PR

@@ในความเคลื่อนไหวของสถานการณ์ที่ปรากฎเป็น"ข่าว"และ"ไม่เป็นข่าว"พยายามสแกนย่นย่อมานำเสนอและเป็นไว้เป็นฐานข้อมูลสังเคราะห์สถานการณ์ ที่นี่ "ข่าวที่ไม่เป็นข่าว"

วันพุธที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2561

ปิดสนามม้านางเลิ้ง ตำนานขุมทรัพย์สีเขียว

ปิดสนามม้านางเลิ้ง ตำนานขุมทรัพย์สีเขียว



“กำเหนิดสนามม้าแข่งในประเทศไทย” หนังสือของพระยาประดิพัทธภูบาล (คอยู่เหล ณ ระนอง) ซึ่งได้จัดพิมพ์ถวาย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ครั้งเมื่อประพาสเมืองระนอง ในปี พ.ศ.2502 ความตอนหนึ่งระบุว่า...
หลังจากก่อตั้งสนามม้า “ราชกรีฑาสโมสรกรุงเทพฯ” มาแล้วหลายปีก็เกิดขัดแย้งขึ้นในสโมสรนี้ เนื่องจากเวลานั้นมีฝรั่งเข้ามาเมืองไทยมากและได้นำกีฬาต่างๆหลายชนิดเข้ามาเผยแพร่
อาทิ คริกเก็ต ฟุตบอล ฮอกกี้ เทนนิส จำเป็นต้องนำรายได้จากการแข่งม้ามาบำรุงกีฬาต่างๆเหล่านั้นด้วย เป็นเหตุให้เจ้าของม้า...ส่วนใหญ่เป็นคนไทยไม่พอใจและร้องเรียนว่าเงินรางวัลไม่เพียงพอในการบำรุงม้า
โดยกรรมการฝ่ายไทยซึ่งเป็นกรรมการมาแต่ดั้งเดิมคือพระยาประดิพัทธภูบาลและพระยาอรรถการประสิทธิ์มีการเสนอเพิ่มเงินรางวัลขึ้นอีกร้อยละ 50 แต่ข้อเสนอของฝ่ายไทยไม่ได้รับการสนับสนุน
“พวกเรามีพระยาอรรถการฯและข้าพเจ้าจึงมาใคร่ครวญหาวิธีสร้างสนามม้าขึ้นใหม่ โดยจะใช้ที่นาของข้าพเจ้าที่บางซื่อ แต่หลายคนติว่าไกลไปตกลงเอาที่...นางเลิ้งของหลวงอีก
ข้าพะเจ้าและพระยาอรรถการฯจึงทำหนังสือทูลเกล้าฯถวายรัชกาลที่ 6 ขอตั้งสนามม้าแข่งเพื่อบำรุงม้าพระองค์โปรดให้พระยาวรพงศ์พิพัฒน์เป็นบิดาของพระยาปราบพลแสน...เวลานั้นเป็นอธิบดีกรมอัศวราช ภายหลังเป็นเสนาบดีกระทรวงวัง มีหนังสือมายังข้าพเจ้าว่าอนุญาต
หากกรมขุนพิษณุโลกทรงทราบและทรงเกรงเป็นเรื่องการเมือง จึงมีลายพระหัตถ์มาถึงข้าพเจ้าว่า ถ้าสโมสรจะมีการประชุมเมื่อใดขอให้บอกเลขาส่วนพระองค์(พระยาสุรเสนา)มาประชุมด้วย เพื่อได้ทรงทราบรายการต่างๆทั้งทรงแนะนำขออย่าได้เป็นการเมือง เพราะกลัวจะเป็นฝรั่งกับไทยทะเลาะกัน...”
โดยได้พระราชทานที่ดินประมาณ 200 ไร่ ที่อยู่บริเวณนอกเขตผดุงกรุงเกษมใกล้กับทุ่งส้มป่อย (นางเลิ้ง) และในวันที่ 18 ธันวาคม 2459 รัชกาลที่ 6 เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเปิดสนาม พร้อมพระราชทานนาม “ราชตฤณมัยสมาคมฯ” และรับไว้ในพระบรมราชูปถัมภ์ และ...พระองค์ได้ส่งม้าในคอกส่วนพระองค์เข้าแข่งขันด้วย โดยใช้เสื้อสีน้ำเงินยันต์สีขาว
ปัจจุบัน “สนามม้านางเลิ้ง” หรือ “ราชตฤณมัยสมาคมฯ” สนามม้าเก่าแก่แห่งหนึ่งในประเทศไทยกำลังจะกลายเป็นตำนาน ช่วงเดือนเมษายนที่ผ่านมามีรายงานข่าวปรากฏว่า ราชตฤณมัยสมาคมแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ซึ่งเป็นผู้เช่าอาคารและที่ดินหมดสัญญาเช่ากับ “สำนักงานทรัพย์สินฯ” ไปแล้วเกือบ 20 ปี ประกอบกับสำนักทรัพย์สินฯเองมีความจำเป็นต้องการใช้ที่ดินสนามม้านางเลิ้งเพื่อประโยชน์ด้านอื่นๆ ต่อไป จึงมีหนังสือแจ้งยืนยันการยกเลิกสัญญาเช่า ขอให้ขนย้ายทรัพย์สินออกไปภายใน 180 วัน
มุมหนึ่ง...ก็มองกันว่าการปิดสนามม้านางเลิ้งอย่างถาวร อาจช่วยแก้ปัญหาสังคมการพนันกลางเมืองใหญ่ได้เปราะหนึ่ง แต่อีกด้านก็ทำให้รัฐขาดรายได้ก้อนโต เพราะเงินพนันม้าแข่งทุก 100 บาทจะไหลเข้ากระเป๋ารัฐบาล 30 บาท
อัตราค่าเช่าที่ดิน 200 ไร่ ในราคาปีละ 50,000 บาท หรือเฉลี่ยตกไร่ละ 250 บาท...แค่ตารางวาละ 62 สตางค์เท่านั้นเอง ในวันที่โลกเปลี่ยน ยุคสมัยเปลี่ยนเช่นนี้...คงไม่ต้องถามหาความคุ้มไม่คุ้ม
หากจะเดินหน้าสร้างสนามม้าแห่งใหม่ให้ได้มาตรฐานเท่า “สนามม้านางเลิ้ง” คะเนกันว่าต้องลงทุนไม่น้อยกว่า 20,000 ล้านบาท และยังต้องคำนึงถึงปุจฉาสำคัญ...ยุคนี้กีฬาม้าแข่งฟู่ฟ่ามากน้อยแค่ไหน
ในอดีตดั้งเดิมเคยมีคนมานั่งเชียร์นั่งลุ้นกันคึกคักนัดละ 2 หมื่นคน วันนี้มีแค่ไม่เกิน 5 พันคน ยิ่งถ้าต้องย้ายออกไปนอกเมืองหรือออกไปต่างจังหวัด แน่นอนว่าผู้ชมคงไม่เยอะขนาดนี้ มีความเสี่ยงสูงมากที่จะขาดทุน
จุดเริ่มต้นการ “แข่งม้า” ของ “สยามประเทศ”...คงต้องย้อนกลับไปราวพุทธศักราช 2440 สมัยรัชกาลที่ 5 เสด็จกลับจากการประพาสยุโรปทางฝ่ายราชการจัดพระราชพิธีรับเสด็จ และกลุ่มผู้เคยผ่านยุโรปมาจำนวนหนึ่งจึงมีแนวคิดที่จะจัดแข่งม้าถวาย
ประธานการจัดการแข่งขันครั้งนั้น คือ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมขุนพิทยาลาภพฤฒิธาดาและมีกรรมการร่วมหลายคนทั้งเชื้อพระวงศ์ ข้าราชการชั้นสูง สำหรับสถานที่จัดการแข่งขันครั้งนั้นคือ “ทุ่งพระเมรุ” หรือ “ท้องสนามหลวง” โดยใช้พื้นที่เพียงครึ่งเดียวเท่านั้น
การแข่งขันมีลักษณะใช้ม้าเทียมรถจากคอกต่างๆเข้าร่วม ผู้ขี่ก็คือคนขับรถม้ามีการถ่วงน้ำหนักโดยนำก้อนอิฐมอญห่อผ้ามัดติดเอวไว้กับคนขี่ พร้อมกับให้มีการ “แทงโต๊ด” ด้วย
มีบันทึกไว้ว่า...การแข่งขันวันนั้นวุ่นวายพอควร เนื่องจากตามกติกาผู้ที่ชนะเข้าเส้นชัยที่ 1 และที่ 2 ต้องไม่ทำอิฐมอญร่วงหล่น แต่ครานั้นผู้ที่เข้าที่ 1 และ 2 ล้วนทำอิฐหล่นทำให้ถูกปรับแพ้ ทำให้ผู้ชมเกิดความไม่พอใจ มีการกล่าวหาว่ามีการโกงกัน
อย่างไรก็ตาม รัชกาลที่ 5 พระองค์ได้ทอดพระเนตรแล้วรู้สึกพอพระราชหฤทัยในการแข่งขัน และนี่ถือเป็นการแข่งขันม้าในสยามประเทศอย่างฝรั่งเป็นครั้งแรก
สำหรับ “สนามม้านางเลิ้ง” นั้น เริ่มขึ้นเมื่อพระยาประดิพัทธภูบาลและพระยาอรรถการประสิทธิ์ คิดสร้างสนามม้าขึ้นและจะใช้ที่ดินของพระยาประดิพัทธฯที่บางซื่อ แต่มีเสียงติงว่าอยู่ไกลเกินไป
สนามม้านางเลิ้ง...นับเป็นหนึ่งในสถาปัตยกรรมที่ว่ากันว่า ควรได้ไปดูให้เห็นกับตากันสักครั้ง “วีระพล สิงห์น้อย” เจ้าของเพจ “FOTO_MOMO” บรรยายบันทึกไว้อย่างเห็นภาพว่า ลอนโค้งคอนกรีตขนาดมหึมาเรียงรายติดกันเป็นหลังคาผืนใหญ่ หากเราผ่านไปแถวๆนี้ในบางวันอาทิตย์อาจจะได้เห็นกลุ่มคนรักอาชาออกันแน่นขนัดด้านหน้าเพื่อทยอยเข้าไปในอาคาร...ที่นี่คือ “สนามม้านางเลิ้ง” เรียกกันติดปากว่า...“สนามไทย”
อัฒจันทร์...สวยงามตั้งแต่หลังคา ยื่นคลุมบริเวณที่นั่งได้หมด คานคอนกรีตที่ยื่นออกไป 40 เมตร ทำให้มีร่มเงา ไม่ร้อน ไม่มีเสาใดๆมาบังตา...นี่เป็นหลังคาคอนกรีตเสริมแรงยุคแรกๆของเมืองไทย
ด้านหลังอัฒจันทร์ เป็นพื้นที่ของม้าและบุคคลที่เกี่ยวข้องใช้เตรียมตัวก่อนและหลังการแข่งขัน อาคารคอกม้า 2 ชั้นนี้รองรับจำนวนม้าแข่งได้เยอะมาก กั้นเป็นคอกม้าหลายคอกและมีส่วนอาบน้ำของม้า ทำทางลาดขึ้นลงไว้เป็นระเบียบเรียบร้อยมาก...ถัดไปใกล้ๆประตูที่ม้าจะลงสู่สนามหญ้า จะมีลานทรายเล็ก...
ที่มีอาคารรูปวงกลมตรงกลางเรียกว่า “สนามเดินวน” เพื่อให้ตรวจความพร้อมของม้าและจ๊อกกี้ เป็นอาคารที่สร้างอย่างเรียบง่าย แต่มีสัดส่วนที่สวยงาม มีเสน่ห์ยิ่งนัก
เปิดสนามครั้งแรก เก็บค่าสมาชิกคนละ 1 บาทต่อเดือน ทุกวันอาทิตย์จะมีการจัดแข่งม้าสลับกันระหว่างสนามไทยและสนามฝรั่ง บรรยากาศก่อนเริ่มแข่งจะเห็นผู้คนจำนวนมากเตรียมตัวมาตั้งแต่รั้วทางเข้า มีทั้งแผงร้านค้าใช้เช่ากล้องส่องทางไกล ทั้งคนเดินเร่ขายใบโปรแกรม คนเก่าแก่เล่าว่า...มีแม่ค้าที่เปิดแผงให้เช่ารองเท้าด้วย เพราะที่นี่ไม่อนุญาตให้ลากรองเท้าแตะเข้ามา เพื่อความเป็นสุภาพชนนั่นเอง
“แต่...ภาพความคึกคักนั้นคงจะกลายเป็นตำนาน อย่างที่ทราบกันว่าพื้นที่แห่งนี้ต้องส่งคืนให้สำนักทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ภายในปลายปี 2561 นี้” วีระพล ว่า
102 ปี “สนามม้านางเลิ้ง” ปิดตัวลงแล้ว คงเหลือไว้เพียงตำนาน “ขุมทรัพย์สีเขียว”.

