PR

@@ในความเคลื่อนไหวของสถานการณ์ที่ปรากฎเป็น"ข่าว"และ"ไม่เป็นข่าว"พยายามสแกนย่นย่อมานำเสนอและเป็นไว้เป็นฐานข้อมูลสังเคราะห์สถานการณ์ ที่นี่ "ข่าวที่ไม่เป็นข่าว"

วันพุธที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560

ขอมีส่วนร่วม !!

ขอมีส่วนร่วม !!
(31ต.ค.)กว่าจะเสร็จแต่ละภารกิจ ที่ขอนแก่น ก็ค่ำมืดแล้ว หลังพบประชาชนพร้อมมอบถุงยังชีพ ณ บ้านบึงสวาง หมู่ 5 ตำบลบึงเนียม แล้ว
เพราะ"นายกฯบิ๊กตู่"....ตั้งใจไว้ แล้ว จึงไปตรวจเยี่ยมให้กำลังใจทหาร และ ผู้ปฏิบัติงานปิดพนังคันดินคลองส่งน้ำชลประทาน 3L - RMC ที่ บ้านคุยโพธิ์ หมู่ 6 ตำบลบึงเนียม อำเภอเมือง ขอนแก่น. ที่ซ่อมทำกันมาต่อเนื่องกว่า 40ชม. แล้ว
นายกฯเห็นทหาร ทำงานกันทั้งวันทั้งคืน แบบนี้ เลยอยากมีส่วนร่วม ช่วยขนหิน เพิ่อเอาไปเท เสริมพนังกั้นน้ำ ที่แตก
โดยมี บิ๊กแบล็ก พลโทธรากร ธรรมวินทร แม่ทัพภาค2 ตัอนรับ

วีระ อัด คสช.ล้มเหลวสิ้นเชิงเรื่องธรรมาภิบาล-บริหารประเทศ เพราะไม่ปฎิรูปสำนึกตัวเอง

วีระ อัด คสช.ล้มเหลวสิ้นเชิงเรื่องธรรมาภิบาล-บริหารประเทศ เพราะไม่ปฎิรูปสำนึกตัวเอง


วันนี้ ( 1 พ.ย.) นายวีระ สมความคิด เลขาธิการเครือข่ายประชาชนต้านคอร์รัปชั่น โพสต์ข้อความทางเฟสบุ๊ก ตอบโต้คำชี้แจงกรณี นายมีชัย ฤชุพันธ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ เรื่องการตั้งบุตรสาว ดำรงตำแหน่งเลขาฯประตัวผู้ดำรงตำแหน่งในคณะรักษาความสงบแห่งชาติ โดยระบุว่า

“มีชัย บอกตั้งลูกสาวมาทำหน้าที่ผู้ช่วยเลขาฯของตนเอง ไม่มีกฏหมายห้าม ไม่ใช่เรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน พูดออกมาได้ว่า ไม่ใช่ผลประโยชน์ทับซ้อน เป็นนักกฎหมายชั้นครู มาได้อย่างไรวะ พล.อ.ปรีชา จันทร์โอชา น้องนายกฯประยุทธ์ แต่งตั้งลูกชายเข้ารับราชการทหาร ก็ไม่ผิด นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ตั้งลูกชายเป็นคณะกรรมการที่ปรึกษาเพื่อกำกับ การปฏิรูปกฏหมาย ก็ไม่แคร์ใคร นายมีชัย ฤชุพันธ์ สมาชิก คสช. และประธาน กรธ. แต่งตั้งลูกสาวให้มาเป็นผู้ช่วยเลขาฯ ก็ไม่อายใคร ไม่สงสัยเลยว่าทำไม คสช.จึงล้มเหลวในการปฏิรูปประเทศ เพราะพวกเขา ไม่เคยปฏิรูปจิตสำนึกของตนเอง ล้มเหลวอย่างสิ้นเชิงในเรื่อง ธรรมาภิบาล”

สถานการณ์น้ำ เปรียบเทียบปี 2554 กับ 2560

สถานการณ์น้ำ เปรียบเทียบปี 2554 กับ 2560



ข้อมูลจากศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะ (SWOC) กรมชลประทาน ล่าสุดวันที่ 31 ตุลาคม 2560 ระบุปริมาณฝนสะสมตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม-22 ตุลาคม 2560 วัดได้ 1,771 มิลลิเมตร (มม.) เทียบช่วงเดียวกันปี 2554 ที่เกิดมหาอุทกภัย วัดปริมาณน้ำฝนตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม-22 ตุลาคม 2554 มีปริมาณทั้งสิ้น 1,798 มม.
ข้อมูลเมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2560 เปรียบเทียบปริมาณน้ำผ่านจุดควบคุมสำคัญ พบว่า สถานี C.2 อ.เมือง จ.นครสวรรค์ ปี 2554 น้ำไหลผ่าน 3,542 ลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) ต่อวินาที ส่วนปี 2560 อยู่ที่ 2,879 ลบ.ม.ต่อวินาที มีความต่าง 663 ลบ.ม.ต่อวินาที, สถานี C.13 เขื่อนเจ้าพระยา อ.สรรพยา จ.ชัยนาท ปี 2554 น้ำไหลผ่าน 3,254 ลบ.ม.ต่อวินาที ปี 2560 อยู่ที่ 2,697 ลบ.ม.ต่อวินาที ความต่าง 557 ลบ.ม.ต่อวินาที, และสถานี C.29A อ.บางไทร จ.พระนครศรีอยุธยา ในปี 2554 ล้นตลิ่ง แต่ปี 2560 น้ำไหลผ่าน 2,795 ลบ.ม.ต่อวินาที

การเปรียบเทียบพื้นที่น้ำท่วมในปี 2554 กับปี 2560 พบว่าตั้งแต่วันที่ 1-31 ตุลาคม 2554 มีพื้นที่น้ำท่วมรวมทั่วประเทศ 19.2 ล้านไร่ ส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่ภาคเหนือตอนล่าง 5.9 ล้านไร่ และภาคกลาง 6.7 ล้านไร่ และพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่เป็นพื้นที่ลุ่มน้ำรวมอยู่ด้วย ขณะที่ตั้งแต่วันที่ 1-23 ตุลาคม 2560 มีพื้นที่น้ำท่วมรวมทั่วประเทศ 4.2 ล้านไร่ ส่วนใหญ่เป็นภาคเหนือตอนล่าง 2.2 ล้านไร่ และภาคกลาง 1.3 ล้านไร่

เมื่อสรุปเป็นตัวเลขความเสียหายจากน้ำท่วม พบว่าในปี 2554 มีพื้นที่น้ำท่วมทั้งประเทศ 67 จังหวัด พื้นที่เมือง/เศรษฐกิจที่ได้รับผลกระทบ 16 จังหวัด พื้นที่เกษตรเสียหาย 11.16 ล้านไร่ มูลค่าความเสียหาย 39,060 ล้านบาท จำนวนเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบ 1.16 ล้านราย มูลค่าความเสียหาย 3,480 ล้านบาท พื้นที่น้ำท่วมลุ่มน้ำเจ้าพระยาเดือนตุลาคม 6.70 ล้านไร่ พื้นที่น้ำท่วมทั้งประเทศเดือนตุลาคม 19.20 ล้านไร่

ส่วนในปี 2560 ความเสียหายโดยรวมลดลง มีพื้นที่น้ำท่วมทั้งประเทศ 36 จังหวัด พื้นที่เมือง/เศรษฐกิจที่ได้รับผลกระทบ 1 จังหวัด พื้นที่เกษตรเสียหาย 4 ล้านไร่ มูลค่าความเสียหาย 14,000 ล้านบาท จำนวนเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบ 0.55 ล้านราย มูลค่าความเสียหาย 1,650 ล้านบาท พื้นที่น้ำท่วมลุ่มน้ำเจ้าพระยาเดือนตุลาคม 1.30 ล้านไร่ พื้นที่น้ำท่วมทั้งประเทศเดือนตุลาคม 4.20 ล้านไร่

ศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะคาดการณ์ว่าพื้นที่น้ำท่วมทั้งในภาคเหนือตอนล่าง ภาคกลาง และภาคตะวันออกเฉียงเหนือจะกลับเข้าสู่ภาวะปกติได้ทั้งหมดภายในเดือนพฤศจิกายนนี้ บางพื้นที่ที่เป็นที่สูงกว่า น้ำก็จะถูกระบายและแห้งเร็วกว่าพื้นที่ที่อยู่ต่ำกว่าเป็นเรื่องปกติ การบริหารจัดการน้ำตามนโยบายรัฐบาล กรมชลฯได้ดำเนินโครงการต่างๆ เพื่อแก้ไขปัญหาอุทกภัยและภัยแล้งตามแผนยุทธศาสตร์มาตั้งแต่ปี 2557 จนถึงปัจจุบันรวมประมาณ 5,016 โครงการ สามารถเพิ่มปริมาณเก็บกักได้ถึง 1,579 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) พื้นที่ชลประทานเพิ่มขึ้น 2.1 ล้านไร่ จากก่อนปี 2557 สามารถเก็บกักน้ำได้ปริมาณ 79,551 ล้าน ลบ.ม. พื้นที่ชลประทาน 30 ล้านไร่ ทำให้ปัจจุบันรวมมีโครงการต่างๆ เก็บกักน้ำได้ 80,934 ล้าน ลบ.ม. พื้นที่ชลประทาน 32 ล้านไร่ ทั้งนี้ ใน 5,016 โครงการดังกล่าวกระจายอยู่ในภาคต่างๆ ของประเทศ โดยจำแนกเป็นประเภทต่างๆ ดังนี้ แหล่งกักเก็บน้ำ 626 โครงการ แก้มลิง 555 โครงการ ระบบควบคุมน้ำและการระบายน้ำ 1,886 โครงการ และขุดลอกคูคลอง-กำจัดวัชพืช 1,994 โครงการ

