PR

@@ในความเคลื่อนไหวของสถานการณ์ที่ปรากฎเป็น"ข่าว"และ"ไม่เป็นข่าว"พยายามสแกนย่นย่อมานำเสนอและเป็นไว้เป็นฐานข้อมูลสังเคราะห์สถานการณ์ ที่นี่ "ข่าวที่ไม่เป็นข่าว"

วันศุกร์ที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2558

นักสิทธิโวยลั่น! มาเลเซียแก้กม. “ห้ามปลุกระดม” เพิ่มโทษจำคุกสูงสุด 20 ปี

นักสิทธิโวยลั่น! มาเลเซียแก้กม. “ห้ามปลุกระดม” เพิ่มโทษจำคุกสูงสุด 20 ปี

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์
10 เมษายน 2558 15:48 น.
นักสิทธิโวยลั่น! มาเลเซียแก้กม. “ห้ามปลุกระดม” เพิ่มโทษจำคุกสูงสุด 20 ปี
นายกรัฐมนตรี นาจิบ ราซัก แห่งมาเลเซีย
        เอเอฟพี – รัฐสภามาเลเซียผ่านร่างแก้ไขกฎหมายห้ามปลุกระดม (Sedition Act) โดยเพิ่มระวางโทษจำคุกสูงสุดเป็น 20 ปีเมื่อเช้าวันนี้ (10 เม.ย.) ท่ามกลางเสียงติเตียนจากองค์การสหประชาชาติ (ยูเอ็น) และนักการเมืองฝ่ายค้านที่ยกให้วันนี้เป็น “วันแห่งความมืดมน” ของประชาธิปไตยและเสรีภาพด้านการแสดงออกในแดนเสือเหลือง
      
       เป็นครั้งที่ 2 ในรอบสัปดาห์ที่รัฐบาลภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรี นาจิบ ราซัก ได้ผ่านร่างกฎหมายซึ่งนักสิทธิมนุษยชนประณามว่าเป็นการละเมิดสิทธิพลเมืองขั้นรุนแรง โดยเมื่อวันอังคาร(7) ก็เพิ่งประกาศใช้กฎหมายต่อต้านก่อการร้ายที่อนุญาตให้เจ้าหน้าที่รัฐกักขังบุคคลต้องสงสัยโดยไม่ต้องแจ้งข้อหา
      
       กฎหมายฉบับแก้ไขได้เพิ่มโทษจำคุกฐานปลุกระดมสูงสุดจาก 3 ปีเป็น 20 ปี และกำหนดโทษจำคุกขั้นต่ำ 3 ปีในบางกรณี นอกจากนี้ยังห้ามประชาชนใช้อินเทอร์เน็ตเผยแพร่สื่อที่ยั่วยุให้เกิดความแตกแยก ซึ่งก่อให้เกิดความกังวลว่ารัฐจะใช้มาตรการเซ็นเซอร์เว็บไซต์
      
       ระหว่างหาเสียงเลือกตั้งเมื่อปี 2013 นายกฯ นาจิบ เคยให้สัญญาว่าจะยกเลิกกฎหมายห้ามปลุกระดมซึ่งใช้มาตั้งแต่ยุคอาณานิคม แต่หลังจากกลุ่มแนวร่วม บาริซาน เนชันแนล (บีเอ็น) ชนะเลือกตั้งด้วยคะแนนเสียงตกต่ำเป็นประวัติการณ์ นาจิบ ก็กลับใช้กฎหมายฉบับนี้เป็นเครื่องมือกวาดล้างฝ่ายตรงข้าม และได้ประกาศเมื่อปีที่แล้วว่ารัฐบาลจะยังคงกฎหมายห้ามปลุกระดมเอาไว้ แถมจะแก้ไขให้เข้มงวดยิ่งขึ้นด้วย
      
       “เพื่อให้เราสามารถคงความเป็นรัฐที่มีเสถียรภาพ และประชาชนสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างสันติ กฎหมายห้ามปลุกระดมจำเป็นต้องมีต่อไป” ผู้นำมาเลเซียเอ่ยในบทสัมภาษณ์ที่เผยแพร่ทางสถานีโทรทัศน์แห่งชาติวานนี้ (9)
      
       ร่างแก้ไขกฎหมายผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภาเสือเหลืองเมื่อช่วงกลางดึกที่ผ่านมา แม้ฝ่ายค้านจะพยายามเตะสกัดเต็มที่ แต่ก็ไม่เป็นผล
      
       อย่างไรก็ตาม รัฐบาลยอมอ่อนข้อให้กับเสียงวิพากษ์วิจารณ์ โดยตัดเนื้อหาส่วนที่อนุญาตให้เจ้าหน้าที่ปฏิเสธการขอประกันตัวผู้ต้องหา และไม่ห้ามการตำหนิติเตียนรัฐบาล และยังคงเอาผิดการเผยแพร่สื่อที่เสี้ยมให้เกิดความเกลียดชังระหว่างศาสนา
      
       เอ็น. สุเรนดรัน ส.ส.ฝ่ายค้านคนหนึ่ง กล่าวว่า “วันนี้เป็นวันแห่งความมืดมนสำหรับประชาธิปไตยในมาเลเซีย จะไม่มีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นอีกต่อไปภายใต้กฎหมายกดขี่ฉบับนี้”
      
       ด้านองค์กรด้านสิทธิมนุษยชนชี้ว่า คำว่า “ปลุกระดม” สามารถตีความได้กว้างขวาง จึงอาจถูกรัฐใช้เป็นเครื่องมือกดขี่ฝ่ายตรงข้าม ซึ่งที่ผ่านมารัฐบาลมาเลเซียก็มีประวัติฉาวโฉ่ในเรื่องนี้อยู่แล้ว
      
       เซอิด ราอัด อัล-ฮุสเซน ข้าหลวงใหญ่ด้านสิทธิมนุษยชนยูเอ็น เรียกร้องเมื่อวานนี้(9) ให้มาเลเซียยกเลิกกฎหมายปลุกระดมเสีย
      
       “ช่างน่าผิดหวังที่รัฐบาลจะทำให้กฎหมายฉบับนี้เลวร้ายลงไปอีก” เซอิด กล่าว
      
       องค์กรฮิวแมนไรต์วอตช์ ตำหนิการแก้กฎหมายครั้งนี้ว่าเป็น “หายนะด้านสิทธิมนุษยชนในมาเลเซีย ซึ่งจะส่งผลร้ายแรงต่อเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของประชาชน ทั้งในชีวิตประจำวัน และการสื่อสารผ่านระบบออนไลน์”
นักสิทธิโวยลั่น! มาเลเซียแก้กม. “ห้ามปลุกระดม” เพิ่มโทษจำคุกสูงสุด 20 ปี
       
