PR
วันศุกร์ที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2557
ครม.ประยุทธ1สมคิดVsหม่อมอุ๋ย
วันพุธที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2557
เปิดจดหมาย เจมส์ โฟลีย์ ถึงครอบครัว ก่อนถูก กลุ่ม ISIS ฆ่าตัดหัว
เจมส์ โฟลีย์ ส่งจดหมายถึงครอบครัว ก่อนถูก กลุ่ม ISIS ฆ่าตัดหัว รำลึกความหลัง พร้อมขอกำลังจากทุกคน หากมีชีวิตรอดหวังจะกลับไปหา
ปชป.แจงข่าว"ชวน"โคขุน
วันอังคารที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2557
กรณี ปตท./ปิยะสวัสดิ์(โปรดใช้วิจารณญานในการอ่าน)
Peter Anti-Abhisit
ปิยะสวัสดิ์ ประธานบอร์ด ปตท คนของพรรคประชาธิปัตย์ หนึ่งในกรรมการ กปปส วันนี้พยายามผลักดันเอาสมบัติของชาติ ที่เป็นท่อก๊าซทั้งใต้ดิน ใต้ทะเล ที่ปตท ได้มาเพราะใช้สิทธิที่เป็นรัฐวิสาหกิจของรัฐ (ก่อนกระจายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์) ใช้สิทธิเวนคืน บังคับขายที่ดินทั่วประเทศ โดยเงินภาษีคนไทยซื้อ จากนั้นตอนนี้ ปิยะสวัสดิ์ เร่งที่จะเอาสมบัติของชาติ มากระจายหุ้น ทั้ง ๆ ที่มีคำสั่งศาลปกครองให้คืนท่อก๊าซทั้งหมดเป็นของแผ่นดิน
ผมภูมิใจที่ไม่เคยเสร่ออยากเป็น กปปส เทียบกับพวกที่ใกล้ชิดแกนนำ แต่พอถึงเวลาเรียกตัวเองว่า เป็นทั้งพันธมิตรและกปปส (ไอ้ควาย) แล้วไม่เคยสักนิดที่จะเปลี่ยนแปลงจุดยืน ใครโกงชาติ บ้านเมือง สารเลวหมด ไม่ต้องมาวัดว่าคนไหนโกงน้อย ยังพอทน ดังนั้นเวลาผมบุกเข้าไปด่าพวกหางแดง มันไม่รู้จะเอาอะไรมาด่าผมกลับ หรือเวลาเข้าไปถามในเพจประชาธิปัตย์ มันก็จะทำได้แค่รีบลบแล้วบล๊อค
วันนี้ ประชาชนที่สู้จริง ๆ เหลือน้อยมาก ไอ้อีพวกบลูสกายไม่ต้องไปหวังพึ่งพวกควายพวกนี้ (ขอโทษครับ ไม่รู้จะเรียกพวกนี้ว่ายังไง) มันไม่รู้จะชัดเจนอะไรไปกว่านี้ งานนี้มันแท๊คทีม ทั้งโบรกเกอร์ นักวิชาการสารเลว ทหารชั่ว นายธนาคาร กลุ่มทุนพลังงาน ข้าราชการระดับสูง ทุกวงการ จะพวกตุลาการ พวกกระทรวงการคลัง และอีกเพียบ แล้วก็หลวงลุง กับสมุน รวมถึงนักการเมืองทุกขั้ว ทุกพรรค มันรวมหัวกันจะเอาท่อก๊าซให้ได้ นี่ไง ที่พวกเอ็งไปนั่งตากแดด เรียกร้องควาย ๆ จะปฏิรูป 7 เดือน ในที่สุดได้อะไรขึ้นมา ตายฟรี เจ็บฟรี บางคนยังเอาเงินไปคล้องคอพวกสารเลวพวกนี้อีก
วิกฤติ การบินไทยรักคุณเท่าฟ้า
การบินไทยรักคุณเท่าฟ้า ...... วิกฤติหนักจากฝีมือ ของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ส่งดร.เคโระเข้ามาพร้อมป้าอลิสซาเบธ เข้ามาขยำให้เละ ทุบหุ้น ดันแอร์เอเซียผงาด เคยเตือนตั้งแต่แรก เรื่องแผนชั่ว เตรียมขายทิ้งให้ทุนสิงคโปร์ จนถึงตอนนี้ ยังไม่มีการเอาผิดดร..เคโระ ม่ายเข้าใจ ยังสุขสบายดี มีตำแหน่ง หย่ายโต แล้วที่นางยกเช่าเหมาลำ 50 กว่าเที่ยว ไปเที่ยวตอแหลต่างประเทศ เคลียร์บัญชีหนี้ หรือยัง
