PR

@@ในความเคลื่อนไหวของสถานการณ์ที่ปรากฎเป็น"ข่าว"และ"ไม่เป็นข่าว"พยายามสแกนย่นย่อมานำเสนอและเป็นไว้เป็นฐานข้อมูลสังเคราะห์สถานการณ์ ที่นี่ "ข่าวที่ไม่เป็นข่าว"

วันศุกร์ที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2557

ครม.ประยุทธ1สมคิดVsหม่อมอุ๋ย

ครม. ประยุทธ์ 1 “ดร.สมคิด” ปะทะ “ม.ร.ว.ปรีดิยาธร” ชื่อ รมว.คลัง พลิกเพราะพิษ”ทักษิณ” ลุ้น 22 ชื่อ ร่วมคณะรัฐมนตรี

Date: 28 สิงหาคม 2014

ปัจจัยชี้ขาด เสถียรภาพของรัฐบาล “ประยุทธ์ 1” อาจไม่ใช่ปมปัญหาการเมือง-ความมั่นคง แต่เป็นประเด็นปัญหาเศรษฐกิจ วาระร้อน ที่รอชงขึ้นโต๊ะคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในอีกไม่เกิน 7 วัน ข้างหน้านี้

ทั้งปมปัญหาการบริหารสต็อกสินค้าเกษตร บุกตลาดการส่งออก การสร้างความเชื่อมั่นกับนักลงทุนต่างประเทศ และฟื้นฟูการท่องเที่ยว บริหารฐานะการเงิน-การคลังของประเทศ และการออกแบบนโยบายประชานิยม ให้สอดคล้องกับบริบททางการเมือง-เศรษฐกิจ ก่อนจะมีการเลือกตั้งทั่วไปในปลายปี 2558 และมีรัฐบาลใหม่ในภาวะประเทศคืนสู่ความปกติ ในช่วงต้นปี 2559

ทั้งหมดนี้ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับ “คณะรัฐมนตรี” จำนวน 35 คน ตามรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวเท่านั้น แต่ยังขึ้นอยู่กับหน้าตา-ภาพลักษณ์ และสไตล์การบริหารประเทศ ในนามของ “ทีมเศรษฐกิจ” ทั้งองคาพยพ ซึ่งเข้าร่วมเป็นทั้งบุคคลเบื้องหน้า-เบื้องหลัง ที่จะร่วมขับเคลื่อนประเทศ

คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) จึงต้องเร่งแปรรูปขบวน บริหารงานบุคคล สับเปลี่ยนโยกย้ายกำลังคนใหม่อีกครั้ง นอกจากขยับบรรดาคณะนายพล คสช. พาเหรดเข้าสู่คณะรัฐมนตรี ยังมีการขยายฐานจากทีมก่อตั้ง ที่มีคณะที่ปรึกษา คสช. 10 คน เปลี่ยนถ่ายอำนาจสู่การเป็นคณะรัฐมนตรี ประกอบด้วยประธาน พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ, พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา, ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล, นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์, นายณรงค์ชัย อัครเศรณี, นายวิษณุ เครืองาม, นายยงยุทธ ยุทธวงศ์, พล.อ.อ.อิทธิพร ศุภวงศ์, พล.อ.นพดล อินทปัญญา และ พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ


นอกจากนี้ยังมี “ทีมเศรษฐกิจ” ที่เป็น “แบ็คอัพ” ให้กับ “ครม. ประยุทธ์ 1” ภายใต้คณะกรรมการนโยบายและกำกับดูแลรัฐวิสาหกิจ หรือซูเปอร์บอร์ด 17 คน ซึ่งในองค์คณะนี้ มีชื่อระดับ นายบัณฑูร ล่ำซำ, นายบรรยง พงษ์พานิช, นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล, นายรพี สุจริตกุล และนายวิรไท สันติประภพ และปลัดกระทรวงด้านเศรษฐกิจ รวมทั้ง นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ ในฐานะฝ่ายเสนาธิการด้านเศรษฐกิจ จากสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติหรือสภาพัฒน์ฯ ซึ่งทีมนี้ มีการประชุมอย่างใกล้ชิดกับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. ตลอดช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา

เมื่อ พล.อ.ประยุทธ์ เปล่งวาจาต่อสาธารณะว่า จะทูลเกล้าฯ รายชื่อคณะรัฐมนตรี ตามโรดแมปเดิม คือภายในเดือนกันยายน และจัดทีมทหารเข้าร่วม “ตรวจสอบคุณสมบัติ” ว่าที่รัฐมนตรี ร่วมกับสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ทำให้บุคคลเบื้องหลังที่มีบทบาทการบริหารประเทศในช่วงเปลี่ยนผ่านอำนาจรัฐประหารในด้านเศรษฐกิจ ซึ่งมี 2 ทีม 2 แนวคิด ชัดเจน เป็น 2 ขั้ว มาโดยตลอด จึงเร่งเครื่องในการเดินหน้า ผลักดันคนของฝ่ายตนเองเข้าไปนั่งในคณะรัฐมนตรี

ชื่อในโผคณะรัฐมนตรีที่ผันผวนมากที่สุด จึงเป็น “ทีมเศรษฐกิจ” ที่ฝ่ายหนึ่งผลักดันโดย ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล ผู้มีเครือข่ายหนาแน่นกับ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ และอีกฝ่ายหนึ่งผลักดันนำเสนอโดย นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ที่แนบแน่นกับ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา อดีตผู้บัญชาการทหารบก ขุนพลคู่ใจ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ องคมนตรี อดีตนายกรัฐมนตรี

โดย ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล จะเคลื่อนตัวจากที่ปรึกษา คสช. เป็นหัวหน้าทีมเศรษฐกิจ ขณะที่นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ จะปักหลักเป็น 1 ใน 15 คณะ คสช. ที่ทำงานควบคู่กับคณะรัฐมนตรี

ตำแหน่งที่ชัดเจนที่สุด และเป็นความขัดแย้งแบบคลื่นใต้น้ำมากที่สุด ระหว่างฝ่าย “ม.ร.ว.ปรีดิยาธร” กับฝ่าย “นายสมคิด” คือ เก้าอี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง

ฝ่าย ม.ร.ว.ปรีดิยาธร ต้องการผลักดัน นายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในยุค “ยิ่งลักษณ์ 1” ที่เมื่อพ้นจากตำแหน่ง ได้มีการวิจารณ์รัฐบาลเพื่อไทยอย่างเข้มข้น ฝ่ายนายสมคิดต้องการผลักดันนายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ กรรมการบริหารธนาคารไทยพาณิชย์และอดีตกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย

เบื้องหลังชื่อของบุคคลทั้งสอง จึงผลัดกันพลิกขึ้นพาดหัวหนังสือพิมพ์ในช่วงที่ผ่านมา ท่ามกลางข่าวร้าวลึก เมื่อมีอีเมลฉบับหนึ่งส่งตรงถึง พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ มีข้อความทำนองว่า ในช่วงที่ผ่านมา นายอภิศักดิ์และเจ้าสัวหมายเลขต้นๆ ของเมืองไทย ได้เดินทางไปพบ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่ฮ่องกง ทำให้ชื่อ”อภิศักดิ์”หลุดจากโผไป 2 วัน แต่หลังจากนั้นมี “ข้อมูลใหม่” พิสูจน์ว่าอีเมลลึกลับดังกล่าวเป็นอีเมลที่ถูกเซ็ตขึ้นและเป็นเรื่องที่ไม่มีมูล ชื่อ”อภิศักดิ์”จึงกลับมาอยู่ในโผอีกครั้ง พร้อมข่าวที่ว่า นายพลคนสำคัญได้โทรศัพท์ไปขอโทษนายอภิศักดิ์ และชักชวนให้กลับเข้าสู่ตำแหน่ง แต่”อภิศักดิ์”ซึ่งไม่ปราถนาตำแหน่งตั้งแต่ต้นได้ตอบปฏิเสธ

ชื่อนายสมหมาย ภาษี อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลังในยุค พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ จึงมาปรากฏในโผคณะรัฐมนตรีล่าสุด แทนที่ทั้ง 2 ชื่อ

ข้อมูล ณ วันที่ 28 สิงหาคม 57 รายชื่อบุคคล ที่อยู่ในโผคณะรัฐมนตรี “ประยุทธ์ 1” จึงประกอบด้วย

1. พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร รองนายกรัฐมนตรี ควบกระทรวงการต่างประเทศ
2. พล.ร.อ.ณรงค์ พิพัฒนาศัย รองนายกรัฐมนตรี
3. พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รองนายกรัฐมนตรี ควบกระทรวงคมนาคม
4. พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว รองนายกรัฐมนตรี
5. ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล รองนายกรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจ
6. พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย
7.พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม
8. นายสมหมาย ภาษี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง
9. พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์
10. นายจักรมณฑ์ ผาสุกวนิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม
11. นายณรงค์ชัย อัครเศรณี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน
12. นายปีติพงศ์ พึ่งบุญ ณ อยุธยา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์
13. พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
14. นายพรชัย รุจิประภา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร
15. นางกษมา วรวรรณ ณ อยุธยา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ
16. นพ.รัชตะ รัชตะนาวิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข
17. นายยงยุทธ ยุทธวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์
18. นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์
19. นายสุธี มากบุญ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย

ทั้งนี้ ในเช้าวันที่ 28 สิงหาคม 2557 มีข้าราชการและนักธุรกิจ ยื่นหนังสือลาออกจากสมาชิกสภานิติบัญญัติ (สนช.) ถึง 4 คน ประกอบด้วย นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) นายณรงค์ชัย อัครเศรณี นางกอบกาญจน์ สุริยสัตย์ วัฒนวรางกูร และ นพ.รัชตะ รัชตะนาวิน

ขณะที่ นายพรชัย รุจิประภา ผู้มีชื่ออยู่ในโผ ตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ได้ขอลาออกจากการเป็นกรรมการ ประธานกรรมการ และประธานคณะกรรมการลงทุนของบริษัท ผลิตไฟฟ้า จำกัด (มหาชน) หรือ เอ็กโก้ มีผลวันที่ 28 สิงหาคม 2557

และมีข้าราชการระดับปลัดกระทรวง ลาออกจากบอร์ดรัฐวิสาหกิจ 1 คน คือ พล.อ.สุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ ปลัดกระทรวงกลาโหม ในฐานะประธานกรรมการบริหาร อสมท ได้ยื่นใบลาออกจากคณะกรรมการบริหาร (บอร์ด) อสมท แล้ว

โดยจะมีการแต่งตั้ง นายเทวินทร์ วงศ์วานิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) (ปตท.สผ.) มาทำหน้าที่แทน

รายชื่อที่อยู่ในโผคณะรัฐมนตรีทั้ง 19 ชื่อ และข้าราชการระดับปลัดกระทรวง ที่ลาออกจาก สนช. และลาออกจากบอร์ดรัฐวิสาหกิจ ลาออกจากองค์กรธุรกิจ วันที่ 28 สิงหาคม 2557 ทั้ง 22 ชื่อ ต้องลุ้นการปรากฏเป็นชื่อจริง-ตัวจริง ในอีกไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้านี้…โปรดรออีกครั้งหนึ่ง!




