PR

@@ในความเคลื่อนไหวของสถานการณ์ที่ปรากฎเป็น"ข่าว"และ"ไม่เป็นข่าว"พยายามสแกนย่นย่อมานำเสนอและเป็นไว้เป็นฐานข้อมูลสังเคราะห์สถานการณ์ ที่นี่ "ข่าวที่ไม่เป็นข่าว"

วันพุธที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2558

“เสรีพิศุทธ์” แรง! ร้องนายกฯ ตู่ เบรก “ศรีวราห์” ฉะ “บิ๊กป้อม” แฉแหลกสกัดแผนโตทางลัด


โดย ทีมข่าวอาชญากรรม
5 สิงหาคม 2558 10:41 น. (แก้ไขล่าสุด 5 สิงหาคม 2558 11:55 น.)
“เสรีพิศุทธ์” แรง! ร้องนายกฯ ตู่ เบรก “ศรีวราห์” ฉะ “บิ๊กป้อม” แฉแหลกสกัดแผนโตทางลัด
พล.ต.ท.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล ผบช.น.ซึ่งอยู่ระหว่างรอการเยียวยากรณีทวีคูณอายุราชการเลื่อนชั้นเป็น ผู้ช่วย ผบ.ตร.(ซ้าย)และ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส อดีตผบ.ตร.(ขวา)
        ASTV ผู้จัดการ - เยียวยา “ศรีวราห์” สะดุด อาจล็อกถล่มยกแผง “เสรีพิศุทธ์” ออกฤทธิ์ยกคำสั่งศาลปกครองกลางสกัดแผนโตทางลัด อดีตวีรบุรุษนาแก สอน “แสบไส้” แซงคิวเยียวยาตัดหน้าคนอื่น สร้างความแตกแยกในหมู่ตำรวจ ทำผิดกฎหมาย เล่นพรรคเล่นพวก แหกกฎระเบียบเละ
      
       ใกล้วันแต่งตั้ง “ผู้บัญชาการสำนักงานตำรวจแห่งชาติคนใหม่” เข้ามาเท่าไหร่ การเล่นเหลี่ยมทางกฎหมายเพื่อสกัดกั้นเส้นทางสู่ดวงดาวก็โผล่ออกมาให้เห็นเป็นระยะ โดยเฉพาะวิบากกรรมของนายตำรวจคนดัง “บิ๊กปู” พล.ต.ท.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล ผบช.น.ซึ่งอยู่ระหว่างรอการเยียวยากรณีทวีคูณอายุราชการเลื่อนชั้นเป็นผู้ช่วย ผบ.ตร. คาดว่าจะส่งผลต่อคู่ “ชิงดำ” ระหว่าง “บิ๊กเอก” พล.ต.อ.เอก อังสนานนท์ รอง ผบ.ตร.อาวุโสอันดับ 1 และ “บิ๊กแป๊ะ” พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา รอง ผบ.ตร.อาวุโสอันดับ 5 คู่แคนดิเดตแทน “บิ๊กอ๊อด” พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ผบ.ตร.ที่จะเกษียณอายุราชการในเดือนตุลาคมนี้
      
       เป็นที่ทราบกันว่า “บิ๊กปู” กับ “บิ๊กเอก” ผนึกกำลังฮึดสู้กับคู่ของ “บิ๊กอ๊อด” กับ “บิ๊กแป๊ะ” จนมีการวิเคราะห์ว่าตำแหน่ง ผบ.ตร.เที่ยวนี้น่าจะเป็น พล.ต.อ.เอก อังสนานนท์ รอง ผบ.ตร.อาวุโสสูงสุด และเป็นเจ้าของผลงานขุดรากถอนโคนขบวนการค้ามนุษย์ โดยจะอยู่ในตำแหน่ง 1 ปี ต่อจากนั้นหากไม่มีความผิดพลาดอะไรจะสืบต่อด้วย พล.ต.ท.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล ซึ่งเตรียมพาสชั้นจากการเยียวยาเป็นผู้ช่วย ผบ.ตร.และขยับเป็นรอง ผบ.ตร.ในห้วงการแต่งตั้งโยกย้ายในปีนี้
      
       หากเป็นไปตามนี้ “นักประสานสิบทิศ” อย่าง “บิ๊กแป๊ะ” พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา รอง ผบ.ตร.ฝ่ายความมั่นคง อาจจะต้องเฝ้ารอตำแหน่งผู้นำสูงสุดขององค์กรสีกากีไปอย่างใจตุ๊มๆ ต่อมๆ เนื่องจากนักสู้พันธ์ดุอย่าง “บิ๊กปู” คงไม่ยอมให้โอกาสงามๆ ในระหว่างนี้หลุดมือไปแน่ ย่อมไม่เป็นผลดีต่อ “บิ๊กแป๊ะ” แม่ทัพใหญ่ นรต.36 เกษียณอายุฯ ปี 2563 และทราบกันโดยทั่วว่ากำลังหมายมั่นปั้นมือขึ้นเป็น ผบ.ตร.คนใหม่เช่นกัน
      
       ยุทธศาสตร์รุก-รับ พร้อมการสกัดดาวรุ่ง ตีหน้าแข้งคู่แข่งจึงนำออกมาใช้กันอย่างเต็มที่ และก่อนการประชุมใหญ่ของคณะกรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติ ในวันที่ 7 ส.ค. 2558 โดยมี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ มาเป็นประธานฯ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ เป็นรองประธาน ได้เกิดประเด็นสำคัญจนอาจทำให้การช่วงชิงอำนาจในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เกิดรายการ “ล็อกถล่ม” หักปากกาเซียนข่าวอาชญากรรมตามๆ กัน
      
       มีรายงานว่า ในวันดังกล่าวจะมีการพิจารณาเฟ้นหา ผบ.ตร.คนใหม่เข้ามาทำหน้าที่แทน พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ผบ.ตร.ที่จะเกษียณอายุราชการ รวมทั้งเรื่องอื่นๆ เช่น วาระแต่งตั้งคณะอนุกรรมการ ก.ต.ช. วาระปรับลดตำแหน่งนายเวร สบ 6 เทียบเท่า ผบก.ทำหน้าที่นายเวรประจำตัว ผบ.ตร.ให้เป็นนายเวร สบ 5 เทียบ รอง ผบก.จำนวน 1 ตำแหน่ง วาระปรับปรุงแก้ไขระเบียบคณะกรรมการกองทุนการบริหารกองทุนเพื่อการสืบสวนและสอบสวน คดีอาญาว่าด้วยหลักเกณฑ์การจ่ายเงินกองทุนเพื่อสนับสนุนการปฎิบัติงานของข้าราชการตำรวจในการทำหน้าที่เกี่ยวกับการสืบสวนสอบสวนคดีอาญา แต่กลับไม่มีการบรรจุวาระกำหนดตำแหน่งเพื่อเยียวยาให้ พล.ต.ท.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล ผบช.น.ตามคำสั่งศาลปกครอง ที่ ก.ตร.มีมติเห็นชอบและเสนอในการประชุมครั้งนี้แต่อย่างใด
      
       เหตุผลน่าจะมาจากกรณี พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส อดีต ผบ.ตร.ได้ร้องยื่นอุทธรณ์ต่อศาลปกครองกลาง และศาลมีคำสั่งว่า “ในขณะนี้คดียังไม่ถึงที่สุดและด้วยผลของกฎหมาย ศาลจึงยังไม่อาจรับรองคดีถึงที่สุดให้แก่ผู้ฟ้องได้” สำหรับรายละเอียดทุกแง่มุมในคำร้อง มีดังต่อไปนี้
      
       “3 สิงหาคม 2558
      
       เรื่อง การกำหนดตำแหน่งเพื่อเยียวยาให้แก่ พล.ต.ท.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล
      
       กราบเรียน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี/ประธาน ก.ต.ช.
       สิ่งที่ส่งมาด้วย สำเนาคำสั่งศาลปกครองกลางลงวันที่ 24 กรกฎาคม 2558 ที่ยกคำร้องขอให้ระงับการออกหนังสือรับรองคดีถึงที่สุดไว้ก่อน จำนวน 3 แผ่น (ข้อความหน้าที่ 1) เนื่องเพราะข้อจำกัดจำนวนตัวหนังสือ
      
       ต่อมาวันที่ 6 กรกฎาคม 2558 พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี/รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม อ้างตนว่าเป็นประธาน ก.ตร. สั่งเลขานุการ ก.ตร.ให้นำเรื่องเข้าที่ประชุม ก.ตร.ใหม่ในวันนั้น ทั้งๆที่ไม่มีข้อเท็จจริงหรือหลักฐานใหม่เพิ่มเติมแต่อย่างใด อันเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย แต่ ก.ตร.ก็ไม่กล้าปฏิเสธจึงต้องรีบจัดการประชุมครั้งที่ 10/2558 ในวันนั้นทันที แล้วมีมติใหม่เปลี่ยนจากต้องอุทธรณ์คำพิพากษาศาลปกครองชั้นต้นต่อศาลปกครองสูงสุดทุกคดี เป็นไม่อุทธรณ์
      
       เมื่อ ก.ตร.มีมติไม่อุทธรณ์คำพิพากษาคดีดังกล่าว ในวันที่ 29 กรกฎาคม 2558 ก.ตร.ในการประชุมครั้งที่ 12/2558 จึงมีมติแต่งตั้ง พล.ต.ท.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล ดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 1 ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2553 และกำหนดตำแหน่งผู้บัญชาการประจำสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติขึ้นใหม่ เพื่อเยียวยาให้แก่ พล.ต.ท.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล ตามคำพิพากษา การกำหนดตำแหน่งดังกล่าวจะต้องได้รับความเห็นชอบจาก ก.ต.ช.ก่อน ตามพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. 2547 มาตรา 45 วรรคสอง โดยเมื่อ ก.ต.ช.มีมติให้ความเห็นชอบแล้ว ก.ตร.ก็จะได้พิจารณาแต่งตั้ง พล.ต.ท.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล ดำรงตำแหน่งที่กำหนดขึ้นใหม่ หลังจากนั้นก็จะต้องนำเสนอ ฯพณฯ ในฐานะนายกรัฐมนตรีเพื่อนำความกราบบังคมทูลเพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง ตามพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. 2547 มาตรา 53(2) ต่อไป
      
       กรณีดังกล่าวข้างต้น หากพิจารณาข้อเท็จจริงมาโดยตลอดแล้วจะเห็นได้ว่า เมื่อศาลปกครองกลางมีคำพิพากษาคดีดังกล่าวในวันที่ 10 มิถุนายน 2558 ก.ตร.(ผู้ถูกฟ้องคดี) จะต้องอุทธรณ์คำพิพากษาต่อศาลปกครองสูงสุดภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดทันที ซึ่งเป็นไปตามมติ ก.ตร.ในการประชุมครั้งที่ 15/2552 เมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน 2552 โดยไม่จำเป็นต้องให้ ก.ตร.พิจารณาอีก แต่สำหรับคดีนี้กลับปรากฏข้อเท็จจริงว่า ในวันรุ่งขึ้น ก.ตร.ในการประชุมครั้งที่ 7/2558 ได้นำมติดังกล่าวมาพิจารณาทบทวนทันที เพื่อเปิดช่องทางให้ไม่ต้องอุทธรณ์คำพิพากษา อันก่อให้เกิดประโยชน์แก่ พล.ต.ท.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล เป็นการเฉพาะตัว โดยมีมติใหม่จากที่ต้องอุทธรณ์คำพิพากษาศาลปกครองชั้นต้นทุกคดี เป็นหากเห็นว่าไม่สมควรอุทธรณ์คำพิพากษาศาลปกครองชั้นต้นให้นำเสนอ ก.ตร.พิจารณา ซึ่งหมายความว่ามติใหม่เป็นการเปิดโอกาสให้ ก.ตร.เลือกปฏิบัติ โดยใช้ดุลยพินิจที่จะพิจารณาให้อุทธรณ์คดีใดหรือไม่อย่างไรก็ได้
      