นักสิทธิโวยลั่น! มาเลเซียแก้กม. “ห้ามปลุกระดม” เพิ่มโทษจำคุกสูงสุด 20 ปี
        

จีนรับอิหร่านเข้าร่วมเป็นสมาชิกผู้ร่วมก่อตั้งธนาคาร AIIB เป็นอันดับที่ 34

จีนรับอิหร่านเข้าร่วมเป็นสมาชิกผู้ร่วมก่อตั้งธนาคาร AIIB เป็นอันดับที่ 34
------------
มันเป็นไปแล้ว เด็กเส้นรายใหญ่ของจีน "อิหร่าน" แม้ว่าจะเลยกำหนดการรับสมัครสมาชิกของ AIIB มาตั้งแต่วันที่ 31 มี.ค.58 แล้ว แต่จีนก็แนะนำให้อิหร่านเข้าร่วมทุนในธนาคารเพื่อการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในเอเซีย Asian Infrastructure Investment Bank (AIIB) และอิหร่านก็ยื่นใบสมัครหลังปิดรับสมัครด้วย แต่จีนก็อ้าแขนรับแล้วยกให้เป็นหนึ่งในประเทศสมาชิกสัดส่วนผู้ก่อตั้งธนาคารด้วยกัน (Prospective Founding Members (PFM)) รายที่ 34 จากทั้งหมดตอนนี้มี 38 ประเทศ ส่วนจำนวนประเทศที่ยื่นใบสมัครทั้งหมดนั้นมี 57 ประเทศ มีหลายประเทศที่ยื่นใบสมัครก่อนอิหร่านซะอีก แต่ยังไม่ได้รับการพิจารณาให้เป็นสมาชิกระดับ PFM อย่างอิหร่านเลย ใครเป็นใครให้รู้ซะมั่ง ขนาดอิสราเอลยื่นก่อนอีก ยังไม่รับการพิจารณาเลยนะนี่ ฮ่าๆๆ... สหรัฐฯที่ส่ง IMF มาทาบทามขอแจมด้วยหนะหรือ? จีนบอกบั๊บบาย อย่าฝันไปเลยว่าจะได้ลงเรือสำเภาทองลำนี้ร่วมกับจีน
แถมให้อีกข่าวหนึ่ง... เมื่อวานนี้ (9 เม.ย.) จีนเริ่มขยับกรณีวิกฤตยูเครน ในการเดินทางไปที่รัสเซียระยะ 3 วันของจีน นาย Wang Yi รมว.ต่างประเทศของจีนได้ออกมาแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับวิกฤตยูเครนตะวันออกและปัญหาความขัดแย้งระหว่างยูเครนกับรัสเซีย อันที่จริงต้องบอกว่าความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯกับรัสเซีย โดยจีนได้แสดงความคิดเห็นที่ไม่เข้าข้างสหรัฐฯที่เน้นการใช้ความรุนแรงและสนับสนุนด้านอาวุธหนักให้ยูเครนแม้แต่น้อย แต่จีนเลือกที่จะใช้วิธีเดียวกันกับรัสเซีย กล่าวคือจีนเสนอว่าปัญหาวิกฤตยูเครนนั้นจำเป็นต้องแก้ไขด้วยวิธีทางการเมืองเท่านั้น เน้นย้ำว่าต้องใช้วิธีทางการทูตระดับสูง พร้อมกับกล่าวเพิ่มว่าการใช้กำลังทางทหารนั้นไม่ใช่ตัวเลือก ในการนี้นาย Wang Yi ได้ให้สัมภาษณ์ตอนหนึ่งกับทีวี Rossiya 24 ของรัสเซียว่า "รัฐบาลยูเครนควรจะพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างภูมิภาคต่างๆ และประชาชนสัญชาติต่างๆในประเทศในวิถีทางที่เท่าเทียมกัน" เมื่อจีนเริ่มขยับในเกมนี้ท่าทีของอียูที่ต้องการจะบีบรัสเซียตามแผนของสหรัฐฯก็จะเปลี่ยนไปบ้างหละ
The Eyes
10/04/2558
----------


'บิ๊กตู่'นำเหล่าทัพอวยพร'ป๋าเปรม' ยกเป็นแบบอย่างที่ควรยึดถือ

'บิ๊กตู่'นำเหล่าทัพอวยพร'ป๋าเปรม' ยกเป็นแบบอย่างที่ควรยึดถือ
Cr:แนวหน้า
10 เม.ย.58 เมื่อเวลา 16.00 น.ที่สโมสรทหารบกเทเวศ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี นำคณะรัฐมนตรี และผู้บัญชาการเหล่าทัพ เข้ารดน้ำและขอพรจาก พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ เนื่องในเทศกาลสงกรานต์
โดย พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ท่านเป็นผู้ที่พวกเรานับถือโดยตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา แสดงถึงความแน่วแน่ในการตอบแทนคุณแผ่นดินด้วยการทำงานเพื่อชาติ ศาสนา กษัตริย์ ประชาชน อย่างต่อเนื่อง สมควรยึดถือเป็นแบบอย่างในการปฎิบัติหน้าที่เพื่อประเทศชาติสืบไป
ขณะที่ พล.อ.เปรม กล่าวว่า เรียนนายกฯ และเพื่อนร่วมชีวิตทั้งหลาย ผมขอขอบคุณที่กรุณานึกถึงและมาพบกัน และอวยพรในวันสำคัญของชาติ การรักษาวัฒนธรรมก็คือการรักษาชาติ แต่นายกฯ และพวกเราทั้งหลายต้องทำมากกว่านั้นเพื่อรักษาชาติ เพราะเป็นงานที่ยากและเหนื่อย ผมมั่นใจว่า นายกฯ และพวกเราทั้งหลายจะช่วยกัน ร่วมมือกัน ด้วยความสามัคคี เพื่อทำให้บ้านเมืองสงบสุข มั่นคงและมั่นคั่ง เหมือนที่นายกฯ พูดทุกคืน
ในโอกาสนี้ขอให้สิ่งศักสิทธิ์ในประเทศและในโลกนี้ ได้อำนวยพรพวกท่านทั้งหลายให้มีความร่มเย็นเป็นสุข ขอให้นายกฯ นำพาประเทษไปสู่ความสงบสุขให้ได้ ผมขออวยพรท่านทั้งหลายให้มีความแข็งแรง มั่นคง แน่วแน่รักษาประเทศให้มีความเจริญก้าวหน้าและสงบสุขอย่างที่ทุกคนหวังจากนายกฯ พวกเราจะต้องทำในสิ่งที่ประชาชนคาดหวังให้ประสพความสำเร็จขอพระบารมีของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ คุ้มครองพยันต์อันตราย ใครคิดไม่ดีต่อชาติบ้านเมือง ขอให้พระสยามเทวธิราชดูแล ไม่ให้เกิดปัญหาในชาติบ้านเมือง ขอให้ครอบครัวของเรามีแต่ความสงบสุข มีความรัก ความสามัคคี เป็นครอบครัวที่มีความสุข เหมือนกับนายกฯ ต้องการให้ทุกคนมีความสุข ขอให้สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นกับพวกเราทุกคนตลอดไป


