PR

@@ในความเคลื่อนไหวของสถานการณ์ที่ปรากฎเป็น"ข่าว"และ"ไม่เป็นข่าว"พยายามสแกนย่นย่อมานำเสนอและเป็นไว้เป็นฐานข้อมูลสังเคราะห์สถานการณ์ ที่นี่ "ข่าวที่ไม่เป็นข่าว"
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ พิบัติภัย แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ พิบัติภัย แสดงบทความทั้งหมด

วันอังคารที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2562

สหประชาชาติเตือนอีก12ปีหายนะโลกร้อน

#มอร์มูฟเป็นข่าว ก็แปลก ... เพราะนี่ถือเป็นเรื่องใกล้ตัวมากๆ แต่หลายคนไม่ให้ความสนใจ เป็นผลกระทบอย่างยิ่งต่อตัวเรา ณ ปัจจุบันตลอดถึงลูกหลานเหลนโหลนอีกหลายชั่วอายุคนจนกว่าโลกจะถึงกาลอวสาน สำหรับเรื่องของ ‘ภัยพิบัติโลกร้อน’
โดยล่าสุด รายงานจากสหประชาชาติเตือนเรื่องภัยพิบัติจากโลกร้อนในอีก12ปี ชี้ชัดในปี พ.ศ.2573 อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกอาจสูงขึ้น 1.5 องศาเซลเซียส เหนือระดับก่อนยุคอุตสาหกรรม และจะทำให้เกิดความเสี่ยงเรื่องหายนะจากธรรมชาติ เช่น ภาวะแล้งจัดไฟป่า น้ำท่วมใหญ่ รวมทั้งการขาดแคลนอาหารสำหรับผู้คนนับล้านๆ คนทั่วโลกได้ การจำกัดปัญหาสามารถทำได้ในทางวิทยาศาสตร์แต่ที่สำคัญกว่าคือความตั้งใจทางการเมือง
โดยเรื่องนี้ รายงานจากคณะกรรมการของสหประชาชาติด้านความร่วมมือระหว่างรัฐบาล เกี่ยวกับความเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของโลก (IPCC) คาดการณ์จากระดับการปล่อยก๊าซเรือนกระจกออกสู่บรรยากาศของโลกที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ระบุ การลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ให้ได้ตามเป้าจะต้องอาศัยความเปลี่ยนแปลงอย่างกว้างขวางทั้งในรูปแบบการใช้พลังงาน การคมนาคมขนส่ง อุตสาหกรรม และการอยู่อาศัยในเขตเมือง
"เห็นได้ชัดว่าปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศหรือ Climate Change นั้นกำลังเกิดขึ้นให้เห็นกับตา หากไม่มีมาตรการแก้ไขและรับมืออย่างเร่งด่วนจะยิ่งส่งผลเสียหนักมากยิ่งขึ้น ดังตัวอย่างที่เห็นได้จากภาวะแล้งจัดที่ทำให้ขาดน้ำในเมืองเคปทาวน์ของแอฟริกาใต้ คลื่นความร้อนจัดในทวีปยุโรป และฝนที่ตกอย่างหนักจากพายุเฮอร์ริเคน Harvey กับพายุเฮอร์ริเคน Florence ในสหรัฐฯ เป็นต้น" รายงานของ IPCC ระบุ
📌 ภัยพิบัติโลกร้อนส่งผล (แล้ว) ต่อแนวปะการังรวมทั้งแนวปะการังยักษ์ Great Barrier Reef ของออสเตรเลีย โดยคาดว่าปะการังของโลกจะตายลง 70% ถึง 90% จากภาวะโลกร้อนหากไม่มีการเร่งแก้ไข.

วันอังคารที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2561

ยังมีฝนคะนองหลายพท. เหนือ-อีสาน-กลาง-ตอ.-ใต้-กทม.ตก60-70%

กรมอุตุฯ เผยไทยมีฝนคะนองหลายพท. เหนือ-อีสาน-กลาง-ตอ.-ใต้-กทม.ตก60-70% ทะเลอันดามันสูงคลื่นสูง2ม.

วันนี้(7 ส.ค.61) กรมอุตุนิยมวิทยา รายงานสภาพอากาศทั่วไป พยากรณ์อากาศ 24 ชั่วโมงข้างหน้า ประเทศไทยมีฝนฟ้าคะนองหลายพื้นที่ กับมีฝนตกหนักบางแห่งบริเวณภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคใต้ ขอให้ประชาชนระวังอันตรายจากฝนตกหนักและฝนตกสะสม อาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลากสำหรับบริเวณทะเลอันดามันมีคลื่นสูง 2-3 เมตร อ่าวไทยตอนบนมีคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร และบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองทะเลมีคลื่นสูงมากกว่า 3 เมตร ขอให้ชาวเรือเดินเรือด้วยความระมัดระวัง และเรือเล็กควรงดออกจากฝั่ง จนถึงวันที่ 9 ส.ค.61
ลักษณะสำคัญทางอุตุนิยมวิทยา ร่องมรสุมพาดผ่านภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน เข้าสู่หย่อมความกดอากาศต่ำกำลังแรงบริเวณทะเลจีนใต้ ประกอบกับมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมทะเลอันดามัน ประเทศไทย และอ่าวไทยมีกำลังแรง ทำให้ประเทศไทยมีฝนฟ้าคะนองหลายพื้นที่กับมีฝนตกหนักบางแห่ง สำหรับคลื่นลมบริเวณทะเลอันดามันและอ่าวไทยตอนบนมีกำลังแรง
พยากรณ์อากาศสำหรับประเทศไทยตั้งแต่เวลา 06:00 วันนี้ ถึง 06:00 วันพรุ่งนี้
ภาคเหนือ มีเมฆมากกับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 70 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่ง บริเวณจังหวัดเชียงราย พะเยา น่าน ตาก กำแพงเพชร สุโขทัย อุตรดิตถ์ พิษณุโลก พิจิตร และเพชรบูรณ์ อุณหภูมิต่ำสุด 23-24 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 31-34 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-30 กม./ชม.
ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีเมฆมากกับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 70 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่ง บริเวณจังหวัดสกลนคร นครพนม มุกดาหาร ร้อยเอ็ด ยโสธร อำนาจเจริญ สุรินทร์ ศรีสะเกษ และอุบลราชธานี อุณหภูมิต่ำสุด 23-25 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 32-35 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-30 กม./ชม.
ภาคกลาง มีเมฆมากกับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 60 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่ง บริเวณจังหวัดราชบุรี สุพรรณบุรี กาญจนบุรี อุทัยธานี ชัยนาท และนครสวรรค์ อุณหภูมิต่ำสุด 23-25 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 31-35 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-30 กม./ชม.
ภาคตะวันออก มีเมฆมากกับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 70 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่ง บริเวณจังหวัดชลบุรี ระยอง จันทบุรี และตราดอุณหภูมิต่ำสุด 23-27 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 26-31 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 20-35 กม./ชม.ทะเลมีคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 2 เมตร
ภาคใต้(ฝั่งตะวันออก) มีเมฆเป็นส่วนมากกับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 40 ของพื้นที่ ส่วนมากบริเวณจังหวัดเพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร และสุราษฎร์ธานี อุณหภูมิต่ำสุด 20-25 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 30-36 องศาเซลเซียส ตั้งแต่จังหวัดสุราษฎร์ธานีขึ้นมา ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-35 กม./ชม.ทะเลมีคลื่นสูง 1-2 เมตร ห่างฝั่งมีคลื่นสูงมากกว่า 2 เมตร ตั้งแต่จังหวัดนครศรีธรรมราชลงไป ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-30 กม./ชม.ทะเลมีคลื่นสูงประมาณ 1 เมตร ห่างฝั่งมีคลื่นสูง 1-2 เมตร
ภาคใต้(ฝั่งตะวันตก) มีเมฆมากกับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 70 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่ง บริเวณจังหวัดระนองและพังงา อุณหภูมิต่ำสุด 23-27 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 31-34 องศาเซลเซียส ตั้งแต่จังหวัดภูเก็ตขึ้นมา ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 20-40 กม./ชม.ทะเลมีคลื่นสูง 2-3 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 3 เมตร ตั้งแต่จังหวัดกระบี่ลงไป ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 20-35 กม./ชม. ทะเลมีคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 2 เมตร
กรุงเทพมหานครและปริมณฑล มีเมฆมากกับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 70 ของพื้นที่ อุณหภูมิต่ำสุด 24-26 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 30-34 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-30 กม./ชม.

