PR

@@ในความเคลื่อนไหวของสถานการณ์ที่ปรากฎเป็น"ข่าว"และ"ไม่เป็นข่าว"พยายามสแกนย่นย่อมานำเสนอและเป็นไว้เป็นฐานข้อมูลสังเคราะห์สถานการณ์ ที่นี่ "ข่าวที่ไม่เป็นข่าว"
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ความรู้ในข่าว แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ความรู้ในข่าว แสดงบทความทั้งหมด

วันอังคารที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2562

มท.1 ยันหนังสือชะลอแผนเลือกตั้ง ส.ส.ไม่มีนัย

มท.1 ยันหนังสือชะลอแผนเลือกตั้ง ส.ส.ไม่มีนัย โยน กกต.เคาะวันเลือกตั้ง ว่าอย่างไรเป็นอันจบ ยันมีเลือกตั้งล้านเปอร์เซ็นต์...
8ม.ค.2562 - ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย กล่าวถึงจดหมายเวียนของสำนักบริหารการทะเบียน กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย แจ้งสำนักทะเบียนจังหวัด กทม. อำเภอ และท้องถิ่น ชะลอการปฏิบัติตามแผนงานเตรียมการเลือกตั้ง ส.ส. ว่า ความชัดเจนเรื่องการเลือกตั้งต้องไปสอบถาม กกต.ส่วนเนื้อหาในหนังสือที่ระบุให้สำนักทะเบียนจังหวัด กทม. อำเภอ และท้องถิ่น เตรียมการเลือกตั้ง ส.ส.เป็นการเลือกตั้งทั่วไปปี 62 ลงวันที่ 21 ธ.ค.61 นั้น เนื่องจากมีความเข้าใจว่า จะมีการเลือกตั้งตามที่สังคมรู้กัน ทุกอย่างต้องมีการเตรียมการ ทั้งการทำบัญชี การจัดหน่วยเลือกตั้งตามที่ กกต.แบ่งเขต การแจ้งเจ้าบ้านอะไรต่างๆ เกี่ยวข้องใน พ.ร.ฎ.ให้มีการเลือกตั้ง เมื่อ พ.ร.ฎ.ให้มีการเลือกตั้ง ยังไม่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา ทาง กกต.ได้ประสานมายังกระทรวงมหาดไทย เราก็ต้องแจ้งชะลอการปฏิบัติตามแผนงานเตรียมการ เราต้องรอให้มีการชัดเจนเรื่องวันเลือกตั้งแล้วค่อยดำเนินการต่อ เรื่องดังกล่าวไม่ใช่เรื่องใหญ่โต ยืนยันว่ามีการเลือกตั้งแน่นอนร้อยเปอร์เซ็นต์ ส่วนการจะเลื่อนจะชะลอหรือไม่นั้นให้ไปถาม กกต. หากมีเหตุผลที่ กกต.จะต้องนำไปพิจารณา กกต.เขาว่าอย่างไรก็ต้องจบตามนั้น แต่การจะวิจารณ์วิเคราะห์กันแล้วไปใส่ความ คสช.-รัฐบาล นั้น มันไม่ใช่ พอออกมาแล้วไม่ถูกใจ ก็บอกว่ารัฐบาลไม่สนใจ รัฐบาลไปครอบงำ ดังนั้นขอให้เป็นหน้าที่ของหน่วยงานที่รับผิดชอบพิจารณาตามความเหมาะสม อย่างไรก็ตามจะต้องอยู่ในกรอบของกฎหมายภายใน 150 วัน ที่จะต้องจัดให้มีการเลือกตั้ง
"ขอยืนยันอีกครั้งว่า จะมีการเลือกตั้งล้านเปอร์เซ็นต์ จะวันไหน เร็วกว่าเดิมหรือช้ากว่าเดิมตามที่คิดกันไว้ แต่เรายังไม่เคยเห็น พ.ร.ฎ.เลือกตั้งของคราวนี้ ดังนั้นจะต้องรอความชัดเจน ซึ่งทางกระทรวงมหาดไทยพร้อมทำตามที่ กกต.ประสานมา ไม่มีนัยอย่างอื่น" พล.อ.อนุพงษ์ กล่าว
เมื่อถามว่า มีกลุ่มเคลื่อนไหวเรียกร้องไม่ให้เลื่อนการเลือกตั้ง ทางกระทรวงมหาดไทย มีการดูแลเรื่องนี้อย่างไรบ้าง พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวว่า ถ้าทำตามกฎหมายได้ก็ทำ ซึ่งเราก็ทำตามอำนาจหน้าที่ ซึ่งตนไม่ได้สั่งการให้ควบคุมกลุ่มคนที่ออกมาเคลื่อนไหว แต่ทางฝ่ายมั่นคงเขาดูแลอยู่ ซึ่งหากทำด้วยความสงบเรียบร้อยก็ไม่มีปัญหาอะไร.

วันพฤหัสบดีที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2560

ปิยบุตร แสงกนกกุล: ทำความรู้จัก “ศาลฎีกาคดีอาญานักการเมือง”

ปิยบุตร แสงกนกกุล: ทำความรู้จัก “ศาลฎีกาคดีอาญานักการเมือง” 

ขณะที่คดีจำนำข้าวงวดเข้าไปทุกที หลายคนอาจยังไม่เข้าใจระบบของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ปิยบุตรอธิบายปรัชญาการก่อตั้ง กระบวนการพิจารณา พลวัตของศาลนี้ในทางสากลเปรียบเทียบกับไทย คำถามเรื่องความเป็นธรรมที่มีมากขึ้นในกฎหมายฉบับใหม่ รวมถึงการไม่ส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความตามจำเลยร้องขอทำได้หรือไม่ 

  

 แฟ้มภาพประชาไท

@ ที่มาที่ไปของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง 

 การพิจารณาคดีอาญาของนักการเมือง มีอยู่ 4 ระบบใหญ่ๆ ระบบแรก ใช้ศาลปกติ เพราะมองว่ารัฐมนตรีกับประชาชนต้องเท่าเทียม ต้องขึ้นศาลในระบบเดียวกัน ไม่ต้องมีศาลพิเศษ มีเยอรมนี อังกฤษ ระบบที่สอง ใช้ศาลรัฐธรรมนูญ เพราะมองว่าคดีอาญาของนักการเมืองไปคาบเกี่ยวอยู่กับรัฐธรรมนูญ ประเทศที่ใช้ระบบนี้ เช่น ออสเตรีย ระบบที่สาม ใช้ศาลฎีกาหรือศาลอุทธรณ์โดยมีแผนกคดีอาญาของนักการเมืองแยกออกมาต่างหาก เช่น สเปน เบลเยี่ยม เนเธอร์แลนด์ และระบบสุดท้ายตั้งศาลพิเศษขึ้นมาเฉพาะ โดยมีนักการเมืองและผู้พิพากษาอาชีพร่วมนั่งเป็นองค์คณะพิจารณาคดีด้วยกันประเทศที่ใช้ก็มี ฝรั่งเศส ฟินแลนด์ กรีซ ทั้ง 4 ระบบนี้ อาจแยกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ คือ กลุ่มที่ใช้ระบบปกติเหมือนบุคคลทั่วไป กับกลุ่มที่แยกระบบพิเศษออกมา กลุ่มแรก ให้เหตุผลจากหลักความเสมอภาค กลุ่มที่สอง ให้เหตุผลว่าคดีอาญาที่รัฐมนตรีกระทำผิดจากการปฏิบัติหน้าที่เป็นเรื่องที่คาบเกี่ยวอยู่กับเรื่องนโยบายทางการเมืองหากใช้ศาลอาชีพทั้งหมดจะเปิดโอกาสให้ศาลเข้ามาแทรกแซงในทางการเมืองได้ ดังนั้นจึงควรมีมิติของนักการเมืองเข้าไปผสมด้วย ผสมมากหน่อย ก็ให้ ส.ส. ส.ว.เข้าร่วมเป็นองค์คณะพิพากษา หรือ ผสมน้อยหน่อย ก็ให้ ส.ส. ส.ว.เป็นองค์กรผู้กล่าวหาริเริ่มคดี

ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองของไทยอยู่ในกลุ่มที่สร้างระบบพิเศษเฉพาะให้กับนักการเมือง เริ่มมีมาตั้งแต่รัฐธรรมนูญ 2540 ซึ่งเหตุผลของการตั้งศาลนี้ มีการอธิบายว่า นักการเมืองทุจริตคอร์รัปชันเยอะ เป็นผู้มีอิทธิพลจับไม่ได้ ลงโทษไม่ได้ จึงต้องสร้างระบบพิเศษให้กับคดีอาญาของนักการเมือง โดยก่อนรัฐธรรมนูญ 2540 จะเริ่มยกร่างกัน อ.ประเวศ วะสี ได้มอบหมายให้อาจารย์ นักวิชาการ ไปเขียนวิจัยหลายชิ้น มีเล่มหนึ่งว่าด้วยคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองที่ อ.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ เป็นผู้เขียน โดยนำความคิดมาจาก "la Cour justice de la Republique" หรือศาลยุติธรรมแห่งสาธารณรัฐฝรั่งเศสที่มีหน้าที่พิจารณาคดีอาญาของรัฐมนตรี ในงานชิ้นนี้ อาจารย์บวรศักดิ์ได้อธิบายระบบของฝรั่งเศสไว้อย่างละเอียด พร้อมยังยกร่างกฎหมายเป็นตัวแบบไว้ให้ด้วย โดยอาจารย์บวรศักดิ์ให้ชื่อว่า “คณะตุลาการอาญาธร”

ต่อมา ในช่วงการยกร่างรัฐธรรมนูญ 2540 ร่างรัฐธรรมนูญแรกๆ กำหนดให้มี “คณะตุลาการคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง” ซึ่งประกอบไปด้วยผู้พิพากษาศาลฎีกา 11 คน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 5 คน และสมาชิกวุฒิสภา 5 คน จะเห็นได้ว่าองค์ประกอบนี้ผสมนักการเมืองกับผู้พิพากษาร่วมเป็นคณะตุลาการตามแบบของฝรั่งเศสเลย อย่างไรก็ตาม ในชั้นหลังได้มีการเปลี่ยนแปลงองค์ประกอบใหม่ โดยตัดสัดส่วนที่มาจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภาออกไป กำหนดให้เป็นแผนกหนึ่งในศาลฎีกา องค์คณะมีผู้พิพากษาศาลฎีกา 9 คน เลือกเป็นรายคดี และให้เรียกชื่อว่า “ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง” และก็ใช้เรื่อยมาจนถึงรัฐธรรมนูญ 2560  

เหตุที่ผมต้องเล่าย้อน เพราะว่า ที่มาของไทยมันย้อนแย้งลักลั่นกับของตะวันตก ถ้าต้องการมีระบบพิเศษของนักการเมืองก็ต้องนำส.ส.เข้ามาผสม แต่พอจะนำเข้ามาผสมก็เกิดอาการรังเกียจกลัวว่านักการเมืองจะช่วยกัน และไม่มีความรู้ในการตัดสินคดี จึงไปนำผู้พิพากษาศาลฎีกาอาชีพมาทั้งหมด ปัญหาก็คือว่าหากเชื่อว่า นักการเมืองตัดสินคดีไม่เป็น ต้องใช้ศาลอาชีพทั้งหมด แล้วแบบนี้ ทำไมถึงไม่กลับไปใช้ระบบศาลปกติ เราอธิบายกันว่า เหตุที่ไม่สามารถนำรัฐมนตรีเข้าคุกได้ซักคนเดียวในอดีตนั้น ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ศาล แต่เกิดขึ้นจากตำรวจ และอัยการ ถ้าคำอธิบายนี้ถูกต้อง ปัญหาดังกล่าวก็ได้รับการแก้ไขตั้งแต่รัฐธรรมนูญปี 2540 เราตั้ง "คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ" หรือป.ป.ช. ขึ้นมาทำหน้าที่แทน คดีอาญาของนักการเมืองทั้งหมดไม่ได้อยู่ในมือของตำรวจแล้ว เป็นหน้าที่ของ ป.ป.ช.เพื่อส่งไปให้อัยการสั่งฟ้องศาล ดังนั้น เมื่อปัญหาถูกแก้ไขแล้วทำไมถึงต้องมีแผนกคดีอาญานักการเมืองขึ้นมาอีก แล้วแผนกที่ว่าก็ไม่ได้เป็นระบบใหม่ องคาพยพใหม่ ก็คือศาลฎีกานั่นแหละ ถ้าแบบนี้ ทำไมไม่ใช้กระบวนการปกติ ให้ ป.ป.ช.ทำ แล้วขึ้นสู่ศาลตามระบบปกติเหมือนคดีอาญาของบุคคลทั่วไป 

ทุกวันนี้ของฝรั่งเศสที่เราไปลอกมา เขามีความพยายามที่จะยกเลิกอยู่ เพราะมองกันว่า ถ้ายังเป็นเช่นนี้นักการเมืองก็ได้เปรียบไม่เสมอภาคกับคนประชาชน โดยประธานาธิบดีคนก่อนนาย François Hollande พยายามยกเลิก มีการร่างกฎหมายเสร็จแล้ว แต่ยังไม่ได้นำไปบังคับใช้ ล่าสุดนาย Emmanuel Macron ได้แถลงต่อที่ประชุมใหญ่ 2 สภาว่าเขาจะยกเลิกศาลพิเศษนี้ นั่นจึงเท่ากับว่าประเทศต้นแบบที่เราไปนำมาใช้ ก็ไม่เอาแล้ว เพราะมันทำให้เกิดความไม่เสมอภาคกัน ประชาชนมองว่านักการเมืองเอาเปรียบใช้ศาลพิเศษ ที่มี ส.ส. ส.ว.เข้ามานั่งเป็นคณะตุลาการ ส่วนนักการเมืองก็รู้สึกว่าทำไมเขาถึงต้องมาขึ้นศาลพิเศษด้วย บางคนถึงกับบอกว่าศาลปกติดีกว่า เพราะสู้ได้หลายชั้น ผมคิดว่าภายในวาระ 5 ปีของประธานาธิบดีคนใหม่ น่าจะยกเลิกระบบศาลพิเศษในคดีอาญาของรัฐมนตรีได้แน่นอน

โดยสรุป “เหตุผลพิเศษ” ที่เรานำมาใช้อ้างในการออกแบบระบบพิเศษให้กับคดีอาญานักการเมือง คือ นักการเมืองทุจริตมาก นักการเมืองมีอิทธิพล ต้องจับนักการเมืองทุจริตเข้าคุกให้ได้ ในขณะที่ “เหตุผลพิเศษ” ที่ต่างประเทศใช้ คือ คดีอาญานักการเมืองเกี่ยวพันกับการเมืองและนโยบาย ไม่ควรปล่อยให้ศาลทำกันเอง พอของเราใช้ “เหตุผลพิเศษ” แบบนี้ ก็เลยต้องออกแบบกลไกเพื่อที่จะจัดการนักการเมืองทุจริตให้ได้ นานวันเข้าความคิดที่เน้นไปที่ crime control ก็ขึ้นมาอยู่เหนือเรื่อง due process ในทางจิตวิทยา พอเราเอา “เหตุผลพิเศษ” แบบนี้เป็นตัวตั้ง การวัดความสำเร็จ ก็ไปอยู่ที่ตัดสินเสร็จกี่คดี ลงโทษได้กี่คดี มีนักการเมืองติดคุกบ้างหรือไม่ เราจึงเห็นทิศทางของไทยตั้งแต่ 40 จน 60 ในคดีอาญาของนักการเมือง เน้นไปที่ crime control มากขึ้นๆ

@วิธีพิจารณาคดีแบบ "ไต่สวน" ในร่างพ.ร.บ.ว่าด้วยคดีอาญานักการเมืองฉบับ สนช. 

