PR

@@ในความเคลื่อนไหวของสถานการณ์ที่ปรากฎเป็น"ข่าว"และ"ไม่เป็นข่าว"พยายามสแกนย่นย่อมานำเสนอและเป็นไว้เป็นฐานข้อมูลสังเคราะห์สถานการณ์ ที่นี่ "ข่าวที่ไม่เป็นข่าว"
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ กลุ่มทุน แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ กลุ่มทุน แสดงบทความทั้งหมด

วันอังคารที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561

ชวนเข้าใจ เมื่อพรรคคอมมิวนิสต์จีนมีอภิมหาเศรษฐีอย่าง 'แจ็ค หม่า' เป็นสมาชิก

ชวนเข้าใจ เมื่อพรรคคอมมิวนิสต์จีนมีอภิมหาเศรษฐีอย่าง 'แจ็ค หม่า' เป็นสมาชิก

ดูสถานะ หน้าที่ และการเปลี่ยนแปลงของสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์จีน และความสัมพันธ์รัฐ-ทุน เมื่อมหาเศรษฐีอันดับหนึ่งของประเทศอย่าง ‘แจ็ค หม่า’ เป็นสมาชิกพรรค และสองผู้ก่อตั้งกิจการอินเทอร์เน็ตยักษ์ใหญ่อย่างเท็นเซ็นต์และไป่ตู้จ่อได้รับรางวัลกิตติมศักดิ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านจีนศึกษาชี้ ชนชั้นนายทุนเป็นสมาชิกพรรคมากขึ้นหลังเปลี่ยนผ่านเศรษฐกิจสังคมนิยมสู่เสรีนิยม
แจ็ค หม่า (ที่มา: Flickr/UNCTAD)
27 พ.ย. 2561 เป็นที่ฮือฮาเมื่อสำนักข่าวพีเพิลเดลี สื่อของรัฐบาลจีนรายงานว่า เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา (26 พ.ย.) คณะกรรมาธิการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีน (พคจ.)  เผยแพร่รายชื่อของคนจำนวน 100 คนที่จะได้รับรางวัลกิตติมศักดิ์เนื่องในโอกาสครบรอบ 40 ปีนโยบายปฏิรูปเศรษฐกิจและการเปิดประเทศที่เริ่มในสมัยประธานาธิบดีเติ้งเสี่ยวผิงเมื่อปี 2521 ซึ่งในรายชื่อและแถลงการณ์นั้นมีชื่อแจ็ค หม่า อภิมหาเศรษฐีอันดับหนึ่งของประเทศ ผู้ร่วมก่อตั้งบริษัทอาลีบาบา บริษัทยักษ์ใหญ่ด้านธุรกิจบนอินเทอร์เน็ต เป็นสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์จีน
นอกจากแจ็ค หม่าแล้ว ในรายชื่อผู้รับรางวัลกิตติมศักดิ์ยังมีชื่อของผู้ก่อตั้งกิจการด้านอินเทอร์เน็ตยักษ์ใหญ่ของจีนอย่าวโพนี่ หม่า ซีอีโอของบริษัทเท็นเซ็นต์ และโรบิน ลี่ ซีอีโอของบริษัทไป่ตู้ ที่ได้รับการระบุว่าเป็นผู้มีส่วนในการผลักดันนโยบายปฏิรูปเศรษฐกิจ โดยเฉพาะตัว แจ็ค หม่านั้น ถูกระบุว่าเป็นสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์ด้วย
นอกจากแวดวงธุรกิจแล้วยังมีคนจากแวดวงอื่นๆ ปรากฏในรายชื่อไม่ว่าจะเป็น เหยา หมิง อดีตนักบาสเกตบอลเอ็นบีเอชาวจีน หรือหลาง ผิง โค้ชวอลเลย์บอลหญิงทีมชาติจีนที่อยู่ในโผดังกล่าวร่วมกับบุคคลจากแวดวงวิทยาศาสตร์ ดาราศาสตร์ เศรษฐกิจ ผู้ประกอบการ เจ้าหน้าที่พรรคคอมมิวนิสต์ไปจนถึงศิลปิน ซึ่งส่วนมากก็เป็นสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์ โดยรายชื่อดังกล่าวได้ถูกเผยแพร่และเปิดให้มีการรับฟังความเห็นจากประชาชนทั่วประเทศจนถึงวันที่ 30 พ.ย. นี้
สถานะของแจ็ค หม่า ที่เพิ่งมีการยืนยันอย่างเป็นทางการและชัดเจนในฐานะสมาชิก พคจ. กลายเป็นที่พูดถึงตามหน้าสื่อไทยและเทศ ในการนี้ ประชาไทชวนเข้าใจที่มา หน้าที่ และปัจจัยทางเศรษฐกิจและการเมืองที่เป็นสาเหตุว่า ทำไมพรรคคอมมิวนิสต์จีนมีสมาชิกเป็นชนชั้นนายทุน และเป็นนายทุนที่รวยที่สุดในประเทศไปเสียได้

รู้จักสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์จีนในวันที่ ‘ชนชั้นนายทุน’ เป็นกันมากขึ้น

ปัจจุบัน สมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์ของ พคจ. มีจำนวนประมาณ 90 ล้านคน กระจายตัวกันอยู่ทั่วประเทศจีน ซึ่งมีประชากรราว 1,400 ล้านคน โดยสมาชิกนั้นมีหน้าที่ปฏิบัติหน้าที่ตามแนวทางหรือนโยบายของพรรค สื่อเดอะสเตรตไทม์ให้ข้อมูลว่า การจะเป็นสมาชิกพรรคได้นั้นจะต้องได้รับการคัดเลือกจากพรรคซึ่งใช้เวลานานและผ่านหลายกระบวนการ ผู้สมัครที่เข้ามานั้นผ่านมาได้จากสมัครหรือได้รับการแนะนำ แต่ก็มีที่ พคจ. ส่งคำเชิญให้บุคคลเป็นสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์ ทั้งนี้ ผู้เป็นสมาชิกได้รับสิทธิประโยชน์ในด้านสถานะทางสังคม หลายคนถือเป็นช่องทางในการได้รับทุนการศึกษาหรือมีหน้าที่การงานในหน่วยงานราชการ