เมื่อแยกดูเฉพาะในลุ่มน้ำเจ้าพระยาได้ดำเนินโครงการต่างๆ เพื่อแก้ไขปัญหาอุทกภัยและภัยแล้ง ตั้งแต่ปี 2557 จนถึงปัจจุบัน รวม 321 โครงการ เพิ่มปริมาณเก็บกักได้ถึง 190 ล้าน ลบ.ม. พื้นที่ชลประทานเพิ่มขึ้น 0.51 ล้านไร่ ดังนี้ แหล่งเก็บกักน้ำ 45 โครงการ แก้มลิง 43 โครงการ ระบบควบคุมน้ำและการระบายน้ำ 233 โครงการ

ด้านสถาบันสารสนเทศน้ำและการเกษตร(สสนก.) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (วท.) ในฐานะคลังข้อมูลน้ำและภูมิอากาศแห่งชาติให้ข้อมูลสถานการณ์น้ำในปัจจุบัน เปรียบเทียบกับปี 2554 ระบุว่า ปริมาณฝนสะสมของทั้งประเทศในปีนี้ ระหว่างวันที่ 1 มกราคม ถึง 19 ตุลาคม เทียบกับปี 2554 ในช่วงเวลาเดียวกัน พบว่าปริมาณฝนเฉลี่ยทั้งประเทศของปีนี้แม้จะใกล้เคียงกับปี 2554 แต่ปริมาณฝนบริเวณภาคเหนือ เป็นพื้นที่เหนือเขื่อนและเป็นตัวกำหนดปริมาณน้ำเหนือ พบว่าฝนของปีนี้ยังน้อยกว่าปี 2554 อยู่ประมาณ 300 มิลลิเมตร (มม.) มีพื้นที่ฝนตกมากกว่าปี 2554 คือพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบนจากพายุเซินกา และพื้นที่ภาคใต้ จากเหตุการณ์น้ำท่วมไปเมื่อต้นปี

สสนก.ระบุว่า ปริมาณน้ำแม่น้ำเจ้าพระยา ที่สถานี C.2 จ.นครสวรรค์ เมื่อปี 2554 มีปริมาณน้ำสูงสุดถึง 4,686 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที (ลบ.ม./วินาที) ส่วนปีนี้ยังมีปริมาณน้ำเพียง 3,059 ลบ.ม.ต่อวินาที ชี้ชัดว่าปริมาณน้ำเหนือยังคงต่างกันมาก

ส่วนพื้นที่น้ำท่วมบริเวณภาคกลาง ช่วงเดือนกรกฎาคมถึงตุลาคม 2554 มีพื้นที่ทั้งสิ้น 7.3 ล้านไร่ ในปีนี้มีพื้นที่น้ำท่วมเพียง 1.2 ล้านไร่ จะเห็นได้ว่าสถานการณ์น้ำท่วมในปีนี้ไม่รุนแรงเท่ากับปี 2554

ภาพรวมสถานการณ์น้ำลุ่มน้ำเจ้าพระยาจึงถือว่าดีขึ้น ไม่มีฝนตกเพิ่ม น้ำเหนือน้อยลง น้ำทะเลหนุนต่ำลง

จากข้อมูลสถานีโทรมาตรวัดระดับน้ำอัตโนมัติที่ส่งข้อมูลทุกๆ 10 นาที พบว่าแม้แม่น้ำเจ้าพระยายังคงมีระดับน้ำมากและล้นตลิ่ง โดยเฉพาะเหนือเขื่อนเจ้าพระยาและจากการระบายน้ำของเขื่อนเจ้าพระยา ประกอบกับน้ำทะเลหนุนทำให้แม่น้ำเจ้าพระยาบริเวณ จ.ปทุมธานี และ จ.นนทบุรี มีน้ำล้นตลิ่งต่ำตามธรรมชาติริมแม่น้ำขึ้นมาวันละ 2 รอบ รอบละ 6-7 ชั่วโมง นั้น แต่จากปริมาณฝนทางด้านภาคเหนือและภาคกลางที่ลดน้อยลงถึงแทบไม่มีฝนแล้ว ส่งผลให้ระดับน้ำที่ จ.นครสวรรค์ มีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง ทำให้ปริมาณน้ำหน้าเขื่อนเจ้าพระยามีแนวโน้มลดลงเล็กน้อย ระดับน้ำคาดว่าจะค่อยๆ ลดลงเรื่อยๆ ส่วนระดับน้ำบริเวณ จ.ปทุมธานี และนนทบุรี มีแนวโน้มลดลงเนื่องจากระดับน้ำทะเลที่หนุนวันละ 2 รอบ โดยปัจจุบันมีระดับน้ำหนุนต่ำลงจากวันที่ 24 ตุลาคม 2560 ที่มีน้ำหนุนสูงสุดไปค่อนข้างมาก และแนวโน้มระดับน้ำทะเลหนุนตามการคาดการณ์จะลดลงต่อเนื่อง

อธิบายแบบง่ายๆ สถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่ จ.พระนครศรีอยุธยา ส่วนใหญ่เป็นพื้นที่ริมน้ำเวลานี้คือ เกิดจากการระบายน้ำของเขื่อนเจ้าพระยานั่นเอง รูปแบบการระบายน้ำแบบนี้มีมาตั้งแต่เดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ทุกปีที่ผ่านมาก็มีการระบายน้ำเช่นนี้อยู่แล้ว ชาวบ้านในพื้นที่ก็รู้ตัวดีว่าพื้นที่ของตัวเองนั้นอยู่นอกแนวคันกั้นน้ำ และน้ำจะท่วมเป็นปกติ แต่ไม่กระทบกับตัวเมือง

สำหรับน้ำที่ท่วมอยู่ในทุ่งของลุ่มน้ำเจ้าพระยามองจากภาพถ่ายทางอากาศ และภาพถ่ายดาวเทียมเวลานี้ ประมาณ 1,300 ล้าน ลบ.ม.นั้นเป็นทุ่งที่ทางกรมชลประทานเตรียมเอาไว้สำหรับรองรับน้ำอยู่แล้ว จำนวน 12 ทุ่ง ทางกรมชลประทานได้แบ่งน้ำออกด้านซ้ายและด้านขวาของเขื่อนเจ้าพระยา และระบายลงไปเก็บไว้ในทุ่งที่จัดเตรียมไว้ ไม่กระทบต่อการทำการเกษตร กรมชลประทานได้เตรียมแผนไว้ว่า วันที่ 29 พฤศจิกายนนี้ เป็นเวลาที่น้ำจากแม่น้ำเจ้าพระยาลลดต่ำลงแล้ว จะระบายน้ำจากทั้ง 12 ทุ่งออก โดยผ่านแม่น้ำเจ้าพระยาและแม่น้ำท่าจีน ทั้งหมด อยู่ในแผนการจัดการน้ำอยู่แล้ว ไม่ได้มีปัญหาแต่อย่างใด

แต่ที่เป็นปัญหาคือ การระบายน้ำผ่านเขื่อนเจ้าพระยาลงมา ที่ จ.พระนครศรีอยุธยา แล้วสร้างผลกระทบกับพื้นที่ริมแม่น้ำ คือทำให้น้ำท่วม แนวทางการแก้ไขคือ ขยายและเพิ่มคุณภาพการระบายน้ำของคลองชัยนาท ป่าสัก เพื่อให้สามารถแบ่งน้ำที่เขื่อนเจ้าพระยาได้เพิ่มมากขึ้น

อารมณ์ สังคม คึกคัก และ หงุดหงิด ก่อน ‘เลือกตั้ง’

อารมณ์ สังคม คึกคัก และ หงุดหงิด ก่อน ‘เลือกตั้ง’


พลันที่ “ฤดูหนาว” มาเยือนในเดือนพฤศจิกายน จะปรากฏอารมณ์ 2 อารมณ์ขึ้นภายในระบบนิเวศทางการเมือง

1 อารมณ์คึกคัก เปี่ยมด้วยความหวัง
1 อารมณ์หงุดหงิด งุ่นง่าน ไม่พอใจ

ไม่ว่าจะมองไปยัง “นักการเมือง” ไม่ว่าจะมองไปภายใน “แม่น้ำ 5 สาย” จะสัมผัสได้ใน 2 อารมณ์อันสวนทางกัน

แล้วก็ส่งผลสะเทือนมาถึง “สังคม” โดยรวม

เพราะมีความหวังว่าจะเกิดการ “ปลดล็อก” ให้กับพรรคการเมือง เพราะมีความหวังว่าคืนวันแห่งการเลือกตั้งใกล้เข้ามาเป็นลำดับ

“นักการเมือง” จึงคึกคัก ดวงตาเป็นประกาย

ตรงกันข้าม ภายใน “แม่น้ำ 5 สาย” กลับมากด้วยความหงุดหงิด งุ่นง่าน เพราะยิ่งใกล้วันเลือกตั้งก็เท่ากับเป็นการนับถอยหลัง

แม้ว่ารัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 อันยกร่างขึ้นตามพิมพ์เขียวที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ.2557 ครบถ้วนและแทบจะล้นเกิน

อันเท่ากับเป็น “หลักประกัน” แห่ง “อำนาจ”

กระนั้น บทเรียนในทางประวัติศาสตร์ ไม่ว่าการเลือกตั้งเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2512 ไม่ว่าการเลือกตั้งเมื่อเดือนเมษายน 2522 ไม่ว่าการเลือกตั้งเมื่อเดือนเมษายน 2535

สะท้อนอย่างเด่นชัดถึงสภาวะแห่งความไม่แน่นอน

จอมพลถนอม กิตติขจร ก็ต้องไปหลังการเลือกตั้งเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2512 แม้จะใช้เวลาถึง 4 ปี
พล.อ.เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ ก็ต้องไปหลังการเลือกตั้งเมื่อเดือนเมษายน 2522 ด้วยเวลาไม่ครบ 1 ปีด้วยซ้ำไป

เส้นทางของนักรัฐประหารมักเป็นเช่นนี้ ไม่มีเป็นอื่น

ความหงุดหงิด งุ่นง่าน จึงบังเกิดขึ้นภายใน “แม่น้ำ 5 สาย” ซึ่งมาด้วยกระบวนการ “ลากตั้ง” จำเป็นต้องหลีกทางให้กับ “นักเลือกตั้ง”

พลันที่กระบวนการเลือกตั้งมาถึง บรรดา “นักลากตั้ง” จำนวนหนึ่งอาจยังมีที่ยืน อาจยังสามารถแสดงบทบาทได้

ผ่าน 250 ส.ว.

