PR

@@ในความเคลื่อนไหวของสถานการณ์ที่ปรากฎเป็น"ข่าว"และ"ไม่เป็นข่าว"พยายามสแกนย่นย่อมานำเสนอและเป็นไว้เป็นฐานข้อมูลสังเคราะห์สถานการณ์ ที่นี่ "ข่าวที่ไม่เป็นข่าว"
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ พระบรมศพ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ พระบรมศพ แสดงบทความทั้งหมด

วันศุกร์ที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2561

ผู้พิพากษาจับกลุ่มเสนอก.ต.โดนร้องประพฤติตนไม่เหมาะ ให้ไขก๊อก เพื่อสง่างาม เชื่อถอดถอนยุติ

ผู้พิพากษาจับกลุ่มเสนอก.ต.โดนร้องประพฤติตนไม่เหมาะ ให้ไขก๊อก เพื่อสง่างาม เชื่อถอดถอนยุติ


เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม เเหล่งข่าวระดับสูงในศาลยุติธรรม กล่าวถึงกรณีที่ นายสืบพงษ์ ศรีพงษ์กุล อธิบดีผู้พิพากษาภาค2 ได้เวียนหนังสือนำส่งขอให้เข้าชื่อกันถอดถอนกรรมการตุลาการศาลยุติธรรมผู้ทรงคุณวุฒิ (ก.ต.) หลังพบว่า ก.ต.ดังกล่าวมีพฤติการณ์ไม่เหมาะสมในศาลจังหวัดเเห่งหนึ่งเเถบภาคตะวันออก ว่า หลังจากได้มีการส่งหนังสือเวียนของนายสืบพงษ์ ได้มีการหารือกันในกลุ่มผู้พิพากษาถึงกรณีดังกล่าว โดยมีผู้พิพากษาหลายคนเสนอเเนวทางว่า ก.ต.ในชั้นศาลฎีกาดังกล่าว ควรที่จะลาออกจากตำเเหน่ง เนื่องจากปกติเเล้วผู้พิพากษาเราจะเคารพกัน ถ้า ก.ต.คนดังกล่าวรู้ตัวก็จะเเสดงความรับผิดชอบด้วยการลาออกจะเป็นการสง่างามทั้งตนเองเเละกับศาลยุติธรรม เเละเป็นการเเสดงความรับผิดชอบด้วยตนเองจะถือว่าเป็นผู้ชนะ เเละเชื่อว่าการลงชื่อถอดถอนดังกล่าวก็จะยุติลงด้วยดี
เเหล่งข่าวยังกล่าวถึงการยื่นถอดถอน ก.ต.เทียบกับกับการการถอดถอนผู้ดำรงตำเเหน่งทางการเมืองว่า ตาม พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรม พ.ศ.2543 บัญญัติเรื่อง ก.ต.เเละกำหนดให้มีระบบตรวจสอบ ก.ต.ของผู้พิพากษาทั่วประเทศ ถ้าเปรียบเทียบกับสภาผู้เเทนราษฎร ซึ่งประชาชนเป็นผู้เลือก ซึ่งเมื่อผู้ดำรงตำเเหน่งทางการเมืองที่ประชาชนเลือกมาทำหน้าที่ไม่ถูกหรือผิดจริยธรรม ประชาชนก็มีสิทธิรวมตัวกันเข้าชื่อยื่นให้ประธานรัฐสภานำเข้าสภาเพื่อถอดถอนได้ ตรงนี้กฎหมายก็บัญญัติไว้ชัดว่านอกจากสภาจะหยิบยกขึ้นมาพิจารณาเเล้วผู้เลือกก็มีสิทธิยื่นคำร้องถอดถอนได้
ส่วนของศาลเราก็มีรูปเเบบที่ว่าผู้พิพากษาเป็นคนเลือก ก.ต.ถึงเเม้ผู้พิพากษาเเต่ละชั้นศาลจะมีสิทธิเลือกเฉพาะชั้นศาลตัวเอง เเต่ก็ถือว่า ก.ต.มาจากการเลือกของผู้พิพากษาทั่วประเทศ ซึ่ง ก.ต.จะมีหน้าที่ ที่จะดูเเลพิจารณาให้คุณให้โทษเลื่อนขั้นผู้พิพากษาทั้ง3ชั้นศาล ถ้า ก.ต.คนใดไม่ว่าจะเป็นชั้นศาลใดทำไม่ถูก ผิดจริยธรรมหรือวินัยอย่างร้ายเเรง ไม่สมควรที่จะเป็น ก.ต.ต่อไปผู้พิพากษาก็จะเข้าชื่อกัน1ใน5เผื่อเข้าสู่กระบวนการถอดถอนได้เช่นกัน

