื่นต่อไป เชื่อว่ายังมีเวลาที่จะหารือดำเนินการให้เกิดความรัดกุม ทั้งนี้ เราได้พูดคุยกับพรรคจำนวนหนึ่ง มีทั้งพรรคขนาดใหญ่และพรรคขนาดเล็ก
    ผู้สื่อข่าวถามว่า ขณะนี้รวมเสียงได้เท่าไรแล้ว นายอุตตมกล่าวว่า ยังอยู่ในกระบวนการ วันนี้ยังไม่มีกลุ่มไหนที่พูดได้จริงว่าได้คะแนนเสียงเท่าไร เพราะ กกต.ยังไม่ได้เปิดเผยออกมาอย่างเป็นทางการ ตอนนี้ใครมาบอกว่าได้คะแนนเสียงเท่าไร จะพูดก็พูดได้ แต่เป็นการเข้าใจของตัวเอง ไม่ใช่ทางการ วันนี้ตัวเลข ส.ส.ยังไม่นิ่งเลย ที่มีการประกาศตั้งขั้ว ตั้งซีก แล้วถ้าได้ใบแดงขึ้นมา มันเปลี่ยนได้เลยเหมือนกัน เรามาทำงานของเราโดยการเตรียมให้พร้อม จนเมื่อตัวเลขนิ่งก็จะสามารถเดินหน้าได้เลย ไม่จำเป็นต้องไปแถลงนู่นนี่นั่น
หยุดวาทกรรมฝ่าย ปชต.
    เมื่อถามว่า ก่อนหน้านี้นายมิ่งขวัญเคยวิพากษ์วิจารณ์นโยบายค่าแรงขั้นต่ำของพรรค พปชร. แล้วจะร่วมรัฐบาลกันได้หรือไม่ นายอุตตมกล่าวว่า การแสดงความเห็นของตัวแทนพรรคการเมืองต่างๆ พูดได้ แต่ถึงเวลาเจรจาพูดคุยกันมันมีเวลาที่จะลงรายละเอียดกว่านั้น เช่นเดียวกับหลายนโยบายของพรรคการเมืองหากต้องร่วมรัฐบาลก็ต้องคุยกันให้เข้าใจกันเสียก่อน
    ด้านนายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ เลขาธิการ พปชร. กล่าวว่า วันนี้ที่พูดกันบอกรวมเสียงได้ก็ยังไม่รู้ว่าเสียงที่ชัดเจนจริงเท่าไร เพราะ กกต.ยังไม่ได้แถลงชัดเจน พรรคที่บอกได้เท่านั้นเท่านี้ จริงๆ ก็ยังไม่รู้เท่าไร เพราะตัวเลขเปลี่ยนทุกวัน ดังนั้นที่เกิดการรวมตัวกัน เป็นกลไกทางการเมืองเพื่อจะแสดงความชอบธรรม แต่ข้อเท็จจริงความชอบธรรมที่แสดงนั้นยังไม่มีที่มาของข้อมูลที่ถูกยืนยัน เป็นการพยายามช่วงชิง สร้างตัวเองเป็นกลุ่มที่รวบรวมเสียงข้างมากได้ ถ้าดูการแถลงแล้วยังไม่แน่นอนเลยว่าจะมีกี่พรรคเข้าร่วม เป็นเพียงการฉกฉวยบนสถานการณ์ฉุกเฉินที่จะทำให้รู้สึกว่ามีความชอบธรรม ซึ่งกระบวนการยังไม่เสร็จสิ้น ยังไม่มีอะไรเป็นที่ยุติ
     "หยุดได้แล้วกับการอ้างว่าเป็นฝ่ายประชาธิปไตย เพราะการเลือกตั้งครั้งนี้ทุกคนเข้าสู่การเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตย ถ้าไม่ใช่ประชาธิปไตยก็ต้องไม่ลงแข่งขันตั้งแต่วันแรก หากคิดว่านี่คือเผด็จการและการสืบทอดอำนาจ พรรคเหล่านั้นก็ไม่ต้องลงเลือกตั้งครั้งนี้ แต่พรรคเหล่านั้นกลับกระเหี้ยนกระหือรือที่จะเอาชนะการเลือกตั้ง เมื่อผลการเลือกตั้งออกมากลับใช้วาทกรรมประชาธิปไตยเข้าข้างตัวเอง ถามว่าคนเหล่านี้จะไม่เคารพเสียงประชาชนที่เลือก พปชร. 7.9 ล้านเสียงเลยหรือ 7.9 ล้านคนที่ไม่ได้ไปแถลงข่าววันนี้ไม่ใช่ฝั่งประชาธิปไตยหรือ เป็นการดูถูกพี่น้องประชาชน อ้างประชาธิปไตยเพื่อสร้างความแตกแยกในบ้านเมือง ไม่ใช่ประชาธิปไตยเพื่อประโยชน์สุขของบ้านเมือง แต่เพื่อพวกพ้อง อยากวิงวอนขอให้หยุด พปชร. เดินตามครรลองประชาธิปไตย เพียงแต่เห็นว่าบุคคลที่เหมาะสมในสถานการณ์นี้คือ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา" นายสนธิรัตน์กล่าว
    มีรายงานข่าวแจ้งว่า การจัดตั้งรัฐบาลฝั่ง พปชร.ขณะนี้มี 116 เสียง ยังเดินสายนัดเจรจาพูดคุยเป็นการภายในของแกนนำพรรค โดยยังไม่มีการแถลงข่าวใดๆ เนื่องจากเข้าสู่ช่วงงานพระราชพิธีฯ แล้ว ยังมีเวลา แต่ที่น่าลงตัวไม่มีปัญหาแล้วคือในส่วนของพรรคภูมิใจไทย 51 เสียง, ชาติพัฒนา 3 เสียง, ชาติไทยพัฒนา 10 เสียง, รวมพลังประชาชาติไทย 5 เสียง,  พลังท้องถิ่นไท 3 เสียง ขณะที่พรรคประชาธิปัตย์ ขณะนี้รอเพียงการตัดสินใจของนายชวน หลีกภัย ประธานสภาที่ปรึกษาพรรคเท่านั้น ส่วนพรรคเล็ก นายอุตตม นายสนธิรัตน์ และแกนนำพรรค นัดพูดคุยเพื่อเก็บจำนวนให้มากที่สุด อย่างรักษ์ผืนป่าประเทศไทย 2 เสียง, พลังธรรมใหม่ 1 เสียง, ไทยศรีวิไลย์ ประชาภิวัฒน์ รวมทั้งรอลุ้นใบเหลือง ใบแดง 
    ส่วนท่าทีพรรคภูมิใจไทย นายศุภชัย ใจสมุทร นายทะเบียนสมาชิกพรรค เดินทางมาที่พรรค และให้สัมภาษณ์กรณีมีกระแสข่าวว่า พท.อาจเสนอชื่อนายอนุทินเป็นนายกฯ ว่า เป็นการกระทำของฝั่งเขา แต่ยืนยันพรรคยังมีจุดยืนเดิมคือจะรอการประกาศผลการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการจาก กกต. และเรื่องการตัดสินใจทางการเมืองของพรรคนั้น เป็นเรื่องของหัวหน้าพรรคและเลขาธิการพรรค ส่วนกรณี 6 ผู้นำพรรคการเมืองประกาศจัดตั้งรัฐบาล ไม่ขอแสดงความเห็น ขณะนี้การเมืองยังไม่เริ่มนับหนึ่ง เพราะยังนับคะแนนไม่เสร็จ จึงขอให้ใจเย็นๆ ตามกฎหมายการรับรองผลการเลือกตั้งวันสุดท้ายคือวันที่ 9 พ.ค. ดังนั้น ภท.จะรอจนถึงวันสุดท้าย
ปชป.เสียงแตกแบ่งสองฝ่าย
    "โหมดของประเทศหลังจากนี้ ควรโฟกัสไปที่พระราชพิธีสำคัญของประเทศ การเลือกตั้งเสร็จสิ้นแล้ว ถ้าพบว่าที่ไหนต้องจัดเลือกตั้งใหม่ กกต.ก็ต้องจัดการ  พรรคภูมิใจไทยไม่มีความเห็นเรื่องนี้จนกว่าจะมีการประกาศผลอย่างเป็นทางการ" นายศุภชัยกล่าว
    มีรายงานว่า นายอนุทินยังไม่แสดงท่าทีใดๆ ส่วนกระแสข่าวว่า ภท.จะไปสนับสนุนขั้วไหนนั้น ยืนยันว่าไม่เป็นความจริง เพราะทั้งหมดต้องรอให้ กกต.ประกาศรับรองผลการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการก่อน 
    ในส่วนพรรคประชาธิปัตย์ ที่มีความเห็นแบ่งเป็นสองฝ่ายคือ ฝ่ายไม่เข้าร่วมรัฐบาลตามจุดยืนของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตหัวหน้าพรรค ที่ไม่สนับสนุนการสืบทอดอำนาจ ไม่ร่วมกับพรรค พปชร. ซึ่งเป็นแนวคิดเดียวกับนายชวน หลีกภัย ประธานสภาที่ปรึกษาพรรค ตลอดจนแกนนำอาวุโสของพรรค อาทิ คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช, นายบัญญัติ บรรทัดฐาน,  นายเทอดพงษ์ ไชยนันทน์ และสมาชิกพรรคส่วนใหญ่ ขณะที่อีกฝ่ายคือฝ่ายที่พร้อมจะเข้าร่วมจัดตั้งรัฐบาลกับพรรค พปชร.
    ทั้งนี้ มีการเช็กยอดว่าที่ ส.ส.ที่สอบผ่านและรอการประกาศรับรองผลการเลือกตั้งจาก กกต. โดยฝ่ายที่จะร่วมรัฐบาลส่วนใหญ่อยู่ในปีกอดีต กปปส.เดิมที่กลับมาทำงานในนามพรรค ขณะนี้รวมได้ 18-20 คน อาทิ นายถาวร เสนเนียม ว่าที่ ส.ส.สงขลา, นายชุมพล จุลใส ว่าที่ ส.ส.ชุมพร โดยว่าที่ ส.ส.กลุ่มนี้นัดหมายรวมตัวเพื่อหารือที่โรงแรมแห่งหนึ่งในช่วงเที่ยงของวันที่ 28 มี.ค.นี้ เพื่อยื่นข้อเสนอให้ที่ประชุม กก.บห.พรรคในวันที่ 29 มี.ค. ชะลอการตัดสินใจทางการเมืองโดยให้มี กก.บห.ชุดใหม่และหัวหน้าพรรคคนใหม่มานำพาพรรค โดยมีการล็อบบี้หาสมาชิกที่สอบได้มาสมทบเพื่อร่วมเป็น กก.บห.พรรคชุดใหม่ และร่วมโหวตเข้าร่วมจัดตั้งรัฐบาลที่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกฯ 
    ทางด้านนายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ ให้สัมภาษณ์กรณีนักวิชาการระบุว่าหาก พล.อ.ประยุทธ์ได้เป็นนายกฯ ต่อ จะอยู่ไม่ครบวาระตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดให้อยู่ในตำแหน่งได้ 2 วาระ เพราะนับรวมกับการที่เป็นนายกฯ มาแล้ว 5 ปีว่า ตามที่รัฐธรรมนูญมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 6 เม.ย.2561 ก็ถือว่าข้อถกเถียงนี้เป็นข้อยุติ เพราะไม่ใช่การนับถอยหลังไป 5 ปี และสามารถเป็นได้ 8 ปีถ้าเริ่มใหม่
     เมื่อถามถึงกรณีที่พรรคเพื่อไทยแถลงข่าวรวมเสียงจัดตั้งรัฐบาล 251เสียง นายวิษณุกล่าวว่า ก็เป็นเรื่องของเขา ใครที่คิดว่าตัวเองมีความพร้อมที่จะทำและช่วงชิงอะไรก็ทำไป แต่ไม่ได้มีผลจริงจังอะไร มีผลด้านจิตวิทยาและการรับรู้ของสังคมในระดับหนึ่งเท่านั้น แต่จะสิ้นสุดและยุติไม่ได้ เพราะผลอย่างไม่เป็นทางการเพียง 95 เปอร์เซ็นต์เพิ่งจะประกาศไป ยังมีที่เหลืออีกหลายคะแนนอยู่ และจากนี้จะต้องมีการดำเนินคดีและดำเนินการอีกหลายเรื่อง เพราะมีผู้มาร้องเรียนเรื่องการเลือกตั้งหลายรายที่จะต้องมีการตรวจสอบก่อน ฉะนั้นทั้งหมดจึงยังไม่มีความแน่นอนอะไร ขนาดจับมือรับปาก ลงชื่อตามสัตยาบัน ก็อาจจะเกิดการเปลี่ยนแปลงได้ 
     นายวิษณุกล่าวว่า การโหวตเลือกนายกฯ จะทำได้ช่วงปลายเดือน พ.ค. จนถึงต้นเดือน มิ.ย. และหากเลือกรอบแรกได้ ก็จะจบเร็ว แต่หากต้องเลือกรอบสองรอบสามจะเกิดขึ้นในวันนั้นหรือวันถัดไปก็ได้ 
    พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และ รมว.กลาโหม กล่าวกรณีพรรคเพื่อไทยจะรวบรวมเสียงจัดตั้งรัฐบาลว่า ยังไม่สามารถตั้งได้ เพราะ กกต.ยังไม่รับรองผลการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการ ส่วนจะเกิดขึ้นได้เมื่อไหร่ ยังไม่รู้ แต่ต้องหลังวันที่ 9 พ.ค.ไปแล้ว ส่วน พปชร.มีการมาหารือ ตนไม่ได้เกี่ยวข้องการเมือง ไม่ได้เกี่ยวอะไร มีหลักผู้ใหญ่ในบ้านเมืองมีตั้งเยอะแยะ ทำไมต้องมาหาตน ตนไม่ยุ่ง 
    เมื่อถามว่า ควรจัดตั้งรัฐบาลก่อนหรือหลังงานพระราพิธีบรมราชาภิเษก พล.อ.ประวิตรบอกว่า ต้องจัดตั้งหลังงานพระราชพิธีฯ เสร็จแล้ว เมื่อถามต่อว่าพรรคที่สนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ ก็ควรต้องรอหลังงานพระราชพิธีฯ ด้วยใช่หรือไม่ พล.อ.ประวิตรกล่าวว่า “ไม่รู้ แต่ที่เราวางแผนไว้ก็อย่างนั้น แต่ยังไง ผมไม่รู้เรื่องหรอก”. 