ผ่านคณะกรรมการยุทธศาสตร์แห่งชาติ ผ่านคณะกรรมการปฏิรูปด้านต่างๆ และดำรงอยู่ภายในองค์กรอิสระ

แต่สถานะก็ไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว

อย่างน้อยก็ไม่เหมือนกับอำนาจที่ได้มาพร้อมกับการรัฐประหารเมื่อเดือนพฤษภาคม 2557 เพราะจะต้องถูกตรวจสอบ ท้าทาย

ท้าทายผ่านกระบวนการเลือกตั้งของประชาชน

ท้าทายจากบรรดา “นักการเมือง” ที่ได้รับฉันทานุมัติอันมาจากกระบวนการเลือกตั้งของประชาชนทั่วประเทศ

การดำรงอยู่ของ “อำนาจ” จึงไม่เหมือนเดิม

และนับวันอำนาจอันได้มาจากฐานซึ่งง่อนแง่น โงนเงน ก็มิอาจตั้งอยู่ได้อย่างองอาจ สง่างาม เพราะถูกบ่อนเซาะทุกวินาที

มีความจำเป็นต้องศึกษาและทำความเข้าใจต่ออุณหภูมิในทางสังคมที่กระบวนการเลือกตั้งกำลังย่างสามขุมและคืบคลานเข้ามา

เพื่อที่จะมองพวกที่คึกคักด้วยความเข้าใจ

ขณะเดียวกัน เพื่อที่จะมองพวกที่หงุดหงิด งุ่นง่าน เพราะวันเวลาแห่งการนับถอยหลังได้คุกคามกดดัน หนักหน่วงเป็นลำดับ

นี่คือ “อารมณ์” ในทางสังคมที่จะเกิดขึ้นแน่นอน

เย็นสบายไทยแลนด์

เย็นสบายไทยแลนด์

ปีนี้เมืองไทยหนาวเร็ว แค่เริ่มเดือนพฤศจิกายน ภาคเหนือ ภาคอีสาน อากาศหนาวเฉียบเย็นเจี๊ยบชื่นสะดือ

กรมอุตุนิยมวิทยาพยากรณ์ว่า สัปดาห์นี้ภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือจะเย็นลงอีก 2–4 องศาเซลเซียส

อุณหภูมิเฉลี่ยต่ำสุดจะอยู่ที่ 16 องศาเซลเซียสโดยประมาณ

ส่วนอุณหภูมิบนยอดดอยต่ำกว่า 10 องศาเซลเซียสหนาวยะเยือกสะใจ

ท่านที่อยากสัมผัสลมหนาวไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวง

“แม่ลูกจันทร์” กราบเรียนว่าเมื่อลมหนาวแผ่พังพานปกคลุมตอนบนของประเทศไทย จะทำให้ภาคเหนือมีฝนเพียง 10 เปอร์เซ็นต์

ส่วนภาคอีสานยังมีฝนประปราย 30 เปอร์เซ็นต์

ส่วนกรุงเทพมหานคร สัปดาห์นี้อุณหภูมิจะลดลงอีก 1–3 องศาเซลเซียส

เย็นสบายๆต้อนรับเทศกาลลอยกระทง

ยกเว้น ภาคใต้ฝั่งอ่าวไทยและฝั่งอันดามัน จะมีฝนฟ้าคะนองตกกระจายต่อไปอีกหลายวัน

“แม่ลูกจันทร์” คาดว่าปีนี้เมืองไทยจะหนาวยาวๆไปจนถึงสิ้นปี

และอาจหนาวยาวๆไปถึงเดือนกุมภาพันธ์ปีหน้าโน่นเลย

เพราะปีไหนน้ำเยอะ ปีนั้นจะหนาวนาน

ปีนี้ฝนตกสูงกว่าเกณฑ์เฉลี่ย ทำให้เกิดน้ำท่วมใหญ่ภาคเหนือภาคอีสานภาคกลางยืดเยื้อมากว่า 2 เดือน
ยังโชคดีที่ปีนี้เขื่อนใหญ่ๆ สามารถรองรับปริมาณน้ำส่วนเกินเพิ่มได้เป็นกอบเป็นกำ

ล่าสุด เขื่อนภูมิพล มีปริมาณน้ำเพียง 78 เปอร์เซ็นต์ ยังรับน้ำเพิ่มได้อีก 22 เปอร์เซ็นต์

เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนใหญ่อันดับ 2 มีปริมาณน้ำในอ่าง 88 เปอร์เซ็นต์ ยังสามารถรับน้ำเพิ่มได้อีกก้อนโต

แต่สาเหตุที่เกิดนํ้าท่วม เป็นเพราะร่องฝนปีนี้เลื่อนลงไปตกใต้เขื่อน

ทำให้มวลนํ้าก้อนใหญ่ไหลไปกองอยู่ที่ภาคกลางตอนบน

เพราะฝนตกใต้เขื่อนเยอะจึงทำให้นํ้าท่วมระเบิดเถิดเทิง

อย่างไรก็ดี “แม่ลูกจันทร์” เห็นว่ารัฐบาล คสช.ของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา จัดการปัญหานํ้าท่วมได้ดีพอสมควร

เช่น...การเตรียมขุดลอกแม่นํ้าลำคลองหนองบึง

ทำสงครามกวาดล้างผักตบชวา ซึ่งเป็นตัวแสบที่ทำให้การระบายนํ้าไม่สะดวกโยธิน

และการที่รัฐบาลสั่งผันนํ้าส่วนเกิน 1,300 ล้าน ลบ.เมตร เข้าไปพักไว้ในแก้มลิงยักษ์ 12 แห่งชั่วคราว
ช่วยบรรเทาผลกระทบจากนํ้าท่วมเห็นผลทันตา

ส่วนการที่รัฐบาลระบุว่าปริมาณฝนปีนี้ใกล้เคียงกับปริมาณฝนปี 2554 แต่เพราะรัฐบาลวางแผนจัดการปัญหานํ้าท่วมได้ดี ทำให้ปีนี้ไม่เกิดมหาวิกฤตินํ้าท่วมวินาศสันตะโรซํ้ารอยเมื่อ 6 ปีที่ผ่านมา

“แม่ลูกจันทร์” ยืนยันว่าปริมาณฝนปีนี้น้อยกว่าปี 2554 ซึ่งมีปริมาณฝนสะสมสูงสุดในรอบ 30 ปี

ปี 2554 มีปริมาณนํ้าท่วมต้องระบาย 1.6 หมื่นล้าน ลบ.เมตร

ปีนี้มีปริมาณนํ้าท่วมต้องระบาย 3 พันล้าน ลบ.เมตร

ยังห่างกันเยอะนะคุณโยม.

"แม่ลูกจันทร์"

ตีกรรเชียง “เล่นน้ำ”?

ตีกรรเชียง “เล่นน้ำ”?

ลัดคิว แทรกโปรแกรมด่วนเลย

ตามฉากสถานการณ์ที่ “นายกฯลุงตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช. ขึ้นเฮลิคอปเตอร์ไปตรวจน้ำท่วมที่จังหวัดอ่างทอง ต่อเนื่องอีกวันหลังเสร็จประชุม ครม.ก็รีบบินตรงไปดูสถานการณ์น้ำท่วมที่จังหวัดขอนแก่น

จุดในแผนที่น้ำท่วมอ่วมสุดในภาคกลางและภาคอีสาน

มุมหนึ่งก็เหมือนนั่งไม่ติด “ลุงตู่” ต้องรีบลงจากหอคอยงาช้างไปช่วยชาวบ้าน

ท่ามกลางกระแสตื่นตระหนกฝันร้ายน้ำท่วมใหญ่ปี 2554 ข่าวลือว่อนโซเชียลมีเดีย ภาพประกอบน้ำท่วมจังหวัดพระนครศรีอยุธยา อ่างทอง ชัยนาท สิงห์บุรี น้ำล้นที่ลุ่มภาคกลาง จ่อทะลักเข้าท่วมกรุงเทพฯและปริมณฑล

เสียงบ่นกระเส็นกระสาย รัฐบาลไม่ค่อยกระตือรือร้น

โดยเฉพาะคนเดือดร้อนแช่อยู่ในน้ำนานนับเดือนแล้ว

แต่อีกมุมฟังจาก “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและ รมว.กลาโหม และทีมงานโฆษกรัฐบาลที่เปิดข้อมูลเลยว่า สถานการณ์น้ำหลากปี 2560 นี้ไม่ธรรมดา