นี่แหละ 'เกมเขี้ยว' ล่ะ

นี่แหละ 'เกมเขี้ยว' ล่ะ



ขาดแค่พวงมาลัยดอกดาวเรืองคล้องคอแค่นั้น
โดยฉากสถานการณ์ที่ให้อารมณ์เดียวกันกับบรรยากาศของนักการเมืองเดินสายหาเสียงในช่วงเลือกตั้ง ตามภาพข่าวที่ “นายกฯลุงตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช. สวมหน้ากาก “ผีตาโขน” สัญลักษณ์ของจังหวัดเลย ร่วมแจมร้องเพลงประสานเสียงกับน้องๆนักศึกษาที่เพชรบูรณ์ หยอดมุกทิ้งทุ่นเป็นนัย “เป็นกำลังใจให้ลุงนะ อายุ 18 ปีแล้วใช่ไหม เดี๋ยวเจอกัน”
ชม ชิม ช็อป สินค้าโอทอปของชาวบ้านร้านตลาด ปราศรัยไป ยิงมุกทีเล่นทีจริงไป
“ลุงตู่” เล่นได้เนียนทุกบท ทำได้หมดแบบกลมกลืนไม่มีเคอะเขิน
ลีลาเก๋ากว่านักเลือกตั้งอาชีพด้วยซ้ำ
แต่ที่แสบกว่าก็คือจังหวะเก็บแต้มไป ออกตัวไป “ลุงตู่” ย้ำเป็นระยะ ไม่ได้หาเสียงทางการเมือง มาในฐานะนายกรัฐมนตรี แต่อีกทางก็สะกิดบอกประชาชนให้เลือกรัฐบาล
ที่มีธรรมาภิบาล อย่าไปเลือกอะไรเรื่อยเปื่อย อย่าทำให้บ้านเมืองกลับมาวุ่นวาย
แถมล่าสุดไฮไลต์ช็อตสำคัญ “นายกฯลุงตู่” หงายไพ่
พูดเป็นนัยอยากชี้แจงกับประชาชนว่า นายกรัฐมนตรีตามรัฐธรรมนูญใหม่ต้องมาจากพรรคที่ได้เสียงข้างมากซึ่งจะร่วมกันจัดตั้งรัฐบาล โดยทุกพรรคการเมืองจะต้องเสนอชื่อนายกรัฐมนตรีตามบัญชีรายชื่อ ซึ่งที่พูดไม่ได้หมายถึงตนเอง แต่อยากให้ประชาชนเข้าใจ
เหมือนตั้งใจเคลียร์ปมที่ “เดอะมาร์ค” นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กั๊กกันท่าไว้ ถ้า พล.อ.ประยุทธ์ไม่ได้เสียงส่วนใหญ่ในสภา ประชาธิปัตย์จะไม่สนับสนุน
เฉลยข่าวลับที่ปิดกันให้แซ่ด “นายกฯลุงตู่” คือ 1 ใน 3 บัญชีนายกฯของพรรคพลังประชารัฐ
“แบไต๋” ช่องตีตั๋วต่อเก้าอี้ “นายกฯคนใน” อย่างชอบธรรมตามระบบ
สรุปช็อตประชุม ครม.สัญจรได้ครบทั้งมุมการบริหารกระแสการเมือง และการบริหารงานราชการแผ่นดิน ตามตัวเลข “งบประมาณก้อนโต” ที่รัฐบาล “ลุงตู่” หอบเอาไปเสิร์ฟให้ถึงบ้าน
โดยที่ประชุม ครม.อนุมัติโครงการพัฒนาจังหวัด ยกระดับสนามบิน ขยายเส้นทางคมนาคม ตามยุทธศาสตร์เชื่อมโยงทางเศรษฐกิจอย่างมีเป้าหมายการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานระยะยาว
ตามพิมพ์เขียวที่ “สมคิด จาตุศรีพิทักษ์” กัปตันทีมเศรษฐกิจ ออกแบบให้
เอาเป็นว่า รัฐบาลการเมืองปกติ งบฯ ส.ส.ทั้งพรรคยังไม่ได้เท่านี้
ตามเงื่อนไขสถานการณ์ที่นักการเมืองเจ้าของพื้นที่ “เคลม” กับชาวบ้านได้เลย ถ้าจะมีการย้ายพรรค ไม่รู้สอบได้หรือสอบตก แต่ได้งบฯพัฒนาให้ประชาชนในพื้นที่ไปก่อนแล้ว
แนวโน้มเปิดทางให้พวกแหกค่ายหนี “นายใหญ่” ได้แต้ม “วัดใจ” ชาวบ้าน
ในสถานการณ์ที่ไล่ตามคิวเดินสายประชุม ครม.ส่วนใหญ่มุ่งไปพื้นที่ยุทธศาสตร์ที่มีผลต่อการตั้งป้อมค่ายสนับสนุน “นายกฯลุงตู่” เป็นลำดับต้นๆ
ไล่ตั้งแต่อุบลราชธานี ที่มีข่าวการเจาะทีมของพรรคเพื่อไทยแตกเป็นเสี่ยง ล่าสุดคิวของเมืองเลย ฐานที่มั่นของนายปรีชา เร่งสมบูรณ์สุข อดีต รมว.ทรัพยากรฯ ที่นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจกับนายสมศักดิ์ เทพสุทิน แกนนำทีมงานสามมิตร บินไปเปิดตัวถึงบ้านเลย
นั่นสะท้อนถึงการเน้นเป้า “มวยเกรดเอ” ไม่ใช่ “นกแล”
และรอบนี้ “นายกฯลุงตู่” ก็กระเซ้านางเปล่งมณี เร่งสมบูรณ์สุข ภรรยาของนายปรีชา ที่มาทำการต้อนรับทีม ครม.สัญจร เป็นเชิงขอให้มาช่วยกันทำงานให้บ้านเมืองเดินหน้า
นั่นแสดงว่า “ลุงตู่” ยอมรับสถานะ “กองหนุน” ของทีมนายปรีชา
เป็นการหักมุม กับ “ข่าวปล่อย” จากทีม “นายใหญ่” อ้างอดีตรัฐมนตรีใหญ่ในอีสานที่แปรพักตร์ไปกับทีมหนุน “ลุงตู่” ขอกลับมาตายรัง เพราะปั๊ม 3 ทหารน้ำเลี้ยงฝืด
ไม่ชัวร์กับท่าทีของ พล.อ.ประยุทธ์ ที่ยังกั๊กกับทีมสามมิตร
เอาเป็นว่า เมื่อ “ลุงตู่” ปิดดีลกับทีมเมืองเลยแบบนี้ ตามรูปเกม “นายใหญ่” ต้องเขย่า “ปรีชา” ให้ร่วงให้ได้ ในสถานการณ์ที่โพลหน่วยความมั่นคงเช็กแต้มล่าสุด “ปรีชา” ฐานแน่น แนวโน้มกวาดยกจังหวัด
เงื่อนไขสถานการณ์เดียวกับเมืองมะขามหวาน เพชรบูรณ์ ชื่อของ “สันติ พร้อมพัฒน์” ระดับหัวจ่ายท่อน้ำเลี้ยงยุคพลังประชาชน เพื่อไทย นาทีนี้สลับขั้วมาต่อสายกับยี่ห้อพลังประชารัฐ
จัดเป็นดาวฤกษ์ “มีแสงในตัวเอง” ใส่แต้มล่วงหน้าได้
ชื่อมวยใหญ่แบบนี้แหละ ที่ทำให้ “นายใหญ่” นั่งไม่ติด.
ทีมข่าวการเมือง

บิ๊กตู่” เป็นนักการเมือง ไปแล้วจริงๆ

บิ๊กตู่” เป็นนักการเมือง ไปแล้วจริงๆ ....
“บิ๊กตู่” อ้างดื้อๆ ยังไม่ประกาศ อนาคตทางการเมือง ตามสัญญา หวั่นโดนด่า. กำปั้นทุบดิน จะบอกปีนี้หรือปีหน้าก็ได้ จะพูดเมื่อไหร่ มันก็เรื่องของผม ปล่อยให้งง !!
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. กล่าวถึง ที่เคยระบุว่า หากมีการประกาศใช้พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งส.ส. และการได้มาซึ่งส.ว.จะมีการประกาศอนาคตทางการเมือง
“จะมาสนใจอะไรกับผม ผมเคยบอกว่าเมื่อหลังพ.ร.ป.ออกมา ตอนนี้หลังหรือยัง ซึ่งหลังจากนี้ไปถึงปีหน้าปีโน้น ก็ถือว่าหลัง หมด ผมจะพูดเมื่อไหร่ก็เรื่องของผม”
เมื่อย้ำถามว่า แสดงว่าต้องเลย 90 วันไปแล้วใช่หรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวย้ำว่า “วันนี้ยังไม่รู้ ผมจะตัดสินใจเอง เรื่องอะไรผมจะออกมาให้โดนด่าตั้งแต่วันนี้เล่า สื่อก็หาเรื่องผมทั้งวันนั่นแหละ วุ่นวายจริงๆเลย”
“ยังไม่บอก ปล่อยให้ งง” นายกฯกล่าว เมื่อถามย้ำว่า จะประกาศ ในสัปดาหฺหน้าหรือไม่
“ ช่วงนี้ผมขอให้บ้านเมืองสงบก่อนได้หรือไม่ ถ้าผมเป็นนักการเมือง ผมว่าสิ่งที่ออกมานั้น ผมทำได้ไม่เห็นจะยากเย็นอะไร ถ้าทุกคนมีเจตนาที่จะทำให้บ้านเมืองปกติสุข
แต่ทุกคนต้องการเวลาที่จะหาเสียงมากขึ้น แล้วใส่กันไปมา ผมว่าไม่ได้อะไร เวลาที่มีถ้าทุกคนบอกว่าน้อย ทุกคนก็ควรจะแถลงนโยบายของตัวเองออกมาว่าจะทำอะไร สังคมยอมรับได้หรือไม่ จะไปล้มล้างอะไรหรือไม่ ทำนองนี้ สิ่งที่ดีมีอยู่แล้วจะไปยกเลิก ถ้าประชาชนตอบรับประเทศชาติจะยิ่งไปกันใหญ่ ความมั่นคงปลอดภัย ความมั่นคงของชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์จะไปอยู่ที่ไหนกัน” พล.อ.ประยุทธ์
นายกฯ กล่าวว่า ช่วงนี้การคลายล็อกทางการเมือง โดยส่วนตัวคิดว่าพอเพียงแล้ว ใครที่บอกว่าไม่พอไว้รอเป็นรัฐบาลก็ค่อยไปทำกันเอาเอง
เมื่อถามว่า นายกฯ จะพบนักการเมืองในช่วงคลายล็อกหรือปลดล็อก พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า “ผมบอกว่า ต้องปลดล็อกที่จะไปว่ากันโน้น ผมยังไม่พบหรอก แม้ผมไม่พบก็มีคนพบอยู่แล้ว ผมจะพบวันไหนยังไม่รู้ ถึงเวลาผมจะพิจารณาเอง คุณจะมาถามผมเอาอะไร”

