PR

@@ในความเคลื่อนไหวของสถานการณ์ที่ปรากฎเป็น"ข่าว"และ"ไม่เป็นข่าว"พยายามสแกนย่นย่อมานำเสนอและเป็นไว้เป็นฐานข้อมูลสังเคราะห์สถานการณ์ ที่นี่ "ข่าวที่ไม่เป็นข่าว"

วันอังคารที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2562

ผู้มีสิทธิเลือกตั้งครั้งแรกกับพลังคนรุ่นใหม่ในวันที่การเมืองไทยแปรผัน



หลังจากห้าปีภายใต้รัฐบาลทหาร ในที่สุดประเทศไทยก็จะมีการจัดการเลือกตั้งทั่วไปในวันอาทิตย์ที่ 24 มีนาคมที่จะถึงนี้ ซึ่งหากไม่นับการเลือกตั้งที่เป็นโมฆะในปี 2557 ที่ต้องพบเจอกับความรุนแรงและการขัดขวางจากผู้ประท้วง การเลือกตั้งทั่วไป ปี 2562 ก็จะเป็นการเลือกตั้งครั้งแรกในรอบแปดปี
ด้วยความที่ประเทศเว้นว่างจากการเลือกตั้งมานานนี้เองที่ทำให้ตอนนี้ประเทศไทยมีจำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้งครั้งแรกเป็นจำนวนมากเป็นประวัติการณ์ โดยเว็บไซต์ elect.in.th รายงานว่าจำนวนผู้ใช้สิทธิเลือกตั้งครั้งแรกในการเลือกตั้งทั่วไป ปี 2554 คิดเป็น 1.96% ของจำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้งทั้งหมด แต่ในปี 2562 จำนวนผู้ใช้สิทธิเลือกตั้งครั้งแรกกลับเพิ่มขึ้นเป็น 13.74% ของจำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้งทั้งหมด
ตัวเลขนี้อาจฟังดูไม่มากเมื่อเทียบกับกลุ่มอายุอื่น ๆ แต่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งครั้งแรกอาจเป็นตัวแปรสำคัญที่จะกำหนดผลของการเลือกตั้งครั้งนี้ ผู้มีสิทธิเลือกตั้งกลุ่มนี้ไม่ใช่วัยรุ่นอย่างที่อาจนึกภาพกันไว้ แต่มีอายุตั้งแต่ 18 ถึง 25 ปี และครอบคลุมตั้งแต่นิสิตนักศึกษา ไปจนถึงบัณฑิตจบใหม่ที่เพิ่งเข้าสู่โลกของการทำงาน 
ห้าปีที่ผ่านมาภายใต้รัฐบาลคสช. หมายความว่าคนรุ่นใหม่กลุ่มนี้ไม่ได้มีสิทธิเลือกตั้ง ไม่เคยแสดงจุดยืนสนับสนุนพรรคการเมืองใด และคาดการณ์ได้ยากว่าพวกเขาจะมอบคะแนนเสียงให้ใคร แต่ถ้าหากวันที่ 24 มีนาคมนี้ คนกลุ่มนี้พากันออกไปใช้สิทธิเลือกตั้ง พวกเขาอาจเป็นกุญแจสำคัญที่จะเปลี่ยนโฉมหน้าของการเมืองไทยไปตลอดกาล

