PR

@@ในความเคลื่อนไหวของสถานการณ์ที่ปรากฎเป็น"ข่าว"และ"ไม่เป็นข่าว"พยายามสแกนย่นย่อมานำเสนอและเป็นไว้เป็นฐานข้อมูลสังเคราะห์สถานการณ์ ที่นี่ "ข่าวที่ไม่เป็นข่าว"
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เศรษฐกิจ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เศรษฐกิจ แสดงบทความทั้งหมด

วันอังคารที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2562

มารู้จักกับ MYbank ธนาคารออนไลน์ของ “แจ็ค หม่า” 4 ปี ปล่อยสินเชื่อเกือบ 9 ล้านล้านบาทแล้ว

มารู้จักกับ MYbank ธนาคารออนไลน์ของ “แจ็ค หม่า” 4 ปี ปล่อยสินเชื่อเกือบ 9 ล้านล้านบาทแล้ว

Brand Inside พาไปทำความรู้จักกับ MYbank ธนาคารออนไลน์ของ Jack Ma ที่มีอายุ 4 ปี ปล่อยเงินกู้ไปแล้วกว่า 9 ล้านล้านบาท แถมหนี้เสียต่ำกว่า 1%
แจ็ค หม่า Jack Ma
ภาพจาก Shutterstock
ปกติแล้วเราจะรู้จัก Jack Ma ว่าเป็นเจ้าพ่อในธุรกิจ E-commerce แต่เขายังมีธุรกิจอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องหลายๆ อย่างเช่น ธุรกิจโลจิสติกส์ ฯลฯ แต่วันนี้ Brand Inside จะพาไปรู้จักกับหนึ่งในธุรกิจด้านการเงิน นอกเหนือจาก Alipay ที่มีชื่อว่า MYbank ที่พึ่งมีอายุของธุรกิจเพียงแค่ 4 ปีเท่านั้น แต่ปล่อยกู้ไปแล้วกว่า 290,000 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือเกือบ 9 ล้านล้านบาท

SME จีนขอกู้ธนาคารยาก

ปัญหาของผู้ประกอบการขนาดกลางและเล็กในประเทศจีนคือความลำบากในการไปขอสินเชื่อกับสถาบันการเงินในประเทศจีน และโอกาสที่จะโดนตีตกเรื่องของเงินกู้สูงมาก โดย 60% ของเศรษฐกิจแต่ MYbank นั้นสามารถมาเติมเต็มสิ่งนี้ให้กับผู้ประกอบการในประเทศจีน รวมไปถึงเกษตรกรจีนที่ต้องการขอกู้เช่นกัน
ปัจจุบันอย่างที่เราได้เห็นๆ กันว่าประเทศจีนได้ปฏิวัติและพัฒนาเรื่องของระบบจ่ายเงินไปมาก เช่น ระบบ QR Code ฯลฯ ส่งผลให้เศรษฐกิจจีนพัฒนาไปได้ไกลจากเรื่องของการพัฒนาเรื่องระบบจ่ายเงินต่างๆ
โดย MYbank จะใช้การประมวลผลแบบเรียลไทม์จากระบบคลาวด์ของ Alibaba ในการคำนวณหาเงินกู้ และอัตราดอกเบี้ย จากปัจจัยถึง 3,000 เรื่อง เช่น Transaction ในการรับจ่ายเงินจากร้านค้า พฤติกรรมต่างๆ และระบบ Social Credit ฯลฯ โดยผู้กู้เพียงแค่ติดตั้ง Application ของ MYbank และยื่นขอเงินกู้ได้ตลอด 24 ชั่วโมง ใช้เวลาอนุมัติสินเชื่อแค่ 3 นาทีเท่านั้น! เมื่ออนุมัติเสร็จแล้วก็จะมีเงินโอนมาที่ Alipay ทันที
MYbank Alibaba Jack Ma
ภาพจาก MYbank

ขอกู้เงินได้ง่ายกว่า

สำหรับโอกาสในการกู้เงินกับ MYbank นั้นถือว่ามากกว่า 4 เท่า เมื่อเทียบกับสถาบันการเงินปกติทั่วๆ ไปในประเทศจีน ซึ่งโดยปกติแล้วกิจการขนาดขนาดเล็กมีโอกาสโดนธนาคารปฎิเสธสินเชื่อสูงถึง 80% นอกจากนี้ต้นทุนสำหรับในการปล่อยกู้ลูกค้าในแต่ละรายนั้น MYbank อยู่แค่เพียง 3 หยวนต่อราย เมื่อเทียบกับสถาบันการเงินที่ 2,000 หยวน ทำให้ธนาคารมักจะไม่ปล่อยให้สินเชื่อผ่านง่ายๆ เพราะต้นทุนที่สูงกว่า
วงเงินเฉลี่ยที่ลูกค้าของ MYbank กู้อยู่ที่ประมาณ 11,000 หยวน ต่ำกว่าเพดานของธนาคารกลางจีน หรือ PBoC กำหนดไว้ที่ 10 ล้านหยวน โดยลูกค้าไม่ต้องใช้สินทรัพย์ค้ำประกันแต่อย่างใด นอกจากนี้อัตราดอกเบี้ยเฉลี่ยของ MYbank ยังอยู่ที่ประมาณ​ 5.35% เท่านั้น

แข็งแกร่งใช่ย่อย

ความแข็งแกร่งของ MYbank ถือว่าแข็งแกร่งไม่น้อย เมื่อตัว MYbank ล่าสุดในปี 2018 มีเงินกองทุนสูงถึง 12.1% โดยทางหน่วยงานกำกับดูแลของประเทศจีนต้องการเงินกองทุนขั้นต่ำสำหรับสถาบันการเงินประเภทนี้อยู่ที่ประมาณ 10.5%
นอกจากนี้ MYbank ยังมีต้นทุนในการปล่อยกู้ต่ำมากๆ อย่างที่ได้กล่าวไป ทำให้ในปีที่ผ่านมา MYbank มีรายได้ของบริษัทอยู่ที่ 6,280 ล้านหยวน หรือประมาณ 28,070 ล้านบาท ขณะที่กำไรสุทธิอยู่ที่ 670 ล้านหยวน หรือเกือบๆ 3 พันล้านบาท
สำหรับผู้ถือหุ้นของ MYbank ประกอบไปด้วย Ant Financial เป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่สุดที่ 30% รองลงมาเป็นกลุ่ม Fosun ถือหุ้นสัดส่วน 25% และรวมไปถึงผู้ผลิตอะไหล่รถยนต์อย่าง Wanxiang Group ถือหุ้น 18%
MYbank Alibaba Jack Ma
ภาพจาก MYbank

คู่แข่งเริ่มมากขึ้น

เมื่อความนิยมใน MYbank เพิ่มมากขึ้น ทำให้ธนาคารใหญ่ๆ ในประเทศจีนนั้นลงมาเล่นในตลาดนี้มากขึ้นเช่นกัน โดย Construction Bank นั้นพึ่งที่จะเปิดตัว Application เหมือนกับ MYbank โดยสามารถอนุมัติวงเงินได้สูงสุดถึง 5 ล้านหยวน หรือประมาณ 22 ล้านบาท ขณะที่บริษัทประกันภัยรายใหญ่ของจีนอย่าง Ping An ก็ลงมาเล่นในบริการนี้ด้วย
ไม่ใช่แค่ธนาคารในประเทศจีนที่ต้องโดดลงมาเล่นกับบริการนี้เท่านั้นแต่คู่รักคู่แค้นอย่าง Tencent ก็มีบริการเหมือนกับ MYbank เช่นกัน แถมยังก่อตั้งก่อน MYbank ด้วย โดยชื่อว่า WEbank ขณะที่บริษัทอื่นๆ เช่น Baidu ก็เริ่มสนใจมาทำธุรกิจประเภทนี้ในปี 2017 เช่นกัน

เตรียมระดมทุนเพิ่ม

สำนักข่าว Reuters ได้รายงานว่า MYbank เตรียมที่จะระดมทุนด้วยมูลค่ากว่า 871 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 28,000 ล้านบาท เพื่อที่จะขยายธุรกิจปล่อยสินเชื่อให้กับธุรกิจ SME ในประเทศจีนต่อไป โดยปัจจุบันนั้น MYbank มีลูกค้าเกือบๆ 16 ล้านรายในประเทศจีน

วันจันทร์ที่ 23 ธันวาคม พ.ศ. 2562

“สื่อฮ่องกง” ตีแผ่ 5 ตระกูลมหาเศรษฐีไทยหนุนหลัง “บิ๊กตู่” ทำลายศก.-เพิ่มความเหลื่อมล้ำ



“สื่อฮ่องกง” ตีแผ่ 5 ตระกูลมหาเศรษฐีไทยหนุนหลัง “บิ๊กตู่” ทำลายศก.-เพิ่มความเหลื่อมล้ำ

"เอเชียไทม์" สื่อฮ่องกงตีแผ่ 5 ตระกูลมหาเศรษฐีไทยหนุนหลัง "บิ๊กตู่" ทำลายเศรษฐกิจ-เพิ่มความเหลื่อมล้ำ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เอเชียไทม์ สื่อออนไลน์ฮ่องกง นำเสนอสกู๊ปข่าวพาดพิง 5 ตระกูลนักธุรกิจรายใหญ่ของไทย หรือ บิ๊กไฟว์ หนุนพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา โดยมีเนื้อหาว่า เมื่อครั้งที่พรรคพลังประชารัฐจัดระดมทุนสนับสนุนการเลือกตั้ง ได้มีการจัดโต๊ะจีนเพื่อเชิญพันธมิตรธุรกิจรายใหญ่และที่ใกล้ชิดที่สุดมาร่วมงาน งานเลี้ยงดังกล่าวได้ดึงดูดผู้นำธุรกิจของไทยหลายราย และในบรรดารายชื่อแขกเกรดเอ มีตัวแทนจากเครือเจริญโภคภัณฑ์ (ซีพี) ไทยเบฟ คิงพาวเวอร์ กรุ๊ป บุญรอด บริวเวอรี่ และเซ็นทรัล กรุ๊ป ซึ่งสามารถระดมทุนได้ 622 ล้านบาทเข้าพรรค

