PR

@@ในความเคลื่อนไหวของสถานการณ์ที่ปรากฎเป็น"ข่าว"และ"ไม่เป็นข่าว"พยายามสแกนย่นย่อมานำเสนอและเป็นไว้เป็นฐานข้อมูลสังเคราะห์สถานการณ์ ที่นี่ "ข่าวที่ไม่เป็นข่าว"

วันจันทร์ที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560

รอผลลัพธ์

รอผลลัพธ์


โหมโรงกันมานานกว่า 2 สัปดาห์ หลัง พล.อ.ศิริชัย ดิษฐกุล ไขก๊อกลาออกจากตำแหน่ง รมว.แรงงาน

“นายกฯลุงตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ประกาศกลางที่ประชุม ครม.เมื่อ 7 พ.ย.ขอใช้อำนาจผู้นำปรับ ครม. พร้อมปลอบใจรัฐมนตรี ที่ต้องหลุดจากเก้าอี้ว่า ไม่มีใครบกพร่องหรือทำอะไรผิด อย่าได้โกรธหรือน้อยใจ

เป็นการส่งสัญญาณให้เข้าใจว่า งานนี้ต้องเป็นการปรับเร็ว และปรับใหญ่ ไม่ใช่ปรับแค่จุ๋มจิ๋ม

แต่ปรากฏไม่เป็นไปตามคาด เพราะการปรับ ครม.ครั้งนี้ ต้องทอดเวลาออกไป สาเหตุหนึ่งเพราะ นายกฯประยุทธ์ มีภารกิจไปร่วมประชุมผู้นำเอเปกที่เวียดนามและอาเซียนซัมมิต ที่ฟิลิปปินส์ ต่อเนื่องกันหลายวัน

ส่วนอีกสาเหตุ มาจากข้อจำกัดในการเฟ้นหาคนที่ตรงสเปกเข้ามาเป็นรัฐมนตรี

ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เพราะบางครั้งคนที่อยากได้ เขาก็ไม่อยากมา เป็นเรื่องที่บังคับใจกันยาก

แต่ที่เป็นโจทย์หินจริงๆของ “นายกฯ ลุงตู่” ก็คือต้องเคลียร์ใจกับเพื่อนพ้องน้องพี่ทหารที่นั่งเป็นรัฐมนตรี จะขยับใครสักคนไม่ใช่เรื่องง่ายนะคุณโยม!!!

ด้วยเหตุนี้ จึงทำให้การปรับ ครม.ต้องใช้เวลาทอดยาวมาเรื่อย และเมื่อยังไม่ชัดเจนก็ยิ่งสร้างแรงกระเพื่อม

เห็นได้ชัดจากโผปรับ ครม.ที่ปลิวว่อนผ่านทางหน้าสื่อ ทั้งกระแสปรับ

เก้าอี้ “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ พี่ใหญ่บูรพาพยัคฆ์ เหลือเก้าอี้รองนายกฯเก้าอี้เดียว และ นายกฯลุงตู่ จะนั่งควบ รมว.กลาโหมแทน

หรือข่าวว่าเก้าอี้ของพี่รอง “บิ๊กป๊อก” พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย ก็ไม่มั่นคงเหมือนเก่า

รวมถึงข่าวลือจะตั้ง “บิ๊กแป๊ะ” พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. มาเป็นรัฐมนตรี เปิดทางให้รอง ผบ.ตร.บางนาย ขยับขึ้นเป็น ผบ.ตร.แทน เล่นเอายุทธจักรตำรวจปั่นป่วนฝุ่นตลบไปหมด

สุดท้าย “นายกฯลุงตู่” ต้องออกมาดับกระแส ยืนยัน “บิ๊กป้อม-บิ๊กป๊อก” ยังอยู่ใน ครม.ชุดใหม่ และตัวเองไม่นั่งควบ รมว.กลาโหม

ส่วน “บิ๊กนมชง” พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรและสหกรณ์ ที่โดนกระแสวิจารณ์ถล่มหนักเรื่องผลงานตกเป็นเป้าที่ต้องโดนปรับ “นายกฯลุงตู่” ก็การันตีให้เพื่อนรัก “ยังอยู่ แต่ไม่รู้อยู่ตรงไหน”

พร้อมกันนี้ นายกฯประยุทธ์ ยังสยบความเคลื่อนไหวเรื่องการปรับ ครม.ว่าจัดโผเสร็จแล้ว แต่ไม่วายออกตัวแบบเผื่อเหลือเผื่อขาด การดำเนินการตามขั้นตอนจะเสร็จภายในเดือน ธ.ค.นี้

สรุป โฉมหน้า ครม. “ประยุทธ์ 5” จะถูกอกถูกใจชาวบ้านหรือไม่ ต้องรอประกาศอย่างเป็นทางการ ส่วนจะรอสั้น หรือรอยาวขนาดไหน ยังคาดเดาไม่ได้ เมื่อไหร่ก็เมื่อนั้น

แต่ที่แน่ยิ่งกว่าแช่แป้ง ทั้งพี่เลิฟและเพื่อนรัก “นายกฯลุงตู่” ยังอยู่ร่วมในเรือแป๊ะโต้คลื่นกันต่อไป!!!

อย่างไรก็ตาม “พ่อลูกอิน” เชื่อว่า นายกฯประยุทธ์ มีความตั้งใจที่จะปรับครม.คราวนี้ เพื่อขับเคลื่อนการทำงานก่อนเข้าสู่โหมดเลือกตั้ง

โดยเฉพาะการแก้ไขความเดือดร้อนเรื่องปากท้องของชาวบ้าน ที่เป็นผลมาจากปัญหาพืชผลการเกษตรราคาตกต่ำ ขณะที่สินค้าอุปโภคบริโภคราคาแพงฉุดไม่อยู่ จนกลายเป็นแรงกระแทกเข้าใส่รัฐบาลทหาร!!!

ถ้าขืนปล่อยให้อยู่ในสภาพเช่นนี้ต่อไป เรตติ้ง รัฐบาล คสช. และตัวนายกฯลุงตู่ เอง ก็คงตกทะรูดทะราด จนกระทบต่อยุทธศาสตร์ที่จะครองอำนาจต่อไปหลังการเลือกตั้ง

ฉะนั้นเมื่อ “นายกฯลุงตู่” ใช้อำนาจจัดโผ ครม.ด้วยตัวเอง ก็ต้องเป็นผู้รับผิดชอบผลลัพธ์ที่จะออกมาแบบเต็มๆ

ถ้ารำไม่ดี อย่าโทษปี่โทษกลองนะโยม!!!
“พ่อลูกอิน”

"ซื่อสัตย์-ทำเพื่อราษฎร" : รัฐบาลในฝันใต้ปีกอำนาจพิเศษ

"ซื่อสัตย์-ทำเพื่อราษฎร" : รัฐบาลในฝันใต้ปีกอำนาจพิเศษ


เชี่ยวชาญด้านการกระจายอำนาจ

วิพากษ์การเมืองอย่างตรงไปตรงมา

เดินหน้าผลักดันอำนาจอธิปไตยให้เป็นของประชาชน

นั่นคือบทบาทของนักวิชาการอิสระ นายอัษฎางค์ ปาณิกบุตร อดีตคณบดีคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง ได้สะท้อนมุมคิดถึงอนาคตของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ท่ามกลางสถานการณ์การปรับ “ครม.ประยุทธ์ 5”

โดยขอย้อนกลับไปถึงต้นเหตุของการยึดอำนาจ ซึ่งเกิดจากไม่ชอบนักการเมือง เมื่อยึดอำนาจก็เดินหน้าทำทุกอย่างเพื่อไม่ให้เสียของ เพื่อประโยชน์ของกลุ่มตนหรือเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติ

ขอตั้งข้อสังเกตว่าการยึดอำนาจมองประโยชน์ส่วนตัวมากกว่าประโยชน์ของประเทศชาติ

โฉมหน้า ครม.ประยุทธ์ 1 จึงเต็มไปด้วยทหารเกือบทุกกระทรวง เพื่อสร้างความมั่นใจว่าการบริหารประเทศต้องเป็นไปตามความเชื่อของ คสช.

ผ่านไปประมาณ 3 ปี บริหารบ้านเมืองไม่ได้ ทำไม่เป็น ก็วิเคราะห์ข้อมูลเข้าข้างตัวเอง ทั้งจากผลสำรวจโพลที่ไม่เป็นไปตามหลักวิชาการ หรือข้อมูลที่รายงานเข้ามาจากกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) กระจายกำลังลงไปทุกหมู่บ้าน ผู้ว่าราชการจังหวัด (ผวจ.) ทั่วประเทศ

คสช.เชื่อว่าทุกอย่างเป็นบวก การแก้ปัญหาเศรษฐกิจประสบความสำเร็จ

แต่ในเนื้อแท้การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ เมื่อแสดงโดยเส้นกราฟตามหลักเศรษฐศาสตร์พบว่า ไม่ได้เงยหัวขึ้นและหัวทิ่มลงเป็นบางครั้งบางคราว บรรดานักวิชาการต่างวิพากษ์วิจารณ์เละเทะยิ่งกว่านี้การบริหารราชการแผ่นดินล้มเหลว เพราะไม่มีการตรวจสอบ ความจริงระบบการตรวจสอบสำคัญมาก ทั้งภาคประชาชน นักวิชาการ สื่อมวลชน แต่ปรากฏว่าไม่มีเลยและยังมีความพยายามปิดปากนักวิชาการ ไม่ให้ตรวจสอบการบริหารงานของรัฐบาล เขาจึงคุยว่ารัฐบาลนี้บริสุทธิ์

ถ้ารัฐบาลแน่จริงจะต้องให้ตรวจสอบ ถึงจะได้รู้ว่าเป็นคนดีจริงหรือไม่

อีกสิ่งหนึ่งที่เราไม่ยอมรับมาตลอดคือความเป็นประชาธิปไตย ซึ่งทำให้ประเทศไทยทรุด ทุกอย่างหยุดหมด ผมและนักเศรษฐศาสตร์นั่งวิเคราะห์ในภาพรวมพบว่า คำว่าความเป็น ประชาธิปไตยมีความสำคัญ เมื่อมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่กลับยังคงมาตรา 44 แม้มีศัตรูทางการเมืองมีอาวุธ ก็ยังไม่ต้องใช้เลย แล้วติดอะไรถึงไม่ยกเลิก

มาถึงวันนี้ยังไม่รู้ว่าประชาธิปไตยจะกลับมาเมื่อไหร่ ถ้ามาแล้วอยู่ภายใต้กติกาที่ตั้งให้พวกคุณขึ้นมามีอำนาจ จะเป็นประชาธิปไตยจริงหรือไม่ และจะได้อะไรเมื่อเอาพวกตัวเองที่ไม่รู้เรื่องเข้ามาบริหารในหมู่ทหารด้วยกันเองก็เบื่อ ลองไปสัมภาษณ์ระดับ พล.อ.รุ่นเดียวกับ พล.อ.ประยุทธ์

ถ้าพูดความจริงจะทราบข้อเท็จจริง รับรองฟ้าผ่าแน่

ถึงบอกว่าผมไม่มีความมั่นใจในสิ่งที่รัฐบาลทำ โดยเฉพาะการคืนความเป็นประชาธิปไตย ตัวนี้สำคัญมากในการแก้ไขปัญหาของประเทศ

รวมถึงการปลดล็อกพรรคการเมือง หากไม่รีบปลดล็อกจะทำให้สถานการณ์ทางการเมืองง่อนแง่น แต่ คสช.ไม่กล้าปลดล็อก เพราะขณะนี้ประเทศไทยเป็นคลื่นใต้น้ำทั้งหมดและกลัวถูกนักการเมืองตรวจสอบจะมีแผลตามมาอีก

