PR

@@ในความเคลื่อนไหวของสถานการณ์ที่ปรากฎเป็น"ข่าว"และ"ไม่เป็นข่าว"พยายามสแกนย่นย่อมานำเสนอและเป็นไว้เป็นฐานข้อมูลสังเคราะห์สถานการณ์ ที่นี่ "ข่าวที่ไม่เป็นข่าว"
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สารพันความรู้ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สารพันความรู้ แสดงบทความทั้งหมด

วันอังคารที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2559

สิ้นบุญ "โกฮง" พงษ์ ถาวรวิวัฒน์บุตร เทรนเนอร์คู่บารมี "เขาทราย"

“โกฮง”พงษ์ ถาวรวิวัฒน์บุตร เทรนเนอร์คู่บารมี เขาทราย แกแล็คซี่ อดีตแชมเปี้ยนโลกขวัญใจชาวไทย สิ้นลมแล้ว ..
เมื่อวันที่ 25 ก.ค.59 รายงานข่าวแจ้งว่า นายพงษ์ ถาวรวิวัฒน์บุตร หรือ “โกฮง” เสียชีวิตอย่างสงบที่พัก แฟลต อาคารพึ่งบุญ รามอินทรา 79 ท่ามกลางภรรยา และญาติ หลังจากป่วยด้วยโรคชรา และมีโรคความดัน เบาหวาน หลายโรครุมเร้า มานานหลายปี ซึ่งเจ้าตัวไม่สามารถช่วยตัวเองได้มานานหลายเดือน ต้องนอนอยู่บนที่นอน กระทั่งสิ้มลมไปอย่างสงบ เมื่อช่วงเวลาประมาณ 18.00 น. วันจันทร์ที่ 25 ก.ค.ที่ผ่านมา
ญาติจะนำร่างไปทำพิธี ที่วัดพระยาสุเรนทร์ เขตคลองสามวา กทม. ทำพิธีรดน้ำศพ 16.00 น. วันอังคารที่ 26 ก.ค. สวดพระอภิธรรม เวลา 19.00 น. ก่อนฌาปนกิจ วันอาทิตย์ที่ 31 ก.ค. เวลา 16.00 น.
โกฮง คือเทรนเนอร์คู่บารมี เขาทราย แกแล็คซี่ อดีตแชมป์จูเนียร์แบนตั้มเวต สมาคมมวยโลก (WBA) และ เด่นเก้าแสน กระทิงแดงยิม อดีตแชมป์โลก รุ่นฟลายเวต WBA เคยสร้างสรรค์นักมวยไทยอีกมากมาย ภายใต้การร่วมมือกับ “แชแม้”นิวัฒน์ เหล่าสุวรรณวัฒน์ โปรโมเตอร์คนดังแห่งศึกพลังหนุ่ม และ แกแล็คซี่ โปรโมชั่น
พงษ์ เกิดเมื่อวันที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2484 อายุ 75 ปี เป็นบุตรนายเต็ง และนางตี่ ซึ่งอพยพมาจากจีนแผ่นดินใหญ่ มีพี่น้องทั้งหมด 5 คน ตัวโกฮงเป็นคนสุดท้อง และเป็นชายทั้งหมด
พื้นเพเป็นชาวอุทัยธานี ติดตามพี่ชาย “ศักดิ์ณรงค์ ลูกสุรินทร์” มาอยู่ค่ายเมืองสุรินทร์ แต่เนื่องด้วยร่างกายใหญ่โตจึงไม่ได้ชกมวย ทว่าก็ยังคลุกคลีอยู่ในค่าย ยุคที่ ครูมนู สมพันธ์ เป็นเจ้าของ และได้ศึกษาวิธีการเทรนเนอร์เก็บเกียวประสบการณ์จากครูมนูจนหมดสิ้น จนอายุ 25 จึงย้ายไปเป็นเทรนเนอร์เต็มตัวที่ค่าย”สิทธิบุญเลิศ” ก่อนจะย้ายมาตั้งค่ายตัวเองชื่อ “ศักดิ์ณรงค์” สร้าง เนตรศักดิ์ณรงค์ และ ณรงค์น้อย ศักดิ์ณรงค์ เป็นยอดมวยไทยชื่อดังคู่บารมี กระทั่งเลิกรา และยุบค่ายไปในที่สุด

จนปี พ.ศ.2528 ได้รับการติดต่อจาก “แชแม้”นิวัฒน์ เหล่าสุวรรณวัฒน์ ให้มาเป็นเทรนเนอร์ เขาทราย รับช่วงต่อจาก “ครูเฒ่า ชนะทรัพย์แก้ว” สร้างสรรค์ขัดเกลาวิชามวยจนเขาทราย กลายเป็นแชมเปี้ยนโลกขวัญใจชาวไทยตลอดกาล และเป็นแชมป์โลกระดับตำนาน ถือเป็นคู่หู คู่บารมีของกันและกัน

ช่วงบั้นปลายเคยได้รับการดึงตัวจาก นริส สิงหวังชา ให้เข้ามาช่วยเทรนเนอร์ เด่นเก้าแสน กระทิงแดงยิม จนกลายเป็นแชมป์โลกอยู่ระยะหนึ่งก่อนโกฮงจะเลิกราไปเนื่องจากสภาพร่างกายไม่อำนวย ป่วยด้วยโรคเบาหวาน ความดัน ก่อนจะเสียชีวิตอย่างสงบในที่สุด ด้วยวัย 75 ปี

วันศุกร์ที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2559

หนาวเฉียบพลัน 59 โลกจะส่งสัญญาณอะไร

เรื่อง : จิตติมา บ้านสร้าง
2524_thaihealth_2k53ovi9lbhj
ความหนาวเฉียบพลันที่เกิดขึ้นทั่วประเทศเมื่อสัปดาห์ปลายเดือนมกราคมที่ผ่านมาดูจะกลายเป็นเรื่องแปลกประหลาด เพราะการรับรู้ของคนไทยดูเหมือนว่า มกราคมเข้ากุมภาพันธ์นี่เป็นฤดูร้อนแล้ว ถึงแม้ว่าจะยังไม่ร้อนจัด แต่จู่ๆก็หนาวขึ้นมาซะอย่างนั้น
คนจำนวนไม่น้อยคงโยนให้โลกร้อนเป็นจำเลย  บางคนอาจคิดถึงหนัง The day after tomorrow ก่อนหน้านี้เมื่อปี 2554 กลางเดือนมีนาคมก็มีอยู่ 1 วันที่อุณหภูมิที่กรุงเทพลดลงเหลือ 16 องศาเซลเซียส เพียงวันเดียวเท่านั้น ซึ่งสร้างความประหลาดใจให้กับคนไทยเป็นอย่างยิ่ง โดยมีการอธิบายว่าเป็นเพราะมวลอากาศเย็นจากจีนลงมาอย่างรวดเร็ว ถัดมาปี 2557 สหรัฐอเมริกาถูกหิมะปกคลุมค่อนประเทศด้วยอุณหภูมิ -50 องศาเซลเซียส แต่ไม่มีผลกระทบกับประเทศไทย ครั้งนั้นมีการอธิบายว่า เป็นเพราะ Polar Vortex หรือ Polar cyclone ซึ่งก็คือพายุขั้วโลกเหนือ
ทั้ง 2 เหตุการณ์ยังไม่สามารถหาความเชื่อมโยงทางวิทยาศาสตร์กับโลกร้อนได้ แต่ความรู้สึกของคนทั่วไปคงตัดสินกันไปแล้ว
ส่วนคราวนี้มีอีกชุดคำอธิบายที่ดูเหมือนจะใกล้เคียงหนังเรื่อง The day after tomorrow มากที่สุด  ในหนังเล่าถึงความหนาวเย็นจนน้ำแข็งเข้าปกคลุมทวีปอเมริกาอย่างเฉียบพลัน เพราะโลกร้อนจนน้ำแข็งขั้วโลกละลายทำให้น้ำจืดลงสู่มหาสมุทร มีผลให้ไปบล็อคการเคลื่อนตัวของกระแสน้ำอุ่น-เย็นหลักของโลกหยุดเคลื่อนไหว ไม่นำพาความร้อนเย็นไปแลกเปลี่ยนตามภูมิภาคต่าง ๆ ของโลกเหมือนปกติ
ความหนาวเย็นครั้งนี้ ในแง่สภาพอากาศสามารถพยากรณ์ได้ล่วงหน้าราวสัปดาห์หนึ่ง แต่คนอาจจะไม่ตระหนักมากนักเพราะคงไม่คิดว่าจะหนาวเย็นขนาดนี้ และกินเวลาหลายวัน
436189main_atlantic20100325a-full
ระบบ กระแสน้ำอุ่น-เย็น (Great Conveyor Belt)
แต่ในแง่ของคำอธิบายว่าเกิดอะไรขึ้นในระดับโลก  ดร.อานนท์ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา ผู้เชี่ยวชาญด้านสมุทรศาสตร์และสภาพภูมิอากาศโลก สันนิษฐานจากเหตุการณ์แวดล้อมและหลักการทางวิทยาศาสตร์ว่า “อาจจะเป็นเพราะกระแสน้ำอุ่น-เย็น (Great Conveyor Belt) หลักของโลกเกิดการสะดุด”
ครั้งแรกที่ได้ยินผู้เขียนถึงกับอึ้ง เพราะคิดว่าแม้หนังจะสร้างจากหลักการทางวิทยาศาสตร์ แต่ก็ไม่คิดว่าระบบใหญ่ขนาดนั้นจะมีอะไรไปทำให้ “ขัดข้อง” ได้ ซึ่งคำอธิบายนี้น่าสนใจ แม้ ดร.อานนท์ จะบอกว่า เป็นการคาดเดาด้วยหลักการทางวิทยาสตร์และหลักฐานแวดล้อมก็ตาม
ดร.อานนท์อธิบายว่า เพราะปีนี้เอลนินโญมีความรุนแรงและขนาดใหญ่ จึงอาจส่งอิทธิพลได้ หลักฐานแวดล้อมที่ว่าคือ ตัวที่ 1 ลมตะวันตกที่พัดจากมหาสมุทรแปซิฟิกเข้าหาด้านฟิลิปปินส์ซึ่งเป็นลมร้อนของเอลนินโญมีความเร็วและความรุนแรงอย่างฉับพลัน พัดพาเอาความร้อนไปสู่น้ำในมหาสมุทรด้านตะวันตก (ฟิลิปปินส์) ความร้อนทำให้น้ำในมหาสมุทรบริเวณฟิลิปปินส์ขยายตัว เห็นได้จากระดับน้ำบริเวณนั้นสูงขึ้น นี่เป็นหลักฐานแวดล้อมตัวที่ 2
หลักฐานแวดล้อม 2 ตัวนี้ ถูกเอามาประมวลกับหลักการทางวิทยาศาสตร์ จึงสันนิษฐานว่า เมื่อน้ำในมหาสมุทรขยายตัว จึงเกิดโดมน้ำหรือภูเขาน้ำลูกย่อม ๆ ไปบล็อคหรือสกัดการเคลื่อนไหวของกระแสน้ำอุ่น-เย็น (Great Conveyor Belt) ที่อยู่ระหว่างกำลังไหลเวียนเอาน้ำอุ่นกลับไปผ่านฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย มหาสมุทรอินเดีย และมหาสมุทรแปซิฟิก สะดุดชั่วคราว เมื่อไม่มีความร้อนไหลเวียนมาความเย็นจึงส่งอิทธิพลเด่นชัด
ข้อสันนิษฐานนี้ ถูกประกบด้วยหลักฐานแวดล้อมตัวที่ 3 คือ โซนยุโรปและอเมริกาก็เกิดหิมะถล่มและมีความหนาวเย็นเฉียบพลันด้วย ซึ่งโดยปกติแล้ว ซีกโลกตะวันตกและตะวันออกจะตรงข้ามกัน เมื่อทั้ง 2 ซีกโลกเกิดเหตุการณ์เหมือนกัน จึงสันนิษฐานว่าเพราะอิทธิพลของกระแสน้ำอุ่น-เย็น (Great Conveyor Belt) ที่ไม่ไหลเวียนแลกอุณหภูมิกันตามปกติ
ส่วนสาเหตุที่ว่าทำไมลมตะวันตก ซึ่งเป็นลมร้อนของเอลนินโญเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วฉับพลันทันที เกี่ยวกับโลกร้อนหรือไม่ วิทยาศาสตร์ทั่วโลกยังไม่มีคำตอบในเรื่องนี้
ส่วนผลกระทบจากโลกร้อนนั้นจะส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงค่าเฉลี่ยให้ค่อย ๆ เพี้ยนไปจากในอดีต เช่น ความยาวเฉลี่ยของฤดูหนาวสั้นลง อุณหภูมิเฉลี่ยในฤดูหนาวสูงขึ้น ปริมาณน้ำฝนเฉลี่ยสูงขึ้น พายุจำนวนมากขึ้น รุนแรงขึ้น ค่าเฉลี่ยความแห้งแล้งยาวนานขึ้น และแล้งมากขึ้น เป็นวงกว้างมากขึ้น ฤดูร้อนอุณหภูมิเฉลี่ยสูง ขึ้นเมื่อเทียบกับอดีตในคาบ 30 ปีที่แล้ว เป็นต้น  ซึ่งเป็นความเปลี่ยนแปลงที่ทยอยเกิดขึ้นจนคนปัจจุบันสามารถปรับตัวได้ตามสมควร
แต่การเปลี่ยนแปลงในลักษณะเป็นเหตุการณ์ โดยเฉพาะเกิดขึ้นอย่างฉับพลันจนคนไม่สามารถรับมือสถานการณ์ได้ทัน เช่น หนาวเฉียบพลันแบบนี้ หลายคนคงไม่มีเสื้อกันหนาวหนา ๆ ใหญ่ ๆ เก็บไว้แล้ว เพราะปรับตัวไปแล้วว่า ฤดูหนาวอุณหภูมิไม่ต่ำมากเหมือนในอดีต เป็นต้น  ความเปลี่ยนแปลงอย่างเฉียบพลันแบบนี้แม้จะเกิดขึ้นนานๆ ครั้ง แต่ก็มีความจำเป็นที่จะต้องเรียนรู้ ค้นหาสาเหตุ เพื่อให้สามารถวางแนวทางรับมือในลักษณะภัยธรรมชาติได้อย่างถูกต้องทันท่วงที
ภาพ : http://www.thaihealth.or.th/Content/2524.html และ NASA