สั่งอายัดทรัพย์ ภคินี สุวรรณภักดี แม่ ส.ส.ประชาธิปัตย์ คดียักยอกทรัพย์

สั่งอายัดทรัพย์ ภคินี สุวรรณภักดี แม่ ส.ส.ประชาธิปัตย์ คดียักยอกทรัพย์
Cr:kapook
ปปง. มีคำสั่งให้อายัดทรัพย์ นางภคินี สุวรรณภักดี มารดาของนายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี จำนวน 300 ล้านบาท จากคดียักยอกทรัพย์ธนาคารมหานคร จนเป็นเหตุให้เกิดวิกฤตต้มยำกุ้ง
เมื่อวันที่ 10 เมษายน 2558 พันตำรวจเอก สีหนาท ประยูรรัตน์ เลขาธิการสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน หรือ ปปง. ได้แถลงข่าวการยึดทรัพย์ นางภคินี สุวรรณภักดี อดีตผู้บริหารธนาคารมหานคร จำกัด (มหาชน) คุณแม่ของนายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี อดีต ส.ส. พรรคประชาธิปัตย์ จากกรณียักยอกทรัพย์ธนาคารมหานคร ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2538-2539 จนเป็นส่วนหนึ่งของการเกิดวิกฤตการเงินเมื่อปี พ.ศ. 2540 โดยที่ ปปง. ได้ยึดทรัพย์จำนวน 22 รายการ ทั้งที่ดิน สิ่งปลูกสร้าง ทั้งในกรุงเทพมหานครและ จ.ฉะเชิงเทรา รวมมูลค่าทั้งสิ้นกว่า 300 ล้านบาท
ทั้งนี้ นางภคินี มีเวลาทั้งหมด 30 วันในการเข้าชี้แจงที่มาของทรัพย์สินทั้ง 22 รายการ ก่อนที่ ปปง. จะสรุปสำนวนและบัญชีทรัพย์สินส่งอัยการ เพื่อพิจารณาคำร้องต่อศาลให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดินต่อไป
นอกจากนี้ พันตำรวจเอก สีหนาท ยังยืนยันว่า คดีนี้เป็นไปตามกฎหมาย ไม่มีความเกี่ยวข้องกับเรื่องการเมืองแต่ประการใด ซึ่งก่อนหน้านี้เมื่อปี พ.ศ. 2555 ทางธนาคารแห่งประเทศไทย ได้สรุปบัญชีทรัพย์สินและที่เห็นสมควรแก่การอายัดแล้ว
นอกจากนี้ ปปง. ยังได้อายัดทรัพย์สินของ นายศุภชัย ศรีศุภอักษร อดีตประธานสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น เพิ่มอีก 6 รายการ เป็นมูลค่ากว่า 31 ล้านบาท และวันนี้จะมีการประชุมร่วมกับผู้บริหารสหกรณ์เพื่อเยียวยาให้กับผู้เสียหายต่อไป และ ปปง. เอง ยังได้มีการเสนอกฎหมายฟอกเงินในบางประเด็น เช่น การคุ้มครองผู้เสียหาย โดยให้ทรัพย์สินที่ยึดมานั้น คืนให้กับผู้เสียหาย มากกว่าจะสั่งให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดิน


เจาะสมบัติ 366 ล.“อรรถวิชช์” ก่อน “แม่”ถูก ปปง.อายัดทรัพย์สิน

เจาะสมบัติ 366 ล.“อรรถวิชช์” ก่อน “แม่”ถูก ปปง.อายัดทรัพย์สิน

เขียนวันที่
วันศุกร์ ที่ 10 เมษายน 2558 เวลา 15:51 น.
เขียนโดย
isranewsDecrease
IncreaseFont size
เจาะสมบัติ 366 ล้าน “อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี” อดีต ส.ส.ปชป. ก่อน “แม่” ถูก ปปง. อายัดที่ดิน-สิ่งปลูกสร้างกว่า 300 ล้าน พบครอบครองที่ดินแถบ กทม.-เพชรบูรณ์-พัทลุง รวมเฉียดร้อยไร่ 108 ล้านบาท รถม้าโบราณจากอังกฤษ 2.7 แสนบาท “ภรรยา” มีเงินลงทุนกว่า 79 ล้านบาท
PIC auttawit 10 4 58 4
ชื่อของ “อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี” อดีต ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ ตกเป็นที่สนใจของสาธารณชนอีกครั้ง !
ภายหลัง พ.ต.อ.สีหนาท ประยูรรัตน์ เลขาธิการสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) แถลงถึงกรณี คณะกรรมการธุรกรรม ปปง. มีมติยึดทรัพย์ “ภคินี สุวรรณภักดี” มารดาของ “อรรถวิชช์” ในฐานะอดีตรองกรรมการผู้จัดการฝ่ายสินเชื่อ ธนาคารมหานคร จำกัด (มหาชน) ที่ถูกกล่าวหาว่ายักยอกทรัพย์สินในช่วงเป็นผู้บริหารธนาคาร ทำให้ธนาคารเสียหายจนต้องปิดกิจการ
โดย ปปง. ได้ยึดที่ดิน-สิ่งปลูกสร้าง รวมเบ็ดเสร็จ 22 รายการ รวมมูลค่ากว่า 300 ล้านบาท และเรียกให้ “ภคินี” เข้ามาชี้แจงการได้มาซึ่งทรัพย์สินภายใน 30 วันนับจากนี้
ไม่ว่าข้อเท็จจริงกรณีดังกล่าวจะเป็นเช่นไร แต่ทรัพย์สินของ “อรรถวิชช์” ก็เพียงพอที่จะดูแล “แม่” ต่อไปได้อย่างไม่ต้องกังวลมากนัก ?
สำนักข่าวอิศรา www.isranews.org ตรวจสอบในบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินของนายอรรถวิชช์ ที่ยื่นต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) กรณีพ้นจากตำแหน่งครบ 1 ปี เมื่อวันที่ 9 ธ.ค. 2557 พบรายละเอียดดังนี้
นายอรรถวิชช์ แจ้งว่า มีทรัพย์สิน 201,664,445 บาท 
ได้แก่ เงินสด 9 แสนบาท เงินฝาก 6 บัญชี 301,450 บาท เงินลงทุน 3 แห่ง 4.5 ล้านบาท เงินให้กู้ยืม (บจก.รัตนภิมุข) 57,783,502 บาท ที่ดิน 113 แปลง (ส่วนใหญ่อยู่ จ.พัทลุง, จ.เพชรบูรณ์ และ กทม.) 108,863,199 บาท บ้าน 5 หลัง 10.7 ล้านบาท รถยนต์ 8 คัน (รถม้าโบราณจากสหราชอาณาจักร มูลค่ากว่า 2.7 แสนบาท) 16,843,394 บาท สิทธิและสัมปทาน 2 แห่ง 925,000 บาท และทรัพย์สินอื่น (ราคาตั้งแต่สองแสนบาทขึ้นไป) 2,747,900 บาท ไม่มีหนี้สิน
ส่วนนางพิณ สุวรณภักดี คู่สมรส แจ้งว่า มีทรัพย์สิน 164,451,202 บาท 
ได้แก่ เงินสด 1 ล้านบาท เงินฝาก 9 บัญชี 349,075 บาท เงินลงทุน 26 แห่ง 79,574,167 บาท ที่ดิน 8 แปลง 13,877,718 บาท รถยนต์ 5 คัน 16.4 ล้านบาท สิทธิและสัมปทาน 9 แห่ง 6,411,241 บาท และทรัพย์สินอื่นฯ 46,345,000 บาท มีหนี้สิน 1,707,502 บาท
ส่วนบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะทั้ง 2 ราย มีทรัพย์สิน 749,117 บาท เป็นสิทธิและสัมปทาน 4 แห่ง 231,617 บาท และทรัพย์สินอื่นฯ 517,500 บาท
รวมทั้งหมดมีทรัพย์สินทั้งสิ้น 366,764,765 บาท มีหนี้สิน 1,707,502 บาท
สำหรับรายได้ นายอรรถวิชช์ มี 202,217 บาท เป็นเงินกองทุนเลี้ยงชีพ และค่าเช่าอสังหาริมทรัพย์ ส่วนนางพิณ มี 3.5 ล้านบาท เป็นเงินเดือน รวมรายได้ทั้งสองคน 3,702,217 บาท และไม่ได้แจ้งรายจ่ายแต่อย่างใด
ทั้งนี้เมื่อเทียบกับช่วงพ้นตำแหน่ง เมื่อวันที่ 9 ธ.ค. 2556 นายอรรถวิชช์ แจ้งว่า มีทรัพย์สินทั้งสิ้น 364,506,056 บาท มีหนี้สินทั้งสิ้น 2,306,792 บาท มีรายได้ทั้งสิ้น 4,794,298 บาท ไม่มีรายจ่าย
เท่ากับว่า มีทรัพย์สินเพิ่มขึ้น 2,258,709 บาท มีหนี้สินลดลง 599,290 บาท มีรายได้ลดลง 1,092,081 บาท ไม่มีรายจ่ายเช่นเดิม
ดังนั้นไม่ว่าท้ายสุด “ภคินี” จะถูกอายัดทรัพย์เพิ่มเติมอีกหรือไม่ ?
แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่า ทรัพย์สินของ “อรรถวิชช์” ก็มีมากเพียงพอที่จะเลี้ยงดู “แม่” ต่อได้ตราบนานเท่านาน !