ทั้งที่เดดไลน์พรรคการเมืองที่ต้องดำเนินการตาม พ.ร.บ.พรรคการเมือง บางเรื่องจะครบตามกำหนดในวันที่ 5 ม.ค.61 เดดไลน์ล็อกที่สองเกี่ยวกับสมาชิกพรรคประจำเขตต้องเสร็จภายใน 5 เม.ย.61 ถึงกำหนดการเลือกตั้งใหญ่ในช่วงเดือน ส.ค.61

ซึ่งเป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 267 กำหนดกรอบให้คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) จัดทำร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ 10 ฉบับให้แล้วเสร็จ ในจำนวนนั้นมีกฎหมายเกี่ยวกับการเลือกตั้ง 4 ฉบับ จะทำผิดจากมาตรานี้ไม่ได้

แต่นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธาน กรธ. และเป็นกูรูด้านกฎหมายของ คสช.ระบุว่าสามารถแก้ไขกฎหมายดังกล่าวได้ เป็นถึงประธาน กรธ.ได้อย่างไรไม่ดูรัฐธรรมนูญ

ขณะนี้จริงๆแล้ว คสช.เตรียมการเป็นรัฐบาลชุดใหม่ ซึ่งผู้มีอำนาจแท้จริงใน คสช.คือผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) มีการวางตัว ผบ.ทบ.ไว้ถึงปี 65

ตัว ผบ.ทบ.มีเอกภาพ แต่เสถียรภาพในกองทัพมีหรือไม่จากการแต่งตั้งโยกย้าย

การเมืองมันไม่แน่ อย่านึกว่า พล.อ.ประยุทธ์จะได้เป็นนายกรัฐมนตรีคนต่อไป

แม้ คสช.มีพลังมากในการผลักดันนายกรัฐมนตรีคนนอก แต่พรรคการเมืองที่ตกปากรับคำกันไว้หลวมๆรวนเร เพราะไม่แน่ใจผลสำรวจคะแนนนิยมจริงเป็นอย่างไร

ผลโพลที่ออกมาคู่ต่อสู้ของ คสช.มีคะแนนนิยมเยอะกว่า ถ้าร่วมกันตั้งรัฐบาล นายกฯ คสช.คนแรกถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจ ก็รวนเร เพราะพรรคการเมืองที่ร่วมกับ คสช.ไม่รู้มีพลังจริงหรือไม่

ฉะนั้นขอยุให้มีการเลือกตั้งท้องถิ่นพร้อมกันทั่วประเทศก่อนการเลือกตั้งใหญ่ จะได้รู้ว่าฐานการเมืองของคุณแท้จริงแล้วยังอยู่หรือไม่ รู้เลยว่าใครมีของ รู้แน่ 90 เปอร์เซ็นต์ และยังรู้ด้วยว่ารายงานผลสำรวจคะแนนนิยมมันโกหกหรือเป็นจริง

การเลือกตั้งท้องถิ่นมันวัดได้ว่าใครมีของ เพื่อจะทาบทามเข้าร่วมพรรคทหาร

แต่การตั้งพรรคใหม่จะได้รับเลือกตั้งกี่คน คุ้มกับเงินที่ลงไปหรือไม่ กุนซือทางการเมืองของ คสช.ยังไม่เก่งพอ ตีประเด็นไม่ออก

เชื่อว่าถ้าคนชื่อ พล.อ.ประยุทธ์เป็นนายกรัฐมนตรีต่อ ถึงวันนั้นโกลาหลแน่

เพราะจะเจอเล่ห์เหลี่ยมของนักการเมือง โดนต่อรองจนเดินไม่ถูก

ที่ผ่านมารัฐบาลแก้ปัญหาอะไรไม่ได้เลย ไม่ว่าจะเป็นการปราบปรามคอร์รัปชัน การแต่งตั้งโยกย้ายนายตำรวจที่ไม่โปร่งใส แม้แต่ปัญหาสลากกินแบ่งรัฐบาลเกินราคา

ขณะเดียวกัน ภาษีทรัพย์สินที่จะทำให้ได้รับความนิยมจากประชาชนกลับเลิก ทั้งที่จะเก็บรายได้เข้ารัฐ 3-4 แสนล้านบาท หรือการแก้ปัญหาบุกรุกที่ดินของรัฐก็ไม่ประสบความสำเร็จ

ทำได้แค่แตะปัญหา ไม่ได้แก้ปัญหา เพราะติดที่ระบบพรรคพวก ไม่สามารถแก้ปัญหาอะไรได้ แต่ยังยืนยันว่าแก้ปัญหาต่างๆของประเทศได้สำเร็จ ถ้าทำสำเร็จจริง คสช.ไปแล้ว แต่ตอนนี้ไม่รู้ว่าจะลงอย่างไร

และพลังที่อยู่เบื้องหลังไม่รู้จะสนับสนุนหรือไม่ ฟางเส้นสุดท้ายเมื่อพวกเดียวกันลาออกจากตำแหน่ง (พล.อ.ศิริชัย ดิษฐกุล ลาออกจาก รมว.แรงงาน) กลายเป็นปัญหากลืนไม่เข้าคายไม่ออก

แต่ละคนที่มีรายชื่อเข้าเป็นรัฐมนตรีล้วนมือไม่ถึง ทำไมดูถูกสังคมอย่างนี้

หลังปรับ ครม.ก็เหลือเวลาบริหารประเทศตามโรดแม็ปแค่ 1 ปี ขอเสนอว่าจะต้องปล่อยอำนาจให้คนดีๆที่เข้ามาเป็นรัฐมนตรีจัดการได้เต็มที่ ไม่ต้องเกรงใจ ไม่พะวงระบบพรรคพวก เพื่อให้แผนงานโครงการ ต่างๆและการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง บรรลุเป้าหมายที่วางเอาไว้

การปรับ ครม.เมื่อล้างทหารไป อย่างน้อยสามารถทำให้เห็นว่าระบบทหารเซเยสอย่างเดียว ไม่มีประสิทธิภาพพอที่จะแก้ปัญหาของประเทศ เพราะปัญหาของบ้านเมืองเยอะจริง แต่ไม่เหลือบ่ากว่าแรงในการแก้ไข ถ้าไม่แก้ไข ประเทศก็เจ๊งหมด

ทีมข่าวการเมือง ถามว่า อยากเห็นรัฐบาล คสช.เดินหน้าประเทศจนถึงวันเลือกตั้งอย่างไร หลังการปรับ ครม. นายอัษฎางค์ บอกว่า ที่ผ่านมาไม่สามารถแก้ไขปัญหาอะไรได้ เพราะมีผลประโยชน์เข้ามาเกี่ยวข้อง

และ พล.อ.ประยุทธ์ไม่รู้จักคำว่า ความ “ไม่เป็นธรรม” ในสังคมไทย ถ้าแก้ปัญหานี้ได้จะสามารถแก้ปัญหาอื่นๆตามมาอีก 5-6 ปัญหา ความไม่เป็นธรรมในสังคมทำได้ภายใน 6 เดือน อย่าบอกว่าทำไม่ทัน
และคุณรู้จักคำว่า “ยุติธรรม” หรือไม่ ถ้าไม่รู้อย่าเป็นต่อ เพราะบ้านเมืองยังมีคนเก่งซึ่งมีตัวเลือกอีกเยอะ
ฉะนั้นก่อนการเลือกตั้งตามโรดแม็ป รัฐบาลต้องแสดงให้เห็นอย่างจริงใจว่า...

...“ซื่อสัตย์–เสียสละ–ทำเพื่อราษฎร”

ถ้าไม่ทำตามข้อเสนอถือว่า “เสียของ”.
ทีมการเมือง

เคาะสนิม ต่อเวลาอำนาจ : เงื่อนสถานการณ์รุกฆาต“ประยุทธ์”ปรับ ครม.

เคาะสนิม ต่อเวลาอำนาจ : เงื่อนสถานการณ์รุกฆาต“ประยุทธ์”ปรับ ครม.


ปฏิทินเลยครึ่งเดือนพฤศจิกายนมาแล้ว ใกล้เข้าสู่ห้วงปลายปี

วันเวลาเดินไปไว ขณะที่เงื่อนสถานการณ์ตามกำหนดโรดแม็ปของรัฐบาล คสช.ที่นำโดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช. ก็หดสั้นลงทุกที

นับตามเทอมเทียบกับรัฐบาลจากการเลือกตั้ง 4 ปี ถึงตรงนี้ก็เข้าสู่ปีสุดท้าย

ภายใต้บรรยากาศสถานการณ์ก็ไม่ได้แตกต่างกันสักเท่าไหร่ ในห้วงที่จับอาการได้ว่า รัฐบาลของ “นายกฯลุงตู่” ต้องเผชิญกับแรงเสียดทานที่ยกระดับขึ้นทุกขณะ

แรงกดดันจากทุกทิศทุกทาง ตามฟอร์มธรรมชาติ ของการเมืองไทยในช่วงท้ายเทอมรัฐบาล หนีไม่พ้นกระแสสังคมที่อยากเห็นความเปลี่ยนแปลง

นั่นก็ทำให้อั้นไม่ไหว ต้องเจาะช่องระบายแรงดัน

ตามสถานการณ์ที่ พล.อ.ประยุทธ์ได้ส่งสัญญาณปรับ ครม.อย่างเป็นทางการ โดยได้ขออำนาจจากที่ประชุมคณะรัฐมนตรี ขอสิทธิในการตัดสินใจ บอกรัฐมนตรีอย่าได้โกรธเคืองกัน

เพราะจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนเพื่ออนาคต

และโดยปรากฏการณ์ที่สะท้อนถึงความยากลำบากในการตัดสินใจ นับจากจุดเริ่มต้นที่ “บิ๊กตู่” แจ้งต่อที่ประชุม ครม.ขออำนาจปรับ ครม.ก็ทอดเวลามาอีกนานนับสัปดาห์

ท่ามกลางกระแสข่าว โผปลิวว่อนรายวัน อาการลุ้นระทึกของรัฐมนตรีที่ไม่มีใครรู้ชะตา

ทุกอย่างถูกอุบไต๋เงียบเป็นความลับ พอดีกับช่วงจังหวะที่ พล.อ.ประยุทธ์มีโปรแกรมเดินทางไปประชุมที่ต่างประเทศหลายวัน และเมื่อกลับจากปฏิบัติภารกิจที่ประเทศฟิลิปปินส์ก็ “ซุ่มเงียบ” ระหว่างบ้านกับห้องทำงานบนตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล

โดยยกเลิกหมายงานต่างๆ มอบให้รัฐมนตรีไปแทน

แน่นอน ตามรูปการณ์ที่ล้อไปกับบรรยากาศตึงเครียด “นายกฯลุงตู่” น่าจะใช้เวลาทั้งหมดไปกับการจัดวางตำแหน่งรัฐมนตรี ถอดคนเก่า สลับคนใหม่

ปรับเปลี่ยนในโซนที่เป็น “จุดบอด” เชิงบริหาร

ต้องกลบ “บ่อน้ำมัน” ของรัฐบาล คสช.