ชัดเจนจากมิ้งขวัญไม่ไปกับเพื่อไทย



27 มี.ค.62- นายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ หัวหน้าพรรคเศรษฐกิจใหม่ แถลงข่าวเปิดใจที่  THE STANDARD Daily ว่า สาเหตุที่ไม่ไปร่วมแถลงข่าวกับ 6 พรรคว่า ยืนยันสถานภาพทางการเมืองมีเงื่อนไขนิดเดียว ใครก็ตามที่บอกว่าเป็นระบอบประชาธิปไตย  ถ้าคุณไม่ซื่อสัตย์สุจริต ผมจัดการเอง

ผมจะอยู่ในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข  นี่ก็คือจบแล้วไง จะให้ผมพูดอะไรมากกว่านี้อีก"

ถามว่า ยืนยันว่าจะเข้าร่วมกับ 7 พรรคใช่หรือไม่ นายมิ่งขวัญ ตอบว่า “ครับ อยากได้แค่นี้ใช่ไหม ก็ตอบแล้วไง”

นายมิ่งขวัญกล่าวว่า จัดตั้งรัฐบาลได้แน่นอน จะเงื่อนไขอะไรเดี๋ยวค่อยว่ากัน  นับคะแนนไม่เสร็จให้ประกาศคะแนนก่อนซิ 

หัวหน้าพรรคเศรษฐกิจใหม่ยังพูดถึงการลงสัตยาบันว่า  เซ็นหรือไม่เซ็นหรือไม่ถ้าคุณเซ็นและคุณไม่รักษาคำพูดจะมีประโยชน์อะไร  จุดยืนทางการเมืองก็สำคัญ ไม่งั้นวันหลังยี่ห้อนี้จะเชื่อถือได้อย่างไร วันหนึ่งบอกได้วันหนึ่งบอกไม่ได้ผมไม่เป็นคนอย่างนั้นนะครับ

เขายังพูดถึงการแถลงข่าวของ  6 พรรคว่า  คุณอ้วนภูมิธรรม จู่ๆก็มีคนมา ต่อโทรศัพท์ให้พูด คุณอ้วนบอกว่าพรุ่งนี้แถลงข่าว ผมบอกไปไม่ได้ นัดผู้ใหญ่ไว้  บอกตรงๆนะผมไม่คิดว่าเขาแถลงข่าวแล้วจะประกาศชื่อพรรคผมไป

นอกจากนี้ประเด็นการชูใครเป็นนายกฯนั้น นายมิ่งขวัญตอบว่า ไม่รู้เรื่องพวกนี้เลย และยังไม่ได้ตกลงอะไรกับใคร. 

ไม่ขาดทุน

ครั้งนี้ พรรคประชาธิปัตย์ประสบความพ่ายแพ้อย่างยับเยิน

แพ้ทั้งจำนวน ส.ส. แพ้ทั้งฐานคะแนน แพ้แบบเสียรูปมวย

เก้าอี้ ส.ส.ภาคใต้ 50 เขต ซึ่งพรรคประชาธิปัตย์เคยผูกขาดตลอดกาล

โดนพรรคอื่นรุมเจาะไข่แดงไปถึง 28 เขต

สนามปักษ์ใต้ไม่ใช่ “ของตาย” ของพรรคประชาธิปัตย์อีกต่อไป

ที่ปวดตับหนักมากคือ สนามกรุงเทพฯ ซึ่งเป็นฐานกำลังหลักของพรรคประชาธิปัตย์มาช้านาน

พรรคประชาธิปัตย์ สอบตกหมดเกลี้ยง ไม่เหลือทำยาแม้แต่คนเดียว

เก้าอี้ ส.ส. กทม. 30 เขต โดนพรรคพลังประชารัฐสะง่อมไป 12 เขต โดนพรรคเพื่อไทยซิวไปอีก 9 เขต และโดนพรรคอนาคตใหม่สอยไปอีก 9 เขต

แพ้พลิกล็อกยิ่งกว่ารถไฟเหาะตีลังกา

“แม่ลูกจันทร์” เชื่อว่าความพ่ายแพ้ครั้งนี้ เป็นโอกาสดีที่พรรคประชาธิปัตย์จะได้สำรวจจุดอ่อนจุดด้อยของตัวเองอย่างจริงจัง

ยังไม่สายเกินเพลที่พรรคประชาธิปัตย์ พรรคเก่าแก่ที่สุดในสนามการเมืองไทยจะฟื้นกลับมาแข็งแกร่งอย่างเดิม

แต่ปัญหาสำคัญเร่งด่วนที่สุดที่พรรคประชาธิปัตย์ต้องชั่งใจให้ดีๆ มี 2 ประเด็น

1, การเฟ้นหาหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์คนใหม่ แทนอดีตนายกฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่จะนำทัพประชาธิปัตย์จากความตกต่ำกลับสู่ความยิ่งใหญ่โดยเร็ว

2, การตัดสินใจว่าจะเข้าร่วมรัฐบาลขั้วไหน ที่จะสร้างความเชื่อมั่นศรัทธาให้พี่น้องประชาชนกลับมาหนุนหลังพรรคประชาธิปัตย์ต่อไป

นี่คือ 2 ย่างก้าวสำคัญ ที่แกนนำพรรคประชาธิปัตย์ต้องไตร่ตรองให้รอบคอบรัดกุม

เพราะหากเดินผิดทิศ ก้าวผิดทาง พรรคประชาธิปัตย์จะเสียรังวัดหนักขึ้นเป็นทวีคูณ

“แม่ลูกจันทร์” ขอเริ่มประเด็นแรก จะเฟ้นหาใครมาเป็นแม่ทัพใหญ่คนใหม่ ที่มีคุณสมบัติเหมาะสม มีความเป็นผู้นำเข้มแข็งเท่ากับ หรือดีกว่าแม่ทัพคนเก่าที่แพ้สงคราม

นายกรณ์ จาติกวณิช ตัวเก็งเบอร์หนึ่ง แม้มีคุณสมบัติเหมาะสมกว่าใครในพรรคก็จริง

แต่ยังไม่ใช่คนที่มั่นใจว่าจะกอบกู้พรรคประชาธิปัตย์ช่วงขาลงให้กลับมาเป็นขาขึ้นรวดเร็วทันใจ

พูดกันตามตรง นายกรณ์ ยังไม่โดดเด่นแหลมคมเท่า นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ที่เป็นคู่แข่งคนสำคัญในสนามการเมือง

“แม่ลูกจันทร์” ข้ามไปถึงประเด็นการตัดสินใจเลือกจับขั้วเป็นรัฐบาลกับขั้วพรรคพลังประชารัฐ? หรือขั้วพรรคเพื่อไทย?

นี่คือก้าวย่างสำคัญที่จะมีผลถึงอนาคตพรรคประชาธิปัตย์ในระยะยาว

ไม่ว่าพรรคประชาธิปัตย์จะตัดสินใจจับขั้วไหนเป็นรัฐบาลก็มีแต่ “ขาดทุน”

“แม่ลูกจันทร์” จึงขอเสนอทางเลือกที่ดีที่สุดของพรรคประชาธิปัตย์ที่ไม่ได้กำไร แต่ไม่ขาดทุน

คือยืนโด่เป็นขั้วอิสระ ไม่เลี้ยวซ้ายไม่เลี้ยวขวา ไม่ร่วมรัฐบาลกับขั้วใด

เพราะพรรคประชาธิปัตย์ได้ประกาศตัวเป็นขั้วที่ 3 ก็ต้องยืนหยัดเป็นขั้วที่ 3 อย่างมั่นคง

ใครจะดึงไปทางไหน ก็ไม่รับนิมนต์

ใครจะเสนอตำแหน่งอะไรให้ ก็ไม่รับประเคน

ไม่เป็นฝ่ายรัฐบาล ไม่เป็นฝ่ายค้าน ขอเป็นขั้วที่ 3 ในสภาฯ

แบบนี้เข้าท่ามั้ยโยม.

“แม่ลูกจันทร์”


แค่มเกมชิงรัฐบาลลม

ลิเกแข่งเปิดวิกแย่งคนดู

ตามฉากออกแขก โหมโรงก่อนโดยคณะดูไบ พรรคเพื่อไทย พรรคอนาคตใหม่ พรรคเสรีรวมไทย พรรคเพื่อชาติ พรรคประชาชาติ พรรคพลังปวงชนไทย จับมือโหนประชาธิปไตย จัดรัฐบาลผสมเสียงเกิน 250 ที่นั่ง

ตั้ง “รัฐบาลลม” จากตัวเลขคร่าวๆตามสื่อมวลชน

ก่อนคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จะประกาศผลเลือกตั้งอย่างเป็นทางการวันที่ 9 พฤษภาคม

อารมณ์แบบที่มวยเก๋าเกมการเมืองระดับนายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ อ่านไต๋แค่เกมจิตวิทยา เพราะกว่า กกต.จะประกาศผลเลือกตั้งอย่างเป็นทางการ กระบวนการโหวตนายกรัฐมนตรีจะทำได้ก็ปลายเดือนพฤษภาคมหรือต้นเดือนมิถุนายน

ในมุมแบบที่เบอร์หนึ่งฝ่ายความมั่นคง “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและ รมว.กลาโหม แตะเบรกเกมโหมโรงแย่งตั้งรัฐบาลของทีมดูไบ ต้องรอ กกต.ประกาศผลเป็นทางการ

โดยความเหมาะสม ควรรอหลังพระราชพิธีสำคัญ

ทั้งนี้ทั้งนั้น โดยปรากฏการณ์มันสะท้อนหน้าไพ่ “ทักษิณ” เกหมดหน้าตัก งานนี้ยอมไม่เอาเก้าอี้นายกฯ ไม่สนโควตารัฐมนตรี โยนผลประโยชน์ให้พรรคร่วมรัฐบาล เพื่อแลกกับยุทธการหัก คสช. ล้มขั้วอำนาจ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ ให้ได้