       อันเป็นมติที่เลื่อนลอย ขาดหลักการ และมาตรฐานแห่งความยุติธรรม และไม่เป็นไปตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ เมื่อ ก.ตร.มีมติดังกล่าว วันที่ 25 มิถุนายน 2558 ก.ตร.ได้มีการประชุมเพื่อพิจารณาว่า ...จะอุทธรณ์คำพิพากษาคดีดังกล่าวหรือไม่ โดยการลงคะแนนลับ ปรากฏว่าที่ประชุมมีมติให้อุทธรณ์ ผู้บัญชาการสำนักงานคณะกรรมการตำรวจแห่งชาติ/เลขานุการ ก.ตร. จึงได้แจ้งมติให้อุทธรณ์คำพิพากษาต่ออธิบดีอัยการ สำนักคดีปกครอง เพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป ซึ่งถือได้ว่าการพิจารณาของ ก.ตร. เป็นที่ยุติเสร็จสิ้นแล้ว หาก พล.ต.ท.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล ไม่เห็นด้วยกับมติดังกล่าว ก็จะต้องฟ้องต่อศาลปกครองกลางเพื่อให้พิจารณาพิพากษาอันเป็นกระบวนการที่ชอบและเป็นไปตามกฎหมาย ตามมาตรา 42 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542
      
       แต่ พล.ต.ท.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล กลับกระทำการนอกเหนือกฎหมาย อาศัยความเป็นพวกพ้องและใช้ช่องทางที่ไม่ถูกต้อง โดยรายงาน พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี/รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ซึ่งมิใช่ประธาน ก.ตร. ตามคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติฉบับที่ 88/2557 ลงวันที่ 10 กรกฎาคม 2557 เพื่อที่จะแก้ไขมติ ก.ตร. ดังกล่าว เป็นไม่อุทธรณ์ให้ได้ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ จึงสนองรับโดยเร่งรีบสั่งให้ ก.ตร. จัดการประชุมใหม่ทันที ในวันเดียวกันนั้น ก.ตร.ได้ประชุมและมีมติเปลี่ยนจากให้อุทธรณ์คำพิพากษาเป็นไม่อุทธรณ์ ทั้งๆที่ได้แจ้งมติอุทธรณ์ให้อธิบดีอัยการ สำนักคดีปกครองทราบแล้ว
      
       การกระทำของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ และ ก.ตร. จึงเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย ฝ่าฝืนคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 88/2557 ลงวันที่ 10 กรกฎาคม 2557 มาตรา 30 (1) พระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. 2547 มาตรา 11(2),มาตรา 31(8) กฎ ก.ตร. ระเบียบ และคำสั่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติกรณีข้าราชการตำรวจไม่ได้รับความเป็นธรรมจากผู้บังคับบัญชา พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 มาตรา 80 ข้อบังคับ ก.ตร.ว่าด้วยการประชุมและการลงมติของ ก.ตร. และอนุ ก.ตร. พ.ศ. 2547 ข้อ 6 ข้อ 10 และข้อ 11 ทั้งเป็นการกระทำความผิดกฎหมายอาญาฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบและโดยทุจริต ทำให้ข้าฯ ซึ่งเป็นผู้ได้รับผลกระทบจากคำพิพากษาและมติ ก.ตร.ดังกล่าว และสำนักงานตำรวจแห่งชาติได้รับความเสียหาย ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 ประกอบมาตรา 84 ฯลฯ อีกด้วย
      
       สำหรับการพิจารณาเยียวยาแก่ พล.ต.ท.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล ก.ตร.ในการประชุมครั้งที่ 12/2558 เมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม 2558 มีมติให้ พล.ต.ท.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล ดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 1 ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2553 และอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 44 และมาตรา 45 แห่งพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. 2547 กำหนดตำแหน่งผู้บัญชาการประจำสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เพื่อรองรับการแต่งตั้ง พล.ต.ท.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล ตามคำพิพากษาศาลปกครองกลางดังกล่าว สำหรับประเด็นนี้ จึงขอกราบเรียน ฯพณฯ ว่า พระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติฯ มาตรา 44 วรรคสาม บัญญัติว่า “การกำหนดตำแหน่งที่เรียกชื่ออย่างอื่นให้มีเฉพาะที่จำเป็น เพื่อประโยชน์ในการบริหารงานของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ให้เกิดประสิทธิภาพและประหยัดและเมื่อหมดความจำเป็นตามที่กำหนดไว้ในกฎ ก.ตร.แล้ว ให้ยุบตำแหน่งนั้น” ส่วนมาตรา 45 บัญญัติว่า “ในส่วนราชการต่างๆของสำนักงานตำรวจแห่งชาติจะให้มีตำแหน่งข้าราชการตำรวจตำแหน่งใด จำนวนเท่าใด และคุณสมบัติเฉพาะตำแหน่งอย่างใด...........ให้เป็นไปตามที่ ก.ตร. กำหนด โดยให้คำนึงลักษณะหน้าที่ความรับผิดชอบ ปริมาณและคุณภาพของงาน รวมทั้งความมีประสิทธิภาพและการประหยัด”
      
       เมื่อพิจารณาการกำหนดตำแหน่งเพื่อแต่งตั้ง พล.ต.ท.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล ดังกล่าวแล้ว จะเห็นได้อย่างชัดเจนว่าเป็นการกระทำที่ไม่อำนาจ ทั้งยังขัดต่อเจตนารมย์ของมาตรา 44 และมาตรา 45 แห่งพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติฯดังกล่าวอีกด้วย เนื่องจากการที่ ก.ตร.จะมีอำนาจกำหนดตำแหน่งต่างๆได้นั้น ก.ตร.จะต้องดำเนินการภายใต้หลักเกณฑ์และเงื่อนไขตลอดจนองค์ประกอบของข้อกฎหมายดังกล่าวข้างต้นด้วย ไม่สามารถกำหนดตำแหน่งได้ตามอำเภอใจ กล่าวคือ ก.ตร.จะต้องคำนึงถึงลักษณะหน้าที่ความรับผิดชอบ ปริมาณและคุณภาพของงาน ความมีประสิทธิและการประหยัด ซึ่งจะต้องกระทำเฉพาะที่จำเป็นเพื่อประโยชน์ในการบริหารงานให้เกิดประสิทธิภาพและประหยัด ทั้งนี้ ภายใต้กรอบกฎหมายดังกล่าว ซึ่งหมายความว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติจะต้องมีเนื้องานที่มีความจำเป็นจะต้องปฏิบัติปริมาณมากพอ เพื่อให้ภารกิจหน้าที่ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติบรรลุผลสำเร็จตามวัตถุประสงค์และเป้าหมาย แต่เนื่องจากยังขาดตำแหน่งและข้าราชการตำรวจเพื่อปฏิบัติงานดังกล่าว จึงจำเป็นจะต้องกำหนดตำแหน่งขึ้นมาด้วยจำนวนอันจำกัด เพื่อปฏิบัติงานนั้นให้บรรลุวัตถุประสงค์ แล้วจึงแต่งตั้งข้าราชการตำรวจที่มีคุณวุฒิและคุณสมบัติเหมาะสมเพื่อปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งที่กำหนดขึ้น
      
       แต่สำหรับการกำหนดตำแหน่งเพื่อแต่งตั้ง พล.ต.ท.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล ในครั้งนี้ เป็นการเยียวยาตามคำสั่งศาลปกครองกลางคดีดังกล่าวเท่านั้น มิใช่กรณีที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติมีเนื้องานที่มีความจำเป็นจะต้องปฏิบัติเพื่อให้ภารกิจหน้าที่ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติบรรลุผลสำเร็จตามวัตถุประสงค์และเป้าหมายแต่อย่างใด ทั้งยังมีข้าราชการตำรวจอื่นที่ศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษา ซึ่งมิใช่คำพิพากษาศาลปกครองชั้นต้นเช่นนี้ รอรับการเยียวยาก่อนหน้า พล.ต.ท.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล อีกจำนวนมาก แต่สำนักงานตำรวจแห่งชาติกลับปล่อยปะละเลยถือว่าธุระไม่ใช่เลือกปฏิบัติไม่ดำเนินการเยียวยา โดยเลือกที่จะทำการเยียวยาให้แก่ พล.ต.ท.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล เป็นลำดับแรก ทั้งๆที่เมื่อมีคำพิพากษาศาลปกครองกลางในวันที่ 10 มิถุนายน 2558 ก.ตร. ถึงขนาดนำมติในการประชุมครั้งที่ 15/2552 เมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน 2552 มาทบทวน แล้วมีมติใหม่ดังกล่าว โดยมิได้คำนึงถึงจิตใจข้าราชการตำรวจอื่นที่รอรับการเยียวยาจำนวนมากอยู่ก่อนเลย อันเป็นการเลือกปฏิบัติและละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยไม่ชอบ การกระทำลักษณะเช่นนี้ยิ่งทำให้เห็นถึงการเล่นพรรคเล่นพวกกัน โดยหากเป็นพวกที่มีความสนิทสนมใกล้ชิดกับคณะรักษาความสงบแห่งชาติแล้วก็จะต้องได้รับการดูแลเป็นพิเศษมากกว่าข้าราชการตำรวจอื่นในทุกเรื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งสูงขึ้นและตำแหน่งสำคัญๆ
      
       และนอกจากจะไม่ยอมอุทธรณ์คำพิพากษาศาลปกครองกลางต่อศาลปกครองสูงสุดตามกระบวนการของกฎหมาย และหลักการที่วางไว้เป็นบรรทัดฐานในทุกกรณีแล้ว ยังจะได้รับโอกาสเยียวยาก่อนข้าราชการตำรวจอื่นที่ศาลปกครองสูงสุดได้พิจารณาพิพากษาจนคดีถึงที่สุดแล้วเสียอีก
      
       การจะเยียวยาให้แก่ พล.ต.ท.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล ดังกล่าว จึงก่อให้เกิดความแตกแยกทั้งความรักความสามัคคีในหมู่ข้าราชการตำรวจเป็นอย่างมาก เพราะเป็นการเล่นพรรคเล่นพวกเลือกปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรม ฯพณฯ เป็นผู้บังคับบัญชาสูงสุดของข้าราชการตำรวจตามกฎหมาย แต่หากไม่มีความสามารถพอที่จะปกครองเขาเหล่านั้นให้บังเกิดความยุติธรรมได้แล้ว ฯพณฯ จะปกครองประชาชนให้รักและสามัคคีปรองดองกันเพื่อคืนความสุขให้แก่คนในชาติได้อย่างไร หาก ฯพณฯ คิดจะเยียวยาให้แก่ พล.ต.ท.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล โดยไม่ต้องฝ่าฝืนพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติฯ มาตรา 44 และมาตรา 45 ดังกล่าว ข้าฯก็ขออนุญาตแนะนำว่าเดือนนี้คือเดือนสิงหาคมแล้ว ฯพณฯ ก็จะต้องแต่งตั้งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติคนใหม่ หลังจากนั้นก็จะต้องแต่งตั้งจเรตำรวจแห่งชาติและรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติถึงผู้บัญชาการอยู่แล้ว เมื่อมีตำแหน่งผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติว่างลง เนื่องจากมีผู้ที่เลื่อนขึ้นดำรงตำแหน่งรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติหรือเกษียณอายุ ฯพณฯ ก็สามารถเยียวยาให้แก่ พล.ต.ท.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล ได้ โดยไม่ต้องกำหนดตำแหน่งขึ้นใหม่ เพื่อหลีกเลี่ยงการฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติฯ มาตรา 44 และมาตรา 45 ดังกล่าว อันอาจเป็นความผิดทางอาญาตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 ประกอบมาตรา 84 ได้ ซึ่งการแต่งตั้งข้าราชการตำรวจให้ดำรงตำแหน่งจเรตำรวจแห่งชาติและรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติถึงผู้บัญชาการ ฯพณฯ จะต้องนำความกราบบังคมทูลเพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯแต่งตั้ง ตามพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. 2547 มาตรา 53(2)
      