 

วันพุธที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2557

เปิดจดหมาย เจมส์ โฟลีย์ ถึงครอบครัว ก่อนถูก กลุ่ม ISIS ฆ่าตัดหัว

เปิดจดหมาย เจมส์ โฟลีย์ ถึงครอบครัว ก่อนถูก กลุ่ม ISIS ฆ่าตัดหัว
เจมส์ โฟลีย์ ส่งจดหมายถึงครอบครัว ก่อนถูก กลุ่ม ISIS ฆ่าตัดหัว รำลึกความหลัง พร้อมขอกำลังจากทุกคน หากมีชีวิตรอดหวังจะกลับไปหา
สำนักข่าวต่างประเทศ ได้มีการเปิดเผยจดหมายฉบับสุดท้ายของเจมส์ โฟลีย์ นักข่าวอเมริกัน ที่เขียนถึงครอบครัว ก่อนที่จะถูกกลุ่มรัฐอิสลาม หรือ ไอเอสในซีเรียฆ่าตัดคออย่างโหดเหี้ยมเมื่อสัปดาห์ก่อน โดยข้อความในจดหมายได้บรรยายถึงความทรงจำที่มีกับพ่อแม่ พี่น้อง และเพื่อนๆ รวมถึงบรรยากาศสภาพห้องขังที่มีคนถูกขังรวมกัน 18 คนด้วย
“ถึงครอบครัวและเพื่อนๆ
ผมจำได้ถึงตอนไปห้างกับพ่อ ขี่จักรยานไกลมากกับแม่ ผมนึกถึงช่วงเวลาแสนสุขกับครอบครัว เป็นสิ่งที่ช่วยพาผมออกจากเรือนจำแห่งนี้ การฝันถึงครอบครัวและเพื่อนพาผมไปได้ และเติมเต็มความสุขในหัวใจ
ผมรู้ว่าทุกคนคิดถึงผมและสวดภาวนาให้ผม ผมขอบคุณจริงๆ ผมรู้สึกว่าทุกคนเป็นคนพิเศษ ผมสวดภาวนาให้ทุกคนเข้มแข็งและมีศรัทธา ผมรู้สึกจริงๆว่า ผมสัมผัสทุกคนได้ในความมืดที่ผมสวดภาวนาอยู่นี้
พวกเรา 18 คนถูกขังอยู่ในเรือนจำเดียวกัน ซึ่งดีกับผมนะ เราเป็นเพื่อนกันและสนทนากันไม่รู้จักจบสิ้นเกี่ยวกับภาพยนตร์ เรื่องจิปาถะ กีฬา เราเล่นเกมจากเศษของต่างๆ ที่เจอในคุก เราหาทางทำตารางหมากรุกและทำตัวหมากรุกมาเล่นได้ แถมยังมีทัวร์นาเมนต์แข่งขันกันด้วย
บางวันใช้เวลาวางแผนกันเลยว่าวันต่อไปจะเล่นเกมหรือบรรยายความกันเรื่องอะไร การเล่นเกมและบรรยายความรู้ให้กันช่วยให้เราฆ่าเวลาไปได้ ช่วยได้มากจริงๆ เราเล่าเรื่องซ้ำและหัวเราะกันเพื่อคลายความเครียด
ผมมีช่วงเวลาที่อ่อนแอและเข้มแข็ง เราต่างยินดีมากเมื่อมีใครก็ตามได้อิสรภาพ แม้ว่าเราเองก็ปรารถนาในอิสรภาพนั้นอย่างยิ่ง เราพยายามให้กำลังใจกันและกระตุ้นความเข้มแข็งให้กัน เราต่างมีอาหารที่ดีขึ้นและทุกๆ วัน เรามีชา และบางวันมีกาแฟ ผมเริ่มน้ำหนักขึ้นบ้างหลังจากปีที่แล้วลดลงไป
ผมคิดถึงพี่น้องของผม ผมจำได้ตอนเล่นมนุษย์หมาป่ากันในความมืดกับไมเคิล และการผจญภัยต่างๆ ผมคิดถึงตอนไล่แม็ตตี้และทีไปรอบๆ ห้องครัว นั่นทำให้ผมมีความสุขตอนที่นึกถึง ถ้ามีเงินเหลือในบัญชีธนาคารล่ะก็ ผมอยากให้ไมเคิลกับแมตธิวนะ ฉันภูมิใจในตัวนายนะ ไมเคิล และขอบคุณมากกับความทรงจำในวัยเยาว์เกี่ยวกับนายและคริสตี้สำหรับผู้ใหญ่ที่มีความสุขคนนี้
และสำหรับพี่จอห์นผมสนุกมากตอนไปหาพี่และเครสในเยอรมนีขอบคุณที่ต้อนรับขับสู้ผม ผมคิดถึงโรโร่ และพยายามจินตนาการว่าแจ๊กหน้าตาเป็นอย่างไร ผมหวังว่าเขาจะได้บุคลิกจากโรโร่นะ
และมาร์ก ภูมิใจในตัวนายเหมือนกันนะ ฉันคิดว่านายอยู่ฝั่งตะวันตก หวังว่านายจะเล่นสโนว์บอร์ดและแคมปิ้งอยู่ ที่คิดถึงเป็นพิเศษคือช่วงเวลาที่เราไปคอเมดี้ คลับ ในบอสตัสด้วยกัน และร่ำลากอดกันหลังจากนั้น เป็นช่วงเวลาที่ทำให้ฉันมีความหวัง
เคที่ ภูมิใจกับเธอมากๆ เธอเป็นคนที่เข้มแข็งที่สุด และเก่งที่สุดในพี่น้องเรา ฉันคิดว่าเธอทำงานหนักอยู่ การช่วยคนในฐานะพยาบาล ฉันดีใจมากที่เราส่งข้อความคุนกันก่อนฉันจะถูกจับ ฉันสวดภาวนาว่าจะได้ไปงานแต่งงานของเธอ ตอนนี้ฉันพูดเหมือนแกรมมี่ไหมล่ะ
แกรมมี่ อย่าลืมกินยานะ ไปเดินและเต้นรำบ้าง ผมตั้งใจจะพาไปหามาร์การิตา ถ้าผมได้กลับบ้าน เข้มแข็งไว้นะ เพราะผมต้องการความช่วยเหลือจากทุกคนที่จะเรียกชีวิตกลับคืนมา
จิม”

ปชป.แจงข่าว"ชวน"โคขุน

คำชี้แจง

สืบเนื่องจากคอลัมน์ โครงร่าง ตำนานคน หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับวันที่ 24 สิงหาคม 2557 และคอลัมน์การต์ตูนเซีย ในหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ฉบับวันที่ 27 สิงหาคม 2557 กล่าวพาดพิงนายชวน หลีกภัย ประธานสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ โดยอ้างถึงคำกล่าวในงาน มอ.วิชาการ ที่มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตสุราษฎร์ธานี เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2557 ความตอนหนึ่งว่า .. “พืชผลสินค้าเกษตรในภาคใต้มีราคาตกต่ำมาก ซึ่งควรจะหาวิธีช่วยเหลือเกษตรกรให้มีอาชีพเสริม เช่น การเลี้ยงโคขุน ซึ่งจากที่เคยไปพบคนไทยในมาเลเซียแนะนำว่าพื้นที่ภาคใต้ มีโอกาสมาก การเลี้ยงโคขุนจะง่ายกว่าและทางมาเลเซียรับไม่อั้น”

พรรคประชาธิปัตย์ ขอชี้แจงดังต่อไปนี้ จากคำกล่าวของนายชวน เป็นการแสดงความคิดเห็นและให้ความรู้กับสถาบัน ในการช่วยกันศึกษาแนวทางพัฒนาคุณภาพชีวิตเกษตรกรชาวสวนยาง ซึ่งได้มีการยกตัวอย่างจากการเดินทางไปประเทศมาเลเซีย ได้พบปะอดีตเกษตรกรชาวสวนยางคนไทย ที่ได้ไปประกอบอาชีพปศุสัตว์ โดยเกษตรกรคนดังกล่าวได้ยกตัวอย่างอาชีพการเลี้ยงโคขุนเพื่อเศรษฐกิจว่า น่าจะมีความเหมาะสมกับภูมิประเทศและวัฒนธรรมของคนใต้

ดังนั้นนายชวน จึงได้นำแนวคิดนี้กลับมาเสนอในโอกาสดังกล่าว มิได้เป็นการเชิญชวนให้เกษตรกรเปลี่ยนอาชีพจากการปลูกยางแต่อย่างใดแต่ต้องการให้เกษตรกรมีรายได้เสริม ซึ่งคำแนะนำดังกล่าวถือเป็นแนวปฏิบัติของนักการเมืองที่ไม่เคยทอดทิ้งประชาชน โดยมีการแสวงหาโอกาสที่จะสามารถพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนไทยอยู่เสมอ

พรรคฯ จึงขอเรียกร้องให้ ผู้ที่อ้างตนเองว่าเป็นสื่อ แต่มีพฤติกรรมมุ่งจับผิด ทำร้าย บิดเบือนเจตนารมย์การช่วยเหลือประชาชน ขอให้หยุดการกระทำนั้นเสียและหันมาให้ความร่วมมือกับทุกภาคส่วน เพื่อให้ประเทศเดินหน้า ควรทำหน้าที่ติเพื่อก่อ เพื่อให้สมกับที่เรียกตัวเองว่าสื่อมวลชน

ทั้งนี้ขอยืนยันว่าตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาแกนนำของพรรคประชาธิปัตย์ อาทิ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายชินวรณ์ บุญยเกียรติ ก็ได้ออกเสนอมาตรการแก้ปัญหาราคายางอย่างต่อเนื่อง พรรคฯไม่เคยทิ้งปัญหาของพี่น้องประชาชน ไม่ว่าจะรัฐบาลชุดใดก็ตาม ‪#‎DemocratTH‬

วันอังคารที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2557

กรณี ปตท./ปิยะสวัสดิ์(โปรดใช้วิจารณญานในการอ่าน)

Peter Anti-Abhisit

ปิยะสวัสดิ์ ประธานบอร์ด ปตท คนของพรรคประชาธิปัตย์ หนึ่งในกรรมการ กปปส วันนี้พยายามผลักดันเอาสมบัติของชาติ ที่เป็นท่อก๊าซทั้งใต้ดิน ใต้ทะเล ที่ปตท ได้มาเพราะใช้สิทธิที่เป็นรัฐวิสาหกิจของรัฐ (ก่อนกระจายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์) ใช้สิทธิเวนคืน บังคับขายที่ดินทั่วประเทศ โดยเงินภาษีคนไทยซื้อ จากนั้นตอนนี้ ปิยะสวัสดิ์ เร่งที่จะเอาสมบัติของชาติ มากระจายหุ้น ทั้ง ๆ ที่มีคำสั่งศาลปกครองให้คืนท่อก๊าซทั้งหมดเป็นของแผ่นดิน


ผมภูมิใจที่ไม่เคยเสร่ออยากเป็น กปปส เทียบกับพวกที่ใกล้ชิดแกนนำ แต่พอถึงเวลาเรียกตัวเองว่า เป็นทั้งพันธมิตรและกปปส (ไอ้ควาย) แล้วไม่เคยสักนิดที่จะเปลี่ยนแปลงจุดยืน ใครโกงชาติ บ้านเมือง สารเลวหมด ไม่ต้องมาวัดว่าคนไหนโกงน้อย ยังพอทน ดังนั้นเวลาผมบุกเข้าไปด่าพวกหางแดง มันไม่รู้จะเอาอะไรมาด่าผมกลับ หรือเวลาเข้าไปถามในเพจประชาธิปัตย์ มันก็จะทำได้แค่รีบลบแล้วบล๊อค


