PR

@@ในความเคลื่อนไหวของสถานการณ์ที่ปรากฎเป็น"ข่าว"และ"ไม่เป็นข่าว"พยายามสแกนย่นย่อมานำเสนอและเป็นไว้เป็นฐานข้อมูลสังเคราะห์สถานการณ์ ที่นี่ "ข่าวที่ไม่เป็นข่าว"

วันศุกร์ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2558

นายกฯ เปิดใจกลางวงขุนทหาร น้อยใหญ่ ฮึ่ม! ไล่ พวกทำลายชาติ ไม่ควรอยู่ในแผ่นดินนี้

นายกฯ เปิดใจกลางวงขุนทหาร น้อยใหญ่ ฮึ่ม! ไล่ พวกทำลายชาติ ไม่ควรอยู่ในแผ่นดินนี้ ต้องใช้กม.จัดการ ผมทนไม่ได้ที่จะให้ทำลายประเทศต่อไป ในเมื่อไม่เกรงใจผม ผมก็จะไม่เกรงใจใคร เผย ตปท.เห็นบ้านเมืองเราสวยงามแต่ไม่รู้ว่าข้างในเป็นโพรง เรากำลังเติมอิฐทรายแต่มีคนเอาน้ำมาราดตอนยังไม่แห้ง คนพวกนี้ไม่ควรอยู่ในแผ่นดินนี้"แฉพวกต่อต้าน มีแผล มี เบื้องหลังทั้งนั้น ผมไม่เคยละเมิดใคร ตั้งแต่ใช้กฏอัยการศึก ม.44ไม่เคยมีคนตาย เตือนคนใช้อาวุธต่อสู้จนท.อย่าให้มากเกินไป...ยันไม่หลงระเริงในอำนาจ
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคสช.เป็นประธานงานสถาปนา โรงเรียนเสนาธิการทหารบก ครบ 106 ปี และพิธีเปิดอาคารโรงเรียนเสนาธิการทหารบกแห่งใหม่ กองคลังยุทโธปกณ์สรรพาวุธ ถนนพระรามที่ 5 เขตดุสิต
นายกรัฐมนตรี ทำพิธีเปิดอาคารโรงเรียน และมอบประกาศเกียรติคุณศิษย์เก่าดีเด่น จำนวน 8 ราย ดังนี้ 1.พล.อ.นิพัทธ์ ทองเล็ก สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ 2.พล.อ.สุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน 3.พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 4.พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ 5.พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม 6.พล.อ.ศิริชัย ดิษฐกุล ปลัดกระทรวงกลาโหม 7.พล.อ.วรพงษ์ สง่าเนตร ผู้บัญชาการสูงสุด (ผบ.สส.) 8.พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) และรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับเรื่องการศึกษา วันนี้ต้องเดินหน้าปฏิรูปการศึกษาทั้งระบบ รวมทั้งเรื่องอื่นๆ เพราะปัญหาส่วนใหญ่ที่เกิดขึ้นมีความซับซ้อน มีปัญหาเล็กน้อยซ้อนอยู่หลายชั้นยากต่อการแก้ปัญหา ซึ่งการศึกษาของทหารนั้นเราเน้นเรความเป็นระเบียบวินัย ทำให้สามารถคิดได้อย่างลึกซึ้ง และรู้จักใช้ข้อมูลให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดวนการตัดสินใจในการใช้อำนาจการบังคับบัญชานั้นจำเป็นต้องมีข้อมูลที่ครบถ้วน และผ่านหลายขั้นตอนซึ่งผู้บังคับบัญชามีหน้าที่ในการตัดสินใจ ระหว่างนั้นจะมีการประสานงานและบูรณาการ
"วันนี้สิ่งที่ผมได้จำมาใช้เป็นแนวคิดทางการทหารทั้งสิ้นที่เป็นพื้นฐานให้ผมในการมาใช้ในการทำงาน แต่สิ่งที่เรามีปัญหามากที่สุดในการบริหารราชการแผ่นดินคือการประสานงานและบูรณาการ การทำงานร่วมกัน ต่างคนยังต่างทำงานตามภารกิจกกระทรวงกันอยู่เหมือนเดิมมพันธกิจและภารกิจ งบประมาณก็ยังแยกกันอยู่เหมือนเดิมจึงไม่มีอะไรสำเร็จได้ เพราะต่างคนต่างทำออกมาเป็นคนละชิ้น"
นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า วันนี้รัฐบาลเข้ามาทำงานแล้ว 6 เดือน ซึ่งระยะแรก 4-5 เดือนแรกทำอะไรไม่ได้มากนัก 6 เดือนเข้ามาวางพื้นฐานแก้ไขปัญหาที่มีความทับซ้อนต้องใช้เวลาการเดินหน้าตามโรดแม็พที่มีอยู่วันนี้กระบวนการคิดของแต่ละคนมีหลากหลายไม่เหมือนกัน แต่ควรต้องมีหลักการและเหตุผล ต้องมีความรู้มีการศึกษาเพิ่มเติม ถ้าข้อมูลไม่ครบความคิดทุกคนจะไปคนละทิศคนละทางไม่มีจุดมุ่งหมายร่วม ต่างก็คิดที่จะทำงานเฉพาะของตัวเอง ดังนั้นวันนี้ต้องคิดใหม่ เพื่อให้ประเทศเดินไปข้างหน้า ต้องคิดว่าประเทศต้องการและยังขาดอะไร
หลายคนที่ไม่ใช่ทหารอาจไม่เข้าใจและเกรงกลัวต่ออำนาจ ซึ่งอำนาจของทหารคืออำนาจในการปกครองและบังคับบัญชา และอำนาจในการทำศึกสงครามและการสู้รบ รวมทั้งการช่วยเหลือประชาชนทั้งในยามปกติและยามสงคราม ซึ่งทหารยึดถือว่าตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ยืนยันว่าการมีอำนาจของทหารเป็นอำนาจแห่งการปกครองของผู้บังคับบัญชาในการปกครองบุคลากร 3 -4 แสนคนที่ถืออาวุธอยู่ทั้งสิ้น จึงไม่ต้องกลัวว่าผู้บังคับบัญชาหรือใครก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นอะไรก็ไม่สามารถทำอะไรนอกกรอบได้มากมาย ดังนั้นจึงต้องมีการหารือร่วมกันและหาข้อยุติได้ก่อนที่จะมีการสั่งการ
"สังคมเป็นห่วงว่าอำนาจต่างๆที่ผ่านมา จะทำให้หลงระเริงในอำนาจ แต่ผมคิดว่ายิ่งมีอำนาจมากยิ่งต้องระวัง ดังนั้นใครที่ให้ความสำคัญกับอำนาจมากนัก ส่วนใหญ่จะเกี่ยวข้องกับเป็นผลประโยชน์ และเกี่ยวข้องกับการกระทำกับสิ่งที่ไม่ถูกต้อง เราถึงต้องระวังเรื่องของอำนาจ จึงอยากให้ทุกคนเข้าใจ ใครที่สนใจแต่มาตราโน้นมาตรานี้ ทำไมไม่สนใจว่าทำอย่างไรที่จะใจจะให้คนในชาติสามัคคีกันได้อย่างไร มองว่าประเทศมีปัญหาอยู่ตรงไหน ปัญหาของเราวันนี้คือคนในประเทศมองปัญหาไม่เหมือนกัน ถ้ามายืนอยู่ในจุดที่ผมือแต่ละกระทรวงอยู่จะรู้ว่ามันเป็นอย่างไร นี่คือเหตุผลและความจำเป็นในการต้องมีอำนาจ ใช้ในการทำสิ่งที่ดี ถูกต้องกว่าเดิม ดีกว่าเดิม
ไม่ได้บอกว่าต้องดีที่สุด แต่ต้องดีกว่าเดิม จะอาศัยผู้นำ หรือรัฐมนตรีคนเดียวทำไม่ได้ ทุกคนในชาติต้องช่วยกันเพื่อให้ประเทศเดินหน้า"พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว
นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ต่างประเทศได้ข้อมูลจากเราทั้งสิ้นทุกเรื่อง จากสื่อเป็นส่วนใหญ่เกิดความเข้าใจผิดจำนวนมากอกถึงขนาดว่าผมจะใช้อำนาจในการประหารชีวิตสื่อ มันอะไรกันนักหนา สื่อมีหน้าที่สองอย่างซึ่ง ผมไม่ต้องการไปอะไรมาก เหมือนกับกลุ่มสิทธิมนุษยชนเองก็ต้องทำหน้าที่สองอย่าง คือหน้าที่พันธกรณีที่ทำไว้กับต่างชาติ ผมไม่ได้ไปคัดค้าน หน้าที่คือเพื่อชาติของท่านในการทำงานของสื่อรัฐบาลและ ผมไม่ได้ขอให้ปกปิดสามารถตรวจสอบได้ทุกอย่าง แต่ต้องให้ความเป็นธรรมก่อนเพราะถ้านำเสนอไปแล้วก็จะผิดไปเลย ทุกอย่างต้องมีเหตุและผลในการตัดสินใจใคร่ครวญ เพราะการกล่าวหาใดๆจะต้องมีหลักฐาน อย่าพูดปากเปล่า วันนี้ประเทศชาติเสียหาย เพราะทำงานด้วยปาก มีการเขียนแผนแต่ไม่ลงมือทำจริงหรือทำไม่ถึงครึ่ง รัฐบาลจึงต้องเข้ามาจัดระเบียบวินัย จัดระเบียบบ้านเมือง บางคนทนไม่ได้บอกไม่เป็นประชาธิปไตย