อย่างไรก็ตาม คณะกรรมการการเลือกตั้งได้ตัดสินในเวลาต่อมาว่า การบริจาคเงินของบริษัทเหล่านี้ไม่ผิดกฎหมายและไม่ฝ่าฝืนระเบียบเลือกตั้ง อีกทั้งหลายเดือนต่อมาพรรคพลังประชารัฐ ท้าทายการคาดการณ์ด้วยการชนะคะแนนป็อปปูลาร์โหวตในการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 24 มีนาคม ซึ่งได้คืนอำนาจให้กับพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ในรูปของรัฐบาลผสมที่มาจากการเลือกตั้ง

โดย เอเชียไทม์ ยังระบุอีกว่า นักวิเคราะห์และนักวิจารณ์กล่าวว่าสถานการณ์ดังกล่าวได้ช่วยหนุน “5 ตระกูล” ของไทย ที่รู้กันว่าเป็นผู้ก่อตั้ง กลุ่มซีพี บุญรอด ไทยเบฟ คิงพาวเวอร์ และเซ็นทรัล กรุ๊ป แต่กลับทำให้ผู้ประกอบการรายอื่นที่มีคอนเน็กชั่นน้อยกว่ากลุ่มดังกล่าวต้องเสียประโยชน์

ทั้งนี้ 5 บริษัทมีอำนาจและมีกำไรเพิ่มขึ้นในช่วง 5 ปีแรกของพลเอกประยุทธ์ (2557-62) บางบริษัทได้ขยายไปทำธุรกิจใหม่ๆ อย่างเช่นการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ในขณะที่บางบริษัทอย่างเช่นซีพีและเซ็นทรัล กรุ๊ป ได้ขยายธุรกิจค้าปลีกไปยังต่างจังหวัดอย่างรวดเร็ว ซึ่งในขณะที่บริษัททั้ง 5 แห่งนี้เติบโตก้าวหน้า ความเสี่ยงก็กำลังเพิ่มขึ้นเมื่อเศรษฐกิจชะลอตัว และนักวิจารณ์ฝ่ายตรงข้ามได้พุ่งเป้าไปที่บริษัทและผู้ก่อตั้งเหล่านี้ว่าทำให้เกิดความซับซ้อน และการแบ่งแยกความมั่งคั่ง

รวมถึงสัมปทานใหม่ๆของรัฐ และสัญญาขนาดใหญ่ที่แม้ว่าหลายสัญญาจะยังไม่ได้ข้อสรุป แต่ก็ถือเป็นการตอกย้ำความน่าเชื่อถือให้กับเสียงวิพากษ์วิจารณ์ดังกล่าว เนื่องจากนักวิเคราะห์และนักวิจารณ์บางคนมองว่า ข้อตกลงและผลประโยชน์ต่างๆ เป็นการตอบแทนเงินบริจาคที่ให้กับพรรคพลังประชารัฐในการหาเสียงเลือกตั้ง ซึ่งมีตัวอย่างให้เห็นเป็นจำนวนมาก เช่นกรณีของ คิง พาวเวอร์ ได้ผูกขาดธุรกิจดิวตี้ฟรีในสนามบินสุวรรณภูมิใหม่และได้ขยายไปยังสนามบินใหญ่อื่นๆอีก 3 แห่งเป็นเวลา 10 ปี เพียงสองเดือนหลังจากการเลือกตั้งในเดือนมีนาคม และก่อนที่รัฐบาลผสมของพลเอกประยุทธ์ จะได้ที่นั่งในสภาเสียด้วยซ้ำ

ในขณะเดียวกันกลุ่มซีพีได้รับสัญญามูลค่า 7,500 ล้านดอลลาร์ เพื่อสร้างทางรถไฟความเร็วสูง 220 กิโลเมตรที่เชื่อมต่อสนามบินสามแห่ง แม้ว่าในความเป็นจริง ซีพีจะไม่มีประสบการณ์ในการก่อสร้างสาธารณูปโภคใหญ่ๆมาก่อนเลย

นอกจากนี้ เอเชียไทม์ยังอ้างอีกว่า นักวิเคราะห์ตลาดและและนักวิจัยอิสระ ระบุว่า “กลุ่มทรู” ซึ่งเป็นบริษัทในกลุ่มซีพี เป็นกลุ่มที่ได้รับประโยชน์มากสุดจากคำสั่งของ คสช.ในเดือนเมษายน ซึ่งได้ยืดเวลาในการชำระใบอนุญาต 4 จี ให้กับบริษัทโทรคมนาคม 3 แห่งเป็นเวลา 5 ปี

ส่วนไทยเบฟและบุญรอด ซึ่งเป็นสองบริษัทที่ผูกขาดธุรกิจเครื่องดื่มแอลกอฮอลล์ ก็ได้ประโยชน์จากการขึ้นภาษีนำเข้าไวน์และเบียร์และระเบียบในการผลิตอื่นๆที่ป้องกันไม่ให้ผู้ผลิตเบียร์ระดับโลกเข้ามาหยั่งรากลึกในประเทศไทย

นอกจากนั้น เอเชียไทม์ ยังวิเคราะห์ว่า การยึดธุรกิจในภาคต่างๆอย่างแข็งขันของ 5 ตระกูล ได้ทำให้การพัฒนาเอสเอ็มอีของไทยแคระแกร็น แน่นอนว่าส่วนหนึ่งเป็นเพราะเอสเอ็มอีส่วนใหญ่ขาดแคลนเงินทุน เพราะธนาคารขนาดใหญ่อยากปล่อยกู้ให้กับผู้ประกอบการและธุรกิจที่แน่นอนอย่าง 5 บริษัทใหญ่มากกว่าบริษัทขนาดเล็กที่มีความเสี่ยงสูงกว่า

โดยธนาคารเอสเอ็มอีมีลูกค้าเงินกู้เพียง 4,000-5,000 ราย จากฐานลูกค้าที่มีศักยภาพหลายล้านราย ขณะเดียวกัน ธนาคารกรุงเทพซึ่งเป็นธนาคารชั้นนำและเป็นแขกอีกรายหนึ่งในงานหาทุนของพรรคพลังประชารัฐ เพิ่งประกาศเมื่อเร็วๆนี้ที่จะควบคุมการปล่อยกู้ให้แก่เอสเอ็มอีเนื่องจากมีความเสี่ยงเมื่อเทียบกับเงินกู้ขนาดเล็กกว่า

อย่างไรก็ดี อำนาจทางเศรษฐกิจที่กระจุกตัวอยู่กับบิ๊กไฟว์นี้ได้สร้างความเสี่ยงด้วยตัวของมันเอง นักวิเคราะห์ของบริษัทวาณิชธนกิจระดับโลกรายหนึ่ง เชื่อว่า บิ๊กไฟว์ ได้โตเกินกว่าที่จะล้ม ซึ่งถือเป็นสัญญาณถึงความตึงเครียดทางการเงินในบริษัทใดๆก็ตามที่จะทำให้เกิดความกังวลในตลาดถึงความเสี่ยงเชิงระบบในภาคธนาคาร

ซึ่งนักวิเคราะห์ต่างพากันตั้งข้อสังเกตว่า ในขณะที่ธนาคารแห่งประเทศไทยควบคุมธนาคารพาณิชย์ กลับไม่มีระเบียบควบคุมกิจกรรม การลงทุนและการตัดสินใจในการใช้อำนาจทางการเงินของบิ๊กไฟว์ และความเสี่ยงดังกล่าวกำลังเพิ่มขึ้นเป็นพิเศษในภาคอสังหาริมทรัพย์ บริษัทบิ๊กไฟว์ได้เข้าไปทำคอนโดมิเนียม และพัฒนาอสังหาริมทรัพย์อื่นๆและเป็นสาเหตุให้มีคอนโดและที่อยู่อาศัยเป็นจำนวนมากเกินไป

โดยรายงานเมื่อเร็วๆนี้ชี้ว่ามีที่อยู่อาศัยว่างอยู่กว่า 500,000 ยูนิตเฉพาะในเมืองหลวงเพียงที่เดียว
นอกจากนี้ นักวิเคราะห์ยังได้ชี้ถึงการเข้าร่วมของบิ๊กไฟว์ในการขยายธุรกิจค้าปลีกขนาดใหญ่ทั้งในกรุงเทพและในต่างจังหวัดว่า มีขึ้นในขณะที่ผู้บริโภคไทยโดยเฉลี่ยมีภาระมากอยู่แล้ว โดยหนี้ครัวเรือนอยู่ที่ 79% ของจีดีพี และเพิ่มขึ้นสูงสุดเป็นอันดับสองในเอเชีย

ทั้งนี้ นักวิจารณ์ยอมรับว่า การครอบงำเศรษฐกิจของบิ๊กไฟว์เป็นแกนหลักที่ทำให้เกิดการแบ่งแยกความมั่งคั่งอย่างรุนแรงในประเทศไทย ซึ่งมีมาตรวัดหลายๆอย่างมากขึ้นที่ชี้ให้เห็นเช่นนั้น และบิ๊กไฟว์ยังรุ่งเรืองภายใต้การปกครองของพลเอกประยุทธ์ ในช่วง 5 ปีก่อนหน้านี้

โดย นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ได้ให้สัมภาษณ์กับเอเชียไทม์ในเดือนพฤศจิกายนว่า ภาคธุรกิจของไทย “ที่มีมากเกินไป” ได้เจอโครงสร้างการแข่งขันกึ่งผูกขาดและการมีผู้ขายรายน้อย (Oligopolistic and Monopolistic Structures) ที่ทำให้ไม่กี่ตระกูลมีโอกาสที่จะแสวงหาค่าเช่า (Rent-seeking Opportunities) เพื่อสร้างความมั่งคั่งจำนวนมหาศาล ซึ่งบิ๊กไฟว์และกลุ่มทุนไทยอื่นๆสะสมความมั่งคั่งโดยผ่านวิธีการเก่าๆ คือเป็นพันธมิตรกับผู้ทรงอำนาจทางการเมืองเพื่อทำให้เกิดกฎหมายและระเบียบที่ยับยั้งการแข่งขัน เพื่อปูทางให้มีการบูรณาการซัพพลายเชนในภาคผลิต ให้กลับไปเป็นกึ่งผูกขาด

อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์บางคนชี้ว่า คำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญที่มีต่อพรรคอนาคตใหม่อาจมีผลต่อบริษัทและตระกูลที่พรรคอนาคตใหม่กำลังพุ่งเป้าไปส่วนหนึ่งในนามของการกระจายความมั่งคั่งใหม่
ทั้งนี้ เครดิตสวิส ได้อ้างในรายงานเมื่อปลายปี 2561 ว่า ประเทศไทยเป็นประเทศที่เศรษฐกิจ “เหลื่อมล้ำ” มากที่สุดในโลก โดย 67% ของความมั่งคั่งถือครองโดยประชากรเพียง 1% ในปี 2561 ซึ่งเพิ่มขึ้นจาก 58% ในปี 2559

โดยตระกูลเจียรวนนท์ของกลุ่มซีพี ติดอับดับสูงสุดของฟอร์บในการจัดอันดับมหาเศรษฐี 50 อันดับของไทยในปีนี้ โดยทั้งตระกูลมีสินทรัพย์รวมกัน 29,500 ล้านดอลลาร์ ส่วนตระกูลจิราธิวัฒน์ของกลุ่มเซ็นทรัล ติดอันดับสอง โดยมีสินทรัพย์ 21,000 ล้านดอลลาร์ ขณะที่นายเจริญ สิริวัฒนภักดี ผู้ก่อตั้งไทยเบฟ มาเป็นที่สี่ มีสินทรัพย์ 16,200 ล้านดอลลาร์

ขณะเดียวกัน ธนาคารโลกได้รายงานว่า ความยากจนและความไม่เท่าเทียมในประเทศไทยได้เลวร้ายลงในยุคที่ คสช.เรืองอำนาจ แต่อำนาจในตลาดและความมั่งคั่งของ 5 ตระกูลพันธมิตรนี้กลับเพิ่มมากขึ้น
โดยอัตราความยากจนอย่างเป็นทางการของประเทศไทยเพิ่มขึ้นในปี 2559 เป็นประมาณ 10% ของประชากรเมื่อเทียบปีต่อปี ในขณะเดียวกัน 40% ของประชากรที่มีความมั่งคั่ง มีรายได้และการบริโภคลดลงในช่วงปี 2558-2560 ภายใต้การปกครองของ คสช.

นอกจากนี้ ธนาคารโลกยังได้อ้างแกลลัพ เวิลด์ โพลล์เมื่อเร็วๆนี้ว่า การรับรู้เกี่ยวกับความอยู่ดีกินดีทางการเงิน มาตรฐานการครองชีพและรายได้ของคนไทย เลวร้ายลงตั้งแต่ปี 2559

อย่างไรก็ดี รัฐบาลผสมที่ได้รับเลือกตั้งใหม่ของประยุทธ์ อ้างว่าได้ให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหาการแบ่งแยกด้านความมั่งคั่งและยกระดับคนยากจน โดยได้ดำเนินนโยบายแจกเงินให้กับคนแก่และคนหนุ่มสาว ซึ่งมีการตระหนักกันว่าเป็นโครงการสวัสดิการที่มีข้อบกพร่อง

ซึ่งนโยบายของประยุทธ์ที่เหมือนกับนโยบายของอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร ให้ความสำคัญต่อสิ่งที่นักวิจารณ์และนักวิเคราะห์อ้างว่าเป็น “เฮลิคอปเตอร์ มันนี่” ที่ไม่ได้กระตุ้นการเติบโตอย่างยั่งยืนและยังไม่แก้ปัญหาโครงสร้างและปัญหากฎระเบียบที่ปกป้องธุรกิจใหญ่และทำให้เอสเอ็มอีเสียเปรียบ
แผนริเริ่มที่สนับสนุนให้มีการแข่งขันในตลาด ไม่ได้รับแรงขับเคลื่อนภายใต้รัฐบาลรัฐประหารของประยุทธ์ ในขณะที่ระเบียบต่างๆที่เอาใจธุรกิจใหญ่มากกว่าธุรกิจขนาดเล็กในภาคสำคัญ ก็แข็งทื่อและไม่นุ่มนวล

ทั้งนี้ ยังคงเป็นที่ถกเถียงกันอยู่ว่าความขัดแย้งทางการเมืองของไทยเป็นสาเหตุหลักที่แสดงถึงการแบ่งแยกความมั่งคั่งของชาติเพียงไร และได้มีการขับเคลื่อนปัญหานี้เพื่อผลประโยชน์ทางการเมืองโดยเฉพาะ มากเพียงไร เหมือนที่การเคลื่อนไหวของคน “เสื้อแดง” ได้ชี้ให้เห็น

แต่การชะลอตัวของไทย กำลังทำให้ข้ออ้างของพลเอกประยุทธ์ ที่บอกว่าสนับสนุนคนจน กำลังเจอการทดสอบทางการเมืองที่มีเดิมพันสูง การเติบโตของจีดีพีมีแนวโน้มที่จะลดลงต่ำกว่า 3% ในปีนี้ และขึ้นอยู่กับประสิทธิภาพของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจซึ่งการเติบโตอาจลดลงอีกในปี 2563

ในขณะที่กำไรของบิ๊กไฟว์โตแต่เศรษฐกิจชะลอตัวลง รัฐบาลพรรคพลังประชารัฐจะได้รับแรงกดันอย่างหนักมากขึ้นให้ขจัดเสียงวิจารณ์ของฝ่ายค้านเมื่อมีแนวคิดที่ได้รับความนิยมเพิ่มสูงขึ้นว่า รัฐบาลเอื้อประโยชน์ต่อธุรกิจขนาดใหญ่มากกว่าธุรกิจขนาดเล็ก หรือ เอื้อคนรวยมากกว่าคนจน และหากข้อเท็จจริงทางการเมืองได้รับการยอมรับกว้างขึ้น ความมั่นคงที่รัฐบาลของพลเอกประยุทธ์ ประกาศว่าจะมอบให้กับผู้นำบิ๊กไฟว์และบริษัทอื่นๆ ก็อาจจะพบกับความผิดหวังได้ในเร็วๆนี้ เอเชียไทม์ ระบุ

วันพุธที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2562

ส่อแววตกงานอื้อ แรงงานเจอลอยแพ-นศ.จบใหม่หางานยาก


ส่อแววตกงานอื้อ แรงงานเจอลอยแพ-นศ.จบใหม่หางานยาก

ปัญหาซ้ำซาก เด็กจบใหม่จ่อเตะฝุ่นเพิ่ม หลังสงครามการค้าฉุดส่งออก จับตาปี’63 ใกล้ชิด โดยนายธนิต โสรัตน์ รองประธานสภาองค์กรนายจ้างผู้ประกอบการค้าอุตสาหกรรมไทย ยอมรับว่า ขณะนี้เริ่มมีสัญญาณการจ้างงานลดลง ประกอบกับบางส่วนปรับมาใช้เทคโนโลยีขั้นสูงมากขึ้นทั้งหุ่นยนต์และเทคโนโลยีต่างๆ เป็นความเสี่ยงต่อตลาดแรงงานโดยเฉพาะนักศึกษาจบใหม่ที่กำลังจะเข้าสู่ระบบช่วงเดือนมี.ค.-เม.ย. 2563 อีกประมาณ 5.24 แสนคน อาจต้องประสบปัญหาภาวะว่างงานสูงขึ้น ดังนั้นรัฐบาลคงต้องประคับประคองด้วยการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพื่อให้เกิดการบริโภคภายในแทน


ทั้งนี้ยังมีผลพวงจากสงครามการค้าระหว่างจีน-สหรัฐ ที่ส่งผลกระทบเศรษฐกิจโลกชะลอตัว และส่งผลกระทบต่อการส่งออกของไทยปี 2562 มีโอกาสติดลบ 1.5-2% สะท้อนถึงการจ้างแรงงานของไทยที่เริ่มชะลอลงตามไปด้วย โดยเฉพาะตลาดแรงงานในภาคการผลิต การผลิตเพื่อส่งออก โลจิสติกส์ ค้าปลีกและค้าส่งที่ช่วงนี้ชะลอตัวจากช่วงเดียวกันของปีก่อน<


นายธนิต กล่าวเพิ่มเติมว่า แนวโน้มการปิดโรงงานและการเลิกจ้างสูงขึ้น เห็นได้จากช่วงที่ผ่านมามีโรงงานในนิคมอุตสาหกรรม จ.สมุทรสาคร ปิดกิจการและเลิกจ้างคน รวมถึงภาคบริการก็มีการเลิกจ้างพนักงานจํานวนมากของบริษัทแห่งหนึ่งแล้ว โดยเฉพาะโรงงานที่ผลิตเพื่อส่งออกโดยตรงที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ จ.สมุทรปราการ ชลบุรี ระยอง แต่จะมากน้อยเพียงใดก็คงต้องติดตามใกล้ชิด


อย่างไรก็ตาม ปัจจัยที่จะมีผลต่อตลาดแรงงานในระยะต่อไป คือ การเริ่มสู่ยุคดิจิตอลที่เน้นโทคโนโลยีแทนคนเพิ่มขึ้น, เงื่อนไขการส่งเสริมการลงทุนที่เน้นอุตสาหกรรมเป้าหมายที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง, เศรษฐกิจโลกที่อยู่ในวัฏจักรชะลอตัว และการว่างงานของไทยที่ต่ำเป็นอันดับ 7 จาก 181 ประเทศทั่วโลก คิดเป็นอัตราว่างงานเฉลี่ย 1.1-1.2% แต่แรงงานไทยส่วนใหญ่เป็นแรงงานนอกระบบและมีการเข้าโครงการลาออกโดยสมัครใจ (เออร์ลี่ รีไทร์) จึงไม่นับว่ากลุ่มนี้เป็นคนว่างงาน ทำให้ไทยมีอัตราว่างงานในเกณฑ์ต่ำ