ตั้งแต่ปี 2540 เป็นต้นมาเรามีศาลในระบบกฎหมายมหาชนเยอะขึ้น ศาลรัฐธรรมนูญ ศาลปกครอง ศาลคดีอาญานักการเมือง ศาลเหล่านี้ใช้วิธีพิจารณาคดีในระบบไต่สวน เรามักบอกกันว่า ประเทศไทยแต่ไหนแต่ไรมาใช้ระบบกล่าวหา ที่การดำเนินกระบวนพิจารณาการแสวงหาข้อเท็จจริงนั้น ดำเนินโดยคู่ความว่ากันเป็นหลัก ศาลอยู่ตรงกลาง แต่ระบบไต่สวน การดำเนินพิจารณาและแสวงหาข้อเท็จจริง ศาลเป็นผู้ดำเนินการเป็นหลัก ดังนั้น ระบบไต่สวน ศาลจึงมีอำนาจเพิ่มขึ้นในการแสวงหาข้อเท็จจริงแห่งคดี 

ทั้ง 2 ระบบนี้ต่างก็มีข้อดีข้อเสีย ระบบกล่าวหา ในด้านหนึ่งทำให้ศาลไม่ได้เข้าไปแทรกแซงในตัวคดี โดยให้เป็นเรื่องของโจทก์และจำเลยที่ต้องต่อสู้กันให้ชนะ แต่ข้ออ่อนก็มีอยู่ เพราะมีการสืบพยานเยอะจนทำให้คดีมันช้า และหากคู่ความ 2 ฝ่ายมีลักษณะไม่เท่าเทียมกันมีความได้เปรียบเสียเปรียบกันอยู่ศาลไม่สามารถลงไปช่วยอีกฝ่ายให้เกิดความเท่าเทียมกันได้ จึงทำให้ระบบไต่สวนถูกนำเข้ามาใช้ อย่างน้อยที่สุดคู่ความจะถ่วงเวลาไม่ได้และ หากสิ่งใดไม่จำเป็นต่อคดีศาลสามารถสั่งให้ตัดทิ้งได้ สามารถเร่งรัดได้มากขึ้น ในกรณีที่คู่ความอยู่ในสถานะที่ไม่เท่าเทียมกัน ศาลสามารถใช้มาตรการเพื่อทำให้คู่ความทั้งสองฝ่ายมีสถานะเท่าเทียมกันได้ เช่น คดีในศาลปกครอง ผู้ถูกฟ้อง คือ หน่วยงานราชการ ซึ่งมักครอบครองเอกสารราชการอันเป็นพยานหลักฐานสำคัญไว้ หากผู้ถูกฟ้องไม่ยอมนำเอกสารเหล่านี้เข้ามาในคดี  เพราะเกรงว่าจะทำให้ตนแพ้ ศาลก็ใช้อำนาจเรียกเข้ามาได้

การดำเนินคดีอาญานักการเมือง มี ป.ป.ช. ทำหน้าที่แสวงหาข้อเท็จจริงแห่งคดีและชี้มูลความผิด ทำสำนวนส่งให้อัยการสั่งฟ้องไปที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง หากเทียบกับของฝรั่งเศส ศาลคดีอาญารัฐมนตรีไม่ได้เป็นผู้แสวงหาข้อเท็จจริงแห่งคดี แต่มีหน้าที่พิพากษาอย่างเดียว ระบบของฝรั่งเศสมี 3 ส่วนซ่อนอยู่ ส่วนแรก คือองค์คณะรับฟ้อง ซึ่งเป็นผู้รับเรื่องและกลั่นกรอง หากรับฟ้องถึงจะไปส่วนที่สอง นั่นคือ องค์คณะไต่สวนข้อเท็จจริงซึ่งเป็นผู้พิพากษาศาลฎีกา 3 คนเป็นผู้แสวงหาข้อเท็จจริงแห่งคดีให้เสร็จ ถ้ามีมูลถึงจะส่งไปที่องค์คณะ 15 คนที่ประกอบไปด้วย ส.ส. 6 ส.ว 6 และผู้พิพากษาศาลฎีกาอีก 3 เป็นผู้วินิจฉัยชี้ขาดคดีในสองประเด็น คือ มีความผิดหรือไม่ และลงโทษเท่าไร

กรณีของไทย ป.ป.ช.เป็นองค์กรอิสระ มีหน้าที่แสวงหาข้อเท็จจริงแห่งคดีให้เสร็จสมบูรณ์เรียบร้อย จากนั้นก็ชี้มูลความผิดและให้อัยการเป็นผู้เสนอฟ้องไปยังศาล จึงมีนักวิชาการและผู้พิพากษาจำนวนมาก มองว่าเช่นนี้ก็เท่ากับให้ป.ป.ช.เป็นทำหน้าที่เสมือนกึ่งตุลาการที่ทำหน้าที่ในการแสวงหาข้อเท็จจริงแห่งคดี ทำนองเดียวกับของฝรั่งเศส โดยศาลฎีกาแผนกคดีอาญานักการเมืองไม่ต้องแสวงหาข้อเท็จจริงแล้ว ทำหน้าที่ชี้ขาดคดีเท่านั้น รัฐธรรมนูญกับกฎหมายคดีอาญานักการเมืองของเราจึงเขียนชัดเจนว่าให้ศาลยึดสำนวนของ ป.ป.ช.เป็นหลัก แต่ศาลอาจจะแสวงหาข้อเท็จจริงได้ตามสมควร นัยนี้ คือ การแบ่งแยกองค์กรแสวงหาข้อเท็จจริงออกจากองค์กรตัดสินคดี ป.ป.ช แสวงหาข้อเท็จจริงจนสมบูรณ์ ส่วนศาลทำหน้าที่ตัดสินคดี การแสวงหาข้อเท็จจริงโดยศาลเป็นข้อยกเว้นเท่านั้น

ตอนผมทำวิจัยเรื่องคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองเมื่อปี 2554-2555 ได้ไปค้นคว้าเอกสาร บทความต่างๆ  พบว่าผู้พิพากษาศาลฎีกาจำนวนมากและนักวิชาการ เห็นว่าป.ป.ช.ต้องแสวงหาข้อเท็จจริงจนสมบูรณ์แล้วก่อนส่งให้ศาล หากสำนวนสมบูรณ์แล้ว ศาลก็ดูแต่ข้อกฎหมาย และพิพากษาอย่างเดียว แต่อย่างไรก็ตาม ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้วางแนวเอาไว้ตอนปี 2546 ว่า ที่กฎหมายบอกให้ยึดสำนวนป.ป.ช. เป็นหลัก ไม่ได้หมายความว่าศาลทำอะไรไม่ได้เลย ศาลยึดตามสำนวน ป.ป.ช. แต่สามารถไต่สวนได้อีก


@เปิดช่องศาลแสวงหาข้อเท็จจริงเพิ่ม 

ในมาตรา 6 ตามร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยคดีอาญานักการเมืองฉบับใหม่โดยเฉพาะในวรรคแรก เขียนเน้นมากขึ้นกว่าเดิม “ให้ศาลค้นหาความจริงไม่ว่าจะเป็นคุณหรือโทษแก่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง และในการรับฟังข้อเท็จจริง ให้ศาลรับฟังพยานหลักฐานได้แม้ว่าการไต่สวนพยานหลักฐานนั้นจะมีข้อผิดพลาดคลาดเคลื่อนไปจากขั้นตอน วิธีการ หรือกรอบเวลาที่กฎหมายกำหนดไว้ ถ้าศาลให้โอกาสแก่คู่ความในการโต้แย้งพยานหลักฐานนั้นแล้ว ก็ให้ศาลรับฟังได้ เพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงที่ถูกต้องตรงตามความจริงที่เกิดขึ้นในคดีนั้น” พอเขียนแบบนี้แล้วเท่ากับว่า ที่บอกให้ศาลยึดสำนวนของ ป.ป.ช.เป็นหลักนั้น ก็ไม่มีความหมายอะไรเลย เพราะในท้ายที่สุดศาลก็ลงไปแสวงหาข้อเท็จจริงเพิ่มเติมได้เต็มที่อยู่ดี ตกลงแล้ว เราต้องการให้ ป.ป.ช.เป็นอะไรกันแน่ ถ้าจะเอากันแบบนี้ จะมี ป.ป.ช. ไปทำไม ต่อไป ทำสำนวนหลวมๆ มา เอกสารไม่กี่ชิ้น พยานหลักฐานไม่มาก เสร็จแล้วมาถึงศาล ให้ศาลจัดการเอง แบบนี้หรือ?

ที่ผ่านมาศาลลงไปแสวงหาข้อเท็จจริงเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งศาลอ้างว่าเป็นระบบไต่สวน ศาลจึงมีอำนาจในการแสวงหาข้อเท็จจริงได้มาก อย่างไรก็ตาม ระบบไต่สวน ไม่ได้หมายความถึงระบบอะไรก็ได้ที่ศาลจะใช้ตามความต้องการ แต่อำนาจต่างๆ ตามระบบไต่สวนต้องอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ อยู่ภายใต้หลักการพื้นฐานที่ให้หลักประกันสิทธิแก่คู่ความในการได้รับการพิจารณาคดีอย่างเป็นธรรม ได้แก่ หลักการต่อสู้โต้แย้ง หลักความเสมอภาคระหว่างคู่ความ ดังนั้น ระบบไต่สวน จึงเป็นระบบที่ให้ศาลเป็นผู้มีบทบาทหลักในการดำเนินกระบวนพิจารณาและแสวงหาข้อเท็จจริง แต่การดำเนินกระบวนพิจารณาและการแสวงหาข้อเท็จจริงนั้น ต้องเคารพหลักการต่อสู้โต้แย้งและหลักความเสมอภาคระหว่างคู่ความด้วย

ในกรณีที่ศาลใช้มาตรการแสวงหาข้อเท็จจริงเพิ่มเติม เมื่อได้ข้อเท็จจริงใดมา ก็ต้องเปิดโอกาสให้คู่ความได้โต้แย้ง และการใช้มาตรการแสวงหาข้อเท็จจริงเพิ่มเติมของศาลนั้นก็ต้องไม่ทำให้คู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้เปรียบ

วิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองในประเทศไทย รัฐธรรมนูญและกฎหมายประกอบเขียนไว้ชัดว่าให้ใช้ระบบไต่สวน แต่ยังเขียนด้วยว่า ในการพิจารณาคดี ให้ใช้สำนวน ป.ป.ช. เป็นหลัก นั่นหมายความว่า ป.ป.ช. เป็นองค์กรที่ทำหน้าที่แสวงหาข้อเท็จจริงจนสมบูรณ์แล้ว ส่วนศาลมีหน้าที่ชี้ขาดพิพากษา หากศาลจะแสวงหาข้อเท็จจริงเพิ่มเติมอีก กฎหมายก็ยอมให้ทำได้ แต่เป็นข้อยกเว้นเท่านั้น หากศาลจะใช้ข้อยกเว้น ด้วยการแสวงหาข้อเท็จจริงเพิ่มเติมตามระบบไต่สวน ก็ต้องไม่ทำให้ความเสมอภาคระหว่างโจทก์และจำเลยเสียไป หากรักษาดุลยภาพตรงนี้ไว้ไม่ดี ก็จะกลายเป็นว่า ศาลลงไปช่วย ป.ป.ช. ในการแสวงหาข้อเท็จจริงเพื่อเอาผิดกับจำเลย

ผมคิดว่า ป.ป.ช.ควรต้องทำหน้าที่นี้ หากเรายอมให้ ป.ป.ช.แสวงหาข้อเท็จจริงแบบไม่สมบูรณ์ แล้วก็ทำสำนวนให้เสร็จๆ ไปเพื่อชี้มูลความผิดไปก่อน แล้วเดี๋ยวให้ศาลฎีกาไปว่ากันเอง รับไปจัดการต่อ ถ้าเป็นแบบนี้ ก็กลายเป็นว่า ศาลฎีกาซึ่งเป็นศาลชั้นเดียวเป็นทั้งองค์กรผู้ไต่สวนแสวงหาข้อเท็จจริง และเป็นทั้งองค์กรพิพากษาด้วย ลงไปหาทุกอย่างแล้วพิพากษาเอง เท่ากับไปรวมอำนาจอยู่ที่เดียว ไม่ได้ดุลยภาพ ศาลแบบนี้มีที่เดียว คือ ศาลไคฟงของเปาบุ้นจิ้น

ลองคิดเปรียบเทียบกับการดำเนินคดีอาญาตามระบบปกติดู ตำรวจ อัยการ ทำสำนวนมา ถ้าบรรยายฟ้องไม่ดี บรรยายไม่ครบองค์องค์ประกอบความผิด ข้อเท็จจริงอ่อนมาก ตัดสินลงโทษไม่ได้ ศาลก็ยกฟ้องไป เราอาจเคยเห็นหลายคดีที่สะเทือนขวัญ ที่เป็นข่าวดังๆ สังคมคาใจมากว่าศาลยกฟ้องได้อย่างไร ก็อธิบายกันว่า สำนวนมันอ่อนมาแต่แรก พยานหลักฐานไม่สมบูรณ์มาแต่แรกแล้ว ศาลก็ต้องยกฟ้องไป แต่พอเป็นคดีอาญาของนักการเมือง บอกให้เอาสำนวนป.ป.ช.เป็นหลัก ถ้าสำนวนอ่อน ข้อเท็จจริงไม่สมบูรณ์ ศาลแสวงหาข้อเท็จจริงเพิ่มได้ ถ้าเป็นแบบนี้ ก็จะกระทบกับหลักความเสมอภาคของคู่ความ พอฝ่ายโจทก์ทำมาไม่ดี ศาลแสวงหาข้อเท็จจริงเพิ่มโดยอ้างอำนาจตามระบบไต่สวน แบบนี้จำเลยเขาก็ย่อมรู้สึกได้ว่าศาลต้องการเล่นงานเขาใช่หรือไม่ 

@ปลดล็อคพิจารณาคดีลับหลังจำเลย - ให้สิทธิในการตั้งทนายสู้ แต่การพิจารณาคดีลับหลังจำเลยอาจมีผลต่อการส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดน  

กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาของไทยเคร่งครัดกับเรื่องการพิจารณาคดีลับหลังจำเลยมาก มีข้อยกเว้นให้ทำได้ไม่กี่เรื่องใน ป.วิอาญา มาตรา 172 ทวิเท่านั้น แนวของศาลไทยจึงไม่ยอมพิจารณาลับหลังจำเลยโดยเด็ดขาด เว้นแต่เข้าข้อยกเว้น อย่างไรก็ตาม กรณีคดีอาญาของนักการเมืองกลับต่างออกไป เรายอมให้มีการดำเนินคดีลับหลังจำเลยได้ ตั้งแต่เริ่มใช้ระบบนี้ ในข้อกำหนดของศาลฎีกา 2543 ข้อ 10 เขียนไว้ชัดว่า ให้ศาลดำเนินกระบวนพิจารณาลับหลังจำเลยได้ แต่มีเงื่อนไขว่าต้องให้จำเลยมาปรากฏตัวในศาลในการพิจารณาคดีนัดแรกเสียก่อน หากไม่มา ศาลจะพิจารณาคดีต่อไม่ได้ แต่ถ้ามานัดแรก แล้วนัดต่อๆ มา ไม่มา หรือหนีไป ศาลพิจารณาลับหลังจำเลยได้ โดยศาลมองว่า การนำตัวจำเลยมานัดแรก แสดงให้เห็นว่าจำเลยยอมเข้าสู่อำนาจของศาลแล้ว หากต่อมาหลบหนีไป ก็สามารถพิจารณาลับหลังได้

