PR

@@ในความเคลื่อนไหวของสถานการณ์ที่ปรากฎเป็น"ข่าว"และ"ไม่เป็นข่าว"พยายามสแกนย่นย่อมานำเสนอและเป็นไว้เป็นฐานข้อมูลสังเคราะห์สถานการณ์ ที่นี่ "ข่าวที่ไม่เป็นข่าว"

วันจันทร์ที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2558

"เอแบคโพลล์"แปลงกาย"มาสเตอร์โพลล์"

"เอแบคโพลล์"แปลงกาย"มาสเตอร์โพลล์" หลังผู้บริหารถูกสอบ ลาออกยกชุด

เปิดข้อมูลใหม่ ผลสอบคดี "เอแบคโพลล์" พบ อดีตผู้บริหาร จดทะเบียนจัดตั้งบริษัทใหม่ 2 แห่ง รับจ้างทำวิจัย แปลงกาย เป็น "มาสเตอร์โพลล์" หลังถูกสอบ ลาออกยกชุด เผย คกก.ตั้งข้อสังเกตเป็นการขัดกันแห่งผลประโยชน์   
acsdfffff
ในสำนวนรายงานการสอบสวน กรณีการบริหารงานของสำนักวิจัยเอแบคโพลล์ ของคณะกรรมการหาข้อเท็จจริง ที่แต่งตั้งตามคำสั่งมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ  ที่ 160 /2557 ลงวันที่ 15 ก.ค.57 ที่ผ่านมา ซึ่งสำนักข่าวอิศรา www.isranews.org นำข้อมูลมานำเสนอให้สาธารณชนรับทราบอย่างต่อเนื่องอยู่ในขณะนี้ 
มีการระบุถึงชื่อบริษัทเอกชน จำนวน 2 ราย ที่ถูกตรวจสอบพบว่า มีความเกี่ยวข้องกับอดีตผู้บริหารสำนักวิจัยเอแบคโพลล์ เนื่องจากมีการจัดตั้งบริษัทขึ้นมาในขณะที่ยังทำงานอยู่กับมหาวิทยาลัยช่วงก่อนลาออก และถูกตั้งข้อสังเกตเรื่องเป็นการขัดกันแห่งผลประโยชน์ (Conflict of Interest)
สำนักข่าวอิศรา www.isranews.org ตรวจสอบข้อมูลในรายงานการสอบสวนพบว่า บริษัทที่ถูกกล่าวอ้างถึง ทั้ง 2 แห่ง คือบริษัทมาสเตอร์โพลล์ แอนด์โพลซี จำกัด และบริษัทความสุขชุมชน จำกัด
ปัจจุบันยังเปิดดำเนินธุรกิจอยู่   
ข้อมูลจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ระบุว่า บริษัท มาสเตอร์โพลล์แอนด์โพลิซี จำกัด จดทะเบียนจัดตั้งเมื่อวันที่  17 มิถุนายน 2557 มีทุน 1 ล้านบาท ตั้งอยู่เลขที่ 2/89 ซอยรามคำแหง 160 ถนนราษฎร์พัฒนา แขวงสะพานสูง เขตสะพานสูง กรุงเทพมหานคร
แจ้งประกอบธุรกิจให้คำปรึกษา วิเคราะห์ รับทำวิจัย กับหน่วยงานของรัฐเอกชนหรือรัฐวิสาหกิจ 
ปรากฏชื่อ นางเนตรนภิศ ละเอียด เป็นกรรมการผู้มีอำนาจ น.ส. อรพินท์ พงษ์ประเสริฐ รวมเป็นกรรมการ 
รายชื่อผู้ถือหุ้น ณ วันที่  28 สิงหาคม 2557 มีจำนวน 3 ราย นาย พงษ์นคร นครสันติภาพ (ชื่อคล้าย พ.ต.อ.ดร.พงษ์นคร นครสันติภาพ ผู้กำกับการด่านตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดตาก ) ถือหุ้นใหญ่สุด 9,800  หุ้น มูลค่า 980,000 บาท นาง เนตรภิศ ละเอียด และน.ส. อรพินท์ พงษ์ประเสริฐ ถืออยู่คนละ 100 หุ้น มูลค่า 10,000 บาท 
ส่วน บริษัท ความสุขชุมชน จำกัด จดทะเบียนจัดตั้งเมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2557 ทุน 1 ล้านบาท ตั้งอยู่เลขที่ 550/62 ซอยพิบูลอุปถัมภ์ แขวงสามเสนนอก เขตห้วยขวาง กรุงเทพมหานคร
แจ้งประกอบธุรกิจให้คำปรึกษา วิเคราะห์ รับทำวิจัย กับหน่วยงานของรัฐเอกชนหรือรัฐวิสาหกิจ เช่นกัน 
ปรากฎชื่อ  นางเนตรนภิศ ละเอียด  น.ส.พฤกษาชณม์ พงษ์ประเสริฐ และน.ส.ชลทิวา วงษ์หาญ เป็นกรรมการผู้มีอำนาจ  
จากการตรวจสอบพบว่า นางเนตรนภิศ ละเอียด น.ส. อรพินท์ พงษ์ประเสริฐ น.ส.ชลทิวา วงษ์หาญ ล้วนแล้วแต่เคยทำงานอยู่ที่ สำนักวิจัยเอแบคโพลล์ และลาออกจากมหาวิทยาลัย หลังจากที่ปรากฎรายชื่อเป็นกรรมการและผู้ถือหุ้นทั้ง 2 บริษัท  
นางเนตรนภิศ ละเอียด เคยมีตำแหน่งเป็น ผู้อำนวยการศูนย์ ABAC ANCHOR และทำหน้าที่นักวิจัย ลาออกจากมหาวิทยาลัยตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2557 
น.ส.อรพินท์ พงษ์ประเสริฐ เคยมีตำแหน่งเป็นผู้ช่วยนักวิจัย มีหน้าที่ควบคุมการจ่ายเงินค่าตอบแทนผู้ปฏิบัติงานวิจัยและค่าใช้จ่ายอื่นๆ ตามงบประมาณ  ลาออกจากมหาวิทยาลัยตั้งแต่วันที่ 16 สิงหาคม  2557
น.ส.ชลทิวา วงษ์หาญ เคยมีตำแหน่งเป็น ผู้ช่วยนักวิจัย มีหน้าที่รวบรมสถิติประมวลผล ลาออกจากมหาวิทยาลัยตั้งแต่วันที่ 16 สิงหาคม 2557  
จากการตรวจสอบยังพบข้อมูลที่น่าสนใจว่า ที่ตั้งของ บริษัท มาสเตอร์โพลล์แอนด์โพลิซี จำกัด คือ เลขที่ 2/89 ซอยรามคำแหง 160 ถนนราษฎร์พัฒนา แขวงสะพานสูง เขตสะพานสูง กรุงเทพมหานคร เป็นสถานที่ตั้งเดียวกับ มาสเตอร์โพลล์ (Master Poll) ของชมรมนักวิจัยไทยเพื่อความสุขชุมชน ซึ่งปรากฎอยู่ในเว็บไซต์ของ Master Poll มีการเผยแพร่ผลวิจัยหลายชิ้นในช่วงเดือนที่ผ่านมา  (ดูหลักฐานประกอบ) 
oofesssaaasasss
ขณะที่ในรายงานการสอบสวน กรณีการบริหารงานของสำนักวิจัยเอแบคโพลล์ คณะกรรมการมีการตั้งข้อสังเกตว่า การที่ผู้บริหารของสำนักวิจัยเอแบคโพลล์ กับพวก ได้จัดตั้งบริษัท มาสเตอร์โพลล์ แอนด์โพลซี จำกัด และบริษัทความสุขชุมชน จำกัด ในขณะที่ยังทำงานอยู่กับมหาวิทยาลัยช่วงก่อนลาออก อันเป็นการขัดกันแห่งผลประโยชน์ (Conflict of Interest) รวมถึงแหล่งทุนที่นำมาใช้ในการตั้งบริษัทฯด้วย 
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในช่วงบ่ายวันที่ 27 เม.ย.58 ที่ผ่านมา  ได้ติดต่อไปยังเบอร์โทรศัพท์ของ มาสเตอร์โพลล์ ที่ปรากฎในเว็บไซต์ คือ 02 – 540 - 12XX  เพื่อยืนยันข้อเท็จจริงตามที่ปรากฎในรายการสอบสวนกรณีการบริหารงานของสำนักวิจัยเอแบคโพลล์ดังกล่าว 
เบื้องต้น ได้รับการยืนยืนจากเจ้าหน้าที่รายหนึ่งว่า ที่นี่เป็นที่ตั้ง บริษัท มาสเตอร์โพลล์ แอนด์โพลซี จำกัด จริง ส่วนนางเนตรนภิศ ละเอียด มีตำแหน่งเป็นกรรมการบริษัทฯ แต่ไม่มีใครสามารถให้รายละเอียดได้ เนื่องจากอยู่ระหว่างลงพื้นที่เก็บข้อมูลงานวิจัย ขอให้ติดต่อมาใหม่ในวันพรุ่งนี้ (28 เม.ย.58 ) อีกครั้ง

วันศุกร์ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2558

เรือดำน้ำไทย รบกับใคร


เรือดำน้ำเป็นอาวุธที่ “แพง” และเป็นเงื่อนไขผูกพันด้านการเงินระยะยาวอย่างน้อยหกปี ควรแล้วหรือที่ “รัฐบาลทหาร” ซึ่งทำงาน “เฉพาะกิจ” จะตัดสินใจซื้ออาวุธชิ้นนี้?
เป็นความฝันของกองทัพไทยมานานเพราะครั้งสุดท้ายที่เรามีเรือดำน้ำประจำการคือ 64 ปีที่แล้ว ที่ผ่านมากองทัพเรือเสนองบจัดซื้อเรือดำน้ำมาตลอด แต่ไม่ผ่าน “The Diplomat” ฟันธงเลยว่า แผนการจัดซื้อเรือดำน้ำเป็นจริงขึ้นมาได้เพราะการยึดอำนาจเมื่อปีที่แล้ว หลังรัฐประหาร เริ่มมีการรื้อฟื้นมีกองเรือดำน้ำขึ้นมาใหม่ และใช้เงินหลายล้านสร้างศูนย์ฝึกอบรม
แต่ประเด็นคือเราจะใช้เงิน 36,000 ล้านสำหรับเรือดำน้ำสองลำที่คาดว่าจะมาจากจีน ไปสู้รบหรือป้องกันอะไร? สิงคโปร์ (มีเรือดำน้ำจากสวีเดน) มาเลเซีย (มีเรือดำน้ำจากฝรั่งเศส) และอินโดนีเซีย (มีเรือดำน้ำจากเยอรมนีและอยู่ระหว่างสั่งต่อเรือดำน้ำจากเกาหลีใต้) สามประเทศพัฒนาอาวุธด้านนี้เพราะมีพื้นยุทธศาสตร์ร่วมกันในช่องแคบมะละกา ซึ่งเป็นเส้นทางเดินเรือพาณิชย์ 40% ของโลก ฟิลิปปินส์และเวียดนามต้องการพัฒนาเรือดำน้ำ เพราะความตึงเครียดในทะเลจีนใต้กับจีน
ส่วนไทยมีแค่อ่าวไทยและอันดามัน ในอ่าวไทยเรามีแค่กัมพูชาที่อาจะเป็น “ปรปักษ์” ในอันดามันมีพม่า เราจะเอาเรือดำน้ำไปรบกับใคร? จำเป็นต่อชาติหรือกระเป๋าใคร? “คนดี” ช่วยกันตรวจสอบหน่อยสิครับ