วันนี้ ประชาชนที่สู้จริง ๆ เหลือน้อยมาก ไอ้อีพวกบลูสกายไม่ต้องไปหวังพึ่งพวกควายพวกนี้ (ขอโทษครับ ไม่รู้จะเรียกพวกนี้ว่ายังไง) มันไม่รู้จะชัดเจนอะไรไปกว่านี้ งานนี้มันแท๊คทีม ทั้งโบรกเกอร์ นักวิชาการสารเลว ทหารชั่ว นายธนาคาร กลุ่มทุนพลังงาน ข้าราชการระดับสูง ทุกวงการ จะพวกตุลาการ พวกกระทรวงการคลัง และอีกเพียบ แล้วก็หลวงลุง กับสมุน รวมถึงนักการเมืองทุกขั้ว ทุกพรรค มันรวมหัวกันจะเอาท่อก๊าซให้ได้ นี่ไง ที่พวกเอ็งไปนั่งตากแดด เรียกร้องควาย ๆ จะปฏิรูป 7 เดือน ในที่สุดได้อะไรขึ้นมา ตายฟรี เจ็บฟรี บางคนยังเอาเงินไปคล้องคอพวกสารเลวพวกนี้อีก

Peter Anti-Abhisit

ปิยะสวัสดิ์ ประธานบอร์ด ปตท คนของพรรคประชาธิปัตย์ หนึ่งในกรรมการ กปปส วันนี้พยายามผลักดันเอาสมบัติของชาติ ที่เป็นท่อก๊าซทั้งใต้ดิน ใต้ทะเล ที่ปตท ได้มาเพราะใช้สิทธิที่เป็นรัฐวิสาหกิจของรัฐ (ก่อนกระจายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์) ใช้สิทธิเวนคืน บังคับขายที่ดินทั่วประเทศ โดยเงินภาษีคนไทยซื้อ จากนั้นตอนนี้ ปิยะสวัสดิ์ เร่งที่จะเอาสมบัติของชาติ มากระจายหุ้น ทั้ง ๆ ที่มีคำสั่งศาลปกครองให้คืนท่อก๊าซทั้งหมดเป็นของแผ่นดิน 

ผมภูมิใจที่ไม่เคยเสร่ออยากเป็น กปปส เทียบกับพวกที่ใกล้ชิดแกนนำ แต่พอถึงเวลาเรียกตัวเองว่า เป็นทั้งพันธมิตรและกปปส (ไอ้ควาย) แล้วไม่เคยสักนิดที่จะเปลี่ยนแปลงจุดยืน ใครโกงชาติ บ้านเมือง สารเลวหมด ไม่ต้องมาวัดว่าคนไหนโกงน้อย ยังพอทน ดังนั้นเวลาผมบุกเข้าไปด่าพวกหางแดง มันไม่รู้จะเอาอะไรมาด่าผมกลับ หรือเวลาเข้าไปถามในเพจประชาธิปัตย์ มันก็จะทำได้แค่รีบลบแล้วบล๊อค 

วันนี้ ประชาชนที่สู้จริง ๆ เหลือน้อยมาก ไอ้อีพวกบลูสกายไม่ต้องไปหวังพึ่งพวกควายพวกนี้ (ขอโทษครับ ไม่รู้จะเรียกพวกนี้ว่ายังไง) มันไม่รู้จะชัดเจนอะไรไปกว่านี้ งานนี้มันแท๊คทีม ทั้งโบรกเกอร์ นักวิชาการสารเลว ทหารชั่ว นายธนาคาร กลุ่มทุนพลังงาน ข้าราชการระดับสูง ทุกวงการ จะพวกตุลาการ พวกกระทรวงการคลัง และอีกเพียบ แล้วก็หลวงลุง กับสมุน รวมถึงนักการเมืองทุกขั้ว ทุกพรรค มันรวมหัวกันจะเอาท่อก๊าซให้ได้ นี่ไง ที่พวกเอ็งไปนั่งตากแดด เรียกร้องควาย ๆ จะปฏิรูป 7 เดือน ในที่สุดได้อะไรขึ้นมา ตายฟรี เจ็บฟรี บางคนยังเอาเงินไปคล้องคอพวกสารเลวพวกนี้อีก

วิกฤติ การบินไทยรักคุณเท่าฟ้า


การบินไทยรักคุณเท่าฟ้า ...... วิกฤติหนักจากฝีมือ ของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ส่งดร.เคโระเข้ามาพร้อมป้าอลิสซาเบธ เข้ามาขยำให้เละ ทุบหุ้น ดันแอร์เอเซียผงาด เคยเตือนตั้งแต่แรก เรื่องแผนชั่ว เตรียมขายทิ้งให้ทุนสิงคโปร์ จนถึงตอนนี้ ยังไม่มีการเอาผิดดร..เคโระ ม่ายเข้าใจ ยังสุขสบายดี มีตำแหน่ง หย่ายโต แล้วที่นางยกเช่าเหมาลำ 50 กว่าเที่ยว ไปเที่ยวตอแหลต่างประเทศ เคลียร์บัญชีหนี้ หรือยัง

ลุงตู่สั่งตั้ง ทีมฟื้นฟูการบินไทย เร่งดำเนินการแต่งตั้ง คณะอนุกรรมการเพื่อทบทวน กำหนดยุทธศาสตร์ และปรับโครงสร้างธุรกิจของ THAI ให้สามารถแข่งขันได้ในระยะยาว หลังถูกซุปเปอร์บอร์ด ตีกลับมา ดิ้นแก้ปัญหาสภาพคล่อง จ่อขอกู้ออมสิน 7 พันล้าน และกู้ผ่านคลังอีก 2 หมื่นล้านบาท จ่ายค่าจัดหาเครื่องบิน ล่วงหน้า หากคลัง–ออมสินไม่ให้กู้ ผุดแผน 2 กู้เครดิตไลน์จากสถาบันการเงิน 5 แห่ง ราว 19,000 ล้านบาท แต่แนวทางนี้ จะสร้างภาระต้นทุนการเงินให้บริษัทมาก เพราะอัตราดอกเบี้ยเงินกู้สูง ถึง 4% สูงกว่าต้นทุนดอกเบี้ยกู้ยืม ปัจจุบันของบริษัทที่อยู่ในอัตรา 0.25% เท่านั้น

นายอำพน ประธานบอร์ด และนายสรจักร DD อ้างขาดทุน เพราะอุตสาหกรรมการบิน มีการแข่งขันสูง ฟังดูไม่เป็นเหตุเป็นผล ในยุคของ ปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์ ทำกำไรได้ แต่ ดร.เคโระ ใช้อำนาจบอร์ดเลิกจ้าง ผู้บริหารทำกำไรให้ บริษัทอ้างว่าสื่อสารกันไม่ได้ ปลายปี 55 ได้สรจักรเข้ามาแทน พอสื่อสารกับประธาน จากที่เคยได้กำไรกลับขาดทุนทันตาเห็น

ปัญหาการขาดทุน ส่วนหนึ่งมาจาก การบินไทย คือมีภาระพิเศษต้องดูแลรักษา เครื่องบินแอร์บัส A 340-500 จำนวน 4 ลำ ยุคทักษิณซื้อมา ให้บริการเส้นทางบินตรงกรุงเทพฯ- นิวยอร์ก ปี 2548 แต่หลังจากเปิดบินได้ประมาณ 3 ปี ต้องยกเลิกให้บริการ เพราะว่าประสบปัญหาขาดทุนต่อเนื่องกว่า 7 พันล้านบาท ที่ผ่านมาการบินไทย พยายามขายเครื่องบินทั้ง 4 ลำ ขึ้นป้ายขายลำละ 66 ล้านดอลลาร์ แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่สามารถขายได้ "บอร์ดไม่กล้าอนุมัติขาย เพราะราคาขายใน ตลาดเครื่องบินมือสอง ลดลงกว่า 50% ของมูลค่า ตอนซื้อมาลำละ 55.75 ล้านดอลลาร์ มีผู้ขอซื้อเหมือนกัน ให้ราคา 23 ล้านดอลลาร์ ปัจจุบันจอดทิ้งไว้ ที่ท่าอากาศยานดอนเมือง โดยเครื่องบิน 3 ลำแรก ยังคงมีภาระผูกพัน ทางทางการเงินอยู่ เพราะจัดหาโดยวิธี Financial Lease

ส่วนกรณีไม่ขายเครื่องบิน การบินไทย ต้องทยอยรับรู้ผล ขาดทุนจากการด้อยค่าปีละกว่า 1.3 พันล้านบาท เพื่อให้มูลค่าเครื่องบิน เป็นศูนย์ และ Write off จากงบดุล ณ สิ้นปี 2561 รวมเป็นผลขาดทุนจาก การด้อยค่า 6.8 พันล้านบาท

แนวทางที่ดีที่สุด คือ ต้องกล้าตัดสินใจขาย หากยังเก็บไว้มูลค่า จะลดลงต่อเนื่อง เพราะไม่มีผู้สนใจซื้อ ล่าสุด สิงคโปร์ แอร์ไลน์ส ได้ปรับปรุงเครื่องรุ่นนี้ ให้เป็นชั้นธุรกิจทั้งลำ แต่ไม่ประสบความสำเร็จ ต้องขายคืนผู้ผลิตแลก กับการซื้อเครื่องรุ่นใหม่ที่ใช้งานได้คุ้มค่ากว่า

ผลดำเนินการออกมา เป็นตัวแดงอย่าไปโทษพนักงาน ชี้นิ้วไปที่ผู้บริหาร โดยเฉพาะบอร์ด ทรงอำนาจมหาศาล แตกต่างจากบอร์ด รัฐวิสาหกิจอื่น ที่ทำกำไร ยกตัวอย่างปตท. บอร์ดและประธานบอร์ด เพียงกำกับดูแลนโยบาย ไม่ลงมาจุ้นจ้านให้ขบวนการปฏิบัติงานเสีย ยิ่งบอร์ดมาตามใบสั่งการเมือง ใช้อำนาจทางการเมือง ที่เกี่ยวข้องรายได้ และงานจัดซื้อจัดจ้าง หลายหมื่นล้านบาท !!!!!

