PR

@@ในความเคลื่อนไหวของสถานการณ์ที่ปรากฎเป็น"ข่าว"และ"ไม่เป็นข่าว"พยายามสแกนย่นย่อมานำเสนอและเป็นไว้เป็นฐานข้อมูลสังเคราะห์สถานการณ์ ที่นี่ "ข่าวที่ไม่เป็นข่าว"

วันอังคารที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

สาวปม"มาลินสกาย"โค้วยู่ฮะถึง"บอล"การ์ดตื้บลูกนายพล

รายงาน: สาวปม "มาลินสกาย - โค้วยู่ฮะ" เจ้าของถิ่น "การ์ดตื้บลูกนายพล" ฤา "ไอ้บอล" แค่ลูกน้อง?

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: MGR ออนไลน์

รายงาน: สาวปม "มาลินสกาย - โค้วยู่ฮะ" เจ้าของถิ่น "การ์ดตื้บลูกนายพล" ฤา "ไอ้บอล" แค่ลูกน้อง?
MGR Online - สืบค้นเจ้าของโครงการ "เดอะเชียงใหม่คอมเพล็กซ์" ทั้ง "มาลินสกาย" ร้านดังที่การ์ดรุมกระทืบ "ลูกนายพล" รวมทั้ง "มาลินพลาซา" และโรงแรม "เดอะคอร์เชียงใหม่" พบเจ้าของโรงแรม " พีรยาคุวานันท์ "ลูกสาวคนสุดท้องผู้ก่อตั้งดีลเลอร์รถกระบะอีซูซุภาคอีสาน" โค้วยู่ฮะ "เพจดัง" นักล่าเน็ตไอดอล "ระบุ" ไอ้บอล "ไม่ใช่ไฮโซแค่ ลูกน้องที่ไว้วางใจดูแลธุรกิจตระกูลใหญ่คุวานันท์กุมขมับเอาชื่อแม่ไปทำเสียหายฉาวอีกผับอยู่ห่างรั้วม. เชียงใหม่แค่ไม่กี่เมตรทั้งที่ "บิ๊กตู่" ออกกฎชัดห้ามใกล้สถานศึกษา 300 เมตร พอเกิดเรื่องก็ปิดตัวเอง

จากกรณีที่นายอิศราชนุ วัฒภ์วรรคาวิสันต์หรือเจมส์บอนด์อายุ 23 ปีนักศึกษาชั้นปีที่ 4 คณะบริหารธุรกิจมหาวิทยาลัยพายัพลูกชายพล. ต. วิทยาวรรคาวิสันต์ผู้บัญชาการ มณฑลทหารบกที่ 38 จังหวัด น่านถูกการ์ดร้านอาหารมาลิน สกายถนนห้วยแก้วต . ช้างเผือกอ. เมืองจ. เชียงใหม่ซึ่งมีไฮโซบอลกฤ ษณะอมิตรสูญผู้บริหารโรงแรม คอร์โรงแรมถนนห้วยแก้วแฟนหนุ่มของดาราสาว เซ็กซี อุ้มลักขณาวัธนวงส์ศิริเป็น หุ้นส่วนได้รับบาดเจ็บสาหัสเมื่อคืนวันที่ 25 พ.ย. ที่ผ่านมาเพราะไม่พอใจที่ถูก การ์ดนักแสดงไทยทีวีสีช่อง 3 ใช้อภิสิทธิ์ห้ามไม่ให้บุคคลอื่นใช้ห้องน้ำขณะที่ดาราทำกิจธุระส่วนตัวเป็นนั้นต่อมาหนังสือน. ส. ภาณุมาศอุดมขันติกุลตัวแทนผู้บริหารโครงการ เดอะเชียงใหม่คอมเพล็กซ์ เจ้าของโครงการมาลินพลาซ่านำกระเช้า ดอกไม้เข้าเยี่ยมนายอิศราชนุวัฒภ์เพื่อแสดงความเสียใจพร้อมระบุหลังเกิดเหตุผู้บริหารไม่สบายใจและเป็นเรื่องที่ไม่ควรเกิดขึ้นจึงขอยกเลิกสัญญาทั้งหมดขณะที่นาย ธ นิ นเลิศอำรุงกุลเจ้าของร้านมาลิ นสกายที่ตั้งอยู่หน้ามหาวิทยาลัยเชียงใหม่แถลงกับสื่อมวลชนเป็นครั้งแรกว่าข่าวที่ระบุว่านายกฤษณะอมิตรสูญแฟนของอุ้มลักขณาวัฒนวงศ์ศิรินักแสดงเป็นหุ้นส่วนของร้านนั้นไม่จริง ในช่วงที่ยังไม่เป็นข่าวชื่อ ของ "ไฮโซบอล"หรือใหม่นายกฤษณะหนังสืออมิตรสูญในห้างหุ้นส่วนจำกัดช่วงที่เป็นข่าวหุ้นไทยคบหากับนักสำคัญแสดงช่อง 3 "อุ้มลักขณาวัธนวงส์ศิริ"เมื่อช่วงสงกรานต์ที่ผ่านมาระบุว่า นักธุรกิจหนุ่มมาดเซอร์มีดีกรี เป็นผู้บริหารเดอะคอร์โฮเต็ลโรงแรมดังของเมืองเชียงใหม่และเดอะเชียงใหม่คอมเพล็กซ์



จากการตรวจสอบสถานที่ตั้งร้าน มาลินสกายตั้งอยู่ในโครงการมาลินพลาซ่าซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการเดอะเชียงใหม่คอมเพล็กซ์ตั้งอยู่ริมถนนห้วยแก้วตรงข้ามมหาวิทยาลัยเชียงใหม่และอยู่ติดกับมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา มุ่งหน้า: ภาพประกอบเส้นทางไปยังดอยผู้แต่ง: สุเทพอย่างไรก็ตามจากเนชั่หัวเรื่อง: การสืบค้นชื่อ บริษัท บริษัท "เดอะเชียงใหม่คอมเพล็กซ์" ผู้แต่ง: กรมพัฒนาจากเนชั่ธุรกิจหัวเรื่อง: การค้าไม่พบ Thailand ข้อมูลมี แต่ บริษัท บริษัท ส์ ChiangMai คอมเพล็กซ์ จำกัดจดทะเบียนเมื่อการธนาคารวันที่ 14 ธ.ค.2533 ทุนจดทะเบียน 80 ล้านบาทที่ตั้งอยู่เลขที่ 152 ถนนช้างคลานต. ช้างคลานอ. เมืองจ. ส์ ChiangMai วัตถุประสงค์ล่าสุดจำหน่ายอาคารชุดมีที่คุณนายคฤห์สิมะวงศาเป็นกรรมการ บริษัท บริษัทปัจจุบัน บริษัท บริษัท ดังกล่าว "เสร็จการชำระบัญชี" และ จากการตรวจสอบชื่อ "คฤห์สิมะวงศา" ไม่พบว่ามีข้อมูลทางธุรกิจหรือ ทางสังคมใด ๆ




