PR

@@ในความเคลื่อนไหวของสถานการณ์ที่ปรากฎเป็น"ข่าว"และ"ไม่เป็นข่าว"พยายามสแกนย่นย่อมานำเสนอและเป็นไว้เป็นฐานข้อมูลสังเคราะห์สถานการณ์ ที่นี่ "ข่าวที่ไม่เป็นข่าว"
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ยุติธรรม แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ยุติธรรม แสดงบทความทั้งหมด

วันอังคารที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2561

แกนนำกปปส. – อดีตส.ส.ชาติไทย” ย่องเข้าทำเนียบฯ พบ “สมคิด” บอกมาคุยเรื่องอีอีซี

แกนนำกปปส. – อดีตส.ส.ชาติไทย” ย่องเข้าทำเนียบฯ พบ “สมคิด” บอกมาคุยเรื่องอีอีซี


“สกลธี” หิ้ว “อดีตแกนนำกปปส. – ส.ส.ชาติไทย” ย่องเข้าทำเนียบฯ พบ “สมคิด”
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 13.30 น. ภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) นายสกลธี ภัททิยกุล และนายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ อดีต ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ และแกนนำ กปปส. พร้อมด้วยนายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ อดีต ส.ส.สิงห์บุรี พรรคชาติไทย ได้เดินทางเข้าพบนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ที่ห้องทำงาน ตึกบัญชาการ 1 ใช้เวลานานกว่า 2 ชั่วโมง โดยมีรายงานว่า การเข้าพบครั้งนี้นายสกลธีเป็นผู้นำทั้งสองคนมาหานายสมคิดเพื่อพูดคุยถึงอนาคตทางการเมือง เพราะทั้งสองคนถือเป็นบุคคลที่ยังไม่ได้สังกัดพรรคการเมืองใด โดยนายณัฏฐพลได้ขาดจากความเป็นสมาชิกพรรค เนื่องจากไปบรรพชามา ส่วนนายชัยวุฒิตั้งแต่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งยุบพรรคชาติไทยก็ยังไม่ได้เข้าเป็นสมาชิกพรรคการเมืองใด
จากนั้นนายณัฏฐพล กล่าวภายหลังเข้าพบว่า มาหารือเกี่ยวกับโรงเรียนนานาชาติของตนที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) ว่าจะพัฒนารองรับบุตรหลานนักลงทุนได้อย่างไรหรือไม่ เมื่อผู้สื่อข่าวพยายามสอบถามว่า จะไปยืนยันการเป็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์หรือไม่ นายณัฏฐพล กล่าวว่า ตนขาดความเป็นสมาชิกภาพแล้ว เพราะในช่วงที่ผ่านมาได้ไปบรรพชามา เมื่อถามย้ำว่า แล้วจะไปสมัครเป็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์หรือไม่ นายณัฐฏพล ยิ้มพร้อมกับกล่าวว่า ตอนนี้ขอทำโรงเรียนก่อน

ขณะที่นายสกลธี กล่าวว่า ตนได้ยืนยันความเป็นสมาชิกกับพรรคประชาธิปัตย์เมื่อวันที่ 1 เมษายนแล้ว ด้านนายสมคิด กล่าวเพียงสั้นๆ ว่า ไม่มีอะไร ไม่ใช่เรื่องการเมือง

วันอังคารที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561

จากอิตาเลียนไทยสู่ทุ่งใหญ่นเรศวร"ล่าสัตว์"สะกิดแผลประวัติศาสตร์

จากอิตาเลียนไทยสู่ทุ่งใหญ่นเรศวร "ล่าสัตว์"สะกิดแผลประวัติศาสตร์
- +
โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