การบินไทยรักคุณเท่าฟ้า ...... วิกฤติหนักจากฝีมือ ของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ส่งดร.เคโระเข้ามาพร้อมป้าอลิสซาเบธ  เข้ามาขยำให้เละ ทุบหุ้น  ดันแอร์เอเซียผงาด เคยเตือนตั้งแต่แรก เรื่องแผนชั่ว เตรียมขายทิ้งให้ทุนสิงคโปร์ จนถึงตอนนี้ ยังไม่มีการเอาผิดดร..เคโระ ม่ายเข้าใจ ยังสุขสบายดี มีตำแหน่ง หย่ายโต  แล้วที่นางยกเช่าเหมาลำ 50 กว่าเที่ยว  ไปเที่ยวตอแหลต่างประเทศ เคลียร์บัญชีหนี้ หรือยัง  

ลุงตู่สั่งตั้ง ทีมฟื้นฟูการบินไทย  เร่งดำเนินการแต่งตั้ง คณะอนุกรรมการเพื่อทบทวน กำหนดยุทธศาสตร์ และปรับโครงสร้างธุรกิจของ THAI ให้สามารถแข่งขันได้ในระยะยาว หลังถูกซุปเปอร์บอร์ด ตีกลับมา ดิ้นแก้ปัญหาสภาพคล่อง จ่อขอกู้ออมสิน 7 พันล้าน และกู้ผ่านคลังอีก 2 หมื่นล้านบาท จ่ายค่าจัดหาเครื่องบิน ล่วงหน้า หากคลัง–ออมสินไม่ให้กู้ ผุดแผน 2 กู้เครดิตไลน์จากสถาบันการเงิน 5 แห่ง ราว 19,000 ล้านบาท แต่แนวทางนี้ จะสร้างภาระต้นทุนการเงินให้บริษัทมาก เพราะอัตราดอกเบี้ยเงินกู้สูง ถึง 4% สูงกว่าต้นทุนดอกเบี้ยกู้ยืม ปัจจุบันของบริษัทที่อยู่ในอัตรา 0.25% เท่านั้น 

นายอำพน  ประธานบอร์ด และนายสรจักร DD  อ้างขาดทุน เพราะอุตสาหกรรมการบิน มีการแข่งขันสูง ฟังดูไม่เป็นเหตุเป็นผล  ในยุคของ ปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์ ทำกำไรได้  แต่ ดร.เคโระ ใช้อำนาจบอร์ดเลิกจ้าง ผู้บริหารทำกำไรให้ บริษัทอ้างว่าสื่อสารกันไม่ได้ ปลายปี 55 ได้สรจักรเข้ามาแทน พอสื่อสารกับประธาน จากที่เคยได้กำไรกลับขาดทุนทันตาเห็น
 
ปัญหาการขาดทุน ส่วนหนึ่งมาจาก การบินไทย คือมีภาระพิเศษต้องดูแลรักษา เครื่องบินแอร์บัส A 340-500 จำนวน 4 ลำ ยุคทักษิณซื้อมา  ให้บริการเส้นทางบินตรงกรุงเทพฯ- นิวยอร์ก ปี 2548 แต่หลังจากเปิดบินได้ประมาณ 3 ปี ต้องยกเลิกให้บริการ เพราะว่าประสบปัญหาขาดทุนต่อเนื่องกว่า 7 พันล้านบาท ที่ผ่านมาการบินไทย พยายามขายเครื่องบินทั้ง 4 ลำ ขึ้นป้ายขายลำละ 66 ล้านดอลลาร์ แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่สามารถขายได้  "บอร์ดไม่กล้าอนุมัติขาย   เพราะราคาขายใน ตลาดเครื่องบินมือสอง ลดลงกว่า 50% ของมูลค่า ตอนซื้อมาลำละ 55.75 ล้านดอลลาร์  มีผู้ขอซื้อเหมือนกัน  ให้ราคา 23 ล้านดอลลาร์  ปัจจุบันจอดทิ้งไว้ ที่ท่าอากาศยานดอนเมือง โดยเครื่องบิน 3 ลำแรก ยังคงมีภาระผูกพัน ทางทางการเงินอยู่ เพราะจัดหาโดยวิธี Financial Lease

ส่วนกรณีไม่ขายเครื่องบิน การบินไทย ต้องทยอยรับรู้ผล ขาดทุนจากการด้อยค่าปีละกว่า 1.3 พันล้านบาท เพื่อให้มูลค่าเครื่องบิน เป็นศูนย์ และ Write off จากงบดุล ณ สิ้นปี 2561 รวมเป็นผลขาดทุนจาก การด้อยค่า 6.8 พันล้านบาท  

แนวทางที่ดีที่สุด คือ ต้องกล้าตัดสินใจขาย หากยังเก็บไว้มูลค่า จะลดลงต่อเนื่อง เพราะไม่มีผู้สนใจซื้อ ล่าสุด สิงคโปร์ แอร์ไลน์ส ได้ปรับปรุงเครื่องรุ่นนี้ ให้เป็นชั้นธุรกิจทั้งลำ แต่ไม่ประสบความสำเร็จ ต้องขายคืนผู้ผลิตแลก กับการซื้อเครื่องรุ่นใหม่ที่ใช้งานได้คุ้มค่ากว่า 

ผลดำเนินการออกมา เป็นตัวแดงอย่าไปโทษพนักงาน ชี้นิ้วไปที่ผู้บริหาร โดยเฉพาะบอร์ด ทรงอำนาจมหาศาล แตกต่างจากบอร์ด รัฐวิสาหกิจอื่น ที่ทำกำไร ยกตัวอย่างปตท. บอร์ดและประธานบอร์ด เพียงกำกับดูแลนโยบาย ไม่ลงมาจุ้นจ้านให้ขบวนการปฏิบัติงานเสีย ยิ่งบอร์ดมาตามใบสั่งการเมือง ใช้อำนาจทางการเมือง ที่เกี่ยวข้องรายได้ และงานจัดซื้อจัดจ้าง หลายหมื่นล้านบาท !!!!!

วันศุกร์ที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2557

รัฐบาลทหารของ"พล.อ.ประยุทธ์"

ที่สุดของ มหกรรม “ชงเองกินเอง” ใน “สภานิติบัญญัติแห่งชาติ” หรือ “สภาคอตั้งหลังตรง” ก็บรรลุเป้าหมาย ที่ไม่พลิกความคาดหมายเท่าใดนัก สุดท้ายคนเข้าป้าย “นายกรัฐมนตรีคนที่ 29” ก็เป็นใครไปไม่ได้นอกจากคoชื่อ “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา”คนส่วนใหญ่ไม่ผิดหวังกับผู้นำประเทศ โพลล์ออกมากี่ชุดกี่ชุดก็สนับสนุนแทบทั้งสิ้น

แม้ตลอด 2 เดือนที่ผ่านมา พล.อ.ประยุทธ์ จะโชว์ศักยภาพให้เห็นว่าไม่เป็นรองใครเท่าใด ทั้งพฤติกรรม และวาทกรรมที่แสดงออกผ่านรายการ “คืนความสุขให้คนในชาติ” ก็ดี ในการประชุมสภาคอตั้งหลังตรง ก็ดี ถือว่าเข้าถึงหัวใจคนไทยได้ไม่น้อย แต่ปัญหาจากวันนี้ มันแตกต่างไปจากเดิม
วันนี้ พล.อ.ประยุทธ์ เป็น นายกรัฐมนตรี ชีวิตจากนี้ไปของ พล.อ.ประยุทธ์ จะต้องเปลี่ยนไปแล้ว เพราะจากนี้การเป็นนายกรัฐมนตรี ก็จะเป็นบุคคลสาธารณะที่ย่อมจะโดนโจมตีติงได้ตลอด 24 ชั่วโมง ไม่ว่าจะ กิน-ขี้-ฉี่-นอน หรือทำอะไรก็ตาม ไม่ต่างไปจากนายกรัฐมนตรีหรือนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้ง
บริบทที่เด็ดขาดแบบทหาร การไม่ปรับทัศนคติต่อสังคม อาจจะสร้างผลกระทบต่อภาพลักษณ์ และการบริหารประเทศไม่น้อย การจับตามองถึงการใช้ อำนาจนิยม มาตรา 44 ในรัฐธรรมนูญแห่ง ราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ.2557 จะมีมากขึ้นจนเห็นได้ชัด
ยิ่งไปกว่านั้น จากนี้ บุคคลที่จะมารับตำแหน่งรัฐมนตรีในรัฐบาลของ พล.อ.ประยุทธ์ จะได้รับการยอมรับ จากประชาชน สังคมไทยและองค์กรต่างๆ มากน้อยแค่ไหน เป็นเรื่องที่น่าสนใจ เพราะการคาดหวัง ต่อรัฐบาลใหม่ มีอยู่สูงว่าจะสามารถทำได้ดีกว่า รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง แน่นอนคุณสมบัติต้องซื่อสัตย์ สุจริต มีฝีมือ ต้องเสียสละ และทำเพื่อประเทศชาติโดยแท้ แล้วถ้าไม่ได้รับการยอมรับล่ะ อะไรจะเกิดสำคัญกว่านั้น นายกฯและรัฐบาลใหม่ต้องยกเลิก “กฎอัยการศึก”
ขนาดวันนี้ยังไม่มีการเลิกกฎอัยการศึก นักท่องเนตก็ยังสามารถเห็นเสียงคัดค้านโจมตี พล.อ.ประยุทธ์ แบบดุเด็ดเผ็ดมันพอสมควร

ถึงแม้ “พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร” โจรหน้าเหลี่ยม,นักโทษชายที่หนีคำพิพากษาศาลกรณีทุจริต จะประกาศสงบปากสงบคำยุติการเคลื่อนไหว เพื่อให้รู้สึกว่าไม่มีใครขัดขวาง หากพล.อ.ประยุทธ์ และ คสช.ไม่สามารถนำพาประเทศให้ไปสู่จุดที่ดีกว่าเดิมได้ ก็ไม่ใช่โดนปัดแข้งปัดขา แต่เพราะไร้กึ๋นไร้ฝีมือมากกว่า
ทว่า วันนี้ประดาแกนนำคนเสื้อแดง ก็ออกมาเรียกร้องให้เลิกกฎอัยการศึก คืนความเป็นธรรมให้ทุกฝ่าย ทั้งยังเชื่อว่ารัฐบาลใหม่ ของ พล.อ.ประยุทธ์ จะไร้การตรวจสอบ ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องเกินความคาดหมายอีกเช่นเคย เพราะสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ก็คงทำหน้าที่เป็นเด็กดี เหมือนอย่างงานของ พล.อ.ประยุทธ์ จึงไม่ง่ายนัก การเข้ามาเป็นนายกรัฐมนตรีในสถานการณ์ไม่ปกติ อาจจะไม่ต้องใช้ขั้นตอน ตามวิถีทางระบอบ ประชาธิปไตย แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า การเข้ามาเป็น ผู้นำประเทศ สำคัญกว่าการเข้ามา เพื่อทำประโยชน์ อันหนึ่งอันใดให้แก่ประเทศ

บทเรียนที่แสนแพงของคนไทย ในยุคที่ได้ “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” เป็นผู้นำประเทศ ยังอยู่ในจิตสำนึก คนไทยเสมอ ความเสียหายที่เกิดขึ้นกับประเทศ มันเป็นความเจ็บปวดที่ ยากแก่การลืมเลือน ถ้า พล.อ.ประยุทธ์ ไม่ต่างไปจาก “ยิ่งลักษณ์” ล่ะ เวรกรรมประเทศไทย

วรพจน์ แสนประเสริฐ

การวางยาฆ่า ล้างเผ่าพันธุ์ และบางราย "ตายยกครัว" ตามมาตรา 20 ที่ฝังชิปไว้ในมาตรา 8 รธน.มัดตราสัง"ขังตาย" 220 นักเลือกตั้ง ...

การวางยาฆ่า ล้างเผ่าพันธุ์ และบางราย "ตายยกครัว" ตามมาตรา 20 ที่ฝังชิปไว้ในมาตรา 8 รธน.มัดตราสัง"ขังตาย" 220 นักเลือกตั้ง ...

