PR

@@ในความเคลื่อนไหวของสถานการณ์ที่ปรากฎเป็น"ข่าว"และ"ไม่เป็นข่าว"พยายามสแกนย่นย่อมานำเสนอและเป็นไว้เป็นฐานข้อมูลสังเคราะห์สถานการณ์ ที่นี่ "ข่าวที่ไม่เป็นข่าว"

วันพฤหัสบดีที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2560

"บิ๊กแดง"แม่ทัพภาค1 ด่า"หน้าตัวเมีย" มือ บึ้ม รพ.

แรงกว่าเก่า..."บิ๊กแดง"แม่ทัพภาค1 ด่า"หน้าตัวเมีย" มือ บึ้ม รพ. ทำแล้ว ต้องรับผิดชอบ พร้อมจัดการอย่างไม่ปรานี เผยมีรายชื่อแล้ว 3-4กลุ่ม ไม่ใช่ต่างชาติ เป็นคนไทย พร้อมรวบ รอนายกฯสั่ง เผยรู้ตัวคนทำแล้ว เป็นกลุ่มคนไทยแน่นอน แต่นายกฯยังใจเย็น สั่งรอหลักฐานชัดก่อน ยันหลังจากนี้ยังมีการป้องกันเหตุร้ายเข้มงวด
(24/5/60)ที่สำนักงานสลากกินแบ่งฯ พล.ท.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ แม่ทัพภาค 1 กล่าวกล่าวถึงเหตุลอบวางระเบิดหลายจุดในกทม.และล่าสุดที่โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้าฯ ว่า สถานการณ์ที่เกิดขึ้นมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจและความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติ โดยเฉพาะในตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งถือว่าเป็นความเสียหายกับประเทศเป็นอย่างมาก ในภาวะที่รัฐบาลกำลังพยายามปฎิรูปประเทศให้เป็นระบบ โดยเฉพาะภาคสังคม
ดังนั้นจึงขอประณามการกระทำในครั้งนี้ว่าผู้กระทำเป็นพวก "หน้าตัวเมีย" เพราะสถานการณ์แตกต่างจากต่างประเทศ หากมีการระเบิดเกิดขึ้นจะออกมาแสดงความรับผิดชอบ
แต่การกระทำครั้งนี้ยังไม่มีผู้ออกมารับผิดชอบ ซึ่งการระเบิดในโรงพยาบาลเป็นเรื่องที่ไม่สมควรกระทำอย่างยิ่ง
อย่างไรก็ตามขณะนี้มีข้อมูลแล้วว่ามีกลุ่มผู้กระทำผิด 3-4 กลุ่ม โดยเป็นคนไทยด้วยกันเองที่กระทำ ไม่ใช่ชาวต่างชาติ และที่ผ่านมาได้รายงานให้ นายกรัฐมนตรีและรองนายกรัฐมนตรีด้านความมั่นคง รวมถึงผบ.ทบ.ได้รับทราบแล้ว
ซึ่งนายกรัฐมนตรียังไม่สั่งการให้ดำเนินการใดๆ เพราะต้องการให้รอหลักฐานของการกระทำความผิดในครั้งนี้ก่อน
ทั้งนี้ยอมรับว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนายกรัฐมนตรีใจเย็นและรอดูสถานการณ์มาก ขณะที่ตนเองพร้อมจัดการอย่างไม่ปรานี
แม่ทัพภาค1 กล่าวว่า ที่ผ่านมา ฝ่ายความมั่นคงได้มีมาตรการในการรักษาความปลอดภัยอย่างเต็มที่ และเข้มงวด แต่ในกลุ่มผู้ก่อความรุนแรงมักจะมีช่องทางในการกระทำผิดได้เสมอ
แต่อย่างไรก็ตาม ฝ่ายความมั่นคงจะยังคงดูแลความปลอดภัยอย่างเข้มงวดต่อไป และขณะนี้ได้สั่งการให้กองอำนายการรักษาความสงบฯ กองทะพภาคที่ 1 ร่วมกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ออกให้ความรู้บุคคลากรในส่วนห้างร้าน ปมคมนาคมขนส่งมวลชนขนาดใหญ่ เพื่อสังเกตเหตุร้ายและสิ่งต้องสงสัย เพื่ออร่วมกันเป็นส่วนหนึ่งในการป้องกันภัยที่จะเกิดขึ้น

"บิ๊กตู่ "แย้ม มือบึ้ม ถูกจ้างวาน "ไอ้คนบัญชาการอยู่"โน่น".

"บิ๊กตู่ "แย้ม มือบึ้ม ถูกจ้างวาน "ไอ้คนบัญชาการอยู่"โน่น"...ในประเทศ หรือนอกประเทศ เผย ข้อมูลอยู่ในกระเป๋าของผมใครอยากดูก็มาล้วงเอาไป ชี้ บึ้มรพ.พระมงกุฎฯยึดโยงหลายส่วน
(24/5/60)พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคสช. ให้สัมภาษณ์ ถึงความคืบหน้าเหตุระเบิดที่โรงพยาบาลพระมงกุฎฯ ว่า เรื่องของความเชื่อมั่น เป็นส่วนที่มีความสำคัญมากที่สุด
วันนี้ ผมมีข้อมูลของผมอยู่ กำลังไล่ติดตาม มีข้อมูลพื้นฐานอยู่แล้ว
เมื่อถามว่าเหตุการณ์ลักษณะดังกล่าวจะเกิดขึ้นอีกหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า "จะรู้ไหมเล่า ก็ต้องไปถามคนทำโน่น สื่อมวลชนต้องช่วยกันบอกประชาชนทั้งประเทศว่าอย่าให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นมาอีก ประกาศเจตนารมณ์ประเทศไทยไปเลยว่าจะต้องไม่เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นใหม่ ประชาชนทุกคนจะร่วมมือกับเจ้าหน้าที่การเฝ้าระวังและขอสาปแช่งกับคนเหล่านี้ผมพูดเช่นนี้พอใจกันหรือยัง
"ผมขอประนาม และผมก็พูดไปแล้วว่าวันนี้มีความคืบหน้าในเรื่องนี้ ข้อมูลอยู่ในกระเป๋าของผมใครอยากดูก็มาล้วงเอาไป"
เมื่อถามว่าใกล้จะได้ตัวคนร้ายแล้วหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า "ก็ถามกันทุกวัน ไม่มีอะไร ก็ติดตามอยู่ มันมีหลายส่วนยึดโยงกัน
ยืนยันว่ากำลังติดตามอยู่ หลายอย่าง มันทำคนเดียวไม่ได้อยู่แล้ว แต่บางอย่างมันทำได้คนเดียวโดยใช้วิธีการจ้าง ไปเผาที่นั่นที่นี่ คนละ 200 บาทอายุเพียง 14 ปี เดี๋ยวก็จับได้เองไม่ต้องห่วง แต่พอจับได้ก็จะบอกว่าไม่รู้ไม่ได้เจตนา หรือพอจับเด็กมา ก็กล่าวหาว่าผิดกฏหมายละเมิดสิทธิมนุษยชน รังแกเด็ก ถ้าเป็นเช่นนี้แล้วมันจะอยู่กันอย่างไรประเทศไทย เพราะฉะนั้นขอร้องว่าผู้ใหญ่อย่าสนับสนุนเด็กให้ทำแบบนี้
การทำลักษณะนี้ก็ต้องมีกระบวนการให้มีคนไปทำบางครั้งคนที่ถือไปยังไม่รู้ว่าเป็นอะไรเลยรู้ว่าไม่อันตราย ก็รับจ้างมาบางครั้งแค่ 500 บาท ก็ไปนำมาวาง ไอ้คนทำอยู่ข้างนอก ไอ้คนบัญชาการอยู่"โน่น"ในประเทศหรือนอกประเทศ ผมไม่รู้ ไปหากันมา"
"ผมไม่ได้พูดถึงใครคิดกันไปเอง ผมไม่ทะเลาะกับใครอยู่แล้ว"

