PR

@@ในความเคลื่อนไหวของสถานการณ์ที่ปรากฎเป็น"ข่าว"และ"ไม่เป็นข่าว"พยายามสแกนย่นย่อมานำเสนอและเป็นไว้เป็นฐานข้อมูลสังเคราะห์สถานการณ์ ที่นี่ "ข่าวที่ไม่เป็นข่าว"

วันพุธที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2561

จี้ผู้ตรวจถามคสช.แก้คำสั่ง53

ประเด็นคือ – รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เรียกร้องผู้ตรวจการแผ่นดิน เร่งสรุปคำสั่ง 53/2560 ขัดรัฐธรรมนูญ ให้ คสช. แก้ไขให้เป็นไปตามบทบัญญัติ รธน. เชื่อจะช่วยให้ทุกอย่างเดินหน้าไปตามโรดแมปเลือกตั้งด้วยความถูกต้องเหมาะ
วันที่ 31 มี.ค.2561 ที่พรรคประชาธิปัตย์ นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึง กรณีผู้ตรวจการแผ่นดินส่งเรื่องที่พรรคประชาธิปัตย์ยื่นคำร้องให้พิจารณาคำสั่ง คสช. ที่ 53/2560 เรื่องการดำเนินการตามกฎหมายพรรคการเมืองว่าขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ ให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ว่า
แม้จะเป็นอำนาจหน้าที่ของผู้ตรวจการแผ่นดินที่จะส่งเรื่องต่อไปให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าคำสั่ง คสช. ที่ 53/2560 เป็นการลิดรอนสิทธิ์ของสมาชิกพรรค และเพิ่มภาระให้กับสมาชิกกับเวลากระชั้นชิด เป็นการสร้างภาระให้แก่พรรคการเมืองเกินสมควร แต่ผู้ตรวจการแผ่นดินก็สามารถส่งเรื่องให้ คสช. ผู้ออกคำสั่งนี้ให้ทราบถึงเนื้อหาของคำสั่งที่ขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญหลายประการ ซึ่งเมื่อ คสช. ทราบข้อมูลดังกล่าวแล้ว ก็อาจแก้ไขคำสั่ง คสช. ที่ 53/2560 ได้ทันที เพื่อให้ทุกอย่างเป็นไปตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ
ถ้าผู้ตรวจการแผ่นดินใช้ช่องทางส่งไปให้ คสช. แก้ไขด้วยก็จะช่วยทำให้รวดเร็วขึ้น เพื่อให้พรรคการเมืองสามารถปฏิบัติให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ และกฎหมายพรรคการเมืองอย่างถูกต้องต่อไป จึงขอฝากให้ผู้ตรวจการแผ่นดินสรุปความเห็นส่งให้ คสช.ด้วย จะได้ไม่ต้องมีเรื่องไปให้รกศาลรัฐธรรมนูญ
ทั้งนี้ การพิจารณาคำร้องจากพรรคประชาธิปัตย์โดยผู้ตรวจการแผ่นดินครั้งนี้ มีเพียง สนช. และ กกต. ยื่นคำชี้แจงไปยังผู้ตรวจการแผ่นดิน แต่หัวหน้า คสช. ซึ่งเป็นผู้ออกคำสั่งที่ 53/2560 ที่ขัดรัฐธรรมนูญมาตรา 25, 26, 27 ประกอบมาตรา 45 กลับไม่ส่งคำชี้แจงไปให้ผู้ตรวจการแผ่นดินพิจารณา ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่ควรเกิดขึ้น  หากผู้ตรวจการแผ่นดิน ส่งสรุปความเห็นคำสั่ง คสช. ที่ 53 / 2560 ขัดรัฐธรรมนูญไปให้หัวหน้า คสช. ก็ขอให้หัวหน้า คสช. ปรับปรุงแก้ไขคำสั่ง คสช. ที่ 53/2560 ให้เป็นไปตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญด้วย ก็จะช่วยให้ทุกอย่างเดินหน้าไปตามโรดแมปด้วยความถูกต้องเหมาะสมต่อไป

วันอังคารที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2561

เมื่อ "โป๊ป" กล้าพูดประโยคนี้ ใส่หน้า"บิ๊กตู่"

เมื่อ "โป๊ป" กล้าพูดประโยคนี้ ใส่หน้า"บิ๊กตู่"...."ออเจ้านี่ กำเริบ ไม่รู้จักกาลเทศะ"!!.555555
"นายกฯบิ๊กตู่"พูดคุยถึงบทกลอนต่างๆ พร้อมขอให้"พี่หมื่น(โป๊ป)" ท่องโชว์สักบท ที่ต่อว่า แม่หญิงการะเกด
โเย "โป๊ป" ได้หันหน้ามา ท่องบทนี้ กับ นายกฯบิ๊กตู่".....555
“ออเจ้านี่ กำเริบ ไม่รู้จักกาลเทศะ”
ยังท่องไม่ทันจบบท "โป๊บ" รีบยกมือไหว้ขอโทษนายกฯ โดย นายกฯ บอกให้พูดอีกครั้ง แต่ให้หันไปพูดกับ"เบลล่า"
พร้อมกับพูดแหย่ว่า ไม่ได้บอกให้มาว่าฉัน ให้พูดกับเขาโน่น
55555..... มี พี่หมื่นโป๊ป คนเดียว ทำได้..

หลังเลือกตั้ง อย่าเปลี่ยนท่าทีแล้วกัน!!

หลังเลือกตั้ง อย่าเปลี่ยนท่าทีแล้วกัน!!
"บิ๊กตู่" ดักคอ "มาร์ค" วันนี้ บอกต่อต้านเผด็จการ ไม่หนุนนายกฯคนนอก ให้ดูวันหน้า เลือกตั้ง แล้ว จะเกิดอะไรขึ้น พอวันหน้า ไปถามอีกที จะเปลี่ยนท่าที มั้ย
"บิ๊กตู่"เตือน "อภิสิทธิ์"พูดจาอะไร ให้ระวัง พูดให้มันดีๆ ชี้ไม่ต้องมาหนุนผม ....แต่พูดให้ระวัง ให้ประชาชนดูแล้ว จะน่าเชื่อถือมั้ย? ให้เกียรติกันมั้ย ถ้าผมมีอารมณ์ขึ้นมา แล้วตอบโต้ มันก็จะเสียด้วยกันทั้งหมด
"ให้คอยดูหลังเลือกตั้ง แล้ว จะเกิดอะไรขึ้น ตอนนี้พูดแบบนี้ พอวันหน้า ไปถามอีกที
จะเปลี่ยนท่าที มั้ย ให้คอยดูแล้วกัน"
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)ให้สัมภาษณ์ภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ถึงกรณีที่นายอภิสิทธิ์
เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์
ออกมาให้สัมภาษณ์ว่าหากใครสนับสนุนพล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกฯคนนอก
ไม่ต้องมาที่พรรคให้ไปที่อื่น ว่า “พูดอะไรมาก็ระมัดระวังไว้ด้วย การพูดจาต่างๆ ต้องระมัดระวังและอยู่ที่ประชาชนเขาจะเชื่อถือได้แค่ไหนอย่างไร
ผมไม่ได้หมายความว่าทุกคนจะต้องมาสนับสนุน แต่กรุณาพูดจาให้มันดีๆ ใครจะสนับสนุนหรือไม่สนับสนุนผมก็แล้วแต่เขา ไอ้การพูดอย่างนี้มันฟังดูดีหรือเปล่า ให้เกียรติซึ่งกันและกันหรือเปล่า
ถ้าบางเวลาผมมีอารมณ์ขึ้นมาแล้ว ผมพูดไปมันก็เสียหายด้วยกันทั้งหมด ผมไม่อยากจะมีอารมณ์
ตรงนี้ประชาชนก็ไปใคร่ครวญเอาเองและดูด้วยวันหน้าเขาจะทำตัวกันอย่างไรที่ออกมาพูดกันวันนี้ลองคอยดูวันหน้าก็แล้วกันเลือกตั้งแล้วมันจะเกิดอะไรขึ้นแล้วเขาจะเปลี่ยนท่าทีอะไรกันอย่างไร
ก็ไปคอยดูตรงโน้นแล้วกัน แล้วค่อยไปถามเขาอีกที”

"บิ๊กตู่" แรงส์อ่ะ!! ซัด"2พี่น้อง อดีตนายกฯ"