ลุงตู่สั่งตั้ง ทีมฟื้นฟูการบินไทย เร่งดำเนินการแต่งตั้ง คณะอนุกรรมการเพื่อทบทวน กำหนดยุทธศาสตร์ และปรับโครงสร้างธุรกิจของ THAI ให้สามารถแข่งขันได้ในระยะยาว หลังถูกซุปเปอร์บอร์ด ตีกลับมา ดิ้นแก้ปัญหาสภาพคล่อง จ่อขอกู้ออมสิน 7 พันล้าน และกู้ผ่านคลังอีก 2 หมื่นล้านบาท จ่ายค่าจัดหาเครื่องบิน ล่วงหน้า หากคลัง–ออมสินไม่ให้กู้ ผุดแผน 2 กู้เครดิตไลน์จากสถาบันการเงิน 5 แห่ง ราว 19,000 ล้านบาท แต่แนวทางนี้ จะสร้างภาระต้นทุนการเงินให้บริษัทมาก เพราะอัตราดอกเบี้ยเงินกู้สูง ถึง 4% สูงกว่าต้นทุนดอกเบี้ยกู้ยืม ปัจจุบันของบริษัทที่อยู่ในอัตรา 0.25% เท่านั้น
นายอำพน ประธานบอร์ด และนายสรจักร DD อ้างขาดทุน เพราะอุตสาหกรรมการบิน มีการแข่งขันสูง ฟังดูไม่เป็นเหตุเป็นผล ในยุคของ ปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์ ทำกำไรได้ แต่ ดร.เคโระ ใช้อำนาจบอร์ดเลิกจ้าง ผู้บริหารทำกำไรให้ บริษัทอ้างว่าสื่อสารกันไม่ได้ ปลายปี 55 ได้สรจักรเข้ามาแทน พอสื่อสารกับประธาน จากที่เคยได้กำไรกลับขาดทุนทันตาเห็น
ปัญหาการขาดทุน ส่วนหนึ่งมาจาก การบินไทย คือมีภาระพิเศษต้องดูแลรักษา เครื่องบินแอร์บัส A 340-500 จำนวน 4 ลำ ยุคทักษิณซื้อมา ให้บริการเส้นทางบินตรงกรุงเทพฯ- นิวยอร์ก ปี 2548 แต่หลังจากเปิดบินได้ประมาณ 3 ปี ต้องยกเลิกให้บริการ เพราะว่าประสบปัญหาขาดทุนต่อเนื่องกว่า 7 พันล้านบาท ที่ผ่านมาการบินไทย พยายามขายเครื่องบินทั้ง 4 ลำ ขึ้นป้ายขายลำละ 66 ล้านดอลลาร์ แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่สามารถขายได้ "บอร์ดไม่กล้าอนุมัติขาย เพราะราคาขายใน ตลาดเครื่องบินมือสอง ลดลงกว่า 50% ของมูลค่า ตอนซื้อมาลำละ 55.75 ล้านดอลลาร์ มีผู้ขอซื้อเหมือนกัน ให้ราคา 23 ล้านดอลลาร์ ปัจจุบันจอดทิ้งไว้ ที่ท่าอากาศยานดอนเมือง โดยเครื่องบิน 3 ลำแรก ยังคงมีภาระผูกพัน ทางทางการเงินอยู่ เพราะจัดหาโดยวิธี Financial Lease
ส่วนกรณีไม่ขายเครื่องบิน การบินไทย ต้องทยอยรับรู้ผล ขาดทุนจากการด้อยค่าปีละกว่า 1.3 พันล้านบาท เพื่อให้มูลค่าเครื่องบิน เป็นศูนย์ และ Write off จากงบดุล ณ สิ้นปี 2561 รวมเป็นผลขาดทุนจาก การด้อยค่า 6.8 พันล้านบาท
แนวทางที่ดีที่สุด คือ ต้องกล้าตัดสินใจขาย หากยังเก็บไว้มูลค่า จะลดลงต่อเนื่อง เพราะไม่มีผู้สนใจซื้อ ล่าสุด สิงคโปร์ แอร์ไลน์ส ได้ปรับปรุงเครื่องรุ่นนี้ ให้เป็นชั้นธุรกิจทั้งลำ แต่ไม่ประสบความสำเร็จ ต้องขายคืนผู้ผลิตแลก กับการซื้อเครื่องรุ่นใหม่ที่ใช้งานได้คุ้มค่ากว่า
ผลดำเนินการออกมา เป็นตัวแดงอย่าไปโทษพนักงาน ชี้นิ้วไปที่ผู้บริหาร โดยเฉพาะบอร์ด ทรงอำนาจมหาศาล แตกต่างจากบอร์ด รัฐวิสาหกิจอื่น ที่ทำกำไร ยกตัวอย่างปตท. บอร์ดและประธานบอร์ด เพียงกำกับดูแลนโยบาย ไม่ลงมาจุ้นจ้านให้ขบวนการปฏิบัติงานเสีย ยิ่งบอร์ดมาตามใบสั่งการเมือง ใช้อำนาจทางการเมือง ที่เกี่ยวข้องรายได้ และงานจัดซื้อจัดจ้าง หลายหมื่นล้านบาท !!!!!
