PR

@@ในความเคลื่อนไหวของสถานการณ์ที่ปรากฎเป็น"ข่าว"และ"ไม่เป็นข่าว"พยายามสแกนย่นย่อมานำเสนอและเป็นไว้เป็นฐานข้อมูลสังเคราะห์สถานการณ์ ที่นี่ "ข่าวที่ไม่เป็นข่าว"
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สงครามประวัติศาสตร แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สงครามประวัติศาสตร แสดงบทความทั้งหมด

วันศุกร์ที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2558

รัสเซียให้หลักฐาน ว่าตุรกีสนับสนุนไอเอส แก่ฝรั่งเศส

รัสเซียให้หลักฐาน ว่าตุรกีสนับสนุนไอเอส แก่ฝรั่งเศส
รัฐมนตรีกระทรวงกลาโหมของรัสเซียกล่าวในวันนี้(25 ธ.ค.)ว่า รัสเซียได้ให้หลักฐานที่พิสูจน์ว่าตุรกีสนับสนุนกลุ่มก่อการร้ายไอเอสในซีเรียแก่ฝรั่งเศส
“พลเอก วาเลรี เกราซีมอฟ( Valery Gerasimov )ได้นำเสนอข้อมูลเกี่ยวกับการปล้นทรัพยากรธรรมชาติในซีเรียอย่างต่อเนื่อง ทรัพยากรเหล่านี้ถูกขายเพื่อเป็นแหล่งเงินให้กับไอเอส รวมถึงบทบาทของตุรกีในกระบวนการนี้" รัฐมนตรีกล่าวในแถลงการณ์ที่ปล่อยออกมาหลังจากที่ นายพล วาเลรี เกราซีมอฟคณะเสนาธิการทหารของกองทัพรัสเซียได้พบปะกับนายPierre de Villiersจากฝรั่งเศสที่กรุงมอสโก
รัฐมนตรีอ้างว่าตุรกีลักลอบขนทหารก่อการร้ายไปยังทางตอนเหนือของซีเรียเพื่อเสริมกำลังให้กับกลุ่มก่อการร้าย นอกจากนี้ทั้งสองฝ่ายได้ระบุแนวโน้มสำหรับความร่วมมือในอนาคตที่แข็งแกร่งมากยิ่งขึ้นในการต่อสู้กับกลุ่มก่อการร้ายระหว่างประเทศ รวมถึงการสร้างคณะการทำงานของผู้เชี่ยวชาญของทั้งสองฝ่าย
ทั้งสองฝ่ายกล่าวว่าจะสนับสนุนให้มีการแลกเปลี่ยนข้อมูลอย่างทันท่วงทีเพื่อให้ปฏิบัติการโจมตีเป้าหมายที่เป็นกลุ่มไอเอสดำเนินได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
ทั้งนี้ฝรั่งเศสเป็นชาติยุโรปชาติแรกที่ประกาศเข้าร่วมในชาติพันธมิตรสู้ไอเอสในซีเรียที่นำโดยสหรัฐฯ อย่างไรก็ดีตั้งแต่รัสเซียได้มีปฏิบัติการทางอากาศในซีเรีย ทั้งรัสเซียและฝรั่งเศสก็ยังไม่ได้มีการร่วมมือหรือมีความพยายามร่วมกันแต่อย่างใด
(ขอบคุณรูปจาก Sputnik News)

วันพฤหัสบดีที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2558

จักรพรรดิญี่ปุ่นวอนรำลึกเหตุสงครามโลกครั้งที่สอง

จักรพรรดิญี่ปุ่นวอนรำลึกเหตุสงครามโลกครั้งที่สอง
อากิฮิโตะ จักรพรรดิของญี่ปุ่นทรงได้ประกาศเรียกร้องความเข้าใจและการใคร่ครวญที่มากขึ้น ในประเด็นเรื่องสงครามโลกครั้งที่สอง ทั้งยังตรัสว่านี่เป็นเรื่องที่สำคัญอย่างมากต่ออนาคตของประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเวลาที่ประชากรญี่ปุ่นมีการเพิ่มจำนวนขึ้นอย่างมาก โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ ซึ่งไม่ได้รับความรู้ที่แน่ชัดเกี่ยวกับสงครามที่สิ้นสุดไปเมื่อ 70 ปีที่ผ่านมา
ในวันนี้ (23 ธ.ค.) จักรพรรดิได้ตรัสในการแถลงข่าวเนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษา 82 พรรษาของพระองค์ ทั้งยังทรงตรัสว่าพระองค์ทรงได้ใช้เวลาในปีที่ผ่านมาคิดใคร่ครวญเกี่ยวกับสงคราม
โดยก่อนหน้านี้ ข้อความในแถลงการณ์ของจักรพรรดิในพิธีรำลึกครบรอบ 70 ปี ยุติสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งจัดขึ้นในวันที่ 15 ส.ค. ของปีนี้ ก็นับเป็นครั้งแรกที่จักรพรรดิทรงได้แสดงความเสียใจอย่างลึกซึ้งต่อเหตุสงคราม
สื่อทั่วโลกต่างวิเคราะห์ว่าแถลงการณ์ของจักรพรรดิได้แสดงความขอโทษที่ลึกซึ้งยิ่งกว่าสุนทรพจน์ของนายกรัฐมนตรี ชินโซ อาเบะ ที่ได้กล่าวในพิธีรำลึกสงครามโลกครั้งที่สอง เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม เช่นกัน
สิ่งที่เรียกว่า "สุนทรพจน์ของอาเบะ" ได้จบลงอย่างสั้นๆ ด้วยการกล่าวขอโทษของนายกรัฐมนตรีต่อการกระทำที่เกิดขึ้นในช่วงสงครามโลก การพูดให้ความรับผิดชอบของญี่ปุ่นดูเบาบางลงไป สำหรับความก้าวร้าวป่าเถื่อนของตนที่เคยได้กระทำไว้ต่อบรรดาประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาคเอเชีย ทั้งยังได้กล่าวว่าเยาวชนรุ่นใหม่ของญี่ปุ่นไม่ควรที่จะ "กล่าวขอโทษไปก่อน" สำหรับความผิดที่ผ่านมาของชนชาติ
สุนทรพจน์ของนายกรัฐมนตรีได้ล้มเหลวในการพัฒนาความไว้วางใจซึ่งกันและกันต่อประเด็นทางประวัติศาสตร์ของประเทศญี่ปุ่นเองและประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาคเอเชีย ซึ่งตกเป็นเหยื่อของการสังหารโหดของญี่ปุ่นในช่วงสงคราม
จักรพรรดิยังทรงได้แสดงถึงความเห็นอกเห็นใจของพระองค์ต่อผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการระเบิดของภูเขาไฟทางทิศตะวันตกของประเทศญี่ปุ่น และพายุฝนที่บุกรุกเข้าประเทศมาเมื่อเดือนกันยายน
ขณะเดียวกัน จักรพรรดิก็ได้ทรงแสดงความยินดีต่อสองนักวิทยาศาสตร์ชาวญี่ปุ่นที่ชนะรางวัลโนเบลสาขาการแพทย์และฟิสิกส์ และชื่นชมการทดสอบการบินที่ประสบความสำเร็จของเครื่องบินโดยสารเชิงพาณิชย์ลำแรกที่ผลิตในประเทศญี่ปุ่น