"บิ๊กตู่" แรงส์อ่ะ!! ซัด"2พี่น้อง อดีตนายกฯ"
.."น่าจะอาย ทำผิดกฎหมาย แล้วยังเอาหน้าออกไปข้างนอก"
พล.อ.ประยุทธ์ จันทรโอชา นายกรัฐมนตรี และ หัวหน้าคสช.ให้สัมภาษณ์ ถึงกรณีความเคลื่อนไหวของ นาย ทักษิณ และ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ ญี่ปุ่นว่า ถือเป็นการเย้ยรัฐบาลหรือไม่ ที่กฎหมายไม่สามารถทำอะไรได้ และรัฐบาลจะดำเนินการอย่างไรต่อไป
"ผมไม่ทำอะไร และ ผมไม่ได้ถูกเย้ยอะไร เพราะกฎหมายก็ดำเนินการไปแล้ว ถามว่ากฎหมายไปบังคับใช้ในต่างประเทศได้หรือไม่ เขาจะส่งตัวหรือไม่ ถ้าเขาไม่ส่ง ก็คือไม่ส่ง จะเอากฎหมายในประเทศ ไปทำอะไร ก็ประสานไปหมดแล้ว ในเมื่อเขาไม่ยืนยัน ไม่ตอบรับมา"
ทั้งนี้ เป็นเรื่องของรัฐบาลประเทศปลายทาง ที่ อนุมัติเข้าประเทศ ก็เป็นการอนุมัติเป็นครั้งคราว ไม่ได้ให้ตลอด ครั้งนี้เขาให้เฉพาะกรณี มาร่วมงานเปิดตัวหนังสือเท่านั้น
“ผมจะไปรู้สึกอะไร น่าจะอาย ผมมากกว่า ทำผิดกฎหมายแล้ว ยังเอาหน้าออกไปข้างนอก “

09.00 INDEX พันธมิตร ประชาธิปัตย์ เพื่อไทย ต่อต้าน นายกรัฐมนตรี คนนอก

09.00 INDEX พันธมิตร ประชาธิปัตย์ เพื่อไทย ต่อต้าน นายกรัฐมนตรี คนนอก



ในที่สุด “ยุทธศาสตร์” ทางการเมืองที่ นายพิชัย รัตตกุล เสนอบนพื้นฐานการต่อต้านนายกรัฐมนตรี”คนนอก”ก็เริ่มมองเห็น
พลันที่ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ออกมายืนยัน
“คนที่สนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา จะมาที่พรรคประชาธิปัตย์ทำไม เพราะยังมีพรรคการเมืองอื่นๆที่สนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เยอะแยะมากมาย
เขาก็ควรที่จะไปอยู่ตรงนั้น ไม่ใช่ตรงนี้”
คำพูดนี้ไม่เพียงจะ “สื่อ” ไปยังสมาชิกพรรคหรือคนที่ต้องการ เป็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ หากแต่ที่สำคัญเป็นการสื่อตรงไปยัง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา
ตรงนี้ย่อมเป็น “แนวทาง”เดียวกันกับของ”พรรคเพื่อไทย”

กล่าวในทางหลักการโดยพื้นฐานของ”พันธมิตร”ในแนวร่วมทางการเมือง
พรรคประชาธิปัตย์ พรรคเพื่อไทยจึงยืนใน”แนว”เดียวกัน
แม้สมาชิกพรรคประชาธิปัตย์บางคนอาจจะยังยืนหยัดในแนวทางต่อต้านสิ่งที่เรียกว่า “ระบอบทักษิณ”อยู่ แต่ก็ต้องยอมรับว่า นับแต่รัฐประหารเมื่อเดือนกันยายน 2549 นายทักษิณ ชินวัตร ก็ต้องไปอยู่นอกประเทศ

และนับแต่รัฐประหารเมื่อเดือนพฤษภาคม 2557 เป้าหมายของคสช.ก็คือ กดดัน บีบบังคับให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ประสบชะตากรรมอย่างเดียวกันกับ นายทักษิณ ชินวัตร
และประสบความสำเร็จในเดือนสิงหาคม 2560
สิ่งที่เรียกว่า “ระบอบทักษิณ” จึงอ่อนแรง โรยราลงไปเป็นลำดับ ตรงกันข้าม ระบอบที่ยึดครองอำนาจอยู่ในปัจจุบันและต้องการสืบทอดอำนาจต่อไปอย่างยาวนาน
กลับเป็น “ระบอบคสช.”โดยมี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นผู้นำมากกว่า

ยิ่งเข้าใกล้กระบวนการเลือกตั้งในเดือนกุมภาพันธ์ 2562 มากเพียงใดโฉมหน้าความต้องการในการสืบทอดอำนาจของ”ระบอบคสช.”ยิ่งเด่นชัด
ตรงนี้เองที่ทำให้ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จำเป็นต้องประกาศแนวทางพรรคประชาธิปัตย์
และทำให้ “ประชาธิปัตย์-เพื่อไทย”มีจุด”ร่วม”
นั่นก็คือ คัดค้านและต่อต้านนายกรัฐมนตรี “คนนอก”

แกนนำกปปส. – อดีตส.ส.ชาติไทย” ย่องเข้าทำเนียบฯ พบ “สมคิด” บอกมาคุยเรื่องอีอีซี

แกนนำกปปส. – อดีตส.ส.ชาติไทย” ย่องเข้าทำเนียบฯ พบ “สมคิด” บอกมาคุยเรื่องอีอีซี


“สกลธี” หิ้ว “อดีตแกนนำกปปส. – ส.ส.ชาติไทย” ย่องเข้าทำเนียบฯ พบ “สมคิด”
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 13.30 น. ภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) นายสกลธี ภัททิยกุล และนายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ อดีต ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ และแกนนำ กปปส. พร้อมด้วยนายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ อดีต ส.ส.สิงห์บุรี พรรคชาติไทย ได้เดินทางเข้าพบนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ที่ห้องทำงาน ตึกบัญชาการ 1 ใช้เวลานานกว่า 2 ชั่วโมง โดยมีรายงานว่า การเข้าพบครั้งนี้นายสกลธีเป็นผู้นำทั้งสองคนมาหานายสมคิดเพื่อพูดคุยถึงอนาคตทางการเมือง เพราะทั้งสองคนถือเป็นบุคคลที่ยังไม่ได้สังกัดพรรคการเมืองใด โดยนายณัฏฐพลได้ขาดจากความเป็นสมาชิกพรรค เนื่องจากไปบรรพชามา ส่วนนายชัยวุฒิตั้งแต่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งยุบพรรคชาติไทยก็ยังไม่ได้เข้าเป็นสมาชิกพรรคการเมืองใด
จากนั้นนายณัฏฐพล กล่าวภายหลังเข้าพบว่า มาหารือเกี่ยวกับโรงเรียนนานาชาติของตนที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) ว่าจะพัฒนารองรับบุตรหลานนักลงทุนได้อย่างไรหรือไม่ เมื่อผู้สื่อข่าวพยายามสอบถามว่า จะไปยืนยันการเป็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์หรือไม่ นายณัฏฐพล กล่าวว่า ตนขาดความเป็นสมาชิกภาพแล้ว เพราะในช่วงที่ผ่านมาได้ไปบรรพชามา เมื่อถามย้ำว่า แล้วจะไปสมัครเป็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์หรือไม่ นายณัฐฏพล ยิ้มพร้อมกับกล่าวว่า ตอนนี้ขอทำโรงเรียนก่อน

ขณะที่นายสกลธี กล่าวว่า ตนได้ยืนยันความเป็นสมาชิกกับพรรคประชาธิปัตย์เมื่อวันที่ 1 เมษายนแล้ว ด้านนายสมคิด กล่าวเพียงสั้นๆ ว่า ไม่มีอะไร ไม่ใช่เรื่องการเมือง

โผล่เร็วเข้าทาง “ลุงตู่”

โผล่เร็วเข้าทาง “ลุงตู่”