คำสะ่งหน.คสช.8 ให้ กก.กสทช.คงเดิม

คําสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ ๘/๒๕๕๘
เรื่อง การเลือกกรรมการแทนตําแหน่งที่ว่างในคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงกิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ

ตามที่ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติได้แจ้งให้นายกรัฐมนตรีทราบตามมาตรา ๑๗ แห่งพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกํากับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. ๒๕๕๓ ว่า สภานิติบัญญัติแห่งชาติมีมติไม่รับบัญชีรายชื่อผู้สมควรเป็นกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ ด้านกฎหมาย ตามที่มีการสรรหาและคัดเลือกมา ๔ คน เพื่อให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติเลือกให้เหลือจํานวน ๑ คน จึงขอให้นายกรัฐมนตรีนําบัญชีรายชื่อดังกล่าวเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาและดําเนินการเลือกให้แล้วเสร็จภายใน๓๐ วันนั้น คณะรัฐมนตรีได้ขอให้คณะกรรมการกฤษฎีกาเสนอความเห็นในข้อกฎหมายและแนวทางปฏิบัติ ซึ่งคณะกรรมการกฤษฎีกา (คณะพิเศษ) ได้เสนอความเห็นว่า โดยที่สภานิติบัญญัติแห่งชาติได้เคยพิจารณา บัญชีรายชื่อดังกล่าวแล้วและมีมติไม่รับรายชื่อทั้งหมดตามบัญชีนั้น การที่คณะรัฐมนตรีจะเลือกบุคคลใด ตามบัญชีรายชื่อนั้นต่อไปจึงเป็นการไม่ชอบด้วยเหตุผล ทั้งคณะรัฐมนตรีจะพิจารณาบุคคลอื่นใด นอกเหนือไปจากบุคคลตามบัญชีรายชื่อนั้นมิได้ คณะรัฐมนตรีจึงมีมติเม่ือวันที่ ๒๐ เมษายน พ.ศ. ๒๕๕๘ ว่าไม่สมควรที่จะดําเนินการตามที่ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติแจ้ง
กรณีนี้จึงเป็นความจําเป็นเพื่อประโยชน์ในการปฏิรูปราชการแผ่นดินและแก้ไขข้อขัดข้องทางกฎหมาย อาศัยอํานาจตามความในมาตรา ๔๔ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว)พุทธศักราช ๒๕๕๗ หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติโดยความเห็นชอบของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ จึงมีคําสั่งให้ กสทช. ประกอบด้วยกรรมการเท่าที่เหลืออยู่ในปัจจุบัน โดยไม่ต้องดําเนินการสรรหาและคัดเลือกบุคคลใดแทนตําแหน่งที่ว่างตามมาตรา ๑๗ แห่งพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกํากับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. ๒๕๕๓ และเมื่อมีเหตุที่จะต้องมีการเลือกกรรมการใน กสทช. แทนตําแหน่งที่ว่างลงในอนาคต ในกรณีเช่นว่านั้น ให้ผู้ที่เกี่ยวข้องดําเนินการตามกฎหมายโดยอนุโลมต่อไป
คําสั่งนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
สั่ง ณ วันที่ ๒๔ เมษายน พุทธศักราช ๒๕๕๘
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา
หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ

“วิษณุ” ติดใจ เนื้อหารัฐธรรมนูญแน่นเกินไป เล็งเอาออก 20 – 30 มาตรา

“วิษณุ” ติดใจ เนื้อหารัฐธรรมนูญแน่นเกินไป เล็งเอาออก 20 – 30 มาตรา รูดซิปปากหลังสองพรรคใหญ่ยอมให้เลื่อนเลือกตั้งได้...
เมื่อเวลา 15.30 น. วันที่ 24 เม.ย. 58 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงการประชุมสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) เพื่ออภิปรายร่างรัฐธรรมนูญร่างแรก ระหว่างวันที่ 20 - 26 เม.ย. ว่า การอภิปรายครั้งนี้เป็นเพียงการพูด หากอภิปรายอย่างเดียว แต่ไม่ไปยื่นขอแปรญัตติจะไม่มีความหมายอะไร โดยจะมีการเปิดให้ยื่นขอแปรญัตติตั้งแต่วันที่ 27 เม.ย.เป็นต้นไป ซึ่งการยื่นขอแปรญัตติ ให้บอกเพียงว่าไม่เห็นด้วยกับมาตราใด ทาง กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญจะกลับไปพิจารณาว่าจะแก้ให้หรือไม่ ส่วนวิธีแก้เผ็ดของสมาชิก สปช. หาก กมธ.ยกร่างฯ ไม่ยอมแก้ให้ จะไปแก้แค้นกันตอนลงมติว่ารับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ แต่เห็น นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ประธาน กมธ.ยกร่างฯ ระบุว่าหากไม่รับจะเหมือนตายตกไปตามกัน
ทั้งนี้ สำหรับการขอแปรญัตติของคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่มีการมอบให้กระทรวงต่างๆ ไปศึกษาร่างรัฐธรรมนูญและส่งข้อเสนอแนะมา ขณะนี้มีทยอยมาบ้างแล้ว
ส่วนของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) หากมีจุดที่ร่วมกับ ครม.ได้จะมาผนึกกำลังกันในขอยื่นแปรญัตติ ซึ่งจะทำให้มีน้ำหนัก นายวิษณุ กล่าวว่า สำหรับข้อสังเกตว่า ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้มีหลายมาตราเกินไปนั้น บางประเทศมีวิธีเขียน ยกตัวอย่างประเทศอินเดียรัฐธรรมนูญมีเนื้อหาเยอะ แต่จำนวนมาตราไม่มาก เพียงแต่ 1 มาตรามีจำนวน 5 หน้า ดังนั้น จะเอาจำนวนตัวเลขมาตรามาชี้วัดไม่ได้ สำหรับ 315 มาตราเทียบกับรัฐธรรมนูญปี 50 ถือว่ามาก แต่ตนไม่ติดใจตัวเลข จะติดใจตรงเนื้อหามันแน่นมากเกินไป ดูแล้วน่าจะเอาออกสัก 20 – 30 มาตรา ส่วนที่สองพรรคการเมืองใหญ่ยอมให้เลื่อนการเลือกตั้งออกไปได้ เพื่อขอให้มีการประชามติ เพราะรอได้นั้น ตนไม่มีความเห็น เอาเป็นว่าในชั้นนี้รับทราบก่อนแล้วกัน จะไปขานรับอย่างอื่นเดี๋ยวจะหาว่าพร้อมใจจะเลื่อน เพราะพอเลื่อนเข้าจริงเขาก็ด่าอีก
รองนายกรัฐมนตรี กล่าวต่อว่า เมื่อวันที่ 24 เม.ย. คณะทำงานดําเนินการเพื่อประโยชน์แก่การจัดทํารัฐธรรมนูญและการปฏิรูป ได้มีการประชุมกัน ขณะนี้ได้รายชื่อผู้เชี่ยวชาญต่างประเทศที่จะเชิญมาแล้วจำนวน 3 – 4 คน มาจากฝรั่งเศสและเยอรมัน โดยจะให้มาประมาณเดือน พ.ค. 58 ใช้วิธีทยอยกันมา ไม่ได้มาพร้อมกันทีเดียว ขณะนี้อยู่ระหว่างประสานงานเรื่องรายละเอียดอยู่
ทั้งนี้ ผู้เชี่ยวชาญดังกล่าว ก่อนหน้านี้ตนได้ให้สเปกในการหาไปว่า ไม่จำเป็นต้องเป็นนักรัฐศาสตร์ นักกฎหมาย นักประวัติศาสตร์ เพราะเราต้องการให้พูดเรื่องเขา ไม่ต้องการให้มาวิจารณ์รัฐธรรมนูญไทยหรือการเมืองไทย จะให้มาเล่าประสบการณ์ของประเทศเขาที่มีอะไรคล้ายกับเรา ยืนยันว่าไม่ได้เอามาเพื่อสร้างความชอบธรรม แต่เพื่อสร้างความเข้าใจกับผู้ที่เกี่ยวข้องมากกว่า อย่างไรก็ตาม ได้รายงานเรื่องนี้ให้นายกฯ ทราบแล้ว ซึ่งนายกฯ เองต้องการเร่งให้ผู้เชี่ยวชาญมาเร็วๆ แต่ได้บอกไปว่า ต้องขึ้นอยู่กับความสะดวกของเขาด้วย.


บุญทรง ยืนยันขายข้าวจีทูจีจริงทำปย.ประเทศ

บุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีตรมว.พาณิชย์ รัฐบาลยิ่งลักษณ์ ยืนยันมั่นใจเกินร้อยว่า การขายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ (G to G) ไทยกับจีน เป็นเรื่องจริงยิ่งกว่าจริง และทำให้ไทยได้ประโยชน์มหาศาล แล้วตอบแบบนักการเมืองว่า นี่เป็นคดีการเมือง ป.ป.ช.พูดชี้นำเรื่องนี้ ทั้งยกข้ออ้างเดิมๆ ว่า ทำไมป.ป.ช.จงใจทำคดีนี้รวดเร็วผิดปกติ ทำไมไม่เร่งทำคดีรัฐบาลประชาธิปัตย์ทุจริตข้าวบ้าง ตั้ง 5 ปีแล้ว คดียังไม่ไปถึงไหน...
โอ้ อนิจจา! นี่แหละนักการเมืองไทยที่อุตส่าห์ได้เป็นถึงรัฐมนตรี แต่คำตอบช่างไร้ตรรกะ ทำไมไม่ตอบในสิ่งที่ต้องตอบให้ชัด ได้แต่ตอบนอกเรื่อง เข้าตำรา หมาหางด้วน แล้วต้องชวนให้หมาตัวอื่นหางด้วนตามใช่ไหม...
บุญทรงอ้างอีกว่า ชีวิตตนเหมือนแขวนบนเส้นด้าย เพราะโทษที่ถูกกล่าวหาร้ายแรงถึงขั้นจองจำตลอดชีวิต เมื่ออ้างเช่นนี้ ทำให้วิญญูชนที่ไม่คิดโกงประเทศถามกลับว่า แล้วก่อนทำอะไรลงไป เคยคิดสักนิดไหมว่า ที่ทำให้ประเทศเสียหายมหาศาล จะต้องแสดงความรับผิดชอบอย่างไรบ้าง หรือคิดแค่ว่า ผิดแล้วก็แล้วกันไป เพราะคนผิดคือประชาชน ดันเลือกพวกตนมาทำหน้าที่บริหารประเทศ...
ลองฟังคำชี้แจงป.ป.ช.วิชา มหาคุณ บ้าง บอกชัดเจน โครงการจำนำข้าวเป็นวงจรทุจริต เพราะผู้ที่เข้าไปเกี่ยวข้องต่างได้รับผลประโยชน์โดยมิชอบทุกขั้นตอน และไม่มีการขายข้าวแบบจีทูจีตามที่อ้าง ที่สำคัญคือไม่มีการส่งออกข้าวแท้จริง...
ขอถามบุญทรงว่า คิดอย่างไร ก่อนเข้าไปรับตำแหน่งรมว.พาณิชย์ คิดดีแล้วหรือไม่ หรือต้องยอมจำนนเพราะถูกสั่งจากใครคนหนึ่งให้เข้าไปรับเคราะห์แทน แล้วไม่คิดบ้างหรือว่า มีที่ไหนเขาทำกันบ้างกับการรับจำนำข้าวราคาสูงกว่าราคาตลาด ขอถามอีกครั้ง หากต้องใช้เงินครอบครัวตัวเอง บุญทรงจะยังทำอยู่ใช่หรือไม่ หรือนี่เพราะเป็นเงินของประเทศ จึงไม่จำเป็นต้องคิดมาก คิดเพียง ได้อำนาจ ได้ประโยชน์ก็พอ ส่วนประเทศจะบรรลัยก็ช่างมัน...