วันจันทร์ที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2558

ผู้สวมหน้ากากราว 100 คน โจมตีจุดตรวจของจีนในเขตปกครองตนเองอินเนอร์มองโกเลีย

ผู้สวมหน้ากากราว 100 คน โจมตีจุดตรวจของจีนในเขตปกครองตนเองอินเนอร์มองโกเลีย
ทางการจีนรายงานว่า เหตุดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อเช้าวานนี้ (6 ธ.ค.) ที่จุดตรวจในเขตเอ๋อจิน แบนเนอร์ ซึ่งเป็นพื้นที่ห่างไกลของเขตปกครองตนเองอินเนอร์มองโกเลียของจีน โดยมีคนสวมหน้ากากราว 100 คน จู่โจมเข้าทำร้ายเจ้าหน้าที่และทำลายอาคารจุดตรวจก่อนจะหลบหนีไป อย่างไรก็ตามมีรายงานข่าวระบุว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ระบุตัวผู้ต้องสงสัยจำนวนหนึ่งได้แล้ว
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าบริเวณดังกล่าวเป็นพื้นที่ข้อพิพาทระหว่างประชาชนที่อาศัยอยู่ในเขตอินเนอร์มองโกเลียกับเขตจินทาในมณฑลกานซู โดยทั้งสองฝ่ายต่างอ้างกรรมสิทธิ์เหนือพื้นที่รอยต่อระหว่างสองเขต
หนังสือพิมพ์โกลบอล ไทมส์ รายงานเหตุดังกล่าวกินเวลาราว 2 ชั่วโมง มีผู้ได้รับบาดเจ็บ 13 คน ซึ่งรวมถึงเจ้าหน้าที่ประจำจุดตรวจ 2 คน ที่เหลือเป็นผู้เลี้ยงสัตว์และชาวนาที่เข้ามาช่วยดูแลบริเวณเขตแดน สื่อท้องถิ่นรายงานว่ากลุ่มผู้โจมตีใช้ไม้และสเปรย์พริกไทยเป็นอาวุธเข้าทำร้ายคนที่นั่น ชิงของมีค่า และจับคนเหล่านั้นมัดไว้ด้านนอกซึ่งมีอุณหภูมิที่หนาวเหน็บถึง -20 องศาเซลเซียส หลังจากนั้นผู้ก่อเหตุได้ขับรถยกฟอร์คลิฟท์พุ่งชนตัวอาคารและพาหนะที่จอดอยู่ในบริเวณ
สำนักข่าวซินหัวรายงานโดยอ้างคำกล่าวของเจ้าหน้าที่ตำรวจท้องถิ่นว่า จากการสอบสวนเบื้องต้นพบว่าการโจมตีมีต้นเหตุมาจากข้อพิพาทเรื่องเขตแดนระหว่างสองเขตปกครองดังกล่าว นาย หลี่ หยานปัว เจ้าหน้าที่ในท้องที่บอกว่าพื้นที่ในเขตนี้เป็นประเด็นข้อพิพาทมานานแล้ว เนื่องจากมีการร่างเส้นแบ่งเขตแดนใหม่หลายครั้งในช่วงคริสต์ทศวรรษ 1960 และ 1970
หนังสือพิมพ์โกลบอล ไทมส์ รายงานว่าเคยมีเหตุปะทะกันหลายรอบแล้วระหว่างประชาชนที่อาศัยอยูในเขตปกครองตนเองอินเนอร์มองโกเลียกับมณฑลกานซู โดยเมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมาก็มีรายงานว่ามีชายสวมหน้ากากจำนวนหนึ่งเข้าไปขู่กรรโชกเจ้าหน้าที่ที่จุดตรวจดังกล่าว แต่สุดท้ายก็ขับรถถอยกลับไปหลังจากเจ้าหน้าที่เกลี้ยกล่อมให้ออกไป

วันศุกร์ที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2558

หลักฐานมัดตุรกีซื้อน้ำมันเถื่อนจากไอเอส

หลักฐานสำคัญ..ที่จะมัดตุรกี !!
ส้มจีีด จี๊ดจ๊าด
เจ้าหน้าที่กองทัพรัสเซียกำลังแถลงข่าว ในขณะที่คลิปวิดีโอด้านหลังแสดงให้เห็นภาพถ่ายทางอากาศของรถบรรทุกน้ำมันจำนวนมหาศาล ใกล้ชายแดนซีเรียที่ติดต่อกับตุรกี
หลักฐานชัดเจนเลย ดิ้นไม่หลุดแน่มึงตุรกี !
กระทรวงกลาโหมรัสเซีย เผยสิ่งที่พวกเขาอ้างว่าเป็นหลักฐานแสดงให้เห็นว่า ตุรกีซื้อน้ำมันเถื่อนจากกลุ่มรัฐอิสลาม และเส้นทางการลักลอบขนน้ำมันจากซีเรียและอิรักเข้าสู่ตุรกี...
สำนักข่าว อาร์ที ของประเทศรัสเซียรายงานว่า กระทรวงกลาโหมของประเทศรัสเซีย ระบุเมื่อวันพุธ (2 ธ.ค.) ว่า ระดับผู้นำของประเทศตุรกี ซึ่งรวมถึง ประธานาธิบดีเรเจป ไตยิป เอร์โดอัน และครอบครัวของเขา มีส่วนเกี่ยวข้องกับการค้าขายน้ำมันผิดกฎหมายกับกลุ่มติดอาวุธรัฐอิสลาม หรือ ไอซิส พร้อมทั้งเน้นย้ำด้วยว่า ตุรกีคือจุดหมายสุดท้ายของการลักลอบขนน้ำมันจากซีเรียและอิรัก
เมื่อวันพุธ กระทรวงกลาโหมรัสเซียจัดงานแถลงข่าวใหญ่ในกรุงมอสโก เกี่ยวกับการค้นพบใหม่เรื่องการจัดหาเงินทุนของกลุ่มไอซิส โดยนายอนาโตลี อันโตนอฟ รัฐมนตรีช่วยกระทรวงกลาโหม เปิดเผยว่า ตอนนี้รัสเซียทราบเส้นทางหลักสำหรับลักลอบขนน้ำมันเข้าสู่ตุรกี 3 เส้นทาง
"วันนี้ เราจะนำเสนอเพียงข้อเท็จจริงที่ยืนยันว่า ทั้งกลุ่มโจร และชนชั้นผู้นำของตุรกีกำลังขโมยน้ำมันจากประเทศเพื่อนบ้านของพวกเขา" นายแอนโตนอฟ กล่าว และเสริมว่า น้ำมันปริมาณมหาศาลถูกนำเข้าสู่ตุรกีผ่านท่าส่งน้ำมันมีชีวิต ซึ่งประกอบด้วยรถบรรทุกน้ำมันหลายพันคัน
นายแอนโตนอฟเผยอีกว่า ตุรกีเป็นผู้ซื้อน้ำมันเถื่อนจากอิรักและซีเรียรายหลัก "จากข้อมูลของเรา ผู้นำทางการเมืองระดับสูงของประเทศนี้ ทั้งประธานาธิบดีเอร์โดอัน และครอบครัวของเขา มีส่วนร่วมในธุรกิจผิดกฎหมายนี้"
อย่างไรก็ตาม นับตั้งแต่รัสเซียเริ่มปฏิบัติการต่อต้านผู้ก่อการร้ายในซีเรียเมื่อ 30 ก.ย. รายได้ของกลุ่มไอซิสจากการขายน้ำมันเถื่อนก็ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ "รายได้ขององค์กรก่อการร้ายกลุ่มนี้อยู่ที่ประมาณ 3 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อวัน แต่หลังจากรัสเซียเริ่มโจมตีทางอากาศได้ 2 เดือน รายได้ของพวกเขาก็ลดลงเหลือประมาณ 1.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อวัน" พลโทเซอร์เกย์ รุดส์คอย เจ้าหน้าที่ระดับสูงของกองทัพรัสเซีย เผย
ภายในการแถลงข่าว กระทรวงกลาโหมยังได้เผยแพร่ภาพรถบรรทุกน้ำมัน, คลิปวิดีโอแสดงการโจมตีทางอากาศใส่คลังเก็บน้ำมันของกลุ่มไอซิส และมีแผนที่รายละเอียดเส้นทางของการลักลอบขนส่งน้ำมันด้วย ขณะที่ พลโทรุดส์คอย ระบุว่า ตลอด 2 เดือนที่ผ่านมา การโจมตีทางอากาศของรัสเซียได้ทำลายโรงเก็บน้ำมัน 32 แห่ง, โรงกลั่นน้ำมัน 11 แห่ง และปั๊มน้ำมัน 23 แห่ง รวมทั้งทำลายรถบรรทุกน้ำมันไปแล้วกว่า 1,080 คัน
ด้านพลโทมิคาอิล มิซินเซฟ หัวหน้าศูนย์เพื่อการควบคุมการป้องกันรัฐแห่งชาติของรัสเซีย เผยว่า มีนักรบกว่า 2,000 คน เครื่องกระสุน 120 ตัน และยานพาหนะอีก 250 คัน ถูกส่งจากตุรกีไปให้แก่กลุ่มไอซิส และกลุ่มติดอาวุธ อัล-นุสรา ฟรอนต์ ในซีเรีย "จากรายงานข่าวกรองที่เชื่อถือได้ ตุรกีได้ดำเนินการดังกล่าวมานานแล้ว และทำเป็นประจำ และที่สำคัญที่สุดคือ ไม่มีทีท่าว่าจะหยุดด้วย"
ลิงค์คลิป https://www.youtube.com/watch?v=nMA4B2ZnQ2o