วันพุธที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2561

'จากลอนดอนถึงอัตตะปือ'


    
      ระริกดีนัก.........
      เอาจริงหรือเอาหลอก เป็นอีกเรื่อง?
      แต่อย่างน้อย.........
      การที่ประเทศไทย อ้างถึง "สนธิสัญญาระหว่างสหราชอาณาจักรและสยาม ปี ๑๙๑๑" ว่าด้วยการส่งตัว
อาชญากรผู้หลบหนีคดีกลับประเทศ ประกอบการร้องขอให้ส่งนารีขี่ม้าขี้เรื้อน กลับมาเข้าคุก
      เท่ากับ "ประจาน" มัน อีกดอก
      ให้สังคมโลกได้รู้ "กระดี่ได้น้ำ" นางนี้ คือ "อาชญากรต่อเนื่อง" ในคดีทุจริตจำนำข้าว มูลค่าหลายแสนล้าน
      ไม่ใช่นักโทษการเมือง-การหมาอะไรที่ไหน!
      อาจถาม แล้วไงต่อ?
      นี่ไง คำตอบจาก "นายกฯ ประยุทธ์"..........
      "เรื่องนี้ เป็นการทำตามขั้นตอน โดย สตช., อสส. และ กต.(กระทรวงการต่างประเทศ) ซึ่งมีหน้าที่ 'ส่งเรื่อง' 
ขอตัว
      แต่เมื่อส่งไปแล้ว สิ่งที่ผมเคยบอก 'เห็น ก็คือ เห็น'
      แต่การที่เราจะไปจับกุมใครในต่างประเทศ เราจับเองไม่ได้ เป็นเรื่องของประเทศนั้นๆ
      ฉะนั้น ถ้าเขายังไม่ตอบเอกสารมาอย่างเป็นทางการ มันก็จับไม่ได้ นั่นคือข้อเท็จจริง
      เหมือนบ้านเมืองเรา ก็มีกฎหมายของเรา ใครขอเรามา เราจะส่งหรือไม่ส่ง ก็ต้องพิจารณาเป็นเรื่องของเรา
 ฉะนั้น ประเทศอื่นเขาก็ทำแบบนี้"
      แล้วอังกฤษว่าไง?
      "กระทรวงต่างประเทศอังกฤษ" ไม่ว่า ส่งให้มหาดไทยของเขาว่า โดยโฆษกกระทรวง ตอบเป็นอีเมล
      “เราถือเป็นนโยบายและแนวทางปฏิบัติตลอดมา เราจะไม่ตอบยืนยัน หรือปฏิเสธ ว่าเราได้ร้องขอหรือได้รับ
การร้องขอในเรื่องการส่งผู้ร้ายข้ามแดน
      จนกว่าบุคคลนั้นจะถูกจับกุมตามคำร้องนั้น”
      แปลว่า........
      "จับเมื่อไหร่ แล้วจะบอก
      เมื่อยังไม่บอก แสดงว่ายังไม่จับ"
      จบนะ....ฉากนี้!
      คุยเรื่องอัตตะปือดีกว่า คืออยากบอกอะไรกับชาวเราซักคำ-สองคำ ตามความรู้สึก
      พอดีอ่าน fb อาจารย์ "สมเกียรติ โอสถสภา" เมื่อวาน (๓๑ ก.ค.) ก็อาศัยแตะแขนกรวดน้ำตามไปด้วยเลย
      Somkiat Osotsapa
        เมื่อลาวมีทุกข์ เขื่อนแตก
        ------------------------------
        "วันแรกที่เขื่อนแตก ประเทศใหญ่ๆ ต่างก็ห่วงใย ว่าจะช่วยเหลือผู้ประสบภัยกันอย่างไร เรื่องการช่วยชีวิต
ผู้ติดอยู่บนที่สูง เช่น ต้นไม้ หลังคา อาหาร น้ำ ยา ปัจจัยสี่
        แล้วสำนักข่าวต่างๆ ญี่ปุน จีน ก็รายงานว่า หน่วยกู้ภัยและอาสาสมัครของไทยร่วมพันคน กำลังเดินทาง
เข้าลาว พร้อมด้วยอาหาร น้ำ ยานพาหนะ ตามมาด้วยภาพคาราวานจากประเทศไทย ที่พยายามเข้าสู่อัตตะปือ
        สถานทูต องค์กรต่างประเทศ ก็รายงานจากข่าวเหล่านั้น รวมถึงสื่อไทย โลกโซเชียลรายงานไวมาก
        นี่คือปฏิกิริยาของคนไทย ก่อนที่รัฐบาลไทยจะดำเนินการด้วยซ้ำ
        ในเวลานั้น คนในประเทศลาวก็มึนงงแหละ เพราะไม่เคยเจอเหตุการณ์ฉุกเฉินระดับนี้มาก่อน จะเดินทาง
จากเวียงจันทน์มาถึงอุบล ก็ร่วม 800 กิโลเมตร เดินทางทางฝั่งลาวลำบากมาก
        เมื่อคนลาวทั่วประเทศที่ติดตามข่าวเขื่อนแตกรู้ ก็ล้วนแต่ชื่นชมความผูกพันต่อกันของคนไทย-คนลาว 
ไม่ต้องพูดถึงสนธิสัญญาความร่วมมือใดๆ
        หากผมจะเอาข่าวคนไทยที่รวมกำลังกันโดยไม่ได้นัดหมาย คงจะต้องนำมาลงเพจนี้ติดต่อกันเป็นสัปดาห์ 
จึงจะหมด ไม่ต้องลงข่าวอะไรแล้ว
        สรุปสั้นๆ
        หนึ่ง รัฐบาลไทยเป็นประเทศแรกที่ต่อสายถึงนายกฯ ลาว พร้อมให้ความช่วยเหลือลาวเต็มที่ในทุกๆ ด้าน 
มอบเองทันที 5 ล้าน
        สอง กู้ภัยของประเทศไทย จากองค์กรต่างๆ 30 องค์กรเข้าไปช่วยลาวแต่วันแรกๆ
        เมื่อวานทางการลาวขอให้ลงทะเบียน มีอยู่ 24 องค์กร
        สาม พี่น้องไทยในจังหวัดภาคอีสาน คือ ขอนแก่น โคราช กาฬสินธุ์ หนองคาย อุบล สกลนคร  มุกดาหาร 
นครพนม อุดร       
        จังหวัดที่ใกล้เคียงในการขนส่งข้ามไปลาว หรือตั้งใกล้สถานกงสุล ร่วมกันส่งข้าวปลา อาหาร เครื่องใช้ 
ส่งไปทางรถกันมากมาย ยังมีชาวตรังในลาวด้วยนะ
        สี่ รัฐบาลและหน่วยงานต่างๆ ระดมทุน เช่น ปตท.ทำถุงยังชีพราว 5 ล้าน ราชบุรี โฮลดิ้ง 5 ล้าน  กฟผ.มอบ
ให้การไฟฟ้าลาว 4 ล้าน ประชาชนสมทบผ่านทำเนียบ 34 ล้าน ยังมีเซนทราล กสิกร ซีพี เยอะแยะ สภากาชาด 
เงินยังไม่นับอีกเยอะ จากจังหวัดต่างๆ
        ห้า เที่ยวบิน C 130 บินไปส่งของให้ลาว 6 เที่ยว เยอะสุดในบรรดาประเทศต่างๆ ยังไม่นับเที่ยวบินจาก
กองบิน 21 อุบล ขบวนรถขนของจากไทยเยอะสุด หลายร้อยเที่ยว
        พระราชทานความช่วยเหลือในสองเที่ยวแรก หรือมากกว่านั้น
        หก หน่วยแพทย์ของไทยข้ามไปลาว จากอุบล 30 คน เยี่ยม
        เจ็ด รวมแล้วไทยช่วยราว 200 ล้าน พอเพียงอยู่ได้เป็นเดือน คนสามพันคน
        แปด ได้ความสัมพันธ์ทางใจระหว่างคนไทย-ลาว อย่างดีมาก คนนะครับ ไม่ต้องคิดเรื่องอื่นๆ
        เก้า ที่สำคัญ เราชี้ว่าบริษัทก่อสร้างต้องรับผิดชอบ รัฐบาลเกาหลีใต้ โดยประธานาธิบดี ช่วยมา 330  ล้าน 
พอชดใช้ค่าเสียหาย
        สร้างบ้าน ที่อยู่ และยังมีโครงการด้านอาชีพต่างๆ ตามมา ข้อขัดแย้งไม่มี
        สิบ ประเทศก็ให้ความช่วยเหลือ
        สิงคโปร์ขนของมาเต็ม C 130 ช่วยเงินอีก 10 ล้านบาท
        เวียดนาม ส่งทหารภาค 5 มาช่วย 100 คน ด้านการแพทย์ ให้เงิน 7 แสนบาท
        จีน ส่งทีมแพทย์มา น่าจะส่งของมาให้เยอะ
        ญี่ปุ่น มาเลย์ ไม่มีรายละเอียด
        เมื่อวาน รัฐบาลลาวบอกว่าอาหาร สิ่งของมีพอแล้ว แล้วที่รวมไว้จะส่งไปยังไง
        ยังช่วยเงินได้อีก
        น้ำแห้งแล้ว อยู่ในขั้นตอนหาผู้สูญหาย
        ประชาชนลาวระดมเงินได้ถึง 15 ล้านบาท มาช่วยครอบครัวผู้ประสบภัย เป็นความสามัคคีครั้งใหญ่ของชาว
ลาว
        สรุป ภารกิจเพื่อมนุษยธรรม เราทำได้ดีทีเดียว ความสำเร็จอีกครั้ง หลังจากถ้ำหลวง กระหึ่มโลกทีเดียว
        ยังมีงานระยะกลางอีกครับ
        ชื่นชมครับ
        ผมสรุปอะไรบกพร่องไปบ้างหรือเปล่า ช่วยเพิ่มเติมนะครับ
        เดี๋ยวจะบอกว่า ทำไมต้องเรียกกู้ภัยกลับบ้าน"
        ครับ.........
      อาจารย์สมเกียรติว่า "เดี๋ยวบอก"
      ขอตัดหน้า "บอก" ในส่วนความเห็นผมก่อนละกัน
      ทั้งในความเป็นเพื่อนมนุษย์ ทั้งในความเป็น "ไทย-ลาว" ที่เหมือนญาติสนิท
      เมื่อพี่น้องที่อัตตะปือ ตกทุกข์ได้ยาก เราไม่รั้งรอ ที่จะรีบไปช่วย ด้วยใจบริสุทธิ์
      แต่ก็นั่นแหละ อัตตะปือก็ "บ้านเขา-เมืองเขา" พี่น้องที่อัตตะปือ ก็คนในปกครองเขา
      ฉะนั้น คำว่า พอดีๆ.......
      อย่าถึงขั้น "เจ้าของบ้าน" เกิดความรู้สึกว่า เรา "ข้ามหน้า-ข้ามตา" เขา จะดีที่สุด
      เจ้าของบ้านเขาออกปากแล้วมิใช่หรือ "สิ่งของบริจาคคนไทย ล้นจนไม่มีที่จะเก็บ?"
      พูดตรงๆ มากจนกลายเป็นภาระเขาแล้ว และมองไม่เห็นว่า ข้าวของเป็นโกดังนั้น จะเดินทางไปถึงมือ-ถึงปาก
ผู้ทุกข์ร้อนได้อย่างไร เมื่อใด?
      จากมาตรการภาครัฐของลาว ที่มีต่อหน่วยความช่วยเหลือไทยที่เข้าไป ถึงตอนนี้ ต้องใช้คำว่า
      "เป็นความปรารถนาดีที่เกินต้องการเขาแล้ว"!
      ไม่อยากใช้คำว่า "เขาเริ่มรังเกียจ"
      แต่อยากบอกว่า "ภาครัฐ" เขาอยากให้หน่วยช่วยเหลือจากไทย "ถอยออกมา" จากบ้านเขา มากกว่าต้องการ
ให้อยู่
      นี่ความรู้สึกผม จากสังเกตท่าทีและการใช้มาตรการไร้เยื่อของเจ้าหน้าที่ลาว ต่อพี่น้องไทยเรา ที่เข้าไปช่วย
เหลือ
      ผมจึงอยากบอกพวกเรา...........
      กลับบ้านเราเถอะ
      ตอนนี้ ที่บ้านเรา หลายพื้นที่ ในหลายจังหวัด ก็กำลังเดือดร้อน พี่น้องของเรา รออยู่นะ
      เก็บความรู้สึกดีๆ ต่อพี่น้องชาวลาวไว้ เก็บใจศรัทธาพวกเราเป็นดาวบนท้องฟ้าในเดือนมืดไว้
      อย่าให้หม่นด้วยเมฆเลื่อนลอยเลย!
      ถึงตอนนี้ เหตุเฉพาะหน้าที่อัตตะปือ ผ่านไปแล้ว ความช่วยเหลือ "เงินทองก้อนโต" จากหลายประเทศ
 เข้าไปแล้ว
      คนของเขา บ้านเมืองของเขา ผู้บริหารประเทศเขา กับปัญหาชาวบ้านของเขา เขาบริหาร-จัดการเขาเองได้
      เราอย่าอยู่จนเป็น "ส่วนเกิน" ในบ้านเขาเลย อยู่แค่เขาพอใจ อย่าให้ถึงขั้นแสดงอาการเสือกไส ก็พอแล้ว
      ใจเรา บริสุทธิ์อย่างไรต่อเขา เรารู้..........
      แต่ใจเขา บริสุทธิ์อย่างไรต่อเรา ด้วยระบบของเขา เราไม่รู้!? 
      ผม "จับท่าที" ได้อย่างนี้ อาจผิดได้
      ดังนั้น ท่านทั้งหลาย โดยเฉพาะ "เทพผู้ให้" ในร่างไทย ที่ไปอยู่ในอัตตะปือขณะนี้
      รับรู้เช่นไร ก็ให้เป็นไปตามนั้นเถิด.