ที่ผ่านมา มีกรณีการพิจารณาลับหลังจำเลยเกิดขึ้นหลายกรณีแล้ว เช่น คดีกล้ายาง ซึ่งมีจำเลยหลายคน บางคนมา บางคนไม่มา รวมทั้งคดีที่ดินรัชดาด้วย แต่ก็มีอีกหลายคดีที่ศาลพิจารณาคดีลับหลังจำเลยต่อไปไม่ได้ เพราะจำเลยไม่มาศาลตั้งแต่นัดแรก ได้แก่ คดีที่คุณทักษิณถูกฟ้องหลายคดี

การพิจารณาคดีอาญานักการเมืองแบบลับหลังจำเลยนี้ ขัดหลักการต่อสู้โต้แย้ง และสิทธิในการได้รับการพิจารณาคดีอย่างเป็นธรรมหรือไม่ ในขณะที่ระบบวิธีพิจารณาความอาญาปกติของไทย ยอมให้มีการพิจารณาคดีลับหลังจำเลยอย่างจำกัดมาก มีการอธิบายว่า วิธิพิจารณาความอาญานักการเมืองยอมให้พิจารณาลับหลังจำเลยได้ เพราะการพิจารณาคดียึดสำนวนของ ป.ป.ช. เป็นหลัก เป็นการพิจารณาในทางเอกสารเป็นหลัก แม้จำเลยไม่อยู่ก็สามารถพิจารณาได้ เพราะศาลแทบไม่ต้องพิจารณาข้อเท็จจริงเพิ่มเติมเท่าไรแล้ว เนื่องจากใช้สำนวนของ ป.ป.ช. เหตุผลนี้ ก็พอรับฟังได้อยู่บ้าง แต่ในทางปฏิบัติ พบว่า เกือบทุกคดี ศาลไต่สวนแสวงหาข้อเท็จจริงเพิ่มเสมอ เรียกบุคคล เรียกเอกสารใหม่มาสืบกันอยู่เสมอ เมื่อจำเลยไม่อยู่ ก็น่าคิดว่าการพิจารณาคดีต่อไปจะกระทบสิทธิในการต่อสู้หรือไม่

ร่างใหม่ที่ สนช.เพิ่งโหวตกันไปเมื่อสัปดาห์ที่แล้วปลดล็อกหมดเลย ต่อจากนี้พิจารณาคดีลับหลังจำเลยได้ทั้งหมด จากเดิมต้องเอาเขามาศาลให้ได้ครั้งหนึ่งก่อน แต่จากนี้แม้ว่าจะนำจำเลยมาศาลไม่ได้ ศาลก็ประทับรับฟ้องได้เลยแล้วออกหมายจับ ผ่านไปสามเดือนยังจับไม่ได้ ศาลก็พิจารณาคดีลับหลังจำเลยได้ทันที ตามที่ปรากฏในมาตรา 26, 27

กรธ.หลายท่านอ้างถึงกฎหมายฝรั่งเศส ที่จริงแล้วกฎหมายฝรั่งเศสมีปัญหาในตัวของมันอยู่หลายเรื่อง แต่ก่อนฝรั่งเศส อนุญาตให้ศาลพิจารณาคดีลับหลังจำเลยได้เรียกว่า "contumace" โดยระบบกฎหมายฝรั่งเศสมองว่าจำเลยสมัครใจที่จะสละสิทธิในการเข้าสู่กระบวนการพิจารณาเพราะหนี ทำตัวเป็นปฏิปักษ์ต่อกฎหมายหากศาลอยากดำเนินคดีลับหลังก็ทำได้ โดยในการพิจารณาลับหลังนี้ พิจารณาจากเอกสารเป็นหลัก ไม่มีการสืบพยานบุคคล ไม่มีการโต้แย้งทางวาจา ไม่มีลูกขุน และจำเลยที่หลบหนีไปจะตั้งทนายเข้ามาสู้คดีไม่ได้ 

ต่อมา ในปี 2001 ศาลสิทธิมนุษยชนยุโรปลงโทษฝรั่งเศส เพราะการดำเนินคดีลับหลังจำเลยที่ตัดสิทธิทนายจำเลยไม่ให้เข้าแก้ต่างในคดีนั้น ละเมิดต่อหลักการต่อสู้โต้แย้ง ขัดกับสิทธิในการได้รับการพิจารณาคดีที่เป็นธรรมตามมาตรา6 ของอนุสัญญาสิทธิมนุษยชนยุโรป จึงทำให้ฝรั่งเศสต้องแก้กฎหมายในปี 2004 เพื่อยกเลิก "contumace" และมาใช้วิธีพิจารณาลับหลังจำเลยในลักษณะที่ว่าถ้าหากจำเลยหนีไป แล้วอยากให้มีทนายมาสู้ก็ทำได้ แต่ถ้าจำเลยไม่มา ทนายก็ไม่มา ศาลมีทางเลือกว่าจะเลื่อนคดีออกไปหรือพิพากษาลับหลังไปเลยก็ได้ทำได้สองแบบ โดยจำเลยอุทธรณ์ไม่ได้ แต่ถ้าตามจับได้แล้วคดียังอยู่ในอายุความก็ต้องพิจารณาคดีใหม่อีกรอบหนึ่ง ทั้งหมดนี้ใช้กับคดีอาญาทั่วไป แต่ในส่วนคดีอาญาของนักการเมืองกฏหมายฝรั่งเศสยังกำหนดให้ดำเนินคดีแบบ  "contumace" ได้อยู่เฉพาะในความผิดอาญาที่มีโทษสูงระดับอุกฤษฏ์โทษ ซึ่งเป็นไปได้ว่ากฎหมายคดีอาญาทางการเมืองของฝรั่งเศสน่าจะขัดกับกฎหมายอนุสัญญาสิทธิมนุษยชนยุโรปอีกเช่นเดียวกัน อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้คงไม่เป็นปัญหาในอนาคต เพราะระบบศาลพิเศษของฝรั่งเศสคงถูกยกเลิกไปเร็วๆ นี้

ที่ กรธ.อ้างว่าฝรั่งเศสก็ยอมให้ใช้ ก็มีส่วนถูก อีกประเทศที่มีการพิจารณาคดีลับหลังจำเลยมาก คืออิตาลี อย่างไรก็ตาม มีอีกหลายประเทศที่ไม่ยอมให้มีการพิจารณาคดีอาญาลับหลังจำเลย หรือยอมให้มีแบบจำกัดจริงๆ ดังนั้น เรื่องแบบนี้จึงเป็นนิตินโยบายโดยแท้ ถ้าประเทศไหนยอมให้มีการพิจารณาคดีอาญาลับหลังจำเลย แล้วจะขัดกับอนุสัญญายุโรป หรือ ICCPR หรือไม่ ก็ต้องไปลุ้นเอา ซึ่งแนวคำวินิจฉัยของศาลสิทธิมนุษยชนยุโรปและคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนของสหประชาติตาม ICCPR ยอมรับให้มีการพิจารณาลับหลังจำเลยได้ ในฐานะเป็นข้อยกเว้น แต่ต้องมีมาตรการที่สร้างหลักประกันสิทธิในการต่อสู้โต้แย้งของจำเลยไว้ด้วย

ผมเห็นว่า หากเรายอมให้พิจารณาคดีอาญาลับหลังจำเลย อาจส่งผลถึงกรณีการส่งผู้ร้ายข้ามแดนก็ได้ ในกรณีที่จำเลยหลบหนีไปต่างประเทศ ต่อมาศาลดำเนินคดีลับหลังจำเลย และพิพากษาลงโทษจำเลย จึงต้องขอส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดน จำเลยที่หลบหนีอยู่นั้น มักคัดค้านขอให้ประเทศที่ตนอยู่นั้นไม่ส่งกลับ โดยใช้ข้ออ้างว่า คดีของตนเกิดจากการพิจารณาคดีลับหลัง ซึ่งหลายกรณีที่เกิดขึ้นในต่างประเทศ ข้ออ้างนี้ใช้คัดค้านการส่งตัวกลับได้สำเร็จ

@จับตาคดี "ทักษิณ - ยิ่งลักษณ์" หลัง ม.67 บทเฉพาะกาลมีผลย้อนหลัง

มาตรา 67 บทเฉพาะกาล ร่างแรกที่ทาง กรธ.เสนอ บอกว่าบทบัญญัติในกฎหมายประกอบฉบับใหม่นี้ไม่ให้ใช้แก่คดีก่อนหน้านั้น เว้นแต่เรื่องอุทธรณ์ นั่นเท่ากับว่าในสายตาของกรธ.มองว่า การอุทธรณ์เป็นคุณ จึงย้อนหลังได้ จำเลยมีสิทธิสู้คดีอีกชั้น ส่วนเรื่องอื่นเป็นโทษมีผลย้อนหลังไม่ได้ แต่เมื่อร่างไปถึง สนช.มีการเปลี่ยนแปลงมาตรา 67 อย่างมีนัยสำคัญ กฎหมายใหม่ให้ใช้กับคดีที่ฟ้องมาก่อนหน้านั้นทั้งหมด เท่ากับว่าคดีของคุณทักษิณ กับคุณยิ่งลักษณ์ก็ต้องใช้ตามกฎหมายใหม่นี้ นั่นคือหากไม่ปรากฏตัวศาลพิจารณาคดีลับหลังจำเลยได้ ระยะเวลาที่หลบหนีไม่นำมานับรวมเป็นอายุความ การหลบหนีไม่เป็นเหตุให้นำ ป.อาญา มาตรา 98 มาใช้ อย่างคดีที่ดินรัชดาที่คุณทักษิณโดนจำคุก 2 ปี หากผ่านไป 10 ปีนับจากวันพิพากษา ก็ไม่ต้องรับโทษแล้ว แต่กฎหมายใหม่ไม่ให้นำมาตรา 98 มาใช้ ดังนั้น จะผ่านไปกี่ปี โทษจำคุก 2 ปีนี้ก็ยังอยู่ แล้วก็คดีที่ฟ้องคุณทักษิณไว้ และศาลจำหน่ายคดีชั่วคราวเพราะคุณทักษิณไม่มาศาลตั้งแต่แรก คดีพวกนี้ ศาลสามารถพิจารณาลับหลังได้

ตามหลักแล้ว การใช้กฎหมายอาญาให้มีผลย้อนหลังเป็นผลร้ายไม่สามารถทำได้ ความเห็นทั้งในทางตำราและคำพิพากษา บอกว่า "กฎหมายอาญา" ที่ห้ามใช้ย้อนหลังเป็นผลร้าย หมายถึง กฎหมายอาญาในส่วนสารบัญญัติเท่านั้น ได้แก่ การกำหนดฐานความผิด การกำหนดองค์ประกอบความผิด การกำหนดโทษ ส่วนกฎหมายอาญาส่วนสบัญญัติ หรือกฎหมายวิธีพิจารณาความ ไม่อยู่ในความหมายนี้ ดังนั้น จึงใช้ย้อนหลังได้ กฎหมายอาญาส่วนสบัญญัติ ก็เช่น เขตอำนาจศาล การจัดองค์กรศาล เงื่อนไขการฟ้องคดี อายุความ พยานหลักฐาน เป็นต้น ดังนั้น หากมีการแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวกับอายุความ เขตอำนาจศาล พยานหลักฐาน วิธีพิจารณาความ หากประสงค์ให้ใช้กับคดีที่เกิดขึ้นก่อนหน้า หรือการกระะทำความผิดที่เกิดขึ้นก่อนหน้า ก็สามารถกำหนดลงไปให้ชัดเจนได้ในกฎหมาย

อย่างไรก็ตาม มีข้อยกเว้นอยู่ คือ หากกฎหมายอาญาส่วนสบัญญัติหรือกฎหมายวิธีพิจารณาความที่ใช้ย้อนหลังนั้น มีอิทธิพลต่อกฎหมายอาญาส่วนสารบัญญัติ ส่งผลต่อความรุนแรงของโทษ อัตราโทษ ทำให้จำเลยต้องรับโทษเพิ่มขึ้น เช่นนี้ก็ไม่สามารถใช้กฎหมายอาญาส่วนสบัญญัตินั้นย้อนหลังได้

กรณีมาตรา 67 นี้ เขียนไว้แบบทั่วไป เพราะคงไม่มีใครกล้าเขียนกฎหมายเพื่อเจาะจงมาใช้กับคนใดคนหนึ่งแบบระบุชื่อลงไปแน่ จะมาเจาะจงเขียนว่ากฎหมายนี้ให้ใช้กับนายทักษิณ คงเป็นไปไม่ได้ แต่ถ้าดูบริบทแวดล้อมประกอบกัน ใครๆ ก็คงมองออกว่าการย้อนหลังนี้ต้องการใช้กับใคร คดีใด คุณคำนูณ คุณสุริยะใส ออกมาอธิบายเป็นฉากๆ ผู้สื่อข่าวเห็นแล้วก็รู้ว่าหมายถึงอะไร ยังเอาไปสัมภาษณ์ผู้ร่างเลย

ผมเห็นว่า เราจำเป็นต้องพิจารณาบริบทการเมืองไทยตั้งแต่ 2548 ประกอบด้วย คำพิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองในหลายกรณีมีปัญหา มีข้อวิจารณ์จริงๆ แล้วกระบวนการยุติธรรมที่เกิดขึ้นในหลายๆ คดี ปฏิเสธไม่ได้ว่ามีความสัมพันธ์เชื่อมโยงกับรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 พูดง่ายๆ คือ คดีที่พัวพันกับการเมืองอันเป็นผลมาจาก “ตุลาการภิวัตน์” มีคนจำนวนมากตั้งข้อสงสัย มีปัญหาเรื่องความชอบธรรม คณะนิติราษฎร์จึงเคยเสนอให้ลบล้างผลพวงรัฐประหาร แล้วเอาคดีพวกนี้มาเริ่มต้นใหม่ตามระบบปกติ พอมาวันนี้ มีการออกกฎหมายใหม่ย้อนหลังไปถึงคดีพวกนี้อีก แล้วคนออกเป็นใคร ก็เป็นองค์กรที่เชื่อมโยงกับคณะรัฐประหารทั้งนั้น ช่วงเวลาแห่งการออกคือตอนไหน ก็เป็นช่วงเวลาหลังรัฐประหารที่ล้มรัฐบาลเลือกตั้งจากกลุ่มการเมืองกลุ่มเดิม ผมจึงเห็นว่ามันไม่เหมาะสม ไม่ชอบธรรมเท่าไร โอเค อาจอธิบายจากหลักกฎหมายไปว่าสามารถทำได้ แต่ถ้าเราพิจารณาตลอดสาย มันเป็นกระบวนการที่ไม่ชอบธรรมต่อเนื่องมาตั้งแต่ 2549 ต่อเนื่องมาถึง 2557

@ระบบ "Concrete control" ของไทย หากคู่ความยื่นเรื่องตรวจสอบกฎหมายขัดรัฐธรรมนูญ ศาลแห่งคดีต้องส่งศาลรัฐธรรมนูญเสมอ 