The Economist ให้ฉายาว่าที่รธน.ฉบับที่ 20 ของไทยว่า “รัฐธรรมนูญพี่เลี้ยงเด็ก” (baby-sitters’ charter)

The Economist บอกว่าคณะร่างรธน.ซึ่งอ้างว่าจะทำให้เกิดกฎหมายป้องกัน “เผด็จการรัฐสภา” นั้น กำลังส่งเสริมให้เกิด “ทรราช” อีกรูปแบบหนึ่งขึ้นมา และนอกจากจะไม่ช่วยสมานแผลทางการเมือง ยังจะทำให้แผลเน่าเฟะมากขึ้น พร้อมกับให้ฉายาว่าที่รธน.ฉบับที่ 20 ของไทยว่า “รัฐธรรมนูญพี่เลี้ยงเด็ก” (baby-sitters’ charter) คือไม่ไว้ใจนักการเมือง นอกจากปรับระบบเลือกตั้งเพื่อให้เกิดรัฐบาลผสมที่อ่อนแอแล้ว ยังตัดสิทธิการเลือกตั้งสว.โดยตรง เหลือให้เลือกได้แค่หนึ่งในสาม แถมยังต้องเลือกจากคนที่ถูกเลือกมาแล้วอีก แต่กลับเพิ่มอำนาจสว. และยังกำหนดให้มีองค์กรตามรธน.ขึ้นมาสิบคณะเพื่อเป็น “พี่เลี้ยงเด็ก” ให้กับนักการเมืองอีก อย่างสมัชชาคุณธรรม ซึ่งมีที่มาจากการแต่งตั้ง
สื่ออังกฤษบอกต่อว่า รธน.ฉบับนี้ถือว่าเป็นการ “ก้าวถอยหลังเข้าคลอง” เมื่อเทียบกับรธน.ปี 40 และไม่มีเป้าหมายอะไรมากไปกว่าต้องการ “ทำหมัน” พรรคเพื่อไทยไม่ให้แพร่พันธุ์ต่อไป เพราะเป็นพรรคที่ฝ่ายอำมาตย์ชิงชังรังเกียจ แต่ชนะเลือกตั้งทุกครั้ง พร้อมกับมีเป้าหมายสืบทอดอำนาจทหารระหว่างการผลัดเปลี่ยนแผ่นดินเท่านั้นเองhttp://econ.st/1OKHbaJ


ยัน'สี จิ้นผิง'หนุนไทยแก้ปัญหาประเทศยั่งยืน

"พล.ต.คงชีพ"เผย"สี จิ้นผิง"ส่งรองประธานคณะกรรมาธิการทหารกลางแห่งชาติ เยือนไทย สานต่อความสัมพันธ์ไทย-จีน ยันจีนหนุนไทยแก้ปัญหาประเทศยั่งยืน

พล.ต.คงชีพ ตันตระวาณิชย์ โฆษกกลาโหม กล่าวถึงผลการเข้าเยี่ยมคำนับและหารือแลกเปลี่ยนมุมมองความมั่นคง ของ พล.อ.อ.สวี่ ฉีเลี่ยง รองประธานคณะกรรมาธิการทหารกลางแห่งชาติ สาธารณรัฐประชาชนจีน (สปจ.)กับพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ณ ศาลาว่าการกลาโหม ว่า การเดินทางมาเยือนประเทศไทยของ พล.อ.อ.สวี่ ฉีเลี่ยง และคณะ อย่างเป็นทางการระหว่าง 23-27 เม.ย.2558 ครั้งนี้ เป็นไปตามคำเชิญของกระทรวงกลาโหม โดยเป็นการพบและหารือความมั่นคงร่วมกันอย่างเป็นทางการครั้งที่ 2 หลังจากการเยือนกระทรวงกลาโหม สปจ.ของคณะพล.อ.ประวิตร ที่ผ่านมา

ทั้งนี้พล.อ.อ.สวี่ ฉีเลี่ยง กล่าวว่า การมาครั้งนี้ได้ผ่านการอนุมัติจากท่านประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ให้มาเสริมสร้างความไว้วางใจ และความร่วมมือทางยุทธศาสตร์ระหว่างกัน เพื่อพัฒนาความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศให้แน่นแฟ้นมากยิ่งขึ้น โดยเน้นย้ำว่าความผูกพันที่ลึกซึ้งของราชวงศ์ไทยและความสัมพันธ์ทางทหารที่แนบแน่นของทั้งสองประเทศตั้งแต่อดีต มีส่วนสำคัญยิ่งในการพัฒนาผลักดันความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศให้มีความก้าวหน้าเป็นอย่างมาก จีนยินดีและพร้อมให้การสนับสนุนการแก้ปัญหาภายในประเทศของไทย ให้เกิดความสงบสุขอย่างยั่งยืน และหวังว่าประชาชนไทยทุกภาคส่วนจะร่วมมือกันแก้ปัญหาด้วยการเจรจา เพื่อเสถียรภาพและความมั่นคงของประเทศอย่างยั่งยืน พร้อมกันนี้ได้หารือและเสนอความร่วมมือในการพัฒนาความสัมพันธ์ของกระทรวงกลาโหมสองประเทศให้แน่นแฟ้นมากยิ่งขึ้น ใน 4 ประการคือ
1. เสนอให้มีการจัดทำบันทึกข้อตกลงร่วมกันระหว่างกระทรวงกลาโหมของทั้ง 2 ประเทศ เพื่อยกระดับความร่วมมือทางทหารให้สูงขึ้น และให้มีการแลกเปลี่ยนการเยือนระหว่างกันในทุกระดับให้มากขึ้น
2. เสนอให้จัดตั้งกลไกความร่วมมือทางทหารในการฝึก ศึกษาของกระทรวงกลาโหม ทั้ง 2 ประเทศ โดยขยายความร่วมมือไปสู่การฝึกร่วมผสมทั้ง 3 เหล่าทัพระหว่างกัน
3. สนับสนุนและส่งเสริมความร่วมมือด้านอุตสาหกรรมป้องกันประเทศร่วมกัน โดยมุ่งเน้นการพัฒนาจุดอ่อน จุดแข็งร่วมกัน เพื่อประโยชน์ทางทหารของทั้งสองประเทศ และ
4.จีนพร้อมให้การสนับสนุนไทยในการจัดตั้งศูนย์การแพทย์ทางทหารอาเซียน เพื่อให้ไทยเป็นศูนย์กลางการแพทย์ทหารของภูมิภาค นอกจากนั้น จีนได้แสดงถึงความกังวลต่อปัญหาทะเลจีนใต้ ซึ่งมีประเทศต่างๆ ในภูมิภาคอาเซียน เป็นคู่ขัดแย้ง พร้อมทั้งชื่นชมบทบาทของประเทศไทย ที่ได้แสดงออกต่อปัญหาดังกล่าวอย่างสร้างสรรค์ และกล่าวเชื่อมั่นถึงความสัมพันธ์ฉันท์มิตรของทั้งสองประเทศ จะเป็นส่วนสำคัญในการสนับสนุนและเสริมสร้างความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ที่แน่นแฟ้นและรอบด้านระหว่างกัน

ขณะที่พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า ความผูกพันทางประวัติศาสตร์และความสัมพันธ์ทางการทูต ไทย – จีน ครบรอบ 40 ปี เป็นการยืนยันถึงความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้น ต่อเนื่องยาวนานของทั้งสองประเทศ ไทยยินดีและเห็นชอบต่อข้อเสนอของจีน โดยกระทรวงกลาโหมได้จัดตั้งคณะทำงานและพิจารณาร่วมกันแล้ว ถึงข้อเสนอต่าง ๆ ตามที่ได้เคยหารือร่วมกันไว้ สำหรับความร่วมมือด้านอุตสาหกรรมป้องกันประเทศนั้น ไทยประสงค์ที่จะรับการสนับสนุนความร่วมมือด้านการวิจัยและพัฒนาร่วมกันให้มากขึ้นเพื่อให้เกิดความยั่งยืน ด้านความร่วมมือระหว่างประเทศนั้น ประเทศไทยมีจุดยืนที่ชัดเจนในการยึดมั่นความร่วมมือกับนานาประเทศเพื่อแสวงหาหนทางการแก้ปัญหาความขัดแย้งโดยสันติวิธี มุ่งเน้นการสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจด้วยการเจรจาเพื่อนำไปสู่สันติภาพ เสถียรภาพ และความเจริญมั่นคงของภูมิภาคร่วมกัน    

สำหรับการดำเนินนโยบายต่างประเทศของจีนตามวิสัยทัศน์ Chines Dream นั้น มีความสอดคล้องกับนโยบายต่างประเทศของไทย โดยตั้งอยู่บนหลักการของการเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ การเคารพซึ่งกันและกันและเสริมสร้างความร่วมมือที่เอื้อประโยชน์ต่อกันทั้งสองฝ่าย ขอขอบคุณจีนที่เข้าใจสถานการณ์ภายในประเทศไทย รวมทั้งให้กำลังใจและสนับสนุนการเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ในทุกด้านกับไทยมาโดยตลอด เรากำลังมุ่งสู่การปฏิรูปประเทศโดยยึดประชาชนเป็นศูนย์กลางและเพื่อประโยชน์สุขของประชาชนและความมั่นคงของประเทศอย่างยั่งยืน

สำหรับความร่วมมือในกรอบอาเซียน ไทยยินดีสนับสนุนการเสริมสร้างความเป็นหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์ที่แน่นแฟ้นและรอบด้านระหว่างอาเซียนกับจีนในเชิงสร้างสรรค์ต่อไป ต่อกรณีปัญหาสถานการณ์ทะเลจีนใต้นั้น ไทยยินดีที่ทุกประเทศที่เกี่ยวข้องต่างยึดมั่นในการร่วมมือกันเพื่อแสวงหาหนทางการแก้ปัญหาโดยสันติวิธี และมั่นใจว่าประเด็นเรื่องทะเลจีนใต้จะไม่กระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างอาเซียนกับจีน พล.อ.ประวิตรฯ ได้กล่าวในตอนท้ายว่า ประเทศไทย พร้อมให้การสนับสนุน สปจ.ในทุกเรื่องภายใต้ความสงบสุขและสันติภาพอย่างถาวรในการอยู่ร่วมกันของประชาชนในภูมิภาค