ขณะที่หัวเรื่อง: การตรวจสอบโรงแรมฮอลิเดอะคอร์ส์ ChiangMaiซึ่งตั้งขณะนี้ในห้างหุ้นส่วนจำกัดโครงการเดอะส์ ChiangMai คอมเพล็กซ์อาคารห้องพึงพอใจ for 5 ชั้นที่ปลัดอำเภอเมืองส์ ChiangMai พร้อมกับตำรวจภูธรจังหวัดส์ ChiangMai ได้เข้าตรวจสอบพบว่าได้ไม่มีคุณใบอนุญาตประกอบกิจการระบุ DIV บริษัท บริษัท โฮมกรีท จำกัดเป็น เจ้าของThailand ข้อมูลจากเนชั่ผู้แต่ง: กรมพัฒนาธุรกิจหัวเรื่อง: การค้าระบุ DIV ว่าได้ บริษัท บริษัท โฮมกรีท จำกัด จดทะเบียนเมื่อการธนาคารวันที่ 17 พ.ค. 2553 ทุนจดทะเบียน 1 ล้านบาทที่ตั้งอยู่เลขที่ 99/64, 99 / 105-107 หมู่ 1 ต. ช้างเผือกอ. เมืองจ. วัตถุประสงค์ล่าสุดส์ ChiangMai ให้เช่าห้องและเฟอร์นิเจอร์โทรศัพท์พึงพอใจ for มีหนังสือน. ส. พีรยาคุวานันท์ และที่คุณนายคุณนริศพงศ์น้อยตั้งขึ้นเป็นกรรมการ บริษัท บริษัทในห้างหุ้นส่วนจำกัดปี 2556 มีรายได้หลัก 7,371,687.09 บาทต่อมาปี 2557 มีรายได้หลักลดลงมาเล็กน้อย อยู่ที่ 7,067,718.50 บาทและปี 2558 มีรายได้หลักลดเหลือ 6,148,006.76 บาทส่วนรายจ่ายในปี 2556 รวม 7,070,938.20 บาทปี 2557 รวม 8,648,623.15 บาทและปี 2558 รวม 8,658,833.20 บาทส่วนกำไรคุณสุทธิปี 2556 มีกำไรสุทธิ 257,253.95 บาทปี 2557 กลับขาดทุน 1,621,125.65 บาทและปี 2558 ขาดทุนสูงถึง 2,508,990.38 บาท





ชื่อของน. ส. พีรยาคุวานันท์เป็น บุตรสาวคนที่ 6 คนสุดท้องของนายวิญญูคุวานั นท์หรือนายฮกเช็งแซ่โค้วชาวจ . ขอนแก่นผู้ก่อตั้ง บริษัท โค้วยู่ฮะ มอเตอร์ ตัวแทนจำหน่าย จำกัด รถยนต์อีซูซุในห้างหุ้นส่วนจำกัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือปัจจุบันโค้วยู่ฮะมอเตอร์มีสำนักงานตัวแทนจำหน่ายทั้งภาคอีสานที่จ. ขอนแก่นจ. ร้อยเอ็ดจ. มหาสารคามจ. เลยก่อนสยายปีกไปยังกรุงเทพมหานครและ ภาคเหนือที่จ ลำปาง

พีรญาคุวานันท์ (ภาพจาก https://www.youtube.com/watch?v=utDGAk6eSIk)
พีรญาคุวานันท์ (ภาพจาก https://www.youtube.com/watch?v=utDGAk6eSIk)


ตามรายงานข่าวระบุว่าโรงแรมเดอะคอร์เชียงใหม่มีหุ้นส่วนด้วยกัน 3 คนคือสามีของนางพีรยา, นางพีรยาและบอลกฤษณะอมิตรสูญ แต่ในการจดทะเบียนทางกฎหมายมีเฉพาะชื่อของนางพีรยาและสามี เป็นผู้มีอำนาจส่วนบอลกฤษณะได้รับมอบหมายให้เป็นผู้บริหารโรงแรม

นอกจากนี้ทั้งคุณนางคุณพีรยาและที่คุณนายคุณนริศสองสามีภรรยายังเป็นเจ้าของบริษัท บริษัท โค้วยู่ฮะพร็หนังสืออพคุณเพหนังสืออร์ตี้ จำกัดประกอบธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เจ้าของโครงการอมอรินี่สันโค้งเชียงราย (ตามการอ้างอิงของหนังสือพิมพ์เชียงรายนิว ส์ฉบับเดือน พฤศจิกายน 2557 หน้า 8) นอกจากนี้นางพีรยายังเป็นผู้ บริหารและเจ้าของโครงการมาลินวิลเลจหมู่บ้านบนเนื้อที่กว่า 40 ไร่บริเวณเขาไผ่หมู่ 5 ต. ทับมาอ. เมืองจ. ระยอง


ภาพจาก https://issuu.com/aebbb/docs/____________________________________7330fcd2e39d92
ภาพจาก https://issuu.com/aebbb/docs/____________________________________7330fcd2e39d92

เฟซบุ๊ก"นักล่าเน็ตไอดอลรี เทิร์น "ระบุว่า"ไฮโซบอล"หรือนายกฤษณะไม่ใช่น้องแท้ๆ ของ "เจ๊น้อง" หรือนางพีรยาเป็นแค่คนธรรมดา ที่ได้รับความไว้ วางใจให้ดูแลธุรกิจให้ซึ่งชื่อ"มาลินพลาซา"หรือ"มาลินสกาย"เป็นชื่อของคุณนางมาลิหนังสือนคุวานัหนังสือนท์มารดาคุณนางคุณพีรยาโดยคุณนางคุณพีรยามี"กู๋ใหญ่"หรือที่คุณนายจิ ราวุฒิคุวานัหนังสือนท์คุณพี่คุณชายเป็นคุณผู้บริหารโค้วยู่ฮะหลังจากแบ่งมรดกแล้วที่คุณนายจิราวุฒิก็บริหารงานเจ้าหน้าที่ฝ่าย บริษัท บริษัท โค้วยู่ฮะเพียงอย่างเดียวส่วนคุณนางคุณพีรยาแยกขาดกับคุณพี่คุณชายและได้สมบัติคือที่ดินที่ จ. เชียงใหม่ที่ตั้งของมาลินพ ลาซาและจ . ภูเก็ตซึ่งหลังเกิดเรื่องตระกูลคุวานัหนังสือนท์เสียใจที่ที่คุณน้องสาวทำชื่อมาลิหนังสือนซึ่งเป็นชื่อมารดาเสียหายและเรื่องธุรกิจสีเทาที่ระบุ DIV ว่าได้ใหม่นายกฤษ ณะมีส่วนเกี่ยวข้องนั้นคนในตระกูล คุวานันท์ส่วนใหญ่ไม่เกี่ยวข้องเพราะน้องสาวน่าจะตัดพี่ตัดน้องกันไปนานแล้ว