"ผมถามว่าใช่หรือไม่ ว่างๆต้องถามมิตรประเทศด้วยว่าเขามีสถานการณ์แบบเราหรือไม่ ทั้งการใช้อาวุธสงครามและการใช้ระเบิดเราต้องอธิบายให้เข้าใจ และจากวันนี้ผมจะไม่เกรงใจตราบใดที่ยังมีการพูดให้กองทัพและประเทศเสียหาย เพราะผมมายืนตรงนี้ผมต้องรับผิดชอบทุกอย่างอยู่แล้ว แต่ทุกคนต้องร่วมมือกับผมในการสร้างความเข้าใจ ทุกคนในชาติถ้าเป็นคนไทยต้องช่วยกันเพื่อประเทศไม่ต้องมาช่วยผม การเป็นประชาธิปไตยที่ถูกต้อง คือประชาธิปไตยที่ไม่ละเมิดคนอื่นและไม่ทำให้คนอื่นลำบาก เสียชีวิต รัฐบาลมีหน้าที่ดูแลคนไทยทั้งหมดจะเป็นสีไหน พรรคไหน ผมไม่สนใจ แต่จะดูแลคนทั้ง 60-70 ล้านคนให้ได้โดยเร็ว เพราะเวลาของเรามีจำกัด าเข้ามาเพื่อทำแผนไว้ให้อะไรทำได้ก็ต้องทำ ก็ต้องช่วยกันสวดมนต์ไหว้พระให้รัฐบาลใหม่ทำให้ได้ ซึ่งขณะนี้ได้แก้ไขปัญหาทุกหน่วยงาน ทุกกระทรวง สิ่งที่แก้ไม่ใช่สิ่งที่เลวร้าย เพราะทุกคนต้องทำตามรัฐบาลที่มีธรรมาภิบาล ถ้าทำตามความต้องการของตัวเอง็จะมีปัญหาตลอด มีคดีรกศาลไม่ว่าจะมีศาลเพิ่มอีกกี่ศาลหรือกฎหมายอีกกี่ฉบับ ดังนั้นการมีกฎหมาย มีรัฐธรรมนูญ 300 กว่าฉบับก็ไม่ได้ทำให้อะไรดีขึ้น เพราะทุกคนเอารัฐธรรมนูญมาต่อสู้กันเอากฎหมายมาต่อสู้มาตีความกัน ยิ่งทำก็ยิ่งวุ่นย บางประเทศไม่มีรัฐธรรมนูญ เพราะมีแล้ววุ่นวาย แต่ทำตามจารีตประเพณีก เพราะคนเขามีคุณภาพ มีตรรกะในการคิด มีเหตุผล และรับฟังคนอื่น ไม่ใช่ตั้งเข็มทิศอย่างเดียว "นายกรัฐมนตรีกล่าว
พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า ขอให้เข้าใจว่าหลักสูตรทางทำให้เรามองได้ลึกซึ้ง วันนี้นมีความรู้จากโรงเรียนทหารมาทั้งสิ้นนำมาบริหารก็มั่นใจว่าเพียงพอที่จะนำพาขับเคลื่อนทั้งเศรษฐกิจ สังคม จิตวิทยาได้ผลสัมฤทธิ์
ซึ่งมีทั้งคนพอใจและไม่พอใจ แต่เชื่อว่าจะดีขึ้นกว่าเดิม วันนี้รัฐบาลต้องแก้ใน 3 เรื่อง คือ การแก้ปัญหาที่ซับซ้อน การขับเคลื่อนประเทศไปข้างหน้าในภาวะเศรษฐกิจตกต่ำเพราะเศรษฐกิจโลกชะลอตัว
การปฏิรูปประเทศที่ต้องใช้เวลาอาจเป็น 10 ปี เพราะปัญหาหมักหมมมานาน ประชาธิปไตยไทยเป็นอย่างนี้มาโดยตลอด ถึงจะใช้เวลา เท่าไหร่ก็ต้องทำ ขณะเดียวกันประชาชนจะอยู่เฉยๆไม่ได้ แต่ต้องรวมตัวกันเป็นกลุ่มชนและถ้ารัฐบาลประชาธิปไตยที่ไม่มีธรรมาภิบาลก็จะพยายามดึงเอากลุ่มชนเหล่านี้มาเป็นพวกตัวเองเหมือนที่ผ่านมา
"วันนี้รัฐบาลแก้ปัญหาทุกอย่าง แต่ทุกคนก็สนใจแต่การเมือง จะเลือกตั้งอย่างไร ต่อให้อีก 10 ชาติ ถ้ายังเลือกเหมือนเดิม คนแบบเดิมมา มันก็เป็นแบบนี้ วันข้างหน้าก็จัดการกันเองแล้วกันผมก็ไปแล้ว ขณะนี้เราไม่มีปัญหากับประเทศอื่น เว้นแต่มีปัญหากันเอง ทุกประเทศยังมาพบทุกวัน ไม่ว่าจะยังมีกฎอัยการศึก หรือการประกาศใช้มาตรา 44 ก็ตาม แต่เวลาที่เขาแสดงความเห็นเขาไม่ได้พูดที่นี่ ที่สำคัญมีการล็อบบี้การเคลื่อนไหว ต่อต้านรัฐบาลโดยใช้คำว่าประชาธิปไตยมาบีบ มีการใช้คำว่าบังคับขู่เข็นใช้กฎอัยการศึก
อย่างวันนี้อ่านข่าวพาดหัวของสำนักข่าว CNN ที่ระบุว่าผมใช้อำนาจเต็มตามมาตรา 44 จะสั่งประหารนักข่าว ชึ่งผมอยากให้รู้ว่าอะไรเป็นอะไร และผมก็จะให้สัมภาษณ์น้อยที่สุด ถ้ายังไม่มีการปรับปรุงตัว แล้วก็มาบอกให้ใจเย็นๆ เพราะไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง หากคนเหล่านั้นยังมาปรามาส ผมก็จะพูดให้หมดว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง ทุกคนต่างมีแผลเหมือนกัน
"ที่ผ่านมาผมได้บอกกับต่างประเทศเสมอว่าขอเวลาให้คนไทย จะทำให้ทุกองค์กร ทุกหน่วยงาน แต่พอเริ่มทำก็มีปัญหา เพราะเขาไม่รู้ เห็นเพียงว่าบ้านเมืองเราสวยงาม แต่ไม่รู้ว่าบ้านเราเป็นโพรง ตอนนี้เรากำลังเติมอิฐเติมทรายแต่ก็มีคนเอาน้ำมาราดตอนที่ยังไม่แห้ง คนพวกนี้ไม่ควรอยู่ในแผ่นดินอีกต่อไป ผมเองบังคับไม่ได้ว่าใครจะชอบหรือไม่ชอบ
ผมผมทนไม่ได้ที่จะให้ทำลายประเทศต่อไป วันนี้ผมพูดไม่เกรงใจใคร ในเมื่อไม่เกรงใจผมผมก็ไม่เกรงใจ เพราะผมทำให้ประเทศผม ดังนั้นคนที่ต่อต้าน ลองลงไปดูมีเบื้องหลังทั้งนั้น ผมไม่เคยละเมิดใคร และตั้งแต่ประกาศใช้กฏอัยการศึกหรือมาตรา 44 ก็ไม่มีคนตายสักคนจะมีก็แต่คนที่ใช้อาวุธมาต่อสู้เจ้าหน้าที่ ส่วนสื่อก็ไม่ได้ปิด ไม่เคยปิดสักเล่มหนึ่ง ต่อไปนี้ขอให้เขียนให้ดี ถ้าเขียนไม่ดีก็จำเป็นต้องเรียกมาพูดคุย เพราะผมไม่เคยกลัวใครอยู่ ถ้ากลัวคงไม่กล้าก็ยืนอยู่ตรงนี้ไม่ได้ ถ้าคิดว่าผมไม่ดีก็บอกผม ผมไปให้อยู่แล้ว
"ที่พูดนี่มีใครสงสัยอะไรไหม พอพูดไปแล้วก็มีอารมณ์นิดหน่อยเพราะวิจารณ์ผมเยอะมาก มาถามเรื่องเศรษฐกิจผมคนเดียวจะรู้ทุกเรื่องไม่ได้ ผมนี่รู้มากกว่าคนเศรษฐกิจอีก อะไรที่เป็นนโยบาย เป็นหลักการก็กำลังทำอยู่ วันนี้คนที่ทำเศรษฐกิจเขาไม่ได้ปกป้องอะไร ถามว่าวันนี้อะไรแพงขึ้นในรัฐบาลทหารถ้าบอกมะนาวแพง เดี๋ยวไปรับที่บ้านผม ถ้าอยากกินมะนาวเยอะๆ วันละสัก 20 ลูกหรือจะเอาไปปลูกก็ใส่กระถางไป นี่เรียกว่าพูดเปรียบเทียบให้ฟังว่าทุกคนต้องช่วยตัวเองได้ ไม่ใช่ตื่นมาก็เป็นพญาธิปากขอ ผมสอนลูกน้องผมแบบนั้น
ผมดูแลทั้งเสียงส่วนใหญ่และส่วนน้อย ที่เขาเรียกว่าประชาธิปไตย ให้ได้รับความพึงพอใจแต่จะเอาประชาธิปไตยมาแบ่งพวกกันไม่ได้ เพราะเมื่อแบ่งแล้วต้องแก้ปัญหาให้ได้ การต่อต้านเป็นเรื่องธรรมดาในประชาธิปไตย แต่เมื่อต่อต้านแล้วรัฐบาลต้องแก้ให้ได้ แต่จะมาชุมนุมยืดเยื้อ 6-10 เดือน และขอประกาศไว้เลยจะเกิดในสมัยผมไม่ได้" พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า "อย่ามาทำให้ประเทศเดือดร้อน อย่ามาใช้คำว่าประชาธิปไตยตอนนี้ เพราะผมให้อยู่แล้ว มันเดือดร้อนอะไรตรงไหน มาเดือดร้อนกับคำว่าประชาธิปไตยอีกหรือ และประชาธิปไตยเดิมๆ วันหน้าท่านก็ไปอยู่กับเขาอีก เพราะฉะนั้นวันหน้าสิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อไปคือการเลือกตั้ง มีรัฐธรรมนูญ ผมก็ทำตามโรดแมปไม่เคยเลื่อน ก็ต้องขึ้นอยู่กับสถานการณ์ว่าเมื่อไรที่มีรัฐธรรมนูญประมาณเดือนกันยายน ถ้ามันออกได้ แต่ตอนนี้ก็แทบฆ่ากันตายอยู่แล้ว ส่วนรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่จะเกิดขึ้นต้องเน้นเรื่องการปฏิรูปและธรรมาภิบาล ไม่ใช่ใช้แต่จินตนาการเท่านั้น แบบนั้นไม่ได้ อะไรที่เคยเป็นปัญหาในอดีตต้องแก้ได้ อะไรดีๆ ในรัฐธรรมนูญปี 2540-2550 เอามาใส่ถ้าแก้ปัญหาได้ และต้องแก้ไขได้ อะไรที่จะอยู่จนตายมันเป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว เพราะที่ผ่านมาเขียนมาไม่เคยได้ใช้เพราะบังคับตัวเองกันไม่ได้ เสียดายโอกาส เวลาการเป็นศูนย์กลางอาเซียนแต่ไม่เคยทำได้ ผมจะทำให้ได้ไม่ได้ลอกใครแต่ปัญหาคือทำจริงหรือเปล่า ไม่ใช่แค่ทำรายงาน 3-4 แผ่นว่าทำไปและจบ อะไรที่ต้องตรวจสอบผมสั่งให้ตรวจทั้งหมด ผิดคือผิด อย่าบอกว่าไม่รู้ไม่ทราบ ทำผิดกฏหมายก็ต้องผิด เงินที่มันผิดกฎหมายก็คือผิดกฎหมาย จะมาบอกว่าคืนแล้วจบไปมันไม่ใช่ ไม่ถูกต้อง หากใครเดือดร้อนก็ส่งเรื่องมาทำเนียบฯ ได้ผมรับหมด
ส่วนข้าราชการผมสั่งการไปบางครั้งก็สับสน บางคนชอบก็ดีไปตั้งใจทำงาน ส่วนใครที่ไม่ชอบบอกเป็นรัฐบาลทหารไม่รู้เรื่องอะไร แต่พอไล่เรียงรายละเอียดไปๆ มาๆ ทหารรู้เรื่องกว่าคุณอีก รู้ว่าจะทำอย่างไรให้เกิดผลไม่ใช่เอาแต่ในตำรา สุดท้ายนักเรียนโรงเรียนเสนาธิการทุกคน ขอช่วยให้ประเทศพัฒนา มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน"
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังกล่าวจบนายกรัฐมนตรีร่วมถ่ายภาพหมู่เป็นที่ระลึก และเยี่ยมชมอาคารเรียน
ก่อนเดินทางกลับทำเนียบรัฐบาล นายกฯปฏิเสธที่จะให้สัมภาษณ์พร้อมกล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า "ไม่ได้โกรธหรอกนะ"