วันจันทร์ที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2561

วุฒิภาวะคนไทย ฝ่าการเมืองเน่า

วุฒิภาวะคนไทย ฝ่าการเมืองเน่า



ถอดแบบหมูป่า “ติดถ้ำ”นำประเทศพ้นวิกฤติกับดัก
กลายเป็นปรากฏการณ์ระดับโลก
ตามรูปการณ์ที่คนดังๆอย่างประธานาธิบดี “โดนัลด์ ทรัมป์” แห่งสหรัฐอเมริกา นายกรัฐมนตรี “เทเรซา เมย์” แห่งอังกฤษ ผู้นำประเทศมหาอำนาจ
ซุปเปอร์สตาร์ทั้ง “เดวิด เบคแฮม–โรนัลโด–ลิโอเนล เมสซี–พอล ป็อกบา–ไคล์ วอล์กเกอร์–โจเซ มูรินโญ ฯลฯ” ดาวดังในวงการฟุตบอลชื่อกระฉ่อน
“อีลอน มัสก์” มหาเศรษฐีเจ้าของบริษัทดังด้านเทคโนโลยี “มาร์ค ซัคเคอร์เบิร์ก” ซีอีโอใหญ่แห่งเฟซบุ๊ก
คนดังเบอร์ต้นๆของโลกต่างโฟกัสมาที่ประเทศไทย
ใช้พื้นที่สื่อส่วนตัว แสดงตนมีส่วนร่วมให้กำลังใจ แสดงความยินดีกับปฏิบัติการช่วยเหลือ 13 ชีวิต เยาวชนและโค้ชทีมหมูป่า อะคาเดมี ที่ติดอยู่ในถ้ำหลวง–ขุนน้ำนางนอน อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย
ออกมาได้อย่างปลอดภัย ครบทั้ง 13 คน (ปฏิบัติการค้นหา 13 ชีวิต ถ้ำหลวงเชียงราย)
บันทึกเป็นเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ เล่าขานกันไปอีกนานแสนนาน
กับการเอื้ออาทรกันในมวลหมู่มนุษยชาติ โดยไม่แยกเชื้อชาติภาษา
โดยเฉพาะการช่วยเหลือของนักประดาน้ำมืออาชีพนานาชาติ ผู้เชี่ยวชาญระดับโลกจากต่างประเทศ ที่ขันอาสามาร่วมภารกิจที่ได้ชื่อว่า “มิสชัน อิมพอสซิเบิล” จนกลายเป็น “มิสชัน พอสสิเบิล”
เสี่ยงชีวิตเข้าไปช่วย “คนแปลกหน้า” โดยไม่รู้จักกันมาก่อน
โดยแรงส่งมาจากปรากฏการณ์รวมพลังของคนไทยทุกภาคส่วน ไล่ตั้งแต่หน่วยหลักคือหน่วยซีลกองทัพเรือ กำลังพลกองทัพบก ยุทโธปกรณ์ของกองทัพอากาศ กำลังตำรวจตระเวนชายแดน อาสาสมัคร ข้าราชการพลเรือนฝ่ายมหาดไทย
ภาคเอกชนที่ขนเครื่องมือ อุปกรณ์มาช่วยเสริมภารกิจแบบไม่คิดค่าใช้จ่าย ยอมขาดรายได้ประจำ
ไม่เว้นแม้แต่ชาวบ้านตาดำๆ ผู้หญิง คนแก่ ที่ขันอาสาเป็นแม่ครัว ฝ่ายทำความสะอาดจัดการสถานที่ รวมถึงรับซักรีดเสื้อผ้าให้เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน ช่วยกันคนละไม้ละมืออย่างเต็มอกเต็มใจ
จิตอาสาพึ่บพั่บ อารมณ์คนไทยไม่ทิ้งกันเกิดขึ้นอัตโนมัติ
จุดมุ่งหมายคือช่วยเหลือ 13 ชีวิตออกจากเงื้อมมือมัจจุราชในถ้ำหลวงฯ
ทำสงครามกับเวลา ต่อสู้กับภัยธรรมชาติ
พลาดหมายถึงชีวิต แบบที่ต้องสูญเสียจ่าเอกสมาน กุนัน เจ้าหน้าที่หน่วยรักษาความปลอดภัยของบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) อดีตหน่วยซีลกองทัพเรือ ที่อาสาเข้าร่วมภารกิจด้วยความเต็มใจ
ได้รับการยกย่องให้เป็นวีรบุรุษแห่งถ้ำหลวง-ขุนน้ำนางนอน
ถึงตอนนี้ พูดได้ว่าภารกิจสิ้นสุดลงด้วยความสำเร็จ พร้อมภาพความสวยงาม
ภายใต้พระบารมีปกเกล้าปกกระหม่อม “ในหลวงรัชกาลที่ 10” ที่ทรงติดตามสถานการณ์ตั้งแต่วันแรกที่เกิดเหตุ รับสั่งผ่านราชเลขาฯถึงรัฐบาล พระราชทานสิ่งของเครื่องมือเครื่องใช้ จัดตั้งโรงครัวพระราชทาน
รวมถึงทรงแนะนำการบริหารจัดการอย่างเป็นระบบ
รับสั่งให้รัฐบาล หน่วยงานที่เกี่ยวข้องถอดบทเรียนการกู้ภัยช่วยทีมหมูป่า จัดทำบันทึก เขียนแผนไว้เป็นโมเดลต้นแบบที่จะนำไปใช้ในการกู้ภัยได้ทั้งในถ้ำ ใต้น้ำ และบนบกต่อไปหากเกิดเหตุการณ์ในอนาคต
วิกฤติเด็กติดถ้ำ สร้างโอกาสให้ประเทศไทยได้เห็นความสว่างไสวที่แฝงอยู่
ปรากฏการณ์ทีมหมูป่ากลบกระแส ชิงพื้นที่ข่าวการเมืองซาลงไป 2–3 สัปดาห์
ในสถานการณ์ความคืบหน้าที่ยังเดินตามกระบวนการโรดแม็ป ล่าสุดที่ประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ได้ให้ความเห็นชอบผู้ได้รับการเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่งคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จำนวน 7 คน ตามที่คณะกรรมาธิการสามัญ เพื่อทำหน้าที่ตรวจสอบประวัติ ความประพฤติและพฤติกรรมทางจริยธรรมของผู้ได้รับการเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่ง กกต.
เห็นชอบ 5 คน ไม่เห็นชอบ 2 คน
แต่ตามบทบัญญัติทางกฎหมาย ถือว่าครบองค์ประกอบ กกต.ชุดใหม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ทันทีที่มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ
ภายใต้เงื่อนไขสถานการณ์เข้าสู่โหมดการเตรียมการเลือกตั้ง
ตามจังหวะที่สังเกตได้จากการขยับของนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ กัปตันทีมเศรษฐกิจ ได้สั่งการกระทรวงคมนาคม เร่งประมูลโครงการเมกะโปรเจกต์ รถไฟฟ้า รถไฟทางคู่ ขยายสนามบิน ฯลฯ
บูมเศรษฐกิจภาพรวม รองรับโครงการเรือธงระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (อีอีซี)
ขณะเดียวกันก็มีการสั่งการผ่านกระทรวงการคลัง กระทรวงพาณิชย์ อัดฉีดมาตรการพิเศษเพื่อลดภาระค่าครองชีพให้แก่ประชาชนที่มีรายได้น้อย
ด้วยการคืนภาษีมูลค่าเพิ่ม (แวต) 7 เปอร์เซ็นต์ ให้แก่ประชาชนที่ถือบัตรสวัสดิการฯ ในการซื้อสินค้าจากร้านธงฟ้าประชารัฐ หรือสินค้าอื่นๆ เช่น เสื้อผ้า โทรศัพท์มือถือที่จำเป็นต้องใช้ในการประกอบอาชีพและรองรับสังคมไร้เงินสด รวมถึงสิ่งของที่จำเป็นต่อการดำรงชีพ กรมสรรพากรก็จะคืนภาษีมูลค่าเพิ่มให้
เป็นหนึ่งในยุทธศาสตร์อัดฉีดเศรษฐกิจฐานราก
บรรเทาสถานการณ์ปากท้องคนมีรายได้น้อย
ทีมงาน “สมคิด” ต้องบริหารเศรษฐกิจ ล้อไปกับการบริหารกระแสการเมือง
ตามแนวโน้มนับถอยหลังไปสู่วันเลือกตั้งต้นปีหน้า 2562 นับจากนี้ไปรัฐบาลน่าจะทยอยปล่อยสารพัดมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ซื้อใจชาวบ้านร้านตลาด
เน้นกระตุกฐานเสียงใหญ่ที่มีผลต่อการเลือกตั้ง
อัดสารพัดโครงการภายใต้ยี่ห้อ “ประชารัฐ” ย้ำให้คนจดจำได้
ในมุมที่ถือเป็นความพยายามอย่างเป็นรูปธรรมในการดึงคะแนนนิยมของรัฐบาล “นายกฯลุงตู่”
ล้อไปกับความเคลื่อนไหวที่พรรคเพื่อไทย พรรคประชาธิปัตย์ นักการเมืองอาชีพ ตีปี๊บรุมแฉการเดินหน้าดูดอดีต ส.ส.เข้าสังกัดพรรค “พลังประชารัฐ”
สนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ตีตั๋วต่อนายกรัฐมนตรี
แน่นอน มองเผินๆมันก็วิถีเดิมๆ ย้อนอดีตสมัยอดีตพรรคไทยรักไทย ที่เริ่มต้นจากการปล่อยนโยบายใหม่ๆภายใต้ยี่ห้อ “ประชานิยม” ออกมาโกยกระแส กวาดคะแนนนิยม
พร้อมๆไปกับการเดินหน้ากวาดต้อนอดีต ส.ส.มาเข้าคอกร่วมค่าย
ชนะเลือกตั้งแบบถล่มทลาย
และวันหนึ่งก็มาถึงฉาก “ตลกร้าย” ทางการเมือง ตามท้องเรื่อง “ประชารัฐ” ตีตลาด “ประชานิยม”
2 ยี่ห้อนี้ คนคิดคนเดียวกัน นั่นคือ “สมคิด จาตุศรีพิทักษ์”
หักมุมแบบที่ฝรั่งต่างชาติยังงงกับการเมืองแบบไทยๆ
เรื่องของเรื่อง “ประชานิยม” เป็นเครื่องมือทำให้ “ทักษิณ ชินวัตร” หลงเข้าป่าเข้าพง กู่ไม่กลับแล้ว
แต่ “ประยุทธ์” ยังมีโอกาสพิสูจน์ตัวเอง
ก่อนอื่นเลย ยี่ห้อ “ประชารัฐ” จะตีตลาด “ประชานิยม” แตกหรือไม่ ยังต้องลุ้นกัน
ที่แน่ๆมันเป็นอะไรที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ตราบใดที่โจทย์เป้าหมายอยู่ที่เสียงข้างมาก
รัฐธรรมนูญกำหนดให้ใครได้เสียงจากประชาชนเยอะที่สุด จะได้ถือครองเกมอำนาจอย่างชอบธรรมตามกติกาประชาธิปไตย
การปั่นตัวเลข ส.ส.จึงสำคัญเหนือสิ่งอื่นใด
ปริมาณมาก่อน คุณภาพค่อยว่ากันอีกที
แบบที่เห็น ถึงแม้ พล.อ.ประยุทธ์พยายามตีกรรเชียง ไม่แปดเปื้อนการเมืองที่แสดงอาการรังเกียจมาตั้งแต่แรก แต่ถึงจุดหนึ่งก็เลี่ยงไม่ได้ ต้องอาศัยนักเลือกตั้งอาชีพเป็นฐาน
ภายใต้การเคลื่อนของทีมงานสามมิตรภายใต้การนำของนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ อดีตเลขาธิการพรรคไทยรักไทย มือดีลคนสำคัญของ “ทักษิณ”
ประกันความมั่นใจในการตีตั๋วต่ออำนาจ
เพราะการก่อกำเนิดพรรคการเมืองต้องพึ่งนักการเมืองพันธุ์เก่าเป็นต้นทุนชัวร์ๆ หลักประกันไม่จั่วลม
ภายใต้บริบทประชาธิปไตย พรรคเลือกคน ประชาชนเลือกพรรค
หลักการฟังดูง่าย แต่ในทางปฏิบัติจริง ยากกว่าช่วยเด็กติดถ้ำ
ที่สำคัญมันเป็นวิถีประชาธิปไตยแบบไทยๆ การเมืองเป็นเรื่องกิจการภายใน
ต่างชาติเข้ามาช่วยฝ่าการเมืองน้ำเน่าไม่ได้เหมือนเอาทีมหมูป่าออกจากถ้ำ
ขึ้นอยู่กับวุฒิภาวะในการเลือกตั้งของประชาชน ถ้ายังวนเหมือนอยู่ในถ้ำ ติดกับวิถีการเมืองแบบเดิมๆ
ผลลัพธ์ออกมาต้องยอมรับ บ่นทีหลังไม่ได้.
“ทีมการเมือง”