แม้จะบังเอิญตรงกับวัน “เอพริลฟูลเดย์” ที่ฝรั่งอุปโลกน์ให้เป็นวัน “โกหกโลก”
ตามฤกษ์ดีเดย์ 1 เมษายน ที่ คสช.ไฟเขียวให้ป้อมค่ายการเมืองเก่าเช็กฐานจำนวนสมาชิก ใครจะอยู่ใครจะไป
เริ่มคลายล็อกกฎเหล็กเพื่อเข้าสู่โหมดเลือกตั้ง ที่ยังส่อเค้าเอาแน่เอานอนไม่ได้ ขึ้นอยู่กับตัวแปรกฎหมายลูกว่าด้วยการเลือกตั้งที่ยังยื่นตีความกันวุ่นวาย
แต่อย่างน้อยก็นักการเมืองที่ง่อยเปลี้ยมานานเริ่มขยับออกท่าทาง ตามข่าวที่ “เดอะมาร์ค” นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ออกตัวนำ เปิดให้สมาชิกแฟนพันธุ์แท้จ่ายเงินค่าสมาชิก รักษาสถานะตามกฎหมาย พร้อมประกาศลูกทีมจะโหวตคนนอกเป็นนายกฯไม่ได้ ไม่อย่างนั้นก็ไสหัวออกไป
ด้าน “เสี่ยหนู” นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าค่ายภูมิใจไทย ถือโอกาสทำบุญพรรคครบ 10 ปี เอาฤกษ์เอาชัย
เลือกตั้งช้า เร็ว นักการเมืองอาชีพไม่สนใจ ขยับออกตัวนำไว้ก่อนได้เปรียบ
แต่ที่มาตามนัด แถมมาก่อนเวลานัดหมายที่ คสช.คลายล็อกกฎเหล็ก เตรียมเข้าสู่สมรภูมิเลือกตั้ง กับช็อตอดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตร หนีบน้องสาวอดีตนายกฯยิ่งลักษณ์ ชินวัตรโผล่ชมซากุระที่ประเทศญี่ปุ่น
อ้างอิงตามคำเชิญของคนระดับอดีตรัฐมนตรีให้เป็นแขกไปร่วมงานส่วนตัว ไม่ใช่ทางการ
ตามรูปการณ์ที่พี่กับน้องประสานเสียง ปากบอกไม่ยุ่งเกี่ยวการเมือง
แต่ตามท้องเรื่องแสดงความเป็นห่วงประเทศไทยต้องกลับคืนสู่ประชาธิปไตยโดยเร็ววัน แถมยังแสดงความมั่นอกมั่นใจว่าพรรคเพื่อไทยจะชนะการเลือกตั้งถล่มทลาย ไม่ว่าจะส่งตุ๊กตาตัวไหนมานั่งเป็นหัวหน้าพรรค แฝงเหลี่ยมตีกินกระแสกันแบบไม่ต้องกั๊ก
งานนี้ตีไพ่ครั้งเดียวกะกิน 2-3 เด้ง
เด้งแรก ตบหน้า “นายกฯลุงตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช.กับฝ่ายคุมเกมอำนาจประเทศไทย ตีปี๊บโชว์ภาพให้เห็นว่า “ทักษิณ–ยิ่งลักษณ์” ไปได้ทั่วโลก
แต่อีกเด้งที่น่าจะเดิมพันสูงกว่า คือ กลบแรงกระเพื่อมในเพื่อไทย ศึกชิงนอมินี เจ๊ๆเฮียๆส่อล่อกันพรรคแตก
ปรากฏการณ์สะท้อนจากแรงต้าน “เจ๊หน่อย” คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ เจ้าแม่เมืองกรุง ที่โดนมุ้งต่างๆ ขาใหญ่ในพรรครวมตัวสกัด ต่อเนื่องมาถึงการแหกค่ายของกลุ่มวาดะห์ชิ่งออกจากพรรคเพื่อไทย สลัดคราบ “ทักษิณ” เพื่อทวงคืนความยิ่งใหญ่ใน 3 จังหวัดชายแดนใต้
เป็นอะไรที่แกะรอยตามสัญญาณได้ นับตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน ดีเดย์ที่ คสช.ไฟเขียว พรรคการเมืองเก่าเคลียร์ฐานสมาชิก ใครจะอยู่ ใครจะไป “นายใหญ่” ต้องชิงสกัดเลือดไหลออก
เพราะตามเงื่อนไขสถานการณ์แท้จริง ถึงแม้ยี่ห้อ “ทักษิณ” ยังกระแสดี ตีกินบุญเก่าได้ในภาคอีสาน ภาคเหนือ เชื่อขนมกินได้ เหมือนภาคใต้ของประชาธิปัตย์ ส่งเสาไฟฟ้าลงยังชนะ
แต่ปัญหา ชนะแล้วต้องไปเสี่ยงเป็นเสี่ยงตาย นี่แหละทำให้ลูกข่ายคิดหนัก
เพราะมันเห็นกันอยู่ตำตา “หมอเลี้ยบ” นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี อดีต รมว.ไอซีที เพิ่งออกจากคุกเพราะคดีทุจริตแปลงสัมปทานมือถือธุรกิจกลุ่มชินฯ นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีต รมว.พาณิชย์ กับ นายภูมิ สาระผล อดีต รมช.พาณิชย์ ส่อติดคุกยาวจากคดีทุจริตโครงการจำนำข้าว
“ตุ๊ดตู่” นายจตุพร พรหมพันธุ์ หัวขบวน นปช. “กี้” อริสมันต์ พงษ์เรืองรอง แกนนำม็อบแดง ต้องเข้าๆออกๆเรือนจำ เพราะคดีนำม็อบป่วนเมือง ติดคุกจริง โดนขังจริง ชะตากรรมโหดรออยู่ข้างหน้า
สถานการณ์มาถึงจุดที่พวกสู้แล้วรวยก็พากันก้มหลบต่ำ อยากใช้เงินที่เสี่ยงเป็นเสี่ยงตายมา
หาคนสู้แบบถวายหัวยากแล้ว
แนวโน้ม “ทักษิณ” จึงต้องควง “น้องปู” กระพือกระแสปลุกแนวร่วมสู้ ก่อนไม่เหลืออำนาจต่อรองในมือ
และก็ถือว่าเล่นเกมเสี่ยงมาก จากรูปการณ์ที่อดีตนายกฯทักษิณกับอดีตนายกฯยิ่งลักษณ์โผล่ออกมาเคลื่อนไหว ในจังหวะที่ คสช.เปิดไฟเขียวพรรคการเมืองเก่าขยับทำกิจกรรม
แง้มฝาโลงปั๊บ ก็อาละวาดทันที
มันเป็นอะไรที่กระตุกภาพมโน ย้อนไปเมื่อปี 2549 ที่ “ทักษิณ” ไม่ยอมแพ้ ปักหลักสู้หลังโดนยึดอำนาจ
เดินเกมโลกล้อมประเทศไทย พร้อมๆกับปลุกกระแสกองเชียร์ภายในประเทศ
อาศัยเกมมวลชน เร้าพลังม็อบเสื้อแดงจนชนะเลือกตั้ง ชิงอำนาจคืนกลับไปอยู่ในมือ เดินหน้าล้างมลทิน ล้างคดี ท้าทายฝ่ายต่อต้าน จนเกิดปรากฏการณ์ม็อบยึดสนามบิน เผาบ้านเผาเมือง ปิดกรุงเทพฯเศรษฐกิจวายป่วง ความปลอดภัยในชีวิตประชาชนแทบไม่เหลือ
บ้านเมืองเข้าสู่ภาวะ “รัฐล่มสลาย”
แค่เริ่มคลายล็อกกฎเหล็ก คสช. “ทักษิณ” กลับมากระตุกฝันร้าย ทำให้คนส่วนใหญ่ในบ้านเมืองผวา
มันจึงน่าจะเป็นผลดีกับ “ลุงตู่” ที่จะได้ตีตั๋วต่อ.

ทีมข่าวการเมือง

วันจันทร์ที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2561

ระวังป่วน

ระวังพวกหัวรุนแรง- ก่อวินาศกรรม

"บิ๊กป้อม"สั่งเข้มทั่วประเทศ ฝ่ายความมั่นคง งานการข่าว เฝ้าระวัง หัวรุนแรง- ก่อวินาศกรรม ทำลายภาพลักษณ์ ช่วงสงกรานต์

            
พล.ท.คงชีพ ตันตระวาณิชย์ โฆษกกลาโหม เปิดเผยภายหลัง พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง และรมว.กลาโหม เป็นประธานประชุม การประชุมศูนย์แก้ไขปัญหาความมั่นคงแบบบูรณาการ ( ศมบ.)