วันจันทร์ที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

คสช. แจงจับ ′ตู่-เต้น′ ก่อนไปราชภักดิ์ รับไม่ได้ใช้คำ "ทุจริต" ชี้เป็นแค่ความรู้สึก!



http://www.matichon.co.th/online/2015/11/14488697331448869744l.jpg

30 พ.ย. - พ.อ.วินธัย สุวารี โฆษกคสช. ชี้แจงกรณี เจ้าหน้าที่ควบคุมตัวนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ และนายจตุพร พรหมพันธ์ุ กับพวก ที่มหาชัย จ.สมุทรสาคร ว่า เนื่องจากเจ้าหน้าที่มองเป็นการพยายามเคลื่อนไหวทางการเมืองอย่างชัดเจน พฤติกรรมเริ่มจากการป่าวประกาศ เชิงชี้นำ ในทำนองปลุกปั่นให้เกิดความไม่เรียบร้อยได้ เจ้าหน้าที่คงให้ดุลพินิจจากพฤติกรรมจากหลายวาระ รวมทั้งการกล่าวต่อสาธารณะ โดยใช้ข้อมูลที่ไม่ครบถ้วนมาตลอด โดยเฉพาะการอ้างใช้คำว่า "ทุจริต" ซึ่งหน่วยงานหรือผู้มีหน้าที่โดยตรงยังไม่มีใครกล่าวถึง เป็นการใช้เพียงความรู้สึกทั้งสิ้น

ปัจจุบันจะเห็นว่าภาครัฐไม่นิ่งนอนใจเมื่อสังคมต้องการทราบ หลายๆหน่วยงานก็กำลังร่วมกันดำเนินการภายใต้ขอบเขตความรับผิดชอบเพื่อคลี่คลายไขความกระจ่างให้

ซึ่งหลังจากนี้อาจจะมีการตั้งข้อสังเกตดูในเรื่องการให้ข้อมูลใดๆไปกับสังคมถ้ายังไม่มีข้อพิสูจน์ใดๆที่สมบูรณ์ชัดเจนแล้วมีบุคคลใดนำมาใช้กล่าวอ้างจนส่งผลกระทบต่อชื่อเสียงองค์กร จะมีการใช้มุมทางกฎหมายเข้ามาพิจารณาดำเนินการอย่างจริงจัง

การเคลื่อนไหวของนายณัฐวุฒิ ในลักษณะเช่นนี้ ไม่น่าเกิดประโยชน์ต่อกระบวนการไขความกระจ่างเพราะไม่ใช่ผู้มีหน้าที่ ทำให้หลายฝ่ายเคลือบแคลงในท่าทีที่อาจดูไม่ต่างจากรูปแบบเดิม ๆ ซึ่งมิได้เกิดประโยชน์ใดๆต่อสังคมอย่างแท้จริง และในความเป็นจริงทุกคนที่สนใจในเรื่องนี้ สามารถติดตามได้ตลอดจากช่องทางที่เหมาะสมต่างๆ

"ประจิน" ติงทหารจับ “เต้น-ตู่” บอกควรพูดคุยกันดีกว่า




http://www.matichon.co.th/online/2015/11/14488651671448867233l.jpg

เมื่อเวลา 11.30 น. วันที่ 30 พฤศจิกายน ที่ตึกบัญชาการ ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประจิน จั่นตอง รองนายกรัฐมนตรีให้สัมภาษณ์กรณีเจ้าหน้าที่ทหารบุกจับนายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธานแนวร่วมประชาธิปไตยแห่งชาติ(นปช.) และนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ เลขาธิการนปช. ที่ตลาดมหาชัยเมืองใหม่ จ.สมุทรสาคร ก่อนเคลื่อนขบวนพามวลชนชมอุทยานราชภักดิ์ว่า ขณะนี้ยังไม่ทราบว่ามีเจ้าหน้าที่ทหารไปจับนายจตุพรและนายณัฐวุฒิ แต่มองว่าเจ้าหน้าที่ทหารไม่ควรปล่อยให้เหตุการณ์บานปลายเช่นนี้

"ควรพูดคุยกันให้รู้เรื่องและไม่ทราบว่าอำนาจในการสั่งจับครั้งนี้เป็นของใครเพราะต้องดูเป็นกรณีๆ ไป ส่วนที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) เตรียมสอบเรื่องนี้จากที่พบว่ารัฐบาลมีการอนุมัติงบประมาณส่วนหนึ่งของรัฐไปใช้ในโครงการนั้น ขั้นต้นทราบว่าเจตนาของมูลนิธิใช้เงินบริจาค แต่ไม่ทราบมีส่วนงบส่วนราชการอย่างไร" พล.อ.ประจินกล่าว

เมื่อถามว่าสังคมมีความสงสัยอยากให้ฝ่ายที่เกี่ยวข้องออกมาชี้แจงว่ากรณีอุทยานราชภักดิ์ดำเนินการอย่างไรใช้งบจากไหนเพื่อให้สังคมเกิดความเข้าใจไม่ควรออกมาโต้เถียงกันจนกลายเป็นเรื่องการเมือง พล.อ.อ.ประจิน กล่าวว่า “ได้ยินข่าวโครงการอุทยานราชภักดิ์ก็มีความชื่นชมที่ทางมูลนิธิสามารถทำโครงการนี้ได้ และท่านอยากให้เป็นไฮไลต์ของงานท่าน