เพราะถ้าประเมินจากสื่อกระแสหลักที่เกาะติดสถานการณ์ปรับ ครม. จะเห็นได้เลยว่า รัฐมนตรีที่ตกเป็นเป้าโฟกัสหลัก ก็อยู่ที่ 2–3 ชื่อ ถูกยกให้เป็น “ดีหนึ่งประเภทหนึ่ง”

ไล่ตั้งแต่ พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตร และสหกรณ์ เพื่อนรัก ตท.12 ของ “บิ๊กตู่” ที่ดูจะมาแรง ติดโผโดนปรับออกจากตำแหน่ง ตามเสียงวิจารณ์เรื่องฝีมือในการแก้ปัญหาราคาพืชผลเกษตรตกต่ำ การเดินหน้าแผนบริหารจัดการน้ำที่อืดล่าช้า จนน้ำท่วมภาคเหนือ กลาง อีสาน อ่วมอีกรอบ

เสียงม็อบโห่ไล่เริ่มดังขึ้นๆเป็นระยะ

อีกรายก็คิวของ “พี่รอง” พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย ที่ตกอยู่ในวงล้อม “ตำบลกระสุนตก” เจอปมร้อนปัดกันแทบไม่ทัน ทั้งการเซ็นอนุมัติป่าชุมชนให้เอกชนใช้พื้นที่ การจัดซื้อเครื่องตรวจจับความเร็วฉาวๆ ไหนจะข่าวเรือเหาะเรือเหี่ยวที่โผล่มาประจานซ้ำ

ถ้าเป็นมวยก็อยู่ในสภาพหน้าปูดบวมช้ำไปหมด

สภาพเดียวกับ “พี่ใหญ่” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและ รมว.กลาโหม ที่สะบักสะบอม กระแสสะสมจากปมโดนกล่าวหาว่าปล่อยคนรอบตัวแฝงอำนาจหาผลประโยชน์ไม่หยุดหย่อน

ยิ่งตอนหลังมีปัญหาเรื่องสุขภาพมาฉุดศักยภาพเข้าไปอีก มันก็เลยเป็นปัจจัยเสริมเหตุความน่าจะเป็นในการต้องปรับเปลี่ยน “บิ๊กป้อม”

ออกจากจุดศูนย์ถ่วงอำนาจรัฐบาล คสช.

แบบที่เจ้าตัวมีอาการหงุดหงิดนักข่าวที่ไล่บี้เค้นถามเรื่องความมั่นใจในสถานภาพ “บิ๊กป้อม” โบ้ยให้ไปถาม พล.อ.ประยุทธ์เอง เพราะมีอำนาจจัดทำอยู่คนเดียว ตัวเองยังไม่รู้เลยจะอยู่หรือไป

ในอารมณ์ที่จับทางได้ “พี่ใหญ่” ไม่ชัวร์ปึ้กเหมือนเก่า

ท่ามกลางกระแสเร้า โฟกัสเป้าไปที่เพื่อนพ้องน้องพี่ที่อยู่รอบเอว วัดใจ พล.อ.ประยุทธ์ ที่ติดวัฒนธรรมทหาร เคยประกาศไว้ชัดเจนว่าจะไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง

ถึงตรงนี้ ถ้าเสี่ยงพากันพังทั้งคณะ จะยังคิดแบบเดิมอยู่หรือเปล่า

ในอาการแบบที่ “บิ๊กตู่” เริ่มกลับมาพูดกับคำถามนักข่าวเป็นช็อตแรก ในห้วงโผ ครม.เริ่มนิ่ง เข้าสู่กระบวนการทูลเกล้าฯ โดยตอบนักข่าวสั้นๆแบบตัดความรำคาญ ยืนยัน พล.อ.ประวิตร และ พล.อ.อนุพงษ์ ยังอยู่ ส่วน พล.อ.ฉัตรชัย อยู่ แต่ตรงไหนไม่รู้

ดูเหมือนอาการอึดอัด กว่าจะเคลียร์โจทย์ยากได้

ตามเงื่อนสถานการณ์ เพื่อนพ้องน้องพี่คือเป้าหลักที่ยั่วแรงกระแทกใส่รัฐบาล “นายกฯลุงตู่” และนั่นก็ยังโยงไปถึงยุทธศาสตร์การลดโควตารัฐมนตรีสายทหาร

เปิดทางให้มือบริหารอาชีพมาเสริมงานด้านเศรษฐกิจ

ที่ถึงแม้ในภาพรวมทีมของนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ จะโชว์ภาพความสำเร็จ สัญญาณเชิงบวกที่จับต้องได้ ทั้งตัวเลขจีดีพีที่สูงขึ้น สถานการณ์ส่งออกที่เป็นบวก การจัดอันดับความสามารถในการแข่งขันที่กลับมาติดอันต้นๆของโลก

แต่ก็ยังติดๆขัดๆในมุมของการอัดฉีดสภาพคล่องไปถึงระดับฐานราก

จากสถานการณ์ปัญหาราคาพืชผลเกษตรตกต่ำ ทำให้โพลสะท้อนความไม่พึงพอใจรัฐบาลในมุมของการแก้ปัญหาปากท้อง เรียกร้องให้ปรับ ครม.ทีมเศรษฐกิจเป็นอันดับแรกๆ

กลายเป็นจุดอ่อนให้นักการเมืองกระแทกหมัดใส่รัฐบาล คสช.

โดยต้นตอก็มาจากการลักลั่นในเชิงบริหาร แบบที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในฐานะต้นทางการผลิตสินค้าทางการเกษตร แต่ทำงานไม่ประสานกับกระทรวงพาณิชย์ที่ต้องทำหน้าที่นำผลิตผลไปขาย

เพราะรัฐมนตรีเจ้ากระทรวงมากันคนละโควตา พล.อ.ฉัตรชัยก็ถือว่าสายตรงของ “นายกฯลุงตู่” ไม่ฟังนายสมคิด ขณะที่นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รมว.พาณิชย์ ก็ติดความเป็นข้าราชการประจำ ทำงานไปคนละทาง

ก็อย่างที่เห็น ปัญหาเกิดไม่หยุดหย่อน เดี๋ยวก็ยางพารา เดี๋ยวข้าว เดี๋ยวมันสำปะหลัง ถ้ายังไม่มีการปรับแก้ไขเชิงบริหารก็เสี่ยงกับสถานการณ์กดดันหนักขึ้นทุกขณะ

เพราะม็อบเริ่มขยับจ่อคอหอยแล้ว

แนวโน้มเดียวกับกระทรวงเศรษฐกิจอีกหลายกระทรวงที่ลักลั่นเชิงบริหาร โดยเฉพาะสถานการณ์ที่กระทรวงคมนาคมที่ต้องรับผิดชอบสารพัดเมกะโปรเจกต์

แบกภาระโครงการ “เรือธง” ของรัฐบาล

ทั้งรถไฟความเร็วสูง รถไฟทางคู่ รถไฟฟ้า มอเตอร์เวย์ เครือข่ายคมนาคมเชื่อมโยงโครงการระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (อีอีซี) เส้นทางเชื่อมตะวันออกสู่ตะวันตก (อีสต์ เวสต์ คอริดอร์ส) ที่ พล.อ.ประยุทธ์และนายสมคิดเร่งให้ใส่เกียร์ห้าเดินหน้า เพื่อให้เม็ดเงินจากเมกะโปรเจกต์กระตุ้นเศรษฐกิจภาพรวม

แต่นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.คมนาคม ก็ดีแค่ภาพโปร่งใส แต่ทำงานช้า ไล่ตามข้าราชการประจำ ทำให้เมกะโปรเจกต์อืด ไม่เป็นไปตามจังหวะที่รัฐบาลพยายามตีปี๊บ

พยายามกวักมือเรียกนักลงทุนทั้งไทยและต่างชาติเต็มที่

นี่แค่เชิงบริหาร แต่มันยังมีปมความโปร่งใส ตามเหลี่ยมที่ พล.อ.ประยุทธ์ชิงออกตัวไว้ก่อนเลยว่า การปรับ ครม.ไม่เกี่ยวกับเรื่องการทุจริตแต่อย่างใด

เหมือนกับการเปิดทาง ไม่ให้คนที่โดนปรับเปลี่ยนออกต้องมัวหมองซ้ำ

สรุปหนีไม่ออก ไฟต์บังคับ “นายกฯลุงตู่” จำใจต้องยอมปรับเปลี่ยนเชิงการบริหาร

ยากจะฝืนทวนกระแสอีกต่อไป

เหนืออื่นใดในจังหวะที่สอดคล้องต่อเนื่องกัน การปรับ ครม.ของ พล.อ.ประยุทธ์ ก็เกิดขึ้นในห้วง จังหวะไล่เลี่ยกับการโยน “6 คำถาม” ออกมาหยั่งกระแสสังคม

โดยเฉพาะปมของการสนับสนุนพรรคการเมืองในสนามเลือกตั้ง

เซียนการเมืองจับทางได้ว่าเป็นการ “เปิดไพ่” ยุทธศาสตร์เดินหมากอำนาจต่อ

โดยสถานการณ์ปรับ ครม.จึงเป็นเหลี่ยมหนีสถานการณ์ “รุกฆาต” พล.อ.ประยุทธ์ถือโอกาสเคาะสนิมเนื้อใน ปรับเชิงบริหาร ปั่นเนื้องานกระตุ้นคะแนนนิยมรัฐบาลทหาร คสช.

ต่อเวลาอำนาจข้ามช็อตไปถึงการเลือกตั้ง

แต่ภาพออกมาจะตอบโจทย์กระแสได้แค่ไหน ยังต้องลุ้น.

“ทีมการเมือง”

ภูมิคุ้มกันยังเหนียวแน่น

ภูมิคุ้มกันยังเหนียวแน่น


บีบหัวใจกันมากขึ้นทุกขณะ

ห้วงเวลาลุ้นระทึกการปรับ ครม.รอบล่าสุด ที่พวกอยู่ในข่ายไม่ได้ไปต่อ ต่างวิ่งเช็กโผกันให้วุ่น

ตามรูปการณ์ล่าสุดที่ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช. ออกมายืนยันชื่อ “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม “บิ๊กป๊อก” พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย ยังมีที่นั่งอยู่ใน ครม.

เรือแป๊ะต่อไป

ท่ามกลางข่าวลือที่โผหลายสำนักปลิวว่อนตรงกัน “บิ๊กป้อม” อาจเหลือแค่เก้าอี้รองนายกรัฐมนตรีเพียงตัวเดียว เพราะถูกน้องเล็กหักเหลี่ยมขอนั่งควบเก้าอี้ รมว.กลาโหมเอง

ขณะที่ พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรและสหกรณ์ ก็ได้รับการการันตี ยังได้ตีตั๋วร่วมทีมต่อไป แต่อยู่ที่ไหนไม่รู้

ยังถนอมน้ำใจ ไม่ถึงขั้นหักหาญน้ำใจกันอย่างรุนแรง

แต่ทั้งนี้โฉมหน้า ครม.ชุดใหม่ยังต้องรอโผของจริงที่จะเป็นคำตอบสุดท้าย เพราะหลายรายชื่อที่ปรากฏตามหน้าสื่อ เป็นเพียงการคาดการณ์ ยังไม่มีการยืนยัน จริงหรือมั่ว ชัวร์หรือไม่

เพราะรายชื่อตัวจริงอยู่ในมือของ “บิ๊กตู่” เป็นผู้จัดทำเพียงคนเดียว แม้แต่คนใกล้ชิด คีย์แมนคนสำคัญ ก็ไม่ล่วงรู้รายชื่อ ครม.ชุดใหม่

เป็นบทพิสูจน์ให้เห็น แม้แต่ระดับสายแข็งอย่างพี่ใหญ่ พี่รอง และเพื่อนรักยังหืดจับ ต้องลุ้นตัวโก่งถึงนาทีสุดท้าย กว่าจะได้รับการคอนเฟิร์มสถานะของขาเก้าอี้