วันพฤหัสบดีที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2561

“บิ๊กป้อม” คุยอาเซียน”USABC ยัน เดินหน้าตามโรดแมพ สู่การเลือกตั้งต้นปี 62

“บิ๊กป้อม” คุย “ประธานสภาธุรกิจสหรัฐอเมริกา – อาเซียน”USABC ยัน เดินหน้าตามโรดแมพ สู่การเลือกตั้งต้นปี 62 นำพาประเทศไปสู่การปกครองในระบอบประชาธิปไตย

พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รอง นายกฯและ รมว.กห. ต้อนรับนาย Alexander C. Feldman ประธานสภาธุรกิจสหรัฐอเมริกา – อาเซียน (United States – ASEAN Business Council – USABC) และคณะ ทึ่ศาลาว่าการกลาโหม ในโอกาสเยือนประเทศไทย

พล.ท.คงชีพ ตันตระวาณิชย์ โฆษก กห. เปิดเผยว่า นายอเล็กซานเดอร์ ได้กล่าวถึง ความสัมพันธ์และมิตรภาพระหว่างสองประเทศ ที่มีมาต่อเนื่องยาวนานถึง 200 ปี ทั้งด้านการค้า การลงทุน ด้านการทหารและความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ที่ดีต่อกันของไทยและสหรัฐฯ โดยการนำคณะนักธุรกิจเอกชนชั้นนำของสหรัฐฯ เข้าพบ เพื่อแสดงความมุ่งมั่นในการดำเนินธุรกิจในไทยที่มีมาต่อเนื่องยาวนาน และการขยายการลงทุนของกลุ่มธุรกิจสหรัฐฯ ซึ่งต่างให้ความสนใจและพร้อมจะเข้ามาลงทุนในไทย
โดยเฉพาะการเข้ามาลงทุนในโครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ซึ่งพร้อมให้การสนับสนุนการพัฒนาประเทศตามนโยบายของรัฐบาลไปด้วยกัน
พล.อ.ประวิตร กล่าวแสดงความขอบคุณ และยืนยันว่า ไทยให้ความสำคัญกับภาคเอกชนของสหรัฐฯ ในการเพิ่มพูนความร่วมมือด้านการค้า การลงทุนระหว่างกัน ซึ่งไทยอยู่ระหว่างการปฏิรูปกฎระเบียบด้านการค้า การลงทุน และพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน. เพื่อวางรากฐานการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศในอนาคต พร้อมทั้งยินดีที่สหรัฐฯ ได้กลับมามีบทบาทอย่างแข็งขันในการดำเนินยุทธศาสตร์อินโด – แปซิฟิก ที่ให้ความสำคัญต่อภูมิภาคอาเซียน
โดยไทยพร้อมให้การสนับสนุนและเปิดกว้างให้ภาคเอกชนสหรัฐฯเข้ามาลงทุน และยินดียิ่งหากภาคเอกชนสหรัฐฯ จะได้เข้ามามีส่วนร่วมในการช่วยพัฒนาบุคลากร และเทคโนโลยี ของไทยในด้านต่างๆ ซึ่งจะช่วยพัฒนาเศรษฐกิจของไทยให้เจริญก้าวหน้าต่อไป
พร้อมกันนี้ ได้ยืนยัน ถึงความตั้งใจจริงของรัฐบาล ในการเดินหน้าตามโรดแมป เพื่อนำไปสู่การเลือกตั้งทั่วไปที่จะมีขึ้นในต้นปี 62 เพื่อนำพาประเทศไปสู่การปกครองในระบอบประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ต่อไป