วันศุกร์ที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2559

สงครามชิงน้ำจืดทั่วโลก สงครามครั้งใหม่ของมวลมนุษยชาติ


แผนภาพแนวโน้มการขาดแคลนน้ำจืด
ในระหว่างที่หาข้อมูลเกี่ยวกับน้ำสะอาด และการปนเปื้อนของสารพิษและเชื้อโรคในน้ำดื่ม ผมก็ได้พบอินโฟกราฟิกชิ้นหนึ่ง ที่เป็นข้อมูลการทำนายว่าในอนาคตมีแน้วโน้มที่จะมีปัญหาการขาดแคลนน้ำสะอาดจนถึงขั้นมีการแย่งน้ำเกิดขึ้น และไม่แน่ว่าอาจจะเกิดเป็นสงครามเพื่อแย่งน้ำจืด
ปัญหาการขาดแคลนน้ำจืด: น้ำจืดที่เราดื่มทุกวันนี้ก็เหมือนกับน้ำจืดเมื่อร้อยล้านปีก่อน ตั้งแต่ยุคไดโนเสาร์ จนถึงวันนี้ปริมาณน้ำจืดในโลกใบนี้มีปริมาณคงที่ แต่ประชากรโลกเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ซึ่งหมายความว่าในทุกๆปี เราจำเป็นต้องมีภาระและกระบวนการทำให้น้ำสะอาดมากขึ้น เพื่อนำกลับมาใช้ใหม่ อย่างไรก็ตามปัญหาการขาดแคลนน้ำยังคงเป็นเรื่องนามธรรมสำหรับคนส่วนใหญ่
น้ำจืดมีปริมาณน้อยมากเมื่อเทียบกับสัดส่วนของปริมาณน้ำทั้งหมดในโลกใบนี้ ในขณะที่เกือบ 70% ของพื้นที่โลกถูกปกคลุมไปด้วยน้ำ เพืยง 2.5% เท่านั้นที่เป็นน้ำจืด ที่เหลืิอเป็นน้ำกร่อยและน้ำทะเล และเพียง 1% ของน้ำจืดนั้นที่นำมาใช้ประโยชน์ดื่มกินได้เลย นอกนั้นเป็นหิมะและธารน้ำแข็ง ข้อสรุปก็คือ มีเพียง 0.007 เปอร์เซ็นต์ของปริมาณน้ำจืดในโลกนี้ ที่ประชากรโลก 6.8 พันล้านคนสามารถนำมาใช้อุปโภคบริโภคได้
น้ำจืด ประเทศไทย
น้ำจืด ประเทศไทย
สำหรับประเทศไทยและประเทศเพื่อนบ้าน คือ พม่า ลาว กัมพูชา นั้นมีแนวโน้มที่จะเกิดปัญหาการขาดแคลนน้ำจืดเช่นกัน ดังที่เราได้ทราบกันดีอยู่แล้วว่า ปริมาณในแม่น้ำโขงลดลงไปอย่างมากนับแต่มีการสร้างเขื่อนพลังงานไฟฟ้าขนาดใหญ่ในประเทศจีน อีกประการหนึ่งคือ น้ำจืดตามภูมิประเทศทางธรรมชาติจะไหลจากที่สูงลงสู่ที่ต่ำ แม่น้ำโขงก็เช่นเดียวกัน ถ้าเราดูจากแผนที่จะเห็นได้ว่า หากในประเทศจีนมีการขาดแคลนน้ำจืดเกิดขึ้น ก็อาจจะมีการสร้างเขื่อนเพื่อกักเก็บน้ำจืดไว้อีกเพื่อแก้ปัญหาการขาดแคลนในประเทศของตน ซึ่งจะส่งผลต่อ พม่า และลาวทันที และหากพม่าและลาวจัดการแก้ปัญหาขาดแคลนน้ำอีกโดยการสร้างเขื่อน ปัญหาก็จะส่งผลถึงไทย และกัมพูชาทันที เป็นลูกโซ่ต่อเนื่องกันไป อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ถ้าดูจากรูปการณ์แบบนี้แล้ว ประเทศไทยคงต้องหาวิธีป้องกันการขาดน้ำจืดในประเทศเราโดยการสร้างแหล่งกักเก็บน้ำฝนจากธรรมชาติให้มากที่สุดเป็นหลัก โดยลดการพึ่งพาการใช้ประโยชน์จากสายแม่น้ำที่มีต้นธารไหลมาจากตอนบนของทวีป อย่างไรก็ตาม ไทยอินโฟเน็ตไม่ได้เป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่องน้ำ เพียงแต่นำข้อมูลที่อ่านพบเจอมาบอกเล่า คงต้องฝากถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้อและผู้เชี่ยวชาญได้นำไปพิจรณาหาทางป้องกันแก้ไขกันต่อไป

วันจันทร์ที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2558

วิพากษ์จุดสิ้นสุด GTH ใครใส่หน้ากาก? ใครพยายามรปห. ยึดบริษัท?

"ฟ้า พูลวรลักษณ์" วิพากษ์จุดสิ้นสุด GTH ใครใส่หน้ากาก? ใครพยายามรปห. ยึดบริษัท?

Prev
1 of 1
Next
คลิกภาพเพื่อขยาย
updated: 27 ธ.ค. 2558 เวลา 20:02:00 น.
ประชาชาติธุรกิจออนไลน์
บทความพิเศษ ฟ้า พูลวรลักษณ์ หนังสือเรียนสำหรับเด็ก (๑๐๐) มติชนสุดสัปดาห์ 25-31 ธันวาคม 2558




บทความบทที่ ๑๐๐ ฉันขออนุญาตคุยเรื่อง GTH เพราะฉันต้องการบันทึกประวัติศาสตร์ ก่อนที่มันจะถูกลืม ไม่ให้การสร้างภาพมาบิดเบือนความจริง ในยุคสมัยที่ผู้คนถนัดในการสร้างภาพ มันคงยากลำบากไม่น้อย ที่จะเอาความจริงมาสู้กับการสร้างภาพ



ต้นกำเนิดของGTH เกิดจากการรวมตัวของสามบริษัท คือ แกรมมี่ ไทเอนเตอร์เทนเม้นท์ กับ หับโห้หิ้น ในสัดส่วนการลงทุน แกรมมี่ ๕๑% ไท ๓๐% และหับ ๑๙% พวกเขามีจุดอ่อนจุดแข็งที่แตกต่างกัน


กล่าวคือ แกรมมี่ มีเงินและเพาเวอร์ แต่ในสมัยนั้น แกรมมี่ก็ทำหนังแล้วไม่ประสบความสำเร็จ แม้จะมีทั้งเงินและเพาเวอร์ ก็ทำไม่ขึ้น