รศ.วรศักดิ์ มหัทธโนบล อาจารย์ภาควิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผู้เชี่ยวชาญด้านจีนศึกษา ให้ข้อมูลว่าการที่มีนายทุนเข้ามาเป็นสมาชิก พคจ. คือภาพสะท้อนของการเปลี่ยนแปลงด้านแนวคิดเศรษฐกิจและการเมืองแบบสังคมนิยมคอมมิวนิสต์หลังนโยบายปฏิรูปเศรษฐกิจเมื่อ 40 ปีก่อน
“ก่อนที่ พคจ. จะปฏิรูปเมื่อปี 1979 คนที่เป็นสมาชิกพรรคนั้นส่วนใหญ่จะมาจากชนชั้นกรรมกร ชาวนา และปัญญาชน แต่หลังการปฏิรูปไปแล้ว โดยเฉพาะเมื่อกลางทศวรรษ 1990 พคจ. ก็เปลี่ยนนโยบายการรับสมาชิกใหม่ นั่นคือ แต่เดิมซึ่งเป็นแต่กรรมกร ชาวนา และปัญญาชน ก็เพิ่มนักธุรกิจ หรือถ้าเราพูดภาษาแบบซ้ายๆ ก็คือชนชั้นนายทุนนั่นเอง ที่เป็นอย่างนี้เพราะว่าบุคคลเหล่านี้เป็นคนที่สร้างคุณูปการแก่ประเทศชาติ กับการปฏิรูปเพราะการปฏิรูปของจีนเป็นการเปลี่ยนแนวทางเศรษฐกิจจากสังคมนิยมเป็นเสรีนิยม เมื่อเป็นเช่นนี้ บุคคลเหล่านี้ ที่อาจเริ่มต้นจากคนที่ทำงานระดับล่าง รายได้ไม่สูง ก็กลายมาเป็นนักธุรกิจใหญ่ที่มีชื่อเสียง ตั้งแต่ทศวรรษ 1990 มาก็มีคนเหล่านี้ทั่วประเทศ และรับคนเหล่านี้เป็นสมาชิกเพิ่มมากขึ้น”
“เราก็ลองคิดดูง่ายๆ ว่า ถ้าเอารายชื่อสมาชิกพรรคมากางไว้แล้วดูภูมิหลัง มันจะเหลือคนที่มีภูมิหลังเป็นกรรมกร ชาวนาสักกี่คน ก็คงมี แต่ไม่เท่ากับสมัยที่เขาไม่ปฏิรูป ตรงนี้ผมก็รวมถึงคนที่จบการศึกษาสูงแล้วเข้าไปทำงานในบริษัทใหญ่ๆ ประเภทที่ใช้มันสมอง อย่างวิศวกร สถาปนิก นายแพทย์ กลุ่มคนเหล่านี้ก็ไม่ใช่กรรมกร ชาวนาแล้ว เรียกว่าเป็นชนชั้นกลางก็ได้”
วรศักดิ์กล่าวถึงหน้าที่ของสมาชิกพรรคว่าเป็นการทำหน้าที่ในประเด็นสาธารณะ เช่น เมื่อเกือบ 20 ปีก่อนที่มีวิกฤตโรคซาร์ส สมาชิกพรรคเมื่อเลิกงานก็ต้องประชุม ปรึกษาหารือเรื่องความตื่นตระหนกของประชาชนที่มีต่อโรค หรือในปัจจุบันที่มีนโยบายเรื่องหนึ่งแถบ หนึ่งเส้นทาง (One Belt One Road - OBOR) สมาชิกพรรคก็ต้องมานั่งประชุม ศึกษาเรื่อง OBOR ว่าดีอย่างไร จะช่วยกันผลักดันนโยบายให้เป็นจริงได้อย่างไร นอกจากนั้นยังต้องคอยติดตามสถานการณ์ทางการเมืองอีกด้วย
ต่อคำถามว่าจะมีผลกระทบอะไรกับไทยที่มีความสัมพันธ์ทางการค้าและการลงทุนจากอาลีบาบาและตัวละครทางเศรษฐกิจของจีนอยู่หรือไม่นั้น วรศักดิ์ยังไม่คิดว่ามี
สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า เส้นแบ่งระหว่างธุรกิจและการเมืองไม่ชัดเจนมากขึ้นเมื่อประธานาธิบดีสีจิ้นผิงของจีนมีดำริให้ พคจ. มีบทบาทนำในทุกแง่มุมของสังคม  ทำให้มีความตึงเครียดเกิดขึ้นเมื่อผลประโยชน์ของนักธุรกิจไปขัดกับส่วนของภาครัฐ ที่ผ่านมา ธุรกิจเกมในจีนต่างก็ประสบปัญหาในการวางจำหน่ายและเก็บรายได้จากเกมเมื่อรัฐบาลจีนมีนโยบายป้องกันปัญหาเด็กติดเกมและตรวจสอบเนื้อหาในโลกออนไลน์
แจ็ค หม่า ปัจจุบันมีอายุ 54 ปี เขาประกาศไว้ว่าจะลาออกจากตำแหน่งประธานบริษัทอาลีบาบาในปีหน้า เขาคือบุคคลที่ร่ำรวยที่สุดในประเทศจีนด้วยมูลค่าทรัพย์สินรวมทั้งสิ้นจำนวน 38.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ส่วนอาลีบาบานั้นก็เป็นบริษัทยักษ์ใหญ่ในวงการธุรกิจอีคอมเมิร์ซ ก่อนที่จะขยายเครือข่ายกิจการออกไปในธุรกิจอื่นๆ ด้วยมูลค่าทรัพย์สินจำนวน 4 แสนล้านเหรียญสหรัฐฯ โดยเป็นบริษัทที่มีมูลค่าสูงที่สุดติดอันดับหนึ่งในสิบของโลก โดยที่ผ่านมา แจ็ค หม่า เคยพูดวิพากษ์วิจารณ์ปัญหาในจีนอยู่บ้างเป็นระยะไม่ว่าจะเป็นเรื่องมลพิษ หรือเรื่องอำนาจของ พคจ. แต่ภายใต้การนำของสีจิ้นผิง บทบาทของแจ็ค หม่า ก็เปลี่ยนไปเป็นการช่วยปกป้องรัฐบาลต่อคำวิพากษ์วิจารณ์เอง นอกจากนั้น เขายังเคยพูดสนับสนุนนโยบายของสีจิ้นผิงในปี 2559 โดยเสนอให้หน่วยงานด้านความมั่นคงของประเทศใช้บิ๊กดาต้าป้องกันอาชญากรรม และยอมรับการที่จีนสร้างระบบการตรวจตราโลกออนไลน์กับประชากรหลักพันล้านด้วย
แปลและเรียบเรียงจาก
Jack Ma Confirmed as Chinese Communist Party Member, Bloomberg, Nov 27, 2018
Beijing to honor founders of three internet giants, The People's Daily, Nov. 26, 2018
How Jack Ma Made Rich Capitalists Acceptable in Communist China, Bloomberg, Sep. 11, 2018
ที่มา : ประชาไท

วันพุธที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561

ชำแหละ5ขั้วการเมือง จำแนกกลุ่มใครฝักใฝ่'ทักษิณ'-หนุน'บิ๊กตู่'นั่งเก้าอี้นายก?