แต่พอมาพูดในแง่ลบคนทำก็เสียความรู้สึก เสียกำลังใจ ต้องช่วยกัน ซึ่งผมจะไปเรียนรมว.กลาโหมให้ทราบตามที่สื่อแนะนำ เพื่อไม่ให้เป็นประเด็นการเมือง ไม่อยากให้เรื่องดีๆ กลายเป็นเรื่องการเมือง ส่วนจะส่งผลต่อภาพลักษณ์รัฐบาลหรือคสช.หรือไม่นั้น มองว่าทำให้เสียความรู้สึกต่อผู้ที่ปรารถนาดีต่อโครงการ"


รัสเซียชี้ รบ.พล.อ. ประยุทธ์ “มีความชอบธรรม” เชิญไทยเข้าร่วมข้อตกลงค้าเสรี “สหภาพเศรษฐกิจยูเรเชีย”

รัสเซียชี้ รบ.พล.อ. ประยุทธ์ “มีความชอบธรรม” เชิญไทยเข้าร่วมข้อตกลงค้าเสรี “สหภาพเศรษฐกิจยูเรเชีย”
รัฐบาลประธานาธิบดีปูตินให้การยอมรับรัฐบาลของพล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา ว่ามี “ความชอบธรรม” ในการบริหารประเทศ ถึงแม้รัฐบาลชุดปัจจุบันของไทยจะไม่ได้มาจาก “การเลือกตั้ง” ตามครรลองประชาธิปไตยแบบโลกตะวันตก
        เอเจนซีส์ / ASTV ผู้จัดการออนไลน์ – เจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐบาลรัสเซีย แสดงความคาดหวังว่า จะได้เห็น รัฐบาลไทยภายใต้การนำของพล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา สมัครเข้าร่วมเป็นสมาชิกเขตการค้าเสรี ของกลุ่มสหภาพเศรษฐกิจยูเรเชีย (Eurasian Economic Union: EEU) ก่อนสิ้นปีนี้ ชี้ เป็น “บันไดขั้นแรก” ของการกระชับความสัมพันธ์ และการแบ่งปันผลประโยชน์มหาศาลทางด้านเศรษฐกิจร่วมกัน ระบุ ไทยถือเป็นประเทศเดียวในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่รัฐบาล วลาดิมีร์ ปูติน ทาบทามให้เข้าร่วม
16 กรกฎาคม 2558 12:40 น. ผู้จัดการออนไลน์
     
       รายงานข่าวล่าสุดในวันพุธ ( 15 ก.ค.) จากกรุงมอสโก ระบุว่า เดนิส วาเลนติโนวิช มันตูรอฟ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมและการค้าของสหพันธรัฐรัสเซียออกมาแถลงด้วยตัวเองว่า รัฐบาลรัสเซียภายใต้การนำของประธานาธิบดี วลาดิมีร์ ปูติน มีความคาดหวังว่า รัฐบาลไทยจะสมัครเข้ามาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของเขตการค้าเสรีของกลุ่มประเทศ EEU ในเร็ว ๆ นี้ และคาดว่า น่าจะได้เห็นความชัดเจนเรื่องสมาชิกภาพของไทยในกลุ่มความร่วมมือดังกล่าวก่อนสิ้นปี 2015 นี้
      
       มันตูรอฟ ในวัย 46 ปี ซึ่งเข้ารับหน้าที่เจ้ากระทรวงอุตสาหกรรมและการค้าของรัสเซีย มาตั้งแต่เดือนพฤษภาคม ปี 2012 ออกมาเปิดเผยเรื่องดังกล่าวต่อสื่อมวลชนภายหลังเสร็จสิ้นการหารือกับคณะกรรมาธิการร่วมรัสเซีย – ไทย ว่าด้วยความร่วมมือทวิภาคีในวันพุธ ( 15 ก.ค.) โดยระบุ ที่ผ่านมารัฐบาลไทยภายใต้การนำของพล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้ยืนยันกับทางการรัสเซียว่า ไทย “สนใจ” เข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของสหภาพเศรษฐกิจยูเรเชีย (อีอียู) อย่างเป็นทางการ
      
       “ผมเชื่อว่าในขณะนี้รัฐบาลไทยกำลังดำเนินการในเรื่องการสมัครเข้าเป็นสมาชิกอยู่ ซึ่งทางรัสเซียจะไม่เร่งรัดไทยในเรื่องนี้ เพราะเราตระหนักดีว่า สุดท้ายแล้ว ทุกอย่างจะต้องขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของรัฐบาลไทยว่า พวกเขาจะเห็นว่าตนเองมีความพร้อมเข้ามาแบ่งปันผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจร่วมกันกับเราได้เมื่อใด แต่เราเชื่อว่า เรื่องนี้จะมีความชัดเจนมากขึ้นก่อนสิ้นปีนี้ ” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมและการค้าของรัสเซีย กล่าว
      
       ด้านแหล่งข่าวทางการทูตในกรุงมอสโกเผยว่า ประเทศไทยถือเป็นเพียงประเทศเดียวในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่รัฐบาลรัสเซียภายใต้การนำประธานาธิบดี วลาดิมีร์ ปูติน ทาบทามให้เข้ามาร่วมเขตการค้าเสรีของสหภาพเศรษฐกิจยูเรเชียในขณะที่ชาติเพื่อนบ้านของไทยอย่าง “เวียดนาม” ที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับมอสโกมายาวนาน กลับไม่ถูกทาบทาม
      
       โดยท่าทีดังกล่าวนี้ในทางการทูตถือเป็นการส่งสัญญาณว่า รัสเซียให้เกียรติประเทศไทยเป็นอย่างมาก และตระหนักถึงศักยภาพทางเศรษฐกิจที่ไทยมีอยู่ ตลอดจนเป็นการแสดงออกว่า รัฐบาลประธานาธิบดีปูตินให้การยอมรับรัฐบาลของพล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา ว่ามี “ความชอบธรรม” ในการบริหารประเทศ ถึงแม้รัฐบาลชุดปัจจุบันของไทยจะไม่ได้มาจาก “การเลือกตั้ง” ตามครรลองประชาธิปไตยแบบโลกตะวันตกก็ตาม
      
       ตามขั้นตอนปกติแล้ว ทางกระทรวงการต่างประเทศของไทยและรัฐบาลไทย จะต้องยื่นคำขอสมัครเข้าเป็นสมาชิกของสหภาพเศรษฐกิจยูเรเชีย (อีอียู)ผ่านทางคณะกรรมาธิการเศรษฐกิจยูเรเซีย (Eurasian Economic Commission : EEC) ซึ่งถือเป็นฝ่ายบริหารของอีอียูอีกชั้นหนึ่ง
      
       ทั้งนี้ ในปัจจุบันประเทศสมาชิกของสหภาพเศรษฐกิจยูเรเชีย ซึ่งเป็นกลุ่มความร่วมมือระหว่างประเทศกลุ่มใหม่ ที่เพิ่งก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 29 พฤษภาคมปีที่แล้ว มีทั้งสิ้น 4 ประเทศ คือ รัสเซีย เบลารุส คาซัคสถาน และอาร์เมเนีย
      
       ส่วนคีร์กิซสถาน และทาจิกิสถาน อยู่ระหว่างกระบวนการสมัครเข้าเป็นสมาชิก ขณะที่จีน อิหร่าน และมองโกเลียแสดงความสนใจเข้าร่วมในอนาคต
      