       ฉะนั้น จากข้อเท็จจริงต่างๆ ดังที่ได้กราบเรียนมาให้ ฯพณฯ ทราบในเบื้องต้นทั้งหมด จะเห็นได้ว่าผู้ที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ได้กระทำการอันเป็นการฝ่าฝืนกฎหมาย กฎ ระเบียบ และคำสั่งของทางราชการมาโดยตลอด หาก ฯพณฯ และกรรมการ ก.ต.ช.ได้ให้ความเห็นชอบการกำหนดตำแหน่งผู้บัญชาการประจำสำนักงานผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ตามที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติเสนอ เพื่อให้ ก.ตร. พิจารณาเห็นชอบแต่งตั้งเพื่อเป็นการเยียวยาให้แก่ พล.ต.ท.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล นอกจากจะเป็นการฝ่าฝืนกฎหมายต่างๆ ดังกล่าวแล้ว ยังอาจเป็นการกระทำให้ระคายเคืองเบื้องพระยุคลบาทฯ อีกด้วย.”
      
       มีรายงานด้วยว่า จากปรากฏการณ์ดังกล่าวทำให้ข้าราชการตำรวจภายในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และกลุ่มผู้สื่อข่าวต่างจับกลุ่มวิพากษ์วิจารณืกันไปต่างๆ นานา โดยเฉพาะประเด็นที่ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส อดีต ผบ.ตร.ฉวยจังหวะเข้าด้ายเข้าเข็มนำคำสั่งศาลปกครองกลางมาแย้งการพิจารณาเยียวยาพล.ต.ท.ศรีวราห์ อาจจะกระทบไปถึงตำแหน่ง ผบ.ตร.ที่กำลังแข่งขันกันอย่างถึงพริกถึงขิงระหว่างพล.ต.อ.เอก อังสนานนท์ กับ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ด้วย แต่ทุกอย่างขึ้นอยู่ที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช.แต่เพียงผู้เดียวที่จะตัดสินใจ

ที่มา : http://manager.co.th/Crime/ViewNews.aspx?NewsID=9580000088248

ลาออกไปเถิด ถ้ายังมีหิริโอตัปปะและศักดิ์ศรีอยู่บ้าง

       
อาจารย์ ดร.อานนท์ ศักดิ์วรวิชญ์
       สาขาวิชาวิทยาการประกันภัยและการบริหารความเสี่ยง
       สาขาวิชา Business analytics and intelligence
       คณะสถิติประยุกต์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์
       http://as.nida.ac.th/th/

      
       รายงานข่าวจากสธ. ระบุว่า ก่อนหน้านี้มีข้อตกลงระหว่างฝ่ายนายยงยุทธ ยุทธวงศ์ รองนายกรัฐมนตรี ศ.นพ.รัชตะ รัชตะนาวิน รมว.สาธารณสุข นพ.สมศักดิ์ ชุณหรัศมิ์ รมช.สาธารณสุข กับ พล.อ.ประยุทธ์ ว่าหากมีการย้าย นพ.ณรงค์กลับไปปฏิบัติหน้าที่ปลัด สธ. ก็จะลาออกทั้ง 3 คน โดยแหล่งข่าวภายในสธ.เชื่อว่ามีโอกาสสูงที่ ศ.นพ.รัชตะ และ นพ.สมศักดิ์ จะตัดสินใจลาออก หากนายกรัฐมนตรีเซ็นคำสั่งให้นพ.ณรงค์กลับมาปฏิบัติหน้าที่ ส่วนนายยงยุทธยังไม่มีความชัดเจน.... จาก http://www.posttoday.com/social/health/380216
      
       เรื่องนี้จะเป็นจริงหรือไม่จริง ผมไม่แน่ชัดประจักษ์แก่ใจ เพราะไม่ได้มีโอกาสพูดคุยกับนายกรัฐมนตรีโดยตรง แต่พฤติกรรมของรองนายกรัฐมนตรี ศาสตราจารย์ ดร. ยงยุทธ์ ยุทธวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ศาสตราจารย์ นายแพทย์รัชตะ รัชตะนาวิน และ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข นายแพทย์สมศักดิ์ ชุณหรัศมิ์ ในการเข้าข้าง ปกป้อง และ ล้างผิด ให้ สปสช. ซึ่งถูกหน่วยงานตรวจสอบ ไม่ว่าจะเป็น ปปท. ปปง. สตง. และ คตร. ตรวจสอบและพบการใช้เงินผิดประเภทส่อไปในทางทุจริตของสปสช. อย่างมากมาย นอกจากนี้ยังตั้งกรรมการสอบสวนปลัด สธ. ซ้ำแล้วซ้ำอีก เหมือนไม่มีความเชื่อถือในตัว พลเอกอนันตพร กาญจนรัตน์ ประธาน คตร. ที่นายกรัฐมนตรีแต่งตั้งเลย แต่กลับมีความพยายามจากทั้งสามคน ในการเข้าข้าง ล้างผิด ปิดตา ของทั้งสามคน ทำให้ชวนสงสัยว่าทำไมถึงต้องทำเช่นนั้น เมื่อสืบค้นข้อมูลเชิงลึกทำให้ทราบว่า
      
       1.รมว. และ รมช.สธ. ใช้อำนาจกลั่นแกล้ง ศาสตราจารย์ นายแพทย์ สมเกียรติ วัฒนะศิริชัยกุล ผู้อำนวยการ สวรส และ ปปช ได้ชี้มูลความผิดไปแล้ว
      
       2.รมว. และ รมช.สธ. ใช้อำนาจแต่งตั้งผู้มีผลประโยชน์ทับซ้อนมาเป็นกรรมการ สวรส. ชุดปัจจุบัน ซึ่ง ปปช. ได้ชี้มูลความผิดไว้แล้ว
      
       3.ใช้อำนาจของ รมว. และ รมช.สธ. แต่งตั้งผู้ถูกตรวจสอบทุจริต (นพ.สุวิทย์ วิบุลผลประเสริฐ กรรมการ สปสช.) มาเป็นประธานสอบ ข้อเท็จจริง สวรส. โครงการ IDRC ทั้งๆที่ นพ.สุวิทย์เคยป็นประธานโครงการดังกล่าวเสียเอง และน่าจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับการทุจริตด้วย
      
       4.นายสมศักดิ์ ชุณหรัศมิ์ เองทำผิดกฎหมาย โดยได้รับเงินจากสปสช. ซึ่งทั้ง ปปช. ปปท. คตร. และ สตง. ได้ตัดสินไปแล้วว่าใช้เงินผิดประเภท ผิดระเบียบ ส่อไปในทางทุจริต นายสมศักดิ์ เองเคยร่วมรับเงินเหล่านั้นมาจาก สปสช. (ซึ่งควรเป็นเงินที่นำไปรักษาประชาชน) และเป็นผู้ร่วมทำผิดเสียเอง ทำให้ต้องพยายามตั้งกรรมการมาฟอกผิดให้ สปสช. เพราะหาก สปสช. ผิด ตัวเองจะติดร่างแห และผิดไปด้วย เงินเหล่านี้นายสมศักดิ์ รับมาในนามมูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ ที่มีนายสมศักดิ์ เป็นเลขาธิการ และมีศาสตราจารย์นายแพทย์ประเวศ วะสี ประธานบ้านสามพราน เป็นประธานมูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ ตาม พรบ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ 2545 ห้ามนำเงินโอนไปให้ NGO
ลาออกไปเถิด ถ้ายังมีหิริโอตัปปะและศักดิ์ศรีอยู่บ้าง
        5.นายสมศักดิ์ ชุณหรัศมิ์ เป็นพวก 2 เอา 2 ไม่เอา คือไม่เอารัฐประหาร ไม่เอาความรุนแรง เอาการเลือกตั้ง และเอาประชาธิปไตย แต่เมื่อมีรัฐประหาร ก็เลือกที่จะมาเป็น รมช.สาธารณสุข ถ่มน้ำลายรถหน้าตัวเองอย่างเหลือเชื่อเพื่อผลประโยชน์และอำนาจ
      
       เราคงยังจำกรณีคุณถวิล เปลี่ยนศรีที่ถูกโยกย้ายจากสภาความมั่นคงแห่งชาติอย่างไม่เป็นธรรมได้ และสุดท้ายก็ได้ความยุติธรรมกลับคืน ทำให้นายกรัฐมนตรีในยุคนั้น ถึงกับเป๋ หาทางลงไม่ถูกทีเดียว ตามคำตัดสินของศาลปกครองสูงสุด หากนายแพทย์ณรงค์ สหเมธาพัฒน์ ซึ่ง นายกรัฐมนตรี ได้แต่งตั้งกลับคืนสู่ตำแหน่งปลัดกระทรวงสาธารณสุขแล้วจะฟ้องร้อง ก็น่าจะได้ และทั้งสามคนนี้ก็คงต้องไป
      
       แต่ถ้าเป็นผม นายกรัฐมนตรีลงนามข้ามหัวหงอกๆ ขนาดนี้ ขนาดเคยลั่นวาจาไว้ว่าถ้าปลัดกลับมาเมื่อไหร่ ก็พร้อมจะไป ผมว่าทั้งนายยงยุทธ์ นายสมศักดิ์ นายรัชตะ ควรรักษาคำพูด อย่าอยู่อย่างไร้ศักดิ์ศรี เลย หรือจะอยู่ต่อรอความผิดให้ครบถ้วนแล้วถูกปลด โดยคำสั่งของ ปปช ก็ดีเหมือนกัน แต่ถ้ายังมีหิริโอตัปปะก็ควรจะลาออกไปเอง อย่าอยู่ต่อไปให้นายกรัฐมนตรีลำบากใจเลย