คนรุ่นใหม่กับความขัดแย้งทางการเมือง 2537 – 2562 



ไม่เพียงแค่จำนวนเท่านั้นที่ทำให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งครั้งแรกมีความสำคัญ ในกลุ่มนี้ คนที่อายุมากที่สุดจะมีอายุ 25 ปี และในช่วงชีวิตที่ผ่านมา พวกเขาได้เห็นการประท้วงใหญ่มาแล้วสามครั้ง นั่นคือการประท้วงของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ปี 2549 – 2551 การชุมนุมของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ปี 2553 และการชุมนุมของกลุ่มคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงปฏิรูปประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์แบบอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.) ปี 2556 – 2557 รวมถึงได้ผ่านการรัฐประหารมาแล้วสองครั้ง คือการรัฐประหารปี 2549 โดยคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) และการรัฐประหารปี 2557 โดยคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)
และถึงแม้ว่าพวกเขาจะมีความรับรู้เหตุการณ์เหล่านี้ต่างกัน ความทรงจำของการเมืองไทยของคนรุ่นใหม่นั้นก็เต็มไปด้วยเหตุการณ์ความขัดแย้งและความไม่มั่นคง 
ณิชากร นุชเจริญ พนักงานบริษัทวัย 24 ปี กล่าวว่าเธอจำช่วงที่มีการประท้วงได้ แต่เพราะเธอไม่ใช่คนกรุงเทพฯ เธอจึงเคยคิดว่าความขัดแย้งทางการเมืองเป็นเรื่องไกลตัวและเป็นเรื่องที่เกิดเฉพาะในกรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นสถานที่จัดการชุมนุมส่วนใหญ่
“เรารู้ว่ามันมีการแบ่งฝักแบ่งฝ่ายกัน แต่ถ้าตั้งม็อบหรือมีความรุนแรงเกิดขึ้น เราจะรู้สึกว่ามันไกลตัวแล้วก็มีอยู่แต่ในกรุงเทพเท่านั้น” ณิชากรกล่าว
ส่วนณัฐวรา ปรัชญกุล อายุ 24 ปี อาชีพพนักงานบริษัท กล่าวว่าเธอรู้สึกว่าความขัดแย้งทางการเมืองนั้นใกล้ตัวเธอมาก  “เรารู้สึกว่ามันใกล้ตัวมาก ที่บ้านเราก็คุยกันแบบเปิดใจ แล้วก็รู้สึกว่าเราแสดงออกทางความคิดได้” ณัฐวรากล่าว 
นิสิตนักกิจกรรม เนติวิยท์ โชติพัฒน์ไพศาล ก็เช่นกัน เขากล่าวว่าเขารู้มาตลอดสิบปีว่ามีความขัดแย้งใดเกิดขึ้นบ้าง
“สิบปีนี้ก็รับรู้มาตลอด ตั้งแต่ ป.หก ก็ทันรัฐประหารปีสี่เก้า ที่บ้านดูเคเบิลทีวี ดูASTV ดูช่องเสื้อแดง เราก็เติบโตมากับสิ่งนี้ จนถึงกปปส. เราก็เห็น” เนติวิทย์กล่าว
คนรุ่นใหม่ต้องใช้ชีวิตอยู่ในสภาพที่ชวนอึดอัดภายใต้รัฐบาล คสช. พวกเขาจำเป็นต้องเรียนรู้ว่าขีดจำกัดอยู่ตรงไหนและทำอย่างไรจึงจะไม่ข้ามเส้นแบ่งนั้นไป ซึ่งหมายความว่าพวกเขาต้องเรียนรู้ว่าอิสรภาพนั้นมีจำกัด คนรุ่นนี้ส่วนใหญ่คุ้นเคยดีกับวลีที่ว่า “ปรับทัศนคติ” ซึ่งถูกใช้ในช่วงแรก ๆ หลังจากการรัฐประหาร เมื่อ คสช.มีคำสั่งให้บุคคลเข้ารายงานตัว และพวกเขาจำได้ว่ามีนักกิจกรรมถูกควบคุมตัวเพียงเพราะชุมนุมอย่างสงบ ผลจากห้าปีที่ผ่านมานี้คือคนรุ่นใหม่มีความตื่นตัวทางการเมืองมากอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
เมื่อถูกถามว่าเธอรู้เมื่อไรว่าสถานการณ์ไม่ปกติ กูกสิณา กูบาฮา ปัจจุบันเป็นนิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าววว่าเธอเริ่มรู้หลังจากการรัฐประหารปี 2557 เมื่อเธอเห็นทหารติดอาวุธยืนอยู่ริมถนนระหว่างเดินทางไปโรงเรียน และเริ่มสนใจสถานการณ์ทางการเมืองมากขึ้นหลังจากเห็นว่าเพื่อน ๆ ที่ทำกิจกรรมทางการเมืองเริ่มถูกควบคุมตัว 
“เราเริ่มเห็นเพื่อนที่เคลื่อนไหวทางการเมืองมาก ๆ โดนจับ เลยรู้สึกว่าจริง ๆ มันก็คือเรื่องของเรา” กูกสิณากล่าว “เพื่อนเราโดนจับที่มาบุญครอง ที่ไปประท้วง จริง ๆ เขาไม่ได้ไปประท้วงในงานนั้น แต่มีชื่ออยู่แล้วเลยโดนจับไปด้วย”
ครอบครัวของกูกสิณาเตือนเธอว่า “อย่าการเมืองให้มาก” เหมือนกับครอบครัวของคนรุ่นใหม่อีกหลายคน ซึ่งกลัวว่าลูกหลานจะตกเป็นเป้าจับตามองของผู้มีอำนาจ เมื่อรวมกับกฎหมายเช่น พ.ร.บ. ไซเบอร์ กูกสิณากล่าวว่าสิ่งเหล่านี้ทำให้เธอรู้สึกอึดอัด
ส่วน น. (นามแฝง) นิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยอีกคน กล่าวว่าเธอรู้สึกว่าตนเองถูกจำกัดสิทธิภายใต้รัฐบาลคสช. น. เป็นส่วนหนึ่งในคณะทำงานของนิสิตที่จัดกิจกรรมเสวนาในคณะที่เธอเรียน ซึ่งเป็นเหตุผลให้เธอถูกจับตามองโดยเจ้าหน้าที่ น.บอกว่าเธอเคยถูกตามเข้ามาจนถึงในเขตมหาวิทยาลัย ซึ่งทำให้เธอรู้สึกถูกคุกคาม 
เนติวิทย์ ซึ่งเป็นนักกิจกรรมมาตั้งแต่สมัยเป็นนักเรียนชั้นมัธยมปลาย กล่าวว่าเขาพบเจอกับการคุกคามลักษณะคล้าย ๆ กัน เขาถูกขัดขวางไม่ให้ขึ้นพูดในงานที่เขาได้รับเชิญให้ไปพูด และเจ้าหน้าที่ตำรวจเคยติดตามเขา
แต่แม้แต่คนที่ไม่ได้เคลื่อนไหวทางการเมืองมากอย่างณิชากรก็ยังบอกว่าเธอรู้สึกว่าสถานการณ์ที่ผ่านมานั้นไม่ปกติ 
“เราก็ไม่พอใจนะ เวลาเจอข่าว มีใครโดนผลกระทบ รู้สึกว่ามันไม่เป็นธรรม” ณิชากรกล่าว เธอบอกว่าเธอไม่พอใจที่มีข่าว่ามีคนถูกเรียกรายงานตัว และความไม่พอใจนั้นก็สะสมมาเรื่อย ๆ ส่วนณัฐวรากล่าวว่า เธอยอมรับว่าในช่วงแรก เธอพอใจที่มีการเกิดรัฐประหาร
“พูดตรง ๆ ช่วงแรกที่รัฐประหารมาก็รู้สึกว่าก็ดีนะ จบเลย ไม่มีใครก่อม็อบอีก ไม่ต้องเดือดร้อน” ณัฐวราบอก แต่ห้าปีต่อมา ความคิดของเธอได้เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง เธอรู้สึกว่าห้าปีที่ผ่านมาไม่ได้ทำให้ชีวิตเธอดีขึ้น นอกจากนี้ยังทำให้เธอรู้สึกว่าโดนเอาเปรียบ เธอบอกว่าเธอรู้สึกว่าถูกจำกัดสิทธิในช่วงที่มีการประกาศว่าจะมีการเลือกตั้ง และมีการประกาศเลื่อนการเลือกตั้ง 
“รู้สึกว่าในที่สุดก็ถึงเวลาที่เราจะได้เลือกตั้งบ้าง เพราะว่าพออายุครบก็รัฐประหารเลย” ณัฐวราบอก
การใช้ชีวิตในความขัดแย้งทางการเมืองทำให้คนรุ่นใหม่บางคนรู้สึกว่าการเมืองไทยย่ำอยู่กับที่ ซึ่งดูเหมือนกับว่าการเมืองไทยจะวนอยู่ในวงจรของความขัดแย้งที่ตามมาด้วยการทำรัฐประหาร คนรุ่นใหม่ใช้ชีวิตอยู่กับวังวนนี้มาตั้งแต่เด็ก และดูเหมือนว่าประเทศไทยจะไม่มีวันออกจากวงจรนี้ได้ เนื่องจากว่าการประท้วงใหญ่ทั้งสามครั้งนั้นก็ทิ้งช่วงกันแค่สองถึงสามปี และการรัฐประหารทั้งสองครั้งก็เกิดห่างกันเพียงแปดปี 
“มีการรัฐประหาร ทำให้การพัฒนาประชาธิปไตยมันคงที่ตลอด” เนติวิทย์กล่าว และ น. ก็บอกว่าเธอคิดว่าการเมืองไทยมีปัญหาเชิงโครงสร้าง สำหรับทั้งสองและคนวัยเดียวกันจำนวนมาก การเมืองไทยไม่ได้เดินหน้าไปไหนเลยในช่วงสิบปีที่ผ่านมา 
แต่ในการเลือกตั้งครั้งนี้ คนรุ่นใหม่ตื่นตัวทางการเมืองอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ผลสำรวจโดยสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ หรือนิด้า ซึ่งสำรวจจากผู้มีสิทธิเลือกตั้งครั้งแรกจำนวน 1254 คนพบว่าผู้ตอบแบบสอบถามจำนวน 84.93% บอกว่าจะไปลงคะแนนในการเลือกตั้งครั้งนี้อย่างแน่นอน และในขณะที่การเลือกตั้งกำลังใกล้เข้ามา คนรุ่นใหม่ก็กำลังหาข้อมูลเกี่ยวกับระบบการเลือกตั้ง พรรคการเมือง และผู้สมัคร และในขณะที่อดีตผู้นำกปปส.อย่างสุเทพ เทือกสุบรรณกล่าวว่าคนหนุ่มสาวเคลิ้มหลงกระแส ไม่ค่อยมีเวลาคิดใคร่ครวญ และขอให้พ่อแม่ช่วยกันเปลี่ยนใจลูกหลานให้มาลงคะแนนให้พรรครวมพลังประชาชาติไทย ผู้มีสิทธิเลือกตั้งรุ่นใหม่ก็ทำให้หาข้อมูลเพื่อประกอบการตัดสินใจในคูหาของพวกเขา 
“ตอนนี้พยายามดูดีเบตย้อนหลังอยู่ แล้วก็ดูนโยบายต่าง ๆ” กูกสิณาบอกเมื่อถูกถามว่าเธอจะใช้เกณฑ์อะไรในการเลือกพรรคที่จะลงคะแนนให้ เธอบอกว่าสนใจนโยบายเรื่องสิ่งแวดล้อมเป็นพิเศษ และนอกจากนี้เธอยังบอกว่าเธอยังชอบดูวิธีที่แต่ละพรรค “พรีเซนต์” ตัวเองอีกด้วย นอกจากนี้ ผลสำรวจโดยสถาบันพระปกเกล้ายังพบว่าผู้มีสิทธิเลือกตั้งครั้งแรกเลือกพรรคการเมืองจากหัวหน้าพรรค ความคิดทางการเมือง และนโยบายพรรค 
เมื่อถามว่าเขาเลือกพรรคการเมืองที่ลงคะแนนให้จากอะไร เนติวิทย์กล่าวว่า “ส่วนตัวก็ดูนโยบาย แล้วก็ต้องดูว่าพรรคนั้น ๆ มีจุดยืนยังไงกับรัฐบาลชุดปัจจุบัน และมีจุดยืนยังไงกับรัฐธรรมนูญของ คสช.” 
เมื่อเร็ว ๆ นี้ ประชาไทได้ไปสัมภาษณ์นักศึกษาในเขตมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และมหาวิทยาลัยรามคำแหง ในคลิบวีดิโอสั้นชื่อ​ “คนรุ่นใหม่ VS ผีทักษิณ” นักศึกษาเหล่านี้ถูกสัมภาษณ์เกี่ยวกับอนาคตที่พวกเขาอยากเห็นและความรู้สึกต่ออดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร ซึ่งนักศึกษาทุกคนกล่าวว่าพวกเขาเลือกว่าจะลงคะแนนให้พรรคการเมืองใดจากอุดมการณ์ทางการเมือง นโยบาย โดยผู้ให้สัมภาษณ์คนหนึ่งกับบอกว่าจะลงคะแนนพรรคที่จะไม่สนับสนุนการสืบทอดอำนาจของคสช. 