อีกด้านหนึ่งเฟซบุ๊กเพจ"ภาคีคนฮักเจียงใหม่"ซึ่งเป็นเครือข่ายภาคประชาสังคมใน จ . เชียงใหม่ได้ออกมาวิเคราห์กรณี ที่สถานบันเทิง"มาลินสกาย"ปิดตัวเองลงหลังเกิดเรื่อง ระบุว่า "พอเกิดเรื่องอื้อฉาวการธนาคารวันรุ่งขึ้นมาลิหนังสือนสกายผับก็ปิดคุณตัวเองทันทีแถมยกเลิกสัญญาเช่าสถานที่จัดการเคลียร์ได้รวดเร็วมากน่าจะเป็นมืออาชีพกระแสข่าวหุ้นไทยที่สังคมสนใจใหม่อยากรู้เพลงแค่เรื่องคดีใครซ้อมใคร สั่งใครผิด? สังคมยังไม่สนใจประเด็นที่ว่ามา ลินสกายผับชื่อดังหน้ามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ชิงปิดตัวเองทำไม ?เปิดตรงนั้นได้ยังไง? ปกติผับขายเหล้าเปิดตรงนั้นได้ หรือไม่ ได้ใบอนุญาตหรือเปล่า?เพราะมีประกาศสำนักนายกรัฐมนตรีเรื่องกำหนดสถาน ที่หรือบริเวณห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์รอบสถานที่ศึกษา 300 เมตรวันที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2558 ลงนามโดยพล. อ. ประยุทธ์จันทร์โอชาวัดระยะทางด้วยแผนที่กูเกิลจากเนชั่ผับมาถึงรั้วผู้แต่ง: มหาวิทยาลัยไม่ถึง 100 เมตรหรือผับได้รับการยกเว้นตาม พระราชกฤษฎีกากำหนดเขตพื้นที่เพื่อการอนุญาตให้ตั้งสถานบริการตามกฎหมายว่า ด้วยสถานบริการ (โซนนิง) เป็นแบบไหนประชาชนใหม่อยากรู้ในห้างหุ้นส่วนจำกัดเมื่อผับชิงปิดกิจการประชาชนเลยไม่ได้รู้ตำรวจก็ไม่ใหม่อยากรู้ไม่มีใครใหม่อยากรู้เลยหรือว่าได้ผับเปิดตรงหน้า: ภาพประกอบผู้แต่ง: มหาวิทยาลัยได้อย่างไร " เมื่อมีการลากเส้นสถานบันเทิง มาลินสกายพบว่าอยู่ ห่างจากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่เพียงแค่ถนนห้วยแก้วคั่นกลางเท่านั้นคิดเป็นตัวเลข 82.61 เมตรไม่นับรวมรั้วมาลินพ ลาซาติดกับช้อปช่างยนต์ของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา







ขณะที่เฟซบุ๊กเพจ"สนับสนุนการปฏิรูปตำรวจ"ระบุว่า "เผยโฉมหน้าหุ้นส่วนอีกหนึ่งคนของร้าน มาลินสกายที่เชียงใหม่ที่เป็นข่าวรุมกระทืบลูกชายผบ . มทบ. 38 ในตอนนี้ที่แท้มีตำรวจ เป็นหุ้นส่วนและไม่ใช่ตำรวจธรรมดาเป็นพนักงานสอบสวน ประจำโรงพักช้างเผือกยศ พ.ต.ต. มีหน้าที่รับเรื่องร้องทุกข์และทำคดี เองดูแลทั้งคอนโดเดอะคอร์ที่อยู่ในตลาดนั้นทางร้านหรือทางคอนโดหรือทางตลาดมีเรื่องไม่ต้องกลัวอะไรทั้งนั้นพี่กากีเคลียร์ให้ตำรวจหุ้นเองทำคดีเองแล้วจะกลัว ใครไหมร้านนี้กระทืบมาหลายคน แล้วจะสั่งกระทืบอีกสักร้อยคนพี่กากีเคลียร์ให้หมด "

ผลจากการที่การ์ดสถานบันเทิงใช้กำลังกับนักเที่ยวอย่างไม่เกรงกลัวกฎหมายแม้เหยื่อจะเป็นถึงลูกนายพลก็ตาม แต่ก็เป็นการดีหากสังคมจะช่วยกันพลิกเรื่องราวที่เกิดขึ้นให้กลายเป็นการจัดระเบียบสังคมโดยเฉพาะปัญหาร้าน เหล้ารอบมหาวิทยาลัยพร้อมทั้งปราบปรามผู้มีอิทธิพลตามนโยบายของรัฐบาลไปพร้อมกันด้วย

วิษณุ แจง 4 ขั้นตอนอัญเชิญขึ้นทรงราชย์เป็นพระมหากษัตริย์

วิษณุ แจง 4 ขั้นตอนอัญเชิญขึ้นทรงราชย์เป็นพระมหากษัตริย์ เผย ยังไม่มีเปลี่ยนแปลงการไว้ทุกข์
เมื่อเวลา 16.15 น. วันที่ 29 พฤศจิกายน ที่ทำเนียบรัฐบาล นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงกระบวนการอัญเชิญขึ้นทรงราชย์เป็นพระมหากษัตริย์ ว่า กระบวนการตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 มาตรา 23 มี 4 ขั้นตอน 1. ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) แจ้งเรื่องไปยังสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) 2.ประธาน สนช.แจ้งต่อที่ประชุมให้รับทราบ 3.ประธาน สนช.เข้าเฝ้าเพื่อกราบบังคมทูลอัญเชิญขึ้นทรงราชย์ และ 4.เมื่อพระองค์ทรงรับ ประธาน สนช.จะแจ้งให้ประชาชนทราบ เมื่อ 4 ขั้นตอนนี้เสร็จสิ้นแล้ว จะต้องเรียกพระองค์ว่า สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จนกว่าจะมีพระราชพิธีบรมราชาภิเษก จึงจะเรียกว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โดยมีพระราชอำนาจเท่ากันทุกประการ ซึ่งทั้งหมดนี้จะต้องมีการประกาศให้ราชกิจจานุเบกษา
เมื่อถามว่า เวลานี้สามารถเรียกสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณ สยามมกุฎราชกุมาร ว่าในหลวงได้หรือไม่ นายวิษณุ กล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่ได้ เพราะต้องรอให้ขั้นตอนต่างๆแล้วเสร็จ
นายวิษณุ กล่าวว่า จากเดิมที่มีประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่องการไว้ทุกข์ตั้งแต่เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม โดยให้เจ้าหน้าที่รัฐ แต่งกายไว้ทุกข์ 1 ปี และเชิญชวนประชาชนปฏิบัติอย่างเดียวกับตามประเพณีนิยม วันนี้ที่ประชุม ครม. ได้นำประกาศดังกล่าวมาพิจารณา ซึ่งที่ประชุมชื่นชมประชาชนว่าปฏิบัติดีอยู่แล้วและขอให้ปฏิบัติต่อไป และรัฐบาลไม่มีการกำหนดให้แต่งขาวหรือเทาตามที่เป็นข่าวแต่อย่างใด

เมื่อถามถึงการกำหนดวัดสำคัญในปฏิทิน นายวิษณุ กล่าวว่า ขอให้รอผู้ที่เกี่ยวข้องได้หารือกัน จากนั้นจะประกาศให้ทราบ แต่ตอนนี้ยังไม่สามารถประกาศใดๆ ทั้งนี้หากใครต้องการทำปฏิทิน ก็ขอให้ทำตามปกติก่อน ส่วนวันสำคัญที่ยังไม่ชัดเจน ก็เว้นไว้ก่อน จนกว่าจะมีการประกาศค่อยไปเพิ่มเติม เช่นเดียวกับวันหยุดระหว่างปี ส่วนการเลื่อนพระยศของพระบรมวงศานุวงศ์นั้น ตามหลักการแล้วเคยสถาปนากันอย่างไร ก็ให้เป็นเช่นนั้นจนกว่าจะมีการสถาปนาใหม่ ดังนั้นตราบใดที่ยังไม่มีการสถาปนาใหม่ก็ให้เรียกเหมือนเดิม ซึ่งไม่สามารถเปลี่ยนเองตามใจชอบ