ประตูสุดท้ายที่จะนิรโทษกรรม เปิดเส้นทางกลับประเทศไทย

แต่ฉากลิเกดูไบก็ขาดตัวเอกตามท้องเรื่องนัดไว้ไม่มา คิวของนายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ หัวหน้าพรรคเศรษฐกิจใหม่ ส่งแค่คำสัญญาลอยๆมาร่วมแถลงจับมือมัดข้าวต้ม แต่ตัวล่องหน ไม่แน่ใจเพราะปัญหาทางเทคนิค หรือเพิ่งหวนรำลึกอดีตที่เคยโดน “นายใหญ่” สั่งดองเค็มจนหมดอนาคตในพรรคเพื่อไทย

งานนี้ “มิ่งขวัญ” โชว์ความเก๋า ไม่รีบทิ้งไพ่ หักมุมกับโคตรเซียนการตลาดขวัญใจ

“เจนอัลฟา” อย่าง “ไพร่หมื่นล้าน” นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ที่แสดงความเป็นมือใหม่หัดขับทางการเมือง เป็นแค่หมากในกระดานเดินตามเกมแห่กระแสของทีมดูไบ

หงายไพ่ โชว์แต้มล่อนจ้อนตั้งแต่เริ่มกระดาน

แค่หวังสร้างกระแสกดดัน 250 ส.ว. ในขั้นตอนโหวตหนุน “นายกฯลุงตู่”

ทั้งๆที่รู้กันอยู่ ว่ากันตามกติการัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560 มาตรา 272 ตามเงื่อนไขสถานการณ์ทางกฎหมายมันต้องวนมาเข้าทางฝั่งหนุน “นายกฯลุงตู่” ตีตั๋วต่อ

ตัวเลข 250 ส.ว.บวกกับแต้มของพลังประชารัฐและพรรคแนวร่วม เกินกึ่งหนึ่งของรัฐสภาคือ 376 เสียง

ไม่นับปรากฏการณ์ใบแดง ใบเหลือง ใบดำ ที่ กกต.จะแจกพวกตุกติกเลือกตั้ง ตามข้อมูลลึกไม่ต่ำกว่า 20 ใบ ทำให้แต้ม ส.ส.ของแต่ละพรรคสมการตัวเลขรัฐบาลเปลี่ยนอีกเยอะ

นั่นจึงไม่แปลกที่จับทางฝั่งหนุน “ลุงตู่” เน้นสงบสยบความเคลื่อนไหว

เพราะคนกำหนดเกมไม่ใช่ดูไบ แต่เป็นฝั่งคุมเกมอำนาจในเมืองไทย

เอาเป็นว่า เช็กข่าววงในปมซีเรียสของฝั่งหนุน “นายกฯลุงตู่”

ติดอยู่แค่คนชื่อ “ชวน หลีกภัย” ผู้คุมกฎของค่ายประชาธิปัตย์ ที่กำลังอารมณ์ค้างผิดหวังกับผลการเลือกตั้ง

ยังไม่เซย์เยส เซย์โน ในการร่วมรัฐบาลกับ พล.อ.ประยุทธ์

ถ้าถึงจุดนายชวนเล่นบทเฮี้ยว ไม่ออกซ้าย ออกขวา นั่นเท่ากับลากบ้านเมืองไปติดล็อก

เสียงในสภาผู้แทนราษฎรที่หนุน พล.อ.ประยุทธ์จะก้ำกึ่งมาก เพิ่มโจทย์ยากให้ทีมหนุน “นายกฯลุงตู่” ต้องออกแรงไล่จับไล่ต้อน “งูเห่า” มาเติมสมการ

ตามรูปการณ์ ประชาธิปัตย์นั้นมีแน่ๆจากจำนวน ส.ส.ที่สอบได้ ส่วนใหญ่เป็นสายที่อิงอยู่กับ “ลุงกำนัน” นายสุเทพ เทือกสุบรรณ แกนนำพรรครวมพลังประชาชาติไทย

ไม่ต่ำกว่า 30 คน ที่พร้อมโหวตให้ “นายกฯลุงตู่”

และจากปรากฏการณ์ในอดีตที่มีการฉีก “เนวิน ชิดชอบ” ออกจาก “ทักษิณ” ก็ไม่ใช่เรื่องเป็นไปไม่ได้ กับ “มิสชันอิมพอสซิเบิล” การไล่จับงูเห่าในฝั่งของทีมดูไบในพรรคเพื่อไทย ไม่เว้นทีมอนาคตใหม่

ที่เต็มไปด้วย ส.ส.โนเนม มาเพราะกระแส เป็นแค่รอบเดียวจบ

หรือถึงที่สุดกับไพ่ใบสุดท้ายที่ทีม “ลุงตู่” ถืออยู่ในมือ ยอมเป็นนายกฯรัฐบาลเสียงข้างน้อย

ถึงจังหวะไปต่อไม่ได้ ยุบสภา ล้มกระดานเลือกตั้งกันใหม่

ในเครื่องหมายคำถาม วัดใจพวกที่ลุยกันยังไม่หายเหนื่อยใครอยากเลือกตั้งใหม่ ไม่ใช่แค่ฝั่งตรงข้าม แต่มันยังเป็นหมากกระตุกพรรคร่วมรัฐบาลที่จ้องกดดันต่อรองในสถานการณ์เสียงปริ่มน้ำ

ตามเงื่อนไข “นายกฯลุงตู่” ต้องยึดพระบรมราโชวาท ร.9 ส่งเสริมให้คนดีได้ปกครองบ้านเมือง

ล็อกสเปกรัฐมนตรีต้องมีมืออาชีพผสมกับนักการเมืองน้ำดีให้รัฐบาลดูหล่อสมกับรัฐบาลเปลี่ยนผ่าน

ตามรอยยุครัฐบาล “ป๋าเปรม” พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์.

ทีมข่าวการเมือง

ยังไม่จบ

การเมืองคือการต่อรอง!!

“วิษณุ เครืองาม”  ยก สูตร ตั้งรัฐบาล”ป๋าเปรม” เตือน “พรรคเพื่อไทย และพรรคฝ่ายประชาธิปไตย” ที่ชิงแถลงข่าว จัดตั้งรัฐบาลก่อน  ชี้ฝ่ายพรรคที่ได้เสียงมากสุด อาจเป็นฝ่ายค้าน  ชี้ การแถลง แค่มีผลทางจิตวิทยา ให้สังคมรับรู้เท่านั้น  ข่าวรายวัน แต่ที่สุด ก็ยังยุติไม่ได้ เพราะ กกต.แค่ประกาศผลเลือกตั้ง อย่างไม่เป็นทางการ ยังที่เหลืออีก5% ก็หลายคะแนน แถมอาจโดน “สอย”เจอใบเหลือง ใบแดง ใบส้ม อีก เหตุมีร้องเรียนกว่า 100 ราย 

นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรีและฝ่ายกฎหมายคสช. กล่าวถึงการที่ พรรคเพื่อไทย และพรรคฝ่ายประชาธิปไตย” ชิงแถลงข่าว จัดตั้งรัฐบาลก่อน ว่า ชี้ การแถลง แค่มีผลทางจิตวิทยา ให้สังคมรับรู้เท่านั้น แต่ที่สุด ก็ยังยุติไม่ได้ เพราะ กกต.แค่ประกาศผลเลือกตั้ง อย่างไม่เป็นทางการ ยังที่เหลืออีก5% ก็หลายคะแนน

อีกทั้งต้องมีการดำเนินคดีและตรวจสอบกว่า 100 ราย ที่มีการร้องเรียน  และ ต้องมีการให้ใบส้ม ใบเหลือง ใบแดง อีก

ดังนั้น ยังไม่มีความแน่นอนอะไร แต่เพราะ คนใจร้อน อยากรู้อยากเห็น แค่ให้เกิดการรับรู้ แบบรายวัน 

พร้อมยกตัวอย่าง ในอดีต. เมื่อสมัย พลเอกเปรม ติณสูลานนท์  เมื่อยุบสภาเลือกตั้ง พรรคเสียงข้างมากที่สุด ก็ชิงจัดตั้งรัฐบาลก่อน 

แต่ในระหว่างนั้น พรรคที่ได้คะแนนสูงลดหลั่นกันไป ก็จับมือกัน และทำหนังสือให้ประธานสภาฯ รวบรวมกลายเป็นเสียงข้างมาก แล้วจัดตั้งรัฐบาล  ให้ พลเอกเปรม เป็น นายกฯ พรรคที่ได้เสียงข้างมากที่สุดกลายเป็นฝ่ายค้าน

ในทางการเมือง แม้ จะมีการ รับปากลงชื่อ ทำสัตยาบันอะไรกันแล้ว ก็ยังเปลี่ยนแปลงได้

แต่ละวัน เล่นข่าวลุ้นไปทุกวัน
นายกฯถึงบอกว่า ให้พวกมีหน้าที่ ส่วนได้เสียทำกันไป  รัฐบาลจะดำเนินการ งานพระบรมราชาภิเษก

เพราะขั้นตอนสำคัญอยู่ที่ในสภาฯ โดยนายกรัฐมนตรีก้อนอยู่ในจำนวน 10 กว่าคนที่มีอยู่ที่เราเห็นชื่อกัน นอกจากเมื่อถึงทางตัน จึงจะมีนายกฯคนนอก

ทั้งนี้มาตรา272  ได้วางไว้หลายขั้นตอน ไม่ว่าจะเอาไปขัง ล็อคตัว หรือไปฆ่า ก็ตาม ก็ยังเป็นคนที่ได้รับการเสนอชื่อและมีผู้รับรองการเสนอชื่อ แล้วโหวตทั้งสภา

คณะกรรมการการเลือกตั้ง จะประกาศผลอย่างเป็นทางการ 9 พฤษภาคม หลังจากนั้นใน 3 วัน จะมีทูลเกล้าฯ ถวายชื่อสมาชิกวุฒิสภา

เมื่อมีพระบรมราชโองการออกมา
ใน15 วัน จะกราบบังคมทูลเชิญเสด็จ เปิดสภาฯ ด้วยในวันนั้นควรจะเป็น
สส.และสว.ใหม่ เข้าเฝ้าฯ 

จากนั้นจะเป็นการเลือกประธานสภาฯ 
เมื่อ โปรดเกล้าฯแต่งตั้งประธานสภาก่อนที่จะมีการเรียกประชุมและให้มีการปฎิญาณตน จากนั้นเรียกประชุมเพื่อมีการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี คาดมนช่วง ปลาย พค.-ต้น มิย.ก็อาจจะมีทั้งรอบแรก รอบ2 รอบ3 จนกว่าจะได้นายกรัฐมนตรี

จากนั้น มี โปรดเกล้าฯแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีคนใหม่ แล้วนายกคนใหม่ก็ไปจัดตั้งคณะรัฐมนตรี 35 คน

การเมืองเป็นเรื่องของการต่อรองบางครั้งโหวตเลือกนายกฯ แล้ว แต่อาจไม่ร่วมรัฐบาล บางคนเลือกนายกรัฐมนตรีแล้ว แต่ไม่พอใจก็ออกไปเป็นฝ่ายค้าน

บางครั้งก็เป็นกรณีของผีถึงป่าช้าแล้วค่อยมาร่วมสมทบเป็นรัฐบาลทีหลัง ก็ได้

นี่ เป็นความยากของคนที่จะเป็นนายกรัฐมนตรี และต้องแต่งตั้งคณะรัฐมนตรีและตำแหน่งต่างๆอีกมากมาย ขึ้นอยู่กับการเจรจาพูดคุยต่อรองกัน

บางครั้งบางพรรคการเมืองเสนอชื่อนายกฯ1-2-3 มา แต่ก็เททิ้งทั้งหมด เอาคนที่4 มาก็ได้ ไม่ใช่เรื่องผิดปกติแต่ประชาชนต้องตามให้ทัน

ทั้งนี้เมื่อมีการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง คณะรัฐมนตรีชุดใหม่แล้ว นายกรัฐมนตรี นำคณะรัฐมนตรีเข้าเฝ้าถวายสัตย์ปฏิญาณตนแล้ว. รัฐบาล คสช. และ อำนาจมาตรา 44 ก็จะจบลงไปในเวลาเดียวกัน

วันพุธที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2562

สบายใจ

ให้ คนดีปกครองบ้านเมือง! 