"บิ๊กป้อม" ยัน กลับมาทำงานแล้ว แต่ไม่มีวาระงาน เลย ยังไม่ได้เข้ากลาโหม หรือทำเนียบฯ

"บิ๊กป้อม" ยัน กลับมาทำงานแล้ว แต่ไม่มีวาระงาน เลย ยังไม่ได้เข้ากลาโหม หรือทำเนียบฯ ยังใช้โทรศัพท์ สั่งงาน ที่บ้าน ร.1รอ.ใช้ Voice command ด้วย ปัดตอบไม่สบายหรือไปตปท.มามั้ย/ ล่าสุด สั่งการให้กองทัพติดตามสถานการณ์ภัยพิบัติใกล้ชิดและเข้าช่วยเหลือประชาชนที่ประสบอุทกภัยให้ทันท่วงที แนะอบรมให้ นศ.รด. มาช่วยงานบรรเทาสาธารณภัยด้วย
พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม กลับมาทำงานตามปกติ แล้ว แต่ไม่ตอบว่า ไม่สบาย หรือไม่ เป็นอะไร หรือ ไปต่างประเทศ มาหรือไม่ แต่บอกว่า ไม่ได้เป็นอะไร ยังทำงานได้
โดยวันนี้ ไม่มี วาระงานที่กลาโหม จึงไม่ได้เข้าไป แต่ทำงาน อ่านเอกสาร เซนแฟ้ม ที่บ้าน ร.1รอ. โดย โทรสั่งงาน รวมทั้ง ใช้ อัดเสียงสั่งงาน หรือ voice command อีกด้วย
พลตรี คงชีพ ตันตระวาณิชย์ โฆษกกลาโหม เปิดเผยว่า พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม โทรศัพท์สั่งการให้ทุกเหล่าทัพ ติดตามสถานการณ์ภัยพิบัติจากพายุฤดูฝนที่กำลังเกิดขึ้นในทุกพื้นที่ทั่วประเทศอย่างใกล้ชิด
พร้อมทั้งให้ตรวจสอบระบบระบายและเก็บกักน้ำที่จัดทำขึ้นให้สามารถทำงานได้อย่างมีประสืทธิภาพและเตรียมพร้อมให้การช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย น้ำป่าไหลหลาก น้ำท่วมฉับพลัน น้ำท่วมขังและดินถล่มให้ทันต่อเหตุการณ์ โดยให้ประสานและสนับสนุนส่วนราชการในพื้นที่ที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิด
สำหรับการฝึกนักศึกษาวิชาทหารและการเรียกกำลังพลสำรองบางส่วน ที่จะเข้ารับการฝึกตามแผนเรียกพลประจำปี 2560 ให้ทุกเหล่าทัพดำเนินการฝึก และให้ความรู้แก่นักศึกษาวิชาทหารและกำลังพลสำรอง ในการบรรเทาสาธารณภัยควบคู่กันไป เพื่อให้มีความพร้อมสำหรับปฏิบัติการช่วยเหลือประชาชน ในภาวะวิกฤตของทุกภัยพิบัติ โดยเฉพาะอุทกภัยที่เกิดขึ้นในทุกปี

โกตี๋" โดน อีกแล้ว !!

"โกตี๋" โดน อีกแล้ว !!
‪"บิ๊กเจี๊ยบ" แฉ เครือข่าย "โกตี๋" และ ทหารแตงโม -คนมีสี เป็นผู้ต้องสงสัย บึ้ม รพ.พระมงกุฎฯและ รอการสืบสวนหลักฐาน เผยตร.เตรียมเชิญตัวผู้ต้องสงสัยเร็วๆนี้ /เผยประสานทางการลาว "โกตี๋"อีกครั้ง‬
"เป็นพวกหลบหนีคดี ไปอยู่ในประเทศเพื่อนบ้าน และแสดงท่าที ก้าวร้าว
และปลุกให้มีการใช้กำลัง และปลุกระดมคนให้ใช้กำลัง"
พลเอกเฉลิมชัย กล่าวว่า ส่วนบุคคล ที่ปฏิบัติ นั้น ไม่แน่ใจว่า เป็นคนกลุ่มนี้หรือไม่ แต่เป็นคนในประเทศ อาจเชื่อมโยง กลุ่มฮาร์ดคอร์ ที่เราเคยจับไป เมื่อครั้งที่แล้ว
เมื่อถามว่า คนที่หลบหนีอยู่ ในตปท.และก้าวร้าวปลุกระดม หมายถึง กลุ่ม นายโกตี๋ ใช่หรือไม่ พลเอกเฉลิมชัย กล่าวว่า ใช่ ที่ผ่านมา มีการปลุกระดม ผ่านโซเชี่ยล มาโดยตลอด เราก็ดำเนินการ อาศัยความสัมพันธ์ระหว่างประเทศมาแล้ว แต่ก็เงียบไป แต่เราประสาน เพื่อขอตัว และติดตามตัวอยู่ เพราะถิอเป็น ผู้ต้องสงสัย ที่อยู่ในข่าย
ส่วนคนที่ก่อเหตุ จะเป็นทหารแตงโมหรือไม่นั้น พลเอกเฉลิมชัย กล่าวว่า ยังไม่สามารถ ระบุไปได้ว่า กลุ่มใดบ้าง ส่วนใหญ่เป็นผู้ต้องสงสัย ผมไม่กล้าวิเคราะห์ อยากให้ยึดตามหลักฐานจาก ตำรวจ ว่าอะไรเป็นอะไร การเดาสุ่ม ไม่เกิดประโยชน์ต่อสังคม
ส่วนคนมีสี นั้น ผบทบ. กล่าวว่า เป็นผู้ต้องสงสัยหมด เราสงสัยใครก็ได้. แต่จะบอกว่า คนนั้นคนนี้ ตัองมีหลักฐานชัดเจน เพื่อมุ่งไปสู่ตัวเขา นำคนต้องสัยมาออกสื่อ จะหม่เป็นผลบวก ต่อเรื่องปรองดอง

ไป"รักษาสุขภาพ"

ไป"รักษาสุขภาพ"
"บิ๊กเจี๊ยบ"ผบ.ทบ. เผย บิ๊กป้อม แค่ไปรักษาสุขภาพ แค่ช่วงสั้นๆเท่านั้น ตอนนี้ท่านกลับมาทำงานแล้ว ส่งผลดีต่อจิตใจผู้ปฏิบัติงาน เชื่อ บึ้ม รพ.ไม่เกี่ยวข้อง กับ การที่ พลเอกประวิตร ลดบทบาทไป เพราะ หากเป็นการก่อกวน ก็ต้องหาจังหวะเวลา และโอกาส อย่าไปมองในเรื่องตัวบุคคล
ส่วนการที่ พลเอกประวิตร กลับมาทำงาน จะทำให้ความเชื่อมั่นให้ฝ่ายความมี่นคงหรือไม่ ผบทบ.กล่าวว่า ท่านกลับมาทำงาน สร้างกำลัง ส่งผลด้านจิตใจของผู้ปฏิบัติงาน เพราะแค่ไปรักษาสุขภาพ แค่ช่วงสั้นๆเท่านั้น ตอนนี้ท่านกลับมาทำงานแล้ว

บิ๊กเจี๊ยบ รับ มีแนวคิดขอใช้ ม.44 โอนคดี อาวุธสงคราม ระเบิด มาขึ้นศาลทหาร อีกครั้ง