วันพฤหัสบดีที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2561

ลูกจ้างสธ.เฮ คลังชะลอระเบียบจ้างงาน-ม็อบหมอพอใจยุติชุมนุม

ลูกจ้างสธ.เฮ คลังชะลอระเบียบจ้างงาน-ม็อบหมอพอใจยุติชุมนุม


ลูกจ้างสธ.เฮ เมื่อกระทรวงการคลัง ยอมชะลอระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการจ้างงานด้วยเงินนอกงบประมาณ
เมื่อวันที่ 31 พ.ค. ที่กระทรวงสาธารณสุข(สธ.) นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร รมว.สธ. ให้สัมภาษณ์หลังประชุมร่วมกับรมว.คลัง เกี่ยวกับระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการจ้างงานด้วยเงินนอกงบประมาณ ซึ่งฝั่งสาธารณสุขมี 5 ฝ่าย คือตัวแทนจากสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด (สสจ.) โรงพยาบาลศูนย์(รพศ.) โรงพยาบาลทั่วไป(รพท.) และโรงพยาบาลชุมชน(รพช.) รวมทั้งชมรมแพทย์ชนบทว่า ที่ประชุมเห็นว่าเมื่อระเบียบนี้ทำให้เข้าใจคลาดเคลื่อน จึงขอระงับการใช้ระเบียบไปก่อน โดยบ่ายวันนี้ รมว.คลังเชิญทุกฝ่ายทุกกระทรวงที่เกี่ยวข้องกับระเบียบนี้ มาทำประชาพิจารณ์ ฟังความเห็น ถือว่าดี จะได้ทราบแผนบริหารจัดการชัดเจน ส่วนระเบียบเงินบำรุงนั้น ต้องหารือว่าสิ่งใดทำให้เกิดความคล่องตัวและตรวจสอบได้ ก็สามารถปรับได้ตามหลักการ
“ระเบียบนี้ไม่ได้ตั้งใจไปคุมใคร แต่ทำให้เกิดวินัยในการจ้างบุคลากร มีการวางแผนบุคลากรจะทำให้คล่องตัว ไม่ใช่ขัดข้อง ดังนั้น เมื่อไม่ใช้ระเบียบนี้ก็ใช้ของเดิมต่อไปและจ้างงานได้ตามเดิม” นพ.ปิยะสกล กล่าว
นพ.เจษฎา โชคดำรงสุข ปลัดสธ. กล่าวถึงการปรับแก้ระเบียบเงินบำรุงของสธ.ว่า จะมีการหารือร่วมกันว่าจะปรับแก้อย่างไรให้เหมาะสม จะดำเนินการโดยเร็วที่สุด จากนี้ขอให้บุคลากรสบายใจได้ เรื่องการจ้างงานไม่กระทบแน่นอน
ที่กระทรวงการคลัง นพ.เกรียงศักดิ์ วัชรนุกูลเกียรติ ผอ.รพ.ชุมแพ จ.ขอนแก่น ในฐานะประธานชมรมแพทย์ชนบท กล่าวภายหลังการประชุมร่วมกระทรวงการคลังว่า กระทรวงการคลังประกาศว่าจะแขวนระเบียบดังกล่าว ซึ่งหมายถึงชะลอการใช้ เนื่องจากรับทราบผลกระทบที่จะเกิดขึ้น ทางชมรมฯมองว่าก็ต้องให้เกียรติรมว.คลัง และปลัดกระทรวงการคลัง เมื่อมีการชะลอระเบียบดังกล่าว ถือเป็นเรื่องที่ดี ดังนั้น วันที่ 1 มิ.ย. เราจะไม่มากระทรวงการคลัง แต่รอดูว่าจะดำเนินการอย่างไร โดยเฉพาะการปรับแก้ระเบียบเงินบำรุงของกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งต้องตัดข้อที่ 10 ที่เป็นปัญหาออกไป เราคิดว่าใช้เวลาปรับส่วนนี้แค่ 1 เดือนก็เพียงพอ หากสุดท้ายไม่แก้ไขอีก พวกเราจะไปร้องเรียนต่อนายกฯ ที่ทำเนียบรัฐบาล ส่วนการขึ้นป้ายคัดค้านระเบียบกระทรวงการคลังที่หน้าโรงพยาบาลจะยุติลงหรือไม่ นพ.เกรียงศักดิ์ กล่าวว่า ตนคงไปสั่งแต่ละโรงพยาบาลไม่ได้ ขึ้นอยู่กับพวกเขา เมื่อทราบข่าวแล้วน่าจะทยอยเอาลง
นายประสงค์ พูนธเนศ ปลัดกระทรวงการคลัง เปิดเผยภายหลังการประชุมว่า ยขณะนี้ยังมีหมอและหน่วยงานอื่นๆ มีความเข้าใจคลาดเคลื่อนอยู่มาก จึงให้เลื่อนการใช้ประกาศระเบียบดังกล่าวออกไปก่อนจนกว่าจะมีประกาศใหม่ ซึ่งกรมบัญชีกลางจะเร่งทำหนังสือแจ้งให้ทุกหน่วยงานได้รับทราบเป็นการด่วน อย่างไรก็ตาม จากการเชิญทุกหน่วยงานมาทำความเข้าใจ จะพยายามเขียนระเบียบด้วยภาษาที่เข้าใจง่าย อ่านแล้วทุกหน่วยงานสบายใจ คาดว่าจะใช้เวลาไม่กี่เดือนออกระเบียบใหม่
“ที่ผ่านมาต้องยอมรับว่าการจ้างพนักงานและลูกจ้างชั่วคราวไม่มีมาตรฐาน บางหน่วยงานมีเงินไม่พอ ต้องจ้างพนักงานปริญาตรี 2 คน ตามจริงต้องได้เงินเดือนคนละ 1.5 หมื่นบาท แต่จ่ายจริงให้คนละ 7,500 บาท ซึ่งอย่างนี้ก็ไม่ถูกต้อง ทำให้ ครม.ต้องการจัดระเบียบเรื่องนี้ให้มีมาตรฐานและมีข้อมูลเพื่อใช้กำหนดนโยบายและบริหารเศรษฐกิจของประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ

วันพุธที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2561

4 ปีก็แป๊บเดียว

4 ปีก็แป๊บเดียว



ไม่มีใครพูด เรื่องครบรอบ 4 ปี คสช.ได้ตรงประเด็น ตรงความจริง เจ๋งเป้งเท่ากับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้า คสช.พูดเอง
นายกฯ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่าเวลา 4 ปี คนอื่นอาจบอกว่า...นานจัง
แต่ตนเองกลับรู้สึกว่าเวลา 4 ปี... แป๊บเดียว!!
เพราะยังมีปัญหาต้องแก้ไขและมีอะไรต้องทำต่อไปอีกเยอะเหลือเกิน
“แม่ลูกจันทร์” กราบเรียนว่า เวลา 4 ปีก็คือเวลา 4 ปีเท่าเดิม ไม่เพิ่มไม่ลด ไม่ยืดไม่หด ไม่เร็วไม่ช้า ไม่สั้นไม่ยาว
แต่เป็นเพราะ “จิตปรุงแต่ง” ทำให้ บางคนรู้สึกว่า 4 ปีนานจัง และบางคนรู้สึกว่า 4 ปีแป๊บเดียว
ความจริงเวลา 4 ปีที่ คสช.ผูกขาดอำนาจเบ็ดเสร็จทางการเมืองเท่ากับเวลา 1 เทอมเต็มๆ ของรัฐบาลในระบอบประชาธิปไตย
การที่รัฐบาล คสช. บริหารบ้านเมืองครบ 4 ปี จึงเป็นเวลายาวนานพอสมควร
แถมรัฐบาล คสช.ยังมีโอกาสบริหารบ้านเมืองจนกว่าจะมีรัฐบาลใหม่หลังเลือกตั้งอีก 1 ปีเต็มๆ
การได้ครองอำนาจนานถึง 5 ปี จึงไม่ใช่แป๊บเดียวแน่นอน
“แม่ลูกจันทร์” เชื่อว่าหลายท่านลืมไปแล้วว่าช่วง 4 ปี ภายใต้รัฐบาล คสช.มีการปรับ ครม.ไปแล้วกี่ครั้ง? รุสต๊อกรัฐมนตรีไปแล้วกี่คน? ใช้เงินอัดฉีดกระตุ้นเศรษฐกิจไปแล้วมากเท่าใด?
เว็บข่าว “ประชาชาติธุรกิจ” ได้รวบรวมสถิติ 4 ปี คสช.ไว้หลายแง่หลายมุม
“แม่ลูกจันทร์” ขออนุญาตเลือกบางประเด็นมาฉายซํ้าดังนี้คือ...
4 ปีรัฐบาล คสช.มีการปรับ ครม.ทั้งหมด 5 ครั้ง มีรัฐมนตรีเก่า–ใหม่ใส่ตะกร้าล้างนํ้ารวมทั้งสิ้น 47 คน
การปรับ ครม.ครั้งใหญ่ที่สุด คือการโละทีม ครม.เศรษฐกิจชุด “หม่อมอุ๋ย” ยกกระบิ 11 คน แล้วเอาทีม ครม.เศรษฐกิจชุดใหม่ของ ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ 10 คนเสียบแทน
4 ปีหลังการปฏิวัติ คสช.ได้ใช้จ่ายงบประมาณแผ่นดิน (ตั้งแต่งบปี 2557 จนถึงงบปี 2562) รวม 6 ปี
รวมยอดเงินรายจ่ายรวมกันถึง 16 ล้านล้านบาท
ช่วง 4 ปีของ คสช.ได้อัดฉีดเม็ดเงินกระตุ้นเศรษฐกิจมากที่สุดเป็นประวัติการณ์
ทั้งกระตุ้นระยะสั้น กระตุ้นระยะยาว และกระตุ้นช่วงเทศกาล
รวมเบ็ดเสร็จ 4 ปี รัฐบาล คสช.ใช้เงินอัดฉีดกระตุ้นเศรษฐกิจเต็มพิกัดถึง 2 ล้านล้านบาททีเดียว
เหตุที่ใช้เงินกระตุ้นเศรษฐกิจมากขนาดนี้ เพื่อเร่งเศรษฐกิจไทยให้กระเด้งดึ๋งขึ้นเห็นทันตา
ปรากฏว่าเศรษฐกิจ “กระเด้ง” ขึ้นจริง แต่ยังไม่ “ดึ๋ง” เท่าที่ควร
“แม่ลูกจันทร์” ย้ำว่า 4 ปีรัฐบาล คสช.ได้ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศไปแล้วหลายขบวน
แต่กลับไม่เห็นผลการปฏิรูปประเทศที่เป็นรูปธรรม
เริ่มจากการแต่งตั้งสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) อยู่ในตำแหน่งได้ 11 เดือนก็ยุบทิ้งไป
มีการแต่งตั้งสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) รับไม้ต่ออีก 1 ปี 9 เดือนก็สลายตัว
จากนั้นจึงมีการแต่งตั้งคณะกรรมการปฏิรูปประเทศ 11 ด้าน เพื่อนำข้อเสนอปฏิรูปประเทศจาก “สปช.” และ “สปท.” ไปสรุปรวบรวมเพื่อจัดทำแผนปฏิรูปประเทศซ้ำอีกที
กว่าจะได้แผนปฏิรูปไปเริ่มลงมือปฏิรูปประเทศจริงๆ เลยหมดเวลา 4 ปี ด้วยประการฉะนี้แลเฮย.
“แม่ลูกจันทร์”

วันจันทร์ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2561

ข้ามช็อตไปไกลแล้ว!

ข้ามช็อตไปไกลแล้ว!



