PR

@@ในความเคลื่อนไหวของสถานการณ์ที่ปรากฎเป็น"ข่าว"และ"ไม่เป็นข่าว"พยายามสแกนย่นย่อมานำเสนอและเป็นไว้เป็นฐานข้อมูลสังเคราะห์สถานการณ์ ที่นี่ "ข่าวที่ไม่เป็นข่าว"
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ บันทึกประสบการณ์ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ บันทึกประสบการณ์ แสดงบทความทั้งหมด

วันอังคารที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2562

เรามีชีวิตอยู่เพื่ออะไร?

คัดลอกจากFB
////
คำพูดตอนหนึ่งของ อาจารย์หวังหงเหลี่ยง แห่งมหาวิทยาลัยชิงหัว คลาสสิคมากๆ,
เรามีชีวิตอยู่เพื่ออะไร?

สังคมที่สับสนวุ่นวาย, จิตใจคนที่ยากแท้หยั่งถึง, ความผูกพันที่ไม่อาจปล่อยวาง, สุขทุกข์ที่ไม่จบสิ้น, หนทางยากลำบากที่ไม่รู้จบ, ความเบื่อหน่ายที่ไม่จบสิ้น,
วันวานที่ไม่อาจลืม, วันนี้ที่แสนจะวุ่นวาย, วันพรุ่งนี้ที่ ไม่อาจคาดเดา, สุดท้ายไม่รู้ว่าจะจบสิ้นเมื่อใด, นี่คือชีวิตของคนเรา.
ดังนั้นไม่ว่าจะเหนื่อยจะยุ่งวุนวายเท่าไหร่ อย่าลืมที่จะรักตัวเอง, ทำเพื่อตัวเองบ้างบางครั้ง, ใช้เงินบ้างเมื่อมีโอกาส ไม่ลืมที่จะดูแลตัวเองให้ดี!
ชีวิตคนเราก็เหมือนสภาพอากาศ, พยากรณ์ได้, แต่มักมีสิ่งเหนือความคาดหมาย. ไม่ว่าจะ สุขสดใส หรือเศร้าหมอง, จิตใจที่เป็นสุข คือทรัพย์สมบัติที่ไม่อาจจะแย่งไปได้.
ทำทุกวันให้ดีที่สุด, ดูแลร่างกายหนึ่งเดียวของเรา, คือการดูแลรักษาที่ดีที่สุด. นิ่งเมื่อประสบความสำเร็จ, อดทนเมื่อล้มเหลว, ปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติ, มีความสุขอยู่กับปัจจุบัน, ทุกอย่างล้วนเป็นไปตามวาสนา, คือการใช้ชีวิตอย่างฉลาดปราดเปรื่อง
เราทุกคนต่างมีข้อเสีย, ดังนั้นควรอภัยให้แก่กันและกัน, ทุกคนล้วนมีข้อดี, ดังนั้นควรชื่นชมซึ่งกันและกัน, ทุกคนล้วนมีนิสัยส่วนตัว, ดังนั้นควรอ่อนข้อให้กันและกัน, ทุกคนล้วนแตกต่าง,
ดังนั้นควรยอมรับซึ่งกันและกัน, ทุกคนล้วนมีเรื่องเศร้าโศกเสียใจ, ดังนั้นจึงควรปลอบโยนซึ่งกันและกัน, คนล้วนมีความสุข, จึงควรแบ่งปันซึ่งกันและกัน, เพราะเรามีบุญวาสนาจึงได้มาพบกัน,
ดังนั้นขอให้ทะนุถนอมทุกคนในครอบครัว เพื่อนฝูง ใช้ชีวิตอย่างมีความสุขในทุกๆวัน!
10 ปีหลังจากนี้, หากเรายังรักษาสุขภาพร่างกายให้แข็งแรง, ยังสามารถไปท่องเที่ยวยังที่ต่างๆ ออกกำลังกายหรือเต้นรำ ลูกๆของพวกเรา ก็คงจะต้องพูดว่า พ่อและแม่นี้เป็นคนฉลาดมาก!
ของขวัญให้ลูกๆที่ดีที่สุดก็คือสุขภาพร่างกายที่แข็งแรงของพ่อแม่
ตลอดชีวิตของคนเรามีสิ่งที่ ต้องทำให้ดีที่สุดสองเรื่อง:
ข้อหนึ่ง อบรมเลี้ยงดูบุตรหลาน ไม่ให้เป็นภาระสังคม,
ข้อสอง ดูแลตัวเองให้ดี อย่าเป็นภาระบุตรหลาน.
ผ่านไปอีกไม่กี่ปี พวกเราล้วนต้องจากไป