เจาะ 5 ขั้วการเมืองล่าสุด ก่อนเลือกตั้งต้นปี’62 กลุ่มเพื่อไทยใต้ปีก ‘ทักษิณ’ ลำบากโดน ‘พลังดูด’ อื้อ หัวหน้ายังไม่ชัด ‘คุณหญิงหน่อย’ ถูกคลื่นใต้น้ำต้านอยู่มาก กลุ่ม ปชป. รอยร้าว ‘นายหัวชวน’ vs ‘กำนันสุเทพ’ ยังลึก กลุ่มพลังประชารัฐ-รวมพลังประชาชาติไทย ชัดดัน ‘บิ๊กตู่’ นั่งเก้าอี้อีกสมัย ‘ภูมิใจไทย’ ร่วมด้วย
 PIC firegovernment 26 6 61 1
พลันที่ นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ‘มือฉมังกฎหมาย’ แห่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ให้สัมภาษณ์ยืนยันกับกลุ่มการเมือง ที่เชิญมาพูดคุยเมื่อวันที่ 25 มิ.ย. 2561 ที่ผ่านมาที่สโมสรกองทัพบก ถ.วิภาวดี-รังสิต ว่า การเลือกตั้งอาจเกิดขึ้นได้ในวันที่ 24 ก.พ. 2562 และช้าที่สุดคือวันที่ 5 พ.ค. 2561 โดยมี 5 ปัจจัยหลักที่จะนำไปสู่การเลือกตั้ง ได้แก่ การรักษาความสงบเรียบร้อยในพระราชพิธีสำคัญ ความสงบเรียบร้อยของบ้านเมืองโดยรวม การเปลี่ยนผ่านของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) รอร่างกฎหมายลูก ส.ส. และ ส.ว. ประกาศใช้ และการเลือกตั้งท้องถิ่นเกิดขึ้นเมื่อไหร่
นับเป็นความชัดเจนครั้งแรกในการกำหนดวันเลือกตั้ง นับตั้งแต่ คสช. ยึดอำนาจรัฐประหารรัฐบาล ‘นารีขี่ม้าขาว’ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 22 พ.ค. 2557 หรือกว่า 4 ปีที่แล้ว
ดีกรีการเมืองที่กำลังร้อนแรงด้วยเรื่อง ‘พลังดูด’ ของกลุ่มพรรคการเมือง-ขั้วอำนาจทั้ง ‘เก่า’ และ ‘ใหม่’ จึงอาจร้อนแรงขึ้นไปอีก เพราะเท่ากับว่า รัฐบาลชัดเจนที่จะจัดการเลือกตั้งขึ้นอย่างแน่นอนแล้วในปี 2562 หลังจาก ‘ลึกลับดำมืด’ มายาวนาน
ภายใต้คำสั่ง คสช. หลายฉบับ และ ‘กฎหมายลูก’ ฉบับใหม่ คือ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการจัดตั้งพรรคการเมือง พ.ศ.2560 และ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ.2560 รวมถึงร่างกฎหมายอีก 2 ฉบับ ที่เพิ่งทูลเกล้าฯถวาย ได้แก่ ร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ.2561 และร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยที่มาของสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2561 
ส่งผลให้การเลือกตั้งที่ (อาจ) เกิดขึ้นในช่วงต้นปี 2562 มีความยากลำบากมากยิ่งขึ้น เนื่องจากบรรดานักการเมืองอาชีพ เล็งเห็นว่า มีความยุ่งยากซับซ้อนหลายอย่าง โดยเฉพาะการทำ ‘ไพรมารีโหวต’ ที่มีหลายพรรค โดยเฉพาะพรรคขนาดกลาง-เล็ก ไม่พร้อม ประสานเสียงขอให้ ‘งดเว้น’ จะใช้ในการเลือกตั้งคราวนี้ไปก่อน (อ่านประกอบ : อธิบายสูตร 3-3-5 ฉบับ‘วิษณุ’ เปิด 5 ปัจจัยนำไปสู่การเลือกตั้งม.44ปลดล็อคประชุมพรรค-เลือกตั้งช้าสุด พ.ค.62 นักการเมืองต้านไพรมารีโหวต) 
อย่างไรก็ดีสิ่งที่น่าสนใจคือ ‘กลุ่มการเมือง’ ในห้วงเวลานี้ มีความหลากหลายเพิ่มมากขึ้นกว่าการเลือกตั้งในช่วง 10 ปีหลังของเหตุการณ์วิกฤติการเมืองที่ผ่านมา
ใครเป็นใครกันบ้าง ? สำนักข่าวอิศรา www.isranews.org เรียบเรียงได้ ดังนี้
กลุ่มแรก กลุ่มพรรคเพื่อไทย และอดีตนักการเมืองใต้ปีก ‘ทักษิณ ชินวัตร’ 