ธค.ปลดล็อค....คสช. ไม่เลื่อนให้เร็ว ตามที่พรรคการเมืองเสนอ

ธค.ปลดล็อค....คสช. ไม่เลื่อนให้เร็ว ตามที่พรรคการเมืองเสนอ
“บิ๊กป้อม” ไม่รีบปลดล็อค ยัน ปลดล๊อค ธค. ให้ครบ90 วัน เสียก่อน ตามกรอบกม. ชี้คลายล็อค 9 ข้อ นี่ พรรคการเมืองก็ ทำได้ทุกอย่างแล้ว ยกเว้น การโฆษณาชวนเชื่อ การหาเสียงเท่านั้นเอง ให้รอธค. เผย หากเป็นพรรคการเมือง ให้ กกต.ตรวจสอบ ทำผิด หรือไม่ ส่วนกลุ่มการเมือง ให้ คสช. ดู ยันยังไม่อนุญาตให้หาเสียง ในโซเชี่ยล มีเดีย เฟสบุ้ค เพราะตอนนี้ ก็พูดกันทุกวันอยู่แล้ว

วันอังคารที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2561

รักลุงตู่นายกต่อไป

จ้ะ !!

“บิ๊กตู่” ยิ้มรับ หลังชาวเพชรบูรณ์ เชียร์ เป็นนายกฯต่อ บอก อย่าให้ใครว่า อย่าให้ใครมาว่า ว่าผมมาหาเสียง ผมมาในฐานะนายกฯ" 

พลเอกประยุทธ์ กล่าวว่า ช่วงนี้เป็นช่วงการเดินหน้าเข้าสู่การเป็นประชาธิปไตยจึงขอให้มีหลักการและหลักคิดที่ถูกต้อง ว่าประเทศของเราควรเดินหน้าไปอย่างไรประเทศไทยมีโอกาสมากมาย 

ขอให้ทุกคนยึดมั่นในหลักของประเทศไทยที่มี 3 สถาบันหลัก คือ ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ถ้าไม่มี 3 สถาบันนี้ ประเทศไทยอยู่ไม่ได้ เราต้องการรัฐบาลที่มีธรรมาภิบาล 

ดังนั้น ประชาชนจึงต้องเตรียมการให้ดีว่าการเลือกตั้งครั้งหน้าเป็นอย่างไร ไม่ว่าจะเป็นบัตรเลือกตั้ง ไม่ใช่นอนอยู่บ้านไม่ไปกาบัตรใช้สิทธิ์ หรือทำลายบัตรเลือกตั้ง 

วันนี้เรามี พรป.การเลือกตั้งใหม่ ที่พรรคการเมืองจะต้องเสนอชื่อคนเป็นนายกรัฐมนตรี และนโยบายพรรค ถ้าเรายังไม่รู้ว่าจะเลือกเบอร์ไหนแต่กลับไปถามบ้านข้างๆ แล้วเลือกตามตรงนี้ถือว่าจบ

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า รัฐบาลส่วนใหญ่จะไม่แก้ปัญหาที่แก้ยาก และมีผลกระทบตามมา จะแก้ปัญหาที่ง่ายๆ และได้คะแนนเสียง ทำให้คนรัก แต่รัฐบาลนี้แก้ทุกเรื่อง จึงต้องมีทั้งคนที่ได้และคนที่เสีย

จากนั้นนายกฯ ได้เดินทักทายและร่วมถ่ายภาพกับประชาชน

พร้อมเอ่ย ว่า "การเลือกตั้งอย่าไปเลือกอะไรที่เรื่อยเปื่อย วันนี้ผมไม่ได้มาหาเสียงทางการเมือง แต่มาพบกับประชาชน

อย่าให้ใครว่า อย่าให้ใครมาว่า ว่าผมมาหาเสียง ผมมาในฐานะนายกรัฐมนตรี" 

"ในการเลือกตั้งครั้งหน้าทุกคนต้องรู้ก่อนว่านายกรัฐมนตรีจะมาจากตรงไหน ซึ่งจะมาจากพรรคที่ได้รับคะแนนเสียงมากที่สุด  ซึ่งจะเป็นผู้จัดตั้งรัฐบาลและตั้งนายกรัฐมนตรี เป็นหลักการที่ทุกคนต้องรู้ 

ผมไม่ได้พูดถึงตัวเอง แต่ทุกพรรคจะต้องเสนอคนที่จะขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรีก่อน

พล.อ.ประยุทธ์ ได้ถามกลุ่มผู้สูงอายุที่มารอต้อนรับว่า การเลือกตั้งครั้งที่แล้ว ได้ไปใช้สิทธิ์หรือไม่ 

กลุ่มผู้สูงอายุ ตอบว่าไปเลือกตั้ง 

พล.อ.ประยุทธ์ จึงพูดยิ้มๆ เชิงกระเซ้าว่า "แล้วเลือกใคร" 

และมีเสียงชาวบ้านตะโกน ส่งเสียงเชียร์ว่า "รักลุงตู่ อยากให้ลุงตู่เป็นนายกฯ ต่อไป" 

พล.อ.ประยุทธ์ ได้หันมาตอบรับด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม ก่อนที่จะเดินไป ว่า "จ้ะ"

ทหารจำเป็นต้องมี

“เราไม่ได้มีทหารไว้ให้ ผมปฏิวัติ ผมเข้ามาเพราะเหตุผลความจำเป็น เป็นสถานการณ์ที่ต้องเข้ามา” 

บิ๊กตู่ ยัน ต้องมีทหารเกณฑ์ ไว้ดูแลประชาขน เรียกใช้ได้ตลอด24 ชม.อย่าเชื่อพวก หาเสียง เลิกเกณฑ์ทหาร 

พล.อ.ประยุทธ์ บอก กับ ชาวเพชรบูรณ์  ว่า รัฐบาลนี้อยากจะทำทุกอย่างให้ดีขึ้น 

ประเทศเรามีปัญหา 2 อย่าง คือ การศึกษา และสาธารณสุข ที่ต้องทำให้ดีขึ้นโดยเร็ว 

วันนี้เห็นความก้าวหน้าเรื่องความร่วมมือของหมอครอบครัว ซึ่งเป็นนโยบายของรัฐบาลนี้ ที่ทำให้เกิดระบบไพรมารีแคร์ 

ระยะแรกวันนี้เราทำได้จำนวนหนึ่ง ไม่กี่ปีข้างหน้าก็จะทำให้ครบทุกพื้นที่ทั่วประเทศ โดยอนาคตของเราต้องแข็งแรง เพราะฉะนั้นระบบไพรมารีแคร์นั่นสำคัญที่สุด 

และขอให้ทุกคนดูแลสุขภาพ หมั่นออกกำลังกาย

นายกฯ ได้ถามประชาชนว่ารักหมอหรือไม่ ถ้ารักหมอ ทุกคน ก็คงไม่เกลียดนายกฯ เพราะนายกฯ ทำเพื่ออนาคต 

“ คนที่มาบอกว่าจะทำโน้นทำนี่ให้ ถามเขากลับด้วยว่าเอางบประมาณมาจากไหน ใครจะพูดอะไรก็พูดได้หมด รัฐบาลนี้เอาทุกปัญหามาคิดมาทำ ซึ่ง

สิ่งที่ทำให้เกิดความเท่าเทียมกันได้ในประเทศนี้คือกฎหมาย 

ขอให้ช่วยกันประเทศไทยอย่าให้ใครมาแบ่งแยก 

สิ่งที่รัฐบาลทำวันนี้ดีที่สุดแล้ว เพราะไม่สร้างภาระต่อในอนาคต 

ผมพูดด้วยเหตุและผลด้วยกฎหมาย ถ้าผมไม่ทำด้วยกฎหมายผมก็ตาย ติดคุก ไอ้พวกนั้นพูดไป แต่ไม่ได้ทำ

พล.อ.ประยุทธ์ ได้ถามประชาชนว่า ดีหรือไม่ที่บ้านเมืองสงบเช่นนี้ วันนี้บ้านเมืองไม่มีทะเลาะเบาะแว้ง คนไทยมักทะเลาะเบาะแว้งกัน เพราะมีความคิดเห็นที่หลากหลาย เราไม่สามารถบังคับใครได้ 

แต่จะต้องหาจุดกึ่งกลางให้ได้ ผมไม่อยากให้พวกเราทะเลาะกันเอง ซึ่งในฐานะนายกรัฐมนตรี จะพยายามทำทุกอย่างให้ดีที่สุด โดยไม่นึกถึงตัวเอง

"ถ้าไม่จำเป็นจริงๆ ก็คงไม่มายืนอยู่ตรงนี้ ประเทศนี้ถ้าไม่มีพลเรือน ตำรวจ ทหารก็อยู่ไม่ได้ 

“ไหนใครบอกว่าไม่ต้องมีทหาร แล้วถ้ามีอะไรขึ้นมาแล้วใครจะมาช่วยพวกท่าน เพราะทหารอยู่ในกรม กอง ในกองร้อย เรียกได้ตลอด 24 ชั่วโมง เบี้ยเลี้ยงก็จ่ายเพียงครั้งเดียว 

ซึ่งทหารส่วนใหญ่ก็เป็นลูกหลานของพวกท่านทั้งนั้น เป็นกำลังที่มีความพร้อม 24 ชั่วโมง จึงต้องมีรถ ลา ม้า ช้าง อยู่ในกรมกอง เพราะหน่วยงานอื่นไม่มีคนขนาดนี้ 

เราไม่ได้มีทหารไว้ให้ผมปฏิวัติ ผมเข้ามาเพราะเหตุผลความจำเป็น เป็นสถานการณ์ที่ต้องเข้ามา

ถามว่าถ้าไม่มีทหาร และตำรวจ. ภาคใต้จะเป็นอย่างไร ดังนั้น อย่าไปฟังเวลาที่เขาพูดบิดเบือน พวกนั้นต้ดหองการที่จะแบ่งแยกหรือเปล่าที่บอกว่าให้เอาทหารออกไปจากพื้นที่ ถ้าออกไปเมื่อไหร่ก็เสร็จเมื่อนั้น อย่าไปเชื่อพวกเขา"

ลุงตู่ไม่บอกอนาคตการเมือง

“บิ๊กตู่” เบี้ยว!!