จรัญ พงษ์จีน : ลึกแต่ไม่ลับ รธน.มัดตราสัง"ขังตาย" 220 นักเลือกตั้ง และรายชื่อ′ครม.ตู่1′
ลึกแต่ไม่ลับ / จรัญ พงษ์จีน

เป็นผู้เปิดประเด็น นำร่องว่า "รัฐธรรมนูญปกครองชั่วคราว" พ.ศ.2557 มาตรา 8 และมาตรา 20 กลายเป็นเงื่อนไขพิเศษ มิต่างอะไรกับโซ่ตรวนเส้นใหญ่ จองจำนักการเมือง บ้านเลขที่ 111 และ 109 เต็มสารบบจำนวน 220 คน "ตายสนิท" หมดสิทธิรับตำแหน่ง ทั้ง "สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ-คณะรัฐมนตรี-สภาปฏิรูปแห่งชาติ"

เพราะ ล้วนแต่เข้าข่ายลักษณะ "ต้องห้าม" ตามมาตรา 8(4) ที่ระบุว่า สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ เคยถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง (8) เคยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดว่าการกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ หรือความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ในการยุติธรรม (9) เคยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก เว้นแต่ความผิดอันกระทำโดยประมาทหรือลหุโทษ

ซึ่งเมื่อโยงไปถึงมาตรา 20 ในหมวดหมู่ของ "นายกรัฐมนตรี" และ "รัฐมนตรี" ที่บัญญัติว่า "ไม่มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 8" (4)

2 มาตราของรัฐธรรมนูญปกครองชั่วคราว พ.ศ.2557 จึงเท่ากับว่า บุคคลที่เคยถูกศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองพิพากษาถึง ที่สุดว่าทุจริต และมีคำสั่งให้ยุบพรรค รวมถึงคนที่เคยถูกคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ "กกต." แจกใบแดง ไม่สามารถรับตำแหน่ง ทั้ง 3 แท่งของ "ศูนย์อำนาจใหม่" ได้

และดีไม่ ดี "มาตรา 8 และ 20" ที่เปรียบเสมือน "กรงเล็บ" มีแนวโน้มสูงยิ่งที่จะเป็นมรดกตกทอด ไปยัง "รัฐธรรมนูญถาวร พ.ศ.2558" เท่ากับเป็นการ "ขังลืม" นักการเมืองอาชีพ 220 คนไปตลอดชีวิต

ทั้งๆ ที่ประชากรบ้านเลขที่ 111 และ 109 ซึ่งส่วนใหญ่มิได้เป็นผู้ก่อการ หรือผู้กระทำผิด ต้องโทษแบนในฐานะ กรรมการบริหารพรรค และโทษคือถูกพิพากษาให้ "เว้นวรรค" คนละ 5 ปี ก็ได้ชดใช้มาจนครบกำหนด "พ้นโทษ" บางคนกลับมาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีในสมัยรัฐบาล "ยิ่งลักษณ์ 5" ได้แล้วก็มี
คำพิพากษา ลงโทษให้เว้นวรรค เป็นไปตามกระบวนการของ "รัฐธรรมนูญฉบับปี 2550" ซึ่ง "คสช." ของ "พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา" หลัง "ปฏิวัติ-รัฐประหาร" ได้ฉีกทิ้งยัดตะกร้าไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

แต่กลับกลายเป็นว่า "รัฐธรรมนูญชั่วคราว 2557" และแนวโน้ม "รัฐธรรมนูญถาวร 2558" จับ 220 นักเลือกตั้ง มัดตราสัง "ขังตาย"

ทั้งๆ ที่ ชาว 111 และ 109 จำนวนหนึ่ง ได้แหกด่านมะขามเตี้ย ออกจากเครือข่าย มาอยู่ฝ่ายตรงกันข้ามกับ "ระบอบทักษิณ" และบางราย "แอบ" มาช่วยบางภารกิจให้กับ "คสช." จนตัวเองมีชื่อปรากฏว่า จะได้รับเชิญให้มาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีดูแลกระทรวงหลัก-สมาชิกสภานิติบัญญัติ แห่งชาติ-สมาชิกสภาปฏิรูป เสียด้วยซ้ำ

ที่ชัดเจนที่สุด คือ "สมคิด จาตุศรีพิทักษ์" ขณะที่คนอื่นๆ ก็ถูกหวยกันถ้วนหน้า อาทิ "สุรเกียรติ์ เสถียรไทย-พินิจ จารุสมบัติ-เนวิน ชิดชอบ-ปรีชา เลาหพงศ์ชนะ-วีระศักดิ์ โควสุรัตน์-สุวัจน์ ลิปตพัลลภ-คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์-สมศักดิ์ เทพสุทิน"

ที่จะพากันราพณาสูรมากกว่าใครเขาเพื่อน เห็นจะเป็น พลพรรคชาติไทย มิเพียงแต่ยกตระกูล "ศิลปอาชา" ทั้ง "บรรหาร -กัญจนา-วราวุธ ศิลปอาชา" เท่านั้น คอหอย-ลูกกระเดือก ไม่ว่าจะ "สมศักดิ์ ปริศนานันทกุล-นิกร จำนง" ล้วนกอดคอกันตายหมู่

การวางยาฆ่า ล้างเผ่าพันธุ์ และบางราย "ตายยกครัว" ตามมาตรา 20 ที่ฝังชิปไว้ในมาตรา 8 "คนบ้านเลขที่" เชื่อว่า มี "มือมืด" สวมวิญญาณ "มือมีด" แอบลักไก่ หมายพิฆาต เพื่อเตะสกัดให้พ้นทางปืน
เหนือสิ่งอื่นใด กรณีที่คิดจะละเว้น ไว้ไมตรี ป้องกันไม่ให้ "คนกันเอง" ไปเป็นศัตรู ยังสามารถแก้ไขปรับปรุงได้ อาศัยอำนาจตามมาตรา 44 ที่ให้ "หัวหน้า คสช." ไว้ครอบจักรวาล เหนือกว่า อำนาจฝ่ายบริหาร-นิติบัญญัติและทางตุลาการ โดยคำสั่งให้ถือว่าเป็นที่สุด เพื่อกำหนดทิศทางปฏิรูปประเทศไทยได้อย่างเบ็ดเสร็จ

กล่าวคือ "หัวหน้า คสช." หรือ "พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา" จะสั่งแก้ไขเปลี่ยนแปลงถ้อยคำในมาตรา 8 และ 20 หรืออื่นๆ ย่อมกระทำได้ ขึ้นอยู่กับว่า จะชิงลงมือหรือไม่เท่านั้น เพราะการชักเข้าชักออก มีโอกาสจะถูกข้อครหาได้สูง และเสี่ยงเช่นเดียวกัน จึงน่าจะปล่อยเลยตามเลย รอไป "วัดใจ" กันตอนร่างรัฐธรรมนูญฉบับถาวร ปี 2558

เมื่อเป็นเช่น นี้ เท่ากับว่า "สภานิติบัญญัติแห่งชาติ-คณะรัฐมนตรี-สภาปฏิรูป" ภายในร่มเงาของรัฐธรรมนูญปกครองชั่วคราว 2557 จะปลอดนักเลือกตั้ง ที่เป็นประชากรบ้านเลขที่ 111 และ 109 ร้อยเปอร์เซ็นต์

"สมคิด จาตุศรีพิทักษ์" ที่ถูกวางตัวให้เป็นรองนายกฯ ควบรัฐมนตรีพาณิชย์มารับภารกิจใหญ่ของประเทศ ดูแลราคาข้าวให้ชาวนา อันเป็นกระดูกสันหลังของชาติ เป็นอันชวดตำแหน่งแห่งหนอย่างทั้งหมด ที่ตั้งธงไว้ว่าจะปลอบขวัญให้ไปเป็น "ผู้แทนการค้า" มือวางระดับอดีตรองนายกฯ-ว่าที่นายกฯ คงไม่ลดดิวิชั่นไปรับตำแหน่ง เหลือสถานะที่ปรึกษา คสช. ไว้เพียงหนึ่งเดียวย่อมดีกว่า

ส่งผลให้ซีก พลเรือน เหลือ "ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล" กับ "ณรงค์ชัย อัครเศรณี" โชว์เพา พลังคู่กันสองคน และว่ากันว่า "หม่อมอุ๋ย" ลงตัวเรียบร้อยแล้ว เชนคัมแบ็ก ในตำแหน่งรองนายกฯ ดูแลภาพรวมเศรษฐกิจทุกระบบแต่เพียงผู้เดียว โดยดึง "อภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์" อดีตกรรมการผู้จัดการใหญ่ธนาคารกรุงไทย มาเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง

ขณะที่ "ณรงค์ชัย" เดิมทียังไม่ลงล็อก เป็นแค่ที่ปรึกษา คสช. กับสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ หรือ "สนช." แต่เมื่อ "สมคิด" โดนเหลี่ยมมาตรา 8 และ 20 สลบเหมือด หมดสิทธิเป็นรัฐมนตรีพาณิชย์และอื่นๆ "บิ๊กตู่" จำเป็นต้องส่ง "นมชง-พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ" ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก เพื่อนเลิฟร่วมรุ่น ไปเป็น "รมว.พาณิชย์" สืบแทน

ส่วนเก้าอี้ที่คาดหมายเก่าคือ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน น่าจะเป็น "ณรงค์ชัย" ขึ้นว่าการ
มี ข่าวว่า "พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา" หัวหน้า คสช. จะไม่เร่งคีย์ตีจังหวะ ครม. "ตู่ 1" เป้าหมายเดิมเดือนสิงหาคมจะลงตัวและแล้วเสร็จ อาจจะเลื่อนโปรแกรมไปเป็นกลางกันยายน เพื่อให้สอดรับกับการโยกย้ายในกองทัพ

วันจันทร์ที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2557

ทุบสถิต !!! "บิ๊กตู่" โซโลพูดเร็ว 194 คำ/นาที -คว่ำแชมป์เก่าอย่าง "เฉลิม"