การเลือกตั้งไทยในโลกออนไลน์

อีกลักษณะหนึ่งของการเลือกตั้งทั่วไปปี 2562 ซึ่งทำให้การเลือกตั้งครั้งนี้ต่างจากครั้งก่อน ๆ คือการเลือกตั้งครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่โซเชียลมีเดียมีบทบาทสำคัญ โดยผู้มีสิทธิเลือกตั้งหน้าใหม่ใช้แพลทฟอร์มต่าง ๆ เช่น ทวิตเตอร์ เพื่อกระจายข่าวสาร พูดคุยถกเถียงกับผู้ใช้คนอื่น และแสดงออกเกี่ยวกับเหตุการณ์ทางการเมือง
ถ้าหากดูจากปฏิกิริยาของผู้มีสิทธิเลือกตั้งครั้งแรกในทวิตเตอร์และเฟซบุ๊คแล้ว ก็คงจะเห็นได้ว่าคนรุ่นใหม่คือคนรุ่นที่หมดความอดทนต่อความขัดแย้งทางการเมืองและการกระทำที่ไม่เป็นประชาธิปไตย และไม่มีอะไรที่ คสช.และพล. อ.ประยุทธ์จะทำได้เพื่อชนะใจคนกลุ่มนี้ ความพยายามในการเปลี่ยนภาพลักษณ์ของ พล. อ.ประยุทธ์ ตกเป็นที่ล้อเลียนของชาวเน็ต และไม่เพียงเท่านั้น ในโลกออนไลน์ยังมีการวิพากษ์วิจารณ์การกระทำที่คนรุ่นใหม่เห็นว่าไม่ยุติธรรมหรือเป็นความพยายามของคสช.ที่จะอยู่ในอำนาจต่ออย่างแพร่หลาย 
เมื่อต้นปีที่ผ่านมา เมื่อมีการประกาศว่าจะมีการเลื่อนการเลือกตั้ง แฮชแทค #เลื่อนแม่มึงสิ ขึ้นติดอันดับหนึ่งเทรนด์ทวิตเตอร์ประเทศไทยภายในไม่กี่ชั่วโมง โดยชาวเน็ตใช้แฮชแทคนี้เป็นช่องทางในการวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลว่าจำกัดสิทธิในการเลือกตั้งของพวกเขา
ส่วนเมื่อวันที่ 7 มีนาคมที่ผ่านมา เมื่อศาลรัฐธรรมนูญมีคำตัดสินให้ยุบพรรคไทยรักษาชาติ จากเหตุการณ์เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ ที่ทางพรรคได้เสนอชื่อทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี เป็นเคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรค แฮชแทค #ยุบให้ตายก็ไม่เลือกลุง ติดเทรนด์อันดับหนึ่งบนทวิตเตอร์ ซึ่งชาวเน็ตเลือกใช้แฮชแทคนี้เพื่อแสดงความไม่พอใจต่อการกระทำที่พวกเขาเห็นว่าเป็นความพยายามกำจัดคู่แข่งทางการเมือง นอกจากนี้ชาวเน็ตยังโพสข้อความส่งเสริมให้แต่ละคนออกไปใช้สิทธิเลือกตั้ง และเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว เมื่อพล. อ. ประยุทธ์กล่าวว่าตนมีลูก 68 ล้านคน ชาวเน็ตก็ต่อต้านผ่านแฮชแทค #ใครลูกมึง 
นอกจากนี้ระบบแฮชแทคยังเป็นระบบจัดระเบียบข้อมูลที่มวลชนเป็นผู้จัดการ แฮชแทค #เลือกตั้งนอกราชอาณาจักรติดเทรนด์ตลอดทั้งสัปดาห์ในขณะที่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งในต่างประเทศแบ่งปันเรื่องราวอุปสรรคที่พวกเขาต้องพบเจอในการลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง ตั้งแต่กรณีบัตรเลือกตั้งหาย บัตรเลือกตั้งที่ลงคะแนนแล้วถูกไปรษณีย์ตีกลับ หรือการต้องยืนรอคิวกว่าหลายชั่วโมงที่หน่วยเลือกตั้ง  และเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ชาวเน็ตก็ใช้แฮชแทค #เลือกตั้งล่วงหน้า เพื่อเตือนกันและกันถึงอุปสรรคที่อาจจะเกิดได้ในการไปเลือกตั้งและข้อควรระวังต่าง ๆ ตั้งแต่การบอกให้เตรียมตัวรอคิวนาน ไปจนถึงให้ตรวจสอบว่าตนได้รับบัตรเลือกตั้งถูกเขตหรือไม่ นอกจากนี้ยังมีคำแนะนำในการทำให้การไปเลือกตั้งสะดวกสบายขึ้น เช่นการแนะนำว่าให้ตรวจสอบข้อมูลในแอพลิเคชั่นSmart Vote ก่อนไปถึงคูหา และให้กำลังใจผู้ใช้รายอื่น ๆ ที่ต้องพบกับการต่อแถวรอเข้าคูหาเป็นเวลานานว่าให้ “นึกถึงหน้าลุงแล้วรอต่อไป”
นอกจากนี้ คนรุ่นใหม่ที่ใช้ชีวิตอยู่กับโลกออนไลน์มาตลอดยังเป็นกลุ่มคนที่สามารถจัดการกับข่าวปลอมได้อย่างมีประสิทธิภาพ เช่นเมื่อเร็ว ๆ นี้ เมื่อมีการลือว่าพรรคอนาคตใหม่จะยกเลิกบำนาญข้าราชการ ชาวทวิตเตอร์ก็สามารถแก้ข่าวนี้ได้อย่างรวดเร็วและยังมีการเผยแพร่ข้อมูลที่ถูกต้องผ่านฟังก์ชั่น retweet อีกด้วย ดังนั้นเมื่อมีข้อมูลถูกใส่ลงไปในโลกออนไลน์ก็แทบจะมั่นใจได้เลยว่าจะมีใครบางคนตรวจสอบว่าข้อมูลนั้นจริงหรือไม่
และบทเรียนที่คนรุ่นก่อนควรจะเรียนรู้จากโลกออนไลน์ก็คือ การจะปิดตาผู้มีสิทธิเลือกตั้งรุ่นใหม่นั้นไม่ได้ง่ายอีกต่อไปแล้ว

การเมืองไทยถึงวันผลัดใบหรือยัง 

ที่ผ่านมาการเมืองในประเทศไทยเป็นพื้นที่ที่ถูกปกครองโดยผู้มีอายุ ซึ่งเห็นได้จากการที่ประเทศไทยมีนายกรัฐมนตรีที่อายุเกิน 60 ปีมาแล้วถึงสิบสามคนจากจำนวนนายกรัฐมนตรีทั้งหมดยี่สิบเก้าคน นอกจากนี้บทความในบีบีซีไทยยังได้ตั้งข้อสังเกตไว้อีกว่าแม้แต่ในการเลือกตั้งครั้งนี้ที่พรรคการเมืองหลายพรรคตั้งใจเจาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ หัวหน้าพรรคและกรรมการบริหารพรรคจำนวนมากยังคงเป็นชายสูงอายุ 
โดยบีบีซีรายงานว่า ในการเลือกตั้งทั่วไปปี 2562 มีพรรคการเมืองเพียงสามพรรคเท่านั้นที่มีหัวหน้าพรรคอายุไม่เกิน 40 ปี คือพรรคอนาคตใหม่ ซึ่งมีหัวหน้าพรรคคือ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ อายุ 40 ปี พรรคไทยรักษาชาติที่ถูกยุบไปแล้ว ซึ่งมีหัวหน้าพรรคคือร้อยโทปรีชาพล พงษ์พานิช อายุ 38 ปี และพรรคไทยศรีวิไลย์ ซึ่งมีหัวหน้าพรรคคือมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ อายุ 37 ปี ในขณะที่อีก 18 พรรคการเมืองมีหัวหน้าพรรคอายุเลยวัยเกษียณ 