ที่มา : http://manager.co.th/Daily/ViewNews.aspx?NewsID=9580000088289

ถกปัญหาลิขสิทธิ์ กับ อธิป จิตตฤกษ์

ถกปัญหาลิขสิทธิ์ กับ อธิป จิตตฤกษ์

ผู้เชี่ยวชาญด้านอวัตถุศึกษา (Immaterial Study) หรือ ทรัพย์สินทางปัญญาและการบริการ
+ คำว่า ‘ดัดแปลง’ ตัดสินกันที่ตรงไหน แค่ไหนถึงเรียกว่าเป็นการดัดแปลง
ในทางเทคนิคนี่คือทุกอย่างเลย พูดง่ายๆ ถ้ากฎหมายไม่ระบุว่านี่คือการละเมิดเป๊ะๆ คุณมีความเสี่ยงหมด ไม่ใช่ว่าไปอ่านข้อยกเว้นแล้วรู้สึกว่าไม่ละเมิดแล้วจะปลอดภัย ไม่ใช่นะ
+ ถ้ามองในมุมบริบทโลก คนส่วนใหญ่ก็ค่อนข้างคัดค้านกฎหมายลิขสิทธิ์?
ส่วนใหญ่คนค้านเป็นคนรุ่นใหม่ เพราะชีวิตเด็กรุ่นใหม่โตขึ้นมาราวกับว่า ลิขสิทธิ์มันไม่ได้ดำรงอยู่ คุณอยากได้เพลง คุณก็ไปโหลด อยากได้หนัง อยากได้โปรแกรม คุณก็ไปโหลด เวลาเห็นรูป คุณก็ไปเอามาทำมีม (Meme) ซึ่งทั้งหมดก็ถือเป็นการละเมิดทั้งนั้น
+ ที่เด็กรุ่นใหม่ไม่รู้สึกว่าการละเมิดลิขสิทธิ์เป็นเรื่องผิด เพราะอะไร
ผมเข้าใจว่ามันไม่ใช่สิทธิ์ตามธรรมชาติ คือเขาไม่ได้มีความตั้งใจจะละเมิด เพราะเขาไม่รู้สึกว่ากำลังละเมิดอะไรอยู่แล้ว แต่มันมีคนจำนวนหนึ่งที่จงใจจะละเมิด เพราะเห็นว่ากฎหมายไม่ยุติธรรม อย่างนั้นก็มีจริง แต่คนส่วนใหญ่ เด็กที่โตมากับอินเทอร์เน็ต (Born Digital) มันก็ไม่รู้สึกว่า ของพวกนี้ควรจะจ่ายเงินด้วยซ้ำ คือมองข้ามไปเลยน่ะ ว่ามันไม่มีอยู่
+ อะไรที่เป็นข้อสังเกตว่าอุตสาหกรรมเป็นฝ่ายได้รับการปกป้องจากกฎหมายลิขสิทธิ์
อุตสาหกรรมพวกนี้ทั้งหมดอยู่ได้ด้วยลิขสิทธิ์ ถ้าพูดแบบพรรคไพเรท จะไม่ใช้คำว่า ลิขสิทธิ์ แต่จะใช้คำว่า ผูกขาดทางลิขสิทธิ์ (Copyright Monopoly) เพราะลิขสิทธิ์มันคือสิทธิ์ในการผูกขาด มันเหมือนสัมปทานที่รัฐให้ คือมันไม่ใช่สิทธิ์โดยธรรมชาติ อย่างคุณซื้อโต๊ะแล้วคุณเป็นเจ้าของโต๊ะ มันไม่ใช่อย่างนั้น มันเหมือนกับเวลาที่ผมคิดอะไรได้ แล้วรัฐอนุญาตให้ผมหาประโยชน์จากความคิดของผมได้ในช่วงเวลาหนึ่ง เพื่อกระตุ้นให้ผมคิด มันไม่ใช่สิทธิ์ที่สร้างมาด้วยมือคุณแล้วมันจะเป็นของคุณตลอดไป
+ ถ้าถึงขั้นใช้คำว่า ‘ผูกขาด’ ก็แสดงว่ามันควรจะได้รับการแก้ไข?
ต้องถามว่า ถ้าผูกขาดแล้วสังคมได้อะไร เพราะแน่นอนว่าถ้าอธิบายให้สมเหตุสมผล ส่วนใหญ่คนสนับสนุนก็จะปกป้องว่ามันเป็นสิทธิ์ที่คุณจะไปละเมิดไม่ได้ ฝั่งยุโรปจะมีวิธีคิดและมิติทางศีลธรรมแบบนี้อยู่ เพราะในยุโรปถือว่าลิขสิทธิ์คือศีลธรรมที่โยงกับตัวตนคนเขียน
สิทธิในการไม่ถูกละเมิดตัวตน เป็นจารีตของกฎหมายยุโรป ขณะที่อเมริกาจะมองเรื่องลิขสิทธิ์เป็นกฎหมายเกี่ยวกับเศรษฐกิจ ดังนั้น เวลาเถียงกันในอเมริกา จะเถียงกันบนพื้นฐานทางเศรษฐกิจ คือสังคมได้หรือเสียอะไรในทางเศรษฐกิจ แต่ในยุโรป เขาจะเล่นกันเรื่องที่ว่า คุณไม่มีสิทธิ์เป็นเจ้าของ
+ จากปัญหาละเมิดลิขสิทธิ์ ระหว่าง เพลง หนัง หนังสือ อุตสาหกรรม สิ่งไหนถือว่ากระทบมากที่สุด
กรณีหนัง ผมว่าได้รับผลกระทบจาก Piracy น้อยมาก จริงๆ อุตสาหกรรมที่โดนจริงๆ คืออุตสาหกรรมบันทึกเสียง เน้นว่า ‘บันทึกเสียง’ ไม่ใช่ดนตรี ถ้าไปดูตัวเลขจะเห็นยอดขายซีดีวิ่งลง แต่ยอดการแสดงสดวิ่งขึ้น และคนที่จะตายจริงคือนักแต่งเพลง
+ คำว่า ของฟรี กับ อินเทอร์เน็ต ควรเป็นของคู่กันหรือไม่
ข้อมูลควรฟรีใน 2 ความหมาย หนึ่ง-ฟรีในแง่เสรี และสอง-ฟรี ในแง่การเข้าถึงได้โดยไม่ต้องเสียเงิน เพราะอินเทอร์เน็ตมันทำงานอย่างนั้น ถ้าเกิดเราต้องขออนุญาตทุกอย่าง มันก็คงไม่ใช่อินเทอร์เน็ตแล้วล่ะ
เพราะสิ่งที่อินเทอร์เน็ตมันปฏิวัติจริงๆ คือความเร็วในการวิ่งของข้อมูล ถ้าคุณทำให้ทุกอย่างต้องขออนุญาต สุดท้ายระบบที่ต้องขออนุญาตมันจะพังเอง เพราะมันจะมีช่องทางอื่นที่คุณไม่ต้องขออนุญาตแล้วข้อมูลมันจะเร็วกว่า
+ ถ้ากฎหมายลิขสิทธิ์ที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน มันปฏิบัติไม่ได้จริง แล้วเราจะมีทางออกอย่างไร
ในอเมริกาก็เถียงกันอยู่ว่าจะปฏิรูปอย่างไร ก่อนหน้านี้ ผู้อำนวยการสำนักงานลิขสิทธิ์อเมริกา ออกมาพูดเองเลยว่า กฎหมายลิขสิทธิ์ต้องเปลี่ยนแล้ว คุณต้องเลิกจับเด็กโหลดเพลงได้แล้ว การปราบลิขสิทธิ์ต้องไม่ใช่การทำให้เด็กมัธยมเป็นอาชญากรอีกแล้ว นัยก็คือ เขาจะเปลี่ยนไปปราบเว็บไซต์ใหญ่ๆ แทน ตอนนี้เทรนด์มันกลายเป็นอย่างนั้น เรียกได้ว่าเว็บไซต์เหล่านี้ตายกันไปเยอะมาก
+ คิดอย่างไรกับวัฒนธรรมสายโจรสลัดแบบนี้
ผมชอบใช้คำว่า ‘สำเนาเถื่อน’ มันก็มีอยู่เรื่อยๆ เพราะคนเจนเนอเรชั่นใหม่มันเป็นอย่างนั้นแล้ว แต่คนรุ่นเก่าในหลายๆ ส่วนยังไม่เป็น แล้วเขาก็ไม่ค่อยแฮปปี้ ก็แน่นอนที่คนรุ่นเก่าจะไม่แฮปปี้กับคนรุ่นใหม่
แต่ถึงที่สุดแล้ว ผมว่ามันทำอะไรไม่ได้หรอก
---
ส่วนหนึ่งจาก ก๊อป'คัลเจอร์ คอลัมน์ Main Way ‪#‎WAY66‬
ตุลาคม 2013

https://www.facebook.com/waymagazine/posts/10152960557746456

ทบ.เตรียมจัดพิธีเทิดเกียรติอำลาเกษียณสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ อย่างยิ่งใหญ่ 29กย.



ทบ.เตรียมจัดพิธีเทิดเกียรติอำลาเกษียณสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ อย่างยิ่งใหญ่ 29กย. 

ผบ.ทบ.เผย ทรงรับสั่งให้จัดพิธีรวมกับนายพลที่จะเกษียณพร้อมกันเลย ไม่ต้องแยกเช้า-บ่าย ทรงรับเป็นพระอาจารย์พิเศษ สอนเป็นครั้งคราว ให้ นักเรียน จปร.หลังเกษียณ

พลเอกอุดมเดช สีตบุตร ผบทบ.เผยว่า จากการได้เฝ้ารับเสด็จฯ สมเด็จพระเทพรัตนราชสึดา สยามบรมราชกุมารีฯ แล้ว ทรงมีรับสั่งว่า ทรงมีความสุขทุกครั้งที่ได้มารร.นายร้อย จปร. และทรงรับเป็นพระอาจารย์พิเศษสอน นักเรียนนายร้อย จปร.เป็นครั้งคราว ให้หลังเกษียณ รวมทั้งพาไปทัศนศึกษา ในสถานที่ต่างๆ
พลเอก อุดมเดช กล่าวว่า ทบ.เตรียมจัดพิธีเทิดเกียรติอำลาเกษียณสมเด็จพระเทพฯ ในวันที่ 29กย. โดยทรงรับสั่งให้จัดพิธีรวมกับนายพลที่จะเกษียณพร้อมกันเลย ไม่ต้องแยกเช้า-บ่าย ตามแหนเดิม ที่ เช้าจะจัดสำหรับ พระองค์ ส่วนบ่าย สำหรับนายพลเกษียณ ทั่วไป แต่ให้จัดรวมกันเลย ถือเป็นพระมหากรุณาธิคุณ
ทั้งนี้ สมเด็จพระเทพฯ ทรงเสด็จร่วมงานวันพระราชทานกำเนิด 128 ปี รร.นายร้อย จปร. โดยมี ปลัดกลาโหม ผบสส.ผบทบ.ร่วมงาน รวมทั้ง พลเอกประยุทธ์ นายกรัฐมนตรี

บิ๊กป้อม ปรากฎตัว..,,หลังหยุดพักสองสัปดาห์



บิ๊กป้อม ปรากฎตัว..,,
พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และ รมว.กลาโหม ปรากฏตัวครั้งแรก ร่วมงาน วันพระราชทานกำเนืด 128 ปี รร.จปร.หลัง ลางาน กว่า2สัปดาห์ เนื่องจากหกล้ม ต้องใส่เฝือกอ่อน ที่แขนซ้ายอยู่ โดยแต่งเครื่องแบบทหาร มาถวายสักการะ ร.5 ใช้เวลาอยู่ราง30 นาที ก่อนเดินทางกลับ