บิ๊กเจี๊ยบ รับ มีแนวคิดขอใช้ ม.44 โอนคดี อาวุธสงคราม ระเบิด มาขึ้นศาลทหาร อีกครั้ง หลัง โอนให้ขึ้นศาลยุติธรรม
พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท ผบทบ./เลขาฯคสช.เผยว่า มีการพูดคุยกันในระดับปฏิบัติว่า ถ้าคนร้ายหมายชีวิตประชาชน มีการใช้อาวุธสงคราม วัตถุระเบิด เช่นคดี วางระเบิด รพ.พระมงกุฎฯ ควรจะเอาคดีนี้กลับมาขึ้นศาลทหาร หลังจากที่ เคยมีการยกเลิกคำสั่ง คสช. 50/2557ให้ คดีความมั่นคง และเรื่องอาวุธ ไปขึ้นศาลยุติธรรมปกติ เป็นแค่การพูดคุยกันในระดับปฏิบัติแต่ยังไม่ได้เสนอ ต่อ พลเอกประยุทธ์ หัวหน้าคสช.ในการใช้ ม.44

ผู้บัญชาการทหารบก ชี้ โกตี๋ มีชื่อในค่ายผู้ต้องสงสัย ลอบวางระเบิด โรงพยาบาลพระมงกุฏเกล้า



ผู้บัญชาการทหารบก ชี้ โกตี๋ มีชื่อในค่ายผู้ต้องสงสัย ลอบวางระเบิด โรงพยาบาลพระมงกุฏเกล้า แต่ยังไม่ขอฟันธงฝีมือกลุ่มใด
พลเอกเฉลิมชัย สิทธิสาท ผู้บัญชาการทหารบก กล่าวถึงความคืบหน้าการหาตัวคนร้ายที่ลอบวางระเบิดโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า ว่า ในภาพรวมทางคดีมีความคืบหน้าพอสมควร มีพยานหลักฐานและภาพจากกล้องวงจรปิด ขณะนี้ตำรวจกำลังติดตามผู้ต้องสงสัยคาดว่ามีโอกาสจับกุมตัวได้ โดยกองทัพบกพร้อมสนันสนุนเจ้าหน้าที่ในการจับกุมผู้ต้องสงสัยทันทีหากมีการประสานจากตำรวจ
ผู้บัญชาการทหารบก ระบุว่า ยังไม่สามารถบอกรายละเอียดกลุ่มผู้ต้องสงสัยได้เนื่องจากอยู่ระหว่างการติดตามตัว โดยที่ผ่านมามีกลุ่มคนที่หลบหนีคดีไปยังประเทศเพื่อนบ้าน อย่าง นายวุฒิพงศ์ กชธรรมคุณ แกนนำเสื้อแดงจังหวัดปทุมธานี ที่มีท่าทีก้าวร้าว การปลุกระดมคนที่ใช้กำลังซึ่งยังไม่แน่ชัดว่าจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับการก่อเหตุในครั้งนี้หรือไม่ แต่เชื่อว่าเป็นคนภายในเชื่อมโยงกับกลุ่มฮาร์ดคอร์ที่เคยจับกุมได้ก่อนหน้านี้
ส่วนจะเกี่ยวข้องกับกลุ่มที่เผาซุ้มเฉลิมพระเกียรติ ที่จังหวัดขอนแก่น หรือกลุ่มคนมีสี ทหารแตงโมหรือไม่ยังไม่สามารถชี้ชัดได้เพราะไม่พบความเชื่อมโยง ขณะที่กลุ่มก่อความไม่สงบในพื้นที่ภาคใต้เป็นมุมวิเคราะห์มุมหนึ่งเพราะมีความเชี่ยวชาญในการทำระเบิด ....นืวทีวี 18

วันพุธที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2560

ลาแผงอีกราย “เนชั่นสุดสัปดาห์” วางแผงฉบับสุดท้าย2มิ.ย.

ลาแผงอีกราย “เนชั่นสุดสัปดาห์” วางแผงฉบับสุดท้าย2มิ.ย.

On May 24, 2017
333
รายงานข่าวแจ้งว่า ท่ามกลางสภาวะเศรษฐกิจรวมทั้งจำนวนผู้บริโภคลดลง ทำให้เกิดปรากฎการณ์รัดเข็มขัดแก่ค่ายสื่ออย่างต่อเนื่อง ล่าสุดรายงานข่าวแจ้งว่า นิตยสาร “เนชั่นสุดสัปดาห์” ซึ่งเป็นนิตยสารวิเคราะห์ข่าวรายสัปดาห์ ขณะนี้อยู่ในการดูแลของบริษัท คมชัดลึก มีเดีย จำกัด เตรียมที่จะยุติการผลิต โดยจะตีพิมพ์ฉบับที่ 1305 ในวันที่ 2 มิ.ย. เป็นฉบับสุดท้าย หลังจากจำหน่ายฉบับแรกเมื่อวันที่ 29 มิ.ย. 2535 หรือเมื่อ 25 ปีก่อน อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีรายงานข่าวถึงการเลิกจ้างพนักงานแต่อย่างใด
ทั้งนี้ ในปัจจุบันนิตยสารเนชั่นสุดสัปดาห์ มีนายบัณฑิต จันทศรีคำ เจ้าของนามปากกา แคน สาริกา เป็นบรรณาธิการผู้พิมพ์ผู้โฆษณา และมีนายไพศาล สังโวลี เป็นบรรณาธิการข่าว เป็นที่น่าสังเกตว่า ก่อนหน้าที่จะปิดตัวลง เนชั่นสุดสัปดาห์ได้มีการลดจำนวนหน้ากระดาษลง ปัจจุบันเหลือเพียง 52 หน้าเท่านั้น เมื่อเทียบกับนิตยสารที่เป็นคู่แข่ง อย่างมติชนสุดสัปดาห์ ของเครือมติชน มีจำนวน 116 หน้า และสยามรัฐสัปดาห์วิจารณ์ มีจำนวน 84 หน้า