ส่วนไท เป็นบริษัทเล็ก มีเงินทุนน้อย แต่ก็มีชื่อเสียงที่สุด เพราะทำหนังประสบความสำเร็จมาหลายเรื่อง คุณวิสูตรมีชื่อเสียงว่าเป็นผู้อำนวยการสร้างที่เก่งที่สุด และเก่งในการตลาด แต่กระนั้น เพราะการทำหนังไทย เป็นอะไรที่ทำยาก และเขาทำงานด้วยตัวคนเดียว ไม่กล้าลงทุนมาก แม้จะมีชื่อเสียง แต่ก็ไม่ค่อยมีเงิน

ส่วนหับ เป็นบริษัทเล็ก เงินน้อย ยังไม่มีชื่อเสียง แต่มีจุดแข็งคือมีผู้กำกับฯ หนุ่มไฟแรงหลายคนในสังกัด


การรวมตัวกันครั้งนั้นก็เป็นไปตามความสมัครใจ ต่างพอใจในสัดส่วนของตน ไม่มีการบังคับ ไม่มีการหลอกลวง และที่จริงก็ไม่รู้ว่า GTH จะไปรอดไหม ในสองสามปีแรกๆ ก็ขาดทุน และตั้งท่าจะไปไม่รอดเหมือนกัน แต่ค่อยๆ ดีขึ้น จนในหลายปีให้หลัง ประสบความสำเร็จอย่างใหญ่หลวง ยิ่งเพราะตลาดหนังไทยซบเซา ยิ่งทำยาก ค่ายนี้ยิ่งโดดเด่น

จนกลายเป็นสุดยอดในวงการ



พวกเขาปิดบริษัท เพราะหับถือหุ้นน้อยที่สุด แต่ทำงานมากที่สุด ในที่สุดก็สะสมความไม่พอใจ จนเกิดเรื่อง แต่เดิมทีก็ยังไม่ใช่เช่นนั้น แต่เดิมทียังมีทีมของไท ทีมของหับ แต่เหมือนเจอแรงโน้มถ่วง ยิ่งนานไป ทีมของไทก็หดเล็กลงจนหายไป เหลือแต่ทีมของหับ ที่ใหญ่ขึ้น จนครอบทั้งบริษัท


โดยแก่นของเรื่องก็คือ มันเกิดจากหับ ในที่สุดเขาคิดว่า GTH ที่จริงก็คือหับนั่นเอง เรียกได้ว่างานเกือบทั้งหมด เกิดจากหับ ดังนั้น ทำไมถึงได้ผลประโยชน์น้อยกว่าเพื่อน อย่างนี้ไม่ยุติธรรม พวกเขาจึงเดินเข้ามาหาไท แล้วขอซื้อหุ้นครึ่งหนึ่งของไท ในราคาพาร์ มันเป็นการยื่นคำขาด เหมือนจี้ด้วยปืน นี้คือการทำรัฐประหาร กระทำโดยกลุ่มคนที่คุมกำลังพล


Plan A ของหับ คือการซื้อหุ้นจากไทและแกรมมี่ เพื่อทำให้สัดส่วนของตัวกลายมาเป็นอันดับหนึ่ง นั่นคือการทำให้ GTH เป็นของหับ แต่พวกเขาไม่ยอม fair play


ที่จริงหากพวกเขาต้องการเพิ่มสัดส่วนของหุ้น ด้วยการซื้อในราคาที่ยุติธรรม ตามผลประกอบการ ก็ยังพอคุยกันได้ และมีความเป็นสุภาพบุรุษ เพราะอย่างน้อยก็ทำงานด้วยกันมา ๑๑ ปี แต่นี่พวกเขาต้องการยึดอำนาจ การยื่นคำขาดอย่างนี้ เพราะพวกเขาไม่กลัวการปิดบริษัท เพราะเชื่อว่า พวกเขาจะเปิดใหม่ได้ เนื่องจากทีมงานทั้งหมด เป็นของหับ เพียงแค่เปลี่ยนชื่อ


ฉันพอเข้าใจธรรมชาติของมนุษย์ ว่าดังแล้วแยกวง หรือเมื่อประสบความสำเร็จติดๆ กันหลายครั้ง ก็เกิดความยโส

แต่ฉันรับไม่ได้กับความไม่เป็นสุภาพบุรุษ การไม่ fair play


๑๐

ตอนนั้นคุณวิสูตรทำผิดครั้งยิ่งใหญ่ ด้วยความใจอ่อนและโง่เขลา เขาคิดว่าเมื่อต้องปิดบริษัท เขาเสนอไอเดียให้ออกข่าวดังนี้ว่า ไทต้องการเข้าตลาดหลักทรัพย์ฯ ส่วนหับยังไม่พร้อม อาจต้องรออีกหลายปี ส่วนแกรมมี่บอกว่ายังไงก็ได้ แล้วแต่พวกคุณตกลงกัน หากตกลงกันไม่ได้ ก็ต้องปิดบริษัท นี้คือข่าวที่สังคมข้างนอกรับรู้

ฉันถามคุณวิสูตรว่าทำไมตัดสินใจอย่างนั้น เขาบอกว่าเป็นห่วงภาพลักษณ์ของแกรมมี่ แต่ทำไมไม่ห่วงตัวเอง นี้คือความ sentimental ของเขา เป็นความคนใจอ่อนแบบผู้หญิง ยิ่งมาบวกกับความอ่อนแอและโง่เขลา มันกลายเป็นสามความผิด

๑๑

หากคุณวิสูตรมีสติ เขาไม่ควรสร้างภาพ หลอกลวงประชาชน พวกเขาควรจะพูดความจริง แล้วให้ประชาชนตัดสิน หรือหากต้องการรักษาหน้ากันไว้ ก็เพียงแค่ประกาศว่า เราต้องการแยกทางกัน ด้วยเหตุผลส่วนตัว ที่ไม่สะดวกในการเปิดเผย เหมือนคู่ชีวิตที่ต้องการหย่ากัน แต่ไม่จำเป็นต้องบอกสาเหตุ เป็นการไปอย่างเงียบๆ และกลับมาใหม่อย่างเงียบๆ ฉันยังพอรับได้

แต่การสร้างข่าวไม่จริงนั้น มีผลร้ายกว่า และผิดนั้นมาจากฝ่ายไท ที่เป็นฝ่ายถูกกระทำ

๑๒

ภาพที่ออกมาคือ ไทเป็นคนโลภและโง่เขลา เพราะหากไทต้องการเข้าตลาดหลักทรัพย์ฯ ทำไมเลือกทางที่ตัวเองหมดโอกาสเกือบสิ้นเชิง แทนที่จะรออีกหน่อย กลายเป็นรออีกนานเท่าไรไม่รู้ และกลับไปสร้างภาพให้หับเป็นพระเอก ผู้ประกาศว่ายังไม่อยากเข้า เพราะกลัวว่างานศิลป์ของตนจะด้อยค่าลง

ส่วนแกรมมี่ก็ทำตัวเป็นผู้ใหญ่ใจดี เป็นกลาง ยังไงก็ได้ ซึ่งไม่จริงทั้งสิ้นทั้งปวง

เรื่องจริงคือหับไม่เป็นสุภาพบุรุษ หักหลังเพื่อน แต่ความโง่เขลาของคุณวิสูตรทำให้ภาพออกมาเป็นตรงกันข้าม


๑๓

ต่อให้คุณไม่มีความรู้ลึกซึ้งเกี่ยวกับธุรกิจก็ต้องสังเกตออกได้ว่าหากบริษัทหนึ่งต้องการเข้าตลาดหลักทรัพย์ฯหุ้นส่วนบอกว่ายังไม่พร้อม ขอเวลาอีกหน่อย บริษัทแรกก็เลยบอกว่างั้นเรามาปิดบริษัท มันผิดเหตุผล ผิดสามัญสำนึกขนาดไหน เพราะหากทำเช่นนั้น บริษัทแรกก็ยิ่งหมดโอกาสเข้าตลาดหลักทรัพย์ฯ จากการรอสามสี่ปี กลายเป็นรอหนึ่งร้อยปี หรือแม้เขาจะไปเปิดบริษัทใหม่ ก็ยากจะประสบความสำเร็จ มีชื่อเสียงอย่าง GTH ซึ่งมีผลงานมา ๑๑ ปี ผ่านร้อนผ่านหนาวมาไม่น้อย ไม่มีคนสติดีที่ไหน จะแก้ปัญหาแบบนี้แน่

ดังนั้น ข่าวดังกล่าวจึงเป็นข่าวปลอม เป็นเพียงการสร้างภาพ หากเป็นพล็อตเรื่องหนัง ก็น่าพิศวงว่า ทำไมคิดพล็อตเรื่องได้ไม่น่าเชื่อปานนี้

๑๔

สื่อที่เป็นกลางหากอยากรู้ ก็เพียงไปสัมภาษณ์คนที่เคยทำงาน GTH ในอดีต คนที่ออกมาแล้ว และกลายเป็นอนุมูลอิสระ พวกเขาไม่มีเหตุผลอะไรจะโกหก พวกเขาจะรู้ดีว่าใครซื่อตรง ใครมีเล่ห์เหลี่ยม เราไม่อาจสัมภาษณ์คนที่กำลังทำงานอยู่ในบริษัท เพราะจะมีการเลือกข้าง นี้คือความจริงที่คนวงในล้วนตระหนักรู้ หรือหากไม่รู้ ก็ตรวจสอบได้ เพราะมันเป็นจริง ปัญหาคือคนในสังคม มีความเห็นอย่างไร มีจิตสำนึกในความถูกต้อง หรือจริยธรรมแบบไหน

๑๕

หากจากวันนี้ไป พวกเขาแยกทางกัน ต่างคนต่างไป เหมือนยุคแรก ก็ยังเป็นภาพที่สง่างามใช้ได้ แต่มันก็ไม่ใช่อย่างนั้น เพราะหับมี plan B พวกเขาก็ไม่ฉายเดี่ยว พวกเขาจะกลับไปหุ้นกับแกรมมี่ใหม่ คราวนี้ ขจัดไทออกไปได้

ในความรู้สึกของพวกเขา เห็นว่าคุณวิสูตรเป็นเสือเฒ่าที่หมดเขี้ยวเล็บ หมดประโยชน์ อยู่ไปก็รังแต่จะเป็นเหลือบ เกาะกินส่วนแบ่งกำไร

๑๖

แกรมมี่เป็นพ่อค้า แม้เขาจะรู้ว่าหับเป็นฝ่ายหาเรื่อง แต่พ่อค้าจะคำนึงถึงผลประโยชน์เฉพาะหน้า เขาคงไม่มาสนใจหลักจริยธรรม ซึ่งเป็นเรื่องนามธรรม แม้เขาจะรู้ว่า คนที่หักหลังเพื่อนได้ ก็ย่อมจะหักหลังเพื่อนได้อีก แต่วันนั้นยังมาไม่ถึง วันนี้คุยเรื่องผลประโยชน์ตรงหน้า