วันพฤหัสบดีที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2561

ทะเลคลั่งทำเรือล่มภูเก็ตช่วยแล้ว 89 คน ระทึกยังสูญหาย 49 ชีวิต

ทะเลคลั่งทำเรือล่มภูเก็ตช่วยแล้ว 89 คน ระทึกยังสูญหาย 49 ชีวิต จนท.เร่งค้นหา ยังไม่ทราบชะตากรรม
วันนี้ 5 กรกฎาคม 2561เวลา 21.30 น. นายนรภัทร ปลอดทอง ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ตเปิดเผยว่า จากเหตุการณ์เกิดเหตุเรือล่มที่เกาะเฮ และเกาะไม้ท่อน จากลมมรสุมและคลื่นลมแรงในช่วงเย็นที่ผ่านมาจากการรายงานข้อมูลมีเรือประสบเหตุจำนวน 3 ลำประกอบด้วย เรือฟิกนิก เลขทะเบียน 6000-02210 บรรทุกผู้โดยสาร รวมไดมาสเตอร์ รวม 97 คน ล่มบริเวณเกาะเฮ เหตุเกิด เมื่อเวลา 17.45 น.ที่ผ่านมา ,เรือเซเนลิก้าเกิดเหตุเรือล่ม ที่เกาะไม้ท่อนมีผู้โดยสารประมาณ 39 คน และเรือเจ็ทสกี 1 ลำผู้โดยสาร 2 คนจากทั้ง 3 เหตุการณ์มีผู้โดยสารประสบเหตุรวม 138 คน
ทั้งนี้จังหวัดภูเก็ตได้บูรณาการร่วมกับ ศปก.ทรภ.3 สั่งให้ ร.ล.หัวหิน เรือ ต.232 และ ชปพ.ออกทำการช่วยเหลือ ร่วมกับเรือ ตรน. โดยขนาดนี้ได้ทำการช่วยเหลือผู้โดยสารขึ้นฝั่งมาได้แล้วจำนวน 70 คนประกอบด้วย เป็นผู้โดยสารของเรือฟิกนิก 48 คน นำส่งโรงพยาบาลองค์การบริหารส่วนจังหวัดภูเก็ตซึ่งมีผู้ได้รับบาดเจ็บสาหัสในระดับแดงจำนวน 1 รายและอยู่ในระดับเหลืองจำนวน 9 สำหรับผู้โดยสารของเรือเซเนลิก้าผู้โดยสารประมาณ 39 คน สามารถช่วยเหลือขึ้นฝั่งได้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว และเรือเจ็ตสกีซึ่งเป็นผู้โดยสารชาวรัสเซียก็ได้รับการช่วยเหลือปลอดภัยแล้วทั้ง 2 ราย
สรุปขณะนี้สามารถนำผู้โดยสารในเรือที่เกิดอุบัติเหตุได้จำนวน 89 ราย ผู้โดยสารทั้งหมด 138 ราย ยังคงเหลือผู้ประสบเหตุจำนวน 49 ซึ่งทหารเรือ ทัพเรือภาค 3 ตำรวจน้ำและหน่วยกู้ชีพกู้ภัยกำลังระดมให้การช่วยเหลือและค้นหาผู้สูญหาย
อย่างไรก็ตามสถานการณ์ขณะนี้คลื่นลมในทะลยังคงแรงและมีความสูงกว่า 5 เมตร ทำให้เรือเล็กไม่สามารถออกจากฝั่งได้ จังหวัดจึงออกประกาศเตือนห้ามเรือเล็กออกจากฝั่งอย่างเด็ดขาดและมีการรายงานว่ามีเรือโดยสารติดค้างอยู่ที่เกาะราชา อีกกว่า 10 ลำรวมผู้โดยสารจำนวน 263 คน
ขอบคุณข้อมูลจาก...สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดภูเก็ต