วันศุกร์ที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2557
รัฐบาลทหารของ"พล.อ.ประยุทธ์"
แม้ตลอด 2 เดือนที่ผ่านมา พล.อ.ประยุทธ์ จะโชว์ศักยภาพให้เห็นว่าไม่เป็นรองใครเท่าใด ทั้งพฤติกรรม และวาทกรรมที่แสดงออกผ่านรายการ “คืนความสุขให้คนในชาติ” ก็ดี ในการประชุมสภาคอตั้งหลังตรง ก็ดี ถือว่าเข้าถึงหัวใจคนไทยได้ไม่น้อย แต่ปัญหาจากวันนี้ มันแตกต่างไปจากเดิม
ทว่า วันนี้ประดาแกนนำคนเสื้อแดง ก็ออกมาเรียกร้องให้เลิกกฎอัยการศึก คืนความเป็นธรรมให้ทุกฝ่าย ทั้งยังเชื่อว่ารัฐบาลใหม่ ของ พล.อ.ประยุทธ์ จะไร้การตรวจสอบ ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องเกินความคาดหมายอีกเช่นเคย เพราะสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ก็คงทำหน้าที่เป็นเด็กดี เหมือนอย่างงานของ พล.อ.ประยุทธ์ จึงไม่ง่ายนัก การเข้ามาเป็นนายกรัฐมนตรีในสถานการณ์ไม่ปกติ อาจจะไม่ต้องใช้ขั้นตอน ตามวิถีทางระบอบ ประชาธิปไตย แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า การเข้ามาเป็น ผู้นำประเทศ สำคัญกว่าการเข้ามา เพื่อทำประโยชน์ อันหนึ่งอันใดให้แก่ประเทศ
การวางยาฆ่า ล้างเผ่าพันธุ์ และบางราย "ตายยกครัว" ตามมาตรา 20 ที่ฝังชิปไว้ในมาตรา 8 รธน.มัดตราสัง"ขังตาย" 220 นักเลือกตั้ง ...
เป็นผู้เปิดประเด็น นำร่องว่า "รัฐธรรมนูญปกครองชั่วคราว" พ.ศ.2557 มาตรา 8 และมาตรา 20 กลายเป็นเงื่อนไขพิเศษ มิต่างอะไรกับโซ่ตรวนเส้นใหญ่ จองจำนักการเมือง บ้านเลขที่ 111 และ 109 เต็มสารบบจำนวน 220 คน "ตายสนิท" หมดสิทธิรับตำแหน่ง ทั้ง "สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ-คณะรัฐมนตรี-สภาปฏิรูปแห่งชาติ"
วันจันทร์ที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2557
ทุบสถิต !!! "บิ๊กตู่" โซโลพูดเร็ว 194 คำ/นาที -คว่ำแชมป์เก่าอย่าง "เฉลิม"
งบปี 58 ผ่านฉลุย สนช. ตั้ง กมธ.พิจารณางบ 50 คน
#สายตรงภาคสนาม
วันศุกร์ที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2557
แด่ ... สนธิ ลิ้มทองกุล
ถ้าแกะประโยคออกมาแบบคำต่อคำ ท่านบอกเอาไว้ยังงี้ว่า “นายสนธิได้ถูกจำคุกมานานเกือบสัปดาห์แล้ว จึงเชื่อว่าน่าจะทำใจและปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมภายในเรือนจำได้ และทางญาติก็ไม่เคยมาขอร้องอะไรเป็นพิเศษ ส่วนอาการเจ็บป่วยโรคประจำตัวของนายสนธิก็ไม่น่าห่วง หากเกิดกรณีฉุกเฉิน ทางเรือนจำมีทีมแพทย์พร้อมให้การช่วยเหลือทันที” คือเป็นการแสดงความคิด ความเห็น แบบกว้างๆ ไปตามภาระหน้าที่ความรับผิดชอบ ซึ่งก็ไม่ได้มีอะไรเสียหาย และก็ไม่ได้มีอะไรที่เป็นประโยชน์ต่อคุณ สนธิ หรือญาติ มิตร มากมายซักเท่าไหร่นัก...