ไทยรัฐทีวี มีนโยบายดำเนินโครงการลาออกด้วยความสมัครใจ

ผู้สื่อข่าวสำนักข่าวอิศรา (www.isranews.org) รายงานว่า วันที่ 24 พ.ค. 2560 บริษัท ทริปเปิลวีบรอดคาสต์ จำกัด เจ้าของสถานีโทรทัศน์ไทยรัฐทีวี มีนโยบายดำเนินโครงการลาออกด้วยความสมัครใจ โดยได้รับความช่วยเหลือ
โดยผู้ที่จะเข้าร่วมโครงการฯ นั้น ประธานเจ้าหน้าที่บริหารธุรกิจเป็นผู้พิจารณาอนุมัติการเข้าร่วมโครงการของพนักงาน ทั้งนี้ ผลการพิจารณาของประธานเจ้าหน้าที่บริหารธุรกิจถือเป็นที่สิ้นสุด และเป็นข้อยุติพนักงาน ไม่สามารถขออุทธรณ์ หรือขอให้ทบทวนผลการพิจารณา ซึ่งพนักงานที่ได้รับการอนุมัติจากประธานเจ้าหน้าที่บริหารธุรกิจให้ออกตามโครงการแล้ว และถอนเรื่องคืนหรือยกเลิกไม่ได้
สำหรับพนักงานที่ได้รับอนุมัติให้ออกตามโครงการจะได้รับเงินช่วยเหลือตามอายุงาน โดยให้นับอายุงานตั้งแต่วันที่เข้าทำงานกับบริษัทฯ จนถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2560 
อายุงานไม่ครบ 1 ปี ได้รับเงินช่วยเหลือเท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้าย 30 วัน, อายุงาน 1 ปีขึ้นไป แต่ไม่ครบ 3 ปี ได้รับเงินช่วยเหลือเท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้าย 90 วัน, อายุงาน 3 ปีขึ้นไป แต่ไม่ครบ 6 ปี ได้รับเงินช่วยเหลือเท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้าย 180 วัน, อายุงาน 6 ปีขึ้นไป แต่ไม่ครบ 10 ปี ได้รับเงินช่วยเหลือเท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้าย 240 วัน และอายุงาน 10 ปีขึ้นไป ได้รับเงินช่วยเหลือเท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้าย 300 วัน
ทั้งนี้ พนักงานที่ประสงค์จะเข้าร่วมโครงการสามารถยื่นความประสงค์ได้ตั้งแต่วันที่ 25 พฤษภาคม 2560 ถึงวันที่ 14 มิถุนายน 2560 ซึ่งหากได้รับการอนุมัติจะมีผลให้ออกตามโครงการในวันที่ 1 กรกฎาคม  2560
อย่างไรก็ตาม ผู้สื่อข่าวได้รับการยืนยันจากเเหล่งข่าวว่า โครงการลาออกด้วยความสมัครใจตั้งเป้าลดพนักงานร้อยละ 15 จากจำนวนพนักงานทั้งหมดประมาณ 700 คน
ขณะที่ข้อมูลจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ระบุว่า บริษัท ทริปเปิล วี บรอดคาสท์ จำกัด (ไทยรัฐทีวี) จดทะเบียนจัดตั้ง 9 พฤษภาคม 2556 ทุน 1,000 ล้านบาท ตั้งอยู่เลขที่ 1 อาคาร12 ชั้น 11 ถนนวิภาวดีรังสิต แขวงจอมพล เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร แจ้งประกอบธุรกิจ รับ-ส่งวิทยุและโทรทัศน์เพื่อแพร์ภาพและเสียง รายได้อื่น
ปรากฏชื่อ นาง ยิ่งลักษณ์ วัชรพล นาย สราวุธ วัชรพล นาย วัชร วัชรพล และน.ส. จิตสุภา วัชรพล เป็นกรรมการผู้มีอำนาจ บริษัท วัชรพล จำกัด ถือหุ้นใหญ่สุด 92% มูลค่า 920,000,000 บาท
นำส่งงบการเงินแสดงผลประกอบการธุรกิจล่าสุด ณ 31 ธันวาคม 2558 แจ้งว่า มีรายได้รวม 495,550,436.41 บาท รวมรายจ่าย 1,564,941,747.13 บาท ขาดทุนสุทธิ 1,148,093,092.09 บาท
ส่วน บริษัท วัชรพล จำกัด จดทะเบียนจัดตั้ง 18 เมษายน 2518 ทุน 4,000 ล้านบาท ตั้งอยู่เลขที่ 1 ถนนวิภาวดีรังสิต แขวงจอมพล เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร แจ้งประกอบธุรกิจขายหนังสือพิมพ์ และให้บริการโฆษณา คุณหญิง ประณีตศิลป์ วัชรพล นาง ยิ่งลักษณ์ วัชรพล นาย สราวุธ วัชรพล นาย วัชร วัชรพล เป็นกรรมการ นาง ยิ่งลักษณ์ วัชรพล ถือหุ้นใหญ่สุด 42.1138% มูลค่า 1,684,553,000 บาท
นำส่งข้อมูลงบการเงินแสดงผลประกอบการธุรกิจ ณ 31 ธันวาคม 2558 แจ้งว่ามีรายได้รวม 3,904,466,471.75 บาท รวมรายจ่าย 2,080,318,545.31 บาท กำไรสุทธิ1,456,098,724.05 บาท
ขณะที่ด้านสื่อสิ่งพิมพ์มีกระเเสข่าวซบเซามาอย่างต่อเนื่อง ล่าสุด นิตยสารเนชั่นสุดสัปดาห์ กำลังจะปิดตัวลง โดยคาดว่าจะวางเเผงฉบับสุดท้าย ในวันที่ 2 มิ.ย.2560 

S 474343022222222
S 4743431111111

4องค์กรใต้ ร่อนแถลงการณ์เมินบิ๊กตู่ปาฐกถา ซัด อวดไทยแลนด์4.0 แต่พฤติกรรม0.4

4องค์กรใต้ ร่อนแถลงการณ์เมินบิ๊กตู่ปาฐกถา ซัด อวดไทยแลนด์4.0 แต่พฤติกรรม0.4

วันนี้ (24 พ.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เครือข่ายภาคประชาชน 14 องค์กรภาคใต้ตอนล่าง ได้ออก แถลงการณ์“ ทำไมพี่น้องหลายกลุ่มปัญหาในภาคใต้ จึงเมินปาฐกถานายกรัฐมนตรีในวันนี้” ระบุว่า
เรียน พี่น้องประชาชน สื่อมวลชน หน่วยข่าวของรัฐและรัฐบาล มีคำถามที่น่าสนใจมากจากหน่วยงานของรัฐและสื่อมวลชนว่า นายกรัฐมนตรี พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา จะมาพูดเรื่องไทยแลนด์ 4.0 ที่มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ในวันพุธที่ 24 พฤษภาคม 2560 นี้ เครือข่ายภาคประชาชนในสงขลาและจังหวัดใกล้เคียง จะสนใจมาฟังหรือไม่ หรือจะมาเคลื่อนไหวอะไรหรือไม่ ทางเครือข่ายภาคประชาชนในภาคใต้ตอนล่างขอชี้แจงว่า การปาฐกถาเรื่องไทยแลนด์ 4.0 ของนายกรัฐมนตรีนั้น “ไม่มีอะไรน่าสนใจที่จะมาฟังอยู่แล้ว เพราะนโยบายอวดโม้ว่ายุค 4.0 แต่พฤติกรรมยังเป็นยุค 0.4 ยังหนุนถ่านหิน เน้นสร้างท่าเรือ ชอบอนุมัติเปิดเหมือง ผนวกกับทุนในนามประชารัฐยึดกุมประเทศ ควบคุมสื่อ จำกัดสิทธิประชาชน สารพัดวิธีคิดแบบเผด็จการอำนาจนิยม จึงไม่มีประโยชน์ที่จะไปฟัง”
การมาภาคใต้ของนายกรัฐมนตรีและคณะในครั้งนี้ มีปรากฏกฏการณ์ใหม่คือ ภาคประชาชนนิ่งมาก ไม่มีใครสนใจจะไปยื่นหนังสือหรือชูป้ายประท้วงใดๆด้วยซ้ำ เพราะต่างได้ข้อสรุปตรงกันว่า “ไม่มีประโยชน์ที่จะไปแสดงออก ไม่มีประโยชน์ที่จะไปเรียกร้อง เพราะเรายื่นหนังสือมาเป็นร้อยฉบับแล้ว เราแสดงออกในทั้งรูปแบบการประท้วง การรณรงค์ การจัดเวทีวิชาการ หรือกิจกรรมมากมาย ที่อุดมไปด้วยเหตุผลและจุดยืนในการขอมีส่วนร่วมในการกำหนดอนาคตตนเองมาตลอด ซึ่งเพียงพอแล้วสำหรับนายกรัฐมนตรีหากมีจิตใจที่พร้อมรับฟังภาคประชาชน”
รัฐบาลชุดนี้ไม่มีความชอบธรรมหรือความน่าเชื่อถือใดๆแล้วสำหรับภาคประชาชน นายกรัฐมนตรีเองก็ไร้ซึ่งจุดยืนที่จะยืนข้างภาคประชาชน เป็นคนหูตึงเวลาฟังปัญหาและข้อเสนอของภาคประชาชน เป็นคนตามัวใกล้บอดไม่เห็นความทุกข์ยากของผู้คน การพูดทุกวันศุกร์นั้นยิ่งชัดเจนว่า มีโลกทัศน์ที่เอาตนเองหรือกลุ่มลิ่วล้อใกล้ชิดเป็นศูนย์กลาง คอยแต่เทศนาสั่งสอนประชาชน ละเลยการพัฒนาประชาธิปไตยฐานรากอันหมายถึงการฟังเสียงประชาชนและให้ประชาชนร่วมกำหนดอนาคตของตนเอง (ลืมไปว่าจะไปคาดหวังอะไรกับเผด็จการให้มาพัฒนาประชาธิปไตย)
วันนี้ภาคประชาชนไม่ได้หวังอะไรจากรัฐบาลและ คสช.แล้ว ไม่หวังแม้การปฏิรูปใดๆจาก คสช. ภาคประชาชนกำลังกลับมาสร้างฐานประชาชนให้เข้มแข็ง ปกป้องพื้นที่จากการรุกรานของรัฐและทุน สร้างฐานประชาธิปไตยทางตรง และรอการเลือกตั้งใหม่(ซึ่งหวังว่าจะมีจริง) ที่อาจพอจะเป็นความหวังสำหรับการหยุดภาวะชงักงันทางประชาธิปไตยและการที่ประชาชนจะร่วมกำหนดอนาคตตนเอง
“การลงมาเยี่ยมพื้นที่ภาคใต้ที่มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ในครั้งนี้ของนายกรัฐมนตรีจึงไร้ประโยชน์ในการไปแสดงออก ภาคประชาชนเอาเวลาไปทำมาหากินและเอาพลังไปทำงานฐานรากให้เข้มแข็งเพื่อรับมือการรุกรานของรัฐและทุนยังดีกว่า จึงเรียนมาเพื่อทราบโดยทั่วกัน” แถลงการณ์ดังกล่าวระบุ