แน่นอนว่า พรรคเพื่อไทย คือแคนดิเดต ‘เสียงข้างมาก’ ในสภา เนื่องจากยังได้บารมีทางการเมืองจากนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ผู้อื้อฉาวที่สุดคนหนึ่งในประวัติศาสตร์การเมืองไทย โดยกลุ่มนี้มีการสนับสนุนจากกลุ่มนักธุรกิจรุ่นเก่าหน้าเดิมตั้งแต่สมัยนายทักษิณ ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และกุมอำนาจในพรรคไทยรักไทย สืบทอดมาถึงช่วง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร น้องสาวนายทักษิณ นั่งเก้าอี้นายกรัฐมนตรี 
บรรดาแกนนำพรรคเพื่อไทยหลายราย ยังคงเชื่อมั่นว่า พรรคเพื่อไทยจะได้เก้าอี้ ส.ส. เป็นเสียงข้างมาก เนื่องจากฐานเสียงสำคัญในภาคเหนือ และตะวันออกเฉียงเหนือ ทางพรรคยังกุมไว้ได้ ดังนั้นจึงเชื่อมั่นว่า พรรคเพื่อไทยจะเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล
แต่ระบบการเลือกตั้งแบบใหม่ โดยใช้ ‘บัตรเดียว สองระบบ’ คือกาบัตรเดียว แต่เป็นการเลือก ส.ส. พ่วงพรรคการเมือง ระบบนี้ค่อนข้างซับซ้อน โดยผลชี้ขาดคะแนนเสียงจะกระจุกตัวอยู่ที่ ส.ส. เขตเป็นหลัก ก่อนจะนำคะแนนทั่วประเทศมาเฉลี่ยกันเพื่อจัดลำดับ ส.ส.บัญชีรายชื่อ 
แน่นอนว่า หากมองผิวเผินจะส่งผลกระทบต่อพรรคเล็ก แต่เมื่อพิจารณาจากพรรคเพื่อไทย ที่กุมฐานเสียงส่วนใหญ่แค่ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนกลาง และตอนบน รวมถึงภาคกลางบางส่วน ดังนั้นการส่ง ส.ส. ลงพื้นที่เขตเลือกตั้งในภาคกลาง และภาคใต้ ที่ไม่ใช่ฐานเสียงพรรคตัวเอง จึงเป็นเรื่องยากลำบากมากที่จะชนะ และได้คะแนนนำมาคิดคำนวณในระบบเลือกตั้งแบบใหม่นี้ 
มีสูตรคาดคะเนกันว่า พรรคเพื่อไทย อาจใช้ ‘คอนเนคชั่น’ กับบรรดา ‘พรรคขนาดกลาง-ขนาดเล็ก’ ในพื้นที่ต่าง ๆ ที่ยึดกุมฐานเสียงตามจังหวัดใหญ่ ๆ เพื่อช่วยเพิ่มฐานที่มั่นในสภา แต่สูตรนี้ ปัจจุบันมีการคุยกัน ‘หลังไมค์’ หรือไม่ ยังไม่ปรากฏข้อมูลออกมา
อย่างไรก็ดี ณ ปัจจุบัน บรรดากลุ่มทุนบางแห่ง และอดีต ‘บิ๊กเนม’ นักการเมืองที่เคย ‘ซุกตัว’ อยู่ใต้ปีก ‘ทักษิณ’ มาก่อน ได้เริ่มถูก ‘พลังดูด’ จาก พรรคการเมืองใหม่พรรคหนึ่ง เพื่อมาฐานค้ำยันการต่อท่ออำนาจให้รัฐบาลทหารชุดนี้แล้ว ดังนั้นต้องรอดูผลต่อไปว่า ‘พลังดูด’ ครั้งนี้ จะสามารถดึงนักการเมืองออกจากพรรคเพื่อไทยไปกี่ราย และจะเหลือนักการเมืองที่ยังจงรักภักดีต่อพรรคกี่ราย 
ส่งผลให้ ‘ทักษิณ ชินวัตร’ ต้องเปิดปากกับบรรดาลูกพรรคว่า ไม่กังวลที่อดีต ส.ส. บางรายถูก ‘พลังดูด’ นัยว่าได้เปิดทางคนรุ่นใหม่เข้ามา แต่ในใจลึก ๆ เชื่อได้ว่า ‘ทักษิณ’ ย่อมหวั่นไหวไม่น้อย เพราะอดีต ส.ส. ที่ถูกดูดไปต่างเป็น ‘บิ๊กเนม’ ในพื้นที่ฐานเสียงสำคัญเกือบทั้งสิ้น ?
ประเด็นสำคัญของพรรคเพื่อไทยคือ ยังคงไม่มีบุคคลใดขึ้นมาการันตีตำแหน่งหัวหน้าพรรคคนใหม่แบบ 100% แม้ว่าที่ผ่านมา ‘คุณหญิงหน่อย’ คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ อดีตรัฐมนตรีหลายสมัยยุครัฐบาลนายทักษิณ และเป็นนักการเมืองอีกรายที่นายทักษิณไว้วางใจ จะออกมามีบทบาทนำพรรค แต่ยังต้องเสี่ยงเผชิญกับความแตกแยกภายในพรรคอีก
เพราะมีนักการเมืองหลายราย ยังไม่ไว้ใจฝีมือ ‘คุณหญิงหน่อย’ นอกจากนี้ในช่วงที่พรรคระส่ำระส่ายและมีปัญหา ‘คุณหญิงหน่อย’ กลับไม่เคยมาสนใจใยดีพรรค ปล่อยให้เชิญชะตากรรมอย่างเดียวดาย แทบจะเคยพลิกขั้วไปอยู่กับ ‘ลายพราง’ ด้วยซ้ำ แต่กลับอยากมากุมบังเหียนพรรคในช่วงที่สถานการณ์ ‘นิ่ง’ แล้ว ?