วันพฤหัสบดีที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2558

“อภิสิทธิ์” ระบุรัฐบาลได้อำนาจเบ็ดเสร็จจากการประกาศใช้ ม.44

“อภิสิทธิ์” ระบุรัฐบาลได้อำนาจเบ็ดเสร็จจากการประกาศใช้ ม.44
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เผยรัฐบาลรัฐบาลรับรู้แรงกดดันให้ยกเลิกกฎอัยการศึก แต่ยังไม่พร้อมยกเลิกโดยปราศจากเครื่องมือในการควบคุมความสงบเรียบร้อย เพราะยังกังวลว่าจะมีการเคลื่อนไหว ชี้การประกาศใช้มาตรา 44 ทำให้ได้อำนาจเต็ม
นายอภิสิทธิ์ บอกบีบีซีไทยว่า เนื้อหาของมาตรา 44 ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ.2557 ได้ให้อำนาจเบ็ดเสร็จเช่นเดียวกับกฎอัยการศึก เพียงแต่รัฐบาลได้นำอำนาจที่มีอยู่แล้วมาจัดทำเป็นข้อ ๆ 14 ข้อ และออกเป็นคำสั่ง ซึ่งยังคงบทบาทของทหารไว้ และยังให้ทำหน้าที่ควบคู่กับตำรวจ ขณะที่คำสั่งห้ามชุมนุม ห้ามเสนอข่าว และการให้พลเรือนต้องขึ้นศาลทหาร ก็เป็นรายละเอียดที่มีอยู่ในคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) อยู่แล้ว
นายอภิสิทธิ์ แนะให้รัฐบาลและ คสช. ผ่อนคลายให้ดำเนินกิจกรรมบางอย่างได้ แต่มีเงื่อนไขว่าต้องไม่ใช่กิจกรรมที่ก่อให้เกิดความวุ่นวาย และยังควรหาทางผ่อนคลายการควบคุมในเรื่องต่าง ๆ ต่อไป
วันนี้ เจ้าหน้าที่กระทรวงต่างประเทศสหรัฐผู้หนึ่งออกมาระบุว่า การที่ไทยยกเลิกกฎอัยการศึก และนำมาตรา 44 ในรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2557 มาใช้ในการรักษาความสงบเรียบร้อยนั้น ไม่ช่วยนำความเป็นประชาธิปไตยกลับคืนมา และสหรัฐมีความห่วงกังวลว่า สิ่งที่สหรัฐอยากเห็น คือการยกเลิกจำกัดสิทธิเสรีภาพในการแสดงความเห็น และยกเลิกการควบคุมตัวบุคคลจะไม่เกิดขึ้นภายใต้มาตรา 44
ขณะที่นาย ซาอิด ราด อัล ฮุสเซน ข้าหลวงใหญ่ด้านสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติระบุว่า การที่ผู้นำไทยเปลี่ยนมาใช้อำนาจตามมาตรา 44 นั้น ยิ่งเป็นการเปิดโอกาสให้มีการละเมิดสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานได้มากขึ้น ทำลายเสรีภาพในการแสดงออก รวมทั้งล้มล้างระบบการตรวจสอบถ่วงดุลอำนาจของรัฐบาลไปอย่างสิ้นเชิง ซึ่งทำให้การยกเลิกกฎอัยการศึกไม่มีความหมายสำคัญแต่อย่างใด