เพราะมวลน้ำเท่ากับอุทกภัยใหญ่ปี 2554

อย่างไรก็ตาม มาถึงตรงนี้ ย่างเข้าฤดูหนาว น้ำเหนือไม่เติมมาเพิ่มเขื่อนเจ้าพระยา เหลือแค่ระบายน้ำที่กักไว้ใน 12 ทุ่งรับน้ำที่ลุ่มภาคกลาง อ่างทอง พระนครศรีอยุธยา สิงห์บุรี อุทัยธานี ชัยนาท ฯลฯ

ซึ่งตามธรรมชาติก็เป็นพื้นที่ลุ่มรับน้ำทุกปีอยู่แล้ว

โดยแนวโน้มรัฐบาลก็เตรียมมาตรการเยียวยา จัดงบประมาณฟื้นฟูชดเชยให้อย่างที่ พล.อ.ประยุทธ์ได้พูดขอบคุณพวกที่เสียสละพื้นที่รับน้ำแทนพื้นที่เศรษฐกิจชั้นใน

ขณะที่ พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าฯ กทม.ออกมาแสดงว่าความมั่นใจ น้ำไม่ท่วม กทม.แน่

แปลความโดยสรุปว่า “เอาอยู่” น้ำไม่ทะลักเข้าท่วมเมืองกรุง

มันก็ไม่แปลก ถ้าสุดท้ายแล้วทีมงานรัฐบาล คสช.จะคุยได้ว่าไม่เสียหายซ้ำรอยปี 2554

ประกอบกับจับอาการ “นายกฯลุงตู่” ที่ยังดูสบายใจ ในระหว่างเยี่ยมชาวบ้านก็ยังไม่วายออกลีลานักเลือกตั้งอาชีพ ออกตัวเป็นเชิงว่า การลงพื้นที่ตรวจน้ำท่วมช่วยเหลือชาวบ้านที่จังหวัดอ่างทอง ไม่ได้เป็นการหาเสียงแต่อย่างใด แต่ถ้าใครจะให้คะแนนก็ไม่ว่าอะไร เพราะมันยังไม่ใช่เวลานี้

ออกลีลาตุนแต้มล่วงหน้า ส่อนัยให้แปลความไปถึงการเลือกตั้ง

จับทาง “ลุงตู่” ยังมีแถมเหลี่ยมแปลงวิกฤติเป็นโอกาส แบบที่เจ้าตัวยอมรับเลยว่า รัฐบาลนี้เข้ามาด้วยวิธีพิเศษก็ต้องทำงานเพื่อให้เกิดประโยชน์ด้วยวิธีพิเศษบางอย่าง

เหมือนจะใช้สถานการณ์น้ำ แปลงเสียงด่าเป็นเสียงหนุนให้รัฐบาล คสช.เดินหน้าเมกะโปรเจกต์มูลค่ากว่าแสนล้านในการวางแผนบริหารจัดการน้ำในระยะยาวแก้ปัญหาน้ำท่วมน้ำแล้ง

แผนงานต่อเนื่องช่วงคุมเกมเปลี่ยนผ่านต่อไปอีกอย่างน้อย 5 ปี

เอาเข้าจริง “ลุงตู่” ก็ยังตีกรรเชียง “เล่นน้ำ” สู้กับแรงเสียดทานที่พุ่งเข้าใส่ได้ ภายใต้เงื่อนสถานการณ์บังคับที่นักการเมืองต้องออกมาเร้าให้ปลดล็อก ไล่บี้เกมเลือกตั้ง

แต่ที่วูบไปเลยก็คือแนวรบด้าน “น้องปู” อดีตนายกฯยิ่งลักษณ์ ชินวัตร

ภายหลังครบกำหนดที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ได้เปิดให้จำเลยคดีไม่ระงับยับยั้ง

ความเสียหายโครงการรับจำนำข้าว ใช้สิทธิในการยื่นอุทธรณ์ต่อสู้คดี หรือขอขยายระยะเวลาการยื่นเรื่องอุทธรณ์ หลังศาลฎีกาฯมีคำพิพากษาจำคุก 5 ปี ไม่รอลงอาญา

แต่อดีตนายกฯยิ่งลักษณ์ไม่ได้ส่งตัวแทนมาติดต่อขอใช้สิทธิในการยื่นอุทธรณ์ต่อสู้คดี ขณะที่อัยการสูงสุดมีความเห็นไม่ยื่นอุทธรณ์คดีเช่นกัน จึงทำให้คดีนี้ถึงที่สุดแล้ว

ตามกระบวนการขั้นตอนที่นายดอน ปรมัตถ์วินัย รมว.ต่างประเทศ ยอมรับว่ามีการเพิกถอนหนังสือเดินทางของอดีตนายกรัฐมนตรี จำนวน 4 เล่ม ประกอบด้วยหนังสือเดินทางการทูต 2 เล่ม และหนังสือเดินทางบุคคล 2 เล่ม ตามที่ พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รอง ผบ.ตร.ได้ระบุมา
ชัดเจนเมื่อตัดสินใจไม่สู้ด้วยกระบวนการยุติธรรมปกติ ทั้งๆที่ตามเงื่อนไขรัฐธรรมนูญใหม่ล็อกไว้

นั่นหมายถึง “น้องปู” ต้องหนีตลอดชีวิต

ถึงตรงนี้ คิดได้ทางเดียว รอลุ้นเงื่อนไขพิเศษเท่านั้น.

ทีมข่าวการเมือง

วันอังคารที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2560

อาการหนักจริงๆพ่อเมืองชลฯ

ประมวลเหตุการณ์ ชาวชลบุรี รวมตัวขับไล่ผู้ว่าฯ
18.44 น. ปชช. ชลบุรี ปักหลักลานศาลากลางจังหวัดชลบุรี แสดงจุดยืน ผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี ต้องลาออกเท่านั้น!
19.05 น. ผบ.มทบ.14 ใช้เครื่องขยายเสียง ขอให้ประชาชนอยู่ในความสงบ ผู้ว่าฯชลบุรี จึงจะออกมาชี้แจง เรื่องการจัดการพระราชพิธีถวายดอกไม้จันทน์ ท่ามกลางการรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มข้น
19:58 ปชช. เริ่มนำป้ายประท้วงขับไล่ผู้ว่าฯ ชลบุรี มาชูแสดงจุดยืน หลังไม่พอใจการจัดระเบียบงานพระราชพิธีฯ ขณะตร.เพิ่มกำลังยืนกัน ปชช.ออกจากรถเครื่องขยายเสียง
20.06 น. ผู้ว่าฯชลบุรี ออกมาพบปชช.แล้ว และชี้แจง การจัดพระราชพิธีถวายดอกไม้จันทน์ ขณะที่ ปชช.ส่งเสียงโห่ร้องไม่พอใจ
PPTVHD36
via JZ

