PR

@@ในความเคลื่อนไหวของสถานการณ์ที่ปรากฎเป็น"ข่าว"และ"ไม่เป็นข่าว"พยายามสแกนย่นย่อมานำเสนอและเป็นไว้เป็นฐานข้อมูลสังเคราะห์สถานการณ์ ที่นี่ "ข่าวที่ไม่เป็นข่าว"

วันศุกร์ที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2558

ปิดฉากกรมการบินพลเรือน


เปลวเทียน อุตระชัย
อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ชมรมศึกษากฎหมายอากาศและอวกาศ
วันที่ 1 ตุลาคม 2558 ถือว่าเป็นวันที่ต้องจดจำไว้สำหรับวงการการบินพลเรือนของประเทศ เนื่องจากหน่วยงานหลักที่ทำหน้าที่กำกับดูแลด้านการบินพลเรือนของประเทศไทยได้เปลี่ยนโฉมหน้าไปอย่างสิ้นเชิง
แต่เดิมนั้น หน่วยงานที่ทำหน้าที่ในการกำกับดูแลด้านการบินพลเรือนของประเทศไทย คือ กรมการบินพลเรือน ซึ่งเป็นหน่วยงานภาครัฐ อยู่ภายใต้สังกัดกระทรวงคมนาคม กรมการบินพลเรือนนั้นมีประวัติย้อนหลังไปถึง พ.ศ. 2462 และได้ผ่านร้อน ผ่านหนาว ผ่านอุปสรรคมานานัปการ
เมื่อเดือนมกราคม 2558 องค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (International Civil Aviation Organization หรือ ICAO) ได้เข้ามาตรวจการทำหน้าที่กำกับดูแลมาตรฐานความปลอดภัยด้านการบินพลเรือนของประเทศไทย ตามมาด้วยการประกาศลดอันดับความน่าเชื่อถือด้านความปลอดภัยการบิน โดยการติด “ธงแดง” ประเทศไทยเมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2558
เท่ากับเป็นการประกาศอย่างเป็นทางการโดยองค์การระหว่างประเทศว่า ประเทศไทย “สอบตก” ในการกำกับดูแลความปลอดภัยด้านการบินพลเรือนของประเทศ และต้องเร่งทำการแก้ไขข้อบกพร่องตามที่ ICAO ให้คำแนะนำไว้
ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2558 ได้มีมติเห็นชอบแนวทางการปรับปรุงโครงสร้างกรมการบินพลเรือนตามที่สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีเสนอ โดยเสนอกฎหมายต่างๆ และหนึ่งในนั้น คือ “พระราชกำหนดการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2558” ซึ่งได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาและมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2558
พระราชกำหนดการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2558 มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อแยกส่วนที่เกี่ยวข้องกับการกำกับดูแลของกรมการบินพลเรือนออกไปเป็น
(1) สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท.) ซึ่งมีลักษณะเป็นหน่วยงานอิสระ ไม่ใช่ส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจ และ
(2) กรมท่าอากาศยาน ซึ่งยังคงเป็นหน่วยงานราชการ โดยจะรับผิดชอบการดำเนินงานสนามบินของกรมการบินพลเรือนเดิม
การดำเนินการออกพระราชกำหนดดังกล่าวถูกทำอย่างรีบเร่งโดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อแยกหน่วยงานกำกับดูแลออกไปจากระบบราชการเพื่อให้เกิดความเป็นอิสระในการดำเนินงานและเพิ่มอัตราค่าตอบแทนให้เจ้าหน้าที่ได้โดยไม่ต้องใช้เกณฑ์ของราชการ แต่หากจะพิจารณารายละเอียดของพระราชกำหนดฯ เปรียบเทียบกับผลการตรวจสอบ ICAO แล้วก็ทำให้เกิดข้อสงสัยว่าการดำเนินการทั้งหมดนี้เป็นการแก้ปัญหาที่ถูกจุดหรือไม่

ผลการตรวจสอบของ ICAO และคำแนะนำในการแก้ไขปัญหา

จากผลการตรวจมาตรฐานความปลอดภัยด้านการบินพลเรือน ICAO ได้มีคำแนะนำในการแก้ไขปัญหา (Remedial Actions) ให้กับประเทศไทย โดยเมื่อพิจารณาข้อคำแนะนำในการแก้ปัญหาที่มีลำดับความสำคัญสูง (High Priorities) ในด้านระบบกฎหมาย (Legislation) และระบบองค์กร (Organization) จะเห็นได้ว่าปัญหาต่างๆ นั้นสามารถแก้ไขได้โดยวิธีการที่ง่ายดายกว่าการตั้งองค์กรขึ้นมาใหม่อย่างรีบเร่ง
ในการแก้ไขปัญหาเรื่องระบบองค์กรนั้น ICAO ให้คำแนะนำว่าจะต้องกำหนดหน้าที่ความรับผิดชอบของแต่ละส่วนงานอย่างชัดเจนโดยมีกฎระเบียบ ขั้นตอน วิธีปฏิบัติ ที่ชัดเจนเท่านั้น และที่น่าแปลกใจคือ ICAO ไม่ได้มีคำแนะนำให้ประเทศไทยทำการแบ่งแยกหน่วยงานกำกับดูแลออกจากการเป็นหน่วยงานราชการและให้ตั้งเป็นหน่วยงานอิสระ หรือให้ทำการแบ่งแยกหน่วยงานกำกับดูแลและผู้ปฏิบัติงานออกจากกันแต่อย่างใด
การดำเนินการแก้ไขปัญหาตามคำแนะนำของ ICAO ในเบื้องต้น สามารถดำเนินการได้โดยที่หน่วยงานกำกับดูแลยังคงสภาพความเป็นหน่วยงานราชการอยู่ โดยระเบียบราชการสามารถที่จะเพิ่มค่าตอบแทนพิเศษให้กับตำแหน่งที่มีเหตุอันสมควรได้ รวมทั้งเรื่องงบประมาณและเรื่องอัตรากำลังของเจ้าหน้าที่ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องคือสำนักงบประมาณและสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือนควรให้ความร่วมมือในการแก้ปัญหาของประเทศ
ในส่วนการปรับระบบองค์กรนั้นก็เป็นแนวทางการแก้ปัญหาในระยะยาวที่ควรดำเนินการ ซึ่งสามารถที่จะทำได้หลากหลายวิธี ก็ก่อให้เกิดข้อสงสัยว่า เหตุใดหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจึงรีบเร่งดำเนินการออกพระราชกำหนดฯ โดยปราศจากการศึกษาอย่างรอบคอบซึ่งปัญหาของระบบการกำกับดูแลการบินในปัจจุบัน
ปัญหาการกำกับดูแลการบินของประเทศไทยนั้น เกิดขึ้นจากหลายปัจจัย หนึ่งในนั้นคือ การที่ประเทศไทยมีการกำหนดอำนาจหน้าที่ความรับผิดชอบในการกำกับดูแลด้านการบินที่แตกต่างไปจากระบบของประเทศอื่น
ตัวอย่างเช่น ประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งมี Federal Aviation Administration (FAA) เป็นหน่วยงานกำกับดูแลด้านการบินโดยมีอำนาจในการดำเนินการด้านการบินทั้งหมด แต่สำหรับประเทศไทย กรมการบินพลเรือนมีหน้าที่กำกับดูแลด้านการบิน แต่กลับไม่มีอำนาจในการออกกฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง โดยอำนาจในการอนุญาต กำหนดนโยบาย และการออกกฎระเบียบนั้นเป็นของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม คณะกรรมการบินพลเรือน และคณะกรรมการเทคนิคซึ่งมีรัฐมนตรีเป็นประธาน
นอกจากนั้น รัฐมนตรียังสามารถแต่งตั้งคณะกรรมการการบินพลเรือนได้โดยไม่มีการกำหนดเกณฑ์ด้านความรู้ความสามารถที่เหมาะสม ทำให้ที่ผ่านมาหน่วยงานที่มีอำนาจในการออกกฎระเบียบด้านการบินกลับประกอบไปด้วยตัวแทนที่ไม่มีความรู้ความเข้าใจในงานเทคนิคด้านการกำกับดูแลการบินที่ดี ส่งผลให้ระบบกฎหมายและกฎระเบียบด้านการบินของประเทศไทยแทบจะเป็นอัมพาตมาโดยตลอด
ประเทศไทยกลายเป็นประเทศที่มีระบบกฎหมายการบินล้าสมัย ไม่สมเหตุสมผล มุ่นเน้นการควบคุมกิจกรรมการบินอย่างเข้มงวด อีกทั้งกฎหมายหลักและกฎระเบียบย่อยมีเนื้อหาไม่ครบถ้วน กว่าจะแก้ไขปรับปรุงกฎหมายให้เป็นไปตามตามมาตรฐานสากลที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาก็ใช้ระยะเวลานาน จึงไม่น่าแปลกใจที่ผลการตรวจสอบของ ICAO ด้านระบบกฎหมายจะอยู่ในเกณฑ์ต่ำมาก คือผ่านมาตรฐานแค่ 27.27% ยิ่งรวมกับผลการตรวจสอบระบบองค์กรที่ผ่านเกณฑ์แค่ 7.69% ก็คงทำให้พอมองเห็นภาพว่าระบบกฎหมายพื้นฐานด้านการบินของประเทศนั้นควรจะได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วนไปพร้อมๆ กับระบบองค์กร
ICAO โครงสร้างบพ.เดิม
ICAO-1โครงสร้างบพ.ใหม่

ปัญหาของระบบองค์กรกำกับดูแลด้านการบินหน่วยงานใหม่ หรือ กพท.