วันพฤหัสบดีที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2562

ปมเซ็นทรัลวิลเลจ สุวรรณภูมิ "ช้าง ชน ช้าง"

ปมเซ็นทรัลวิลเลจ สุวรรณภูมิ "ช้าง ชน ช้าง"
เอ๊ะ...มีช้างกี่ตัวนะ!
กรณีพิพาทระหว่างบริษัทเซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) กับ บริษัทท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) วันนี้(28ก.ค.) ผู้บริหารเซ็นทรัลตั้งโต๊ะแถลงข่าวชี้แจงประเด็นพิพาทในทุกประเด็นแบบถี่ยิบ ยืนยันว่า ที่ผ่านมาทำถูกต้องตามกฎหมาย
รายละเอียดที่แจกแจง พูดถึงหลายประเด็นที่ถูกโจมตี เดี๋ยวจะไล่เรียงให้อ่านกัน แต่ตอนแรกนี้อยากช่วงมองข่าวธุรกิจให้ลึก...ลงไปก่อน
ทำไมเรื่องเพิ่งมาวุ่นวายตอนนี้...สงสัยไหม สร้างเซ็นทรัลวิลเลจมา 5 ปี เพิ่งจะมาดราม่าโค้งสุดท้ายก่อนเปิดโครงการจริงในวันที่ 31 ส.ค. 62 ( ทอท.เริ่มเอาเต็นท์ไปปิดกั้นทางเข้า-ออกเซ็นทรัลวิจเลจ วันที่ 22 ส.ค. 62 )
นี่เป็นปัญหาเรื่องพิพาทที่ดิน-เรื่องความไม่ปลอดภัยการบิน จริงหรือ | หรือแค่เป็นจุดที่ถูกใช้เป็นชนวนความวุ่นวาย แต่แท้จริงแล้วมีอะไรอยู่เบื้องหลัง
ทอท. ที่เป็นหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ กับ เซ็นทรัล คือ คู่ขัดแย่งตัวจริงใช่...ใช่ไหม
***คำถามพวกนี้...สเตตัสนี้ไม่มีคำตอบ***
ฮาาาาา แต่ถ้าใครอ่านจบ เชื่อว่า อาจจะพอเดาออก...หรืออาจจะมีข้อมูลไปช่วยกันหาคำตอบได้มากขึ้น
ในการแถลงข่าววันนี้(28ส.ค.) นักข่าวถาม กรรมการผู้จัดการใหญ่บ.เซ็นทรัล ว่า ที่ผ่านมาทำไมไม่คุยกับทอท.ทั้งที่เป็นหน่วยงานดูแลท่าอากาศยาน ได้คำตอบว่า ไม่เห็นความจำเป็นที่ต้องคุยกับทอท. เพราะ คุยและประสานงานกับสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย หรือ กพท. ซึ่งเป็นหน่วยงานกำกับทอท.ตลอด การจะไปไล่คุยกับทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่ใช่หน้าที่ของเซ็นทรัล หน่วยงานรัฐต้องแจกแจงกันเอง
พอถามว่า...ข้อพิพาทที่เกิดขึ้นอาจเกี่ยวข้องกับการแข่งขันทางธุรกิจหรือไม่ ได้คำตอบว่า ไม่อยากคาดเดาเรื่องนี้ เพราะสร้างเซ็นทรัลวิจเลจมานาน5ปี ไม่ใช่เพิ่งทำหลังประมูลdutyfree รวมถึงอยากให้ทุกฝ่ายเปิดใจให้กว้างกับธุรกิจoutlet เวลาไปเที่ยว ญี่ปุ่น เกาหลี ยุโรป อเมริกา ก็ต้องไปซื้อของที่outlet และเชื่อว่าแม้คนจะเดินซื้อของที่outlet พอเข้าไปในสนามบินก็จะซื้อของdutyfreeเช่นกัน เพราะ สินค้าแตกต่างกัน dutyfree เป็นสินค้าปลอดภาษี คอลเลคชั่น ส่วนoutletเป็นสินค้าราคาถูกที่ตกรุ่นแล้ว
ส่วนตัวมองว่า คำตอบนี้สะท้อนอะไรหลายอย่าง เช่น แม้จะบอกว่าไม่คาดเดาว่าข้อพิพาทโครงการเซ็นทรัลวิลเลจเกี่ยวกับบริษัทยักษ์ใหญ่ที่มีบทบาทเรื่องการของสินค้าปลอดภาษีหรือไม่ แต่ก็พูดเปรียบเทียบoutlet-dutyfree หรือ การแสดงออกถึงการไม่ได้ให้ความสำคัญกับทอท.มากนัก
เอ่อออ...งงๆเหมือนกันว่า สรุปใครคู่กรณีใคร
แล้วก็งงๆอีกว่า...จะจบยังไง ก่อนจะไปดูว่าจะจบยังไง เราว่ากันเรื่องประเด็นที่ทำให้กลายเป็นเรื่องพิพาทกันก่อน
โครงการเซ็นทรัลวิลเลจอยู่ห่างจากสนามบินสุวรรณภูมิฝั่งทิศใต้ ประมาณ 5-6 กิโลเมตร ทำให้ทุก5-10นาที จะเห็นและได้ยินเสียงเครื่องบินบินขึ้นสู่ท้องฟ้า (ภาพ1-2)
ประเด็นที่ทำให้เกิดข้อพิพาทต่างๆมีหลากหลายมาก โดยเฉพาะ เรื่องการรุกล้ำพื้นที่ราชพัสดุ บนทางหลวงหมายเลข 370 ที่อยู่ในความดูแลของ ทอท. / แต่เซ็นทรัล ชี้แจงว่า ทางหลวงหมายเลข 370 อยู่ในความดูแลของกรมทางหลวง ไม่ใช่ทอท. ที่ผ่านมาจึงขออนุญาตเชื่อมทางเข้า-ออกกับโครงการเซ็นทรัลวิลเลจ เพราะ โครงการอยู่ในที่ดินติดถนนใหญ่ ด้านขวาอยู่ติดสนามกอล์ฟซึ่งเป็นที่ของเอกชน / ส่วนด้านซ้ายอยู่ติดที่ดินว่างเปล่า / และด้านหลังอยู่ติดริมคลองบางโฉลง
(ภาพ 3)
แต่ข้อมูลของ ทอท.ระบุว่า โครงการเซ็นทรัลวิลเลจ ไม่ได้อยู่ติดถนนใหญ่ เพราะ มีพื้นที่ประมาณ 164 ตารางวา จุดที่ตั้งเต็นท์ของทอท.ที่มาปิดทางเข้า-ออก ลานจอดรถของโครงการฯ และตลอดแนวถนนเป็นที่ดินราชพัสดุที่อยู่ในความดูแลของทอท. (ภาพ4)
ข้อมูลของทอท.สอดคล้องกับเอกสารที่กรมธนารักษ์นำมาติดไว้ที่หน้าโครงการเซ็นทรัลวิลเลท ซึ่งยืนยันว่า ที่ดินดังกล่าวเป็นที่ดินราชพัสดุที่อยุ่ในความดูแลของทอท.จริงและกรณีที่ทอท.เดินหน้าให้บริษัทเซ็นทรัลรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกจากพื้นที่ดังกล่าวจึงเป็นไปตามกรอบอำนาจทางกฎหมายที่กำหนดไว้ (ภาพ5)
ส่วนกรณีที่ถูกมองว่าโครงการนี้ก่อสร้างในพื้นที่ผังเมืองสีเขียว คือ ที่ดินประเภทชนบทและเกษตรกรรม ไม่สามารถก่อสร้างสิ่งปลูกสร้างได้ บริษัทเซ็นทรัล ชี้แจงว่า กฎหมายเปิดช่องให้ก่อสร้างในพื้นที่สีเขียวบริเวณ ก1-10 ได้ หากการก่อสร้างไม่เกินร้อยละ 10 ของพื้นที่สีเขียวบริเวณดังกล่าว (ภาพ6)
แต่ก็มีข้อโต้แย้งว่า ตามกฎหมายจะไม่อนุญาตให้สร้างโรงแรมและสิ่งก่อสร้างขนาดใหญ่ หรือหากดำเนินการได้ก็จะสามารถทำได้เพียง 200 ตารางเมตร แต่โครงการเซ็นทรัลวิลเลจมีพื้นที่โครงการเฉพาะสิ่งปลูกสร้างรวม 40,000 ตารางเมตร
ส่วนการดำเนินการโครงการเซ็นทรัลวิลเลจจะส่งผลต่อความปลอดภัยการบินหรือไม่ บริษัทเซ็นทรัล ยืนยันว่า ไม่ได้ละเมิดกฎใดๆ ทั้ง ความสูงของอาคาร และไม่มีกิจกรรมใดๆที่เสี่ยงรบกวนการบิน ประเด็นนี้มีการตั้งข้อสังเกตเรื่องไฟฟ้าส่องสว่างที่โครงการใช้อาจกระทำกับทัศนวิสัยของนักบินหรือไม่
ส่วนข้อมูลจาก ทอท. ยืนยันว่าไม่ได้กลั่นแกล้งหรือสกัดการเปิดบริการของเซ็นทรัล แต่เพราะที่ผ่านมาเจ้าของโครงการไม่เคยขออนุญาต ทอท. จึงต้องปฏิบัติตามหลักการ เพราะ ไม่สามารถปล่อยปละละเลย หรือ สนับสนุนผู้กระทำผิดกฎหมายบนพื้นที่รัฐได้ พร้อมให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ก่อนหน้านี้ กรมทางหลวงเป็นผู้ดูแลและอนุญาตการก่อสร้างโครงการจริง แต่กรมทางหลวงใช้เกณฑ์การประเมินเฉพาะเรื่องผลกระทบด้านถนนเท่านั้น กรมธนารักษ์ในฐานะผู้กำกับดูแลที่ราชพัสดุ จึงให้ ทอท.เข้ามาดูแลและใช้เกณฑ์ด้านการบินเป็นเกณฑ์ประเมินหลัก
ส่วนข้อสงสัยที่ระบุว่าหากพบความผิดเหตุใดทอท.ไม่สั่งระงับการก่อสร้างตั้งแต่แรก นายนิตินัย ระบุว่า ตอนแรกกรมธนารักษ์มีหนังสือถึงทอท.เข้าไปตรวจสอบโครงการเมื่อวันที่ 16 มกราคม2562 จากนั้นจึงรวบรวมข้อมูลจากสายงานต่างๆ ก่อนจะได้ข้อสรุปในเดือนเมษายนว่าให้บริษัทเซ็นทรัลรื้อถอนถนนปูน เพราะเป็นการรุกร้ำพื้นที่ แต่ในเดือนสิงหาคมกลับพบว่า มีการเตรียมติดตั้งท่อและที่กั้นเหล็ก พร้อมเปิดใช้บริการ ทั้งที่เคยแจ้งไปแล้วว่าพื้นที่จุดเข้า-ออก ดำเนินการไม่ได้ จึงต้องเข้ามาตั้งจุดเพื่อสกัดไม่ให้มีการดำเนินการใดๆ
ส่วนตัวมองว่า ข้อพิพาทต่างๆไม่ใช่เรื่องใหม่ จริงๆมีโอกาสที่จะเป็นปัญหาตั้งแต่ตอนเริ่มก่อสร้างแรกๆแล้ว แต่กลับเพิ่งมาเป็นปัญหาในอีกไม่กี่วันที่เซ็นทรัลวิจเลจจะเป็นให้บริการ
ถ้ามองข้ามห้วยไปถึงการแก้ปัญหาว่าจะจบยังไง หลังเซ็นทรัลขอให้ภาครัฐ โดยเฉพาะ นายกฯร่วมแก้ปัญหา และนายกฯสั่งการให้มหาดไทย-คมนาคม ตรวจสอบข้อมูลให้รอบด้าน ส่วนศาลปกครองล่าสุดก็ยังไม่มีคำสั่งคุ้มครองการก่อสร้างของโครงการดังกล่าว
ตอนนี้อะไรๆก็มะรุมมะตุ้มกันไปหมด ลองแยกส่วนแล้วมองมิติทั้งธุรกิจ เศรษฐกิจ หรือแม้แต่การเมือง อาจจะพอจับทางได้ว่าเป็นยังไง ส่วนจะจบยังไง ยากที่จะตอบจริง ถ้าเป็นหนังจีนตอนนี้อาจอยู่ในช่วงวัดกำลังภายใน ส่วนใครจะชนะ จะชนะแบบใสใส หรือ แบบไสยไสย จะเจ็บตัวคนละนิด หรือ ชนะแบบขาดลอย หรือจะตกลงกันได้
มดตัวน้อยๆอย่างเรา แค่รอดูอยู่ห่างๆพอ