ทุบสถิต !!! "บิ๊กตู่" โซโลพูดเร็ว 194 คำ/นาที -คว่ำแชมป์เก่าอย่าง "เฉลิม"
"พล.อ.ประยุทธ์" ทำสถิติจ้อในสภาเร็วที่สุด เหนือ นักพูดมือฉมัง "เฉลิม อยู่บำรุง" -พบ พูดเร็วถึง 194 คำ/นาที -ใครปรามาส "บิ๊กตู่" พูดน้อย ต่อยหนักอย่างเดียว คงต้องคิดใหม่แล้ว
วันนี้ ( 18 ส.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พล.อประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) ใส่สูทสากลผูกไทร์ เข้าสภานิติบัญญัติแห่งชาติ เพื่อนำเสนอหลักการและเหตุผลร่างพ.ร.บ.งบประมาณ ร่างพ.ร.บ.งบประมาณปี 2558 ด้วยเสียงดังฟังชัด ใช้เวลา อภิปรายงบประมาณ เริ่มจาก 10.35 น. ไปถึงเวลา 11.45 น. ใช้เวลา 1 ชั่วโมง 15 นาที จากนั้น ในเวลา 15.30 น. สนช.ได้โหวตรับหลักการ ร่างพ.ร.บ.งบประมาณ เป็นการพิจารณางบประมาณที่รวดเร็ว ขณะที่อภิปรายในสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ของ บิ๊กตู่ ก็เป็นไปอย่างรวดเร็ว ฉับไว ด้วยเสียงดังฟังชัด นับจำนวนคำต่อนาทีของพลเอกประยุทธ์ พบว่า 1 นาทีของ บิ๊กตู่ พูดได้ 194 คำ เมื่อเทียบกับ นักการเมือง เจ้าของสถิติเดิม อย่าง ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง และนายสมัคร สุนทรเวช แล้ว ถือว่า พูดได้เร็วกว่า ครั้งหนึ่ง ร.ต.อ. เฉลิม อยู่บำรุง เมื่อครั้งเข้าดำรงตำแหน่ง ร.ม.ว.กระทรวงแรงงาน เคย อ้างสถิติตัวเลขที่น่าสนใจกับนักข่าว
" 1 นาทีผมพูดได้ 184 คำ ท่านสมัคร สุนทรเวช พูดได้ 176 คำ/นาที เวลาผมอภิปรายในสภาไม่มีจดชวเลข เพราะเขาจดไม่ทัน "สารวัตรเฉลิม อ้างด้วยว่า "ในสภาไม่มีใครพูดยาวนานเท่า ผม 3 ชั่วโมง 15 นาที ยังไม่มีใครทำลายสถิติ " ท่านสมัครพูดได้นาน 3 ชั่วโมง อาจารย์ คึกฤทธิ์ หรือ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช พูดได้นาน 2 ชั่วโมงครึ่ง นี่คือ ข้อมูลอ้างอิงของ สารวัตรเฉลิม ส่วน พลเอกประยุทธ์ พูดชี้แจงงบประมาณวันนี้ใช้เวลา 1 ชั่วโมง 15 นาที แต่ บิ๊กตู่ เคยพูดนานที่สุด ในรายการคืนความสุขให้คนในชาติวันศุกร์ 1 ชั่วโมง 30 นาที ทั้งนี้ คาดว่า จริง ๆ แล้ว บิ๊กตู่ พูดได้ยาวนานกว่านั้นมาก ถ้าใครคิดว่า บิ๊กตู่ พูดน้อย พูดไม่เก่ง คิดใหม่ได้

งบปี 58 ผ่านฉลุย สนช. ตั้ง กมธ.พิจารณางบ 50 คน

งบปี 58 ผ่านฉลุย สนช. ตั้ง กมธ.พิจารณางบ 50 คน
นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธาน สนช. ได้ให้ สนช. ทุกคนได้ลงมติว่าจะรับหลักการงบประมาณดังกล่าวหรือไม่ ซึ่งปรากฏว่า ผลลงคะแนนปรากฏว่า มีผู้ลงคะแนนทั้งหมด 186 คน รับหลักการ 183 คน งดออกเสียง 3 คน ถือว่าที่ประชุม สนช. รับหลักการในร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2558 หลังจากนั้น พล.อ.ประยุทธ์ ได้เสนอรายชื่อคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ. 2558 ในส่วนของ คสช. จำนวน 10 คน ส่วน พล.ท.อนันตพร กาญจนรัตน์ สนช. ได้เสนอรายชื่อคณะกรรมาธิการอีกทั้งหมด 40 คน รวมทั้งหมด 50 คน และให้เวลาแปรญัตติภายใน 7 วัน โดยให้เสร็จ กรรมาธิการดำเนินการแล้วเสร็จ ภายในวันที่ 5 กันยายน เพื่อเข้าประชุมในวาระ 2 วันที่ 17 กันยายนนี้และยังได้นัดประชุม สนช. ครั้งต่อไป วันที่ 21 สิงหาคม
‪#‎สายตรงภาคสนาม‬

วันศุกร์ที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2557

แด่ ... สนธิ ลิ้มทองกุล

แด่ ... สนธิ ลิ้มทองกุล
จากข่าว ไทยโพสต์ หน้า 3 เมื่อวันวาน...อธิบดีกรมราชทัณฑ์ คุณ วิทยา สุริยะวงศ์ ท่านได้ออกมาให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่คุณ สนธิ ลิ้มทองกุล ผู้ก่อตั้งหนังสือพิมพ์ในเครือผู้จัดการและอดีตแกนนำคนสำคัญของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ต้องเข้าไปอยู่ในคุกเกือบจะร่วมๆ สัปดาห์เข้าไปแล้ว ทำนองว่า...อยู่ๆ ไปก็น่าจะชินๆ ไปเอง อะไรประมาณนั้น...
--------------------------------------------
ถ้าแกะประโยคออกมาแบบคำต่อคำ ท่านบอกเอาไว้ยังงี้ว่า “นายสนธิได้ถูกจำคุกมานานเกือบสัปดาห์แล้ว จึงเชื่อว่าน่าจะทำใจและปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมภายในเรือนจำได้ และทางญาติก็ไม่เคยมาขอร้องอะไรเป็นพิเศษ ส่วนอาการเจ็บป่วยโรคประจำตัวของนายสนธิก็ไม่น่าห่วง หากเกิดกรณีฉุกเฉิน ทางเรือนจำมีทีมแพทย์พร้อมให้การช่วยเหลือทันที” คือเป็นการแสดงความคิด ความเห็น แบบกว้างๆ ไปตามภาระหน้าที่ความรับผิดชอบ ซึ่งก็ไม่ได้มีอะไรเสียหาย และก็ไม่ได้มีอะไรที่เป็นประโยชน์ต่อคุณ สนธิ หรือญาติ มิตร มากมายซักเท่าไหร่นัก...
-----------------------------------------------
แต่ที่อดไม่ได้ที่จะต้องหยิบเอามาพูดถึงก็คือว่า...อันที่จริงถ้าหากคุณ วิทยา ท่านเป็น ลูกหม้อ กรมราชทัณฑ์ เคยรับรู้เรื่องราวต่างๆ ในคุกมาโดยตลอด ท่านน่าจะพอรับทราบได้ว่า คนอย่างคุณ สนธิ ลิ้มทองกุล นั้น ถือเป็นผู้ที่คุ้นเคยกับคุก กับเรือนจำ มาในชนิดที่แทบไม่ต้องเสียเวลาปรับตัวใดๆ เอาเลยก็ว่าได้ แค่ถอดกางเกงขายาวใส่กางเกงขาสั้น หิ้วถุงเสื้อผ้าไม่กี่ชุด ก็สามารถบินปร๋อเข้าไปเรือนจำ ทักทายกับคนโน้น คนนี้ ได้สบายๆ แถมอาจหันมาสั่งสอนให้คนที่เป็นห่วง เป็นใย รู้จัก ทำใจ และ ปรับตัว รับอารมณ์ความรู้สึกที่หดหู่ เจ็บปวดรวดร้าวแทนตัวเองได้ซะอีกต่างหาก...
-------------------------------------------------
เพราะตั้งแต่กว่า 30 หรือเกือบจะ 40 ปีมาแล้ว...คุณ สนธิ ท่านก็เคยเข้าไปนอนเขลงในเรือนจำ นับเป็นเดือนๆ หรือเกือบครึ่งปีเห็นจะได้ แถมยังเป็นเรือนจำดั้งเดิมที่ทุกวันนี้ถูกรื้อทิ้งไปแล้ว เรียกว่า...ทั้งโทรม ทั้งน่าหดหู่ น่าทุเรศเวทนาเป็นอันมาก แต่ สนธิ ลิ้มทองกุล นั้นก็ยังคงเป็น สนธิ ลิ้มทองกุล ตามแบบฉบับของแท้และดั้งเดิมตั้งแต่เล็กจนโต หรือตั้งแต่หนุ่มจนแก่นั่นแหละ เท่าที่ ท่านขุนน้อย มีโอกาสแวะไปเยี่ยมท่านมาตั้งแต่ครั้งนั้น แทนที่จะได้สีหน้าแววตาของคนที่กำลัง ทำใจ หรือคนที่กำลัง ปรับตัว ท่านกลับออกอาการเอิ๊กๆ อ๊ากๆ หัวร่อร่วนเป็นไข่เค็ม พร้อมที่จะยืนหยัดอยู่กับจุดยืนในแบบ ไม่มี-ไม่หนี-ไม่จ่าย ไปโดยตลอด...
-----------------------------------------------------
พูดง่ายๆ ว่า...ถ้าหากย้อนอดีตกลับไปแค่ไม่กี่สิบปี ความเป็น นักหนังสือพิมพ์ กับ การติดคุก นั้น ถือเป็นเรื่องปกติธรรมดาจนแทบอาจเรียกว่าเป็น คนละเรื่องเดียวกัน เอาเลยก็ว่าได้ แม้ว่าบางครั้ง บางครา อาจไม่ใช่การติดคุกอันเนื่องมาจากข้อหาทางการเมืองไปซะทั้งหมด หรือไม่ใช่คดีหมิ่นประมาท ที่เกิดจากการวิพากษ์ วิจารณ์ ใครต่อใครในหนังสือของตน แต่การทำหนังสือพิมพ์ หรือการประกอบ ธุรกิจทางปัญญา ภายใต้สังคมที่เต็มไปด้วยความอับตันปัญญามานานนับเป็นศตวรรษๆ นั้น โอกาสที่จะเจริญรุ่งเรือง มีเงิน มีทอง มีอำนาจ จนแทบไม่ต้องเสียเวลามาติดคุกนั้น ยังไงๆ มันย่อมเป็นไปได้อยู่แล้วแน่ๆ...
-----------------------------------------------------
โดยเฉพาะถ้าหากนักหนังสือพิมพ์เหล่านั้น ไม่คิดจะหาเศษ หาเลย ไม่คิดจะเอารัด-เอาเปรียบสังคม ด้วยการจำหน่ายจ่ายแจก ยาพิษ ภายใต้ยี่ห้อความเป็นหนังสือพิมพ์ หรือความเป็นสื่อมวลชนใดๆ ก็แล้วแต่ โอกาสที่คว้าเงิน คว้าทอง มาได้เป็นกอบเป็นกำ คว้าอำนาจ บารมี จนนักการเมือง ทหาร ตำรวจ ฯลฯ ต้องหันมาศิโรราบ ยอมอ่อนน้อม ค้อมหัว หอบของขวัญ ช่อดอกไม้ ไปให้ทุกๆ วันเกิด วันแต่งงาน วันโกนจุกของลูกๆ หลานๆ ต้องเรียกว่า...แทบเป็นไปไม่ได้โดยเด็ดขาด ...!!!
---------------------------------------------------
และเผอิญว่า...ตั้งแต่เล็กจนโต หรือตั้งแต่หนุ่มจนแก่ นักหนังสือพิมพ์อย่างคุณ สนธิ ลิ้มทองกุล ท่านไม่ค่อยเป็นมวยเป็นเอาซะเลย ในเรื่องการหันมาทำมาหารับประทานด้วยการออกหนังสือประเภทหนังสือโป๊ หนังสือแหกตา หนังสือประเภทมอมเมาผู้คนในสังคมที่เดิมทีก็เมาๆ อยู่แล้ว ให้เมาหนักยิ่งขึ้นไปอีก คือท่านโตมาจากหนังสือประเภทที่เรียกว่า แนวคุณภาพ ยังไงๆ ก็ต้องหาทางสอดแทรกสติ ปัญญา ความรู้สึกนึกคิดในด้านที่เป็นประโยชน์ให้แก่ผู้คนในสังคมมาโดยตลอด เพราะฉะนั้น โอกาสที่จะเจ๊ง...กับ...เจ๊ง ทุนหายกำไรหด เดี๋ยวกำไร เดี๋ยวขาดทุน ล้มลุกคลุกคลานมาตั้งแต่เล็กจนโต พลาดท่าติดคุกตอนหนุ่มแล้วยังต้องมาติดคุกตอนแก่ซะอีก ก็ด้วยเหตุที่ท่านยังคงยืนหยัดอยู่ในจุดเดิมๆ ของตัวเอง อย่างไม่คิดจะเปลี่ยนแปรเอาเลยแม้แต่น้อยนั่นเอง...
---------------------------------------------------
ถึงแม้ว่าโดยบุคลิกส่วนตัวของท่านนั้น...จะก่อให้เกิดความหวาน ความเปรี้ยว สำหรับใครต่อใครไปตามรสนิยมของใครก็ของมัน มีทั้งคนรัก คนเกลียด มีทั้งผู้ชื่นชมและชิงชังอยู่เป็นจำนวนไม่น้อย แต่ถ้ามองถึง ภาพรวม ในความเป็นตัวตนของท่านแล้ว สิ่งที่ท่านได้ทำไว้ให้กับชาติ บ้านเมือง กับสังคม หรือแม้แต่ปัจเจกบุคคลในแต่ละรายแล้ว ล้วนนำมาซึ่ง ประโยชน์ ที่เหนือกว่า โทษ ใดๆ อย่างชนิดแทบนำมาเทียบกันไม่ได้ พูดง่ายๆ ว่า...ถ้าหากไม่มี ความกล้า หรือ ลูกบ้า ของคนอย่าง สนธิ ลิ้มทองกุล เป็นตัวจุดประกายแล้ว ป่านนี้...เราทั้งหลายคงต้องตกอยู่ใน ทศวรรษแห่งความมืดมน ไปอีกนาน...
---------------------------------------------------
ด้วยเหตุนี้...ถึงแม้ว่า กฎหมายย่อมต้องเป็นกฎหมาย แต่ภาพของผู้ซึ่งมุ่งมั่นจะทำประโยชน์ และเคยทำประโยชน์ให้กับสังคมครั้งแล้ว ครั้งเล่า กลับต้องมาติดคุก ติดตะราง ครั้งแล้ว ครั้งเล่า ถูกลอบฆ่า ถูกข่มขู่ คุกคาม ครั้งแล้ว ครั้งเล่า จนแทบหาความสงบในชีวิตแทบไม่เจอ แม้กระทั่งแก่ๆ ใกล้จะแง้มฝาโลงเข้าไปทุกที อันนี้...ต้องยอมรับว่า ออกจะเป็นอะไรที่น่าหดหู่เอามากๆ ยิ่งไม่รู้ว่าตั้งแต่ชาติปางก่อนคุณ สนธิ ท่านได้กระทำกรรมอะไรเอาไว้ ชาตินี้...เลยต้องเจอกับทั้ง กฎหมู่ และ กฎหมาย โดยแทบไม่ได้รับอานิสงส์จาก “กฎแห่งกรรม” ตามกรรมดีที่ท่านได้เคยกระทำเอาไว้ไม่น้อย...
------------------------------------------------------
ปิดท้ายด้วยวาทะวันนี้จาก Sanskrit saying... “When thou go away from here, no one will follow thee. Only the good and thy evil deeds, they will follow thee wherever thou goes.- เมื่อท่านลาจากโลกนี้ไป ไม่มีผู้ใดจะไปกับท่าน มีแต่กรรมดีและกรรมชั่วเท่านั้นที่จะติดตามท่านไปทุกหนทุกแห่ง...”.
----------------------------
ท่านขุนน้อย ไทยโพสต์
Friday, 15 August, 2014