‘บิ๊กป้อม’ชี้ หากนายกฯไม่เสียสละยึดอำนาจ เราคงไม่อาจมีความสุขได้เลย ยันไทยศก.ดี

‘บิ๊กป้อม’ชี้ หากนายกฯไม่เสียสละยึดอำนาจ เราคงไม่อาจมีความสุขได้เลย ยันไทยศก.ดี

“ประวิตร” แจงการทำงานด้านความมั่นคง ชมนายกฯคือผู้เสียสละ ระบุแม้เข้ามาด้วยวิธีไม่ถูก แต่ความตั้งใจทำเพื่อประเทศเต็มเปี่ยม ในทางปฏิบัติพยายามทำ ปท.ให้เป็น ปชต.
วันที่ 23 พฤษภาคม เวลา 11.00 น. พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวบรรยายหัวข้อ “การขับเคลื่อนและปฏิรูปประเทศไทยด้วยรากฐานความมั่นคง” ว่าทุกท่านคงเห็นแล้วว่างานด้านความมั่นคงที่ คสช.ได้ดำเนินการในช่วงที่ผ่านมานั้นทำให้เกิดความสงบ และทำให้งานด้านอื่นๆ เดินไปได้ ตนคงไม่พูดว่าในห้วงที่ผ่านมาเรามีผลงานอย่างไร แต่จะพูดว่าต้องทำอย่างไรจึงจะเกิดความสงบอย่างแท้จริง และทำให้ประเทศเดินหน้าไปได้ ถ้าประชาชนและต่างชาติเกิดความเชื่อมั่น เราก็สามารถทำทุกอย่างได้ ซึ่งความมั่นคงนี้รวมถึงภัยธรรมชาติด้วย ประชาชนต้องมีความปลอดภัย อยู่ดีกินดี มีที่อยู่อาศัย ไม่เกิดความเหลื่อมล้ำ บ้านเมืองเราจึงจะมีความมั่นคง นอกจากนี้ หน่วยงานด้านความมั่นคงต้องสร้างความสัมพันธ์กับมิตรประเทศโดยเฉพาะพื้นที่ตามแนวชายแดน 4 ประเทศ ได้แก่ ลาว กัมพูชา เมียนมา และมาเลเซียด้วย ต้องมีการรักษาความมั่นคงตามแนวชายแดน การปฏิบัติงานร่วมกันตามแนวชายแดนเพื่อป้องกันการลักลอบเข้าเมือง แรงงานด่างด้าว ฯลฯ
พล.อ.ประวิตรกล่าวว่า ส่วนการรักษาความมั่นคงในประเทศ กลไกฝ่ายปกครองต้องดูแลประชาชนโดยทำงานร่วมกับ อปท. ผ่านศูนย์ดำรงธรรม นอกจากนี้ การบังคับใช้กฎหมายด้วยความยุติธรรม ไม่สร้างความเหลื่อมล้ำก็มีความสำคัญ เท่าที่ผ่านมาในห้วงเวลา 2 ปี ตนได้ย้ำกับเจ้าหน้าที่ด้านความมั่นคงทุกฝ่ายว่าเราต้องบูรณาการกันทุกฝ่ายให้ได้ เพื่อให้ประชาชนมั่นใจ และต่างชาติมั่นใจว่าเราปกครองประเทศโดยการทำให้ประชาชนเชื่อมั่น เขาจะได้มีความมั่นใจในการเข้ามาลงทุน ส่วนความมั่นคงในระดับประเทศ มีการร่วมมือกันทางทหาร เพื่อสร้างบรรยากาศในการพัฒนาเศรษฐกิจ มีการใช้ทูตทหาร ในการสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจกับประเทศเพื่อนบ้านตามแนวชายแดน เพื่อร่วมกันแก้ปัญหา เช่น ยาเสพติด การลักลอบเข้าเมือง ฯลฯ ทั้งนี้ เรายังมีการประชุมทางการทหารร่วมกันเพื่อประสานงานด้วย ดังนั้น ข้าราชการทางทหารไม่ได้มีหน้าที่ป้องกันอธิปไตยเพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่มีหน้าที่สร้างความสัมพันธ์กับมิตรประเทศ เช่น การแลกเปลี่ยนทางการทหาร การฝึกร่วมกัน เป็นต้น
พล.อ.ประวิตรกล่าวต่อว่า ส่วนการปฏิรูปด้านความมั่นคง เราดำเนินการก้าวหน้าไปเรื่อยๆ ด้วยการออกกฎหมาย ฯลฯ สำหรับประชาคมอาเซียน เรามีการประชุมร่วมกับผู้นำทางการทหารของอาเซียน ตนยืนยันว่าภาพความมั่นคงในอาเซียนนั้นค่อนข้างมีการบูรณาการกัน จากการประชุมเราเห็นตรงกันว่า ในอนาคตเราจะจับอาวุธมาสู้กันจนเกิดการล้มตายอีกไม่ได้ และที่ผ่านมาถือเป็นบทเรียนแห่งความล้มเหลว นอกจากนี้ สภาความมั่นคงแห่งชาติจะต้องจัดทำแผนการดำเนินงาน โดยอันดับแรกจะเริ่มจากการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษ ถ้าเราจะทำให้เกิดความมั่นคง ประชาชนมั่นใจ เราจะต้องทำให้แนวชายแดนของเราเกิดการพูดคุย วางแผน วางระเบียบจนเกิดเป็นการไปมาหาสู่ร่วมกัน นี่คือความมั่นคงทางบก โดยต้องบูรณาการกับทุกหน่วยงานด้วย ต่อมาคือความมั่นคงทางทะเล ต้องดูแลทรัพยากรธรรมชาติทางทะเล ต้องมีกฎหมายมาดำเนินการในเรื่องความมั่นคงทางทะเลโดยร่วมมือกับเพื่อนบ้าน เป็นต้น
พล.อ.ประวิตรกล่าวว่า สำหรับปัญหา 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ สภาความมั่นคงแห่งชาติได้มีการจัดทำแผนงานโครงการความมั่นคงและการพัฒนาใหม่ ระหว่างปี 58-60 และ ศอบต.จะต้องจัดทำแผนทำงานบูรณาการร่วมกับคนในพื้นที่ เราต้องการให้ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้เห็นว่า รัฐบาลนี้ดูแลคนไทยไม่ว่าจะศาสนาใดให้อยู่ดีกินดี และลดความเหลื่อมล้ำ โดยเราจะขับเคลื่อน 3 ระดับ คือ ระดับนโยบาย คือนายกฯ ลงมาสู่ระดับปฏิบัติ ซึ่งคือรองนายกฯ และระดับปฏิบัติในพื้นที่ มี กอ.รมน. ศอบต. แม่ทัพภาค 4 เป็นผู้ขับเคลื่อนร่วมกับคนในพื้นที่ ทั้งนี้ ในระหว่าง 2 ปีที่ผ่านมา ยืนยันว่าทุกอย่างดำเนินการไปได้อย่างดี ไม่ได้หมายความว่าปัญหาหมดไป แต่ปัญหาลดลง 50-60% ส่วนเรื่องการข่าว เรามุ่งเน้นการบูรณาการด้านการข่าวเพื่อประสิทธิภาพ โดยเราให้ความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะถ้าการข่าวไม่ดีเราก็ไม่สามารถที่จะทำให้ประชาชนเกิดความเชื่อมั่นได้ แม้เราจะมีกำลังมาแค่ไหนแต่ไม่รู้ว่าข้าศึกเป็นใครก็ทำอะไรไม่ได้ เรื่องความขัดแย้งก็เช่นกัน การข่าวต้องลงไปดูว่าเราเกิดความขัดแย้งอะไรบ้าง และใครทำให้เกิด
“ขณะนี้เรายอมรับว่าประเทศของเราไม่เป็นประชาธิปไตย แต่ในทางปฏิบัตินั้นเราพยายามทำให้เป็น ถ้าวันนั้น พล.อ.ประยุทธ์ ไม่ตัดสินใจเข้ามาเพื่อให้ประเทศเดินหน้าต่อไปได้ วันนี้ก็ไม่รู้ว่าประเทศของเราจะเกิดอะไรขึ้น พวกเราต้องยอมรับว่านายกฯท่านเป็นผู้เสียสละ ถ้าท่านไม่เข้ามา เราจะไม่สามารถมีความสุขได้เลย ทั้งนี้ แม้ว่าพวกเรามาอย่างไม่ถูก แต่ความตั้งใจที่จะทำให้ประเทศเดินไปข้างหน้านั้นมีมากมายมหาศาล ตนไม่ได้อวยให้ฟัง แค่พูด มีคนบอกว่าเศรษฐกิจไม่ดี แต่ตนก็เห็นตัวเลขเขียวอยู่ และเขียวอยู่ประเทศเดียวด้วย” พล.อ.ประวิตรกล่าว