วันอังคารที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2558

ถ้าจีน ‘ฮัดเช้ย’ ไทยร้อง ‘ไอ้หยา’ โดย : กาแฟดำ

04082558 ถ้าจีน ‘ฮัดเช้ย’ ไทยร้อง ‘ไอ้หยา’ โดย : กาแฟดำ
แต่ก่อน คนไทยบอกว่าถ้ายักษ์ใหญ่อย่างสหรัฐจาม เราก็จะติดหวัด
วันนี้ มีคนเปลี่ยนไปบอกว่าเราต้องพึ่งพาจีนมากขึ้นตามลำดับ เผลอ ๆ ทางด้านเศรษฐกิจ จีนจะกลายเป็นตัวกำหนดความเป็นไปของเรามากขึ้น
แปลว่าต่อไปนี้ถ้าจีน “ฮัดเช้ย” ไทยก็ต้องร้อง “ไอ้หยา” กันทีเดียว
ทุกสำนักเศรษฐกิจของไทยยอมรับว่า ที่การส่งออกของเราลดต่ำลง จนอาจจะติดลบได้ในช่วงไตรมาสที่สามและสี่ของปีนี้นั้น สาเหตุสำคัญประการหนึ่งของคือการที่เศรษฐกิจจีนชะลอตัว ที่เคยมีอัตราเติบโตทางเศรษฐกิจ 8-10% ก็หดตัวลงต่ำกว่า 7%
แม้ว่าไตรมาสแรกของจีนจะรายงานอัตราโตอยู่ที่ 7% แต่ก็มีการคาดกันว่าตัวเลขเฉลี่ยทั้งปีอาจจะได้เห็นตัวเลข 6% เศษ ๆ เท่านั้น
เมื่อตลาดหุ้นจีนแสดงอาการผันผวนรุนแรง ไม่เพียงแต่นักเล่นหุ้นที่จะต้องอกสั่นขวัญแขวน แต่ทุกภาคส่วนของเศรษฐกิจก็จะต้องจับตาทุกความเคลื่อนไหวของจีน เพราะหาก “ฟองสบู่” ตลาดหุ้นจีนแตกจริงอย่างที่นักวิเคราะห์บางส่วนกลัวกัน ส่วนอื่น ๆ ของเศรษฐกิจมังกรก็จะพลอยได้รับผลกระทบไปด้วย
และหากตลาดหุ้นกับตลาดอสังหาริมทรัพย์ของจีนเกิดอาการ “ผิดปกติ” ไม่ว่าจะเป็นไปในทางขึ้นหรือลงก็ตาม ผลกระทบก็จะไม่จำกัดอยู่เฉพาะในจีนเท่านั้น แต่ไทยและอาเซียนอื่น ๆ ก็จะพลอยได้รับผลทางลบเช่นกัน
เพราะหากดูสถิติการส่งออกของอาเซียนไปจีนในระยะห้าปีที่ผ่านมาจะเห็นการก้าวกระโดดที่รวดเร็วและรุนแรง
นักวิเคราะห์บางคนประเมินว่าในภาพที่เลวร้ายที่สุด หากจีดีพีของจีนปีนี้เฉลี่ยขึ้นเพียง 6.5% ก็จะมีผลทำให้การโตของผลผลิตมวลรวมของไทยลดลงเหลือ 2.5% โดยที่การส่งออกไปจีนลดลง 3-4%
เพราะจีนคือที่มาของรายได้การส่งออกและการลงทุนของไทย ที่มีสัดส่วนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงหลัง
แต่ถ้ามองภาพกลาง ๆ อย่างที่ไอเอ็มเอฟประเมินเอาไว้ นั่นคือจีนจะมีอัตราโตเฉลี่ยปีนี้ทั้งปีที่ 6.8% ก็จะส่งผลให้จีดีพีของไทยอยู่ที่ 3.3% โดยที่การส่งออกของไทยจะลดลง 2-3%
แน่นอนว่าปัจจัยทางลบอื่น ๆ สำหรับเศรษฐกิจไทยในหกเดือนหลังของปีนี้ยังมีอีกหลายประเด็นเช่นภัยแล้ง ใบเหลืองจากสหภาพยุโรปเกี่ยวกับ IUU หรือการประมงผิดกฎหมาย นโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯหรือ Fed และหนี้ครัวเรือนที่พุ่งขึ้นอย่างน่ากังวล
และแน่นอนว่าเรื่องการเมือง รัฐธรรมนูญและความสามารถของรัฐบาล ในการบริหารความคาดหวังของประชาชน ก็เป็นปัจจัยที่สำคัญไม่น้อยไปกว่าหัวข้อต่าง ๆ ที่กล่าวมาแล้ว
แต่ภาพที่เราต้องพึ่งพาเศรษฐกิจของจีนมากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญเช่นนี้ ทำให้เราต้องทบทวนถึงแนวทางการเมืองระหว่างประเทศ ที่กำลังจะมีความพัวพันกับเศรษฐกิจในประเทศอย่างแยกออกจากกันไม่ได้เลย
การคบหากับจีนเป็นเรื่องสำคัญและจำเป็น แต่นโยบายต่างประเทศและความมั่นคงกับเศรษฐกิจจะต้องเดินไปพร้อมกันเพื่อให้เราสร้างอำนาจต่อรองที่แข็งแกร่ง และไม่ติดอยู่ใน “กับดัก” ของนโยบายต่างประเทศที่ขาดมิติรอบด้าน
การรักษา “ดุลถ่วง” และ “ระยะห่างอันเหมาะสม” ในการคบหาจีน สหรัฐ ญี่ปุ่น อินเดีย สหภาพยุโรปและแม้แอฟริกากับตะวันออกกลาง เป็นเรื่องสำคัญยิ่งยวดที่จะมีผลต่อเศรษฐกิจ และอนาคตของประเทศอย่างใหญ่หลวง
นั่นเป็นทางเดียวที่เราจะสร้าง “ภูมิต้านทาน” ให้กับตัวเองเพียงพอ เพื่อว่าหากยักษ์ประเทศใดจามเสียงดัง เราก็ไม่จำเป็นต้องติดโรคหรือล้มป่วยไปอย่างที่กำลังเห็นอาการอยู่ขณะนี้
- See more at:
แต่ก่อน คนไทยบอกว่าถ้ายักษ์ใหญ่อย่างสหรัฐจาม เราก็จะติดหวัด
BANGKOKBIZNEWS.COM

รัสเซียเดินหน้าขยายปราบปรามสินค้าลักลอบนำเข้าจากอียูทั่วประเทศ



รัสเซียเดินหน้าขยายปราบปรามสินค้าลักลอบนำเข้าจากอียูทั่วประเทศ
--------------
เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา (3 ส.ค.58) สำนักข่าว Sputnik news ของรัสเซียรายงานว่า รัสเซียเดินหน้าปราบปรามผลิตภัณฑ์อาหารที่มีผู้พยายามลักลอบนำเข้าไปจำหน่ายในรัสเซียจากกลุ่มประเทศที่แซงชั่นรัสเซียก่อนและถูกรัสเซียตอบโต้ด้วยการห้ามนำเข้าอาหารจากประเทศเหล่านั้น การปราบปรามในครั้งนี้จะดำเนินการทั่วประเทศ ไม่ใช่เฉพาะ ณ จุดผ่านแดนเท่านั้น
หนังสือพิมพ์รายวัน Kommersant ของรัสเซียรายงานว่า การตรวจสอบอาหารที่นำเข้าอย่างผิดกฎหมาย (อยู่ในแบล็คลิสต์) จากประเทศต่างๆที่ร่วมกันแซงชั่นรัสเซียหรือพลเมืองของรัสเซียจะดำเนินการทั่วสหพันธรัฐรัสเซีย ไม่เพียงแต่ตามแนวชายแดนเท่านั้น
รายงานข่าวบอกว่าเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา นายกฯ Dmitry Medvedev ของรัสเซียเตือนว่า มาตรการปัจจุบันเพื่อป้องกันการนำเข้าสินค้าต้องห้ามกำลังถูกขัดขวางโดยผู้ผลิตและผู้นำเข้าพยายามหลบเลี่ยงการแซงชั่นจากรัสเซียด้วยการติดฉลากสินค้าต้องห้ามว่ามาจากประเทศที่สาม จากนั้นก็ขนส่งและกระจายผลผลิตเหล่านั้นไปทั่วประเทศรัสเซีย
อ้าว! ทำไมประเทศที่เรียกตัวเองว่าพัฒนาแล้ว และมีความเจริญทางอารยธรรมถึงได้หัวหมออย่างนั้นหละนั่นหนะ รัสเซียจับได้ว่าประเทศที่ถูกแบนสินค้ามีความพยามลักลอบนำเข้าสินค้าต้องห้ามมาขายในรัสเซียด้วยวิธีการต่างๆ แม้จะออกมาตรการทำลาย ณ จุดผ่านแดนแล้วก็ยังหลุดรอดการตรวจสอบไปได้ ดังนั้น รัสเซียจึงส่งเจ้าหน้าที่่ของรัฐลงตรวจสอบตามตลาดและซุปเปอร์มาร์เก็ตซะเลย ถ้าตรวจพบแล้วก็จะยืดและนำไปทำลายซะให้เกลี้ยง ดูซิว่าอียูจะอยู่ได้ซักกี่น้ำ
Alexei Alekseenko เจ้าหน้าที่เฝ้าระวังสินค้าการเกษตรจากองค์กร Rosselkhoznadzor ของรัสเซียออกมาเสนอทางเลือกเกี่ยวกับการทำลายสินค้าต้องห้ามที่ถูกจับได้บางประเภทว่า "สินค้าประเภทเนื้อสัตว์ และนม ควรจะนำไปทิ้งที่โรงงานขยะสำหรับผลิตแป้งโปรตีน ซึ่งเหมาะสำหรับใช้เลี้ยงสัตว์" (หมายความว่าผลผลิตทางการเกษตรและอาหารบางชนิดที่มีผู้ลักลอบนำเข้าจากประเทศต้นทางต้องห้ามนั้น คนรัสเซียไม่ต้องกิน ให้เอาไปทำเป็นอาหารให้หมากับแมวและสัตว์อื่นๆกินแทนซะเลย คริๆ ช่วยลดต้นทุนให้กับโรงงานผู้ผลิตอาหารสัตว์ได้เป็นอย่างมาก เพราะได้มาฟรีๆ)
แต่ทางการรัสเซียยังไม่ได้ออกมาแสดงท่าทีว่ายอมรับหรือปฏิเสธเกี่ยวกับความคิดเห็นดังกล่าว สุดท้าย Alexei Alekseenko ก็กล่าวว่าการทำลายสินค้านำเข้าต้องห้าม เป็นวิธีเดียวที่จะสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจให้กับผู้ลักลอบนำเข้าได้อย่างแท้จริง
เสียใจด้วยนะอียู ไม่ว่าจะมุดน้ำดำดิน ติดฉลากตบตาว่าสินค้าต้องห้ามนำเข้าเหล่านั้นมาจากประเทศที่สาม ก็ไม่อาจจะรอดพ้นสายตาของรัสเซียไปได้ แม้จะหลุดหลอดนะจุดตรวจผ่านแดน แต่รัสเซียก็มีก๊อกสองคือตามไปตรวจจากแหล่งจำหน่ายปลายทางซะเลย เมื่อพิสูจน์ได้ว่าสินค้าเหล่านั้นมาจากประเทศต้องห้ามจริง ทางการก็จะยึดไปทำลายทันที ใครรับสินค้าประเภทนี้มาขาย ก็มีแต่จะขาดทุน ดูซิว่าอียูจะมามุกไหนอีก

หากจบยก คสช.ต้องลงเวทีไป วิกฤตของบ้านเมืองยังคงเหมือนเดิม ใครต้องรับผิดชอบ?