“บิ๊กตู่” เล่นลิ้น  ไม่ประกาศ อนาคต
ทางการเมือง ภายใน กย.ตามสัญญา  อ้าง  หวั่นโดนด่า แถ จะบอกปีนี้หรือปีหน้าก็ได้  จะพูดเมื่อไหร่ มันก็เรื่องของผม รำคาญสื่อซัก!! ปัด เผยวันะบนักการเมือง “ผมจะพบวันไหนยังไม่รู้  ถึงเวลาผมจะพิจารณาเอง คุณจะมาถามผมเอาอะไร” 

ที่มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบูรณ์ จ.เพชรบูรณ์  พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) ให้สัมภาษณ์ภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่  ว่า ผมเคยบอกแล้วว่าถ้าบ้านเมืองมีความสงบเรียบร้อย มีการพัฒนา มีหลักการทางวิชาการ มีแผนแม่บทและยุทธศาสตร์มาก่อน บ้านเมืองก็คงไม่อยู่แบบนี้ 

ที่ผ่านมามันเลอะเลือนเรื่อยๆทั้งภาคเกษตร การท่องเที่ยวก็กวนกันไป-มา รัฐบาลนี้ก็ต้องเข้ามาแก้ไขปัญหา ถือเป็นความยากง่ายในการทำงาน ขอร้องว่าอย่าให้การเมืองมาทำให้บ้านเมืองวุ่นวายในตอนนี้เลย

จากนั้นพล.อ.ประยุทธ์ กล่าวถึงเรื่องการปลดล็อกการเมือง ภายหลังพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ(พ.ร.ป.)ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.และพ.ร.ป.การได้มาซึ่ง ส.ว.ประกาศใช้ ว่า ตนก็รับฟังข้อสังเกตต่างๆเข้ามา

 รวมถึงที่พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม เข้าประชุมมา ก็ได้ข้อสังเกตมาว่า มีการติดล็อกตรงไหนบ้าง ซึ่งเราก็มีมาตรการในการคลายล็อก

ในช่วงนี้ ซึ่งทั้งหมดจะต้องสอดคล้องกับพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญที่ออกมา ซึ่งกฎหมายดังกล่าวจะมีผลบังคับใช้ในอีก 90 วันข้างหน้า ก็จะครบกำหนดในประมาณวันที่ 16 ธันวาคม หลังจากนี้ก็จะมีการปลดล็อกให้มีการหาเสียงทำนองนี้

“ ช่วงนี้ผมขอให้บ้านเมืองสงบก่อนได้หรือไม่ ถ้าผมเป็นนักการเมือง ผมว่าสิ่งที่ออกมานั้น ผมทำได้ไม่เห็นจะยากเย็นอะไร ถ้าทุกคนมีเจตนาที่จะทำให้บ้านเมืองปกติสุข 

แต่ทุกคนต้องการเวลาที่จะหาเสียงมากขึ้น แล้วใส่กันไปมา ผมว่าไม่ได้อะไร เวลาที่มีถ้าทุกคนบอกว่าน้อย ทุกคนก็ควรจะแถลงนโยบายของตัวเองออกมาว่าจะทำอะไร สังคมยอมรับได้หรือไม่ จะไปล้มล้างอะไรหรือไม่ ทำนองนี้ สิ่งที่ดีมีอยู่แล้วจะไปยกเลิก ถ้าประชาชนตอบรับประเทศชาติจะยิ่งไปกันใหญ่ ความมั่นคงปลอดภัย ความมั่นคงของชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์จะไปอยู่ที่ไหนกัน” พล.อ.ประยุทธ์

นายกฯ กล่าวว่า ช่วงนี้การคลายล็อกทางการเมือง โดยส่วนตัวคิดว่าพอเพียงแล้ว ใครที่บอกว่าไม่พอไว้รอเป็นรัฐบาลก็ค่อยไปทำกันเอาเอง 

เมื่อถามว่า นายกฯ จะพบนักการเมืองในช่วงคลายล็อกหรือปลดล็อก พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า “ผมบอกว่า ต้องปลดล็อกที่จะไปว่ากันโน้น ผมยังไม่พบหรอก แม้ผมไม่พบก็มีคนพบอยู่แล้ว ผมจะพบวันไหนยังไม่รู้  ถึงเวลาผมจะพิจารณาเอง คุณจะมาถามผมเอาอะไร” 

                
เมื่อถามว่า ก่อนหน้านี้ นายกฯเคยระบุว่า หากมีการประกาศใช้พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งส.ส. และการได้มาซึ่งส.ว.จะมีการประกาศจุดยืนทางการเมือง พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวลากน้ำเสียงว่า “จะมาสนใจอะไรกับผม ผมเคยบอกว่าเมื่อหลังพ.ร.ป.ออกมา ตอนนี้หลังหรือยัง ซึ่งหลังจากนี้ไปถึงปีหน้าปีโน้น ก็ถือว่าหลัง หมด ผมจะพูดเมื่อไหร่ก็เรื่องของผม”

เมื่อย้ำถามว่า แสดงว่าต้องเลย 90 วันไปแล้วใช่หรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวย้ำว่า “วันนี้ยังไม่รู้ ผมจะตัดสินใจเอง เรื่องอะไรผมจะออกมาให้โดนด่าตั้งแต่วันนี้เล่า  สื่อก็หาเรื่องผมทั้งวันนั่นแหละ วุ่นวายจริงๆเลย”

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าจากนั้นนายกฯ ได้ขึ้นไปนั่งบนรถยนต์เพื่อไปปฏิบัติภารกิจต่อ โดยได้หันมาพูดกับผู้สื่อข่าวด้วยสีหน้ายิ้มๆ พร้อมขยิบตา โดยให้ผู้สื่อข่าวไปสอบถามเรื่องต่างๆ จากผู้ว่าราชการจังหวัด เพราะเป็นพ่อเมืองตัวเองเป็นรูปเมือง พร้อมกล่าวว่าวันนี้อารมณ์ดี ผู้สื่อข่าวถามว่า สัปดาห์หน้าจะประกาศท่าทีที่ชัดเจนหรือไม่ นายกฯ กล่าวอย่างอารมณ์ดีว่า “ยังไม่บอก ปล่อยไห้งง”

 ///

'คลายล็อก' โผล่ทันที!

'คลายล็อก' โผล่ทันที!



ครม.สัญจรนัดแรก ประเดิมการ “คลายล็อก” ทางการเมือง
คิวล่าสุด “นายกฯลุงตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช. นำคณะรัฐมนตรี บินตรวจราชการจังหวัดเลย และประชุม ครม.สัญจรที่จังหวัดเพชรบูรณ์ ระหว่างวันที่ 17–18 กันยายน
ก็อย่างที่ “ลุงตู่” ออกตัวไว้ ยิ่งใกล้เลือกตั้ง ยิ่งต้องเดินสายต่างจังหวัดถี่ขึ้น
ตามเงื่อนไขสถานการณ์ “นายกฯลุงตู่” คงต้องขนหางเครื่อง ครม.สัญจรต่างจังหวัดแทบจะสัปดาห์เว้นสัปดาห์ เพราะการเดินหน้า “ขายตรง” เอาของไปเสิร์ฟประชาชนถึงหัวบันไดบ้าน
มันคือวิธีการดีสุด ในการลดแรงเสียดทานภายหลัง “คลายล็อก” กฎเหล็กทางการเมือง
ตามท้องเรื่องที่สัมผัสได้ถึงการ “ยกระดับ” สงครามชิงกระแสเลือกตั้ง
สังเกตได้ด้วยตาเปล่า กับยุทธศาสตร์ทีม “นายใหญ่” ที่ขยับพร้อมกันเป็นแผง
ด้านหนึ่งก็เป็นหน้าที่ของ “เดอะอ๋อย” จาตุรนต์ ฉายแสง แกนนำพรรคเพื่อไทย ใช้เครดิต “คนเดือนตุลา” คราบของนักประชาธิปไตย ไล่บี้ คสช.ให้ “ปลดล็อก” ให้สุดซอยไปเลย
ได้คืบเอาศอก รุกตีกินกระแส กดดันท็อปบูต
อีกด้านก็เป็นภารกิจของ “นางกวัก” อย่าง “น้องปู” อดีตนายกฯยิ่งลักษณ์ ชินวัตร กลับมาเคลื่อนไหวในกระดานโซเชียลมีเดีย โพสต์เฟซบุ๊ก อินสตาแกรม โชว์รูปตัวเองกับพี่ชายไปโผล่ประเทศรัสเซีย ทัวร์ดินแดนยุโรปตะวันออก ตั้งใจบ่งบอกความเคลื่อนไหวให้กองเชียร์ตามกดไลค์ กดแชร์
ยั่วแหย่ เขย่าแรงกระเพื่อมให้ฝ่ายคุมเกมอำนาจประเทศไทยผวา
ตั้งท่า “ย้อนศร” เบิ้ลบลัฟ คสช.ที่ห้ามใช้โซเชียลฯหาเสียง
โดยสถานการณ์มันช่างแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงกับการ “หายเข้ากลีบเมฆ” ของ “น้องปู” ในห้วงหนีศาลตัดสินคดีจำนำข้าวออกจากเมืองไทย
แม้แต่ข้อความทางไลน์ยังไม่ขยับตลอดเกือบครึ่งปี
มันก็เป็นอะไรที่ชัดเจน “นายใหญ่” ถอย รุก เป็นจังหวะ
“น้องปู” แค่หลบต่ำชั่วขณะ เพื่อลุ้นสถานะผู้ลี้ภัย ไม่ได้หมอบราบคาบแก้วแต่อย่างใด
ถึงจังหวะไหลเข้าเหลี่ยม “เลือกตั้ง” เกมถนัดของ “นายใหญ่”
อดีตผู้นำ 2 พี่น้องเปิดหน้าไพ่ “ตีธง” ส่งสัญญาณถึงลูกข่าย สงครามทวงแค้นอำนาจเริ่มแต่บัดนี้
ท่ามกลางบรรยากาศ “ก่อเตา” เร้าอุณหภูมิไฟ เงื่อนไขสถานการณ์แบบที่น้องเฌอปราง อารีย์กุล ไอดอลสาว กัปตันวง BNK48 ขันอาสาช่วยงานโปรโมตรายการเดินหน้าประเทศไทย
ร่วมช็อตโชว์งานอีเวนต์กับ “นายกฯลุงตู่”
โดน “นักประชาธิปไตยนิยม” อย่าง “รังสิมันต์ โรม” แกนนำกลุ่มคนอยากเลือกตั้ง วิพากษ์วิจารณ์แรงๆแกมขู่เป็นนัย หวังว่า จะไม่เห็นเฌอปรางถ่ายรายการของ คสช.อีกต่อไป การเข้าร่วมกับเผด็จการในวันนี้ของคุณจะเป็นตราบาปสำหรับตัวคุณเอง
คุณยังต้องอยู่ในประเทศนี้อีกนาน
อารมณ์เดียวกับ “อั้ม เนโกะ” ผู้ต้องหาคดี 112 ที่หลบหนีคดีอยู่ในต่างประเทศ อาฆาตผ่านโซเชียลฯ หากประชาชนได้อำนาจคืนมาอย่างแท้จริงเมื่อไหร่ เราอาจได้เห็น “ฟ่าน ปิง ปิง เมืองไทย”
“น้องเฌอปราง” ระวัง “โดนอุ้ม” หายเพราะทรยศประชาชน
“อั้ม เนโกะ–รังสิมันต์ โรม” ขบวนการคนนิยมประชาธิปไตย แนวร่วมฝ่ายต้าน คสช.ที่ออกอาการ “คุกคาม” ใส่คนที่ไม่ทำตามอุดมการณ์ฝั่งตัวเอง
ปากก็ร้องโดนทหารข่มเหง คสช.คุกคามสิทธิเสรีภาพ
โดยสภาพการณ์ที่เห็นตรงหน้า มันย้อนแย้งกันเลยกับสิ่งที่ลูกข่าย “ทักษิณ” ช่วยกันตีปี๊บประจาน คสช.ที่ล่าสุดถูกยูเอ็นประจาน “น่าละอาย” ในการคุกคามนักสิทธิมนุษยชน
คนฝั่ง “ทักษิณ” คึกคัก ดีกรีทะลักปรอท
“คลายล็อก” ปุ๊บ ลุยปั๊บ กระตุกเรตติ้งคะแนนนิยมเลือกตั้ง กระชับเกมมวลชน
“ตัวจี๊ด” โผล่กลับมาปฏิบัติการตามยุทธศาสตร์
บรรยากาศเดิมๆ หัวเชื้อความขัดแย้งเก่าที่ถูกอำนาจพิเศษกลบไว้ เผยอกลับมา
นักการเมืองท้าชนทหาร นักเลือกตั้งอาชีพชิงอำนาจกันเองในพรรค การปลุกกระแสมวลชนกลับมาเป็นเครื่องมือต่อรองอำนาจของขั้วขัดแย้งต่างๆ
ฉากป่วนๆนี้ คือ “ออปชัน” ที่ต้องตีคู่มาพร้อมกับการเลือกตั้ง.
ทีมข่าวการเมือง