ก็ยิ่งไม่ต้องไปพูดถึงพวกเกรดรองลงไปที่อยู่ในดงกระสุนตกอย่างต่อเนื่อง

โดยโฟกัสอาการน่าเป็นห่วงที่พุ่งไปยังกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ของ พล.อ.ฉัตรชัยเพื่อนร่วมรุ่น ตท.12 ของ “บิ๊กตู่” และกระทรวงพาณิชย์ ของ นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รมว.พาณิชย์

2 รัฐมนตรีกระทรวงหัวใจหลักทางเศรษฐกิจอยู่ในสถานการณ์ร่อแร่ มีเปอร์เซ็นต์กระเด็นจากตำแหน่งสูง เพราะทำให้รัฐบาลถูกตำหนิ โดนโจมตีไม่หยุดหย่อนในช่วงที่ผ่านมา

หลีกทางให้ทีมบริหารมืออาชีพมารับช่วงต่อ เพื่อจูนเครื่องการทำงานทั้งภาคการผลิตและการส่งออกให้เดินไปในทิศทางเดียวกัน

เช่นเดียวกับกระทรวงเกรดเอ อย่างกระทรวงคมนาคม กระทรวงพลังงาน ก็อยู่ในข่ายเปลี่ยนตัวแม่ทัพ
ตลอดจนกลุ่ม “รมต.โลกลืม” ที่เริ่มทยอยเก็บข้าวของ แพ็กกระเป๋าออกจากห้องทำงานกันแล้ว

ทั้งกระทรวงด้านเศรษฐกิจ และสังคม โดนลงมีดผ่าตัด ลดทอนโควตาทหาร โละ รมต.สายพลเรือน ปรับทัพเสริมประสิทธิภาพ รื้อใหญ่กันอย่างเต็มที่

ได้เวลานำคนที่มีความรู้ ความสามารถตรงกับสายงาน มาร่วมทีมเติมเต็มในจุดบกพร่อง แก้จุดบอดรัฐบาลในช่วงเวลาที่เหลืออยู่

ภายใต้การยกเครื่องที่ต้องทำให้เสร็จสิ้นเร็วที่สุด ควบคุมแรงกระเพื่อมจากกลุ่มอกหักไม่ให้บานปลายเป็นแรงเสียดทาน เพิ่มปัญหาให้รัฐบาลอีกทาง

ตามสถานการณ์ล่าสุด “บิ๊กตู่” บอกจัดทำโผ ครม.เสร็จเรียบร้อยแล้ว อยู่ระหว่างการตรวจสอบขั้นตอนทางเอกสาร เพื่อเตรียมนำขึ้นทูลเกล้าฯ ต่อไป

ดูตามปฏิทินแล้ว คาดการณ์น่าจะได้ยลโฉมดรีมทีมชุดใหม่ต้นสัปดาห์หน้า

แง้มชื่อตามหน้าสื่อมีทั้งอดีตบิ๊กข้าราชการ ภาคเอกชน แม้กระทั่งเปิดโอกาสให้เครือข่ายนักการเมืองร่วมลงเรือแป๊ะ อย่างที่มีชื่อ ยุคล ลิ้มแหลมทอง ได้ลุ้นกุมบังเหียนนั่งเก้าอี้ รมว. เกษตรฯ

ถึงเวลาต้องพึ่งคนที่มีประสบการณ์มาช่วยรัฐบาลสร้างผลงานช่วงปลายโรดแม็ป เพื่อส่ง “บิ๊กตู่” กลับมาเป็นผู้นำรอบใหม่

ผสมผสานสูตรเรือแป๊ะใหม่ เกลี่ยให้เกิดความลงตัวทุกฝ่าย ไม่ให้ผูกขาดเฉพาะโควตาสีเขียวฝ่ายเดียว ควบคู่ไปกับการถนอมน้ำใจเพื่อนพ้องน้องพี่

อย่างน้อยสายสัมพันธ์ระดับพี่น้องยังคงต้องได้ร่วมลงเรือลำเดียวกันต่อไปตามความผูกพันที่กอดคอร่วมเสี่ยงภัยกันมา

ที่สำคัญบนเส้นทางในอนาคตยังต้องเจอสถานการณ์หนักๆ อีกหลายด่านกว่าจะไปถึงสนามเลือกตั้ง

ถึงอย่างไรก็หนีไม่พ้นความจำเป็นที่ต้องมีคีย์แมนระดับ “พี่ใหญ่” ที่เจนสนาม มีคอนเน็กชั่นรอบด้านไว้คอยเป็นกันชน ผ่อนแรงปะทะ ไม่ให้พุ่งตรงมาใส่ “บิ๊กตู่” เพียงฝ่ายเดียว

เพราะ “น้องเล็ก” ยังไม่แกร่งพอ ที่จะอยู่ได้โดยปราศจาก “พี่ใหญ่”.

ทีมข่าวการเมือง รายงาน

วันศุกร์ที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560

พี่เพื่อนยังอยู่! 'ประวิตร-อนุพงษ์-ฉัตรชัย' ไม่ปรับพ้นครม.

พี่เพื่อนยังอยู่! 'ประวิตร-อนุพงษ์-ฉัตรชัย' ไม่ปรับพ้นครม.

17 พฤศจิกายน 2560
 5,798
นายกฯประกาศก้อง "ประวิตร-อนุพงษ์-ฉัตรชัย" ยังอยู่ ไม่ปรับพ้นครม.ประยุทธ์5 
จวกสื่อฯทำไมรังเกียจนักหรือไง
เมื่อเวลา 11.25 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ตอบคำถามผู้
สื่อข่าวถึงการปรับ ครม.ว่า "เสร็จเรียบร้อยแล้ว แต่ก็ยังมีขั้นตอนที่ต้องดำเนินการอยู่ วันนี้เสร็จแล้ว 
เพียงแต่ยังมีขั้นตอนการดำเนินการทางเอกสารอะไรอีกเยอะแยะ ซึ่งก็ทำดีที่สุดแล้ว"
เมื่อถามว่าจะนั่งควบเก้าอี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า "ยังไม่มี" 
ก่อนย้อนถามว่าข่าวมาจากไหนเมื่อผู้สื่อข่าวระบุว่าเป็นแหล่งข่าวจากหนังสือพิมพ์ พล.อ.ประยุทธ์ 
จึงกล่าวว่า ถ้าหนังสือพิมพ์ลงก็ให้ไปเชื่อหนังสือพิมพ์ซิ เมื่อถามย้ำว่า พล.อ.ประวิตรยังอยู่ในตำ
แหน่งใช่หรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า "อยู่ ยังอยู่ ทำไม รังเกียจนักหรือไง อย่างไรก็ตาม 
ทั้งพล.อ.ประวิตร และ พล.อ.อนุพงษ์ ยังอยู่ทั้งสองคน"
เมื่อถามว่าแล้ว พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตร เพื่อนร่วมรุ่นยังอยู่หรือ
ไม่ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า "อยู่ แต่อยู่ไหนก็ไม่รู้"

เมื่อถามว่ามีรัฐมนตรีคนใหม่เข้ามากี่คนนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ไม่รู้ ทั้งนี้นายกรัฐมนตรีระบุว่า
การปรับคณะรัฐมนตรี(ครม.)ในครั้งนี้ ทำอยู่คนเดียวเป็นอำนาจนายกฯ

แจงจับแกนนำสวนยางเข้าค่ายทหาร

#รัฐบาลแจงเหตุเชิญตัวแกนนำชาวสวนยาง เข้าค่ายทหาร ย้ำเพื่อพูดคุยทำความเข้าใจ แนะมีช่องทางยื่นข้อเรียกร้องในระดับพื้นที่ พร้อมแสดงความเป็นห่วงสื่อนำเสนอข่าวลดความเชื่อมั่นประเทศ

พลโท สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีที่นักการเมืองจากพรรคประชาธิปัตย์ ออกมาแถลงข่าวเรื่องแกนนำชาวสวนยางภาคใต้ถูกเจ้าหน้าที่ทหารเชิญตัวไปค่ายทหาร เพื่อไม่ให้เดินทางเข้ามาเรียกร้องให้รัฐบาลแก้ไขปัญหาราคายางพาราตกต่ำใน กทม. ว่า

“รัฐบาลไม่เคยห้ามประชาชนแสดงความคิดเห็นหรือเสนอข้อเรียกร้องแต่อย่างใด และยังได้จัดกลไกรับฟังเสียงของพี่น้องประชาชนทุกสาขาอาชีพในพื้นที่ ตั้งแต่ระดับอำเภอถึงจังหวัด ผ่านศูนย์ดำรงธรรมและหัวหน้าส่วนราชการทุกหน่วย ขณะเดียวกันก็มีช่องทางสื่อมวลชนที่แกนนำใช้สะท้อนความต้องการมายังรัฐบาลเป็นรายวันอยู่แล้ว แต่เหตุใดจึงพยายามจะเดินขบวนเข้ามาใน กทม. 

การที่อ้างว่ารัฐบาลแก้ไขปัญหาไม่ได้ อยากให้เสนอมาว่าหากเป็นท่านเองจะทำอย่างไร จะได้ร่วมกันปรึกษาหารือด้วยเหตุผล โดยไม่นำความเดือดร้อนของชาวสวนยางมาสร้างประเด็นทางการเมือง และแม้จะมีความเห็นออกมาแล้วบ้าง เช่น ควรทำให้การยางแห่งประเทศไทยเป็นเสือตัวที่ 6 ก็ต้องย้อนไปดูด้วยว่าประเทศมีงบประมาณเพียงพอหรือไม่ เพราะยังมีอีกหลายเรื่องที่รัฐต้องดูแล หรือหากทำแล้วรัฐจะกลายเป็นคู่แข่งของเอกชน จนถูกมองว่าไปทำลายกลไกตลาดหรือไม่”

ทั้งนี้ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ย้ำว่ารัฐบาลและ คสช. ยินดีรับฟังข้อเสนอของทั้งพรรคการเมืองและนักกฎหมาย เพราะโลกปัจจุบันเปลี่ยนแปลงไปจึงอาจทำให้ข้อมูลและวิธีคิดแตกต่างกัน โดยอยากให้นำเสนอข้อเรียกร้องด้วยวิธีที่เหมาะสม ไม่ควรเดินขบวนหรือชุมนุม แต่การแสดงความคิดเห็นอย่างสร้างสรรค์จะทำให้เกิดมุมมองใหม่ ๆ ซึ่งเป็นการแก้ไขปัญหาแบบยั่งยืน ส่วนการเชิญตัวแกนนำไปค่ายทหารนั้นยืนยันว่า เป็นการพูดคุยทำความเข้าใจกัน ไม่ใช่การข่มขู่หรือทำร้าย

นอกจากนี้ รัฐบาลยังเป็นห่วงเรื่องการนำเสนอข่าวของสถานีโทรทัศน์วอยซ์ทีวี ที่ระบุว่า เสรีภาพของสื่อออนไลน์ไทยถูกลดอันดับ และเสรีภาพการใช้อินเทอร์เน็ตในประเทศไทยไม่ต่างจากประเทศสังคมนิยมบางประเทศ โดยอยากให้สังคมร่วมกันคิดว่า รัฐบาลใช้อำนาจกับสื่อมากเกินไปจริงหรือไม่ เพราะหากพิจารณาตามความเป็นจริงจะพบว่า วันนี้สื่อมวลชนยังมีเสรีภาพอย่างมาก ส่วนการนำไปเปรียบเทียบกับประเทศอื่นซึ่งมีสภาพแวดล้อมที่แตกต่างกันคงไม่ถูกต้องนัก มิหนำซ้ำในบางประเทศมีกฎหมายควบคุมเข้มงวดมากกว่าไทย แม้จะเป็นประเทศประชาธิปไตยก็ตาม