ฝ่ายคุณยิ่งลักษณ์ได้เสนอคำร้องต่อศาลฎีกาให้ส่งประเด็นไปที่ศาลรัฐธรรมนูญโดยใช้ช่องทางตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 212 ในกรณีที่ศาลจะนำกฎหมายมาใช้แก่คดี หากคู่ความเห็นว่า กฎหมายนั้นน่าจะขัดรัฐธรรมนูญ คู่ความอาจเสนอคำร้องให้ศาลส่งเรื่องไปยังศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยได้ ศาลแห่งคดีของคุณยิ่งลักษณ์ก็คือศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง จะไม่ส่งประเด็นนี้ให้ศาลรัฐธรรมนูญได้หรือไม่? คำตอบ คือ ไม่ได้ การตรวจสอบกฎหมายมิให้ขัดรัฐธรรมนูญแบบรูปธรรม หรือ concrete control ในประเทศไทย ตั้งแต่รัฐธรรมนูญ 2550 ต่อเนื่องมา 2560 เราใช้ระบบบังคับส่ง หมายความว่า เมื่อคู่ความโต้แย้งมา ศาลแห่งคดีต้องส่งประเด็นไปให้ศาลรัฐธรรมนูญเสมอ เพราะ มาตรา 212 ไม่มีส่วนที่ให้ศาลแห่งคดีใช้ดุลยพินิจไม่ส่งได้ เงื่อนไขเบื้องต้นของ 212 มีเพียงต้องเป็นประเด็นเรื่องกฎหมายที่จะใช้แก่คดีนั้นขัดรัฐธรรมนูญ และศาลรัฐธรรมนูญยังไม่เคยมีคำวินิจฉัยในประเด็นนี้ ซึ่งกรณีที่เราพูดถึงอยู่นี้ เป็นกรณีที่โต้แย้งว่า มาตรา 5 ของ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พ.ศ.2542 ขัดรัฐธรรมนูญ และแน่นอนว่า ศาลรัฐธรรมนูญยังไม่เคยวินิจฉัยมาก่อน เพราะ รัฐธรรมนูญ 2560 พึ่งประกาศใช้เอง

มาตรา 5 ของพ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พ.ศ.2542 ระบุว่า "การพิจารณาคดีให้ศาลยึดตามรายงานของ ป.ป.ช.เป็นหลักและอาจไต่สวนหาข้อเท็จจริงพยานหลักฐานเพิ่มเติมได้ตามที่เห็นสมควร" ฝ่ายคุณยิ่งลักษณ์โต้แย้งว่ามาตรานี้ขัดต่อมาตรา 235 วรรค 6 รัฐธรรมนูญ 2560 ที่ระบุว่า “การพิจารณาของศาลฎีกาให้นำสำนวนของป.ป.ช.เป็นหลักในการพิจารณาและเพื่อประโยชน์ต่อความยุติธรรมให้ศาลมีอำนาจในการไต่สวนหาข้อเท็จจริงเพิ่มเติมได้"  ขณะที่ศาลได้นำมาตรา 5 มาใช้กับคดีแล้ว โดยศาลได้อนุญาตให้ป.ป.ช.นำพยานหลักฐานที่ไม่ได้อยู่ในสำนวนป.ป.ช.เพิ่มเข้ามา ทางจำเลยจึงโต้แย้งว่า นี่ไม่ได้อยู่ในสำนวนป.ป.ช. แต่ศาลอนุญาตให้นำเข้าโดยอ้างมาตรา 5 ว่า ศาลต้องยึดสำนวนของ ป.ป.ช.เป็นหลักก็จริง แต่ศาลอาจไต่สวนเพิ่มเติมได้ตามสมควร 

เท่าที่ผมตามความเห็นต่างๆ ที่ปรากฏเป็นข่าว มีความเห็นเป็น 2 แบบ แบบแรกเห็นว่า มาตรา 5 ไม่ขัดรัฐธรรมนูญ เพราะแม้ว่าถ้อยคำจะต่างกัน แต่เนื้อหาไม่ได้ต่างกัน และเป็นเอกลักษณ์ของระบบไต่สวนอยู่แล้วที่ให้อำนาจศาลแสวงหาข้อเท็จจริงเพิ่มเติมได้ แบบสอง เห็นว่าขัด เพราะว่ามาตรา 5 บอกว่าศาลสามารถไต่สวนเพิ่มได้ตามสมควร คำว่า “ตามสมควร” เป็นดุลพินิจแท้ๆ ของศาล แต่รัฐธรรมนูญมาตรา 235 วรรรค 6 กำหนดว่า ศาลสามารถไต่สวนเพิ่มเติมได้ “เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม” เท่านั้น การไต่สวนของศาลนี้เป็นข้อยกเว้น ทำได้ก็ต่อเมื่อเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม ซึ่งก็คือหลักประกันสิทธิของคู่ความทั้งหลาย เช่น การต่อสู้โต้แย้ง ความเสมอภาคระหว่างคู่ความ

มีข้อสังเกตน่าสนใจจากตัวร่างใหม่ที่สนช.โหวตผ่าน ในร่างแรกที่ กรธ.เสนอ มาตรา 6 เขียนเหมือนกับมาตรา 5 ของกฎหมายปัจจุบัน คือ “ตามสมควร” แต่พอถึงชั้น สนช. ได้แก้ไขมาตรา 6 ใหม่ โดยเขียนให้โดยมีนัยยะให้ล้อไปกับรัฐธรรมนูญ มาตรา 235 วรรค 6 โดยเพิ่มคำว่า"และเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม" เข้ามา นัยนี้หมายความว่า ถ้อยคำ “ตามสมควร” กับ “เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม” นี้มีนัยต่างกันจริงๆ เพราะ ถ้ามีนัยไม่ต่างกัน สนช ก็ไม่จำเป็นต้องไปเปลี่ยนถ้อยคำนี้ให้ล้อตามรัฐธรรมนูญใหม่

เมื่อศาลฎีกาส่งประเด็นนี้ไปให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ศาลก็จะพิพากษาคดีจำนำข้าวไม่ได้ จึงมีคนคิดกันว่านี่คือการประวิงเวลาไว้ ผมคิดว่าถ้าเป็นไปตามรัฐธรรมนูญ 2540 ยังมีโอกาสถ่วงเวลา เพราะศาลแห่งคดีต้องหยุดกระบวนพิจารณาไว้เลย แต่ตั้งแต่รัฐธรรมนูญ 2550 ต่อเนื่องมา 2560 เราได้แก้ปัญหานี้ไป โดยกำหนดว่า เมื่อศาลแห่งคดีส่งประเด็นให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ศาลแห่งคดีสามารถพิจารณาคดีต่อไปได้ เพียงแต่ต้องรอการพิพากษาไว้ก่อน และในการตรวจสอบว่ากฎหมายขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่นั้น ศาลรัฐธรรมนูญคงใช้เวลาในการวินิจฉัยไม่นาน 

วันพุธที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2559

รัสเซียเสริมเขี้ยวเล็บให้กับระบบป้องกันภัยด้วยสุดยอดเรดาร์รุ่นใหม่ประสิทธิภาพสูง

รัสเซียเสริมเขี้ยวเล็บให้กับระบบป้องกันภัยด้วยสุดยอดเรดาร์รุ่นใหม่ประสิทธิภาพสูง
-----------
หันมาดูเรื่องเกี่ยวกับเทคโนโลยีทางทหารของฝั่งรัสเซียกันบ้างนะครับ วันที่ 26 ก.พ.59 Sputnik news พาดหัวข่าวว่า "การแจ้งเตือนล่วงหน้าก็คือการติอาวุธป้องกันไว้ก่อน: รัสเซียเสริมศักยภาพด้านการป้องกันขีปนาวุธให้กับตนเอง" (Forewarned is Forearmed: Russia Boosts Its Missile Defense Capabilities)
เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาหนังสือพิมพ์ Rossiyskaya Gazeta ของรัสเซียรายงานว่า หัวเรี่ยวหัวแรงของระบบป้องกันภัยทั่วโลกตัวนี้เป็นรุ่นที่สามของสถานีเรดาร์ Voronezh-type
ระบบเรดาร์แบบ Voronezh-class นี้มีองค์ประกอบที่สำคัญอยู่ 3 อย่างซึ่งรวมทั้งเรดาร์แบบ Voronezh M, Voronezh-DM (using VHF and UHF), และ Voronezh-VP ที่มีศักยภาพสูง สันนิษฐานว่าน่าจะเป็น EHF (extremely high frequency) ซึ่งมีรัศมีในการตรวจจับวัตถุระหว่าง 4,500 - 6,000 กิโลเมตร และมีศักยภาพในการตรวจจับวัตถุที่ความสูงถึง 4,000 กิโลเมตร
[ว้าววว! แค่เรดาร์ของ S-400 เกลือบจะครอบคุมพื้นที่ทั้งหมดของซีเรียได้อยู่แล้ว เจอเจ้าตัวนี้เข้าไป แหล่มเลย ในวิกิพีเดียบอกว่า เรดาร์ Voronezh-DM (77Ya6-DM) ซึ่งเป็นคลื่นความถี่แบบ UHF (Ultra high frequency) ออกแบบโดยบริษัท NPK NIIDAR ของรัสเซีย มีรัศมีไกลถึง 10,000 กม.และสามารถตรวจจับวัตถุในเวลาเดียวกันได้ถึง 500 เป้าหมาย รัศมีแนวราบอยู่ที่ 6,000 กม. และแนวตั้งอยู่ที่ 8,000 กม. สามารถตัวจับวัตถุที่มีขนาดเท่ากับลูกฟุตบอลในระยะไกลที่ 8,000 กม.ได้สบาย ใช้คลื่นความถี่สองแบบคือทั้งแบบ VHF (Very high frequency) และ UHF ข้อมูลจากเว็บไซต์ต่างๆเกี่ยวกับรัศมีของเรดาร์รุ่นนี้ไม่ค่อยตรงกัน ดูเหมือนว่าในวิกิจะค่อนข้างเวอร์ไปสักนิด แต่โดยทั่วไปแล้วน่าจะอยู่ที่ 4,500 - 7,200 กม. รัศมีความสูงราว 6,600 กม. แค่นี้ก็เหลือกินเหลือใช้แล้ว - ผู้แปล]
นอกจากนี้แล้ว ระบบเรดาร์ Voronezh-class สร้างด้วยโมดูลแบบผลิตในโรงงาน และดังนั้นจึงสามารถที่จะทำการติดตั้งได้อย่างรวดเร็วประมาณหนึ่งปีครึ่งเท่านั้น เมื่อเทียบกับสถานีเรดาร์อื่นๆที่มีศักยภาพที่เท่ากันซึ่งต้องใช้เวลาราว 5-9 ปีถึงจะติดตั้งสำเร็จ
[ถ้าได้เจ้านี้ไปติดตั้งในซีเรียซัก 3 ชุด (เนื่องจากแต่ละตัวไม่สามารถมีรัศมีครอบคุมพื้นที่แบบ 360 องศา) เชื่อมเข้ากับระบบ S-400 และระบบป้องกันภัยทางอากาศอื่นๆ รับรองว่าจะไม่มีประเทศไหนกล้าส่งเครื่องบินเข้าไปในซีเรียโดยไม่ได้รับอนุญาตจากฝ่ายรัฐบาลซีเรียอีกต่อไป - ผู้แปล]
เทคโนโลยีของเรดาร์รุ่นนี้เป็นมรดกตกทอดที่รัสเซียได้มาจากอดีตสหภาพโซเวียต และนำมาพัฒนาต่อให้ล้ำสมัยกว่าเดิม รายงานข่าวบอกว่าในขณะเดียวกันกองทัพของรัสเซียก็ได้ติดตั้งระบบป้องกันขีปนาวุธชายฝั่ง K-300P Bastion ที่คาบสมุทร Kola (ทางตะวันตกเฉียงหนือของรัสเซีย ใกล้พรมแดนประเทศฟินแลนด์) หนังสือพิมพ์ Izvestiya รายงานว่าอาวุธดังกล่าวครอบคุมชายฝั่งของรัสเซียในพื้นที่ประมาณ 1,500 กม.และสามารถเปลี่ยนทะเลบาเรนท์ให้เป็น "เขตมรณะ" (dead zone) สำหรับเรือรบของนาโต้ได้เลย
กองพัน K-300P ประกอบด้วยเครื่องยิงขีปนาวุธเคลื่อนที่จำนวน 12 ชุด ติดตั้งด้วยขีปนาวุธ P-800 Oniks สำหรับทำลายเรือรบซึ่งมีพิสัยทำการอยู่ที่ 300 กิโลเมตร
หนังสือพิมพ์ของรัสเซียยังกล่าวอีกว่า หลังจากที่กองทัพรัสเซียประจำการเครื่องยิงขีปนาวุธรุ่นนี้ในแหลมไคร์เมียแล้ว ก็สามารถที่จะทำลายเป้าหมายของข้าศึกได้ทั้งในทะเลดำและทะเลบาเรนท์ด้วย แต่ก.กลาโหมของรัสเซียยังไม่ได้ระบุว่าต่อไปจะรัสเซียจะติดตั้งระบบอาวุธดังกล่าวไว้ที่ไหนบ้าง

วันอังคารที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

ความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจ ภาคพื้นแปซิฟิค (TPP)

ความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจ ภาคพื้นแปซิฟิค (TPP)