กลุ่มที่สอง พรรคประชาธิปัตย์ และรอยร้าวความสัมพันธ์ในพรรค
พรรคการเมืองที่เก่าแก่ที่สุดในประเทศไทยนับตั้งแต่เปลี่ยนแปลงการปกครองทางการเมืองเมื่อปี 2475 กำลังคุกรุ่นไปด้วย ‘ศึกภายใน’ แบ่งเป็น 2 ขั้วใหญ่ ๆ ได้แก่ ขั้วของ ‘นายหัวชวน’ นายชวน หลีกภัย ประธานที่ปรึกษาพรรคฯ ที่มี ‘เด็กในคาถา’ อย่าง นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคฯ อดีตนายกรัฐมนตรี กับกลุ่มนักการเมือง ‘ชนชั้นธุรกิจ’ เป็นแนวร่วม 
เปิดหน้าชนกับ ‘ขั้วกำนันสุเทพ’ ที่มีนายสุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตเลขาธิการพรรคฯ แม้จะลาออกจากพรรคไปตั้งแต่ปี 2556 และขณะนี้เปิดตัวเป็นหนึ่งในสมาชิกพรรครวมพลังประชาชาติไทยแล้วก็ตาม แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่า ‘อิทธิพล’ ของ ‘ลุงกำนัน’ ยังคงมีอยู่เยอะ โดยเฉพาะนักการเมือง ‘บิ๊กเนม’ ในพื้นที่ภาคใต้ที่เป็นฐานเสียงใหญ่ของพรรคประชาธิปัตย์ ต่างอยู่ใต้กำกับดูแลของ ‘ลุงกำนัน’ เป็นจำนวนมาก
ข้อเท็จจริงนี้เห็นได้จาก แม้ ‘หน้าม่าน’ นายสุเทพ จะทำทีหันหลังให้กับ ‘พรรคสีฟ้า’ ไปแล้วก็ตาม และยืนยันว่าไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวใด ๆ กับพรรคอีก แต่ในช่วง 2 ปีหลังสุด เต็มไปด้วยข่าวซุบซิบว่า ‘ลุงกำนัน’ ต้องการ ‘ฮุบพรรค’ ออกมาเป็นระลอก แต่ไม่มีใครกล้ายืนยันข้อเท็จจริงใด ๆ อย่างเป็นทางการ จนกระทั่งนายสุเทพออกมาจัดตั้งพรรคการเมืองใหม่ว่า รวมพลังประชาชาติไทย โดยรวมอดีต ‘บิ๊กเนม’ ทางการเมืองมาไว้หลายราย เช่น นายเอนก เหล่าธรรมทัศน์ เป็นต้น 
และการจัดตั้งพรรครวมพลังประชาชาติไทยของ ‘ลุงกำนัน’ และเครือข่าย ‘ซูเปอร์คอนเนคชั่น’ นี้ เชื่อเหลือเกินว่า จะสร้างความปั่นป่วนให้กับพรรคประชาธิปัตย์เป็นแน่แท้ เพราะพื้นที่ภาคใต้ที่เป็นฐานเสียงสำคัญของพรรคประชาธิปัตย์มาทุกยุค ทุกสมัย จะต้องถูกพรรครวมพลังประชาชาติไทยแย่งโควตาเก้าอี้ ส.ส. ไปหลายตัวแน่นอน 
สำคัญที่สุดกลุ่มอดีตแกนนำ กปปส. ที่เปิดหน้าร่วมสู้กับ ‘ลุงกำนัน’ ขับไล่รัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ จนนำไปสู่การรัฐประหารโดย คสช. เกือบทุกรายต่างไม่ลาออกมา ‘ล่มหัวจมท้าย’ กับนายสุเทพ แต่ยืนยันอยู่พรรคประชาธิปัตย์ต่อ ตรงนี้มีการวิเคราะห์กันว่า เพื่อเป็นฐานให้ ‘ลุงกำนัน’ ที่ยังเหลืออิทธิพลในพรรคไว้ชี้ขาดตอนเลือกนายกรัฐมนตรีคนต่อไป 
เพราะพรรครวมพลังประชาชาติไทย ที่จัดเป็นพรรคการเมืองขนาดกลาง และถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่า เป็นพรรคการเมืองที่อาจสนับสนุน ‘บิ๊กตู่’ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีคนปัจจุบัน และหัวหน้า คสช. ได้นั่งเก้าอี้นายกรัฐมนตรีอีกสมัย การมีฐานเสียงทั้งจากพรรคเอง และบางส่วนในพรรคประชาธิปัตย์ ย่อมการันตีเก้าอี้ให้ ‘บิ๊กตู่’ ได้ค่อนข้างแน่นอน
และอาจทำให้พรรคประชาธิปัตย์ ‘แห้ว’ อีกสมัยก็เป็นไปได้สูง แม้ว่าอาจวางตัวนายกรัฐมนตรีให้ชื่อ ‘นายหัวชวน’ อีกคำรบก็ตาม ? 
กลุ่มที่สาม พรรคพลังประชารัฐ การรวมตัวของอดีตกลุ่มทุนใต้ปีกทักษิณ ในนาม ‘สามมิตร’ 
พรรคพลังประชารัฐ เป็นพรรคที่กำลังโดดเด่นมากในขณะนี้ เพราะมีการเปิดประเด็นว่าเกิดขึ้นจากความร่วมมือของ ‘3 ส.’ ได้แก่ นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายเศรษฐกิจ รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ และอดีตรองนายกรัฐมนตรี ในรัฐบาลนายทักษิณเช่นกัน นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ อดีตบิ๊กรัฐมนตรียุคนายทักษิณ และนายสมศักดิ์ เทพสุทิน แกนนำกลุ่มมัชฌิมา และอดีตแกนนำกลุ่มวังน้ำยมในพรรคไทยรักไทย ซึ่งทั้งหมดล้วนเคยเป็น ‘ทุนใหญ่-บิ๊กเนม’ ใต้ปีก ‘ทักษิณ’ ทั้งสิ้น
และพรรคนี้เองที่ถูกนักการเมืองจากฝ่ายพรรคเพื่อไทย เปิดโปงว่าใช้ ‘พลังดูด’ บรรดาอดีต ส.ส. ชื่อดัง ของพรรคเพื่อไทยไปเข้าร่วม โดยอาศัย ‘ซูเปอร์คอนเน็คชั่น’ ในอดีตของกลุ่ม 3 ส. หรือ ‘สามมิตร’ เบื้องต้นมีการเปิดเผยชื่ออดีต ส.ส. ที่ ‘พลิกขั้ว-ย้ายข้าง’ แล้วกว่า 50 ราย โดยเฉพาะพื้นที่ภาคเหนือตอนบน พื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน และภาคกลางตอนบน ไม่เว้นแม้แต่ใจกลางจังหวัดเสื้อแดงอย่าง ‘เชียงใหม่’ ก็ถูกพรรคนี้ ‘ดูด’ ไปแล้วเช่นกัน ?