สหรัฐวิจารณ์ไทย ยกเลิกกฎอัยการศึกใช้ ม. 44 ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง

สหรัฐวิจารณ์ไทย ยกเลิกกฎอัยการศึกใช้ ม. 44 ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง สหประชาชาติย้ำ ยิ่งเปิดโอกาสให้ละเมิดสิทธิมนุษยชนได้มากขึ้น ด้านศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนออกเอกสารวิเคราะห์การใช้คำสั่งหัวหน้า คสช. โดยมากเหมือนยังใช้กฎอัยการศึก แต่เพิ่มอำนาจให้เจ้าหน้าที่รักษาความสงบเรียบร้อย
เจ้าหน้าที่กระทรวงต่างประเทศสหรัฐผู้หนึ่งระบุว่า การที่ไทยยกเลิกกฎอัยการศึก และนำมาตรา 44 ในรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2557 มาใช้ในการรักษาความสงบเรียบร้อยนั้น ไม่ช่วยนำความเป็นประชาธิปไตยกลับคืนมา และสหรัฐมีความห่วงกังวลว่า สิ่งที่สหรัฐอยากเห็น คือการยกเลิกจำกัดสิทธิเสรีภาพในการแสดงความเห็น และยกเลิกการควบคุมตัวบุคคลนั้น จะไม่เกิดขึ้นภายใต้มาตรา 44 อย่างไรก็ตาม สหรัฐจะยินดี หากไทยสามารถนำสิทธิเสรีภาพของพลเมืองให้กลับคืนมาได้อย่างสมบูรณ์และแท้จริงมากกว่า
ด้านนาย ซาอิด ราด อัล ฮุสเซน ข้าหลวงใหญ่ด้านสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติระบุว่า การที่ผู้นำไทยเปลี่ยนมาใช้อำนาจตามมาตรา 44 นั้น ยิ่งเป็นการเปิดโอกาสให้มีการละเมิดสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานได้มากขึ้น ทำลายเสรีภาพในการแสดงออก รวมทั้งล้มล้างระบบการตรวจสอบถ่วงดุลอำนาจของรัฐบาลไปอย่างสิ้นเชิง ซึ่งทำให้การยกเลิกกฎอัยการศึกไม่มีความหมายสำคัญแต่อย่างใด
รศ. ดร. ฐิตินันท์ พงษ์สุทธิรักษ์ อาจารย์ประจำสถาบันศึกษาความมั่นคงและนานาชาติ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยแสดงความเห็นต่อกรณีมาตรา 44 ด้วยว่า แท้ที่จริงแล้ว ไทยยังคงอยู่ในสภาพการณ์แบบเดิม โดยการจำกัดควบคุมสิทธิต่างๆยังคงเดิม แต่ด้วยการที่มีผู้เห็นต่างทางการเมืองที่แสดงออกเพิ่มขึ้น การจำกัดควบคุมภายใต้มาตรา 44 น่าจะมีความเข้มงวดรุนแรงขึ้นกว่าเดิม
ส่วนศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ได้เผยแพร่เอกสารเพื่อทำความเข้าใจกับประชาชน กรณียกเลิกกฎอัยการศึก และนำคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ ฉบับที่ 3/2558 มาบังคับใช้แทนว่า ในความเป็นจริงแล้ว คำสั่งนี้โดยทั่วไปยังคงไว้ซึ่งอำนาจตามกฎอัยการศึก แต่เพิ่มเติมเรื่องที่เจ้าหน้าที่รักษาความสงบเรียบร้อยไม่ต้องรับผิดทางอาญาหรือวินัยจากการปฏิบัติหน้าที่ และไม่สามารถยื่นฟ้องเจ้าหน้าที่ต่อศาลปกครองได้ กฎอัยการศึกยังคงมีบังคับใช้อยู่ในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้และพื้นที่ชายแดนอื่นๆ พลเรือนยังคงต้องขึ้นศาลทหาร มีการให้อำนาจเจ้าหน้าที่ทหารเป็นพนักงานสอบสวนในคดีความผิดต่อพระมหากษัตริย์และความมั่นคง ซึ่งไม่เคยปรากฏมาก่อน นอกจากนี้ การควบคุมตัวผู้กระทำความผิด ยังเป็นไปในแนวเดียวกับกฎอัยการศึก คือไม่มีสิทธิพบญาติและทนายความเช่นเดิม

'พล.อ.ไพบูลย์'สั่งเดินหน้าสอบโบนันซ่ารุกป่าสงวน

'พล.อ.ไพบูลย์'สั่งเดินหน้าสอบโบนันซ่ารุกป่าสงวน

โดย :  
  • ภาพ
  • ไพบูลย์ คุ้มฉายา,โบนันซ่า,รุกป่าสงวน
    'พล.อ.ไพบูลย์'สั่งเดินหน้าสอบโบนันซ่ารุกป่าสงวน
รูปภาพ :
1
  
"พล.อ.ไพบูลย์" สั่งดำเนินการตรวจสอบต่อหลังข้อมูลเบื้องต้นพบ "โบนันซ่า" มีการกระทำความผิดในการบุกรุกพื้นที่ป่าสงวนจริง

พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เผยถึงความคืบหน้าการตรวจสอบการบุกรุกพื้นที่ก่อสร้างสนามกอล์ฟและสนามแข่งรถของบริษัท โบนันซ่า อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ว่า เบื้องต้นได้รับรายงานว่า หลักฐานค่อนข้างชัดเจนว่าบริษัทเอกชนดังกล่าว มีการกระทำความผิดจริง จึงสั่งให้หน่วยงานที่รับผิดชอบดำเนินการต่อ 
กรณีการบุกรุกพื้นที่ป่าของโบนันซ่าถือว่ามีการทำความผิดสำเร็จแล้ว เพราะมีสิ่งปลูกสร้างเกิดขึ้นมาหลายปี เมื่อความผิดเกิดขึ้นแล้ว ถึงแม้จะบอกว่ายอมคืนพื้นที่ให้กับทางราชการก็ไม่พ้นความผิดตามกฎหมาย ส่วนเจ้าหน้าที่เคยตรวจสอบพบว่าเอกชนทำความผิดจริงมานานแล้ว แต่กลับไม่ยอมดำเนินการตามกฎหมายก็ต้องมีความผิดเช่นกัน เบื้องต้นจะเปิดโอกาสให้ชี้แจงเหตุผลที่ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่กับหน่วยงานในสังกัดก่อน 