หากจะพูดถึงโลกนี้ พวกเราล้วนไม่มีความหมาย.
เราต่อสู้ดิ้นรนมาทั้งชีวิต เอาอะไรไปไม่ได้ เรายึดมั่นมาทั้งชีวิต ล้วนไม่อาจนำติดตัวไป.
เกิดมาชาตินี้ ไม่ว่ายากดีมีจน ล้วนต้องเดินมาจนถึง สุดท้าย เมื่อตายจากไป หันกลับมามอง ตลอดชีวิตของเราล้วนเป็นความว่างเปล่า
ดังนั้น นับแต่บัดนี้ เราต้องตั้งใจใช้ชีวิต มีความสุขกายสบายใจในทุกวัน เจริญรุ่งเรืองเท่าไหร่ ชั่วพริบตาเดียว ต่างล้วนจากไป หาประโยชน์ไม่ได้ ,
จงทำดีต่อทุกๆคนเพราะไม่มีชาติหน้า.
ชิวิตหนึ่งสั้นนัก คนเคยสัญญากันไว้ว่าจะอยู่ร่วมกันตลอดไป แต่เมื่อวันเวลาผ่านไปเหลือเป็นเพียงอดีต
สัญญากันไว้ว่าจะเป็นเพื่อนกันตลอดไป เดี๋ยวเดียวกลับกลายเป็นคนแปลกหน้าที่คุ้นเคย
บางคนนัดกันไว้ว่าพรุ่งนี้พบกัน แต่พอตื่นขึ้นมาพบว่าอยู่กันคนละโลก
ดังนั้นเมื่อเรายังมีชีวิตอยู่ อย่าพลาดโอกาสในการที่จะได้พบปะกับคนรัก
เพื่อนที่ร่วมสู้กันมา เพื่อนนักเรียน หรือเพื่อนร่วมงาน รักกันเมื่อยังมีโอกาส โอบกอดกันเมื่อยังทำได้
อย่าปล่อยมือที่จูงกันมา ไปเที่ยวเล่นเมื่อยังสามารถอยากกินอะไรกิน ดูแลเอาใจใส่คนรอบกายอย่าโกรธกันอย่างง่ายๆโดยไม่มีเหตุผล
ความเข้าใจกันคือความสัมพันธ์ที่ดีที่สุด อย่าปล่อยให้ชีวิตเต็มไปด้วยข้อสงสัย อย่าละเลยกับคนที่คุณรัก
ไม่มีคนที่โง่ที่สุด มีแต่คนที่แกล้งโง่เพื่อคุณ ให้อภัยคุณ เพราะไม่ต้องการเสียคุณไป
ความซื่อสัตย์จึงอยู่ด้วยกันยาวนาน รู้จักทะนุถนอมจึงสมควรที่จะได้รับ
เมื่อได้ประโยชน์จงอย่าลืมที่จะเปิดโอกาสให้ผู้อื่น, เมื่อมีเหตุผล อย่าลืมที่จะให้อภัยคนอื่น
เมื่อเก่งกว่าอย่าหัวเราะเยาะคนอื่น เก่งเกินไปมีแต่คนรังเกียจ จู้จี้จุกจิกเกินไปมีแต่คนรำคาญ เย่อหยิ่งเกินไปมีแต่คนหลีกหนี
เราเกิดมาในโลกนี้ล้วนแต่ว่างเปล่า ทำไมจึงต้องหมกมุ่นกับทุกสิ่งทุกเรื่อง ไม่อาจปล่อยวาง พูดมากไปทำร้ายคนอื่น เครียดแค้นเกินไปทำร้ายจิตใจ ไม่ทำร้ายผู้อื่นไม่ทำร้ายจิตใจ นั่นคือการปล่อยวาง
ชั่วชีวิตนี้ ขอเพียงรู้จักปล่อยวาง เป็นตัวของตัวเอง ไม่ทำเรื่องละอายใจ
โลกนี้ล้วนมีเหตุขัดแย้งมากมาย เอาชนะแล้ว สูญเสียศรัทธาผู้คน
ผลประโยชน์บนโลกนี้มากมาย พอเพียงก็พอ อย่าเห็นผลประโยชน์มีค่ามากกว่าความสัมพันธ์
ใจเป็นสุข วันเวลาก็ผ่อนคลาย เป็นตัวของตัวเอง ชีวิตนี้จึงมีค่า!
คิดมากไปทำให้กังวล ใส่ใจมากไป ความคิดก็จะถูกครอบงำ มุ่งหวังมากไป ก็จะเป็นทุกข์
ดูแลทะนุถนอมคนที่อยู่ข้างกาย เพราะเราไม่รู้ว่าจะได้พบกันอีกหรือไม่ในชาติหน้า
รู้จักหาความสุขกับปัจจุบัน เพราะเราไม่รู้ว่าเมื่อไหร่เราจะตาย
เรียนรู้ที่จะมีความสุขในทุกๆวัน เพราะมีเพียงแต่วันนี้ไม่มีชาติหน้า
ขอมอบแด่คนในครอบครัว นักเรียน เพื่อนร่วมงาน สหายผู้ร่วมรบ พวกพ้องน้องพี่ทั้งหญิงชาย คนที่รักผมและคนที่ผมรัก.