ในทางตรงกันข้าม รัฐบาลพยายามอย่างยิ่งยวดที่จะขยายการให้บริการอินเทอร์เน็ตในประเทศและเชื่อมโยงเครือข่ายไปยังต่างประเทศ แต่ต้องยอมรับว่าการใช้สื่อออนไลน์ขณะนี้ยังมีปัญหาเรื่องการละเมิด หลอกลวง ฉ้อโกง โป๊ หมิ่นประมาท ขายสินค้าผิดกฎหมาย ฯลฯ ซึ่งไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้น ทุกประเทศจึงต้องมีกฎหมายควบคุมเรื่องเหล่านี้

“สื่อออนไลน์และผู้ใช้งานควรร่วมกันคิดด้วยว่า จะปฏิรูปสื่อและสร้างสรรค์สังคมอย่างไร และต้องไม่ให้ตนเองกลายเป็นผู้จุดชนวนความขัดแย้ง หรือนำเสนอข้อมูลที่บิดเบือน สร้างความเสียหายทำลายความเชื่อมั่นของประเทศ”

ร่วม ครม.นี่ ไม่ใช่เพราะอยากจะเป็นอะไรนะ แต่เพราะนายกฯขอให้มาช่วย

"ที่มา ร่วม ครม.นี่ ไม่ใช่เพราะอยากจะเป็นอะไรนะ แต่เพราะนายกฯขอให้มาช่วย แล้วที่มาเป็น รองนายกฯและรมว.กลาโหม ก็เพราะ อยากมาช่วยดูแลกองทัพ ดูแลน้องๆ .....ถ้าให้เป็นรองนายกฯ อย่างเดียว ก็ไม่รู้จะมาทำไม ที่มาอยู่ตรงนี้ เพราะอยากมาช่วยดูแลกองทัพ เพราะเราเป็นทหาร"
บิ๊กป้อม พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ เคยกล่าวไว้
ท่ามกลางข่าวลือ "นายกฯบิ๊กตู่" จะควบ รมว.กลาโหม แล้วให้ บิ๊กป้อม เป็นรองนายกฯ ตำแหน่งเดียว......"เพื่อ"????
พลเอกประวิตร ไม่ได้มีปัญหา เรื่องการดูแลกองทัพ อีกทั้งที่ผ่านมา นายกฯก็มีอำนาจสูงสุด ในการตัดสินใจ ในการจัดโผทหาร อยู่แล้ว

"บิ๊กตู่" "ยัน" "บิ๊กป้อม -บิ๊กป็อก "ยังอยู่ ถาม "ทำไม รังเกียจนักหรือไง"

"บิ๊กตู่" "ยัน" "บิ๊กป้อม -บิ๊กป็อก "ยังอยู่ ถาม "ทำไม รังเกียจนักหรือไง" เผย ครม."ประยุทธ์ 5"เสร็จแล้ว ..แย้ม"บิ๊กฉัตร"อยู่ แต่ อุบ "ไม่รู้อยู่ไหน"ยันทำดีที่สุด แล้ว
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงการปรับ ครม.ว่า "เสร็จเรียบร้อยแล้ว
แต่ก็ยังมีขั้นตอนที่ต้องดำเนินการอยู่ วันนี้เสร็จแล้ว เพียงแต่ยังมีขั้นตอนการดำเนินการทางเอกสารอะไรอีกเยอะแยะ ซึ่งก็ทำดีที่สุดแล้ว"
เมื่อถามว่าจะนั่งควบเก้าอี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า "ยังไม่มี"
พร้อมย้อนถามว่าข่าวมาจากไหนเมื่อผู้สื่อข่าวระบุว่าเป็นแหล่งข่าวจากหนังสือพิมพ์ พล.อ.ประยุทธ์จึงกล่าวว่า ถ้าหนังสือพิมพ์ลงก็ให้ไปเชื่อหนังสือพิมพ์ซิ
เมื่อถามย้ำว่าพล.อ.ประวิตรยังอยู่ในตำแหน่งใช่หรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า "อยู่ ยังอยู่ ทำไม รังเกียจนักหรือไง
ทั้งพล.อ.ประวิตร และ พล.อ.อนุพงษ์ ยังอยู่ทั้งสองคน"
เมื่อถามว่าแล้ว พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตร เพื่อนร่วมรุ่น ยังอยู่หรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า "อยู่ แต่อยู่ไหนก็ไม่รู้"
เมื่อถามว่ามีรัฐมนตรีคนใหม่เข้ามากี่คนนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ไม่รู้
ทั้งนี้นายกรัฐมนตรี ระบุว่าการปรับคณะรัฐมนตรีในครั้งนี้ ทำอยู่คนเดียวเป็นอำนาจนายกฯ

กล่องดวงใจ ยังอยู่!!

กล่องดวงใจ ยังอยู่!!
"บิ๊กตู่" "ยัน" "บิ๊กฉัตร"เพื่อนรัก ยังอยู่ "ครม.ประยุทธ์5" แต่ อุบ บอก "ไม่รู้อยู่ไหน"ยันทำดีที่สุด แล้ว
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงการปรับ ครม. ตำแหน่ง พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตร ฯเพื่อนร่วมรุ่น ตท.12 ยังอยู่หรือไม่ว่า "อยู่ แต่อยู่ไหนก็ไม่รู้"
เมื่อถามว่ามีรัฐมนตรีคนใหม่เข้ามากี่คนนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ไม่รู้
"ผม ทำอยู่คนเดียว เพราะเป็นอำนาจนายกฯ ทำดีที่สุดแล้ว" นายกฯ กล่าว
โดยก่อนหน้านี้ พลเอกประยุทธ์ ปฏิเสธเสียงวิพากษ์วิจารณ์ที่ว่า พลเอกฉัตรชัยเป็น"กล่องดวงใจ-กล่องเงิน" โดยยืนยันว่ากล่องดวงใจ คือครอบครัว....ส่วนกล่องเงินนั้น ผมทำของผมเองได้

"3 ป."ตัองอยู่ ด้วยกันไป"ทั้งชาติ"

"3 ป."ตัองอยู่ ด้วยกันไป"ทั้งชาติ"
"บิ๊กตู่" ยัน ไม่นั่ง ควบ รมว.กลาโหม แทน "บิ๊กป้อม" ลั่น ทั้ง"บิ๊กป้อม -บิ๊กป็อก "ยังอยู่ ในครม. ถาม "ทำไม รังเกียจนักหรือไง"
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงข่าวที่จะนั่งควบเก้าอี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ว่า ยังไม่มี
พร้อมย้อนถามว่า ข่าวมาจากไหนเมื่อผู้สื่อข่าวระบุว่าเป็นแหล่งข่าวจากหนังสือพิมพ์ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ถ้าหนังสือพิมพ์ลง ก็ให้ไปเชื่อหนังสือพิมพ์ซิ
เมื่อถามย้ำว่าพล.อ.ประวิตรยังอยู่ในตำแหน่งใช่หรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า "อยู่ ยังอยู่ ....ทำไมรังเกียจนักหรือไง
"ทั้ง(พล.อ.ประวิตร)และ (พล.อ.อนุพงษ์)ยังอยู่ทั้งคู่"
เมื่อถามว่าแล้ว พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตร เพื่อนร่วมรุ่น ยังอยู่หรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า "อยู่ แต่อยู่ไหนก็ไม่รู้"
เมื่อถามว่ามีรัฐมนตรีคนใหม่เข้ามากี่คนนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ไม่รู้

รื้อคดีทักษิณ "ผงคลีจึงคลุ้ง"