นอกเหนือจากประเด็นใหญ่ที่ เปรมชัย กรรณสูตร ประธานกรรมการบริหาร บมจ.อิตาเลียนไทย ดีเวล็อปเมนต์ ถูกจับกุมกลางเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร จ.กาญจนบุรี และพวกอีก 3 คน พร้อมของกลางคือซากเสือดำ ที่ล่าจากป่าไพรรวมถึงซากสัตว์อีกจำนวนหนึ่ง นอกเหนือจากที่พบอาวุธปืนไรเฟิลล่าสัตว์ กระสุน เมื่อวันที่ 4 ก.พ.ที่ผ่านมา

เพราะต้องไม่ลืมว่า เปรมชัย และอิตาเลียนไทยฯ ถือเป็นบุคคลและเป็นบริษัทที่ใหญ่โตที่ได้สัมปทานรับงานพัฒนาต่างๆ ขนาดใหญ่ของภาครัฐมาโดยตลอด ไม่ว่าจะอยู่มุมใดของประเทศ ชื่ออิตาเลียนไทยจะปรากฎชัดเจนไปแทบจะทุกงานก่อสร้างขนาดใหญ่

เมื่อรับงานขนาดใหญ่จากภาครัฐ ก็ต้องมีความสนิทชิดเชื้อไม่น้อยกับรัฐบาล ข้อกังวลเกิดขึ้นทันทีเพราะเดาทางไม่ออกว่าจะเกิดอะไรขึ้นบ้างกับนักธุรกิจใหญ่ผู้นี้กับพฤติกรรมล่าสัตว์ป่าที่สะกิดความความไม่พอใจของประชาชน
และเพราะหวั่นเกรงว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ช่างไปคล้ายกับเรื่องราวแห่งประวัติศาสตร์ในเดือนตุลาวิปโยค เมื่อปี 2516 เพราะก่อนเกิดเหตุการณ์นองเลือดนักศึกษาที่ออกเดินขบวนประท้วงรัฐบาล หรือเหตุการณ์ 14 ตุลา 2516

ย้อนเวลาไป 45 ปีก่อนในวันที่ 26-29 เม.ย. 2516 เมื่อเฮลิคอปเตอร์ของกองทัพบก เกิดอุบัติเหตุตกบริเวณอ.บางเลน จ.นครปฐม เมื่อเข้าตรววจสอบก็พบผู้เสียชีวิต 6 คน และที่น่าสนใจคือมีซากสัตว์ป่า โดยเฉพาะซากกระทิงจำนวนมาก ไล่เรียงย้อนไปก็พบว่า เฮลิคอปเตอร์พาคณะนายทหารและนายตำรวจชั้นผู้ใหญ่ซึ่งอยู่ในรัฐบาลของ จอมพลถนอม กิตติขจร ซึ่งเป็นนายกรัฐมนตรีในขณะนั้น เดินทางไปตั้งแคมป์ค่ายพักแรมที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร และพากันออกล่าสัตว์ป่าด้วยอาวุธสงคราม ด้วยเหตุผลด้นความบันเทิงและเพื่อฉลองวันเกิดให้กับหนึ่งในคณะ ทั้งที่ก่อนหน้านั้น มีความพยายามขัดขวางและยับยั้งโดยเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช สื่อมวลชน และนักศึกษา
ชนวนเหตุเกิดขึ้นทันที เพราะของกลางหลังเฮลิคอปเตอร์ตกกลับพบซากสัตว์ป่าจำนวนมาก สวนทางกับข้อมูลของจอมพลถนอม ที่ออกมาแถลงหลังเกิดอุบัติเหตุว่า เฮลิคอปเตอร์ลำดังกล่าวได้รับภารกิจไปปฏิบัติหน้าที่ด้านความั่นคง และรักษาความปลอดภัยแก่นายพลเน วิน นายกรัฐมนตรีพม่าในขณะนั้น ซึ่งมาเยือนประเทศไทย
หลักฐานที่เกิดซากสัตว์ให้เห็นอย่างทนโท่ เสียงจากรัฐที่ออกมาปกป้องคณะล่าสัตว์ป่า จึงสร้างรอยปวดร้าวในหมู่นักศึกษา อันส่งผลให้ต่อมา ศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย หรือ ศนท. ทนต่อไปอีกไม่ไหวด้วยการออกหนังสือเพื่อเปิดโปงกับเรื่องที่เกิดขึ้น โดยหนังสือที่ชื่อว่า “บันทึกลับจากทุ่งใหญ่”