๑๗

จุดหักเหสำคัญคือแม่นาค มันเป็นหนังที่ทำเงินมาช้านาน นับแต่อดีต แต่เหมือนมีอาถรรพ์ เหมือนมีคำสาป ที่ว่าแม้หนังแม่นาคมักจะทำเงินจริง มันเป็นตัวเปลี่ยนยุคของคำว่าหนังทำเงิน แต่คนทำมักหมดตัวในกาลต่อมา แต่ความเย้ายวนใจของเงิน ทำให้คนจำนวนมากก็ไม่กลัว เพราะมันไม่มีเหตุผล มีเพียงสถิติ มีเพียงข้อสังเกต เราอาจคิดไปเองก็ได้

๑๘

หับสะสมความไม่พอใจมานานแต่ยังไม่รุนแรง เพราะหนังก็ยังทำเงินไม่มาก และหากมีบางเรื่องขาดทุน แทรกสลับไปมา ยิ่งไม่เกิดเรื่อง เพราะเวลาขาดทุน ผู้ถือหุ้นน้อยก็เจ็บตัวน้อย ที่จริงคนทำงาน มีค่าจ้าง เช่น ผู้กำกับฯ ก็มีค่ากำกับฯ ผู้เขียนบทก็มีค่าเขียนบท ฯลฯ คนทำงานมากก็ได้มาก ทุกอย่างยังดำเนินต่อไปได้ดีพอควร แต่พ่อมากทำเงินมหาศาลถึงพันล้าน มันเป็นความยิ่งใหญ่อลังการ เพราะบัดนี้ผลกำไรคือหลักร้อยล้าน เงินจำนวนร้อยล้าน ทำให้ดวงตาเปลี่ยนไป จิตใจก็เปลี่ยน

๑๙

ในวันที่พ่อมากทำเงินถึงพันล้าน ซึ่งหนังไทยไม่เคยทำได้ ผู้คนมากมายมาร่วมแสดงความยินดี แต่หากมีใครคนหนึ่ง ที่ผ่านโลกมามาก แต่งชุดดำ เขาเดินมาแสดงความเสียใจ บอกว่า พี่มากคือจุดจบของ GTH คงแปลกมาก เขาช่างเป็นคนขวางโลก แต่มองลึกลงไปจะเห็นความจริง

๒๐

หนังอย่างพี่มาก ทำให้หับนอนไม่หลับ ไม่ใช่กลัวผี แต่เพราะเสียดายเงิน ทำไมงานอย่างพี่มาก เป็นงานของหับ แต่ต้องมาแบ่งผลประโยชน์ให้ไท ที่แทบไม่ได้ทำอะไรเลย คุณวิสูตรมีความรอบรู้เกี่ยวกับหนังจริง แต่ทำงานกันมา ๑๑ ปี ทีมงานของหับคิดว่าพวกเขาก็เรียนรู้มาจนหมดแล้ว ศาสตร์นี้พวกเขาก็รู้ครบถ้วน และอาจเหนือกว่า ทำไมต้องแบ่งให้ด้วย

๒๑

ประหลาดยิ่งนัก GTH ทำกำไรติดกันหลายปี ตามกติกาของการเข้าตลาดหลักทรัพย์ฯ บริษัทนั้นต้องมีผลประกอบการมีกำไรติดกันอย่างน้อยสามปี ซึ่งเท่ากับว่า GTH มีคุณสมบัติเข้าไปได้ และนำผลประโยชน์มหาศาลสู่สามหุ้นส่วน แต่เพราะความโลภ จึงปิดบริษัท

๒๒

เมื่อเปิดใหม่ เกิดความไม่แน่นอน หากชนะทั้งสามบริษัท ก็เป็นคุณประโยชน์กับวงการหนัง เพราะทำให้หนังไทยเกิดความหลากหลาย แต่หากแพ้หนึ่ง ชนะสอง หรือแพ้สอง ชนะหนึ่ง ก็น่าเศร้า เพราะถึงอย่างไร ก็สู้การไม่ปิดบริษัทไม่ได้ แต่หากแพ้หมดทั้งสามบริษัท

ก็น่าตกตะลึง ว่าความโลภทำไมทำให้คนเราหน้ามืดได้ถึงปานนี้


๒๓

นี้เป็นcase study สำหรับวิชา risk management เป็นตัวอย่างคลาสสิค ให้คนรุ่นหลังอย่าเอาเยี่ยงอย่าง คนภายนอก แม้แต่คนที่ไม่จำเป็นต้องฉลาดอะไรมาก ก็มองออกว่า บริษัทที่ผลประกอบการกำลังรุ่งขีดสุด กลับมาปิดบริษัท คือการทำร้ายตัวเอง เป็นความไร้เหตุผล ยังมีทางออกอีกมากมายให้เลือก

๒๔

ที่จริงทั้งสามบริษัทล้วนมีคนเก่งมีคนฉลาด มีคนมีไหวพริบ แต่ทำไมเกิดความมืดบอดได้ขนาดนี้

คำอธิบายหนึ่งเดียวที่ฉันพอนึกออกคือ พวกเขาถูกผ้าถุงนางนาคคลุมหัว ทำให้ตกอยู่ในความมืด

๒๕

ผลที่ออกมา อาจเป็นไปได้ว่าบริษัทใหม่ของหับไม่ประสบความสำเร็จ และไทที่กลับมาสร้างหนังใหม่ก็ไม่ประสบความสำเร็จ ถ้าเช่นนั้น แสดงว่าวิญญาณแม่นาคเฮี้ยนมาก มืออันแสนยาวของเธอ ได้เอื้อมมาหยิบเงินคืน

๒๖

หรือบริษัทใหม่ของหับประสบความสำเร็จก็น่าสนใจยิ่งนัก แสดงว่าอาถรรพ์แม่นาคไม่เป็นความจริง และกฎแห่งกรรมก็ไม่ค่อยมีความหมาย แม้แต่หลักจริยธรรมก็ไม่สำคัญ กลายเป็นหลักเกณฑ์ของคนรุ่นใหม่ ที่ไม่ต้องกลัวฟ้ากลัวดิน ฉันว่าแปลกดี และน่าจับตายิ่งนัก

๒๗

หากคุณวิสูตรแพ้ ก็สรุปได้ว่า เขาคือนักกีฬาที่ขาดซ้อม และอายุมากแล้ว ทุกอย่างก็เป็นไปตามกฎแห่งสังขาร ที่จริงไทเคยได้มาจากแม่นาคยุคก่อน สมัย นนทรีย์ นิมิบุตร กำกับฯ ตัวนนทรีย์ยังไปไม่รอด ฉันเคยอ่านบทสัมภาษณ์ของเขา หลังหนังเรื่องปืนใหญ่โจรสลัด ที่เขาหมดตัว ต้องเอาบ้านไปจำนอง เงินกำไรที่ได้จากแม่นาคต้องคืนกลับไปหมด

ฉันยังแปลกใจว่าทำไมคุณวิสูตรรอด อาจเป็นเพราะเขามีภูมิต้านทานนางนาค แต่หากคราวนี้แพ้ แสดงว่าครั้งนั้น เขาเพียงฟลุก แต่หากเขาชนะอีก ก็แสดงว่าเขามีภูมิต้านทานนางนาคจริงๆ ซึ่งประหลาดยิ่งนัก และคนอะไรจะมีอึดปานนั้น แม้แต่ตัวฉันยังไม่อยากเชื่อเลย

๒๘

หนังเป็นสิ่งแปลก มันไม่มีกฎตายตัว ใครคิดว่ากินชัวร์ ก็คือหลงผิด เตรียมตัวตาย แม้ GTH จะรวมตัวเหมือนเดิม ก็ยังไม่มีหลักประกันใดว่าเรื่องต่อไปจะประสบความสำเร็จ หรือหากประสบความสำเร็จ ยังได้อีกกี่เรื่อง เราไม่รู้จริงๆ นี้เป็นความเร้นลับของหนัง

๒๙

ต่อนี้ไป ใครแพ้ใครชนะไม่สำคัญ เพราะชีวิตก็ต้องมีขึ้นมีลง มีแพ้มีชนะ แต่ขอให้สู้กับแบบเปิดหน้า อย่าใส่หน้ากากแอบแฝง อย่าสร้างภาพมากจนเกินไป จนกลายเป็นความอำมหิตเงียบ

๓๐

โดยส่วนตัวฉันเชื่อในจริยธรรม แม้มันจะดูเหมือนไม่มีค่า ส่วนทรัพย์สมบัตินั้น สำหรับฉัน ที่สุดมันคือธุลีดิน แต่แน่ละ ท้ายที่สุดนี้ เราต่างล้วนรู้ว่า เราอยู่ในโลกมายา คำถามคือโปรแกรมต่อไปคืออะไร มันคือวิญญาณแม่นาคคะนอง หรือสามแพร่งตอนใหม่ หรือการกลับมาใหม่ของ Rocky


ที่มา มติชนสุดสัปดาห์


วันศุกร์ที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2558

การปฏิวัติพลังงานและการเกษตรนวัตกรรมใหม่ที่จะมาพลิกโลก

การปฏิวัติพลังงานและการเกษตรนวัตกรรมใหม่ที่จะมาพลิกโลก

          อีสท์ แอมเฮิร์สนิวยอร์ก--27 ต.ค.--พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์

          การเปลี่ยนแปลงครั้งใหม่ที่จะเกิดขึ้นบนโลก ได้แก่ การผสมผสานกันระหว่างพลังงานและการเกษตร ซึ่งจะทำให้สถานการณ์ที่มีความท้าทายด้านพลังงาน น้ำสะอาด ความหิวโหย และภาวะโลกร้อนของโลกใบนี้ ได้รับการแก้ไขหรือตอบสนองในทันที นับตั้งแต่ปี 2555 เป็นต้นมา ดร.ดาริน พาสเตอร์ ซึ่งเป็นนักลงทุนและนักประดิษฐ์นั้น ได้ทำงานเกี่ยวกับโซลูชั่นระดับโลกที่ยากจะบรรลุเป้าหมายได้ในอุตสาหกรรมพลังงานและการเกษตร โดยเมื่อวันศุกร์ที่ 23 ตุลาคม 2558 พาสเตอร์ได้ยื่นจดสิทธิบัตรกระบวนการที่เกี่ยวข้องกับการดักจับการปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ไฟฟ้า และน้ำ ซึ่งเป็นผลพวงจากการผลิตเชื้อเพลิงสังเคราะห์จากก๊าซเป็นของเหลวและแอปพลิเคชั่นการเกษตรแนวตั้ง การผสมผสานสองอุตสาหกรรมนี้เข้าด้วยกันโดยใช้วิธีที่อยู่ระหว่างการจดสิทธิบัตรของพาสเตอร์ จะช่วยปูทางสู่โรงงานผลิตด้านการเกษตรและเชื้อเพลิงปลอดมลภาวะในระดับอุตสาหกรรมเป็นครั้งแรก