ด้านนายธนวัฒน์ สนิทศักดิ์ดี เจ้าหน้าที่สืบสวนชำนาญการคดีพิเศษ สำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ ป.ป.ท. เผยหลังลงพื้นที่ตรวจสอบสนามแข่งรถโบนันซ่าสปีดเวย์ ตำบลขนงพระ อำเภอเขาใหญ่ จังหวัดนครราชสีมา ของบริษัท โบนันซ่าฯ ว่า เบื้องต้นได้แจ้งข้อหาบุกรุกตาม พ.ร.บ. ป่าไม้ 2484 เนื่องจากพบหลักฐานเอกสารที่ตรวจพบจาก น.ส.3 ก.ที่ใช้อ้างการครอบครองที่ดินดังกล่าวชัดเจนว่าสนามแข่งรถนั้นได้ก่อสร้างรุกล้ำพื้นที่สาธารณะ รวมถึงบุกรุกพื้นที่เขตป่าสงวนแห่งชาติป่าเขาเสียดอ้า ป่าเขานกยูง และป่าเขาอ่างหิน ประมาณ 103 ไร่ โดยหลังจากนี้จะต้องเสนอให้กรมที่ดินเพิกถอนตามกฎหมาย นอกจากนี้ในการตรวจสอบยังพบประเด็นที่นายไพวงศ์ เตชะณรงค์ มีชื่อเป็นผู้เสียภาษีบำรุงท้องที่ ภบท.5 ตั้งแต่ปี 2547 ซึ่งเจ้าหน้าที่จะเรียกเข้าให้ปากคำในฐานะที่มีชื่อเป็นผู้ครอบครองที่ดินด้วย 

สำหรับพื้นที่ของโบนันซ่าจากการตรวจสอบพบว่านอกจากสนามแข่งรถแล้วยังมีสนามกอล์ฟและพื้นที่อีกหลายจุดที่มีการขยายพื้นที่เพิ่มเติมจากเอกสารสิทธิ โดยเจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างการตรวจสอบเอกสารเพื่อขยายผลไปตรวจสอบพื้นที่ทั้งหมดของโบนันซ่า
- See more at: http://www.bangkokbiznews.com/news/detail/641921#sthash.NQY5aYSC.dpuf

เบื้องหลังไทยตกมาตรฐานการบิน ปลอดภัยต่ำ

"วันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์" เล่าเบื้องหลังไทยตกมาตรฐานการบิน ปลอดภัยต่ำ-เครื่องห่วยแตก

Prev
1 of 2
Next
คลิกภาพเพื่อขยาย
updated: 02 เม.ย 2558 เวลา 12:28:46 น.
ประชาชาติธุรกิจออนไลน์
ปัญหาการตรวจสอบมาตรฐานกรมการบินพลเรือน ขององค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ หรือ "ไอซีเอโอ" ของประเทศไทย เริ่มส่งผลกระทบวงกว้างมากขึ้น แม้ว่าล่าสุด พลเอกประจิน จั่นตอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม จะเปิดเผยว่า  ญี่ปุ่นยอมเปิดน่านฟ้ารับสายการบินของไทยในช่วงอีก 2 เดือนจากนี้ แต่ก็ยังเป็นการแก้ปัญหาระยะสั้น ขณะเดียวกันรายงานจากสำนักข่าวต่างประเทศระบุว่า จีนได้เป็นอีกประเทศหนึ่งที่ห้ามสายการบินไทย ประเภทเช่าเหมาลำ เพิ่มเที่ยวบินใหม่ไปยังจีน ขณะที่อีกหลายประเทศที่รับทราบเอกสารข้อมูลจากไอซีเอโอ ก็เริ่มตั้งข้อสังเกตต่อมาตรฐานการบินของกรมการบินพลเรือนของไทยด้วยเช่นกัน



จากประเด็นดังกล่าว วันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์  อดีตรองผู้อำนวยการสถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส ได้โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัว กล่าวถึง "เบื้องหลังไทยสอบตกมาตรฐานความปลอดภัยการบิน" โดยระบุว่า

กรมการบินพลเรือนของไทย สอบตกมาตรฐานขององค์กรการบินพลเรือนระหว่างประเทศ หรือ ICAO พบว่า ไทยมีข้อบกพร่องต่อความปลอดภัยการเดินอากาศ มีคะแนนต่ำที่สุดในอาเซียน ต่ำกว่าเขมรและลาวเสียอีก จนล่าสุด ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ประกาศลดจำนวนเครื่องจากเมืองไทย

เพื่อนคนหนึ่งเป็นนายช่างใหญ่ที่สนามบิน ได้เล่าปัญหาส่วนหนึ่งให้ฟังว่า มาตรฐานความปลอดภัยของ ICAO สูงมาก เครื่องยนต์และอุปกรณ์ด้านความปลอดภัยในเครื่องบินต้องผ่านการตรวจว่าสมบูรณ์ 100% แต่ที่เมืองไทย...

1. ที่ข่าวบอกว่าเป็นปัญหาเพราะ การเพิ่มจำนวนของสายการบินโลว์คอส ทำให้การตรวจสอบคุณภาพไม่ทั่วถึงนั้น เพื่อนบอกว่า จริง ๆ แล้วเป็นเพราะเจ้าหน้าที่นอกจากไม่พอแล้ว คุณภาพยังห่วยมาก ไม่มีความรู้เพียงพอ แถมยังเซ็นผ่านรับรองเครื่องบินง่าย ๆ เพราะมีค่าน้ำร้อนน้ำชา

2. ปัญหาที่ตลกไม่ออกคือ คนที่ไปตรวจสอบคุณภาพเครื่องบิน ภาษาอังกฤษไม่แข็งแรงพอที่จะพูดกับต่างชาติได้ การตรวจก็เลยไม่ได้มาตรฐานจริง ๆ

3. เมื่อเครื่องบินบินไปสนามบินประเทศอื่น ทางโน้นก็ตรวจเครื่องยนต์แบบมืออาชีพ ก็พบว่าเครื่องบินที่บินมาจากไทยผ่านการตรวจมาได้อย่างไร คุณภาพห่วยแตก

4. อะไหล่ทุกอย่างมีอายุการใช้งาน เมื่อถึงอายุครบกำหนดต้องเปลี่ยนอย่างเดียว แต่ที่นี่เมืองไทย คนตรวจก็สามารถเซ็นให้ผ่านได้ง่าย ๆ ไม่ต้องเปลี่ยน และที่น่าเป็นห่วงคือ อุปกรณ์ช่วยชีวิต ท่อหายใจ เสื้อชูชีพ ไม่แน่ใจว่าบนเครื่องบินจะหมดอายุไปนานเท่าไหร่แล้ว

5. ICAO เตือนไทยมานานแล้ว แต่ระบบราชการ ไม่สนใจ ทำงานแบบไทย ๆ ไม่ใช่เรื่องของกู พอหูตาแหกมา ก็บอกว่า เดี๋ยวให้นายกฯ ไปคุยกับ นายก ญี่ปุ่น นี่คือการแก้ปัญหาแบบไทย ๆ เหมือนกัน ไม่มีใครเอาความปลอดภัยของคนอื่นมาเสี่ยงหรอก

6. คงมีทยอยตามมาอีกหลายประเทศที่จะลดจำนวนเครื่องบินจากไทย ล่าสุดน่าจะเป็นสิงคโปร์

7. สรุปแล้ว ต้นเหตุปัญหานอกจากระบบราชการไทย ที่ไม่สนใจพัฒนาใด ๆ แล้ว ปัญหาการร่วมมือกันกินใต้โต๊ะของหลายองค์กร คือเรื่องใหญ่ที่ไม่มีใครกล้าแตะ

8. เพื่อนบอกว่าอีกนานกว่าจะแก้ปัญหาได้ เพราะรัฐบาลแก้ปัญหาไม่ถูก นึกว่าเป็นเรื่องของกำลังคนไม่พอ เติมคนก็ไม่แก้ปัญหา แต่ต้องไปล้างระบบใหม่เลย