จบเลือกตั้ง แล้ว “บิ๊กตู่” ชวนนำพาประเทศไทย ไปสู่ความสงบสันติอย่างยั่งยืน เตรียมจัดพระราชพิธีฯ ยกแนวทาง “รัชกาลที่9-รัชกาลที่ 10 “ ให้คนดีปกครองบ้านเมือง... ลั่น คนไม่ดีก็ต้องถูกดำเนินการ....ยันยังไม่เกี่ยวข้องกับการจัดตั้งรัฐบาล

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า  ผมยังไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องในการจัดตั้งรัฐบาล ทั้งหมดเป็นเรื่องของฝ่ายการเมือง อย่างไรก็ตามในฐานะนายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคสช. ขอขอบคุณคนไทยทุกคน ที่ร่วมกันแสดงพลังในการมาออกเสียงเลือกตั้งเป็นจำนวนมากพอสมควร ผมก็จะตั้งใจในการปฏิบัติหน้าที่ของผมในฐานะเป็นนายกรัฐมนตรี หัวหน้าคสช. และรัฐบาล ไปจนมีรัฐบาลใหม่ตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ"

ตอนนี้เมื่อเราได้ให้กำลังใจในเรื่องประชาธิปไตยและเลือกตั้งให้ไปแล้วเป็นไปด้วยความเรียบร้อย สงบ สันติ 

ผม จึงอยากให้ทุกคนกลับมามุ่งสู่พิธีสำคัญของเรา คือ พระราชพิธีบรมราชาภิเษก ซึ่งจะมีในหลายกิจกรรมด้วยกันโดยจะเริ่มตั้งแต่เม.ย.เป็นต้นไป รัฐบาลได้มีการแต่งตั้งคณะทำงาน คณะกรรมการในระดับจังหวัดเพื่อเตรียมการในเรื่องเหล่านี้ 

โดยพิธีจะเริ่มจากพิธีพลีกรรม ตักน้ำ ตั้งแต่วันที่ 6 เม.ย.เป็นต้นไป โดยพระราชพิธีดังกล่าวจะมี 3 ห้วงด้วยกัน คือ ช่วงก่อนพิธีบรมราชาภิเษกในเดือน เม.ย. จากนั้นก็จะเป็นในช่วงเดือนพ.ค. ระหว่างวันที่ 4-6 พ.ค. และจะมีพิธีหลังจากนั้นอีกช่วงหนึ่งในเดือนเดียวกัน ซึ่งมีหลายกิจกรรมและหลายโครงการ ที่เป็นของรัฐบาลและหน่วยงานต่างๆที่มีส่วนร่วม ซึ่งได้มีการเสนอโครการต่างๆเข้ามาและคณะกรรมการได้พิจารณาแล้ว ซึ่งพิธีเหล่านั้นพวกเราทุกคนจะต้องทำให้สมพระเกียรติ บ้านเมืองจะต้องสงบเรียบร้อย มีความรักความสามัคคี 

"ผมอยากให้ใช้โอกาสนี้นำพาประเทศไทย ไปสู่ความสงบสันติอย่างยั่งยืน ตามแนวทางของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่9 สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 และสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 เพื่อประเทศไทยของเรา" พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ในส่วนของรัฐบาลจะเดินหน้าทำหน้าที่แก้ไขปัญหาให้ประชาชนต่อไป โดยเฉพาะปัญหาเศรษฐกิจฐานรากที่ยังมีปัญหามาก ซึ่งที่ผ่านมาทุกๆรัฐบาลก็ยังแก้ปัญหาไม่เสร็จ แต่รัฐบาลนี้ได้พยายามที่จะแก้ปัญหา เพื่อให้เกิดความเข้มแข็งและเพิ่มขีดความสามารถ 

ยืนยันว่าประเทศไทยยังมีความหวังทุกอย่าง การเมืองก็ต้องศึกษาสิ่งต่างๆที่เกิดขึ้น ไม่ใช่มองปัญหาแต่ในประเทศเราอย่างเดียวต้องมองทั่วโลกเผื่อไว้ด้วย

นายกฯว่า "นี่คือการบ้านการบริหารราชการแผ่นดิน ไม่ใช่การเมือง 
ตราบใดที่ผมเป็นรัฐบาลอยู่ก็จะทำแบบนี้ ทำให้เหมือน 5 ปีที่ผ่านมาและทำให้ดีขึ้น เพียงแต่ขอความเข้าใจ และขอความร่วมมือจากพี่น้องประชาชนโดยรวม วันหน้าจะเกิดอะไรขึ้นก็สุดแท้แต่ประชาชน  แล้วแต่จะพิจารณา 

วันนี้ต้องขอขอบคุณทุกคนในเรื่องของการเลือกตั้ง ขอบคุณข้าราชการทุกคนที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการเลือกตั้ง ขอบคุณพี่น้องตำรวจทหารที่ทำงานในพื้นที่ชายแดน ทั้งภารกิจในเรื่องของความไม่สงบ ทุกคนที่ได้เสียสละชีวิตไม่ได้เรียกร้องค่าตอบแทนอะไรมากมายไปกว่าปกติพึ่งมีพึ่งได้ตามกฎหมาย ทั้งเบี้ยเลี้ยงและเงินเดือนก็ไม่ได้ขอเพิ่มอะไร ถือเป็นหน้าที่ของทหารทุกคนที่ต้องทำงานทุกวัน

“คนไม่ดีก็ต้องถูกดำเนินการ ตามพระบรมราโชวาทของในหลวงรัชกาลที่ 10 ที่ระบุว่า ให้คนดีปกครองบ้านเมือง หรือปฏิบัติหน้าที่ราชการเพื่อดูแลประชาชนทุกกลุ่มให้สมศักดิ์ศรีในการเป็นข้าราชการที่ดีของแผ่นดิน เป็นพระบรมราโชวาทที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 พระราชทานไว้เมื่อหลาย 10 ปีแล้ว ก็ยังคงมีความทันสมัยอยู่ในการสืบสานรักษาต่อยอด ความมีอัตลักษณ์ของประเทศไทยอะไรที่เป็นอัตลักษณ์ไม่ดี ทุจริต โกงกิน การทำผิดกฎหมายเป็นบ่อเกิดของสังคมที่ไม่ปกติสุข เพราะฉะนั้นก็ต้องแลก ถ้าอยากให้เป็นบ้านเมืองที่สงบก็ต้องกลับมาเคารพกฎหมาย ก็ต้องมาปรับแก้ทุกอย่างเพื่อไม่ให้มีผลกระทบซึ่งกันและกัน ถ้ามองแต่ประโยชน์ส่วนตัวก็คงเป็นไปไม่ได้ เราต้องได้ประโยชน์ทั้งโดยตรงและส่วนรวม ไม่มีอะไรที่จะได้มาง่ายๆ บนโลกนี้ไม่มีอะไรที่ง่ายขนาดนั้น ไม่ว่าจะทำอะไรก็ตามถ้าไม่คำนึงถึงประวัติศาสตร์ ปัญหาที่ทับซ้อนก็คงไม่ได้"

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า "ขอเป็นกำลังใจให้กับทุกคน  ผมเคารพคะแนนเสียงของประชาชนทุกคนที่ออกมาเลือกตั้งในครั้งนี้ ขอขอบคุณทุกคนด้วยใจจริง 

ขอบคุณสื่อทุกคน วันนี้ผมก็อยากจะบอกทุกคนว่า วันนี้ผมมีความสบายใจมากขึ้น ผมเคยบอกแล้วว่าประเทศไทยก็ต้องเดินหน้าไปแบบนี้ ไม่ได้ไปรักษาอำนาจ สืบทอดอำนาจ ถ้าเป็นอย่างนั้นผมคงไม่ต้องให้มีการเลือกตั้งหรอก แต่กลไกอื่นๆที่เกิดขึ้นก็เป็นกลไกตามรัฐธรรมนูญ ตามผลประชามติก็ว่ากันไปตามนั้น เคารพเสียงประชาชนเขาบ้าง แค่นั้นเอง อย่าให้ทะเลาะเบาะแว้งกันอีกเลย อย่าไปให้ความสนใจกันมากนักเป็นเรื่องของฝ่ายการเมืองเขาไปดำเนินการอย่ามาถามผมอีก" 

ผู้สื่อข่าวถามว่าที่บอกว่าสบายใจขึ้น เป็นเพราะได้เป็นนายกฯต่อใช่หรือไม่ พล.อ.ประ ยุทธ์ถึงกับส่ายหัวพร้อมกล่าวว่า "คำถามแบบนี้นี่แหละที่ไม่สบายใจ"

รัฐบาลผสมลุงตู่1

รัฐบาลผสม “ลุงตู่ 1”
โดย สิริอัญญา 
วันพุธที่ 27 มีนาคม 2562

คัมภีร์วิถีแห่งฟ้าบทหนึ่งระบุว่า “ผู้ใดครองตนสอดคล้องกับวิถีแห่งฟ้าย่อมได้รับมงคล ผู้ใดครองตนไม่สอดคล้องกับวิถีแห่งฟ้าย่อมได้รับอัปมงคล การได้รับมงคลหรืออัปมงคลเป็นเพราะการครองตนของตน อย่าว่าฟ้าบันดาลเลย” เพราะนั่นเป็นวิถีแห่งฟ้า 

คัมภีร์วิถีแห่งฟ้านี้เป็นคัมภีร์หลักคัมภีร์หนึ่งของการบริหารบ้านเมืองของจีนมาแต่โบราณกาล และนับถึงปัจจุบันนี้ก็มีผู้นำหลายประเทศที่ศึกษาค้นคว้าและนำคัมภีร์วิถีแห่งฟ้าไปใช้ 

คัมภีร์วิถีแห่งฟ้าย่อมเกี่ยวข้องกับลัทธิเต๋า เพราะเชื่อมโยงกับความสมดุล โดยถือว่าความปกติสุข ความเจริญรุ่งเรืองของบ้านเมืองนั้นย่อมเกิดขึ้นเพราะความสมดุลของฟ้าดิน ฟ้าดินสมดุลเกื้อหนุนกัน แผ่นดินก็เป็นสุขร่มเย็น มีความเจริญรุ่งเรือง ดินกับฟ้าจึงแยกจากกันไม่ได้ 

ผืนดินรองแผ่นฟ้า แผ่นฟ้าก็คุ้มครองครอบคลุมแผ่นดิน เป็นความจริงที่ใคร ๆ ก็รู้เห็น แต่จะมีสักกี่คนเล่าที่จะเห็นด้วยปัญญาทัศนะอันแจ่มใสถึงธรรมชาติอันยิ่งใหญ่นี้ และสามารถนำกฎเกณฑ์หรือวิถีแห่งฟ้ามาใช้เพื่อให้บังเกิดประโยชน์สุขแก่บ้านเมืองและราษฎรได้อย่างแท้จริง 

นับแต่เกิดกรณีอันเป็นเหตุยุบพรรคไทยรักษาชาติ มาจนถึงกรณี Hong Kong Effect ล้วนเป็นกรณีที่เหนือความคาดคิดของผู้คนทั้งปวง และย่อมส่งผลต่อความเป็นไปในบ้านเมือง รวมทั้งการเลือกตั้งดังที่รู้เห็นกันอยู่ สถานการณ์ต่าง ๆ ได้พลิกผันไปชั่วเวลาเพียงข้ามคืน นั่นก็เพราะกฎเกณฑ์ธรรมชาติอันเป็นไปตามคัมภีร์วิถีแห่งฟ้านั้น 

ดังนั้นใครก็ตามที่ไม่เข้าใจวิถีแห่งฟ้า กระทำการอันก่อให้เกิดอัปมงคลแก่ตนก็ต้องได้รับผลแห่งวิบากแห่งการนั้นโดยไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ สึนามิทางการเมืองนั้นทุกคนได้เห็นเป็นที่ประจักษ์แล้ว หากยังดึงดันไม่สำนึก แทนที่จะเป็นแค่สึนามิทางการเมือง ก็อาจจะไปถึงขั้นธรณีสูบก็เป็นได้ 

เพราะกฎเกณฑ์อัปลักษณ์ที่ตราไว้ในรัฐธรรมนูญและกฎหมายประกอบที่เกี่ยวกับการเลือกตั้งที่มีผลสำคัญที่สุดก็คือทำให้รัฐบาลอ่อนแอ ทำให้เกิดความแตกแยกในบ้านเมือง และทำให้เกิดความสับสนจนคนทั้งหลายมีความสับสนอลหม่านว่ากฎหมายในเรื่องต่าง ๆ นั้นมีว่าอย่างไร จนกระทั่งเป็นแหล่งทำมาหากินให้คนจำพวกหนึ่งตั้งตนเป็นกฎหมายเสียเอง 