          มร.พาสเตอร์ ตั้งใจที่จะออกใบอนุญาตเทคโนโลยีที่อยู่ระหว่างการจดสิทธิบัตรของเขาให้กับลูกค้า ทั่วโลก นอกจากนี้ บริษัทของเขายังมีแผนที่จะพัฒนาโรงงานอย่างน้อย 10 แห่งในหลายๆเมืองทั่วพื้นที่อุตสาหกรรมของสหรัฐ เช่น บัฟฟาโล น้ำตกไนแองการา คลีฟแลนด์ ดีทรอยท์ โรเชสเตอร์ ซีราคูส อัลบานี และพื้นที่ทุรกันดารทั่วโลก แต่ละโครงการดังกล่าวสามารถสร้างตำแหน่งงานด้านการก่อสร้างได้ประมาณ 4,000-4,500 ตำแหน่ง และตำแหน่งงานประจำซึ่งเป็นงานที่ใช้ทักษะสูงอีก 400 ตำแหน่ง หากโครงการทั้ง 10 แห่งเสร็จสมบูรณ์จะสามารถสร้างตำแหน่งงานในแวดวงการก่อสร้างได้ 40,000 ตำแหน่ง และตำแหน่งงานประจำซึ่งต้องใช้ทักษะสูงได้ 4,000 ตำแหน่ง เมื่อพิจารณาถึงศักยภาพของสถานที่ตั้งของโรงงานเหล่านี้ในเขตพื้นที่ของเมืองขนาดใหญ่ วงจรชีวิตการปล่อยมลภาวะของเชื้อเพลิงแบบดั้งเดิมและการผลิตด้านการเกษตรทั้งหมด จะลดลงอย่างมากเพราะต้นทุนการขนส่งที่ลดลง

          เชื้อเพลิงสังเคราะห์เกือบจะไม่มีสารซัลเฟอร์ โลหะหนัก หรือกลิ่นที่เป็นพิษต่อสิ่งแวดล้อม ผลงานประดิษฐ์ที่อยู่ระหว่างการจดสิทธิบัตรของพาสเตอร์ช่วยให้โรงงานผลิตเชื้อเพลิงสังเคราะห์จากก๊าซเป็นของเหลวสามารถผลิตเชื้อเพลิงที่ปล่อยมลภาวะต่ำ ในขณะเดียวกันก็ไม่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่เป็นอันตรายออกสู่บรรยากาศในขณะการผลิต

          โรงงานผลิตเชื้อเพลิงจากก๊าซเป็นของเหลวหลายแห่งได้ปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์เป็นจำนวนมากในระหว่างการผลิต ซึ่งไม่มีโมเลกุลที่เป็นพิษ เช่น ซัลเฟอร์ และสารที่สร้างกลิ่นอื่นๆ  การดำเนินการดังกล่าวนับเป็นการสร้างโอกาสที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวในการดักจับคาร์บอนไดออกไซด์และควบคุมก๊าซเรือนกระจกให้แก่ฟาร์มแนวตั้ง (ซึ่งต้องใช้คาร์บอนไดออกไซด์สำหรับการสังเคราะห์แสง) ส่งผลให้ผลไม้และผักมีสารอาหารที่หลากหลายและปริมาณที่สูงขึ้น นอกจากนี้ การผลิตเชื้อเพลิงจากก๊าซเป็นของเหลวยังผลิตไฟฟ้าได้มากถึง 3 เท่าของความต้องการใช้ในโรงงาน ด้วยการผสมผสานโรงงานเชื้อเพลิงจากก๊าซเป็นของเหลวและฟาร์มแนวตั้ง ส่งผลให้ศักยภาพความเป็นไปได้ของทั้งสองโรงงานมีความน่าสนใจมากขึ้น ในพื้นที่ทุรกันดารที่ขาดแคลนน้ำสะอาด ขั้นตอนดังกล่าวยังสามารถนำมาใช้เพื่อลดเกลือจากน้ำทะเลและทำให้สามารถนำน้ำมาบริโภค ใช้ในฟาร์มแนวตั้ง  แม้กระทั่งการเกษตรแบบดั้งเดิมได้

          การเกษตรแนวตั้งนำเสนอข้อได้เปรียบที่การเกษตรแบบดั้งเดิมไม่มี ตัวอย่างเช่น การเกษตรแนวตั้งใช้พื้นที่น้อยกว่ามาก ในขณะเดียวกันก็สามารถเพิ่มขนาดและความถี่ของผลิตผล และปกป้องพืชจากสภาพอากาศที่ไม่เอื้ออำนวย เนื่องจากต้องการใช้ที่ดินน้อยลง ฟาร์มแนวตั้งสามารถตั้งอยู่ในพื้นที่ใกล้กับหรือในตัวเมืองขนาดใหญ่ เนื่องจากพื้นที่เมืองขนาดใหญ่มีความหนาแน่นของประชากรเพิ่มขึ้น สถานที่และการใช้การเกษตรแนวตั้งในพื้นที่ดังกล่าวช่วยลดความจำเป็นด้านโลจิสติกส์ของเทคนิคการเกษตรในปัจจุบัน ฟาร์มแนวตั้งยังผลิตมวลชีวภาพ ซึ่งเป็นผลพลอยได้ที่สามารถนำมาใช้เลี้ยงสัตว์น้ำภายในฟาร์มแนวตั้งที่มีการเลี้ยงปลา การเปลี่ยนแปลงรูปแบบจะเกิดขึ้นเมื่อฟาร์มแนวตั้งตั้งอยู่ในพื้นที่กลยุทธ์ของเขตเมืองที่ชุมชนโดยรอบจะได้บริโภคผัก ผลไม้ และปลาที่ผลิตในพื้นที่สะดวกและง่ายขึ้น


          โรงงานใหม่ที่กล่าวถึงข้างต้น จะช่วยกระตุ้นพื้นที่ที่อุตสาหกรรมเคยคึกคักในเชิงเศรษฐกิจ ในขณะเดียวกันก็ช่วยให้พื้นที่ที่เป็นโรงงานอุตสาหกรรมเป็นตัวอย่างผู้นำของโลกในการแก้ปัญหาด้านพลังงาน ความหิวโหย โลกร้อน และความวิตกเกี่ยวกับน้ำสะอาดของโลกไปพร้อมๆกัน มร. พาสเตอร์เชื่อว่า นี่เป็นโอกาสที่จะช่วยโลกใบนี้น่าอยู่มากขึ้น

วันอังคารที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2558

เปิดตำนาน "ลุงต่วย" เบื้องหลังความสำเร็จกว่า 45 ปี ของ "ต่วย'ตูน"


เปิดตำนาน "ลุงต่วย" เบื้องหลังความสำเร็จกว่า 45 ปี ของ "ต่วย'ตูน"
16:40น. 5/10/2558
เปิดเรื่องราวชีวิตของ นายวาทิน ปิ่นเฉลียว หรือ ต่วย หลังเสียชีวิตลงเมื่อวันที่ 4 ต.ค.58 ด้วยวัย 85 ปีจากอาการป่วยเรื้อรังที่รักษาตัวมานาน ซึ่งนายวาทิน เป็นผู้ก่อตั้ง "ต่วย'ตูน" พอกเก็ตแมกกาซีนชื่อดัง ผ่านสายตา เก่ง ประลองพล บรรณาธิการผู้ช่วย ต่วย'ตูน ถึงเบื้องหลังความเป็นมา ก่อนที่จะกลายมาเป็นหนังสือที่ครองใจคนไทยมานานกว่า 45 ปี

ประลองพล เพี้ยงบางยาง หรือ เก่ง ประลองพล บรรณาธิการผู้ช่วยของนิตยสารต่วย'ตูน ให้สัมภาษณ์กับ "ทีมข่าว PPTVHD" ว่า ปกติแล้ว "ลุงต่วย" เป็นคนชอบเขียนการ์ตูน ในช่วงที่ลุงต่วยเป็นนักศึกษาในคณะสถาปัตยกรรม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้เขียนการ์ตูนแก๊กแนวขำขัน ส่งไปลงตามหนังสือต่างๆ ที่สำคัญคือหนังสือชาวกรุงของ ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช อีกทั้งยังเขียนภาพประกอบเรื่องให้กับหนังสือในยุคนั้น

งานที่โดดเด่นจะเป็นงานเขียนการ์ตูนที่ใช้ปากกาเขียน ซึ่งประยุกต์จากการใช้เขียนแบบในวิชาสถาปัตยกรรม เพราะว่าในยุคนั้นนักเขียนส่วนมากยังใช้พู่กันในการวาดรูปอยู่ จึงทำให้เป็นที่รู้จักในหมู่นักอ่านในยุคนั้น

บรรณาธิการผู้ช่วย ต่วย'ตูน กล่าวต่อไปว่า หลังจากที่ผลงานการเขียนการ์ตูนของ "ลุงต่วย" เริ่มมีชื่อเสียงและมีผลตอบรับจากนักอ่านดีแล้ว "ลุงต่วย" และเพื่อนๆ จึงชวนกันทำการรวมการ์ตูน ที่เคยลงในนิตยสารต่างๆ โดยเฉพาะในนิตรสารชาวกรุง ลงพิมพ์ขายในชื่อ "รวมการ์ตูนของต่วย" เพื่อหาเงินใช้กันสนุกๆ และได้รับผลตอบรับที่ดี

ทว่าพอรวมกันไปได้หลายเล่ม การ์ตูนที่ "ลุงต่วย" ทั้งที่เคยวาดไว้ และวาดใหม่ เกิดมีจำนวนไม่พอที่จะรวมเล่มต่อๆไป นายประเสริฐ พิจารณ์โสภณ เพื่อนของลุงต่วย จึงให้คำแนะนำว่า ควรเอาเรื่องสั้นมาลงในหนังสือด้วย ถ้าหากการ์ตูนที่ "ลุงต่วย" วาดนั้นมีจำนวนไม่เพียงพอ "ลุงต่วย" จึงไปขอเรื่องสั้นจากนักเขียนที่มีชื่อเสียงในยุคนั้น โดยจะเป็นเรื่องเก่าๆที่นักเขียนเคยตีพิมพ์ในหนังสือ เพื่อมารวมในหนังสือของ "ลุงต่วย" จึงทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงชื่ออีกครั้งเป็น "รวมการ์ตูนต่วยและเรื่องสั้นจากชาวกรุง"