แต่ทุกอย่างกำลังเปลี่ยนไปหรือเปล่า 

ในการเลือกตั้งครั้งนี้ นอกจากประเทศไทยจะมีผู้มีสิทธิเลือกตั้งหน้าใหม่กลุ่มใหญ่แล้ว ยังมีนักการเมืองรุ่นใหม่อีกด้วย ซึ่งถึงแม้ว่าจะเป็นการลงสมัครครั้งแรกของพวกเขา นักการเมืองบางคนก็ไม่ได้ใหม่ต่อสนามการเมืองเสียทีเดียว ในเมื่อพวกเขาเกิดมาในตระกูลการเมือง
ยกตัวอย่างเช่น พรรคชาติไทยพัฒนา บัดนี้นำโดยกัญจนา ศิลปอาชา บุตรสาวของบรรหาร ศิลปะอาชา อดีตนายกรัฐมนตรีและอดีตกรรมการบริหารพรรคชาติไทย ส่วนพรรคไทยรักษาชาติ ก่อนจะถูกยุบพรรคเคยมีทั้งหัวหน้าพรรคและกรรมการบริหารพรรคที่เกี่ยวพันทางสายเลือดกับทั้งอดีตนายกฯทักษิณและแกนนำพรรคเพื่อไทย เช่น ตัวปรีชาพลเองนั้นเป็นบุตรชายของเสริมศักดิ์ พงษ์พานิช อดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทยและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการในรัฐบาลของนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร และมีชยิกา วงศ์นภาจันทร์ หลานสาวของอดีตนายกฯ ทักษิณเป็นนายทะเบียนพรรค
ในขณะเดียวกัน มีผู้สมัครจำนวนหนึ่งที่ลงสนามการเมืองเป็นครั้งแรกในการเลือกตั้งครั้งนี้ เช่น พรรคมหาชนที่ส่งพาลินี “พอลลีน” งามพริ้งเป็นหนึ่งในสามแคนดิเดตนายกฯ ซึ่งพอลลีนเป็นหนึ่งในผู้ก่อตั้งกลุ่มเชียร์ไทยพาวเวอร์และอดีตแคนดิเดตนายกสมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทย และนอกจากนี้พรรคมหาชนยังมี นาดา ไชยจิตต์ นักกิจกรรมเพื่อสิทธิคนข้ามเพศ เป็นประธานฝ่ายนโยบายอีกด้วย
เมื่อถามถึงเหตุผลที่ลงเล่นการเมือง พอลลีนกล่าวว่าเธอ “มีความรู้สึกว่ามันน่าจะดีกว่านี้ได้ ก็เลยคิดว่า พอมีการทาบทาม เชิญชวน คิดว่าเราน่าจะสามารถทำอะไรได้บ้าง ให้เป็นประโยชน์กับวงการการเมืองไทย แล้วก็รวมถึงการพัฒนาเรื่องสิทธิมนุษยชน สิทธิทางด้านความหลากหลายทางเพศ ก็เลยตัดสินใจเข้าร่วม”
ส่วนพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งมีกลุ่ม New Dem เป็นกลุ่มนักการเมืองรุ่นใหม่ ในจังหวัดชัยภูมิ มี นัฏฐิกา โล่วีระ เป็นผู้ลงสมัครส.ส. เขต 1 
จากอดีตที่เคยทำอาชีพนักข่าว นัฎฐิกากล่าวว่างานข่าวทำให้เธอเห็นปัญหา แต่การเป็นผู้สื่อข่าวก็ช่วยได้เพียงในระดับหนึ่ง เธอจึงตัดสินใจลงเล่นการเมือง
“เป็นช่วงจังหวะที่สังคมเปิดโอกาสให้คนกลุ่มนี้เข้ามามีส่วนร่วม มันก็เลยตัดสินใจทำให้เราทำงานการเมืองด้วย เพราะว่าเป็นคนรุ่นใหม่เป็นตัวแทนของคนรุ่นของเขา คนรุ่นใหม่จะต้องมีชีวิตไปอีก 50-60 ปี เขาควรที่จะเข้ามามีส่วนร่วมในการบริการบ้านเมือง” นัฎฐิกาบอก 
และสำหรับพรรคอนาคตใหม่ กรรมการบริหารพรรคส่วนใหญ่ล้วนเป็นนักการเมืองหน้าใหม่ทั้งสิ้น เช่น หัวหน้าพรรคคือธนาธรเป็นนักธุรกิจและอดีตรองประธานกลุ่มไทยซัมมิท ส่วนพรรณิการ์ วานิช โฆษกพรรค เป็นอดีตผู้สื่อข่าว Voice TV และปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการพรรค เป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย พรรคอนาคตใหม่แสดงตัวว่าเป็นพรรคของคนรุ่นใหม่และใช้โซเชียลมีเดียให้เกิดประโยชน์กับตัวเองได้มาก ซึ่งน่าจะอธิบายได้ว่าเหตุใดทั้งตัวพรรคและหัวหน้าพรรคจึงเป็นที่นิยมให้หมู่คนรุ่นใหม่
ผู้สนับสนุนพรรคอนาคตใหม่ ซึ่งทางพรรคตั้งชื่อกลุ่มให้ว่า Futurista เรียกตนเองว่า “ฟ้า” และเรียกธนาธรว่า “พ่อ” และใช้แฮชแทค #ฟ้ารักพ่อ ในการกระจายข่าวสารเกี่ยวกับพรรคและแสดงความนิยมในตัวธนาธร ซึ่งวลีนี้ก็มาจากละครเรื่อง ดอกส้มสีทอง ซึ่งมีตัวละครชื่อฟ้าที่มีความสัมพันธ์กับชายอายุมากกว่า ซึ่งคนกลุ่มนี้ทั้งถ่ายภาพกับธนาธรหลังงานปราศรัย และส่งของขวัญ ซึ่งรวมถึงครีมกันแดดจำนวนหลายขวดให้เขาด้วย ส่วนพรรคอนาคตใหม่ก็แสดงตนว่าเป็นพรรคการเมืองใหม่หัวก้าวหน้าที่วิจารณ์รัฐบาลอย่างเปิดเผย และธนาธรก็เป็นนักการเมืองหน้าใหม่ที่ปรากฎกายในรายการทุกประเภททั้งแต่รายการดีเบตไปจนถึงวาไรตี้โชว์ และสำหรับผู้มีสิทธิเลือกตั้งหน้าใหม่จำนวนมาก อนาคตใหม่และธนาธรคือทางออกจากวังวนของความขัดแย้งทางการเมือง 
อย่างไรก็ตาม ถึงแม้การมีนักการเมืองหน้าใหม่จะเป็นสัญญาณที่ดี แต่ถ้าหากไม่มีคนลงคะแนนให้ นักการเมืองเหล่านี้ก็คงทำอะไรไม่ได้มาก แต่อย่างไรก็ตาม ดูเหมือนกับว่าคนรุ่นใหม่จะฝากความหวังในการเปลี่ยนแปลงประเทศไว้กับนักการเมืองหน้าใหม่เหล่านี้
นักศึกษามหาวิทยาลัยรามคำแหงที่ให้สัมภาษณ์ในคลิบวีดิโอ “ผีทักษิณ” คนหนึ่งกล่าวว่า เขาคิดว่าเลือกนักการเมืองหน้าใหม่ดีกว่า ส่วนณิชากรบอกว่าเธอคิดว่ามันเป็นการลองเสี่ยงดู 
“รู้สึกว่าการที่เอาคนหน้าใหม่เข้ามา มันทำให้เราเชื่อว่ามันจะเปลี่ยนโมเมนตัมการเมืองไทยได้” เธอบอก
ทั้งสองคนคงไม่ได้รู้สึกอย่างนี้อยู่เพียงลำพัง ผลนิด้าโพลที่สำรวจจากผู้มีสิทธิเลือกตั้งหน้าใหม่ ซึ่งจัดทำระหว่างวันที่ 30 มกราคม - 2 กุมภาพันธ์ 2562พบว่า จากผู้ตอบแบบสอบถามทั้งหมด 55.36% ที่รู้ว่าตนจะลงคะแนนให้ใคร 18.74%บอกว่าจะลงคะแนนให้พรรคเพื่อไทยและอีก 13.86%บอกว่าจะเลือกพรรคอนาคตใหม่ ส่วนผลโพลเมื่อไม่นานมานี้ของชมรมสภาจำลอง คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณณ์มหาวิทยาลัย และสำนักพิมพ์สำนักนิสิตสามย่าน ซึ่งสำรวจจากนิสิตจุฬาฯจำนวน 1266 คน พบว่าผู้ตอบแบบสอบถามจำนวน  70.8% จะลงคะแนนให้พรรคอนาคตใหม่ และเพีงแค่ 16% ต้องการลงคะแนนให้พรรคเพื่อไทย และเพียง 3.5%บอกว่าจะลงคะแนนให้พรรคพลังประชารัฐ นอกจากนี้ยังพบว่าในกลุ่มนี้ 53.8% ต้องการให้ธนาธรเป็นนายกรัฐมนตรี และอีก 23.7% ต้องการชัชชาติ สิทธิพันธุ์ 
สำหรับคนรุ่นใหม่ที่ไม่มีโอกาสได้เลือกตั้งตลอดเวลาที่ผ่านมา ห้าปีนั้นนานเกินไปแล้วและวันนี้คือจุดที่หลายคนจะไม่ทนอีกต่อไป 
บนแพลทฟอร์มอย่างทวิตเตอร์ ซึ่งผู้ใช้ส่วนมากเป็นคนรุ่นมิลเลนเนียลและ Gen Z ชาวเน็ตยังคงวิพากษ์วิจารณ์การกระทำทุกอย่างของคสช. และกระจายข่าวเกี่ยวกับความผิดพลาดในการจัดการเลือกตั้งของกกต. จุดยืนของพวกเขาชัดเจนว่าไม่ต้องการคสช. และไม่ต้องการพล. อ. ประยุทธ์ 
“มันคือพลังของเยาวชนมาก ๆ เลย” กูกสิณากล่าวถึงการเลือกตั้งครั้งนี้ “ช่วงนี้เห็น Narrative ของคนรุ่นพ่อรุ่นแม่ที่บอกว่าประเทศชาติจะล่มจมเพราะคนรุ่นใหม่ รู้สึกว่าfirst time voter เป็นเปอร์เซ็นต์ใหญ่ของการเลือกตั้งครั้งนี้ ซึ่งมันแสดงให้เห็นว่าเป็นความไม่ไว้ใจเราของคนรุ่นก่อนกับคนรุ่นนี้ เขาไม่ไว้ใจเรา เห็นว่าเราไม่สำคัญ” 
ผู้มีสิทธิเลือกตั้งหน้าใหม่บ้างส่วน เช่น น. และณัฐวรากล่าวว่าพวกเขากังวลว่า กกต.กำลังพยายามจัดการการเลือกตั้งเพื่อให้ฝ่าย คสช.ได้เปรียบ คนรุ่นใหม่มีความกังวลเกี่ยวกับการสืบทอดอำนาจ การประท้วง หรือแม้แต่ว่าจะมีรัฐประหารอีกครั้งไหม บางคนกลัวว่าความผิดพลาดของ กกต.ในการจัดการเลือกตั้งนอกราชอาณาจักรและการเลือกตั้งล่วงหน้าจะทำให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ แต่อย่างไรก็ตาม คนรุ่นใหม่จำนวนมากก็มองว่านี่คือเหตุผลที่พวกเขาจะต้องออกไปเลือกตั้งให้ได้ ไม่มีทางเลือกอื่นอีกแล้วสำหรับพวกเขา 
เนติวิทย์กล่าวว่า ถึงแม้ว่าการเลือกตั้งครั้งนี้จะไม่ใช่ทางออก แต่มันคือ “การเริ่มต้นเพื่อต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชน” คนรุ่นใหม่นั้นไม่เหลือความอดทนให้กับการกระทำที่ไม่เป็นประชาธิปไตยอีกแล้ว และหลังจากที่ถูกกดไว้ตลอดห้าปี พวกเขาพร้อมจะส่งเสียงออกมาให้ทุกคนได้ยินแล้ว
และถึงแม้ว่าการเลือกตั้งครั้งนี้จะไม่ใช่ทางออกของประเทศไทย มันก็คือจุดเปลี่ยนสำคัญ การเปลี่ยนแปลงย่อมต้องใช้เวลา แต่การจะนำความเปลี่ยนแปลงมาได้ต้องมีการเริ่มต้น และถ้าหากว่าคนรุ่นใหม่จำนวนมากไปใช้สิทธิเลือกตั้งในวันที่ 24 มีนาคม ความเปลี่ยนแปลงที่พวกเขาหวังไว้จะมาถึงได้อย่างแน่นอน

เท่าไรก็ได้ การสนับสนุนจากคุณ คือการร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี ‘ประชาไท’ ... ร่วมสนับสนุนเรา
โอนเงิน พร้อมเพย์ PromptPay "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน" 0993000060423
โอนเงิน PayPal คลิกที่นี่ https://paypal.me/prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)



'เรืองไกร'ร้องกกต.สอบคุณสมบัติ10ผู้สมัครส.ส.ฝ่ายตรงข้าม ให้ระงับประกาศผลเลือกตั้งไว้ก่อน

'เรืองไกร'ร้องกกต.สอบคุณสมบัติ10ผู้สมัครส.ส.ฝ่ายตรงข้าม ให้ระงับประกาศผลเลือกตั้งไว้ก่อน