หากพิจารณารายละเอียดของพระราชกำหนดฯ จะสามารถเห็นได้ว่ามีการกำหนดโครงสร้างองค์กรของ “สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย” (กพท.) ที่ซับซ้อนมากไปกว่าเดิม
แม้จะกำหนดให้ กพท. ไม่เป็นหน่วยงานราชการก็ตาม แต่ควรที่จะสร้างให้ กพท. เป็นหน่วยงานที่มีความอิสระและปราศจากการแทรกแซง และสามารถทำหน้าที่ในการกำกับดูแลและออกกฎหมายที่เกี่ยวข้องได้อย่างรวดเร็ว
แต่ในทางตรงกันข้าม กลับกลายเป็นว่าได้มีการวางระบบให้อำนาจฝ่ายการเมืองเข้าควบคุมการดำเนินงานของสำนักงานการบินพลเรือนไว้อย่างเบ็ดเสร็จ โดยมีช่องทางให้รัฐมนตรีเข้าไปแทรกแซงการดำเนินงานของ กพท. ได้อย่างถูกต้องตามกฎหมายถึง 3 ช่องทาง
มีการกำหนดคุณสมบัติของ “คณะกรรมการกำกับสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย” ในลักษณะที่เอื้อประโยชน์ต่อเอกชน เช่น ห้ามบุคคลผู้เป็นกรรมการ ผู้จัดการ หรือผู้มีอำนาจในการบริการนิติบุคคลที่ประกอบกิจการด้านการบินพลเรือนทุกด้านมิให้มีคุณสมบัติในการเป็นกรรมการ แต่ไม่ห้ามบุคคลที่ดำรงตำแหน่งอื่น เช่น ที่ปรึกษารัฐวิสาหกิจหรือที่ปรึกษาบริษัทเอกชน อีกทั้งยังไม่สามารถแก้ไขปัญหาผลประโยชน์ทับซ้อนระหว่าง กพท. และกรมท่าอากาศยานได้
ยิ่งไปกว่านั้น อำนาจในการคัดสรร แต่งตั้ง เลื่อนขั้น เจ้าหน้าที่ระดับรองผู้อำนวยการขึ้นไปของ กพท. ก็เป็นของคณะกรรมการกำกับ กพท. ซึ่งอาจก่อให้เกิดอุปสรรคในการทำงานของเจ้าหน้าที่เข้าไปอีก
ในปัจจุบัน แม้ว่าจะมีการแทรกแซงการแต่งตั้งตำแหน่งต่างๆ ในกรมการบินพลเรือนอยู่บ้าง แต่ก็ยังคงมีระเบียบของทางราชการที่สามารถป้องกันได้ในระดับหนึ่ง แต่เมื่อ กพท. กลายเป็นองค์กรอิสระ หมายความว่าอำนาจเต็มในการดำเนินงานใดๆ จะตกไปอยู่ในมือของกลุ่มคนแค่ไม่กี่คนโดยไร้ซึ่งการควบคุม
จากประเด็นปัญหาที่กล่าวมาข้างต้น อาจกล่าวได้ว่าพระราชกำหนดฯ ยังมีรายละเอียดที่ไม่เหมาะสม และอาจจะก่อให้เกิดปัญหาในอนาคตขึ้นมาได้อีกมากมาย โดยเฉพาะในเรื่องโครงสร้างองค์กรของสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทยที่ควรจะเป็นอิสระอย่างแท้จริง มีอำนาจ และสามารถปฏิบัติหน้าที่ในการกำกับดูกิจการด้านการบินพลเรือนอย่างมีประสิทธิภาพและรวดเร็ว
แต่โครงสร้างองค์กรใหม่นี้อาจสร้างอุปสรรคและการกำกับดูแลที่ทับซ้อนหลายขั้นตอน ซึ่งอาจส่งผลให้การปฏิบัติหน้าที่ล่าช้าออกไปกว่าเดิม การเปิดช่องให้ฝ่ายการเมืองและเอกชนที่มีผลประโยชน์ทับซ้อนเข้ามามีส่วนได้เสีย ซึ่งหากพิจารณาผลการตรวจสอบและคำแนะนำของ ICAO อย่างรอบคอบ พระราชกำหนดการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2558 อาจจะไม่ได้แก้ไขปัญหาด้านการบินของประเทศไทยเท่าที่ควร
หมายเหตุ : บทความนี้เป็นการแสดงความเห็นทางวิชาการโดยส่วนตัวของผู้เขียน มิได้มีความเกี่ยวข้องใดๆ กับหน่วยงานที่ผู้เขียนสังกัดอยู่หรือมีความสัมพันธ์ด้วย ไม่ว่าทางหนึ่งทางใด

เปิดปูม ลากไส้ “หมอหยอง” จอมลวงโลก พัวพัน “กิมเอ็ง-คุณนายไก่” คดีทุจริตเครื่องราชฯ

22 ตุลาคม 2558 16:44 น ผู้จัดการ

ฮือฮากันไปทั้งบาง! เมื่อตำรวจเปิดฉากทะลวงแก๊งหมิ่นเบื้องสูงด้วยการรวบตัว “นายสุริยัน สุจริตพลวงศ์” หรือ “หมอหยอง” หมอดูคนดังเมืองไทย พร้อมหนุ่ม “อาท ชัตเตอร์มหาเทพ” จิรวงศ์ วัฒนเทวาศิลป์ เพื่อนชายคนสนิท และ “สารวัตรเอี๊ยด” พ.ต.ต.ปรากรม วารุณประภา นายตำรวจคนดัง ในข้อหากระทำผิดตามมาตรา 112
       
        “หมอหยอง” เป็นใคร มีความน่าสนใจอย่างไร ทีมข่าวอาชญากรรม ASTV ผู้จัดการ ขอโฟกัสเฉพาะ “นายสุริยัน สุจริตพลวงศ์” ในฐานะตัวเอกของเรื่อง เพื่อทราบเส้นทางชีวิตอย่างถึงแก่นทั้งในด้านมืดและสว่าง ประวัติคร่าวๆ ของหนุ่มใหญ่เจ้าของม็อตโต้ “จริงใจนะจ๊ะ” เกิดที่จังหวัดตรัง มีพี่น้องมากถึง 13 คน เขาเป็นคนที่ 9 บิดามารดาประกอบอาชีพค้าขาย ตอนเด็กมีชีวิตแร้นแค้นที่สุด ครอบครัวเขาก็เหมือนครอบครัวคนไทยจำนวนมากในชนบทที่ต้องอพยพมาตายเอาดาบหน้ายังกรุงเทพมหานคร ชีวิตใหม่ในเมืองหลวง ด.ช.หยอง ดิ้นรนปากกัดตีนถีบหาเลี้ยงตัวเองและเป็นค่าเล่าเรียนด้วยอายุเพียง 7 ขวบต้องออกเร่ขายหนังสือพิมพ์ เติบใหญ่ขึ้นมาหน่อยทำงานเป็นลูกจ้างแต่ยังไม่ทิ้งอาชีพตระเวนขายหนังสือพิมพ์ตามสี่แยกต่างๆ
       
       ในบันทึกชีวิตหมอหยองได้ระบุว่า วันหนึ่งเหมือนโชคชะตาฟ้าลิขิต ขณะที่ ด.ช.หยอง เด็กบ้านนอกตัวเล็กๆ กำลังวิ่งขายหนังสืออยู่นั้น มีรถสามล้อวิ่งมาด้วยความเร็วแล้วชนร่างเขาอย่างจังจนสลบไปถึง 5 คืน 6 วัน
       
       “เขาเห็นตัวเองเดินอยู่ในที่กว้างใหญ่เสมือนสนามหญ้ากว้างๆ ผู้คนเดินไปข้างหน้า ไม่มีใครพูดคุยกัน แม้เขาจะพยายามเรียกหรือพูดคุยด้วยแต่คนเหล่านั้นต่างไม่สนใจ พากันเดินไปข้างหน้าอย่างมุ่งมั่น ครู่ต่อมาเขาเห็นพระสงฆ์รูปหนึ่ง เดินอยู่ข้างหน้า จิตสำนึกตอนนั้นบอกว่านั่นคือหลวงปู่ทวด พระเถระผู้ศักดิ์สิทธิ์มีผู้คนนับถือทั้งประเทศโดยเฉพาะชาวปักษ์ใต้ ที่เขาคิดเช่นนั้นก็เพราะตัวเขาก็แขวนเหรียญหลวงปู่ทวดที่แม่ให้แขวนคอไว้คุ้มครองตัวเอง”
       
       ด.ช.หยอง ตะโกนเรียก “หลวงปู่ หลวงปู่” อย่างสุดเสียง แต่ท่านไม่ตอบ เพียงหยุดเดินแล้วหันมามองหน้า ไม่พูด ไม่ขยับริมฝีปาก จิตสำนึกพาไปให้เดินตามท่าน... ท่านจะพาไปไหน ด.ช.หยอง ถามตัวเองแต่ทุกอย่างยังเหมือนเดิมคือไร้คำตอบ ครู่หนึ่งจึงผ่านลานกว้างมีแสงสว่างสลัวๆ เหมือนตะเกียงอยู่ข้างหน้า พอเดินเข้าใกล้จึงเห็นว่าข้างหน้าเป็นศาลาใหญ่ จมูกสัมผัสกลิ่นหอมของดอกไม้นานาชนิดกรุ่นหอมเย็นสบายไปทั่ว ขณะนั้นเองพระเถระรูปนั้นหยุดเดินแต่ยังไม่หันมา ด.ช.หยองจึงทำได้แค่ยืนรออยู่ข้างหลัง
       
       “อาตมาพาเจ้ามาส่งถึงที่ของเจ้าแล้ว....” หลวงปู่องค์นั้นไม่ได้ขยับริมฝีปากแม้แต่น้อยแต่เสียงพูดเข้ามาเต็มหูสองข้างของ ด.ช.หยอง พอตั้งสติได้จะถามกลับว่าส่งถึงที่ไหน เพราะในใจอยากจะให้พากลับบ้านพระเถระรูปนั้นก็หายตัวไป เขาจึงค่อยๆ เดินขึ้นไปในศาลา ข้างในบรรยากาศเย็นและรู้สึกว่าไม่เคยเห็นสถานที่นี้มาก่อน ทันใดนั้นเมื่อเขาเงยหน้าขึ้นก็ต้องผงะเพราะสิ่งที่เขาเห็น คือ องค์พระพิฆเนศวร ในตอนนั้น ด.ช.หยองยังไม่รู้จักว่าท่านเป็นเทพหรือเป็นองค์อะไร จึงตกใจมากเพราะเห็นศีรษะเป็นช้าง...”
       