อย่างไรก็ตาม มีเสียงท้วงติงมาว่าชื่อหนังสือที่ตั้งไว้นั้น มีความยาวมากเกินไป ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงชื่ออีกครั้งเป็นชื่อที่รู้จักในปัจจุบัน ในเดือนกันยายน พ.ศ. 2514 ถือเป็นจุดเริ่มต้นของ "ต่วย'ตูน"

ทั้งนี้ หนังสือ ต่วย'ตูนนั้น มีอยู่ด้วยกัน 2 รูปแบบคือ ต่วย'ตูน พอกเก็ตแมกาซีน ซึ่งเป็นหนังสือดั้งเดิมที่รู้จักกันดี โดยจะเน้นเรื่องสั้นและเรื่องเล่าทั่วไปจากผู้เขียน และ ต่วย'ตูน พิเศษ ที่จะเน้นไปในเรื่องสาระความรู้ สารคดี ประวัติศาสตร์

นอกเหนือจากผลงานทั้งสองอย่างแล้ว "ลุงต่วย" ยังมีผลงานอื่นอีกมากมาย แต่ว่า "ลุงต่วย" ใช้นามปากกาหลากหลาย จึงทำให้คนอ่านไม่ทราบ ซึ่งส่วนใหญ่ผลงานจะเป็นในด้านสารคดี โดยจะเป็นสารคดีในรูปแบบต่วยตูน เน้นการใช้ภาษาที่อ่านเข้าใจง่าย อ่านสนุก สำหรับเนื้อหาของ ต่วย'ตูนนั้น มีความหลากหลายสูง โดยมีการรวมเรื่องไว้ทุกแนว แต่ว่าทุกเรื่องนั้นต้องมีหลักเกณฑ์ "สาระ+หรรษา" ที่เป็นคำนิยามของต่วย'ตูน เรื่องราวแต่ละเรื่องที่ปรากฏบนหนังสือ จะให้ความรู้สึกเหมือนกับมีเพื่อนมาเล่าเรื่องสู่กันฟัง มีการใช้ภาษาง่ายๆ อีกทั้งยังมีการหยอกล้อกันผ่านทางตัวหนังสือ ระหว่างคนเขียนถึงผู้อ่าน หรือแม้แต่ผู้เขียนถึงบรรณาธิการ

บรรณาธิการผู้ช่วย ต่วย'ตูน กล่าวว่า หนังสือต่วย'ตูนนั้น ทำให้นักเรียนนักศึกษาหันมาสนใจในการอ่านมากขึ้น เพราะว่าหนังสือของ "ลุงต่วย" เป็นสิ่งที่สามารถเข้าใจได้ง่าย อ่านสนุก ทำให้สามารถต่อยอดไปยังเรื่องที่น่าสนใจได้ อีกทั้งการ์ตูนในพอกเก็ตแมกาซีน ยังทำหน้าที่เป็นเหมือนเพื่อนนักอ่านของผู้สูงวัย ไม่เหมือนกับหนังสือปัจจุบันที่จะมุ่งเน้นไปในเรื่องกลุ่มวัยรุ่น และวัยทำงานมากกว่า

ในส่วนของเรื่องอนาคตและทิศทางภายหน้าของ ต่วย'ตูน นั้น บรรณาธิการผู้ช่วย ต่วย'ตูน กล่าวว่ายังคงดำเนินต่อไป เพราะลุงต่วยได้วางรากฐานของต่วย'ตูนไว้เป็นอย่างดีแล้ว อีกทั้งยังมีทีมงานที่จะคอยดำเนินการแทน "ลุงต่วย" อยู่ เพราะในช่วงระยะหลัง "ลุงต่วย" ได้ผันตัวจากการเป็นนักเขียน มาเป็นผู้บริหารงานอยู่แล้ว จึงไม่น่าจะมีปัญหาอะไรที่จะสืบสาน ต่วย'ตูน ต่อไป

"การปลูกจิตสำนึก ให้คนไทยเกิดการรักการอ่าน"
"อยากให้คนไทยอ่านหนังสือมากๆ"
"อยากให้คนไทยมีความรู้"
"อยากให้หนังสือเป็นเหมือนเพื่อน"
คำพูดเหล่านี้คือสิ่งที่ "ลุงต่วย" มักจะพูดถึงเสมอๆ และเป็นสิ่งที่ "ลุงต่วย" คงอยากจะฝากไว้ถึงคนรุ่นต่อๆไป

วันพุธที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2558

ถกปัญหาลิขสิทธิ์ กับ อธิป จิตตฤกษ์

ถกปัญหาลิขสิทธิ์ กับ อธิป จิตตฤกษ์

ผู้เชี่ยวชาญด้านอวัตถุศึกษา (Immaterial Study) หรือ ทรัพย์สินทางปัญญาและการบริการ
+ คำว่า ‘ดัดแปลง’ ตัดสินกันที่ตรงไหน แค่ไหนถึงเรียกว่าเป็นการดัดแปลง
ในทางเทคนิคนี่คือทุกอย่างเลย พูดง่ายๆ ถ้ากฎหมายไม่ระบุว่านี่คือการละเมิดเป๊ะๆ คุณมีความเสี่ยงหมด ไม่ใช่ว่าไปอ่านข้อยกเว้นแล้วรู้สึกว่าไม่ละเมิดแล้วจะปลอดภัย ไม่ใช่นะ
+ ถ้ามองในมุมบริบทโลก คนส่วนใหญ่ก็ค่อนข้างคัดค้านกฎหมายลิขสิทธิ์?
ส่วนใหญ่คนค้านเป็นคนรุ่นใหม่ เพราะชีวิตเด็กรุ่นใหม่โตขึ้นมาราวกับว่า ลิขสิทธิ์มันไม่ได้ดำรงอยู่ คุณอยากได้เพลง คุณก็ไปโหลด อยากได้หนัง อยากได้โปรแกรม คุณก็ไปโหลด เวลาเห็นรูป คุณก็ไปเอามาทำมีม (Meme) ซึ่งทั้งหมดก็ถือเป็นการละเมิดทั้งนั้น
+ ที่เด็กรุ่นใหม่ไม่รู้สึกว่าการละเมิดลิขสิทธิ์เป็นเรื่องผิด เพราะอะไร
ผมเข้าใจว่ามันไม่ใช่สิทธิ์ตามธรรมชาติ คือเขาไม่ได้มีความตั้งใจจะละเมิด เพราะเขาไม่รู้สึกว่ากำลังละเมิดอะไรอยู่แล้ว แต่มันมีคนจำนวนหนึ่งที่จงใจจะละเมิด เพราะเห็นว่ากฎหมายไม่ยุติธรรม อย่างนั้นก็มีจริง แต่คนส่วนใหญ่ เด็กที่โตมากับอินเทอร์เน็ต (Born Digital) มันก็ไม่รู้สึกว่า ของพวกนี้ควรจะจ่ายเงินด้วยซ้ำ คือมองข้ามไปเลยน่ะ ว่ามันไม่มีอยู่
+ อะไรที่เป็นข้อสังเกตว่าอุตสาหกรรมเป็นฝ่ายได้รับการปกป้องจากกฎหมายลิขสิทธิ์
อุตสาหกรรมพวกนี้ทั้งหมดอยู่ได้ด้วยลิขสิทธิ์ ถ้าพูดแบบพรรคไพเรท จะไม่ใช้คำว่า ลิขสิทธิ์ แต่จะใช้คำว่า ผูกขาดทางลิขสิทธิ์ (Copyright Monopoly) เพราะลิขสิทธิ์มันคือสิทธิ์ในการผูกขาด มันเหมือนสัมปทานที่รัฐให้ คือมันไม่ใช่สิทธิ์โดยธรรมชาติ อย่างคุณซื้อโต๊ะแล้วคุณเป็นเจ้าของโต๊ะ มันไม่ใช่อย่างนั้น มันเหมือนกับเวลาที่ผมคิดอะไรได้ แล้วรัฐอนุญาตให้ผมหาประโยชน์จากความคิดของผมได้ในช่วงเวลาหนึ่ง เพื่อกระตุ้นให้ผมคิด มันไม่ใช่สิทธิ์ที่สร้างมาด้วยมือคุณแล้วมันจะเป็นของคุณตลอดไป
+ ถ้าถึงขั้นใช้คำว่า ‘ผูกขาด’ ก็แสดงว่ามันควรจะได้รับการแก้ไข?
ต้องถามว่า ถ้าผูกขาดแล้วสังคมได้อะไร เพราะแน่นอนว่าถ้าอธิบายให้สมเหตุสมผล ส่วนใหญ่คนสนับสนุนก็จะปกป้องว่ามันเป็นสิทธิ์ที่คุณจะไปละเมิดไม่ได้ ฝั่งยุโรปจะมีวิธีคิดและมิติทางศีลธรรมแบบนี้อยู่ เพราะในยุโรปถือว่าลิขสิทธิ์คือศีลธรรมที่โยงกับตัวตนคนเขียน
สิทธิในการไม่ถูกละเมิดตัวตน เป็นจารีตของกฎหมายยุโรป ขณะที่อเมริกาจะมองเรื่องลิขสิทธิ์เป็นกฎหมายเกี่ยวกับเศรษฐกิจ ดังนั้น เวลาเถียงกันในอเมริกา จะเถียงกันบนพื้นฐานทางเศรษฐกิจ คือสังคมได้หรือเสียอะไรในทางเศรษฐกิจ แต่ในยุโรป เขาจะเล่นกันเรื่องที่ว่า คุณไม่มีสิทธิ์เป็นเจ้าของ
+ จากปัญหาละเมิดลิขสิทธิ์ ระหว่าง เพลง หนัง หนังสือ อุตสาหกรรม สิ่งไหนถือว่ากระทบมากที่สุด
กรณีหนัง ผมว่าได้รับผลกระทบจาก Piracy น้อยมาก จริงๆ อุตสาหกรรมที่โดนจริงๆ คืออุตสาหกรรมบันทึกเสียง เน้นว่า ‘บันทึกเสียง’ ไม่ใช่ดนตรี ถ้าไปดูตัวเลขจะเห็นยอดขายซีดีวิ่งลง แต่ยอดการแสดงสดวิ่งขึ้น และคนที่จะตายจริงคือนักแต่งเพลง
+ คำว่า ของฟรี กับ อินเทอร์เน็ต ควรเป็นของคู่กันหรือไม่
ข้อมูลควรฟรีใน 2 ความหมาย หนึ่ง-ฟรีในแง่เสรี และสอง-ฟรี ในแง่การเข้าถึงได้โดยไม่ต้องเสียเงิน เพราะอินเทอร์เน็ตมันทำงานอย่างนั้น ถ้าเกิดเราต้องขออนุญาตทุกอย่าง มันก็คงไม่ใช่อินเทอร์เน็ตแล้วล่ะ
เพราะสิ่งที่อินเทอร์เน็ตมันปฏิวัติจริงๆ คือความเร็วในการวิ่งของข้อมูล ถ้าคุณทำให้ทุกอย่างต้องขออนุญาต สุดท้ายระบบที่ต้องขออนุญาตมันจะพังเอง เพราะมันจะมีช่องทางอื่นที่คุณไม่ต้องขออนุญาตแล้วข้อมูลมันจะเร็วกว่า
+ ถ้ากฎหมายลิขสิทธิ์ที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน มันปฏิบัติไม่ได้จริง แล้วเราจะมีทางออกอย่างไร
ในอเมริกาก็เถียงกันอยู่ว่าจะปฏิรูปอย่างไร ก่อนหน้านี้ ผู้อำนวยการสำนักงานลิขสิทธิ์อเมริกา ออกมาพูดเองเลยว่า กฎหมายลิขสิทธิ์ต้องเปลี่ยนแล้ว คุณต้องเลิกจับเด็กโหลดเพลงได้แล้ว การปราบลิขสิทธิ์ต้องไม่ใช่การทำให้เด็กมัธยมเป็นอาชญากรอีกแล้ว นัยก็คือ เขาจะเปลี่ยนไปปราบเว็บไซต์ใหญ่ๆ แทน ตอนนี้เทรนด์มันกลายเป็นอย่างนั้น เรียกได้ว่าเว็บไซต์เหล่านี้ตายกันไปเยอะมาก
+ คิดอย่างไรกับวัฒนธรรมสายโจรสลัดแบบนี้
ผมชอบใช้คำว่า ‘สำเนาเถื่อน’ มันก็มีอยู่เรื่อยๆ เพราะคนเจนเนอเรชั่นใหม่มันเป็นอย่างนั้นแล้ว แต่คนรุ่นเก่าในหลายๆ ส่วนยังไม่เป็น แล้วเขาก็ไม่ค่อยแฮปปี้ ก็แน่นอนที่คนรุ่นเก่าจะไม่แฮปปี้กับคนรุ่นใหม่
แต่ถึงที่สุดแล้ว ผมว่ามันทำอะไรไม่ได้หรอก
---
ส่วนหนึ่งจาก ก๊อป'คัลเจอร์ คอลัมน์ Main Way ‪#‎WAY66‬
ตุลาคม 2013