ฝรั่งเศสปั่นป่วนหนัก ประชาชนนัดหยุดงานประท้วงหลายแสนทั่วปารีสและเมืองอื่นๆ ต้านมาตรการรัดเข็มขัด

ฝรั่งเศสปั่นป่วนหนัก ประชาชนนัดหยุดงานประท้วงหลายแสนทั่วปารีสและเมืองอื่นๆ ปิดหอไอเฟล ปิดโรงพยาบาล ปิดโรงเรียนต่อต้านมาตรการรัดเข็มขัดของรัฐบาล สหรัฐฯออกส่งทูตง้อรัสเซียขอเจรจาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ
--------------
ถึงคราวฝรั่งเศสบ้างหละ พิษวิกฤตเศรษฐกิจของยุโรยังแผลงฤทธิ์ยอย่างต่อเนื่อง เมื่อวานนี้ (9 เม.ย.58) มีประชาชนในฝรั่งเศสออกมาร่วมตัวกันประท้วงนโยบายรัดเข็มขัดของรัฐบาลประมาณ 300,000 ทั่วเมืองใหญ่ในฝรั่งเศส การประท้วงในครั้งนี้เป็นการรวมตัวกันของกลุ่ม CGT, FO, FSU และ Solidaires เฉพาะในปารีสนั้นมีผู้ประท้วงประมาณ 120,000 คนออกมาประท้วงตามท้องถนนและบริเวณหอไอเฟล พนักงานที่ดูแลหอไอเฟลได้ปิดประตูตลอดทั้งวันและปิดไฟปิดระบบส่งสัญญาณวิทยุส่งผลให้เครื่องบินหลายร้อยเที่ยวบินต้องหลีกเลี่ยงฝรั่งเศสเป็นจำนวนมาก แปลกจังประท้วงอยู่ที่ถนนทั่วไปไม่ได้ปิดสนามบินซะหน่อย แต่สายการบินต่างๆ กลับเลี่ยงเส้นทางบินผ่านฝรั่งเศสเป็นจำนวนมาก เขากลัวอะไรกัน เหมือนเป็นสัญญาณบ่งบอกอะไรบางอย่างว่าอาจจะมีการก่อการร้ายสอยเครื่องบินให้ล่วงลงในฝรั่งเศสอย่างนั้นแหละ
การประท้วงดังกล่าวเกิดขึ้นตั้งแต่วันพุธที่ผ่านมา เนื่องจากรัฐบาลของฝรั่งเศสออกมาประกาศว่าจะคงมาตรการรัดเข็มขัดนี้ต่อไปอีก 3 ปี (จนถึงปี 2017) และต้องการจะตัดค่าใช้จ่ายภาครัฐลงถึง $53 billion (ประมาณ 1.7 ล้านล้านบาท) พร้อมทั้งปรับลด GDP ลงอีก 3% นโยบายดังกล่าวอันเนื่องมาจากวิกฤตด้านการเงินในอียูก่อให้เกิดการว่างงานขึ้นในฝรั่งเศสเป็นจำนวนมากไม่แพ้กรีซ การประท้วงยังคงดำเนินต่อไปในวันนี้ด้วย และทางกลุ่มผู้ประท้วงบอกว่าจะนัดรวมตัวกันครั้งใหญ่อีกในวันที่ 1 พฤษภาคมที่จะถึงนี้
ที่รัสเซียเจอพิษแซงชั่นจากสหรัฐฯและอียูมากกว่าฝรั่งเศสซะอีก แต่ไม่พบว่ามีการประท้วงและมีความวุ่นวายอย่างในอียูเลย ไม่มีการเผาบ้านเผาเมืองประท้วงอยู่ที่เกิดขึ้นในเยอรมัน ฝรั่งเศสและกรีซ แต่รัสเซียก็สามารถผ่านพ้นมาได้และเศรษฐกิจของรัสเซียกำค่อยๆจะกำลังฟื้นตัวขึ้นเรื่อยๆ ในช่วงที่รัสเซียโดนกลั่นแกล้งอย่างหนักจากสหรัฐฯกับอียูนั้น รัสเซียกลับได้พันธมิตรจากต่างแดนเพิ่มขึ้นมากมาย
ในขณะที่อียูยังเดินตามยุทธวิธีของสหรัฐฯคือทำเป็นเบ่งใส่ประเทศที่กำลังพัฒนา อ้างเรื่องเสรีภาพ ประชาธิปไตย และสิทธิมนุษยชนเข้าเป็นเครื่องมือในการกีดกันสินค้าจากประเทศเหล่านั้นเช่นไทย เป็นการทำลายพันธมิตรของตัวเองไปในตัวในภาวะที่เศรษฐกิจของอียูกำลังย่ำแย่อย่างนี้ ถือเป็นการเดินเกมที่ไม่ฉลาดเอามากๆ แพ้หมากปูตินตลอด สหรัฐฯและอียูกะจะใช้มาตรการแซงชั่นบีบให้เศรษฐกิจของรัสเซียตกต่ำให้มากที่สุด โดยคาดว่าประชาชนในประเทศรัสเซียจำนวนมากจะทนอยู่ภายใต้เศรษฐกิจที่ตกต่ำข้าวของแพงอย่างนั้นไม่อีกต่อไป จะต้องลุกฮือขึ้นมาประท้วงก่อการจลาจลอย่างที่เห็นอยู่บ่อยๆจนเป็นเรื่องชินตาในอียูไปแล้วนั้น ผิดคาดครับ ปูตินรับมือได้
แม้ว่านักการเมืองฝ่ายค้านของรัสเซียจะรับลูกต่อจากสหรัฐฯมาพยายามบ่อนทำลายความมั่นคงภายในของรัสเซียแต่ก็ไม่เป็นผล น่าสนใจไหมหละว่าปูตินทำได้อย่างไร รัสเซียไม่ได้เป็นเผด็จการ ไม่ได้เป็นคอมมิวนิสต์ มีการเลือกตั้ง และเป็นประชาธิปไตยอย่างที่โลกตะวันตกทั้งหลายอยากให้เป็น แต่แผนนี้ไม่สามารถทำความสามัคคีของคนในชาติของรัสเซียได้ ซึ่งมีหลายสาธารณรัฐและหลายชาติพันธุมาก แต่ก็ไม่มีเหตุการณ์อย่างที่เกิดขึ้นในฝรั่งเศสในตอนนี้ นั่นเพราะรัฐบาลรัสเซียให้ความจริงใจกับประชาชนของเขา ให้ข้อมูลข่าวสารอย่างถูกต้องตรงไปตรงมา ว่าสาเหตุที่แท้จริงของวิกฤตค่าเงินรูเบิลและวิกฤตเศรษฐกิจของรัสเซียที่เกิดขึ้นนั้น ไม่ใช่ว่ารัฐบาลรัสเซียบริหารไม่เก่งหรือทำงานไม่เป็น ไม่ใช่จากปัจจัยภายใน แต่เป็นเพราะปัจจัยภายนอก เป็นเพราะสหรัฐฯและอียูพยายามจะทำลายรัสเซียให้ได้ ประชาชนชาวรัสเซียต้องไม่หลงกลและตกเป็นเครื่องมือของผู้ไม่หวังดีที่จะมาทำลายชาติของรัสเซีย แล้วรัฐบาลก็หาทางช่วยเหลือประชาชนของเขา ลดผลกระทบให้กับชาวบ้านให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ จนค่าเงินรูเบิลค่อยๆทรงตัวขึ้นเรื่อยๆ
เกมนี้สหรัฐฯแพ้แล้ว การใช้ไม้แข็งกับรัสเซียและการพยายามยั่วยุให้ปูตินตัดสินใจใช้กำลังทางกองทัพถล่มประเทศสมาชิกนาโต้ในอียูนั้นไม่ได้ผลซะแล้ว ล่าสุดเมื่อวานนี้รัฐบาลสหรัฐฯแอบส่งเอกอัครราชทูตของตัวเองเข้าพบประธานคณะกรรมาธิการด้านกิจการต่างเทศสภาดูม่าของรัสเซีย เพื่อถกปัญหาด้านความสัมพันธ์ระดับทวิภาคีระหว่างสหรัฐฯกับรัสเซีย นักวิเคราะห์หลายคนมองว่าการที่สหรัฐฯพยายามเข้ามาหารัสเซียแบบนี้น่าสงสัยยิ่งนักว่ามาในนามของมิตรหรือศัตรูกันแน่ เพราะว่าในขณะที่สหรัฐฯยื่นมือซ้ายมาจับมือกับรัสเซีย แต่มืออีกข้างหนึ่งก็ถืออาวุธชี้มาทางรัสเซียพร้อมกันไปด้วย เช่นสหรัฐฯเรียกร้องให้แซงชั่นรัสเซียต่อไป สหรัฐฯพยายามให้กลุ่มชาติพันธ์ทาทาร์ซึ่งเป็นชนกลุ่มน้อยในไคร์เมียออกมาเรียกร้องต่อต้านรัสเซีย สหรัฐฯใช้กองทัพนาโต้รุกปิดล้อมรัสเซียจากฝั่งยุโรปตะวันออก และยังไม่หยุดเสี้ยมให้ยูเครนทะเลาะกับรัสเซียอีก โปโรเชนโก้ลูกกระเป๋งของสหรัฐฯก็พยายามจะดึงกองกำลังรักษาสันติภาพของยูเอ็นเข้ามาเอี่ยวในยูเครนตะวันออกแทน OSCE ให้ได้ พฤติกรรมเหล่านี้ไม่ได้บ่งบอกว่าอยากจะเป็นมิตรและสร้างความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองประเทศเลย
อ้อแถมให้อีกนิดหนึ่ง ที่อิตาลี่ก็เริ่มปั่นป่วนแล้วเช่นกัน กระแสแยกตัวออกจากอียูเริ่มจะแรงขึ้นเรื่อยๆแล้ว ตอนนี้มีการล่ารายชื่อผู้สนับสนุนการแยกตัวออกจากสหภาพยุโรปเกิดขึ้นในกลุ่มประชาชนชาวอิตาลีแล้ว กรีซมีเพื่อนแล้ว
The Eyes
10/04/2558
----------