แต่ที่อดไม่ได้ที่จะต้องหยิบเอามาพูดถึงก็คือว่า...อันที่จริงถ้าหากคุณ วิทยา ท่านเป็น ลูกหม้อ กรมราชทัณฑ์ เคยรับรู้เรื่องราวต่างๆ ในคุกมาโดยตลอด ท่านน่าจะพอรับทราบได้ว่า คนอย่างคุณ สนธิ ลิ้มทองกุล นั้น ถือเป็นผู้ที่คุ้นเคยกับคุก กับเรือนจำ มาในชนิดที่แทบไม่ต้องเสียเวลาปรับตัวใดๆ เอาเลยก็ว่าได้ แค่ถอดกางเกงขายาวใส่กางเกงขาสั้น หิ้วถุงเสื้อผ้าไม่กี่ชุด ก็สามารถบินปร๋อเข้าไปเรือนจำ ทักทายกับคนโน้น คนนี้ ได้สบายๆ แถมอาจหันมาสั่งสอนให้คนที่เป็นห่วง เป็นใย รู้จัก ทำใจ และ ปรับตัว รับอารมณ์ความรู้สึกที่หดหู่ เจ็บปวดรวดร้าวแทนตัวเองได้ซะอีกต่างหาก...
-------------------------------------------------
เพราะตั้งแต่กว่า 30 หรือเกือบจะ 40 ปีมาแล้ว...คุณ สนธิ ท่านก็เคยเข้าไปนอนเขลงในเรือนจำ นับเป็นเดือนๆ หรือเกือบครึ่งปีเห็นจะได้ แถมยังเป็นเรือนจำดั้งเดิมที่ทุกวันนี้ถูกรื้อทิ้งไปแล้ว เรียกว่า...ทั้งโทรม ทั้งน่าหดหู่ น่าทุเรศเวทนาเป็นอันมาก แต่ สนธิ ลิ้มทองกุล นั้นก็ยังคงเป็น สนธิ ลิ้มทองกุล ตามแบบฉบับของแท้และดั้งเดิมตั้งแต่เล็กจนโต หรือตั้งแต่หนุ่มจนแก่นั่นแหละ เท่าที่ ท่านขุนน้อย มีโอกาสแวะไปเยี่ยมท่านมาตั้งแต่ครั้งนั้น แทนที่จะได้สีหน้าแววตาของคนที่กำลัง ทำใจ หรือคนที่กำลัง ปรับตัว ท่านกลับออกอาการเอิ๊กๆ อ๊ากๆ หัวร่อร่วนเป็นไข่เค็ม พร้อมที่จะยืนหยัดอยู่กับจุดยืนในแบบ ไม่มี-ไม่หนี-ไม่จ่าย ไปโดยตลอด...
พูดง่ายๆ ว่า...ถ้าหากย้อนอดีตกลับไปแค่ไม่กี่สิบปี ความเป็น นักหนังสือพิมพ์ กับ การติดคุก นั้น ถือเป็นเรื่องปกติธรรมดาจนแทบอาจเรียกว่าเป็น คนละเรื่องเดียวกัน เอาเลยก็ว่าได้ แม้ว่าบางครั้ง บางครา อาจไม่ใช่การติดคุกอันเนื่องมาจากข้อหาทางการเมืองไปซะทั้งหมด หรือไม่ใช่คดีหมิ่นประมาท ที่เกิดจากการวิพากษ์ วิจารณ์ ใครต่อใครในหนังสือของตน แต่การทำหนังสือพิมพ์ หรือการประกอบ ธุรกิจทางปัญญา ภายใต้สังคมที่เต็มไปด้วยความอับตันปัญญามานานนับเป็นศตวรรษๆ นั้น โอกาสที่จะเจริญรุ่งเรือง มีเงิน มีทอง มีอำนาจ จนแทบไม่ต้องเสียเวลามาติดคุกนั้น ยังไงๆ มันย่อมเป็นไปได้อยู่แล้วแน่ๆ...
โดยเฉพาะถ้าหากนักหนังสือพิมพ์เหล่านั้น ไม่คิดจะหาเศษ หาเลย ไม่คิดจะเอารัด-เอาเปรียบสังคม ด้วยการจำหน่ายจ่ายแจก ยาพิษ ภายใต้ยี่ห้อความเป็นหนังสือพิมพ์ หรือความเป็นสื่อมวลชนใดๆ ก็แล้วแต่ โอกาสที่คว้าเงิน คว้าทอง มาได้เป็นกอบเป็นกำ คว้าอำนาจ บารมี จนนักการเมือง ทหาร ตำรวจ ฯลฯ ต้องหันมาศิโรราบ ยอมอ่อนน้อม ค้อมหัว หอบของขวัญ ช่อดอกไม้ ไปให้ทุกๆ วันเกิด วันแต่งงาน วันโกนจุกของลูกๆ หลานๆ ต้องเรียกว่า...แทบเป็นไปไม่ได้โดยเด็ดขาด ...!!!