โดยมีฝ่ายความมั่นคงและส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง ตำรวจทุกจังหวัด รวมทั้งผู้ว่าราชการจังหวัด เชียงใหม่ อุดรธานีและสงขลาเข้าร่วมโดยผ่านระบบทางไกล เพื่อเตรียมความพร้อมรักษาความมั่นคงปลอดภัยของสังคม การป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนน ช่วงเทศกาลสงกรานต์ 

          
พล.ท.คงชีพ ระบุว่า ภาพรวมมาตรการดูแลความสงบเรียบร้อยและความปลอดภัยทางสังคม ช่วงเทศกาลสงกรานต์  ฝ่ายความมั่นคง ยังคงให้ความสำคัญกับงานด้านการข่าว การบูรณาการการทำงานร่วมกัน รวมทั้งจัดให้มีแผนเผชิญเหตุหรือมาตรการรองรับเมื่อมีสถานการณ์ฉุกเฉินระดับพื้นที่ เพื่อดูแลความปลอดภัยในชีวิต ทรัพย์สินของประชาชนและนักท่องเที่ยว 

          
ในพื้นที่ชั้นใน จะจัดเป็นพื้นที่จัดงานเฉพาะ ( Zoning ) และขอความร่วมมืองดจำหน่ายแอลกอฮอล์  รณรงค์แต่งกายให้เหมาะสมและร่วมกันรักษาสิ่งแวดล้อม  

ขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่จะเข้มงวดบังคับใช้กฎหมายกับทุกกลุ่มเสี่ยงที่อาจเป็นภัยกับสังคมและสถานประกอบการที่เป็นแหล่งมั่วสุม  การเพิ่มแสงสว่างและกล้องวงจรปิดในพื้นที่เสี่ยงให้มากขึ้น  

ทั้งนี้ในพื้นที่ชั้นนอก ที่ติดประเทศเพื่อนบ้าน ฝ่ายความมั่นคงยังคงเข้มสกัดกั้นอาชญากรรม ยาเสพติดและสิ่งผิดกฎหมาย เพื่อความมั่นคงปลอดภัยของประชาชนภาพรวม
          
สำหรับการดำเนินงานตามแผนบูรณาการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนช่วงเทศกาลสงกรานต์ ปี 61 ช่วงคุมเข้ม 7 วันอันตราย ( 11-17 เม.ย. 61 ) จะเน้นทำงานร่วมกันระดับพื้นที่มากขึ้น โดยมีการจัดตั้งศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนน ( ศปถ.) ต้ังแต่ระดับจังหวัดลงถึงระดับท้องถิ่น เพื่อบริหารข้อมูลสถิติการเกิดอุบัติเหตุทางถนนย้อนหลัง 3 ปีในแต่ละกลุ่มพื้นที่เฝ้าระวัง และปัจจัยเสี่ยง ทั้งด้านคน ด้านยานพาหนะ ด้านถนนและด้านสภาพแวดล้อม  

          
โดยเจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายยังคงเข้มบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจังและต่อเนื่องกับ ผู้ขับขี่ที่มีพฤติกรรมเสี่ยง ประมาท ขาดวินัยและไม่เคารพกฎจราจร โดยเฉพาะขับรถเร็ว เมาสุรา ไม่มีใบขับขี่ การขับขี่จักรยานยนต์โดยไม่ใช้อุปกรณ์นิรภัย  , ยานพาหนะที่ดัดแปลงและไม่ปลอดภัย  , การปรับปรุงเสริมความปลอดภัยกับถนนที่เป็นจุดเสี่ยง จุดอันตรายที่เกิดอุบัติเหตุบ่อยจากการชำรุดของผิวถนนและพื้นที่ก่อสร้าง รวมทั้งเพิ่มแสงสว่างและป้ายสัญญาน , การจัดตั้ง"ด่านชุมชน"และ "สถาบันครอบครัว" เฝ้าระวังกันเอง , การขอความร่วมมือผู้ประกอบการหยุดหรือหลีกเลี่ยงกิจการรถบรรทุกช่วงเทศกาลสงกรานต์
         
"พล.อ.ประวิตร กำชับให้ความสำคัญกับแผนบูรณาการฯดังกล่าว พร้อมให้ทุกส่วนราชการ ตื่นตัวและให้ความสำคัญกับมาตรการด้านการข่าว เฝ้าระวังการก่อวินาศกรรมและป้องกันเหตุที่อาจเกิดขึ้นโดยไม่คาดคิด จากกลุ่มหัวรุนแรงกลุ่มเห็นต่าง ที่ต้องการทำลายภาพลักษณ์ของประเทศ โดยเฉพาะศูนย์กลางระบบขนส่งทั้งทางบก ทางน้ำและอากาศ รวมทั้งจุดเสี่ยงอื่น ๆ "

ขณะเดียวกันในพื้นที่จัดงานที่มีประชาชนและนักท่องเที่ยวจำนวนมาก ต้องจัดตั้งศูนย์อำนวยการร่วมระดับพื้นที่โดยมีแผนเผชิญเหตุและการซักซ้อมร่วมกัน  มีการหมุนเวียนเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของเจ้าหน้าที่
           
สำหรับการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนพล.อ.ประวิตร ได้กำชับให้ ศปถ.ในทุกระดับ ต้องถือเป็นหน้าที่และจริงจังในการนำข้อมูลทางสถิติและปัจจัยเสี่ยงระดับพื้นที่ที่ผ่านมา ไปบริหารงานและปรับแก้ไม่ให้เกิดปัญหาซ้ำ  พร้อมทั้งเตรียมชุดปฏิบัติงานเร่งด่วน ตอบสนองการแจ้งเหตุจากประชาชน   พร้อมกันนี้ ได้สั่งการให้ สตช.เพิ่มความถี่การตรวจ เข้มงวดบังคับใช้กฎหมายจราจรและมาตรการป้องกันและลดอุบัติเหตุตามคำสั่งคสช.อย่างเคร่งครัด 

          
โดยตำรวจทางหลวงรับผิดชอบในเส้นทางสายหลัก  กระทรวงมหาดไทย รับผิดชอบในเส้นทางสายรองและให้ความสำคัญกับการทำงานของด่านชุมชน โดยเฉพาะช่วงเย็นถึงกลางคืน  ซึ่งทุกด่านตรวจต้องใช้คำพูดสุภาพ วาจาเป็นมิตรและต้องไม่มีการเรียกรับส่วยโดยเด็ดขาด  

พร้อมทั้งกำชับให้กระทรวงสาธารณสุข เตรียมความพร้อมแผนด้านการตอบสนองหลังการเกิดอุบัติเหตุ เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบเหตุได้ทันท่วงที  ทั้งนี้ขอให้ทุกส่วนราชการการประสานความร่วมมือกับสื่อมวลชน ร่วมประชาสัมพันธ์สร้างการตระหนักรู้และรณรงค์การมีส่วนร่วมของประชาชนควบคู่กันอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เทศกาลสงกรานต์ปีนี้  เป็นเทศกาลแห่งความสุข ปลอดภัยและรักษาสิ่งแวดล้อม 

           
อย่างไรก็ตาม หากมีเหตุความไม่มั่นคงปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน แจ้ง 1190, พบการชำรุดของเส้นทางที่เป็นเหตุของอุบัติเหตุ แจ้ง 1586  , พบความเสี่ยงหรืออุบัติเหตุบนทางหลวง แจ้ง 1193  , พบเหตุด่วน เหตุร้าย แจ้ง. 191

อย่ารีดไถ ประชาชน อย่า ออกใบสั่ง มั่ว!!

อย่ารีดไถ ประชาชน อย่า ออกใบสั่ง มั่ว!!
"บิ๊กป้อม" สั่งตำรวจ ตั้งจุดตรวจ-จุดสกัด ห้ามรีดไถเงินประชาชน ชี้ ออกใบสั่ง ต้องยึดกฎหมาย/ประชุม "ศบม."วางมาตรการรับมือช่วงสงกรานต์ รถบรรทุก เลี่ยงทางหลัก วิ่งทางรอง หวังลดอุบัติเหตุ/ชี้ รถบัส2 ชั้น 900 กว่าคัน หากไม่ให้เขาวิ่ง ก็จะต้องแก้ไข และใครจะเยียวยา
พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม เป็นประธานการประชุมศูนย์แก้ไขปัญหาความมั่นคงแบบบูรณาการ ( ศมบ.) เพื่อเตรียมพร้อมในการรักษาความปลอดภัยและอุบัติเหตุทางถนนช่วงเทศกาลสงกรานต์ประจำปี 2561 โดยมีผู้แทนเหล่าทัพ สํานักงานตํารวจแห่งชาติ กระทรวงมหาดไทยกระทรวงคมนาคม เข้าร่วม

มีรายงานว่าที่ประชุม มีการหารือแผนมาตรการรับมือในช่วงเทศกาลสงกรานต์โดยเฉพาะการออกมาตรการห้ามรถบรรทุกหรือรถสิบล้อวิ่งในเส้นทางหลัก เพื่อป้องกันการจราจรแออัดและลดอุบัติเหตุในช่วงเวลาเร่งด่วน นอกจากนี้ในที่ประชุมยังมีการ สั่งการผ่านวีดีโอทางไกล กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้ง 76 จังหวัด