‘บิ๊กตู่’ ขู่ ใช้ ม.44 จี้ จนท.เกียร์ว่าง ฟันรุกป่า-ทุจริต

‘บิ๊กตู่’ ขู่ ใช้ ม.44 จี้ จนท.เกียร์ว่าง ฟันรุกป่า-ทุจริต
‘นายก’ เข้มหลังสงกรานต์ ใช้ ม.44 ฟัน จนท.เกียร์ว่าง จี้กลุ่มผิดกฏหมาย รุกป่า-ทุจริต เชื่อได้ผลเร็วขึ้น
วันที่ 10 เม.ย.58 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. กล่าวว่า หลังเทศกาลสงกรานต์จะกวดขันเข้มกลุ่มที่ทำผิดกฏหมาย ทั้งรุกป่าและทุจริต ขณะที่ ม.44 มีไว้ให้เจ้าหน้าที่ทหารทำงานร่วมกับตำรวจและป่าไม้ได้
โดยร่วมกันทำงานตรวจสอบกับเจ้าหน้าที่ในกฏหมาย แก้ปัญหากำลังพลไม่เพียงพอ ดำเนินการล่าช้า และเจ้าหน้าที่เกียร์ว่าง หากใช้ ม.44 เชื่อการทำงานจะได้ผลเร็วขึ้น
ม.44, มาตรา 44, รุกที่ป่าสงวน, โบนันซ่า, สนามแข่งโบนันซ่า, พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา, สงกรานต์ซึ่งมาตรการเพิ่มประสิทธิภาพในการบังคับใช้กฎหมายที่คุ้มครองประโยชน์สาธารณะและประชาชนโดยส่วนรวม เป็นการใช้อำนาจ ม. 44 เพื่อแก้ปัญหาบางอย่างในทางบริหาร
เพราะหลายเดือนก่อน พบการแต่งตั้งพนักงานเจ้าหน้าที่ตามกฎหมายแต่ละฉบับ ลงไปปฏิบัติงานไม่ได้ผล เพราะกำลังน้อย หย่อนประสิทธิภาพ หรือยังไม่เข้าใจเจตนากฎหมายและรัฐบาล
จึงมีเสียงเรียกร้องให้แต่งตั้งคนนอกกระทรวงเป็นเจ้าหน้าที่เพื่อมาเสริมกำลัง แต่ยังติดปัญหา เพราะกฎหมายมักเขียนให้การแต่งตั้งเจ้าหน้าที่ต้องแต่งตั้งคนในกระทรวงนั้นเท่านั้น แต่งตั้งคนนอกไม่ได้
จึงมีแนวคิดว่าจะแก้ไขกฎหมาย แต่หากไปแก้กฎหมายจะเป็นการถาวร เพราะจุดประสงค์ต้องการให้เป็นเพียงมาตรการชั่วคราวในระหว่างการจัดระเบียบสังคม ถึงเวลาหนึ่งจะออกเป็น พ.ร.บ.เพื่อยกเลิก
ทั้งนี้ การตั้งเจ้าหน้าที่ฝ่ายทหารลงไปประกบตรวจสอบร่วม เป็นส่วนหนึ่งที่จะทำให้เจ้าหน้าที่ตามกฎหมายมีความระมัดระวัง เลิกเกียร์ว่าง เลิกทุจริต และจะไม่บกพร่องอย่างในอดีต ขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่ฝ่ายทหารเองหากทำผิดกฎหมาย ก็จะถูกประกบตรวจสอบโดยพลเรือนเช่นกัน
ขอบคุณข้อมูล naewna
MThai News