พูดได้คำเดียว.........!
"สนุก"
คือสนุกในบรรยากาศ "๓ ประสาน" ทางการบ้าน-การเมืองช่วงนี้
สนุกแรก "ครม.ใหม่"
นายกฯ ประยุทธ์กำลังเบ่งอึ๊ดๆ แพลมดุ๊กดิ๊กคาก้น
สนุกสอง "เกมใหม่"
สถุลแดนไกล "สู้ก็ตาย-ไม่สู้ก็ตาย" ตัดสินใจปล่อยโซ่ให้สมุนแยกกันไล่งับโคนขาประยุทธ์ เร่งเกมเลือกตั้ง
สนุกสาม "รื้อคดีใหม่"
ป.ป.ช.มีมติให้ "สำนักคดี" ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง
ให้นำคดีที่ "ทักษิณ ชินวัตร" เป็นจำเลย แต่ศาลจำหน่ายคดีออกจากสารบบชั่วคราว เนื่องจาก "จำเลยหลบหนี" ขึ้นมาพิจารณาใหม่ ๒ คดี
๒ คดีนั้น คือ คดีหวยบนดิน
และคดีเอ็กซิมแบงก์ปล่อยกู้รัฐบาลพม่า วงเงิน ๔ พันล้านบาท!
นอกจากนั้น ยังมีอีก ๑ คดีที่ ป.ป.ช.มีมติให้รื้อฟื้นด้วย คือ คดีรถ-เรือดับเพลิง กทม.
เรื่อง ครม.ไม่จำเป็นต้องคุย เพราะไปถึงขั้นตอน "เตรียมฟังประกาศ" แล้ว
หุบปาก-เปิดหู ดีที่สุด!
ครม.ท้ายเทอมรัฐบาลที่ปรับ เป็น ครม. "เสี่ยงทาย" ถึงอนาคตกรายๆ ถ้าปรับ "เข้าตา" ประชาชน
เทอม ๒ ของนายกฯ ตู่...ไม่ยาก
แต่ถ้า แต่ละหน้าที่ปรับ เป็นที่ "เขม่นลูกตา" ละก็ เทอมหน้า จะรากแตก!
ส่วนเรื่องที่พวกขี้เรื้อนแยกสายไปร้องนั่น-ร้องนี่ ตอนนี้ ไม่มีอะไรมาก เป็นประเภท "หมาจนตรอก"
สถุลแดนไกล คงประเมินว่า ตอนนี้ "รัฐบาลขาลง" ก็ส่งสมุนสร้างประเด็น ให้เกิดเป็นเงื่อนไข
ถ้ากระแสติด ก็จะใช้เงื่อนไขนั้น "เดินเกมทางมวลชน"
มีทางนี้ทางเดียว ........
ทางอื่นไปยาก เพราะรัฐบาลติด "ตาข่ายดักหมา" ไว้หมด!
ที่แค้นต้องดิ้นสู้อีกยก ก็ตรง ป.ป.ช.รื้อคดีเก่าไปร้องต่อศาล
ให้รื้อขึ้นมาพิจารณาใหม่นี่แหละ
ด้วยกฎหมายใหม่ ให้พิจารณาลับหลังได้
นั่นเท่ากับเอาศพลงหลุมแล้วกลบฝัง ที่หวังอำนาจคืนแล้วฟื้นได้...ไม่มี
มีแต่ หนีแล้ว ก็ต้องหนีไปตาย "ในแผ่นดินอื่น"!
ทั้งนี้ เป็นผลสืบเนื่องจาก "พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พ.ศ.๒๕๖๐"
มาตรา ๒๗ บอกว่า..........
"ในการยื่นฟ้องคดีต่อศาล ให้อัยการสูงสุดหรือคณะกรรมการ ป.ป.ช.แจ้งให้ผู้ถูกกล่าวหามาศาลในวันฟ้องคดี ในกรณีที่ผู้ถูกกล่าวหาไม่มาศาลและอัยการสูงสุดหรือคณะกรรมการ ป.ป.ช.มีหลักฐานแสดงต่อศาลว่าได้เคยมีการออกหมายจับผู้ถูกกล่าวหาแล้ว แต่ยังไม่ได้ตัวมา
หรือเหตุที่ผู้ถูกกล่าวหาไม่มาศาลเกิดจากการประวิงคดี หรือไม่มาศาลตามนัดโดยไม่มีเหตุแก้ตัวอันควร ให้ศาลประทับรับฟ้องไว้พิจารณาได้ แม้จะไม่ปรากฏผู้ถูกกล่าวหาต่อหน้าศาล"
และมาตรา ๒๘ บอกว่า........
"ในกรณีที่ศาลประทับรับฟ้องไว้ตามมาตรา ๒๗ และศาลได้ส่งหมายเรียกและสําเนาฟ้องให้จําเลยทราบโดยชอบแล้ว แต่จําเลยไม่มาศาล
ให้ศาลออกหมายจับจําเลยและให้ผู้มีหน้าที่เกี่ยวข้องกับการติดตามหรือจับกุมจําเลยรายงานผลการติดตามจับกุมเป็นระยะตามที่ศาลกําหนด
ในกรณีที่ได้ออกหมายจับจําเลยและได้มีการดําเนินการตามวรรคหนึ่งแล้ว แต่ไม่สามารถจับจําเลยได้ภายในสามเดือน นับแต่ออกหมายจับ
ให้ศาลมีอํานาจพิจารณาคดีได้โดยไม่ต้องกระทําต่อหน้าจําเลย แต่ไม่ตัดสิทธิจําเลยที่จะตั้งทนายความมาดําเนินการแทนตนได้"
ด้วยเงื่อนไขกฎหมายใหม่ ป.ป.ช.และอัยการ ก็ต้องปฏิบัติให้เป็นไปตามนั้น
ป.ป.ช.สำรวจแล้ว มี ๒ คดี ที่ศาลจำหน่ายไว้ชั่วคราว เพราะจำเลยคือ "นายทักษิณ" หลบหนี
ไม่ใช่รื้อด้วยพยาบาทคาดพยาเวรจากใคร หากแต่กฎหมายสั่งให้ต้องทำน่ะ
คดีหวยบนดิน.........
ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาฯ ตัดสินไปแล้วเมื่อ ก.ย.๕๒ ยกเว้นในส่วนของนายทักษิณซึ่งหลบหนี ศาลจำหน่ายคดีไว้ก่อน
คดีนี้ ผู้ต้องหาทั้งหมด ๔๗ คน โดยนายทักษิณ ที่เป็นนายกฯ ตอนนั้น เป็นจำเลยที่ ๑
ส่วน ครม.ชุดทักษิณ ที่อนุมัติเรื่องนี้ เป็นจำเลยที่ ๒-๓๐
คณะผู้บริหารสำนักงานสลากฯ เป็นจำเลยที่ ๓๑-๔๗
ฟ้องทั้งแพ่ง-อาญาในฐานความผิดดังนี้
-เป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ซื้อหรือจัดการทรัพย์ ได้เบียดบังทรัพย์นั้นเป็นของตนหรือเป็นของคนอื่นโดยทุจริต (ยักยอก)
-เป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่จัดการดูแลกิจการ เข้าไปมีส่วนได้เสียเพื่อผลประโยชน์สำหรับตนเองหรือผู้อื่น
-เป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่จ่ายทรัพย์ จ่ายเกินกว่าที่ควรจ่ายเพื่อประโยชน์ตนเองหรือผู้อื่น
-เป็นเจ้าพนักงานที่แสดงว่ามีหน้าที่เรียกเก็บหรือตรวจสอบภาษีอากร เรียกเก็บโดยทุจริตหรือละเว้นไม่เรียกเก็บภาษีอากร
-เป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติโดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด
ตามประมวลกฎหมายอาญา ๑๔๗, ๑๕๒, ๑๕๓, ๑๕๔, ๑๕๗ ประกอบมาตรา ๘๓, ๘๔, ๘๖, ๙๐, ๙๑ และความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์กรหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. ๒๕๐๒ มาตรา ๓, ๔, ๘, ๙, ๑๐
คตส.เป็นโจทก์ฟ้องเอง ขอให้ศาลพิพากษาลงโทษจำเลยทั้ง ๔๗ คน ทั้งขอให้มีคำสั่งให้จำเลยทั้งหมดร่วมกันคืนหรือใช้ทรัพย์
และขอให้นับโทษทักษิณ จำเลยที่ ๑ จากคดีทุจริตซื้อขายที่ดินรัชดาภิเษก ซึ่งศาลได้ตัดสินลงโทษจำคุก ๒ ปีด้วย
ศาลฎีกาฯ มีคำพิพากษาจำเลย ๔๖ คน ยกเว้นทักษิณ ที่หลบหนี สั่งจำหน่ายคดีไว้
๓ คน ถูกศาลพิพากษาลงโทษ คือ
-นายวราเทพ รัตนากร รมช.คลัง จำเลยที่ ๑๐ จำคุก ๒ ปี ปรับ ๒ หมื่นบาท
-นายสมใจนึก เองตระกูล ปลัดกระทรวงคลัง และประธานบอร์ดกองสลากฯ จำเลยที่ ๓๑ จำคุก ๒ ปี ปรับ ๑ หมื่นบาท
-นายชัยวัฒน์ พสกภักดี อดีต ผอ.กองสลากฯ จำเลยที่ ๔๒ จำคุก ๒ ปี ปรับ ๑ หมื่นบาท
แต่โทษจำคุก ทั้ง ๓ คน ศาลให้ "รอลงอาญา" ไว้กำหนด ๒ ปี
นี่คร่าวๆ เรื่องหวยบนดิน ...........
คนอื่นตัดสินไปหมดแล้ว เหลือแต่ทักษิณ ที่ ป.ป.ช.จะร้องให้ศาลนำขึ้นมาพิจารณาต่อ
ส่วนคดีเอ็กซิมแบงก์ ป.ป.ช.เป็นโจทก์ฟ้องทักษิณ เป็นจำเลย เมื่อ ๑๖ ก.ย.๕๑
ในความผิดฐานใช้อำนาจหน้าที่กระทำผิด เป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่จัดการหรือดูแล เข้าไปมีส่วนได้เสียเพื่อประโยชน์สำหรับตัวเอง หรือผู้อื่นด้วยกิจการนั้น
และเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๕๒, ๑๕๗
กรณีอนุมัติเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำของธนาคารเอ็กซิมแบงก์ ให้กับรัฐบาลพม่า วงเงิน ๔ พันล้านบาท ในโครงการปรับปรุงระบบโทรคมนาคมของประเทศพม่า
เพื่อเอื้อประโยชน์ธุรกิจดาวเทียม ให้สั่งซื้ออุปกรณ์จากบริษัท ชิน แซทเทิลไลท์ และบริษัทในเครือตระกูลชินวัตร
จำเลยคือ "นายทักษิณ" ไม่มาศาล!
ศาลพิเคราะห์แล้ว เห็นว่าพฤติการณ์มีเจตนาหลบหนี ให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความชั่วคราว
และให้ออกหมายจับมาเพื่อพิจารณาคดี เมื่อได้ตัวจำเลยมา จึงจะนำคดีขึ้นมาพิจารณาอีกครั้ง
เนี่ย...ก็เท้าความพอให้ปะติด-ปะต่อเรื่องราวกันได้ แต่มีข้อสังเกต เป็นประเด็นน่าสนใจอยู่นิด
คดีทั้ง ๒ อยู่ในช่วงที่.........
"นายชัยเกษม นิติสิริ"เป็นอัยการสูงสุด ระหว่างปี ๒๕๕๐-๒๕๕๒
และทั้ง ๒ คดีนี้ อัยการไม่ได้เป็นผู้นำคดีขึ้นฟ้องร้องต่อศาลเอง!
คือ "คดีหวยบนดิน"
คตส. (คณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ) เป็นโจทก์ฟ้องเอง
ส่วน "คดีเอ็กซิมแบงก์" ป.ป.ช.เป็นโจทก์ฟ้องเอง!
ค้นข่าวเก่าๆ อ่านจะพบ.........
คดีหวยบนดิน คตส.ตั้งอนุกรรมการ "นายอุดม เฟื่องฟุ้ง" อดีตผู้พิพากษาอาวุโส ในศาลอาญา กรุงเทพใต้ เป็นประธานไต่สวนกลางปี ๕๐
ไต่สวนเสร็จ ๒๑ ธ.ค.๕๐ สำนวนและความเห็นส่งมอบอัยการสูงสุด เพื่อส่งฟ้องผู้ถูกกล่าวหาต่อศาลฎีกาฯ
นายชัยเกษม นิติสิริ อัยการสูงสุด ตั้งคณะทำงานพิจารณาคดีนี้ นายวัยวุฒิ หล่อตระกูล รองอัยการสูงสุด เป็นประธาน
๑๔ ม.ค.๕๑ นายวัยวุฒิ ส่งผลสรุปให้อัยการสูงสุด เพื่อพิจารณาสั่งคดี
๑๘ ม.ค. นายชัยเกษม บอกว่า .......
คณะทำงานอัยการพิจารณาคดีหวยบนดิน ได้เสนอให้ตั้งคณะทำงานร่วม ระหว่างอัยการกับ คตส.
เพื่อให้สอบสวนและรวบรวมพยานหลักฐานเพิ่มใน ๔-๕ ประเด็นที่ยังไม่สมบูรณ์
๔ ก.พ.๕๑ คตส.มีมติขอสำนวนคืนจากอัยการสูงสุด เพราะอัยการสูงสุดเห็นไม่ตรงกับ คตส.ก็เท่ากับอัยการสูงสุด สั่งไม่ฟ้องคดีนี้
ดังนั้น คตส.จะฟ้องต่อศาลฎีกาฯ เอง ด้วยเชื่อมั่นในสำนวนหลักฐานที่สมบูรณ์!
๑๐ มี.ค.๕๑ คณะทนายจากสภาทนายความ ๑๒ คนที่รับมอบหมายจาก คตส.นำสำนวนยื่นฟ้องต่อศาลฎีกาฯ
เอาผิดทักษิณพร้อม ครม.ที่มีมติให้ดำเนินโครงการออกหวยบนดิน รวมทั้งผู้บริหารสำนักงานสลากฯ รวม ๔๗ คน
๒๘ ก.ค.๕๑ ศาลฎีกาฯ รับฟ้องคดี
๓๐ ก.ย.๕๒ ศาลฎีกาฯ ตัดสิน จำคุก ๓ จำเลย ทักษิณหนี จำหน่ายคดีชั่วคราวนั่นแหละ
จากคดีนี้........
ทำให้เข้าใจการทำหน้าที่ "ทนายแผ่นดิน" ของอัยการ ยุคที่ "นายชัยเกษม" เป็นอัยการสูงสุด ได้กระจ่างแจ้งที่สุด
และเป็นคำตอบได้ดีที่สุด ว่าทำไมนายชัยเกษม จึงมาเป็นรัฐมนตรีในรัฐบาลยิ่งลักษณ์
และเป็นแกนบริหารการเมืองใต้ระบอบทักษิณในขณะนี้
ทำให้คำที่ทักษิณเคยพูดกับผม ดังก้องขึ้นมา........
"พี่ กกต.ก็ของผม ตำรวจก็ของผม อัยการก็ของผม
แต่ที่.......ยังครึ่ง-ครึ่ง"!.

