PR

@@ในความเคลื่อนไหวของสถานการณ์ที่ปรากฎเป็น"ข่าว"และ"ไม่เป็นข่าว"พยายามสแกนย่นย่อมานำเสนอและเป็นไว้เป็นฐานข้อมูลสังเคราะห์สถานการณ์ ที่นี่ "ข่าวที่ไม่เป็นข่าว"
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ การทุจริต แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ การทุจริต แสดงบทความทั้งหมด

วันอังคารที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2562

ชำแหละปมร้อน “ศักดิ์สยาม”ยึดอำนาจเบ็ดเสร็จ คุมทุกเรื่อง“คมนาคม”

ชำแหละปมร้อน “ศักดิ์สยาม”ยึดอำนาจเบ็ดเสร็จ คุมทุกเรื่อง“คมนาคม”

03 Sep 2019
อ่าน 7,525 ครั้ง
Ads by AdAsia
Play
ดุเดือดเลือดพล่านขึ้นมาอีกเมื่อ “ศักดิ์สยาม ชิดชอบ” เจ้ากระทรวงคมนาคม ออกคำสั่งด่วนที่สุด ลงวันที่ 27 สิงหาคม เรื่อง การนำนโยบายกระทรวงคมนาคมไปสู่การปฏิบัติรวม 7 ประการ ส่งไปยัง ปลัดกระทรวงคมนาคม อธิบดีทุกกรม และผู้บริหารรัฐวิสาหกิจทุกแห่งในสังกัดกระทรวงหูกวาง การออกคำสั่งแบบข้ามหน้าข้ามตา “2 รมช.ช่วย” ในครั้งนี้นั้น อ้างเหตุผลสำคัญว่า
เพื่อให้กรม รัฐวิสาหกิจในสังกัดกระทรวงคมนาคม นำนโยบายไปสู่การปฏิบัติภายใต้การบูรณาการให้ประสานสอดคล้อง และตอบสนองต่อแนวนโยบายแห่งรัฐ ยุทธศาสตร์ชาติ พ.ศ.2561-2580 รวมทั้งนโยบายของรัฐบาลเพื่อแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนและสนับสนุนแผนกระตุ้นเศรษฐกิจเพื่อแบ่งเบาภาระของประชาชนเพื่อให้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น 
รายการห้องข่าวเศรษฐกิจ NEWSROOM ช่วง “ลึก แต่ไม่ลับ กับ บากบั่น บุญเลิศ” ตอน “ศักดิ์สยาม ควบอำนาจคมนาคม และรัฐวิสาหกิจ” ดำเนินรายการโดย บากบั่น บุญเลิศ และ วิลาสินี แวน ฮาเรน ออกอากาศทางเนชั่นช่อง 22 พาไปชำแหละปมร้อนในเรื่องนี้แบบล้วงลึก
นายบากบั่น ให้ข้อมูลว่า กระทรวงคมนาคมดูแลงบประมาณในแต่ละปีสูงนับแสนล้านบาท สำหรับงบประมาณปี 2562 อยู่ที่ 1.83 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2561 ประมาณ 1.08 หมื่นล้านบาท เฉพาะงบสำหรับการพัฒนาระบบขนส่งเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันประเทศตามยุทธศาสตร์เร่งด่วนปี 2562 อยู่ที่ 112,729 ล้านบาท และปี 2563 อยู่ที่ 104,313 ล้านบาท เป็นงบผูกพันข้ามปีงบประมาณ 2562-2563 ดังนี้
                                           
1.กรมเจ้าท่า รวม 2,907 ล้านบาท 2.กรมการขนส่งทางบก 1,972 ล้านบาท 3.กรมท่าอากาศยาน 8,460 ล้านบาท 4.กรมทางหลวง 22,121 ล้านบาท 5.กรมทางหลวงชนบท 11,429 ล้านบาท 6.สำนักงานแผนและนโยบายการจราจร (สนข.) 418 ล้านบาท
มีงบรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2562 แบ่งเป็น 1.กรมเจ้าท่า 4,788 ล้านบาท 2.กรมการขนส่งทางบก 4,154 ล้านบาท 3.กรมท่าอากาศยาน 6,614 ล้านบาท 4.กรมทางหลวง 119,091 ล้านบาท และ5.กรมทางหลวงชนบท 48,089 ล้านบาท รวมทั้งสิ้นเป็นเงิน 182,736 ล้านบาท
ขณะที่มีงบลงทุนของรัฐวิสาหกิจที่ต้องเร่งเบิกจ่ายให้ได้ 70 % และต้องรายงานให้นายศักดิ์สยาม รมว.คมนาคมทราบในทุกๆโครงการที่มีการจัดซื้อจัดจ้างมูลค่า 100 ล้านบาท รวมถึงถ้ามีการพิจารณาแผนงานต้องรายงานให้รับทราบภายใน 7 วันด้วย