โดย : ศาสตราจารย์พิเศษ พลโท พิศาล เทพสิทธา
ตามที่นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีได้ประกาศเจตนารมณ์แสดงความสนใจของไทย ในการเข้าร่วมเจรจาความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิค (Trans-Pacific Partnership: TPP) ในช่วงที่ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา นายบารัค โอบามา เดินทางมาเยือนประเทศไทย เมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555 นั้น
กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ ได้ว่าจ้างให้ บริษัท ไบรอันเคฟ (ประเทศไทย) จำกัด ทำการศึกษาวิจัยให้ข้อเสนอแนะต่อรัฐบาลเกี่ยวกับที่ไทยจะเข้าร่วมการจัดทำความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิค TPP ดังกล่าวหรือไม่ อย่างใด โดยกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ จึงได้นำข้อเสนอแนะดังกล่าว เข้าสู่การสัมมนาเวทีสาธารณะผ่านกลุ่มต่างๆ จำนวน 8 กลุ่ม เพื่อรวบรวมความคิดเห็นและข้อเสนอแนะมาประมวลจัดทำร่างกรอบเจรจา และมาตรการการรองรับการเจรจา TPP เพื่อเสนอต่อคณะรัฐมนตรีและรัฐสภา ประกอบการพิจารณาเข้าร่วมการเจรจาความตกลง TPP ต่อไป
การสัมมนาเวทีรับฟังความคิดเห็นและข้อเสนอแนะต่อการจัดทำความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิค (TPP) ได้จัดขึ้นเมื่อวันจันทร์ที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2556 เวลา 09.00-15.00 น. ที่โรงแรมอิสตินแกรนด์ ถนนสาทร กรุงเทพมหานคร
  1. ไทยและสหรัฐฯ ได้เคยมีความพยายามทำข้อตกลงทางการค้าเสรีกันมาแล้ว
    แต่ต้องสะดุดหยุดลงในปี ค.ศ. 2006
  2. ในระหว่างนั้น ประเทศบรูไน สิงคโปร์ นิวซีแลนด์ และ ชิลี 4 ประเทศ
    ได้มีข้อตกลงการค้าเสรีร่วมกัน เรียกว่า 4P
  3. ต่อมาสหรัฐฯ ได้พยายามเจรจาการค้าเสรีกับประเทศริมฝั่งแปซิฟิค ทำให้เกิดประชาคม APEC (Asian Pacific Economic Community)
  4. ปี ค.ศ. 2008 สหรัฐฯ ได้ร่วมลงนามข้อตกลงการค้าเสรี กับกลุ่ม 4P ตามข้อ 2 โดยสหรัฐฯ ได้แสดงบทบาทโดดเด่นเป็นพิเศษ ทำให้เกิดข้อตกลงการค้าเสรี ที่เรียกว่า Trans-Pacific Partnership: TPP หรือ TPP 8 โดยได้เชิญอีก 4 ประเทศมาร่วม ทำให้มี 8 ประเทศ คือ ออสเตรเลีย บรูไน ชิลี นิวซีแลนด์ เปรู สิงคโปร์ สหรัฐอเมริกา และเวียดนาม โดยมาร่วมลงนามในข้อตกลงดังกล่าว โดยเรียกชื่อว่า TPP 8
  5. ต่อมาใน ค.ศ. 2013 สหรัฐฯ ได้เชิญประเทศต่างๆ เข้ามาร่วมเป็นสมาชิก TPP อีก 4 ประเทศ คือ ญี่ปุ่น แคนาดา มาเลเซีย และเม็กซิโก ทำให้สมาชิก TPP มีจำนวนทั้งสิ้น 12 ประเทศ ในปี ค.ศ. 2013 จึงเรียกว่า TPP 12
  6. การดำเนินการดังกล่าวของสหรัฐฯ ทำให้เห็นได้ว่า สหรัฐฯ มีบทบาทสำคัญทางเศรษฐกิจ และพัวพันในเอเชียยิ่งขึ้น อาจพิจารณาไปได้ว่า สหรัฐฯ ต้องการลดอิทธิพล และการขยายตัวทางเศรษฐกิจของจีน ต่อประเทศต่างๆ ในเอเชียก็ได้
    ประเทศสมาชิก TPP ทั้ง 12 ประเทศ มีผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ หรือ Gross Domestic Products (GDP) รวมกันทั้งสิ้น มีมูลค่า 27,558 พันล้านเหรียญสหรัฐ ถือได้ว่าเป็นมูลค่าที่สูงมาก
  7. ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ได้เชิญชวนนายกรัฐมนตรีไทย ขอให้ประเทศไทยพิจารณาการสมัครเข้าเป็นสมาชิก TPP ในคราวที่มาเยือนประเทศไทยเมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555 ตามที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้น
  8. การที่ไทยจะเสนอตัวเข้าเป็นสมาชิก TPP ต้องดำเนินการตามกระบวนการดังต่อไปนี้ คือ ต้อง
    1. แสดงความประสงค์เข้าร่วมกับสมาชิก TPP เดิม
    2. เข้าสู่กระบวนการเจรจากับสมาชิก TPP เป็นรายประเทศ คือต้องทำเป็น Bilateral consultation
    3. ยื่นหนังสือแสดงเจตจำนงและมีความมุ่งมั่นในการปฏิบัติตามข้อกำหนดของ TPP
    4. เข้ากระบวนการพิจารณาของประเทศสมาชิกดั้งเดิม
    5. หากได้รับความเห็นชอบจากประเทศสมาชิกทุกประเทศ TPP ก็ได้เข้าร่วมเป็นสมาชิก TPP หากไม่ได้รับความเห็นชอบจากทุกประเทศสมาชิก TPP ก็ไม่ได้เข้าร่วมเป็นสมาชิก TPP
    6. การเจรจากับกลุ่ม หรือของกลุ่ม TPA ถือเป็นความลับ จะเปิดเผยให้ผู้อื่นที่มิใช่สมาชิกทราบไม่ได้
ตอบได้ว่าอยู่ระหว่างการประเมินท่าทีการเจรจาของประเทศสมาชิก TPP ในประเด็นที่น่าสนใจ นั่นก็คือ เข้าสู่กระบวนการเจรจากับสมาชิก TPP เป็นรายประเทศ ประเทศที่สำคัญ คือ สหรัฐอเมริกา
เนื่องจาก ประเทศไทยได้ลงนามทางการค้าเสรีกับประเทศสมาชิกของ TPP อื่นๆ ไปเกือบทั้งหมดแล้ว ยกเว้น 4 ประเทศ ต่อไปนี้เท่านั้น คือ สหรัฐอเมริกา แคนาดา เม็กซิโก และชิลี
ดังนั้น ผลกระทบหากไทยเข้าร่วม TPP จึงจะคล้ายกับการที่ไทยต้องมีข้อตกลงทางการค้าเสรีกับสหรัฐฯ นั่นเอง
กลุ่มหัวข้อเจรจา ภายใต้กรอบ Trans-Pacific Partnership ต้องใช้กลยุทธ์เจรจา “Comprehensive Single Undertaking” นั่นคือ ถ้าการเจรจาแต่ละข้อยังไม่จบ จะถือว่าการเจรจาไม่เสร็จสิ้น จนกว่าการเจรจาทุกข้อบทจะจบลง
แนวทางการเจรจาในหัวข้อการเปิดตลาดสินค้า แบ่งเป็นสินค้า เกษตรกรรม สิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม และ อุตสาหกรรม โดยข้อเรียกร้องของสหรัฐฯ ต้องการการเจรจาแบบทวิภาคี แบ่งสินค้าเป็น 4 ตะกร้า คือ
  1. สินค้าที่ลดภาษีนำเข้าเป็นศูนย์ทันที
  2. สินค้าที่ลดภาษีนำเข้าภายใน 5 ปี
  3. สินค้าที่ลดภาษีนำเข้าภายใน 10 ปี
  4. สินค้าที่ยกเว้นการลดภาษี
ข้อเรียกร้องของสหรัฐฯ
สิทธิบัตรยาและการเข้าถึงยาที่จำเป็น
  1. ขยายอายุสิทธิบัตร จาก 20 ปี ออกไปอีกไม่เกิน 5 ปี
  2. การผูกขาดข้อมูลยา 5 ปี สำหรับยาใหม่ และ 3 ปี สำหรับยาที่ได้รับสิทธิบัตรแล้ว
  3. ระบบการเชื่อมโยงสถานะสิทธิบัตรกับการขึ้นทะเบียนยา (Patent Linkage System)
สิทธิบัตรพืชและสัตว์
  1. ไทยต้องเข้าร่วมอนุสัญญาคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่ (UPOV)
ข้อเรียกร้องของสหรัฐฯ ไทยต้อง
ยอมรับหลักการของปฏิญญา ILO ว่าด้วย หลักการและสิทธิบัตรขั้นพื้นฐานในการทำงาน 5 ประเด็นหลัก ได้แก่ การยกเลิกแรงงานเด็กอย่างมีประสิทธิผล ห้ามมิให้มีการใช้แรงงานเด็กในรูปแบบที่เลวร้ายที่สุด ขจัดการเลือกปฏิบัติในการจ้างงานและประกอบอาชีพ การยอมรับสิทธิในการร่วมเจรจาเสรีภาพในการสมาคม และการขจัดแรงงานบังคับและการเกณฑ์แรงงานในทุกรูปแบบ
ข้อเรียกร้องของสหรัฐฯ ไทยต้อง
  1. เข้าร่วมเป็นสมาชิกในความตกลงสิ่งแวดล้อมระหว่างประเทศ 7 ฉบับ
  2. ลดภาษีสินค้าเพื่อสิ่งแวดล้อมให้เหลือศูนย์ทั้งหมด และขยายขอบเขตของมาตรการห้ามการค้าสินค้าของป่าที่เก็บเกี่ยวโดยผิดกฎหมาย ร่างกรอบการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม
  3. ให้มีบทบัญญัติเฉพาะการอนุรักษ์ สัตว์ป่า การประมงทางทะเล และไม้แปรรูป หรือการลักลอบตัดต้นไม้
ข้อเรียกร้องของสหรัฐฯ
  1. ไทยต้องไม่ให้มีการจัดซื้อจัดจ้างโดยหน่วยงานรัฐ เช่น รัฐวิสาหกิจ
  2. ไทยต้องมีการจัดซื้อจัดจ้างที่โปร่งใส
สหรัฐฯ เห็นว่าไทยมีหน่วยงานของรัฐ ที่ทำหน้าที่บริหารเรื่องการจัดซื้อยาของประเทศ ตามนโยบายสาธารณสุขของประเทศ และเห็นว่า การดำเนินการดังกล่าวของหน่วยงานของรัฐ ส่งผลกระทบต่อผู้ผลิตยาของสหรัฐฯ เนื่องจากการบริหารจัดการโดยรัฐบาล และกระบวนการจัดทำบัญชียาหลักนั้น สามารถกีดกันสินค้ายาของสหรัฐฯ ระหว่างการจัดซื้อ นอกจากนี้อาจมีความไม่โปร่งใสเกิดขึ้นในกระบวนการดังกล่าว
ข้อเรียกร้องของสหรัฐฯ
ประเทศไทยฯ ต้องป้องกันพฤติกรรมกีดกันการแข่งขัน และดูแลให้รัฐวิสาหกิจใช้อำนาจในลักษณะที่ไม่เลือกปฏิบัติ สอดคล้องกับพันธกรณีในข้อตกลง
ข้อเรียกร้องของสหรัฐฯ ไทยต้อง
  1. เปิดให้ชาวต่างชาติสามารถถือหุ้นได้ 100%
  2. ให้การโอนเงินทำได้โดยเสรีและไม่มีอุปสรรค
  3. ห้ามกำหนดเงื่อนไขต่างๆ ในการลงทุนประกอบธุรกิจ เช่น การบังคับให้มีการถ่ายทอดเทคโนโลยี หรือกำหนดสัดส่วนภายในประเทศ
  4. ต้องกำกับดูแลที่โปร่งใส และไม่เลือกปฏิบัติ
  5. ต้องมีการคุ้มครองการลงทุนจากการเวนคืน
  6. ต้องมีบทบัญญัติเรื่องการอนุญาโตตุลาการ
ข้อเรียกร้องของสหรัฐฯ ไทยต้อง
  1. เปิดเสรีให้ชาวต่างชาติสามารถลงทุนได้ 100%
  2. มีการเปิดเสรีบริการทางการเงินใหม่
  3. ให้เปิดให้มีบริการข้ามพรมแดน
  4. มีมาตรการกำกับดูแลที่ไม่เป็นภาระต่อการทำธุรกิจ
ข้อเรียกร้องของสหรัฐฯ ไทยต้องทำให้
  1. มีการเข้าถึงโครงข่าย และโครงสร้างพื้นฐานทางโทรคมนาคมอย่างเท่าเทียมกัน
  2. ต้องมีการแข่งขันที่เป็นธรรม
  3. ต้องมีหน่วยงานกำกับดูแลที่โปร่งใส และมีประสิทธิภาพ
ข้อเรียกร้องของสหรัฐฯ ไทยต้อง
  1. ไม่ให้ผู้ผูกขาดบริการไปรษณีย์ ใช้อำนาจผูกขาดไปในทางที่เอาเปรียบผู้ให้บริการจัดส่งด่วนในตลาด
  2. มีการปรับปรุงกระบวนการศุลกากร
ข้อเรียกร้องของสหรัฐฯ ไทยต้อง
  1. ไม่มีการเลือกปฏิบัติต่อสินค้าดิจิตอล
  2. นิยามคำว่าสินค้าดิจิตอล ให้ครอบคลุมสินค้าดิจิตอลที่บรรจุอยู่ในวัสดุสื่อกลาง และสินค้าเสมือน (Virtual Goods) เช่น ซอฟท์แวร์ เพลง วิดีโอ หนังสือ ดิจิตอล เป็นต้น
  3. ให้งดเว้นการเก็บภาษีศุลกากรจากการซื้อขายสินค้าทางอิเล็กทรอนิกส์
  4. การเก็บภาษีสินค้าดิจิตอล ให้ประเมินราคาจากวัสดุสื่อกลาง มิใช่ราคาของข้อมูลที่บรรจุในสื่อนั้น
  5. การยอมรับการยืนยันตัวตนทางอิเล็กทรอนิกส์
  6. ให้คุ้มครองผู้บริโภคออนไลน์
  7. ยืนยันสิทธิของผู้บริโภคในการเข้าถึงอินเตอร์เน็ต และเลือกใช้