ใส่เกียร์ถอยกันทันทีทันใด
ตามฉากล่าสุดที่ นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) และ นายสรศักดิ์ เพียรเวช เลขาธิการสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร เตรียมหั่นลดงบประมาณด้านไอที การก่อสร้างอาคารรัฐสภาแห่งใหม่ วงเงิน 8,135 ล้านบาท
ยอมลดสเปกเลิกจัดซื้ออุปกรณ์แพงเว่อร์อย่างไมโครโฟนเครื่องละ 120,000 บาท และนาฬิกาเรือนละ 70,000 บาท หันมาใช้ระบบที่มีราคาปกติ
ภายหลัง “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. แสดงอาการไม่สบอารมณ์ กลางวง ครม. ในการจัดซื้อจัดจ้างระบบเทคโนโลยีด้านไอทีในราคาไม่สมเหตุสมผล ชวนให้เกิดข้อสงสัยเรื่องความไม่โปร่งใสในยุครัฐบาลทหารที่เน้นจุดขายรังเกียจการทุจริตเป็นอันดับต้นๆ
ท้ายที่สุดสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรต้องพับแผนซื้ออุปกรณ์ไฮเทคด้านไอทีเก็บใส่ลิ้นชัก
ส่วนหนึ่งต้องยกความดีความชอบให้ “บิ๊กตู่” ที่สกรีนการใช้งบประมาณของส่วนราชการละเอียดยิบ เบรกการใช้งบอีลุ่ยฉุยแฉกเกินความจำเป็น ช่วยเซฟเงินประเทศไว้ได้ก้อนโต
เป็นคิวที่ผู้นำ คสช.ได้แต้มไปเต็มๆแสดงให้เห็นถึงความเอาจริงเอาจัง ใส่ใจมาตรฐานป้องกันกลโกง
กระตุ้นเรตติ้งผู้นำให้ติดลมบนยิ่งขึ้น หลังจากที่ผลโพลของ “นิด้า” ออกมาเป็นใจ ชาวบ้านเทใจสนับสนุนให้ “บิ๊กตู่” ได้ต่อตั๋วอำนาจเบิ้ลเก้าอี้ผู้นำ โดยมีคะแนนเหนือกว่า 2 คู่แข่งอย่าง “เจ๊หน่อย” คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ แกนนำพรรคเพื่อไทย และ “เดอะมาร์ค” นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์
แถมพรรคพลังประชารัฐ ว่าที่พรรคผู้สนับสนุนหลักอย่างเป็นทางการของ “ลุงตู่” ยังทำคะแนนนิยมแซงพรรคประชาธิปัตย์ เบียดขึ้นมาไล่ตามพรรคเพื่อไทย
รูปการณ์ดีวันดีคืนขึ้นเรื่อยๆ ผิดกับขั้ว 2 ค่ายใหญ่ “เพื่อไทย–ประชาธิปัตย์” ที่ยังมีปัญหาเรื้อรังเรื่องตัวผู้นำพรรค ทั้งคุณหญิงสุดารัตน์และนายอภิสิทธิ์ยังติดปัญหาการยอมรับจากลูกทีม จะเทใจให้เต็มร้อยในการถือธงนำลงสนามเลือกตั้งหรือไม่
สถานการณ์สองพรรคใหญ่ไม่สู้ดี ปัจจัยทางบวกไหลไปอยู่กับขั้วอำนาจพิเศษหมด
เพราะมาถึงตอนนี้แนวโน้มสูงหลังการเลือกตั้งจะได้ผู้นำหน้าเดิมชื่อ “ลุงตู่” ตามต้นทุนที่สะสมทำงานมาร่วม 4 ปี ยังมีดีพอที่จะได้ไปต่อ
สามารถจัดแถวนักเลือกตั้งให้อยู่ในระเบียบ และทำท่าจะต่อยอดเปิดทางให้ทหารมีบทบาทมากขึ้นในการดำรงตำแหน่งสำคัญต่างๆเพื่อคุมเกมความได้เปรียบในอนาคต
ตามเค้าลางที่เห็นในกรณีรัฐบาลและ สนช.เตรียมคลอดกฎหมายฉบับใหม่ ร่าง พ.ร.บ.การเทียบตำแหน่งของข้าราชการทหารกับข้าราชการพลเรือน
หลักใหญ่ใจความคือ การปรับระดับให้นายทหารยศ “พลตรี” มีสถานะเทียบเท่ากับซี 10 หรือระดับ “อธิบดี” ในตำแหน่งทางข้าราชการพลเรือน
เห็นเนื้อหาสาระ ก็อ่านไต๋กันออก นำร่องเคลียร์ทางให้ระดับหัวแถวท็อปบูตลงสนามเข้ามาเป็นกรรมการองค์กรอิสระได้ โดยไม่ติดกฎเหล็กเรื่องคุณสมบัติตามรัฐธรรมนูญปี 2560
ปลดล็อกให้เกิดความชัดเจนเรื่องการเทียบเคียงยศทางทหารกับตำแหน่งข้าราชการพลเรือน ให้ระดับ พล.ต.มีสิทธินั่งแท่นองค์กรอิสระได้ ไม่ใช่ผูกขาดอยู่แค่ระดับ พล.อ.ที่เป็น ผบ.เหล่าทัพเพียงอย่างเดียว
เนื่องจากที่ผ่านมาชั้นยศ “พลตรี” ถูกตีความไม่ได้อยู่ในข่ายเทียบเท่า “อธิบดี”
แม้ นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี พยายามชี้แจง จะต้องดูทั้งตำแหน่งและชั้นยศเทียบเคียงประกอบกันไปด้วย จึงจะชี้ขาดได้ว่า ชั้นยศ พล.ต.ตามกฎหมายใหม่จะมีศักดิ์เทียบเท่าอธิบดีหรือไม่
แต่อย่างน้อยก็มีแนวโน้มให้ทหารเข้าไปนั่งในองค์กรอิสระระดับหัวกะทิ อาทิ กกต. ป.ป.ช. สตง. ได้ง่ายขึ้น เพราะที่ผ่านมามีนายพลหลายรายที่ถูกมองเป็นเด็กปั้นฝ่ายอำนาจพิเศษตกม้าตาย วืดเก้าอี้องค์กรอิสระ
จึงมีความจำเป็นต้องหาช่องให้ท็อปบูตได้แทรกตัวไปอยู่ในองค์กรอิสระ คอยประคองเสถียรภาพ “บิ๊กตู่” ในการต่อตั๋วอำนาจนั่งเก้าอี้นายกฯรอบสองช่วงเปลี่ยนผ่าน
ช่วยระวังหลังให้รัฐบาลไปได้ตลอดรอดฝั่ง
นาทีนี้ “ลุงตู่” มองข้ามช็อตไปไกลกว่าการเลือกตั้งแล้ว.
ทีมข่าวการเมือง