‘บิ๊กตู่’ เยือนหล่มสัก​ ขอเลือกรัฐบาลหน้าให้ดี​ อย่าให้ตีกัน​ ไม่อย่างนั้นจะอยู่ไม่ถึง​สี่ปี

‘บิ๊กตู่’ เยือนหล่มสัก​ ขอเลือกรัฐบาลหน้าให้ดี​ อย่าให้ตีกัน​ ไม่อย่างนั้นจะอยู่ไม่ถึง​สี่ปี



“บิ๊กตู่” เยือนหล่มสัก​ เพชรบูรณ์​ เยี่ยมชมสวนป่าไม้มีค่า​ ลั่น​ไม่หวังสืบทอดอำนาจ​ ขอประชาชนเลือกรัฐบาลหน้าให้ดี​ อย่าให้ตีกัน​ ไม่อย่างนั้นจะอยู่ไม่ถึง​สี่ปี

วันที่ 17 กันยายน เวลา 16.25 น.​ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า​คณะ​รักษา​ความสงบ​แห่งชาติ​ (คสช.)​ พร้อมคณะ​ อาทิ พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รองนายกรัฐมนตรี​และรัฐมนตรี​ว่าการกระทรวงยุติธรรม นายอุตตม สาวนายน รัฐมนตรี​ว่าการ​กระทรวง​อุตสาหกรรม นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รัฐมนตรี​ว่าการ​กระทรวง​พาณิชย์ เดินทางมาถึงศูนย์เรียนรู้​เศรษฐกิจ​พอเพียง​ห้วยแสนคำ​ ต.บ้านหวาย อ.หล่มสัก จ.เพชรบูรณ์ ซึ่งเป็นพื้นที่สวนป่าของนายชัยศักดิ์​ เกษามูล​ เกษตรกรดีเด่น​ จ.เพชรบูรณ์​ เพื่อเยี่ยมชมการปลูกไม้มีค่าทางเศรษฐกิจ โดยเจ้าหน้าที่ได้อธิบายถึงการประเมินมูลค่าไม้มีค่าที่สามารถเป็นทรัพย์สินใช้ค้ำประกันเงินกู้ได้ เช่น ต้นสักทอง ต้นมะฮอกกานี ต้นประดู่ และต้นมะขาม เป็นต้น
พล.อ.ประยุทธ์​กล่าวตอนหนึ่งว่า ก่อนหน้านี้ไม้มีค่าไม่สามารถทำเป็นหลักค้ำประกันได้ แต่รัฐบาลชุดนี้คิดที่จะทำ​ ประชาชนจึงมีความสุข รัฐบาลคิดทุกอย่าง แต่บางอย่างช้าไปบ้าง และจากนี้ใครมาพูดอะไรที่ไม่มีหลักการและเหตุผล ไม่มีข้อเท็จจริงคงเชื่อลำบาก หลังจากนี้เกษตรกรควรหันมาปลูกพืชผสมผสาน และเราต้องการทำทางน้ำไปยังพื้นที่ต่างๆก็ขอให้มีน้ำใจแบ่งที่ดินของตนเองเพื่อประโยชน์ของคนอื่นด้วย​ ตอนนี้จะมาขอความช่วยเหลือจากรัฐบาลอย่างเดียวไม่ได้​ รัฐบาลไม่หวังผลประโยชน์อะไรจากประชาชนที่มาวันนี้​ เพียงแต่ต้องการมาเยี่ยมเยียนประชาชน เพราะเป็นรัฐบาลต้องทำให้ทุกคน

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวต่อว่า การลงพื้นที่ของตนไม่ได้หวังประโยชน์อะไร ไม่ได้เอาใจใคร แต่ต้องการช่วยประชาชนในทุกพื้นที่เหมือนๆกัน เพราะการจะพัฒนาประเทศ จะต้องมีความร่วมมือกัน ช่วยกันทำอย่าช่วยซ้ำ อย่าให้ใครมายุยงปลุกปั่นให้เกลียดกัน ตนมาอยู่เพื่อทำงาน​ ไม่ได้จะสืบทอดอำนาจ เพราะไม่รู้จะสืบทอดอำนาจไปทำไม และการจะปรับโครงสร้างอะไรย่อมมีอุปสรรคไม่ใช่ว่าทุกอย่างจะง่ายไปหมดต้องมีทั้งคนที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย แต่ก็ต้องฟังเสียงส่วนใหญ่ โดยที่ดูแลคนส่วนน้อยไปพร้อมกัน อย่างไรก็ตาม ทุกอย่างต้องมีการพัฒนา ถนนต้องมีการสร้างไปตามแผนแม่บทและยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีรัฐบาลก็ต้องทำแต่ให้เลือกให้ดี เพราะรัฐบาลหน้ามีอายุ 4 ปีแต่จะอยู่ถึงหรือไม่ ถ้าเลือกมาแล้วตีกันก็อยู่ไม่ถึงอยู่ดี


จากนั้นนายกฯและคณะเดินทางไปยังโรงแรมอิมพีเรียล ภูแก้ว ฮิลล์ รีสอร์ท ต.แคมป์สน อ.เขาค้อ จ.เพชรบูรณ์​ เพื่อเยี่ยมชมสินค้าเกษตรปลอดภัย ภายใต้ตราสัญลักษณ์ “กรีนมาร์เก็ต เพชรบูรณ์” และผลิตภัณฑ์ของดีเพชรบูรณ์ ก่อนที่จะพบผู้แทนเครือข่ายชุมชนเขาค้อ เพื่อสนทนาแนวทางการพัฒนาและส่งเสริมการท่องเที่ยวเขาค้ออย่างยั่งยืน และเข้าพักค้างคืนที่โรงแรมอิมพีเรียลฯ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับรถยนต์ที่นายกฯใช้ในการลงพื้นที่ จ.เพชรบูรณ์ คือรถยนต์โตโยต้า รุ่น อัลฟาร์ด เลขทะเบียน กต 888 เพชรบูรณ์

วันจันทร์ที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2561

ชาวเหนือ 9 จังหวัด โผล่ขอบคุณ-ให้กำลังใจ “บิ๊กป้อม”

หนุน “บิ๊กป้อม”
ชาวเหนือ 9 จังหวัด โผล่ขอบคุณ-ให้กำลังใจ “บิ๊กป้อม” แก้หนี้นอกระบบ คืนโฉนดที่ดินให้/ เยี่ยม ตำรวจเพชรบูรณ์ สั่งให้พูดจาไพเราะ เป็นมิตรกับประชาชน

พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและรมว.กลาโหม พร้อมคณะ รับฟังการบรรยายสรุปจากกองทัพภาคที่ 3 และตรวจเยี่ยมการปฏิบัติงานของกองพลทหารม้าที่ 1
พล.ท.คงชีพ ตันตระวาณิชย์ โฆษก กห. เปิดเผยว่า ในการไปตรวจเยี่ยมและให้กำลังใจการปฏิบัติงานของตำรวจ ที่ สถานีตำรวจภูธรท่าพล และสถานีตำรวจภูธรเมืองเพชรบูรณ์
โดยย้ำการปฏิบัติงาน ขอให้ยึดประชาชนในพื้นที่เป็นศูนย์กลาง ใช้วาจาสุภาพเป็นมิตร โดยให้พัฒนาการบริการและระบบอำนวยความยุติธรรมให้เป็นที่เชื่อมั่นของประชาชน ในการป้องกันและลดปัญหาอาชญกรรมในพื้นที่ การดูแลความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนในภาพรวม.
พร้อมทั้งกำชับ ให้ตำรวจเข้าไปช่วยเหลือดูแลชาวบ้านแก้ปัญหาหนี้นอกระบบและบังคับใช้กฎหมายจริงจังกับนายทุนเถื่อนในพื้นที่
รวมทั้งขอให้ปรับปรุงสถานีตำรวจ และสร้างความโปร่งใสในการบริหารงาน
ทั้งนี้ ขอให้ผู้บังคับบัญชาทุกระดับ กวดขันวินัยและดูแลสวัสดิการกำลังพลอย่างสม่ำเสมอ โดยต้องไม่ให้มีการเรียกรับผลประโยชน์หรือละเลยการปฏิบัติหน้าที่อย่างเด็ดขาด
พร้อมกันนี้ ได้มีประชาชนจำนวนมาก จากพื้นที่ 9 จังหวัดในภาคเหนือตอนล่าง ได้รวมตัวกันเดินทางมาแสดงความขอบคุณ และเป็นกำลังใจให้ พล.อ.ประวิตร ที่กำชับฝ่ายความมั่นคง ลงมาช่วยขับเคลื่อนดูแลความเดือดร้อนของผู้มีรายได้น้อยจากปัญหาหนี้นอกระบบอย่างจริงจัง โดยสามารถนำทรัพย์สินและโฉนดที่ดินกลับคืนมาได้ในที่สุด
ทั้งนี้ พล.อ.ประวิตร ย้ำว่า เจ้าหน้าที่จะพยายามทำร่วมกันให้ถึงที่สุด ด้วยความเป็นธรรม โดยไม่ปล่อยให้ประชาชนต้องเผชิญปัญหาอย่างโดดเดี่ยวอีกต่อไป