และเผอิญว่า...ตั้งแต่เล็กจนโต หรือตั้งแต่หนุ่มจนแก่ นักหนังสือพิมพ์อย่างคุณ สนธิ ลิ้มทองกุล ท่านไม่ค่อยเป็นมวยเป็นเอาซะเลย ในเรื่องการหันมาทำมาหารับประทานด้วยการออกหนังสือประเภทหนังสือโป๊ หนังสือแหกตา หนังสือประเภทมอมเมาผู้คนในสังคมที่เดิมทีก็เมาๆ อยู่แล้ว ให้เมาหนักยิ่งขึ้นไปอีก คือท่านโตมาจากหนังสือประเภทที่เรียกว่า แนวคุณภาพ ยังไงๆ ก็ต้องหาทางสอดแทรกสติ ปัญญา ความรู้สึกนึกคิดในด้านที่เป็นประโยชน์ให้แก่ผู้คนในสังคมมาโดยตลอด เพราะฉะนั้น โอกาสที่จะเจ๊ง...กับ...เจ๊ง ทุนหายกำไรหด เดี๋ยวกำไร เดี๋ยวขาดทุน ล้มลุกคลุกคลานมาตั้งแต่เล็กจนโต พลาดท่าติดคุกตอนหนุ่มแล้วยังต้องมาติดคุกตอนแก่ซะอีก ก็ด้วยเหตุที่ท่านยังคงยืนหยัดอยู่ในจุดเดิมๆ ของตัวเอง อย่างไม่คิดจะเปลี่ยนแปรเอาเลยแม้แต่น้อยนั่นเอง...
ถึงแม้ว่าโดยบุคลิกส่วนตัวของท่านนั้น...จะก่อให้เกิดความหวาน ความเปรี้ยว สำหรับใครต่อใครไปตามรสนิยมของใครก็ของมัน มีทั้งคนรัก คนเกลียด มีทั้งผู้ชื่นชมและชิงชังอยู่เป็นจำนวนไม่น้อย แต่ถ้ามองถึง ภาพรวม ในความเป็นตัวตนของท่านแล้ว สิ่งที่ท่านได้ทำไว้ให้กับชาติ บ้านเมือง กับสังคม หรือแม้แต่ปัจเจกบุคคลในแต่ละรายแล้ว ล้วนนำมาซึ่ง ประโยชน์ ที่เหนือกว่า โทษ ใดๆ อย่างชนิดแทบนำมาเทียบกันไม่ได้ พูดง่ายๆ ว่า...ถ้าหากไม่มี ความกล้า หรือ ลูกบ้า ของคนอย่าง สนธิ ลิ้มทองกุล เป็นตัวจุดประกายแล้ว ป่านนี้...เราทั้งหลายคงต้องตกอยู่ใน ทศวรรษแห่งความมืดมน ไปอีกนาน...
ด้วยเหตุนี้...ถึงแม้ว่า กฎหมายย่อมต้องเป็นกฎหมาย แต่ภาพของผู้ซึ่งมุ่งมั่นจะทำประโยชน์ และเคยทำประโยชน์ให้กับสังคมครั้งแล้ว ครั้งเล่า กลับต้องมาติดคุก ติดตะราง ครั้งแล้ว ครั้งเล่า ถูกลอบฆ่า ถูกข่มขู่ คุกคาม ครั้งแล้ว ครั้งเล่า จนแทบหาความสงบในชีวิตแทบไม่เจอ แม้กระทั่งแก่ๆ ใกล้จะแง้มฝาโลงเข้าไปทุกที อันนี้...ต้องยอมรับว่า ออกจะเป็นอะไรที่น่าหดหู่เอามากๆ ยิ่งไม่รู้ว่าตั้งแต่ชาติปางก่อนคุณ สนธิ ท่านได้กระทำกรรมอะไรเอาไว้ ชาตินี้...เลยต้องเจอกับทั้ง กฎหมู่ และ กฎหมาย โดยแทบไม่ได้รับอานิสงส์จาก “กฎแห่งกรรม” ตามกรรมดีที่ท่านได้เคยกระทำเอาไว้ไม่น้อย...