หลังจากนั้น พล.อ.อ.สวี่ ฉีเลี่ยง รองประธานคณะกรรมาธิการทหารกลางแห่งชาติสปจ.และคณะได้เดินทางเข้าเยี่ยมคำนับ พล.อ.ประยุทธ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ณ ทำเนียบรัฐบาล
- See more at: http://www.bangkokbiznews.com/news/detail/644346#sthash.CJY1qeyK.oEizXEOu.dpuf

กลาโหม ไทย-จีน บรรลุ4 ข้อตกลงร่วม ฝึกร่วม3เหล่าทัพ อุตสาหกรรมป้องกันประเทศ หนุน China's Dream

กลาโหม ไทย-จีน บรรลุ4 ข้อตกลงร่วม ฝึกร่วม3เหล่าทัพ อุตสาหกรรมป้องกันประเทศ หนุน China's Dream ระบุ ประธานาธิบดี สีจิ้นผิง ไฟเขียวให้มา จีน เผย ยินดีและพร้อมให้การสนับสนุนการแก้ปัญหาภายในประเทศของไทย แนะ แก้ปัญหา ทะเลจีนใต้ แบบสันตื ร่วมสร้างความมั่นคงในภูมิภาค

พลตรี คงชีพ ตันตระวาณิชย์ โฆษกกลาโหม เปิดเผยผลการหารือแลกเปลี่ยนมุมมองความมั่นคง ของ พล.อ.อ.สวี่ ฉีเลี่ยง รองประธานคณะกรรมาธิการทหารกลางแห่งชาติ สาธารณรัฐประชาชนจีน (สปจ.) กับ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รอง นรม. และ รมว.กลาโหม อละคณะ ที่ ศาลาว่าการกลาโหม ว่า การเดินทางมาเยือนประเทศไทยของ พล.อ.อ.สวี่ ฉีเลี่ยง และคณะ อย่างเป็นทางการระหว่าง 23-27 เม.ย.2558 ครั้งนี้ เป็นไปตามคำเชิญของ กลาโหม
โดยเป็นการพบและหารือความมั่นคงร่วมกันอย่างเป็นทางการครั้งที่ 2 หลังจาก พลเอก ประวิตร นำคณะ ผบ.เหล่าทัพ ไปเยือนกลาโหม จีน เมิ้อ 8-10 เมย. ที่ผ่านมา
พล.อ.อ.สวี่ ฉีเลี่ยง กล่าวว่า การมาครั้งนี้ได้ผ่านการอนุมัติจากท่านประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ให้มาเสริมสร้างความไว้วางใจและความร่วมมือทางยุทธศาสตร์ระหว่างกัน เพื่อพัฒนาความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศให้แน่นแฟ้นมากยิ่งขึ้น
โดยเน้นย้ำว่าความผูกพันที่ลึกซึ้งของราชวงศ์ไทยและความสัมพันธ์ทางทหารที่แนบแน่นของทั้งสองประเทศตั้งแต่อดีต มีส่วนสำคัญยิ่งในการพัฒนาผลักดันความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศให้มีความก้าวหน้าเป็นอย่างมาก
จีนยินดีและพร้อมให้การสนับสนุนการแก้ปัญหาภายในประเทศของไทย ให้เกิดความสงบสุขอย่างยั่งยืน และหวังว่าประชาชนไทยทุกภาคส่วนจะร่วมมือกันแก้ปัญหาด้วยการเจรจา เพื่อเสถียรภาพและความมั่นคงของประเทศอย่างยั่งยืน
พร้อมกันนี้ได้หารือและเสนอความร่วมมือในการพัฒนาความสัมพันธ์ของ กลาโหม สองประเทศให้แน่นแฟ้นมากยิ่งขึ้น ใน 4 ประการคือ
1.เสนอให้มีการจัดทำบันทึกข้อตกลงร่วมกันระหว่างกระทรวงกลาโหมของทั้ง 2 ประเทศ เพื่อยกระดับความร่วมมือทางทหารให้สูงขึ้น และให้มีการแลกเปลี่ยนการเยือนระหว่างกันในทุกระดับให้มากขึ้น
2.เสนอให้จัดตั้งกลไกความร่วมมือทางทหารในการฝึก ศึกษาของ กลาโหม ทั้ง 2 ประเทศ โดยขยายความร่วมมือไปสู่การฝึกร่วมผสมทั้ง 3 เหล่าทัพระหว่างกัน
3.สนับสนุนและส่งเสริมความร่วมมือด้านอุตสาหกรรมป้องกันประเทศร่วมกัน โดยมุ่งเน้นการพัฒนาจุดอ่อน จุดแข็งร่วมกัน เพื่อประโยชน์ทางทหารของทั้งสองประเทศ
4.จีนพร้อมให้การสนับสนุนไทยในการจัดตั้งศูนย์การแพทย์ทางทหารอาเซียน เพื่อให้ไทยเป็นศูนย์กลางการแพทย์ทหารของภูมิภาค
นอกจากนั้น จีนได้แสดงถึงความกังวลต่อปัญหาทะเลจีนใต้ ซึ่งมีประเทศต่างๆ ในภูมิภาคอาเซียน เป็นคู่ขัดแย้ง พร้อมทั้งชื่นชมบทบาทของประเทศไทย ที่ได้แสดงออกต่อปัญหาดังกล่าวอย่างสร้างสรรค์
และกล่าวเชื่อมั่นถึงความสัมพันธ์ฉันท์มิตรของทั้งสองประเทศ จะเป็นส่วนสำคัญในการสนับสนุนและเสริมสร้างความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ที่แน่นแฟ้นและรอบด้านระหว่างกัน
พล.อ.ประวิตร รอง นายกฯและ รมว.กห. กล่าวว่า ความผูกพันทางประวัติศาสตร์และความสัมพันธ์ทางการทูต ไทย – จีน ครบรอบ 40 ปี เป็นการยืนยันถึงความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้น ต่อเนื่องยาวนานของทั้งสองประเทศ ไทยยินดีและเห็นชอบต่อข้อเสนอของจีน โดยกห.ได้จัดตั้งคณะทำงานและพิจารณาร่วมกันแล้ว ถึงข้อเสนอต่างๆตามที่ได้เคยหารือร่วมกันไว้
สำหรับความร่วมมือด้านอุตสาหกรรมป้องกันประเทศนั้น ไทยประสงค์ที่จะรับการสนับสนุนความร่วมมือด้านการวิจัยและพัฒนาร่วมกันให้มากขึ้นเพื่อให้เกิดความยั่งยืน ด้านความร่วมมือระหว่างประเทศนั้น ประเทศไทยมีจุดยืนที่ชัดเจนในการยึดมั่นความร่วมมือกับนานาประเทศเพื่อแสวงหาหนทางการแก้ปัญหาความขัดแย้งโดยสันติวิธี มุ่งเน้นการสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจด้วยการเจรจาเพื่อนำไปสู่สันติภาพ เสถียรภาพ และความเจริญมั่นคงของภูมิภาคร่วมกัน
สำหรับการดำเนินนโยบายต่างประเทศของจีนตามวิสัยทัศน์ China's Dream นั้น มีความสอดคล้องกับนโยบายต่างประเทศของไทย โดยตั้งอยู่บนหลักการของการเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ การเคารพซึ่งกันและกัน และเสริมสร้างความร่วมมือที่เอื้อประโยชน์ต่อกันทั้งสองฝ่าย ขอขอบคุณจีนที่เข้าใจสถานการณ์ภายในประเทศไทย รวมทั้งให้กำลังใจและสนับสนุนการเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ในทุกด้านกับไทยมาโดยตลอด เรากำลังมุ่งสู่การปฏิรูปประเทศ โดยยึดประชาชนเป็นศูนย์กลางและเพื่อประโยชน์สุขของประชาชนและความมั่นคงของประเทศอย่างยั่งยืน
สำหรับความร่วมมือในกรอบอาเซียน ไทยยินดีสนับสนุนการเสริมสร้างความเป็นหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์ที่แน่นแฟ้นและรอบด้านระหว่างอาเซียนกับจีนในเชิงสร้างสรรค์ต่อไป
ต่อกรณีปัญหาสถานการณ์ทะเลจีนใต้นั้น ะลเอก ประวิตร กล่าวว่า ไทยยินดีที่ทุกประเทศที่เกี่ยวข้องต่างยึดมั่นในการร่วมมือกันเพื่อแสวงหาหนทางการแก้ปัญหาโดยสันติวิธี และมั่นใจว่าประเด็นเรื่องทะเลจีนใต้จะไม่กระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างอาเซียนกับจีน
พล.อ.ประวิตร ได้กล่าวในตอนท้ายว่า ประเทศไทย พร้อมให้การสนับสนุน สปจ.ในทุกเรื่องภายใต้ความสงบสุขและสันติภาพอย่างถาวรในการอยู่ร่วมกันของประชาชนในภูมิภาค
หลังจากนั้น พล.อ.อ.สวี่ ฉีเลี่ยง รองประธานคณะกรรมาธิการทหารกลางแห่งชาติ สปจ. และคณะ ได้เดินทางเข้าเยี่ยมคำนับ พล.อ.ประยุทธ จันทร์โอชา นรม. ณ ทำเนียบรัฐบาล


ทัวร์ช็อก!! พิษICAO ทุบอินบาวนด์1.4 ล้านล้านสะเทือน

23/4/58 ประชาชาติธุรกิจ 


ภาคท่องเที่ยวฟันธงกฎเหล็ก ICAO ทุบตลาดทัวร์อินบาวนด์ 1.4 ล้านล้านสะเทือน "ศุภฤกษ์ ศูรางกูร"นายก ส.ไทยบริการท่องเที่ยวเผยบริษัททัวร์เริ่มหันไปใช้สายการบินต่างชาติ วอนรัฐเร่งสื่อสารให้ทุกภาคส่วนเกิดความเชื่อมั่น ขณะที่ "กอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร" รมว.ท่องเที่ยวฯ แนะเอกชนเร่งทำแผนสำรองกันเสี่ยง ฟากสายการบินดิ้นช่วยเหลือตัวเอง

จากแถลงการณ์ถึงแผนปลดล็อก SSC องค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (ICAO) ของ พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เมื่อวันที่ 19 เมษายนที่ผ่านมานั้นค่อนข้างเป็นที่แน่ชัดแล้วว่า กระบวนการการดำเนินงานแผนของไทยลากยาวไปถึงเดือนกรกฎาคม ขณะที่กรอบเวลาที่ทางไอซีเอโอขีดเส้นตาย ถึงแค่ต้นเดือนมิถุนายนนี้เท่านั้น 

ประเด็นดังกล่าวนี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมยอมรับว่าอาจส่งผลกระทบลามจากสายการบินรูปแบบเช่าเหมาลำหรือชาร์เตอร์ไฟลต์ไปถึงสายการบินที่ให้บริการเที่ยวบินประจำ