การประชุมครั้งนี้ พล.อ.ประวิตร สั่งการให้ผบ.หน่วย ตั้งจุดตรวจสกัดและบริการประชาชนตามจุดต่าง ๆ พร้อมทั้งมีการกำชับเจ้าหน้าที่ ห้ามมีพฤติกรรม รับสินบนหรือรีดไถประชาชน โดยเฉพาะเน้นย้ำในพื้นที่หัวเมืองที่เกิดอุบัติเหตุบ่อยครั้งนอกจากนี้ยังต้องเกาะติดกลุ่มขบวนการค้ายาเสพติดที่จะใช้ช่องทางในช่วงเทศกาลดังกล่าว
พล.อ.ประวิตร ให้สัมภาษณ์ว่า การประชุม เพื่อเตรียมพร้อมในการรักษาความปลอดภัยและอุบัติเหตุทางถนนช่วงเทศกาลสงกรานต์ โดยให้เจ้าหน้าที่ให้คำแนะนำ ตามจุดสกัดเพื่อบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง ไม่ให้เมาแล้วขับรถ และจะดำเนินการยึดรถอย่างจริงจังโดยจะให้ทุกคนได้ปฏิบัติตามกฎหมายตามคำสั่งของหัวหน้า คสช.ก็ต้องช่วยกัน และปีนี้เรามีการร่วมมือการบูรณาการทุกฝ่าย รวมถึงเจ้าหน้าที่ภาคเอกชน เราไม่อยากให้มีคนเสียชีวิตในช่วงเทศกาลสงกรานต์นี้รวมถึงช่วงต่อ ๆ ไปจะลดลงให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้

"การตั้งจุดตรวจ จุดสกัดไปเก็บเงินไม่ได้ ผู้บังคับบัญชาต้องกำชับผู้ใต้บังคับบัญชาให้ชัดเจนไม่ให้ไปหาเศษหาเลยกับผู้ใช้รถใช้ถนนการออกใบสั่งก็ขอให้เป็นไปอย่างตรงไปตรงมา" พล.อ.ประวิตร กล่าว

พล.อ.ประวิตร กล่าวต่อว่า ส่วนรถ2ชั้น และรถบรรทุกนั้น มีการออกแบบให้ใช้ได้ ก็ต้องให้เขาใช้
เพียงแต่ถนนสายหลักทางด้านอีสาน ให้ไปใช้เส้นทางรองในช่วงสงกรานต์ เนื่องจากรถติดมาก ซึ่งไม่ใช่เฉพาะถนนสายหลักทางด้านอีสานเท่านั้น ยังมีถนนสายหลักอื่น ๆ ซึ่งตำรวจจะเป็นผู้กำหนดถนนสายหลัก ที่คนใช้รถใช้ถนนเป็นจำนวนมาก รถบรรทุก รถบัส 2 ชั้น จะต้องหลีกเลี่ยงและไปใช้เส้นทางอื่น เนื่องจากเบียดเสียดยัดเยียดกัน ทำให้เกิดอุบัติเหตุ

ส่วนที่นายกรัฐมนตรี ให้ไปหารือกำหนดความสูงของรถ โดยสาร 2 ชั้น และให้วิ่งเฉพาะในเมือง ไม่ให้วิ่งเส้นทางไกลนั้น หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะต้องเข้าไปดู เนื่องจากเราได้ออกใบอนุญาต ให้รถโดยสาร 2 ชั้นไปแล้วจำนวน 900 กว่าคัน ก็ต้องมีการประชุมกัน หากไม่ให้เขาวิ่งก็จะต้องแก้ไข และใครจะเยียวยา ต้องให้ผู้ที่มีหน้าที่เกี่ยวข้องได้พูดคุยกันก่อน

113 พันเอกพิเศษ!!

113 พันเอกพิเศษ!!
"บิ๊กเจี๊ยบ" เซนต์คำสั่ง ย้าย113 ผู้การกรม ราบ -ม้า -ปืน -รบพิเศษ-บูรพาพยัคฆ์ "ทหารเสือราชินี" เด็กบิ๊กตู่ เสียบ "ผบ.ร.21รอ."/บูรพาพยัคฆ์ ขยับตามไลน์/เสธ.กัง ได้ ผบ.ร.112/ "ผู้การเดอะ" ทหารม้า นั่งผบ.ม.6
พลเอกเฉลิมชัย สิทธิสาท ผบ.ทบ. ลงนามในคำสั่ง ทบ.214/2561 แต่งตั้งโยกย้ายนายทหารระดับ พันเอกพิเศษ 113 นาย หรือที่เรียกว่า โผผู้การกรม
"เสธ.รุ่ง" พันเอกชิษณุพงศ์ รอดศิริ ผบ.ร.12รอ. (เตรียมทหาร26 )เป็น รอง ผบ.พล.ร.2รอ.
พันเอกปัญญา ตั้งความเพียร (ตท.27) รอง ผบ.ร.12รอ. ขึ้นเป็น ผบ.ร.12รอ.
เสธ.ต้น พันเอกสุทธิชัย ศรลัมพ์ (ตท.29) รองผบ.ร.21รอ. น้องรัก "นายกฯบิ๊กตู่" ขยับ เป็น ผบ.ร.21รอ.
ผู้พันกัง พันเอก ณัฏฐพงศ์ อัศวินวงศ์ ผบ.พัน ร.มทบ.11 (ตท.32) น้องรักมือขวา บิ๊กแดง พลเอกอภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผช.ผบ.ทบ. ขยับพรวด ขึ้น ผบ.ร.112 เลย
พันเอกจักรพงศ์ พันธุ์มงคล (ตท.29) ผบ.ร.112 เป็น ผบ.ร.111
ผู้การเดอะ พันเอก ชายธนัญชา วาจรัต (ตท.32) จาก ผบ.ทหารพราน 13 ทหารม้าน้องรัก บิ๊กอ้อ พลเอกวิลาส อรุณศรี เลขาฯนายกฯ และ ลูกรัก บิ๊กป้อม พลเอกประวิตร ได้กลับหน่วยทหารม้า เป็น ผบ.กรมทหารม้าที่6. แทน พันเอกสมบัติจินดาศรี (เตรียมทหาร 22)ที่ขยับ ขึ้นรองผู้บัญชาการกองพลทหารม้า ที่3
เสธ.หนุ่ย พันเอกธนภัทร นาคชัยยะ เสธ.รพศ.1(ตท.26) เป็น รอง ผบ.พล.รพศ.1 พันเอก สุวัฒน์ โตเสวก ผบ รพศ2 เป็น เสธ รพศ. 1 พันเอกเดชา ศรีมงคล (ตท.28) เป็น ผบ.รพศ.2

วันศุกร์ที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2561

ละครการเมือง?

 
Pat Hemasuk
2 ชม.
ผมอยากจะสรุปข่าวต่างประเทศประจำสัปดาห์ในย่านเอเซีย เลือกเอาเฉพาะเรื่องที่สะใจ

สำนักข่าวซินหัวของจีนได้รายงานข่าวสรุปว่า ตี๋คิมแห่งเกาหลีเหนือประสพความสำเร็จอย่างสูงในการไปเยือนจีน และได้เจรจาความเมืองทุกเรื่องกับเฮียสีเป็นที่เรียบร้อย สิ่งที่โผล่ออกมาแทรกข่าวตั้งแต่วันแรกที่ไปเยือนก็คือตี๋คิมนั้นเห็นด้วยที่จะให้คาบสมุทรเกาหลีปลอดนิวเคลียร์ และยินดีจะเจรจากับทรัมป์ หลังจากที่เกาหลีเหนือผูกมิตรกันเรียบร้อยกับเกาหลีไต้ไปก่อนหน้านั้น