“ถาวร” ลั่น รบ.สอบตกแก้ศก. ชี้หากอ้างกลไกตลาดแก้ตัว ก็อย่ามีรัฐมนตรีเสียดีกว่า

“ถาวร” ลั่น รบ.สอบตกแก้ศก. ชี้หากอ้างกลไกตลาดแก้ตัว ก็อย่ามีรัฐมนตรีเสียดีกว่า


(17 พฤศจิกายน 2560) นายถาวร เสนเนียม รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ โพสต์คลิปยาวร่วม 10 นาที วิจารณ์การบริหารงานเกือบ 4 ปีของรัฐบาล คสช. ว่า ตนได้พยายามนำเสนอต่อรัฐบาลเกี่ยวกับการแก้ปัญหายางพาราไปแล้ว 4 ครั้ง โดย 3 ใน 4 ครั้ง ถูกตักเตือนโดยนายทหารระดับพลโท แต่ก็ยังได้นำเสนอการแก้ปัญหาหลายๆ รูปแบบไปให้นายกรัฐมนตรี อาทิ การให้รัฐบาลมีความจริงใจ และจริงจัง สั่งการให้มีการใช้ยางภายในประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการใช้ยางพาราของหน่วยงานต่างๆ ที่ในปี 2560 รัฐบาลได้จัดงบประมาณไว้ ไม่ว่าจะเป็นงบกลาง งบเหลือจ่าย และงบปกติ 16,000 ล้านบาทเศษ ในปี 2561 จัดงบประมาณไว้ 11,000 ล้านบาทเศษ แต่ปรากฎว่าส่วนราชการเพิกเฉย ละเลย ไม่ปฏิบัติตามคณะรัฐมนตรี ดังนั้นการแก้ไขปัญหาเรื่องราคายาง ต้องการให้นายกฯ ตั้งกรอบเวลา และมีบทลงโทษสำหรับส่วนราชการที่ไม่ได้ปฏิบัติตามมติคณะรัฐมนตรีที่เกี่ยวกับเรื่องนี้ จากการที่ การยางแห่งประเทศไทยมีการร่วมทุนกับบริษัทยักษ์ใหญ่ในการส่งออกยางพาราอีก 5 บริษัท ผลปรากฎว่าการนำเงินของการยางแห่งประเทศไทย และบริษัทมาซื้อยางพารา เพื่อชี้นำตลาด และยกระดับราคาขึ้นมา ทำได้เพียงระยะหนึ่ง เมื่อถูกวิพากษ์วิจารณ์ก็หยุดไป โดยตนเคยแนะว่าอย่าให้การบริหารโดยใช้อารมณ์ นั่นคือเมื่อถูกวิพากษ์วิจารณ์อาจจะมีอารมณ์ จึงหยุดซื้อ แต่เมื่อคิดว่าหลักการนั้นถูกต้องดีแล้วก็ควรที่จะเดินต่อ หรือชี้แจงให้พี่น้องประชาชนได้รับทราบ

นายถาวร ระบุว่า แนะให้ใช้มติของไตรภาคี 3 ประเทศ ประกอบด้วย ไทย อินโดนีเซีย และมาเลเซีย ซึ่งประชุมกันไปเมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา เพื่อที่จะอุดหนุนเรื่องยาง บริหารสต็อกเรื่องยาง กำหนดราคาในการส่งออก เมื่อพูดถึงเรื่องของการส่งออก ปรากฎว่ามีบริษัทยักษ์ใหญ่บางบริษัท ไปขายยางล่วงหน้าไว้ในราคาต่ำ แล้วมากดราคาซื้อจากเกษตรกรภายในประเทศ ดังนั้นรัฐบาลนี้ มี พรบ. ควบคุมยางปี 2542 ควรจะได้นำกฎหมายบทลงโทษที่เกี่ยวกับ พรบ. ฉบับนี้มาใช้ในการแก้ไขปัญหา

นายถาวร ยังกล่าวถึงปัญหาเรื่องข้าว และปาล์มว่า รัฐบาลได้อ้างว่าพืชผลชนิดนี้ล้นตลาด หรือเป็นเรื่องของกลไกการตลาด ตนขอเรียนไปยังนายกฯ ว่า ถ้ามีการแก้ตัวโดยใช้คำตอบอันเป็นคำตอบทั่วไปเช่นนี้ อย่ามีรัฐมนตรีเสียดีกว่า

ส่วนเรื่องการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ นายถาวรมองว่าไม่เป็นไปตามที่ตั้งเป้าเอาไว้ การส่งออกลุ่มๆ ดอนๆ จึงขอเสนอให้ปรับทั้งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ จะเอาออกหรือเปลี่ยนตำแหน่งหน้าที่ก็สุดแล้วแต่ แต่ทั้งนี้ขอได้โปรดดูเรื่องนโยบายเป็นหลักด้วย เพราะแม้ว่าจะเปลี่ยนรัฐมนตรี แต่นโยบายยังคงเดิมก็ไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้เช่นกัน เกี่ยวกับเรื่องการปฏิรูปเรื่องความเหลื่อมล้ำ นายถาวรมองว่ารัฐบาลพยายามออกกฎหมายเก็บภาษีที่ดิน และทรัพย์สินสิ่งปลูกสร้าง แต่ปรากฎว่าจนถึงวันนี้เรื่องนี้ก็ยังอืดอยู่ ยังคงมีการจนกระจาย และรวยกระจุก

ส่วนปัญหาการทุจริตคอร์รัปชั่นยังคงมีอย่างดาดดื่น โดยเฉพาะใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ยังคงใช้มติคณะรัฐมนตรี ให้มีการจัดจ้างจัดซื้อด้วยวิธีพิเศษ จึงเป็นช่องทางของการทุจริต และมักจะใช้ กอ.รมน. ส่วนหน้า ในการรับงานไปดำเนินการ ดังนั้นขอให้นายกฯ เร่งดูแลเป็นพิเศษ

“ขอฝากไปยังพี่น้องว่า การเมืองกำลังจะเริ่มต้นเข้าสู่เรื่องของการเลือกตั้งในปี 2561 หลายคนสอบถามว่า เห็นอย่างไรกับทหารจะตั้งพรรคการเมือง มีความเห็นอย่างไรกับ 10 คำถาม รวม 2 ครั้งของนายกฯ ผมกราบเรียนไปหลายครั้งว่า เชิญชวนทหารทั้งหลายถอดเครื่องแบบ ลงสู่สนามการเมือง ไม่ว่าจะตั้งพรรค หรือสนับสนุนพรรคการเมืองหนึ่ง พรรคการเมืองใด ผมยินดีต้อนรับ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นขอให้พิจารณาข้อกฎหมายอย่าใช้อำนาจในตำแหน่งหน้าที่ไปทำการเมือง เดี๋ยวจะผิดกฎหมาย เข้าสู่กระบวนการยุติธรรม จะมาโอดครวญทีหลังไม่ได้ จึงขอฝากไปยังพี่น้องประชาชนว่า พี่น้องเป็นเจ้าของประเทศ แม้ว่าขณะนี้ไม่มีตัวแทนของพี่น้อง เรามีระบบการเมืองการปกครองเท่าที่มีอยู่ขณะนี้ ขอให้อดทน แต่อย่างไรก็ตาม พี่น้องต้องตรวจสอบและวิพากษ์วิจารณ์ได้ โดยสรุปแล้วการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจในภาพรวมของรัฐบาลนี้ ผมถึงว่ายังสอบตก” นายถาวรกล่าวทิ้งท้าย

เบื้องลึก ความนัย สถานการณ์ “การเมือง” พฤศจิกายน 2560

เบื้องลึก ความนัย สถานการณ์ “การเมือง” พฤศจิกายน 2560


อ่านเนื้อความในหนังสือ “ด่วนมาก” ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติที่ส่งถึงหน่วยงานในสังกัดทุกระดับในวันที่ 14 พฤศจิกายน แล้วเข้าใจ

เข้าใจใน “ความตื่นตัว”

เนื่องจาก พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เพิ่งสั่งการผ่านที่ประชุม ครม.

จากการพบว่า “มีสถานการณ์เข้าสู่โหมดการเมือง”

เห็นได้จากปรากฏการณ์หลายเรื่อง มีการใส่ร้าย บิดเบือน การปล่อยข้อมูลข่าวสารเพื่อเป็นเท็จหรือความพยายามลดความน่าเชื่อถือของตัวบุคคลที่เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐในรูปแบบต่างๆ

คล้อยหลัง “คำสั่ง” นี้ ก็มีหนังสือด่วนมากของ “ตร.” ออกมา

ให้สืบสวนพฤติการณ์เชิงลึกเกี่ยวกับข้อมูล “แกนนำ” พร้อมเครือข่ายผู้ให้การสนับสนุนทางความคิด งบประมาณ รูปแบบการเคลื่อนไหวและจุดประสงค์ที่แท้จริงในการออกมาเคลื่อนไหวของแต่ละกลุ่ม

นี่แหละคือที่เรียกว่า “โหมดการเมือง”

ความเคยชินประการ 1 เมื่อเอ่ยถึง “โหมดการเมือง” ก็มักจะเห็นภาพพรรคเพื่อไทย ภาพ นปช.คนเสื้อแดงลอยเด่นขึ้นมาโดยอัตโนมัติ

นั่นเป็นสภาพเมื่อ 3 ปีก่อน

ไม่ว่าจะเป็น “ขันแดง” ที่ภาคเหนือ ไม่ว่าจะเป็น “ปฏิทิน” ที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ล้วนถูกประกบ ล้วนถูกเกาะติด

แต่พอ “ล่วง” มาถึงเดือนพฤศจิกายน 2560

“โหมดการเมือง” เริ่มแปรเปลี่ยน สัมผัสได้จากการเชิญตัวแกนนำเกษตรกรชาวสวนยางที่ตรังเข้าค่ายรัษฎานุประดิษฐ์

ประสานกับการเชิญตัวเกษตรกรชาวสวนยางที่พัทลุงเข้าค่ายอภัยบริรักษ์

เห็นได้จากการออกโรงของอดีต ส.ส.อย่าง นายถาวร เสนเนียม จากสงขลา จาก นพ.สุกิต อัตโถปกรณ์ จากตรัง

นี่เป็น “ประชาธิปัตย์” มิใช่ “เพื่อไทย”

ความสลับซับซ้อนเพิ่มทวีขึ้นเมื่อเหตุผลในการปรับ ครม.มิได้มาจากการกดดันของปัจจัยภายนอก หากแต่มาจากปัจจัยภายใน

นั่นก็คือ การลาออกของ พล.อ.ศิริชัย ดิษฐกุล

จากนั้นก็ตามมาด้วยสัญญาณจากการสำรวจความเห็นของประชาชนจากโพล “มืออาชีพ” ไม่ว่าจะเป็นกรุงเทพโพลล์ สวนดุสิตโพล หรือแม้กระทั่งนิด้าโพล

เน้นให้ปรับ ครม.กระทรวง “เศรษฐกิจ”

แต่ทำไมเมื่อสำรวจรายชื่อจากที่ปรากฏในกระแสทางสังคมกลับมีชื่อ พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ และตามมาด้วย พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รวมทั้ง พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ

เท่ากับเป็นการ “ด้อยค่า” คนของ “คสช.”