  8. ให้มีการส่งข้อมูลข้ามพรมแดนโดยเสรี และลดอุปสรรคด้านการปิดกั้นข้อมูลข่าวสารบนอินเตอร์เน็ต
  1. รักษาความสามารถทางการแข่งขันของผู้ส่งออกไทย จากการลดภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ และประเทศสมาชิก TPP
  2. ลดความเสี่ยงจากการถูกตัดการลดภาษีนำเข้า GSP. (Generalized System of Preference) โดยสหรัฐฯ (ปัจจุบัน สินค้าส่งออกของไทย ประมาณ 15% มีมูลค่า 17,525.21 ล้านเหรียญสหรัฐ ที่ส่งไปสหรัฐฯ ได้รับ GSP.)
  3. การเปิดเสรีภาคบริการมีผลกระทบทั้ง Backward และ Forward Linkage ของภาคการผลิตในประเทศ รวมทั้งเป็นการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เปิดโอกาสให้ขยายการค้าบริการ และการลงทุนจากต่างชาติมากขึ้น จะทำให้สร้างความเจริญทางเศรษฐกิจต่อไป
  4. เปิดโอกาสในการเข้าถึงตลาดภาครัฐในต่างประเทศ โดยเฉพาะในสหรัฐฯ และสร้างความโปร่งใสในระบบการจัดซื้อ จัดจ้างในประเทศ
  5. เปิดโอกาสให้ประเทศไทย ได้พัฒนาและปฏิรูป โดยไทยจะมี Gross Domestic Products (GDP) สูงขึ้น
  6. มีต้นทุนการนำเข้า ต้นทุนโครงสร้างพื้นฐานที่ต่ำลง รวมถึงผู้บริโภคยังมีทางเลือกที่หลากหลายมากขึ้น
  7. เป็นการแสดงจุดยืนของไทยในเวทีการค้าโลก
  8. ลดอุปสรรคทางการค้าตามกรอบ TPP
  1. ข้าวสาร
  2. ปลาทูน่ากระป๋อง
  3. กุ้งแปรรูป
  4. หน่วยเก็บข้อมูลในเครื่องคอมพิวเตอร์
  1. น้ำมันหล่อลื่น
  2. น้ำยางข้น
  3. ยางแท่ง
  4. ทองคำที่ยังไม่ได้ขึ้นรูป
  5. เครื่องประดับทอง
  6. เครื่องปรับอากาศแบบติดหน้าต่างหรือผนัง
  7. รถปิคอัพ
  8. ถังน้ำมันเชื้อเพลิงรถ
  1. ประเด็นสิทธิบัตรและการเข้าถึงยา สหรัฐฯ จะขยายอายุสิทธิบัตรที่เกี่ยวกับการผลิต หรือการใช้ยา จาก 20 ปี ออกไปอีกไม่เกิน 5 ปี มากกว่าระดับความคุ้มครอง ภายใต้ความตกลงหรืออนุสัญญา ด้านทรัพย์สินทางปัญญาที่ไทยเป็นสมาชิก
  2. การผูกขาดข้อมูลยา (Data Exclusivity) ทำให้ผู้ผลิตยาชื่อสามัญ ต้องดำเนินการทดลองทางคลินิก ที่มีค่าใช้จ่ายสูงทั้งหมดใหม่อีกครั้ง และวางตลาดได้ช้าลง
    การเชื่อมโยงสถานะสิทธิบัตรกับการขึ้นทะเบียนยา (Patent Linkage) อาจจะเป็นเครื่องมือกีดกันคู่แข่ง ไม่ให้สามารถขออนุญาตวางตลาดยาได้โดยง่าย
    การผูกขาดข้อมูลยา และการเชื่อมโยงสถานะสิทธิบัตรกับการขึ้นทะเบียนยา ทำให้การใช้มาตรการบังคับใช้สิทธิ (Compulsory Licenses: CL) ได้ยากขึ้น และมีการจำกัดการใช้ CL เฉพาะกรณีโรคติดต่อร้าย และในสถานการณ์ “ฉุกเฉินระดับประเทศ” หรือ “ฉุกเฉินเร่งด่วน” เท่านั้น
    สหรัฐฯ มีวัตถุประสงค์เจรจาให้ประเทศคู่เจรจาเปิดโอกาสหรือปรับปรุงกระบวนการให้บริษัทผู้ผลิตยาของสหรัฐฯ มีโอกาสนำเสนอยาใหม่ของตนให้อยู่ในบัญชียาหลักของประเทศคู่เจรจาได้อย่างโปร่งใสขึ้น
  3. ไทยไม่อาจใช้มาตรการจำกัดการนำเข้าสินค้าเกษตรจากสหรัฐฯ ที่เป็นหรือมีส่วนผสม GMO (Genetically Modified Organisms) เพื่อปกป้องคุ้มครองระบบนิเวศและสิ่งแวดล้อม โดยอาศัยหลักการระมัดระวัง ได้อย่างเต็มที่
  4. เนื่องจากอัตราภาษีนำเข้าที่ต่ำมากอยู่แล้วของสหรัฐฯ ผู้ส่งออกไทย อาจได้ประโยชน์จากการลดภาษีไม่มากนัก โดยไทยต้องยอมรับพันธกรณีต่างๆ ตามกฎเกณฑ์ที่กำหนดไว้ของ TPP หรือตามข้อเรียกร้องของสหรัฐฯ หรือผลของการเจรจาต่อรองกับประเทศสมาชิก TPP รวมทั้งสหรัฐฯ ด้วย
  5. การเปิดตลาดภาคบริการ อาจนำไปสู่การผูกขาดโดยผู้ประกอบการต่างชาติได้
  6. อาจเกิดความเสียหายต่อภาครัฐ จากกรณีพิพาทภายใต้ Investor-state-dispute กล่าวคือ หากมีการบังคับใช้ข้อตกลงตามอนุสัญญาที่ไทยภาคี แต่สหรัฐฯ มิได้เป็นภาคี อาจทำให้เกิดข้อโต้แย้งได้
  7. กรณีพิพาทที่อาจเกิดขึ้น หากมีการดำเนินการพันธกรณี ภายใต้อนุสัญญาที่แต่ละประเทศสมาชิก TPP เป็นภาคี ไม่ตรงกันอยู่
  8. ประเทศไทยมีธุรกิจขนาดเล็ก และขนาดกลาง เป็นจำนวนมาก หากไทยเข้าเป็นสมาชิก TPP ธุรกิจดังกล่าวได้รับผลกระทบมาก จนถึงต้องเลิกกิจการ รัฐบาลต้องเตรียมการ และหาทางเยียวยา
การเข้าเป็นสมาชิก TPP ของไทย จะมีผลกระทบต่อการพัฒนา ASEAN Economic Community ได้ เพราะ TPP ดูประหนึ่งจะเป็นคู่แข่งของ AEC นั่นเอง
ผู้นำอาเซียน เมื่อพฤศจิกายน 2554 ได้รับรองเอกสาร ASEAN Framework ที่เรียกว่า “Regional Comprehensive Economic Partnership” (RCEP) ซึ่งเป็นกรอบและหลักการพื้นฐานของอาเซียนในการขยายการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจในภูมิภาค โดยการจัดทำความตกลงการค้าเสรีกับคู่ภาคี ได้แก่ จีน ญี่ปุ่น เกาหลี อินเดีย ออสเตรเลีย และ นิวซีแลนด์ ที่สนใจจะเข้าร่วม โดยวางบทบาทให้อาเซียนเป็นตัวขับเคลื่อนกระบวนการต่อไป
อาเซียนอยู่ระหว่างเตรียมการตั้งคณะทำงาน 4 ด้าน คือ สินค้า ถิ่นกำเนิดสินค้า บริการ การลงทุน เพื่อจัดทำแม่บทการเปิดการค้าเสรี โดยอาเซียนตั้งเป้าหมายการเจรจา RCEP ให้เสร็จในปี 2558 อันเป็นปีเดียวกับที่ AEC มีผลใช้บังคับ
การเข้าเป็นสมาชิก TPP จะมีผลกระทบต่อการพัฒนา AEC ทำให้การพัฒนา AEC ให้เข้มแข็ง และประสบความสำเร็จ ต้องใช้เวลายาวนานออกไป เกินกว่าที่คาดหวังไว้ เพราะกลไกต่างๆ ดังกล่าว ต้องหยุดชะงักลง ถ้ามีข้อตกลง TPP เข้ามาสกัดกั้น เพราะ ASEAN มีประชากร 595 ล้านคน ส่วน TPP มีประชากร 792 ล้านคน
  1. การจัดตั้ง TPP ขึ้น โดยมีสหรัฐฯ เป็นผู้นำ พิจารณาได้หรือไม่ว่า เพื่อเป็นการปิดล้อมจีน ไม่ให้เข้ามามีอิทธิพลทางเศรษฐกิจในภูมิภาคนี้
  2. การจัดตั้ง TPP เป็นการชะลอการเติบโตทางเศรษฐกิจของ ASEAN Economic Community (AEC) หรือไม่
  3. กลุ่มประเทศ TPP มีการเจรจาที่เป็นความลับ และดำเนินการในลักษณะลึกลับซับซ้อน เปิดเผยไม่ได้ ทำให้ประเทศที่ไม่ได้เป็นสมาชิก TPP ยากที่จะประเมินได้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น หากไม่ได้เป็นสมาชิก หรือเป็นสมาชิก TPP แล้ว มีข้อผูกพันที่เกิดผลลบขนาดใดหรือไม่ อย่างใด กับประเทศของตน
  4. ลักษณะการผูกพันของสมาชิก TPP ขยายตัวได้ไม่มาก เพราะเงื่อนไขขาดการผ่อนปรน หาก TPP ขยายสมาชิกได้ไม่มากกว่านี้ ก็ไม่น่าเป็นที่สนใจ
  5. อาจกล่าวได้ว่า การเข้าเป็นสมาชิก TPP สหรัฐอเมริกาเป็นผู้ควบคุม โดยสหรัฐอเมริกาต้องการให้การเป็นสมาชิก TPP เสร็จสิ้นในปี ค.ศ. 2013 โดยที่นักธุรกิจสหรัฐฯ ได้เตือนประธานาธิบดีสหรัฐฯ ว่า อย่าเร่งรัดตกลง TPP เพราะข้อจำกัดด้านเวลา อาจทำให้การเจรจาของสหรัฐฯ มีจุดอ่อน พร้อมระบุว่า ถ้าจำเป็นต้องใช้เวลา เพื่อให้ข้อตกลงสมบูรณ์แบบมากขึ้น ก็ควรดำเนินการขยายเวลาการเจรจาออกไป นักธุรกิจสหรัฐฯ ต้องการได้ข้อตกลงที่มีคุณภาพสูง ต้องไม่มีการประนีประนอม ต้องไม่เร่งการตกลง โดยที่ผ่านมา รัฐบาลสหรัฐฯ พยายามชักจูงให้ประชาชนสหรัฐฯ เห็นด้วยกับข้อตกลงนี้ ด้วยการระบุว่า “การส่งออกของสหรัฐฯ ที่เพิ่มขึ้นทุกๆ 1,000 ล้านดอลล่าห์ จะช่วยสร้างงานในประเทศได้ 5,000 ตำแหน่ง”
  6. เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ให้ความเห็นว่า ข้อตกลง TPP อาจไม่สามารถยกเลิกภาษีศุลกากรทั้งหมดในกลุ่มสมาชิกทั้ง 12 ประเทศของ TPP ได้
    มีประเด็นที่น่าสนใจว่า สหรัฐฯ ถูกกดดันให้ยกเลิกข้อจำกัดนำเข้าสินค้าอ่อนไหวทางการเมือง เช่น น้ำตาลทราย ผลิตภัณฑ์จากนม รองเท้า และเครื่องแต่งกาย แลกเปลี่ยนกับการที่ประเทศคู่เจรจาจะออกกฎเกณฑ์ใหม่ด้านสินค้าหรือบริการดิจิตัล
  7. ผู้ผลิตน้ำตาลในประเทศสหรัฐฯ ไม่เห็นด้วยกับการเปิดตลาดสินค้าน้ำตาลในสหรัฐฯ ไม่ว่ากับประเทศที่มี FTA เช่น ออสเตรเลีย หรือประเทศที่ยังไม่มี FTA เช่น เวียดนาม โดยให้เหตุผลว่า การลดภาษีน้ำตาลดังกล่าว จะทำให้เกิดอุปทาน (supply) ส่วนเกิน และราคาน้ำตาลลดลง อันส่งผลให้รายได้ของผู้ผลิตน้ำตาลลดลง จนทำให้รัฐบาลสหรัฐฯ ต้องเข้ามาให้ความช่วยเหลือ และเกิดค่าใช้จ่ายภาครัฐต่อไป
  8. ประเด็นทางการค้าและเศรษฐกิจ ถูกยึดโยงไปเป็นประเด็นทางการเมือง ด้วยข้อตกลงทาง TPP โดยสหรัฐฯ กลับมามีอิทธิพลในเอเชีย ทั้งๆ ที่สภาพทางเศรษฐกิจ การเงิน การคลังของสหรัฐฯ อยู่ในสภาพย่ำแย่ คล้ายกับการผิดนัดการชำระหนี้สินของประเทศของตน ขาดงบประมาณใช้จ่ายเงินให้หน่วยงานของรัฐ ทำให้หน่วยงานของรัฐต้องปิดกิจการไปชั่วคราวเกือบครึ่งเดือน ปัญหาดังกล่าว ก็ยังไม่ได้รับการแก้ไขอย่างถาวรหรือสิ้นเชิง เป็นเพียงแต่ผ่อนปรนปัญหาออกไปชั่วคราว จนถึงเดือนกุมภาพันธ์ และมกราคม 2557 เท่านั้น
  9. ประเทศที่เป็นสมาชิก ASEAN ที่ไม่ได้เป็นสมาชิก TPP ปัจจุบัน คือ ไทย ฟิลิปปินส์ และอินโดนีเซีย
  10. ประเทศอินโดนีเซีย แม้มิได้เป็นสมาชิก TPP ก็มีต่างประเทศไปลงทุนในอินโดนีเซียเป็นจำนวนมาก มี GDP. สูงขึ้น เพราะค่าแรงงานต่ำ ราคาพลังงานต่ำ ก็สามารถพัฒนาทางเศรษฐกิจของตนให้เจริญก้าวหน้ามากยิ่งขึ้นได้
    การที่ประเทศเวียดนาม สมาชิก TPP มี GDP. สูงขึ้น ไม่ใช่เป็นผลมาจากเป็นสมาชิก TPP แต่เป็นเพราะมีราคาค่าแรงงานที่ต่ำ ต้นทุนสินค้ามีราคาถูก จึงส่งออกได้มาก ทำให้ GDP. สูงขึ้น
  11. ผลกระทบที่รวดเร็วและรุนแรง และการปรับตัวที่ไม่ง่ายนัก หรือจะเรียกว่า เป็นการปรับตัวอย่างทุรนทุรายของไทย จะมีความยากในการเข้าร่วมเป็นสมาชิก TPP ของไทย
  12. อย่างไรก็ตาม การที่ไทยจะเข้าเป็นสมาชิก TPP ต้องได้รับอนุมัติจากรัฐสภา ตามรัฐธรรมนูญ โดยที่ประเทศไทยต้องเตรียมให้พร้อมในหัวข้อการเจรจา คาดการณ์เนื้อหาการเจรจา ประเด็นถกเถียง ประเด็นอ่อนไหว การเยียวยา และการเตรียมความพร้อมต่อผลกระทบของธุรกิจไทยที่จะได้รับจากการเป็นสมาชิก TPP ครั้งนี้ รวมทั้งการบังคับใช้กฎหมาย และการปรับตัว