Chaiwat Suravichai

เรา ได้ใช้ความคิดความรู้สติปัญญาออกแรง ทำอะไรมากพอให้กับแผ่นดินเกิดหรือยัง
04082558 อังคารสีชมพู คอลัมน์ “คิดเพื่อชีวิตบ้านเมืองและแผ่นดินเกิด” กับ ชัยวัฒน์ สุรวิชัย
@ หากจบยก คสช.ต้องลงเวทีไป วิกฤตของบ้านเมืองยังคงเหมือนเดิม ใครต้องรับผิดชอบ?
• 1.ฝากคำถามใหญ่ ให้คนไทยทุกคน ได้คิดก่อนให้คำตอบ
๑. เรา ได้ใช้ความคิดความรู้สติปัญญาออกแรง ทำอะไรมากพอให้กับแผ่นดินเกิดหรือยัง
๒. ใครต้องรับผิดชอบ สิ่งที่เกิดขึ้น
ก. พลเอกประยุทธ หัวเรือใหญ่คสช.ที่สร้าง5สายน้ำ ให้ความหวังคืนสุขให้คนไทย
ข. ไอ้-Eตัวร้ายนอมินีของทักษิณ ที่ใช้อำนาจรัฐโกงทำร้ายประชาชนทำลายประเทศชาติ
ค. ผู้นำสังคมนักวิชาการปัญญาชนเอนจีโอที่เข้ามาทำหน้าที่สปช.
ง. แกนนำกปปส.ที่นำมวลมหาประชาชนขับเคลื่อนใหญ่ จนรัฐบาลยิ่งลักษณ์ต้องยุบสภา
และก่อให้เกิดช่องว่าง สร้างเงื่อนไขให้ พลเอกประยุทธ นำคสช.เข้ายึดอำนาจฯ
จ. พรรคการเมืองและนักการเมือง
• 2. ความเห็นของ 4 กลุ่มข้างต้น
ก. คสช.-ครม. ; ต้องมาดูหัวหน้าใหญ่ “ พลเอกประยุทธ” กัปตันนาวาไทย
๑. ผมทำตามโรดแมป แล้วแต่ละฝ่ายก็ไปดำเนินกันต่อเอง , เข้าใจไหม
๒. หากจะให้อยู่ต่อ : ก็บอกมา จะให้ทำอย่างไร
ข. ไอ้-Eตัวร้ายนอมินีของทักษิณ
๑. ดูคำพูดแกนนำหลายคนที่ออกมาชี้นิ้วใส่คนอื่น ยกตัวอย่าง
Sms DStation 03/08/2558 14.20
สุรพงษ์ชี้ ร่างรธน.ผ่านหรือไม่ อยู่ที่ คสช.กำกับ ประเทศถอยหลัง-ศก.ถดถอย
แม่น้ำ 5 สาย (คสช. ครม. สนช. สปช. กมธ.ยกร่างรธน.) ต้องรับผิดชอบ
๒. ประชาชน ที่ได้รับเคราะห์กรรมใหญ่จาก การปกครองของระบอบทุนสามานย์ทักษิณ
ใครที่ทำให้ประเทศประสบวิกฤตที่สุดในโลก ต้องรับผิดชอบ
ใช้อำนาจรัฐบาลโครตโกงประชานิยมทำให้ประเทศติดกับดักปัญหาสร้างหนี้แสนล้าน
ใช้อำนาจเผด็จการรัฐสภาออกกฏหมายขัดรัฐธรรมนูญ ทำเพื่อทักษิณ-พรรคเพื่อไทย
ค. ผู้นำสังคมนักวิชาการปัญญาชนเอนจีโอที่เข้ามาทำหน้าที่สปช.
๑. ไม่ใช่ทำการปฏิรูปให้ดีถูกต้อง แต่ต้องทำให้มันผ่านได้ก่อน เพราะสังคมมีข้อจำกัด
๒. ความขัดแย้งไม่เป็นเอกภาพของแม่น้ำ5 สาย,กมธ.ยกร่างกับสปช.,สปช.ด้วยกันเอง
๓. ปัญหาหลัก อยู่ที่ทางคสช.ไม่ปฏิรูปจริง(แกนนำในหลายภาคส่วนให้ความเห็นภายใน)
ง. แกนนำกปปส.ที่นำมวลมหาประชาชนขับเคลื่อนใหญ่
๑. แกนนำกปปส. เปิดโอกาสให้ คสช.ครม.สนช.สปช.กมธ.ยกร่างรธน.ทำหน้าที่ฯ
๒. ไม่ได้ทำบทบาทในการเสนอแนะเชิงสร้างสรรค์ ยุทธศาสตร์ยุทธวิธี ต่อ คสช.
จ. พรรคการเมืองและนักการเมือง
๑. แม้จะมีความจำกัดจากคสช.ในการสร้างความร่วมมือในการสร้างสรรค์ประชาธิปไตย
แต่การนำเสนอ ยังอยู่ในกรอบเก่า รักษาผลประโยชน์ของพรรคการเมืองของตน
และมีส่วนเป็นตัวการขัดขวางโอกาสการปฏิรูปการเมืองการปฏิรูปประชาธิปไตยฯ
๒. ไม่ได้เสนอแนะในสร้างสรรค์ ให้มีการสร้างประชาธิปไตยมาก่อนผลประโยชน์ของตน
• 3. ความเห็นของภาคประชาชนต่อ 4 กลุ่ม
ก. พลเอกประยุทธ หัวเรือใหญ่คสช.ที่สร้าง5สายน้ำ
ด้านบวก : เป็นด้านที่ได้รับการยอมรับจากประชาชน แต่ก็ปิดบังสายตาตนเอง
๑. ทำหน้าที่ได้ดีระดับหนึ่ง โดยเฉพาะการสร้างความสงบ ทำให้บ้านเมืองเดินต่อได้
๒. แก้ปัญหาของประชาชนและประเทศที่เกิดจากรัฐบาลนอมินีทักษิณได้ส่วนหนึ่ง
๓. ได้ดำเนินการตามโรดแมป
ด้านลบ : หัวใจสำคัญ คือ “ไม่เข้าใจภารกิจ-หน้าที่ของตนในสถานการณ์พิเศษ”
๑. จัดบทบาทตนเองผิด ที่จะต้องประสานร่วมมือกับกปปส.ที่เป็นพลังเปลี่ยนแปลง
ไปจัดการกับพลังล้าหลังที่สร้างวิกฤตใหญ่ให้กับประเทศชาติ
กลับไปวาง กปปส. = ทักษิณพรรคเพื่อไทยแกนนำนปช.(ไม่ให้มีบทบาทซึ่งผิด)
๒. ไม่ได้ส่งเสริมบทบาทคนดีมีความรู้ความสามารถมีประสบการณ์มาทำหน้าที่
แต่ใช้เครือข่ายพวกเพื่อน มาทำหน้าที่บริหารประเทศ ทำให้มีความจำกัด
๓. ไม่จัดการกับผู้ร้ายตัวฉกรรจ์คือทักษิณยิ่งลักษณ์สมชายและพรรคเพื่อไทยนปช.
ในการลงโทษตามกฏหมายอย่างเด็ดขาดทันกาล และการยึดทรัพย์ที่โกงคืน
๔. ไม่ดำเนินการใช้อำนาจเด็ดขาด ปฏิรูประบบโครงสร้างการเมืองและคุณภาพคน
๕. การใช้ข้าราชการกองทัพ แบบการใช้อำนาจ ไม่มีการแยกแยะคนที่เดือดร้อนจริง
ขาดการเสริมสร้างการแสดงออกในเชิงสร้างสรรค์ แต่ใช้การห้ามไปหมด.
ข. ไอ้-Eตัวร้ายนอมินีของทักษิณ
๑. ไม่ช่วยกันปกป้องผลประโยชน์ของประชาชนและประเทศชาติ
๒. แต่กลับทำทุกวิถีทางที่จะลดบทบาทหน้าที่ของคสช.ครม.และแม่น้ำ 5 สาย
๓. มิหน้ำซ้ำยังไปชักศึกร่วมมือกับต่างชาติและองค์กรระหว่างประเทศ โจมตีไทย
ค. ผู้นำสังคมนักวิชาการปัญญาชนเอนจีโอที่เข้ามาทำหน้าที่สปช.
๑. ไม่เข้าใจบทบาทหน้าที่หลักที่ต้องเน้นที่การปฏิรูปการเมือง
๒. แต่ไปทำหน้าที่ในประเด็นรองหรือย่อยในส่วนของตนเป็นหลัก
๓. บางคนบางส่วน เน้นแสดงบทบาทตัวเอง มากกว่า คิดถึงเรื่องของส่วนรวม
ง. แกนนำกปปส.
๑. ประชาชนส่วนไม่น้อย ผิดหวัง ที่แกนนำกปปส.ไม่ได้ทำหน้าที่ต่อเนื่อง
ทำให้พลังของมวลมหาประชาชนที่มีคุณค่า ต้องกระจายกัน และหยุดการทำหน้าที่ต่อ
๒. แกนนำสึกแล้วมาจัดตั้งมูลนิธิฯ ก็จะต้องทำหน้าที่เสนอแนะเชิงสร้างสรรค์จริงจัง
จ. พรรคการเมืองและนักการเมือง
๑. ควรจะสนับสนุนส่งเสริมการปฏิรูปการเมืองให้เป็นประชาธิปไตย
๒. ต้องช่วยทำหน้าที่ปกป้องผลประโยชน์ของประชาชนประเทศชาติกรณีต่างชาติทำไทย
• 4. ทำไม ? ไม่ทำหน้าที่ตามความรับผิดชอบ
๑. ในภาพรวม
ขาดวิสัยทัศน์ของผู้นำคสช.ที่จะมองเห็นทางแก้วิกฤตของประชาชนและประเทศ
ขาดความเป็นผู้นำในระดับรัฐบุรษที่จะกล้าหาญเสียสละทำเพื่ออนาคตของประเทศ
คิดถึงการอยู่รอดของตนเอง ทำงานเฉพาะหน้าที่ เหมือนอยู่ในภาวะปกติ
ขาดการประสานความร่วมมือกับพลังฝ่ายดี ไปขจัดคนและระบบโครงสร้างไม่ดี
ชนชั้นนำในสังคมไทย ล้วนขาดความกล้าหาญเสียสละที่จะออกมาทำหน้าที่เพื่อชาติ
ไม่ได้คิดว่าเป็นหน้าที่และความรับผิดชอบในฐานะเป็นส่วนสำคัญของประเทศไทย
ผู้นำส่วนใหญ่ ยังคงติดกรอบ ประชาธิปไตย=การเลือกตั้ง ต้องสังกัดพรรคการเมือง
ขาดประสบการณ์และบทเรียนในการทำหน้าที่ในส่วนที่รับผิดชอบ
“ เมื่อข้าพเจ้ามีอำนาจ ขาดประสบการณ์, เมื่อมีประสบการณ์ ก็ไม่มีโอกาส “
๒. ในส่วนเฉพาะ
คนบางส่วน ยังเน้นการสร้างภาพขยายบทบาทของตนเองให้เป็นข่าวฯ
คนบางกลุ่มยังคงมีอคติและขาดการใช้ความรู้สติปัญญาความจริง มาแก้วิกฤต
นักการเมือง นักวิชาการ ยังมีสังกัดขึ้นต่อคนบางคน ต้องรับใช้ เพื่ออนาคตตนเอง
“ ผู้นำบางคนมีความมั่นคงแล้ว ไม่ต้องการทำเรื่องใหญ่ ที่มีความเสี่ยง”
• ข้อสรุป
1.พิจารณาดูแล้ว โอกาสของการปฏิรูปประชาธิปไตยมีน้อย คงต้องกลับไปสู่วัฏจักรเดิม
2.แต่หน้าที่ของคนไทย ต้องพยายามทำทุกอย่างทุกทางเพื่อสร้างประชาธิปไตยให้เกิดขึ้น
3. คำถามใหญ่ที่ต้องตอบกับตนเอง
เราก็เป็นคนเก่งมีความรู้ความสามารถ ได้รับการยกย่องเชิดชูในฐานะผู้นำของสังคม
เราได้ใช้ความคิดความรู้สติปัญญาและออกแรง มากพอเพียง
ที่จะแก้วิกฤตของสังคมที่มีอยู่หรือไม่ ? ทำไม ?
……………………………