วันพฤหัสบดีที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2561

"เวลา” มีค่า อย่าให้ต้องมาเสียเวลาไป เพราะรถติด

"เวลา” มีค่า อย่าให้ต้องมาเสียเวลาไป เพราะรถติด
"บิ๊กป้อม" ถก แก้ปัญหาจราจร ขอความร่วมมือทุกกระทรวงให้ความสำคัญลดความเดือดร้อนของประชาชน กำชับ ผบ.ตร. ต้องขับเคลื่อน 5 คณะทำงาน ร่วมแก้ปัญหาจราจรให้ต่อเนื่องและเป็นผลจริงจัง/ สั่งแก้ปัญหา Grab bike ยังมีวิ่งทับเส้นทาง ระบุ ก.ท่องเที่ยวเร่งแก้ปัญหาจราจร รอบสนามหลวง รองรับนักท่องเที่ยวจำนวนมาก รถบัส ทำรถติด/ สั่งกวดขัน ห้ามขี่ ย้อนศร ชี้"เวลา” มีค่าสำหรับทุกคน ปัญหารถติดเป็นปัญหาสำคัญ/ตั้ง"คณะทำงานย่อยศึกษาแนวทางเพิ่มประสิทธิภาพการขนส่งสาธารณะทางน้ำในคลองแสนแสบ
ที่ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม เป็นประธานการประชุมบูรณาการการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาจราจร
พลเอกประวิตร กล่าวถึง การจัดระเบียบวิน จักรยานยนต์รับจ้าง Grab bike ว่า หน่วยงานที่เกี่ยวข้องพูดคุยกัน ที่ผ่านมา ยอมรับว่ายังมีบ้างที่มีการวิ่งทับเส้นทางกันอยู่ จึงต้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปพูดคุยกันให้เรียบร้อย
ผู้สื่อข่าวถามถึงการแก้ปัญหาการจราจรบริเวณรอบท้องสนามหลวงที่เกิดจากรับส่งนักท่องเที่ยวจำนวนมาก จะดำเนินการอย่างไร พล.อ.ประวิตรกล่าวว่า กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ได้เตรียมการรองรับในเรื่องนี้เพื่อรองรับนักท่องเที่ยวที่มีประมาณวันละ 2 หมื่นคน
ส่วนรายละเอียดทางเจ้าหน้าที่จะชี้แจงต่อไป โดยเบื้องต้นเรื่องรถทัวร์รับส่งนักท่องเที่ยวได้ให้จอดที่บริเวณโรงแรมรัตนโกสินทร์
พล.ท.คงชีพ ตันตระวาณิชย์ โฆษก กห. เปิดเผยว่า พล.อ.ประวิตร เรียกประชุมคณะอนุกรรมการแก้ไขปัญหาจราจร ในเขตกรุงเทพและปริมณฑล เพื่อติดตามเร่งรัดการแก้ไขปัญหาจราจรและปัญหาที่กระทบกับอันตรายของประชาชนในการเดินทาง
โดยรับทราบความคืบหน้าการทำงานของ คณะทำงานการขับเคลื่อนการแก้ปัญหาการจราจรด้านต่างๆ ทั้ง 5 คณะ อันประกอบด้วย ด้านกายภาพและปรับปรุงสภาพถนน ด้านกวดขันวินัยจราจรและอำนวยความสะดวกการจราจร ด้านการขนส่งสาธารณะ ด้านการบริหารจัดการและเทคโนโลยี ด้านการเสริมสร้างวินัยจราจรและการประชาสัมพันธ์
ต่อจากนั้น ได้ร่วมพิจารณา ประเด็นการเพิ่มประสิทธิภาพศูนย์ควบคุมและสั่งการจราจร โดยให้มีการบูรณาการกำลังและกำหนดความรับผิดชอบให้มีขอบเขตในการบริหารจัดการจราจรครอบคลุม กทม.และปริมณฑล ประเด็นแนวทางการเพิ่มประสิทธิภาพระบบขนส่งสาธารณะเพื่อแก้ปัญหาผลกระทบจากการก่อสร้างรถไฟฟ้า
โดยให้ตั้ง"คณะทำงานย่อยศึกษาแนวทางเพิ่มประสิทธิภาพการขนส่งสาธารณะทางน้ำในคลองแสนแสบ" เพื่อแก้ปัญหาการจราจรในถนน รามคำแหง พระรามเก้า ถนนเพชรบุรีและสุขุมวิท.
รวมทั้งการเพิ่มรถไมโครบัส จากมีนบุรี ไปสถานีรถไฟฟ้าใต้ดิน แยกรัชดา - ลาดพร้าว ถนนรามคำแหงและรามอินทรา รวมทั้งประเด็นการบริหารจัดการจราจรในช่วงเปิดภาคเรียน
โดยให้ ตร.ร่วมกันบูรณาการทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง แก้ปัญหาจราจร 3 กลุ่ม คือ กลุ่มโรงเรียนบริเวณถนนสามเสน ถนนราชสีมาและราชวิถี , กลุ่มโรงเรียนบริเวณถนนสาทร ถนนเจริญกรุงและสาทร และกลุ่มโรงเรียนบริเวณถนนเพชรบุรี ถนนอโศก สุขุมวิทและเพลินจิต เพื่อบรรเทาการจราจรที่กระทบเป็นวงกว้าง
พล.อ.ประวิตร ย้ำว่า “เวลา” มีค่าสำหรับทุกคน ปัญหารถติดเป็นปัญหาสำคัญ ของกรุงเทพมหานคร โดยเฉพาะในชั่วโมงเร่งด่วนและช่วงฝนตก ถือเป็นความเดือดร้อนของประชาชนและความสูญเสียทางเศรษฐกิจ ที่ทุกฝ่ายต้องร่วมกันแก้ไขอย่างเต็มกำลัง
โดยเฉพาะช่วงการก่อสร้างรถไฟฟ้า อาคารสูงและระบบสาธารณูปโภคในถนนสายหลัก จึงต้องให้ความสำคัญในการบูรณาการทำงานที่มีความเชื่อมโยงกันในทุกคณะทำงานที่จัดตั้งขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยถือเป็นนโยบายสำคัญของรัฐบาลและวาระเร่งด่วน ที่ต้องขับเคลื่อนให้มีความคืบหน้าและมีผลเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ทั้งนี้ ให้พิจารณาความเหมาะสมหากมีความจำเป็นต้องทบทวนและแก้กฎหมายตามสภาพความเป็นจริง
พลเอกประวิตร ได้สั่งการให้ ผบ.ตร. ประชุมกำกับติดตามและขับเคลื่อนกลไกที่รัฐบาลจัดตั้งขึ้นทั้ง 5 คณะทำงานอย่างต่อเนื่อง โดยต้องได้ข้อยุติในทุกเรื่อง เพื่อพัฒนาระบบและคลี่คลายปัญหาจราจรในกรุงเทพและปริมณฑลในภาพรวมอย่างต่อเนื่องจริงจัง
ขณะเดียวกัน ให้รับเรื่องร้องเรียนของประชาชนมาพิจารณาแก้ไข เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนในการสัญจร
โดยทางด้านกายภาพ ได้ย้ำกรุงเทพมหานคร ต้องเร่งรัดปรับปรุงผิวจราจรและถนนที่ชำรุดในทุกเขตพื้นที่ อันเป็นเหตุให้รถชะลอตัว ปรับปรุงเครื่องหมายจราจร ปรับเกาะกลางถนนและจุดกลับรถ
รวมทั้งประสานขอคืนผิวจราจรจากการก่อสร้าง โดยเฉพาะการเบี่ยงช่องทางจราจรบริเวณจุดจอดรถประจำทาง ตามที่ได้มีการสำรวจร่วมกันให้แล้วเสร็จโดยเร็ว เพื่อให้การจราจรมีการไหลเวียนที่คล่องตัวมากขึ้น พร้อมกันนี้ให้ กทม.เตรียมการรองรับระบบระบายน้ำในฤดูฝน เพื่อมิให้
ด้านการบริหารจัดการและเทคโนโลยี ขอให้ประสานสร้างการมีส่วนร่วมกับสถาบันการศึกษา นำผลศึกษาวิจัยและเทคโนโลยีใหม่ๆมาใช้ เพื่อเชื่อมโยงบริหารจัดการจราจร การบังคับใช้กฎหมายและการปลูกฝังวินัยจราจรทั้งระบบ
ด้านระบบขนส่งสาธารณะ ขอความร่วมมือกระทรวงคมนาคม กวดขันเอาจริงกับการตรวจสภาพรถสาธารณะและมารยาทการขับขี่ที่ขัดต่อใบอนุญาต พร้อมทั้งขอให้เร่งรัดดำเนินการตามมติที่ประชุม ในการเชื่อมโยงการเดินทาง โดยการจัดหา รถ Shuttle Bus รับ-ส่งในเส้นทางก่อสร้างรถไฟฟ้า และการปรับปรุงสภาพเรือโดยสาร การเพิ่มมาตรฐาน การให้บริการทางน้ำ เพื่อเพิ่มทางเลือกให้กับพี่น้องประชาชน
ด้านการบังคับใช้กฎหมายและการปลูกฝังวินัยจราจร ขอให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติและทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ต้องร่วมกวดขันการบังคับใช้กฎหมายที่เกี่ยวข้องอย่างจริงจังและปลูกฝังวินัยจราจรไปด้วยกัน
พร้อมกันนี้ ต้องพร้อมรับการมีส่วนร่วมของประชาชนในการแจ้งหรือรับการร้องเรียนจากประชาชนที่ร่วมบันทึกภาพผู้กระทำผิดกฎจราจร มาดำเนินการตามกฎหมายอย่างจริงจัง เพื่อให้สังคมได้มีส่วนร่วมบังคับใช้กฎหมายและร่วมสร้างวินัยจราจรไปด้วยกัน
และ ขอย้ำให้เอาจริงกับผู้ขับขี่ย้อนศรและบนทางเท้า การไม่สวมใส่หมวกกันน็อก การผ่าสัญญานไฟ และการไม่หยุดให้คนข้ามถนน รวมทั้ง รถแท็กซี่ที่ไม่รับผู้โดยสาร เพื่อความชอบธรรมของสิทธิและหน้าที่ และความปลอดภัยของผู้ใช้รถใช้ถนนทุกคน
พร้อมกันนี้ พล.อ.ประวิตร ได้กำชับตอนท้ายว่า การจัดระเบียบทางสังคมมีความสำคัญ โดยถือเป็นหน้าที่ ที่ต้องร่วมกันทำต่อควบคู่กับการสร้างความเข้าใจกับประชาชน ขอให้ทุกหน่วยงานมุ่งมั่น ตั้งใจ ร่วมกันทำงานจัดระเบียบสังคมและแก้ปัญหาการจราจรไปด้วยกัน ด้วยความจริงใจ บนพื้นฐานของความโปร่งใสและประโยชน์ของประชาชนส่วนใหญ่ พร้อมย้ำว่า เจ้าหน้าที่รัฐ ต้องบังคับใช้กฎหมายอย่างทั่วถึงและเป็นธรรมกับทุกคนไม่มียกเว้น และห้ามมีการเรียกรับสินบนหรือรับประโยชน์ในหน้าที่โดยมิชอบอย่างเด็ดขาด