9. อ่านแล้วไม่ต้องเชื่อ ลองฟังทางราชการจะบอกว่าอย่างไร



ที่มา : มติชนออนไลน์

อัตราโทษใหม่ตามประกาศหัวหน้า คสช. 3/2558

อัตราโทษใหม่ตามประกาศหัวหน้า คสช. 3/2558
.
ตามที่หัวหน้า คสช. ออกประกาศฉบับใหม่นั้น มีประเด็นเกี่ยวกับอัตราโทษใหม่ ซึ่งมีทั้งเพิ่มขึ้นและลดลง ดังนี้
.
++ ข้อ 9 ผู้ใดฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของเจ้าพนักงานรักษาความสงบเรียบร้อยหรือผู้ช่วยเจ้าพนักงานรักษาความสงบเรียบร้อย ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
.
ถือเป็นการเพิ่มอัตราโทษ จากเดิมผู้ที่ฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามคำสั่งเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 368 มีโทษจำคุกไม่เกิน 10 วัน หรือปรับไม่เกิน 500 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
.
++ ส่วนข้อ 10 ของประกาศหัวหน้า คสช. ความว่า ผู้ใดต่อสู้หรือขัดขวางเจ้าพนักงานรักษาความสงบเรียบร้อยหรือผู้ช่วยเจ้าพนักงานรักษาความสงบเรียบร้อยในการปฏิบัติหน้าที่ตามคำสั่งนี้ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
.
เพิ่มอัตราโทษเช่นกัน จากเดิมในประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 138 ระบุว่าผู้ใดต่อสู้หรือขัดขวางเจ้าพนักงาน มีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 2,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
.
++ ข้อ 11 บุคคลที่ถูกควบคุมตัว แล้วถูกปล่อยตัวอย่างมีเงื่อนไข หากฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไข มีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
.
ซึ่งลดลงกึ่งหนึ่งจากอัตราโทษเดิมในประกาศคสช.ฉบับที่ 39/2557 และ 40/2557 ที่ระบุว่าผู้ใดฝ่าฝืนหรือไม่ทำตามเงื่อนไขการปล่อยตัว มีโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 40,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
.
++ ขณะที่ความในข้อ 12 ของประกาศดังกล่าวมีอยู่ว่า ผู้ใดมั่วสุม หรือชุมนุมทางการเมือง ณ ที่ใดๆ ที่มีจำนวนตั้งแต่ 5 คนขึ้นไป ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
.
เมื่อเปรียบเทียบกับลักษณะความผิดเดียวกันในประกาศคสช.ฉบับที่ 7/2557 เรื่อง ห้ามชุมนุมทางการเมือง พบว่า อัตราโทษลดลงกึ่งหนึ่ง ซึ่งกำหนดโทษไว้ว่า จำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
.
นอกจากนี้ ประกาศหัวหน้า คสช. ข้อ 12 ยังเพิ่มเติมข้อยกเว้นการชุมนุมทางการเมืองว่า สามารถทำได้หากได้รับอนุญาตจากหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติหรือผู้ที่ได้รับมอบหมาย


ชวนดูอำนาจของ “เจ้าพนักงานรักษาความสงบเรียบร้อย”ตามคําสั่งหัวหน้า คสช. ฉบับที่ 3/2558

ชวนดูอำนาจของ “เจ้าพนักงานรักษาความสงบเรียบร้อย”ตามคําสั่งหัวหน้า คสช. ฉบับที่ 3/2558

หลังจาก คสช. ประกาศยกเลิกกฎอัยการศึกทั่วราชอาณาจักร และประกาศคำสั่งหัวหน้าคสช.ฉบับที่ 3/2558 เรื่อง การรักษาความสงบเรียบร้อยและความมั่นคงของชาติ โดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญชั่วคราวปี 2557

คำสั่งนี้กำหนดให้ หัวหน้า คสช. สามารถแต่งตั้ง “เจ้าพนักงานรักษาความสงบเรียบร้อย” อันได้แก่ ทหารที่มียศตั้งแต่ร้อยตรี เรือตรี หรือเรืออากาศตรีขึ้นไป (ทหารชั้นสัญญาบัตร) และให้มีผู้ช่วยพนักงานรักษาความสงบเรียบร้อยคือทหารที่มียศต่ำกว่าเจ้าพนักงานรักษาความสงบเรียบร้อย ลงมา

โดย "เจ้าพนักงานรักษาความสงบเรียบร้อย" และ "ผู้ช่วยเจ้าพนักงานรักษาความสงบเรียบร้อย" จะเป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา และเป็นพนักงานฝ่ายปกครองหรือตํารวจตามกฎหมาย
ทั้งนี้ เจ้าพนักงานฯ ยังเป็นพนักงานสอบสวนตามประมวลวิธีพิจารณาความอาญาอีกด้วย
----------------------------------------------
เจ้าพนักงานรักษาความสงบเรียบร้อย มีหน้าที่ดําเนินการป้องกันและปราบปราม การกระทําอันเป็นความผิดดังนี้
- ความผิดต่อองค์พระมหากษัตริย์ ฯลฯ (มาตรา 107-112)
- ความผิดต่อความมั่นคงของรัฐภายในราชอาณาจักร (มาตรา 113 - 118)
- ความผิดตามกฎหมายว่าด้วยอาวุธ เครื่องกระสุนปืน ฯลฯ ที่ใช้เฉพาะในการสงคราม
- ความผิดอันเป็นการฝ่าฝืนประกาศหรือคําสั่ง คสช. หรือ หัวหน้า คสช.
----------------------------------------------
อำนาจใหม่ของทหาร "เรียกคนรายงานตัว" "เข้าร่วมการสอบสวน" แต่ตรวจค้นจับกุมต้องมีหมายศาล
คำสั่งหัวหน้า คสช. กำหนดให้ "เจ้าพนักงานรักษาความสงบเรียบร้อย" มีอำนาจออกคําสั่ง "เรียกให้บุคคลมารายงานตัว" หรือมาให้ถ้อยคำ เอกสาร หลักฐานที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดตามคำสั่งหัวหน้า คสช. และสามารถ "เข้าร่วมในการสอบสวน" ช่วยเหลือ หรือสนับสนุน พนักงานสอบสวนได้ ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นอำนาจใหม่ที่เพิ่มให้กับเจ้าพนักงานฯ
แต่ทั้งนี้ ในการจับกุมตัวบุคคลและตรวจค้นไม่สามารถทำได้อย่างอิสระเทียบเท่ากฎอัยการศึก เช่น การจับกุมตัวบุคคลต้องเป็นผู้กระทำความผิดซึ่งหน้า และการจะเข้าไปตรวจค้น ไม่ว่าจะเป็นตัวบุคคล เคหสถาน หรือยานพานะ ต้องมีเหตุอันควรสงสัยว่ามีความผิด และต้องอยู่ในภาวะเร่งด่วนที่ไม่อาจขอหมายศาลได้ทันเพราะจะทำให้ล่าช้าเกินไป หากเป็นการจับกุมในกรณีทั่วไปที่ไม่ใช่ความผิดซึ่งหน้าหรือการค้นที่ไม่ใช่กรณีเร่งด่วน เจ้าพนักงานไม่มีอำนาจทำได้เอง ต้องขอหมายศาลก่อน
สิ่งที่ไม่แตกต่างจากกฎอัยการศึกคือ "ปิดกั้นสื่อ" เพราะ เจ้าพนักงานฯ ก็มีอำนาจออกคําสั่งห้ามการเสนอข่าว การจําหน่าย หรือทําให้ แพร่หลายซึ่งหนังสือ สิ่งพิมพ์ หรือสื่ออื่นใด ที่มีข้อความทําให้ประชาชนหวาดกลัว หรือเจตนาบิดเบือนข้อมูลข่าวสาร หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติหรือความสงบเรียบร้อยของประชาชนได้
----------------------------------------------
ไม่มีการกำหนดอำนาจเรื่องการประกาศเคอร์ฟิว และตรวจค้นข่าวสาร
ประเด็นที่ขาดหายไปเมื่อเทียบกับกฎอัยการศึก เช่น อำนาจห้ามบุคคลออกนอกเคหะสถานภายในระหว่างระยะเวลาที่กําหนด หรือการประกาศเคอร์ฟิว ซึ่งเป็นสิ่งที่ คสช. เคยใช้ในช่วงต้นของการรัฐประหาร นอกจากนี้การตรวจข่าวสาร จดหมาย โทรเลข หีบห่อ หรือสิ่งอื่นใดที่ส่งหรือมีไปมาถึงกัน ที่เป็นอำนาจในกฎอัยการศึกก็ไม่ปรากฏในคำสั่งฉบับนี้


IS บุกยึดค่ายผู้ลี้ภัย กลางเมืองหลวงซีเรีย!