ป๋าเปรมเปิดบ้านสี่เสาฯรดนํ้าวันสงกรานต์

Cr:เดลินิวส์
เมื่อเวลา 08.30 น.วันที่ 10 เม.ย. ที่บ้านสี่เสาเทเวศร์ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ ได้เปิดบ้านให้ตัวแทนข้าราชการทหาร ตำรวจ คณะบุคคล คณะทำงาน องค์กรภาคเอกชน และมูลนิธิต่างๆ เข้าอวยพร และขอพรเนื่องในโอกาสเทศกาลสงกรานต์ เช่น พล.อ.มงคล อัมพรพิสิฎฐ์ ประธานมูลนิธิรักเมืองไทย พล.อ.ยุทธศักดิ์ ศศิประภา ประธานคณะกรรมการโอลิมปิคแห่งประเทศ โดยมีตัวแทนจากกลุ่มต่าง ๆ ทยอยเดินทางเข้าขอพร พร้อมนำพวงมาลัย กระเช้าดอกไม้ กระเช้าผลไม้ เพื่อมอบให้กับ พล.อ.เปรม
ขณะที่เวลา 09.15 น. พล.อ.เปรม ได้ออกจากห้องพักเพื่อพบปะกับกลุ่มบุคคลที่มาอวยพร โดยภายหลังรับพวงมาลัยและกระเช้าดอกไม้แล้ว พล.อ.เปรม ได้กล่าวขอบคุณทุกคนที่เดินทางมาอวยพรในวันสงกรานต์ ตอนหนึ่งว่า การรักษาวัฒนธรรมอย่างเดียวนั้นไม่เพียงพอทุกคนต้องรักษาชาติรักชาติด้วยต้องเป็นคนซื่อสัตย์สุจริตต้องมีจิตใจที่มั่นคงที่จะตอบแทนคุณแผ่นดิน เพื่อทำให้ประเทศสงบสุขมั่นคงมั่งคั่งและยั่งยืนตามที่นายกรัฐมนตรีได้กล่าวไว้
จากนั้นพล.อ.เปรม ได้เปิดโอกาสให้คณะบุคคลได้รดน้ำขอพร ก่อนที่คณะบุคคลจะเดินทางกลับ อย่างไรก็ตามในเวลา 16.00 น. จะเปิดบ้านพักสีเสาเทเวศร์อีกครั้งเพื่อให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคงและรมว.กลาโหม พร้อมคณะรัฐมนตรีและผู้นำผู้นำเหล่าทัพ เข้ารดน้ำอวยพรเนื่องในวันสงกรานต์ด้วย


วันพฤหัสบดีที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2558

จตุพรโพสต์แจ้งทางเฟซบุ๊ก ยกเลิกงานทำบุญรำลึกวีรชน นปช. ผู้เสียชีวิต เหตุทหารเข้าควบคุมพื้นที่


นายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธานแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวว่า ตามที่เดิมมีกำหนดจะจัดงานทำบุญรำลึกถึงวีรชน นปช. ผู้เสียชีวิต ในวันที่ 10 เมษายน ขณะนี้มีกำลังตำรวจและทหารเข้าไปในบริเวณวัดเกิดการอุดม ต.คลองสาม อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี ซึ่งเป็นสถานที่จัดงาน และสั่งห้ามจัดงาน ทั้งที่ญาติได้แจ้งแล้วว่าเป็นเพียงแค่การทำบุญเท่านั้น จึงขอแจ้งยกเลิกงานทั้งหมด
ก่อนหน้านี้ นายจตุพรเคยโพสต์ข้อความในเฟซบุ๊กว่า ความตายของทหารและประชาชนนั้น ควรมีการทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้ และตนก็ไม่ได้กล่าวห้ามว่าทหารห้ามทำบุญ แต่ความกดดันนั้นเกิดขึ้นตั้งแต่คณะกรรมการญาติวีรชนถูกห้ามไม่ให้ทำบุญและต้องย้ายไปทำบุญที่วัดเกิดการอุดม
นายจตุพรยังระบุในการโพสต์ข้อความนั้นว่า หากเจ้าหน้าที่กลัวว่า ถ้าแกนนำ นปช.ไปร่วมงานแล้วจะเกิดปัญหา พวกตนก็จะไม่ไปร่วมงาน


สปช. รุมถามที่มาส.ส.-ส.ว.-ระบบเลือกตั้ง

โดย : กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ วันที่ 09 เมษายน 2558, 13:34

"วันชัย"เผยสมาชิกสปช. รุมถามที่มาส.ส.-ส.ว.-ระบบเลือกตั้ง ด้าน"เทียนฉาย" ขอสมาชิก เป็นหนึ่งเดียวกัน ให้รธน.ออกมาดีที่สุด

ที่อาคารนครินทรศรี สภาการพยาบาล กระทรวงสาธารณสุข นายวันชัย สอนศิริ โฆษกคณะกรรมาธิการกิจการสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) แถลงผลการประชุมร่วมกันของสปช.และคณะกรรมาธิการ(กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญในช่วงเช้า ว่า การสัมมนาครั้งนี้มีความประสงค์ร่วมกันคือต้องการทำความเข้าใจในประะเด็นหลักๆของร่างรัฐธรรมนูญ ใน 3 ประเด็น คือ 1.เนื้อหาของร่างรัฐธรรมนูญ ตามที่กมธ.ยกร่างฯได้รายงานต่อสปช.แต่ละประเด็นนั้น มีคำถามอยู่ในใจ ทั้งนี้ทางกมธ.ยกร่างฯแจ้งว่ารัฐธรรมนูญร่างแรกใกล้เรียบร้อยและพร้อมส่งมอบให้กับสปช.ในวันที่ 17 เมษายน 2.วิธีการอภิปรายของสปช.ระหว่างวันที่ 20-26 เมษายน จะใช้วิธีการกำหนดและแบ่งเวลาให้กับคณะกรรมาธิการปฏิรูปแต่ละคณะและสมาชิกเท่าใด ซึ่งเดิมวิปสปช.กำหนดให้กมธ.ปฏิรูปแต่ละคณะอภิปรายได้คณะละ 2 ชั่วโมง ส่วนสมาชิกให้เวลา 12-15 นาที ซึ่งที่ประชุมสมาชิกเสนอว่าควรให้ความสำคัญในแต่ละภาคให้มีน้ำหนักแตกต่างกัน จึงต้องตกลงกระบวนการและวิธีการอภิปรายใหม่ และ 3.หลังจากสปช.อภิปรายเสร็จสิ้น สมาชิกสปช.ต้องดำเนินการแปรญัตติภายใน 30 วัน โดยให้ตกลงกันในกลุ่มที่มีจำนวน 26 คน ให้มีเพียง 8 ญัตติ ดังนั้นสมาชิกต้องตกลงกันว่าจะอยู่กลุ่มใด

ทั้งนี้การประชุมวันนี้นายเทียนฉาย กีระนันทน์ ประธานสปช.ต้องการให้สปช.เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันด้วยความราบรื่นเรียบร้อย การอภิปรายวันจริงจะได้เป็นไปด้วยเหตุผลและเนื้อหาสาระเนื่องจากเป้าหมายต้องการให้รัฐธรรมนูญออกมาดีที่สุด ช่วงหนึ่งประธานสปช.บอกว่าอยากให้ร่างรัฐธรรมนูญเป็นการรับผิดชอบของสปช.จะออกมาดีหรือไม่ดีอย่างไร ขอให้ทำหน้าที่ด้วยความมั่นคงเข็มแข็ง ไม่มีโผ ไม่มีการล็อบบี้ อยากให้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นฉบับสุดท้าย ดังนั้นต้องทำด้วยความรอบคอบ เต็มกำลัง ด้วยความรู้ ความสามารถของสมาชิกทุกคน ยืนยันว่า ไม่มีใครมาสั่งการหรือกำหนดร่างรัฐธรรมนูญ เพราะการร่างรัฐธรรมนูญเป็นเรื่องของสปช.โดยตรง