วันศุกร์ที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2556

คณะกรรมการสภาวิชาชีพข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย สมัยที่ 2 ชุดที่ 3

คณะกรรมการสภาวิชาชีพข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย สมัยที่ 2 ชุดที่ 3 (ตั้งแต่วันที่ 5 กันยายน 2556)

คณะกรรมการสภาวิชาชีพข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย สมัยที่ 2 ชุดที่ 3  (ตั้งแต่วันที่ 5 กันยายน  2556)
ประธาน สภาวิชาชีพข่าวฯ
นายก่อเขต จันทเลิศลักษณ์  รักษาการผู้อำนวยการสำนักข่าว สถานีโทรทัศน์ Thai PBS
รองประธานคนที่ 1
นายวิวัฒน์ จันทสุวรรณโณ รองหัวหน้าศูนย์ปฏิบัติการข่าว สถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบก ช่อง 5
รองประธานคนที่ 2
นายเจษฏา อนุจารี   อุปนายกฝ่ายนโยบายและแผนงานปฏิบัติการ สภาทนายความ   
เลขาธิการ
นายนิพนธ ตั้งแสงประทีป  หัวหน้ากองบรรณาธิการ ข่าวภาคกลางฝ่ายข่าวภูมิภาคสำนักข่าวไทย อสมท.
เหรัญญิก
น.ส.ชไมพร คงเพชร  ผช.กรรมการผู้อำนวยการ บมจ.เนชั่น บรอดแคสติ้ง คอร์ปอเรชั่น
กรรมการ
น.ส.สนมพร ฉิมเฉลิม   ผู้ช่วยผู้จัดการฝ่ายข่าว สถานีวิทยุโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3
กรรมการ
นายศักดา  จิรัธยากูล  บรรณาธิการบริหาร  สำนักข่าว ไอเอ็นเอ็น จำกัด
กรรมการ
นายปฏิวัติ วสิกชาติ     ผู้จัดการส่วนงานข่าว สถานีข่าว TNN 24
กรรมการ
นายฉัตรชัย ภู่โคกหวาย  ผช.กรรมการผู้อำนวยการสำนักข่าว สถานีโทรทัศน์และสำนักข่าวT news
กรรมการ
นายสุรชา  บุญเปี่ยม  Executive News Producer  สถานีโทรทัศน์ Spring News
กรรมการ
นายประทีป คงสิบ   ผู้อำนวยการฝ่าย Content & Program สถานีโทรทัศน์ VOICE TV
กรรมการ
นายวีระพงษ์ ลิ้มธนสาร   ผู้อำนวยการข่าว  มหาชัยเคเบิล
กรรมการ
นายอนุพงษ์  ไชยฤทธิ์  ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ  บริษัท มีเดียสตูดิโอ จำกัด
กรรมการ
นางสาวเยาวลักษ์ อนุพันธุ์  สมาคมนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน
กรรมการ
นายอรินทร์  จิรา  ประธานสภาที่ปรึกษาธุรกิจอาเซียนประเทศไทย
และรองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย
กรรมการ
ศ.ดร.ถวิล พึ่งมา   อธิการบดี สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง
กรรมการ
น.ส.กรรณิการ์ กิจติเวชกุล    กรรมการมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค
กรรมการ
ผ.ศ.พิจิตรา ศุภสวัสดิ์กุล สึคาโมโต้   อาจารย์ภาควิชาวารสารสนเทศ
คณะนิเทศศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
กรรมการ
นพ.สุริยเดว ทรีปาตี  ผอ.สถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว ม.มหิดล    