ประวัติศาสตร์ที่เพิ่งยกร่างของทหารไทย

ประวัติศาสตร์ที่เพิ่งยกร่างของทหารไทย
............
ในปี 2540 กองทัพได้จัดทำวิสัยทัศน์ 2030 หรือ 30 ปีที่จะนับจากปี 2543-2573 หรือปี ค.ศ. 2000 นั่นเอง
เอกสารที่ได้มาลงวันที่ 27 มีนาคม 2540 คือเวลา 5 ปีหลังทหารกลับเข้ากรมกองหลังเหตุการณ์ พฤษภา 2535 และ 4 เดือนก่อนเกิดวิกฤตต้มยำกุ้ง
บริบทนี้ก็เพียงที่จะบอกว่าในห้วงเวลาดังกล่าวคือ "ยุคมืด" ของกองทัพแต่เป็นช่วงที่ประชาธิปไตยกำลังทำงาน หลังจากไม่มีกองทัพมาแทรกแซงทางการเมือง
สิ่งที่น่าสนใจคือวิสัยทัศน์ด้านการเมืองการปกครอง ซึ่งบรรดานายทหารได้กล่าวไว้ว่า
"ภาพโดยรวมของระบบการเมืองการปกครองไทยใน 3 ทศวรรษข้างหน้า (2543-2573) ยังคงเป็นการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหาษัตริย์เป็นองค์พระประมุข แต่อำนาจอธิปไตยจะเน้นถึงสิทธิเสรีภาพของประชาชนที่เพิ่มมากขึ้น รัฐธรรมนุญกำหนดให้สิทธิเสรีภาพของประชาชนมีผลบังคับได้อย่างแท้จริง และประชาชนมีสิทธิ เสรีภาพในการมีส่วนร่วมทางการเมืองเพิ่มขึ้น " (หน้า49)
ทางด้านอำนาจนิติบํญญัตินั้น วิสัยทัศน์ 30 ปีคือการที่ รัฐสภาได้ทำหน้าที่นิติบัญญัติอย่างแท้จริง และปราศจากการแทรกแซงจากอำนาจอื่น
(แน่นอนว่าไม่มีวุฒิสภามาจากการแค่งตั้ง ไม่มีคณะกรรมการยุทธศาสตร์ 20 ปี และหมีมีผู้นำเหล่าทัพมานั่งทำหน้าที่ดังกล่าวด้วย)
ในส่วนการปกครองท้องถิ่นดูจะก้าวหน้าไปมาก กล่าวคือวิสัยทัศน์ 30 ปี คือการยกเลิกระบบราชการส่วนภุมิภาค อันประกอบด้วย ผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ทางออกคือการส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่นคือ อบต.
ขณะที่ศาลนั้นดูเหมือนว่าจะก้าวหน้าไปมาก ข้อเสนอ 5 ปีคือให้ ประธานศาลฎีการต้องได้รับการรับรองจากรัฐสภา และวิสัยทัศน์ 30 ปี นั้นก็รวมถึงตำแหน่งอื่น ๆ ที่ต้องได้รับการตรวจสอบ ถ่วงดุลจากประชาชน
.............
อย่างที่ทราบว่า วิสัยทัศน์ทั้งหมดต้องถูกฉีกทิ้งเมื่อมีรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ที่บรรดา "ทหารพระราชา" ได้กลับเข้ามา แทรกแซงทางการเมือง พวกเขาได้ทำตรงข้ามกับวิสัยทัศน์ของตัวเองที่อำนาจทหารตกต่ำเมื่อทศวรรษ 2540
อำนาจนิติบัญญัติไม่เพียงแต่ไม่ถึงมือประชาชน แต่ทหารและระบบราชการยังเข้ามาแทรกแซงทุกขั้นตอน
ขณะที่การกระจายอำนาจก็ไม่เกิดขึ้นจริงหลังรัฐประหาร 2549 เป็นต้นมา เพราะมีการรื่อฟื้นอำนาจกำนันผู้ใหญ่บ้าน ความพยายามคุมกำเนิดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่้นเช่นอบต. ขณะที่อำนาจกระทรวงมหาดไทยก็เพิ่มขึ้นอย่างมากหลังรัฐประหาร
ในส่วนอำนาจตุลาการนั้นเล่า ไม่เพียงแต่ประชาชนไม่สามารถตรวจสอบศาลเท่านั้น ศาลหลังรัฐประหาร 2549 ยังมาเล่นการเมืองย่างเต็มตัว องค์กรอิสระต่าง ๆ มีคนของศาลเดินเพ่นพ่านเต็มไปหมด และที่เลวร้ายที่สุดคือศาลคือเครื่องมือรับรองอำนาจคณะรัฐประหาร จนกลายเป็น ศาลรัฐประหาร
.......
แต่ถ้าการเมืองในรอบ 10 ปีมานี้ผลิกผันได้ การเมืองอีก 10 ปีข้างหน้าก็ไม่มีใครรับประกันได้ว่ามันจะไม่พลิกกลับมาอีก
แต่ทั้งหมดจะบอกว่า สิ่งที่เกิดขึ้นในตอนนี้คือ ประวัติศาสตร์ที่เพิ่งกร่างของทหารไทย ไม่มีใครรับประกันได้หรอกว่าอำนาจนี้จะอยู่ยั้งยืนยงตลอดไป

cr : 
Thanapol Eawsakul

อดีตปธน.กาตาลุญญาอยู่ในเบลเยียมจริง ยังไม่มีการยืนยันขอลี้ภัย

คอนเฟิร์ม! อดีตปธน.กาตาลุญญาอยู่ในเบลเยียมจริง ยังไม่มีการยืนยันขอลี้ภัย
วันจันทร์ที่ผ่านมา (30 ต.ค.) สื่อท้องถิ่นรายงานว่า การ์เลส ปิกเดมองต์ (Carles Puigdemont) อดีตประธานาธิบดีแคว้นกาตาลุญญาซึ่งเพิ่งโดนปลดออกจากตำแหน่ง กำลังอยู่ในประเทศเบลเยียม พร้อมด้วยที่ปรึกษาอีก 5 คน เวลานี้เริ่มมีหลายเสียงที่คาดเดาว่าเขาอาจขอลี้ภัยทางการเมือง
หลังจากสื่อเบลเยียมยืนยันว่าปิกเดมองต์ปรากฏตัวที่เบลเยียมเพื่อพบปะเป็นการส่วนตัวกับพรรคเอ็นวีเอ (N-VA) พรรคการเมืองฝ่ายชาตินิยมและอนุรักษนิยมของเบลเยียม สื่อท้องถิ่นก็ยังมีการถ่ายทอดข้อมูลจากฌอง ฌองบง (Jan Jambon) รองนายกรัฐมนตรีเบลเยียมว่า ปิกเดมองต์ไม่ได้ถูกเชิญมาโดยพรรคเอ็นวีเอ และไม่มีการเตรียมการใดๆ สำหรับกรณีดังกล่าวมาก่อน
อย่างไรก็ดี หนังสือพิมพ์ของสเปนนั้นรายงานว่าปิกเดมองต์กำลังอยู่ในเบลเยียมเพื่อขอลี้ภัยทางการเมือง
ช่วงเช้าวันจันทร์ที่ผ่านมา (30 ต.ค.) โฮเซ มานูเอล มาซา (José Manuel Maza) อัยการสูงสุดของสเปนประกาศว่าปิกเดมองต์โดนดำเนินคดีเนื่องจากการประกาศเอกราชฝ่ายเดียวเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ปิกเดมองต์ซึ่งถูกปลดออกจากตำแหน่งโดนฟ้องร้องด้วยข้อหากบฏ รวมทั้งปลุกระดมมวลชนและใช้กองทุนสาธารณะในทางที่ผิด ส่งผลให้เขาอาจโดนโทษจำคุกไม่ต่ำกว่า 30 ปี
อย่างไรก็ดี ข่าวการลี้ภัยทางการเมืองนั้นยังไม่ได้รับการยืนยันโดยสื่อท้องถิ่น และนายกรัฐมนตรีเบลเยียมเองก็ไม่ได้ให้ความเห็นใดๆ ต่อกรณีนี้
ส่วนสำหรับรัฐบาลสเปน การขอลี้ภัยทางการเมืองนั้นเป็น “สัญญาณแห่งความสิ้นหวังโดยแท้จริง” หนังสือพิมพ์ La Libre ของเบลเยียมรายงาน

"เอาอย่างนั้นเลย เหรอ ผมอยู่คนเดียวจะไหวเหรอ แล้วใครจะดูแลผม"



"บิ๊กตู่" ไม่ปฏิเสธ หลังชาวบ้าน บอกให้ "อยู่ต่อ"....แค่แก้เกี้ยว.."จะเอาอย่างนั้นเลย เหรอ"
"นายกฯลูกอิสาน".....มุขนี้ ใช้ได้ตลอด.." บิ๊กตู่" เกิดในค่ายสุรนารี โคราช
ที่เมือง ขอนแก่น ...ระหว่างนายกฯกล่าว มี ชาวบ้าน ตะโกน บอก "อยากให้นายกฯ อยู่ต่อ"
พล.อ.ประยุทธ์ ตอบว่า "เอาอย่างนั้นเลย เหรอ ผมอยู่คนเดียวจะไหวเหรอ แล้วใครจะดูแลผม"
"ขอทุกคน อย่าใช้ความรู้สึกในการเลือกคนมาบริหารบ้านเมือง แต่ต้องใช้หลักการและเหตุผล และให้ได้รัฐบาลที่มาจากประชาธิปไตย ที่ทำในเรื่องที่ดีและถูกต้อง
และถ้าผมไม่พูดความจริง พูดโกหกมากๆ คงไม่กล้ามาพบกับทุกคนในวันนี้"

น่าจะอาการหนัก...ผู้ว้าชลฯ

"...ประชาชนที่เข้าไปด้านในจุดคัดกรอง ได้เตรียมที่นั่งไว้ 5,000 ที่นั่ง ส่วนด้านนอกก็เตรียมที่นั่งไว้ 5,000 ที่นั่ง พร้อมจัดซุ้มอาหาร ซุ้มนิทรรศการ แต่เนื่องจากประชาชนมาเป็นจำนวนมาก การจัดระเบียบไม่สามารถดำเนินการได้รวดเร็ว..."
นายภัครธรณ์ เทียนไชย ผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี ตอบคำถามเมื่อคืนนี้ แสดงว่าท่านยังไม่เห็นภาพนี้ที่แชร์กันให้ว่อน เต๊นท์ที่เตรียมไว้ กลายเป็นเต๊นท์นั่งพักของข้าราชการ! ส่วนประชาชนยังยืนตากแดดอยู่ในเขาวงกต..ยาวไป..ยาวไป..ออกทะเล!
ไม่แน่ใจด้วยซ้ำว่า ท่านได้เห็นจำนวนประชาชนมาต่อแถวมากมายจนหาหางแถวไม่เจอหรือไม่ ถ้าท่านเห็น (ซึ่งน่าจะเห็น) น่าจะรีบแก้ไขสถานการณ์ขณะนั้น ให้แถวประชาชนขยับบ้าง โดยไม่ต้องรอให้ข้าราชการได้วางจนหมดตามเวลา แถมยังมีข้าราชการไปวางตอน 1 ทุ่มอีก เพราะอย่างน้อย..ข้าราชการก็ได้วางไปเป็นลำดับแรกแล้วตามระเบียบประเพณี ที่ท่านผู้ว่าฯเคร่งครัด และได้วางไปไม่น้อยแล้วด้วย
นียังไม่รวมจิตอาสาบางคน ที่ไม่ปฏิบัติหน้าที่ให้สมกับที่ได้ชุดพระราชทานมา พอประชาชนเห็นจิตอาสาเข้าไปนั่งในเต๊นท์ หรือมีสิทธิ์เข้าไปวางดอกไม้จันทน์ก่อน ความไม่พอใจทั้งหลาย จะพุ่งไปลงที่ผู้ว่าฯอีก ..ขอย้ำว่า จิตอาสาบางส่วนเท่านั้น..ส่วนใหญ่เราเชื่อว่า ท่านเป็นผู้เสียสละ สมควรได้รับคำยกย่อง นับถือ
ส่วนทุ่งดอกดาวเรืองบนป้ายไวนิลนั้น!!!........ไม่พูดดีกว่า รอให้ท่านผู้ว่าฯชี้แจงกับประชาชนเอง
ส่วนบัตรวีไอพี...อันนี้ก็วิจารณ์แพร่หลาย ประชาชนอยากรู้ว่า คนถือบัตรนี้..เป็นกลุ่มคนประเภทไหน? ใช่นักธุรกิจใหญ่ในจังหวัดหรือไม่? หรือเป็นบุคคลผู้มีชื่อเสียง..หรือเป็นครอบครัวของข้าราชการ?
คือเขาสงสัยกันว่า ทำอย่างไร..ประชาชนจึงจะอัพเกรดขึ้นมาเป็นวีไอพีบ้าง วานช่วยชี้แนะ
การเป็นบุคคลวีไอพี แล้วได้เข้าไปวางดอกไม้จันทน์ก่อนประชาชนธรรมดา แถมยังได้ยืนเซลฟี เหมือนที่...บางนานั้น ไม่รู้คนเขาเห็นแล้วชื่นชม หรือก่นด่า!
รู้สึกหนักใจแทนท่านผู้ว่าฯ ที่จะพูดคุยกับประชาชนเย็นนี้ แต่ตัวท่านอาจจะไม่หนักใจ ท่านยืนยันว่า มีประชาชนส่วนน้อยที่ไม่พอใจ ประชาชนส่วนใหญ่เขาเข้าใจ (ดูจากมีมาชุมนุมเมื่อวานนี้แค่ 300 คน) และมีประชาชนมาให้กำลังใจท่านด้วย
ขอให้ท่านโชคดี เพราะจังหวัดใดก็ตาม ถ้าประชาชน "ไม่รับ" เจ้าเมืองแล้ว...อยู่ด้วยกัน...ยากครับ!