กระทำกันกระทั่งราวกับว่าแผ่นดินนี้ขาดกลุ่มคนพวกนี้ไม่ได้ ทั้ง ๆ ที่คนทั้งหลายก็ย่อมรู้ย่อมเห็นเป็นอย่างเดียวกันว่า การที่บ้านเมืองสับสนวุ่นวายและการโกงบ้านกินเมืองลุกลามขยายตัวหยุดไม่ได้ยั้งไม่อยู่นั้น ล้วนเป็นผลมาจากความอัปลักษณ์ของระบบกฎหมายทั้งสิ้น 

เพราะถ้ากฎหมายสับสน กระทั่งผู้คนไม่รู้ว่ากฎหมายมีว่าอย่างไร แม้ที่รู้ว่ามีกฎหมายแล้วก็ไม่รู้ว่ามีความหมายอย่างไร เพราะทุกเรื่องทุกราวล้วนต้องตีความทั้งสิ้น กระทั่งหน่วยงานที่มีอำนาจหน้าที่ก็ยังเข้าใจผิด ตีความผิด และทำหน้าที่กันผิด ๆ ให้เห็นกันอยู่เสมอ นี่จึงเป็นต้นตอวิบัติของบ้านเมืองที่จะต้องเร่งปฏิรูปโดยไวที่สุด 

ผลจากความอัปลักษณ์ที่ทำกันไว้ จึงทำให้ผลการเลือกตั้งที่ออกมาทำให้ไม่มีพรรคใดได้เสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎร อย่าว่าถึงกับเสียงข้างมากเลย เพราะมีการวางหมาก วางกล วางเกมกันไว้ จนทำให้พรรคไหน ๆ ก็ยากที่จะมีคะแนนเสียงถึง 150 เสียง 

หมายความว่า แต่ละพรรคไม่มีทางที่จะได้เสียงถึง 251 เสียง ไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลโดยลำพังได้ จึงย่อมไม่สามารถนำนโยบายที่ได้ประกาศไว้ไปปฏิบัติได้อย่างเต็มที่ เพราะต้องประสานต้องต่อรองทางนโยบายกับพรรคการเมืองอื่นที่จะต้องมาร่วมรัฐบาลด้วย 

ยิ่งคะแนนเสียงที่แต่ละพรรคได้ยังห่างครึ่งหนึ่งนับร้อยเสียง ก็ยิ่งจำเป็นต้องพึ่งพาพรรคอื่นหลายพรรค จึงจะจัดตั้งเป็นรัฐบาลได้ ดังนั้นโครงสร้างของรัฐธรรมนูญนี้จึงเป็นโครงสร้างที่วางหมากกลให้ต้องเป็นรัฐบาลผสมในทุกกรณี 

และเมื่อเป็นรัฐบาลผสมที่ต้องอาศัยคะแนนเสียงจำนวนมากเกือบเท่า ๆ กับพรรคที่เป็นแกนจัดตั้งรัฐบาลด้วยแล้ว ก็จะก่อให้เกิดปัญหาแตกแยกภายในรัฐบาลได้ง่าย เพราะย่อมมีการต่อรองทางการเมืองกับนักการเมืองที่เป็นพรรคแกนในการจัดตั้งรัฐบาลนั้น 

ยิ่งเป็นนักการเมืองที่ดูดมาจากพรรคการเมืองอื่นหรือที่เป็นนักการเมืองรุ่นเก๋าหน้าเก่าที่แต่ละคนเปลี่ยนพรรคมานับไม่ถ้วน และล้วนมีวีรกรรมสำคัญไว้กับบ้านเมืองจนประชาชนจำหน้าได้ จำพฤติกรรมได้ไม่ลืมเลือน นักการเมืองเหล่านี้ก็จะมีการต่อรองทางการเมืองสูงกว่านักการเมืองหน้าใหม่ 

ถ้าหากถึงขั้นรวมกันแบบเสือสิงห์กระทิงแรดด้วยแล้ว ก็จะยิ่งมีความขัดแย้งภายในได้ง่าย 

และยิ่งพรรคแกนนำรัฐบาลต้องพึ่งพาคะแนนเสียงจากพรรคการเมืองอื่น ๆ หลายพรรค พรรคการเมืองและนักการเมืองเหล่านั้นก็ยิ่งมีอำนาจต่อรองทางการเมืองสูงยิ่งขึ้นไปอีก เพราะย่อมรู้ดีว่าการดำรงอยู่ของรัฐบาลผสมลักษณะนี้ต้องพึ่งพาอาศัยเสียงของพรรคร่วมรัฐบาล ดังนั้นแม้พรรคร่วมรัฐบาลแต่ละพรรคจะมี ส.ส. ไม่มากนัก แต่กลายเป็นจำนวนที่ขาดไม่ได้เพราะถ้าขาดไปแล้วก็จะแพ้เสียงในสภาผู้แทนราษฎร และทำให้รัฐบาลผสมนั้นต้องล้มครืนลง 

การเลือกตั้งทั่วไปครั้งนี้แม้จะยังไม่ประกาศรับรองผลอย่างเป็นทางการ แต่ก็พอทราบผลเบื้องต้นได้แล้วว่า พรรคพลังประชารัฐจะได้ ส.ส. เกินกว่า 126 คน ซึ่งเมื่อรวมกับคะแนนเสียงของ ส.ว.อีก 250 คน ก็จะมีคะแนนเสียง 376 คน เกินกึ่งหนึ่งของสมาชิกวุฒิสภาและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จึงสามารถเลือกลุงตู่เป็นนายกรัฐมนตรีได้ตามรัฐธรรมนูญ 

แต่ลุงตู่จะบริหารราชการแผ่นดินได้โดยราบรื่นนั้นก็ต้องมีคะแนนเสียงในสภาผู้แทนราษฎรให้ได้เกินครึ่งหนึ่งพอสมควร เพราะแค่ 251 เสียง อาจจะไม่เพียงพอต่อการดำเนินงานในสภาผู้แทนราษฎร ดังที่มีการกล่าวกันว่า ถ้าคะแนนเสียงอย่างนี้ ส.ส. ฝ่ายรัฐบาลจะไปขี้ไปเยี่ยวหรือไปไหนไม่ได้ ต้องนั่งเฝ้าห้องประชุมสภากันทั้งหมด ซึ่งเป็นไปไม่ได้ ดังนั้นความเป็นไปได้จึงต้องมี ส.ส. ประมาณ 275 เสียงขึ้นไป เพราะบางคนต้องไปดำรงตำแหน่งทางการเมืองในรัฐบาลด้วย 

ผลการเลือกตั้งที่ยังไม่เป็นทางการปรากฎว่าพรรคเพื่อไทยและพันธมิตรมีคะแนนเสียงเกือบ 250 เสียง หรือเกือบเกินครึ่งของสภาผู้แทนราษฎร จึงทำให้คะแนนเสียงของพรรคเพื่อไทยและพันธมิตรใกล้เคียงกับของรัฐบาลผสมมาก ดังนั้นจึงยิ่งเพิ่มอำนาจต่อรองให้แก่นักการเมืองในพรรคพลังประชารัฐและพรรคที่ร่วมรัฐบาลผสมอย่างหนักหน่วงมากกว่าปกติหลายเท่า 

ที่สำคัญคือแม้พรรคพลังประชารัฐจะได้เสียงจำนวนมาก แต่เมื่อมีคะแนนเสียงไม่ถึง 250 เสียง และต้องอาศัยพรรคอื่น ๆ จำนวนมาก โดยเฉพาะคือต้องพึ่งพาคะแนนเสียงของพรรคภูมิใจไทย และพรรคประชาธิปัตย์ จึงจะทำให้มีคะแนนเสียงเกิน 250 เสียงได้ 

ดังนั้นจากตัวเลขผลการเลือกตั้งเบื้องต้นนั้นจึงเห็นได้ชัดแล้วว่า แม้พรรคประชาธิปัตย์จะปราชัยในการเลือกตั้ง และแม้พรรคภูมิใจไทยจะผงาดขึ้น มีความเหนือกว่าพรรคเก่าแก่หลายพรรค แต่ในที่สุดทั้งสองพรรคนี้จะเป็นตัวแปรสำคัญในการจัดตั้งและในการดำรงอยู่ของรัฐบาลผสม 

รัฐบาลพรรคพลังประชารัฐจะเกิดขึ้นและดำรงอยู่ได้จึงต้องพึ่งคะแนนเสียงของพรรคประชาธิปัตย์และพรรคภูมิใจไทย ซึ่งจะต้องจับตาดูกันต่อไปว่าทั้งสองพรรคนี้จะตัดสินใจอย่างไร ซึ่งน่าจะมีการรอผลการเลือกตั้งที่ชัดเจนมากขึ้น 

ในขณะนี้แม้ยังไม่มีการประกาศรับรองผลการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการ แต่ก็มีการจุดประเด็นเกี่ยวกับความไม่ปกติในการเลือกตั้งหลายประการ เช่น การจุดประเด็นว่า
ประการแรก มีบัตรเสียเกือบ 2 ล้านใบ นับเป็นจำนวนสูงมาก ทำให้พรรคการเมืองที่มีโอกาสได้คะแนนเสียงจากบัตรเหล่านี้ต้องได้รับความเสียหาย หรือทำให้ผลการเลือกตั้งผิดไปจากที่ควรจะเป็น 

ประการที่สอง มีการตั้งข้อสังเกตและนินทากันอย่างกว้างขวางว่า มีบัตรเลือกตั้งที่ลงคะแนนเกินกว่าจำนวนผู้ไปใช้สิทธิ์เลือกตั้งหลายล้านคน ซึ่งจะเป็นจำนวนเท่าใดแน่ยังไม่แน่ชัดเพราะได้หยุดการนับคะแนนไว้เสียก่อน จำนวนบัตรที่เกินมากมายขนาดนี้อาจทำให้การเลือกตั้งมีปัญหาว่าบัตรเกินนี้มาจากไหน ใครเป็นคนเอาบัตรส่วนเกินนี้ไปใส่ในหีบเลือกตั้งหรือเอามานับเป็นคะแนน เพราะเรื่องนี้ได้มีการบันทึกหลักฐานไว้อย่างละเอียด 

ประการที่สาม มีการหยุดนับคะแนนกลางคัน ซึ่งมีความเสี่ยงว่าชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เพราะการนับคะแนนนั้นกฎหมายบังคับให้นับคะแนนต่อเนื่องไปจนกว่าจะแล้วเสร็จ 

ประการที่สี่ บัตรเลือกตั้งจากต่างประเทศถูกถือว่าเป็นโมฆะจำนวนหนึ่งเพราะมาถึงช้ากว่าเวลาปิดหีบเลือกตั้ง ในขณะที่สถานทูตไทยในประเทศที่เกี่ยวข้องยืนยันว่าได้มีการส่งบัตรมาก่อนหลายวันแล้ว หีบบัตรไปช้าอยู่ที่ไหน จึงเป็นคำถามที่ก้องกระหึ่ม 

ทั้งสี่ประการนี้เป็นเรื่องที่จะต้องทำความจริงให้ปรากฏ แต่คงไม่กระทบต่อการบริหารบ้านเมืองเพราะลุงตู่ยังคงเป็นนายกต่อไปจนกว่าจะมีคณะรัฐมนตรีชุดใหม่เข้ามาบริหารบ้านเมือง.