สื่อควรตระหนัก ภาษานอกหรือจะสู้ภาษาไทยดั้งเดิม

โพสโดย: journalism108 เมื่อ 2 ส.ค. 2556, 14:47

ปัจจุบันภาษาต่างประเทศเข้ามามีบทบาทในการสื่อสารมากขึ้น จนบางทีเราอาจหลงลืมการใช้ภาษาไทยที่ถูกต้อง ใช้ภาษาไทยปนอังกฤษหรือใช้สำนวนต่างประเทศ ไม่เพียงแต่บุคคลทั่วไปเท่านั้นด้านสื่อมวลชนเองก็มีการใช้ภาษาไทยที่ไม่ถูกต้องเช่นกัน
อาจารย์อนุสรณ์ ศรีแก้ว คณบดีคณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต กล่าวว่า การใช้ภาษาของสื่อมวลชนปัจจุบันถือเป็นการเปลี่ยนแปลงด้านภาษาในยุคโลกไร้พรหมแดน การใช้ภาษาจึงต้องมีการเปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัย สื่อจึงไม่ได้ตระหนักเรื่องการใช้ภาษาที่ถูกต้องเท่าที่ควร ในเรื่องของคำศัพท์บางคำซึ่งเป็นคำศัพท์ใหม่ยังไม่มีการบัญญัติหรือเป็นศัพท์เฉพาะ กรณีนี้อาจต้องมีการยกเว้น ฉะนั้นศัพท์คำใดที่เป็นที่ยอมรับ และเป็นที่รู้จักโดยทั่วไป หรือเป็นคำศัพท์ที่ใช้สื่อความหมายได้ดีกว่าก็สามารถนำมาใช้ได้การใช้ภาษาไทยปนภาษาอังกฤษของสื่อ จะส่งผลต่อวัฒนธรรมการใช้ภาษาของคนในสังคม โดยเฉพาะสื่อออนไลน์เพราะควบคุมการแสดงความคิดเห็นและการใช้ภาษาได้ยากเนื่องจากมีลักษณะครอบคลุมกว้างขวาง สื่อลักษณะนี้ผู้ใช้สามารถเป็นได้ทั้งผู้ส่งสารและผู้รับสารในบุคคลเดียวกัน ต้องเริ่มจากการตระหนักถึงการใช้ภาษาจากตัวเราเองก่อน
ด้านอาจารย์จิรพร รักษาพล หัวหน้าภาควิชาภาษาไทย คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต กล่าวว่า การใช้ภาษาที่ถูกต้องควรใช้ในลักษณะภาษาเดียว แต่ปัจจุบันมีการติดต่อสื่อสารกับต่างประเทศจนบางครั้งเรามีการใช้ภาษาปนกันอย่างไทยคำ อังกฤษคำ อาจารย์จิรพร ยังกล่าวต่อว่า ความรู้ด้านภาษาของบุคคลที่จะมาเป็นสื่อถือเป็นสิ่งสำคัญ เพราะสื่อมีอิทธิพลต่อสังคม หากสื่อรู้จักเลือกใช้ภาษาให้ถูกต้องเหมาะสมและเป็นแบบอย่างที่ดีทางสังคม แต่ปัจจุบันสื่อส่วนใหญ่ใช้ภาษาไม่เหมาะสม โดยเฉพาะคำแสลง จึงมองว่าการทำลายภาษาไทยส่วนหนึ่งมาจากการใช้ภาษาของสื่อมวลชน“ปัจจุบันคนในสังคมนิยมใช้ภาษาที่ง่าย และตัดทอนคำให้สั้นลง เกิดการกร่อนคำทั้งการพูด การเขียน โดยไม่สนใจว่าภาษาที่ถูกต้องเป็นอย่างไร  หากคนส่วนใหญ่ไม่เห็นความสำคัญของภาษาไทย การแก้ไขให้ถูกต้องจึงค่อนข้างยาก” อาจารย์จิรพร กล่าวนักสื่อสารจำเป็นต้องใช้ภาษาไทย ถ้าหากยังคงไม่มีจิตสำนึกในการใช้ภาษาไทยที่ถูกต้อง สื่อจะเป็นตัวทำลายภาษาได้รวดเร็วและง่ายที่สุด อาจารย์จิรพร กล่าวทิ้งท้าย
ส่วนนายศักดา จิวัธยากูล บรรณาธิการบริหารสำนักข่าวไอเอ็นเอ็น กล่าวว่าการใช้ภาษาของสื่อมวลชนในกรณีส่งสารไปถึงผู้รับสาร อาจมีความจำเป็นที่สื่อต้องใช้ภาษาในลักษณะนั้น แต่ไม่ควรมากเกินไปจนผู้รับสารไม่เข้าใจหรือเข้าใจได้ยาก ทั้งนี้ ควรคำนึงถึงความสามารถของผู้รับสารในแต่ละกลุ่มเป้าหมาย ปัจจุบันการที่สื่อใช้คำทับศัพท์หรือภาษาไทยปนภาษาอังกฤษ มักเกิดขึ้นบ่อย เพราะเนื้อหาบางอย่างจำเป็นต้องอ้างอิงแหล่งข้อมูลข่าวสารจากต่างประเทศ 
นายศักดา กล่าว “ต้องยอมรับว่าในอดีตการใช้ภาษาไทยของสื่อให้ความสำคัญในเรื่องของคุณภาพการใช้ภาษาที่ถูกต้องมากกว่าปัจจุบัน โดยใช้ภาษาที่มีลักษณะแยกชัดเจนเป็นหลักเกณฑ์ในการนำเสนอข่าว เรื่องความถูกต้องในการใช้ภาษาพูดและภาษาเขียน โดยเน้นเนื้อหาที่เข้มข้นและรัดกุม แต่อย่างไรก็ตามสื่อปัจจุบันมีจุดเด่นในด้านความรวดเร็ว ทั้งการรับสารและการส่งสาร แต่จุดอ่อนที่มีมากขึ้นคือความถูกต้องของภาษานั้นเอง” นายศักดา กล่าวต่ออีกว่า ปัจจุบันการใช้ภาษาไทยปนภาษาอังกฤษส่งผลเสียต่อวัฒนธรรมด้านภาษาไทย ส่อความรุนแรง ส่อเสียด และเร้าอารมณ์ผู้อ่าน ถือเป็นสิ่งที่ไม่สมควร นอกจากนี้การใช้ภาษาไทยในสังคมออนไลน์ พบว่าเป็นภาษาที่ผิดไปจากรูปแบบดั้งเดิม ดังนั้นต้องแยกระหว่างการใช้ภาษาในพื้นที่สาธารณะกับภาษาที่ใช้ในสังคมออนไลน์ เพราะภาษาในสื่อสังคมออนไลน์ เป็นการสนทนาผ่านช่องทางส่วนบุคคล จึงไม่ถือว่าเป็นทางการ อยากฝากเรื่องความถูกต้อง ไม่บิดเบือนข้อมูลและไม่ว่าจะเป็นภาษาใด หากสามารถสื่อสารไปถึงมวลชนได้อย่างเข้าใจง่ายและเป็นประโยชน์ถือว่ามีความสมบูรณ์ทั้งสิ้น บรรณาธิการบริหารสำนักข่าวไอเอ็นเอ็น กล่าวทิ้งท้าย 
ข้อมูลจาก : หนังสือพิมพ์รังสิต ฉบับ 64 ประจำวันที่ 30 สิงหาคม- 5 กันยายน 2555 หน้าที่ 10-11
ประกอบการเรียนรายวิชา : JRN450 การผลิตหนังสือพิมพ์ (Newspaper Production)
Tags: 
- See more at: http://www.jr-rsu.net/article/250#sthash.uTS88Qgt.dpuf