วันพฤหัสบดีที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2561

ตบเท้าเข้า"พรรคบิ๊กตู่"หลังเกษียณ กันมั้ย??

ตบเท้าเข้า"พรรคบิ๊กตู่"หลังเกษียณ กันมั้ย??
"บิ๊กต๊อก" ปัดตอบ ผบ.เหล่าทัพ ตบเท้าเข้า"พรรคบิ๊กตู่"หลังเกษียณ มั้ย เปรย "ทุกอย่างเป็นเรื่องของอนาคต" คาด คงเป็นแค่ สนช.
เมื่อถูกถามว่า หลังเกษียณ ตค.นี้ ผบ.เหล่าทัพชุดนี้ จะไปร่วมพรรคทหาร ของ พลเอกประยุทธ์ หรือไม่
"ยังไม่ได้คิด ทุกอย่างเป็นเรื่องของอนาคต " บิ๊กต๊อก พลเอกธารไชยยันต์ ศรีสุวรรณ ผบ.ทหารสูงสุด กล่าว
ทั้งนี้ ทั้ง พลเอกธารไชยยันต์ และ บิ๊กเจี๊ยบ พลเอกเฉลิมชัย สิทธิสาท ผบ.ทบ. บิ๊กนุ้ย พลเรือเอก นริส ประทุมสุวรรณ ผบ.ทร. และ บิ๊กจอม พล.อ.อ.จอม รุ่งสว่าง ผบ.ทอ. จะเกษีบณราชการ 30 กย.2561 นี้ พร้อมกัน
"แต่ส่วนในความคิดส่วนตัว คงไม่เกี่ยว ซึ่งผม ก็คงจะมีหน้าที่บทบาทในเรื่องของสนช แค่นั้น"พลเอกธารไชยยันต์ กล่าว

วันจันทร์ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2561

‘อภิสิทธิ์’เรียกประชุมทีมกฎหมายพรรค ถกชี้แจงศาล ปมคำร้องคำสั่งคสช.ขัดรธน.

‘อภิสิทธิ์’เรียกประชุมทีมกฎหมายพรรค ถกชี้แจงศาล ปมคำร้องคำสั่งคสช.ขัดรธน.


“อภิสิทธิ์” เรียกประชุมทีมกฎหมาย 24 เม.ย. ถกความพร้อมชี้แจงศาลรัฐธรรมนูญปมคำสั่ง คสช. ส่อขัดรัฐธรรมนูญ “วิรัตน์” เผย มั่นใจประเด็นเด็ดมีน้ำหนักเพียงพอให้ศาลเห็นอุปสรรค
เมื่อวันที่ 23 เมษายน นายวิรัตน์ กัลยาศิริ หัวหน้าทีมกฎหมายพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) กล่าวถึงความคืบหน้าในการส่งคำชี้แจงเพิ่มเติมให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. ที่ 53/2560 ว่าขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่ ว่า ทีมกฎหมายได้หารือกันเพื่อจัดทำข้อสรุปเนื้อหาคำชี้แจง ก่อนนำไปชี้แจงให้ศาลรัฐธรรมนูญในวันที่ 25 เมษายนนี้ โดยมีประเด็นสำคัญที่มั่นใจว่าจะมีน้ำหนักเพียงพอที่จะทำให้ศาลรัฐธรรมนูญเข้าใจถึงเหตุผลการยื่นคำร้องของพรรค ปชป. และเข้าใจถึงปัญหาอุปสรรคที่เกิดขึ้นในทางปฏิบัติจริงคือการยืนยันสมาชิกพรรคซึ่งเริ่มดำเนินการตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน ที่ผ่านมา จนถึงขณะนี้พบว่ามีปัญหาต่างๆ เกิดขึ้นมากมาย อาทิ การมีวันหยุดราชการจำนวนมากในเดือนเม.ย. ทำให้เหลือเวลาเปิดทำการได้เพียง 20 วัน ประชาชนไม่อยู่ในภูมิลำเนา ซึ่งส่งผลต่อการยืนยันตัวเองของสมาชิกพรรค เพราะพรรค ปชป. มีจำนวนสมาชิกมากถึงกว่า 3 ล้านคน การใช้ระยะเวลาดำเนินการยืนยันสมาชิกเพียงแค่ 30 วัน ถือว่าไม่มากพอ

นายวิรัตน์กล่าวต่อว่า นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรค ได้มีการเรียกประชุมทีมกฎหมายของพรรคในวันที่ 24 เมษายน เวลา 14.00 น. เพื่อตรวจสอบคำชี้แจง รวมถึงประเด็นที่อาจมีการแก้ไขเพิ่มเติมพร้อมทั้งหารือกันถึงข้อสรุปว่า นายอภิสิทธิ์จะเดินทางไปชี้แจงต่อศาลรัฐธรรมนูญด้วยตัวเองหรือมอบหมายให้ทางทีมกฎหมายเป็นผู้ดำเนินการแทน อย่างไรก็ตาม มั่นใจว่าศาลรัฐธรรมนูญจะดำเนินการวินิจฉัยโดยเร็วซึ่งจะไม่กระทบกับโรดแมปการเลือกตั้ง

ปลุกกระแสเลือกตั้งใหญ่จุดไฟปฏิรูป : พลิกวิกฤติเป็นโอกาส

ปลุกกระแสเลือกตั้งใหญ่จุดไฟปฏิรูป : พลิกวิกฤติเป็นโอกาส



การเมืองไทยจะปฏิรูปไปทิศทางใด หลังคณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านการเมืองฉายภาพรวมให้เห็นถึงสถานการณ์และแนวโน้มภายใน

ได้ระบุถึงสภาพปัญหาทางการเมืองและการปกครองในระบอบประชาธิปไตย มีความขัดแย้งจนเกิดความรุนแรงหลายครั้ง เหตุการณ์ในลักษณะนี้ได้วนเวียนมาอย่างยาวนาน

โดยเฉพาะในห้วงกว่า 10 ปีที่ผ่านมา ต่างฝ่ายต่างอ้างความชอบธรรมในอำนาจปกครองที่แตกต่างกัน

ซึ่งเกิดจากความเชื่อ ทัศนคติ ความเข้าใจในหลักการปกครองระบอบประชาธิปไตยที่แตกต่างกัน

การเลือกตั้งไม่เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม นักการเมืองขาดคุณสมบัติและจริยธรรม ไม่ทำ หน้าที่เป็นผู้แทนของประชาชน มีปัญหาการทุจริตประพฤติมิชอบ พรรคการเมืองถูกครอบงำจากนายทุน

สภาพปัญหาดังกล่าวนำไปสู่ความไร้เสถียรภาพทางการเมือง ส่งผลกระทบต่อการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคมและความมั่นคงของประเทศ แม้มีการใช้มาตรการบังคับลงโทษทางกฎหมาย เพื่อแก้ปัญหาการเมือง แต่ปัญหาไม่ได้ทุเลาเบาบางลง เนื่องจากประชาชนยังมีความรู้ ความเข้าใจไม่ตรงกันในหลักการปกครองระบอบประชาธิปไตย