       ปฐมบท “หมอหยอง” เริ่มจากชีวิตวัยเด็กจากชนบทที่มาจากครอบครัวยากจนต้องดิ้นรนฝ่าฟันอุปสรรคด้วยตัวเอง และ “จุดเปลี่ยน” ของชีวิตนำเข้าสู่เส้นทางหมอดูคนดังจนถึงโหรขั้นเทพ มาจากความศรัทธาของผู้คนที่มีต่อหลวงปู่ทวด และองค์พระพิฆเนศวรนั่นเอง
       
       หากดูตามเรื่องราวแล้วไม่มีอะไรสลับซับซ้อน วิธีการ “ผูก” ตัวเองเข้ากับศูนย์รวมทางจิตวิญญาณก็คือลูกไม้เก่าๆ แต่มักใช้ได้ผล... จังหวะชีวิตหลังฟื้นจากความตาย 5 คืน 6 วัน ด.ช.หยอง กลายเป็นที่กล่าวถึงของคนรอบข้างจนเริ่มเติบโตเป็นหนุ่มชื่อเสียงของ “หมอหยอง” เริ่มติดตลาดมีการกล่าวถึง “เทพ” ในร่างสามัญชน สามารถดูโชคชะตาทำนายอนาคตได้แม่นราวตาเห็น
       
       ย้อนกลับไปปี 2515 นักข่าวรุ่นลายครามเล่าให้ฟังถึงเส้นทาง “ยอดหญิงนักต้ม” ที่เชื่อว่ามีความเกี่ยวข้องกับ “สุริยัน สุจริตพลวงศ์” หรือหมอหยอง ไม่มากก็น้อย “ยอดหญิงนักต้ม” โลกไม่ลืม หนีไม่พ้น “คุณหญิงกิมเอ็ง” และ “คุณนายไก่-วันทนีย์”
       
       ในคราวนั้นมีกรณีนักการเมืองดาวรุ่งระดับประเทศอักษรย่อ ส.จังหวัดใหญ่แห่งหนึ่งของภาคอีสาน คุณนายไก่ วันทนีย์ อาศัยความมักคุ้นกับนักข่าวที่ไม่รู้เท่าทันบางคน “คาบข่าว” โกหกพกลมไปตีพิมพ์หน้า 1 สร้างเครดิตความน่าเชื่อถือให้ตัวเองจนกลายเป็นโจ๊กสอนน้องๆ นักข่าวรุ่นหลังๆ เรียกว่าเล่าไปหัวเราะไปเพราะ “นักข่าว” ที่หลงคารมคุณนายไก่ วันทนีย์ ทุกวันนี้ยังมีตัวตน บางคนขยับมีตำแหน่งหน้าที่ใหญ่โตในสังคม
       
       ข่าวใหญ่ที่ว่าก็คือ คุณนายไก่ วันทนีย์ แม่หม้ายทรงเครื่องพันล้าน ประกาศแต่งงานกับนักการเมือง ส.แห่งภาคอีสาน มีการจัดฉากความรักหวานแหว๋วถึงขั้นขับรถเบนซ์ 500 คันยาวไปดูเรือนหอราคา 3 ล้านแต่ไม่ถูกใจฝ่ายหญิงเพราะเห็นว่านักการเมืองดังมีอนาคตเป็นรัฐมนตรีบ้านพักจะต้องหรูหราสมเกียรติ ตามสเปกต้องมีสนามเทนนิส สระว่ายน้ำ ตกลงว่าวันเปิดตัวซื้อรังรักต้องเลื่อนออกไป
       
       ระหว่างนั้นเองมีเสียงซุบซิบทำนองว่านิยาย “ตกถังข้าวสาร” ของนักการเมืองคนดังคงไม่เข้าท่าแล้ว เนื่องจากมีมือดีไปเสาะรู้ข้อมูลว่าแท้จริงแล้ว คุณนายไก่ วันทนีย์ คือเศรษฐินีกำมะลอ เมื่อวันวิวาห์กำหนดไม่ได้ หอรักยังหาไม่เจอจึงมีข่าววงในแฉออกมาว่าแท้จริงแล้วคุณนายไก่ วันทนีย์ ยอมเอาตัวเข้าแลก ยอมแต่งเรื่องจัดฉากให้ตัวเองเป็นหม้ายพันล้านก็เพื่อหวังสัมปทานเดินรถจากนักการเมือง ส.นั่นเอง
       
       นิยายรักสาวนักตุ๋นกับนักการเมือง “งก” แต่ “โง่” จบลงด้วยฝ่ายชายต้องยอมควักเงินสด 7 หมื่นบาทเพื่อเลิกรากับคุณนายไก่ วันทนีย์
       
       จบจากนักการเมือง ส.แห่งภาคอีสาน ชีวิตของคุณนายไก่ วันทนีย์ ยังคงโลดแล่น คราวนี้ได้สามีเป็น “แป๊ะแก่” แต่บอกกับเพื่อนบ้านว่าเป็นพ่อ แอบไปซื้อแฟลตการเคหะแห่งหนึ่งแถวชานเมืองกรุงเทพฯ เรื่องราวตอนนี้มีทั้งแสบระคนดรามาเมื่อเธอพลาดมีลูกกับสามีคนใหม่แต่ความอดอยากมาเยือนต้องเลี้ยงลูกเองตามลำพัง เงินทองชักหน้าไม่ถึงหลังเพราะสามีอาแป๊ะ ไม่มีความสามารถทางเศรษฐกิจ
       
       วันหนึ่งหลังมีประชาชนชาวแฟลตเห็นคุณนายไก่ วันทนีย์ ทะเลาะตบตีกับสามีอาแป๊ะ เรื่องจึงแดงตกเป็นขี้ปากว่าแท้จริงแล้วพ่อ คือ “ผัว” เมื่อเลิกราจากสามีคนนี้ คุณนายไก่ วันทนีย์ จึงต้องกระเสือกกระสนดูแลตัวเอง มีคนเห็นเธอออกจากแฟลตห้องพักตอนตี 5 แล้วกลับมาตอน 3 ทุ่ม ทำอย่างนี้นานเป็นเดือนเพื่อนบ้านสอดรู้สงสัยว่าเด็กจะอยู่อย่างไร มีใครดูแลหรือเปล่าจึงเอาบันไดปีนดูช่องลม ภาพที่เห็นก็คือเด็กชายวัย 3 ขวบนั่งก้มหน้าอยู่ใกล้ชามข้าวเปล่าที่ไม่มีกับแม้แต่นิดเดียว
       
       ก่อนระเห็จจากแฟลตที่พัก คุณนายไก่ วันทนีย์ ไม่ทิ้งลายเสือ ช่วงนั้นโทรศัพท์กรุงเทพฯ หากใครมีไว้ประจำบ้านมันช่างโชคดียิ่งกว่าถูกลอตเตอรี่รางวัลที่ 3 เพราะบางเลขหมายบางชุมชนมีราคาตั้งแต่หลักหมื่นถึงแสน เมื่อคิดค่าครองชีพในขณะนั้นราคาทองคำไม่น่าเกินบาทละ 1- 2 พัน... จะด้วยความสามารถในทางใดไม่ปรากฏ คุณนายไก่ วันทนีย์ เสกโทรศัพท์มาที่แฟลตได้เพียงเครื่องเดียวหลังเดียว ทั้งที่แฟลตดังกล่าวมีสมาชิกพักอาศัยนับ 10 แท่ง วิธีหาเงินง่ายๆ ก็คือให้เพื่อนบ้านพ่วงใช้โดยคิดเงินกินเปล่าเป็นรายๆ มีคนสนใจใช้บริการคุณนายไก่ วันทนีย์ 10 กว่ารายได้เงินมาก้อนหนึ่งคุณนายไก่ วันทนีย์ จึงหอบลูกน้อยเผ่นจากแฟลตกลางดึกคืนต่อมา ทิ้งปัญหาเจ้าหนี้เงินผ่อนและเพื่อนบ้านผู้อาศัยโทรศัพท์พ่วงไว้เบื้องหลัง
       
       เส้นทางชีวิตคุณนายไก่ วันทนีย์ กำลังสนุก แต่ในอีกมุมหนึ่งของกรุงเทพฯ คุณหญิงกิมเอ็ง ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นพี่สาวแท้ๆ ของคุณนายไก่ วันทนีย์ มีฉากตื่นเต้นเร้าใจไม่แพ้กัน
       
       คุณนายกิมเอ็ง ไม่นิยมวิธีหลอกต้มโดยอ้างว่าเป็นเศรษฐินีแม่หม้ายทรงเครื่อง แต่จะใช้การ “ทรงเจ้า” ทำนายทายทักโดยใช้พระพิฆเนศวรเป็นจุดขาย “เปิดตัว” อย่างสวยหรูเมื่อคุณนายกิมเอ็งเดินทางมาแจ้งความยัง สน.บุปผาราม ย่านฝั่งธนฯ และพบกับนายตำรวจหนุ่มเพิ่งติดยศร้อยตำรวจตรีหมาดๆ ที่นั่น....ความสัมพันธ์จากประชาชนผู้เข้าร้องทุกข์แต่มีมาดดี มีแววเศรษฐี แถมเมื่อพูดคุยด้วยคุณนายกิมเอ็ง คือ “ตัวจริง” มีสายสัมพันธ์กว้างขวางรู้จักนักการเมืองใหญ่ ข้าราชการตำรวจ-ทหารระดับบิ๊กๆ แทบทุกคน และแน่นอนว่าเพื่อให้ “สมจริง” จึงต้องใช้วิธีการเดียวกับคุณนายไก่ วันทนีย์ คือให้ความเป็นกันเองกับนักข่าว โดยเฉพาะนักข่าวตระเวนอาชญากรรมที่ต้องขึ้น-ลงโรงพักกันเป็นประจำ
       