วันอังคารที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2556

ฐิตินาถ ณ พัทลุง:งาน-เงิน-ชีวิต

จากหนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ โดย  ฐิตินาถ ณ พัทลุง

การตีความผิดๆต่อเงิน ต่อความสัมพันธ์ของเรากับเงิน ความกลัวอย่างลึกซึ้งว่าเงินจะทำให้เราไม่ปลอดภัย มีผลฉุดรั้งคนจำนวนมากไว้ ทำให้ต้องทำงานหนักทั้งชีวิต แต่เป็นได้แค่หนูถีบจักร ที่วิ่ง
ไล่ล่าความสุขในอากาศ

การมีความสุข มีปัญญาเข้าใจโลกตามความเป็นจริงเป็นฐานของทุกอย่าง

เงินเป็นอุปกรณ์ ที่จะใช้ในการสร้างประโยชน์ เมื่อเราเป็นนายของเงินด้วยการมีความสามารถในการมีความสุขด้วยตัวเองโดยไม่ต้องใช้เงินซื้อ หรือ ทำให้เกิดโทษก็ได้ หากเรายอมให้เงินครอบงำเพราะไม่สามารถมีความสุขได้ด้วยตัวเอง ต้องพึ่งพาเงินเพียงอย่างเดียว

ฆราวาสธรรมของพระพุทธเจ้า สอนให้เรารู้จัก หาเงินอย่างมีปัญญา รู้จักใช้ตามฐานะ รูจักเก็บไว้ลงทุน และแบ่งปันทำบุญช่วยเหลือผู้อื่น

แต่คนจำนวนมาก พูดถึงการทำงานโดยสุจริตของผู้อื่น ด้วยประโยคว่า มันเป็นธุรกิจ ทั้งที่ตัวเองอยากได้เงิน แต่ไม่สามารถทำอย่างเขาได้ สังคมของเรามีคนที่เข้าใจผิดต่อเงิน และใช้ชีวิตแบบปากว่าตาขยิบ อยากได้เงิน ใช้เงินที่ตัวเองไม่มี จนเป็นหนี้บัตรเครดิตมากมาย แต่คอยตำหนิคนที่ประสบความสำเร็จ โดยไม่ศึกษาว่าเขามีความเพียรใฝ่รู้อย่างไร

คนจำนวนมากกลัวความสำเร็จ พอจะไปถึงจุดที่กำลังจะดีก็ถอยหรือทำให้หายไปเสียทุกครั้ง เราจึงต้องกลับมาสำรวจที่จุดเริ่มต้นคือใจเราเอง มองชำแรกลงไปให้เห็น ความต้องการลับ ที่ซ่อนเอาไว้ในใจ และความกลัวคนตัดสิน กลัวไม่สำเร็จ กลัวไม่เป็นที่รัก กลัว การยืนในที่แจ้ง ความกลัวว่าความสำเร็จจะทำให้ความรักและสิ่งดีดีในชีวิตหายไป และอย่างที่เข็มทิศชีวิตพูดอยู่เสมอคือ อะไรที่เรากลัว เราจะยิ่งได้มัน

สำรวจตัวเอง ถ้าวันนี้ เรารู้สึกว่าเรายังขาดปัจจัย ขาดเงินขาดโอกาสขาดเวลาที่ทำให้เรารู้สึก มีความสุข มีชีวิตที่สมดุลย์ มีเวลาอยู่กับคนที่มีความหมาย มีเวลาฝึกฝนอบรมทางปัญญา เมื่อใดที่ต้องการ ไม่ได้ใช้ชีวิตตามศักยภาพที่แท้จริงของเรา แต่ใช้ชีวิตตามข้อจำกัดทั้งด้านการอนุญาตให้ตัวเองได้ทำสิ่งที่รักอย่างแท้จริง แสดงว่า มีความคิดบางอย่างในหัวของเรา ที่ยังไม่ยอมรับตัวเองให้ประสบความสำเร็จ ชัดเจนตรงไปตรงมาแบบนั้นเอง

ในห้องเรียน เข็มทิศ ชีวิต คนที่รังเกียจเงินกลับพบว่า ครอบครัวของตนเคยดูถูกพ่อที่น่ารักหัวใจงามที่สุด โรแมนติกและรักเรามากที่สุดเพียงเพราะเพราะเขาหาเงินไม่ได้

สิ่งที่น่าแปลกคือ คนที่บอกว่าเงิน หรือความสำเร็จไม่สำคัญ มันกลับ กลายเป็นเรื่องเร่งด่วนและบาดใจในชีวิตทีเดียว