cr:FB kanok

"นายกฯบิ๊กตู่"....ลงพื้นที่ ขอนแก่น



"นายกฯบิ๊กตู่"....ลงพื้นที่ ขอนแก่น ..ทีมทหารเสือฯ รปภ.ฟุลทีม.....ถกแก้น้ำท่วม เตรียม ฟื้นฟู และช่วยเหลือเยียวยา และพบปะประชาชน ให้กำลังใจทหาร ซ่อมพนังกั้นน้ำ แตก
"นายกฯบิ๊กตู่" ออกเดินทางจากท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 ดอนเมือง ถึงขอนแก่น แล้ว โดยเมื่อรับฟังบรรยายสรุปสถานการณ์จากผู้ว่าฯขอนแก่น และสั่งการการฟื้นฟู และช่วยเหลือเยียวยาประชาชน แล้ว... นายกฯจะไปตรวจเยี่ยมให้กำลังใจผู้ปฏิบัติงานปิดพนังคันดินคลองส่งน้ำชลประทาน 3L - RMC ณ บ้านคุยโพธิ์ หมู่ 6 ตำบลบึงเนียม อำเภอเมือง ขอนแก่น.
จากนั้น พบประชาชนพร้อมมอบถุงยังชีพ ณ บ้านบึงสวาง หมู่ 5 ตำบลบึงเนียม ละกลับ กทม. ราว 1 ทุ่ม

"ผมเป็น คนรับผิดชอบคำพูด อยู่แล้ว"

"ผมเป็น คนรับผิดชอบคำพูด อยู่แล้ว" ..."บิ๊กตู่" บอกนักการเมือง หลังออกมาทวงสัญญา ปลดล็อค
"จึงขอกำลังใจจากทุกคนให้ช่วยขับเคลื่อนประเทศไปในลักษณะนี้ ส่วนเรื่องอื่น
ๆ ขอให้เอาไว้ที่หลัง มีระยะเวลาของมันอยู่แล้ว สื่อเองก็อย่าถามผมมาก ใครจะพูดอะไรก็พูดไป เพราะผมเป็นคนรับผิดชอบคำพูดอยู่แล้ว" พล.อ.ประยุทธ์ เปรย เรื่องนี้
หลังจากที่สื่อถามเรื่อง การปลดล็อคพรรคการเมือง

"บิ๊กป้อม" ยื่นเงื่อนไข ให้นักการเมือง สงบเรียบร้อย ไม่พูดจาบิดเบือน ก่อน ถึงจะปลดล็อค

ยังไม่พร้อม !!
"บิ๊กป้อม" ยื่นเงื่อนไข ให้นักการเมือง สงบเรียบร้อย ไม่พูดจาบิดเบือน ก่อน ถึงจะปลดล็อคพรรคการเมือง ให้ แต่ตอนนี้ยังมีอยู่ เลย ยังไม่พร้อมปลดล็อค รอดูเวลาเหมาะสม ยันมีกรอบเวลา
พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม กล่าวถึงการที่นักการเมืองเรียกร้องให้ปลดล็อกพรรคการเมือง ว่า รอให้คสช. มีการประชุมพิจารณาก่อน ซึ่งจะต้องดูความเหมาะสม เพราะตอนนี้ยังมีความเคลื่อนไหวกันอยู่ ไม่เรียบร้อย มีโจมตี บิดเบือน
แต่เรื่องนี้ไม่ต้องห่วง ฝ่ายการเมืองสามารถดำเนินการเรื่องต่างๆ ตามกรอบเวลา ของพรป.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองทันอยู่แล้ว แต่ตอนนี้ไม่สามารถบอกกรอบเวลาได้ ว่าจะภายในเดือน พย.หรือเดือนไหน
เนื่องจากยังไม่พร้อม ขอดูเวลาที่เหมาะสม เรายังไม่พร้อมพิจารณา แต่ยืนยันอยู่ในกรอบเวลาแน่นอน และ ยังไม่มีกำหนดการประชุมคสช.ครั้งต่อไป จึงยังไม่รู้ว่าจะมีการพิจารณาเรื่องนี้หรือไม่
เมื่อถามว่า ที่ระบุว่ายังมีการเคลื่อนไหวอยู่นั้นเป็นรูปแบบใด พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า ตอนนี้ยังไม่เรียบร้อย ยังมีการโจมตี พูดจาบิดเบือนกันอยู่ ยังไม่ไปในทิศทางเดียวกัน
ส่วนการเคลื่อนไหวในพื้นที่นั้นยังมีไม่ได้ ห้ามชุมนุมเกิน5 คนด้วย

"บิ๊กตู่" ลั่น นักการเมือง ตัองหยุด

ต้องหยุด!!
"บิ๊กตู่" ลั่น นักการเมือง ตัองหยุด เผยตั้ง เงื่อนไข บ้านเมืองต้องสงบเรียบร้อยปลอดภัย ไม่เกิดความวุ่นวายสับสน จึงจะปลดล็อคให้ หวั่นเกิดโครมคราม ขู่ยิ่งทวงถาม ยิ่งคิดไม่ออก บอกไม่ต้องห่วงเงื่อนเวลา ยันทันแน่นอน

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคสช.ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ฝ่ายการเมืองออกมาเรียกร้องให้ปลดล็อคทางการเมือง เพื่อดำเนินการกิจกรรมของพรรคการเมืองได้ว่า เรื่องนี้อย่าห่วงกังวล คสช.เป็นผู้กำกับดูแลและควบคุม
" ผมในฐานะเป็นหัวหน้าคสช. ได้ให้หลักการว่าบ้านเมืองต้องสงบเรียบร้อยปลอดภัย ไม่เกิดความวุ่นวายสับสนเพราะการเมือง"
ขณะเดียวกันต้องดูแลให้เป็นไปตามกฎหมาย และรัฐธรรมนูญ ซึ่งมีอยู่แล้ว
"ขอให้เชื่อมั่น ผมเองก็รู้และคำนึงถึงเรื่องนี้อยู่ แต่ถ้าสมมุติว่า ทุกอย่างมันโครมครามกันทั้งหมด และท่านก็เห็นอยู่แล้วว่าวันนี้ยังไม่เรียบร้อย ยังมีการพูดจาให้ร้ายกันเยอะแยะไปหมด"
"ท่านต้องหยุดซิ หยุดเรื่องเหล่านี้ เพื่อให้ทุกคนสบายใจ ให้ประชาชนมีความสุข ผมไม่อยากให้ประชาชนรังเกียจการเมืองหรือนักการเมือง หรืออะไรต่าง ๆ ก็แล้วแต่ ผมไม่ต้องการเลย หรือว่าผมจะดีกว่า มันไม่ใช่ ผมต้องการให้ทุกคนสงบ และเดินหน้าไปสู่ประชาธิปไตยที่สมบูรณ์เป็นธรรมาภิบาล และเป็นรัฐบาลที่มีความโปร่งใสในวันข้างหน้า
วันนี้ผมพยายามทำทุกอย่าง จะเห็นได้ว่ากฎหมาย มาตรการปราบปรามการทุจริต ทยอยออกมาเรื่อย ๆ ซึ่งเป็นเรื่องของกฎหมายที่เขาจะดำเนินการ ถ้าท่านจะมาบอกว่ารัฐบาลนี้ก็ทำเหมือนกัน ผมว่าไม่เหมือน ลองไปดูข้อเท็จจริงมีอะไรออกมาบ้างในช่วงที่ผมเป็นรัฐบาล ก็ได้รับการตรวจสอบทุกอัน จะผิดหรือถูกเป็นเรื่องของการตรวจสอบ" พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวด้วยว่า เรื่องการเลือกตั้งต้องรอพ.ร.บ.การเลือกตั้ง ซึ่งก.ก.ต.ก็ต้องมีการคัดสรรออกมา จึงจะกำหนดร่างระเบียบกติกาออกมาได้ และประกาศพื้นที่ได้ ก็นำไปสู่ระยะเวลาการประกาศวันเลือกตั้งอีกครั้ง
ทั้งหมดมีส่วนประกอบเยอะ ไม่ใช่ประกาศปลดล็อคแล้วก็โครมคราม ในขณะที่อย่างอื่นยังไม่พร้อม มันก็จะวุ่นไปหมด เวลานี้บ้านเมืองก็สงบดีอยู่ การจะนำไปสู่การเลือกตั้ง ต้องไปโดยสงบ เมื่อเลือกตั้งแล้วก็ต้องสงบ ได้รัฐบาลที่ดี
ส่วนเรื่องสมัครสมาชิกพรรค ผมหาทางให้จนได้ จะปลดล็อคกันอย่างไร ก็อย่างถามผมบ่อยหนักแล้วกัน มันทำให้คิดไม่ออก มันก็เลยช้า ถ้าถามมากก็คิดไม่ค่อยออก ให้ผมคิดสรุปออกมาก่อน แล้วผมจะเปิดเผยออกมาทีเดียวจบ ทันเวลาอยู่แล้ว" พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวต่อว่า ขอถามว่าวันนี้ท่านไม่ได้ทำอะไรกันเลยเหรอ ก็ทำกันอยู่แล้ว เพียงแต่ไม่ได้โครมครามใช่หรือไม่ หรือว่าไม่ได้กระดิกกระเดี้ยอะไรกันเลย 3 ปีที่ผ่านมา นักการเมืองไม่ได้ทำอะไรกันเลยเหรอ เขาก็ทำของเขา เพียงแต่ไม่เปิดเผย ไม่ต้องไปห่วงหรือกลัวว่าเขาจะทำอะไรทันหรือไม่ทัน ต้องนึกถึงคนเก่า คนใหม่ พรรคใหม่ พรรคเก่า พรรคเล็ก พรรคใหญ่ พรรคกลาง เยอะแยะไปหมด ก็ต้องมีมาตรการที่เหมาะสม เพื่อให้เกิดความเป็นธรรม