วันจันทร์ที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

พลิกปูมอาจารย์สาวหนีทุนมหิดล


แรงไม่หยุด! กับกรณีอดีตอาจารย์สาวหนีทุน ที่เป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในสังคมขณะนี้ จนชาวเน็ตตามขุดคุ้ยประวัติของทันตแพทย์หญิงระดับด็อกเตอร์ที่ไม่กลับมาทำ งานใช้ทุนตามสัญญา จนผู้ค้ำประกันต้องชดใช้เงินแทน
ไล่เรียงเหตุการณ์ เริ่มจากที่ ทพ.เผด็จ พูลวิทยกิจ ทันตแพทย์ที่คลินิกแห่งหนึ่งในจ.สระบุรี เผยแพร่ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ถึงกรณีที่ได้ชดใช้เงินค้ำประกันราว 2 ล้านบาท แทนทันตแพทย์หญิงรายหนึ่ง ซึ่งเป็นอดีตอาจารย์คณะทันตแพทย์ ม.มหิดล ซึ่งขอทุนรัฐบาลไปศึกษาต่อปริญญาโทและปริญญาเอกที่มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งใน ประเทศสหรัฐอเมริกา แล้วไม่กลับมาทำงานใช้ทุนตามสัญญาว่า
“สิ้นสุดสักทีกับกรรมเก่า ผมได้ชดใช้ให้แล้ว รวมยอดกับที่ต้องชำระให้อีกร่วมล้าน กับการค้ำประกัน นางสาวxxx อดีตอาจารย์ภาควิชาทันตกรรมสำหรับเด็ก คณะทันตแพทย์ ม.มหิดล ผู้ซึ่งรับทุนศึกษาต่อที่อเมริกา โดยมีผมซึ่งเข้ามาเรียนที่มหิดลในฐานะคนรู้จัก แต่ด้วยความที่เห็นแก่คณะและวิชาชีพจึงยอมค้ำประกันร่วมกับ อาจารย์และเพื่อนร่วมงานและเพื่อนอีกคนของ นางสาวxxx หวังว่าเค้าจะกลับมาทำประโยชน์แก่ส่วนรวม
 แต่สิ่งที่ผมและทุกคนได้รับคือบอกว่าไม่มีเงิน ทั้งๆที่เค้าทำงานเป็นนักวิจัยที่ ม.xxx รับเงินเดือนสูง อยู่อพาร์ทเม้นท์หรูหราในอเมริกา
เค้าทำได้แม้อาจารย์ผู้สั่งสอนและสนับสนุนให้เค้าได้เรียน ผู้ร่วมงาน เพื่อน อย่างไม่ละอายแก่ใจ พ่อของเค้าและญาติพี่น้องก็ไม่สนใจ เค้าเคยโทรหาผมแค่ครั้งเดียวว่าจะไม่ทำให้ผมเดือดร้อน ผมยังต้องส่งเสียลูกอีก4คน แต่ผมต้องนำเงินมาชำระแทนเค้า เลยขอให้เรื่องนี้เตือนสติแก่ผู้ที่จะค้ำประกันใคร การศึกษาและชาติตระกูลไม่ได้ช่วยอะไร
  เค้าวางแผนล่วงหน้าแล้วให้พ่อเค้ารับผิดชอบน้อยที่สุดและมาชดใช้ให้หมดแต่ ไม่ยอมชดใช้ให้คนอื่น ช่วยแชร์กันนะครับ เพื่อเป็นอุทาหรณ์ และผู้ที่จะทำธุรกรรมกับคนในครอบครัวนี้หรือบุคคลอื่น แม้ท่านจะปรารถนาดีก็ตาม”
12642445_10206680341461556_955376991845016102_n
ไม่นานนักข้อความของทพ.เผด็จก็ถูกแชร์ออกไปอย่างรวดเร็วในโลกโซเชียล
เรื่องดังกล่าวนี้เกิดขึ้นตั้งแต่พ.ศ. 2536 โดยทางมหาวิทยาลัยมหิดลได้เสนอชื่ออาจารย์หญิงคนดังกล่าวขอทุนจากรัฐบาล แต่เนื่อจากอาจารย์หญิงคนนี้เพิ่งเรียนจบและทำงานได้เพียง 1 ปี จึงต้องมีผู้คำประกันให้ โดยปรากฏชื่อผู้ค้ำประกัน 4 ราย
อาจารย์หญิงรายนี้ใช้เวลาเรียนปริญญาโทและปริญญาเอกที่สหรัฐอเมริกา เป็นเวลา 10 ปี โดยใช้ทุนประมาณ 10 ล้านบาท
ทั้งนี้ ทุนการศึกษาของรัฐบาลนั้นจะมีเงื่อนไขในสัญญาที่แตกต่างกันไป แต่โดยปกติจะมีการชดใช้ 2 รูปแบบ คือ เวลากับเงิน การชดใช้ด้วยเวลา คือต้องกลับมาทำงานชดใช้เป็นเวลา 1 หรือ 2 เท่า จากที่ใช้เวลาเรียนไป และหากไม่กลับมาทำงานก็ต้องชดใช้เป็นเงิน ในกรณีนี้มีเงื่อนไขว่ากรณีไม่ทำงานใช้ทุนจะต้องจ่ายเงินคืน 3 เท่าจากทุนที่ได้รับ
ต่อมาพ.ศ.2547 อาจารย์หญิงแจ้งกลับมาทางมหาวิทยาลัยต้นสังกัดว่า ปฏิเสธการกลับมาทำงานและใช้ทุนคืน ซึ่งจำนวนเงินที่จะต้องชดใช้เงินคืน เป็นจำนวน 3 เท่าของ 10 ล้านบาท นั่นหมายถึง 30 ล้านบาท ทางมหาวิทยาลัยจึงติดต่อไปยังผู้ค้ำประกันทั้ง 4 รายเพื่อชดใช้เงินแทน คือ ทพ.เผด็จ-อาจารย์ของทันตแพทย์หญิง-เพื่อนร่วมงานของทันตแพทย์หญิง-เพื่อนของ ทันตแพทย์หญิง
ภายหลังผู้ค้ำประกันได้มาเจรจาต่อศาลเพื่อขอลดหย่อนชดใช้ตามจำนวนทุนที่ ได้รับ 10 ล้านบาท และทยอยชดใช้เงินจนหมด ก่อนที่ทพ.เผด็จจะโพสต์เฟซบุ๊กเผยแพร่เรื่องราวจนเป็นที่รับรู้ในวงกว้าง
ทพ.เผด็จ ได้เปิดเผยผ่านเฟซบุ๊กอีกว่า “ขณะนี้ได้ตั้งทนาย พร้อมส่งจดหมายแจ้งเรื่องดังกล่าวไปถึงอาจารย์ที่เป็นคู่กรณีและ มหาวิทยาลัยxxx ปรากฏว่าอาจารย์คนดังกล่าวได้ตั้งทนายสู้คดี ทั้งยังข่มขู่ทนายของตนด้วย ส่วนทางด้านมหาวิทยาลัยxxxมีจดหมายตอบกลับมาว่า เรื่องที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องส่วนตัว จึงไม่สามารถเข้ามาช่วยจัดการได้”
และให้สัมภาษณ์เพิ่มเติมภายหลังว่า
“อาจารย์หญิงคนดังกล่าวแจ้งความจำนงว่าจะไม่กลับมา และขอลาออกจากการเป็นอาจารย์ที่มหาวิทยาลัยมหิดล โดยปัจจุบันเธอเป็นหมอฟัน และเป็นนักวิจัยของมหาวิทยาลัยอันดับ 1 ของประเทศอเมริกา และเท่าที่ทราบมาพบว่า อาจารย์หญิงคนนี้มีชีวิตที่ดีอยู่ในอพาร์ตเมนต์ที่หรูหรา ซึ่งผู้ค้ำประกันทุกคนต่างเดือดร้อนถึงขนาดต้องนำบ้านไปจำนองและยื่นกู้ เพื่อนำเงินมาใช้ในส่วนนี้ ขณะที่ตนก็ทำเรื่องยื่นกู้เช่นกัน โดยจ่ายเงินจำนวน 2 ล้านบาทไปให้ทางมหาวิทยาลัยมหิดลแล้ว”
หลังจากที่ทพ.เผด็จติดต่อไปยังมหาวิทยาลัยที่ทันตแพทย์หญิงทำงานอยู่ปราก ฎว่า ทางมหาวิทยาลัยตอบกลับมาว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องส่วนตัว ทางมหาวิทยาลัยไม่สามารถเข้าไปยุ่งเกี่ยวได้
กรณีนี้เป็นที่วิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรงในโลกออนไลน์ โดยผู้ใช้เฟซบุ๊กบางรายไปตามขุดประวัติ ที่อยู่ สถานที่ทำงาน ภาพบ้านหรูในสหรัฐอเมริกาของทันตแพทย์หญิงคนดังกล่าว
0054ผู้ใช้เฟซบุ๊กตามไปคอมเม้นท์ต่อว่าในแฟนเพจหน้าหนึ่งซึ่งปรากฏชื่อและภาพของอดีตอาจารย์สาว
ภายหลังจากมีกระแสกดดัน ทันตแพทย์หญิงได้ติดต่อกลับมา โดยทพ.เผด็จ เผยแพร่ข้อความผ่านเฟซบุ๊กไว้ว่า
“ขอบคุณทุกท่านครับ กระแสSocial ทำให้นางตอบมาแล้วครับ บอกยืนยันคำเดิม จนจัง ให้จ่ายไปก่อนนะ จริงๆก็จ่ายไปแล้ว และนางไม่มีสำนึกที่จะขอโทษที่ทำให้คนอื่นเดือดร้อนเลย คงยากที่sheจะคิดได้ ขนาดSocialแรงแล้วนะ”
12642472_1723291544552092_7464392489366322468_n
แน่นอน กรณีของอดีตอาจารย์สาวรายนี้ไม่ใช่รายแรกและรายสุดท้าย ยังมีผู้ขอทุนอีกหลายรายที่ไม่ได้กลับมาชดใช้ทุนตามสัญญา ซึ่งแต่ละรายก็ต้องดำเนินการตามข้อกฎหมาย นับเป็นกรณีตัวอย่างที่เตือนใจถึงผู้สนใจศึกษาต่อต่างประเทศว่าในการขอทุน แต่ละทุนนั้นต้องศึกษาเงื่อนไขข้อผูกมัดให้ดีก่อนตัดสินใจ
เพราะหากทำผิดสัญญาแล้วอาจทำให้เดือดร้อนถึงบุคคลอื่นดังเช่นในกรณีนี้
- See more at: http://www.prachatalk.com/webboard/%E0%B8%AA%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%84%E0%B8%A1-%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%A1%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%87/%E0%B8%9E%E0%B8%A5%E0%B8%B4%E0%B8%81%E0%B8%9B%E0%B8%B9%E0%B8%A1%E0%B8%AD%E0%B8%94%E0%B8%B5%E0%B8%95%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%88%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%A2%E0%B9%8C%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%A7%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B8%B5%E0%B8%97%E0%B8%B8%E0%B8%99-%E0%B8%97%E0%B8%B4%E0%B9%89%E0%B8%87%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B8%B5%E0%B9%89%E0%B9%83%E0%B8%AB%E0%B9%89%E0%B8%9C%E0%B8%B9%E0%B9%89%E0%B8%84%E0%B9%89%E0%B8%B3%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B9%83%E0%B8%8A%E0%B9%89%E0%B9%81%E0%B8%97%E0%B8%99#sthash.1uF9RFbH.dpuf

วันศุกร์ที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2559

ร้องไห้หนักมาก!! เมื่อรู้เบื้องหลังว่าทำไม ดีเซลพม่า 14 บาท แต่ดีเซลไทย 19 บาท !?

    ณ บ้านพระอาทิตย์
       โดย...ปานเทพ พัวพงษ์พันธ์
ร้องไห้หนักมาก!!  เมื่อรู้เบื้องหลังว่าทำไม ดีเซลพม่า 14 บาท แต่ดีเซลไทย 19 บาท !?
        เมื่อวันที่ 21 มกราคม 2559 ราคาเบนซิน 95 ณ หน้าโรงกลั่นไทย พบว่า น้ำมันเบนซิน 95 อยู่ที่ลิตรละ 12.02 บาท แต่ในขณะที่ "เอทานอลไทย" ซึ่งใช้เติมผสมในน้ำมันเบนซินเพื่อให้ได้แก๊สโซฮอลนั้นมีราคาลิตรละ 23.82 บาท หรือพูดให้เข้าใจง่ายขึ้นคือมีราคาแพงกว่าน้ำมันเบนซินถึงเกือบ 2 เท่าตัว 
      
       หมายความว่าในความเป็นจริงแล้วยิ่งเติมเอทานอลมากขึ้นในน้ำมันเบนซินเพื่อเป็นแก๊สโซฮอลมากขึ้นเท่าใด ราคาน้ำมันแก๊สโซฮอลก็ควรจะแพงมากขึ้นเท่านั้น
      
       แต่รัฐบาลไทยต้องการส่งเสริมให้คนไทยสนับสนุนการใช้เอทานอลผ่านแก๊สโซฮอล จึงต้องใช้มาตรการจัดเก็บภาษีสรรพสามิต และเรียกเงินจัดเก็บเข้ากองทุนน้ำมันเพื่อดันให้น้ำมันเบนซิน 95 แพงขึ้นจนไม่มีใครต้องการใช้ โดยมีราคาขายปลีกสูงถึง 30.06 บาทต่อลิตร และแพงกว่าน้ำมันแก๊สโซฮอลทุกชนิด และยิ่งเติมเอทานอลมากเท่าใดก็ยิ่งต้องหาเงินเข้ากองทุนน้ำมันซึ่งเก็บเงินจากผู้ใช้น้ำมันชนิดอื่นๆไปสนับสนุนให้กับโรงกลั่นน้ำมันที่ผลิตแก๊สโซฮอลมากขึ้นเท่านั้น
      
       สิ่งที่แปลกประหลาดยิ่งกว่าคือ เกิดการ "ฝืนตลาด" แบบกลับหัวกลับหาง จากเดิม ราคา ณ หน้าโรงกลั่นน้ำมันไทย น้ำมันเบนซินยิ่งผสมเอทานอลมากขึ้นเท่าใดก็ควรจะยิ่งแพงมากขึ้นไปเท่านั้น กลับกลายเป็นว่าน้ำมันเบนซิน 95 แพงที่สุดแต่ยิ่งผสมเอทานอลมากเท่าใดราคาแก๊สโซฮอลชนิดนั้นก็ยิ่งถูกลง จนถูกที่สุดคือแก๊สโซฮอล E85 (น้ำมันเบนซินผสมเอทานอลสูงถึง 85 %) ซึ่งได้รับการอุดหนุนจากกองทุนน้ำมันที่ต้องจ่ายให้กับผู้ที่ใช้น้ำมันประเภทนี้ถึงลิตรละ 9.23 บาท
      
       ด้วยเหตุผลนี้เองประเทศพม่าแม้ไม่ได้มีโรงกลั่นน้ำมันมากเท่ากับประเทศไทย และเน้นการนำเข้าน้ำมันสำเร็จรูปจากต่างประเทศ แต่ไม่มีกลไกการบิดเบือนราคาดังกล่าว จึงสามารถขายปลีกน้ำมันเบนซิน 95 ในวันที่ 21 มกราคม 2559 เพียงลิตรละ 18.42 บาทเท่านั้น ถูกกว่าเบนซิน 95 ขายปลีกที่ประเทศไทยซึ่งสูงถึงลิตรละ 30.06 บาท และยังถูกกว่าราคาขายปลีกน้ำมันแก๊สโซฮอล 95 ในประเทศไทยซึ่งอยู่ที่ลิตรละ 23.10 บาทอีกด้วย
      
       ไม่ต้องพูดถึงประเทศมาเลเซียที่น้ำมันเบนซิน 95 อยู่เพียงแค่ 15 บาทต่อลิตรเท่านั้น
      
       ความจริงที่คนไทยควรรู้เอาไว้ก็คือราคาเอทานอลที่มาผสมในน้ำมันเบนนซินเพื่อผลิตเป็นแก๊สโซฮอลนั้น รัฐได้มีสูตรคำนวณให้โรงกลั่นลิตรละ 23.82 บาท ซึ่งเป็นราคาที่สูงเกินกว่าตลาดต่างประเทศ เมื่อเทียบกับบราซิลหรือสหรัฐอเมริกาซึ่งอยู่ที่ประมาณ 18 -19 บาท และข้อสำคัญยิ่งกว่านั้นคือการชดเชยของกองทุนน้ำมันนั้นชดเชยไปให้ "โรงกลั่นน้ำมัน" ไม่ได้ชดเชยให้โรงงานเอทานอล ไม่ใช่โรงงานน้ำตาล และไม่ใช่เกษตรกรผู้ปลูกอ้อยและน้ำตาล
      
       ถ้าจะเปรียบเทียบกับสินค้าข้าว ก็คือรัฐนำงบประมาณไปชดเชยอุ้มราคาข้าวให้กับโรงสีข้าว ไม่ได้ไปชดเชยตรงๆให้กับชาวนา ส่วนจะตกถึงมือชาวนาเท่าไหร่นั้นก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง (แล้วแต่โรงสีข้าว)
      
       แต่ที่แน่ๆก็คือคนไทยยังไม่มีโอกาสใช้ราคาของน้ำมันเบนซินที่ลดลงอย่างมากตามกลไกตลาดโลกเพราะติดพันธนาการจาก "เอทานอลไทย"
      
       แต่ปัญหาลักษณะโครงสร้างเช่นนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะน้ำมันเบนซินเท่านั้น แต่เกิดความยุ่งยากมากกว่านั้นใน "น้ำมันดีเซล" อีกด้วย
      
       ประเทศไทยมีสูตรคำนวณสำหรับราคาน้ำมันหน้าโรงกลั่นไทยให้สูงกว่าสิงคโปร์ โดยเท่ากับ ราคา อ้างอิงตลาดน้ำมันสำเร็จรูป สิงคโปร์ + ค่าขนส่ง+ค่าประกันภัย+ค่าปรับปรุงคุณภาพ+ค่าสูญเสียระหว่างทาง+ค่าพรีเมียม
      
       เมื่อพิจารณา ราคาน้ำมัน อ้างอิงตลาดน้ำมันสำเร็จรูป สิงคโปร์ และ ราคาน้ำมัน ณ หน้าโรงกลั่นไทย เมื่อวันที่ 20 มกราคม 2559 ก็จะพบข้อมูลดังนี้
      
       ราคาน้ำมันเบนซินออกเทน 95 อ้างอิงตลาดน้ำมันสำเร็จรูป สิงคโปร์ อยู่ที่ 10.74 บาทต่อลิตร ในขณะที่หน้าโรงกลั่นไทยวันที่ 21 มกราคม 2559 เริ่มต้นราคาเบนซิน 95 ที่ 12.02 บาทต่อลิตร ซึ่งหมายถึงเพิ่มขึ้นมา 1.28 บาทต่อลิตร
      
       ราคาน้ำมันดีเซลหมุนเร็ว (ซัลเฟอร์ 0.05%) อ้างอิงตลาดน้ำมันสำเร็จรูป สิงคโปร์อยู่ที่ 7.11 บาทต่อลิตร ในขณะที่หน้าโรงกลั่นไทยวันที่ 21 มกราคม 2559 เริ่มต้นราคาดีเซลที่ 9.83 บาทต่อลิตร ซึ่งหมายถึงเพิ่มขึ้นมา 2.72 บาทต่อลิตร
      
       คำถามมีอยู่ว่าราคาส่วนต่างระหว่างราคา อ้างอิงตลาดน้ำมันสำเร็จรูป สิงคโปร์ กับ ราคา ณ หน้าโรงกลั่นไทย นั้นมีส่วนต่างระหว่างดีเซลประมาณ 2.72 บาทต่อลิตร เพราะเหตุใดจึงมีส่วนต่างมากกว่าเบนซินซึ่งอยู่ที่ประมาณ 1.28 บาทต่อลิตร ทั้งๆที่ฐานคำนวณของราคาน้ำมันดีเซลที่อ้างอิงสิงคโปร์นั้นถูกกว่าเบนซินมาก
      
       คำตอบที่ได้ส่วนเล็กๆส่วนหนึ่งน่าจะมาจาก "ไบโอดีเซล"!!!
      