เรื่องหลายเรื่อง ถ้าเราให้ความสำคัญดูแลเขาให้ดีเหมาะสม เขาจะไม่กลายเป็นวิกฤตเร่งด่วนในชีวิตของเรา หนังสือเข็มทิศชีวิตมั่งคั่ง ที่ทำออกมาและโหลดให้ดูฟรีในยูทูบ เพื่อให้คนไทยมีชีวิตที่แข็งแรงชวนเราสำรวจแบรนด์ที่สำคัญที่สุด คือ แบรนด์ที่เป็นตัวคุณ คุณมีวิสัยทัศน์ให้กับตัวเองหรือเปล่า ว่าคุณอยากเป็นอะไร ถ้า สตาร์บัคส์เป็นบ้านที่สามระหว่างบ้านกับที่ทำงาน กูเกิ้ล เปิดโลกทั้งใบในคลิกเดียว แอ๊ปเปิ้ลเปลี่ยนแปลงโลก แล้วคุณ เป็นอะไร

ความสำเร็จไม่ได้มาจากความบังเอิญ แต่มาจากการวางแผนอย่างรัดกุม ของวิสัยทัศน์ที่ชัดเจน สำรวจ Business Model ของตัวคุณ

จุดที่ความสนใจ ความชำนาญ และบุคลิกภาพ มาประสานกัน เป็นจุดเล็กๆที่คุณแข็งแรงและเฉียบคมที่สุด กล้าพอที่ค้นให้พบมัน

รูปแบบธุรกิจที่ไม่ประสบความสำเร็จคือการไม่ยอมรับคุณค่าในตัวเองให้พอ ทำให้ทุกอย่างที่วางแผน ขาด เกิน ไม่สำคัญว่าเราจะมีความรู้ทางธุรกิจ หาก Business Model ของตัวเอง ไม่ได้ถูกทำให้ชัด มันจะไม่สำเร็จตามที่ต้องการ

การลงทุนที่สำคัญที่สุดคือการทำความคิดให้ตรง จะทำอะไร เพื่ออะไร ทำอย่างไร ทำแล้ววางใจอย่างไร

ทำไมคนจำนวนมาก ก้าวเท้าผิดทุกครั้ง ไอเดียที่คนอื่นทำรวย ตัวเองทำเจ๊ง

ผ่าตัวเอง มาดู Swot จุดอ่อน จุดแข็ง โอกาส ปัญหา ที่แท้จริงที่ซ่อนอยู่ ที่เราไม่เคยกล้าแม้แต่จะมองเห็น

สำรวจ Key Personality เอกลักษณ์ ที่คุณเป็นจริงๆ ทั้งที่รู้และไม่รู้

ลอกภาพที่เราต้องการให้โลกเห็นออกไป Social Self

ลอกภาพที่เรากลัวว่าเราจะเป็นออกไป Negative Self

เราทำอะไรมาบ้าง กี่อย่างที่เราพลาดไป กี่อย่างที่เราได้ลงมือตัดสินใจทำ

ตอบคำถามว่า เรากำลังเดินไปไหน

สิ่งที่เรากำลังทำ เพื่อเงินหรือ เพื่อสิ่งที่รัก หรือ เป็น a calling เป็นสิ่งที่เราเกิดมาเพื่อจะทำเป็นความหมายของการดำรงอยู่ที่เราตื่นมาเพื่อจะทำมันทุกวัน

เขียนรูปแบบการส่งมอบประโยชน์จากตนสู่โลกใหม่ครั้งแล้วครั้งเล่า

อะไรสำคัญกับเราอย่างแท้จริง

กำหนดแรงบันดาลใจ ใหม่ ความเชื่อใหม่ เพื่อกลยุทธ์ใหม่ วิธีการใหม่

เตรียมพร้อม ที่จะสร้างตัวเองใหม่อย่างรู้สึกตัว

นักเดินทางที่ชำนาญจะไม่ออกเดินทางด้วยแผนที่ที่ผิด หยุดเป็นกัปตันของชีวิตที่ขาดความเข้าใจ

ความเสี่ยงของการลงทุนผิด หุ้นผิด วางใจคนผิด ลงทุนผิด เสียทั้งเงิน และศรัทธาในตัวเอง

ลงทุนอย่างถูกต้องแม่นยำด้วยความรู้ตัวอย่างแจ่มชัด กล้าที่จะนำเสนอสิ่งที่เราสามารถทำให้โลกนี้ดีขึ้น ข้อดีที่สุดของการส่งมอบ สิ่งที่ดีที่สุดให้กับมนุษย์ คือการให้ที่มากกว่ารับ สิ่งที่คุณขาย มีประโยชน์กับผู้ซื้อสูงกว่าสิ่งที่ผู้ซื้อมอบตอบแทนกลับมา ทำให้คุณกล้าบอกคนอย่างตรงไปตรงมา ว่ามันจำเป็นสำหรับชีวิตของเขา และผลลัพธ์ของมันเขาสามารถนำไปสร้างชีวิตตัวเองได้ยอดเยี่ยมมหัศจรรย์เท่าที่เขาตัดสินใจ และมุ่งมั่นที่จะทำสำเร็จ

ดูการทำ โบว์ชาร์ต แผนการทำธุรกิจ Business Model เชิงพุทธ ที่เข็มทิศชีวิตสรุปขึ้นมาได้ในยูทูบ www.youtube.com/compassnlp ชื่อคลิปเข็มทิศชีวิตมั่งคั่ง ของให้ทุกคน ทุกองค์กร มีความแม่นยำในสิ่งที่ทำ จะทำอะไรเพื่ออะไร ทำอย่างไร ได้รับผลอย่างไร มีความเสี่ยงทำคำนวณแล้วอย่างไร คนไทยแข็งแรง ประเทศไทยแข็งแรง เพราะวันนี้ ประเทศของเรา รอไม่ได้แล้ว ลุกขึ้นมาทำชีวิตให้สำเร็จมั่นคง เพื่อเรา เพื่อคนที่เรารัก และแผ่นดินเกิดของเรา