นายกฯส่งนส.ด่วนถึงสนช.อัญเชิญองค์พระรัชทายาทขึ้นครองราชสมบัติ สืบเป็นรัชกาลที่ 10

คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติแจ้งประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ให้อัญเชิญองค์พระรัชทายาทขึ้นครองราชสมบัติ สืบเป็นรัชกาลที่ 10 (ตามขั้นตอน)
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้มีหนังสือด่วนที่สุดที่ นร.0503/44549 ลงวันที่ 29 พฤศจิกายน 2559 ส่งมายังประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ เรื่อง แจ้งเรื่องการสถาปนาแต่งตั้งองค์พระรัชทายาทไว้แล้ว ตามกฎมณเฑียรบาลว่าด้วยการสืบราชสันตติวงศ์ พ.ศ. 2467 มีรายละเอียดดังนี้

ศาลยกฟ้องคดี "ผู้การแต้ม" เรียกรับเงิน 10 ล้าน



ศาลยกฟ้องคดี "ผู้การแต้ม" เรียกรับเงิน 10 ล้าน
Cr:news.sanook.com
ศาลพิพากษา ยกฟ้องคดีพล.ต.ต.วิชัย เรียกรับเงินจากคดี 10 ล้าน พิสูจน์ไม่ได้มีการรับเงินจริง เจ้าตัวรู้สึกโล่งใจ ดีใจมากที่คำตัดสินมีความชัดเจน
ศาลอาญารัชดา นัดฟังคำพิพากษา ในคดีที่อัยการเป็นโจทก์ยื่นฟ้อง พล.ต.ต.วิชัย สังข์ประไพ อดีตรองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล พ.ต.ท.ศุภกฤช เดือนแจ้งรัมย์ และ ร.ต.ท.ทวีศักดิ์ โกษยานันท์ ในกรณีเมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2552 จำเลยร่วมกันนำผู้เสียหาย 3 คน ที่ลักลอบเล่นการพนัน เจรจาจ่ายเงิน 10 ล้านบาท ให้แก่เจ้าหน้าที่ เพื่อแลกกับการไม่ดำเนินคดีฆ่าผู้อื่น โดยวันนี้จำเลยทั้ง 3 คน ได้เดินทางมาที่ศาลด้วยตนเอง เนื่องจากก่อนหน้านี้จำเลยต่างได้รับการประกันตัว

ทั้งนี้ จำเลยทั้ง 3 คน ถูกฟ้องในความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานร่วมกันเรียกรับ หรือ ยอมรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดสำหรับตนเองหรือผู้อื่นโดยมิชอบ เพื่อการกระทำหรือไม่กระทำการอย่างใดในตำแหน่ง ไม่ว่าการนั้นจะเป็นการกระทำที่ชอบหรือมิชอบด้วยหน้าที่ และฐานเป็นเจ้าพนักงานร่วมกันปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใดปฏิบัติ หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยสุจริต ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 149 และมาตรา 157
วันนี้ศาลได้พิเคราะห์แล้วเห็นว่าจำเลยทั้ง 3 คน ไม่มีความผิดตามพยานและหลักฐานที่โจทก์กล่าวอ้าง ทั้งเอกสารที่เป็นหลักฐานก็ไม่ได้มีข้อความที่แสดงว่าจำเลยทั้ง 3 ได้รับเช็คจากโจทก์ รวมถึงพยานบุคคลที่ไม่เกี่ยวข้องและเชื่อมโยงกัน ทั้งนี้ทำให้พยานหลักฐานของทางฝั่งโจทก์ฟังไม่ได้ ฉะนั้นแล้วศาลจึงได้พิจารณายกฟ้องจำเลยทั้ง 3 คน
ภายหลังจากศาลยกฟ้อง พล.ต.ต.วิชัย เปิดเผยว่า เคารพการพิจารณาของศาล ตลอดระยะเวลา 7 ปี ตนเองต้องตกเป็นจำเลย เสียหน้าที่การงาน เสียชื่อเสียง วันนี้ดีใจมากที่คำตัดสินมีความชัดเจน

วันศุกร์ที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

นายกฯเผย ใช้เวลาอีกไม่นานนักเราก็จะมีพระมหากษัตริย์พระองค์ใหม่

25112559นายกฯเผย ใช้เวลาอีกไม่นานนักเราก็จะมีพระมหากษัตริย์พระองค์ใหม่ และเราก็จะทำหน้าที่เหมือนเช่นวันวานที่ผ่านมาในทุกเรื่องในหน้าที่ของรัฐบาล
%3A%20http://www.matichon.co.th/news/373217

นายกฯเผยอีกไม่นานไทยกำลังจะมีพระมหากษัตริย์พระองค์ใหม่ ยันเดินหน้าโรดแมปสู่เลือกตั้งประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ ขออย่ามองเป็นตัวอุปสรรค แค่เข้ามาขจัดปัญหาเพื่ออนาคตชาติ

เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 25 พฤศจิกายน ที่ห้องบอลรูม โรงแรมแชงกรี-ล่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวแสดงปาฐกถาเนื่องในงานหอการค้าร่วมต่างประเทศในประเทศไทย (เจเอฟซีซีที) ตอนหนึ่งว่า วันนี้เรากำลังสร้างอนาคตใหม่ของทุกคน โดยยึดหลักการว่าจะไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง ซึ่งจากการพูดคุยกับบรรดาสมาชิกหอการค้าร่วม ต่างก็พึงพอใจการทำงานของประเทศไทย ซึ่งเราขอขอบคุณ การกล่าวปาฐกถาของตนวันนี้อยู่ในช่วงระยะเวลาที่คนไทยอยู่ในความโศกเศร้าเสียใจ ก็ต้องมาช่วยกันคิดว่าจะทำอย่างไรให้สถานการณ์ความเศร้าโศกอาลัยกลายเป็นพลังขับเคลื่อนประเทศไปสู่อนาคตด้วยความยั่งยืน เราได้สูญเสียพระมหากษัตริย์อันเป็นที่รักเทิดทูนและเป็นศูนย์รวมดวงใจคนไทยทั้งชาติมาเป็นระยะยาวนานกว่า 70 ปี พระองค์ทรงอุทิศพระวรกายเพื่อความอยู่ดีกินดีของประชาชนมาโดยตลอด รวมทั้งได้พระราชทานแนวทางและพระราโชบายในการขับเคลื่อนประเทศตามลำดับอีกด้วย
“วันนี้ผมขอเป็นตัวแทนคนไทยทุกคน และในนามรัฐบาล ขอขอบคุณในน้ำใจที่ทุกคนมีให้เรา
ในยามที่เราอยู่ในภาวะความเสียใจและการแสดงความอาลัยขณะนี้ต่อการเสด็จสวรรคตของพระองค์ และการที่เราได้มาพบกันวันนี้ ผมถือว่าเราคือเพื่อนแท้และเป็นมิตรในยามยาก 