พรรคพลังประชารัฐ ถูกวิพากษ์วิจารณ์อีกเช่นกันว่า เป็นพรรคที่จัดตั้งขึ้นเพื่อขยายฐานอำนาจมาค้ำยันให้รัฐบาลทหาร และเปิดช่องต่อท่อให้ ‘บิ๊กตู่’ พล.อ.ประยุทธ์ นั่งเก้าอี้นายกรัฐมนตรีอีกสมัย อย่างไรก็ดีฝ่ายรัฐบาลออกมายืนยันว่า ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องในเรื่องนี้ 
กลุ่มที่สี่ พรรคอนาคตใหม่ ‘จึงรุ่งเรืองกิจ’ แตก 2 ขั้ว สลัดภาพ ‘ทักษิณ’ สร้างความก้าวหน้า
พรรคอนาคตใหม่ เป็นอีกพรรคการเมืองหนึ่งที่น่าจับตาเป็นอย่างมากในการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้น เพราะหัวหน้าพรรคคือนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ทายาทธุรกิจหมื่นล้าน ‘กลุ่มไทยซัมมิท’ ที่บริหารงานโดยคนตระกูล ‘จึงรุ่งเรืองกิจ’ โดยเชิญนักวิชาการหัวก้าวหน้าอย่าง นายปิยบุตร แสงกนกกุล อดีตนักวิชาการด้านกฎหมายกลุ่ม ‘นิติราษฎร์’ มาเข้าร่วม พ่วงด้วยนักวิชาการ นักเคลื่อนไหว-นักกิจกรรม รวมถึงอดีตสื่อมวลชน ฟอร์มทีม ‘คนรุ่นใหม่’ มาเข้าร่วมด้วยเป็นจำนวนมาก เพื่อขับเคลื่อนนโยบายใหม่ ๆ ที่ดูก้าวหน้า 
ภารกิจแรกของพรรคอนาคตใหม่คือต้องการ ‘สลัดทิ้ง’ ภาพของนายทักษิณ ที่ผูกโยงกับตระกูล ‘จึงรุ่งเรืองกิจ’ ออกไปให้ได้ เห็นได้จากนายธนาธร ที่ลาออกจากกรรมการบริษัทในเครือ ‘ไทยซัมมิท’ เพื่อกระโจนลงสนามการเมือง ท่ามกลางกระแสข่าวว่ากันว่า เกิดรอยร้าวขึ้นระหว่างนางสมพร จึงรุ่งเรืองกิจ มารดานายธนาธร กับ ‘คุณอา’ นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ ด้วย ทำให้ ‘จึงรุ่งเรืองกิจ’ จำเป็นต้อง ‘เดินคนละทาง’
นายธนาธร จึงจัดตั้งพรรคอนาคตใหม่ ตามความฝันที่เป็นนักกิจกรรมมาตั้งแต่สมัยเป็นนักศึกษา ส่วนนายสุริยะ ไปร่วมกับ ‘สามมิตร’ ตามการ ‘ดีล’ ของคนใน ‘บิ๊กรัฐบาล’
ประเด็นที่น่าสนใจคือ หากพรรคอนาคตใหม่ ได้ ส.ส. จำนวนหนึ่ง จะ 'จับมือ' กับพรรคใด จัดตั้งรัฐบาล เพราะเป็นไปไม่ได้อย่างแน่นอนว่า ในการเลือกตั้งที่จะถึงนี้ พรรคอนาคตใหม่จะได้เก้าอี้ ส.ส. ข้างมาก และไม่ต้องร่วมมือกับพรรคใดเพื่อจัดตั้งรัฐบาล โดยที่ผ่านมาแกนนำพรรคอนาคตใหม่ ยัง 'แบะท่า' ไม่ปริปากพูดประเด็นนี้ บอกแค่เพียงว่าจะสนับสนุนนายธนาธร เป็นนายกรัฐมนตรีเท่านั้น ?
กลุ่มที่ห้า พรรคขนาดกลางอื่น ๆ 
พรรคขนาดกลางที่หลงเหลือในปัจจุบัน เหลือไม่กี่พรรค ที่มีบทบาทความเคลื่อนไหวในทางการเมือง เช่น พรรคพลังชล ที่ว่ากันว่าการเลือกตั้งคราวหน้าอาจโหวตตามใจ ‘ลายพราง’ เนื่องจากผู้บริหารในพรรคมาทำงานร่วมกับรัฐบาลทหารแล้ว 
ส่วนพรรคภูมิใจไทยที่ฉากหน้าอยู่ในการกำกับดูแลของ ‘เสี่ยหนู’ นายอนุทิน ชาญวีรกุล หัวหน้าพรรคฯ และบิ๊กบอส ‘ซิโนไทย’ ส่วนหลังฉากเชื่อกันว่ายังอยู่ในการกำกับดูแลของนายเนวิน ชิดชอบ อดีตนักการเมืองชื่อดัง เบื้องต้นมีการปล่อยข่าวในแวดวงการเมืองว่า หากยังคงมีความขัดแย้งเกิดขึ้นอยู่ ‘เสี่ยหนู’ พร้อมนั่งเก้าอี้นายกรัฐมนตรี ‘คนกลาง’ ให้ และมีการจัดตั้งรัฐบาลแห่งชาติ อย่างไรก็ดีประเด็นนี้ค่อย ๆ เงียบหายไป แต่มีประเด็นใหม่ซุบซิบกันว่า พรรคภูมิใจไทย อาจโหวตเลือก ‘บิ๊กตู่’ ให้นั่งเก้าอี้นายกรัฐมนตรีอีกสมัย จากการดีลกันระหว่าง ‘เนวิน ชิดชอบ’ และ ‘สุเทพ’ ที่เคยทำสำเร็จมาแล้วเมื่อปี 2551 ‘เนวิน’ ยอมโผจากอ้อมอก ‘นายใหญ่’ จัดตั้งรัฐบาลกับพรรคประชาธิปัตย์ ดันนายอภิสิทธิ์ เป็นนายกรัฐมนตรี ทั้งหมดทั้งมวลล้วนมาจากการ ‘ซูเปอร์ดีล’ ของนายสุเทพทั้งนั้น
ส่วนพรรคขนาดกลางที่เหลือ ยังคงไม่มีความชัดเจนว่าจะผลักดันใครเป็นนายกรัฐมนตรี เช่น พรรคชาติไทยพัฒนา หรือพรรคชาติพัฒนา แต่ที่ผ่านมาบทบาทของพรรคเหล่านี้ มักเป็นรอดูท่าทีก่อนว่าใครมีวี่แววเป็น ‘ผู้ชนะ’ เพื่อจะได้เข้าไปร่วมงานได้อย่าง ‘ถูกจังหวะ’ และรอ ‘หารตำแหน่ง’ รัฐมนตรี เหมือนอย่างในอดีตที่แล้วมา ?