15ส.ค.1945วันจักรพรรดิ/องค์เทพ/เทนโนะ ฮิโรฮิโตะ ประกาศยอมแพ้สงคราม

Charnvit Ks ได้เพิ่มรูปภาพใหม่ 3 รูป
Tomorrow 15 August 1945 = Japanese Surrender.
ปวศ นอกตำรา จากเมืองหลวงเก่าเกียวโต
หนึ่ง)
วันจักรพรรดิ/องค์เทพ/เทนโนะ ฮิโรฮิโตะ ประกาศยอมแพ้สงคราม
หลังจาก ประธานาธิบดี ทรูแมน ส่งปรมาณูสองลูก ไปถล่มฮิโรชิมา/นากาซากิ
นายพล แมคอาเธอร์ เข้ายึดครองญี่ปุ่น
เชิญให้จักรพรรดิไปเฝ้า ยืนถ่ายรูป คู่กัน
แมคอาเธอร์ กำหนดให้จักรพรรดิยอมรับ ดังนี้
ก. มิได้เป็นองค์เทพ/เทนโนะ อีกต่อไป
ข. ยกเลิก กม หมิ่นฯ ที่ใช้รุนแรงโดยทหาร ยุคสงคราม
ค. ห้ามมีกองทัพ
ง. ห้ามเกณฑ์ทหาร
จ. จับผู้นำทหาร ขึ้นศาลอาชญากร ตัดสินแขวนคอ นรม โตโจ (ที่ชิงฆ่าตัวตายไม่ทัน)
ฉ. ให้มีรัฐธรรมประชาธิปไตย มีพรรคการเมือง มีเลือกตั้ง
(ญี่ปุ่น เป็นประเทศ และ เป็นมนุษย์ไม่ธรรมดา
สามารถฟื้นตัวได้โดยไม่ยากนัก
และกลายเป็นหนึ่งในประเทศ อารยะ ประชาธิปไตย สมัยใหม่)
(สอง)
หนึ่งวันหลังจากนั้น ในสยามประเทศไทย ของเรา
16 สิงหาคม 2488/1945
ประเทศไทย โดย ฯพณฯ ปรีดี พนมยงค์ ผุ้สำเร็จราชการฯ
"ประกาศสันติภาพ" Declaration of Peace
นำประเทศเข้าร่วมกับฝ่ายสัมพันธมิตร และสหประชาชาติ
(สาม)
ปวศ นอกตำรานี้
ชี้ให้เห็นว่า ประเทศไทย ไม่ถูกยึดครอง ไม่ถูกยุบกองทัพ
ไม่ถูกยกเลิกการเกณฑ์ทหาร
ไม่ถูกให้ปฏิเสธฐานะองค์เทพ/เทนโนะ/จักรพรรดิ
ไม่มีอาชญากรสงคราม ถูกประหารชีวิตแขวนคอ ฯลฯ
ก็เพราะ คุณูปการของ "ขบวนการเสรีไทย"
แต่ "วันสันติภาพ" 16 สิงหา
ก็เป็นวันที่รัฐไทย รัฐบาลไทย ผู้นำ/อีลีตไทย
ไม่ลืม ก็ทำเป็นลืม (ครับ)

ปฏิรูปรัฐราชการ คอลัมน์ ใบตองแห้ง

นที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2557 เวลา 00:01 น.  ข่าวสดออนไลน์ 


ปฏิรูปรัฐราชการ คอลัมน์ ใบตองแห้ง

ไชโย ดีใจจัง ที่ได้เห็นการ "คิกออฟ" ปฏิรูปประเทศไทย "วันประวัติศาสตร์" ไม่เคยมีตั้งแต่เปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 นับเป็นบุญวาสนาได้เกิดมายุคนี้

แต่จะว่า 82 ปี ไม่เคยมีปฏิรูปคงไม่ใช่มั้ง เราปฏิรูปประเทศปฏิรูปการเมืองมาทุกสมัย ประวัติศาสตร์ยุคใกล้ก็ 14 ตุลา พฤษภา 35 รัฐธรรมนูญ 40 แม้กระทั่งสงครามสี มองแง่ดีคือพัฒนาประชาธิปไตยครั้งยิ่งใหญ่ คนเกินครึ่งประเทศเอาเป็นเอาตายอยากมีส่วนร่วมทางการเมือง นี่สิไม่เคยเห็นมาก่อนจริงๆ

กระนั้นก็จริงว่ามีบางสิ่งไม่ เคยปฏิรูป ตั้งแต่ก่อตั้งรัฐชาติสมัย ร.5 นั่นคือระบบบริหารราชการแผ่นดิน กับทางรถไฟ 2 อย่างนี้อยู่มาร้อยกว่าปีไม่เคยเปลี่ยน

บางคนอาจเถียงว่าเราปฏิรูประบบราชการตั้งหลายครั้ง จริงๆ แล้วไม่ใช่ เป็นแค่การเพิ่มส่วนราชการให้สอดคล้องกับสังคมที่เปลี่ยนไป แต่โครงสร้าง หลักคิด วิถีปฏิบัติ วัฒนธรรม ไม่เคยเปลี่ยน "ระบบราชการ" ยังไงก็ยังงั้น ยังรวมศูนย์อำนาจไว้ส่วนกลาง ยังสั่งการจากบนลงล่าง ยังอยู่ใต้ทัศนะความมั่นคงแบบหนึ่งเดียว ยังติดกรอบประเพณี ระเบียบหยุมหยิม เทอะทะ ปรับตัวยาก และท้ายที่สุดก็เน่าใน

อ้าวก็ที่ประณามคอร์รัปชั่นระบาดทุกวงการ จะโทษนักการเมืองฝ่ายเดียวข้าราชการไม่เกี่ยวหรือ

รัฐราชการสร้างขึ้นสมัยร.5 เพื่อความเข้มแข็งของระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ในช่วงเพิ่งก่อตั้งรัฐชาติและ ต้องปกป้องตัวเองจากนักล่าอาณานิคม ร้อยกว่าปีผ่านไปการเมืองการปกครองเปลี่ยนแต่โครงสร้างนี้ไม่เปลี่ยน หลัง 2475 คณะราษฎรมีอำนาจสั้นๆ แล้วปกครองโดยรัฐทหาร ซึ่งยิ่งรวมศูนย์อำนาจในยุคสงครามเย็น เมื่อนักการเมืองจากเลือกตั้งขึ้นมามีอำนาจ ก็รับช่วงรัฐ Bureaucracy ไปสั่งซ้ายหันขวาหัน โครงสร้างอำนาจจากศูนย์กลางทำให้ผู้ชนะเลือกตั้งกินรวบเป็น Zero Sum Game เสียงข้างน้อยหรือประชาชนในพื้นที่ต่างๆ แทบไม่มีโอกาสทัดทานการตัดสินใจ

ทิศทางปฏิรูปประเทศไทยวันนี้ จึงต้องปฏิรูประบบราชการและกระจายอำนาจ ลดการรวมศูนย์อำนาจ นี่ไม่ได้จำขี้ปากนักวิชาการเสื้อแดงที่ไหน แต่ ศ.จรัส สุวรรณมาลา ผู้อยู่ข้างเวที กปปส.ท่านเรียกร้องตลอดมา เสียดายพวกเรียกหา "สภาประชาชน" คนอื่นๆ ไม่รู้หายไปไหน หรือมัวดีใจที่ได้ สนช.