แม้ประเทศไทยเปลี่ยนแปลงการปกครองมากว่า80 ปี แต่ไม่ทำให้การปฏิรูปทางการเมืองเกิดผลสัมฤทธิ์ ยังคงมีความพยายามสร้างประชาธิปไตยในแบบของไทย โดยยึดหลักประชาธิปไตยแบบตะวันตกเป็นพื้นฐาน ผสมผสานให้เกิดความยืดหยุ่นกับระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขของไทย ให้มีความผสมกลมกลืน เหมาะสมกับสังคมไทยมากขึ้น

สถาบันพระมหากษัตริย์ยังคงมีความยั่งยืน เป็นศูนย์รวมจิตใจของประชาชนต่อไป และพระมหากษัตริย์ยังคงเป็นสถาบันที่สร้างความชอบธรรม เสมือนดั่งผู้ให้การรับรองในเรื่องต่างๆ และให้การทำงานเพื่อบ้านเมืองสามารถดำเนินการไปได้อย่างถูกต้อง ชอบธรรม

เช่น กรณีการยึดอำนาจรัฐประหาร หลังยึดอำนาจคณะที่ทำการรัฐประหารจะต้องเข้าเฝ้าเพื่อกราบบังคมทูลเรื่องราวต่างๆ การแต่งตั้งผู้นำรัฐบาลหรือคณะรัฐมนตรีที่จะเข้าไปบริหารบ้านเมือง ต้องได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง พร้อมต้องถวายสัตย์ปฏิญาณก่อนเข้ารับหน้าที่

ขณะเดียวกัน ในพื้นฐานเดิมที่เกี่ยวกับทางด้านการเมืองไม่ได้อ่อนแอไปเสียทั้งหมด

ยังมีแนวคิดและมีวัฒนธรรมการเมืองแบบไทยๆ ทำให้การบริหารบ้านเมืองดำเนินไปด้วยดีหลายประการ
เช่น วัฒนธรรมทางการเมืองในลักษณะของความเชื่อที่ว่า ก่อนการเลือกตั้งคือการเมือง หลังการเลือกตั้งคือบ้านเมือง การเคารพผู้อาวุโสทางการเมืองในลักษณะวัฒนธรรมรุ่นพี่รุ่นน้อง มีธรรมเนียมการขอโทษและให้อภัยภายใต้การแข่งขันทางการเมืองหรือการทำหน้าที่เพื่อบ้านเมือง

สอดรับกับหลักการทำงานของคนไทย วัฒนธรรมทางการเมืองเหล่านี้มีส่วนทำให้การพัฒนาทางการเมืองดำเนินไปด้วยดี

การปฏิรูปการเมืองจึงต้องผสมผสานรูปแบบการปกครองในระบอบประชาธิปไตย ทั้งแบบตะวันตกและแบบตะวันออกเข้าด้วยกัน ผสมผสานกับวัฒนธรรมทางการเมืองที่ดีของไทย มาเป็นแนวทางในการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง ซึ่งจะส่งผลให้การพัฒนาการเมือง การปกครองในระบอบประชาธิปไตยเกิดเสถียรภาพ มีความมั่นคง ยั่งยืน

การเมืองจะปฏิรูปให้เกิดเสถียรภาพ มีความมั่นคง ยั่งยืนได้อย่างไร นายเอนก เหล่าธรรมทัศน์ ประธานคณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง ให้สัมภาษณ์ ทีมข่าวการเมือง ว่า การเมืองไทยเป็นระบอบไฮบริด สลับขั้วไปมาระหว่างระบอบประชาธิปไตยกับระบอบทหาร สังคมไม่ได้มีความผูกพันภักดีต่อทั้ง 2 ระบอบมากนัก

เราจึงมุ่งหมายให้ประชาชนมีพลังทางการเมืองมากขึ้น เพื่อพัฒนาประเทศสู่ความรุ่งเรือง

พรรคการเมืองก็ต้องสานต่อการปฏิรูปและยุทธศาสตร์ชาติ หากไม่ชอบก็สามารถปรับแก้ได้

ไม่ใช่ชนะเลือกตั้งแล้วก็ลิงโลดใจ ถ้าทำไม่ดีทหารก็เข้ามาอีก ทหารก็เช่นเดียวกันเมื่ออยู่ในช่วงยึดอำนาจทหารก็เป็นใหญ่ แต่อย่าคิดว่าประชาชนจะยอมตลอดไป เขาก็ต้องการเลือกตั้ง

ผู้นำต้องทำด้วย ไม่ใช่สั่งอย่างเดียว ผู้นำที่บริการรับใช้ คนไทยชอบ ขอให้อธิบายให้เข้าใจ ประชาชนพร้อมที่จะทำเดินหน้าการปฏิรูป ทำไปเรื่อยๆ ตอนนี้ควรเน้นให้การเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นสุจริต โปร่งใส ไม่นำไปสู่ความแตกแยก เป็นปรปักษ์ต่อกัน

และรัฐบาลควรทำเรื่องเฉพาะหน้าที่เป็นพื้นฐานมูลฐาน เช่น ปฏิรูปเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมทางการเมือง เพื่อส่งเสริมให้ประชาชนมีความรู้ ความเข้าใจ มีความเชื่อ ค่านิยม ทัศนคติที่ดีในทางการเมือง การปกครอง มีความตระหนักในสิทธิหน้าที่ เคารพกฎ-หมายและกติกาในการอยู่ร่วมกันในสังคม รู้จักยอมรับใน ความเห็นทาง การเมือง

พร้อมเป็นพสกนิกร ที่ดีของพระเจ้าแผ่นดินและสถาบันพระมหากษัตริย์

แผนและขั้นตอนปฏิรูปทั้งหมด รัฐบาลจะตั้งคณะกรรมการขึ้นมา 1 ชุด ทำหน้าที่เชื่อมโยงรัฐบาล คณะกรรมการปฏิรูปด้านต่างๆ และกระทรวง กรม มีอำนาจว่ากล่าวตักเตือน สั่งปลัดกระทรวง อธิบดี หัวหน้าที่รับผิดชอบหน่วยงานต่างๆได้กำกับดูว่าทำตามแผนปฏิรูปแค่ไหน

พอทำไปสักระยะหนึ่ง คณะกรรมการปฏิรูปด้านต่างๆจะบอกว่าคนนั้นคนนี้ทำไม่เป็นไปตามเป้า ก็เป็นอำนาจของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)

ต่อไปก็เป็นรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง อาจจะเป็นรัฐบาลผสม มีพล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกฯ หรือรัฐบาลผสม มีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกฯ หรือรัฐบาลผสม มีคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ เป็นนายกฯ ก็จะต้องเอาแผนยุทธศาสตร์ชาติและแผนการปฏิรูปประเทศไปพิจารณาปรับปรุงแก้ไขได้ แต่ต้องทำให้ถูกต้อง

ขณะที่พรรคการเมืองก็เป็นส่วนหนึ่งของแผนการปฏิรูปการเมือง จะต้องทำให้เป็นสถาบันและไปร่วมกับคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ผ่านสถาบันวิทยาการพรรคการเมือง เพื่ออบรมบุคลากรในพรรคให้มีคุณภาพ มีจิตอาสา ในฐานะที่ผมเป็นประธานคณะกรรมการพัฒนาพรรค การเมืองเพื่อการปฏิรูปประเทศ ได้วางกรอบบทบาทของสถาบันวิทยาการพรรคการเมืองและกำหนดไว้ในแผนการปฏิรูปการเมืองแล้ว
“ผมในฐานะเป็น 2 ประธาน ได้คุยกับผู้ใหญ่ของพรรคการเมืองต่างๆมาพอสมควร พบว่ามีความพยายามหลายอย่างที่น่าชื่นชม เช่น บ้านเมืองที่ไม่สงบมาจากความบกพร่องของพวกเขาด้วย ก็พยายามปรับปรุง
เขาไม่ได้คิดว่าตัวเองเป็นเพียงคู่ขัดแย้ง เขาอยากทำตัวเป็นเจ้าภาพเชื่อมสมานฝ่ายต่างๆด้วยถ้าเป็นไปได้