เข้ม! ใช้ทหารรบพิเศษหมวกแดงจากลพบุรี สับเปลี่ยนกำลัง รปภ.ทำเนียบ

เข้ม! ใช้ทหารรบพิเศษหมวกแดงจากลพบุรี สับเปลี่ยนกำลัง รปภ.ทำเนียบ

ผู้สื่อข่าวรายงานจากทำเนียบรัฐบาลว่า ในวันนี้ (24 พ.ค.) ทางกองพันจู่โจม กรมรบพิเศษที่ 3 หน่วยบัญชาการสงครามพิเศษ หรือเบเรต์แดง จังหวัดลพบุรี ประมาณ 20 นาย ได้มาตรวจความเรียบร้อยในการรักษาความปลอดภัยทำเนียบรัฐบาล โดยได้เดินตรวจบริเวณโดยรอบพื้นที่ทำเนียบรัฐบาลโดยเฉพาะในจุดสูงข่ม เพื่อเตรียมสับเปลี่ยนกำลังในการรักษาความปลอดภัยทำเนียบรัฐบาล หลังเหตุระเบิดโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า อย่างไรก็ตาม พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท ผู้บัญชาการทหารบก เคยเป็นผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการสงครามพิเศษ หรือเบเรต์แดง เมื่อปี 2556 ก่อนที่จะมาดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบกเมื่อปี 2558
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การที่ทหารจากกองพันจู่โจม กว่า 20 นาย สังกัดหน่วยบัญชาการสงครามพิเศษ(นสศ.) ลพบุรี เข้ามาในทำเนียบรัฐบาลนั้น เป็นไปเพื่อสับเปลี่ยนกำลังรักษาความปลอดภัยตามปกติ โดยก่อนหน้านี้ก็ได้มีการสับเปลี่ยนกำลังกันอย่างต่อเนื่อง ระหว่างทหารจากหน่วยรบพิเศษกับตำรวจสันติบาลต่างทำหน้าที่รักษาความปลอดภัยในทำเนียบฯมาโดยตลอด แต่ทหารจะเน้นไปที่การสอดส่องดูแลความเคลื่อนไหวในพื้นที่โดยรอบ และภายในตลาดคลองผดุงกรุงเกษม รวมถึงเฝ้าระวังเหตุในวิกาล ส่วนพื้นที่ภายในจะมีตำรวจสันติบาลเฝ้าระวังอยู่ แต่การสับเปลี่ยนกำลังในครั้งนี้ ทหารจากกองพันจู่โจม ได้เพิ่มภารกิจในการเข้ามาดูแลพื้นที่ภายในทำเนียบฯด้วย โดยเจ้าหน้าที่ฝ่ายอาคารสถานที่ทำเนียบฯ ได้พาเจ้าหน้าที่ทหารเดินชมอาคารต่างๆ ภายในทำเนียบฯ เพื่อความคุ้นเคย พร้อมกับฟังข้อมูลที่จะวางกำลัง ทั้งบนตึกสูง พื้นที่สูงข่ม เพื่อจะดูแลพื้นที่ทั้งในและนอกทำเนียบ ร่วมกับตำรวจสันติบาล ตามคำสั่งของพล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท ผบ.ทบ.ในฐานะเลขาธิการคสช. ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า ตั้งแต่มีการรัฐประหาร ได้มีการจัดกำลังทหารรบพิเศษ จำนวน 1 หมวด เข้ามาดูแลพื้นที่รอบนอกทำเนียบรัฐบาล ร่วมกับตำรวจสันติบาล โดยทุกวันอังคาร ที่มีการประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) จะมีเจ้าหน้าที่ตำรวจจากกลุ่มงานเก็บกู้และตรวจพิสูจน์วัตถุระเบิด(อีโอดี) กองบังคับการตำรวจปฏิบัติการพิเศษ มาร่วมปฏิบัติหน้าที่กับทหารและตำรวจสันติบาลด้วย

ไอซิดยึดเมือง Marawi ในฟิลิปปินส์: บทเรียนที่บังอาจริจะปลดแอกจากการเป็นเมืองขึ้นของสหรัฐ