บทความโดยครูอ้อย ฐิตินาถ ณ พัทลุง เข็มทิศชีวิต

ลงในหนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ เมื่อเมษายน2555
บทความเต็มอยูในหนังสือเข็มทิศชีวิต5มั่งคั่ง

ติดตามเรียนทางไกลฟรีได้ทางยูทูบ ช่อง youtube.com/compassNLP
และแบบฝึกหัดทางเฟซบุค
Facebook.com/ddnard

8 สัญญาณที่ทำให้รู้ว่า ชีวิตการทำงานกำลังมาถูกทาง

คนที่รู้ตัวเองมาตั้งแต่ต้นว่าตัวเอง ชอบทำงานอะไรนั้น นับว่าเป็นคนส่วนน้อยมากๆ ในโลกใบนี้แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีอยู่เลย... กำลังสงสัยอยู่หรือเปล่าว่าทางเดินที่กำลังเดินอยู่นี้ เราเดินมาถูกทางหรือเปล่า?

ช่วงอายุ 20-30 ปีของคนส่วนใหญ่ จะเป็นช่วง soul-searching (หรือช่วงค้นหาตัวเอง) ก็คือทำงานประจำอะไรสักอย่างหนึ่งอยู่แต่ลึกๆ ในใจจะสงสัยอยู่ตลอดเวลาว่า เราเหมาะกับงานที่เรากำลังทำอยู่จริงๆ เหรอ? เรากำลังมาผิดทางอยู่หรือเปล่า? 

ส่วนบางคนก็ใช้วิธีหนีไปเรียนต่อเพื่อหลีกเลี่ยงชีวิตทำงานที่มีแต่งานที่ ตัวเองไม่ได้รู้สึกว่าชอบ ทั้งๆ ที่ก็ไม่ได้แน่ใจด้วยว่าสายงานที่ไปเรียนต่อนั้น คือสายงานที่เราชอบจริงๆ แต่เรียนต่อเพื่อซื้อเวลาที่จะต้องตัดสินใจให้เลื่อนออกไปเรื่อยๆ เท่านั้น

ด้วย 8 สัญญาณต่อไปนี้ จะทำให้เราตอบคำถามที่อยู่ในใจได้ว่าเราควรจะหยุดเดินเพื่อเปลี่ยนเส้นทาง ใหม่ หรือเดินต่อไปในเส้นทางนี้อย่างมั่นคง

1. ไม่รู้สึกว่ากำลังทำงานอยู่
2. สอดคล้องกับทัศนคติ
3. ยินดีที่จะพบเจอ (ไม่ว่าอุปสรรคหรือโอกาส)
4. ทำไมเวลาผ่านไปเร็วจัง
5. ปรับห้องทำงานให้เหมาะกับการอยู่อาศัย
6. ความรับผิดชอบเป็นเกียรติอันยิ่งใหญ่
7. ผู้คนสังเกตเห็นพลังงานในตัวเรา
8. หลับสนิทและพร้อมเสมอสำหรับวันรุ่งขึ้น

สตีฟ จ็อบส์ กล่าวไว้ว่า “การทำงานของเราจะเติมเต็มพื้นที่ส่วนใหญ่ของชีวิต วิธีเดียวที่จะทำให้เราเจอกับความพึงพอใจอย่างแท้จริงคือการทำในสิ่งที่ตัว เราเชื่อว่าเป็นงานที่ยิ่งใหญ่ และวิธีเดียวที่จะทำให้ผลงานของเราออกมาดีเยี่ยมคือเราต้องรักในสิ่งที่เรา ทำ หากเรายังไม่พบในตอนนี้ ให้ค้นหามันต่อไป เช่นเดียวกับเรื่องอื่นๆ เมื่อเราเจอในสิ่งที่ใช่ หัวใจจะบอกเราเอง!”

สุดท้ายแล้ว ถ้าเจอกับงานที่ใช่แล้ว ก็ขอให้ทำเต็มที่ให้สมกับโอกาสที่ได้รับมานะคะ ส่วนคนที่ยังไม่เจองานที่ใช่ก็ขอให้ตั้งใจมองหาต่อไป อย่าเพิ่งไปยอมแพ้กับเสียงของคนรอบข้างที่กดดันหรือคัดค้านไม่ให้เราตามหา งานที่ใช่ที่สุด แต่ถ้าคุณเป็นหนึ่งในกลุ่มคนที่ตามหาอย่างไรก็ไม่รู้จริงๆ ว่าอยากจะทำอะไรเป็นพิเศษ

เราอยากจะให้กำลังใจและยืนยันว่าไม่ใช่เรื่องผิดเลยค่ะที่ค้นหาตัวเองไม่เจอ คนมากมายบนโลกนี้ก็ไม่รู้ว่าตัวเองต้องการอะไรแต่ก็ผ่านช่วงเวลามาได้อย่าง มีความสุข ดังนั้นอยากให้ลองทำสิ่งที่เราทำได้ดีที่สุด มีความสุขกับมันมากที่สุด เป็นอีกหนึ่งทางเลือกนะคะ