สำหรับงบลงทุนของรัฐวิสาหกิจปี 2562 ประกอบด้วย 1.การรถไฟแห่งประเทศไทย 76,184 ล้านบาท 2.การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) 24,385 ล้านบาท 3.บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท.จำนวน  17,912 ล้านบาท 4.การทางพิเศษแห่งประเทศไทย 6,203 ล้านบาท
5.การท่าเรือแห่งประเทศไทย 2,010 ล้านบาท 6.องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) 1,986 ล้านบาท 7.บริษัท วิทยุการบินแห่งประเทศไทย จำกัด 1,250 ล้านบาท 8.บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) 6,380 ล้านบาท รวมงบลงทุนทั้งสิ้น 136,310 ล้านบาท  
นอกจากนี้ยังงบประมาณสำหรับโครงการพิเศษที่อยู่ในมืออีกจำนวนมหาศาล วงเงินรวม 1,920,469 ล้านบาท เช่น โครงการรอรัฐบาลให้สัมปทาน ประกอบด้วย โครงการขยายสัญญาทางด่วน 30 ปี วงเงิน 31,500 ล้านบาท, โครงการระบบเก็บเงินมอเตอร์เวย์บางปะอิน-โคราช และบางใหญ่-กาญจนบุรี วงเงิน 61,086 ล้านบาท, โครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน วงเงิน 224,544 ล้านบาท และโครงการท่าเรือแหลมฉบับเฟส 3 วงเงิน 49,630 ล้านบาท
ทั้งยังมีโครงการที่รอรัฐบาลเซ็นสัญญาอีก อาทิ โครงการทางด่วนพระราม 3–ดาวคะนอง วงแหวนตะวันตก 4 สัญญา วงเงิน 29,154 ล้านบาท,โครงการรถไฟไทย-จีน 5 สัญญา วงเงิน 58,168 ล้านบาท และโครงการยกระดับพระราม 2 ช่วงบางขุนเทียน- บ้านแพ้ว วงเงิน 10,500 ล้านบาท และที่รอให้รัฐบาลผลักดันอีก 3 โครงการ ประกอบด้วย โครงการรถไฟไทย-จีน เฟส 2 นครราชสีมา-หนองคาย วงเงิน 210,862 ล้านบาท,โครงการรถไฟความเร็วสูงกรุงเทพฯ-พิษณุโลก วงเงิน 212,892 ล้านบาท และโครงการรถไฟความเร็วสูงกรุงเทพฯ-หัวหิน วงเงิน 100,125 ล้านบาท
รวมถึงยังมีโครงการต่างๆ ที่รอเสนอเข้าครม.อีกจำนวนมาก อาทิ ค่าเวนคืนมอเตอร์เวย์ บางใหญ่-กาญจนบุรี วงเงิน 8,000 ล้านบาท,โครงการมอเตอร์เวย์นครปฐม-ชะอำ วงเงิน 79,006 ล้านบาท,โครงการมอเตอร์เวย์หาดใหญ่-ปาดังเบซาร์ วงเงิน 57,022 ล้านบาท,โครงการส่วนต่อขยายโทลล์เวย์รังสิต-บางปะอิน วงเงิน 30,538 ล้านบาท โครงการด่วนกะทู้-ป่าตอง วงเงิน 13,917 ล้านบาท
โครงการทางด่วนขั้นที่ 2 สายเหนือ 17,000 ล้านบาท,โครงการสายสีส้มตะวันตก บางขุนนนท์-ศูนย์วัฒนธรรม วงเงิน 12, 000 ล้านบาท, โครงการรถไฟฟ้าภูเก็ต 30,155 ล้านบาท,โครงการอาคารผู้โดยสารหลังที่ 2 สุวรรณภูมิ 35,377 ล้านบาท,โครงการจุดพักรถมอเตอร์เวย์พัทยา-มาบตาพุด 620 ล้านบาท
โครงการที่พักริมทางมอเตอร์เวย์บางใหญ่-กาญจนบุรี 1,486 ล้านบาท,โครงการที่พักริมทางมอเตอร์เวย์บางปะอิน-โคราช 1,579 ล้านบาท, โครงการศูนย์บริการทางหลวงศรีราช 1,504 ล้านบาทและโครงการรถไฟทางคู่ เฟส 2 จำนวน 6 เส้นทาง วงเงิน 215,338 ล้านบาท     
มีโครงการที่รอประมูลอีก 7 โครงการ อาทิ โครงการสายสีแดงเข้ม ช่วงรังสิต-ม.ธรรมศาสตร์ วงเงิน 6,570 ล้านบาท, โครงการสายสีแดงอ่อนช่วงตลิ่งชัน-ศาลายา วงเงิน 10,202 ล้านบาท,โครงการสายสีแดงอ่อนช่วงตลิ่งชัน-ศิริราช วงเงิน 6,645 ล้านบาท, โครงการสายสีแดงบางซื่อ-หัวหมาก และบางซื่อ-หัวลำโพง 44,144 ล้านบาท,โครงการสายสีม่วงใต้เตาปูน-ราษฎร์บูรณะ 101,112 ล้านบาท
โครงการรถไฟทางคู่เด่นชัย-เชียงราย-เชียงของ 85,345 ล้านบาท, โครงการรถไฟทางคู่บ้านไผ่-นครพนม  66,848 ล้านบาท, โครงการรถไฟไทย-จีน 7 สัญญา 70,000 ล้านบาท และโครงการรันเวย์ 3 สนามบินสุวรรณภูมิ 19,422 ล้านบาท  
                                                        