ทิศทางปฏิรูปประเทศไทยวันนี้ต้องลดอำนาจนักการเมือง ใช่ แต่พูดให้ถูกก็คือลดอำนาจรัฐ กระจายอำนาจให้ประชาชนตัดสินใจ ไม่ใช่ Retro กลับไปเพิ่มอำนาจให้รัฐราชการ

มันประหลาดที่คนส่วนหนึ่งคิด สวนทาง เกลียดนักการเมืองแล้วเห็นข้าราชการสัตย์ซื่อเสียสละ เห็นเป็นระบบคุณธรรมมีความรู้ความสามารถ ขอเพียงขจัดอำนาจจากเลือกตั้ง ประเทศชาติจะวัฒนาสถาพร

การขจัดอำนาจนักการเมืองในมิติ ประชาธิปไตยก็คือขจัดอำนาจประชาชนผู้ใช้สิทธิเลือกตั้ง ขจัดอำนาจตัวเอง ไม่ว่าห้ามนักการเมืองเสนอนโยบาย ห้ามแต่งตั้งโยกย้าย แม้ในความเป็นจริงนักการเมืองใช้อำนาจโดยมิชอบ แต่ทำไมไม่คิดไปข้างหน้า ออกแบบหาวิธีให้นักการเมืองเป็นตัวแทนผลประโยชน์ผู้ใช้สิทธิเลือกตั้ง ทำไมคิดถอยหลัง โค่นนักการเมืองให้ระบบราชการเป็นใหญ่

ระบอบการปกครองเมื่อ 40-50 ปีที่แล้วไม่ใช่เฟอร์นิเจอร์ Vintage ที่จะกลับไปบ้าเห่อกันได้ นี่มันเรื่องโครงสร้างไม่ใช่ของแต่งบ้านให้ดู "เป็นไทย"

ทิศทางปฏิรูปประเทศจึงต้องกระจายอำนาจให้องค์กร ปกครองท้องถิ่น ไม่ใช่แช่แข็งองค์กรปกครองท้องถิ่น ต้องเพิ่มอำนาจให้ดูแลบริการพื้นฐาน การศึกษา สาธารณสุข สิ่งแวดล้อม บรรเทาสาธารณภัย ฯลฯ โดยไม่คิดแบบราชการว่า นักการเมืองท้องถิ่นซื้อเสียงโกงกิน "ประชาชนผู้โง่เขลา" ดูแลตัวเองไม่ได้ เพราะประชาธิปไตยจะเห็นผลทันตาเมื่อเป็นผลประโยชน์ใกล้ตัว เมื่อเป็นโรงเรียนลูก ค่ารักษาพยาบาลพ่อแม่ บ่อขยะข้างบ้าน ฯลฯ จะไม่รู้จักใช้สิทธิเลือกตั้งก็ให้รู้ไป

ทิศทางปฏิรูปประเทศ จึงต้องปฏิรูประบบราชการ ไม่ใช่มัวปลูกฝัง "คุณธรรม" แต่ต้องสร้าง "ประชาธิปไตยในองค์กร" ปฏิรูปโครงสร้างและวัฒนธรรมขุนนาง "นายสั่ง" จากบนลงล่าง ให้มีการมอบอำนาจ แบ่งหน้าที่รับผิดชอบ สามารถตรวจสอบจากล่างขึ้นบน คิดความดีความชอบจากผลงาน ไม่อย่างนั้น ขจัดอำนาจนักการเมืองแต่งตั้งโยกย้าย แต่ "นาย" ยังเล่นเส้นสายอุปถัมภ์ จะมีประโยชน์อะไร

ทัศนะ "เจ้าคนนายคน" อาจลดลงไม่เหมือนสมัยผมเป็นเด็ก แต่ระบบราชการก็ยังมี "นาย" มี "ท่าน" ไปตรวจงานต่างจังหวัดต่างกับนักการเมืองตรงไหน ลูกน้องยังต้องแห่มาต้อนรับหัวคำนับมือกุมไข่ นี่ไม่ใช่ประชาธิปไตย

ประชาธิปไตย ไม่ต้องการรัฐที่ใหญ่โต รวบอำนาจ ตัดสินแทนประชาชนแทบทุกอย่างแบบ "คุณพ่อรู้ดี" อันนี้ไม่ควร อันนั้นไม่เหมาะ ทีหลังอย่าทำ ประชาธิปไตยต้องการรัฐที่กะทัดรัด มีประสิทธิภาพ บริการประชาชนให้ตัดสินผลประโยชน์ วิถีชีวิต อนาคต ของตัวเอง

เราพัฒนาประชาธิปไตยมาไกลจนประชาชนนับสิบๆ ล้านคน ลุกฮือขึ้นมาขัดแย้งกันทางการเมือง ต่างฝ่ายต่างอยากมีอำนาจตัดสินใจ แล้วอยู่ๆ จะกลับไปเป็น "ผู้ถูกปกครอง" อย่างมีความสุข อย่างนั้นหรือ
 

สรุปรายชื่อผู้เสียชีวิตจากตึก 6 ชั้นถล่ม @ คลองหก ปทุมฯรวม 14 ราย

สรุปรายชื่อผู้เสียชีวิตจากตึก 6 ชั้นถล่ม @ คลองหก ปทุมฯ
15 ส.ค.57 - 00.45 น. ยอดผู้เสียชีวิตรวม 14 ราย
วันที่ 11 ส.ค. 57
1.น.ส.ณัฐมน โคกแปะ อายุ 17 ปี
2.ด.ช.สิทธิพันธ์ อายุ 4 ปี(บุตร น.ส.ณัฐมน)
วันที่ 12 ส.ค. 57
3.นายเชษฐา กำพูชาติ อายุ 39 ปี
วันที่ 13 ส.ค.57
4.นายใกล้รุ่ง ทับครบุรี
5.นางเพียบ มงคล
6.นายสิทธิโชค แกมมะณี อายุ 18 ปี
7.นายธนากร ตรีเมฆ อายุ 16 ปี
วันที่14 ส.ค. 57
8.นางสุนีย์ เหล่าว่าน
9.นายดนัย สุขสม อายุ 32 ปี (พี่ชายนายธวัชชัย)
10.นายอิมเฮือ อายุ 32 ปี ชาวกัมพูชา
11.นายพี (ยะเพ่ง) อายุ 20 ปี ชาว กัมพูชา
12.นายโอ้ยอุย ชาวกัมพูชา อายุ 27 ปี
13.นายธวัชชัย สุขสม อายุ24 ปี (สามีน.ส.ณัฐมน)
14. นายพุฒ โคกแปะ อายุ45ปี (บิดาน.ส.ณัฐมน)

ข่าวน่าสนใจ 14 ส.ค. 57

ข่าวน่าสนใจ 14 ส.ค. 57

08.40 น.คนร้ายลอบวางระเบิดรถสายตรวจตำรวจ สภ.ทุ่งยางแดง จ.ปัตตานี ได้รับบาดเจ็บ 4 นาย ขณะลาดตระเวน รปภ.เส้นทาง ส่วนอีกจุด ที่ อ.สายบุรี คนร้ายลอบวางระเบิดแสวงเครื่อง บนถนนเจาะกือแย-สายบุรี ส่งผลให้ทหารพรานที่เดินลาดตระเวนอยู่ได้รับบาดเจ็บสาหัส

09.12 น.จนท. สนธิกำลังรวบ 3 ผู้ต้องหาพร้อมอาวุธปืน-ระเบิด เตรียมก่อเหตุป่วนภาคใต้ ในพื้นที่ อ.สายบุรี จ.ปัตตานี หลังได้รับรายงานมีกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบเข้าหลบซ่อน

10.18 น.กกต. เปิดรับสมัครสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) วันแรก ผู้สมัครทยอยมาต่อเนื่อง อดีตส.ส. เพื่อไทย ประเดิมสมัคร ย้ำไม่เกี่ยวกับพรรค “ลีน่าจัง” โผล่แจม อ้างต้องการเงิน

10.51 น.ศาลฎีกา พิพากษายกฟ้อง คดีที่"ทักษิณ-พจมาน” ฟ้อง “นาม ยิ้มแย้ม-คตส. อีก11 คน” ปฏิบัติหน้าที่มิชอบ สาเหตุชี้มูลความผิดทุจริตซื้อที่ดินย่านรัชดา

11.22 น. “นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม” โต้ “ทนายปู” จี้หยุดชี้นำ ปมทุจริตจำนำข้าว ชี้เจตนาปากอ้างขอความเป็นธรรม แต่ขอเพิ่มพยานกว่า 60 ปาก ยื้อคดี วอนยิ่งลักษณ์เคารพกระบวนการยุติธรรม

11.53 น.รายการคืนความสุขให้คนในชาติ ศุกร์นี้ เลื่อนเวลา จาก 17.00 น. กลับไปเป็น 20.15 น. เหมือนเดิม เปิดทางถ่ายถอดสดวอลเลย์บอลหญิงเวิลด์กรังด์ปรีซ์

12.15 น.กระทรวงศึกษาธิการ สั่งปรับลดเวลาเรียนตามโรดแมป คสช. เตรียมเปิดวิชาเลือกเพิ่มขึ้นแก้ปัญหาเด็กกวดวิชา-ขาดผู้เรียนสายอาชีพ-นศ.ตกงาน

12.40 น. สหภาพTOT ร้อง คสช. ทบทวนตั้งคณะกรรมการบอร์ด 3 ราย หวั่นซ้ำรอยทุจริต

12.50 น.“รสนา-วีระ” เตรียมร้อง “บิ๊กตู่” ปตท. ตั้งบริษัทจัดการท่อก๊าซ “ดาราดัง” โผล่สนับสนุน

13.00 น. ประยุทธ์ฯ เข้าประชุมซุปเปอร์บอร์ด ถกแผนฟื้นฟูกิจการ 5รัฐวิสาหกิจขาดทุนหนัก

13.37 น.เพจ “เสรีไทย USA” แชร์คลิปว่อน “คอร์รัปชั่น=ทักษิณ”

13.50 น. ข่าวลือ ชื่อ ครม.ว่อนLINE.

14.57 น.มติ ปปช. ให้ สนช. ยื่นแสดงบัญชีทรัพย์แสดงต่อสาธารณะใน 30 วัน ชงเสนอชื่อ “วิชา-สรรเสริญ” เข้าสรรหาเป็นสมาชิก สนช.

15.37 น.คสช. ขีดเส้นตาย รื้อร้านค้า “หาดหัวหิน” เล็ง ตั้งป้ายโชว์ราคาอาหารชัดเจนหลังมีคนกินส้มตำถูกเรียกเก็บจานละ500บาท

15.49 น.“พระพุทธอิสระ” ห่วง “พล.อ.ประยุทธ์ฯ-คสช.” ตั้งคณะกรรมการสรรหา สปช.ทำภาพลักษณ์แย่ เตือนระวังถูกต่อต้าน

16.10 น.จนท.เร่งค้นหาร่างเหยื่อคอนโดฯ ฉาวถล่ม ยอดผู้เสียชีวิตพุ่ง 14ศพครบตามท่ีญาติร้องเรียนแล้ว

16.25 น.อธิบดีDSI มีคำสั่งยุติ คดี ส.ส.ประชาธิปัตย์บริจาคเงินเข้าพรรค หลังกกต.วินิจฉัยว่าไม่มีความผิด แต่ไม่บอกว่า อธิบดีเก่าท่ีสั้งว่าผิด จะถูกด่าหรือไม่