คนฮ่องกงประท้วงคำตัดสินศาล



ภาพของคุณอึ๊งหล่ายหยิง (Ng Lai-ying) 30 ปีที่ได้รับบาดเจ็บจนดั้งจมูกหักระหว่างการชุมนุม แต่แทนที่จะได้รับการเยียวยา ศาลแขวงฮ่องกงเพิ่งตัดสินว่าเธอมีความผิดฐานใช้ “นม” เป็นอาวุธทำร้ายตำรวจ และให้จำคุกสามเดือนครึ่ง เหตุเกิดเมื่อเดือนมี.ค.ที่ผ่านมา คุณอึ๊งพร้อมกับแฟนหนุ่มนศ.ที่ถูกศาลตัดสินว่ามีความผิดและลงโทษจำคุกเหมือนกัน และฮ่องกงอีกหลายคนรวมตัวประท้วงชาวจีนแผ่นดินใหญ่เดินทางที่เข้าประเทศ เพื่อซื้อสินค้าไปขายในจีน (anti-parallel trading protests) เขาว่ามันกระทบทำให้ราคาสินค้าในฮ่องกงแพงขึ้น และมีการขาดแคลนสินค้าในบางช่วง (เช่น กรณีการแห่ข้ามมาซื้อนมผงสำเร็จรูปไปขายในจีนแผ่นดินใหญ่)
ในคำพิพากษา ศาลบอกว่าคุณอึ๊ง “ใช้ความเป็นสตรีเพศกุข้อกล่าวหาว่าถูกเจ้าหน้าที่ลวนลาม ถือเป็นการกระทำที่มีเจตนาชั่วร้าย” สร้างความเสื่อมเสียแก่เกียรติยศให้สารวัตรใหญ่ที่ทำหน้าที่ควบคุมฝูงชน ศาลหาว่าคุณอึ๊งตะโกนร้องว่าถูกตำรวจลวนลาม ซึ่งคุณอึ๊งบอกว่าตะโกนจริง เพราะรู้สึกว่ามีคนเอามือมาแตะหน้าอกเธอ โดยอาจเกิดตอนที่เธอถูกผลักจนล้มจนจมูกหัก (ดูวิดีโอประกอบ) ช่วงนั้นทั้งตำรวจ ทั้งชาวบ้านดันกันจนชุลมุนวุ่นวาย นอกจากคุณอึ๊งแล้ว ยังมีจำเลยอีกสามคน (“The Yuen Long Four” เป็นชื่อย่านการค้า) ที่ถูกศาลตัดสินว่ามีความผิด และสั่งลงโทษจำคุกแตกต่างกันไป รวมทั้งแฟนคุณอึ๊งเอง นักเรียนอายุ 14 ปีคนหนึ่งด้วย อย่างน้องอายุ 14 ถูกศาลตัดสินว่าขัดขวางการทำงานของเจ้าหน้าที่เพราะเอา “ไหล่” ไปดันแขนขวาของสารวัตรคนเดียวกัน อืม....
เป็นคำตัดสินที่กระตุ้นให้เกิดการชุมนุมใหญ่ “Breast Walk” ทั้งชายทั้งหญิงใส่ยกทรงพร้อมตะโกนและถือป้ายบอกว่า “นมไม่ใช่อาวุธ” บางป้ายบอก "God will punish" ไม่รู้ว่าลงโทษผู้พิพากษาหรือใคร ผู้ประท้วงคนหนึ่งบอกว่า ไม่มีอะไรจะอัปลักษณ์ไปกว่าคำตัดสินของศาลครั้งนี้ “มันเหมือนชี้ไปที่กวางแล้วบอกว่าเป็นม้า” ส่วนผู้พิพากษาก็อ้างว่าถูกขู่ทำร้าย คงมีการประกันคัวออกไป และสู้คดีในชั้นอุทธรณ์ ฟังดูเหมือนศาลฮ่องกงจะเจริญรอยตามศาลในบางประเทศนะครับ หรืออาจเป็นเพราะอิทธิพลของจีนก็ได้

วันจันทร์ที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2558

"หม่อมอุ๋ย"ปัดข้อเสนออยู่ปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง 2 ปี ยันยึดโรดแมป ชี้ต้องรักษาสัญญาปชช

"หม่อมอุ๋ย"ปัดข้อเสนออยู่ปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง 2 ปี ยันยึดโรดแมป ชี้ต้องรักษาสัญญาปชช.-ประชาคมโลก

 03 ส.ค. 2558 เวลา 18:20:37 น.
ประชาชาติธุรกิจออนไลน์

เมื่อเวลา 15.00 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล รองนายกรัฐมนตรี ด้านเศรษฐกิจ ให้สัมภาษณ์กรณีข้อเสนอให้รัฐบาลอยู่ต่ออีก 2 ปี เพื่อปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง ว่า "ผมยึดตามโรดแมปของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เพราะเราสัญญาประชาชนไว้ ซึ่งไม่ใช่เฉพาะประชาชนแต่เป็นประชาคมโลกด้วย เราต้องยึดตามนั้น เพราะเช่นนั้นคนจะมองว่า เอ๊ะ เมืองไทย จะเอาอย่างไรกันแน่เนี่ย ฉะนั้นทั้งประชาชนและประชาคมโลกเราต้องยึดไว้ตามนั้น"

บิ๊กโด่ง ผบทบ.ประเมินผลงานทบ.9 เดือน ทำตามแผนงานได้74%



บิ๊กโด่ง ผบทบ.ประเมินผลงานทบ.9 เดือน ทำตามแผนงานได้74% สั่งให้ทำให้ได้เต็ม100 ๒ในเวลา2เดือนที่เหลือ สั่ง ผบ.นขต.ทบ. เดินหน้านโยบาย บิ๊กตู่ สั่งทำต่อ อาหารจานด่วนราคาถูก

พลเอก อุดมเดช สีตบุตร ผู้บัญชาการทหารบก เป็นประธาน การประชุมผู้บังคับหน่วยขึ้นตรงกองทัพบก ซึ่งเป็นครั้งรองสุดท้าย ก่อนเกษียณ กย.นี้
พันเอกวินธัย สุวารี โฆษก ทบ.ได้สั่งการให้หน่วยที่เกี่ยวข้องนำข้อห่วงใยของ พลเอกประยุทธ์ นายกรัฐมนตรี พร้อมสิ่งที่จะต้องเพิ่มเติมให้กิจกรรมมีความสมบูรณ์ยิ่งขึ้น เข้าหารือกับทุกส่วนที่เกี่ยวข้องในสัปดาห์นี้ เพื่อเตรียมความพร้อมในการอำนวยความสะดวกประชาชน การรักษาความปลอดภัย การจัดรูปขบวน ให้เกิดความเรียบร้อยในทุกมิติ สมพระเกียรติ และประชาชนได้มีโอกาสเข้าร่วมแสดงพลังแห่งความจงรักภักดีอย่างกว้างขวาง
ผบทบ.ยัง กำชับ ในการดำเนินตามนโยบายของรัฐบาลในเรื่องการช่วยลดภาระค่าครองชีพให้ประชาชน ต่อไป ในขณะนี้ ซึ่งหน่วยทหารของกองทัพบกได้จัดโครงการอาหารจานด่วนราคาพิเศษ บริเวณหน้าหน่วยทหารและชุมชนรอบค่าย มาตลอดเดือนกรกฎาคม เพราะเห็นว่าเป็นเรื่องที่ดีประชาชนได้ประโยชน์ และเข้าร่วมโครงการเป็นจำนวนมาก ได้กำชับให้ทุกหน่วยของกองทัพบกเดินหน้าจัดโครงการอาหารจานด่วนให้กว้างขวางยิ่งขึ้น และดำเนินการในหลากหลายลักษณะ พัฒนาให้เกิดความสะดวกและง่ายต่อการบริการประชาชน
พลเอกอุดมเดช ได้ กำหนดให้ในปี 2558เป็น “ปีแห่งการปฏิบัติงานของกองทัพบกที่มุ่งเน้นผลสัมฤทธิ์ และเป็นรูปธรรมในทุกด้าน” นั้น ในช่วง 9เดือนที่ผ่านมา กองทัพบกได้ดำเนินตามแผนงานที่กำหนดไว้เรียบร้อยถึง 74 เปอร์เซ็นต์ และได้กำชับให้ใน 2 เดือน จากนี้ ให้ทุกหน่วยเร่งดำเนินตามแผนงานอีก 26 เปอร์เซ็นต์ เพื่อให้กองทัพบกมีความก้าวหน้าตามเป้าหมายที่กำหนดไว้
นอกจากนี้ พลเอกอุดมเดช ยังได้ย้ำให้กองกำลังป้องกันชายแดนของกองทัพบก ให้ดำรงแนวทางการปฏิบัติภารกิจในการป้องกันประเทศ ป้องปรามการกระทำผิดกฎหมายในพื้นที่ชายแดน การสร้างความสัมพันธ์อันดีกับประเทศเพื่อนบ้าน และการพัฒนาสร้างความมั่นคงพื้นที่ชายแดน ให้ดำรงการฝึกกำลังพลให้มีความพร้อม ทั้งบุคคล และเป็นหน่วย มีความรู้ด้านกฎหมาย การพัฒนาคุณภาพชีวิตและการช่วยเหลือประชาชนชายแดน
ส่วนการดูแลและช่วยเหลือประชาชนจากภัยพิบัติต่างๆ ผบทบ.ให้หน่วยทหารได้ปรับเปลี่ยนการช่วยเหลือไปตามสถานการณ์ภัยพิบัติที่เกิดขึ้น ซึ่งขณะนี้หน่วยทหารของกองทัพบก ได้ดำเนินการในหลายเรื่อง ได้แก่ การแจกจ่ายน้ำปริมาณ 39 ล้านลิตรเพื่อการอุปโภค บริโภคในพื้นที่แล้งจากฝนทิ้งช่วง การช่วยบรรเทาความเดือดร้อนจากฝนตกหนัก น้ำป่าไหลหลาก ดินโคลนถล่มในพื้นที่ภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ การซ่อมแซมบ้านเรือนประชาชนจากเหตุวาตภัยในภาคอีสาน การขุดลอกคูคลองตามโครงการ “ปรับปรุงและพัฒนาแหล่งน้ำ จำนวน ๑๖๙ โครงการ ๓๘ จังหวัด” ซึ่งขณะนี้มีความคืบหน้า ๘๐ เปอร์เซ็นต์ รวมทั้งการช่วยสร้างความเข้าใจในการบริหารจัดการน้ำเพื่อการเกษตร ซึ่งดำเนินการร่วมกับกระทรวงมหาดไทยและกระทรวงเกษตรฯ.
ทั้งนี้ พลเอกอุดมเดช ได้ให้กองทัพภาคและกรมการทหารช่าง พิจารณาจ้างงานให้กับประชาชนในพื้นที่ ในโครงการหรือแผนงานที่หน่วยทหารจะต้องดำเนินการในปีงบประมาณนี้ เพื่อเป็นการสร้างและกระจายรายได้สู่ชุมชนตามนโยบายของรัฐบาลอีกทางหนึ่ง
พลเอกอุดมเดช ได้ให้กำลังใจกับกำลังพลของกองทัพบก ที่ทุ่มเทปฎิบัติงานตามที่ได้รับมอบหมาย ทั้งในส่วนของกองกำลังชายแดน จังหวัดชายแดนภาคใต้ กองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อย และกำลังพลที่ช่วยเหลือประชาชน ซึ่ง ผู้บัญชาการทหารบก ได้กำชับให้ผู้บังคับหน่วย ดูแลเรื่องสวัสดิการ การวางตนที่เหมาะสมเมื่อไปปฏิบัติภารกิจนอกหน่วย การปรับปรุงพัฒนาอาคารสถานที่ทำงานและบ้านพักให้มีความสะดวกสบาย รวมไปถึงให้เร่งดำเนินโครงการดูแลบุพการีที่พิการ และทุพพลภาพของกำลังพล เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจในการปฏิบัติงาน

"พลเอกอุดมเดช"ยัน กลุ่ม"สุเทพ"ไม่มีแรงกดดัน ต่อรัฐบาล-คสช. เหนือกลุ่มอื่น



"พลเอกอุดมเดช"ยัน กลุ่ม"สุเทพ"ไม่มีแรงกดดัน ต่อรัฐบาล-คสช. เหนือกลุ่มอื่น ยันพร้อมฟังข้อเสนอที่ดี ยันให้สิทธิทุกกลุ่มเท่าเทียมกัน หาก นปช.จะแถลงข่าว แต่ขอไม่พาดพิงเรื่องการเมือง ยันจะไม่ยอมหากส่งผลกระทบต่อความสงบเรียบร้อยที่คสช.ดูแล ยอมรับ อาจมีเหตุบางประการอาจต้องปรับเวลาบ้าง แต่ยันคสช.ยึดโรดแมป และ รธน.ชั่วคราว สั่งหน่วยทหาร ติดตามความเคลื่อนไหวทุกกลุ่ม ยอมรับ กปปส.แถลงข่าวทำเรียบร้อย ไม่สร้างความหนักใจ เน้นพูดคุย แม้เห็นต่าง แต่อยู่ในกรอบ ที่เรียบร้อย ไม่สร้างความหนักใจ ให้หน่วยคิดตามสถานการณ์

พลเอกอุดมเดช สีตบุตร ผู้บัญชาการทหารบก/รมช.กห./เลขาคสช. กล่าวว่า ในการประชุมผู้บังคับหน่วยขึ้นตรงกองทัพบกได้เน้นย้ำเรื่องการรักษาความสงบเรียบร้อย ให้สถานการณ์สงบเรียบร้อยเน้นการสร้างความเข้าใจกับทุกกลุ่ม ยินดีรับฟังทุกกลุ่มที่วิพากวิจารณ์การทำงาน
ส่วนกรณีที่นายสุเทพเทือกสุบรรณ แถลงจัดตั้งมูลนิธิฯขอบคุณที่เข้าใจการทำงานของรัฐบาลพร้อมยืนยันให้ความเท่าเทียมกับทุกกลุ่มในการแสดงความเห็นต่างๆหากคสช.ทำไม่ถูกต้องพร้อมรับคำติติงที่ผ่านมาก็มีการส่งSMS ท้วงติงรัฐบาลมาซึ่งการแสดงความคิดเห็นที่หวังดีต่อรัฐบาลนั้นเป็นเรื่องดีขอให้อยู่ในกรอบ
ทั้งนี้ที่ผ่านมายืนยันว่ารับฟังความเห็นทุกกลุ่มอย่างเท่าเทียมกัน กลุ่มของนายสุเทพ ไม่มีแรงกดดัน ต่อรัฐบาล-คสช. เหนือกลุ่มอื่น
โดยการรับฟังความเห็น มีช่องทางผ่านสภาปฎิรูปและศูนย์ปรองดองซึ่งแต่ละพื้นที่ได้เปิดรับฟังความเห็นของแต่ละฝ่ายอยู่ ซึ่งแต่ละฝ่ายก็ได้แสดงความคิดเห็นที่อยู่ในกรอบแต่ทางฝ่ายความมั่นคงก็ใช้ความระมัดระวังให้ทุกฝ่ายแสดงความเห็นโดยไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อย
ขณะเดียวกันยืนยันว่าการดำเนินการของคสช.จะไม่เอนเอียงเข้าข้างใดข้างหนึ่งทุกคนสามารถแสดงความเห็นที่อยู่ในกรอบได้โดยไม่ต้องไปพาดพิงทางการเมืองแต่หากมีการพาดพิงถึงก็ต้องมีการระงับตามที่คสช.กำหนดกฎเกณฑ์ไว้
พลเอกอุดมเดชกล่าว ยืนยันว่าโรดแมปของรัฐบาลคสช. ยังเป็นไปตามที่นายกรัฐมนตรีระบุ แม้อาจมีการขยายเวลาไปบ้างก็ตาม
ส่วนการที่ นปช. ต้องการจะแถลงข่าว บ้างนั้น ผบทบ.กล่าวว่า ขอให้สบายใจว่า เราให้สิทธิทุกกลุ่มเท่าเทียมกัน แต่ต้องไม่ละเมืด กม. หรือนำไปสู่ความขัดแย้ง

CR เพจวาสนา นาน่วม

วันศุกร์ที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

ปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง ทิดเทือกยันชัด เปิดอ้า-ไร้กรอบเวลา

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 31 ก.ค. 2558 05:20

เปิดอ้า-ไร้กรอบเวลา พท.จวกยืด‘โรดแม็ป’ ตอกวิษณุกบในกะลา
“สุเทพ” นำทีม 12 แกนนำ กปปส.เปิดตัวมูลนิธิมวลมหา ปชช. เพื่อปฏิรูปประเทศ “ทิดเทือก” นั่งแป้นประธานคุมบังเหียนกดดันรัฐบาล คสช.ต้องปฏิรูปให้เสร็จก่อนเลือกตั้ง ไร้กรอบเวลา พร้อมอาสาเป็นกระบอกเสียงตอบโต้ต่างชาติ ลั่นเคลื่อนไหวไม่เกี่ยวโยง ปชป.-ไม่หวนเล่นการเมือง “กษิต” รับหน้าเสื่อช่วยงานด้านต่างประเทศ ก๊วน 40 อดีต ส.ว.เด้งรับ “ไพบูลย์” จ่อชงเข้า สปช. อ้างสางงานหลักให้ลุล่วง “เสรี” เชียร์วางกรอบ-เป้าหมายให้ชัดก่อน ด้าน “ดิเรก” ขวางลำยื้อเวลา ซัดยิ่งเพิ่มปัญหา พท.คาใจ “เทือก” ออกโรงฉลุย ดักคออย่าสร้างเงื่อนไขเขย่าโรดแม็ป นปช.ฉะลั่นกลองรบหวังล้มเลือกตั้ง กมธ.ตั้งแท่นทบทวนรอบสุดท้ายร่าง รธน.มั่นใจไม่อคติเสียงโหวตผ่านแน่ “ปึ้ง” ตอก “บิ๊กตู่” เด็กๆยิงมุกลืมชื่อ “ทักษิณ” ปึ้งเฉ่งวิษณุพวกกบในกะลากล่าวหานายใหญ่ให้ร้ายประเทศ
กรณีนายสุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตแกนนำกปปส.เดินหน้าเคลื่อนไหวทำงานการเมืองภาคประชาชนหลังจากลาสิกขาออกมา ล่าสุดได้เปิดตัว มูลนิธิมวลมหาประชาชนเพื่อการปฏิรูปประเทศอย่างเป็นทางการ พร้อมประกาศเจตนารมณ์ผลักดันให้รัฐบาลนี้ต้องปฏิรูปประเทศให้เสร็จสิ้นก่อนจะมีการเลือกตั้ง โดยไม่มีกรอบระยะเวลา
“ทิดเทือก”เปิดตัวมูลนิธิมวลมหา ปชช.
เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 30 ก.ค. ที่โรงแรมอินเตอร์คอนติเนนตัล สี่แยกราชประสงค์ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตแกนนำ กปปส. จัดงานแถลงข่าวเปิดตัวมูลนิธิมวลมหาประชาชนเพื่อการปฏิรูปประเทศ อย่างเป็นทางการ มีนายสุเทพ เทือกสุบรรณ เป็นประธานกรรมการมูลนิธิฯ โดยมีเจ้าหน้าที่ทหารนำโดย พ.อ.บุรินทร์ ทองประไพ นายทหารพระธรรมนูญ สังกัดกองพลทหารม้าที่ 2 รักษาพระองค์ (พล.ม.2 รอ.) พร้อมด้วย พ.ท.ภาสกร กุลวิวรรณ ผบ.ม.พัน. 1 พล.ม.2 นำนายทหารร่วม 10 นาย มาสังเกตการณ์และพร้อมบันทึกภาพเหตุการณ์ ก่อนหารือกับนายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รองประธานกรรมการมูลนิธิฯ โดย พ.อ.บุรินทร์ ให้สัมภาษณ์ว่า เป็นการพูดคุยเพื่อตกลงขั้นตอนและการดำเนินงาน ยืนยันว่าการแถลงข่าวหากมีประเด็นที่ผิดไปจากระเบียบหรือมาตรฐานที่เคยปฏิบัติไว้ คือ มีประเด็นทางการเมือง จะดำเนินคดีทางกฎหมายทันที ทั้งนี้ภายในงานยังมีสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์เข้าร่วมอย่างคึกคัก อาทิ นางศิริวรรณ ปราศจากศัตรู อดีตรองหัวหน้าพรรค นายกษิต ภิรมย์ อดีต รมว.ต่างประเทศและอดีต ส.ส.บัญชีรายชื่อ นายเทพไท เสนพงศ์ อดีต ส.ส.นครศรีธรรมราช และนายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี อดีต ส.ส.กทม.
ขอเป็นศูนย์กลางดันปฏิรูปก่อน ลต.
ต่อมาเวลา 10.00 น. นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ เลขานุการคณะกรรมการฯ กล่าวเปิดตัวมูลนิธิฯและคณะกรรมการว่า นายสุเทพ เทือกสุบรรณ จะรับเป็นประธานมูลนิธิฯ นายถาวร เสนเนียม นายอิสสระ สมชัย นายวิทยา แก้วภราดรัย นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย เป็นรองประธานมูลนิธิฯ นายพุฒิพงษ์ ปุณณกันต์ นายชุมพล จุลใส นายสกลธี ภัทธิยกุล นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ และนายชัยวุฒิ บรรณวัฒน์ ร่วมเป็นคณะกรรมการมูลนิธิฯ ตนเป็นเลขานุการมูลนิธิฯ และ น.ส.จิตภัสร์ กฤดากร เป็นผู้ช่วยเลขานุการฯ โดยมีวัตถุประสงค์การจัดตั้งมูลนิธิฯคือ 1. สนับสนุนการศึกษาวิจัย สัมมนา หรือการประชุม รวบรวมความรู้ ความคิดเห็น ในรูปแบบต่างๆเกี่ยวกับการปฏิรูปประเทศ การเมือง เศรษฐกิจ และสังคม 2.ติดตามศึกษารวบรวม และวิเคราะห์รายงานข้อมูลและสถานะของประเทศเป็นระยะ 3. ดำเนินการเพื่อสาธารณประโยชน์หรือร่วมมือกับองค์กรการกุศลอื่นๆ 4. ส่งเสริมระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขด้วยความเป็นกลาง