       ความรักระหว่างคุณนายกิมเอ็ง กับผู้หมวดหนุ่มหวานชื่นจนถึงขั้นอยู่กินกันอย่างเปิดเผย คุณนายกิมเอ็งไม่คิดอะไรมาก ตั้งสำนักเข้าทรงพระพิฆเนศวรอยู่บนแฟลตตำรวจที่พักหลังโรงพักนั่นเอง มีบรรดาลูกเมียตำรวจเข้าไปดูเจ้าเข้าทรงไม่เว้นแต่ละวัน แม้แต่นายตำรวจบางนายยังเข้าใช้บริการ จนมีเบื้องหลังสนุกๆ เล่ากันว่า แท้จริงแล้วคุณนายกิมเอ็งมีสัมพันธ์ลึกซึ้งกับตำรวจใหญ่ในกองบัญชาการตำรวจนครบาล ช่วงนั้นเมื่อมีนายตำรวจระดับผู้กอง ระดับสารวัตรมาให้ทำนาย ใครที่เป็นสายเดียวกับสามีจะทำนายว่าโชคดีได้เลื่อนขี้น ใครไม่ถูกกันบอกโชคร้ายแล้วแอบไปวิ่งเต้นให้ “ตำรวจใหญ่” เป็นคนจัดการบัญชีโยกย้ายให้
       
       วันเวลาผ่านไปเกิดเรื่องใหญ่โตในบ้านเมือง คือ คดีทุจริตเครื่องราชฯ ตัวเอกของเรื่อง คือ คุณนายไก่ วันทนีย์ บุกแจ้งความเปิดโปงถึงขบวนการเลวร้าย มีทั้งพระเถระผู้ใหญ่ และบุคคลอื่นๆ เข้ามาเกี่ยวข้องมากมาย พระผู้ใหญ่ถูกจับสึก ข้าราชการที่เกี่ยวข้องคนหนึ่งทนอับอายและกดดันไม่ไหวต้องปลิดชีพยิงตัวตาย และหนึ่งในจำนวนผู้ถูกกล่าวหา คือ คุณนายกิมเอ็ง
       
       ระหว่างการขุดคุ้ยขบวนการทุจริตเครื่องราชฯ ดำเนินไปนั้น คุณนายไก่ วันทนีย์ ปรากฏตัวขึ้น ณ สำนักงานใหญ่หนังสือพิมพ์หัวสีฉบับหนึ่งเพื่อขอแก้ข่าวในฐานะที่ถูกพาดพิงหลายเรื่อง จากการสนทนากว่า 3 ชั่วโมง คุณนายไก่ วันทนีย์เริ่มด้วยความเป็นมาของเธอโดยระบุว่าต้องเข้ามาเกี่ยวข้องกับคดีทุจริตเครื่องราชฯ เพราะ “เบื้องบนใช้ให้มาชำระพระพุทธศาสนา” ต่อจากนั้นเมื่อการพูดคุยออกรส คุณนายไก่ วันทนีย์ จึงค่อยๆ หลุดยอมเปิดเผยถึงด้านมืดของชีวิต เช่น การคบหาเพื่อนชายหลายคน และมีด้วยกันทุกระดับตั้งแต่บิ๊กทหาร อดีตประธานสภาผู้แทนราษฎรคนหนึ่ง รัฐมนตรี ข้าราชการใหญ่ทั้งพลเรือนและตำรวจ รวมทั้งนักข่าวอีกหลายสำนัก
       
       ข่าวการทุจริตเครื่องราชฯ เริ่มซาลง แต่ในวงประชุมสำนักข่าวใหญ่ยังคงมีเรื่องคุณนายไก่ วันทนีย์ มาเล่นตลอด เมื่อมีผู้เสนอให้แก้ข่าวให้ว่า “ไก่ วันทนีย์” ร่ำรวยจริงและมิได้เป็นสิบแปดมงกูฎตามที่ถูกกล่าวหา มีการนำเช็คเงินสดจำนวน 5 แสนบาทมอบให้กับบิ๊กกองทัพ ในขณะนั้นจึงมีการตรวจสอบไปยังธนาคาร และกองทัพ เนื่องจากเป็นเงินบริจาคการกุศล ปรากฏว่าเช็คเด้ง ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน
       
       หนังสือพิมพ์หัวสีประโคมเป็นข่าวใหญ่ แต่อีกเพียงวันเดียวมีหนังสือพิมพ์หัวขาวดำ สวนกลับด้วยข่าวดรามาคุณนายไก่ วันทนีย์ เครียดจัดที่ถูกสื่อตามกัดตามจิกจึงกินยาฆ่าตัวตาย
       
       ตรงจุดนี้แหละทำไมเกี่ยวข้องกับ “สุริยัน สุจริตพลวงศ์”...!?
       
       ก่อนถึงปัจฉิมบท นักข่าวลายครามตบท้ายว่า เมื่อมีโอกาสเจอกับคุณนายไก่ วันทนีย์ อีกครั้งในเวลาหลายเดือนต่อมาการพูดคุยแบบ “หลังไมค์” ไม่เกี่ยวข้องกับการนำเสนอเป็นข่าวจึงเกิดขึ้นอีกครั้ง “ไก่ วันทนีย์” ยอมรับว่าวิธีแก้ข่าวให้สังคมเกิดความเห็นใจนั้นมาจากคำแนะนำของ “หมอหยอง”
       
       และเมื่อถามอีกว่าแท้จริงแล้ว คุณหญิงกิมเอ็ง คุณนายไก่ วันทนีย์ และสุริยัน สุจริตพลวงศ์ คือพี่น้องร่วมท้องเดียวกันหรือไม่ คำตอบจากคุณนายไก่ วันทนีย์ คือ เราเป็นพี่น้องกันจริง
       
       ด้วยพฤติกรรม “ลวงโลก” อย่างสุดแสบนั้น แม้นักข่าวลายครามคนต้นเรื่องกลับไม่กล้าฟันธง รวมทั้ง “ทีมข่าวอาชญากรรม ASTV ผู้จัดการ” แต่ขอให้เชื่อว่าทุกคนไม่พ้น “กฎแห่งกรรม” รวมทั้ง “หมอหยอง” กับสมัครพรรคพวกที่กำลังเผชิญอยู่ 
 

วันพฤหัสบดีที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2558

กกต.สมชัยหนุนรธน.ตัดสิทธิโกงตลอดชีวิต




ข่าวการเมือง วันพฤหัสบดีที่ 22 ตุลาคม พ.ศ.2558 16:46 น.
654160
"สมชัย ศรีสุทธิยากร" หนุน รธน.ใหม่ ตัดสิทธิ์โกงตลอดชีวิต สกัดคนทำผิด ขอบทลงโทษให้ชัดเจน พร้อมอ้อนขอแจกเหลือง-แดงโดยไม่ต้องส่งศาล
นายสมชัย ศรีสุทธิยากร กรรมการการเลืกตั้ง ด้านกิจการบริหารงานเลือกตั้ง หรือ กกต. เห็นด้วยกับแนวคิดและข้อเสนอโทษการตัดสิทธิ์นักการเมืองตลอดชีวิต กรณีที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการทุจริตคอร์รัปชั่น เพราะจะทำให้ผู้ที่ถูกเลือกตั้งและเข้ามาสู่ตำแหน่งนักการเมืองได้คำนึงถึงบทลงโทษ และไม่กล้ากระทำผิดหรือทุจริตคอร์รัปชั่น แต่การจะออกกฎหมายดังกล่าวนั้น จะต้องมีกระบวนการตรวจสอบที่ชัดเจน และกำหนดโทษ ว่ามีผลบังคับใช้เมื่อออกกฎหมายหรือผลบังคับใช้ย้อนหลังด้วย
ทั้งนี้ ส่วนตัวเชื่อว่ามาตรการลงโทษดังกล่าวเป็นเพียงมาตรการปรามนักการเมืองเท่านั้น แต่อาจจะไม่ได้ผลร้อยเปอร์เซ็นต์หรือไม่นั้น ไม่สามารถตอบได้
นายสมชัย ยังระบุว่า มาตรการตัดสิทธิ์นักการเมืองกับการให้ใบแดงนั้น เป็นคนละส่วนกัน เพราะการให้ใบแดงเป็นการให้เฉพาะที่เกิดการเลือกตั้งเท่านั้น
ทั้งนี้ นายสมชัย ยังกล่าวถึงกระแสข่าวที่กรรมการร่างรัฐธรรมนูญเห็นควรให้ กกต. แจกใบเหลือง ใบแดง ในการเลือกตั้งโดยไม่ต้องส่งเรื่องไปยังศาล ยกเว้นกรณีเพิกถอนสิทธิ์ตลอดชีวิต ว่า ถึงแม้ กกต. จะมีอำนาจหรือไม่ กกต.กลางจะต้องพัฒนาระบบสืบสวนสอบสวน และปรับปรุงการทำงานของ กกต.จังหวัดที่ถูกมองว่ามีความใกล้ชิดกับนักการเมืองท้องถิ่นให้มีความโปร่งใสและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

รมว.คลังชี้มาตรการกระตุ้นศก.เดินตามแผน




ข่าวเศรษฐกิจ วันพฤหัสบดีที่ 22 ตุลาคม พ.ศ.2558 15:28 น.
654127
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ชี้ มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล ยังเดินได้ตามแผนที่วางไว้
นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการขับเคลื่อนมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและการลงทุนของประเทศ ครั้งที่ 4 หรือ สศช. ว่า ที่ประชุมได้รายงานความคืบหน้ามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและโครงการลงทุนต่าง ๆ ที่อยู่ในความรับผิดชอบของหน่วยงานต่าง ๆ โดยเฉพาะมาตรการกระตุ้นอสังหาริมทรัพย์นั้น ขณะนี้มีประชาชนมาขอกู้เงินเพื่อซื้อที่อยู่อาศัยกับธนาคารอาคารสงเคราะห์ หรือ ธอส. เป็นจำนวนมากว่า 6,000 - 7,000 ล้านบาท อนุมัติไปแล้ว 2,000 ราย ซึ่งการจะขยายวงเงินสินเชื่อเพิ่มเติมหรือไม่นั้น ต้องเป็นหน้าที่ของคณะกรรมการ ธอส. จะเป็นผู้พิจารณาเอง ตามความเหมาะสม และการบริหารความเสี่ยงของธนาคาร


ขณะที่มาตรการการลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรดา ร้อยละ 20 ของมูลค่าบ้าน ทางกรมสรรพากรกำลังเร่งออกกฤษฎีกา คาดภายใน 2 สัปดาห์ ซึ่งมีผลย้อนหลังจากวันที่คณะรัฐมนตรี หรือ ครม. มีมติออกมา

วิษณุไม่หวั่นคปป.ทำ รธน.ไม่ผ่านประชา มติ-คดีข้าวยึดตามปปช.