แต่ผมไม่คิดหรอกครับว่าตี๋คิมจะยอมให้ประเทศของตัวเองไร้ขีปนาวุธและอาวุธนิวเคลียร์ เพราะเกาหลีเหนือพูดเสมอว่าอาวุธของตัวเองนั้นไม่เป็นอันตรายต่อเกาหลีใต้และญี่ปุ่น ถ้าตราบใดไม่มายุ่งกับเกาหลีเหนือก่อน และอาวุธพวกนี้พร้อมที่จะถล่มพื้นที่ในดินแดนสหรัฐ ถ้าต้องการจะเปิดศึกกับเกาหลีเหนือจริงๆ เรื่องนี้เฮียสีแกเป็นกาวใจให้ ปธน.ทรัมป์มาแล้วครั้งหนึ่งตั้งแต่กลางปีที่ผ่านมาที่ ปธน.ทรัมป์ต่อสายตรงของคุยกับเฮียสีให้จัดการเกาหลีเหนือ และได้คำตอบจากจีนว่า ถ้าเกาหลีเหนือเปิดสงครามก่อน จีนจะจัดการเกาหลีเหนือเอง แต่ถ้าไม่เป็นเช่นนั้นจีนจะไม่เข้าไปสอดมือยุ่งเรื่องเกาหลีเหนือ ซึ่งก็ตรงกับที่เกาหลีเหนือเคยประกาศเอาไว้เพียงแต่พูดให้ดูนุ่มขึ้นเท่านั้นเอง และหลังจากที่ตี๋คิมและเฮียสีคุยกันจบ สำนักข่าวซินหัวของจีนก็ออกข่าวแทรกข่าวหลักว่าเกาหลีเหนือพร้อมคุยกับ ปธน.ทรัมป์แล้ว

ผมบอกได้เลยว่าเกาหลีเหนือมาถูกทางมาก ถ้าไม่มีอาวุธนิวเคลียร์ในมือป่านนี้คงโดนสหรัฐจับมือกับญี่ปุ่นยำตรีนไปเรียบร้อยแล้วตั้งแต่ทดสอบเครื่องยนต์จรวดของตัวเอง แต่หลังจากที่เกาหลีเหนือยิงขีปนาวุธโชว์หลายลูกว่าระยะยิงนั้นไปถึงทุกเมืองใหญ่ในสหรัฐแน่นอนและทดลองระเบิดเทอร์โมนิวเคลียร์ขนาดเล็กพอที่จะบรรจุลงขีปนาวุธสำเร็จ เกาหลีใต้ก็ตีตัวออกห่างลูกพี่ใหญ่อเมริกาอย่างออกหน้าออกตา แล้วไปเปิดสัมพันธ์อันดีกว่าแต่ก่อนกับเกาหลีเหนือทันที ผมเชื่อว่าประชาชนเกาหลีใต้ก็เห็นด้วยกับแนวคิดสายพิราบของ ปธน.มูน แจอิน ที่เป็นมิตรกับเกาหลีเหนือมากขึ้น เกาหลีเหนือมีอาวุธนิวเคลียร์และกำลังรบมหาศาล เกาหลีใต้มีเงินและเทคโนโลยี จูบปากกันได้เมื่อไรก็จะเป็นอะไรที่สมบูรณ์แบบมากจนญี่ปุ่นจะต้องคิดหนัก

ปัญหา เด่นชัด “สนิม”เกิดแต่”เนื้อใน” ปัญหา”คสช.”

ปัญหา เด่นชัด “สนิม”เกิดแต่”เนื้อใน” ปัญหา”คสช.”


วิกฤตและปัญหาในทางการเมืองนับแต่เดือนพฤศจิกายน 2560 เป็นต้นมา กระทั่งเดือนมีนาคม 2561 เป็นปัญหาของใคร
ตอบได้เลยว่าเป็นปัญหาของ “คสช.”
ฟังเผินๆ เหมือนกับเป็นการกล่าวหาอย่างเลื่อนลอย เหมือนกับจะไม่ให้ความเป็นธรรมกับ คสช.และกับรัฐบาล
แต่หากลองนั่งนิ่งๆ ทำใจให้เป็นสมาธิ
ถามว่าการที่ต้องนำร่าง พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่ง ส.ว. และว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. ส่งให้ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยทั้งๆ ที่ผ่านความเห็นชอบจากที่ประชุมใหญ่ สนช.มาแล้วเป็นปัญหาของใคร
ตอบได้เลยว่า เป็นปัญหาของ สนช. เป็นปัญหาของ กรธ.
ถามต่อไปว่าแล้ว สนช.มาจากไหน แล้ว กรธ.มาจากไหน ก็จะได้คำตอบโดยอัตโนมัติว่าล้วนแต่มาจากการลงนามอนุมัติแต่งตั้งโดยหัวหน้า คสช.ทั้งสิ้น
ร่างกันเอง พิจารณากันเอง ผ่านความเห็นชอบกันเองแล้วก็ส่งตีความกันเอง
ทําไมจึงถือเอาเดือนพฤศจิกายน 2560 เป็นจุดเริ่มต้น ทำไมจึงถือเอาเดือนมีนาคม 2561 เป็นจุดเหมือนกับเป็นการให้คำตอบ
เพราะทั้งหมดล้วนมาจาก “คสช.”
ขอถามว่า เหตุปัจจัยอะไรทำให้ พล.อ.ศิริชัย ดิษฐกุล ต้องยื่นใบลาออกจากตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานเมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2560
ตอบว่า เพราะ “มาตรา 44”
ที่จุดนี้เหมือนกับเป็นการเริ่มต้นเพราะเท่ากับนำไปสู่สถานการณ์อันทำให้ คสช.และรัฐบาลจำต้องปรับ ครม.อย่างขนานใหญ่
เกิดเสียงเรียกร้องให้พิจารณารัฐมนตรี “สายทหาร”

ขณะเดียวกัน แม้เมื่อปรับ ครม.แล้วเสียงวิพากษ์วิจารณ์ก็ดังอย่างอึงคะนึงโดยเฉพาะเมื่อ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ยกมือขึ้นบังแดดส่องตาระหว่างรอถ่ายรูปหน้าตึกไทยคู่ฟ้า เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2560
นั่นแหละคือที่มาแห่ง “นาฬิกา” หรู
บทสรุปจากปาก พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ เหมือนกับเป็นการอวยพรปีใหม่เมื่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา และ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ เดินทางเข้าบ้านสี่เสาฯ
ว่าด้วย “กองหนุน”
จึงถือได้ว่าเป็นการชี้ให้เห็นถึงสถานการณ์อัน คสช.และ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา กับ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ประสบอย่างตรงเป้า
เป็นความหวังดีอย่างยิ่งยวดจาก “ผู้อาวุโส”
เป็นการสะท้อนให้เห็นถึงเหตุปัจจัยและสภาวะรวบยอดอย่างเด่นชัดเป็นรูปธรรมที่สุด เพราะเมื่อ “กองหนุน” ถดถอยเหลือน้อย
ย่อมหมายถึง “ความล้มเหลว” มีมากกว่า “ความสำเร็จ”
แม้ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ มิได้จำแนกแยกแยะว่าทำไม “กองหนุน” จึงเหลือน้อย แต่ก็ดำเนินไปตามภูมิปัญญาแต่โบราณ
อันเป็นไปตามกฎ “นกไร้ ไม้โหด”
สภาพความเป็นจริงในปัจจุบันจึงเท่ากับบ่งชี้ให้เห็นว่า ปัญหาและวิกฤตอันสุมรุมอยู่โดยรอบและตกอยู่บนบ่าของ คสช.และรัฐบาลนั้น
เป็นวิกฤตในแบบ “สนิม” เกิดแต่ “เนื้อใน”
เป็นเงาสะท้อนแห่งการสะสมปัญหาตลอด 4 ปี ภายหลังรัฐประหารว่าอยู่ในความรับผิดชอบของใคร เป็นของ “คนอื่น” หรือว่าเป็นของ “ตนเอง”
นี่เป็นเรื่องของ “เรา” มิใช่เรื่องของ “เขา”