       อย่างไรก็ดี แม้แหล่งข่าวทางการทูตจะระบุว่า ไทยเป็นประเทศแรกและเป็นประเทศเดียว ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ได้รับการทาบทามจากรัฐบาลรัสเซียให้เข้าร่วมทำข้อตกลงเขตการค้าเสรีกับอีอียู แต่ก่อนหน้านี้กลับมีรายงานของสื่อต่างประเทศบางสำนักซึ่งระบุเนื้อหาที่ขัดแย้งกันว่าเมื่อช่วงเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ทางการเวียดนามได้ลงนามในข้อตกลงการค้าเสรีกับทางอีอียูไปแล้ว
      
       ขณะที่นายกรัฐมนตรีดมิตรี เมดเวเดฟของรัสเซียออกมาเปิดเผยว่า ทางอีอียูกำลังหารือกับเกือบ 40 ประเทศ ถึงความเป็นไปได้ในการลงนามในข้อตกลงการค้าเสรี รวมถึงมีการเจรจาระหว่างรัสเซียกับประเทศภาคีในอีอียู เกี่ยวกับความเป็นไปได้ในการจัดตั้งสหภาพทางการเงิน (currency union) ขึ้นในอนาคตเช่นกัน
รัสเซียชี้ รบ.พล.อ. ประยุทธ์ “มีความชอบธรรม” เชิญไทยเข้าร่วมข้อตกลงค้าเสรี “สหภาพเศรษฐกิจยูเรเชีย”
เดนิส วาเลนติโนวิช มันตูรอฟ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมและการค้าของสหพันธรัฐรัสเซีย
       
รัสเซียชี้ รบ.พล.อ. ประยุทธ์ “มีความชอบธรรม” เชิญไทยเข้าร่วมข้อตกลงค้าเสรี “สหภาพเศรษฐกิจยูเรเชีย”
สมาชิกปัจจุบันของ กลุ่มสหภาพเศรษฐกิจยูเรเชีย (Eurasian Economic Union: EEU)

ฑูตสหรัฐแจงปมการแสดงความเห็นกม.ไทย


http://www.matichon.co.th/online/2015/11/14488647731448864936l.jpg

(30 พ.ย.58) นายกลิน ที. เดวีส์ เอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย และนางคริสติน่า คาวิน ที่ปรึกษาฝ่ายเศรษฐกิจ ได้แถลงข่าวเรื่องความร่วมมือด้านเศรษฐกิจระหว่างสหรัฐกับภูมิภาคเอเชียแปซิฟิคและประเทศไทย

นายกลินกล่าวถึงการเดินทางเยือนทวีปเอเชียครั้งที่ 9 ของประธานาธิบดีบารัค โอบามา เมื่อช่วงเดือนที่ผ่านมา โดยระบุว่าแสดงถึงความตั้งใจของสหรัฐในการสร้างความร่วมมือทางเศรษฐกิจกับภูมิภาคนี้ ซึ่งมีเวทีพหุภาคีที่สำคัญ ทั้งเอเปคและอาเซียน ซึ่งไทยมีบทบาทนำในทั้งสองเวทีความร่วมมือ และอยู่ในจุดยุทธศาสตร์สำคัญที่เชื่อมโยงกับหลายประเทศ ซึ่งในปีนี้ สหรัฐกับอาเซียนตกลงจะพัฒนาความร่วมมือด้านยุทธศาสตร์ เพื่อพัฒนาการต่อต้านการก่อการร้าย รวมถึงการหารือถึงความมั่นคงในน่านน้ำที่เกี่ยวข้อง และการพัฒนาด้านสิทธิมนุษยชนเพื่อให้ประชาชนในภูมิภาคได้แสดงออกอย่างเต็มประสิทธิภาพด้วย

โดยในขณะนี้ประธานาธิบดีโอบามาอยู่ระหว่างการเข้าร่วมการประชุมรัฐภาคีอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศครั้งที่ 21 ที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส ซึ่งสหรัฐ ยินดีที่หลายประเทศ รวมถึงไทย ให้ความสำคัญกับปัญหาดังกล่าว โดยจะผลักดันให้เกิดความตกลงเรื่องการลดการปล่อยคาร์บอนในระยะยาว ผ่านการมีข้อเสนอเพื่อสร้างแรงจูงใจให้กับประเทศต่างๆ และให้ความช่วยเหลือประเทศยากจน ซึ่งไทย ในฐานะประธานกลุ่ม 77 ถือว่ามีบทบาทสำคัญในปีนี้ด้วย

ในประเด็นความตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก หรือ "ทีพีพี" นั้น นายกลิน กล่าวว่าเป็นความร่วมมือเพื่อการพัฒนาในอนาคต ที่มีการกำหนดมาตรฐานสูงสำหรับประเทศที่จะเข้าร่วม ให้มีการพัฒนาคุณภาพชีวิตแรงงาน การดูแลสิ่งแวดล้อม ความโปร่งใสในภาครัฐและรัฐวิสาหกิจ การบังคับใช้กฎหมายด้านสิทธิบัตรและทรัพย์สินทางปัญญา และการใช้อินเตอร์เน็ตอย่างเสรี ทั้งนี้นอกจากจะเป็นการลดอัตราทางภาษีสำหรับด้านการค้าแล้ว ยังเป็นเป็นการพัฒนาคุณภาพและสิทธิประโยชน์ของแรงงานและผู้บริโภคด้วย

โดยเรื่องนี้ สหรัฐยินดีที่ไทยแสดงความสนใจในการเข้าร่วมกับทีพีพี และหากมีการแสดงความจำนงอย่างเป็นทางการก็พร้อมจะช่วยเร่งประสานในเรื่องของกระบวนการ อย่างไรก็ตาม ขั้นตอนในขณะนี้ ยังอยู่ระหว่างการพิจารณารับรองของชาติสมาชิก 12 ประเทศ ดังนั้น การเปิดรับสมัครสมาชิกเพิ่มนั้นอาจยังไม่เกิดขึ้นเร็วๆนี้ จึงถือว่าไทยมีเวลาในการพิจารณาข้อตกลงว่าจะเป็นประโยชน์กับไทยหรือไม่

เอกอัครราชทูตสหรัฐฯ  กล่าวด้วยว่า ในข้อกังวลเรื่องสิทธิบัตรยาของทีพีพีที่อาจทำให้ราคายาแพงขึ้นนั้น ต้องขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของไทยจะเข้าร่วมหรือไม่ อย่างไรก็ตาม อุตสาหกรรมทางเภสัชกรรมของไทยถือว่ามีการพัฒนาอย่างมาก และข้อตกลง ทีพีพี นั้น เกิดขึ้นจากการตกลงร่วมกันระหว่างชาติสมาชิก 12 ประเทศ ซึ่งต่างเห็นตรงกันว่าเป็นประโยชน์ โดยประเทศไทยสามารถพิจารณารายละเอียดอย่างรอบคอบได้ก่อนจะตัดสินใจ

ส่วนอุปสรรคของไทยในการเข้าร่วมทีพีพีนั้น นายกลิน กล่าวว่า ในข้อตกลงมีมาตรฐานที่สูงในหลายหัวข้อ ซึ่งรวมถึงด้านแรงงาน ที่ไทยต้องปฏิบัติตามด้วย อย่างไรก็ตาม การที่ไทยถูกจัดให้อยู่ใน เทียร์3 ในรายงานสถานการณ์การค้ามนุษย์ รวมถึงสถานการณ์การเมืองในไทยนั้น ไม่มีผลกระทบต่อการเข้าร่วมทีพีพีของไทยแต่อย่างใด