ซ็นทรัลโต้ "ไม่จำเป็นต้องคุย" ทอท.

ซีพีเอ็นตั้งโต๊ะแถลงยืนยัน "เซ็นทรัล วิลเลจ" เปิดบริการ 31 ส.ค.นี้แน่นอน ยืนยันขออนุญาตก่อสร้างถูกต้องตามกฎหมาย ไม่จำเป็นต้องคุยกับ ทอท. ขณะที่ ทอท.โต้ไม่ได้กลั่นแกล้งใคร
วันนี้ (28 ส.ค.2562) นายปรีชา เอกคุณากูล กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) แถลงข่าวต่อสื่อมวลชน ยืนยันว่าโครงการเซ็นทรัล วิลเลจ ได้รับอนุญาตและก่อสร้างถูกต้องถามกฎหมายทุกขั้นตอน พร้อมชี้แจงใน 3 ประเด็นหลัก


ประเด็นแรกคือ พื้นที่โครงการที่ถูกระบุว่ามีการรุกล้ำพื้นที่นั้น ยืนยันว่าพื้นที่โครงการอยู่ติดกับทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 370 มีการเชื่อมทางเข้า-ออกอย่างถูกต้อง ไม่มีการรุกล้ำที่ดินของรัฐ หรือที่ราชพัสดุและลำรางสาธารณะ และไม่ได้เป็นที่ดินตาบอด


ก่อนหน้านี้ที่ดังกล่าวเคยเป็นที่ราชพัสดุ แต่ได้มอบให้กับกรมทางหลวงสร้างและเป็นผู้ดูแล เพื่อสร้างกับทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 370 ซึ่งเป็นพื้นที่คนละส่วนกับพื้นที่ดินเวนคืนของสนามบินสุวรรณภูมิที่ ทอท.ดูแล และถนนหมายเลข 370 ถือเป็นทางหลวงสาธารณะ ไม่ใช่ขององค์กรเอกชนใดที่จะมากล่าวอ้างเป็นเจ้าของได้
ซึ่ง ทอท.ก็มีการขออนุญาตจากกรมทางหลวงเพื่อใช้ประโยชน์เช่นเดียวกัน และที่ผ่านมาไม่เคยมีเอกชนที่จะใช้ประโยชน์รายใดยื่นขออนุญาตเชื่อมทางจากทาง ทอท. ล่าสุดวันที่ 14 พ.ค.ที่ผ่านมา ได้มีหนังสือจากกรมทางหลวงอนุญาตให้ ทอท.เดินท่อร้อยสายไฟใต้ดินและบ่อพัก
ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องคุยกับ ทอท. เนื่องจากโครงการอยู่นอกเขตพื้นที่ของ ทอท.และทุกอย่างทำตามระเบียบ มีการขออนุญาต กพท.ที่เป็นหน่วยงานควบคุม ทอท.อยู่แล้ว
ประเด็นที่ 2 กรณีการก่อสร้างโครงการในพื้นที่สีเขียว ยืนยันว่าปฎิบัติตามกฎหมายผังเมืองอย่างเคร่งครัด ซึ่งได้รับอนุญาตอย่างถูกต้องในการก่อสร้างตามกฎหมายผังเมืองในพื้นที่สีเขียว ไม่เกินร้อยละ 10 ของที่ดินพื้นที่สีเขียวบริเวณดังกล่าว และไม่เคยมีการขอปรับผังเมืองแต่อย่างใด
ประเด็นที่ 3 ที่โครงการอาจรบกวนการบิน ชี้แจงว่า บริษัทฯได้ขออนุญาตก่อสร้างในบริเวณพื้นที่เขตปลอดภัยในการเดินอากาศจากสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท.) อย่างถูกต้อง ไม่ได้ละเมิดกฏใดๆ ทั้งด้านความสูงและไม่มีกิจกรรมใดๆ ที่จะส่งผลกระทบต่อการดำเนินงานสนามบิน เป็นไปตามมาตรฐานองค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (ICAO) และไม่เกี่ยวกับการติดธงแดง 


สำหรับประเด็นการกลั่นแกล้งทางธุรกิจ นายปรีชา ระบุว่า ไม่อยากคาดเดาในประเด็นนี้ เพราะไม่ได้มองว่าจะต้องมีการแข่งขันกับใคร โดยยังยืนยันว่า เซ็นทรัล วิลเลจ จะเปิดให้บริการในวันที่ 31 ส.ค.นี้ พร้อมหวังว่าศาลปกครองจะมีคำสั่งคุ้มครอง และให้ ทอท.รื้อย้ายสิ่งของปิดทางเข้า-ออก ก็จะสามารถเปิดบริการได้ทัน
แต่หากศาลมีคำสั่งไม่คุ้มครอง ก็มีแผน 2 รองรับไว้แล้ว แต่ขอไม่เปิดเผยต่อสื่อมวลชน พร้อมยอมรับว่าข้อพิพาทที่เกิดขึ้นสร้างความกังวลให้กับผู้ประกอบการในโครงการและพนักงานที่ทำงานอยู่ ซึ่งหากข้อพิพาทที่เกิดขึ้นมีผลกระทบต่อธุรกิจมาก ก็จะพิจารณาเดินหน้าฟ้องร้องทางคดี
ส่วนกรณีที่นายนิตินัย ศิริสมรรถการ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) (ทอท.) กล่าวว่า อาจหาแนวทางในการเจรจาเพื่อยุติข้อพิพาทนั้น นายปรีชา ระบุว่า ยินดีเสมอในการเจรจา แต่ทุกอย่างต้องอยู่ภายใต้กระบวนการของกฎหมาย ไม่ใช่เป็นการตีความฝ่ายเดียว เพราะถือว่าเป็นการริดรอนสิทธิ์

ทอท.โต้ไม่ได้ได้กลั่นแกล้ง

ด้านนายนิตินัย ศิริสมรรถการ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ ทอท. ยืนยันว่า กรณีที่ ทอท.จำเป็นจะต้องออกมาเคลื่อนไหวเป็นการดำเนินการตามกฎหมายที่ ทอท.ในฐานะโอเปอเรเตอร์ ผู้บริหารจัดการสนามบิน ซึ่งครอบคลุมเรื่องความปลอดภัย ต้องทำเรื่องดังกล่าวอยู่บนพื้นฐานของกฎหมายและความถูกต้อง และคนที่ตั้งคำถามระบุว่า ทอท.ปกป้องผลประโยชน์ของใคร ก็ขอให้ดำเนินการให้ถูกต้องตามกฎหมายเสียก่อน ไม่ได้เป็นการกลั่นแกล้งทางธุรกิจ โดยฝากคนที่ตั้งคำถามนี้ควรหาทางออกตามข้อกฎหมายให้ ทอท.ด้วย