ในส่วนของการแสดงความจงรักภักดีต่อพระองค์ ผมขอยืนยันว่าไม่ได้เกิดจากการบังคับหรือการใช้กฎหมายใดๆ ทั้งสิ้น แต่เกิดจากใจของคนไทยเอง ทั้งนี้ คนไทยทั้งประเทศซาบซึ้งในพระราชกรณียกิจที่พระองค์ทรงทำไว้ให้เราตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา และรัฐบาลนี้มีเจตนารมณ์ที่จะมุ่งมั่นและนำพาประเทศ รัฐบาลนี้มีเจตนารมณ์อย่างแน่วแน่ที่จะมุ่งมั่นเดินหน้าพัฒนาประเทศไปสู่ความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน เพื่อสืบสานพระราชปณิธานและเจริญตามรอยพระยุคลบาทของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ด้วยการทำความดีเพื่อแผ่นดิน และน้อมนำพระราชดำรัส พระบรมราโชวาท ที่ได้พระราชทานไว้ในโอกาสต่างๆ และปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง รวมทั้งหลักการทรงงานไปถือปฏิบัติ เพื่อให้เกิดความสุขความเจริญในชีวิตและความสงบสุขในสังคมและประเทศชาติ รวมทั้งร่วมกันรักษาเอกราช อธิปไตย เพื่อความเจริญรุ่งเรืองของชาติบ้านเมืองต่อไป และขอยืนยันกับทุกคนว่า ไม่ต้องกังวลกับสถานการณ์ของไทย เพราะทุกอย่างยังคงมีเสถียรภาพเช่นเดิมทุกด้าน และใช้เวลาอีกไม่นานนักเราก็จะมีพระมหากษัตริย์พระองค์ใหม่ และเราก็จะทำหน้าที่เหมือนเช่นวันวานที่ผ่านมาในทุกเรื่องในหน้าที่ของรัฐบาล” นายกฯกล่าว

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า รัฐบาลขอยืนยันว่า ขอเดินตามโรดแมปที่วางไว้ในการไปสู่การเลือกตั้งที่เป็นประชาธิปไตยที่เป็นสากลตามที่ได้วางไว้ และหวังว่าทุกคนคงจะคลายความกังวลลงได้บ้าง แม้จะมีความกังวลอยู่ก็ตาม แต่ขอยืนยันว่าเราจะทำทุกอย่างเพื่อให้ไทยเดินหน้าไปสู่ประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ ตนไม่เคยปฏิเสธกระบวนการประชาธิปไตยบนโลกใบนี้
ดังนั้น ระยะเวลาที่เหลือจากนี้ไป รัฐบาลก็จะวางรากฐานระยะยาว หรือที่เรียกว่ายุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี และไม่ว่าใครจะอยู่ ใครจะไป ใครจะทำ ตนจะอยู่หรือไม่ ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีก็คงต้องอยู่ต่อไปอย่างที่วางไว้ และขอยืนยันว่ารัฐบาลนี้พร้อมเสมอที่จะสนับสนุนให้ทุกประเทศมาลงทุนในไทย และพร้อมขจัดอุปสรรคและปัญหาต่างๆ จะทำให้กติกาเป็นสากล กฎหมายใดที่เป็นอุปสรรคก็จะนำมาพิจารณา และ
ที่ผ่านมารัฐบาลก็ได้ทำการปฏิรูปประเทศในระยะที่ 1 แล้ว 

ส่วนยุทธศาสตร์ที่กำลังทำอยู่ระหว่างปี 2559-2560 คือการก้าวสู่อนาคตที่ยั่งยืน และในเรื่องเศรษฐกิจ เราได้มอบหมายให้นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจเป็นผู้ดูแล 

ดังนั้น คงไม่ต้องมีคำถามว่าโรดแมปคืออะไรอีก เพราะโรดแมปก็คือโรดแมป รัฐบาลพร้อมเดินหน้าในระยะเวลาที่มีอยู่ ตนขอยืนยันว่าจะทำตามโรดแมปที่ผ่านมา พูดไม่รู้อีกร้อยครั้งก็ยังถามกันอยู่นั่น ไม่รู้จะถามทำไม ทุกอย่างยืนยันว่าเป็นไปตามโรดแมปที่วางไว้ ทั้งการเลือกตั้งที่บริสุทธิ์ โปร่งใส เหมือนทุกประเทศที่มีอยู่ ตนก็มีความต้องการที่จะเดินหน้าแบบทุกประเทศ ไม่ใช่ไม่อยากให้ไทยเป็นเช่นนั้น

นายกฯกล่าวว่า บางครั้งประชาชนอาจไม่เข้าใจ ซึ่งประชาชนมีหลายระดับ หลายรายได้ แต่ต้องมีศักดิ์ศรีเท่าเทียมกัน จัดให้เขาเข้มแข็งด้วยตัวเอง เป็นแบบอย่างให้เขาเห็น ตนไม่เคยหยุดคิดแม้แต่วันเดียวเพื่อพวกท่าน ปัญหาคอร์รัปชั่นเป็นปัญหาสำคัญ ต้องสร้างความโปร่งใส สร้างการตรวจสอบ เพิ่มโทษ ตั้งศูนย์ร้องเรียน สร้างความไว้เนื้อเชื่อใจ รัฐบาลวันนี้เข้ามาผลักดันขับเคลื่อนงานให้เป็นไปตามโรดแมปที่วางไว้ สร้างฐานรากขึ้นมาใหม่ให้เข้มแข็ง ประชาธิปไตยเข้มแข็ง พรุ่งนี้ใครจะลงทุนในประเทศไทยขอให้ยกมือ ขอบคุณที่มายื่นความต้องการหลายแสนหลายหมื่นล้านบาท ถ้าไม่ทำวันนี้มันจะช้าเกินไป
“อย่ามากังวลตัวผม เข้ามาทำเพื่อท่าน ไม่ได้มาทำลายล้างใคร แต่มาทำเพื่ออนาคตลูกหลานท่าน ยืนยันมุ่งมั่นสร้างบรรยากาศเอื้อต่อการลงทุน ปฏิบัติจริงให้เห็น วันนี้ต้องจบความขัดแย้ง อย่าเอาเรื่องเล็กมาเป็นเรื่องใหญ่ มันจะไปไม่ได้ ประชาชนคือผู้ถือหุ้นบริษัทรัฐบาล รัฐบาลไม่มีกำไร มีแต่ขาดทุน ต้องช่วยสร้างเศรษฐีใหม่ในไทยอีก รัฐบาลทำเองไม่ได้ทุกอย่าง ผมมั่นใจสิ่งที่พูดวันนี้ได้ผลไม่มากก็น้อย ผมไม่ได้รู้สึกว่าเป็นนายกฯ แต่เป็นเพื่อน เป็นพี่ เป็นน้อง มาช่วยไทยสงบสันติโดยไม่ใช้กำลัง
แต่แก้ด้วยการพัฒนาประเทศ จะได้ไม่มีความขัดแย้ง ไม่เสียเวลา ไม่เสียชีวิต ขอให้มองไทยอย่างเป็นธรรม