นอกจากนี้ นายกลิน ยังกล่าวย้ำด้วยว่าข้อตกลงทีพีพี ไม่ใช่การแข่งขันการมีอิทธิพลในภูมิภาคระหว่างสหรัฐกับจีน และสหรัฐยินดีที่ไทยมีความสัมพันธ์ที่ดีกับจีน ซึ่งความสัมพันธ์ไทยกับสหรัฐนั้น ก็มีความผูกพันมาอย่างยาวนานและลึกซึ้ง ตนจึงไม่เคยรู้สึกว่าได้เสียประเทศไทยไปในฐานะพันธมิตร แต่สิ่งที่สหรัฐหวัง คือให้ไทยกลับมามีบทบาทสำคัญในภูมิภาคและในโลกอีกครั้ง ซึ่งการทำเช่นนั้นได้ ต้องให้ไทยกลับสู่ประชาธิปไตยได้ตามที่รัฐบาลประกาศ ซึ่งตนคาดหวังว่าจะเป็นเช่นนั้นได้ เพราะไทยเคยแสดงให้เห็นในอดีต ว่าสามารถแสดงปาฏิหาริย์ทางเศรษฐกิจมาได้หลายครั้ง

ทูตสหรัฐ ยังกล่าวถึงกรณีที่ได้แสดงความคิดเห็น ถึงการบังคับใช้กฎหมายอาญามาตรา 112 เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ว่าตนได้แสดงความเห็นเนื่องจากต้องการเห็นคนไทยสามารถมีเสรีภาพในการแสดงความเห็นอย่างสงบได้ในทุกประเด็นเท่านั้นซึ่งสหรัฐคงไม่มีการหารือในประเด็นนี้อีก

ส่วนที่พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ระบุว่า การแสดงความเห็นนี้อาจกระทบกับการค้าระหว่าง 2 ประเทศ นั้น ทูตสหรัฐ ระบุว่าขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของรัฐบาล อย่างไรก็ตาม ตนเห็นว่าการค้ากับการเมืองนั้นไม่เกี่ยวข้องกัน แต่ส่วนตัว ตนมีความเคารพต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอย่างมาก และได้ประดับพระบรมฉายาลักษณ์ ที่ทรงฉายพระรูปร่วมกับนายเอลวิส เพรสลี่ย์ ไว้ที่บ้านด้วย เนื่องจากแสดงถึงความสัมพันธ์ที่ยาวนานของทั้งสองประเทศ ทั้งนี้ ตนจะเข้าร่วมกิจกรรมปั่นเพื่อพ่อด้วย แต่อาจปั่นได้ไม่ครบทั้งหมดเพราะไม่ค่อยได้ฝึก

วันเสาร์ที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

ร่องรอยความขัดแย้งในปชป.

แมลงสาบแตกรัง!! “เด็กมาร์ค” ตะเพิด “ชายหมู” สกัด “กำนันเทือก” คิดการใหญ่

โดย: ทีมข่าวการเมือง

ป้อมพระสุเมรุ
ไม่ใช่เล่นๆเสียแล้วกับข่าวความขัดแย้งภายใน “ค่ายสีฟ้า” พรรคประชาธิปัตย์ หลังจากที่ “ผู้จัดการสุดสัปดาห์” ได้เปิดประเด็นไปเมื่อ 2 สัปดาห์ก่อนตามท้องเรื่อง “แมลงสาบกำสรวล - “กำนัน” รับงาน “ป้อม” ดัน “ชายหมู” - “มาร์ค” กัดฟันสู้ยิบตา” ซึ่งว่าด้วยเรื่องของศึกใน ที่มีความพยายามในการจะเปลี่ยนตัวหัวหน้าพรรคจาก“หนุ่มมาร์ค” อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นคนอื่น ซึ่งคนที่มาแรงแซงโค้งกลายเป็นชื่อ “ชายหมู” ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร รองหัวหน้าพรรค และผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร คนปัจจุบัน
ใครอยากรู้ที่ไปที่มา ตามไปหาอ่านย้อนหลังกันได้
ต้นตอของเรื่องนี้ต้องยกความดีความชอบให้ “ศิษย์อาจารย์ 2 ว.” วิลาศ จันทร์พิทักษ์-วัชระ เพชรทอง อดีต ส.ส.กทม. สวมวิญญาณ “มือปราบโกง” ไล่เบี้ยทีมงาน “เสาชิงช้า” ที่มีพฤติกรรมที่ส่อไปในทางทุจริตจากโครงการจัดซื้อกล้องวงจรปิด และโครงการจัดจ้างก่อสร้างขนาดใหญ่ ของ กทม.

โดยพุ่งเป้าไปที่ 2 รองผู้ว่าฯกทม.ของ “ชายหมู” แต่ก็เป็น “อภิสิทธิ์” ที่ออกมาติดเบรก และบอกว่าเตรียมเรียก“สุขุมพันธุ์” เข้ามาพูดคุยเคลียร์ปัญหาต่างๆ เรื่องก็เงียบๆ เกือบเดือน พาลนึกไปว่ามีการจับเข่าคุยเคลียร์ไปเรียบร้อยแล้ว แต่ก็มาแตกโพละอีกครั้ง เมื่อมีข่าวว่า ฝ่าย“ชายหมู” เบี้ยวนัด “หนุ่มมาร์ค” ถึงสองครั้งสองครา จนป่านนี้ยังไม่เจอหน้าเจอตากันเลย 
ตามข้อมูลของ “เดอะแจ๊ค-วัชระ” ระบุว่า “อภิสิทธิ์” ได้นัดพบ“สุขุมพันธุ์” เพื่อพูดคุยทำความเข้าใจ และตักเตือนเรื่องการทำงานแล้วถึง 2 ครั้ง แต่ได้รับการปฏิเสธทั้ง 2ครั้ง โดยครั้งล่าสุดฝ่ายผู้ว่าฯกทม.ให้ “เบญทราย กียปัจจ์” ผู้ช่วยเลขานุการผู้ว่าฯกทม. เป็นคนแจ้งเลื่อนนัด เมื่อวันที่ 6 พ.ย.ที่ผ่านมา แทนที่จะต่อสายด้วยตัวเอง ซึ่งตอนแรกมีการนัดหมายกันในเวลา 09.30 น. ที่วังสวนผักกาด บ้านพักของ “ชายหมู” แต่ก่อนถึงเวลานัด “เบญทราย” ได้โทรมาแจ้งขอเลื่อนเป็น 10.30 น. กระทั่งเวลา 10 .00 น. ก็ได้โทรมาขอยกเลิก โดยระบุว่า “ผู้ว่าฯ ติดภารกิจ” และขอนัดหมายอีกครั้งในวันที่ 9 พ.ย. โดยไม่ระบุเวลา เมื่อ “อภิสิทธิ์” ถามว่า นัดล่วงหน้า 2วัน ขอระบุเวลาได้เลยหรือไม่ ปลายสายบอกสั้นๆว่า ”ท่านผู้ว่าฯให้เรียนเท่านี้” ก่อนวางสายไปอย่างไร้เยื่อใย 
เรื่องนี้ทำให้ในที่ประชุมอย่างไม่เป็นทางการของ “ผู้ใหญ่ในพรรค” ถึงกับทุบโต๊ะในความเหิมเกริมของ “ชายหมู” พร้อมด่าอย่างสาดเสียเทเสียว่า มีอย่างที่ไหน ให้หัวหน้าพรรคไปขอพบ ทั้งที่ตัวเองเป็นรองหัวหน้าฯ อีกทั้งได้เป็นผู้ว่าฯกทม. ก็อานิสงส์จากพรรค 
สรุปสั้นๆ คือไม่เห็นหัว - ไม่ให้เกียรติกันแล้ว แสดงให้เห็นถึงความกระด้างกระเดื่องของ “สุขุมพันธุ์” ที่มีต่อ “อภิสิทธิ์” และพรรคต้นสังกัดอย่างชัดเจน 
เป็นที่มาของกระแสข่าว “ตะเพิด” ออกจากการเป็นสมาชิกพรรค แม้ตัว“อภิสิทธิ์” รวมทั้ง “ถวิล ไพรสณฑ์” ผู้ใหญ่ในพรรคจะออกมาปฏิเสธ แต่อีกด้าน “วิลาศ - วัชระ” ก็คอมเฟิร์มว่า มีการพูดคุยกันในพรรคถึงประเด็นนี้จริงๆ
ก่อนหน้านี้ก็เป็น “วิลาศ - วัชระ” ในฐานะอดีต ส.ส.กทม. ที่รู้เส้นสนกลใน “เสาชิงช้า” เป็นอย่างดี แตะมือกันออกมาเปิดโปงความไม่ชอบมาพากลในการทำงานของ กทม. ยุคที่มี “ชายหมู” เป็นผู้ว่าฯ รวมทั้งเรียกร้องให้พิจารณาปลด 2 รองผู้ว่าฯกทม. ที่คาดว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับความไม่โปร่งใสที่เกิดขึ้น แต่ก็ไร้การตอบสนองจาก “ชายหมู”