ข่าวการเมือง วันพฤหัสบดีที่ 22 ตุลาคม พ.ศ.2558 16:33 น.
654159
"รองนายกฯวิษณุ" ไม่หวั่น คปป. จะทำให้ร่าง รธน.ไม่ผ่านประชามติ เผย ครม.ทยอยทำความเห็นเสนอ กรธ.แล้ว แจงดำเนินการจำนำข้าว เพราะ ป.ป.ช.ส่งเรื่องมา จำเป็นต้องทำ ส่วนโครงการอื่น ๆ ไม่มีทำไม่ได้
นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมาย กล่าวถึงกรณีที่คณะรัฐมนตรีรับทราบว่า นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ได้ส่งหนังสือขอความเห็นเกี่ยวกับการร่างรัฐธรรมนูญกับคณะรัฐมนตรี ว่า ทาง กรธ. ได้มีการทำหนังสือส่งไปยังองค์กรต่าง ๆ เพื่อขอความความเห็น ซึ่งทางคณะรัฐมนตรีได้มีการทยอยเสนอความคิดเห็นแต่ยังไม่ใช่การวิพากษ์วิจารณ์ร่างรัฐธรรมนูญ ขณะเดียวกันจะไม่นำความเห็นต่อร่างรัฐธรรมนูญฉบับ นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ อดีตประธานคณะกรรมการยกร่างรัฐธรรมนูญ มาเป็นความเห็นเพื่อส่งให้ กรธ. ซึ่ง กรธ. ได้ชี้แจงแล้วว่าจะไม่นำรัฐธรรมนูญฉบับ นายบวรศักดิ์ มาเป็นที่ตั้ง ทั้งนี้ ตนมองว่ารัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะต้องแก้ไขปัญหาที่เคยเกิดขึ้นในอดีตและแก้ไขปัญหาที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต จึงต้องมีการตั้งคณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อการปรองดองและการปฏิรูปประเทศ หรือ คปป. และไม่หวั่นว่า คปป. จะทำให้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ไม่ผ่านประชามติ

ส่วนข้อเสนอของ นายสามารถ แก้วมีชัย อดีตรองประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่เสนอว่าหากรัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่ผ่าน ให้นำรัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 มาใช้และมีการปรับแก้บทเฉพาะกาลเพื่อให้ทันต่อสถานการณ์ในปัจจุบันนั้น ตนก็รับทราบ ซึ่งมีหลายคนได้มีเสนอเข้ามาในหลายรูปแบบ แต่ส่วนตัวคิดไว้ในใจแล้วหากร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านการทำประชามติของประชาชน

"วิษณุ" แจงดำเนินการจำนำข้าว เพราะ ป.ป.ช.ส่งเรื่องมา 

นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมาย กล่าวถึงกรณีที่แกนนำพรรคเพื่อไทย ตั้งข้อสังเกตว่าหลายโครงการของรัฐบาลในอดีต เช่น การประกันราคาข้าวและการขายยางพาราให้กับจีน โดยการซื้อมาในราคาแพง แต่ขายในราคาถูก ซึ่งไม่มีการดำเนินคดีเหมือนโครงการรับจำนำข้าว ว่า สำหรับโครงการรับจำนำข้าวรัฐบาลต้องดำเนินการ เพราะคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ส่งเรื่องมายังรัฐบาล โดยมีหนังสือลงวันที่เรียบร้อย และระบุว่าหากรัฐบาลไม่ทำก็จะมีความผิด ส่วนโครงการอื่น ๆ ไม่มีการส่งเรื่องมายังรัฐบาล จึงไม่สามารถดำเนินการได้ เพราะไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นจากตรงไหน รัฐบาลจึงไม่มีสิทธิ์ที่จะพิจารณาว่าโครงการใดมีความผิดหรือไม่

ขณะที่พรรคเพื่อไทยมีการออกแถลงการณ์ว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม เนื่องจากโครงการรับจำนำข้าวได้มีนโยบายผ่านสภา ซึ่งไม่มีที่ใดในโลกประเมินผลจากกำไรและขาดทุนนั้น นายวิษณุ กล่าวว่า ตนรับทราบ แต่ตนไม่ใช่คณะกรรมการสอบในเรื่องนี้

ผบ.ตร.ยัน8ตร.ให้ความร่วมมือคดีหมอหยองพบโยงใครฟันหมด




ข่าวอาชญากรรม วันพฤหัสบดีที่ 22 ตุลาคม พ.ศ.2558 11:31 น.
654053
ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ยัน 8 ตำรวจสังกัด บช.ก. ให้ความร่วมมือคดี "หมอหยอง" ย้ำ ไม่หนักใจทำคดีนี้ หลักฐานสาวถึงใครฟันหมด
พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจทั้ง 8 นาย ที่ถูกย้ายไปช่วยราชการที่ศูนย์ปฏิบัติการกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง หรือ ศปก.บช.ก. ให้ความร่วมมือให้ข้อมูลในการสอบสวนในคดีที่ นายสุริยัน สุจริตพลวงศ์ หรือ หมอหยอง หมอดูชื่อดัง และ นายจิรวงศ์ วัฒนเทวาศิลป์ เลขานุการของ นายสุริยัน ผู้ต้องหาคดีหมิ่นเบื้องสูง ตามความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ซึ่งเป็นข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อรูปคดี โดยคดีนี้มีการตรวจยึดอาวุธปืนและวิทยุสื่อสาร รถยนต์ และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ไว้เป็นหลักฐาน ซึ่งข้อมูลทั้งหมดอยู่ในสำนวน พร้อมย้ำว่าเกี่ยวข้องถึงใครต้องดำเนินคดีทั้งหมด
ทั้งนี้ บางคนอาจสอบในฐานะพยาน หรือผู้ให้ถ้อยคำ ส่วนตำรวจชั้นประทวน 5 นาย สังกัดกองปราบปรามที่ถูกย้ายช่วยราชการเป็นกลุ่มที่ 2 ผบ.ตร. กล่าวว่า ก็ต้องตรวจสอบว่ามีส่วนรู้เห็นในคดีหรือไม่ แต่เชื่อว่าทั้ง 5 นาย น่าจะรู้จักกับตำรวจ 8 นาย ที่ถูกย้ายก่อนหน้านี้ พร้อมระบุ ไม่รู้สึกหนักใจในการทำคดีนี้ เพราะมีประสบการณ์ในการทำคดีลักษณะนี้มาแล้ว
ส่วนภาคเอกชนและนักธุรกิจจะต้องมีการสอบปากคำด้วย เพราะบางคนอาจเข้ามาเกี่ยวข้องแบบไม่รู้ว่ามีการกระทำผิด ซึ่งจะต้องให้ความเป็นธรรม
อย่างไรก็ตาม รายละเอียดต่างๆ ทั้งพฤติการณ์การกระทำผิดและการสอบปากคำผู้ต้องหาในคดีนี้ เชื่อว่า พล.ต.ท.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ในฐานะหัวหน้าพนักงานสอบสวนจะดำเนินการสอบปากคำอย่างละเอียดอยู่แล้ว

ประธาน กรธ. จ่อถกปม 'ธานินทร์' ชงตัดสิทธิ์โกง



ประธาน กรธ. จ่อถกปม 'ธานินทร์' ชงตัดสิทธิ์โกง
ข่าวการเมือง วันพฤหัสบดีที่ 22 ตุลาคม พ.ศ.2558 15:35 น.
654134
"มีชัย" เตรียมนำข้อเสนอ "ธานินทร์" ปมตัดสิทธิ์นักการเมืองทุจริตตลอดชีพ เข้าหารือใน กรธ. เร็ว ๆ นี้ เชื่อไม่มีปัญหา ขณะที่ กกต.สมชัย หนุน รธน.ตัดสิทธิโกงตลอดชีวิต
นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ กล่าวถึงข้อกรณีที่ นายธานินทร์ กรัยวิเชียร องคมนตรี เสนอความเห็นเกี่ยวกับรัฐธรรมนูญ อาทิ การตัดสิทธิ์นักการเมืองที่ทุจริตตลอดชีวิต ว่า เตรียมที่จะเสนอเข้าสู่วาระการพิจารณาของคณะกรรมการฯ ในเร็ว ๆ นี้ เชื่อว่าจะไม่มีปัญหาอะไร เนื่องจากข้อเสนอของ นายธานินทร์ ส่วนใหญ่ตรงกับบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญเดิมอยู่แล้ว แต่ถือเป็นสัญญาณที่ดีที่ผู้ใหญ่ของบ้านเมืองให้ความสำคัญกับการร่างรัฐธรรมนูญ พร้อมกันนี้ นายมีชัย  ยังกล่าวถึงหมวดหน้าที่ของรัฐ ซึ่งเป็นบทบัญญัติใหม่ของร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ว่า เป็นการกำหนดหน้าที่พื้นฐานที่รัฐต้องดำเนินการสร้างประโยชน์ให้กับประเทศและประชาชน แม้ว่าเรื่องดังกล่าวจะไม่ใช่นโยบายของรัฐบาล หากไม่ดำเนินการจะถือว่า ความผิดประชาชนสามารถฟ้องร้องถึงขั้นความผิดทางอาญาได้ โดยบทบัญญัตินี้จะแตกต่างจากแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐที่รัฐบาลสามารถเลือกได้ว่าจะทำหรือไม่ทำก็ได้ ส่วนจะมีการนำเรื่องการปฏิรูปและสร้างความปรองดองไว้ในหมวดนี้หรือไม่นั้น ยังอยู่ในระหว่างการพิจารณา เพราะหากจะบัญญัติไว้ต้องกำหนดวิธีดำเนินการไว้ด้วย เพื่อให้เป็นไปในทิศทางที่เหมาะสม