รวมถึงมีความพยายามจะออกมาพูดให้ประชาชนมั่นใจได้ว่าจะทำให้บ้านเมืองสงบ

อยากสัญญากับประชาชนว่าจะส่งผู้สมัครที่ดีที่สุด เสนอนโยบายที่ดีที่สุด ไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ
และพยายามไม่ทำตัวให้เป็นอุปสรรคต่อการจัดตั้งรัฐบาล พร้อมร่วมมือกับทุกพรรคให้กว้างที่สุด
ถ้าเป็นฝ่ายค้านก็จะทำหน้าที่ให้ดีที่สุด ถ้าเป็นรัฐบาลก็อยู่กับฝ่ายไหนก็ได้เพื่อให้เกิดความคล่องตัว
ไม่อยากเห็นบ้านเมืองอยู่ในทางตีบทางตัน อยากเห็นบ้านเมืองมีทางรอด

นับว่าเป็นสัญญาณที่ดี และเป็นอะไรที่ค่อนข้างใหม่ ที่พรรคการเมืองมีอารมณ์ความรู้สึกแบบนี้”

อีกกี่ปีถึงจะเห็นหน้าเห็นหลังการปฏิรูปการเมืองตามที่ประชาชนต้องการ นายเอนก บอกว่า การปฏิรูปเสกหรือเป่าให้สำเร็จไม่ได้ ทุกฝ่ายต้องช่วยกัน ทั้งรัฐบาลเริ่มจากชุดนี้ ต้องอธิบายให้ประชาชนเห็นว่าการเลือกตั้งครั้งนี้เพื่อปฏิรูปการเมือง

พรรคการเมืองโดยหัวหน้าพรรคจะต้องยอมรับแผนการปฏิรูป ถ้าเป็นรัฐบาลหรือฝ่ายค้านจะทำเรื่องปฏิรูปอย่างไร

ในการเลือกตั้งใหญ่ครั้งแรก ขอให้ประชาชนเห็นคุณค่าและความจำเป็นของการปฏิรูป โดยแสดงออกบนเป้าหมายสำคัญอยู่ที่การปฏิรูปการเมือง

ถ้าจำเป็นก็อย่าเพิ่งไปคิดถึงเรื่องชัยชนะ ต้องเลือกนักการเมืองที่ถูกใจเท่านั้น

เพราะจะทำให้ประเทศขยับไปไหนไม่ได้ ลูกหลานของเราจะอยู่กันอย่างไร โอกาสดีของประเทศจะเสียไป

หากเป็นไปได้อยากให้เลือกพรรคการเมือง นักการเมืองที่เราไว้ใจว่าจะเข้าไปปฏิรูปการเมือง

ทำให้การเมืองเป็นธรรมาธิปไตย เป็นการเมืองของพลเมือง เป็นการเมืองที่พลเมืองเป็นพสกนิกร