สุดท้ายจึงเปลี่ยนเป้ามาเล่นงานที่ตัว “ผู้ว่าฯกทม.” แทน
ที่ประชุมพรคประชาธิปัตย์อย่างไม่เป็นทางการ สรุปปัญหาการบริหาร กทม.ของ “สุขุมพันธุ์” ออกมาเป็นหางว่าว รวมไปถึงความไร้ประสิทธิภาพในการทำงานหลายกรณี โดยเฉพาะการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมขังเมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา ซึ่งเคยหลุดปากไปว่า “ไม่อยากให้น้ำท่วม ต้องไปอยู่บนดอย” สร้างความไม่พอใจต่อกลุ่มส.ส.กทม. ที่มองว่ากระทบความนิยมของพรรคอย่างรุนแรง เมื่อผู้ใหญ่ในพรรคเห็นว่าไม่เหมาะสม และมีการประสานให้ “ชายหมู” ออกมาขอโทษประชาชนหลายครั้ง ก็ไม่ให้ความสนใจ สุดท้ายเป็น “อภิสิทธิ์” ที่ต้องออกหน้ามากล่าวขอโทษประชาชนด้วยตัวเอง
ความห่วยแตกของผู้ว่าฯกทม. 2 สมัยคนนี้ “คนกรุง” รู้ดี และเจ็บใจมากที่เทคะแนนให้ท่วมท้นล้านกว่าเสียง เพียงเพราะอยากจะสกัด “นอมินี” ของ“ระบอบทักษิณ”
“ผู้ใหญ่ใน ปชป.” เห็นว่าหากปล่อยไว้เช่นนี้ไม่เป็นผลดีต่อพรรคแน่ แม้จะเหลือเวลาการทำงานอีกเพียงปีเศษที่จะหมดวาระในเดือน มี.ค.60 ก็ควรที่จะตัด “เนื้อร้าย” ทิ้งเสียก่อน เพื่อป้องกันฐานที่มั่นสำคัญของพรรค การตัดหางปล่อยวัด “ชายหมู” เพื่อแสดงให้เห็นว่า พรรคไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับควารมระยำตำบอนที่จะเกิดขึ้นในภายภาคหน้าจากฝีมือของ “ทีมเสาชิงช้า” ชุดนี้อีกต่อไป
แม้จะทำได้แค่ตะเพิดออกไปให้พ้นพรรค ไม่สามารถแตะต้องเก้าอี้ผู้ว่าฯกทม.ได้ แต่ก็ถือเป็นการส่งสัญญาณไปยัง “บิ๊ก คสช.” ด้วยว่า หากจะเล่นงานผู้ว่าฯ กทม. เช่นเดียวกับผู้บริหารท้องถิ่นอื่นๆ ก็สามารถทำได้เต็มที่ โดยไม่ต้องเกรงใจพรรคอีกต่อไป 
รู้กันดีว่า “บิ๊กคสช.” ก็ไม่แฮปปี้กับพฤติกรรมของ “ชายหมู” เป็นทุนเดิม
ล่าสุด ในการประชุมของกระทรวงมหาดไทย “บิ๊กป๊อก” พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย ได้ประกาศตามหา “ชายหมู” ก่อนที่จะรู้ว่า ผู้ว่าฯกทม.เดินทางไปต่างประเทศ สร้างความไม่พอใจให้กับ “บิ๊กป๊อก” ถึงกับตำหนิออกไมค์ว่า “เป็นผู้ว่าฯกทม. แต่กลับไปนั่งทำงานอยู่ที่อังกฤษ” 
สาเหตุจริงๆ ที่เก้าอี้ “ชายหมู” ยังเสริมใยเหล็กในยุคคสช. นอกเหนือจากเป็นผู้ว่าฯ ที่มาจากการเลือกตั้งแล้ว ก็ยังมี “ลุงกำนัน” สุเทพ เทือกสุบรรณ ประธานมูลนิธิมวลมหาประชาชน ยืนตระหง่านเป็นแบ็กอัพให้อยู่ รู้กันทั่วคุ้งแควว่า “สุเทพ” เป็นคนผลักดันให้ “สุขุมพันธุ์” ลงป้องกันตำแหน่งผู้ว่าฯกทม. เป็นสมัยที่ 2 แม้พรรคต้นสังกัดจะไม่ค่อยปลื้มก็ตาม 
สายสัมพันธ์ของ “สุเทพ-สุขุมพันธุ์” จึงแนบแน่นยิ่งนัก