ร้องถูกโกงเพราะรู้แพ้แล้ว

    พลุ่งพล่านกันเหลือเกินว่า "ขั้วไหน" จะได้เป็นรัฐบาล และ "ใคร" จะได้เป็นนายกฯ?
    ฉะนั้น.......
    วันนี้ เรามาขยี้ให้สิ้นประเด็นสงสัยกันไปซักที
    ดูการเมือง ก็เหมือนดูกีฬา สิ่งแรกต้องรู้คือ "กฎ-กติกา" ถ้าไม่รู้ เชียร์สะเปะ-สะปะ นอกจากทุเรศแล้ว 
    ยังเป็น "ตัวถ่วง" อีกตะหาก!    
    สิ่งแรกที่ต้องเข้าใจ การเลือกตั้ง ๒๔ มีนา ถึง ณ ขณะนี้ กกต.ประกาศผล "ส.ส.แบ่งเขต" ออกมาเพียง ๙๕%
    แต่ละพรรค ได้ ส.ส.เขตกันคนละเท่าไหร่ "คะแนนรวม" ที่เรียกป๊อปปูลาร์โหวต ได้กันพรรคละเท่าไหร่?
    ก็อย่างที่ประกาศ "ไม่เป็นทางการ" 
    เพื่อไทยได้ ส.ส.เขต ๑๓๗ ป๊อปปูลาร์โหวต ๗.๔ ล้าน พลังประชารัฐได้ ส.ส.เขต ๙๖ ป๊อปปูลาร์โหวต ๗.๙ ล้าน ประมาณนั้น
    ยกเป็นตัวอย่างคร่าวๆ ประกอบการทำความเข้าใจ เพื่อตาม "เกมชิงเมือง" ครั้งนี้ ให้ทัน 
    ประเด็นแรกที่ต้องเข้าใจ......
    ตัวเลขทั้งหมดที่ กกต.แถลง "ยังไม่เป็นทางการ" รวมทั้งจำนวนผู้ออกมาใช้สิทธิ์เลือกตั้งด้วย
    ฉะนั้น อย่าเพิ่ง "ทึกทัก" ตามประกาศเวลานี้เป็นตายตัว
    ประเด็นที่สอง....... 
    ตัวเลขทั้งหมดที่ออกมา เพียง ๙๕% 
    นั่นคือ ยังเหลืออีก ๕% ที่ต้องรอ กกต.แถลงผล 
    ๕% จากจำนวน ๓๕ ล้านคนที่ออกมาใช้สิทธิ์เมื่อ ๒๔ มีนา คำนวณแล้วตกประมาณอีก ๑.๗ ล้านคน
    ๑.๗ ล้าน คือ........
    ตัวเลขที่จะเป็น "ตัวเพิ่ม-ตัวลด" ในจำนวน ส.ส.เขตและ ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ รวมถึงคะแนนป๊อปปูลาร์โหวตทุกพรรคที่ลงแข่งขัน
    ฉะนั้น ทุกคนต้องเข้าใจให้ถูกต้องว่า 
    ก่อนถึง ๙ พฤษภา......
    อย่าเพิ่งทึกทักทุกตัวเลข "ที่เห็น" ว่าเป็นเลข "ที่ใช่" ยังมีอีกตั้ง ๑.๗ ล้านคะแนน เป็นตัวแปร-ปัจจัยเปลี่ยน
    ยังไม่นับรวม กรณีใบเหลือง-ใบแดง และการเลือกตั้งใหม่บางเขต "อันอาจมี"
    จนกว่า ๙ พฤษภา กกต.ประกาศผลเลือกตั้ง "เป็นทางการ" แล้วนั่นแหละ 
    ทุกรายชื่อ ทุกตัวเลข จึงจะเป็น "ของจริง"
    ยึดเป็น "ฐานคำนวณ" ได้ครบ ๑๐๐%!
    ขั้นตอนนี้ เข้าใจกันหรือยังครับ เมื่อเข้าใจแล้ว เห็นพรรคไหน-ขั้วไหน อ้างสิทธิ์จัดตั้งรัฐบาล
    ก็ให้เขาตั้งกันไป บนฐาน "ตัวเลขสมมุติ" ๙๕%
    แต่ให้เข้าใจว่า อีก ๕% ผลออกมาเมื่อไหร่ ไอ้ประเภท ถ้าข้าได้เป็นธรรม แต่ถ้าข้าเสีย ก็โวยว่าถูกโกง แบบนั้น อย่าให้มี
    ถ้ามี ต้องช่วยกันด่า.........
    "แก่แล้วอย่าดอกตามไอ้สันดานแดนไกล" ที่มันเที่ยวเห่าให้สื่อรับใช้แปลงออกมาเป็นข่าวตอนนี้!
    ที่เห็นทั้งเพื่อไทยและทั้งพลังประชารัฐ ต่างจัดตั้งรัฐบาลนั้น ไม่ต้องสับสน-วุ่นวายไปกับเขา
    ก็อยู่ในเกณฑ์ "มีสิทธิ์" ด้วยกันทั้งคู่ คือ "จับขั้ว" แล้ว ทั้ง ๒ ฝ่าย ไม่มีฝ่ายไหนได้เสียง "เกินครึ่ง"
    เพื่อไทยรวมพวกแล้ว ก็ ๒๔๐ กว่า พลังประชารัฐ ก็ ๒๔๐ กว่า จะถูก-จะแพงกว่ากัน ก็แค่ ๓-๔  เสียง
    ถือว่า ชอบธรรมทั้ง ๒ ฝ่าย ส่วนใครจะชนะ ก็ขึ้นอยู่กับชั้นเชิง ลีลา ว่าฝ่ายไหนจะจีบพรรคพวกมารวมได้มากกว่า
    ก็ไม่ต้องกลัว เมื่อเสียงยันกัน จะตั้งรัฐบาลไม่ได้ เพราะคนร่างรัฐธรรมนูญเขามีประสบการณ์ "ปิดจุดตาย-เปิดทางเกิด" ไว้ให้เรียบร้อย
    จะว่าไป เหมือนตอน "ต้มยำกุ้ง" ปี ๒๕๔๐ เราเจ๊งทางระบบเศรษฐกิจการเงิน-การคลัง แทบถูก "ทุนอเมริกัน" ยึดประเทศ
    จากนั้น เรามีบทเรียนแล้ว ก็ออกกฎหมาย "อุดช่องโหว่" เป็นอานิสงส์ถึงวันนี้ ที่ทั่วโลกพบวิกฤติเศรษฐกิจการเงิน-การคลัง
    แต่ไทยเรา "เสถียรประเทศ" แข็งแกร่ง-มั่นคงทางเศรษฐกิจการเงิน-การคลัง "มาตรฐานโลก" อันดับต้นๆ
    ทำนองเดียวกัน ด้วยปัญหารัฐบาลยิ่งลักษณ์ ตัวนายกฯ สิ้นสภาพ เกิดสุญญากาศทางการบริหาร 
    เป็นปัญหาใหม่ ที่รัฐธรรมนูญตอนนั้น "ผ่าทางตัน" ระบอบทักษิณที่สร้างประชาธิปไตย "รัฐสภาเบ็ดเสร็จ" กินเมืองไม่ได้ จนคณะ คสช.ต้องเข้ามาควบคุมอำนาจปกครองประเทศ เมื่อพฤษภา ๕๗ 
    ทำนองเดียวกันนั่นแหละ......
    รัฐธรรมนูญ ๖๐ ที่ใช้ตอนนี้ ผู้ร่างจึงใช้ประสบการณ์นั้น เขียนเป็นกฎหมาย "ปิดจุดตาย" ไว้เรียบร้อย
    ตามรัฐธรรมนูญก่อนๆ ตัวนายกฯ กับ ครม.มาพร้อมกัน แต่ตามรัฐธรรมนูญนี้ ระบุเลย
    เปิดสภา (ราวๆ ปลายพฤษภา) ให้ ส.ส. ๕๐๐ กับ ส.ว. ๒๕๐ รวม ๗๕๐ คน 
    ประชุมร่วม โหวตเลือกตัวนายกฯ ก่อนเลย!
    ตรงนี้ จะเห็นว่า ที่แย่งกันตั้งรัฐบาลตอนนี้ ไม่เด็ดสะระตี่เท่า พรรคไหน-ฝ่ายไหน...........
    จะเสนอ "แคนดิเดตนายกฯ" คนไหนในฝ่ายตน ให้ ๗๕๐ ส.ส.-ส.ว.เป็นคนเลือก
    ด้วยเกณฑ์ตามรัฐธรรมนูญ คือ คนไหนได้เสียงเกินครึ่งของทั้งสองสภา คือ ได้มากกว่า ๓๗๖ เสียง 
    คนนั้น ได้เป็นนายกฯ
    แล้วนายกฯ เมื่อได้รับโปรดเกล้าฯ แล้ว ก็จะไปฟอร์ม ครม. "ตั้งรัฐบาล" ต่อไป
    นี่ รัฐธรรมนูญ "ผ่าทางตัน" เลือกตั้งแล้ว "เสียงยันกัน" ก็มีทางออกให้เแบบนี้
    จะเป็นรัฐบาลเสียงข้างมาก มี ส.ส.เกิน ๒๕๑ เสียงขึ้นไป หรือเป็นเสียงข้างน้อย ต่ำกว่า ๒๕๐ เสียงก็ตาม
    ยังไงๆ ประเทศก็มีรัฐบาลและ "หัวหน้ารัฐบาล" ตามวิถีทางประชาธิปไตย ประเทศไม่เกิด "สุญญากาศ" ทางบริหารไว้ก่อน เป็นใช้ได้
    เมื่อประเทศเข้าคลองประชาธิปไตยเรียบร้อยแล้ว ถ้าเสียงข้างมาก ก็ลอยฟ่องล่องทะเลไป
    แต่ถ้าเป็นรัฐบาล "เสียงข้างน้อย" ตามที่วิพากษ์-วิจารณ์กันตอนนี้ 
    รัฐบาลไม่มีเสถียรภาพ พอเปิดสภา ฝ่ายค้านถล่ม พอยกมือก็ "ล่มปากอ่าว" แล้ว!
    ก็ดีนะซี....!
    สมมุติ "พลังประชารัฐ" เป็น "รัฐบาลเสียงข้างน้อย" มีพลเอกประยุทธ์ เป็นนายกฯ
    ตามเกมการเมือง เมื่อเป็นรัฐบาล ขั้นต้น ก็ต้องมีฝีมือในทางจับ "งูเห่า" มาเสริมให้เป็นเสียงข้างมากให้ได้
    ฝีมือจับงู.....
    ต้องยกให้ "สุริยะ-สมศักดิ์-อนุชา" เขา เพราะเป็น "หมองู" มือฉกาจ
    หรืออีกทาง ไม่ชอบเล่นกับงู ฝ่ายค้านเปิดอภิปรายโค่นจะเป็นไรไป ก็พร้อม "ยุบสภา" ให้ประชาชนตัดสินกันใหม่อยู่แล้วนี่
    ยังไงๆ "รัฐบาลรักษาการ-นายกฯ รักษาการ" ก็ยังอยู่ในมือ!    
    เห็นมั้ย เล่นไม่ยาก ประชาธิปไตยมันมีทางไปตามวิถี-ตามระบบอยู่แล้ว 
    ประเด็นที่ชี้ให้เห็น คือ ใครอยากตั้งรัฐบาล ให้ตั้งไป 
    รอไปลุ้นตอนเปิดประชุมรัฐสภาเลือกตัวนายกฯ ตอนนั้นมันกว่าเยอะ
    ไม่ต้องกลัวว่าเลือกไม่ได้ หรือเลือกเอาคนเฮงซวยเป็นนายกฯ
    เหตุที่มี ๒๕๐ ส.ว.ก็เพื่อ "ทะลวงทางตัน" และป้องกัน "เลือกคนเฮงซวย" นั่นแหละ
    ในกรณี มี ส.ส.ยันกัน คือแต่ละฝ่าย เสียงก้ำกึ่งอย่างเป็นตอนนี้ 
    ๒๕๐ ส.ว.จะโหวตให้ฝ่ายไหนเป็นนายกฯ ด้วยเสียงสองสภารวมแล้วกว่า ๓๗๖ 
    ถือว่า "ไม่น่าเกลียด" เพราะเสียงก้ำกึ่ง จะออกหัว-ออกก้อย ได้ทั้งนั้น!
    ใคร "กระแนะ-กระแหน" ว่าพวกกัน ยันหงายท้องได้เลย!
    หายข้องใจกันหรือยังล่ะ?
    ไม่ต้องเครียด ยังมีคะแนนอีกร่วม ๒ ล้านให้ลุ้น ไม่ต้องเครียดเรื่องตั้งรัฐบาล ให้คะแนน "คี่-คู่" ไปอย่างนี้ดีแล้ว
    ถึงตอนโหวตนายกฯ นั่นละ "ทีเด็ด" ประชาธิปไตย จะได้เห็นคนตั้งโต๊ะแหลกันเพลินๆ อีก!
    พิษมันต้องล้างด้วยพิษ การเมืองประชาธิปไตยมันต้องไฉไลด้วยเล่ห์ 
    เป็นคนต้องเป็นอย่างกระจ่า-ทัพพี อย่าเป็นอย่างสากกะเบือ
    ดังนั้น ตอนนี้ ก็ดูเขาเถือกันไป เพราะมันรู้ตัวว่าพ่ายให้แก่ฝ่ายพลังประชารัฐแล้วนั่นแหละ 
    ทั้งลูกพี่-ลูกน้อง ถึงโวยว่า "ถูกโกง" ตามสันดาน.