หนังสือบันทึกลับจากทุ่งใหญ่ในราคาเล่มละ 5 บาท รวม 5,000 เล่มถูกขายหมดอย่างรวดเร็วในเวลาไม่ถึง 1 ชั่วโมง ก่อนถูกขยายต่อจากนักศึกษามหาวิทยาลัรามคำแหง 9 คน ที่ออกหนังสือมาในชื่อว่า “มหาวิทยาลัยที่ไม่มีคำตอบ” เนื้อหาเสียดสีรัฐบาลและนายกรัฐมนตรีอย่างจอมพลถนอม จนทำให้ ศักดิ์ ผาสุขนิรันดร์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยรามคำแหงในขณะนั้น สั่งคัดชื่อนักศึกษาทั้ง 9 ออกจากสถานะนักศึกษา


แต่ถัดมาไม่กี่เดือน ศักดิ์ ต้องยอมคืนสถานะให้กับนักศึกษาทั้ง 9 คน เพราะเกิดการประท้วงอย่างหนักในหมู่นักศึกษามหาวิทยาลัยรามคำแหง และท้ายสุดอดีตอธิการบดีผู้นี้ก็ต้องลาออกจากตำแหน่งเพื่อแสดงความรับผิดชอบ

  แต่เรื่องไม่จบเพียงเท่านี้ เพราะชนวนเหตุแห่งการใช้อำนาจของรัฐบาลอย่างไม่ถูกต้อง ไม่ชอบธรรม บวกกับเรื่อง “ล่าสัตว์ป่า” ในพื้นที่ป่าสงวน ที่หลักฐานคือซากกระทิงที่ไร้ลมหายใจเพียงเพื่อสนองความสนุกของคณะทหารในรัฐบาล ก็ทำให้ประชาชนและนึกศึกษากว่า 5 แสนชีวิตออกมาประท้วงกับเรื่องนี้อย่างจริงจัง และเรียกร้องประชาธิปไตยอย่างสมบูรณ์กลับคืนมาสู่ประชาชน

ผลที่ตามมาคือการที่รัฐบาลใช้กำลังทหารเข้าสลายระหว่างวันที่ 14 - 15 ต.ค.2516 และทำให้มีผู้เสียชีวิต 77 คน บาดเจ็บ 857 คน และสูญหายอีกไม่น้อย

ผลพวงจากากรล่าสัตว์ป่าที่ “ผู้ใหญ่” ของบ้านเมืองกระทำเมื่อ 45 ปีก่อนจนนำไปสู่การสูญเสียและการลุกฮือของประชาน อาจเป็นเหตุการณ์ที่ทำให้สะกิดแผลเดิมที่ส่งผลต่อเนื่องมาในปัจจุบัน หลังจากที่เปรมชัย นักธุรกิจและเศรษฐีใหญ่ ผู้รับงานพัฒนาต่างๆ จากรัฐบาลมาหลายยุคสมัย และแน่นอนว่าส่ิงที่ประชาชนกำลังกังวล คือท่าทีของรัฐบาลจากเรื่องนี้

เพราะหากรัฐบาลยืนอยู่ผิดจุดกับเรื่องล่าสัตว์ป่าในเขตป่าสงวนครั้งนี้ บวกกับเรื่องต่างๆ ที่กำลังสุมรัฐบาลของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ทั้งเรื่องนาฬิกา การปกป้องพวกพ้องอย่างออกหน้าและชัดเจน ก็กำลังสร้างความไม่พอใจให้กับประชาชนบางส่วนของประเทศ และดูเหมือนไฟจะลุกโชนขึ้นเรื่อยๆ