มติผู้ตรวจการแผ่นดิน ยื่นศาลรธน. วินิจฉัยคำสั่ง คสช. 53/2560 ปมยืนยันสมาชิกพรรค

มติผู้ตรวจการแผ่นดิน ยื่นศาลรธน. วินิจฉัยคำสั่ง คสช. 53/2560 ปมยืนยันสมาชิกพรรค


มติผู้ตรวจการแผ่นดิน ยื่นศาล รธน.วินิจฉัยคำสั่ง คสช. 53/2560 ปมยืนยันสมาชิก-ประชุมเลือก กก.บห. 90 วันหลังปลดล็อก หวั่นเข้าข่ายลิดรอนสิทธิ สร้างภาระเกินสมควร เตรียมยื่นทันทีวันนี้ก่อน 1 เม.ย.
เมื่อวันที่ 30 มีนาคม ที่สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน นายรักษเกชา แฉ่ฉาย เลขาธิการสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน แถลงภายหลังการประชุมผู้ตรวจการแผ่นดินว่า ที่ประชุมมีมติให้เสนอเรื่องพร้อมความเห็นไปยังศาลรัฐธรรมนูญเพื่อวินิจฉัยว่าคำสั่ง คสช.ที่ 53/2560 เรื่องการดำเนินการตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมืองขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ ตามที่พรรคประชาธิปัตย์และพรรคเพื่อไทยยื่นคำร้อง หลังผู้ตรวจได้รับคำร้องและมี 2 หน่วยงานคือ สภานิติบัญญัติแห่งชาติและ กกต.ยื่นคำชี้แจงมา โดยหัวหน้า คสช.ไม่ได้ส่งคำชี้แจงมา ซึ่งเมื่อพิจารณาคำชี้แจงประเด็นที่มีการร้อง เห็นว่าพรรคประชาธิปัตย์และพรรคเพื่อไทยเป็นผู้เสียหายและได้รับความเดือดร้อนโดยตรง คสช.มีอำนาจในการออกคำสั่ง คสช.ดังกล่าว คำสั่งดังกล่าวจึงชอบด้วยกฎหมาย แต่เนื้อหาของคำสั่งที่ 53/2560 ที่มีการแก้ไขแนวปฏิบัติของพรรคการเมืองตามมาตรา 140 และมาตรา 141 พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง โดยมาตรา 140 เกี่ยวกับการให้สมาชิกพรรคที่ประสงค์จะยังคงเป็นสมาชิกพรรคต่อไปยืนยันตนเองพร้อมแสดงหลักฐานมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามต่อหัวหน้าพรรคภายใน 30 วัน หากพ้นกำหนดไม่มีการยืนยัน ให้ถือว่าพ้นจากการเป็นสมาชิกพรรคนั้น เป็นการลิดรอนสิทธิของสมาชิกพรรค และเพิ่มภาระให้กับสมาชิก และมีระยะเวลาดำเนินการกระชั้นชิด
และที่แก้ไขมาตรา 141 (4) ซึ่งเกี่ยวกับการจัดประชุมใหญ่เพื่อแก้ไขข้อบังคับ จัดทำคำประกาศอุดมการณ์ทางการเมือง เลือกหัวหน้าพรรค กรรมการบริหารพรรค (5) เกี่ยวกับการจัดตั้งสาขาพรรคและตัวแทนพรรคการเมืองประจำจังหวัด ให้ครบถ้วนตามที่ พ.ร.ป.พรรคการเมืองกำหนดภายใน 90 วัน และ กกต.สามารถขยายได้ครั้งหนึ่ง แต่หากครบเวลาแล้วพรรคไม่สามารถดำเนินการได้ ให้พรรคการเมืองนั้นสิ้นสภาพไป โดยการดำเนินการดังกล่าวให้ทำเมื่อมีคำสั่งยกเลิกคำสั่ง คสช.ที่ 57/2557 และคำสั่ง คสช.ที่ 3/2558 แล้ว ก็เป็นการสร้างภาระให้แก่พรรคการเมืองเกินสมควร จึงเห็นว่าทั้ง 2 ประเด็นเข้าข่ายขัดรัฐธรรมนูญมาตรา 25, 26, 27 ประกอบมาตรา 45 ซึ่งทางผู้ตรวจการแผ่นดินก็จะยื่นคำร้องและหลักฐานต่อศาลรัฐธรรมนูญภายในวันนี้ (30 มี.ค.)

นายรักษเกชากล่าวอีกว่า แม้ผู้ตรวจจะยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญ แต่ถ้ายังไม่มีคำวินิจฉัยออกมา ในวันที่ 1 เมษายน พรรคการเมืองก็ยังคงต้องปฏิบัติตามคำสั่ง คสช.ที่ 53/2560 ไปก่อน เพราะการออกคำสั่งดังกล่าวมีกฎหมายรองรับถูกต้องและเป็นคำสั่งที่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญและกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ เมื่อยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดๆ ก็ต้องปฏิบัติตาม
เมื่อถามว่า การที่ผู้ตรวจมีมติเช่นนี้จะทำให้มีปัญหากับ คสช.หรือไม่ นายรักษเกชากล่าวว่า เราปฏิบัติไปตามหน้าที่ที่ให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย เราก็เห็นว่าคำสั่ง คสช.ออกโดยชอบด้วยกฎหมาย เพียงแต่มีปัญหาในเนื้อหาที่ขัดรัฐธรรมนูญ กระทบต่อการปฏิบัติเท่านั้น ส่วนหลังจากนี้ถ้า คสช.มีการแก้ไขคำสั่ง คสช.ที่ 53/2560 ก็เป็นเรื่องที่ศาลรัฐธรรมนูญจะเป็นผู้วินิจฉัย

สะสมกำลังในงานใหญ่

สะสมกำลังในงานใหญ่



“กลับลำ กลืนน้ำลาย ปาหี่ สมคบคิด” นั่นก็แล้วแต่จะให้คำนิยามกันไป แต่ที่สุด สนช. ก็เดินหน้ายื่นร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความ
ตามเคาะสุดท้าย ที่เหมือนสัญญาณจากต้นแม่น้ำสายหลัก “นายกฯลุงตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ระบุให้ฝ่ายกฎหมายพิจารณา แต่ยิงโป้งนำร่อง ไม่อยากให้กฎหมายมีปัญหาส่งขึ้นทูลเกล้าฯ
ฝักถั่วสลอนใน สนช. ไหลล้อสัญญาณ เป็นอันจบข่าว
และที่จริง “นายกฯลุงตู่” ก็บอกแล้ว ไม่ใช่แผนยื้อเลือกตั้ง ทั้งหมดเป็นไปตามกระบวนการ เมื่อ สนช.โหวตผ่านกฎหมาย แต่เมื่อ สนช.เสียงข้างน้อยยังติดใจ ก็มีสิทธิเข้าชื่อยื่นตีความได้ ไม่ใช่การสมคบคิด
ทุกฝ่ายประสานเสียง โรดแม็ปเลือกตั้งจะเคลื่อนก็คงไม่มากนัก
ในสมมติฐานคาดการณ์ทางบวก ตีความแล้วผ่านฉลุย โดยไม่ได้พูดถึง “ทางลบ” กรณีศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยกฎหมายเลือกตั้งขัดรัฐธรรมนูญ ต้องรื้อกันทั้งฉบับหรือไม่ และกระบวนการ “ร่างใหม่” ต้องใช้เวลาเท่าไหร่ เลือกตั้งขยับจาก เดือน ก.พ.2562 ไปอีกกี่มากน้อย
อันนี้ถาม “บิ๊กตู่” ก็น่าจะยังตอบชัดไม่ได้เหมือนกัน
ในจังหวะของบ้านเมือง ที่ยังคงต้องอ้อมแอ้มไหลตามโปรแกรมกันไปก่อน เพราะนอกจากกระบวนการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญที่ไปกำหนดไม่ได้แล้ว ยังมีหลายปัจจัยที่ยากคาดการณ์
นั่นก็เลยล้อมาตามลำดับ เล่นเฉพาะหน้าไปทุกฝ่าย เลือกตั้งเมื่อไหร่ก็เมื่อนั้น
ห้วงที่การเมืองเริ่มคึกคัก โดยเฉพาะฟากฝั่งถืออำนาจพิเศษ ต้องบอกว่า ณ วันนี้ “บิ๊กตู่” มีแนวโน้มสูงเป็นผู้นำกึ่งคนใน-กึ่งคนนอก ถึงลงเลือกตั้งไม่ได้ แต่ก็สามารถแปะชื่อขายในป้อมค่ายการเมือง
โดยเฉพาะพรรคใหม่ “พลังประชารัฐ” รอติดป้ายประธานที่ปรึกษาพรรคให้ “ลุงตู่” ได้
กับพลังหนุนเนื่องจากฝีมือบริหารบ้านเมืองมากว่า 4 ปี ประชารัฐขึ้นหม้อ ไทยนิยมยั่งยืนติดตลาด อัดฉีดโค้งสำคัญเป็นระลอกๆล่าสุดหมู่บ้านต่างๆรอรับกันได้ หมู่บ้านละ 2 แสนบาท
ชุดแพ็กเกจ “ลุงตู่นิยม” แล้วชาวบ้านจะไม่ “นิยมลุงตู่” ได้ไง
รวมทั้งเวลานี้มืองานการเมืองของผู้นำเริ่มโชว์ของ นอกจากมีข่าวพรรคพลังประชารัฐ โดย “ชวน ชูจันทร์” ผู้ร่วมก่อตั้ง รอชู “มิสเตอร์จันทร์โอชา” อยู่ในเครือข่ายวิสาหกิจชุมชน เกี่ยวโยงทั้งเป็นเพื่อน ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ และ “สนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์” รมว.พาณิชย์ อดีตกัปตันมูลนิธิสัมมาชีพ ที่มีข่าวเตรียมทิ้งเก้าอี้ไปลุยพรรคใหม่
เครือข่าย “สมคิดกรุ๊ป” บวกด้วยผู้ร่วมก่อตั้งสายท็อปบูต เพื่อน ตท.12 ของ “ลุงตู่” แท็กทีมรอแล้ว
ล่าสุดมีกระแสข่าว “สุชาติ ตันเจริญ” บิ๊กกลุ่มการเมืองบ้านริมน้ำ นัดเพื่อนพ้องน้องพี่กลุ่ม 16 เก่ามาร่วมวงมื้อเที่ยง พูดคุยการเมือง และมีข่าว “ดร.สมคิด” จะไปร่วมวง
ถึงหัวหน้าทีมเศรษฐกิจจะบอกปัด แต่ก็ไม่แปลกใจ เพราะในวงก็มีหลายรายเป็น “อดีต รมต. ส.เสือ” อดีตสมาชิกก๊วนก๋วยเตี๋ยวเนื้อ ในรัฐบาลไทยรักไทยเก่า
“เฟรนด์ออฟ ส.เสือ สมคิด” กันทั้งนั้น
อีกรายที่กำลังเร่งเครื่องอยู่เหมือนกัน แว่วว่า “บิ๊กฉัตร” พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รองนายกฯ เพื่อน รัก ตท.12 ของ “บิ๊กลุงตู่” นอกจากเคยมีข่าวดีลเจ้าสัวธุรกิจประมงยักษ์ ทีมกุนซือสมัยกระทรวงเกษตรฯ
ในสาย “ธนพร ศรียากูล” ทายาททหาร ตั้งพรรค “คนธรรมดาแห่งประเทศไทย” สแตนด์บายนานแล้ว
ยังมีกระแสข่าวเพื่อนเลิฟ “ลุงตู่” รายนี้ กำลังเดินแผนใหญ่ในพื้นที่ภาคกลาง ล่าสุดมีข่าว “บุกกรุงศรีฯ” เตรียมตีแตกป้อมค่ายการเมืองเจ้าถิ่นใน จ.พระนครศรีอยุธยา ดึงไพร่พลเข้าพวก
ในบทบาทอีกแม่ทัพใหญ่ในคราศึกชิงแต้ม
ตามสูตรเก็บทุกเบี้ยใต้ถุนร้าน ปั้นร่างรัฐบาลผสม.
ทีมข่าวการเมือง