ไอซิดยึดเมือง Marawi ในฟิลิปปินส์: บทเรียนที่บังอาจริจะปลดแอกจากการเป็นเมืองขึ้นของสหรัฐและหันไปขอความช่วยเหลือกจากรัสเซียและจีน ไอซิสบุกเผาวิทยาลัยและคุกและโจมตีโรงพยาบาล ปะทะเดือนกับทหารและตำรวจท้องถิ่น ที่เมือง Marawi ในมินดาเนา ฟิลิปปินส์
------------
หลังจากที่ปธน.ดูเตอร์เต้ประกาศว่าจะขับไล่กองทัพสหรัฐออกไปจากฟิลิปปินส์และฟิลิปปินส์ไม่ใช่เมืองขึ้นของสหรัฐ ดูเตอร์เตเดินทางไปเยือนรัสเซีย 5 วันเพื่อเจรจาการจัดซื้ออาวุธรัสเซียไปปราบพวกไอซิส วันนี้ไอซิสบึกเผาวิทยาลัยและคุกที่เมือง Marawi ปะทะกับเจ้าหน้าที่ตำรวจและทหารฟิลิปปินส์
วันที่ 23 พ.ค.60 เวลา 10:52 PM สำนักข่าว ABS-CBN News รายงานว่ากองทัพและเจ้าหน้าที่ฝ่ายรัฐบาลยิงปะทะอย่างดุเดือดกับกลุ่มชายติดอาวุธซึ่งปกป้องพวกขบวนการก่อการร้ายไอซิสในเมืองทางใต้ของฟิลิปปินส์ในวันอังคาร
มีเจ้าหน้าที่ตำรวจเสียชีวิตหนึ่งนายในการไล่ล่านาย Isnilon Hapilon หัวหน้ากลุ่มก่อการร้าย Abu Sayyaf ซึ่งเป็นเครือข่ายของขบวนการก่อการร้ายรัฐอิสลาม (ไอเอส/ไอซิส/ไอซิล/ดาอิช) ซึ่งนิยมการลักพาตัวและจับชาวต่างชาติเป็นตัวประกันเรียกค่าไถ่ กองทัพฟิลิปปินส์กล่าว
การต่อสู้กันเกิดขึ้นในเมือง Marawi ซึ่งมีประชากรทั้งหมด 200,000 คนและส่วนใหญ่เป็นชาวมุสลิมในพื้นที่ทางใต้ของเกาะมินดาเนา (Mindanao) กลุ่มก่อการร้ายได้โจมตีโรงพยาบาลแห่งหนึ่งได้ระหว่างการปะทะกัน CNN Philippines รายงาน ทางการแจ้งให้ประชาชนในพื้นที่อยู่แต่ภายในบ้านเรือนของตัวเอง
พล.อ. Eduardo Ano เสนาธิการกองทัพฟิลิปปินส์กล่าวว่าการต่อสู้เริ่มขึ้นเมื่อตำรวจและกองทัพเข้าไปกวาดล้างบ้านหลังหนึ่งในช่วงกลางวัน (ประมาณบ่ายสองกว่า) ของวันอังคารนี้ซึ่งเป็นสถานที่ที่เชื่อว่านาย Hapilon ซึ่งทางการสหรัฐตั้งค่าหัวเอาไว้ $5 ล้าน หลบซ่อนตัว
การกวาดล้างในครั้งนี้ก่อให้เกิดการปะทะกันอย่างดุเดือดตลอดช่วงกลางวันจนถึงตอนเย็น กองทัพคาดว่ามีกลุ่มติดอาวุธ (ผู้ก่อการร้าย) ร่วมต่อสู้ประมาณ 50 คน
หญิงไม่ประสงค์ออกนามส่งข้อความแจ้งสำนักข่าว AFP ว่ามีชายติดอาวุธประมาณ 10 คนเข้าไปประจำตำแหน่งที่หน้าประตูโรงพยาบาลของรัฐ เจ้าหน้าที่ตำรวจปะทะกับกลุ่มก่อการร้ายใกล้โรงพยาบาล ทำให้เจ้าหน้าที่ได้รับบาดเจ็บสาหัสและคาดว่าเสียชีวิตหนึ่งนาย
ทางกองทัพกล่าวว่ายังไม่สามารถยืนยันการเสียชีวิตของพวกผู้ก่อการร้ายได้ พล.อ. Ano กล่าวว่ามีเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงได้รับบาดเจ็บ 8 นายจากการปะทะกันในครั้งนี้
ในวันเดียวกันนี้เวลา 11:14 PM ABS-CBN News รายงานอีกว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติของฟิลิปปินส์ (PNP) กล่าวในตอนกลางคืนวันอังคารนี้ว่า วิทยาลัย Dansalan และเรือนจำ Marawi City ถูกไฟไหม้ แต่ไม่ได้ระบุว่าเหตุการณ์นี้เกี่ยวข้องก้บการปะทะกันระหว่างผู้ก่อการร้ายและกองทัพของฝ่ายรัฐบาลหรือไม่
ปัจจุบันนี้ประธานาธิบดีโรดิโก้ ดูเตอร์เต้อยู่ในระหว่างการไปเยือนรัสเซียเป็นเวลา 5 วัน เพิ่งจะไปถึงรัสเซียเมื่อวันจันทร์นี้ มีกำหนดการพบกับประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูตินแห่งรัสเซียในวันที่ 25 พฤษภาคมนี้ เพื่อลงนามในข้อตกลงร่วมกันหลายประการทั้งด้านการค้าและด้านอาวุธและความมือด้านความมั่นคงระหว่างสองประเทศด้วย
ก่อนหน้านี้ดูเตอร์เต้ได้วิพากษ์วิจารณ์นโยบายต่างประเทศของสหรัฐอย่างรุนแรงเกี่ยวกับการแทรกแซงกิจการภายในของฟิลิปปินส์ และบอกว่าอย่าปฏิบัติต่อฟิลิปปินส์เหมือนกับว่าเป็นเมืองขึ้นของสหรัฐ ฟิลิปปินส์เป็นประเทศที่มีอธิปไตยของตนเอง ฟิลิปินส์ต้องการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างประเทศกับรัสเซียและจีนให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น และจะหันไปใช้อาวุธของจีนและรัสเซียด้วย ท่าทีแบบนี้ย่อมไม่เป็นผลดีต่อสหรัฐเป็นอย่างมาก เพราะว่าจะทำให้ยอดการขายอาวุธของตนเองในฟิลิปปินส์ลดลง และจะถูกจำกัดบทบาทของตนเองในฟิลิปปินส์ด้วย และแล้วไอซิสก็อาละวาดในเมือง Marawi ที่มินดาเนารังใหญ่ของพวกไอซิสและกบฏแบ่งแยกดินแดนในย่านมุสลิม นี่คือการส่งสัญญาณว่า "อย่าแตกแถว! กลับมาเป็นขี้ข้าของอเมริกาต่อไปซะโดยดี เสรีภาพที่อยู่ใต้ตีนอเมริกาคือเสรีภาพอย่างแท้จริง"
ป.ล. พวกไอซิสและกลุ่มติดอาวุธเหล่านี้มันได้รับการฝึกมาโดยมิสเตอร์ C ถ้าจะปราบก็ต้องใช้กองทัพที่ฝึกโดย FSB อดีต KGB ของค่ายรัสเซีย ถึงจะแก้ลำได้ ไม่ใช่ด้วยกองทัพหรือตำรวจที่ฝึกโดยกองทัพและ CIA ของสหรัฐ เพราะว่าข้อมุลพวกนั้นมันจะถึงกันหมด บทพิสูจน์ว่าดูเตอร์เต้กลัาที่จะประกาศเอกราชและอิสรภาพจากการเป็นเมืองขึ้นใต้อาณัติของสหรัฐจริงหรือไม่? สู้ต่อไปครับลุงเต้ ปูตินและเฮียสีคอยช่วยอยู่

วันอังคารที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2560

มึนกล้อง13ตัวรพ.พระมงกุฎฯขัดข้อง-แฉจม.ลึกลับถึงผอ.สถาบันมะเร็งฯ เตือนก่อการร้ายขบวนการBRN

มึนกล้อง13ตัวรพ.พระมงกุฎฯขัดข้อง-แฉจม.ลึกลับถึงผอ.สถาบันมะเร็งฯ เตือนก่อการร้ายขบวนการBRN