การคิดแบบนี้เป็นการปฏิรูปจากภายในจิตใจของเราที่เบื่อการเมือง

เมื่อต่างคนต่างคิดแล้วไปหย่อนบัตรในวันเลือกใหญ่

ผลออกมาจะมีพลัง บังคับทิศทางการปฏิรูปได้.
ทีมการเมือง

ดูดแชร์อำนาจ ประกันเสียงข้างมาก

ดูดแชร์อำนาจ ประกันเสียงข้างมาก



ผ่ายุทธการ“หลังม่าน”สมประโยชน์ต่างตอบแทน
ควันหลงเทศกาลมหาสงกรานต์
ในจังหวะไล่เลี่ยกับ “วันไหล” บางแสน พัทยา จังหวัดชลบุรี
มันก็มีปรากฏการณ์เซอร์ไพรส์ทางการเมือง ตามการอนุมัติของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช. ผ่านมติคณะรัฐมนตรีนัดแรกหลังวันหยุดยาว
แต่งตั้งนายสนธยา คุณปลื้ม หัวหน้าพรรคพลังชล อดีต รมว.วัฒนธรรม ดำรงตำแหน่งที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี และในคราวเดียวกันยังแต่งตั้งนายอิทธิพล คุณปลื้ม อดีตนายกเมืองพัทยา นั่งในตำแหน่งผู้ช่วยรัฐมนตรีการท่องเที่ยวและกีฬา
มาเป็นแพ็กเกจ 2 พี่น้อง “พลังชล”
เบื้องต้น ตามเหตุผลที่ พล.อ.ประยุทธ์ชี้แจงเป็นเชิงว่า สถานการณ์ใกล้ปลดล็อกการเมืองไปสู่การเลือกตั้ง จำเป็นต้องตั้งที่ปรึกษาทางการเมืองและการบริหารราชการแผ่นดินบ้าง
เพราะตนเองไม่มีความเชี่ยวชาญ
ขณะที่นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ที่ตามข่าวเป็นผู้ประสาน ระบุว่า นายสนธยาได้อาสามาเพื่อจะสื่อสารกับประชาชน และทำความเข้าใจกับคนในพื้นที่ เกี่ยวกับโครงการระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) เพราะพื้นที่ของนายสนธยาเป็นอีอีซีอยู่แล้ว
ดูแนวก็สมเหตุสมผล ว่ากันตามเนื้องาน
แต่โดยเงื่อนไขสถานการณ์มันหนีไม่พ้นถูกมองมุมแฝงเหลี่ยมทางการเมืองอยู่ดี
โดยเฉพาะในสายตาของนักการเมือง ทั้งพรรคประชาธิปัตย์และพรรคเพื่อไทยต่างประสานเสียงโจมตียุทธการ “ดูด” ของพรรคการเมืองหนุน “นายกฯลุงตู่” ตีตั๋วต่อ
ปั่นกระแสประจาน “ตกเขียว” ด่า “ตกปลาในบ่อเพื่อน”
ทั้งเตือน ทั้งโห่ฮา ทั้งขู่ จะซ้ำรอยเผด็จการทหารที่ต่อท่ออำนาจการเมือง
แต่เรื่องของเรื่อง นักการเมืองเจ้าถิ่น ขาใหญ่อย่างประชาธิปัตย์กับเพื่อไทยด่าไป
ก็ต้องรีบตาลีตาเหลือก “อุดเลือดไหล” ไป
อาการแบบที่ “นายใหญ่” ดูไบ ต้องส่งน้องเขยอย่างนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกฯ นำทีมแกนนำพรรคเพื่อไทยกว่า 20 คน ไปออกรอบตีกอล์ฟรายการเดิมพันสำคัญ
ชิงตระกูล “สะสมทรัพย์” รั้งบ้านใหญ่จังหวัดนครปฐมให้อยู่กับพรรคต่อไป
ไล่ตามรอยจากที่ “นายกฯลุงตู่” ไปออกรอบ พร้อมปรากฏรูปถ่ายกับพี่น้อง “สะสมทรัพย์” ต่อเนื่องกับปรากฏการณ์ที่ “บ้านใหญ่สะสมทรัพย์” ยังไม่ยืนยันสมาชิกกับพรรคเพื่อไทย
ส่อนัยจะชิ่งวิบากกรรมกับ “นายใหญ่” ย้ายเข้าสังกัดใหม่
อารมณ์เดียวกับพรรคประชาธิปัตย์ที่ต้องยืนขาสั่น ปากตะโกนเสียงแข็ง มั่นใจจะไม่มีสมาชิกย้ายออกจากพรรคไป ไล่หลังปรากฏการณ์ที่นายสกลธี ภัททิยกุล อดีต ส.ส.กทม. แกนนำ กปปส.ลาออกไปรับตำแหน่งรองผู้ว่าฯ กทม. ต่อเนื่องจากการเข้าพบนายสมคิดที่ทำเนียบรัฐบาล
สถานการณ์ยังโยงกับคิวของนายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ อดีตผอ.พรรคประชาธิปัตย์ แกนนำกปปส. ที่ส่อแหกค่าย ตามจังหวะเชิดใส่เสียงไล่ของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรค ประกาศชัดใครหนุน พล.อ.ประยุทธ์ ให้ไสหัวออกจากพรรคไป
ล้อกับข่าววงในประชาธิปัตย์อาจมีอดีต ส.ส.กทม.หายอีกหลายคน
เพื่อไทยกับประชาธิปัตย์ต่างคนต่างผวาแรงดึงดูด “ลุงตู่” ที่ไม่ธรรมดา
นั่นก็เพราะไม่ใช่แค่อิทธิพล อำนาจปืน อำนาจเงิน เหลี่ยมกฎหมาย ตามฟอร์มของผู้นำทหารเท่านั้น
แต่มันยังพิเศษตรงที่กระแสประชาชนไม่น้อย หนุน “นายกฯลุงตู่” ตีตั๋วต่อ เพราะเชื่อมั่นการทำให้บ้านเมืองสงบ จากผลงานที่สามารถคุมความมั่นคงจนปลอดม็อบป่วนเมือง การพัฒนาประเทศเดินหน้าต่อเนื่อง
คนไม่อยากเสี่ยงให้นักการเมืองกลับมาลากไปลงเหววิกฤติ
ประกอบกับแรงส่งจากนายสมคิดก็พาเศรษฐกิจภาพรวมติดลมบน การันตีด้วยคนระดับโลกอย่าง “แจ็ค หม่า” ผู้ก่อตั้งและประธานกรรมการบริหารกลุ่มบริษัทอาลีบาบา และคณะผู้บริหาร บินตรงมาพบ “นายกฯลุงตู่” ที่ทำเนียบรัฐบาล
พร้อมกับมีการลงนามบันทึกความเข้าใจ (เอ็มโอยู) โครงการลงทุนด้านสมาร์ทดิจิทัล ฮับ จำนวน 4 โครงการ มูลค่ากว่า 1.1 หมื่นล้านบาท ในระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) เป็นภาพที่ตอกย้ำเชื่อมั่นสถานการณ์การลงทุนในประเทศไทย
ตลอดช่วง 3–4 ปีที่ผ่านมา มีการแต่งตัวให้พล.อ.ประยุทธ์ ทั้งในมุมเนื้องาน ความนิยม ความชอบธรรม และความเหมาะสม
เห็นได้ชัดเลยว่า กระบวนการหนุน “นายกฯลุงตู่” ตีตั๋วต่อรอบนี้ เตรียมทำการบ้านมาอย่างดี ศึกษาวางแผนจากโจทย์ความล้มเหลวในอดีต
ไม่ใช่สูตรสำเร็จของพรรคทหารที่ใช้อำนาจใช้เงิน เพื่อไปเจ๊งตอนจบ
ถึงจุดที่ครบเครื่องแล้ว ถึงเปิดไพ่ตีตั๋วต่อ
และแน่นอน ด้วยระบบนิเวศการเมืองแบบไทยๆ การก่อกำเนิดพรรคใหม่ได้ ต่อให้โลกสวย หลักการหรูยังไง มันก็ต้องมีนักการเมืองเก่าเป็นส่วนผสม
เพื่อประกันความชัวร์ ไม่จั่วลมวืดเป้า
โดยเฉพาะตามเงื่อนไขรัฐธรรมนูญใหม่ ถึงแม้จะมีการยกระดับความชอบธรรมให้ พล.อ.ประยุทธ์เป็น “นายกฯคนใน” จากบัญชีนายกฯพรรค
แต่นั่นก็ต้องได้เสียงไม่ต่ำกว่า 25 ที่นั่ง พรรคถึงจะมีสิทธิเสนอชื่อผู้ชิงนายกฯได้
นี่คือสิ่งที่เป็นคำตอบได้ในเบื้องต้น เหตุผลที่พรรคหนุน “ลุงตู่” ตีตั๋วต่อ จำเป็นต้อง “ดูด” นักการเมืองเข้าสังกัด ไม่เว้นแม้แต่การ “ตกปลา” ในบ่อเพื่อน ดึงตัวกลุ่มการเมืองจากพรรคขนาดกลางและขนาดเล็ก ทั้งๆที่พร้อมยกมือโหวตให้ พล.อ.ประยุทธ์อยู่แล้ว
ต้องเอาให้ชัวร์ที่สุด ไม่เสี่ยงยืมจมูกคนอื่นหายใจ
ไว้ใจเขี้ยวนักการเมืองไม่ได้
และตามรูปการณ์ มันก็ย้อนรอยทฤษฎี “ขนมชั้น” ของ “ทักษิณ ชินวัตร” ในการก่อกำเนิดอาณาจักรไทยรักไทยที่เริ่มต้นจากเทคโนแครต นักวิชาการ รวมตัวกันคิดนโยบายขายตรงกับชาวบ้านรากหญ้า ถัดมาก็ดึงนักธุรกิจชั้นนำที่ประสบความสำเร็จมาร่วมทีม ก่อนจะโปะด้วยนักเลือกตั้งอาชีพเป็นชั้นสุดท้าย
กลายเป็นพรรคการเมืองที่สร้างประวัติศาสตร์ได้รับการเลือกตั้งถล่มทลาย
พรรคหนุน “ลุงตู่” ตีตั๋วต่อ ก็เริ่มก่อกำเนิดจากชื่อของนายอุตตม สาวนายน รมว.อุตสาหกรรม นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รมว.พาณิชย์ ทีมมือบริหารของ “สมคิด” เป็นชั้นแรก แล้วก็เริ่มห่อหุ้มด้วยนักการเมืองประเภทชัวร์ๆใส่แต้มล่วงหน้าได้อย่างทีมพลังชลและบ้านใหญ่นครปฐม
และว่ากันตามสูตรการเสริม “ขนมชั้น” ต้องมีตามมาอีกแน่
ไม่ใช่เรื่องเหนือการคาดหมาย ถ้าจะมีการต่อสายให้พรรคการเมืองขนาดกลางและขนาดเล็กที่เคยมีที่นั่งในสภาฯ ทั้งพรรคภูมิใจไทย พรรคชาติไทยพัฒนา พรรคชาติพัฒนา ฯลฯ ส่งตัวแทนเข้ารับตำแหน่ง ร่วมเป็นทีมงานบริหารกับรัฐบาล “ลุงตู่” ลักษณะเดียวกับค่ายพลังชล
ได้ทั้งเนื้องาน พร้อม “มัดจำ” ทางการเมือง
ที่สำคัญเป็นจังหวะแชร์อำนาจให้นักเลือกตั้ง ทหารเลิกผูกขาดแต่ผู้เดียว
ตามรูปการณ์มาถึงตรงนี้มันก็หนีไม่พ้นภาพการเมืองเป็นเรื่องของการสมประโยชน์
ไม่ว่ายุคทหารหรือยุคนักเลือกตั้งครองเมือง
อยู่ที่ว่าจะสมประโยชน์เฉพาะกลุ่ม หรือทำให้ประชาชนสมประโยชน์ด้วย
จากอดีตในยุคประชาธิปไตยเต็มใบ ทฤษฎี “ขนมชั้น” ทำให้ “ทักษิณ” เป็นเสือติดปีก เหลิงอำนาจ แปลงร่างเป็นเผด็จรัฐสภา สุดท้ายเข้าป่าเข้าพง
ทิ้งไว้ซึ่งความเจ็บปวดให้ประเทศไทยต้องเจอกับวิกฤติยาวนับสิบปี
ถึงวันนี้ยุคประชาธิปไตยครึ่งใบ ภายใต้การนำของ “ลุงตู่” ก็กำลังย้อนตำนานทฤษฎีขนมชั้นเดินหน้าสร้างรัฐบาล “ไทยนิยม” ตีตั๋วต่ออำนาจช่วงเปลี่ยนผ่าน
ประสบการณ์มีตัวอย่างแล้ว ต้องลุ้นตอนจบจะลงเอยอย่างไร.
“ทีมการเมือง”

วันศุกร์ที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2561

"ผบ.ทบ." สั่งจัดการรุนแรง เด็ดขาด "ผู้มีอิทธิพล"ในพื้นที่ ชายแดนไทย-เมียนมา จ.ระนอง