ปิดท้ายด้วยวาทะวันนี้จาก Sanskrit saying... “When thou go away from here, no one will follow thee. Only the good and thy evil deeds, they will follow thee wherever thou goes.- เมื่อท่านลาจากโลกนี้ไป ไม่มีผู้ใดจะไปกับท่าน มีแต่กรรมดีและกรรมชั่วเท่านั้นที่จะติดตามท่านไปทุกหนทุกแห่ง...”.
ท่านขุนน้อย ไทยโพสต์
Friday, 15 August, 2014
15ส.ค.1945วันจักรพรรดิ/องค์เทพ/เทนโนะ ฮิโรฮิโตะ ประกาศยอมแพ้สงคราม
ปวศ นอกตำรา จากเมืองหลวงเก่าเกียวโต
หนึ่ง)
วันจักรพรรดิ/องค์เทพ/เทนโนะ ฮิโรฮิโตะ ประกาศยอมแพ้สงคราม
หลังจาก ประธานาธิบดี ทรูแมน ส่งปรมาณูสองลูก ไปถล่มฮิโรชิมา/นากาซากิ
นายพล แมคอาเธอร์ เข้ายึดครองญี่ปุ่น
เชิญให้จักรพรรดิไปเฝ้า ยืนถ่ายรูป คู่กัน
แมคอาเธอร์ กำหนดให้จักรพรรดิยอมรับ ดังนี้
ข. ยกเลิก กม หมิ่นฯ ที่ใช้รุนแรงโดยทหาร ยุคสงคราม
ค. ห้ามมีกองทัพ
ง. ห้ามเกณฑ์ทหาร
จ. จับผู้นำทหาร ขึ้นศาลอาชญากร ตัดสินแขวนคอ นรม โตโจ (ที่ชิงฆ่าตัวตายไม่ทัน)
ฉ. ให้มีรัฐธรรมประชาธิปไตย มีพรรคการเมือง มีเลือกตั้ง
สามารถฟื้นตัวได้โดยไม่ยากนัก
และกลายเป็นหนึ่งในประเทศ อารยะ ประชาธิปไตย สมัยใหม่)
หนึ่งวันหลังจากนั้น ในสยามประเทศไทย ของเรา
16 สิงหาคม 2488/1945
ประเทศไทย โดย ฯพณฯ ปรีดี พนมยงค์ ผุ้สำเร็จราชการฯ
"ประกาศสันติภาพ" Declaration of Peace
นำประเทศเข้าร่วมกับฝ่ายสัมพันธมิตร และสหประชาชาติ
ปวศ นอกตำรานี้
ชี้ให้เห็นว่า ประเทศไทย ไม่ถูกยึดครอง ไม่ถูกยุบกองทัพ
ไม่ถูกยกเลิกการเกณฑ์ทหาร
ไม่ถูกให้ปฏิเสธฐานะองค์เทพ/เทนโนะ/จักรพรรดิ
ไม่มีอาชญากรสงคราม ถูกประหารชีวิตแขวนคอ ฯลฯ
ก็เพราะ คุณูปการของ "ขบวนการเสรีไทย"
แต่ "วันสันติภาพ" 16 สิงหา
ก็เป็นวันที่รัฐไทย รัฐบาลไทย ผู้นำ/อีลีตไทย
ไม่ลืม ก็ทำเป็นลืม (ครับ)
ปฏิรูปรัฐราชการ คอลัมน์ ใบตองแห้ง
ปฏิรูปรัฐราชการ คอลัมน์ ใบตองแห้ง
ไชโย ดีใจจัง ที่ได้เห็นการ "คิกออฟ" ปฏิรูปประเทศไทย "วันประวัติศาสตร์" ไม่เคยมีตั้งแต่เปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 นับเป็นบุญวาสนาได้เกิดมายุคนี้
แต่จะว่า 82 ปี ไม่เคยมีปฏิรูปคงไม่ใช่มั้ง เราปฏิรูปประเทศปฏิรูปการเมืองมาทุกสมัย ประวัติศาสตร์ยุคใกล้ก็ 14 ตุลา พฤษภา 35 รัฐธรรมนูญ 40 แม้กระทั่งสงครามสี มองแง่ดีคือพัฒนาประชาธิปไตยครั้งยิ่งใหญ่ คนเกินครึ่งประเทศเอาเป็นเอาตายอยากมีส่วนร่วมทางการเมือง นี่สิไม่เคยเห็นมาก่อนจริงๆ