ความคืบหน้าเหตุคนร้ายวางระเบิดห้อง”วงษ์สุวรรณ”โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า เป็นเหตุให้มีผู้บาดเจ็บหลายราย เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคมที่ผ่านมา
ล่าสุดเมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม แหล่งข่าวจากทีมสืบสวนสอบสวน เปิดเผยว่า สำหรับการแสวงหาพยานหลักฐานจากกล้องวงจรปิดภายในที่เกิดเหตุ โรงพยาบาลไม่สามารถเก็บพยานหลักฐานตัวบุคคลต้องสงสัยได้ เนื่องจากกล้องทั้ง 13 ตัวที่ติดตั้งไม่สามารถเก็บกู้ได้ สาเหตุเกิดจากกล้องขัดข้อง
แหล่งข่าวกล่าวต่อว่า เหตุระเบิดครั้งแรกเมื่อวันที่ 5 เมษายน บริเวณหน้ากองสลาก(เดิม)กับหน้าโรงละครแห่งชาติ เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม ทั้งสองเหตุการณ์ครั้งนั้นไม่ต้องการให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บ เพียงต้องการเกิดเสียง น่าจะเป็นกลุ่มเดียวกัน แต่ครั้งที่สามที่เกิดขึ้นภายในโรงพยาบาลพระมงกุฎฯนั้น คนร้ายต้องการหวังผลให้มีคนเจ็บและเสียชีวิต สันนิษฐานว่าเป็นคนละกลุ่ม ขณะที่ภาพจากกล้องโทรศัพท์ที่มีผู้ถ่ายขณะพาญาติมารับการรักษา แล้วมีการเผยแพร่ชายสวมหมวกเป็นบุคคลต้องสงสัยนั้น ทางชุดสืบสวนพบตัวแล้วเป็นนายทหารผู้ป่วยที่เข้ามารอรับการรักษาซึ่งเป็นผู้มีรายชื่อผู้ที่ได้รับบาดเจ็บด้วย
แหล่งข่าว กล่าวอีกว่าเมื่อวันที่ 19 พฤษภาคมที่ผ่านมา มีจดหมายถึงผู้อำนวยการสถาบันมะเร็งแห่งชาติ ถนนพระราม 6 แขวงทุ่งพญาไท เขตราชเทวี กรุงเทพมหานคร โดยระบุเนื้อว่า “ท่านผู้อำนวยการ ทราบโปรดฟัง ภายในปีนี้ขอให้ท่านระวัง จะมีก่อการร้ายภายในโรงพยาบาลของรัฐแถวนี้ สามแห่งจากขบวนการBRN IS เข้ามาแล้วเมื่ออาทิตย์ก่อน จากมาเลย์ ให้ระวังผู้หญิงโพกผ้า สะพายเป้ และระวังให้ดี โดยลงชื่อท้ายจดหมายโจรกลับใจ” จากการตรวจสอบผู้ที่ลงลายมือชื่อพบว่ามีทั้งหมด 75 คน ที่มีชื่อสกุลตรงกัน และมีการติดตามตัวพบ 1 คน เชิญตัวมาสอบสวนแล้ว ทั้งนี้จดหมายดังกล่าวระบุผู้ฝากส่งจากเขตปทุมวัน ทั้งนี้ภายหลังจากผู้อำนวยการสถาบันมะเร็งแห่งชาติ รับจดหมายดังกล่าวแล้วมีการลงบันทึกประจำวันไว้ที่ สน.พญาไท

เช็ควงจรปิดจุดบึ้มรพ.พระมงกุฎพบเสีย9จาก13ตัว

เช็ควงจรปิดจุดบึ้มรพ.พระมงกุฎพบเสีย9จาก13ตัว

23 พฤษภาคม 2560
 22,721
ตำรวจตรวจสอบกล้องวงจรปิดรพ.พระมงกุฎในจุดเกิดเหตุพบเสีย 9 ตัวจากทั้งหมด 13 ตัว เผยไอซีไทม์เมอร์คนละชนิดกับภาคใต้ เชื่อแฝงตัวมาช่วง 08.00-10.00 น.
มีรายงานข่าวแจ้งว่า ชุดสืบสวน บก.สส.บช.น.ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบกล้องวงจรปิดในห้องที่เกิดเหตุระเบิดในโรงพยาบาลพระมงกุฏเกล้าแล้ว พบว่า มีกล้องทั้งหมด 13 ตัว แต่เสียไปแล้วกว่า 9 ตัว ส่วนภายนอกห้องดังกล่าวมีทั้งหมด 64 ตัว อย่างไรก็ตามทางตำรวจอยู่ระหว่างรวบรวมพยานหลักฐานทุกทางเพื่อติดตามตัวคนร้ายมาให้ได้ 

สำหรับระเบิดที่ใช้ก่อเหตุนี้ ผู้เชี่ยวชาญได้ระบุว่า ตัวอุปกรณ์ไอซีไทม์เมอร์ที่ใช้หน่วงเวลานั้นมีจำนวน 16 ขา ซึ่งมีความสามารถในการตั้งเวลาเพื่อจุดระเบิดให้ทำงานได้สูงสุด 4-6 ชั่วโมง ทำให้เพียงพอที่คนร้ายจะใช้เวลาหลบหนีได้อย่างสบาย ทั้งนี้ตัวไอซีไทม์เมอร์ดังกล่าวจากการนำไปเปรียบเทียบกับชนิดที่คนร้ายในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ใช้หรือไม่นั้น ปรากฎว่าเป็นคนละชนิดกัน ส่วนวัตถุพยานอีกอย่างที่สำคัญ ที่พบในจุดเกิดเหตุนั้น คือ ดินดำที่ใช้เป็นส่วนผสมในการประกอบระเบิดมีจำนวนมาก ซึ่งจะเป็นตัวขับเคลื่อนให้สะเก็ดระเบิดที่พบในจุดเกิดเหตุนั้นคือตะปู กระจายทำลายล้างโดยดินดำที่พบนั้นใช้ในอุตสาหกรรมระเบิดภูเขาหิน ที่ใช้ในการประกอบระเบิดทั่วไป 

ทั้งนี้ทางตำรวจชุดคลี่คลายคดีเชื่อว่าคนร้ายหวังเอาชีวิตในระยะประชิด ซึ่งมีการประกอบระเบิดที่ใช้เพียงน้ำหนักปอนด์เดียว เนื่องจากมีอุปสรรคคือการบรรจุลงในแจกันที่มีขนาดเล็กเพื่ออำพรางสายตาเจ้าหน้าที่ หากใช้อันใหญ่จะสะดุดสายตาและจะถูกจับได้ง่าย แต่หากมีน้ำหนักมากจะมีอนุภาพการทำลายล้างสูง 

อย่างไรก็ตามมีรายงานด้วยว่า ทางชุดสืบสวนเชื่อว่าคนร้ายมีการเตรียมการมาเป็นอย่างดี โดยรู้ตำแหน่งของแต่ละห้องในตัวอาคาร และทราบดีว่าทางโรงพยาบาลจะเปิดให้คนไข้เข้ามาในพื้นที่ก่อนเวลา 08.00 น. ซึ่งจากการสอบปากคำพยานแวดล้อม ทำให้ทางตำรวจเชื่อว่าคนร้ายน่าจะนำแจกันที่บรรจุระเบิดมาวางหรือแขวนไว้จุดดังกล่าวในช่วงเวลาประมาณ 08.00 น.-10.00 น. ซึ่งจะมีผู้ป่วยทยอยเข้ามานั่งรอ และคนร้ายเข้ามาปะปนอยู่ด้วยเพื่ออำพรางสายตาเจ้า