7 พ.ค.62- นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ  อดีตผู้สมัคร ส.ส.พรรคไทยรักษาชาติ (ทษช.) เข้ายื่นหนังสือเพื่อขอให้ตรวจสอบผู้สมัคร ส.ส.ที่ขาดคุณสมบัติเนื่องจากถือหุ้นสื่อ อันเข้าลักษณะต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้ง ตามความในรัฐธรรมนูญ มาตรา 98(3) จำนวน 10 ราย เพื่อขอให้ระงับการประกาศผลการเลือกตั้งไว้ก่อนจนกว่าจะตรวจสอบผลการเลือกตั้ง ส.ส.แบบแบ่งเขตได้ครบร้อยละ 95 ว่าเป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม และขอให้รอฟังคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญก่อนที่จะพิจารณาว่าจะประกาศผลการเลือกตั้งได้ต่อไปโดยชอบด้วยรัฐธรรมนูญและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
"กกต.ยังมีเวลาพิจารณาประกาศรับรองผลการเลือกตั้งได้ถึงวันที่ 24 พ.ค. หรือ 60 วันหลังเลือกตั้ง ไม่ใช่วันที่ 9 พ.ค. กกต.จะปล่อยผ่านไปก่อนแล้วมาตามสอยทีหลังเพื่อให้ถูกใจใครไม่ได้" นายเรืองไกร กล่าว
เขากล่าวว่า สำหรับรายชื่อผู้สมัคร ส.ส.ที่ถูกยื่นคำร้องทั้ง 10 คน ถือหุ้นในบริษัทที่ระบุในวัตถุประสงค์การจดทะเบียนบริษัทไว้ในข้อ 19 ว่าประกอบกิจการโรงพิมพ์ รับพิมพ์หนังสือ จำหน่าย และออกหนังสือพิมพ์ โดยทั้ง 10 คนประกอบด้วย นายกษิดิ์เดช ชุติมันต์ ผู้สมัคร ส.ส.พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.)​ เขต 8 กรุงเทพฯ ถือหุ้นบริษัท โอที ซูปเปอร์เซอร์วิส จำกัด จำนวน 9,998 หุ้น  , นายชาญวิทย์ วิภูศิริ ผู้สมัคร ส.ส.พปชร. เขต 15 กรุงเทพฯ ถือหุ้นบริษัท ภัทรเฮ้าส์ แอนด์ พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) ถือหุ้นจำนวน 250,000,000 หุ้น , นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ ผู้สมัคร ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ พปชร. ถือหุ้นบริษัท วิสดอม เอ็นเตอร์ไพรส์ จำกัด จำนวน 25,000 หุ้น 
ขณะที่ นายพิบูลย์ รัชกิจประสาร ผู้สมัคร ส.ส.พรรคภูมิใจไทย เขต 1 สตูล ถือหุ้นบริษัท พี แอนด์ ซี ปิโตรเลียม จำกัด จำนวน 52,310 หุ้น ถือหุ้นบริษัท รัชกิจ คอร์โปเรชั่น จำกัด จำนวน 1,600 หุ้น ถือหุ้นบริษัท รัชกิจ โฮลดิ้ง จำกัด จำนวน 10,940,989 หุ้น บริษัท เอ็น แอนด์ ซี มินิมาร์ท จำกัด จำนวน 2,092 หุ้น บริษัท จิตแก้ว จำกัด จำนวน 1,600 หุ้น บริษัท ซีเคโฟว์ เทรดดิ้ง จำกัด จำนวน 14 หุ้น บริษัท สตูลอะความารีนคัลเจอร์ จำกัด จำนวน 10,000 หุ้น บริษัท สตูลอะความารีน ฟีด ซัพพลาย จำกัด จำนวน 6,000 หุ้น บริษัท สตูลผลิตภัณฑ์คอนกรีต จำกัด 15,000 หุ้น 
นายสาธิต ปิตุเตชะ ผู้สมัคร ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.)​ เขต 1 ระยอง ถือหุ้นบริษัท เก่งกล้า จำกัด จำนวน 6,665 หุ้น บริษัท พี.ที. รุ่งเรืองคอนกรีต จำกัด จำนวน 2,700 หุ้น , นายเดชอิศม์ ขาวทอง ผู้สมัคร ส.ส.ปชป. เขต 5 สงขลา ถือหุ้นบริษัท ซิงค์ กรุ๊ป จำกัด จำนวน 5,000 หุ้น บริษัท แอล เอส โกลบอล จำกัด จำนวน 100,000 หุ้น , นายสาคร เกี่ยวข้อง ผู้สมัคร ส.ส.ปชป. เขต 1 กระบี่ บริษัท อ่าวนาง แทรเวล แอนด์ ทัวร์ จำกัด จำนวน 22,129 หุ้น, นายอัศวิน วิภูศิริ ผู้สมัคร ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ ปชป. ถือหุ้นบริษัท ภัทรเฮ้าส์ แอนด์ พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด จำนวน 40,000,000 หุ้น บริษัท ชาญวิทย์โฮเต็ล จำกัด จำนวน 651,750 หุ้น บริษัท พิจิตร เรียล เอสเตท จำกัด จำนวน 16,500 หุ้น และ นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค ผู้สมัคร ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อปชป. ถือหุ้นบริษัท วีพี แอโร่เทค จำกัด จำนวน 588,500 หุ้น 
ส่วนนายปกรณ์ มุ่งเจริญพร ผู้สมัคร ส.ส.พรรคภูมิใจไทย เขต 1 สุรินทร์ ถูกระบุว่าถือหุ้นในบริษัทที่มีวัตถุประสงค์ในการจดทะเบียนบริษัทไว้ในวัตถุประสงค์ข้อ 29ว่า “ประกอบกิจการให้บริการด้านวิทยุและโทรทัศน์ ซึ่งดำเนินการหลักเกี่ยวกับการผลิตรายการวิทยุ และโทรทัศน์ทุกประเภท เช่น รายการบันเทิง รายการส่งเสริมการศึกษา รายการข่าว กีฬา พยากรณ์อากาศ สัมภาษณ์บุคคล โดยเป็นรายการสด หรือบันทึกลงแถบบันทึกสื่อต่างๆ เพื่อเผยแพร่ กระจายเสียง รวมถึงการขาย ให้เช่า เก็บรักษาเพื่อการกระจายเสียงหรือแพร่ภาพ และการนำกลับมาแพร่ภาพซ้ำ” โดยนายปกรณ์ถือหุ้นจำนวน 3,400 หุ้น . 

'ไพศาล'ยกคำพยากรณ์ศาลหลักเมือง คนสงขลาคนที่ 3 จะเป็นใหญ่กว่าใครในแผ่นดิน


7 พ.ค.62-  นายไพศาล พืชมงคล กรรมการผู้ช่วยรองนายกรัฐมนตรี (พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ) โพสต์เฟซบุ๊ก Paisal Puechmongkol  ว่า
คำพยากรณ์ศาลหลักเมืองสงขลา!!!
"เมื่อครั้งตั้งศาลหลักเมืองสงขลา เจ้าพ่อหลักเมืองได้พยากรณ์ไว้เป็นสำคัญว่า 
ในอนาคตกาล จะมีคนสงขลา 3 คนเป็นใหญ่กว่าใครในแผ่นดิน
มาถึงเวลานี้คำพยากรณ์นั้นเป็นจริงแล้วถึง 2 คน 
คนสงขลาคนแรกคือเจ้าพระยาศรีธรรมาธิเบศ ซึ่งดำรงตำแหน่งเป็นถึงผู้สำเร็จราชการแผ่นดิน 
และคนถัดมาก็คือพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ซึ่งเคยดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีและมีชื่อเสียงในเรื่องความสัตย์สุจริตต่อแผ่นดิน จนได้รับความไว้วางพระราชหฤทัยให้เป็นประธานองคมนตรี 
คงเหลือแต่คนที่ 3 เท่านั้นว่าจะเป็นผู้ใด?
แต่ก็เชื่อมั่นว่า น่าจะเป็นจริงตามคำพยากรณ์นั้น และได้แต่ภาวนาว่าคนสงขลาคนที่ 3 ที่จะเป็นใหญ่กว่าใครในแผ่นดิน ตามคำพยากรณ์ของเจ้าพ่อหลักเมืองจะต้องเป็นคนใหญ่จริงด้วยและดีจริงด้วย"
(หลังตั้งศาลหลักเมืองสงขลาไม่นาน พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้เสด็จพระราชดำเนินไปสักการะ ศาลหลักเมืองสงขลา ในวาระที่เสด็จประพาสภาคใต้และจังหวัดสงขลา)
( จากหนังสือศิษย์สมเด็จ โดยเรืองวิทยาคม-24กย.51)