นายศุภฤกษ์ ศูรางกูร กรรมการผู้จัดการบริษัท หนุ่มสาวทัวร์ จำกัด และนายกสมาคมไทยบริการท่องเที่ยว (ทีทีเอเอ) กล่าวกับ "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า แม้ทางกระทรวงคมนาคมจะเร่งทำแผนปลดล็อกการบินให้เสร็จทันเดือนมิถุนายนนี้ แต่ส่วนตัวมองว่าโอกาสที่จะทำเสร็จทันนั้นไม่ง่าย เนื่องจากเป็นกระบวนการที่ต้องใช้เวลาพอสมควร

อินบาวนด์ 1.4 ล้านล้านสะเทือน

ประเด็นสำคัญที่ต้องจับตานับจากนี้คือ ตลาดทัวร์อินบาวนด์ (ต่างชาติเที่ยวไทย)ซึ่งมีขนาดใหญ่ โดยตั้งเป้าต่างชาติมาเที่ยวไทยปีนี้ไว้ที่ 28-29 ล้านคน สร้างรายได้ 1.4 ล้านล้านบาท หากเที่ยวบินประจำของสายการบินสัญชาติไทยได้รับผลกระทบเป็นไปได้สูงที่จะเกิดเอฟเฟ็กต์แรงกว่าตลาดคนไทยเที่ยวนอก ดังนั้น สิ่งที่กระทรวงคมนาคมของไทยต้องเร่งดำเนินคือ สื่อสารให้องค์การการบินพลเรือนของประเทศอื่น ๆ เกิดความเชื่อมั่นให้ได้ เพื่อให้สายการบินสัญชาติไทยยังให้บริการเที่ยวบินประจำและเช่าเหมาลำ(ชาร์เตอร์ไฟลต์) ต่อไปได้

สอดคล้องกับแหล่งข่าวระดับสูงในภาคธุรกิจสายการบินรายหนึ่งที่กล่าวในทิศทางเดียวกันว่า ปัญหาใหญ่ในขณะนี้คือทุกฝ่ายประเมินว่าถ้าเลยเดือนมิถุนายนนี้ไปแล้ว ทางกระทรวงยังไม่สามารถแก้ปัญหาได้ จะส่งผลกระทบต่อการจองแพ็กเกจทัวร์ที่ใช้เที่ยวบินประจำของสายการบินสัญชาติไทยแน่นอน 

"สิ่งหนึ่งที่ทำให้ภาคธุรกิจไม่เชื่อมั่นในตอนนี้คือ รัฐบาลโดยเฉพาะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมไม่ได้สื่อสารเลยว่าหากไทยไม่สามารถปลดล็อกปัญหานี้ได้ ทางรัฐบาลมีแผนรองรับอย่างไร เพื่อไม่ให้ภาคธุรกิจท่องเที่ยวของไทยที่ตั้งเป้าทำรายได้จากตลาดอินบาวนด์ปีนี้ไว้สูงถึง 1.4 ล้านล้านบาทได้รับผลกระทบ"

เช่นเดียวกับนายศิษฎิวัชร ชีวรัตนพร ที่ปรึกษานายกสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว(แอตต้า) ที่ยอมรับว่า ประเด็นปัญหาดังกล่าวไม่ได้กระทบแค่ตลาดเอาต์บาวนด์ แต่ยังกระทบถึงตลาดอินบาวนด์ ตอนนี้สายการบินสัญชาติไทยก็กำลังร่วมมือกับทางกรมการบินพลเรือน (บพ.) เร่งแก้ปัญหาเพื่อสร้างความเชื่อมั่นแก่องค์การการบินพลเรือนของแต่ละประเทศและบริษัททัวร์

ด้านนายอิทธิฤทธิ์ กิ่งเล็ก ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (สทท.) กล่าวกับ "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า หากไทยปลดล็อกไม่ทันกำหนด สทท.คาดว่าจะส่งผลกระทบลามถึงเที่ยวบินประจำของสายการบินสัญชาติไทย 3 สายการบินหลัก ๆ ได้แก่ การบินไทย บางกอกแอร์เวย์สและไทย แอร์เอเชีย ที่ทำการตลาดขายตั๋วบินตลาดต่างประเทศในสัดส่วนที่สูงแน่นอน 

"คาดว่า 3-4 สายการบินสัญชาติไทยที่ให้บริการเที่ยวบินระหว่างประเทศจะได้รับผลกระทบ 10-20% เพราะนักท่องเที่ยวต่างชาติอาจกังวลใจ ไม่กล้าจอง ส่งผลต่อเป้าหมายรายได้ท่องเที่ยวในส่วนของตลาดต่างชาติซึ่งรัฐบาลตั้งเป้าไว้สูงถึง 1.4 ล้านล้านบาทปีนี้"

บ.ทัวร์เล็งใช้แอร์ไลน์สัญชาติอื่น

นายศุภฤกษ์กล่าวด้วยว่า สำหรับบริษัททัวร์ไม่ค่อยมั่นใจว่ากระทรวงคมนาคมและ บพ.จะปลดล็อกปัญหานี้ได้ทัน และหากเลยไปถึงเดือนกรกฎาคมมองว่าปัญหามีโอกาสลามไปถึงเที่ยวบินประจำได้ จึงได้เพิ่มความระมัดระวังในการใช้สายการบินสัญชาติไทยมากขึ้น พร้อมทั้งหันไปใช้บริการสายการบินสัญชาติอื่นด้วย โดยเฉพาะกรุ๊ปทัวร์ที่เซนซิทีฟ ไม่อยากให้มีการยกเลิกเที่ยวบิน 

"ตอนนี้บริษัททัวร์ในไทยบางส่วนที่จำเป็นต้องวางแผนล่วงหน้านาน ได้ติดต่อขอซื้อที่นั่งกับสายการบินต่างชาติแล้ว เพื่อกันความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น ด้านบริษัททัวร์ในต่างประเทศ แทนที่เขาจะเลือกใช้บริการเที่ยวบินประจำของสายการบินในไทย ก็เลือกใช้ของสายการบินต่างชาติแทน ทำให้เสียโอกาสมาก ๆ" นายศุภฤกษ์กล่าว และว่าภาพลักษณ์ของธุรกิจการบินในไทยตอนนี้ได้รับผลกระทบหนักมาก โอเปอเรเตอร์ทัวร์ในต่างประเทศก็ไม่มั่นใจคุณภาพ ทำให้เปลี่ยนไปใช้สายการบินสัญชาติอื่นแทนสายการบินของไทยแล้ว

ด้านนางกอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวถึงประเด็นดังกล่าวว่า ส่วนตัวมองว่าทีมงานที่เกี่ยวข้องได้ทำงานกันอย่างเต็มที่แล้ว อย่างไรก็ตาม เพื่อเป็นการบริหารความเสี่ยง ทางกระทรวงก็ได้คุยกับภาคเอกชนให้มองหาทางเลือกใหม่ ๆ ไว้ด้วย เพื่อให้ธุรกิจท่องเที่ยวของไทยในภาพรวมไม่มีปัญหา 

สายการบินดิ้นช่วยเหลือตัวเอง

นายชัยรัตน์ แสงจันทร์ กรรมการผู้จัดการ สายการบินเจ็ทเอเซีย แอร์เวย์ กล่าวกับ "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า ขณะนี้ผู้ให้บริการสายการบินต่าง ๆ ได้ให้ความร่วมมือกับ บพ.ในทุกรูปแบบ เพื่อช่วยกันดำเนินการแก้ไขปัญหาให้สำเร็จและผ่านเกณฑ์ของไอซีเอโอ อย่างไรก็ตาม สายการบินต่าง ๆ ก็ไม่ได้รอความหวังจากฝ่ายรัฐบาลอย่างเดียว ขณะนี้สายการบินทุกแห่งได้กลับมาดูเรื่องมาตรฐานและความปลอดภัยของตัวเองควบคู่ไปด้วย เพราะเชื่อว่าหากสายการบินมีมาตรฐานก็ไม่น่าจะได้รับผลกระทบ 

"เรายังมีความหวังเพราะมาตรฐานของแต่ละประเทศก็ไม่เหมือนกัน ยกตัวอย่างเช่น ที่ผ่านมากรมการบินพลเรือนของญี่ปุ่นก็ยังอะลุ่มอล่วย ขณะที่กรมการบินพลเรือนของจีนก็ไม่ค่อยกังวลกับเกณฑ์ของไอซีเอโอมากนัก ดังนั้นสิ่งสำคัญที่สุดตอนนี้คือทุกสายการบินต้องทำให้ตัวเองมีมาตรฐาน" นายชัยรัตน์กล่าว 

แหล่งข่าวจากธุรกิจสายการบินรายหนึ่งกล่าวเสริมว่า ถ้าทางรัฐบาลไทยแก้ไขปัญหาไม่ทันกรอบเวลาของไอซีเอโอ เชื่อว่าจะส่งผลกระทบต่อภาคอุตสาหกรรมท่องเที่ยวของไทยอย่างมหาศาล ดังนั้นในฟากกลุ่มผู้ประกอบการสายการบินด้วยกันเองนอกจากจะกลับไปทบทวนเรื่องมาตรฐานความปลอดภัยของตัวเองแล้ว ยังต้องเตรียมประสานงานกับคู่ค้าในแต่ละประเทศ เพื่อให้คู่ค้าเกิดความมั่นใจและยังเชื่อมั่นในมาตรฐานการบินของประเทศไทยและยังใช้บริการต่อไป

"ในกรณีที่ไอซีเอโอประเมินผลแล้ว เขาจะอัพข้อมูลขึ้นบนเว็บ ทุกคนสามารถเข้าไปดูได้ กรมการบินพลเรือนแต่ละประเทศก็จะเห็นว่าเกณฑ์ของประเทศไทยอยู่ในระดับไหนและอยู่ที่การพิจารณาของกรมการบินในแต่ละประเทศว่าจะมีมาตรการกับสายการบินของไทยอย่างไรต่อไป" แหล่งข่าวกล่าว

วันพฤหัสบดีที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2558

เสนอใช้ม.44 เปลี่ยน 'ผู้ว่าฯกทม.' เป็น 'นายกเทศมนตรีกทม.'