กกต.สมชัยหนุนรธน.ตัดสิทธิโกงตลอดชีวิต
นายสมชัย ศรีสุทธิยากร กรรมการการเลืกตั้ง ด้านกิจการบริหารงานเลือกตั้ง หรือ กกต. เห็นด้วยกับแนวคิดและข้อเสนอโทษการตัดสิทธิ์นักการเมืองตลอดชีวิต กรณีที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการทุจริตคอร์รัปชั่น เพราะจะทำให้ผู้ที่ถูกเลือกตั้งและเข้ามาสู่ตำแหน่งนักการเมืองได้คำนึงถึงบทลงโทษ และไม่กล้ากระทำผิดหรือทุจริตคอร์รัปชั่น แต่การจะออกกฎหมายดังกล่าวนั้น จะต้องมีกระบวนการตรวจสอบที่ชัดเจน และกำหนดโทษ ว่ามีผลบังคับใช้เมื่อออกกฎหมายหรือผลบังคับใช้ย้อนหลังด้วย
ทั้งนี้ ส่วนตัวเชื่อว่ามาตรการลงโทษดังกล่าวเป็นเพียงมาตรการปรามนักการเมืองเท่านั้น แต่อาจจะไม่ได้ผลร้อยเปอร์เซ็นต์หรือไม่นั้น ไม่สามารถตอบได้

วันพุธที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2558

กองทัพไทยเตรียมตั้ง "กองสงครามไซเบอร์" รับมือภัยคุกคามรูปแบบใหม่


พล.อ.สมหมาย เกาฏีระ ผู้บัญชาการทหารสูงสุดคนใหม่ (รับตำแหน่ง 1 ตุลาคม 2558) นัดประชุมผู้บัญชาการเหล่าทัพครั้งแรกของปีงบประมาณ 2559 เมื่อวันที่ 19 ตุลาคมที่ผ่านมา มีประเด็นหารือหลายอย่าง
ประเด็นที่น่าสนใจคือ พล.อ.สมหมาย ย้ำว่าจะต้องตั้ง "กองสงครามไซเบอร์" ควบคู่กับยุทธศาสตร์ไซเบอร์ของกองทัพไทย เพื่อรับมือกับสงครามไซเบอร์ที่มีความรุนแรงเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม ตอนนี้ยังไม่มีรายละเอียดของกองสงครามไซเบอร์ว่าจะมีลักษณะเป็นอย่างไร
พล.อ. ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ให้สัมภาษณ์ในประเด็นนี้ว่าเป็นนโยบายเรื่องปฏิรูปกองทัพ โดยกระทรวงกลาโหมจะต้องรับผิดชอบการป้องกันภัยคุกคามรูปแบบใหม่ และไม่เกี่ยวกับนโยบาย Single Gateway แต่อย่างใด
แนวทางการตั้งกองกำลังด้านไซเบอร์ของกองทัพไม่ใช่เรื่องใหม่ในต่างประเทศ อย่างในสหรัฐอเมริกาเองก็มี United States Cyber Command มาตั้งแต่ปี 2009

บิ๊กติ๊ก สั่งบูรณะ ตัวอักษร ป้ายกระทรวงกลาโหมลงรักปิดทองใหม่ ให้สวยงาม คงทน


บิ๊กติ๊ก สั่งบูรณะ ตัวอักษร ป้ายกระทรวงกลาโหมลงรักปิดทองใหม่ ให้สวยงาม คงทน เพราะเป็นหน้าของกระทรวง และ จุดท่องเที่ยว มีแผนปรับด้านข้าง และตราสัญลักษณ์ และขัดปืนใหญ่40กระบอก
บิ๊กติ๊ก พลเอกปรีชา จันทร์โอชา ปลัดกลาโหม ทำพิธีบวงสรวงป้ายกระทรวงกลาโหม ก่อนทำการบูรณะ แล้วลงรักปิดทอง เพราะตัวอักษรของเดิมแตกร้าว เนื่องจากทำจากไม้สัก สร้างยุคบิ๊กเล็ก พลเอกทนงศักดิ์ อภิรักษ์โยธิน เมื่อปี2556 ส่วน บิ๊กแป๊ะ พลเอกนิพัทธ์ ทองเล็ก ตอนเป็นปลัดกลาโหม สร้างน้ำพุ หน้ากห. เมื่อต้นปี 2557 บิ๊กติ๊กถือฤกษ์ 09.39 น.
"พลเอกปรีชา"เผยจะบูรณะ ป้ายกลาโหม ปรับภูมิทัศน์ ข้างกระทรวงกลาโหม ทำความสะอาด ปืนใหญ่40กระบอก แต่ไม่ขยับที่ตั้งเพื่อให้สวยงาม เพราะเป็นจุดท่องเที่ยว เผยรู้สึกอุ่นใจ เมื่อมานั่งทำงานที่กห.แวดล้อมด้วยสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในกห. และศาลหลักเมือง วัดพระแก้ว
09,39 น. พลเอกปรีชา จันทร์โอชา ปลัดกระทรวงกลาโหม ประธานในพิธีบวงสรวงบูรณะซ่อมแซมปรับปรุงป้ายกระทรวงกลาโหม ซึ่งสร้างขึ้นในสมัย พลเอกทนงศักดิ์อภิรักษ์โยธิน เป็นปลัดกระทรวงกลาโหม เมื้อปี2556
พล.อ.ปรีชา ให้สัมภาษณ์เป็นครั้งแรกตั้งแต่รับตำแหน่งปลัดกลาโหมว่า ตั้งใจที่จะปรับปรุงภูมิทัศน์ด้านหน้าและด้านข้างกระทรวงกลาโหม เนื่องจากตอนนี้ ตัวอักษรป้ายกระทรวงกลาโหม ทำจากไม้สัก เกิดชำรุดแตกร้าว จึงจะทำใหม่ โดยใช้ไม้เดิม แต่ซ่อมไม่ให้แตก แล้วลงรักปิดทอง บูรณะเพื่อให้สวยงามสมเกียรติ เพราะเป็นจุดที่นักท่องเที่ยวให้ความสนใจมาถ่ายรูปเป็นจำนวนมาก คาดว่าจะใช้เวลา 1 เดือนในการบูรณะ
โดยจะมีการบูรณะ ปืนใหญ่40กระบอก หน้ากลาโหม ทาสีให้สวยงาม แต่ไม่ขยับที่ตั้งปืน รวมถึงการทำรั้วเดิมให้สมบูรณ์สวยงาม
พลเอกปรีชา กล่าวว่า รู้สึกอุ่นใจ เมื่อมานั่งทำงานที่กระทรวงกลาโหม เพราะแวดล้อมด้วยสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ทั้งศาลหลักเมือง วัดพระแก้ว และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในกลาโหม ก็มีมากมาย เพราะเราคนไทยก็นับถือในสิ่งศักดิ์สิทธิ์ และนับถือ ล้นเกล้าฯทั้งสองพระองค์

พล.อ.อ.ตรีทศ"ศบปพ. ประชุมตรวจสอบความพร้อม รับการตรวจสอบของการบินพลเรือน ของ FAA26-28 ตค. นึ้