       ราคาไบโอดีเซลที่ผลิตจากน้ำมันปาล์มดิบของไทยนั้นมีราคาลิตรละ 32.37 บาท!!!!
      
       หมายความว่ายิ่งเติมไบโอดีเซลซึ่งมีราคาลิตรละ 32.37 บาท ไปเติมผสมในน้ำมันดีเซลหมุนเร็ว %) อ้างอิงตลาดน้ำมันสำเร็จรูป สิงคโปร์อยู่ที่ลิตรละ 7.11 บาท ก็ยิ่งทำให้ราคาน้ำมันดีเซลที่ผสมไบโอดีเซลนั้นก็จะยิ่งแพงมากขึ้นเป็นเงาตามตัว
      
       ปัญหานี้คล้ายๆกับเอทานอล แต่ในเวลานี้ไบโอดีเซลนั้นแพงกว่าเอทานอลมาก เพราะเอทานอลไทยอยู่ที่ 23.82 บาทต่อลิตร แต่ไบโอดีเซลไทยแพงกว่านั้นไปอีกถึง 32.37 บาทต่อลิตร 
      
       ซึ่งประกาศกรมธุรกิจพลังงาน ได้กำหนดลักษณะและคุณภาพของน้ำมันดีเซล (ฉบับที่ 6) พ.ศ. 2558 ให้ผสมไบโอดีเซลร้อยละ 6.5-7 และให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2558 เป็นต้นไป และนั่นคือจุดเริ่มต้นของน้ำมันดีเซลไทยที่แพงกว่าราคา ณ อ้างอิงที่สิงคโปร์
      
       ปัญหาก็ยังคงคล้ายกับแก๊สโซฮอล์อย่างไม่มีผิดเพี้ยน คือสูตรการคำนวณไบโอดีเซลไทยที่สูงมากถึง 32.37 บาทนั้น ผู้ที่จะได้ประโยชน์ในการชดเชยไปก็คือ "โรงกลั่นน้ำมัน"อยู่ดี ไม่ใช่โรงงานไบโอดีเซล และไม่ใช่เกษตรกรผู้ปลูกปาล์มน้ำมัน
      
       ปัญหานี้ความจริงเกิดขึ้นมานานแล้ว แต่ประชาชนเริ่มตื่นรู้และตั้งคำถามมากขึ้น ส่งผลทำให้เมื่อวันจันทร์ที่ 25 มกราคม 2559 นายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ปลัดกระทรวงพลังงาน จึงได้ให้สัมภาษณ์ว่าได้มอบหมายให้สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) ไปศึกษาต้นทุนราคาเอทานอล และไบโอดีเซล ตั้งแต่พืชวัตถุดิบ ด้านการตลาด ที่มีราคาแพงกว่าน้ำมันเบนซิน และน้ำมันดีเซล โดยให้ไปเปรียบเทียบกับราคาเอทานอลของประเทศเพื่อนบ้านว่าสูงไปหรือไม่แล้ว
      
       แต่ปัญหาของน้ำมันดีเซล มีความสลับซับซ้อนมากไปกว่านั้น โดยเฉพาะเมื่อปรากฏเป็นข่าวเมื่อวันที่ 29 ธันวาคม 2558 ว่ากระทรวงพลังงานมีนโยบายให้น้ำมันดีเซลไม่ควรต่ำกว่า 20 บาทต่อลิตร เพราะกลัวคนไทยใช้ไม่ประหยัด หรือสิ้นเปลือง จึงส่งผลทำให้ต้องบวกทั้งภาษีสรรพสามิต และกองทุนน้ำมัน ฯลฯ จนส่งผลทำให้ราคาน้ำมันดีเซลขายปลีกเมื่อวันที่ 21 มกราคม 2559 อยู่ที่ 19.29 บาทต่อลิตร
      
       ลำพังน้ำมันเบนซินก็พอจะเข้าใจได้ว่าผู้ที่ใช้นั้นส่วนใหญ่เป็นกลุ่มคนที่มีรถยนต์ แต่น้ำมันดีเซลนั้นมีความสำคัญอย่างยิ่งก็เพราะมีส่วนสำคัญอย่างยิ่งในภาคการผลิตของประเทศไทย ดังนั้นถ้าคิดแต่เรื่องความไม่ประหยัดแล้ว ก็อาจจะทำให้ประเทศไทยต้องสูญเสียความสามารถในการแข่งขันไปได้ 
      
       เพราะผลการสำรวจปริมาณการผลิตและการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงพบว่าคนไทยใช้น้ำมันเบนซินประมาณ 31 ล้านลิตรต่อวัน แต่ใช้น้ำมันดีเซลถึง 71 ล้านลิตรต่อวัน ราคาน้ำมันดีเซลจึงเป็นตัวกำหนดความสามารถในการแข่งขันในภาคขนส่ง การเกษตร และการผลิตที่สำคัญอย่างยิ่ง
      
       ประเทศมาเลเซียซึ่งมีนโยบายกำหนดราคาพลังงานให้ต่ำแต่รัฐต้องไม่ขาดทุน โดยน้ำมันดีเซลอยู่ที่ประมาณ 13 บาทเท่านั้น ส่วนประเทศพม่านั้นขายปลีกน้ำดีเซลอยู่เพียงลิตรละ 13.95 บาทเท่านั้น ซึ่งต่างจากประเทศไทยที่ขายปลีกน้ำมันดีเซลสูงถึงลิตรละ 19.29 บาท 
      
       ข้ออ้างเรื่องความไม่ประหยัดอาจจะฟังไม่ขึ้น เพราะคนไทยย่อมเลือกพลังงานที่ถูกกว่าตามธรรมชาติ แต่น่าจะมีอะไรที่ซ่อนมากไปกว่านั้น หรือไม่?
      
       ลองจินตนาการตามต่อดูว่าถ้าราคาน้ำมันดีเซลลดลงไปจนใกล้เคียงประเทศเพื่อนบ้านประมาณ 14 บาทต่อลิตร (เหมือนพม่า) จะเกิดอะไรขึ้น?
      
       ถ้ารถบรรทุกต้องการวิ่ง 100 กิโลเมตร และใช้น้ำมันดีเซลซึ่งจะทำให้รถวิ่งได้ 3 กิโลเมตรต่อลิตร ผลก็คือต้องใช้น้ำมันดีเซลประมาณ 33.33 ลิตร เมื่อราคาขายปลีกอยู่ที่ลิตรละ 14 บาท ก็จะต้องใช้เงินทั้งสิ้น 466.62 บาท (ประเมินจากการสำรวจข้อมูลรถบรรทุกขนาด 300 แรงม้าพร้อมน้ำหนักบรรทุกตามกฏหมาย)
      
       แต่ถ้ารถบรรทุกต้องการวิ่ง 100 กิโลเมตร และใช้ก๊าซเอ็นจีวี ซึ่งจะทำให้รถวิ่งได้ 2 กิโลเมตรต่อเอ็นจีวี 1 กิโลกรัม ผลก็คือต้องใช้ก๊าซเอ็นจีวีประมาณ 50 กิโลกรัม เมื่อราคาขายปลีกอยู่ที่ลิตรละ 13.50 บาท ก็จะต้องใช้เงินทั้งสิ้น 775 บาท (ประเมินจากการสำรวจข้อมูลรถบรรทุกขนาด 300 แรงม้าพร้อมน้ำหนักบรรทุกตามกฏหมาย)
      
       นั่นหมายถึง ถ้าปล่อยน้ำมันดีเซลลดลงตามประเทศเพื่อนบ้านแล้ว จะส่งผลทำให้ค่าใช้จ่ายของน้ำมันดีเซลถูกกว่าก๊าซเอ็นจีวีถึง 39.8%!!!
      
       แม้ต่อให้วันนี้ราคาขายปลีกน้ำมันดีเซลอยู่ 19.29 บาทต่อลิตร ในระยะการวิ่ง 100 กิโลเมตร ก็จะใช้เงินเพียง 642.93 บาท ซึ่งก็ถูกกว่าการใช้ก๊าซเอ็นจีวีประมาณ 17.04% อยู่ดี
      
       แปลว่าในวันนี้ราคก๊าซเอ็นจีวีไม่น่าสนใจเท่ากับดีเซลอีกแล้ว นั่นหมายถึงว่า ถ้าน้ำมันดีเซลลงตามตลาดโลก และอยู่ใกล้เคียงประเทศเพื่อนบ้าน ก็จะส่งผลทำให้คนมีแรงจูงใจที่จะเติมน้ำมันดีเซลมากกว่าก๊าซเอ็นจีวี หรืออาจเลิกใช้เอ็นจีวีไปเลยก็ได้ถ้าไม่ยอมลดราคาก๊าซเอ็นจีวีให้ลงมากกว่านี้
      
       เพียงแต่ในทุกวันนี้ที่รถบรรทุก หรือรถโดยสาร จำนวนไม่น้อยที่ยังไม่กลับมาใช้น้ำมันดีเซลทั้งหมด ก็เพราะที่ผ่านมารถเหล่านี้ได้ลงทุนติดตั้งระบบก๊าซเอ็นจีวี คันละ 4-5 แสนบาทไปแล้ว ดังนั้นเมื่อราคาดีเซลลดต่ำลงก็ยังไม่สามารถกลับมาใช้น้ำมันดีเซลได้ จึงต้องยอมทนก้มหน้าใช้เอ็นจีวีต่อไป
      
       แต่ผู้ประกอบการบางคนก็ดิ้นรนไม่ยอมที่จะใช้พลังงานที่แพงกว่า เพราะเห็นว่าไม่คุ้มค่าก็สามารถที่แปลงเครื่องกับมาใช้ดีเซลแบบเดิม ก็ต้องเปลี่ยนเครื่องยนต์ใหม่ เพียงแต่ค่าใช้จ่ายเท่าๆกับการแปลงเครื่องยนต์ในครั้งแรก
      
       หรือถ้าเป็นรถใหม่ก็คงตัดสินใจได้ง่ายมากขึ้นว่าเติมน้ำมันดีเซลคุ้มค่ากว่าไปเปลี่ยนระบบให้เป็นระบบก๊าซเอ็นจีวี
      
       นั่นหมายความว่าทุกวันนี้มีแนวโน้มที่คนหันมาใช้ดีเซลมากขึ้น และใช้เอ็นจีวีน้อยลงเพราะปัญหาปัจจัยราคา ไม่ใช่ดังที่กระทรวงพลังงานอ้างว่าประชาชนจะไม่ประหยัดหากน้ำมันดีเซลถูกลง ใช่หรือไม่?
      
       ดังนั้นการลดราคาดีเซลย่อมจะส่งผลทำให้ราคาก๊าซเอ็นจีวีจะต้องถูกกดดันให้ต่ำลงกว่านี้อีกมากอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะการเติมน้ำมันดีเซลนั้นนอกจากจะมีความปลอดภัยมากกว่าแล้ว ยังทำให้อายุการใช้งานเครื่องยนต์สั้นลง และค่าบำรุงรักษาที่สูงกว่ารถใช้น้ำมันดีเซลอีกด้วย
      
       ทุกข์ของคนไทยบางกลุ่มที่อาจต้องร้องไห้หนักมากเพราะอุตส่าห์ลงทุนเปลี่ยนเครื่องยนต์มาใช้ระบบก๊าซเอ็นจีวี ก็เนื่องจากรัฐบาลมีนโยบายส่งเสริมให้ประชาชนมาใช้ก๊าซเอ็นจีวี โดยออกมาเป็นมติคณะรัฐมนตรี เมื่อปี พ.ศ. 2545 ว่าให้ราคาขายปลีกของก๊าซเอ็นจีวีต้องต่ำกว่าน้ำมันดีเซลถึง 50%
      
       แต่หลังปี 2550 เป็นต้นมานโยบายโดยมติคณะรัฐมนตรี และมติคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ก็เปลี่ยนไปเรื่อยๆ จนทยอยปรับราคาก๊าซเอ็นจีวีให้สูงขึ้นเรื่อยๆตามสารพัดสูตรคำนวณจนเป็นอยู่แบบทุกวันนี้ ประชาชนบางส่วนจึงรู้สึกเหมือนตัวเองถูกภาครัฐหลอกให้เปลี่ยนเครื่องยนต์เพื่อติดก๊าซเอ็นจีวี หรือไม่?
      
       แต่ด้วยการผูกขาดการขายก๊าซเอ็นจีวีเพียงรายเดียว ซึ่งไม่อยากให้ประชาชนเลิกใช้ และไม่อยากปรับสูตรราคาใหม่ให้ลดลงด้วย ก็เลยต้องดันราคาดีเซลให้แพงเข้าไว้ และเพราะก๊าซเอ็นจีวีเป็นธุรกิจผูกขาดจึงไม่มีใครให้ความสำคัญต่อการลดต้นทุนการบริหารจัดการในการผูกขาดก๊าซเอ็นจีวีว่ามีประสิทธิภาพจริงหรือไม่?
      
       ดังนั้นถ้าอยากให้ประชาชนยังคงใช้ก๊าซเอ็นจีวีต่อไป ทางแก้จึงไม่ใช่การผลักดันให้น้ำมันราคาดีเซลแพงกว่าที่ควรจะเป็น (จนแพงกว่าประเทศเพื่อนบ้าน) แต่ควรทบทวนปรับราคาขายปลีกก๊าซเอ็นจีวีให้ลดลงมากกว่านี้ จนสามารถแข่งขันกับน้ำมันดีเซลได้จึงจะเป็นการแก้ที่ตรงประเด็นที่สุด และทำให้ประเทศไทยมีความสามารถในการแข่งขันเพิ่มขึ้นได้ด้วย
      
       ถึงเวลาที่ต้องยอมรับความจริงที่ประเทศไทยจะต้องยอมรับกลไกตลาดโลก และทบทวนโครงสร้างราคาและสูตรของเอ็นจีวีแบบไทยๆได้แล้วหรือไม่?