'กษัตริย์-รัฐ-ราษฎร์' รวมใจ

เปลว สีเงิน

เป็น "มหัศจรรย์" ประจักษ์
                การเปลี่ยนถ่ายแผ่นดินที่ ๙ สู่แผ่นดินที่ ๑๐ ช่างโดดเด่น สวยงาม
                และ "สูงส่ง" ยิ่งนัก!
                แต่ละขั้นตอนพระราชพิธีทั้ง ๓ วัน (๔-๖ พ.ค.๖๒) ละเอียดซับซ้อน เกินโลกจินตนาการ
                บ่งบอกถึงไทยเป็นชาติมี "รากอารยะ" ก่อเกิดเอกลักษณ์ลุ่มลึก ยาวนาน
                ทุกขั้นตอนของพระราชพิธี ไม่ว่า การ...
                -ทรงสรงมุรธาภิเษก
                เปลี่ยนพระราชสถานะสู่ "พระมหากษัตริย์" จาก "สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว" เป็น "พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว"
                -ทรงสวมพระมหาพิชัยมงกุฎ
                ประทับบนพระราชบัลลังก์ ประกาศพระนาม และทรงประกาศพระปฐมบรมราชโองการ
                -เสด็จฯ เลียบพระนคร
                โดยขบวนพยุหยาตราทางสถลมารค ประกาศถึงพระบรมเดชานุภาพแห่งพระมหากษัตริย์ให้เป็นที่ประจักษ์ และ
                -เสด็จออก ณ สีหบัญชร ให้พสกนิกรเฝ้าชมพระบารมี และแสดงความจงรักภักดี
                ขั้นตอนในพระราชพิธีเหล่านี้ อย่าพูดถึงการกระทำเลย
                กับสังคมไร้ราก.....
                "แค่คิด" ก็ยากแล้ว!
                คุณ Kiccha Buranond โพสต์ fb ไว้น่าใคร่ครวญ ผมอ่านยังพลอยปลื้ม ขออนุญาตนำมาให้ปลื้มทั่วๆ กัน
                Kiccha Buranond
                "ขอเรียนออกนอกลู่นอกทางว่า...อาจเป็นเพราะ ผมมีโอกาสคบค้ากับผู้หลักผู้ใหญ่ชาวฝรั่งที่บ้านเราตั้งแต่ผมเป็นเด็กๆ
                จึงขอออกตัวว่า ในฐานะเป็นเด็ก อายุยังไม่ทันบรรลุนิติภาวะ ในขณะคบค้าร่วมสังสรรค์กับพวกท่าน
                ผมจึงมักจะไปนั่งเงียบๆ ไม่พูดไม่จามากนัก เพราะรอบข้าง มีก็แต่ผู้ใหญ่ฝรั่งที่คุยเก่งๆ ทั้งนั้น เรียนจากพวกท่านชาวทูตานุทูต จะมิดีกว่าหรือ
                อยู่มาวันหนึ่ง....
                ที่ห้องรับประทานอาหารที่บ้านพักของสถานทูตฝรั่งเศส ติดกับโรงแรมโอเรียนเต็ล
                ก็มีการกล่าวกันถึงว่า ไฉน (ในสมัยนั้น) อเมริกาจึงรังเกียจชาวผิวดำจากแอฟริกากันจนออกหน้าออกตา
                ชายนักทูตชาวอเมริกันท่านหนึ่ง ซึ่งเป็นแขกของงาน จึงอธิบายถึงปัญหานี้แก่ทุกท่านที่โต๊ะ เป็นใจความว่า
                ...เป็นเพราะชาวอเมริกันขาว ซึ่งไปต้อนและซื้อขายชาวแอฟริกันผิวดำมาเป็นทาส เมื่อหลายร้อยปีมาแล้ว และอยู่กับชาวผิวดำมาจนถึงทุกวันนี้
                ไม่เคยรู้จัก ไม่เคยเห็นขนบธรรมเนียม ประเพณี ไม่เคยเห็นวัฒนธรรมใดๆ ทั้งสิ้นในป่า ในเขา ของแอฟริกา
                ...ท่านว่าต่อไปว่า.....
                ในความตื้นๆ ของความเป็นคนอเมริกันทั่วๆ ไป (ซึ่งผมว่าเราทุกคนในโลกนี้ ไม่ว่าชนชาติไหน มีสิทธิ์ที่จะจมปลักอยู่ในความตื้น และแคบๆ แบบนั้น)
                เราอาจดูถูกพวกเขา ชาวผิวดำ แต่ไม่ใช่เพราะสีผิวของพวกเขาหรอกนะ
                ทั้งนี้และทั้งนั้น.....
                เพราะพวกเขา เสมือนขาดบรรพบุรุษสำคัญ
                ขาดประวัติศาสตร์ ขาดวัฒนธรรม ขาดขนบธรรมเนียมประเพณี ที่เป็นกิจจะลักษณะ เป็นงานเป็นการ เป็นพิธีรีตอง เป็นสัญลักษณ์และเอกลักษณ์ ที่เราอาจชื่นชมและเคารพนับถือ
                แล้วท่านหันมาที่ผม ซึ่งเป็นคนไทยคนเดียวที่โต๊ะอาหาร ท่านว่า.........
                'เช่น ประเทศของคุณไงครับ ทุกอย่างที่นี่น่าทึ่งเป็นอย่างยิ่ง...(ท่าน) ว่าประวัติศาสตร์ของยู is so  rich ขนบธรรมเนียมประเพณีและวัฒนธรรมของที่นี่หรือก็สูงส่ง สวยงามมาตลอดกาลนาน'
                แล้วท่านชี้ไปที่แอนทิ้คไทยต่าง ๆ ที่ประดับสถานทูต ...ท่านว่า ยูควรภูมิใจมากนะที่ยูเป็นคนไทย ..
                'You (ไม่ใช่ผมนะครับ แต่ท่านหมายถึงประเทศไทย)...are so very special'
                ผมไม่เคยลืมคำเหล่านั้นเลย
                นั่นคือ ความรู้เท่าไม่ถึงการของเราชาวไทยเช่นผมในตอนนั้น
                ความตื้น ที่เรียกกันในภาษาอังกฤษว่า เรา take it for granted หรือเรามีกันแล้วเราไม่รู้ตัวเอาเลย มีแล้วลืมไม่เอาใจใส่ ไม่ปฏิบัติ ไม่ปลาบปลื้ม
                ความหมายง่ายๆ คือเราๆ มากหลาย ทั้งที่อยู่ที่บ้านเราและที่อยู่กันรอบโลก
                อาจลืมว่า เรามีวัฒนธรรมขนบธรรมเนียมประเพณีเหล่านี้ของเราจริงๆ
                และมีกันอย่างร่ำรวยอัครมหาศาลด้วยอีกต่างหาก ทุกซอกทุกมุม ทุกระบบและแบบอย่าง
                ดั่งที่เราและทั้งโลกได้ประจักษ์กันอย่างโจ่งแจ้งในวโรกาสสำคัญเช่นในระยะนี้
                ฉะนั้น เราชาวไทย ควรภูมิใจ ควรอนุรักษ์และทะนุถนอมความเป็นไทยของเราไว้ให้อยู่ยาวนานและยืนยงคงกระพันที่สุด เท่าที่จะอยู่ได้
                จงอย่าได้ทอดทิ้งความเป็นไทย ประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมของเราเป็นอันขาด
                ไม่ว่าเราจะอยู่จะกินกันที่ไหนก็ตามทีนะครับ"
                อีกซักท่านก็ยังได้........
                คือให้ผมคุยฝ่ายเดียว มันเหมือนยัดเยียดความคิดเฉพาะตนให้คนอื่นคลื่นเหียน
                ฉะนั้น วันนี้ ขออนุญาตอีกซักราย คือจากคุณ Sakda Chaiviwat ท่านโพสต์สะท้อนมุมมองถึงพระราชพิธีไว้ ดังนี้
                Sakda Chaiviwat
                "สำหรับคนที่คิดว่าไม่ได้อะไร
                งานนี้ไทยได้เต็มๆ
                ข่าวลงทั่วโลกไม่ต้องจ่ายสักบาท ผู้คนอีกมากมายได้เห็นสิ่งที่เรียกว่า 'วัฒนธรรมไทย'
                ได้เห็นสถานที่สวยงามอย่าง 'พระมหาราชวัง'
                ถนนที่ประดับไฟ และต้นไม้ สวยงาม
                นักข่าวหลายช่องมีเก็บตกสตรีทฟู้ด อาหารและขนมไทย เพราะไหนๆ ก็มาแล้ว
                เห็นนักข่าวญี่ปุ่น จีน ฝรั่ง ลงทุนแต่งชุดไทยสมัยนิยมยืนรายงานข่าว ดูมีสง่า อดยิ้มไม่ได้
                ต่างชาติที่มาท่องเที่ยวไลฟ์สดกันมากมาย
                ทั่วโลก เห็นความมีรากของไทย เห็นรอยยิ้มของคนไทย เห็นความมีน้ำใจของคนไทย
                เดินมา มีคนแจกน้ำ อาหาร ผลไม้ ที่เคยต้องซื้อกิน งานนี้ทำเอางง ชี้นิ้วถาม it free?
                ไทยได้อะไร ได้ประโยชน์ไหม พีอาร์ให้คนทั่วโลกรู้จัก กระตุ้นต่อมอยากมาเที่ยวเมืองไทยได้อักโข
                งานนี้อเมซิ่งไทยแลนด์ โดยไม่ต้องใช้งบด้านพีอาร์เลยสักบาท
                งานนี้ไทยได้เต็มๆ คนคิดไม่เป็น ปากก็พร่ำไป แต่แค่จะโดนมองจากคนที่เข้าใจ แล้วก็คงตอบกลับไปว่า
                ที่พูดว่า 'งานนี้ไม่ได้อะไร' นี่โง่จริงๆ หรือโง่เพราะถูกคนอื่นเสี้ยมสอนมา
                นอกจากความสุขที่คนไทยได้รับ คนอีกมากมายหลายล้านคน
                วันนี้ ได้รู้จักประเพณีและวัฒนธรรมไทยเพิ่มมากขึ้นจากงานนี้"
                เอาล่ะ มาในส่วนทัศนะผมต่อ จากงานพระราชพิธีนี้
                ที่ตื่นตา-ตื่นใจ เป็นนิมิตหมายมงคลนำชาติ คือ
                "พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว" พระเจ้าแผ่นดินพระองค์ใหม่ กับประชาชนชาวไทยทุกหมู่เหล่า ในความเป็น "พสกนิกร" ของพระองค์
                "สถาบันกษัตริย์-อาณาราษฎร"........
                ผนึกแน่น เป็นเนื้อเดียวกัน ได้รวดเร็ว ราบเรียบ ไร้รอยต่อ ชนิดต้องขอใช้คำว่า
                ธ ประทับอยู่หว่างกลางใจประชาชนได้เร็ว
                "เหนือคาดหมาย"!
                รวมทั้งครอบครัวแห่งพระองค์ ทั้ง "สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี"
                "สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี"
                "สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา"
                และ "สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าทีปังกรรัศมีโชติ มหาวชิโรตตมางกูร สิริวิบูลยราชกุมาร"
                ตลอด ๓ วัน ดังปรากฏในพระราชพิธี ทุกพระองค์ สู่ความเป็น "อันเป็นที่รัก-เคารพ-เทิดทูน" ของประชาชน สนิทแนบแน่นใจ
                "สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี" และ "สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี"
                ที่ทรงฉลองพระองค์เครื่องแบบ "ทหารมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์"
                ทรงพระดำเนินในริ้วขบวนพระบรมราชอิสริยยศ ในขบวนพยุหยาตราสถลมารค เมื่อวันที่ ๕ พฤษภานั้น
                ต้องบอกว่า.........
                ชนะใจประชาชน เป็นที่ปีติ ปลาบปลื้ม เอ่ยปากชื่นชมกันถ้วนทั่ว ความรู้สึกดีๆ เกิดกับประชาชนท่วมท้นใจ
                สรุป ก็คือ.........
                บัดนี้ ประเทศไทย เป็นแผ่นดิน รัชกาลที่ ๑๐ อันมี "พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว" ทรงเป็นพระมหากษัตริย์สมบูรณ์ทุกประการแล้ว
                ด้วย "พระปฐมบรมราชโองการ"
                 "เราจะสืบสาน รักษา และต่อยอด และครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งอาณาราษฎรตลอดไป" นั้น
                พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จะทรงนำพาพสกนิกรของพระองค์ และประเทศชาติ สู่ความวิไล-รุ่งเรือง แน่นอน
                ขอพระองค์ทรงพระเจริญ. 