https://www.facebook.com/waymagazine/posts/10152960557746456

วันจันทร์ที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2558

ระวังฝังแร่รักษามะเร็ง ที่จีนมาโฆษณาในไทย

ข้อมูล กรณี ผู้ป่วยฝังแร่รักษามะเร็ง ที่จีนมาโฆษณาในไทย สรุปประเด็นได้ดังนี้

สถานการณ์ 
- มีการโฆษณา เรื่องการรักษามะเร็ง ที่โรงพยาบาลรักษามะเร็งฟูด้า ที่กว่างโจว เมืองจีน (FUDA) อย่างหนัก มีการเปิด front desk ที่กรุงเทพ และมีแพทย์ชาวจีน ให้คำแนะนำ มีการโฆษณนาทางทีวี อินเตอเน็ต และสื่อต่างๆ มากมาย รวมทั้งมีการโฆษณาว่ารักษามะเร็งฟรี เพื่อเฉลิมพระเกียรติ อีกด้วย
- มีคนไทย ที่ป่วยเป็นมะเร็ง สนใจเข้าไปรักษาจำนวนมาก คาดประมาณว่ามีมากกว่า 500 คน มีการจัดบริการบินไปส่งเพื่อรักษาที่เมืองจีน และพากลับมาเมืองไทย
- แร่ที่ฝังคือ I-125 มีค่า halflife 60 วัน

ข้อเท็จจริง
- การฝัง I-125 ที่มีหลักฐานยืนยันว่ามีประโยชน์ คือใช้รักษามะเร็งในระยะเริ่มต้น เช่น early stage CA prostate เท่านั้น
- แต่ FUDA ฝังแร่ ทุกมะเร็ง ทุกระยะ เช่น ถ้ามี metastatic ไป ปอด กระดูก ท้อง สมอง ก็จะนัดผู้ป่วยไปฝังแร่หลายครั้ง จนผู้ป่วยเสียชีวิต
- ศิริราช แจ้งว่า มีผู้ป่วยหลายราย มีปริมาณรังสี แพร่กระจายออกมาทางผิวหนังมาก เนื่องจากฝังแร่หลายจุด
- บุคคลากรทางการแพทย์ของไทย expose ต่อ I-125 เนื่องจาก ผู้ป่วยไม่บอก หมอผ่าตัดหลายรายสัมผัสโดยไม่รู้ตัว
- คนในครอบครัวมีโอกาสสัมผัส ได้
- ไม่สามารถดำเนินการกับ FUDA ได้ เนื่องจาก ผู้ป่วยไปรักษาที่จีน แพทย์สภา ไม่สามารถทำอะไรได้
- ฝังแร่ I-125 แล้ว เอาออกไม่ได้
- เมื่อผู้ป่วยเสียชีวิต กัมมันภาพรังสียังอยู่ในศพ และเถ้ากระดูก
- แพทย์ไทยไม่รู้จัก ภาพ x ray หมอรังสีบางคนยังอ่านไม่ได้
- ห้าม ผป. เดินทางทำได้ยาก ตรวจจับที่สนามบินทำได้ยาก

มีสั่งการดังนี้ครับ
1. มอบ กรมวิทย์ แจ้ง FUDA และ IAEA และขอรายชื่อ ผู้ป่วยที่เดินทางไปรักษา ที่จีน
2. มอบ กรมแพทย์ ออกมาตรการดูแลผู้ป่วยในประเทศ เตือนประชาชน และจัดทำ App.รู้ทันมะเร็ง
3. มอบ กรมสนับสนุน ประเด็นเรื่องการโฆษณา
4. มอบ คร ปรึกษาทางวิชาการกับ WHO ประเด็น Nuclear hazard ตาม potential PHEIC-IHR และข้อมูลผลกระทบในต่างประเทศ
5. มอบ เลขา เตรียมประเด็น สื่อสาร + แถลงข่าวร่วมกับราชวิทยาลัย ( ประเด็น unaccept practice / safety issue/ แนะนำดูแลผู้ป่วยเก่า / แนะนำป่วยใหม่ที่จะเดินทางไปรักษา/ และ ก.สธ จะทำอะไร)

วันพุธที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

จ่อเข้าครม.'ลงทะเบียนซิม-Free WiFi'เป็นวาระแห่งชาติ

จ่อเข้าครม.'ลงทะเบียนซิม-Free WiFi'เป็นวาระแห่งชาติ
Cr:แนวหน้า
11 ก.พ.58 ตามที่สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (สำนักงาน กสทช.) ได้เคยประสานงานไปยัง พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง เพื่อนำเสนอนายกรัฐมนตรีพิจารณาเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) กำหนดเรื่องการลงทะเบียนผู้ใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ระบบเติมเงิน และการลงทะเบียนเพื่อแสดงตัวตนในการใช้งานอินเทอร์เน็ตแบบ WiFi เป็นวาระแห่งชาติ รวมทั้งก่อนหน้านี้ สำนักงาน กสทช.ก็มีการออกประกาศเรื่องการจัดเก็บข้อมูลและรายละเอียดเกี่ยวกับผู้ใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ที่เรียกเก็บเงินล่วงหน้า ลงวันที่ 21 ม.ค.58 ซึ่งสาระสำคัญของประกาศคือ การกำหนดให้ผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ต้องจัดเก็บข้อมูลและรายละเอียดผู้ใช้บริการ หรือลงทะเบียนซิม ภายในวันที่ 31 ก.ค.58 หากกรณีที่ผู้ใช้บริการไม่ลงทะเบียนซิมภายในระยะเวลาที่กำหนด ผู้ให้บริการสามารถดำเนินการระงับบริการได้ทันที ล่าสุด มีการเตรียมข้อเสนอดังกล่าวเข้าที่ประชุม ครม.โดยนายกรัฐมนตรีได้ลงนามเห็นชอบให้นำเสนอเข้า ครม.เพื่อพิจารณาแล้ว
ทั้งนี้ ในหนังสือนำเรียนนายกรัฐมนตรีเพื่อบรรจุข้อเสนอดังกล่าวเข้าที่ประชุม ครม.ระบุวัตถุประสงค์ไว้อย่างชัดเจนว่า เพื่อเป็นการช่วยป้องกัน ระงับ ยับยั้ง การนำเทคโนโลยีการสื่อสารดังกล่าวมาใช้ประกอบการกระทำความผิด ที่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคง ซึ่งเหตุจำเป็นที่ต้องกำหนดให้เป็นวาระแห่งชาตินั้น เนื่องจากการดำเนินการต้องได้รับความร่วมมือจากส่วนราชการ หน่วยงานของรัฐ ภาคเอกชน และประชาชน
สำหรับแนวทางการดำเนินงาน จะกำหนดให้ประชาชนผู้ใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ระบบเติมเงินทุกคนที่ยังไม่ได้ลงทะเบียน ให้ลงทะเบียนให้เสร็จสิ้นภายใน 6 เดือน นับตั้งแต่คณะรัฐมนตรีมีมติให้ความเห็นชอบ และให้สำนักงาน กสทช.ติดตามและประเมินผล หากไม่เป็นไปตามเป้าหมายที่กำหนด ให้สำนักงาน กสทช.เสนอมาตรการบังคับการทางกฎหมายที่เหมาะสมต่อไปต่อ ครม.เพื่อพิจารณา ส่วนเรื่องการใช้งานอินเทอร์เน็ตแบบ Free WiFi กำหนดให้ประชาชนลงทะเบียนแสดงตัวตนในการใช้งาน รวมทั้งให้ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตและผู้จัดให้มีบริการอินเทอร์เน็ตแบบ Free WiFi สนับสนุนการลงทะเบียนผู้ใช้บริการดังกล่าว ซึ่งในขั้นตอนการลงทะเบียนจะเป็นไปในลักษณะ Single Sign On คือ เป็นการลงทะเบียนแสดงตัวตนเพื่อขอใช้งานเพียงครั้งเดียว โดยผู้ใช้บริการจะต้องแสดงบัตรประชาชน แจ้งหมายเลขบัตรประชาชน และเบอร์โทรศัพท์เคลื่อนที่ ในการลงทะเบียน
อย่างไรก็ดี ในส่วนของเรื่องการลงทะเบียนผู้ใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ระบบเติมเงิน อันที่จริงเป็นข้อกำหนดตามประกาศ กสทช.ที่มีมาตั้งแต่ในยุคของคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) แต่ไม่ได้บัญญัติขึ้นเพื่อประโยชน์ในเรื่องความมั่นคงของประเทศ หากแต่เป็นเรื่องที่มีผลดีในการป้องกันการใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ไปในทางก่อกวน หลอกลวง หรือก่ออาชญากรรม รวมถึงมีผลดีในแง่การคุ้มครองสิทธิผู้ใช้บริการ เช่น แสดงตนเพื่อใช้สิทธิร้องเรียนในกรณีที่ประสบปัญหาการใช้บริการ หรือเรียกร้องสิทธิประโยชน์ต่างๆ ทว่าตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ข้อกฎหมายดังกล่าวไม่ถูกนำไปปฏิบัติใช้อย่างจริงจัง จนส่งผลให้เกิดปัญหาผู้ใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ระบบเติมเงินส่วนใหญ่จากจำนวนกว่า 90 ล้านเลขหมาย ไม่มีการลงทะเบียนผู้ใช้บริการ นอกจากนี้ แหล่งข่าวระบุด้วยว่า โดยหลักการของกฎหมายข้อนี้ ต้องการให้มีการจัดเก็บข้อมูลผู้ใช้บริการก่อนการเปิดใช้บริการ ซึ่งในกรณีที่มีการเปิดให้บริการไปแล้วโดยไม่มีการจัดเก็บข้อมูลผู้ใช้บริการตั้งแต่ต้น แล้วมาระงับสิทธิผู้ใช้บริการในภายหลังหากไม่มีการลงทะเบียน อาจเข้าข่ายขัดต่อหลักกฎหมายในเรื่องมาตรฐานของสัญญาให้บริการโทรคมนาคม และถือว่าไม่เป็นธรรมกับผู้บริโภค