ยังไม่นับพรรคเล็ก ๆ ที่ก่อตั้งขึ้นมาเพื่อสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกรัฐมนตรี โดยเฉพาะ เช่น พรรคประชาชนปฏิรูป ที่มีนายไพบูลย์ นิติตะวัน อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) เป็นแกนนำ รวมถึงพรรคพลังธรรมใหม่ นำโดย นพ.วีระ มาศฉมาดล ร่วมกับอดีตแกนนำกลุ่มพันธมิตรฯรุ่นแรกบางส่วน และอดีตสมาชิกพรรคพลังธรรมยุค พ.ต.จำลอง ศรีเมือง เป็นหัวหน้าพรรคฯ ส่วนพรรคเพื่อนไทย ที่อยู่ระหว่างการยื่นจัดตั้งโดยแกนนำคนเสื้อแดง จ.สกลนคร อย่าง นายสิระ พิมพ์กลาง ที่คาดว่าสนับสนุนการเคลื่อนไหวตามพรรคเพื่อไทย
นี่คือ 5 ขั้วการเมืองล่าสุด ก่อนที่จะเกิดการเลือกตั้งในช่วงต้นปี 2562 มีการสนับสนุนบุคคลขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี อย่างน้อย 5 ราย ได้แก่ 
กลุ่มพรรคเพื่อไทย พรรคเพื่อนไทย กลุ่ม นปช. และนักการเมืองสายเสื้อแดง สนับสนุนคุณหญิงสุดารัตน์ นั่งเก้าอี้นายกรัฐมนตรี แต่ยังไม่ 100% 
กลุ่มพรรคประชาธิปัตย์ บางส่วนสนับสนุนนายอภิสิทธิ์ หรือนายชวน เป็นนายกรัฐมนตรี บางส่วนจากกลุ่ม กปปส. เก่าอาจสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกรัฐมนตรี
กลุ่มพรรคพลังประชารัฐ พรรครวมพลังประชาชาติไทย พรรคภูมิใจไทย พรรคพลังธรรมใหม่ และพรรคประชาชนปฏิรูป จุดยืนชัดเจนว่า สนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกรัฐมนตรี
กลุ่มพรรคอนาคตใหม่ สนับสนุนนายธนาธร เป็นนายกรัฐมนตรี 
กลุ่มพรรคขนาดกลาง-เล็กที่เหลือ รอดูท่าทีว่าฝั่งไหนจะชนะ และร่วมสังฆกรรมทางการเมืองกับฝั่งนั้น
กล่าวให้ถึงที่สุดคือ 5 ขั้วการเมืองข้างต้น แยกเป็น 2 ฝ่ายได้ชัดเจน คือ กลุ่มหนึ่งไม่เอาทักษิณ สนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ อีกกลุ่มนิยมทักษิณ ไม่เอา พล.อ.ประยุทธ์ เว้นแต่พรรคอนาคตใหม่ ที่ยังแบะท่า บอกเบื้องต้นแค่ว่า จะสนับสนุนนายธนาธรเป็นนายกฯเพียงรายเดียว แต่ไม่ปริปากพูดว่า จะร่วมกับพรรคใดจัดตั้งรัฐบาลบ้าง ?
ส่วนใครจะเป็นผู้ชนะ ต้องรอดูเกมกันต่อไป ยาว ๆ ? 

วันศุกร์ที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561

4 ปีเศรษฐกิจไทยในมือรัฐบาล คสช.

4 ปีเศรษฐกิจไทยในมือรัฐบาล คสช.

ฉบับวันที่: 28/05/2018
นักวิชาการ: รศ.ดร.นวลน้อย ตรีรัตน์ ผู้อำนวยการสถาบันเอเชียศึกษาและอาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์  จุฬาฯ
ในช่วงสองสามเดือนที่ผ่านมา กระแสเรียกร้องให้มีการจัดเลือกตั้งพร้อมกับการชี้ประเด็นว่ารัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบ แห่งชาติ (คสช.) ได้ดำรงตำแหน่งครบ 4 ปีแล้วนับตั้งแต่รัฐประหารเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 เริ่มปรากฏเห็นเด่นชัดและเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ
ในวาระที่เข้าสู่ปีที่ 5 ของการดำรงตำแหน่งทางการเมืองของ คสช. คอลัมน์รู้ลึกกับจุฬาฯ  ได้พูดคุยกับ รศ.ดร.นวลน้อย ตรีรัตน์ ผู้อำนวยการสถาบันเอเชียศึกษาและอาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์  จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ถึงรูปแบบและการพัฒนาเศรษฐกิจในมือรัฐบาล คสช. ที่ผ่านมา
รศ.ดร.นวลน้อย ชี้ว่าเศรษฐกิจไทยในมือ คสช. ยังเป็นไปอย่างช้าๆ อืด และยังมีสภาพ  “ลูกผีลูกคน” ไม่มีแนวทางชัดเจนมากนัก ในช่วงระยะที่ผ่านมาของการเข้ามาดำรงตำแหน่ง เศรษฐกิจไทยถือว่ายังโตขึ้น แต่โตขึ้นเพียงปีละ ร้อยละ 2-3 ถือว่าเป็นตัวเลขที่น้อยมากเพราะศักยภาพของประเทศสามารถโตได้มากกว่านี้ กระนั้นก็มีการเปลี่ยนแปลงทั้งจากกระแสเศรษฐกิจโลก รวมถึงผลงานต่างๆ ของรัฐด้วย
“ยกตัวอย่างเช่นเทคโนโลยีที่เริ่มเข้ามาอย่างทุกวันนี้ร้านค้าปลีกเริ่มอยู่ไม่ได้แล้ว คนเดินห้างไม่จับจ่ายซื้อของไปแค่นั่งกินข้าว หันไปซื้อออนไลน์แทน” รวมถึงการมี ผลิตภัณฑ์ในรูปแบบระบบดิจิทัล เช่น การจอง การซื้อตั๋วผ่านทางออนไลน์ ที่กำลังมีการเปลี่ยนแปลงอย่างเห็นได้ชัด ทำให้รัฐบาลปัจจุบันต้องเร่งปรับตัวให้ทันกับยุค 4.0