สถานีคิดเลขที่ 12 หลังคลายล็อก โดย : ปราปต์ บุนปาน

สถานีคิดเลขที่ 12 หลังคลายล็อก โดย : ปราปต์ บุนปาน



ในที่สุด ก็มีคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่เรียกขานกันอย่างไม่เป็นทางการว่าคำสั่ง “คลายล็อกพรรคการเมือง” ประกาศออกมา ภายหลังราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา
แม้หลายคนจะตั้งคำถามว่าทำไมถึงแค่ “คลายล็อก” ไม่ “ปลดล็อก”
แม้นักการเมืองหน้าเก่าหน้าใหม่จำนวนมากจะคลางแคลงใจต่อข้อห้ามไม่ให้หาเสียงผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์/อินเตอร์เน็ต
แต่อย่างไรเสีย กฎหมายและคำสั่งเหล่านี้ล้วนเป็นเครื่องยืนยันชัดเจนว่าประเทศไทยกำลังเดินหน้ากลับคืนสู่ “การเลือกตั้ง”
การหวนคืนสู่ “การเลือกตั้ง” หมายความว่าอย่างไร?
อย่างน้อย “การเลือกตั้ง” ย่อมหมายความว่า ไม่ว่ากระบวนการเลือกตั้งและสภาวะทางการเมืองหลังจากนั้น จะมี “ความเป็นประชาธิปไตย” มากน้อยเพียงไหน
อย่างไรก็ตาม อำนาจทางการเมืองจะไม่ถูกผูกขาดอยู่กับคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเพียงกลุ่มเดียวอีกต่อไป
แต่อำนาจทางการเมืองจะถูก “แชร์” โดยหลายๆ ฝ่าย หรือต้องผ่านการปรับประสานต่อรองระหว่างกลุ่มผลประโยชน์หลากหลายฝ่ายมากขึ้น
ไม่ว่าจะเป็น คสช. กองทัพ หน่วยงาน-องค์กรภาครัฐทั้งหลาย พรรคการเมืองต่างๆ นักการเมืองทั้งจากการเลือกตั้งและแต่งตั้ง และที่สำคัญ คือ “ประชาชน”
ต่อให้มีการออกแบบกลไก-กฎเกณฑ์ หรือกระทั่งจัดวางกระบวนการหลังการเลือกตั้ง เพื่อกลั่นกรองหรือปรับเปลี่ยนเจตจำนงของประชาชนเสียงส่วนใหญ่อย่างละเอียดลออ-สลับซับซ้อนสักเพียงใด

ทว่าเสียงดังกล่าวมักแสวงหาลู่ทางในการป่าวประกาศหรือยืนหยัดเจตจำนงของตนเองได้อยู่เสมอ แม้จะไม่เต็มศักยภาพ 100 เปอร์เซ็นต์
สิ่งที่ต้องยอมรับอีกอย่าง เมื่อมี “การเลือกตั้ง” ก็คือ ภายใต้กระบวนการตามวิถีทางประชาธิปไตยเช่นนั้น จะไม่มีฝ่ายหนึ่งกลุ่มใดที่ได้รับทุกสิ่งทุกอย่างสมตามความปรารถนาหรือความต้องการของตนเอง ชนิดครบถ้วนสมบูรณ์
เรื่องสำคัญไม่แพ้กันจึงดำรงอยู่ “หลังการเลือกตั้ง” นั่นคือคำถามว่า เราจะสามารถถ่วงดุล แบ่งสรรจัดการผลประโยชน์ และแสวงหา “จุดร่วม” หรือ “การยอมรับกฎกติการ่วมกัน” ของแต่ละฝ่าย ได้อย่างไร
ไม่อาจปฏิเสธว่า กว่าหนึ่งทศวรรษที่ผ่านมา สังคมไทยไม่เคยประสบความสำเร็จในการสานก่อภารกิจประการนี้เลย
จนพวกเราติดค้างอยู่ในสภาพที่หากฝ่ายหนึ่งชนะ อีกฝ่ายก็ไม่ยอมรับความพ่ายแพ้
หากฝ่ายหนึ่งได้ อีกฝ่ายก็จำเป็นต้องสูญเสีย
กระทั่งปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองที่รุนแรงเกินกว่าการเห็นต่างทั่วๆ ไป กลายสภาพเป็นโรคเรื้อรังที่รักษาไม่หายขาด และฉุดรั้งความก้าวหน้าของประเทศ
แน่นอน การเดินหน้าสู่ “การเลือกตั้ง” ต้นปี 2562 คือ นิมิตหมายอันดี ซึ่งจะเปิดโอกาสให้หลายฝ่ายที่ต้อง “เงียบเสียง” มาเนิ่นนาน ได้กลับมาร่วมแสดงบทบาททางการเมืองอีกคำรบ
แต่จุดท้าทายศักยภาพของทุกฝ่ายอย่างแท้จริง อาจตั้งมั่นรออยู่ภายหลังการเลือกตั้ง
ปราปต์ บุนปาน

น.3คอลัมน์ : แนวรุก แนวต้าน การเลือกตั้ง ปี 2562 เก่า กับ ‘ใหม่’

น.3คอลัมน์ : แนวรุก แนวต้าน การเลือกตั้ง ปี 2562 เก่า กับ ‘ใหม่’



ไม่ว่าจะมีการเลือกตั้งภายในวันที่ 24 กุมภาพันธ์ ไม่ว่าจะมีการเลือกตั้งภายในวันที่ 5 พฤษภาคม 2562 เด่นชัดอย่างยิ่งว่าจะเป็นการเลือกตั้งภายใต้ 3 ปัจจัยสำคัญ
1 ปัจจัยของรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560
ขณะเดียวกัน 1 ปัจจัยการเข้ามาอย่างรวดเร็ว รุนแรง ล้ำลึกและกว้างไกลของโซเชียลมีเดียอันอยู่ในยุคดิจิทัล
และ 1 ปัจจัยจากการตัดสินใจของคนรุ่นใหม่
ไม่ว่า 1 ปัจจัยแรก ไม่ว่า 2 ปัจจัยหลัง กล่าวโดยรวบรัด กล่าวโดยสรุป สะท้อนให้เห็นการปะทะระหว่างเงาสะท้อนของ 2 รุ่น 2 ยุค
อย่างแรกเป็นรุ่นเก่า ยุคเก่า 2 อย่างหลังเป็นรุ่นใหม่ ยุคใหม่
การมี 250 ส.ว.อยู่ในมือเมื่อประสานเข้ากับพลานุภาพแห่ง “พลังดูด” ย่อมเป็นหลักประกันโดยพื้นฐานให้กับการสืบทอดอำนาจ
แต่ที่นอกเหนือการควบคุม คือ โซเชียลมีเดีย และคนรุ่นใหม่
แม้จะเคยประกาศจะนำประเทศเข้าสู่ “เศรษฐกิจ ดิจิทัล” แม้จะปักธงอย่างอึกทึกว่าเป้าหมายของประเทศคือ “ไทยแลนด์ 4.0”
แต่ก็ต้องยอมรับว่าอยู่ภายใต้ “ค่านิยม 12 ประการ”
แต่ก็ต้องยอมรับถึงการล้มเลิกและยึดคืนโครงการแจก “แท็บเล็ต” ให้เด็กอันริเริ่มมาตั้งแต่ยุครัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร
ยิ่งเห็นโฉม “รัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560” ยิ่งเด่นชัด
ยิ่งเห็นการยื้อประกาศ คสช.ฉบับที่ 57/2557 คำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 3/2558 คำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 53/2560 และคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 13/2561 ยิ่งเด่นชัด
เด่นชัดว่า ความต้องการของ “คสช.” คืออะไร

แต่คำถามอันตามมาก็คือ คสช.จะสกัดขัดขวางหรือลดทอนบทบาทของ “โซเชียล มีเดีย” ในทางสังคมและในทางการเมืองลงได้หรือ
ยังการปรากฏขึ้นของ “คนรุ่นใหม่” อีกเล่า
คําว่าคนรุ่นใหม่ในที่นี้อาจนิยามตามความเป็นจริงที่ว่า คือคนที่มีความคิดใหม่ พร้อมที่จะเปิดใจรับกับการไหล่บ่าเข้ามาของเทคโนโลยีใหม่ และสิ่งใหม่ๆ
กับ คือคนที่ไม่เคยเลือกตั้งมาก่อนเลย
ที่พรรคอนาคตใหม่เสนอนิยามสภาพตั้งแต่รัฐประหารเมื่อเดือนกันยายน 2549 มายังรัฐประหารเมื่อเดือนพฤษภาคม 2557 ว่า
เป็น “ทศวรรษที่สูญหาย” คือ ความเป็นจริงนี้
อย่าได้แปลกใจหากว่า เป้าหมายของพรรคอนาคตใหม่ คือ ความพยายามที่จะ “ปลุก” คนรุ่นใหม่ทั้งในความหมายแคบและความหมายกว้าง
หากสามารถปลุกได้ นั่นคือ ตัวแปร
การประสานพลังที่รุกคืบเข้ามาของ “โซเชียลมีเดีย” กับกลุ่มคนที่รู้สึกในความสูญเสียในห้วง 1 ทศวรรษที่ผ่านมาเข้าด้วยกันได้นั่นคือ “พลัง”
2 ปัจจัยหลังนี่แหละจะส่งผลสะเทือนอย่างล้ำลึก
เหมือนกับการเลือกตั้งในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้าจะเป็นการปะทะระหว่าง “เผด็จการ” กับ “ประชาธิปไตย” ทั้งๆ ที่ในความเป็นจริง
เป็นการปะทะระหว่าง “เก่า” กับ “ใหม่”
เป็นการเคลื่อนไหวระหว่างคน 2 กลุ่มที่ขัดแย้งกันอย่างสิ้นเชิง นั่นก็คือ 1 เอาด้วยกับ คสช.เห็นชอบกับการสืบทอดอำนาจ กับ 1 กลุ่มไม่เอาด้วย ไม่เห็นชอบกับการสืบทอดอำนาจของ คสช.
แนวรุก แนวต้านมีเพียง 2 แนวเท่านั้นไม่มีแนวอื่น