“คำถาม คือ แนวทางการทำงานหลังจากนี้ที่ให้ต้องรายงานทุกเรื่องกับ นายศักดิ์สยาม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงฯ ดังนั้น การแบ่งงานให้กับ นายถาวร เสนเนียม และ นายอธิรัฐ รัตนเศรษฐ 2 รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ก่อนหน้านี้ จึงไม่มีความหมายแต่อย่างใด” นายบากบั่น ตั้งข้อสังเกต             

ทั้งนี้ สำหรับคำสั่งที่ คค 0100/1421 ลงวันที่ 27 สิงหาคม 2562 มีรายละเอียดถึง ปลัดกระทรวงคมนาคม อธิบดีทุกกรม 13 ผู้บริหารรัฐวิสาหกิจและบริษัทในสังกัดกระทรวง ระบุว่า ตามที่ได้มอบนโยบายของกระทรวงคมนาคมให้แก่ปลัดกระทรวง อธิบดี และผู้บริหารรัฐวิสาหกิจ เพื่อให้กรม รัฐวิสาหกิจในสังกัดกระทรวงคมนาคม นํานโยบายไปสู่การปฏิบัติ ภายใต้การบูรณาการให้ประสาน สอดคล้อง และตอบสนองต่อแนวนโยบายแห่งรัฐ ยุทธศาสตร์ชาติ พ.ศ.2561-2580
                                                     
รวมทั้งนโยบายของรัฐบาลเพื่อแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนและสนับสนุนแผนกระตุ้นเศรษฐกิจเพื่อแบ่งเบาภาระของ ประชาชนเพื่อให้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นนั้น เพื่อให้การแปรนโยบายของกระทรวงคมนาคมไปสู่การปฏิบัติ เกิดผลสัมฤทธิ์อย่างมีประสิทธิภาพ และเพื่อให้การบริหารงบประมาณของรัฐบาลเป็นไปตามข้อสั่งการของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในการประชุมคณะรัฐมนตรี เมื่อวันอังคารที่ 20 สิงหาคม 2562 จึงให้กระทรวง กรม รัฐวิสาหกิจนําเสนอเรื่องต่างๆให้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมทราบก่อนไม่น้อยกว่า 7 วันทําการ ดังนี้
1. แผนปฏิบัติการตามนโยบายและโครงการสําคัญเร่งด่วน เพื่อแก้ไขปัญหาความเดือดร้อน และเป็นการส่งเสริมเศรษฐกิจของประเทศและประชาชน
 2. การบริหารงานบุคคล การบรรจุ การคัดเลือก การแต่งตั้ง การเลื่อนขั้นเงินเดือนหรือคําสั่ง การออกจากตําแหน่ง สอบสวนวินัยและการลงโทษข้าราชการ และพนักงานรัฐวิสาหกิจ ตําแหน่งนักบริหารระดับสูง นักบริหารระดับต้น และผู้บริหาร รองผู้บริหารและผู้ช่วยผู้บริหารของรัฐวิสาหกิจ
                                                    