นายวันชัย กล่าวต่อว่า หลังจากที่นายเทียนฉาย กล่าวเปิดงานจบแล้ว ทั้งสปช.และกมธ.ยกร่างฯได้ทำความเข้าใจร่วมกัน โดยประเด็นที่สปช.ซักถามกันมากคือภาคที่ 2 ผู้นำการเมืองที่ดีและสถาบันการเมือง โดยเฉพาะประเด็นที่มาของส.ส.และส.ว. ระบบการเลือกตั้ง ว่าวิธีการที่กมธ.ยกร่างฯเสนอมานั้น สามารถแก้ปัญหาการเมืองได้จริงหรือไม่ ระบบการเลือกตั้งสามารถป้องกันการทุจริต ซื้อสิทธิขายเสียงได้จริงมากน้อยแค่ไหน ทำให้รัฐบาลมั่นคงเข้มแข็งได้นักการเมืองที่ดีได้มากน้อยแค่ไหน รวมทั้งการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐจะเป็นอย่างไร นอกจากนั้นสมาชิกสปช.ได้ซักถามถึงการตั้งสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศว่ามีไว้เพื่อทำอะไร และสามารถทำงานด้านปฏิรูปในระยะยาวได้จริงหรือไม่

เมื่อถามว่าการสัมมนาครั้งนี้เพื่อผ่อนคลายบรรยากาศก่อนอภิปรายในวันที่ 20-26 เมษายนหรือไม่ นายวันชัย กล่าวว่า การพบกันเป็นส่วนหนึ่งที่ต้องการให้บรรยากาศผ่อนคลายแต่สาระสำคัญนั้นคือ ต้องการทำความเข้าใจร่วมกันเพราะเกรงว่าหากวันอภิปรายจริงจะเสียเวลามาถกเถียงเรื่องเวลาอภิปราย ทั้งนี้ การอภิปราย จะไม่ดุเดือด เพราะประธานสปช. ต้องการให้เป็นไปในลักษณะไมตรีวิวาทะ ไม่ได้มุ่งเอาชนะกันเป็นไปด้วยเหตุผลมากกว่าการประชดประชัน ต้องการให้เป็นสภาเนื้อหาวิชาการมากกว่าเป็นสภาวาทะกรรมหรือโต้เถียงกัน อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าการอภิปรายของสมาชิกสปช.จะเป็นไปอย่างอิสระ ไม่มีใครมีมีอิทธิพลเหนือใคร
- See more at: http://www.bangkokbiznews.com/news/detail/642673#sthash.B13S3SfK.eIfYzast.dpuf

"ฉันคือรัฐ" โดย วีรพงษ์ รามางกูร

9เมษายน 2558 มติชน

ฉันคือรัฐ หรือ "L"Etat, c"est moi" เป็นวาทะของพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 จักรพรรดิองค์สำคัญของฝรั่งเศส ที่มีพระบรมเดชานุภาพที่สุดในยุโรปเมื่อประมาณ 350 ปีเศษ ซึ่งตรงกับรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ของกรุงศรีอยุธยา

พระเจ้าหลุยส์ที่ 14 แห่งฝรั่งเศสทรงมีพระบรมเดชานุภาพมาก ทรงเป็นองค์อุปถัมภ์ศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิกให้แพร่ขยายไปทั่วโลก รวมทั้งทวีปเอเชีย จึงทรงชักชวนสมเด็จพระนารายณ์ให้ทรงเข้ารีตเป็นคริสต์โรมันคาทอลิกด้วย

วาทะของพระองค์ที่ว่า "รัฐ, คือฉันเอง" หรือ "ฉันคือรัฐ" เป็นวาทะที่ตำรารัฐศาสตร์ทั่วโลกยกเป็นตัวอย่างที่ทำให้เห็นภาพของการปกครองโดยคนคนเดียวหรือ "Rule of man" เพราะบุคคลคนเดียวเป็นผู้มีและใช้อำนาจรัฐ เพราะผู้ปกครองเป็นรัฐเสียเอง ผู้อยู่ใต้ปกครองไม่มีสิทธิมีเสียงอะไร คำสั่งของผู้ปกครองเป็นกฎหมาย

สิ่งที่จะยับยั้งชั่งใจในระบอบการปกครองโดยคนคนเดียวก็คือ ศีลธรรม ความรู้สึกชั่วดี จริยธรรม แต่ก็เป็นการยับยั้งชั่งใจของผู้ปกครองเอง มิได้ผูกมัดจำกัดตายตัวว่าผู้ปกครองจะต้องยึดถือปฏิบัติ

ต่อมานักปราชญ์ชาวฝรั่งเศส มองเตสกิเออ Montesquieu กล่าวว่า การใช้อำนาจรัฐของผู้ปกครองหรือเป็นผู้ใช้อำนาจอธิปไตยต้องแยกออกเป็น 3 อำนาจ คือ อำนาจนิติบัญญัติ อำนาจบริหาร และอำนาจตุลาการ อำนาจทั้ง 3 นี้ควรจะแยกออกจากกันอย่างเด็ดขาด

เพื่อให้อำนาจทั้ง 3 นี้ตรวจสอบและถ่วงดุลหรือ "check and balance" ซึ่งกันและกัน หากอำนาจทั้ง 3 หรือ 2 ใน 3 อำนาจนี้ไปตกอยู่ในมือของผู้หนึ่งผู้ใดหรือแม้แต่กลุ่มหนึ่งกลุ่มใด ก็ไม่มีอะไรจะเป็นหลักประกันว่าผู้ปกครองผู้นั้นหรือกลุ่มนั้นจะไม่ใช้อำนาจตามอำเภอใจ กฎหมายก็จะเป็นเพียงเครื่องมือที่ผู้ปกครองผู้นั้นหรือกลุ่มนั้นใช้ให้เป็นไปตามความต้องการของตน หรือเป็นการปกครองโดยกฎหมาย "Rule by law" ที่ตนหรือคณะของตนเป็นผู้ออกกฎหมายนั้น โดยปราศจากการมีส่วนร่วมและการเห็นชอบจากประชาชนส่วนใหญ่

ระบอบการปกครองโดยคนคนเดียวหรือกลุ่มหรือคณะเดียวจึงเสื่อมความนิยมและสูญสลายไป เพราะนานวันเข้าผู้ปกครองย่อมมีโอกาสทำความผิดพลาดได้ บางครั้งก็ไม่สามารถสนองความต้องการของประชาชนส่วนใหญ่ได้ เช่น กรณีการเกิดการปฏิวัติในประเทศฝรั่งเศส ในรัสเซีย กรณีแพ้สงครามของญี่ปุ่น เป็นต้น

ประกอบกับกระแสการเปลี่ยนแปลงในยุโรป โดยเฉพาะอย่างยิ่งสงครามกลางเมืองในอังกฤษ ที่กองทัพพระเจ้าชาร์ลที่ 1 แพ้กองทัพของสภาผู้แทนราษฎร ที่นำโดย โอลีเวอร์ คอมเวล ทำให้ผู้คนเริ่มมีความคิดว่า อำนาจอธิปไตยหรืออำนาจรัฐที่ผู้ปกครองอ้างเพื่อความชอบธรรมในการมีและใช้อำนาจนั้น ว่าเป็นอำนาจของสวรรค์หรือของพระเจ้าตามคติความเชื่อของศาสนาหลายศาสนา และพระเจ้าได้ประทานอำนาจเด็ดขาดนั้นให้กับผู้ปกครอง พระเจ้าหลุยส์ที่ 4 จึงตรัสได้ว่า "ฉันคือรัฐ"

วาทะของพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ซึ่งได้ตรัสมาเป็นเวลากว่า 3 ศตวรรษ หาได้เป็นวาทะที่ล้าสมัยไม่ ทุกวันนี้เผด็จการทหารหรือเผด็จการเบ็ดเสร็จก็ยังใช้บริบทของวาทะอันนี้ในการอธิบาย หรือในการให้เหตุผลในการจะกระทำหรือไม่กระทำในสิ่งใด ที่อาจจะไม่ชอบด้วยหลักการของนิติธรรม หรือการดำรงอยู่ของนิติรัฐได้อยู่เสมอ เพราะเมื่ออ้างวาทะอันนี้แล้วก็เป็นที่เข้าใจกัน


เมื่อมีการทำปฏิวัติรัฐประหารได้สำเร็จ ก็ได้รับการรับรองจากศาลฎีกาและกระบวนการยุติธรรม ว่าคำสั่งหรือประกาศของหัวหน้าคณะปฏิวัติ หรือหัวหน้าคณะรัฐประหาร ย่อมถือว่าเป็นกฎหมาย การยกเลิกแก้ไขเพิ่มเติมในภายหลังเมื่อมีรัฐสภาแล้วต้องตราเป็นพระราชบัญญัติ แม้ว่าการปฏิวัติรัฐประหารย่อมเป็นการกระทำที่ละเมิดสิทธิมนุษยชน เป็นการละเมิดศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์เป็นความผิดโดยธรรมชาติ หรือ "natural crime" จึงเป็นความผิดที่ไม่อาจจะยกเลิกได้โดยการออกกฎหมายนิรโทษกรรม ความเห็นเช่นนี้เคยนำไปเขียนไว้ในรัฐธรรมนูญปี 2517 ว่าการนิรโทษกรรมสำหรับความผิดฐานล้มล้างรัฐธรรมนูญย่อมทำไม่ได้ แต่ก็ไม่มีผลในทางปฏิบัติ เพราะเมื่อมีการรัฐประหารรัฐธรรมนูญฉบับนั้นก็ถูกล้มล้าง สมดังภาษิตกฎหมายที่ว่า "ท่ามกลางอาวุธ..เสียงของกฎหมายย่อมเงียบลง" หรือตามวาทะของเหมาเจ๋อตุง ที่ว่า "อำนาจรัฐมาจากปากกระบอกปืน"

ดังนั้น "รัฐ" จึงเคยเป็นของ พ.อ.พระยาพหลพลพยุหเสนา จอมพล ป.พิบูลสงคราม จอมพลผิน ชุณหะวัณ จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ จอมพลถนอม กิตติขจร พล.ร.อ.สงัด ชลออยู่ พล.อ.สุจินดา คราประยูร พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน และปัจจุบันเป็นของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้ที่มีชื่อดังกล่าวข้างต้น ครั้งหนึ่งสามารถกล่าวแบบเดียวกับพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ในศตวรรษที่ 17 ว่า "ฉันคือรัฐ" ได้อย่างไม่ขัดเขิน

การปฏิวัติรัฐประหาร หลังจากปี 2500 เป็นต้นมา ความเป็น "รัฐ" อย่างสมบูรณ์แบบของหัวหน้าคณะปฏิวัติหรือคณะรัฐประหาร จะสิ้นสุดลงเมื่อมีการประกาศใช้ธรรมนูญการปกครองชั่วคราวหรือรัฐธรรมนูญชั่วคราวฉบับต่อ แม้จะคงอำนาจเด็ดขาดใช้ในมาตรา 17 ในกรณีรัฐธรรมนูญของจอมพลสฤษดิ์ หรือมาตราอื่นๆ ในรัฐธรรมนูญชั่วคราวของหัวหน้าคณะปฏิวัติหรือหัวหน้าคณะรัฐประหาร แต่นายกรัฐมนตรีตามรัฐธรรมนูญหรือธรรมนูญการปกครองก็จะไม่ออกกฎหมายเป็นคำสั่งหรือประกาศ แต่จะออกเป็นพระราชบัญญัติโดยสภานิติบัญญัติที่ตนเป็นผู้แต่งตั้ง สภานิติบัญญัติเช่นว่าก็คงจะไม่สามารถมีมติเป็นอย่างอื่นได้

แต่ที่น่าสังเกตในการทำรัฐประหารเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 และมีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญชั่วคราวปี 2557 รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันมาตรา 44 ยังคงอำนาจหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ โดยความเห็นชอบของคณะรักษาความสงบแห่งชาติในเรื่องสำคัญๆ ไว้อยู่นั้นเอง ความจริงการคงอำนาจหัวหน้าคณะรัฐประหารไว้ก็ไม่มีความจำเป็นต้องมีการประกาศใช้กฎอัยการศึก ให้เป็นที่ตกอกตกใจของบรรดาชาวต่างประเทศที่มีผลประโยชน์อยู่ในประเทศไทย แต่กรณีที่มีการประกาศยึดอำนาจจากรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง

การสถาปนาตนขึ้นเป็น "รัฐ" ย่อมสร้างความหวั่นไหวให้กับทุกคน เพราะไม่มีอะไรเป็นเครื่องประกันว่าจะมีการปฏิบัติตามหลักกฎหมาย "rule of law" ไม่ปกครองตามอำเภอใจ เป็นการปกครองโดยมีกฎหมายที่ประชาชนมีส่วนร่วมและยินยอมในการตรากฎหมายนั้นๆ เป็นกฎหมายที่มีความยุติธรรม ผู้ปกครองปฏิบัติตามตัวบทกฎหมายที่มีพื้นฐานดังกล่าว


การที่คณะรัฐประหารยังคงรักษาอำนาจ "รัฐ" ไว้ตามความในมาตรา 44 ซึ่งมีอำนาจกว้างขวางกว่ากฎอัยการศึกมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งมีการอธิบายเพิ่มเติมว่าจะใช้ในการกระทำที่ "สร้างสรรค์" เช่น กรณีการแก้กฎหมายและองค์กรการบินพลเรือน ซึ่งโดยปกติก็สามารถทำได้อยู่แล้วโดยการตราเป็น "พระราชกำหนด" หากต้องการความรวดเร็วจริงๆ

คณะรัฐมนตรีก็สามารถประชุมลับและด่วนได้อยู่แล้ว การคงอำนาจ "รัฐ" ไว้กับคนคนเดียวในรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน จึงน่าจะมีเหตุผลพิเศษที่ไม่มีใครทราบ นอกจากผู้ร่างและผู้ประกาศใช้

การใช้อำนาจของผู้เป็น "รัฐ" ในเรื่องที่สร้างสรรค์จึงเป็นเรื่องที่ไม่มีใครเข้าใจ หลังจากได้ฟังคำอธิบายไม่ว่าจากผู้ประกาศใช้หรือผู้ร่าง

ใครเข้าใจช่วยอธิบายทีว่า การกระทำที่สร้างสรรค์มีอะไรบ้าง



(มติชนรายวัน 9 เมษายน 2558)