ก็ไม่น่าแปลกที่ประชาชนกังวลว่าประวัติศาสตร์อาจจะซ้ำรอย

วันจันทร์ที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2560

'ทนายประเวศ'ประกาศไม่ยอมรับระบบยุติธรรมไทยคดี 112 โจทย์นัดสืบพยานฝ่ายเดียวปีหน้า

'ทนายประเวศ'ประกาศไม่ยอมรับระบบยุติธรรมไทยคดี 112 โจทย์นัดสืบพยานฝ่ายเดียวปีหน้า


หลังถูกคุมขังมา 5 เดือนโดยไม่ได้ประกันตัว ประเวศ ประภานุกูล ทนายความที่ตกเป็นจำเลยคดี 112 และ 116 รวม 13 กรรม แถลงไม่ยอมรับกระบวนการยุติธรรมไทย ไม่ให้การต่อศาล ถอนทนายความ ไม่ลงชื่อในเอกสาร ประท้วงการพิจารณาคดีหมิ่นฯ ของศาลไทย โจทก์นัดสืบพยาน 11 ปาก พ.ค.ปีหน้า<--break- />

ประเวศ ประภานุกูล เดินทางจากเรือนจำมายังศาลอาญา
18 ก.ย.2560 ที่ศาลอาญา รัชดา มีนัดสอบให้การและตรวจพยานหลักฐานคดีหมายเลขดำ อ.2368/2560 ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา 7 เป็นโจทก์ยื่นฟ้องนายประเวศ ประภานุกูล ทนายความด้านสิทธิมนุษยชนเป็นจำเลยข้อหาความผิดตามมาตรา 112, 116 และพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ รวม 13 กรรม โดยในวันนี้ประเวศถูกเบิกตัวมาจากเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ เขากล่าวต่อศาลในห้องพิจารณาคดีว่า ไม่ยอมรับกระบวนการยุติธรรมของศาลไทย พร้อมทั้งยื่นคำร้องเป็นแถลงการณ์ 2 ฉบับ
แถลงการณ์ของเขาสรุปความได้ว่า จำเลยขอไม่เข้าร่วมกระบวนการพิจารณาคดีนี้ โดยจะไม่ให้การต่อศาล ดำเนินการถอนทนายความ ไม่ถามค้านพยานโจทก์ ไม่นำสืบพยานจำเลย ไม่ลงชื่อในเอกสารใดๆ ของศาล เนื่องจากกังขาต่อความเป็นกลางของศาลไทยในคดีลักษณะนี้เนื่องจากศาลพิพากษาในพระปรมาภิไธย นอกจากนี้ในการยื่นคำร้องขอปล่อยชั่วคราว (ประกันตัว) ซึ่งศาลไม่อนุญาตให้ประกันตัวโดยให้เหตุผลว่า พิเคราะห์พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว กรณีเป็นการกระทำที่ร้ายแรงต่อสถาบันกษัตริย์อันเป็นที่เคารพรักและเทิดทูนของประชาชนโดยไม่เกรงกลัวกฎหมาย อันอาจกระทบต่อความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร ประกอบกับพนักงานสอบสวนคัดค้านการปล่อยชั่วคราว จึงไม่อนุญาต ยกคำร้อง แจ้งคำสั่งให้ผู้ต้องหาและผู้ขอประกันทราบเป็นหนังสือโดยเร็ว
“คำสั่งคำร้องขอปล่อยชั่วคราวของศาลอาญาดังกล่าว จึงเป็นการพิจารณาคดีล่วงหน้าก่อนสืบพยาน เป็นการพิจารณาคดีว่า ข้าพเจ้ากระทำการอันเป็นความผิดต่อกฎหมายโดยที่ยังไม่มีการสืบพยาน เป็นการพิพากษาคดีล่วงหน้าว่าข้าพเจ้ากระทำการอันเป็นความผิดต่อกฎหมายก่อนฟ้องคดีอาญาด้วยซ้ำ” แถลงการณ์จำเลยระบุ