วันอังคารที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2557

ปิดฉาก "อิมพีเรียล ควีนส์ปาร์ค" สมบัติชิ้นสุดท้ายของ “อากร ฮุนตระกูล”

ปิดฉาก "อิมพีเรียล ควีนส์ปาร์ค" สมบัติชิ้นสุดท้ายของ “อากร ฮุนตระกูล”

ถือเป็นวันสุดท้ายที่เปิดให้บริการแก่ลูกค้าของโรงแรมอิมพีเรียลควีนส์ปาร์คที่เปิดให้บริการมากว่า 22ปี และที่สำคัญคือเป็นการปิดฉากโรงแรมของ “เครืออิมพีเรียล” ชิ้นสุดท้ายในกรุงเทพฯ ซึ่งเคยเป็นสมบัติของรักของหวงของอดีตเจ้าพ่อธุรกิจโรงแรมชื่อดัง อากร ฮุนตระกูล ที่เสียชีวิตไปเมื่อ 14 ปีก่อน

ในยุคที่เครือโรงแรมอิมพีเรียลรุ่งเรืองสุดขีดนั้น อากร ขยายโรงแรมถึง 7 แห่งคือ โรงแรมนิวอิมพีเรียลควีนส์ปาร์ค โรงแรมอิมพาล่า โรงแรมอิมพีเรียลธารา โรงแรมอิมพีเรียลสมุย โรงแรมธาราแม่ฮ่องสอน โรงแรมเรือและบ้านสมุย และโรงแรมลำปางธานี

ในบรรดาโรงแรมในเครือทั้งหมด นับว่าอิมพีเรียลควีนส์ปาร์คมีขนาดใหญ่ที่สุดและลงทุนมากที่สุดจนกลายเป็นทอล์ค ออฟ เดอะ ทาวน์ ในยุคที่กำลังก่อสร้าง แนวความคิดของนักลงทุนหัวก้าวหน้าอย่างอากร เห็นว่าช่วงนั้นเป็นยุคเฟื่องฟูของการท่องเที่ยวเมืองไทย ประกอบกับกำลังจะมีการประชุมWorld Bank ที่ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิตติ์ เขาจึงตัดสินใจลงทุนสร้างโรงแรมขนาดใหญ่ที่สุดเท่าที่เมืองไทยเคยมีคือ 1,250 ห้อง หรือเท่ากับโรงแรม 5ดาว จำนวน 4 แห่งมารวมกัน

อีกปรากฏการณ์หนึ่งของโรงแรมแห่งนี้คือ “ห้องจัดเลี้ยง” ขนาดใหญ่ที่จุแขกได้ถึง 2,500 คน ห้องสัมนาและจัดเลี้ยงกลางขนาดกลาง 40 ห้อง และที่จอดรถส่วนบุคคลอีก 1,500 คัน เพื่อรองรับการประชุมขนาดใหญ่ระดับประเทศที่เขาคาดว่าจะเกิดขึ้นในอนาคต โดยหวังให้อิมพีเรียลควีนส์ปาร์ค เป็น Convention Hotel ซึ่งตอนนั้นโรงแรมในกรุงเทพฯยังไม่มี

ถือได้ว่าอากรมองอนาคตได้แม่นยำ เพราะตั้งแต่เปิดดำเนินการมา ห้องจัดเลี้ยงของโรงแรมอิมพีเรียลควีนส์ปาร์คก็มีโอกาสจัดงานใหญ่ระดับประเทศหลาย ๆ ครั้ง รวมทั้งการจัดเลี้ยงฉลองชัยชนะของเหล่านักกีฬาที่ได้เหรียญจากการแข่งขันโอลิมปิกทุกครั้งจะต้องมาเปิดห้องเลี้ยงฉลองกันที่นี่

ส่วนห้องอาหารที่นักดื่มนักกินอย่างอากรจัดสรรในโรงแรมใหญ่ขนาดนี้ มีตั้งแต่ห้องชาบู ชาบู ที่นำคอนเซ็ปต์นี้มาจากโรงแรมอิมพีเรียล วิทยุ ซึ่งถือเป็นคนแรกที่จุดประกายอาหารประเภทหม้อไฟสไตล์ญี่ปุ่นขึ้นเป็นคนแรกของเมืองไทย รวมทั้งห้อง อาหารเลแนมเฟียส์ และ ห้องอาหารดิอิมพีเรียลไชน่า, ห้องอาหารคาโช

นอกจากนี้ยังมีห้อง Queenrsquo;s Park Grand Penthouse ที่ตั้งอยู่บนชั้น 37 ถือเป็นห้องเพนท์เฮ้าที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย ด้วยขนาดพื้นที่ 750 ตารางเมตร ซึ่งคนมีรสนิยมการใช้ชีวิอย่างเสิศหรูแบบอากรนั้น ต้องการให้ห้องนี้เป็นเสมือนคฤหาสน์หลังใหญ่แต่มีบรรยากาศเหมือนบ้าน โดยเขาลงทุนตระเวนหาซื้อของตกแต่งห้องด้วยตัวเอง จนห้องนี้เต็มไปด้วยของสะสมราคาแพง ๆ

ห้องเพนท์เฮ้าส์ประกอบด้วย ห้องนอนใหญ่ 1 ห้อง ห้องสำหรับผู้ติดตาม 2 ห้อง ห้องโถงรับแขก ห้องรับประทานอาหาร ห้องนั่งเล่น ห้องทำงาน จากุชชี่กลางแจ้ง ห้องซาวน่า และห้องออกกำลังกายส่วนตัว และลงทุนจ้างบัทเลอร์ฝรั่งถึง 2 คน ประจำห้องนี้

ใครที่คิดจะมานอนห้องเพนท์เฮ้าส์แห่งนี้ต้องลงทุนควักเงินถึง 1.8 แสนบาทต่อคืนทีเดียว จึงมีแต่แขกระดับผู้นำประเทศและมหาเศรษฐ๊เท่านั้นที่มีโอกาสมาพัก อาทิ อานันท์ ปันยารชุน อดีตนายกรัฐมนตรี ราชวงศ์ตะวันออกกลาง ซีอีโอของบริษัทชั้นนำของโลก เป็นต้น

“ยิ่งใหญ่ยิ่งหนาว” คงไม่เพียงเปรียบเทียบกับคนเท่านั้น เพราะการลงทุนอันมหาศาลในโรงแรมอิมพีเรียลควีนส์ปาร์ค กลับเกิดขึ้นในจังหวะที่ไม่ดี ขณะที่กำลังก่อสร้างไปจนถึงเปิดให้บริการ ต้องมาเจอกับวิกฤติโลกทั้งสงครามอ่าวเปอร์เชีย รสช.ปฏิวัติและ เหตุการณ์พฤษภาทมิฬ เหล่านี้ล้วนเป็นปัญหาที่มีผลกระทบถึงการดำเนินของโรงแรม จนในที่สุดอากร ต้องตัดสินใจขายโรงแรมในเครืออิมพีเรียลให้กับ กลุ่มเจริญ สิริวัฒนภักดี รวมทั้งอิมพีเรียลควีนส์ปาร์คด้วยเมื่อปี 2537 ซึ่งถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของเครืออิมพีเรียลทีเดียว

และครั้งนี้ถือเป็นการพลิกประวัติศาตร์ครั้งสำคัญของโรงแรมอีกครั้ง เพราะเจ้าสัวเจริญ ตัดสินใจประกาศปิดกิจการโรงแรม โดยถือเอาสิ้นเดือนกันยายนนี้เป็นวันสุดท้ายสำหรับเคลียร์ลูกค้าทั้งหมด

“ 22-22-22” จึงเป็นปาร์ตี้เลี้ยงอำลาของโรงแรมอิมพีเรียลที่ถอดรหัสลับออกมาว่า เป็นงาน Thank You Party ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 22 สิงหาคมที่ผ่านมา ณ ซอยสุขุมวิท 22 อันเป็นที่ตั้งของโรงแรม ที่เปิดดำเนินการมายาวนานถึง 22 ปี

บรรยากาศของงานเลี้ยงครั้งนี้ถือโอกาสขอบคุณบรรดาเอเจนซี่ท่องเที่ยว เหล่าลูกค้าขาประจำผู้มีอุปการคุณ และแขกสำคัญอื่นๆ โดยใช้ล็อบบี้ขนาดใหญ่เป็นสถานที่จัดเลี้ยง ในบรรยากาศที่รื่นเริง ซึ่งมีแขกรับเชิญและเหล่าพนักงานลูกหม้อของโรงแรมมาร่วมรำลึกถึงความหลังกันเต็มห้องจัดเลี้ยง

จากนี้ไปชื่อโรงแรมอิมพีเรียลควีนส์ปาร์คจะหายไปจากวงการโรงแรม และอีก 2 ปีข้างหน้าจึงจะเผยโฉมในชื่อใหม่ที่ตั้งขึ้นมารอว่า “แมริออท โฮเทล ควีนส์ปาร์ค” คงต้องรอดูว่าโฉมใหม่ของโรงแรมยักษ์ใหญ่แห่งนี้จะสร้างความฮือฮาได้เทียบเท่ากับยุคของอากร ฮุนตระกูลได้หรือเปล่า!!