วันพฤหัสบดีที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

คาดสิ้นปีขาดทุน700ล.!ล้วงรายได้ อสมท รื้อโครงสร้างทั้งระบบ-สู้วิกฤตสื่อดิจิทัล

คาดสิ้นปีขาดทุน700ล.!ล้วงรายได้ อสมท รื้อโครงสร้างทั้งระบบ-สู้วิกฤตสื่อดิจิทัล

เขียนวันที่
วันอังคาร ที่ 22 พฤศจิกายน 2559 เวลา 10:00 น.
เขียนโดย
isranews
4
 
0
 
0
 
4
 
"...เมื่อเร็วๆ นี้ สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) ได้รับแจ้งข้อมูลสถานการณ์ทางการเงินล่าสุดจาก อสมทโดยมีการยืนยันข้อมูล ว่า ผลประกอบการในช่วงปี 2559 นี้ ตัวเลขขาดทุนน่าจะอยู่ที่ 700 ล้านบาท ส่วนเงินสดในมือขณะนี้มีอยู่ประมาณ 1,900 ล้านบาท แต่ต้องจ่ายค่าสัมปทานทีวีดิจิทัล 2 ช่อง ให้กสทช.ประมาณปีละ 700 ล้านบาท .."
picddddddd22 11 16
ผลประกอบการไตรมาส 3 (เดือน ก.ค.-ก.ย.) ปี 2559  ของบริษัทเอกชนเจ้าของธุรกิจสื่อดัง 5 ค่าย ที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ ประกอบไปด้วย 1. ค่ายเนชั่น หรือ บริษัท เนชั่น มัลติมีเดีย กรุ๊ป จำกัด (มหาชน), 2.ค่ายนิวส์ เน็ตเวิร์ค หรือ บริษัท นิวส์ เน็ตเวิร์ค คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) (บริษัทแม่ของ สปริงนิวส์ และฐานเศรษฐกิจ) , 3. ค่ายมติชน หรือ บริษัท มติชน จำกัด (มหาชน) 4. ค่ายโพสต์ หรือ บริษัท โพสต์ พับลิชชิง จำกัด (มหาชน) และ 5.ค่ายอมรินทร์ หรือ บริษัท อมรินทร์พริ้นติ้ง แอนด์ พับลิชชิ่ง จำกัด(มหาชน)  มีการเปิดเผยตัวเลขรายได้ธุรกิจออกมาเป็นทางการแล้ว ซึ่งมีข้อสรุปที่สำคัญว่า ธุรกิจสื่อยังประสบปัญหาขาดทุนต่อเนื่องอันเป็นผลมาจากการชะลอตัวทางเศรษฐกิจ ขณะที่อุตสาหกรรมสิ่งพิมพ์ไทยและทั่วโลกเข้าขั้นวิกฤตอย่างแท้จริง เม็ดเงินโฆษณาในธุรกิจ”หนังสือพิมพ์” ลดลงอย่างต่อเนื่อง
น่าสนใจว่า ผลประกอบการไตรมาส 3 ปี 2559 ของ บริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจในรูปบริษัทมหาชนจำกัด และเป็นกิจการสื่อสารมวลชน ภายใต้การกำกับของรัฐบาลไทย โดยสำนักนายกรัฐมนตรี ที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ เป็นอย่างไรบ้าง?
สำนักข่าวอิศรา www.isranews.org ตรวจสอบข้อมูลงบการเงินของ บริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) ที่แจ้งต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ในช่วงไตรมาส 3 ปี 2559 พบว่า แจ้งผลประกอบการในช่วงไตรมาส 3 ว่าขาดทุน 252,113,000 บาท เทียบกับช่วงเดียวกันในปี 2558 แจ้งตัวเลขว่า มีกำไร 55,392,000 บาท 
ขณะที่ยอดรวมงบช่วง 9 เดือน ของปี 2559 แจ้งตัวเลขว่าขาดทุน 463,298,000 บาท เทียบกับช่วงปี 2558 แจ้งตัวเลขว่า มีกำไร 100,610 ,000 บาท
ชี้ให้เห็นว่า ประสบปัญหาขาดทุนอย่างหนัก 
picghyhd22 11 16
หากเปรียบเทียบรายได้ ในช่วง 5 ปี ที่ผ่านมา จะพบว่า มีตัวเลขรายได้ลดลงอย่างต่อเนื่อง 
โดย ปี 2555 แจ้งตัวเลข 5,947.45 ล้านบาท ปี 2556 แจ้งตัวเลข  5,984.77 ล้านบาท ปี 2557 แจ้งตัวเลข  4,455.38 ล้านบาท ปี 2558 แจ้งตัวเลข  3,840.19 ล้านบาท และล่าสุดช่วงไตรมาส 3 ของปี 2559 แจ้งตัวเลข  2,212.43 ล้านบาท 
เช่นเดียวกับกำไรของบริษัทฯ ที่มีตัวเลขลดลงอย่างต่อเนื่องเช่นกัน
โดยปี 2555 แจ้งตัวเลข 1,758.87 ล้านบาท ปี 2556 แจ้งตัวเลข   1,526.93 ล้านบาท ปี 2557 แจ้งตัวเลข  503.79 ล้านบาท ปี2558 แจ้งตัวเลข  57.81 ล้านบาท และล่าสุดช่วงไตรมาส 3 ของปี  2559 แจ้งตัวเลขขาดทุน 463.30 ล้านบาท 
picghyhd0022 11 16
สำหรับคำอธิบายผลประกอบการไตรมาส 3 ปี 2559 ของ บริษัท อสมทฯ มีดังนี้ 
ภาพรวมเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมโฆษณา
- ภาพรวมการบริโภคในประเทศมีแนวโน้มดีขึ้นในไตรมาสที่ 3 ของปี 2559 ได้รับแรงหนุนจากภาคการส่งออกที่กลับมาขยายตัวเป็นบวก รายได้ในภาคเกษตรที่ปรับตัวดีขึ้น รวมถึงภาคการท่องเที่ยวด้วย 
อย่างไรก็ตาม บริษัทเอกชนหลายรายที่เป็นผู้ซื้อสื่อโฆษณาที่สำคัญ ยังคงปรับลดงบประมาณที่ใช้ในการโฆษณาเพื่อควบคุมค่าใช้จ่าย ประกอบกับไตรมาสที่ 3 เป็นฤดูกาลที่มีการใช้โฆษณาน้อย ส่งผลให้งบโฆษณาในอุตสาหกรรมสื่อยังคงลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 
รายได้รวม 
ผลการดำเนินงานของ บมจ.อสมท ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงจากการแข่งขันในธุรกิจโทรทัศน์ พฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป และการลดลงของเม็ดเงินโฆษณา ซึ่งบริษัทฯ ตระหนักว่าธุรกิจโทรทัศน์ซึ่งเป็นธุรกิจหลักของบริษัทฯ มีรายได้ลดลงค่อนข้างมาก จึงได้เพิ่มช่องทางในการหารายได้ให้หลากหลายขึ้น และนำสินทรัพย์ที่มีอยู่มาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด เช่น ธุรกิจสื่อออนไลน์โดยใช้เนื่อหาและรายการที่บริษัทฯ เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ ซึ่งแม้ว่าธุรกิจดังกล่าวจะเป็นธุรกิจใหม่ ที่ยังสร้างรายได้ได้ไม่มากนัก แต่มีแนวโน้มการเติบโตที่โดดเด่น
ทั้งนี้ ณ วันที่ 30 ก.ย.2559 บริษัทฯ มีสินทรัพย์รวม 10,644 ล้านบาท หนี้สินจำนวน 3,785 ล้านบาท และมีส่วนของผู้ถือหุ้นจำนวน 6,858 ล้านบาท โดยสรุปงบแสดงฐานะทางการเงินยังสะท้อนถึงสถานะที่มั่นคงของบริษัทฯ ดังเช่นที่ผ่านมา (ดูคำอธิบายฉบับเต็มที่นี่ file:///C:/Users/max/Downloads/16083854.pdf)
อย่างไรก็ตาม สำนักข่าวอิศรา ตรวจสอบพบว่า เมื่อเร็วๆ นี้ สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) ได้รับแจ้งข้อมูลสถานการณ์ทางการเงินล่าสุดจาก อสมท
โดยมีการยืนยันข้อมูล ว่า ผลประกอบการในช่วงปี 2559 นี้ ตัวเลขขาดทุนน่าจะอยู่ที่ 700 ล้านบาท ส่วนเงินสดในมือขณะนี้มีอยู่ประมาณ 1,900 ล้านบาท แต่ต้องจ่ายค่าสัมปทานทีวีดิจิทัล 2 ช่อง ให้กสทช.ประมาณปีละ 700 ล้านบาท 
เบื้องต้น สคร. ได้ให้ อสมท กลับไปทบทวนตัวเลขใหม่ พร้อมให้ไปแนวทางที่ทำให้ตัวเลขผลประกอบการในช่วงปลายปี ออกมาในลักษณะ ถ้าไม่มีกำไรก็ต้องไม่ขาดทุน
ส่วนเงินสดในมือของอสมท นั้น  สคร. ส่งสัญญาณชัดเจนไปแล้วว่า ไม่ให้กู้เงินและไม่ให้เพิ่มทุน ซึ่งขณะนี้ฝ่ายบริหาร อสมท กำลังพิจารณาแนวทางต่างๆ อยู่ แต่ยังไม่มีแนวทางปรับลดพนักงานที่มีอยู่ในปัจจุบันจำนวน 1,500 คนลงแต่อย่างใด 
สำหรับแนวทางการลดปัญหาขาดทุน เพื่อความอยู่รอดในช่วง 1-2 ปี นี้ นั้น  อสมท กำหนดทิศทางว่า จะดำเนินธุรกิจแบบ 360 องศา กล่าวคือ รายการใดที่ทำแล้วขาดทุน ให้ยกเลิกทันที เน้นเพิ่มรายการหรือต่อยอดส่วนที่สามารถสร้างรายได้ เช่น ข่าว และไนน์เอ็นเตอร์เทนต์ เพื่อแข่งขันกับสถานีโทรทัศน์ช่องอื่น และต้องเลิกคิดรายการที่ผูกติดกับเรตติ้งมากเกินไป
ขณะที่ สำนักข่าวไทย จะมุ่งไปสู่การผลิตเพื่อป้อนเข้าสู่สื่อดิจิทัลมากขึ้น ทั้งในรูปการนำเสนอในสื่อดิจิทัลที่มีสัญญาซื้อขายกับเจ้าของสื่อหรือรับจ้างผลิตเพื่อเผยแพร่ทางสื่อดิจิทัลให้เจ้าของสินค้า 
ส่วนรายได้จากโฆษณาจะเน้นการขายตรงในลักษณะ จีทูจี โครงการพิเศษภาครัฐมากขึ้น เพราะยังมีเม็ดเงินประชาสัมพันธ์ก้อนนี้ในตลาดอยู่มาก โดยนำโมเดลของลูกค้ามาปรับเปลี่ยนให้สอดรับกับสิ่งที่เป็นจุดแข็งของ อสมท แล้วออกแบบการผลิตให้ตรงกับความต้องการของลูกค้าแทน ซึ่งหากทำได้ตามเป้าหมาย คาดว่า อสมท จะกลับมามีกำไรจากผลประกอบการจริง ๆ ในช่วงปี 2562
ส่วนแผนงานทั้งหมดนี้ จะช่วยทำให้อสมท ผ่านพ้นวิกฤตเศรษฐกิจได้หรือไม่ คงต้องจับตาดูกันต่อไป 
แต่ถ้าหากพิจารณาในแง่มุมเรื่องความเป็น 'เจ้าของสื่อ' แล้ว แม้ อสมท จะเป็นรัฐวิสาหกิจ แต่ก็ยังเป็นหน่วยงานในสังกัดของรัฐอยู่ดี ดังนั้น ไม่ว่าจะประสบปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจอย่างไร รัฐก็คงต้องยื่นมือเข้ามาช่วยเหลืออยู่แล้ว ต่างจากเอกชนทั่วไป ที่ต้องต่อสู้กัดฟันดิ้นรนด้วยตัวเอง 
แต่ถึงแม้จะมีแต้มต่อในทางธุรกิจอย่างไร สุดท้ายก็ต้องวัดกันที่ฝีมือของผู้บริหารและคนในองค์กรว่า จะร่วมใจกันฝ่าฟันปัญหาเพื่อให้รอดพ้นวิกฤตได้หรือไม่  
ถ้าผู้บริหารขาดฝีมือไร้วิสัยทัศน์ในการทำงาน ส่วนพนักงานในองค์กรยังคงเล่นเกมเปิดสงครามแย่งชิงอำนาจกันภายในไม่เว้นแต่ละวัน 
เห็นทีเป้าหมายที่วางไว้สวยหรู อาจจะเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ยาก 
สถานการณ์ของ อสมท ในขณะนี้ จึงเป็นอะไรที่น่าจับตามองยิ่งนัก! 