220มาจากไหน

"บิ๊กป้อม" เย้ย"ทักษิณ" พูดยังไงก็พูดได้ ว่าชนะเลือกตั้ง ไม่เชื่อ โพลล์ "เพื่อไทย"จะชนะ 220 ที่นั่ง

พลเอกประวิตร  กล่าวถึง การที่"ทักษิณ ชินวัตร" ให้สัมภาษณ์ เชื่อมั่น "พรรคเพื่อไทย" ว่า ชนะเลือกตั้งแน่ นั้น ว่า ก็ว่าไป พูดยังไง ก็พูดได้ ยันไม่หวั่นไหว

เมื่อถามว่า  ฝ่ายความมั่นคง ทำโพลล์ ระบุว่าพรรคเพื่อไทยจะได้ สส.220-230 เสียง พล.อ ประวิตร กล่าวอย่างอารมณ์ว่า คุณเชื่อเขา ก็เชื่อไป คุณจะมาถาม ผมทำไม ผม ไม่เชื่อ 

พล.อ.ประวิตร ถามสื่อกลับด้วยว่า ใครทำโพลล์ ผมไม่เห็น รู้เลยว่า หน่วยไหน ทำโพลล์ ไม่เห็นมีรายงานมาเลย และ ไม่เคยได้รับรายงานว่าคสช.ทำโพลล์เลือกตั้ง

ไม่สนทักษิณ

มา เกมไหน??

"บิ๊กป้อม" ไม่สน "ทักษิณ-ยิ่งลักษณ์" โผล่โชว์ตัว ที่ ญี่ปุ่น จะส่งสัญญาณอะไรทางการเมือง. หรือจะเย้ยว่า จับไม่ได้....เผยไปดำเนินการด้านการเมือง แต่ไม่ใช่ดำเนินการ แบบ"ผู้ลี้ภัยทางการเมือง" แต่ในฐานะอดีตผู้นำประเทศ เผย แจงญี่ปุ่น ไม่เกี่ยวการเมือง ยันเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง กำลังติดตามตัวอยู่  

ร้อง"ปัดโธ่!" โดนถามว่า เป็นการเย้ย ว่า คสช.ตามจับตัวไม่ได้ หรือไม่  ชี้ จับเขาไม่ได้ยังไง  เรากำลังดำเนินการอยู่

พล.อ ประวิตร  วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี  และ รมว.กลาโหม กล่าวถึงการประเมินสถานการณ์ความเคลื่อนไหวของนาย ทักษิณ และ น.ส ยิ่งลักษณ์  ชินวัตร  อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ ปรากฏตัวญี่ปุ่น อย่างไร ว่า จะให้ประเมินยังไง

เมื่อถามว่ามองว่าเป็นการเล่นเกมทางการเมือง หรือปรากฎตัวเพื่อแสดงให้เห็นว่าทางการไทยไม่สามารถจับกุมตัวได้หรือไม่  พล.อ ประวิตร ร้อง ปัดโธ่!!  พร้อม กล่าวว่า จะจับไม่ได้ ได้ยังไง เจ้าหน้าที่กำลังดำเนินการในเรื่องนี้อยู่
 
ผู้สื่อข่าวถามว่า ไทยมีสนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดนกับญี่ปุ่นหรือไม่ พล.อ ประวิตร กล่าวว่า ต่างประเทศ เขาไปมองว่าเป็นการดำเนินการทางการเมือง ในลักษณะผู้หลบหนีเข้าเมือง ไม่ใช่"ผู้ลี้ภัยทางการเมือง" และที่เขายังดำเนินการอยู่ได้ เพราะเขาเป็นผู้นำประเทศ เเละคดีต่างๆไม่ได้เกี่ยวกับการเมือง เราต้องชี้แจงให้เขาทราบ

ถามว่าคสช.รู้สึกหวั่นไหวกับความเคลื่อนไหวของ2อดีตนายกฯหรือไม่ พล.อ ประวิตร กล่าวว่า ไม่หวั่นไหว

แหวนพ่อนาฬิการเพื่อน

"แหวนพ่อ-นาฬิกาเพื่อน"

"บิ๊กป้อม" ยันเอง "แหวนพ่อ-นาฬิกาเพื่อน" ชี้แจง ปปช.22 เรือน  ยัน ทุกอย่างเป็นความจริง เรื่องการชี้แจงกับ ปปช.จบแล้ว ไม่มีอะไรแล้ว จากนี้ ก็เป็นเรื่องของ ปปช.จะว่าไป ก็เป็นของเพื่อน ก็จบไปแล้ว 
ส่วนแหวนก็เป็นของพ่อ

"โอ้ย ไม่มีอะไรแล้ว ชี้แจงปปช.แล้ว ก็เป็นเรื่องของ ปปช.จะว่าไป"

เมื่อถามว่า ทั้ง22 เรือน เป็นของเพื่อนคนเดียว ใช่หรือไม่ พลเอกประวิตร ยอมรับว่า ใช่ ก็เป็นของเพื่อน  จบไปแล้ว "

ทั้งนี้ ทีรายงานข่าว ว่า เพื่อนคนดังกล่าว คือ เสี่ยคราม นายปัฐวาท สุขศรีวงศ์ เพื่อนสนิท ที่เรียนเซนต์คาเบรียล มาด้วยกัน และคบหาสนิทสนมดูแลกันจน นายปัฐวาท เสียชีวิต เมื่อกพ.2560

ส่วนแหวน เป็นของ คุณพ่อ ที่เสียชีวิตแล้ว ให้คุณแม่ เก็บไว้ให้ลูก ใช่หรือไม่ พลเอกประวิตร บอกว่า ก็ใช่

เมื่อถามถึงความรู้สึก ที่ถูกตรวจสอบเรื่องนาฬิกา มาตลอด พลเอกประวิตร กล่าวว่า ก็ไม่เป็นไร เพราะที่ชี้แจงก็มันคือความจริง มีแค่พวกสิ่อขุดคุ้ยกันซะ

"ไม่มีอะไรแล้ว"!!!