บิ๊กตู่" ถาม "วรชัย" เป็นใคร ผมเป็นใคร

"บิ๊กตู่" ถาม "วรชัย" เป็นใคร ผมเป็นใคร ลั่น ไม่จำเป็นต้องตอบคำถาม ชี้ อนาคตเป็นเรื่องของผม
จากกรณีที่ นายวรชัย เหมะ อดีตส.ส.สมุทรปราการ พรรคเพื่อไทย เรียกร้องให้นายกฯชี้แจงอนาคตของตัวเอง นั้น
"อยากถามว่า นายวรชัยเป็นใคร ผมเป็นใคร มันไม่ใช่ ผมไม่จำเป็นต้องไปตอบคำถามเขา แต่เขาควรจะตอบคำถามผมมากกว่า เอาแค่นั้น อนาคตเป็นเรื่องของผม
หลังจากนี้ไปผมจะตอบคำถามไม่ไปกระทบกระทั่งกับใคร แต่ขอให้เคารพสิทธิของผมบ้าง ผมก็มีหน้าที่ความรับผิดชอบของผมในการทำงานทุกอย่าง ทุกประเด็น ถ้าสื่อไม่ช่วยหรือคนทั่วไปไม่ช่วยและไม่เข้าใจ มันก็จะวุ่นวาย สับสน กลับไปเหมือนเดิม ทุกคนต้องการแบบนั้นหรือเปล่า ผมไม่แน่ใจ ต้องถามคนไทยทั้งประเทศด้วย อย่าไปถามคุณอะไรที่มาถามผมแบบนี้ ใครก็ตามที่ออกมาพูดเรื่องนี้ ก็ขอฝากถามกลับไปด้วยแล้วกันว่า สิ่งที่เขาจะทำให้ดีขึ้น มันเป็นอย่างไร และหลายคนที่ออกมาพูดก็เคยอยู่ในการบริหารมา แล้วเขาทำได้หรือเปล่า
และสถานการณ์ในวันนั้นกับวันนี้ต่างกันหรือไม่ หลายอย่างเปลี่ยนแปลงไปแล้ว วันนั้นอาจจะทำได้ แล้ววันนี้ทำไม่ได้เพราะเหตุผลอะไร ก็มีแต่คนมาติติง แต่ไม่บอกว่าแล้วจะทำอย่างไร ฉะนั้นอยากให้สื่อไปถามไอ้คนที่จะมาถามผมทุกคน ว่าถ้าเป็นเขาจะทำอย่างไร พูดมาตอนนี้เลย อย่ารอพูดตอนหาเสียง ต้องพูดตอนนี้เลย ประชาชนจะได้ชื่นชมว่ามันดีกว่าสิ่งที่ผมทำ ถ้าไม่ถามกลับไปมันก็อยู่อย่างนี้ มากดทับรัฐบาลอยู่แบบนี้ มันไม่เป็นธรรม การหาเสียงอะไรก็ไปเตรียมการของตัวเองไว้ จะหาเสียงอย่างไร