วันศุกร์ที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2562

สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯพระราชทานอภัยโทษแก่ผู้ต้องราชทัณฑ์

สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯพระราชทานอภัยโทษแก่ผู้ต้องราชทัณฑ์


3พ.ค.62- เวบไซต์ราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่ พระราชกฤษฎีกา พระราชทานอภัยโทษ พ.ศ. ๒๕๖๒ ความว่า  สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร มีพระราชโองการโปรดเกล้าฯให้ประกาศว่า โดยที่ทรงพระราชดำริเห็นว่า ในโอกาสมหามงคลพระราชพิธีบรมราชาภิเษก นับเป็นอภิลักขิตกาลสำคัญ เพื่อเป็นการแสดงพระมหากรุณาธิคุณในสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมควรพระราชทานอภัยโทษแก่ผู้ต้องราชทัณฑ์ เพื่อให้โอกาสแก่บุคคลเหล่านั้นกลับประพฤติตนเป็นพลเมืองดี อันจะเป็นคุณประโยชน์แก่ประเทศชาติสืบไป
อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๑๗๕ และมาตรา ๑๗๙ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยและมาตรา ๒๖๑ ทวิ วรรคสอง แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ฉบับที่ ๙) พ.ศ. ๒๕๑๗ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชกฤษฎีกาขึ้นไว้ ดังต่อไปนี้
อ่านรายละเอียดทั้งหมด http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2562/A/059/T_0001.PDF

วันพฤหัสบดีที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2562

ศาลรัฐธรรมนูญมีมติรับคำร้องของผู้ตรวจการแผ่นดินคำนวณสูตร ส.ส.บัญชีรายชื่อ

ศาลรัฐธรรมนูญมีมติรับคำร้องของผู้ตรวจการแผ่นดินไว้พิจารณาวินิจฉัย กรณีการคำนวณสูตร ส.ส.บัญชีรายชื่อ ม.128 พรป.เลือกตั้ง ส.ส .ขัดต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 91 หรือไม่ ศาลนัดแถลงด้วยวาจาและลงมติ 8 พ.ค.เวลา 09.30 น.

ทำไมธนาธรต้องเสียอารมณ์

ร้อนขนาดนี้.........

                แต่ฟัง "ธนาธร-ปิยบุตร" เกรี้ยวกราดตวาดใส่ "นายกฯ ประยุทธ์" และ "๗ กกต." วานซืน บอกตรงๆ

                "หนาววววแทน"!

                เพราะ ๒ กร่าง ท่านโกรธชนิดควันออกหู น่ากลั๊ว..น่ากลัวแค่เห็นในจอ ผมยังไข่หด 

                โกรธในเรื่อง "ศรีสุวรรณ" ไปร้อง กกต.ให้ตรวจสอบธนาธรในประเด็น เข้าลักษณะต้องห้ามสมัครรับเลือกตั้ง 

                เพราะตอนลงสมัคร ยังถือครองหุ้นสื่ออยู่

                ธนาธรบอก เรื่องนี้มีเหตุจูงใจมาจากทางการเมืองแหง!? 

                ดังนั้น เขาฟ้องแน่.......

                เอาปูนหมายหัวไว้เลย ทั้งนายกฯ และ กกต.ถ้าเขาไม่ได้รับความเป็นธรรม

                "ความเป็นธรรม" ตามเจตนาที่เขาพูด คือ ถ้า กกต.ชี้ขาดว่าเขาผิด นั่น "ไม่เป็นธรรม"

                แต่ถ้าชี้ขาดว่าเขาไม่ผิด นั่น "เป็นธรรม"!

                รุ่นใหม่ธนาธร ตะเภาเดียวกับคิดใหม่ทักษิณเปี๊ยบเลย

                ไม่เพียงนายกฯ-กกต.เท่านั้นนะ.....

                "พี่ศรี" รวมทั้ง "สำนักข่าวอิศรา" ก็ถูกขู่อาฆาต "ฟ้องล้างแค้น" ด้วย!

                ดูธนาธรเล่นงิ้ว ปิยบุตรเล่นละครคาบาเรต์ หลังเข้าชี้แจง กกต.วานซืนแล้ว

                อาการที่ทั้งสองคนดูร้อนรน เหมือนไส้เดือนถูกขี้เถ้า แต่กลบความวิตกกังวลไว้ในความเกรี้ยวกราด 

                นั่น...มีความน่าจะเป็นสูง......

                เจอทีเด็ดคณะไต่สวน กกต.จี้ถูกจุด "กังเหมิน" ธนาธรเข้าแล้ว

                ถึงได้ใช้ลีลาวาทะชิงนำทิศทางคดีในด้านประโยชน์ตน ฝังเป็นฐานความเข้าใจกับชาวบ้านผ่านการ "ชิงพื้นที่ข่าว" ไว้ก่อน

                ถึงขั้น ธนาธรบอก "ทำให้ผมอารมณ์เสียมาก....."

                "คดีนี้ มีมูลเหตุจูงใจทางการเมืองมาก เพราะแม้แต่คำถามพื้นฐานง่ายๆ ที่ถามกับคณะกรรมการฯว่า 'เราผิดตรงไหน'?

                เพราะได้ทำเอกสารชี้แจงไปแล้ว...........

                มีตรงไหนที่ กกต.ไม่เชื่อ หรือเห็นว่าพวกเรากระทำผิด?

                คำถามง่ายๆ แค่นี้ แต่คณะกรรมการฯ ไม่สามารถตอบหรือชี้แจงกับเราได้  

                ทำให้ในการชี้แจง ไม่ใช่เป็นการถามเรื่องเหตุการณ์ แต่เถียงกันเรื่องหลักการว่าผมผิดตรงไหน  เอกสารตรงไหนผิด        หรือหลักฐานชิ้นใด ทำให้ไม่น่าเชื่อว่า การโอนหุ้นครบถ้วนสมบูรณ์ตามกฎหมาย ตั้งแต่วันที่ ๘ ม.ค.๖๒ 

                ซึ่งคณะกรรมการฯ ไม่สามารถตอบคำถามเหล่านี้ได้เลย"

                อืมมมม....ฟังแล้วกลุ้ม!

                วางตำแหน่งเป็นคนรุ่นใหม่ มือขวาเป็นดอกเตอร์อาจารย์กฎหมาย 

                ธนาธรยัง "หลงผิด-หลงตัว" ขนาดนี้ ถ้าได้เข้าเป็นนายกฯ บริหารประเทศ ไม่เข้าป่า ออกทะเลไปเลยหรือ?

                คุณเป็น "ผู้ถูกกล่าวหา".....
                มีคนไปร้องเรียน ว่าตอนลงสมัครรับเลือกตั้ง ยังถือครองหุ้นสื่อ ซึ่งเข้าลักษณะต้องห้ามตามกฎหมาย

                กกต.เป็น "ผู้สืบสวนหรือไต่สวน"

                เขาเรียกให้คุณไปชี้แจงแสดงหลักฐานและไต่สวนตามประเด็นที่เขาร้องเรียน

                ฉะนั้น คุณมีหน้าที่ตอบคำซักถามของคณะไต่สวน กกต.

                ไม่ใช่คุณจะไปตั้งคำถามให้ กกต.เขาตอบในเรื่องที่คุณถาม

                ดังนั้น ที่คุณเบ่งสมอง-พองลูกตา "อวดสาวกส้ม" ที่ไปรายล้อมด้วยคำโตว่า.....

                "คณะกรรมการฯ ไม่สามารถตอบคำถามได้เลย" นั้น

                จะเปรียบว่าไงดี จึงจะเห็นภาพล่ะ?

                ประมาณว่า จิ้งจกตัวพ่อหล่นโถส้วม ไต่ขึ้นมากลับไปคุยอวดฝูง

                "มนุษย์มันกลัวพ่อว่ะ พอเห็นเท่านั้นแหละ ร้องกรี๊ด เผ่นแน่บเลย"

                ก็ทำนองนั้น.....

                ไม่ใช่ กกต.เขาตอบคำถามคุณไม่ได้ หากแต่เขาไม่จำเป็นต้องตอบอะไรกับคุณเลย

                คุณตะหาก คือผู้ต้องตอบคำถาม กกต.เพราะคุณเป็น "ผู้ถูกร้องเรียน" หรือผู้ถูกกล่าวหา

                ฉะนั้น ที่ธนาธรว่า "ทำให้ผมอารมณ์เสีย" นั้น 

                ไม่ต่าง "ผายลมทางปาก"!

                ประเด็นมันมีอยู่แค่ว่า ณ วันที่ธนาธรนำบัญชีรายชื่อผู้สมัครเป็น ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ของพรรค ไปยื่น กกต.เมื่อ ๖ ก.พ.๖๒ นั้น

                ธนาธรยังถือครองหุ้น "บริษัท วี-ลัค มีเดีย จำกัด" อยู่หรือไม่เท่านั้น?

                เพราะบริษัทนี้ประกอบกิจการหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชน ในเมื่อธนาธรสมัครเป็น ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์  ถ้ายังถืออยู่ ก็เข้าลักษณะต้องห้าม

                แต่ถ้าขายให้แม่ไปแล้ว เมื่อ ๘ ม.ค.๖๒ ก็นำหลักฐานไปแสดงให้ กกต.เห็นว่า 

                ไม่มีชื่อเป็นผู้ถือหุ้นแล้วจริง ตามเอกสารหลักฐานทางราชการที่นำมาแสดง

                แค่นั้น ก็จบ คำร้องเรียนก็ตกไป 

                เพราะธนาธรมีคุณสมบัติครบถ้วน และไม่เข้าข่ายลักษณะต้องห้ามสมัครรับเลือกตั้งแต่อย่างใด!