อภิสิทธิ์ที่ถูกเคลือบ โดย : นิธิ เอียวศรีวงศ์

อภิสิทธิ์ที่ถูกเคลือบ โดย : นิธิ เอียวศรีวงศ์



การสอบแข่งขันของเด็กอนุบาลเพื่อเข้าเรียนต่อชั้นประถมปีที่ 1 กำลังเป็นข่าว ปรากฏการณ์อันน่าสมเพช (ในหลายด้าน ทั้งตัวเด็ก, ผู้ปกครอง และผู้บริหารโรงเรียนดัง) นี้ปรากฏเป็นข่าวมาหลายปีแล้ว แต่ที่เป็นข่าวครั้งนี้เพราะผู้มีอำนาจกำลังจะขจัดปรากฏการณ์อันน่าสมเพชนี้ด้วยการออกกฎหมายห้าม ตรงไปตรงมาเลย
ก็เข้าใจได้ไม่ยาก ฝีมือบริหารของเผด็จการทหารมีอยู่เพียงเท่านี้ คือออกคำสั่งห้ามการกระทำใดๆ ที่ตนเห็นว่าผิด โดยไม่สนใจจะมองลึกลงไปถึงเงื่อนไขเบื้องหลังที่ทำให้เกิดการกระทำที่ผิด จะต้องปรับเปลี่ยนอะไร ด้วยวิธีไหน จึงจะทำให้ทัศนคติผิดๆ ที่ก่อให้เกิดการกระทำที่ผิดเปลี่ยนไป มันทำผิดก็ห้ามทำ จบ ทัศนคติที่ผิดๆ นั้นก็ยังอยู่ และคงผลักดันให้เกิดการกระทำแบบอื่นที่น่าสมเพชพอๆ กันหรือยิ่งกว่า
ที่จริงจะโทษแต่เผด็จการทหารก็ไม่ยุติธรรมนัก เพราะในคณะผู้ถืออำนาจร่วมกับเผด็จการทหารนั้น มี “ผู้ทรงคุณวุฒิ” ร่วมอยู่ด้วยอีกมาก รวมทั้งอดีตอธิการบดีซึ่งเมื่อสมัยที่ตัวเองดำรงตำแหน่งผู้บริหาร โรงเรียนสาธิตของมหาวิทยาลัยนั้น ก็จัดสอบแข่งขันเข้าเรียน ป.1 อยู่แล้ว การที่ตนต้องปล่อยให้ดำเนินต่อไป ก็คงเพราะมีปัจจัยอื่นๆ อีกหลายอย่างที่ทำให้เห็นว่าคำสั่งห้ามอย่างเดียวไม่แก้ปัญหา แต่บัดนี้โดยอาศัยอำนาจที่เหนือการต่อรองใดๆ ของเผด็จการ กลับเห็นว่าชี้นิ้วสั่งห้ามอย่างเด็ดขาดเสีย ก็แก้ปัญหาได้แล้ว
แปลว่าลึกๆ แล้ว คนเหล่านี้ก็เชื่อในอำนาจที่ปราศจากการต่อรองมาแต่ต้นแล้ว เพียงแต่ตัวไม่มี เลยไม่กล้าแก้ปัญหาด้วยวิธีนั้น ก็ไม่น่าแปลกใจอะไร ไม่อย่างนั้นจะเข้ามาสนับสนุนการรัฐประหารและร่วมงานกับเผด็จการทหารได้อย่างไร
ทีวีแห่งหนึ่งรายงานข่าวว่า จากการสำรวจความเห็น มีผู้ปกครองเด็กอนุบาลเห็นด้วยกับการสอบแข่งขัน พอๆ กับผู้ปกครองที่เห็นด้วยว่าควรยกเลิกการสอบแข่งขันเสียที ยิ่งกว่านี้เมื่อไปสำรวจความเห็นของสมาชิก สนช.ซึ่งเผด็จการทหารตั้งขึ้น ก็มีอีกจำนวนหนึ่งที่เห็นว่าควรรักษาการสอบแข่งขันของเด็กอนุบาลเอาไว้ บางคนเห็นว่ามีประโยชน์แก่เด็ก ป.1 ที่จะเข้าเรียนใน “การศึกษาพิเศษ” ซึ่งเขาหมายถึงการเรียนในโรงเรียนพิเศษ เช่นโรงเรียนสาธิตของมหาวิทยาลัย เขาจึงเห็นว่าการห้ามสอบแข่งขันของเด็กอนุบาลจะตัดโอกาสของเด็กเก่งๆ ข่าวลือว่าแม้แต่ใน ครม.ก็มีผู้คิดเห็นทำนองเดียวกัน
บังเอิญทีวีแห่งนั้น นำข้อสอบเข้า ป.1 ของโรงเรียนสาธิตแห่งหนึ่งมาแสดงให้ดู คำถามให้เลือกคำตอบที่ถูกต้องมาหนึ่งคำตอบ ผมอ่านตัวเลือกแล้วเห็นว่าตอบข้อไหนก็ได้ทั้งนั้น จะถูกหรือผิดขึ้นอยู่กับเหตุผลต่างหากว่าทำไมจึงเห็นว่าข้อนั้นข้อนี้ถูกกว่าข้ออื่น แต่ข้อสอบไม่ได้บอกให้ผู้สอบระบุเหตุผล (ก็เด็กเพิ่งเรียนจบอนุบาล – ซึ่งก็มีเหตุผลของตนเองแน่ แต่จะให้เขียนอธิบายเหตุผลนั้นออกเป็นตัวหนังสือก็คงจะยากเกินไป) ดังนั้นข้อที่ถือว่า “ถูก” คือข้อที่ผู้ออกข้อสอบมีความเห็นว่าถูกด้วยเหตุผลเฉพาะของตนเองเท่านั้น เด็กตอบได้ “ถูก” ในข้อสอบแบบนี้ จะแสดงว่าเก่งกว่าคนที่ตอบ “ผิด” ได้อย่างไร
แต่คิดอีกที นี่อาจเป็นวิธีคัดเลือกเด็กที่ตรงกับการศึกษาไทยอยู่แล้วก็ได้ เพราะหัวใจของการศึกษาไทยคือการเก็งใจครู
ในบรรดาโรงเรียนที่ถือว่า “ดัง” นั้น ส่วนใหญ่คือโรงเรียนสาธิตของมหาวิทยาลัยต่างๆ และความ “ดัง” ของโรงเรียนเหล่านี้มีอยู่อย่างเดียว กล่าวคือสถิตินักเรียนที่สามารถสอบแข่งขันเข้ามหาวิทยาลัยได้สำเร็จมีสูง แต่ก็ดังที่มีผู้ตั้งข้อสงสัยเสมอมาว่า ข้อสอบเข้ามหาวิทยาลัยนั้นวัดอะไรกันแน่ ดูเหมือนหลายสิบปีมาแล้ว เคยมีงานวิจัยที่แสดงความไม่มีสหสัมพันธ์ระหว่างคะแนนสอบเข้ากับผลการเรียนในมหาวิทยาลัยด้วย
ทั้งนี้ ยังไม่พูดถึงความเก่งและความสำเร็จในชีวิตว่ามีสหสัมพันธ์กับผลการสอบแข่งขันเข้าเรียนโน่นเรียนนี่หรือไม่
สมาชิก สนช.ที่แสดงความวิตกว่าหากเลิกการสอบแข่งขันเข้าเรียน ป.1 เสียแล้ว จะตัดโอกาสเด็กเก่ง น่าจะแสดงให้ผู้อื่นรู้ด้วยว่า ตนเข้าใจความ “เก่ง” ว่าอะไร และมีวิธี “วัด” กันอย่างไร ไม่ว่าในเด็กอายุ 5 หรือ 18 ปี
โรงเรียนสาธิตคือโรงเรียนอะไร?
ตามหลักการแล้ว โรงเรียนสาธิตคือโรงเรียนที่จัดการเรียนการสอนอย่างที่นักการศึกษาเชื่อว่า น่าจะบรรลุสัมฤทธิผลทางการศึกษาได้ดี อันเป็นการจัดการเรียนการสอนที่ไม่ได้ทำทั่วไปในประเทศไทย คณะศึกษาศาสตร์ของมหาวิทยาลัยต่างๆ จึงตั้งโรงเรียนของตนขึ้น เพื่อจัดการเรียนการสอนด้วยวิธีดังกล่าวให้เห็นเป็นตัวอย่าง (ถึงได้ชื่อว่า “สาธิต” คือแสดงให้ดู) ด้วยเหตุดังนั้น โรงเรียนสาธิตจะบรรลุเป้าประสงค์ที่แท้จริงของตนได้จึงต้องประกอบด้วยเงื่อนไขสามสี่อย่างคือ 1.ควรมีสภาพใกล้เคียงกับความเป็นจริงของโรงเรียนไทยอื่นๆ เช่น นักเรียนก็คละกันทางปูมหลังครอบครัว, ความถนัด, และความเก่งในการเรียนรู้ 2.การมีครูชั้นดี หากจำเป็นก็ต้องถือว่าชั่วคราวในระยะเริ่มต้น ซึ่งต้องการผู้เชี่ยวชาญในการสอนแบบใหม่เท่านั้น ในระยะยาวแล้ว ต้องพัฒนาการบริหารที่ทำให้ครูทั่วไปสามารถเปลี่ยนตนเองมาเป็นครูชั้นดีได้ 3.ต้องพยายามดำเนินงานด้วยงบประมาณที่ไม่สูงมากกว่าโรงเรียนทั่วไปในเมืองไทยมากนัก 4.หาหนทางที่จะทำให้การ “แสดงให้ดู” นั้นได้ผลจริง ซึ่งคงไม่ใช่การแจกหนังสือหรือจัดสัมมนาเพียงอย่างเดียว
นั่นคือเหตุผลที่โรงเรียนสาธิตบางแห่ง เมื่อเริ่มดำเนินกิจการ ไม่มีการสอบแข่งขันใดๆ นอกจากสัมภาษณ์ผู้ปกครอง เพื่อเลือกเอาเด็กที่มาจากปูมหลังครอบครัวที่ต่างกัน จนเขาลือกันว่า หากพ่อแม่มีอาชีพที่ไม่ค่อยได้พบเห็น เช่น พ่อเป็นคนฉายหนังเร่ ลูกก็มีโอกาสสูงมากในการได้เข้าเรียน สาธิตอีกแห่งหนึ่งใช้วิธีจับสลาก เพราะโชคชะตาเป็นตัวกระจายโอกาสได้ดีเยี่ยมอย่างหนึ่ง เพราะมันไม่เข้าใครออกใคร จึงทำให้องค์ประกอบของชั้นเรียนใกล้เคียงกับโรงเรียนจริงในเมืองไทย