"พล.อ.อ.ตรีทศ"ศบปพ. ประชุมตรวจสอบความพร้อม รับการตรวจสอบของการบินพลเรือน ของ FAA26-28 ตค. นึ้
พลอากาศเอก ตรีทศ สนแจ้ง ผู้บัญชาการทหารอากาศในฐานะผู้บัญชาการศูนย์บัญชาการแก้ไขปัญหาการบินพลเรือน (ผบ.ศบปพ.) ได้เป็นประธานในการประชุมติดตามความก้าวหน้าในการแก้ไขสถานการณ์ด้านการบินของประเทศไทยตามผลการตรวจสอบตามโครงการตรวจสอบการกำกับดูแลความปลอดภัยสากลจากคณะผู้ตรวจสอบขององค์การการบิน พลเรือนระหว่างประเทศ (International Civil Aviation Organization : ICAO) และการตรวจสอบของสำนักงานบริหารการบินแห่งชาติของสหรัฐอเมริกา (Federal Aviation Administration : FAA) ณ กองบัญชาการกองทัพอากาศ โดยมีคณะกรรมการและผู้ที่เกี่ยวข้องจากส่วนราชการต่างๆ เข้าร่วมประชุม
พลอากาศเอก มณฑล สัชฌุกร โฆษก ศบปพ. เผยว่า พล.อ.อ.ตรีทศ ผบ.ศบปพ. ได้กล่าวต่อที่ประชุมว่า เพื่อตรวจดูความพร้อมของสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กทพ.) หรือกรมการบินพลเรือนเดิมในการเตรียมการชี้แจงต่อผู้แทนสำนักงานบริหารการบินแห่งชาติของสหรัฐอเมริกา (Federal Aviation Administration : FAA) ซึ่งจะเดินทางมาติดตามผลการแก้ไขข้อบกพร่องตามที่ FAA ได้แจ้งมาแล้วเกี่ยวกับเรื่องความไม่เป็นมาตรฐานทางด้านคุณสมบัติของบุคลากร การออกใบรับรอง ขั้นตอนการตรวจสอบการปฏิบัติการของอากาศยานแบบต่างๆ และการตรวจสอบตามมาตรฐานของ ICAO ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับโรงเรียนการบิน หน่วยซ่อมและสายการบินต่างชาติที่บินเข้ามาประเทศไทย
ทั้งนี้ผู้แทนสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทยได้ชี้แจงถึงการแก้ไขข้อบกพร่องตามที่ FAA แจ้งมาซึ่งครอบคลุมทางด้านต่างๆ ได้แก่ การออกกฎหมาย กฎระเบียบ คู่มือ หลักเกณฑ์ วิธีปฏิบัติ รวมถึงการจัดหาบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญเพิ่มเติมตามจำนวนของขนาดอุตสาหกรรมการบินและมีคุณสมบัติครบถ้วนตามที่กำหนดเป็นที่เรียบร้อยแล้ว และพร้อมที่จะรับการตรวจสอบและชี้แจงต่อผู้แทน FAA ซึ่งจะเดินทางมาในระหว่างวันที่26-28 ตุลาคมนี้ ต่อไป
ที่ประชุมได้มีความเห็นว่า การเดินทางมาของผู้แทน FAA ครั้งนี้มีความสำคัญต่อการแก้ไขสถานการณ์ด้านการบินของประเทศไทยเป็นอย่างมาก เนื่องจากข้อบกพร่องที่ต้องดำเนินการแก้ไขนั้นจะมีความเกี่ยวเนื่องกับองค์การทางด้านการบินของประเทศต่างๆ ที่คล้ายคลึงกัน โดยเฉพาะหากเราสามารถผ่านการตรวจสอบของ FAA ได้ ก็จะส่งผลดีถึงการเข้ามาตรวจสอบของสำนักงานบริหารความปลอดภัยด้านการบินของสหภาพยุโรป (European Aviation Safty Agency : EASA) ซึ่งจะเดินทางมาในเดือนพฤศจิกายนนี้ และจะส่งผลดีต่อการตรวจสอบของ ICAO ต่อไปด้วย
ผบ.ศบปพ. ได้กล่าวในตอนท้ายว่า ด้วยระยะเวลาที่เหลืออยู่ไม่มากนักต่อการเข้ามารับฟังผลการแก้ไขข้อบกพร่องของ FAA จึงขอให้สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย ตรวจสอบข้อมูลและเอกสารประกอบการชี้แจงให้เรียบร้อยและถูกต้องตามที่ได้รับแจ้งมา หากยังมีสิ่งใดบกพร่องและไม่สมบูรณ์ขอให้รีบแก้ไขหรือแจ้งมายัง ศบปพ. เพื่อจะได้ช่วยกันดำเนินการให้แล้วเสร็จตามที่กำหนด
โดยเฉพาะอย่างยิ่งทางด้านกำลังคนในการจัดทำเอกสารต่างๆ ซึ่งกองทัพอากาศพร้อมที่จะส่งบุคลากรเข้าไปให้การสนับสนุนเพิ่มเติมได้ตลอดเวลา
พร้อมทั้งได้กล่าวขอบคุณส่วนราชการต่างๆ และสายการบินที่ได้ร่วมมือร่วมใจส่งบุคลากรเข้ามาช่วยกันแก้ปัญหาทางด้านการบินของชาติในครั้งนี้ด้วยกัน

บิ๊กหมู เตรียมสวมหมวกผบ.ทบ. -เลขาฯคสช. เดินสาย เยี่ยมกองทัพภาค

บิ๊กหมู เตรียมสวมหมวกผบ.ทบ. -เลขาฯคสช. เดินสาย เยี่ยมกองทัพภาค จะเชิญผู้ว่าราชการจังหวัดและหน.ส่วนราชการ ประชุม เพื่อกำกับงานให้เป็นไปตามนโยบายรัฐบาล-คสช./ประชุมศปก.ทบ. สั่งกองทัพภาคดูแลประชาชนจากภัยแล้ง ภัยหนาว สั่งการหน่วย เตรียมรับการลงพื้นที่
พลเอก ธีรชัย นาควานิช ผู้บัญชาการทหารบก เป็นประธาน การประชุมศูนย์ปฏิบัติการกองทัพบก ได้แสดงความห่วงใยต่อสถานการณ์ภัยแล้งและภัยหนาวที่กำลังจะมาถึง กำชับให้กองทัพภาคประเมินสถานการณ์ตลอดเวลา
พร้อมเร่งดำเนินการช่วยเหลือประชาชนตามแนวทางที่รัฐบาลกำหนดไว้ ทั้งในด้านข้อมูล ความพร้อมของกำลังพลและเครื่องมือ การประสานงานกับทางจังหวัด สร้างการรับรู้อย่างต่อเนื่องให้กับประชาชนได้มีความเข้าใจและสามารถปรับตัวต่อสถานการณ์ภัยแล้งในแต่ละพื้นที่ได้
ส่วนเรื่องภัยหนาวให้เริ่มแจกจ่ายเครื่องกันหนาวในพื้นที่ประสบภัยหนาวซ้ำซากไว้ก่อนเพื่อให้ประชาชนได้ใช้ประโยชน์ทันที
โดยขณะนี้กองทัพบกได้นำผ้าห่มกันหนาวจำนวน ๓,๐๐๐ ผืน ไปมอบให้กับประชาชนในภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือแล้ว และในเดือนพฤศจิกายนจะดำเนินการในลักษณะเช่นนี้อย่างต่อเนื่องในทุกพื้นที่
พันเอกหญิงศิริจันทร์ งาทอง รองโฆษก ทบ.เผยว่า พลเอกธีรชัย ได้มีดำริที่จะเดินทางไปตรวจเยี่ยมกองทัพภาคต่างๆ เพื่อรับทราบและติดตามผลการปฏิบัติงานในภารกิจปกติของหน่วยทหาร รวมทั้งงานที่ให้การสนับสนุนรัฐบาลและคณะรักษาความสงบแห่งชาติ
ในโอกาสเดียวกันนี้ พลเอกธีรชัย ในฐานะเลขาธิการคณะรักษาความสงบแห่งชาติ จะได้เรียนเชิญผู้ว่าราชการจังหวัด หัวหน้าส่วนราชการในพื้นที่เข้าร่วมประชุมหารือการทำงานร่วมกันตามนโยบายของรัฐบาลและคณะรักษาความสงบแห่งชาติ
ทั้งในเรื่องการช่วยเหลือเกษตรกร การดูแลความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ การรับมือกับสาธารณภัย การบังคับใช้กฎหมาย เป็นต้น
พลเอกธีรชัย ผู้บัญชาการทหารบก มีความตั้งใจที่จะให้การสนับสนุนทุกส่วนราชการในทุกด้าน เพื่อขับเคลื่อนมาตรการดูแลช่วยเหลือประชาชนให้ทันต่อสถานการณ์ความเดือดร้อน มุ่งเน้นเรื่องการป้องกันมิให้เกิดปัญหาและสามารถตอบสนองได้ตรงกับความต้องการของประชาชนมากที่สุด

หมอหยองเป็นกำลังใจให้บิ๊กตุ๋



สุริยัน หมอหยอง สุจริตพลวงศ์
นานาปัญหาที่ไม่มีใครรับผิดชอบ...ท่านเข้ามาแก้ปัญหาก่อนแผ่นดินจะพินาศ..วันนี้ท่ามกลางมรสุมของคนชั่วรุมเร้าท่าน ขอให้กำลังใจท่านอย่างจัดเต็มคนหนึ่ง..ไม่ว่าเรื่องของโรญิงญาหรือคนพเนจรลี้ภัยใดใด...ปัญหาบ้านเมืองท่านยืนอย่างมีศักดิ์ศรีของความเป็นไทยแล้ววันนี้...เราคนไทยไม่กลัวไอ้ฝรั่งหัวแดง..เพราะเราไม่ได้เป็นขี้ข้าหรือทาสของมัน...ขอให้กำลังใจครับ....จริงใจนะ หมอหยองครับ

"พล.ต.ท.ศรีวราห์" นำ3 ผู้ต้องหา แอบอ้างเบื้องสูง มาศาลทหารเอง "หมอหยอง-สารวัตรเอี๊ยด-จิรวงศ์"