นักรบของกลุ่มรัฐอิสลามหรือไอเอส บุกเข้าโจมตีค่ายผู้ลี้ภัยชาวปาเลสไตน์ในกรุงดามัสกัส เมืองหลวงของซีเรีย ทำให้เกิดการสู้รบกันอย่างรุนแรง ภายในค่ายผู้ลี้ภัยดังกล่าว โดยข้อมูลนี้ได้รับการยืนยันโดยทางการปาเลสไตน์ ที่เฝ้าติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

ค่ายผู้ลี้ภัยชาวปาเลสไตน์ในกรุงดามัสกัสดังกล่าว มีชื่อว่า ′ยาร์มุก′ ตั้งอยู่ไม่ไกลจากศูนย์กลางของกรุงดามัสกัสมากนัก โดยสหประชาชาติ หรือยูเอ็น เปิดเผยว่า ภายในค่ายแห่งนี้ มีชาวปาเลสไตน์อาศัยอยู่
มากถึง 18,000 คน และมีผู้หญิงและเด็กเป็นจำนวนมาก
ซึ่งทางยูเอ็นได้เรียกร้องให้กลุ่มไอเอสยุติการสู้รบ และเปิดทางให้เจ้าหน้าที่อาสาสมัครสามารถเข้าไปให้ความช่วยเหลือผู้ลี้ภัยได้ ซึ่งจนถึงขณะนี้ ทางกลุ่มไอเอส ก็ยังไม่ได้ออกมาเปิดเผยข้อมูลการโจมตีค่ายผู้ลี้ภัยดังกล่าวแต่อย่างใด
ขณะกลุ่มสังเกตการณ์ด้านสิทธิมนุษยชนในซีเรีย ซึ่งมีฐานปฏิบัติงานอยู่ในกรุงลอนดอนของอังกฤษ ก็รายงานว่า กลุ่มนักรบของไอเอส ได้เข้าครอบครองพื้นที่ส่วนใหญ่ของค่ายผู้ลี้ภัยดังกล่าวแล้ว และนี่ถือเป็นครั้งแรก ที่ไอเอสเคลื่อนพลเข้ามาถึงเมืองหลวงของซีเรีย และก่อเหตุรุนแรงเช่นนี้
ทั้งนี้ ค่ายผู้ลี้ภัยชาวปาเลสไตน์ยาร์มุก สร้างขึ้นตั้งแต่ปี 1948 หรือระหว่างสงครามอาหรับ-อิสราเอล ซึ่งก่อนหน้าที่จะเกิดสงครามกลางเมืองในซีเรียนั้น ค่ายแห่งนี้เป็นที่อยู่อาศัยของชาวปาเลสไตน์กว่า 150,000 คน และได้รับการขนานนามว่าเป็นเมืองหลวงของค่ายผู้ลี้ภัยชาวปาไลสไตน์
แต่หลังจากเกิดสงครามกลางเมืองในซีเรีย ผู้ลี้ภัยชาวปาเลสไตน์ก็ได้อพยพหลบหนีออกไปจำนวนมาก และสภาพความเป็นอยู่ของคนที่ยังอาศัยอยู่ที่นี่ก็เป็นไปอย่างแร้นแค้น และหากว่ากลุ่มไอเอสสามารถยึดค่ายผู้ลี้ภัยแห่งนี้ได้ ก็อาจทำให้มีผู้เสียชีวิตเป็นจำนวนมากด้วย


"คดีร้ายแรง-เชื่อหลบหนี"ศาลยกคำร้อง"ศุภชัย"ปล่อยตัวชั่วคราว ฝากขัง12วัน

"คดีร้ายแรง-เชื่อหลบหนี"ศาลยกคำร้อง"ศุภชัย"ปล่อยตัวชั่วคราว ฝากขัง12วัน
Cr:สำนักข่าวอิศรา
“ศุภชัย ศรีศุภอักษร” เข้ามอบตัวดีเอสไอตั้งแต่ 8 โมง คดียักยอกทรัพย์สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น ก่อนนำตัวฝากขังศาลอาญา ล่าสุดไม่ให้ประกันตัว ฝากขังเรือนจำพิเศษกรุงเทพ 12 วัน ระบุพฤติการคดีสร้างความเสียหายแก่ประชาชนจำนวนมากอย่างร้ายแรง หากได้รับการปล่อยตัว อาจหลบหนี
ผู้สื่อข่าวสำนักข่าวอิศรา www.isranews.org รายงานว่า เมื่อวันที่ 2 เมษายน 2558 เวลา 08.00 น. นายศุภชัย ศรีศุภอักษร อดีตประธานสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น เข้ามอบตัวต่อพนักงานสอบสวนฯ ที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ในคดียักยอกทรัพย์สินสหกรณืเครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น หลังจากนั้น พนักงานสอบสวนฯ นำตัวนายศุภชัย มาฝากขังที่ศาลอาญา เมื่อเวลาประมาณ 10.30 น.
โดยทีมทนายของนายศุภชัย เปิดเผยต่อผู้สื่อข่าวว่า "ได้เตรียมหลักทรัพย์เพื่อนำมาขอยื่นประกันตัวนายศุภชัยแล้ว ขึ้นอยู่กับดุลพินิจของศาลว่าจะให้ประกันตัวหรือไม่"
ขณะที่นายศุภชัย ไม่ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนแต่อย่างใด
ด้านนายธรรมนูญ อัตโชติ ตัวแทนผู้เสียหายคดีดังกล่าว เดินทางมาที่ศาลอาญา รัชดาภิเษก เพื่อยื่นค้ดค้านการประกันตัวนายศุภชัย พร้อมด้วยเอกสารคำร้องขอคัดค้านประกันตัว คดีหมายเลขดำที่ 81ส/2558 และรายชื่อผู้เสียหายรวม 2,160 คน มูลค่ากว่า 5,330 ล้านบาท
"สิ่งชาวบ้านกังวลคือ คดีนี้เป็นคดีอิทธิพล หากมีการให้ประกันตัวออกไปอีก คดีก็จะยืดเยื้อออกไป ไม่จบไม่สิ้นสักที ทั้งนี้ จะรอจนกว่านายศุภชัยออกมาจากศาล และหากศาลให้การประกันตัวนายศุภชัย ก็จะเดินหน้าต่อสู้ต่อไป เพราะยังมีอีกหลายคดี " นายธรรมนูญยืนยัน
ขณะที่ พ.ต.ท.สมบูรณ์ สารสิทธิ์ ผบ.สำนักคดีอาญา พิเศษ 3 กล่าวว่า ศาลจะทำการฝากขัง 12 วัน โดยคดีดังกล่าวมีโทษ 5 ปี และหากศาลให้ประกันตัวออกไป พนักงานสอบสวนก็จะยื่นคัดค้านขอไม่ให้ออกนอกประเทศต่อไป
"ต้องดูว่าศาลจะกำหนดนัดมาให้ปากคำอีกเมื่อไหร่ ส่วนพวกชาวบ้านที่ได้รับความเสียหาย เขาเดินทางมากันเอง ยื่นคัดค้านกันเอง ดีเอสไอไม่ได้นัดมา" พ.ต.ท.สมบูรณ์ระบุ
เมื่อถามว่า ศาลให้ใช้หลักทรัพย์เท่าไหร่ในการประตัวกันตัว พ.ต.ท.สมบูรณ์ กล่าวว่า ตอนนี้ยังไม่ทราบรายละเอียดตรงนี้ ขึ้นอยู่กับดุลพินิจศาล
ล่าสุดผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายศุภชัยให้การกับศาลเป็นเวลาประมาณ 1 ชั่วโมง 30 นาที และยังไม่ออกมาจากการให้ปากคำต่อศาล
ต่อมาเวลา 16.20 น. ศาลได้มีคำสั่งไม่อนุญาตให้ประกันตัวนายศุภชัย ศรีศุภอักษร และนำส่งตัวฝากขังที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพในช่วงเย็นวันนี้ โดยมีระยะเวลาในการฝากขัง 12 วัน
ส่วนสาเหตุที่ศาลยกคำร้องปล่อยตัวชั่วคราว เพราะเห็นว่า ผู้ต้องหาอาศัยฐานะผู้บริหารของสหกรณ์ฯ เป็นช่องทางในการฉ้อโกงประชาชน และยักยอกเงินของสหกรณ์ฯ ตามที่มีการคัดค้านขอปล่อยตัวชั่วคราว ซึ่งการกระทำของผู้ต้องหา ทำให้เกิดผลกระทบต่อระบบของสหกรณ์ซึ่งเป็นระบบออมทรัพย์ มีผลต่อผู้เสียหายที่ฝากเงิน ประกอบกับมีผู้เสียหายจำนวน 2,160 คน มูลค่าความเสียหาย กว่า 5,300 ล้านบาท พนักงานสอบสวนลงความเห็นคัดค้านการประกันตัว
อีกทั้งพฤติกรรมของคดีดังกล่าว เป็นการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ประชาชนจำนวนมากอย่างร้ายแรง หากได้รับการปล่อยตัว เชื่อได้ว่าผู้ต้องหาอาจหลบหนี จึงไม่อนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราว และยกคำร้องการขอปล่อยตัวชั่วคราว
ขณะที่นายวันชัย บุนนาค ทนายส่วนตัวของนายศุภชัย กล่าวว่า ที่ดิน 2 แปลง 1.18 ล้านบาทที่นำมาเป็นหลักทรัพย์ประกันตัวนายศุภชัยนั้นเป็นของญาตินายศุภชัย และเตรียมยื่นอุทธรณ์คำสั่งในวันที่ 3 เม.ย. 58 นี้ อีกครั้ง