ทั้งนี้ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ ทอท. ระบุว่า ที่ผ่านมาปัญหาการเข้าก่อสร้างโครงการเซ็นทรัล วิลเลจ เกิดปัญหาขึ้นในอดีต เนื่องจากพื้นที่ทั้งหมดเป็นพื้นที่ราชพัสดุและต่อมากรมทางหลวงได้ขอใช้ประโยชน์ เพื่อตัดถนนทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 370 หลังจากนั้นก็มีเอกชนมาขอเชื่อมต่อทางเข้า-ออก ซึ่งกรมทางหลวงอนุมัติให้ดำเนินการได้ ทั้งที่ข้อกฎหมายเมื่อมีการตัดทางแล้วเสร็จ ควรดำเนินการส่งพื้นที่คืนกรมธนารักษ์และให้เอกชนที่จะเข้าใช้พื้นที่กรมธนารักษ์ ขอพื้นที่เข้า-ออกโดยตรงจากธนารักษ์ ไม่ใช่เชื่อมต่อเอง
นอกจากนี้ประเด็นเรื่อง ทอท.สอบถามไปยัง กพท.เรื่องแบบแปลนการก่อสร้างโครงการเซ็นทรัล วิลเลจ ทอท.มีข้อสงสัยหลาประเด็น แต่ กพท.ได้ตอบเรื่องมาตรฐานความปลอดภัยความสูงอาคารมาเท่านั้น โดย กพท.ยังไม่ได้ให้รายละเอียด ซึ่ง ทอท.จะขอส่งหนังสือให้ กพท.ให้รายละเอียดอีกครั้ง รวมถึงประเด็นเรื่องการบุกรุกลำน้ำสาธารณะในพื้นที่ก่อสร้าง
เรื่องนี้ ทอท.ได้ประสาน อบต.บางโฉลง เพื่อให้ตรวจสอบ หากพบว่ามีการบุกรุกก็จะดำเนินคดีตามกฎหมาย ซึ่ง ทอท.เป็นผู้บริหารสนามบินสุวรรรภูมิ หากเห็นว่าโครงการทำผิดกฎหมาย ก็จะแจ้งความดำเนินคดีด้วยเช่นกัน
ขณะที่บริเวณด้านหน้าโครงการเซ็นทรัล วิลเลจ ทอท.ได้ติดป้ายข้อความขนาดใหญ่หน้าทางเข้า-ออก จุดที่เคยใช้เป็นทางผ่านส่งอุปกรณ์ก่อสร้างและสิ่งของร้านค้าที่กำลังจะเปิดให้บริการ โดยระบุข้อความว่า “พื้นที่ในความครอบครองของ ทอท.ห้ามผู้ใดบุกรุก มิฉะนั้นจะดำเนินการตามกฎหมายโดยเด็ดขาด” และอีกป้ายที่ไม่ห่างกันของ ซีพีเอ็น ก็ขึ้นข้อความว่า “โครงการนี้ตั้งอยู่ติดทางหลวงแผ่นดิน มิได้รุกล้ำพื้นที่ผู้ใด”


ขณะที่การจราจรเลนคู่ขนานบางนาตราด-สุวรรณภูมิ หน้าโครงการเซ็นทรัล วิเลจ เคลื่อนตัวช้าและติดสะสมเป็นระยะ เพราะมีรถหลายคันจอดบริเวณไหล่ทาง เพื่อขนอุปกรณ์เข้าไปตกแต่งภายใน ขณะที่ร้านค้าต่างๆ พนักงานต้องจอดรถริมทางเพื่อเข็นอุปกรณ์และขนสินค้าเข้าไปเช่นกัน เนื่องจากไม่สามารถนำรถไปจอดบริเวณที่จอดรถได้


เปิดเบื้องหลัง ทอท. ขวาง "เซ็นทรัลวิลเลจ"

เปิดเบื้องหลัง ทอท. ขวาง "เซ็นทรัลวิลเลจ"

          ส่งท้ายเดือน 8 ก้าวสู่เดือน 9 เดือนสุดท้ายของการทำงานของข้าราชการเกษียณ 
เดือนแห่งการแต่งตั้งโยกย้าย ตามประเพณีที่วิ่งกันฝุ่นตลบเช่นเคย และเข้าสู่โค้งสุดท้ายของปี ที่
ต้องวัดกันว่าเศรษฐกิจไทยจะโงหัวได้หรือไม่ หลังรัฐบาลสาดเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจกว่า 3 
แสนล้านบาท
          ขณะที่บิ๊กสตอรียังคงจับตาไปที่ “ศึกช้างชนช้าง” สนั่นไปทั้งเมือง ระหว่าง 
“ทอท.” กับ “เซ็นทรัลวิลเลจ” ที่ทอท.ยอมเปลืองตัวเปิดศึกยก 2 หลังยกแรกทำอะไร
ไม่ได้ แต่คราวนี้ใช้วิธีตั้งเต๊นท์ขึงผืดกลางถนนห้ามรถเข้า-ออกโครงการที่จะเปิดในวันที่ 31 
สิงหาคมนี้ ซึ่งเหลืออีกไม่กี่วัน จนปั่นป่วน เพราะนักลงทุนต้องเดินเท้า แบกข้าวของ เข้า
ไปตกแต่งร้านค้าเพื่อให้ทันเปิดในสภาพทุกลักทุเล “งามหน้า” ทุนต่างชาติที่รัฐบาลสู้อุตส่าห์ 
อันเชิญให้เข้ามาลงทุน


          เบื้องหน้าเบื้องหลังเรื่องนี้เขารู้กันทั้ง“บาง” ว่าอะไรเป็นอะไร หากไม่ใช่เรื่อง
ของผลประโยชน์ เพราะโครงการ “เซ็นทรัลวิลเลจ” เป็นเอาต์เลตลักชัวรีหรูที่ตระกูล 
“จิราธิวัฒน์” ควักเงินลงทุนไป 5 พันล้านบาท ดึงแบรนด์เนมกว่า 130 แบรนด์ดังระดับ
โลกมาปักหลัก ลดราคากระหน่ำซัมเมอร์เซล 30-70% ในเนื้อที่กว่า 100 ไร่ หรือ 4 
หมื่นตารางเมตร “ปาดหน้าเค้ก” แค่ปลายจมูกร้านค้าในสนามบินสุวรรณภูมิ เพื่อรองรับ
นักท่องเที่ยวหัวดำ หัวแดง ก่อนขึ้นเครื่อง และคนไทยกระเป๋าหนัก ที่ตั้งเป้าไว้ถึง 65% 
ที่เหลือเป็นทัวริสต์ร่วม 40 ล้านคนต่อปี ที่หมายมั่นปั้นมือเป็นกลุ่มเป้าหมาย


          แน่นอนว่าเปิดบริการเมื่อไร สะเทือนทั้ง ดิวตี้ฟรี-รีเทล ในสนามบิน และ
ยาวไปถึงดิวตี้ฟรี ร้านขายยาโด๊ปทัวร์จีน ย่านศรีวารี บางนา จุกอกแน่นอน ยิ่งย้อนไปดู
สัมปทานดิวตี้ฟรีที่คิงเพาเวอร์คว้าไปนั้นมีการเสนอผลประโยชน์ให้ทอท.สูงสุดเป็นประวัติ
การณ์ “15,000 ล้านบาท” ต่อปี รีเทล “5,800 ล้านบาท” ขั้นต่ำตลอด 10 ปี 
ตามสัญญา จนเป็นที่หวั่นเกรงกันว่าเสนอผลตอบแทนมหาศาลขนาดนี้คงต้องปั้นยอดขาย
หาเงินกันมือเป็นระวิง


          ส่วนการประมูลรีเทลในสนามบินที่ผ่านมา “เซ็นทรัล” สนใจซื้อซอง
แต่ไม่สู้ราคา เพราะคงดีดลูกคิดแล้วไม่คุ้ม สู้ออกมาทำเอาต์เลตแบบสแตนด์อะโลน 
ข้างนอกดีกว่าและทั่วโลกเขาก็ล้วนมีโมเดล เอาต์เลตรอบสนามบินผุดเป็นดอกเห็ด มีแต่ 
“ไทยแลนด์” ที่ยังไม่มีและกลุ่มทุนค้าปลีกขนาดใหญ่ก็เพิ่งมาตื่นตัว ทยอยลงทุนกัน
ปีนี้และปักหลักโซนสุวรรณภูมิ บางนา ซึ่งนอกจากค่ายยักษ์ใหญ่อย่างเซ็นทรัลแล้ว 
เดอะมอลล์-สยามพิวรรธน์ เตรียมทยอยเปิดตัว โดยของเซ็นทรัลใกล้สนามบินและ
จะเปิดก่อนใครเพื่อน
          เรื่องนี้จึงมองเป็นอย่างอื่นไปไม่ได้เมื่อมีการใช้ “กรมธนารักษ์” 
เป็นตัวประกันยกเหตุจากการใช้พื้นที่ทางหลวงแผ่นดิน 370 ขึ้นมาเป็นข้ออ้างว่า 
“สิทธิ์” อยู่ในการดูแลของกรมทางหลวง หรือ ทอท. กันแน่ เพราะเป็นที่ดินที่ราชพัสดุ 
ซื้อมาด้วยเงินงบประมาณ เดิมอยู่ในการดูแลของธนารักษ์ ก่อนจะยกให้ กรมการบินพาณิชย์ 
(บพ.เดิม) และเป็นที่ดินคนละแปลงกับที่สร้างสนามบิน ซึ่งต้องพิสูจน์กันให้ชัดว่าใคร
กันแน่มีอำนาจที่แท้จริงในทางเข้า-ออกที่ดินผืนนี้ ในเมื่อตลอดทั้งเส้นทางก็มีการตัด
ทางเข้า-ออกหลายจุดเชื่อมโยงกัน
  
          เจอสถานการณ์บีบคั้นให้ “เซ็นทรัล” ต้องดับเครื่องชน และลุยเดี่ยว
ทั้งอาศัยอำนาจศาลขอคุ้มครองชั่วคราว และอื่นๆ ตามมา เพราะไม่ใช่ตัวเองที่ลำบาก 
แต่ยังมีผลต่อเนื่องถึงพันธมิตรต่างชาติที่เข้ามาร่วมทุน ที่พลอยได้รับผลกระทบตามมาด้วย
          ส่วนรัฐบาลก็รู้อยู่เต็มอกว่าอะไรเป็นอะไร แต่คงหวังจะพึ่งพาใครคงลำบาก 
เพราะเป็นรัฐบาลผสม รู้ๆ กันอยู่ ว่า “ไผเป็นไผ” คนของใครคุมทั้งกระทรวงคมนาคม
และมหาดไทย ผู้หลักผู้ใหญ่เองแม้จะบอกว่าไม่ชอบการ “ผูกขาด” การค้าที่ไม่เป็นธรรม 
แต่ก็ไม่มีใครกล้าแสดงออกนอกหน้า เรื่องก็มีประการฉะนี้ท่านผู้ชม !!