โดย : กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ วันที่ 23 เมษายน 2558

"สมาคมปกครอง" เสนอใช้ม.44 เปลี่ยนชื่อ "ผู้ว่าฯกทม." เป็น "นายกเทศมนตรีกทม." ค้านตั้งองค์กรบริหารภาค-ยุบส่วนราชการท้องถิ่น

ที่ห้องอรรถไกวัลวที สำนักปลัดประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (สปน.) ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล รัฐมนตรีและประจำสำนักนายกรัฐมนตรีและปลัดประจำสำนักนายกรัฐมนตรี รับหนังสือจาก พ.ท.กมล ประจวบเหมาะ นายกสมาคมนักปกครองแห่งประเทศไทย ที่ขอให้มีการทบทวนแนวคิดและการผลักดันของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.)ให้มีการยุบราชการบริหารส่วนภูมิภาค

โดย พ.ท.กมล เปิดเผยว่า สมาคมได้ยื่นหนังสือเปิดผนึกถึงพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เรื่องแนวทางการปฏิรูปการบริหารการปกครองราชอาณาจักรไทยโดยมีข้อเสนอ คือ ไม่เห็นด้วยที่จะต้องตั้งองค์กรบริหารภาคเนื่องจากจะเกิดความซ้ำซ้อนกับการบริหารราชการส่วนภูมิภาคโดยเฉพาะการจัดตั้งผู้ว่าราชการภาคซึ่งเป็นรูปแบบการปกครองในอดีตที่มีการยกเลิกไปแล้ว นั่นคือข้าหลวงประจำภาคต่างๆที่ปัจจุบันเปลี่ยนเป็นผู้ตรวจราชการซึ่งเข้ามาดูและการทำงานของกลุ่มจังหวัดซึ่งเห็นว่าเป็นการบริหารงานที่ลักลั่น

พ.ท.กมล กล่าวด้วยว่า ไม่เห็นด้วยที่รัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะให้มีสภาท้องถิ่นมาดูแลท้องถิ่นโดยมีอำนาจเป็นเอกเทศ และเห็นว่าเป็นการทำงานที่ทับซ้อนกับการบริหารการปกครองระดับประเทศของรัฐบาลกลาง นอกจากนี้ทางสมาคมฯเสนอให้กระทรวงมหาดไทย(มท.)เป็นหน่วยงานหลักในการจัดการลือกตั้ง โดยให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.)กำกับดูแลกำกับนโยบาย เนื่องจากเห็นว่ากระทรวงมหาดไทยมีบุคลากรทุกระดับตั้งแต่ อำเภอ ตำบล หมู่บ้าน โดยเฉพาะกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน อาสาสมัคร ผู้นำท้องถิ่น รวมถึงองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทั่วประเทศและมั่นใจว่าสามารถป้องกันการทุจริตการเลือกตั้งได้

“นอกจากนี้ขอเสนอให้เปลี่ยนชื่อตำแหน่ง ”ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร”เป็น”นายกเทศมนตรีกรุงเทพมหานคร“ โดยอาจใช้มาตรา 44 มาดำเนินการ เนื่องจากทางสมาคมเห็นว่าเพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องว่าประเทศไทยมีการปกครองส่วนภูมิภาคจำนวน 76จังหวัดมิใช่ 77 จังหวัด เนื่องจาก การเข้าสู่ตำแหน่งผู้ว่ากทมและผู้ว่าราชการจังหวัดมีความแตกต่างกัน”พ.ท.กมล กล่าวและว่า กล่าวคือ ผู้ว่ากทม. มาจากการเลือกตั้งเป็นนักการเมืองแต่ผู้ว่าราชการจังหวัดอื่นๆเป็นตัวแทนรัฐบาลส่วนกลางที่เข้ามาดูแลความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนในขณะที่แม้มีพื้นที่ปกครองพิเศษ เช่น เทศบาลนครเมืองพัทยา นายกเมืองพัทยาก็มาจากการเลือกตั้งแต่ยังมีผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรีเป็นตัวแทนรัฐบาลกลาง ในขณะที่ผู้ว่ากทม.ไม่มีตัวแทนจากรัฐบาลกลาง ดังนั้น ตำแหน่งผู้ว่าราชการควรเหลือเพียงตำแหน่งนากยกเทศมนตรีกรุงเทพมหานครเท่านั้น
- See more at: http://www.bangkokbiznews.com/news/detail/644181#sthash.t7v7yqzU.dpuf

"บิ๊กตู่"หนักใจ! ทำไม่ได้อย่างหวัง วอน นักการเมือง-สื่อ-อจ. ต้องรู้ว่าตัวเองทำผิดด้วย

นายกฯชี้เชิญตัวแทนพรรคการเมืองคุยปรองดอง หากไม่หยุดให้สังคมตัดสินเอง รับหนักใจไม่สามารถแก้ปัญหาตามที่ตั้งใจไว้ได้

พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. กล่าวถึงกรณีที่ศูนย์ปรองดองสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูป หรือ ศปป. เชิญตัวแทนสองพรรคการเมืองใหญ่ สื่อมวลชน คอลัมนิสต์ และนักวิชาการมาให้ข้อมูลเกี่ยวกับสถานการณ์ทางการเมืองตั้งแต่ปี 2549-2557 เพื่อพูดคุยทำความเข้าใจในสิ่งที่รัฐบาลกำลังดำเนินการ ไม่ใช่เป็นการเรียกมาปรับทัศนคติ ซึ่งหลายคนเคยถูกเชิญตัวมาพูดคุยก่อนหน้านี้แล้ว แต่ไม่เข้าใจและยังวิพากษ์วิจารณ์อย่างต่อเนื่องซึ่งเรื่องนี้จะให้สังคมตัดสินเองไม่ใช่จะให้ตนใช้อำนาจทุกเรื่อง และเห็นว่าคนเหล่านี้ควรจะมีหัวใจที่ปรองดองที่จะช่วยกันทำให้บ้านเมืองเกิดความสมานฉันท์ ไม่ใช่จะให้ใช้กฎหมายที่แรงขึ้นเพราะหากมีการบังคับก็ไม่ยอมรับ ขณะเดียวกันต้องรู้ว่าตัวเองทำผิดด้วย ซึ่งการปรองดองต้องเริ่มที่หัวใจไม่ใช่ไปยกเลิกทางกฎหมาย และไม่ว่าใครกระทำผิดจะต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมทั้งสิ้น

อย่างไรก็ตามนายกรัฐมนตรียอมรับว่ามีความหนักใจที่ไม่สามารถแก้ปัญหาตามที่ตั้งใจไว้ และยอมรับว่าทุกปัญหามีความท้าทาย มีความเสี่ยงตั้งแต่วันแรกที่เข้ามาแก้ไขปัญหา แต่ไม่อยากเปิดเผยรายละเอียด เพราะหากต่างชาติรับรู้จะมองว่าประเทศไทยเสียหาย ยอมรับทุกคนหวังดีต่อประเทศรวมถึงนักการเมืองที่ดีมีจำนวนมาก แต่ต้องรู้ตัวและปรับตัว ขณะเดียวกันจะมากดดันการทำงานของตนไม่ได้เพราะตนไม่ได้ถูกเลือกเข้ามา แต่เข้ามาด้วยวิธีพิเศษเพื่อแก้ไขปัญหาความขัดแย้ง

นักวิชาการรัฐศาสตร์ วิเคราะห์ ยิ่งโลกล้อมไทย การใช้ ม.44 จะเข้มข้นหนักขึ้น



วันที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2558 เวลา 14:35:28 น.


ดร.พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แสดงความเห็นในเฟสบุ๊กส่วนตัว วิเคราะห์ถึงการใช้อำนาจของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)ตามมาตรา 44  ที่ให้อำนาจหัวหน้า คสช.ออกคำสั่งเรื่องต่างๆ โดย ดร.พิชญ์ เห็นว่า การใช้อำนาจตามาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว ปี 2557 เป็นข้ออ้างในการเดินเกมกับนานาชาติ หากถูกกดดัน ก็จะยิ่งเพิ่มความเข้มข้นของการใช้อำนาจให้ขยายลงไปในเรื่องต่างๆ เช่นเรื่องการโยกย้ายข้าราชการ โดยไม่ต้องมีขั้นตอนใดๆ  นอกจากนี้ยังเห็นว่า มาตรา 44 ต่างกับการใช้อำนาจตามมาตรา 17 ในสมัยจอมพลสฤษฏิ์  เพราะจอมพลสฤษฏิ์ เป็นนายกรัฐมนตรี ผู้บัญชาการเหล่าทัพ และ หัวหน้าคณะปฏิวัติ ขณะที่ในปัจจุบัน แม้หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ กับนายกรัฐมนตรีจะเป็นคนเดียวกัน แต่ก็เป็นนายทหารที่เกษียณอายุราชการไปเเล้ว ไม่ได้เป็นผู้บัญชาการทางทหาร  จึงต้องจับตาความสัมพันธ์กับกองทัพ และในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่ร่างอยู่นั้นจะมีการระบุถึงการสิ้นสุดลงของคสช. หรือไม่


"...แม้ว่าผมจะไม่เห็นด้วยกับมาตรา 44 แต่ผมคิดว่ารัฐบาลนี้กำลังใช้มาตรา 44 อย่างเมามันส์ และผมคิดว่าใครที่เป็นกองเชียร์มาตรา 44 อย่างจริงใจ (ไม่ใช่พวกที่บอกว่า ถ้าต้องเลือกก็ต้องยอม) นี่คงจะรู้สึกสะใจพวกฝรั่งตาน้ำข้าว ถ้าเชื่อในทฤษฎีที่ว่ามาตรา 44 เกิดจากการที่ถูกต่างประเทศกดดัน (ซึ่งผมไม่เคยเชื่อตั้งแต่แรก และผมกลายเป็นเสียงข้างน้อยในเรื่องนี้) ..."

ตัวอย่างล่าสุดก็คือ มาตรา 44 นั้นถูกใช้ในการแก้ปัญหาการบิน และ กำลังจะถูกใช้ในการแก้ปัญหาเรื่องของแรงงานประมง ซึ่งกลายเป็นว่าในที่สุดแล้ว มาตรา 44 จะเป็นข้ออ้างในการเดินเกมส์กับฝรั่งมากขึ้นไปอีกว่า ก็ถ้ายูกดดันไอ ไอก็จะใช้มาตรา 44 ในทุกๆเรื่อง เพื่อแก้ปัญหา ซึ่งตอนนี้ลามไปถึงการโยกย้ายข้าราชการโดยไม่ต้องมีขั้นตอนอื่นๆ - ถ้ายังนึกถึงชัยชนะของคุณถวิล เปลี่ยนสี จากการโยกย้ายในสมัยรัฐบาลยิ่งลักษณ์ได้

สรุปง่ายๆก็คือ ยิ่งมีแรงกดดันจากต่างชาติ และแรงกดดันภายในประเทศมากเท่าไหร่ แรงกดดันเหล่านั้นก็ยิ่งทำให้ต้องใช้มาตรา 44 ในการแก้ไขในทุกๆเรื่องมากขึ้น หรือพูดง่ายๆว่า ยิ่งโลกล้อมไทย ไทยก็จะเป็นเผด็จการด้วยมาตรา 44 มากขึ้น ‪ (ผมนึกถึงภาพคนเมายาบ้าที่มีคนยืนมุงดูอย่างไรไม่รู้‬)

ในส่วนต่อมาที่ควรพิจารณาก็คือ มาตรา 44 นั้นไม่เหมือนกับมาตรา 17 สมัยจอมพลสฤษดิ์ อยากน้อยในแง่ของมิติในทางกฏหมาย (ไม่ใช่มิติของผลในการกระทำ) เพราะว่า ในมาตรา 17 ของจอมพลสฤษดิ์ นั้น คนที่ใช้คำสั่งคือ นายกรัฐมนตรี ภายใต้การเห็นชอบของ ครม. (ซึ่งก็คงจะพอตีความได้ว่ามีฐานเหมือนกับพระราชกำหนด ที่ใช้ในยามเร่งด่วน) แต่ในการใช้จริงนั้น นายกรัฐมนตรีนั้นเป็นหัวหน้าคณะปฏิวัติ และยังเป็นผู้บัญชาการทางทหารในตำแหน่ง

แต่ในกรณีของมาตรา 44 คนที่ใช้คือ หัวหน้า คสช. ภายใต้ความเห็นชอบของคณะ คสช. ซึ่งหมายถึงคณะรัฐประหารเอง ซึ่งมีอำนาจสูงกว่านายกรัฐมนตรี และจะว่าไปแล้ว คำสั่ง คสช. เองก็ยังสามารถออกได้ และยังออกอยู่ ดังนั้นคนที่เป็นคนตัดสินใจก็คือคณะทหารที่ยังทำหน้าที่ในการกำหนดสภาวะยกเว้นอยู่ และชี้ให้เห็นว่าคณะรัฐประหารมีอำนาจเหนือรัฐบาล นอกจากนั้นเผอิญว่า หัวหน้า คสช. เป็นนายกรัฐมนตรี แต่ไม่ได้เป็นผู้บัญชาการทหาร เพราะเกษียณอายุไปแล้ว สิ่งที่ต้องพิจารณาต่อไปก็คือ ขณะนี้ความสัมพันธ์ของคสช. ในฐานะคณะทหารที่เกษียณอายุจากราชการไปแล้ว (บ้างหรือบางส่วน) นั้นมีสายการบังคับบัญชากับกองทัพอย่างไร และในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่ร่างอยู่นั้นจะมีการระบุถึงการสิ้นสุดลงของคสช. หรือไม่ หรือการประกาศใช้รัฐธรรมนูญนั้นถือเป็นการสิ้นสุดลงอย่างปริยายของการมีคณะคสช.ซึ่งมีการแต่งตั้งในเอกสารราชการตรงนี้จะต้องระบุให้ชัดไหมหรือเหมาๆเอาว่าเราเข้าใจตรงกัน?