คำสั่งที่เกี่ยวกับสิทธิเสรีภาพของสื่อ

คําสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ ๓/๒๕๕๘
เรื่อง การรักษาความสงบเรียบร้อยและความมั่นคงของชาติ

ข้อ ๕ ในกรณีที่มีความจําเป็นเพื่อแก้ไขสถานการณ์ที่เป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติ หรือกระทบต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชนให้ยุติลงโดยเร็ว หรือป้องกันมิให้สถานการณ์รุนแรงขึ้นให้เจ้าพนักงานรักษาความสงบเรียบร้อยมีอํานาจออกคําสั่งห้ามการเสนอข่าว การจําหน่าย หรือทําให้แพร่หลายซึ่งหนังสือ สิ่งพิมพ์ หรือสื่ออื่นใด ที่มีข้อความอันอาจทําให้ประชาชนเกิดความหวาดกลัวหรือเจตนาบิดเบือนข้อมูลข่าวสารทําให้เกิดความเข้าใจผิดจนกระทบต่อความมั่นคงของชาติหรือความสงบเรียบร้อยของประชาชน ในการออกคําสั่งดังกล่าวเจ้าพนักงานรักษาความสงบเรียบร้อยจะกําหนดเงื่อนไขหรือเงื่อนเวลาในการปฏิบัติตามคําสั่งด้วยก็ได้เพื่อประโยชน์ในการดําเนินการตามวรรคหนึ่ง หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติจะกําหนดหลักเกณฑ์หรือเงื่อนไขในการปฏิบัติงานของเจ้าพนักงานรักษาความสงบเรียบร้อยก็ได้

ข้อ ๙ ผู้ใดฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามคําสั่งของเจ้าพนักงานรักษาความสงบเรียบร้อยหรือผู้ช่วยเจ้าพนักงานรักษาความสงบเรียบร้อยตามข้อ ๔ (๑) ข้อ ๕ หรือข้อ ๖ ต้องระวางโทษจําคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจําทั้งปรับ

′ประยุทธ์′ตั้งชุดสอบสวนคดี99ศพใหม่

′ประยุทธ์′ตั้งชุดสอบสวนคดี99ศพใหม่

วันที่ 01 เมษายน พ.ศ. 2558 เวลา 23:32:02 น.

พล.ต.ท.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล ,นางสุวณา สุวรรณจูฑะ 


เมื่อวันที่ 1 เมษายน รายงานข่าวจากกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) แจ้งว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี มีคำสั่งที่ 68/2558 ลงวันที่ 2 มีนาคม 2558 เรื่องแต่งตั้งคณะสอบสวนตำรวจ นำโดย พล.ต.ท.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (ผบช.น.) ไปร่วมสอบสวนกับนางสุวณา สุวรรณจูฑะ อธิบดีดีเอสไอ และพนักงานอัยการ ประชุมร่วมกันเพื่อวางกรอบแนวทางการสอบสวนในคดี 99 ศพที่ค้างอยู่ให้เสร็จสิ้น ขณะนี้เหลือสำนวนทั้งหมด 87 ศพ เนื่องจากดีเอสไอได้ส่งสำนวนพิจารณาเสร็จสิ้น 2 ศพ ประกอบด้วยนายพัน คำกอง อายุ 43 ปี และ ด.ช.คุณากร ศรีสุวรรณ หรือน้องอีซา อายุ 14 ปี ให้อัยการสั่งฟ้องนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์และอดีตนายกรัฐมนตรีไปแล้วเมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2556 กรณีนายอภิสิทธิ์ร่วมกับพระสุเทพ อดีตรองนายกรัฐมนตรีและอดีตผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) กระทำความผิดฐานร่วมกันก่อหรือใช้ให้ผู้อื่นฆ่าและพยายามฆ่าผู้อื่นโดยเจตนาเล็งเห็นผล ด้วยการออกคำสั่ง ศอฉ.ให้เจ้าหน้าที่เข้าขอคืนพื้นที่การชุมนุมบริเวณ ถนนราชดำเนิน และแยกราชประสงค์จากกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ที่ชุมนุมตั้งแต่เดือนเมษายนถึง 19 พฤษภาคม 2553 ที่ผ่านมา 

รายงานข่าวแจ้งว่า เมื่อวันที่ 31 มีนาคมที่ผ่านมาทางคณะทำงานได้ประชุมวางแนวทางการสอบสวนและทบทวนเพื่อแต่งตั้งพนักงานสอบสวนชุดใหม่ เนื่องจากช่วงที่ผ่านมาทั้งตำรวจนครบาลและดีเอสไอในชุดพนักงานสอบสวนชุดเก่านั้นได้ปรับเปลี่ยนโยกย้ายและเกษียณอายุราชการ จึงได้แต่งตั้งคณะกรรมการชุดใหม่ขึ้น โดยทางดีเอสไอได้แต่งตั้งให้ พ.ต.ท.วรรณพงษ์ คชรักษ์ พ.ต.ท.พงศ์อินทร์ อินทรขาว และ พ.ต.ท.ไพศิษฐ์ วงศ์เมือง รองอธิบดีดีเอสไอเข้ามากำกับดูแลการสืบสวนสอบสวนในสำนวนคดีที่เหลือ โดยมีนางสุวณาเป็นหัวพนักงานสอบสวน และ พล.ต.ท.ศรีวราห์ และรองอธิบดีทั้ง 3 คนเป็นรองหัวหน้าพนักงานสอบสวน 

รายงานข่าวแจ้งอีกว่า ในเหตุการณ์ชุมนุมเมื่อปี 2553 ศาลมีคำสั่งไต่สวนเกี่ยวกับการตายแล้ว 28 ศพ ดีเอสไอได้สรุปสำนวนส่งให้อัยการแล้ว 10 ศพ และอยู่ระหว่างดำเนินการสอบสวนของดีเอสไอ 18 ศพ ในจำนวน 10 ศพ ประกอบด้วย 6 ศพวัดปทุมวนาราม นายพัน คำกอง ด.ช.คุณากร ศรีสุวรรณ นายชาติชาย ชาเหลา และนายฟาบิโอ โปเลงกี ช่างภาพชาวอิตาลี ยังเหลือสำนวนที่ดีเอสไอส่งให้กองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) ไปชันสูตรพลิกศพให้ครบถ้วนสมบูรณ์ ตามขั้นตอนกฎหมาย 56 ศพ ขณะนี้ทาง บช.น.ยังไม่ได้ส่งสำนวนกลับมาให้ทางดีเอสไอ อย่างไรก็ตามยังมีสำนวนคดีที่อยู่ระหว่างการไต่สวนการตายของศาล 5 ศพ 1 ใน 5 ศพ คือนายฮิโรยูกิ มูราโมโตะ ช่างภาพสำนักข่าวรอยเตอร์ชาวญี่ปุ่น ทั้ง 5 ศพนี้ศาลนัดฟังคำสั่งศาลในวันที่ 5 เมษายนนี้