วันพุธที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

ว่าด้วย พรบ.คอมฯกับการลบประวัติศาสตร์


 คำว่า ‘Right to Be Forgotten’ ที่คุณไพบูลย์ อมรภิญโญเกียรติ นำมาเปรียบเทียบกับ มาตรา 16/2 ถือว่าเป็นการใช้คำผิดความหมาย เพราะตามที่อาจารย์ฐิติรัตน์ ทิพย์สัมฤทธิ์กุล ที่ดูเรื่องกฎหมาย EU (สหภาพยุโรป) และกฎหมายระหว่างประเทศได้กล่าวไว้ว่า EU เป็นที่แรกของโลกที่ประกาศกฎหมายเรื่อง Right to Be Forgotten โดยกฎหมายตัวนี้พูดถึงเรื่องที่ว่า ปัจเจกบุคคลมีสิทธิ์ที่จะปกป้องชื่อเสียงของตัวเองจากการเข้าใจผิดข้อมูลของอินเทอร์เน็ตบางอย่าง อาจจะเป็นข้อมูลสื่อบางอย่างทั่วไปที่มีความผิดพลาดเกี่ยวกับตัวเขา ซึ่งเมื่อบุคคลดังกล่าวพบข้อมูลนั้นเมื่อใด เขาสามารถขอแก้ไขหรือขอที่จะไม่ให้ข้อมูลไปปรากฏ ณ ตรงนั้น
 
 แต่ Right to Be Forgotten ของ EU จะไม่บังคับให้ผู้บริการลบข้อมูลตรงนั้นทิ้ง แต่ให้ถอดออกจากเสิร์ชเอนจิ้นหรือสารบัญ เขาจะไม่ไปยุ่งกับการมีอยู่ของข้อมูลนั้น สมมติมีหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่งที่เขียนข้อมูลเกี่ยวกับผมผิด ในโลกที่เป็นกระดาษผมไม่ได้รู้สึกเดือดร้อน เพราะว่าคนน้อยมากที่จะไปเจอหนังสือพิมพ์ฉบับนั้น ผมจึงมองว่าความเสียหายมันน้อย แต่โลกที่เป็นอินเทอร์เน็ต คุณเสิร์ชไม่นานก็เจอ ซึ่งบางทีอาจจะเจอข้อมูลเท็จที่เกี่ยวกับผมมากกว่าข้อมูลจริงเสียด้วยซ้ำ ผมอาจจะเสียหาย
 