"...ป.ล.ผมได้รับข้อมูลที่เป็นแรงบันดาลใจในการคิดเรื่องที่ความแตกต่างระหว่างมาตรา 17 ของจอมพลสฤษดิ์ และ มาตรา 44 ของ คสช. จากการชมรายการเจาะข่าวตื้นของจอห์น วิญญู และพ่อหมอครับ กระจ่างกว่าการแถลงของเนติบริกรมากมาย..."

นายกฯ วอนอย่าเอามาตรา 44 ไปเปรียบเทียบกับมาตรา 17

ม.44 กับ ม.17......
นายกฯ วอนอย่าเอามาตรา 44 ไปเปรียบเทียบกับมาตรา 17เพราะบังคับใช้กันคนละแบบ เตือนว่าอย่าทำอะไรที่เสียหายร้ายแรงกับประเทศ ก็แล้วกัน เผย งานนี้ท้าทายตั้งแต่วันแรกที่ผมตัดสินใจเข้ามาแล้ว มันเสี่ยง ตั้งแต่ 22 พ.ค. 57เสี่ยงว่าเข้ามาแล้วจะเกิดอะไรขึ้น อันตราย ?ทำสำเร็จไหม เผยเรียกก๊วนการเมืองถามที่ผ่านมารับปากไว้ว่าอย่างไร ยันไม่ได้ปรับทัศนคติ แนะสื่อช่วยเป็นพยานคดีเผาเมือง หวังสังคมเข้าใจมันเกิดอะไรขึ้น คนทำต้องรู้ตัว ชี้ปรองดองอยู่ที่หัวใจคนไทยทุกคน แนะหยุดพูดก่อน ทุกคนต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ย้ำ ม.44 เพื่ออำนวยความสะดวก ไล่พวกไม่ได้ดั่งใจไปขอรัฐบาลใหม่ เผยต่างชาติต้อนรับตน แต่ในชาติไม่รู้อะไรกันหนักหนา ถ้าจะลดเหลื่อมล้ำก็ต้องกระทบประชาชนบางกลุ่ม อ้างเสียงดังหูอื้อไม่ได้โมโห จวกสื่อชอบตั้งคำถามให้ไปรบกับใคร

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคสช. กลับจากอินโดนีเซีย กล่าวถึงกรณีศูนย์ปรองดองสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูป (ศปป.) เชิญตัวแทนพรรคการเมือง นักวิชาการ และคอลัมนิสต์ เข้าหารือที่สโมสรทหารบก ถ.วิภาวดี ว่า เรียกมาเพื่อพูดคุย เพราะเคยบอกไปแล้วว่า การออกมาพูดกับสื่อ พูดกับสังคมหรือพูดข้างนอกมันไม่ได้ 

"เพราะขณะนี้สถานการณ์บ้านเมืองยังไม่ปกติมากนัก ดังนั้นการที่บางคนทั้งที่มีคดีความหรือเรื่องต่างๆ ที่สังคมยังสงสัยข้องใจก็ต้องเชิญมาพบกัน ซึ่งความจริงก็เชิญมาพูดคุยกันแล้วหลายครั้ง ซึ่งก็รับปากกัน พูดจากันเรียบร้อย แต่พอกลับไปก็เอาใหม่อีก ผมจึงได้สั่งการว่าให้เชิญมาพูดคุย เพื่อจะถามดูว่าที่ผ่านมาเคยพูด และรับปากไว้อย่างไร ไม่ว่าจะเป็นเหตุการณ์ในปี 2552-2553 เรื่องชายชุดดำ เรื่องจำนำข้าว มีอะไรก็ขอให้ว่ามา ซึ่งยังไม่ได้รับรายงานว่าทำได้แค่ไหนอย่างไร"

ผู้สื่อข่าวถามว่า การพูดคุยกันในครั้งนี้ถือเป็นการเรียกมาทำความเข้าใจกันอีกรอบหรือการปรับทัศนคติ แต่มีบางฝ่ายมองว่าเลยช่วงเวลาดังกล่าวไปแล้วรัฐบาลจะแก้ปัญหาอย่างไร พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า 
"ผมไม่ได้เรียกมาเพื่อปรับทัศนคติ แต่เป็นการเชิญมาทำความเข้าใจกัน สังคมเองก็ต้องเข้าใจลองฟังดู ที่ผ่านมารับได้กันหรือไม่ยกตัวอย่างเช่น เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในปี 2553 มีฝ่ายหนึ่งบอกว่ามีคนใช้กำลัง แต่อีกฝ่ายกลับบอกว่าเจ้าหน้าที่ใช้กำลังก็ต้องมาถกแถลงว่าสรุปแล้วมันคืออย่างไร สื่อมวลชนเองที่อยู่ในเหตุการณ์มีการถ่ายภาพไว้จำนวนมาก ก็ควรจะออกมาเป็นพยาน"

เมื่อถามว่า จะทำอย่างไรกับบุคคลที่เรียกมาทำความเข้าใจบ่อยครั้ง พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า "สังคมก็ต้องว่ากันมา และสังคมก็ต้องทำความเข้าใจกันเอง อะไรก็จะให้ผมใช้แต่อำนาจจะต้องให้ผมทำให้ มันเป็นอะไรประเทศไทย ผมอยากจะรู้นัก ทำไมไม่รู้จักคิดว่าจะมีหัวใจที่จะปรองดองทำเพื่อประเทศชาติกันบ้างทำไม่ได้เลยหรือ มันจะต้องขัดแย้งไปทุกเรื่อง กฎหมายก็มีอะไรก็มี จะขอแต่ให้มีกฎหมายที่แรงขึ้นๆ หรือลงโทษให้แรงขึ้น ถามว่าแล้วจะต้องให้มันแรงขึ้นอีกเท่าไหร่

ถ้าผมใช้มาตรการรุนแรงก็จะกล่าวหาผมอีกว่า ผมไปทำรุนแรงเกินไป มันไม่มีใครพอใจ ดังนั้นสิ่งที่ผมต้องการคือให้สังคมเข้าใจว่ามันเกิดอะไรขึ้น และเจ้าตัวต้องรู้ตัวเองว่าทำถูกหรือทำผิด และกฎหมายอยู่ที่ไหน หลายท่านบอกว่าการที่ผมเรียกมาเช่นนี้ก็จะใช้มาตรา 44 อีกเพื่อไปปรองดอง ผมบอกหลายครั้งแล้วว่าการปรองดองอยู่ที่หัวใจของทุกคนที่เป็นคนไทย ถ้าอยากปรองดองก็ขอให้หยุดกันเสียก่อนทุกเรื่อง หยุดพูด หยุดแสดงความคิดเห็นนั่นแหละคือปรองดองแล้ว แต่ไม่ใช่การยกโทษทางกฎหมาย ทุกคนต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมไม่ว่าจะเป็นใครหรืออยู่ที่ไหน ก็ต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ถึงจะเรียกว่าเริ่มเข้าสู่การปรองดองแล้วถึงมีการตัดสินออกมาว่าถูกหรือผิด และมีการต่อสู้กันมา"

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ขอให้เข้าใจกันเสียทีว่ามาตรา 44 อย่าเอาไปเปรียบเทียบกับมาตรา 17 เพราะบังคับใช้กันคนละแบบ เพียงแต่ขอร้องว่าอย่าทำอะไรที่เสียหายร้ายแรงกับประเทศก็แล้วกัน มาตรา 44 ที่ประกาศใช้มาก็เพื่ออำนวยความสะดวก อย่าลืมว่าตนเข้ามาทำงานเพื่อแก้ปัญหา ไม่ใช่เข้ามาสร้างปัญหาเลยแม้แต่อย่างเดียวที่เกิดขึ้นทุกวันนี้ แต่ตนไม่ปฏิเสธความรับผิดชอบของตัวเอง

"เพราะผมอาสาว่าผมจะเข้ามา จะเต็มใจให้ผมหรือไม่เต็มใจผมก็เข้ามาแล้ว ถ้าไปคิดว่าผมเข้ามาแล้วทำไม่ครบอย่างที่ต้องการ ไม่ได้ไปล็อบบี้ยิสต์ ไม่ออก พรก.ดำเนินการกับผู้กระทำความผิดทั้งหมดก็ไปขอให้รัฐบาลใหม่เขาทำ แล้วดูสิว่ามันจะทำอย่างที่ผมทำไหม" พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว

ผู้สื่อข่าวถามว่า จากวิกฤตปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นถือเป็นความท้าทายเพื่อพิสูจน์การทำงานของนายกฯ หรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า "เป็นการท้าทายตั้งแต่วันแรกที่ผมตัดสินใจเข้ามาแล้ว เข้าใจกันหรือเปล่าว่ามันเป็นความเสี่ยง ตั้งแต่วันที่ 22 พ.ค. 57 แล้วมันเสี่ยงหรือไม่ เสี่ยงว่าเข้ามาแล้วจะเกิดอะไรขึ้น อันตรายกับตัวผมเองหรือไม่ ทำสำเร็จไหม เข้ามาแล้วจะแก้ปัญหาได้หรือไม่ สร้างความเข้าใจกับประชาชนคนในชาติได้หรือไม่ ทำความเข้าใจกับต่างประเทศได้หรือไม่ แต่วันนี้ผมไปต่างประเทศ ผมก็เห็นว่าเขายินดีต้อนรับผมทั้งหมด ส่วนในใจจะคิดอย่างไรก็ไม่รู้ แต่การพูดคุยหรือเสนออะไรไปเขาก็เห็นด้วยทุกอย่าง เขาเสนออะไรมา ผมก็รับได้ แต่ของเราไม่รู้อะไรหนักหนา จะเอาอะไรกันหนักหนา"