ขอบคุณบทความดีๆ จาก incquity
http://incquity.com/articles/8-signs-you-found-right-job


วันศุกร์ที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2556

การทำข่าว


style guide สำหรับ Collaborative Journalism (การทำข่าวแบบร่วมกันทำ)

โดย Paul Bradshaw

This article is the translation version of A style guide for collaborative journalism: what I’ve learned from the first weeks of Help Me Investigate: Networks. Thanks to useful article from Paul Bradshaw from onlinejournalismblog.com

Paul Bradshaw ได้ดำเนินการทำโปรเจ็ค Help Me Investigate: Networks project เพื่อหาวิธีการืที่จะสร้างความร่วมมือเป็นเครือข่ายระหว่างผู้สื่อข่าว และ community ในการทำข่าวสืบสวนสอบสวน จากโปรเจ็คดังกล่าว สิ่งหนึ่งที่ Paul Bradshaw สรุปออกมาได้คือ "แนวทางการเขียนที่จะดึงดูดให้คนอยากมามีส่วนร่วมกับกระบวนการทำข่าวแบบมีส่วนร่วม" ซึ่งเป็นการเขียนข่าวที่แตกต่างไปจากวิธีดั้งเดิม แต่ใกล้เคียงกับการเขียน blog ที่ดี โดยเขาสรุปไว้ 3 เรื่องหลักๆ ดังนี้

1 เขียน "ข่าวที่สามารถนำไปใช้ได้"

นำเสนอมุมของเรื่องที่ใช้งานได้จริง ถ้าเป็นการโพสต์ link ไปยังบทความที่ต่างๆ ก็ควรมีการดึง quote ข้อเท็จจริงที่มีประโยชน์ออกมาด้วย ถ้าเขียนเรื่องที่เป็นเชิงสืบสวนสอบสวน ก็ควรบอกว่า ขั้นตอน กระบวนการในการทำคืออะไร link ไปยังข้อมูลทั้งหมด แปลเอกสารและรายงานที่เกี่ยวข้องประกอบด้วย สิ่งสำคัญก็คือ ทำให้ข้อมูลที่เราเขียนนั้นมีประโยชน์สำหรับคนอ่าน นั่นจะทำให้คนอ่านต่อยอดหรือนำเสนอสิ่งอื่นๆ จากสิ่งที่เราเริ่มกลับมาให้เราได้

2. จบท้ายข้อความที่เขียนด้วยการส่งต่อความคิด / ข้อมูล / ประเด็นที่คนอื่นสามารถนำไปตามต่อได้

ถ้าเป็นเรื่องที่กำลังอยู่ระหว่างการพัฒนาประเด็น หรือเรื่อง คุณควรร่างคำถามทั้งหมดที่คุณต้องการหาคำตอบไว้ มันจะช่วยให้เราไม่หลงประเด็น และไม่ออกนอกทางที่เราต้องการทำ ถ้าเป็นการเขียนที่ลิ้งไปยังสิ่งอื่นๆ ต้องให้ความสำคัญกับช่องว่างของข้อมูลที่ยังต้องการการค้นคว้าทำเพิ่มเติม ซึ่งนี้จะทำให้สามารถต่อยอดไปสู่เรื่องใหม่ๆ มุมมองอื่นๆ ได้จากสิ่งที่เราเริ่มเขียนในตอนต้น

Paul Bradshaw บอกว่า การเขียนบทความออนไลน์ที่เป็นบทความที่ไม่จบ คือมีสิ่งที่คนอ่านต่อยอดได้ ก็จะเกิดการร่วมกันพัฒนาเรื่อง ทิศทางของเรื่อง และข้อมูลนั้นเพิ่มเติมจากของแต่ละมุมมองได้

3 สร้างสมดุลด้วยการเริ่มจากโพสต์ที่ละน้อยๆ แต่บ่อย เพื่อค่อยๆ พัฒนาให้เข้าสู่เป้าหมายของเรื่องที่วางไว้

ในการเขียนออนไลน์ แทนที่เราจะรอให้บทความ หรือ รายงานสืบสวนของเราเสร็จแบบสมบูรณ์ เราควรค่อยๆ เขียนข้อมูลต่างๆ ที่มีอยู่ออกมาและเผยแพร่สู่สาธารณะ ทำแบบนี้จะเพิ่มโอกาสในการที่จะมีคนค้นมาเจอผลงานของเรา และเพิ่มช่องทางที่จะเข้ามาสู่เนื้อหาของเราจากความสนใจในประเด็นที่ต่างกัน และในเวลาที่ต่างกันนั่นเอง

นอกจากนั้น การทำแบบนี้ ยังทำให้เห็นชัดเจนว่า การสืบสวนในประเด็นนั้นๆ กำลังค่อยๆ พัฒนาอย่างต่อเนื่อง คนอ่านจะรู้สึกอยากติดตาม และอยากช่วยแชร์ข้อมูล และร่วมกันทำข่าวกับเราในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่งในที่สุด

http://onlinejournalismblog.com/2011/12/13/style-guide-collaborative-journalism/