กระนั้นก็จริงว่ามีบางสิ่งไม่ เคยปฏิรูป ตั้งแต่ก่อตั้งรัฐชาติสมัย ร.5 นั่นคือระบบบริหารราชการแผ่นดิน กับทางรถไฟ 2 อย่างนี้อยู่มาร้อยกว่าปีไม่เคยเปลี่ยน
บางคนอาจเถียงว่าเราปฏิรูประบบราชการตั้งหลายครั้ง จริงๆ แล้วไม่ใช่ เป็นแค่การเพิ่มส่วนราชการให้สอดคล้องกับสังคมที่เปลี่ยนไป แต่โครงสร้าง หลักคิด วิถีปฏิบัติ วัฒนธรรม ไม่เคยเปลี่ยน "ระบบราชการ" ยังไงก็ยังงั้น ยังรวมศูนย์อำนาจไว้ส่วนกลาง ยังสั่งการจากบนลงล่าง ยังอยู่ใต้ทัศนะความมั่นคงแบบหนึ่งเดียว ยังติดกรอบประเพณี ระเบียบหยุมหยิม เทอะทะ ปรับตัวยาก และท้ายที่สุดก็เน่าใน
อ้าวก็ที่ประณามคอร์รัปชั่นระบาดทุกวงการ จะโทษนักการเมืองฝ่ายเดียวข้าราชการไม่เกี่ยวหรือ
รัฐราชการสร้างขึ้นสมัยร.5 เพื่อความเข้มแข็งของระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ในช่วงเพิ่งก่อตั้งรัฐชาติและ ต้องปกป้องตัวเองจากนักล่าอาณานิคม ร้อยกว่าปีผ่านไปการเมืองการปกครองเปลี่ยนแต่โครงสร้างนี้ไม่เปลี่ยน หลัง 2475 คณะราษฎรมีอำนาจสั้นๆ แล้วปกครองโดยรัฐทหาร ซึ่งยิ่งรวมศูนย์อำนาจในยุคสงครามเย็น เมื่อนักการเมืองจากเลือกตั้งขึ้นมามีอำนาจ ก็รับช่วงรัฐ Bureaucracy ไปสั่งซ้ายหันขวาหัน โครงสร้างอำนาจจากศูนย์กลางทำให้ผู้ชนะเลือกตั้งกินรวบเป็น Zero Sum Game เสียงข้างน้อยหรือประชาชนในพื้นที่ต่างๆ แทบไม่มีโอกาสทัดทานการตัดสินใจ
ทิศทางปฏิรูปประเทศไทยวันนี้ จึงต้องปฏิรูประบบราชการและกระจายอำนาจ ลดการรวมศูนย์อำนาจ นี่ไม่ได้จำขี้ปากนักวิชาการเสื้อแดงที่ไหน แต่ ศ.จรัส สุวรรณมาลา ผู้อยู่ข้างเวที กปปส.ท่านเรียกร้องตลอดมา เสียดายพวกเรียกหา "สภาประชาชน" คนอื่นๆ ไม่รู้หายไปไหน หรือมัวดีใจที่ได้ สนช.
ทิศทางปฏิรูปประเทศไทยวันนี้ต้องลดอำนาจนักการเมือง ใช่ แต่พูดให้ถูกก็คือลดอำนาจรัฐ กระจายอำนาจให้ประชาชนตัดสินใจ ไม่ใช่ Retro กลับไปเพิ่มอำนาจให้รัฐราชการ
มันประหลาดที่คนส่วนหนึ่งคิด สวนทาง เกลียดนักการเมืองแล้วเห็นข้าราชการสัตย์ซื่อเสียสละ เห็นเป็นระบบคุณธรรมมีความรู้ความสามารถ ขอเพียงขจัดอำนาจจากเลือกตั้ง ประเทศชาติจะวัฒนาสถาพร
การขจัดอำนาจนักการเมืองในมิติ ประชาธิปไตยก็คือขจัดอำนาจประชาชนผู้ใช้สิทธิเลือกตั้ง ขจัดอำนาจตัวเอง ไม่ว่าห้ามนักการเมืองเสนอนโยบาย ห้ามแต่งตั้งโยกย้าย แม้ในความเป็นจริงนักการเมืองใช้อำนาจโดยมิชอบ แต่ทำไมไม่คิดไปข้างหน้า ออกแบบหาวิธีให้นักการเมืองเป็นตัวแทนผลประโยชน์ผู้ใช้สิทธิเลือกตั้ง ทำไมคิดถอยหลัง โค่นนักการเมืองให้ระบบราชการเป็นใหญ่