"ผบ.ทบ." สั่งจัดการรุนแรง เด็ดขาด "ผู้มีอิทธิพล"ในพื้นที่ ชายแดนไทย-เมียนมา จ.ระนอง หากทำผิด-ทำประชาชนเดือดร้อน/ไฟเขียว"ผบ.กกล.เทพสตรี"ดำเนินการ ย้ำรักษาสัมพันธ์เพื่อนบ้าน-ดูแล ประชาชน
"บิ๊กเจี๊ยบ" พลเอกเฉลิมชัย สิทธิสาท ผบ.ทบ./ผบ.ศปก.ทบ. ตรวจเยี่ยม และรับฟังการบรรยายสรุปการปฏิบัติงาน กกล.เทพสตรี และ ฉก.ร.25 ที่ค่ายรัตนรังสรรค์ เมือง ระนอง ในการปราบปรามการค้ามนุษย์ สื่งผิดกม. จัดระเบียบแรงงานต่างด้าว และความมั่นคงชายฝั่งทะเล ยาเสพติด การลักลอบเข้าเมือง ปัญหาชายแดน ทั้งทางบก และทางทะเล
พร้อมทั้ง ไปมอบสิ่งของเพื่อเป็นขวัญกำลังใจให้กำลังพลในการปฏิบัติงาน และ ไปตรวจเยี่ยม ชุดเฝ้าตรวจ(ชฝต.)4105 ฐานปฏิบัติการบ้านน้ำทุ่น อ.กระบุรี จ.ระนอง
พลเอกเฉลิมชัย ได้มอบนโยบายและสั่งการ ว่า. ให้ดำรงความสัมพันธ์กับ ทหาร เมียนมาทในระดับพื้นที่ หากมีปัญหาเกิดขึ้นให้มีช่องทางในการติดต่อสื่อสารระหว่างกองทัพทั้งสองประเทศ
แต่อย่างไรก็ตาม หน่วยต้องมีความพร้อมรองรับสถานการณ์ในทุกโอกาส
รวมท้ว ให้ ัดูแลพี่น้องประชาชนในพื้นที่อย่างดีที่สุด
พลเอกเฉลิมชัย กล่าวด้วยว่า หากตรวจพบผู้ที่ทำตนเป็นผู้มีอิทธิพล หรือกระทำผิดก่อให้เกิดผลกระทบต่อประชาชน จะดำเนินการลงโทษอย่างรุนแรง
การลงพื้นที่ครั้งนี้ของ ผบทบ.มี บิ๊กเล็ก พลเอกณัฐพล นาคพาณิชย์ เสธ.ทบ./เลขาฯกอ.รมน. บิ๊กแก้ว พลโทเฉลิมพล ศรีสวัสดิ์ เจ้ากรมยุทธการ ทบ. บิ๊กหนุ่ย พลโทธเนศร์ กาลพฤกษ์ เจ้ากรมกิจการพลเรือนทบ. ร่วมคณะ
โดยมี บิ๊กเหนียว พล.ต.กฤษดา พงษ์สามารถ ผบ.พล.ร.5 และ ผบ.กกล.เทพสตรี ต้อนรับ

กม.ห้ามประชานิยม

ราชกิจานุเบกษา ประกาศใช้กฎหมาย 'ห้ามประชานิยม' ระบุคณะรัฐมนตรีต้องไม่บริหารราชการแผ่นดินโดยมุ่งสร้างความนิยมทางการเมืองที่อาจก่อให้เกิด ความเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศและประชาชนในระยะยาว
เว็บไซต์ราชกิจานุเบกษา เผยแพร่พระราชบัญญัติ วินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร มีพระราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศว่าโดยที่เป็นการสมควรมีกฎหมายว่าด้วยวินัยการเงินการคลังของรัฐ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชบัญญัติขึ้นไว้โดยคําแนะนําและยินยอมของ สภานิติบัญญัติแห่งชาติทําหน้าที่รัฐสภา ทั้งหมด 87 มาตรา 
ซึ่งเหตุผลในการออกกฎหมายดังกล่าวระบุไว้ว่า โดยที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยบัญญัติให้รัฐต้องรักษาวินัยการเงินการคลังอย่างเคร่งครัด เพื่อให้ฐานะทางการเงินการคลังของรัฐมีเสถียรภาพ และมั่นคงอย่างยั่งยืนตามกฎหมายว่าด้วยวินัยการเงินการคลังของรัฐ ซึ่งกฎหมายดังกล่าวอย่างน้อยต้องมีบทบัญญัติเกี่ยวกับกรอบการดำเนินการทางการคลังและงบประมาณของรัฐ การกำหนดวินัยทางการคลัง ด้านรายได้และรายจ่าย ทั้งเงินงบประมาณและเงินนอกงบประมาณ การบริหารทรัพย์สินของรัฐและเงินคงคลังและการบริหารหนี้สาธารณะ จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้
โดยมีเนื้อหาที่น่าสนใจคือ มาตรา 9 คณะรัฐมนตรีต้องรักษาวินัยในกิจการที่เกี่ยวกับเงินแผ่นดินตามพระราชบัญญัตินี้ อย่างเคร่งครัด ในการพิจารณาเรื่องที่เกี่ยวกับนโยบายการคลัง การจัดทํางบประมาณ การจัดหารายได้ การใช้จ่าย การบริหารการเงินการคลัง และการก่อหนี้ คณะรัฐมนตรีต้องพิจารณาประโยชน์ที่รัฐหรือ ประชาชนจะได้รับ ความคุ้มค่า และภาระการเงินการคลังที่เกิดขึ้นแก่รัฐ รวมถึงความเสี่ยงและความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นแก่การเงินการคลังของรัฐอย่างรอบคอบ คณะรัฐมนตรีต้องไม่บริหารราชการแผ่นดินโดยมุ่งสร้างความนิยมทางการเมืองที่อาจก่อให้เกิด ความเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศและประชาชนในระยะยาว
อ่านรายละเอียดเต็ม พรบ.วินัยการเงินการคลังของรัฐ

วันพฤหัสบดีที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2561

ฟ้อง 8 ข้อหาแกนนำกองทัพธรรม 'แซมดิน-มั่นแมน' ร่วม กปปส. ก่อกบฎ

ฟ้อง 8 ข้อหาแกนนำกองทัพธรรม 'แซมดิน-มั่นแมน' ร่วม กปปส. ก่อกบฎ
วันพฤหัสบดี ที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2561, 18.03 น.
วันที่ 19 เมษายน ที่ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก พนักงานอัยการสำนักงานคดีพิเศษ 4 เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง เรือตรี แซมดิน เลิศบุศย์ อายุ 60 ปี ผู้ประสานงานกองทัพธรรม และ นายมั่นแม่น กะการดี อายุ 38 ปี แนวร่วมกองทัพธรรม เป็นจำเลยฐานร่วมกันเป็นกบฏ และอื่น ๆ รวม 8 ข้อหา

กรณีเมื่อระหว่างวันที่ 23 พ.ย. 56 - 1 พ.ค. 57 จำเลยทั้งสองได้ร่วมชุมนุมทางการเมืองกับกลุ่ม กปปส.ที่มีนายสุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตเลขาธิการ กปปส. เป็นผู้นำการชุมนุมเพื่อขับไล่รัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร และพาผู้ชุมนุมบุกรุกปิดสถานที่ราชการหลายแห่ง รวมทั้งขัดขวางการเลือกตั้ง
ศาลได้ประทับรับฟ้องไว้เป็น คดีหมายเลยดำ อ.1185/2561 พร้อมกำหนดนัดสอบคำให้การและตรวจหลักฐานในวันที่ 11 มิ.ย.นี้ เวลา 09.00 น.
ต่อมาทนายความยื่นคำร้องพร้อมหลักทรัพย์เป็นฉลากออมสินมูลค่าคนละ 6 แสนบาท ขอปล่อยชั่วคราวจากศาลไป โดยศาลกำหนดเงื่อนไขห้ามเดินทางออกนอกประเทศ เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากศาล
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับคดีการชุมนุม กปปส. นั้น อัยการได้ทยอยยื่นฟ้องคดีตั้งแต่ปี 2557 เรื่อยมา ซึ่งขณะที่นับรวมแล้ว 4 สำนวน จำเลย 29 ราย โดยทั้งหมดได้ประกันคนละ 600,000 บาท พร้อมถูกกำหนดเงื่อนไขว่า ห้ามออกนอกประเทศ เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากศาล ขณะที่ยังเหลือแนวร่วม กปปส.ที่รอฟ้องอีก 25 ราย ส่วนสำนวนคดีของ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ กับแกนนำ-แนวร่วม 23 ราย ศาลนัดพร้อมและตรวจพยานหลักฐานในวันที่ 25 มิ.ย.นี้ เวลา 09.00 น.