เมื่อถามว่า ความหนักใจที่สุดในการทำงานวันนี้คืออะไร พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า แก้ปัญหาไม่หมด แก้ไม่เสร็จ คิดว่าเมื่อเข้ามาทำงานแล้วมันจะเสร็จ คงไม่หนักหนาสาหัสอะไรเท่าไหร่ เดี๋ยวเข้ามาแล้วใช้มาตรการที่เข้มแข็ง แต่พอเข้ามาแล้ว ซึ่งตนก็ไม่อยากจะบ่นเพราะบ่นมาแล้วหลายครั้งมันไม่ดี คนอื่นได้ยิน เขาก็ว่าประเทศไทยมันเน่า

เมื่อถามว่า ยังคิดว่ายังมีปัญหาอะไรที่ซ้อนอยู่และยังแก้ไม่ได้ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ไม่มีหรอก แต่วันนี้ยังมีเรื่องของการเอาใจใส่ เป็นเรื่องการกำกับดูแลและการลงในรายละเอียด และทุกอย่างที่ตนแก้ในขณะนี้มีผลกระทบต่อประชาชนทั้งสิ้น ถ้าจะทำให้ประชาชนที่มีอยู่ 3 - 4 ระดับ สามารถลดความเหลื่อมล้ำ ความแตกต่างลงได้ ก็จะต้องทำอย่างที่ตนทำ เพราะฉะนั้นทุกคนต้องมีส่วนรับผิดชอบ ใครมีรายได้สูงก็ต้องลดลงหน่อยหรืออยู่ตรงกลางก็ต้องลดลงมานิดหนึ่ง ถ้าจะเอาดีกว่านี้ก็ต้องไปหาระบอบอื่นเข้ามา ถ้าต้องการทุกอย่างหมดอะไรก็ได้ก็คงไม่มีใครในโลกนี้ทำได้

"ที่ผมเสียงดังอีกในวันนี้ผมไม่ได้โมโห แต่สงสัยเป็นเพราะหูอื้อ แต่ผมรู้ดีว่าทุกคนหวังดีต่อประเทศไม่ว่าจะเป็นนักการเมืองดีๆ ไม่ใช่ว่านักการเมืองจะเลวทั้งหมด แต่ก็มีบางคนที่รู้ตัวอยู่แล้วว่าใครเป็นอย่างไร เมื่อรู้ตัวคนเราก็ต้องปรับตัวเอง เมื่อประเทศชาติมีปัญหาแบบนี้ต้องดูว่าปัญหามันเกิดมาตั้งแต่เมื่อไหร่มีใครรับผิดชอบหรือแก้ไขกันบ้างหรือไม่ แล้วมากล่าวหาผมวันนี้ให้ความธรรมกับผมหรือไม่ วันนี้ทุกคนทำงานกันทั้งหมดและผมก็บอกว่าให้ใจเย็นๆ จะไปต่อว่าใครไม่ได้เพราะ 500 เรื่อง แม้เราจะแก้ได้ 300 เรื่อง เขาก็ยังไม่พอใจยังต้องการให้เราทำงานให้เกิดความชัดเจนยิ่งขึ้น อย่างการจัดลำดับของเทียร์ แม้เขาจะลดเกรดประเทศไทย แต่ก็ยังให้กำลังใจเพราะเห็นในความตั้งใจของรัฐบาลนี้ที่มุ่งมั่นแก้ปัญหาอย่างจริงจัง เพียงแต่ขอเร่งรัดให้เป็นเวลาตามที่กำหนด เนื่องจากปัญหามีมายาวนานแล้ว"พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว

เมื่อถามว่า ถือว่ารัฐบาลนี้แจ็คพอตหรือไม่ที่เข้ามาแล้วเจอแต่ปัญหา พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ไม่รู้ ไม่ต้องมาพูด เดี๋ยวสื่อก็จะกล่าวหาว่าผมโยนเรื่องไปให้ใคร แล้วจะเอาคำพูดของผมไปรบกับคนอื่น สื่อก็ชอบตั้งคำถามแบบนี้


ผบทร.เผย เสนอ โครงการซิ้อเรือดำน้ำ รอเข้าครม.แล้ว เผยไปดู เริอดำน้ำจีน มาแล้ว

ผบทร.เผย เสนอ โครงการซิ้อเรือดำน้ำ รอเข้าครม.แล้ว เผยไปดู เริอดำน้ำจีน มาแล้ว พอใจระบบAIP ตั้ง "พลเรือเอก ณรงค์พล" เป็นประธาน เร่งให้จบใน3 เดือน
พล.ร.อ.ไกรสร จันทร์สุวานิชย์ ผู้บัญชาการทหารเรือ เผยว่า ได้เสนอโครงการจัดหาเรือดำน้ำไปที่รัฐบาลแล้ว คาดว่าคงจะนำเข้าสู่การพิจารณาในคณะรัฐมนตรี ในเร็ว ๆ นี้ โดยเรื่องอยู่ที่สำนักงานเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ระหว่างนี้กองทัพเรือ มีคณะกรรมการอำนวยการในการพิจารณาคัดเลือกแบบว่าจะจัดหาจากประเทศใดให้มีความเหมาะสมกับประเทศไทยมากที่สุด
ทั้งนี้การพิจารณาจะดูในภาพรวมทั้งโครงการ ไม่ได้เจาะจงว่าต้องซื้อกี่ลำ แบบไหน หรือจากประเทศใด แต่ต้องดูในเรื่องระบบ การบำรุงรักษา การฝึกศึกษาด้วย
พล.ร.อ.ไกรสร กล่าวว่า หากรัฐบาลอนุมัติให้จัดหาเรือดำน้ำในขณะนี้ ก็ไม่สามารถซื้อแล้วมาใช้ได้ในทันที เพราะต้องมีระยะเวลาในการต่อเรือ เมื่อรวมกับการส่งบุคลากรไปฝึกศึกษาอบรมให้เกิดความเชี่ยวชาญอีก 1-2 ปี รวมเวลา 5-6 ปี ถึงจะนำเข้าประจำการได้ ถ้าไม่เริ่มดำเนินการในตอนนี้ก็คงรอไปอีกนาน
ในขณะที่ประเทศเพื่อนบ้าน เช่น เวียดนาม มาเลเซีย อินโดนีเซีย และสิงคโปร์ ก็มีเข้าประจำการมาหลายปีแล้ว เมื่อผมมาอยู่ตรงนี้เห็นว่าเป็นหนึ่งในยุทธศาสตร์แผนพัฒนากองทัพ เป็นหน้าที่ที่ต้องเสนอขึ้นไปให้รัฐบาลได้พิจารณา ส่วนรัฐบาลจะอนุมัติหรือไม่ก็แล้วแต่ โดยการดำเนินการต้องเป็นไปอย่างโปร่งใส กองทัพเรือ พร้อมอธิบาย ชี้แจงข้อมูลทุกอย่างได้
ผบทร.เผยว่า ในการเดินทางไปเยือนประเทศจีน ได้เดินทางไปดูเรือดำน้ำ ชั้นหยวน ซึ่งเทคโนโลยีในการต่อเรือก็มาจาก เรือดำน้ำชั้นKilo ของรัสเซีย มีการติดตั้งระบบ AIP หรือ Air Independent Propulsion ซึ่งเป็นระบบขับเคลื่อนเรือดำน้ำรุ่นใหม่ ที่มีแบตเตอรรี่ อยู่ได้นาน
ในขณะที่เรือดำน้ำของเยอรมนี ชั้น U-206 ผมได้เดินทางไปดูแล้วนั้น ไม่ได้มีระบบนี้จะมีติดตั้งใน ชั้น U-212- U-214 ซึ่งเป็นรุ่นที่ใหม่กว่า
นอกจากนี้ยังได้เดินทางไปดูเรือดำน้ำในอีกหลายประเทศ ซึ่งเสนอว่าจะขายให้ไทย ไม่ได้เจาะจงดูของประเทศไหนเป็นพิเศษ
ทั้งนี้ แหล่งข่าว เผยว่า ผบ.ทร.ได้แต่งตั้งคณะกรรมการคัดเลือกแบบ เรือดำน้ำ แล้ว โดยให้ พล.ร.อ.ณรงค์พล ณ บางช้าง ผู้ช่วย ผบ.ทร.เป็นประธานคณะกรรมการฯ โดยจะไปดูเริอดำน้ำหลายประเทศ และเร่งสรุป ภายใน3 เดือน ตามนโยบายของ พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ รมว กห. ที่เห็นความสำคัญ แต่ให้เร่งทำในรัฐบาลนึ้ เพราะ ถ้าไม่ได้ ในรัฐบาลนึ้ก็ยากแล้ว โดยจะใช้งบฯ ทร. เอง3.6 หมื่นล้านบาท ซื้อ2 ลำ โดยให้ต่อรองในเรื้องการผ่อนระยะยาว ผูกพันงบประมาณ หลายปี
โดยคณะกรรมการจะเดืนทางไปดู ทั้งเรือดำน้ำ เกาหลีใต้ จีน รัสเซีย เยอรมัน และสวีเดน


ถึงคิวแฉ คนดัง พจมาน แม่ม้ายห่มเพชร

ถึงคิวแฉ คนดัง พจมาน แม่ม้ายห่มเพชร ...สนข.อิศราตรวจพบว่า กรณีของเจ๊อ้อ เป็นเจ้าของ น.ส.3 ก ต.หมูสี อ.ปากช่อง เนื้อที่ 33 ไร่ 2 งาน 20 วา ซื้อจากนายพงษ์ศักดิ์ กิตติธนากุล นางสำรวย สิริจรรยา และน.ส.นวล เจริญสุข โดย นายพงษ์ศักดิ์ กิตติธนากุล ดำเนินการแทน จดทะเบียนซื้อขาย เมื่อวันที่ 27 ก.ค.37 ในราคา 8,434,000 บาท นายสมบูรณ์ คุปติมนัส ดำเนินการแทน ซึ่งต่อมา น.ส.3 ก.แปลงนี้เปลี่ยนเป็นโฉนด เลขที่ 22054 เรียบร้อยแล้ว คงต้องตรวจสอบความถูกต้อง ถึงการออกโฉนดว่า จะเหมือนกรณีของกรณีของสรย้วย ที่ไถูกต้อง หรือไม่
นักการเมือง คนดังรายอื่นที่มีชื่อเข้าไปซื้อที่ดิน นอกโครงการโบนันซ่า แต่อยู่ในพื้นที่ ต.ขนงพระ อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา และบริเวณใกล้เคียงในพื้นที่ปากช่อง อาทิ คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ คุณหญิงพจมาน ดามาพงศ์ นายพินิจ จารุสมบัติ นายอนุทิน ชาญวีรกูล ฯลฯ รายหลังสุดมีการสร้างสนามบินบนเขาใหญ่ด้วย พร้อมสนามกอล์ฟบนเนื้อที่ 600 ไร่ที่เขาใหญ่ ตั้งอยู่บนเนินเขา อันเป็นจุดสูงสุดมองเห็นวิว 360 องศา มีสนามบินอยู่ภายในสนามกอล์ฟ ขนาด 18 หลุม