ระบอบการปกครองเมื่อ 40-50 ปีที่แล้วไม่ใช่เฟอร์นิเจอร์ Vintage ที่จะกลับไปบ้าเห่อกันได้ นี่มันเรื่องโครงสร้างไม่ใช่ของแต่งบ้านให้ดู "เป็นไทย"
ทิศทางปฏิรูปประเทศจึงต้องกระจายอำนาจให้องค์กร ปกครองท้องถิ่น ไม่ใช่แช่แข็งองค์กรปกครองท้องถิ่น ต้องเพิ่มอำนาจให้ดูแลบริการพื้นฐาน การศึกษา สาธารณสุข สิ่งแวดล้อม บรรเทาสาธารณภัย ฯลฯ โดยไม่คิดแบบราชการว่า นักการเมืองท้องถิ่นซื้อเสียงโกงกิน "ประชาชนผู้โง่เขลา" ดูแลตัวเองไม่ได้ เพราะประชาธิปไตยจะเห็นผลทันตาเมื่อเป็นผลประโยชน์ใกล้ตัว เมื่อเป็นโรงเรียนลูก ค่ารักษาพยาบาลพ่อแม่ บ่อขยะข้างบ้าน ฯลฯ จะไม่รู้จักใช้สิทธิเลือกตั้งก็ให้รู้ไป
ทิศทางปฏิรูปประเทศ จึงต้องปฏิรูประบบราชการ ไม่ใช่มัวปลูกฝัง "คุณธรรม" แต่ต้องสร้าง "ประชาธิปไตยในองค์กร" ปฏิรูปโครงสร้างและวัฒนธรรมขุนนาง "นายสั่ง" จากบนลงล่าง ให้มีการมอบอำนาจ แบ่งหน้าที่รับผิดชอบ สามารถตรวจสอบจากล่างขึ้นบน คิดความดีความชอบจากผลงาน ไม่อย่างนั้น ขจัดอำนาจนักการเมืองแต่งตั้งโยกย้าย แต่ "นาย" ยังเล่นเส้นสายอุปถัมภ์ จะมีประโยชน์อะไร
ทัศนะ "เจ้าคนนายคน" อาจลดลงไม่เหมือนสมัยผมเป็นเด็ก แต่ระบบราชการก็ยังมี "นาย" มี "ท่าน" ไปตรวจงานต่างจังหวัดต่างกับนักการเมืองตรงไหน ลูกน้องยังต้องแห่มาต้อนรับหัวคำนับมือกุมไข่ นี่ไม่ใช่ประชาธิปไตย
ประชาธิปไตย ไม่ต้องการรัฐที่ใหญ่โต รวบอำนาจ ตัดสินแทนประชาชนแทบทุกอย่างแบบ "คุณพ่อรู้ดี" อันนี้ไม่ควร อันนั้นไม่เหมาะ ทีหลังอย่าทำ ประชาธิปไตยต้องการรัฐที่กะทัดรัด มีประสิทธิภาพ บริการประชาชนให้ตัดสินผลประโยชน์ วิถีชีวิต อนาคต ของตัวเอง
เราพัฒนาประชาธิปไตยมาไกลจนประชาชนนับสิบๆ ล้านคน ลุกฮือขึ้นมาขัดแย้งกันทางการเมือง ต่างฝ่ายต่างอยากมีอำนาจตัดสินใจ แล้วอยู่ๆ จะกลับไปเป็น "ผู้ถูกปกครอง" อย่างมีความสุข อย่างนั้นหรือ
สรุปรายชื่อผู้เสียชีวิตจากตึก 6 ชั้นถล่ม @ คลองหก ปทุมฯรวม 14 ราย
1.น.ส.ณัฐมน โคกแปะ อายุ 17 ปี
2.ด.ช.สิทธิพันธ์ อายุ 4 ปี(บุตร น.ส.ณัฐมน)
3.นายเชษฐา กำพูชาติ อายุ 39 ปี
4.นายใกล้รุ่ง ทับครบุรี
5.นางเพียบ มงคล
6.นายสิทธิโชค แกมมะณี อายุ 18 ปี
7.นายธนากร ตรีเมฆ อายุ 16 ปี
8.นางสุนีย์ เหล่าว่าน
9.นายดนัย สุขสม อายุ 32 ปี (พี่ชายนายธวัชชัย)
10.นายอิมเฮือ อายุ 32 ปี ชาวกัมพูชา
11.นายพี (ยะเพ่ง) อายุ 20 ปี ชาว กัมพูชา
12.นายโอ้ยอุย ชาวกัมพูชา อายุ 27 ปี
13.นายธวัชชัย สุขสม อายุ24 ปี (สามีน.ส.ณัฐมน)
14. นายพุฒ โคกแปะ อายุ45ปี (บิดาน.ส.ณัฐมน)