3. การขออนุมัติดําเนินการจัดซื้อจัดจ้างตามแผนงานโครงการ ที่มีวงเงินงบประมาณตั้งแต่ 100 ล้านบาทขึ้นไป
4. รายงานผลการใช้จ่ายงบประมาณรายจ่ายประจําปีงบประมาณ พ.ศ.2562 และ พ.ศ. 2563 ทุกเดือน ภายในวันที่ 10 ของเดือนถัดไป โดยมีเป้าหมายให้ส่วนราชการต้องเบิกจ่ายให้ได้ไม่น้อยกว่า 60% และรัฐวิสาหกิจต้องเบิกจ่ายให้ได้ไม่น้อยกว่า 70%
 5. ระเบียบวาระการประชุมคณะกรรมการบริหารรัฐวิสาหกิจก่อนการประชุม 7 วันทําการ และรายงานการประชุมฯ ภายหลังเสร็จสิ้นการประชุมไม่เกิน 7 วันทําการ
                                                 

วันอังคารที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2562

จดหมายถึงผู้ตรวจการแผ่นดิน เรื่อง ม.44โทรคมนาคมอาจจะฝ่าฝืน รธน.

จดหมายถึงผู้ตรวจการแผ่นดิน เรื่อง ม.44โทรคมนาคมอาจจะฝ่าฝืน รธน.
ด่วนที่สุด
วันที่ ๗ พฤษภาคม ๒๕๖๒
เรื่อง ขอใช้สิทธิตาม พ.ร.ป. ว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. ๒๕๖๑ มาตรา ๔๖ ประกอบมาตรา ๗ (๑๑) เกี่ยวกับคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ ๔/๒๕๖๒ อาจฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญ
เรียน ผู้ตรวจการแผ่นดิน
สิ่งที่ส่งมาด้วย คำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ ๔/๒๕๖๒
เนื่องด้วยข้าพเจ้าได้รับการละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพ จากการที่หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้ออกคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ ๔/๒๕๖๒ ซึ่งข้าพเจ้ามีความเห็นว่าอาจเป็นการฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ และรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช ๒๕๕๗ มีรายละเอียด ดังนี้
ข้อ ๑. คำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ ๔/๒๕๖๒ มีเงื่อนไขที่รอนสิทธิประโยชน์ของประชาชน
๑.๑ คำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ ๔/๒๕๖๒ มีเงื่อนไขบางประการที่รอนสิทธิประโยชน์ของประชาชน ได้แก่
๑.๑.๑ ข้อ ๕ ประกอบ ข้อ ๖ ซึ่งยินยอมให้ผู้รับใบอนุญาตรายใดที่ไม่สามารถชำระเงินประมูลคลื่นความถี่ได้ สามารถเลื่อนกำหนดเวลาการชำระเงินได้ นั้น
ข้าพเจ้าขอเรียนว่า การที่รัฐยินยอมให้ผู้รับใบอนุญาตสามารถเลื่อนกำหนดเวลาการชำระเงินได้ ทำให้เกิดประโยชน์แก่ผู้รับใบอนุญาตในการประหยัดดอกเบี้ย แต่ทำให้รัฐเสียประโยชน์ เนื่องจากรัฐบาลจะได้รับกระแสเงินสดล่าช้ากว่ากำหนดเดิม รัฐบาลจึงจะต้องหาแหล่งเงินอื่นมาทดแทนโดยต้องเสียดอกเบี้ย จึงเป็นการเลือกปฏิบัติเทียบกับธุรกิจประเภทอื่น ฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ มาตรา ๒๗ , ไม่เป็นการรักษาวินัยการเงินการคลัง ฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ มาตรา ๖๒ , และไม่แป็นการบริหารราชการแผ่นดินเพื่อประโยชน์สูงสุดของประเทศและประชาชนส่วนรวม ฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ มาตรา ๑๖๔ (๑)