อดีตอาจารย์มธ.ชี้เพื่อไทยได้ส.ส.พลาดเป้าเพราะกรณี'8ก.พ.-ฮ่องกง'แถม'ทักษิณ'กอดไพ่ใ

26 มี.ค.62 - พิชิต ลิขิตกิจสมบูรณ์  อดีตอาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กระบุว่า พรรคเพื่อไทยได้สส.ต่ำเป้าไปมากมีหลายสาเหตุที่พูดกันไปเยอะแล้ว

รธน.60 ที่มุ่งสลายพรรคใหญ่ สส.โดนดูดออก มุ้งท้องถิ่นแยกตัว การเกิดขึ้นของบรรดาพรรคทางเลือก นโยบายหว่านเงินของรัฐบาลคสช. "บัตรเลือกตั้งxxx" มากมายในหลายพื้นที่

แต่เหตุสำคัญที่ไม่ยอมพูดกันตรง ๆ คือ ทักษิณและกรณี 8 ก.พ.ที่สร้างความเสียหายอย่างมากถึงวันนี้

กรณี 8 ก.พ.ทำให้ฝ่ายเผด็จการสามัคคีเข้มแข็งขึ้น ชนชั้นนำกลุ่มต่าง ๆ เป็นเอกภาพ ผู้คนที่ทั้งเกลียดทักษิณและเบี่อประยุทธ์หันกลับมารวมตัวหนุนประยุทธ์เต็มที่ ขณะที่ฝั่งปชต.แตกแยกกันหนักขึ้น

ไทยรักษาชาติถูกยุบ คะแนนเสียงหายไปทันที 100 เขต แต่เหตุการณ์แสดงว่า ทักษิณ "ไม่ได้เรียนรู้จากประสบการณ์อดีต" เลยแม้แต่น้อย ยังคงกอดไพ่ใบเดิมในมือไว้แน่น แล้วเอามาเล่นซ้ำอีกในงานที่ฮ่องกง โชว์ไลฟ์ยกแก้วประกาศ "เราชนะแน่นอน" ดังสนั่นฮอลล์เพียงสองคืนก่อนวันเลือกตั้ง!

ซึ่งก็ไปตอกย้ำความเชื่อของชนชั้นนำและมวลชนว่า ทักษิณคือภัยร้ายแรงต่อพวกเขาและพระราชวงศ์ มีการอัญเชิญพระบรมราโชวาทเรื่อง "คนดี" แล้วยังทำให้คนรักปชต.ที่รับไม่ได้กับดีลเหยียบหัวปชช. และยังลังเลอยู่ตัดสินใจได้ว่า ไม่เอา "การเมืองเก่า" อีกต่อไป

ฝ่ายเผด็จการจำนวนคนไม่เพิ่มแต่รวมตัวกันเหนียวแน่นรอบประยุทธ์ ปชป.ปี 54 ได้ 11.4 ล้านเสียงวันนี้เหลือ 3.7 ล้าน ส่วนใหญ่เทไปที่พปชร. บวกกับบัตรคนจนและ "บัตรxxx" รวมเป็น 7.9 ล้านเสียงของพปชร.ในวันนี้!

ที่เคยเชื่อกันว่า 15.7 ล้านเสียงเมื่อปี 54 ของพท.เหนียวแน่นเป็น "ของตาย" วันนี้พิสูจน์แล้วว่าไม่จริง พท.เหลือ 7.4 ล้านเสียง ส่วนหนึ่งไหลไปบรรดาพรรคทางเลือก แต่แม้พท.บวกพรรคทางเลือกทุกพรรคก็ยังได้เพียง 13 ล้านเสียง ที่หายไปคือ คะแนนสส.ที่โดนดูด มุ้งที่แยกตัวไป และปชช.ที่ทิ้งประชานิยมทักษิณไปหา "บัตรคนจน"

ทักษิณเคยเป็น "จุดแข็ง" ของค่ายเพื่อไทยจนถึงเลือกตั้ง 54 ความ "เสื่อม" และภาวะขาลงของทักษิณเริ่มที่พ.ค.56 เมื่อทักษิณประกาศกลางราชประสงค์ให้ยุบเลิกขบวนเสื้อแดง มาแผลงฤทธิ์ตอนเหมาเข่งปลายปี 56 จนปรากฏชัดที่ 8 ก.พ. (ซึ่งก็คือ "เหมาเข่งรอบสอง") และเลือกตั้ง 62

ทุกวันนี้ ทักษิณยังเป็น "จุดแข็ง" ของพท.เพียงในภาคเหนือตอนบนและอีสาน (เขตทษช.ส่วนใหญ่คือเขตที่พท.แพ้ปี 54) แต่ก็เป็น "จุดอ่อน" ที่คอย "ป่วน" การทำงานของพท. เป็นทั้งปัจจัยหนึ่งของความแตกแยกในหมูู่ปชช. และปัจจัยสำคัญที่สุดของความแตกแยกในฝ่ายประชาธิปไตยด้วย!

ยังคาใจ


ในที่สุด กกต.ก็ประกาศผลเลือกตั้ง ส.ส.เขต ครบ 350 เขต ทั้ง 77 จังหวัด หลังรวมคะแนนครบ 95 เปอร์เซ็นต์ เมื่อเย็นวานซืน

พรรคเพื่อไทยโกยไปมากที่สุด 137 เขต พรรคพลังประชารัฐกวาดไป 97 เขต พรรคภูมิใจไทยกดไป 39 เขต พรรคประชาธิปัตย์เก็บไป 33 เขต

พรรคอนาคตใหม่กินนิ่มไป 30 เขต

พรรคประชาชาติกับพรรคชาติไทยพัฒนาเจาะไปพรรคละ 6 เขต

พรรคชาติพัฒนา และพรรครวมพลังประชาชาติไทยของลุงกำนันได้เท่ากันพรรคละ 1 เขต

รวม 9 พรรค ได้ ส.ส.เขตรวมกัน 350 คน เต็มโควตาพอดี


ส่วนโควตา ส.ส.บัญชีรายชื่ออีก 150 คน กกต.ยังบวกลบคูณหารไม่ลงตัว

“แม่ลูกจันทร์” ประเมินล่วงหน้าแบบหลวมๆ พรรคเพื่อไทยไม่ได้ ส.ส.บัญชีรายชื่อแม้แต่คนเดียว จึงมีแต่ ส.ส.เขต 137 คน

ส่วนพรรคพลังประชารัฐ ได้ ส.ส.เขต 97 เขต ได้ ส.ส.บัญชีรายชื่อเติมไปอีก 21 คน รวมเป็น 118 คน

พรรคอนาคตใหม่ เจ๋งที่สุดได้ ส.ส.เขต 30 คน บวก ส.ส.บัญชีรายชื่ออีก 50 คน รวมเป็น 80 คน

ขึ้นแท่นเป็นพรรคใหญ่อันดับ 3 ในสภาฯ

พรรคประชาธิปัตย์พ่ายหมดฟอร์มเหลือ ส.ส.เขตแค่ 33 คน บวก ส.ส.บัญชีรายชื่ออีก 20 คน รวมเป็น 53 คน

พรรคภูมิใจไทย มี ส.ส.เขตในกระเป๋าแล้ว 39 คน บวก ส.ส.บัญชีรายชื่ออีก 12 คน ยึดเก้าอี้ในสภาฯได้ 51 ตัว

ส่วนพรรคที่ไม่ได้ ส.ส.เขต แต่ได้ ส.ส.บัญชีรายชื่ออย่างเดียว เช่น พรรคเสรีรวมไทย ได้ ส.ส.เข้าสภา 10 คน พรรคเศรษฐกิจใหม่ของ อดีต รมต.มิ่งขวัญ แสงสุวรรณ เป็นม้าตีนปลายได้แบ่งเค้ก ส.ส.บัญชีรายชื่อ 6 คน

พรรคเพื่อชาติ ของขุนพลเสื้อแดง จตุพร พรหมพันธุ์ ได้ ส.ส.บัญชีรายชื่ออีก 5 คน ฯลฯ

สรุปว่าขั้วต้านลุงตู่ รวมเสียง ส.ส.ในสภาฯเฉือนขั้วหนุนลุงตู่ฉิวเฉียดแค่ขนจมูกเท่านั้นเอง

แต่ขั้วหนุนลุงตู่ มีทั้งอำนาจรัฐในมือ มีทั้ง ส.ว.ลากตั้ง 250 คน ถือว่ากุมความได้เปรียบขั้วต้านลุงตู่อยู่ครึ่งช่วงตัว

“แม่ลูกจันทร์” ชี้ว่าแม้การเลือกตั้งครั้งนี้จะผ่านไปแล้วก็จริง แต่ยังมีปัญหาคาใจต้องตามล้างตามเช็ด กกต.อีกมากมายก่ายกอง
ถ้าไม่มีปัญหาคาใจ คงไม่มีประชาชนลงชื่อถอดถอน กกต.ชุดนี้มากมายเป็นประวัติการณ์กว่า 6 แสนคน

“แม่ลูกจันทร์” เองก็มีปัญหาคาใจ กกต.อยู่หลายประเด็น

โดยเฉพาะการที่ นายอิทธิพร บุญประคอง ประธาน กกต.แถลงข่าว (เมื่อช่วงดึกวันเลือกตั้ง) ว่า มีประชาชนไปใช้สิทธิเลือกตั้งครั้งล่าสุดเพียง 65.96 เปอร์เซ็นต์

เป็นไปได้อย่างไร มีคนไปใช้สิทธิเลือกตั้งไม่ถึง 70 เปอร์เซ็นต์??

เพราะเห็นกันชัดๆว่าเลือกตั้งใหญ่ครั้งนี้ คนไทยตื่นตัวไปใช้สิทธิเลือกตั้งมากกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา

ผลการเลือกตั้งจากจังหวัดต่างๆที่รายงาน กกต.ยังไม่เห็นมีจังหวัดไหนที่มีผู้ใช้สิทธิต่ำกว่า 70 เปอร์เซ็นต์

ถ้าเทียบสถิติย้อนหลัง ตอนเลือกตั้งปี 2548 มีผู้ใช้สิทธิ 72.55 เปอร์เซ็นต์

เลือกตั้งปี 2550 มีผู้ใช้สิทธิ 74.49 เปอร์เซ็นต์

เลือกตั้งปี 2554 มีผู้ใช้สิทธิ 75.03 เปอร์เซ็นต์

แม้แต่การเลือกตั้งปี 2557 ที่ถูกม็อบนกหวีดปิดหน่วยเลือกตั้งยังมีคนออกไปใช้สิทธิเลือกตั้งถึง 47.72 เปอร์เซ็นต์

ถ้าเลือกตั้ง ส.ส.ครั้งนี้ มีผู้ไปใช้สิทธิแค่ 65.96 เปอร์เซ็นต์

ก็แปลกตายชักน่ะซีโยม.