หนึ่งในการลงทุนขนาดใหญ่ที่รัฐบาลตั้งใจคือโครงการระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก  (อีอีซี) ซึ่งขณะนี้กำลังมีการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ อย่างไรก็ดี รศ.ดร.นวลน้อย ชี้ว่าการลงทุนขนาดใหญ่ไม่ได้เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่ต้องอาศัยเวลาขับเคลื่อน ไม่เห็นผลในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา
“ถามว่าเราเริ่มช้าไปไหม มันก็ขึ้นกับว่าเราวิ่งตามรถคันไหน แต่ถ้าเริ่มแล้วก็ต้องทำ มันต้องทำ เพราะการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานทำให้เกิดการลงทุนใหญ่ แต่ปัญหาคือตอนนี้แผนเชิงลึก แผนพัฒนาศักยภาพเรามีไหมไม่พูดแล้วสร้างแล้วแต่ข้างในไม่มีอะไร ศักยภาพประเทศก็ไปไม่ถึงไหน”
แม้การลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน หรือ  Infrastructure เป็นสิ่งจำเป็น เพราะประเทศไทยทุกวันนี้มีแต่ถนนไม่มีราง ไม่มีเส้นทางการขนส่งสินค้าที่ทำให้ต้นทุนถูก และขนคนในจำนวนมาก การลงทุนระบบรางจึงเป็นการลดความแออัดและลดต้นทุนการเดินทาง คนไม่ต้องซื้อรถ อย่างไรก็ตาม รศ.ดร.นวลน้อย ก็สะท้อนมาด้วยว่า ปัจจุบันยังมีการถกเถียงอภิปรายและเห็นไม่ตรงกันเรื่องระบบรางความเร็วสูง  กับความคุ้มทุนที่จะเกิดขึ้น
รศ.ดร.นวลน้อย ชี้ว่ารัฐบาลทำเองทุกอย่างไม่ได้ แต่มีหน้าที่หลักๆ คือการจัดทำโครงสร้างพื้นฐานให้ดีและออกกฎหมายให้มีระเบียบกติกา กฎเกณฑ์ชัดเจน แต่หน้าที่การขับเคลื่อนธุรกิจคือหน้าที่ของธุรกิจขนาดต่างๆ ในท้องตลาด  โดยเฉพาะธุรกิจขนาดเล็กและขนาดกลางที่ถือว่าเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ
“ในฐานะที่รัฐบาลต้องเป็น Regulator คนออกกฎระเบียบ ต้องบอกว่ารัฐบาล คสช. ยังทำหน้าที่นี้ไม่ดีเท่าที่ควร เอื้อแต่ทุนใหญ่ ไม่เกิดการแข่งขัน พอเป็นแบบนี้เงินจะไม่กระจายไปสู่คนข้างล่าง เศรษฐกิจก็ไม่ไปด้วยกัน” มิหนำซ้ำยังออกกฎหมายและนโยบายเอื้อแต่ทุนใหญ่อีกด้วย
รศ.ดร.นวลน้อย เสริมด้วยว่า การขาดแคลนโครงสร้างพื้นฐานในส่วนของระบบฐานข้อมูล ทั้งสถิติ ข้อมูลประชาชนที่เอื้อต่อการจัดทำนโยบายสวัสดิการสังคม ก็ทำให้การพัฒนาอีกหลายๆ ด้านไปไม่ถึงไหน แม้จะมีการพูดถึงระบบบัตรประชาชนแบบใหม่ที่สามารถดึงข้อมูลมาจากระบบฐานข้อมูลกลางมาใช้ได้ แต่ทุกวันนี้ก็ยังพัฒนาได้ไม่เต็มศักยภาพ ทำให้นโยบายอื่นๆ ที่เชื่อมโยงกับตรงนี้ไม่ก้าวหน้าไปด้วย
“ยกตัวอย่างนโยบายแจกเงินคนจน คือถ้ารัฐทำดีๆ มี criteria ชัดเจน มีระบบฐานข้อมูลที่ดี สามารถแสดงตน คัดคนไปเรื่อยว่าเป็นคนจนจริง ต้องการเงินจริงๆ จะกลายเป็นสวัสดิการที่ยั่งยืน แต่ภาพทุกวันนี้ยังไม่ใช่ คนจนเดือดร้อน งบประมาณไม่คุ้มค่าเพียงพอ และเป็นเหตุที่ทำให้เกิดการคอร์รัปชั่น”
ที่ผ่านมารัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ใช้มาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ฉบับชั่วคราวปีพุทธศักราช 2557 ในการออกกฎหมายเพื่อการกระตุ้นเศรษฐกิจมานักต่อนัก ทั้งการกำหนดพื้นที่เป็นเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ จนถึงกรณีล่าสุดการใช้มาตรา 44 ช่วยทีวีดิจิทัลให้ผู้ประกอบการสามารถพักชำระหนี้ต่อ กสทช.ได้ แต่ รศ.ดร.นวลน้อย กล่าวว่า การใช้มาตรา 44 เพื่อพัฒนา เศรษฐกิจไม่ส่งผลเกิดอะไรขึ้นในระยะยาวทั้งสิ้น
“มันเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น เหมือนชักกระตุกแล้วก็หยุด ไม่มีโมเมนตัมต่อเนื่อง เหมือนคุณกระตุกเชือกหรือปาหินลงไปในน้ำ ไม่มีผลอะไร” พร้อมกล่าวอีกว่า ด้วยรูปแบบเศรษฐกิจการเมืองที่ยังคงมีสภาพดังปัจจุบัน รัฐบาลจะไม่สามารถขับเคลื่อนอะไรได้เลย
“ตราบใดที่ยังอยู่กันแบบนี้ ผูกขาดเชิงอำนาจแบบนี้ ไม่รับฟังรอบด้าน ก็ขับเคลื่อนอะไรไม่ได้ ความไม่พอใจการไม่ยอมรับก็จะเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ ยุคสมัยนี้ทุกคนเปิดเห็นข่าวสารกันหมด มันเหมือนรถไฟที่วิ่งไปแล้วดึงกลับไม่ได้ ดึงแล้วจะมีแรงต้านสูง ระเบิดขึ้นมา” รศ.ดร.นวลน้อย กล่าวทิ้งท้าย