วันศุกร์ที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2560

โปรดเกล้าเจ้าประคุณสมเด็จพระวันรัต นั่งราชรถอ่านพระคัมภีร์นำพระบรมศพ



สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร โปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานถวาย เจ้าประคุณสมเด็จพระวันรัต วัดบวรนิเวศวิหาร รับหน้าที่พระสงฆ์นั่งราชรถอ่านพระคัมภีร์นำพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ ๙ ในวันที่ ๒๖ ตุลาคม ๒๕๖๐
ประวัติสมเด็จพระวันรัต สมเด็จพระวันรัต มีนามเดิมว่า จุนท์ พราหมณ์พิทักษ์ เกิดเมื่อวันพฤหัสบดีที่ ๑๗ กันยายน ๒๔๗๙ ขึ้น ๑ ค่ำ เดือน ๑๑ ปีชวด ณ บ้านเกาะเกตุ ต.ชำราก อ.เมือง จังหวัดตราด โยมบิดา-มารดา ชื่อ นายจันทร์และนางเหล็ย พราหมณ์พิทักษ์ ท่านสำเร็จการศึกษาชั้นประถมปีที่ ๔ จากโรงเรียนวัดคิรีวิหาร ต.ชำราก อ.เมือง จ.ตราด
จากนั้นได้เข้าพิธีบรรพชาเมื่อวันจันทร์ที่ ๑๒ พฤษภาคม ๒๔๙๑ ณ วัดคิรีวิหาร ต.ชำราก อ.เมือง จ.ตราด โดยมีพระวินัยบัณฑิตเป็นพระอุปัชฌาย์ กระทั่งอายุครบ ๒๐ ปีบริบูรณ์ ได้เข้าพิธีอุปสมบท เมื่อวันอาทิตย์ที่ ๘ กรกฎาคม ๒๔๙๙ ณ พระอุโบสถวัดบวรนิเวศวิหาร โดยมีสมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์ เป็นพระอุปัชฌาย์ พระวินัยบัณฑิต (ถาวร ฐานุตตโร) วัดคิรีวิหาร จ.ตราด เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และพระครูวิสุทธิธรรมภาณ (แจ่ม ธัมมสาโร) เป็นพระอนุสาวนาจารย์ หลังอุปสมบทได้ศึกษาพระปริยัติธรรมจนสอบได้เปรียญธรรม ๙ ประโยค จากสำนักเรียนวัดบวรนิเวศวิหาร
ในพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ วันที่ ๑๕ พฤศจิกายน ๒๕๕๑ สมเด็จพระวันรัต ขณะดำรงสมณศักดิ์ที่พระพรหมมุนี ได้ปฏิบัติหน้าที่พระเถระชั้นผู้ใหญ่ นั่งพระเสลี่ยงกลีบบัว (พระยานมาศพระนำ) และราชรถน้อย (รถพระนำ) อ่านพระอภิธรรมนำขบวนพระอิสริยยศ ในการเคลื่อนพระศพ จากพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท สู่พระเมรุ ณ มณฑลพิธีท้องสนามหลวง
รวมทั้งในพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพสมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี วันที่ ๙ เมษายน ๒๕๕๕ สมเด็จพระวันรัต ได้ปฏิบัติหน้าที่พระเถระชั้นผู้ใหญ่ นั่งพระเสลี่ยงกลีบบัว (พระยานมาศพระนำ) และราชรถน้อย (รถพระนำ) อ่านพระอภิธรรมนำขบวนพระอิสริยยศ ในการเคลื่อนพระศพจากพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท สู่พระเมรุ ณ มณฑลพิธีท้องสนามหลวงอีกวาระหนึ่ง
ส่วนภาระหน้าที่พิเศษ ยากที่จะหาผู้ใดทำหน้าที่นี้ได้ในยุคปัจจุบัน คือ การที่ได้รับมอบหมายจากเถรสมาคมเป็นผู้ตรวจสอบการคำนวณปฏิทินหลวง (ปฏิทินจันทรคติไทย)

ขอบพระคุณข้อมูลและภาพจาก
IG: @noeyapirat
cr: www.wikipedia.com