 ในจังหวะเดียวกับที่มีกระแสข่าวว่า “กำนันสุเทพ” กำลังเดินเกม“เพาเวอร์เพลย์” ยึดพรรคประชาธิปัตย์ตามใบสั่งของ “บิ๊ก คสช.” เพื่อใช้เป็นฐานในการเตรียมต่อยอดอำนาจในฐานะ “พรรคทหาร” และก็เป็นไปอย่างที่เกริ่นไปในข้างต้นถึงแผนการที่ว่า ในการดัน “สุขุมพันธุ์” นั่งเป็นหัวหน้าพรรคแทนที่ “อภิสิทธิ์”
เพราะ “สุขุมพันธุ์” เป็นเด็กในคาถา สั่งซ้ายหันขวาหันได้
ตรงนี้เองอาจเป็นสาเหตุที่ทำให้ “วิลาศ - วัชระ” ออกมาสกัดดาวรุ่งเจาะยาง “ชายหมู” โดยได้รับสัญญาณไฟเขียวจาก “อภิสิทธิ์” รวมถึงผู้ใหญ่ในพรรค เช่นเดียวกับอีกฟาก โดย “เทพน้อย” เทพไท เสนพงษ์ เด็กในคาถาของ “สุเทพ” ที่ออกมาตีกัน ปกป้อง “ชายหมู” ทั้งที่ตัวเองเป็นอดีตส.ส.แดนสะตอ 
สองขั้วอำนาจงัดกันอย่างเห็นได้ชัด ผ่านส่งครามตัวแทนของ“หนุ่มมาร์ค - กำนันเทือก” ซึ่งการมุ่งทำลายไปที่ “สุขุมพันธุ์” ก็เท่ากับทำลายแผนการของ“สุเทพ” ไปด้วย
จับอาการสู้ยิบตาของ “หนุ่มมาร์ค” แล้ว “บิ๊ก คสช.” คงเริ่มไม่วางใจในฝีมือของ “กำนันเทือก” ที่รับปากดิบดีว่า งานยึด“ค่ายสีฟ้า” ง่ายเหมือนปลอกกล้วย แต่ความเป็นจริงกลับตรงกันข้าม เมื่อเจอเจ้าของบ้านแก้เกมกลับ 
ขณะที่ “สุเทพ” เองก็เดิมพันสูงกับแผนการนี้ เพราะหลังเปิดตัว “มูลนิธิมวลมหาประชาชน” อย่างเอิกเกริกชื่อของ “กำนันสุเทพ” ก็เงียบหายเข้ากลีบเมฆ ไม่ปรากฏความเคลื่อนไหวตามหน้าสื่อให้เห็นมากนักอย่างที่คาดกันไว้ แต่กลับไปปรากฏใน “วงลับ” ที่คิดการใหญ่ต่อยอดอำนาจจากคสช. โดยมีการจัดทัพเตรียมคนเพื่อรับมือศึกเลือกตั้งที่อาจเกิดขึ้นตามโรดแมปของ คสช. จนมีข่าวปล่อย-ข่าวลือ จาก “พรรคสีฟ้า-พรรคสีน้ำเงิน” ถึงสูตรการเตรียมจัดตัวผู้สมัครรับการเลือกตั้งเอาไว้แล้วด้วย
เมื่อแผนเข้ายึด “ค่ายสีฟ้า” ส่อเค้าจะเป็นหมัน คนที่ตกที่นั่งลำบากก็ไม่พ้น "กำนันเทือก"เพราะบุญคุณจากผลงาน"ผู้นำม็อบ" จนนำไปสู่การรัฐประหารก็แทบจะไม่เหลือแล้ว งานที่ฝากฝังไว้ก็ไม่สำเร็จ นับวันราคาของ “ลุงกำนัน” ในสายตาของ “บิ๊ก คสช.” จะอยู่ในช่วง"ขาลง" ไปทุกที
ล่าสุดมีข่าวว่า "กำนันเทือก" ต่อสายหนึ่งใน "คณะ 3 ป." ที่มีอำนาจคสช. เพื่อแสดงเจตจำนงในการสนับสนุนข้าราชการให้ได้ขึ้นดำรงตำแหน่งที่สูงกว่า แต่กลับต้องถือหู จนมีเสียง “ตู๊ดดด..ไม่มีสัญญาณตอบรับจากหมายเลขที่ท่านเรียก” หลายครั้ง 
คนเจนจัดทางการเมืองอย่าง “สุเทพ” เดาไม่ยากว่า นี่เป็นสัญญาณที่ "คณะ 3 ป." เริ่มทำตัวเหินห่าง เช่นเดียวกับฝั่ง "กุนซือ กปปส." อ่านสัญญาณนี้ว่า อาจเป็นเพราะสถานการณ์ทางการเมืองยังตอนนี้ยังไม่นิ่ง การแย่งชิงอำนาจนำยังมีเกมซ่อนไพ่กันอยู่หลายชั้น 
ว่ากันว่าสิ่งเดียวที่เชื่อมความสัมพันธ์ระหว่าง“สุเทพ” กับ “บิ๊ก คสช.” คือ "น้อง ต." ทายาทตระกูลดัง ที่ "พี่ใหญ่คณะ ป." มักจะติดส้อยห้อยท้าย พาไปออกงานในที่ไกลหูไกลตาตลอด เรียกได้ว่างานบุญงานกฐิน งานราษฎ์งานหลวง หาก"พี่ใหญ่คณะ ป." เดินทางไป จะมี"น้อง ต." ปรากฏตัวเป็นเงาเคียงกายตลอด 
ไม่เพียงแต่ต่อสายกับขั้วอำนาจไม่ติดแล้ว ลำพังสถานะ “ผู้นำม็อบ กปปส.” ก็ดูจะไม่ค่อยราบรื่น เพราะไม่มีแอคชั่นเป็นฮีโร่ผดุงความยุติธรรม เมื่อสมัยไล่ “รัฐบาลยิ่งลักษณ์” แม้แต่น้อย หนักไปทางเชียร์รัฐบาล คสช. แบบไม่ลืมหูลืมตาอย่างเดียว 
จาก“ลุงกำนัน” ที่ภาพลักษณ์สุดคลีน ก็กลับมาเป็น“เทพเทือก” นักการเมืองจอมเขี้ยวคนเดิม
กรณีที่เกิดขึ้นกับ "ฟ้า-พรทิพา" เจ้าของสถานีโทรทัศน์ฟ้าให้ทีวี ที่เคยเป็นเครือข่าย กปปส. เจอเจ้าหน้าที่บุกสถานี จับกุมและยึดอุปกรณ์ทั้งหมด พร้อมแจ้งข้อหาหลายกระทง จนต้องออกมาแฉว่า "ลุงกำนัน" ไม่คิดจะช่วยเหลือ โทรไปก็บ่ายเบี่ยง ไม่รับสาย
ทว่า "ฟ้า-พรทิพา" ออกมาร้องแรกแหกกระเฌอไม่นาน กลับลบโพสต์ข้อความด่าทอ "กำนันเทือก" ไปอย่างมีปริศนา ก่อนกลับลำโพสต์ข้อความขอโทษ อ้างว่าที่ทำไปเพราะอารมณ์ร้อน-รู้เท่าไม่ถึงการณ์ แถมยังยกยอว่า "กำนันเทือก" เป็นคนดีจริงๆ รวมทั้งแขวะกองแช่งด้วยว่า เอาเวลาไปด่าทักษิณ ดีกว่า 
ท่าทีที่เปลี่ยนไปของ "ฟ้า-พรทิพา" เหมือนได้เคลียร์ปัญหาค้างคาใจกับ "กำนันเทือก" แล้ว เลยจบง่ายแบบแฮปปี้เอนดิ้ง กันทั้งสองฝ่าย "กำนันเทือก" รู้ดีว่าภาพที่ออกไปส่งผลต่อความศรัธาของ"สาวก" จึงต้องแก้เกมปิดปากให้ไว แต่ก็เสียรังวัดไปไม่น้อย
หลังจากนี้ต้องจับตาท่าทีของ "เทพเทือก" ว่าจะเลือกเล่นบทไหน ในเวลาที่บารมีเริ่มเจือจางลง แถมยังต่อไม่ติดกับ "คณะ 3 ป." จะหันหลังกลับ "พรรคประชาธิปัตย์" ก็คงมองหน้ากันไม่ติด
"ลุงกำนัน" จะได้ไปต่อในสถานะไหน และกับใครเป็นเรื่องที่น่าติดตาม.