การอยู่ร่วมกับคนที่มีปูมหลังครอบครัวอันหลากหลายนั่นแหละคือการศึกษาที่ดีเยี่ยมอย่างหนึ่ง หากโรงเรียนรู้จักใช้ประโยชน์จากความหลากหลายเช่นนี้
แต่แล้วโรงเรียนสาธิตก็กลายเป็นโรงเรียนเด่นดัง เพราะเป้าประสงค์เดิมถูกลืมเลือนไปหมดแล้ว ที่ยังมีอยู่ในเวลานี้คือเป็นสวัสดิการสำหรับอาจารย์มหาวิทยาลัย และด้วยเหตุดังนั้น จึงเผื่อแผ่ไปยังครอบครัวของคนในชนชั้นเดียวกัน และไม่เหลือวิธีอื่นในการคัดเลือกเด็กเข้าเรียน นอกจากการสอบแข่งขัน ซึ่งเป็นวิธีที่คนชั้นกลางระดับบนของไทยรู้สึกปลอดภัยจากการถูกเบียดขับด้วยเส้นสาย แต่ตราบเท่าที่โรงเรียนสาธิตยังเป็นสวัสดิการของอาจารย์มหาวิทยาลัย ก็ปฏิเสธเส้นสายไม่ได้ ดังนั้น การสอบแข่งขันจึงเป็นความชอบธรรมให้แก่ระบบเส้นสายไปพร้อมกัน
การทรมานเด็ก ทรมานผู้ปกครอง จึงใช้เป็นเหตุผลให้ยกเลิกการสอบแข่งขันเข้าเรียนชั้น ป.1 ไม่ได้ เพราะการสอบแข่งขันมันแฝงอยู่ในระบบอภิสิทธิ์ของสังคมไทย ไม่เกี่ยวอะไรกับการเรียนรู้หรือการศึกษาของเด็กไทยแต่อย่างไร แล้วจะมีคนไทยระดับบนๆ สักกี่คน ที่เห็นว่าควรยกเลิกระบบอภิสิทธิ์ในสังคมไทยเสียทีล่ะครับ
ในโลกสมัยใหม่ซึ่งอภิสิทธิ์เป็นที่บาดหูบาดใจคน จำเป็นต้องหาความชอบธรรมมาเคลือบอภิสิทธิ์ให้หายคม และหนึ่งในความชอบธรรมซึ่งใช้เคลือบอภิสิทธิ์มานาน คือการศึกษาและความรู้ความสามารถซึ่งสมมุติว่ามาพร้อมกับการศึกษา
จะเตรียมเด็กอนุบาลคนหนึ่งให้สอบเข้าสาธิตได้นั้น ต้องลงทุนลงแรงอย่างไม่น่าเชื่อ ผู้ปกครองที่ให้สัมภาษณ์ทางทีวี และที่ผมเคยพูดคุย ทำให้พอประมวลได้ว่า
เด็กต้องเข้าเรียนในโรงเรียนอนุบาลที่มีคุณภาพ อย่างน้อยก็ไม่ทำให้เขาเบื่อหรือขยาดกับการเรียน ไม่ใช่ส่งไปศูนย์เด็กเล็กประจำหมู่บ้าน และจะนอนใจว่าเขาจะสอบเข้าสาธิตได้โดยปาฏิหาริย์ นี่เป็นทุนก้อนแรกที่ต้องลง หากไม่นับค่าอาหารและเลี้ยงดูตั้งแต่คลอด ซึ่งก็ต้องใช้สิ่งที่มีคุณภาพเหมือนกัน เพื่อบำรุงสมอง
เด็กควรใช้วันเสาร์อาทิตย์ในการเรียนพิเศษวิชาที่ทำให้ดูมีรสนิยมสักหน่อย เช่น ดนตรีไทยหรือเทศ, ขับร้อง, ฟ้อนรำ, วาดรูป, สนทนาภาษาอังกฤษ, ฯลฯ ซึ่งจะช่วยเพิ่มคะแนนในการสอบสัมภาษณ์ข้างหน้า
วิชาที่เรียนรู้ในโรงเรียนอนุบาลเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอแน่ จำเป็นที่เด็กควรได้เรียนจากเกม, หนังสือนิทาน, หรือการละเล่นอื่นๆ บางครอบครัวคุณแม่ต้องออกจากงานเพื่อมีเวลาสำหรับกำกับการเรียนรู้ของลูก หรือไม่เช่นนั้นก็ต้องจ้างครูพิเศษมาทำหน้าที่ตรงนี้ และต้องเลือกครูที่นำการเรียนรู้ของเด็กในวัยอนุบาลเช่นนั้นได้เป็นด้วย และจะทำให้เด็กเรียนอย่างมีความสุข ก็ต้องเรียนที่บ้าน ไม่ใช่เรียนพิเศษที่โรงเรียนในตอนเย็น
ทั้งหมดนี้เป็นแค่ขั้นพื้นฐานที่ต้องทำเท่านั้น เพื่อให้แน่ใจว่าลูกหลานที่จะเข้าสอบแข่งขันนั้นเป็น “คุณหนู” ตัวจริงแน่แท้ และจะมีคนไทยที่ไม่ใช่อภิสิทธิ์ชนสักคนไหม ที่สามารถเลี้ยงลูกให้เป็น “คุณหนู” อย่างนี้ได้
โรงเรียนที่ต้องสอบแข่งขันเข้าเรียนในชั้น ป.1 นั้น คือโรงเรียนของ “คุณหนู” แต่โรงเรียนประกาศตรงไปตรงมาอย่างนี้ไม่ได้ เพราะมันระคายเคืองแก่คนส่วนใหญ่ในสังคมเกินไป (ก็ใช้เงินของสังคมไปเปิดโรงเรียน) ฉะนั้นจึงต้องสอบแข่งขัน คัดเลือกเอาเด็กที่เป็น “คุณหนู” ด้วยกัน เป็นภาพที่สาธารณชนพอรับได้ เพราะดูเหมือน “ใครดี ใครได้” แต่ที่จริงที่ว่าใครดี ก็ต้องดีมาก่อน ไม่ใช่ดีในการสอบเท่านั้น
โดยอาศัย ป.1 ในโรงเรียนดังเหล่านี้ คุณหนูก็จะไต่เต้าไปสู่มหาวิทยาลัยดัง หรือสอบชิงทุนไปเรียนต่อต่างประเทศ ผ่านเส้นทางการสอบแข่งขันที่เหมือนเปิดโอกาสที่เท่าเทียมแก่ทุกคน แต่ที่จริงแล้วโอกาสเปิดให้แก่คนที่มีอภิสิทธิ์จะพร้อมกว่าเท่านั้น ในที่สุดก็ไต่เต้าในหน้าที่การงานจนกลายเป็นสมาชิกของกลุ่มอภิสิทธิ์อย่างเต็มตัว
เข้าเรียน ป.1 จะต้องสอบแข่งขันหรือไม่ต้อง จึงไม่ได้อยู่ที่มีกฎหมายห้ามไว้หรือไม่ แต่อยู่ที่สิทธิที่ไม่เท่าเทียมกันของคนไทยต่างหาก ถึงห้ามสอบแข่งขัน ก็ต้องไปเปิดช่องอื่นให้แก่อภิสิทธิ์ชนจนได้

ปชป.จัดประชุมใหญ่’กก.บห.’แก้ข้อบังคับพรรค 26 ก.ย.นี้

ปชป.จัดประชุมใหญ่’กก.บห.’แก้ข้อบังคับพรรค 26 ก.ย.นี้ ‘มาร์ค’จวกคสช.ไม่เข้าใจงานการเมือง



ปชป.จัดประชุมใหญ่’กก.บห.’แก้ข้อบังคับพรรค 26 ก.ย.นี้ ‘มาร์ค’ ชี้ ‘จ้อน’ กลับสังกัดสมาชิกพรรค สามารถลงชิงเก้าอี้หน.ในโควตาคนในได้ จวกคสช.ไม่เข้าใจงานการเมือง มองแค่รวมตัวเพื่อมีอำนาจผ่านเลือกตั้ง ซัด ยิ่งจำกัดสิทธิ์ ยิ่งเอื้อพรรคซื้อเสียง

เมื่อวันที่ 17 กันยายน เวลา 11.30 น. ที่พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์(ปชป.) เรียกประชุมกรรมการบริหารพรรค(กก.บห.)ชุดปัจจุบัน โดยมีกรรมการเข้าประชุมอย่างพร้อมเพียง ขาดเพียง 7 คนที่แจ้งลาติดภารกิจ อาทิ นายอภิรักษ์ โกษะโยธิน คุณหญิงกัลยา โสภณภนิช และ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร รองหัวหน้าพรรค น.ส.รัชดา ธนาดิเรก นายสรรเสริญ สมะลาภา เป็นต้น โดยอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ขั้นตอนที่พรรคจะต้องดำเนินการ ทั้งทุนประเดิมและจำนวนสมาชิกพรรคได้ดำเนินการเรียบร้อยแล้ว เหลือเพียงการแก้ไขข้อบังคับพรรค เลือกหัวหน้าพรรค เลขาธิการพรรค เหรัญญิก นายทะเบียน และกรรมการบริหาร รวมทั้งการจัดตั้งสาขาพรรค การเปิดรับสมาชิกใหม่ ซึ่งทุกอย่างต้องผ่านการพิจารณาของที่ประชุมใหญ่พรรค โดยจะต้องทำหนังสือแจ้งต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.)ให้ทราบล่วงหน้า 5 วัน ตนจึงต้องขอมติจากที่ประชุม ซึ่งจะส่งหนังสือให้กกต.ทราบภายในวันนี้ สมาชิกครบตามกฎหมายกำหนด 4 ปี ตั้งแต่เดือนเมษายนที่ผ่านมา

จากนั้นเวลา 14.50 น. นายอภิสิทธิ์ แถลงภายหลังการประชุมว่า ที่ประชุมมีมติให้มีการจัดประชุมใหญ่ของพรรค เพื่อแก้ไขข้อบังคับพรรคให้สอดคล้องกับกฎหมายพรรคการเมือง ในวันที่ 26 กันยายน เวลา 13.00 น. ที่ทำการพรรคปชป. โดยในวันนี้จะลงนามหนังสือเพื่อขอดำเนินต่อกกต. อย่างไรก็ตาม ร่างข้อบังคับขณะนี้เรียบร้อย โดยมีอุดมการณ์ของพรรค ซึ่งยืนหยัดตั้งแต่ ปี 2489 และนโยบายพรรคซึ่งจะเป็นฉบับย่อ เพราะต้องรอให้กก.บห.ชุดใหม่มาปรับปรุงอีกครั้ง เบื้องต้นประกอบความเหลื่อล้ำทางเศรษฐกิจ การศึกษา การกระจายอำนาจ การเมืองที่สุจริต ทั้งนี้ สิ่งที่จะยังไม่ทำในการประชุมวันดังกล่าว คือการเลือกหัวหน้าพรรค และกก.บห. เพราะเราต้องการให้ประชาชนมีส่วนร่วมเราถึงออกรูปแบบการหยั่งเสียง เพื่อให้มีความเที่ยงธรรมมากที่สุด ซึ่งกำลังอยู่ระหว่างการออกระเบียบว่ารูปแบบหยั่งเสียงจะเป็นอย่างไร คาดว่าเรื่องดังกล่าวจะชัดเจนหลังที่ประชุมใหญ่มีมติเห็นชอบข้อบังคับพรรค ส่วนการหยั่งเสียงตัวผู้สมัครส.ส.จะมีหรือไม่นั้น ต้องดูกรอบระยะเวลา เพราะขณะนี้ทำได้แค่งานด้านธุรการเท่านั้น เพราะหากพูดไปแล้วก็ต้องทำ


นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า สำหรับข้อบังคับพรรคนั้นที่ประชุมได้ทีการพูดถึงและมีข้อเสนอแนะเพิ่มเติมที่อาจจะต้องปรับปรุงแต่เบื้องต้นจะไม่มีการปรับปรุงในเชิงหลักการ โดยเฉพาะการหยั่งเสียงผู้ที่จะสมัครเป็นหัวหน้าพรรคปชป.สำหรับคนในนั้นจะต้องมีส.ส.สนับสนุนจำนวน 20 คน หรือ มีสมาชิกรับรองภาคละ 500 คน ส่วนโควตาของคนนอกนั้นจะเพิ่มเป็นสองเท่าคือจะต้องมีส.ส.สนับสนุนจำนวน 40 คน หรือสมาชิกรับรองภาคละ 1,000 คน ซึ่งรายชื่อผู้ที่ตกเป็นข่าวว่าจะลงชิงตำแหน่งกับตนก็เข้าข่ายเป็นคนในทั้งเพราะเคยเป็นทั้งอดีตส.ส.หรือรัฐมนตรี อย่างกรณีนายอลงกรณ์ พลบุตร อดีตรองหัวหน้าพรรคฯ ถ้ากลับมาสมัครเป็นสมาชิกพรรคก็สามารถใช้สิทธิ์โควต้าคนในได้

เมื่อถามว่าคำสั่งของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) ที่คลายล็อกให้ถือว่ามีความชัดเจนหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า จะบอกว่าไม่ชัดเจนก็คงไม่ได้เสียทีเดียว เพราะในเรื่องการหาสมาชิกพรรค ถ้าธรรมชาติการเมือง หากไม่ทำกิจกรรม หรือพูดโน้มน้าวก็หาสมาชิกได้ยาก สะท้อนให้เห็นว่า คสช.ไม่เข้าใจงานการเมือง เพราะงานธุรการกับงานการเมืองแยกจากกันไม่ได้ งานการเมืองไม่ใช่แค่หาเสียง แต่ผู้ที่เกี่ยวข้องมีทัศนคติว่าพรรคการเมืองมีไว้หาเสียงเท่านั้น พรรคการเมืองที่ดีต้องทำงานตลอด ไม่ใช่รวมตัวเพื่อมีอำนาจผ่านกระบวนการเลือกตั้ง ซึ่งพรรคเสียดายที่คิดจะปฏิรูปการเมือง แต่กลับมองว่าพรรคการเมืองมีหน้าที่เพียงเท่านี้

“ไม่อยากให้มองการทำกิจกรรมเป็นการจำกัดสิทธิ์ทางการเมือง แต่อยากให้มองว่าเป็นการจำกัดสิทธิ์ของประชาชนมากกว่า เพราะคนที่จะได้คะแนนบริสุทธิ์จากประชาชนต้องทำงานการเมือง ยิ่งจำกัดการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเท่าไหร่ เท่ากับยิ่งช่วยพรรคการเมืองที่ไม่คิดจะได้คะแนนเสียงที่บริสุทธิ์ ให้ได้คะแนนมาโดยง่าย ผมฝากถามคสช.ว่าอยากได้การเมืองแบบไหน” หัวหน้าพรรคปชป.กล่าว