วันจันทร์ที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2562

โครงการโฮปเวลล์

โครงการโฮปเวลล์ หรือ โครงการระบบการขนส่งทางรถไฟยกระดับในกรุงเทพมหานคร (อังกฤษBangkok Elevated Road and Train System - BERTS) เป็นโครงการก่อสร้างถนน ทางรถไฟ และรถไฟฟ้ายกระดับ บนพื้นที่ของการรถไฟแห่งประเทศไทย ดำเนินการโดยบริษัท โฮปเวลล์ (ประเทศไทย) ในเครือโฮปเวลล์โฮลดิงส์ บริษัทสัญชาติฮ่องกง ของนายกอร์ดอน วู
โครงการก่อสร้างประกอบด้วย โครงสร้างยกระดับทางรถไฟขึ้นไปเหนือผิวการจราจร เพื่อลดจุดตัดกับทางรถยนต์ (Grade Crossing) เพื่อลดปัญหาการให้รถยนต์ต้องหยุดรอรถไฟ ก่อสร้างคร่อมทางรถไฟที่มีอยู่ในปัจจุบัน ระยะทางทั้งสิ้น 60.1 กิโลเมตร ใช้เงินลงทุนไม่ต่ำกว่า 80,000 ล้านบาท และให้ผลตอบแทนรายปี 30 ปี รวม 53,810 ล้านบาท โดยโฮปเวลล์จะได้รับสิทธิสร้างถนนยกระดับ เรียกเก็บค่าผ่านทาง คู่ขนานกับทางรถไฟยกระดับ และได้รับสัมปทานเดินรถบนทางรถไฟยกระดับด้วย และสามารถใช้ประโยชน์ในพื้นที่ใต้ทางรถไฟยกระดับ และอสังหาริมทรัพย์สองข้างทาง คิดเป็นเนื้อที่ประมาณ 600 ไร่ 
โครงการโฮปเวลล์เกิดขึ้นในสมัยรัฐบาลพลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ โดยมีการเปิดประมูลสัมปทานก่อสร้างทางยกระดับ เพื่อแก้ปัญหาการจราจร โดยผู้รับสัมปทานจะมีรายได้จากค่าโดยสารรถไฟฟ้า ค่าผ่านทาง และรายได้จากอสังหาริมทรัพย์ตลอดเส้นทาง ผลการประมูล บริษัทโฮปเวลล์โฮลดิงส์ ของนายกอร์ดอน วู เป็นผู้ชนะเหนือคู่แข่งคือ บริษัทลาวาลิน (SNC-Lavalin) จากแคนาดา มีการลงนามในสัญญาโดยนายมนตรี พงษ์พานิช อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม จากพรรคกิจสังคม กับบริษัท โฮปเวลล์ (ประเทศไทย) เมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2533 [2] อายุของสัมปทาน 30 ปี มีกำหนดตั้งแต่วันที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2534 – 5 ธันวาคม พ.ศ. 2542 ในระยะแรกใช้ชื่อโครงการว่า Railways Mass Transit (Community Train) and Urban Free System (RAMTUFS)
แผนงานการก่อสร้าง แบ่งเป็น 5 ระยะ ระยะทางรวมทั้งสิ้น 60.1 กิโลเมตร ประกอบด้วย [3]
การก่อสร้างโครงการโฮปเวลล์ เป็นไปอย่างล่าช้า เนื่องจากประสบปัญหาในการส่งมอบพื้นที่บริเวณริมทางรถไฟ ประกอบกับเศรษฐกิจของไทยไม่เติบโตเท่าที่ควร เหมือนในช่วงแรกของรัฐบาลชาติชาย ทำให้แนวโน้มการลงทุนธุรกิจในอสังหาริมทรัพย์ซบเซาลง ปัญหาเรื่องจุดตัดกับโครงการถนนยกระดับวิภาวดีรังสิต (ดอนเมืองโทลล์เวย์) และการก่อสร้างล่าช้าจนอัตราคืบหน้าของงานไม่เป็นไปตามสัญญาที่ทำไว้กับรัฐบาล
ภายหลังรัฐประหารในประเทศไทย พ.ศ. 2534 รัฐบาลนายอานันท์ ปันยารชุน ได้เข้ามาตรวจสอบสัญญาสัมปทานทั้งหมดที่มีเงื่อนไขการผูกขาด โครงการโฮปเวลล์ ก็เป็นโครงการหนึ่งที่ถูกตรวจสอบโดยนายนุกูล ประจวบเหมาะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมในขณะนั้น และได้ประกาศล้มโครงการโฮปเวลล์ พร้อมกับโครงการรถไฟฟ้าลาวาลิน และจัดตั้งองค์การรถไฟฟ้ามหานคร ขึ้นมาดำเนินการแทน เมื่อ พ.ศ. 2535
ในรัฐบาลชวน หลีกภัย สมัยที่ 1 โครงการโฮปเวลล์ได้รับการผลักดันต่อโดยพันเอกวินัย สมพงษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม แต่ยังประสบปัญหาสำคัญ 2 ประการ คือ ปัญหาเรื่องเงินทุน แหล่งเงินกู้ หลักทรัพย์ค้ำประกันสัญญา และปัญหาเรื่องแบบก่อสร้าง ระยะห่างระหว่างรางรถไฟ กับไหล่ทางมีน้อยเกินไปเพราะข้อจำกัดของพื้นที่ และไม่ได้มาตรฐานความปลอดภัยสากล[ต้องการอ้างอิง]
อย่างไรก็ตามประเด็นหลัก ที่โครงการไม่สามารถถูกดำเนินการไปต่อได้ เนื่องมาจากการที่ไม่มีการระบุไว้ในสัญญาว่าโครงการจะต้องแล้วเสร็จเมื่อใด เป็นผลให้บริษัทโฮปเวลล์ มีสิทธิ์อันชอบทำที่จะไม่ทำโครงการให้แล้วเสร็จ
ต่อมาในรัฐบาลพลเอกชวลิต ยงใจยุทธ ได้มีมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 23 ธันวาคม พ.ศ. 2540 ให้ความเห็นชอบบอกเลิกสัญญากับโฮปเวลล์ หลังจากบริษัทโฮปเวลล์หยุดการก่อสร้างอย่างสิ้นเชิง ตั้งแต่เดือนสิงหาคม พ.ศ. 2540 [4]
โครงการการก่อสร้างโครงการโฮปเวลล์ สิ้นสุดลงในสมัยรัฐบาลนายชวน หลีกภัย สมัยที่ 2 หลังดำเนินการก่อสร้างเป็นเวลา 7 ปี มีความคืบหน้าเพียง 13.77 % ขณะที่แผนงานกำหนดว่าควรจะมีความคืบหน้า 89.75% กระทรวงคมนาคมได้บอกเลิกสัญญาสัมปทานอย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2541 โดยนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม และนายประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วย ภายหลังจากบอกเลิกสัญญา การรถไฟแห่งประเทศไทยถือว่าโครงสร้างทุกอย่างตกเป็นกรรมสิทธิ์ของการรถไฟ และได้มีความพยายามนำโครงสร้างที่สร้างเสร็จแล้วมาพัฒนาต่อ จากผลการศึกษาสรุปว่าจะนำโครงสร้างบางส่วนมาใช้ประโยชน์ในรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดงเข้ม ช่วงบางซื่อ-รังสิต
บริษัทโฮปเวลล์โฮลดิ้ง ได้ฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายในการยกเลิกสัญญาจากกระทรวงคมนาคม และการรถไฟแห่งประเทศไทย เป็นค่าใช้จากการเข้ามาลงทุนเป็นเงิน 56,000 ล้านบาท ในขณะที่การรถไฟฯ ก็เรียกร้องค่าเสียโอกาสในการใช้ประโยชน์จากโครงการ เป็นเงินกว่า 200,000 ล้านบาท
คณะอนุญาโตตุลาการประกอบด้วย นายสมศักดิ์ บุญทอง รองอัยการสูงสุด ในฐานะตัวแทนจากการรถไฟแห่งประเทศไทย, รองศาสตราจารย์วีระพงษ์ บุญโญภาส อาจารย์คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นตัวแทนจากโฮปเวลล์ฯ และนายถวิล อินทรักษา อดีตผู้พิพากษา เป็นประธานคณะอนุญาโตตุลาการ [5] ได้วินิจฉัยชี้ขาดเมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551 ให้กระทรวงคมนาคมและการรถไฟแห่งประเทศไทย คืนเงินชดเชยให้โฮปเวลล์โฮลดิงส์ เนื่องจากการบอกเลิกสัญญาไม่เป็นธรรม เป็นเงิน 11,888.75 ล้านบาท ประกอบด้วยเงินค่าก่อสร้าง 9,000 ล้านบาท เงินค่าตอบแทนจากการใช้ประโยชน์ที่ดินที่บริษัทชำระไปแล้ว 2,850 ล้านบาท และเงินค่าออกหนังสือค้ำประกัน 38,749,800 บาท พร้อมดอกเบี้ย 7.5% ต่อปี และคืนหนังสือค้ำประกันมูลค่า 500 ล้านบาท ให้กับบริษัท [6]
โดยในปัจจุบัน การรถไฟแห่งประเทศไทยได้ใช้ประโยชน์จากโครงสร้างพื้นฐานของ โครงการโฮปเวลล์ ที่ถูกทิ้งร้างมาหลายปี เพื่อใช้ในการสร้างทางวิ่งของรถไฟฟ้าเชื่อมท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ส่วนต่อขยายท่าอากาศยานดอนเมือง และในส่วนที่ทรุดโทรมหรือผุพังก็จะดำเนินการตัดทิ้ง เพื่อหล่อตอม่อใหม่ให้กับทางวิ่งของรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดงเข้ม