“แม่ลูกจันทร์”

ตำนานงูเห่าการเมือง

ประวัติความเป็นมาของ “กลุ่มงูเห่า”

“กลุ่มงูเห่า”  เป็นชื่อเรียก ส.ส. กลุ่มหนึ่งที่เคยสังกัดพรรคประชากรไทย มีที่มาจากคำเปรียบเปรยของ นายสมัคร สุนทรเวช หัวหน้าพรรคประชากรไทย ในขณะนั้น ที่เปรียบตัวเองเป็นเหมือนชาวนาที่ถูกงูเห่ากัดในนิทานอีสป

เหตุการณ์เกิดขึ้น หลังการลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ของ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ปลายปี พ.ศ. 2540 และพรรคร่วมรัฐบาลเดิมมีมติ จะสนับสนุนให้ พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ หัวหน้าพรรคชาติพัฒนา ขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมตรีแทน ด้วยเสียงของพรรคความหวังใหม่ (ส.ส. 125 เสียง) พรรคชาติพัฒนา (52 เสียง) พรรคประชากรไทย (18 เสียง) และ พรรคมวลชน (2 เสียง) รวม 197 เสียง

ขณะที่พรรคฝ่ายค้านเดิม นำโดย พรรคประชาธิปัตย์ (123 เสียง) ต้องการสนับสนุน นายชวน หลีกภัย โดยร่วมกับ พรรคชาติไทย (39 เสียง) พรรคเอกภาพ (8 เสียง) พรรคพลังธรรม(1 เสียง) พรรคไท (1 เสียง) และพรรคร่วมรัฐบาลสมัย พล.อ.ชวลิต 2 พรรคได้แก่ พรรคกิจสังคม (20 เสียง) และ พรรคเสรีธรรม (4 คน) รวมได้ 196 เสียง ซึ่งน้อยกว่าฝ่ายพรรคร่วมรัฐบาลเดิม อยู่เพียง 1 เสียง

พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ จึงได้ชักชวน ส.ส.พรรคประชากรไทย กลุ่มของนายวัฒนา อัศวเหม จำนวน 13คนเข้ามาสนับสนุน รวมได้เป็น 209 สียง และทำให้ฝ่ายพรรคร่วมรัฐบาลเดิม เหลือเพียง 185 เสียง นายชวน หลีกภัย จึงได้ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่า เป็นการไม่เคารพกติกาประชาธิปไตย เนื่องจากนายสมัคร สุนทรเวช หัวหน้าพรรคประชากรไทย มีมติพรรค ไม่ให้กลุ่มของนายวัฒนาเข้าร่วมรัฐบาล หลังเหตุการณ์ครั้งนี้ทำให้นายสมัครที่เดิมเป็นรองนายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าพรรคร่วมรัฐบาล กลับต้องกลายเป็นฝ่ายค้าน โดยเหลือ ส.ส. ในสังกัดเพียง 4 คนไม่นับตัวเองคือ นายสุมิตร สุนทรเวช นางลลิตา ฤกษ์สำราญ นายห้างทอง ธรรมวัฒนะ และ นายสนิท กุลเจริญ

อย่างไรก็ดี หลังจากมีพระบรมราชโองการแต่งตั้งนายชวน หลีกภัยเป็นนายกรัฐมนตรี นายชัยภักดิ์ ศิริวัฒน์ ซึ่งเป็น 1 ในสมาชิกที่สนับสนุนนายชวน ก็ตัดสินใจลาออกจากตำแหน่ง ส.ส. ทันที

หลังเหตุการณ์ครั้งนี้ นายสมัคร สุนทรเวช หัวหน้าพรรคประชากรไทย ได้กล่าวเปรียบเทียบว่า ตนเองเป็นเหมือน ชาวนา ในนิทานอีสป เรื่อง "ชาวนากับงูเห่า" ที่เก็บงูเห่าที่กำลังจะตายจากความหนาวเย็น มาไว้ในอกเสื้อเพื่อให้ความอบอุ่น แต่ต่อมา งูเห่า นั้นก็ฉกชาวนาตาย ซึ่งนายสมัคร เปรียบเทียบงูเห่า กับแกนนำของ ส.ส. ทั้ง 12 คน โดยเฉพาะ ส.ส.กลุ่มปากน้ำ ของนายวัฒนา อัศวเหม ซึ่งเดิมสังกัด พรรคชาติไทย แต่หลังจากมีความขัดแย้งกับ นายบรรหาร ศิลปอาชา หัวหน้าพรรค จึงไม่มีพรรรคสังกัด จนในที่สุดมาเข้าสังกัด พรรคประชากรไทย ที่นายสมัครเป็นหัวหน้าพรรค และต่อมาก็มีการกระทำ ที่ขัดต่อมติพรรคดังกล่าว ทำให้ต่อมา สื่อมวลชน เรียก ส.ส. 12 คนนี้ตามคำพูดของนายสมัครว่า "กลุ่มงูเห่า" อยู่เป็นเวลานาน

ต่อมาพรรคประชากรไทยตอบโต้ โดยมีมติขับไล่สมาชิกกลุ่มนี้ออกจากพรรค ซึ่งจะส่งผลให้สิ้นสภาพ ส.ส. และกลุ่มงูเห่าได้ยื่นคำร้องต่อ ศาลรัฐธรรมนูญ ให้ตัดสินว่าการดำรงตำแหน่ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สิ้นสุดลงตามมติพรรคหรือไม่ และต่อมาศาลรัฐธรรมนูญ ได้มีคำวินิจฉัย ที่ 1/2542 ลงวันที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2542 ว่า สมาชิกภาพของกลุ่มงูเห่าไม่ได้สิ้นสุดลง เนื่องจาก สส. มีความเป็นอิสระ ที่จะไม่ต้องปฏิบัติตามมติพรรค และมติขับไล่ ออกจากพรรคเป็นมติที่ไม่ชอบ ขัดต่อการปฏิบัติหน้าที่ของ ส.ส.ตามรัฐธรรมนูญ ส่งผลให้ ส.ส.ทั้ง 12 คน ยังคงสถานภาพ และหาพรรคใหม่สังกัด

หลังพรรคประชาธิปัตย์ จัดตั้งรัฐบาลสำเร็จ แกนนำกลุ่ม ส.ส. ดังกล่าวได้รับตำแหน่ง รัฐมนตรี จากรัฐบาล นายชวน หลีกภัย 4 ตำแหน่ง คือ พลอากาศเอกสมบุญ ระหงษ์ ได้ตำแหน่ง รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นายวัฒนา อัศวเหม ได้ตำแหน่ง รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย นายประกอบ สังข์โต ได้ตำแหน่ง รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม นายยิ่งพันธ์ มนะสิการได้ตำแหน่ง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี /.

แต้มอ่อนชิงหงายไพ่?

รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560 มาตรา 272 กำหนดไว้

ในระหว่างห้าปีแรกนับแต่วันที่มีรัฐสภาชุดแรกตามรัฐธรรมนูญนี้ การให้ความเห็นชอบบุคคลซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีให้ดำเนินการตามมาตรา 159

เว้นแต่การพิจารณาให้ความเห็นชอบตามมาตรา 159 วรรคหนึ่ง ให้กระทำในที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภา

และมติที่เห็นชอบการแต่งตั้งบุคคลใดให้เป็นนายกรัฐมนตรีตามมาตรา 159 วรรคสาม ต้องมีคะแนนเสียงมากกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของทั้งสองสภา

จากตัวเลข ส.ส. 500 คน รวมกับ ส.ว. 250 คน กึ่งหนึ่งเท่ากับ 376 คน

กติกา กฎหมายสูงสุดของรัฐที่กำลังโดนชิงตัดหน้าด้วยกติกา “โลกโซเชียลมีเดีย” ตามเกมแห่กระแสของขวัญใจ “เจนอัลฟา” อย่าง “ไพร่หมื่นล้าน” นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่

หวังตัดเกม 250 ส.ว.ไม่ให้มายุ่งเกี่ยวกับการโหวตนายกรัฐมนตรี

เร้าเกมกดดันให้สภาผู้แทนราษฎรจัดการกันเอง โดยการปั่นตัวเลข เบ่งเสียงของฝั่งโหนประชาธิปไตยเกิน 250 ที่นั่ง มากกว่ากึ่งหนึ่งของสภาผู้แทนฯ

เปิดหน้าไพ่ แบไต๋กันชัดๆเป็นการเดินตามแผนร่วมกับพรรคเพื่อไทย ต่อสายรับมุกเหยียบเท้ากันเล่นกับขุมข่าย “ทักษิณ” ตามยุทธศาสตร์ทีมดูไบ

สกัด “นายกฯลุงตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ตีตั๋วต่อนายกฯอย่างสุดแรงเกิด

ในจังหวะอีกทางก็โยนระเบิดใส่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จัดเลือกตั้งห่วย ปล่อยโกง การลงคะแนนไม่โปร่งใส แห่นักรบไซเบอร์ลงชื่อถอดถอนกันกระหึ่มคีย์บอร์ด

สุดยอดของโคตรเซียนการตลาดดิจิทัล “ทักษิณ-ธนาธร” แท็กทีมกัน

เขย่าแรงกระเพื่อมในพื้นที่ข่าว เกมชิงจัดตั้งรัฐบาลหลายแมกนิจูด

แต่เรื่องของเรื่อง นั่นก็ยังเป็นแค่เกมแห่ตัวเลขลอยๆตามหน้าสื่อมวลชน กกต.เพิ่งประกาศผลการนับคะแนนอย่างไม่เป็นทางการแค่ร้อยละ 95 ยังต้องรอผลอย่างเป็นทางการในอีก 60 วัน

กว่าจะล็อกตัวเลขชัวร์ๆได้ในต้นเดือนพฤษภาคม

โดยเปอร์เซ็นต์ที่เหลืออีกร้อยละ 5 อาจทำให้ตัวเลขปาร์ตี้ลิสต์สวิงไปสวิงมา นั่นยังไม่สำคัญเท่า “อิทธิฤทธิ์” ใบเหลือง ใบแดง ที่ขึ้นเขียงรอ กกต.ลับดาบเชือด

ตัวเลขยังแกว่ง สมการเปลี่ยนแปลงได้อีก

นี่คือจุดที่โคตรเซียนการเมืองยังนิ่ง รุ่นใหญ่ไม่รีบแบไพ่

มีแต่มือใหม่หัดขับอย่าง “ธนาธร” ที่รีบ “ชิงสุกก่อนห่าม” หงายไพ่ประกาศหนุนพรรคอันดับหนึ่งจัดรัฐบาลเป็นนายกฯ เดินแต้มตามจังหวะของพรรคเพื่อไทย ที่ “เจ๊หน่อย” คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ แคนดิเดตนายกฯพรรคเพื่อไทย เทหน้าตักแบบไม่กั๊ก

ยอมหมดทุกเงื่อนไขในการสกัด “นายกฯลุงตู่”

หวังเชิด “เสี่ยหนู” นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เป็นนายกฯหยิบชิ้นปลามัน

ตามเงื่อนไขสถานการณ์ของทีมดูไบที่มีแต้มสู้อยู่แค่ไม่กี่ทาง จากผลเลือกตั้งที่พรรคพลังประชารัฐ ทีมหนุน พล.อ.ประยุทธ์ โกยคะแนนป๊อปปูลาร์โหวตมาเป็นอันดับหนึ่ง กวาด ส.ส.ได้ทั่วทุกภูมิภาค

คนส่วนใหญ่เลือกความสงบจบที่ “ลุงตู่”

และเท่าที่ดูตามรูปการณ์ ทีมดูไบก็น่าจะดิ้นได้ลุ้นสุดแค่มุกนี้

เพราะจิ๊กซอว์สำคัญอีกตัวคือประชาธิปัตย์ที่จะประชุมกรรมการบริหารพรรคในวันที่ 29 มีนาคม เพื่อจัดกระบวนทัพกันใหม่หลัง “เดอะมาร์ค” นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ไขก๊อกแม่ทัพ รับผิดชอบสึนามิถล่ม

แต่จับอารมณ์แบบที่นายถาวร เสนเนียม รองหัวหน้าพรรค ประกาศไม่สังฆกรรมกับพรรคเพื่อไทยแน่ และไม่เอาด้วยพวกที่เสนอรื้อกฎหมายมาตรา 112 เช่นเดียวกับนายกรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรค บอกปัดข่าวแตะมือเพื่อไทยไร้มูลความจริง

มั่นใจในระดับพันเปอร์เซ็นต์ ประชาธิปัตย์ไม่เอากับ “ทักษิณ-ธนาธร” แน่

หรือแม้แต่ตัว “เสี่ยหนู” เองที่กำลังกระหยิ่มกับสถานะ “ตัวแปรฝังเพชร” ตามกระแสแห่มีชื่อพาดหัวข่าวยักษ์เป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี

อย่างน้อยก็ฝันได้อีกหลายวันกว่าตัวเลขจะชัวร์ จับขั้วรัฐบาลกันได้

แต่ถึงจังหวะต้องกลับสู่โลกแห่งความเป็นจริง ในสถานการณ์ที่ต้องยึดตามกติการัฐธรรมนูญที่มีบทเฉพาะกาลช่วงเปลี่ยนผ่าน เงื่อนไขที่ฝ่ายคุมเกมอำนาจประเทศไทยยังจับจ้องทุกความเป็นไป

จาก “บิ๊กเซอร์ไพรส์” ทษช. มาถึง “ฮ่องกงเอฟเฟกต์”

กัปตันเครื่องบินเล็กอย่าง “เสี่ยหนู” ย่อมรู้ทิศทางลมดี จะเลือกบินสูงหรือบินต่ำ

ถ้าเดิมพันพลาด ไม่ใช่การเมืองเจ๊ง แต่ธุรกิจกระเทือนแน่.

ทีมข่าวการเมือง