 ถ้าเราเปรียบเทียบประเด็นนี้ของ Right to Be Forgotten กับโลกของกระดาษ ก็คงไม่มีคนมาบอกว่าให้คุณไปเผาหนังสือเล่มที่ลงข้อมูลของผมผิด หรือเช่นเดียวกันในโลกออนไลน์ก็ไม่มีใครสั่งให้คุณไปลบข้อมูลจากฮาร์ดดิสก์ แต่ Right to Be Forgotten ของ EU บอกเพียงแค่ว่าให้ผู้ให้บริการหรือผู้ที่มีส่วนรับผิดชอบถอดข้อมูลดังกล่าวออกจากเสิร์ชเอนจิ้นหน้าแรกหรือหน้าสองได้ไหม? แต่ถ้าคุณรู้ตำแหน่งว่าข้อมูลนี้อยู่ตรงไหน คุณเป็นคนที่ต้องทำงานเกี่ยวกับข้อมูลพวกนี้ คุณไม่ต้องลบ ผมคิดว่าเเบบนี้ก็แฟร์ การไม่ไปยุ่งกับเรื่องของการเก็บข้อมูล แต่ช่วยลดผลกระทบความเสียหายที่เกิดขึ้น
 
 ซึ่งในมาตรา 16/2 มันคือคนละเรื่องกับ Right to Be Forgotten มันคือการบอกว่าใครก็ตามที่มีข้อมูลที่ศาลสรุปว่ามีความผิด แม้ว่าคุณจะไม่ได้เป็นคนนำเข้าสู่ระบบก็ตาม แต่ถามว่าถ้าเจ้าหน้าที่บอกว่าคุณน่าจะรู้แหละว่ามีข้อมูลนี้อยู่ในระบบ ดังนั้นคุณก็มีความผิด ถ้าคุณไม่ลบ มันก็จะเป็นการกดดันให้ทุกๆ คนต้องลบ
 
 แล้วผมจะรู้ได้อย่างไรว่าข้อมูลที่ผมมีเก็บไว้เป็นเวลาหลายปีมีความผิด เมื่อเวลาผ่านไปหลายปี คำพิพากษาของศาลก็มีมากขึ้นเรื่อยๆ แล้วมันเป็นหน้าที่ของผมหรือที่จะต้องไปนั่งค้นข้อมูลคำพิพากษาของศาลย้อนหลัง แล้วบรรดาคนที่ทำหน้าที่ในห้องสมุด, จดหมายเหตุ, งานวิจัย หรือคลังข้อมูลข่าวต่างๆ พวกเขาจำเป็นจะต้องลบข้อมูลเหล่านั้นที่ถูกพิพากษาว่าผิดทิ้งหรือเปล่า
 
 สมมติในกรณีที่มีนักการเมืองคนหนึ่งบอกว่า ‘เหตุการณ์ 6 ตุลามีคนตายคนเดียว’ ถ้าผมเก็บข่าวนี้ไว้ นั่นแสดงว่าผมก็ต้องไปลบข่าวนี้ใช่ไหม แล้วในอนาคตอีกสิบปี ยี่สิบปีข้างหน้า ก็หมายความว่าจะไม่มีใครรู้เลยใช่ไหมว่า นักการเมืองคนดังกล่าวเคยพูดประโยคนี้ ผมคิดว่านี่ก็เป็นปัญหาเหมือนกันทั้งการทำงานข่าว งานวิจัย และการศึกษาต่างๆ
 
 
#TheMomentum #พรบคอม #SingleGateway #Internet #Thailand#Thai #opsinglegateway #government #freedom

วัฒนา เมืองสุขโพสFB"แจกเงิน" ประชานิยมสิ้นคิด

วัฒนา เมืองสุขโพสFB"แจกเงิน" ประชานิยมสิ้นคิด
///
"แจกเงิน" ประชานิยมสิ้นคิด

มติ ครม. ที่ให้เพิ่มรายได้ให้แก่ผู้มีรายได้น้อยรายละ 1,500-3,000 บาท จำนวน 5.4 ล้านคน เริ่มจ่ายตั้งแต่ 1-30 ธันวาคม 2559 คือนโยบายหว่านเงิน (helicopter money) เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ เท่ากับรัฐบาลนี้ยอมรับว่าผู้มีรายได้น้อยหรือรากหญ้ามีความสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจที่กำลังอยู่ในภาวะวิกฤตเพราะการดำเนินนโยบายที่ผิดพลาด แต่รัฐบาลหมดความสามารถที่จะหามาตรการอื่นมากระตุ้นเศรษฐกิจแล้ว จึงต้องเลือกใช้การแจกเงินซึ่งไม่ต้องใช้ความคิดแต่ได้ผลน้อยที่สุด เพราะเมื่อใช้แล้วจบลงในคราวเดียว
รัฐบาลนี้เคยสร้างวาทกรรมกล่าวหารัฐบาลเพื่อไทยที่ดำเนินนโยบายรับจำนำข้าวว่าเป็นประชานิยม อ้างว่าการรับจำนำสูงกว่าราคาตลาดทำให้รัฐขาดทุน ทั้งที่เป็นนโยบายสาธารณะทางเศรษฐกิจตามมาตรา 84 (8) ของรัฐธรรมนูญ 2550 เพื่อให้สินค้าเกษตรได้รับราคาที่เหมาะสมและไม่ทำให้เสียวินัยเพราะไม่ได้เป็นการให้เปล่าเหมือนการแจกเงิน ทำให้เกษตรกรซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่มีกำลังซื้อเกิดกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ต่อเนื่องตามมามากมาย การดำเนินนโยบายที่ถูกต้องทำให้เศรษฐกิจในสมัยรัฐบาลไทยรักไทย พลังประชาชนและเพื่อไทยดีมาตลอด เศรษฐกิจของประเทศจึงไม่เคยเข้าตาจนถึงขนาดต้องใช้มาตรการแจกเงินเหมือนที่รัฐบาลนี้และบางพรรคต้องนำมาใช้ แต่นายกยิ่งลักษณ์กลับถูกดำเนินคดีทั้งทางอาญาและทางแพ่ง
การทำให้คนจนได้รับประโยชน์เป็นเรื่องที่ควรสนับสนุน เพราะเศรษฐกิจไม่มีสีและฝักฝ่ายทางการเมือง แต่รัฐบาลต้องใช้สติปัญญาคิดหามาตรการทางเศรษฐกิจที่ทำให้ประชาชนมีความหวัง จะเกิดการลงทุนและการจ้างงานทำให้คนยากจนมีรายได้อย่างต่อเนื่องซึ่งดีกว่าการแจกเงิน ความเชื่อมั่นและกำลังซื้อก็จะกลับคืนมาเอง ยอมรับได้หรือยังว่าการบริหารประเทศมีความสลับซับซ้อนที่ต้องใช้สติปัญญา ไม่ใช่เพียงใช้วาทกรรมไปวันๆ แบบที่เป็น ก็ขนาดผู้คนทั้งโลกเห็นว่าเป็นการแจกเงิน นรม. ยังปฏิเสธว่าไม่ใช่แต่เป็นการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อย ที่จริงควรบอกว่าการรับจำนำข้าวเป็นประชานิยมส่วนการแจกเงินเป็นประชารัฐ จะได้ดูมีสติปัญญามากขึ้น
วัฒนา เมืองสุข
พรรคเพื่อไทย
23 พฤศจิกายน 2559