จากนั้นศาลจดรายงานกระบวนพิจารณาคดีระบุว่า จำเลยยื่นคำร้องขอถอนทนายความจำนวน 3 คน ศาลอนุญาตให้จำเลยถอนทนายความ ศาลได้อ่านและอธิบายคำฟ้องให้จำเลยฟังแล้ว จำเลไม่ได้ให้การโดยยืนยันข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำแถลงการณ์ 2 ฉบับของจำเลยที่ยื่นต่อศาล ศาลสอบถามคู่ความเกี่ยวกับพยานเอกสารที่จะให้คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งตรวจและอ้างส่งต่อศาลแล้ว โจทก์แถลงว่า มีพยานเอกสาร 20 ฉบับที่จะอ้างเป็นพยานให้จำเลยตรวจและส่งศาล จำเลยแถลงไม่ยอมรับกระบวนการยุติธรรมของศาลและแถลงไม่ขอตรวจพยานหลักฐานดังกล่าว ส่วนพยานบุคคลนั้นโจทก์ประสงค์สืบพยานรวม 11 ปาก ศาลสอบถามจำเลยว่าจะยอมรับข้อเท็จจริงเกี่ยวกับพยานโจทก์ดังกล่าวบ้างหรือไม่ จำเลยแถลงไม่ยอมรับกระบวนการยุติธรรมของศาลไทย และยืนยันตามคำแถลงการณ์ 2 ฉบับข้างต้น และการสืบพยานจะใช้เวลา 2 วันครึ่ง
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พนักงานอัยการได้ทำการนัดหมายความสืบพยานที่ห้องคู่ความ ระบุวันนัดสืบพยานโจทก์ทั้ง 11 ปากในวันที่ 8,9,10 พ.ค.2561 หรืออีกราว 8 เดือน
“ผมเคยเขียนถึงวิธีต่อสู้คดี 112 แบบนี้ในเฟสบุ๊คมาก่อนแล้ว แต่ไม่มีใครคิดว่ามันจะเป็นไปได้ ถ้าผมไม่ทำแบบนี้ก็เท่ากับที่พูดไปนั้นเป็นเรื่องเพ้อเจ้อ ผมไม่ได้อยากอยู่ตรงนี้ แต่เมื่อต้องอยู่แล้วก็ต้องใช้โอกาสนี้ให้ถึงที่สุด เพราะโทษที่เยอะขนาดนี้ อายุผมก็เท่านี้คงได้ตายในคุก....มันเป็นเรื่องการเมือง ไม่ใช่เรื่องกฎหมาย”
“ที่คิดแบบนี้มันมาจากประสบการณ์ที่ทำคดีให้ดา (ดารณี ชาญเชิงศิลปกุล) และดูแนวทางของคดีอื่นๆ ที่ผ่านมา ผมไม่มีความหวังเลยว่าจะสามารถต่อสู้คดีลักษณะนี้ได้เต็มที่และบนหลักการโดยแท้จริง”
ประเวศยังกล่าวด้วยว่า สิ่งที่ช่วยให้จิตใจเขาคงสภาพอยู่ได้แม้สิ้นไร้หวังว่าจะได้ออกจากการคุมขังคือ การนั่งสมาธิ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้มีตัวแทนจากองค์กรด้านสิทธิมนุษยชน นักข่าว ญาติ เพื่อน รวมถึงอดีตลูกความของประเวศมาร่วมรับฟังการพิจารณาประมาณ 10 กว่าคน
บรรพต ไชยสา หนึ่งในผู้มาฟังการพิจารณาในวันนี้กล่าวว่า ที่มานั่งฟังเพราะรู้จักกับทนายประเวศมาตั้งแต่ปี 2537 เนื่องจากเขาประสบอุบัติเหตุรถพลิกคว่ำตกถนน กระดูกซี่โครงร้าวอาการสาหัส ในรถคันที่โดยสารมามีประกันอุบัติเหตุ พนักงานบริษัทประกันภัยพยายามที่จะให้เขายอมรับค่าชดเชยเพียงแค่ 2-3 หมื่นบาท