ล็อกที่ 'นักเลือกตั้ง' ขังตัวเอง

ออกทุกข์ "วันแรก" ปุ๊บ "เสียงแรก" ที่ได้ยินปั๊บ คือ
"เสียงนักการเมือง".............
รุกเร้าให้รัฐบาลปลดล็อก ทำกิจกรรมทางการเมืองได้
อ้างกฎหมายลูกว่าด้วยพรรคการเมืองประกาศใช้แล้ว มีเวลาแค่ ๖ เดือน ที่แต่ละพรรคต้องแต่งตัวให้ถูกกติกา ตามรัฐธรรมนูญฉบับใหม่
ฉะนั้น ถ้ายังไม่ปลดล็อก ที่นายกฯ บอก จะให้เลือกตั้งราวๆ พฤศจิกา ๖๑
พวกเขาอาจแต่งตัวพรรคไม่ทัน!
ครับ...ก็ไม่ว่าอะไร เพราะเขาพูดในด้านเหตุผลของเขา ซึ่งเขามีผลประโยชน์ได้-เสียโดยตรง
แต่ถ้าพูดถึงกาละ-เทศะ............
ประเทศเพิ่ง "ออกทุกข์" เป็นทางการ แต่ทางใจประชาชน ยังไม่อยู่ในอารมณ์กระสันการเมืองฉับพลันเหมือนนักเลือกตั้ง
ดังนั้น พอได้ยินเสียงลากหาง เกือบทุกคนมีความรู้สึก
"อยากเหยียบ"!
ปลดล็อกน่ะ รัฐบาล คสช.เขาปลดแน่ เพียงแต่ช่วงนี้ ยังไม่ปลดโซ่เท่านั้น
เลือกตั้งนั้น หัวเด็ด-ตีนขาด ยังไงๆ ก็ต้องได้เลือกแน่ เพราะฉะนั้น อย่าดิ้นกันมากนัก
เดี๋ยวโซ่ตึง มันรัดคอเอาน่ะ!
เรื่องต้องใช้เวลาจัดระบบพรรคตามกติกาใหม่นั่น มันแค่ข้ออ้าง ซึ่งตอนนี้ เขาห้ามกิจกรรมทางการเมืองก็จริง
แต่ในทางพฤตินัย กล้าปฏิเสธมั้ย ว่าแต่ละพรรค "เปล่าเคลื่อนไหว" ในทางร่างพิมพ์เขียวกันมาตลอด
ข้อเท็จจริงก็คือ.............
ที่ต้องการให้ปลดล็อกนั้น ก็ในความหมาย "ประชาธิปไตย กูจะทำอะไรก็ได้" ประมาณนั้นซะละมากกว่า
และอยากออกหาเสียง โชว์ตัว-โชว์บทบาท ในแต่ละพื้นที่ ด้วย "ชุดความคิดปฏิปักษ์" นั่นแหละหลักใหญ่
ของอย่างนี้ อ้าปากก็เห็นถึงรูตูด...........
นักการเมืองจริงๆ ที่มีคุณภาพนั้นน่ะ สังเกตดูเถอะ เขามีกาลเทศะ
ไม่ทำอะไรโฉ่งฉ่าง ไม่ทำตัวเป็นขยะสังคมชาติ
เขาจะดูอารมณ์ประชาชน เคารพทิศทางสังคม และเอื้อเฟื้อต่อปัญหาบ้าน-สถานการณ์เมือง
และที่สำคัญ...........
นักการเมืองอาชีพ (คนละประเภทกับนักเลือกตั้ง) ก็เหมือนนักฟุตบอล เขารู้ และมีแท็กติก
คือรู้ ทั้งตอนลูกอยู่ในตีนเราและในตีนเขา ว่าควรเตะแบบไหน แย่งตอนไหน จึงจะไม่ฟาวล์ เกิดประสิทธิภาพ-ประสิทธิผลทางบวก
ไม่ใช่มั่วไปเรื่อย แหย่ตีนไม่มีจังหวะ วิ่งพล่านไปทั่ว โดยไม่ดูว่า ลูกอยู่ไหน และในสถานการณ์อะไร?
ฉะนั้น จะเห็นว่า นักการเมือง "ของแท้" และมีประสบการณ์ เขาไม่เดือดร้อนเลย เรื่องล็อก-ไม่ล็อก
เพราะ "ล็อก" มีสำหรับพวกคิดแหก
และ "โซ่" มีสำหรับตรึงพวกดิ้น!
ผมดูอยู่ข้างนอก มองเข้าไปจึงค่อนข้างเห็นชัด คือเห็นความต่างระหว่าง "นักการเมือง" กับ "นักเลือกตั้ง" ในแต่ละพรรค
นักการเมืองจริงๆ นั้น เป็นผู้สร้างสรรค์ อยู่เหนือคำว่า "ล็อก"
จะเห็นว่า ตั้งแต่ ๒๒ พ.ค.๕๗ จนถึงวันนี้ บริหาร-ปกครองด้วยรัฐบาลเผด็จการ
แต่นักการเมืองจริงๆ เขาไม่เดือดร้อน เพราะเขารู้หลัก "หิโตปเทศ"
และโดยแท้จริงแล้ว เขาเคลื่อนไหวด้วยรู้ "ชั่ว-ดี" ในความเป็นนักการเมืองอยู่ตลอด
แม้วินาทีนี้ นักการเมืองแท้หลายคน ก็เคลื่อนไหว
ยกตัวอย่างให้เห็นก็ได้..........
อย่างอดีตนายกฯ "นายชวน หลีกภัย" นั่นปะไร!
ความเป็นสัปปุรุษ และความเป็นรัตตัญญูชนของท่าน
ในสถานการณ์หนึ่งๆ............
ท่านแยกแยะ "ประชาธิปไตย-เผด็จการ" โดยยึดคุณธรรม-คุณประโยชน์ ที่สังคมชาติได้ เป็นบทสรุปที่จะยอมรับ หรือปฏิเสธ
ไม่ใช่ยึดแค่ตัวหนังสือที่เขียน "ประชาธิปไตย-เผด็จการ" ก็หัวทิ่มตามคำ โดยไม่แยกแยะ "ผิด-ถูก" ในโลกเป็นจริง
ว่าเกิดคุณ-เกิดโทษ, ประโยชน์ตัว-ประโยชน์รวม เป็นสาระหลักทางชี้ขาด
ใครก็ตาม จะนักการเมือง นักเลือกตั้ง หรือนักไหนๆ ก็ตาม ถ้าทำอะไรยึดหลักหิโตปเทศ
จะอยู่เหนือคำว่าเคลื่อนไหวทางการเมือง, ติดล็อกทางการเมือง
เพราะ "ทุกเรื่อง"............
เขาจะทำและไม่ทำ บนฐานเกิดประโยชน์-ไม่เกิดประโยชน์ ต่อสังคมรวมเป็นหลักใหญ่
เมื่อเป็นเช่นนี้ ย่อมอยู่เหนือคำว่าล็อกทางการเมือง!
ดังเช่น..........
รัฐบาลเผด็จการประยุทธ์ ปกครองประเทศมา เข้าปีที่ ๔
ผมก็เห็นอดีตนายกฯ ชวน "เคลื่อนไหว" มาตลอดเข้าปีที่ ๔ เหมือนกัน!
รูปธรรมที่เห็นชัด............
ทางการประกาศรับ "อาสาสมัคร" ไปเป็นลูกมือช่างในงานศิลป์ เพื่อการก่อสร้างพระเมรุมาศ
อดีตนายกฯ ชวน ถ้าจำไม่ผิด ท่านเป็นศิษย์เก่าช่างศิลป์ ท่านก็ใช้ความเป็นนายชวน ไม่ใช่นักการเมืองชื่อชวน
ไปเป็นอาสาสมัคร!
เป็นลูกมือทำตามเขาสั่ง เขาสั่งทำหน้าที่ลงสีจิตรกรรมฝาผนังพระที่นั่งทรงธรรม ก็ครับ..ครับ..ก้มหน้า-ก้มตาทำ
เขามอบงานให้วาด ให้ลงสีตัวเทวดานางฟ้า-นางสวรรค์บนฉากบังเพลิง ท่านก็เป็น ฒ.เฒ่า หน้าชิดอยู่กับฉากเป็นเดือนๆ
คุณชวนเคยออกมาคุยอวด-คุยอ้าง ขึ้นหลังคารถ ตระเวน-ตะโกนบอกชาวบ้านมั้ย?
ไม่มี......
มีแต่คนรู้ ก็แอบไปถ่ายรูป มาโพนทะนากันเอง เรียกว่า เป็นข่าวเงียบๆ ตามธรรมชาติ
ถามว่า นี่อดีตนายกฯ ชวนทำกิจกรรมทางการเมืองมั้ย?
คำตอบ คือ ใช่และไม่ใช่
คือมันเป็นกิจกรรมเพื่อบ้าน-เพื่อเมือง แต่ชาวบ้าน-ชาวเมือง มีทัศนคติสนองตอบโดยชอบในมุม "ทางการเมือง" กันเอง
ไม่มีใครบังคับขับไส หรือไปสร้างภาพให้เป็น!
นี่คือตัวอย่าง ขอให้บริสุทธิ์ในการทำเสียอย่าง อย่าบกพร่องโดยสุจริต และการทำนั้น
กอปรด้วยกาละ-เทศะ และคุณประโยชน์
จะไม่มีใครว่า นี่คือการเคลื่อนไหวทางการเมือง ที่ขัดคำสั่งใดๆ ของใครเลย!
ขนาด ผบ.ทบ.ยังสมัครเป็น "จิตอาสา" ไปกวาดถนนแกรกๆ ซึ่งระดับท่าน ไม่จำเป็นต้องสร้างภาพ-หาเสียง
แต่ด้วย "บริสุทธิ์แห่งจิต" ท่านทำ ก็ไม่มีใครมองท่านไปทางอื่น นอกจากทาง ชื่นชมยินดี
คนทั้ง "สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์" เป็นจิตอาสา ลงไปลุยน้ำครำ "ลอกคู-ลอกคลอง" รอบเกาะรัตนโกสินทร์
เขาทำกันเงียบๆ ไม่ได้โพนทะนาบอกใคร แต่ความบริสุทธิ์แห่งจิตในการทำ ผมอยู่ในรูนี่ ยังมีคนนำมายกย่อง-สรรเสริญให้ฟัง
แล้วนักเลือกตั้ง-พรรคการเมืองทั้งหลาย
..........ไปมุดอยู่ที่ไหนล่ะ?
ทำไมไม่ใช้ความบริสุทธิ์แห่งจิตในการทำ ออกมาเคลื่อนไหวทางการเมือง ในรูปกิจกรรมเพื่อบ้าน-เพื่อเมือง อย่างคนอื่นๆ เขาทำกันบ้างล่ะ?
น้ำท่วมโครมๆ เป็นเดือนๆ ใน ๒๓-๒๔ จังหวัด นอกจากไม่ออกไปช่วยชาวบ้าน ซึ่งน่าละอายมากแล้ว
ยังคอยเอาแต่ปั้นข่าวหลอกให้ชาวบ้านระส่ำ ให้ชาวบ้านขัดแย้งกัน วันๆ หวังผลแต่ทางให้รัฐบาลวิบัติ
เนี่ย....ทำได้ ไม่เกี่ยวล็อก-ไม่ล็อก ก็ทำเหมือนกัน แต่ทำแบบ "เอาตีนราน้ำ"
ตรงข้ามกับชาวบ้านแท้ๆ ไม่มีผลประโยชน์อะไรกันเลยในทาง "ได้" เพื่อตน
แต่ด้วยจิตสำนึก-จิตกตัญญู ในงานออกพระเมรุ เขากลับช่วยกัน เสียสละกัน ด้วยความบริสุทธิ์แห่งจิต
เกิดเป็น "ความงาม" ประดับสังคมชาติ ขจายไปทั้งโลก!
พ่อค้าจนๆ พาลูกเมีย ขี่มอเตอร์ไซค์โกโรโกโส จากสระบุรี มาทอดปาท่องโก๋ "ช่วยงานพ่อ" ที่ราชดำเนิน
ชาวเขา-ชาวดอย กระเตงลูกไว้ข้างหลัง มือถือถุงเดินร้องทั่วสนามหลวง
"มีคาหยะทิงมายคะ คายมีคาหยะทิง บาคะ...."
นี่คือกิจกรรมเพื่อบ้าน-เพื่อเมือง ที่ทำได้ทันที ไม่ต้องรอและร้องให้ใครปลดล็อก!
เห็นมั้ย.......
ในสังคมมนุษย์ ทุกพฤติกรรมคือ "การเมือง-เพื่อบ้านเพื่อเมือง" ทั้งนั้น
มีแต่นักเลือกตั้งเท่านั้น ด้วยความไม่บริสุทธิ์แห่งจิต จึงมุ่งแต่ "ทางเอา" ไม่เคยคิดใน "ทางให้"
จึงใช้ความโมหะแห่งจิต จำกัดความคำว่า "การเมือง" คือกิจกรรมเพื่อการเลือกตั้งตะพึด-ตะพือ!
ผมไม่ใช่คนปฏิเสธการเลือกตั้ง เท่ากับไม่เคยศรัทธาว่าต้องประชาธิปไตยเท่านั้น ชาติจึงเจริญ
จึงอยากบอกด้วยหวังดี อย่าว่าแต่รัฐบาล คสช.เลย ต่อให้ฟ้าก็ห้ามบ่ได้
ถ้าทำอะไรด้วย "บริสุทธิ์แห่งจิต"........
อย่างที่อดีตนายกฯ ชวน อย่างที่จิตอาสา อย่างที่ชาวบ้าน "สามัญชนผู้ต่ำศักดิ์" ทั้งหลาย เขาทำ
ทำไปเลย......
ใครล็อกไว้ตรงไหน ผมไปจะปลดให้เอง!
-เปลว สีเงิน-31/10/60