ยิ่งเมื่อนักการเมืองอย่าง นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และ นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย กล่าวถึง 6 คำถามโดยมีเป้าหมายไปยัง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้า คสช. และหัวหน้ารัฐบาล

ยิ่งทำให้ “โหมดการเมือง” ทวีความร้อนแรง

สถานการณ์ทางการเมืองในเดือนพฤศจิกายน 2560 จึงแตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับสถานการณ์ 1 ปีแรกหลังรัฐประหารเมื่อเดือนพฤษภาคม 2557

เวลาเพียง 3 ปี แปรเปลี่ยนไปถึงระดับนี้ได้อย่างไร

ในเมื่อคนที่จะถูกเฝ้ามองมิใช่พรรคเพื่อไทย มิใช่ นปช.คนเสื้อแดง หากแต่เป็นพรรคประชาธิปัตย์ หากแต่เป็น กปปส.และเสียงโหวกเหวกอันมาจากพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย

“โหมดการเมือง” แบบนี้ย่อมไม่น่าไว้วางใจ

ขายฝันกันยาวๆ

ขายฝันกันยาวๆ


ทีมข่าวการเมืองไทยรัฐ ฉบับวานซืน สะกิดคอการ เมืองให้จับตามอง “ดร.สถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์” อดีตปลัดกระทรวงการคลัง ไว้ดีๆ

เพราะมีกระแสข่าวว่า ดร.สถิตย์ถูกวางตัวให้เป็น แกนนำพรรคการเมืองใหม่เปิดซิงของ คสช.

จริงเท็จอย่างไร “แม่ลูกจันทร์” ไม่รับประกันซ่อมฟรี

ถ้ามองในแง่วิสัยทัศน์และฝีไม้ลายมือ ต้องถือว่า “ดร.สถิตย์” ยอดเยี่ยมกระเทียมโทนระดับหัวกะทิของเมืองไทยคนหนึ่งเหมือนกัน

แต่ปัญหาคือ คนที่เคยเป็นยอดฝีมือในฝ่ายราชการประจำ เมื่อเปลี่ยนบทบาทมาเป็นนักการเมืองมักโดนตะปูเรือใบเจาะยางแบนแต๊ดแต๋ไปได้ไม่สุดทาง

แต่ถ้า ดร.สถิตย์ ได้รับความไว้วางใจให้ถือธงนำพรรคการเมืองใหม่ คสช.จริง

มันก็ปฏิเสธลำบากเหมือนกันนะท่านผู้ชม

“แม่ลูกจันทร์” กราบเรียนว่า ดร.สถิตย์ ได้รับมอบหมายงานสำคัญจาก คสช.ให้เป็นประธานวาง
ยุทธศาสตร์ชาติด้านความ สามารถการแข่งขันของประเทศไทย เสนอให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ หน.คสช. พิจารณาในสิ้นเดือนธันวาคม

จากนั้นจะเอาแผนยุทธศาสตร์ด้านต่างๆมาขยำรวมกันให้กลายเป็นแผนยุทธศาสตร์ชาติใหญ่ที่จะใช้บังคับไปอีก 20 ปี

ประเด็นที่สร้างความฮือฮาคือ แผนยุทธศาสตร์ด้านความสามารถการแข่งขันของประเทศไทย ซึ่ง ดร.สถิตย์ เป็นหัวหน้าทีม เขียนได้เร้าใจจนกลายเป็นข่าวพาดหัวตัวเท่าหม้อแกง

เป้าหมายสำคัญในแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีของ ดร.สถิตย์ คือจะ “อัพ” รายได้เฉลี่ยคนไทยเพ่ิมขึ้นอีกเกือบ 2 เท่าตัว

จากปัจจุบันคนไทยมีรายได้เฉลี่ย 1.9 แสนบาทต่อคนต่อปี หรือ 1.6 หมื่นบาทต่อคนต่อเดือน

หรือ 550 บาทต่อคนต่อวัน

แต่อีก 20 ปีจากนี้ไป รายได้เฉลี่ยของคนไทยจะพุ่งกระฉูดเป็น 4.95 แสนบาทต่อคนต่อปี

หรือ 41,250 บาทต่อคนต่อเดือน หรือ 1,375 บาทต่อคนต่อวัน

หมายความว่าใน 20 ปีข้างหน้า คนไทยทุกคนจะมีเงินไหลเข้ากระเป๋าเพิ่มขึ้นอีกคนละ 3 แสนบาทต่อปี หรือ 25,250 บาทต่อเดือน

หรือเพิ่มอีก 825 บาทต่อวัน

ซึ่งจะทำให้ประเทศไทยพาสชั้นเป็นประเทศรายได้สูงตามมาตรฐานยูเอ็น

ความฝันของ “ดร.สถิตย์” จะเป็นจริงหรือไม่ ต้องรอพิสูจน์ต่อไปอีก 20 ปี

ทีนี้ย้ายมาดูแผนยุทธศาสตร์ชาติด้านปฏิรูปเศรษฐกิจที่ คสช.แต่งตั้ง ดร.ประสาร ไตรรัตน์วรกุล อดีตผู้ว่าการแบงก์ชาติ เป็นหัวหน้าทีมจัดทำ

แผนปฏิรูปเศรษฐกิจฝีมือ ดร.ประสาร ก็ขายฝันบรรเจิดเลิศสะแมนแตนไม่แพ้กัน

โดยกำหนดเป้าเพิ่มรายได้เฉลี่ยของคนไทยจากปัจจุบัน 1.95 แสนบาทต่อคนต่อปี ขึ้นเป็น 3.9 แสนบาทต่อคนต่อปี

หรือ 32,500 บาทต่อคนต่อเดือน

หรือ 1,000 บาทต่อคนต่อวัน

พูดง่ายๆคนไทยจะมีเงินไหลเข้ากระเป๋าเพิ่มอีก 1 เท่าใน 20 ปี

“แม่ลูกจันทร์” ชี้ว่าแผนขายฝันของ ดร.สถิตย์ กับ ดร.ประสาร จึงประสานงานกันจังเบอร์

แม้จะฝันเรื่องเดียวกัน แต่ฝันของ ดร.สถิตย์ หวานมันกว่าฝันของ ดร.ประสาร เท่าตัว

ชงหวานเกินไป ระวังเบาหวานกำเริบนะโยม.

“แม่ลูกจันทร์”

'รื้อใหญ่' เลยยากหน่อย

'รื้อใหญ่' เลยยากหน่อย


อาจเพราะถึงแมตช์พิเศษในโค้งสุดท้ายต้องทำให้โฉม ครม. “ประยุทธ์ 5” ออกมาให้เนี้ยบเฉียบนิ้ง
จึงไม่ใช่แค่ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช.จะออกอาการซีเรียส เก็บเนื้อเก็บตัวอยู่ในที่ตั้ง งดออกงาน ใช้สมาธิกับรายการใหญ่

เครียดกุมโผแต่เพียงผู้เดียว

กระทั่ง “พี่ใหญ่” ที่เคยมีอะไรๆจะต้องออกโรงแทนน้องรักมาตลอด แต่คิวนี้ “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและ รมว.กลาโหม โดนกระแสพาดพิงขย่มเขย่าเก้าอี้กันแรง

บางห้วงอารมณ์อาจมีของขึ้นนอตหลุดบ้างเป็นธรรมดา

แล้วก็ไม่น่าจะน้อยใจจนต้องหลบกระแสไปต่างประเทศ เพราะรายงานข่าวล่าสุดยืนยันว่า “บิ๊กป้อม” ยังอยู่ในประเทศไทย เพียงแต่เดินทางไปตรวจสุขภาพ และจำเป็นต้องพักผ่อน

แต่เอาเป็นว่า เมื่อได้ชื่อว่าเป็นแก่นแกนสำคัญในรัฐบาล อำนาจคู่ใน คสช. เมื่อทั้งน้องทั้งพี่เก็บตัวเงียบ มันก็สะท้อนสถานการณ์ที่แปร่งๆ ในห้วงถึงไฟต์บังคับปรับ ครม.รอบใหม่ หลายจุดยังไม่สะเด็ดน้ำ

บัญชี ครม. “ประยุทธ์ 5” ปลิวว่อน แต่ยังไม่มีใครคอนเฟิร์ม หลายโผยังแค่คาดการณ์

จากกระแสข่าวลอยลม ในวาระแฝงทั้งเขย่าเชียร์ ขย่มแช่ง

ของจริงยังไม่นิ่ง ต้องรอประกาศอย่างเป็นทางการ ตามที่โฆษกรัฐบาลป่าวประกาศ

แต่ที่แน่ๆเลย จุดโฟกัสทุกฝ่ายตรงกันที่เป้าหมายจะขยับปรับเปลี่ยน โดยอันดับแรกไม่พ้นกระทรวงด้านเศรษฐกิจ ชื่อของเพื่อนรัก ตท.12 “บิ๊กฉัตร” พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรฯ อยู่ในความสนใจ

สรุปความตามโผคาดการณ์ได้ “ไปต่อ” แต่ “เปลี่ยนที่นั่ง”

เช่นเดียวกับกระทรวงพาณิชย์ อีกเป้าใหญ่กระทรวงด้านเศรษฐกิจดูแลปัญหาปากท้องชาวบ้าน “อภิรดี ตันตราภรณ์” รมว.พาณิชย์ น่าจะถึงเวลาต้องพัก

โดยมีชื่อ “สายตรงผู้นำ” ชุติมา บุณยประภัศร รมช.เกษตรฯ มีชื่อถูกสลับมานั่งแท่นแก้โจทย์ใหญ่
ขณะที่กระทรวงการคลัง “อภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์” เจ้ากระทรวง ยังรอลุ้นผู้นำจับโยกไปดูแลกระทรวงคมนาคม

คุมสารพัดเมกะโปรเจกต์ แทนอาคม เติมพิทยาไพสิฐ เพื่อให้เข้าล็อก

ถูกฝาถูกตัวกับนโยบายรวมทีมเศรษฐกิจของ “ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์” รองนายกฯ

นอกนั้นก็คงต้องโฟกัสที่ชื่อคนนอกที่จะมาเสริมทัพ นอกจาก “บิ๊กแป๊ะ” พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. ที่ยังมีกระแสข่าวกำลังเจรจาเงื่อนไขโยกมาเป็นรัฐมนตรี

อีกจุดที่น่าสนใจ หลายชื่อที่ติดโผจัดอยู่ในประเภทมีสายสัมพันธ์โยงเครือข่ายการเมือง

ถ้าเป็นไปตามโผ ก็เข้าสูตร “รัฐบาลปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง”

ที่มีชื่อของ “ยุคล ลิ้มแหลมทอง” อดีต รมว.เกษตรฯ สายพรรคชาติไทยพัฒนา ในรัฐบาลยิ่งลักษณ์ โผล่ติดโผมาอยู่ที่กระทรวงเกษตรฯที่ถนัดเช่นเดิม เข้าเค้าสูตรปฏิรูป

เปิดช่องตัวแทนป้อมค่ายมาแชร์อำนาจ ช่วยปั่นงาน

เพราะก็มีอีกหลายบิ๊กเนมที่อนุมานได้จากเครือข่ายสายสัมพันธ์แต่ละขั้วค่ายการเมือง มีชื่อติดโผ ทั้งอดีต รมต.ค่ายใหญ่ อดีตบิ๊ก ธปท. มือบริหารอาชีพที่อยู่มาหลายยุคสมัยการเมือง

แต่ทั้งหมดทั้งปวง โฟกัสหลักๆน่าจะอยู่ที่การลดโทน “สีเขียวลายพราง” ที่ผู้นำประกาศขอใช้สิทธิ

จำเป็นต้องหั่นเพื่อนพ้องน้องพี่ท็อปบูต

แล้วก็ดูเหมือนล้อไปกับกระแสข่าว “พี่ใหญ่” ถึงเวลา “ลดงาน”

สะท้อนภาพรวมรายการปรับ ครม.รอบสำคัญ

เข้าเช็กระยะ “ยกเครื่องใหญ่” เพื่อสัญญาณไฟเขียว

“ไปต่อ”.

ทีมข่าวการเมือง