"พล.ต.ท.ศรีวราห์" นำ3 ผู้ต้องหา แอบอ้างเบื้องสูง มาศาลทหารเอง "หมอหยอง-สารวัตรเอี๊ยด-จิรวงศ์" เตือนประชาชน นี่ เป็นคดีหมิ่นเบื้องสูง ไม่สมควรมาพูดกันให้สนุกปาก ส่วนตำรวจมีหน้าที่ทำตามกฎหมายก็ต้องดำเนินการ พาดพิงใครโดนหมด ตอนนี้หมายจับแค่3คน
พล.ต.ท.ศรีวาห์ รังสิพราหมณกุล ผช.ผบตร.ซึ่งนำทีมมาที่ศาลทหาร ได้ให้สัมภาษณ์ว่า ผู้ต้องหาที่นำตัวมาทั้ง 3 คนได้แก่ หมอหยอง นายสุริยัน สุจริตพลวงศ์ พ.ต.ต.ปรากรม วารุณประภา และนายจิรวงศ์ วัฒนเทวาศิลป์ ถูกตั้งข้อกล่าวหาแอบอ้างเบื้องสูง
โดยมีการออกหมายจับทั้ง 3 นาย เบื้องต้นทั้ง 3 คนให้การรับสารภาพแล้ว ส่วนหลักฐานและพฤติการณ์ที่จะบงชี้ความผิดอยู่ในสำนวนไม่สามารถเปิดเผยได้ ซึ่งยังมีข้อหาอื่นอีกด้วย รวมถึงอาวุธสงคราม
โดยในวันนี้นำตัวทั้ง 3 คนมาฝากขัง ภายหลังจากที่ทหารนำตัวมาส่ง ทั้งนี้ทางเจ้าหน้าที่จะพยายามดำเนินการให้เร็วที่สุด
ส่วนจะเชื่อมโยงกับตำรวจทั้ง 8 นายหรือไม่นั้นหากมีหลักฐานก็จะต้องดำเนินการ
สำหรับการดำเนินการต่อไปนั้นเราจะรวบรวมพยานหลักฐานให้อัยการทหารส่งฟ้อง ถ้ามีหลักฐานพาดพิงถึงผู้ร่วมขบวนการอีก ทางเจ้าหน้าที่จะต้องดำเนินการทางกฎหมายต่อไป
เมื่อถามว่าทั้ง 3 คน มีพฤติกรรมมานานหรือยัง พล.ต.ท.ศรีวาห์ กล่าวว่า มาแล้วพอสมควร มากกว่า1-2 เดือน
ส่วนจะทำเป็นขบวนการหรือไม่ ก็อยู่ที่ตามหมายจับ จะมากกว่า 3 คนหรือไม่ก็อาจมีอีก ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับพยานหลักฐาน ตนไม่สามารถตอบได้ตอนนี้ หากมีหลักฐานพาดพิงถึงใครก็ต้องดำเนินการตามกฎหมาย ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจและพลเรือนเพิ่มอีกหรือไม่ตนตอบไม่ได้ เพราะข้อหาแอบอ้างเบื้องสูงมีโทษร้ายแรง
เมื่อถามว่านายตำรวจทั้ง 8 นายที่ถูกโยกย้ายมีการออกหมายจับหรือยัง พล.ต.ท.ศรีวราห์ กล่าวว่า"ผมไม่ทราบ แต่ในส่วนของผม ยังไม่มีออกหมายจับ เพราะอยู่ในช่วงพิจารณาหลักฐาน หากใครผิดก็ต้องดำเนินการ
ส่วนทั้ง 3 คนซักทอดไปยังนายตำรวจทั้ง 8 นายหรือไม่ มาผมไม่ได้ผล ต้องอยู่ที่พยานและหลักฐาน จะบอกว่าซักทอดคงไม่ได้"
เมื่อถามว่ากรณีนายสุริยันจะต้องยุติบทบาทการทำงานทั้งหมดหรือไม่ พล.ต.ท.ศรีวราห์ กล่าวว่า เมื่อเป็นผู้ต้องหาก็ต้องถูกจับกุมและคุมขัง แต่ตนไม่ทราบว่าจะต้องยุติหรือไม่ แต่ขณะนี้เขาเป็นผู้ต้องหาแล้ว
เมื่อถามอีกว่าหนักใจหรือไม่ที่ต้องมาดูคดีดังกล่าว เพราะกระแสสังคมให้ความสนใจ พล.ต.ท.ศรีวราห์ กล่าวว่า เป็นคดีหมิ่นเบื้องสูง ไม่สมควรมาพูดกันให้สนุกปาก แต่เรามีหน้าที่ทำตามกฎหมายก็ต้องดำเนินการ
เมื่อถามว่าจะมีการเรียกพยานที่เป็นนักธุรกิจมาสอบปากคำหรือไม่ พล.ต.ท.ศรีวราห์ กล่าวว่า ถ้าหลักฐานพาดพิงถึง ก็ต้องสอบสวนอยู่แล้ว เพราะเป็นไปตามกฎหมาย

นายกฯ เชิญชวนคนไทยทั่วโลกร่วมกิจกรรม BIKE FOR DAD “ปั่นเพื่อพ่อ”

นายกฯ เชิญชวนคนไทยทั่วโลกร่วมกิจกรรม BIKE FOR DAD “ปั่นเพื่อพ่อ” พร้อมเปล่งเสียง “ทรงพระเจริญ” เพื่อถวายแด่ในหลวงเป็นการบอกรักพ่อให้ก้องโลก แต่ไม่มีแผนประกาศ 11เป็นวันหยุดราชการ แนะหลีกเลี่ยงเส้นทางเอา
ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคสช. เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการอำนวยการจัดกิจกรรมจักรยานเฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 88 พรรษา 5 ธันวาคม “ปั่นเพื่อพ่อ” BIKE FOR DAD
โดยมีท่านผู้หญิงจรุงจิตต์ ฑีขะระ รองราชเลขานุการในพระองค์ สมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ คณะรัฐมนตรี หน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมประชุมอย่างพร้อมเพรียง ภายหลังการประชุม มีการจัดการแสดงโขนชุด จองถนน เพลงปั่นจักรยาน เวอร์ชั่นล่าสุด ก่อนที่นายกรัฐมนตรี เป็นประธานแถลงข่าวการจัดกิจกรรมดังกล่าวพร้อมเปิดตัวโครงการ BIKE FOR DAD
ทั้งนี้การจัดกิจกรรมจักรยานเฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ รัฐบาลได้น้อมนำพระราชปณิธานของสมเด็จพระบารมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร เป็นแนวทางในการจัดกิจกรรม 5 ประการ คือ คือเพื่อเฉลิมพระเกียรติและสำแดงความจงรักภักดีและกตัญญูกตเวทีต่อพระมหากษัตริย์ ร่วมใจทดแทนพระคุณพ่อ เพื่อความสามัคคีของคนไทยทั้งชาติ และส่งเสริมสุขภาพกายและใจและชมศิลปวัฒนธรรมของชาติ
สำหรับรายละเอียดของการจัดกิจกรรมในวันที่ 11 ธ.ค. 2558 เวลา 15.00 น. สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯสยามมกุฎราชกุมาร ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ปั่นจักรยานนำขบวน และ พระราชทานเสื้อยืดปั่นจักรยานให้ประชาชนทั่วประเทศ 1 แสนตัว พร้อมน้ำดื่มและสายรัดข้อมือ
ทั้งยังทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้มีโขนกลางแปลงพระราชทานให้ประชาชนได้ชมระหว่างวันที่ 11-13 ธันวาคม 2558 เป็นการอนุรักษ์วัฒนธรรมไทย อันเป็นการแสดงถึงอารยธรรมของประเทศที่มีมายาวนาน ซึ่งจะมีการแสดงชุดสำคัญ 5 ชุด อาทิ นารายณ์ปราบนนทุก ทศกัณฐ์ลักนางสีดา จองถนน พระรามรบทศกัณฐ์ และ พระรามคืนนคร
โดยสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯสยามมกุฎราชกุมาร จะเป็นองค์ประธานนำขบวนประชาชนปั่นจักรยาน เริ่มต้นจากเส้นทางสิริมงคล บริเวณพระลานพระราชวังดุสิต ผ่านถนนศรีอยุธยา ถนนราชปรารภ ประตูน้ำ สี่แยกปทุมวัน ประทับพักจุดที่ 1 ณ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ศาลาแดง สีลม เจริญกรุง วงเวียนโอเดียน เยาวราช สะพานสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ประทับพักจุดที่ 2 พระราชวังเดิม กองทัพเรือ โรงพยาบาลศิริราช สะพานพระปิ่นเกล้า ถนนราชดำเนินนอก เข้าสู่พระลานพระราชวังดุสิต
ในส่วนภูมิภาค เริ่มจากศาลากลางจังหวัด ผ่านศาสนสถานและสถานที่สำคัญของจังหวัดนั้นๆ ระยะ 29 กิโลเมตร พร้อมกันทั่วประเทศ ซึ่งการปั่นจักรยานครั้งนี้ ไม่ใช่เฉพาะคนไทยในประเทศเท่านั้น แต่รัฐบาลขอเชิญชวนคนไทยที่อาศัยอยู่ในประเทศต่างๆทั่วโลก 70ประเทศ ร่วมปั่นจักรยานถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พ่อหลวงของแผ่นดิน กษัตริย์ผู้ทรงคุณอันประเสริฐของคนไทย ในวันและเวลาเดียวกันกับไทย ตามเส้นทางที่แต่ละประเทศกำหนด ผ่านจุดสำคัญของแต่ละประเทศนั้น พร้อมเปล่งเสียง “ทรงพระเจริญ”ถวายพระองค์ท่าน เป็นการบอกรักพ่อให้ก้องโลก
แต่นายกฯกล่าวว่า ไม่จำเป็นที่ ครม.ต้องอนุมัติ11ธค.เป็นวันหยุดราชการ เพราะสามารถเลี่ยงเส้นทางที่จัดกิจกรรมได้
การปั่นจักรยานครั้งนี้ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ปั่นจักรยานนำขบวน และ พระราชทานเสื้อยืดปั่นจักรยานให้ประชาชนทั่วประเทศ 1 แสนตัว พร้อมน้ำดื่มและสายรัดข้อมือ ทั้งยังทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้มีโขนกลางแปลงพระราชทานให้ประชาชนได้ชมระหว่างวันที่ 11-13 ธันวาคม 2558 เป็นการอนุรักษ์วัฒนธรรมไทย อันเป็นการแสดงถึงอารยธรรมของประเทศที่มีมายาวนาน ซึ่งจะมีการแสดงชุดสำคัญ 5 ชุด อาทิ นารายณ์ปราบนนทุก ทศกัณฐ์ลักนางสีดา จองถนน พระรามรบทศกัณฐ์ และ พระรามคืนนคร

จึงขอเชิญชวนประชาชนทั่วไป ภาครัฐ และ เอกชน ร่วมกันถวายพระพรแสดงความจงรักภักดี พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ด้วยการติดตั้งป้ายเฉลิมพระเกียรติ ได้ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป สำหรับผู้ที่สนใจต้องการสมัครเข้าร่วมการปั่นจักรยาน สามารถลงทะเบียนได้ผ่านทางเว็บไซต์www.bikefordad2015.com ระหว่างวันที่ 2 - 15 พฤศจิกายน 2558 หากมีข้อสงสัยสอบถามเพิ่มเติมได้ที่สายด่วน 1122