“ถึงขนาดที่จะให้ผมประทับลายนิ้วมือลงในหนังสือสัญญาเพื่อที่จะให้เป็นข้อยุติ ทั้งๆ ที่ในตอนนั้นผมยังบาดเจ็บรักษาตัวต้องปิดตาทั้งสองข้างอยู่ เพื่อนของผมแนะนำให้ทนายประเวศเข้ามาช่วยฟ้องเรียกร้องค่ารักษาพยาบาลจากบริษัทประกันภัยให้ สุดท้ายบริษัทประกันยอมที่จะจ่ายเงินค่ารักษาพยาบาลให้ประมาณสองแสนบาท ผมจึงได้เงินมารักษาตัว แต่สุดท้ายตาผมก็รักษาไว้ได้เพียงแค่ข้างเดียว อีกข้างต้องใส่ลูกตาเทียม” บรรพตกล่าว
เขากล่าวด้วยว่า ทนายประเวศช่วยคดีของเขาโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย เพียงแค่จ่ายค่ารถและเลี้ยงอาหารทนายเท่านั้น เขากล่าวด้วยว่าตัวเองเป็นโรคไตวายเฉียบพลัน ในแต่ละวันต้องใช้น้ำยาล้างไตสี่ครั้ง การมาศาลครั้งนี้ทำให้ไม่สามารถล้างไตได้ตามกำหนดเวลาได้ อาจล้างได้เพียงแค่สองครั้ง
“แต่ผมอยากมาให้กำลังใจเพราะทนายประเวศมีบุญคุณกับผม” บรรพตกล่าว
ทั้งนี้ประเวศ ประภานุกูล อายุ 57 ปี มีอาชีพทนายความ เขาถูกควบคุมตัวตั้งแต่เช้าวันที่ 29 เม.ย.ที่ผ่านมา โดยไม่มีหมายจับ ไม่มีหมายค้น และไม่แจ้งให้ผู้ถูกควบคุมตัวทราบว่าถูกควบคุมเพราะเหตุใด ก่อนจะพาตัวไปที่ มณฑลทหารบกที่ 11 เขาถูกสอบปากคำ และซักถามประวัติส่วนตัว ซึ่งประเวศให้ความร่วมมือ และยอมลงชื่อในเอกสาร เพราะคิดว่าจะได้รับการปล่อยตัวกลับบ้าน ระหว่างนั้นเขาขอโทรศัพท์ติดต่อบุคคลที่ไว้วางใจ แต่ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าหน้าที่ที่ควบคุมตัว จากนั้นจึงถูกดำเนินการแจ้งข้อหาและฝากขังจนครบ 7 ผัด โดยเคยยื่นประกันตัว 1 ครั้งแต่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ไม่อนุญาต

อัยการได้ยื่นฟ้องต่อศาลไปเมื่อวันศุกร์ที่ 21 ก.ค.2560 คำฟ้องสรุปว่าในระหว่างวันที่ 25 ม.ค.-23 เม.ย.2560 ประเวศได้กระทำความผิดรวมทั้งหมด 13 กรรม โดยเป็นการกระทำความผิดในข้อหาหมิ่นประมาท ดูหมิ่นหรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 และพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ รวม 10กรรม และในข้อหากระทำให้ปรากฏแก่ประชาชนด้วยวาจา หนังสือหรือวิธีอื่นใดอันมิใช่เป็นการกระทำภายในความมุ่งหมายแห่งรัฐธรรมนูญหรือมิใช่เพื่อแสดงความคิดเห็นหรือติชมโดยสุจริต เพื่อให้ประชาชนล่วงละเมิดกฎหมายแผ่นดิน ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 116 (ยุยงปลุกปั่น) รวม 3กรรม