วันพฤหัสบดีที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2561

คลอด 2 มาตรการของขวัญปีใหม่เพื่อเอสเอ็มอี

คลอด 2 มาตรการของขวัญปีใหม่เพื่อเอสเอ็มอี
Publisher :
6 December 2018

รองนายกรัฐมนตรีควง รมว.อุตสาหกรรม สั่งเร่งสรุปมาตรการช่วยเหลือเอสเอ็มอีเสนอ ครม. ให้ทันเป็นของขวัญปีใหม่ เคาะ 2 มาตรการ กองทุนฟื้นฟูให้โอกาสคนติดกับดักทางการเงิน คนเคยล้มลุกสู้สร้างอาชีพใหม่ และรักษาธุรกิจเดิม 1.8 พันล้านบาท และสินเชื่อพิเศษช่วยเสริมสภาพคล่องกลุ่มค้าส่งค้าปลีกร้านโชห่วยทุกพื้นที่ คาดช่วยเอสเอ็มอีรายเล็กๆ ได้นับแสนราย

นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยภายหลังการประชุมเพื่อเร่งรัดจัดทำข้อสรุปมาตรการความช่วยเหลือให้กับผู้ประกอบการเอสเอ็มอี (SMEs) เพื่อนำเสนอต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาให้ทันก่อนสิ้นปีนี้ เพื่อมอบเป็นของขวัญปีใหม่จากรัฐบาลถึงเอสเอ็มอีทั่วประเทศ ที่ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) หรือ SME Development Bank ว่า มีความชัดเจนแล้วถึง 2 มาตรการ แยกเป็นเรื่องที่ช่วยกลุ่มธุรกิจที่สะดุดแต่ยังไปต่อได้ ซึ่งจะมีการเติมเงินทุนส่วนหนึ่งไปเริ่มต้นธุรกิจใหม่ กับกลุ่มร้านค้าส่งค้าปลีกร้านโชห่วยเล็กๆ ร้านธงฟ้าในชุมชน ร้านสินค้าเกษตร เป็นต้น โดยกลุ่มนี้ต้องการเงินทุนหมุนเวียนจำนวนหนึ่งเพื่อสั่งซื้อสินค้าเข้าร้านในช่วงเทศกาลปีใหม่ ซึ่งทั้ง 2 กลุ่มถือเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจชุมชนที่สำคัญที่รัฐบาลจะช่วยเหลือดูแลอย่างเต็มที่

ายอุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่า ทั้ง 2 มาตรการเป็นส่วนหนึ่งในนโยบายเสริมแกร่งเอสเอ็มอีของกระทรวง เรื่องกองทุนฟื้นฟู SMEs วงเงิน 1.8 พันล้านบาทนั้น เป็นการยุบรวม 2 กองทุนที่เหลือจาก สสว. นำมาปรับให้เกิดความเหมาะสมและคล่องตัว โดยมอบให้ ธพว. ซึ่งมีสาขาทุกจังหวัดทั่วประเทศเป็นผู้ดำเนินการ ซึ่งจำเป็นต้องนำเสนอต่อ ครม. ให้ความเห็นชอบ ซึ่งหลักใหญ่คือต้องช่วยเอสเอ็มอี “ล้มแล้วลุก” อีกครั้งให้ได้ โดยเงินทุนที่ช่วยเหลือแต่ละรายต้องไม่มีดอกเบี้ยให้เป็นภาระแก่ผู้ประกอบการ ระยะเวลาผ่อนก็ต้องยาวนานพอที่กิจการจะฟื้นตัว แม้ว่าวงเงินต่อรายอาจไม่มาก เพื่อให้กระจายความช่วยเหลือแก่ผู้ประกอบการมากที่สุด แต่ถ้ากิจการเริ่มเข้มแข็งแล้ว จะให้ ธพว.สนับสนุนสินเชื่ออื่นเพิ่มเติมให้
“เราไม่ได้ช่วยแค่เฉพาะช่วงเริ่มต้นเท่านั้น แต่จะช่วยเสริมแกร่งให้ตลอดทาง โดยได้มอบให้ ธพว. ออกมาตรการช่วยเหลือที่ไม่ใช่การเงินควบคู่ด้วย ทั้งเรื่องเสริมความรู้ทางการเงินที่เอสเอ็มอีต้องรู้ การช่วยเหลือทางการตลาดให้ขายสินค้าได้ การปรับปรุงกิจการโดยใช้เทคโนโลยีมาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและเรื่องที่จำเป็นอื่น ๆ”

ส่วนสินเชื่อพิเศษช่วยเหลือปรับเปลี่ยนยกระดับวิธีการขายช่วยผู้ประกอบการค้าส่งค้าปลีกร้านโชห่วยเล็กๆ ในชุมชนที่มีนับแสนรายให้ขายสินค้าหลากหลายจำเป็นกับชุมชน โดยเติมสภาพคล่องในการสั่งซื้อสินค้าเตรียมพร้อมจำหน่ายในช่วงเทศกาลปีใหม่และตรุษจีนที่จะถึง แต่ละร้านค้าใช้วงเงินไม่มากประมาณ 200,000-300,000 บาท แต่จะก่อให้เกิดการหมุนเวียนเศรษฐกิจในชุมชนได้ 5-7 รอบ ซึ่งถ้ารวมทุกแห่งถือเป็นการสร้างมูลค่าเศรษฐกิจของประเทศได้มหาศาล

นายมงคล ลีลาธรรม กรรมการผู้จัดการ ธพว. กล่าวว่า ของขวัญปีใหม่ที่จะนำเสนอต่อ ครม.ได้แก่ การขยายระยะเวลาโครงการสินเชื่อเพื่อยกระดับเศรษฐกิจชุมชน (Local Economy Loan) ที่กำลังจะหมดในวันที่ 18 ธันวาคม 2561 นี้ และมีวงเงินเหลืออยู่ 3.5 หมื่นล้านบาท โดยให้ขยายระยะเวลาโครงการไปถึง 18 ธันวาคม 2562 หรือจนกว่าหมดวงเงินสินเชื่อรวมโครงการ พร้อมกับขยายกลุ่มธุรกิจเป้าหมายของสินเชื่อนี้จากกลุ่มเกษตรแปรรูป ธุรกิจท่องเที่ยว และมีนวัตกรรม โดยให้เพิ่มกลุ่มค้าส่งค้าปลีก ร้านโชห่วย ร้านค้าชุมชน ร้านธงฟ้า ผู้ประกอบการค้าสินค้าเกษตร เข้าไว้ด้วย ภายใต้ชื่อ โครงการประชารัฐเสริมแกร่งการค้าสู่ชุมชน เพื่อเสริมให้เก่งปรับเปลี่ยนยกระดับใช้เทคโนโลยีปักหมุดสู่สากลให้อยู่บนถนนดิจิทัล เพิ่มมูลค่า แปรรูป ขายเอง กำหนดราคาได้เอง วางเป้าหมายจะสนับสนุนผู้ประกอบธุรกิจค้าปลีกค้าส่งเข้าถึงสินเชื่อนี้ได้ครบทุกตำบลทั่วประเทศ ซึ่งจะก่อให้เกิดการสร้างงาน สร้างรายได้ ในระดับชุมชนอย่างกว้างขวาง รวมถึง เชื่อมโยงกับระบบถุงเงินประชารัฐของกระทรวงการคลัง และโชห่วย-ไฮบริดของกระทรวงพาณิชย์ ตลอดจนพัฒนาระบบรวมซื้อผ่านไปรษณีย์ไทยเพื่อลดต้นทุนของร้านโชห่วย
อีกทั้ง ยังได้ร่วมกับพันธมิตรภาคเอกชน รัฐวิสาหกิจต่างๆ บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) ในฐานะผู้บริหารสถานีบริการน้ำมัน PTT Station และสถาบันการเงินรัฐอื่นๆ เพื่อส่งเสริมเอสเอ็มอีไทยอย่างครบวงจร เช่น อบรมความรู้ ขยายช่องทางตลาด จับคู่ธุรกิจ และยกระดับมาตรฐานผลิตภัณฑ์ เป็นต้น

นอกจากนี้ ธพว. จะเสนอ ครม. พิจารณาตั้งโครงการประชารัฐสร้างโอกาสคนตัวเล็ก ล้มแล้วลุก วงเงิน 1.8 พันล้านบาท ซึ่งยุบรวมกองทุนฟื้นฟูเอสเอ็มอี และกองทุนพลิกฟื้นเอสเอ็มอี ของสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) เข้ามาไว้ด้วยกัน โดยมอบหมายให้ ธพว. เป็นหน่วยร่วมทำหน้าที่บริหารกองทุน โดยมีวัตถุประสงค์ช่วยเหลือเอสเอ็มอีที่ติดกับดักทางการเงิน ซ่อมให้แกร่ง เช่น มีปัญหาเรื่องประวัติการชำระเงิน จึงไม่สามารถเข้าถึงเงินกู้ของธนาคารพาณิชย์ หรือมีปัญหาชักหน้าไม่ถึงหลัง ขาดสภาพคล่อง เป็นต้น ให้ได้รับโอกาสเริ่มต้นประกอบอาชีพใหม่อีกครั้ง ซึ่งการพิจารณาอนุมัติสินเชื่อจะดูจากความสามารถในการชำระหนี้จากหนี้ที่ให้กู้ยืมใหม่เป็นหลัก

สำหรับโครงการประชารัฐสร้างโอกาสคนตัวเล็ก ล้มแล้วลุก วงเงินให้กู้ไม่เกิน 100,000 บาทต่อราย ระยะเวลาชำระเงินกู้ 7 ปี ไร้ดอกเบี้ย แบ่งเป็นเบื้องต้นให้เป็นทุนช่วยเหลือฉุกเฉิน 50,000 บาท และหากมีการชำระหนี้ที่ดีต่อเนื่องไม่น้อยกว่า 6 เดือน จะเติมทุนให้อีก 50,000 บาท หลังจากนั้น เมื่อธุรกิจที่ทำมีผลประกอบการที่ดี เข้าสู่ระบบถูกต้อง และต้องการจะต่อยอดหรือขยายธุรกิจ สามารถมาใช้บริการสินเชื่อดอกเบี้ยพิเศษของ ธพว. เพิ่มเงินทุนให้สูงสุดอีก 1 ล้านบาท คาดว่า จะมีผู้ประกอบการที่ได้รับประโยชน์ประมาณ 30,000 คน