                เห็นว่า เตรียมเอกสารเป็นลังไปสำแดงต่อ กกต.ตั้ง ๒๖ รายการ จะให้คณะไต่สวนดูปุ๊บ แล้วตอบคำถามเป็นการชี้ขาดปั๊บ

                แบบนั้น ธนาธรต้องไปรายการ "ไมค์ปลดหนี้" ร้องปุ๊บ-ได้ปั๊บ 

                แต่กับที่ กกต. "คณะไต่สวน" มีหน้าที่เพียงรวบรวมคำชี้แจงและนำเอกสารเหล่านั้น ส่งให้ กกต.พิจารณาวินิจฉัย

                ทราบแล้ว ธนาธรก็สงบสติอารมณ์หน่อย ไม่รู้-ไม่เข้าใจอะไร ปิยบุตรไม่ได้บอก ก็อมภูมิไว้ดีกว่า 

                โพล่งๆ แบบนี้ เสียฟอร์มว่าที่นายกฯ ฟิวเจอริสตาหมด ทำให้คนเขาจับได้ว่า ที่แท้ บ่มิไก๊ อ้าปากเห็นแต่ลิ้นไก่

                มองไม่เห็น "ภูมิธนาธร" เลย!

                อยากจะบอกว่า ประเด็น ๘ ม.ค.ที่เถียงกัน ว่าธนาธรยังอยู่บุรีรัมย์ แต่ธนาธรอ้างเซ็นขายหุ้นให้แม่วันนั้น นั้น

                ไม่ต้องเถียงให้เมื่อยตุ้มหรอก ทำให้ "หลงประเด็น" กันไปเปล่าๆ

                ๘ มกรา ธนาธรจะอยู่บุรีรัมย์ หรือนั่งรถตู้เหาะมาโอนให้แม่ หรือจะเป็นวันที่ ๙, ๑๐, ๑๑, ๑๒ มกรา

                จะซื้อขาย เซ็นโอนกันวันไหน "ค่าเท่ากัน" 

                ที่จับผิด-จับถูกวันที่ ๘ มกรา เป็นแค่ตกกระไดพลอยโจน "จับเท็จ" คำพูด ธนาธร ที่ระบุเอง "เรื่องวันที่" ซึ่งนอกเรื่อง-นอกประเด็น

                ยึดหลักไว้ กกต.เปิดรับสมัครเลือกตั้ง ส.ส.วันที่ ๔-๘ กุมภา ๖๒

                ฉะนั้น ก่อน ๔-๘ ก.พ. พ่อของฟ้า อยากถือ-อยากโอนวันไหน เชิญตามสบาย

                ไม่จำเป็นต้องเจาะจงวันที่ ๘ มกราหรอก........

                ต่อให้ ๔-๕ กุมภาก็ยังกอดหุ้นสื่อไว้ได้ หมาทั้งไม่เห่าและไม่กัด

                ธนาธรยื่นสมัคร ๖ ก.พ. .......

                ดังนั้น ๖ ก.พ.ธนาธรจะต้องไม่มีชื่อในฐานะผู้ถือหุ้นใน "บริษัท วี-ลัค มีเดีย จำกัด" แล้ว

                เห็นมั้ย........

                ไม่มีอะไรสับสน-ยุ่งยากเลย ธนาธรไม่จำเป็นต้องเสียอารมณ์ 

                ปิยบุตรก็ไม่จำเป็นเลกเชอร์กฎหมายหน้าจอเป็น "ขุนจ้อท่วมทุ่ง" เอะอะก็งัดกฎหมายสยายเขี้ยวขู่คนไปทั่ว

                รอแป๊บนึง.......

                แค่ กกต.เรียก "สำเนาบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น" ที่เรียกกันว่า บอจ.๕ จาก "กรมพัฒนาธุรกิจการค้า" มาดู ก็จบแล้ว!

                "เอกสารหลักฐานทางราชการ" เป็นตัวชี้ขาด เพราะ บอจ.๕ นี้ แต่ละบริษัท เมื่อประชุมสามัญประจำปีแล้ว ต้องยื่นกรมพัฒนาธุรกิจการค้าทุกปี

                ใครบ้างถือหุ้น ถือคนละเท่าไหร่ จากหมายเลขหุ้นไหนถึงไหน ต้องระบุหมด

                และ บอจ.๕ นี้ แต่ละบริษัทกรอกเอง ยื่นเอง เมื่อยื่นแล้ว ถือเป็นหลักฐานทางราชการ

                ธนาธรว่าโอนวันที่ ๘ มกรา กกต.เปิด เขาก็จะรู้เองจาก บอจ.๕ ว่า หุ้นหมายเลขของธนาธรโอนให้แม่เรียบร้อยแล้วเมื่อ ๘ มกรา

                หรือในช่องวันลงทะเบียนผู้ถือหุ้น ลงโอนกันเมื่อ ๒๑ มีนา ๖๒ ตามเอกสารหลักฐานที่ "สำนักข่าวอิศรา" เปิดเผย

                หลักใหญ่มีว่า ต้องยึดรายชื่อผู้ถือหุ้นตาม บอจ.๕ เป็นยุติ

                ส่วน "สมุดทะเบียนผู้ถือหุ้น" เป็นเรื่องภายใน 

                จะทำกันเอง เขียนกันเอง เซ็นกันเอง ระหว่างคนซื้อ-คนขาย หาใครซักคนเป็นพยานโละเมียะ ก็ทำได้ ปีละเป็นร้อยหนก็ได้

                พูดง่ายๆ "เรื่องของมึง" แต่ใช้เป็นเอกสารหลักฐานทางราชการไม่ได้ 

                ต่อเมื่อประชุมสามัญประจำปีแล้ว ที่กรรมการคัดลอกจากสมุดทะเบียนผู้ถือหุ้น ลง บอจ.๕ ไปยื่นกรมฯ นั่นแหละ ตรงนี้ เป็นหลักฐานยืนยันทางราชการ!

                ประเด็นอื่น เป็นเรื่อง "หัวหมอ" ก็แถลกไถล กลบประเด็นให้ไขว้เขวกันไป เรื่องนี้ไม่ยากสำหรับ กกต.สรุปชี้ขาด

                ที่เห็นทำกันยอกย้อนซ่อนเงื่อนโดยไม่จำเป็นนั้น ต้องระวัง ใคร-บริษัทไหนก็ตาม ถ้าสร้างหลักฐานนำไปสู่ "แจ้งเท็จ"

                ระวัง "คุก"!

                เพราะอย่าลืม ถ้ามีการประชุมวิสามัญ ต้องมีหนังสือนัดประชุมไปถึงผู้ถือหุ้นล่วงหน้า ๗ วัน และหนังสือนั้น ต้องส่งไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับ

                ตบแต่งวัน "ย้อนหน้า-ย้อนหลัง" เผลอๆ ตายน้ำตื้น ตรงหลักฐาน "นัดประชุม" นี่ด้วย

                จบดีกว่า! 

วันพุธที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2562

ร้องเอาผิดเพื่อไทยพปชร.วันนี้

ศรีสุวรรณจ่อยื่น กกต.สอบ พปชร.-พท. มีหุ้นสื่อผนวกเอาผิดเลขา พปชร.หาเสียงสัญญาว่าจะให้

           นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย เปิดเผยว่า วันนี้ (1 พ.ค.62) เวลา 10.00 น. สมาคมฯจะเดินทางไปยื่นคำร้องต่อ กกต. เพื่อตรวจสอบการเป็นเจ้าของหรือผู้ถือหุ้นในกิจการหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนของผู้สมัครรับเลือกตั้งและว่าที่ สส. ของพรรคพลังประชารัฐและพรรคเพื่อไทย ซึ่งเมื่อตรวจสอบยืนยันกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ โดยตรวจสอบหนังสือบริคณห์สนธิ ทะเบียนนิติบุคคล รวมถึงวัตถุประสงค์ของการจัดตั้งบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนจำกัดแล้วพบว่า มีผู้สมัครรับเลือกตั้งและว่าที่ สส. ของพรรคพลังประชารัฐและพรรคเพื่อไทยจำนวนหนึ่ง มีรายชื่อเป็นเจ้าของหรือผู้ถือหุ้นในกิจการหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชน ซึ่งอาจถือได้ว่าเป็นบุคคลผู้มีลักษณะต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตาม ม.98(3) ของรัฐธรรมนูญ 2560 ประกอบ ม.42(3) แห่ง พรป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. 2561
          นอกจากนั้น ยังมีประชาชนร้องเรียนเข้ามาเป็นจำนวนมากเพื่อขอให้ยื่นคำร้องตรวจสอบและวินิจฉัยเอาผิดกรณี นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ เลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ ได้ขึ้นเวทีปราศรัยหาเสียงให้กับผู้สมัคร สส. พรรคพลังประชารัฐและหาเสียงให้กับพรรคพลังประชารัฐที่อำเภอบ้านหมี่ จังหวัดลพบุรี โดย สัญญาว่าจะเพิ่มเงินบัตรคนจน เข้าข่าย “เสนอให้ สัญญาว่าจะให้” อันเป็นการฝ่าฝืนมาตรา 73(1) และหรือ (2) ประกอบมาตรา 158 แห่งพรป.ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 2561หรือไม่ด้วย
           โดยสมาคมฯจะเดินทางไปยื่นคำร้องต่อ กกต. ในวันพุธที่ 1 พ.ค.62 เวลา 10.00 น. ณ สำนักงาน กกต. ศูนย์ราชการ อาคาร B ถ.แจ้งวัฒนะ หลักสี่ กทม. นายศรีสุวรรณกล่าวในที่สุด