๑.๑.๒ ข้อ ๑๐ ซึ่งกำหนดว่า ผู้รับใบอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่เพื่อให้บริการโทรทัศน์ภาคพื้นดินในระบบดิจิตอล รายใดประสงค์จะคืนใบอนุญาตที่ได้รับ ก็ให้คืนได้โดยไม่มีเบี้ยปรับ และยังให้สำนักงาน กสทช. พิจารณากำหนดค่าชดเชยให้แก่ผู้รับใบอนุญาตดังกล่าว รวมทั้งจะมีการลดค่าใช้จ่ายในการเช่าใช้โครงข่ายโทรทัศน์ประเภทที่ใช้คลื่นความถี่ภาคพื้นดินในระบบดิจิตอล (MUX) บางกรณีด้วย นั้น
ข้าพเจ้าขอเรียนว่า การที่รัฐยินยอมให้ผู้รับใบอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่เพื่อให้บริการโทรทัศน์ภาคพื้นดินในระบบดิจิตอลคืนใบอนุญาตได้ โดยไม่มีบทลงโทษ และยังอาจได้รับค่าชดเชย รวมทั้งอาจได้รับการยกเว้นค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายต่างๆ กรณีที่เดิมผู้รับใบอนุญาตมีภาระความผูกพันต่อรัฐ นั้น ทำให้เกิดประโยชน์แก่ผู้รับใบอนุญาต แต่ทำให้รัฐเสียประโยชน์ เนื่องจากรัฐบาลจะขาดไปซึ่งรายได้ตามข้อตกลงเดิม รัฐบาลจึงจะต้องหาแหล่งเงินอื่นมาทดแทนโดยต้องเสียดอกเบี้ย รวมทั้งจะต้องทำการเรียกเก็บภาษีจากประชาชนมากขึ้นเพื่อชดเชย จึงเป็นการเลือกปฏิบัติเทียบกับธุรกิจประเภทอื่น ฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ มาตรา ๒๗ , ไม่เป็นการรักษาวินัยการเงินการคลัง ฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ มาตรา ๖๒ , และไม่เป็นการบริหารราชการแผ่นดินเพื่อประโยชน์สูงสุดของประเทศและประชาชนส่วนรวม ฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ มาตรา ๑๖๔ (๑)
ข้อ ๒. คำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ ๔/๒๕๖๒ มีเงื่อนไขที่เลือกปฏิบัติ และเป็นการผูกขาดตัดตอนทางเศรษฐกิจ
๒.๑ ข้อ ๘ ซึ่งกำหนดให้สำนักงาน กสทช. ดำเนินการจัดสรรคลื่นความถี่ที่มีการเรียกคืนตามข้อ ๑๑ สำหรับใช้ในกิจการโทรคมนาคม โดยพิจารณาจัดสรรคลื่นความถี่ให้แก่ผู้ได้รับใบอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่ ย่าน ๘๙๐ - ๙๑๕ MHz / ๙๓๕ - ๙๖๐ MHz ก่อน นั้น
ข้าพเจ้าขอเรียนว่า ข้อกำหนดนี้เป็นการให้อภิสิทธิ์แก่ผู้ได้รับใบอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่ ย่าน ๘๙๐ - ๙๑๕ MHz / ๙๓๕ - ๙๖๐ MHz เหนือกว่าผู้ประกอบธุรกิจเดียวกันรายอื่นๆ จึงเป็นการเลือกปฏิบัติเทียบกับธุรกิจประเภทอื่น ฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ มาตรา ๒๗ , และไม่เป็นการขจัดการผูกขาดตัดตอนทางเศรษฐกิจ ฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ มาตรา ๗๕
๒.๒ ทั้งนี้ ถึงแม้ประกาศข้อ ๘ วรรคสองจะกำหนดว่า ในกรณีที่ผู้ได้รับใบอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่ย่าน ๘๙๐ - ๙๑๕ MHz / ๙๓๕ - ๙๖๐ MHz ไม่ประสงค์จะขอรับการจัดสรรคลื่นความถี่ตามวรรคหนึ่ง ให้ถือว่าเป็นการผิดเงื่อนไขและให้ผู้ได้รับใบอนุญาตชำระเงินประมูลคลื่นความถี่ในงวดที่เหลือตามข้อ ๕ ให้ครบถ้วน และให้สำนักงาน กสทช. จัดให้มีการประมูลคลื่นความถี่ดังกล่าวโดยวิธีการประมูลคลื่นความถี่ต่อไป โดยน่าจะเป็นการอ้างว่าเป็นเงื่อนไขที่จะทำให้รัฐได้รับประโยชน์ที่ชดเชยกับการเลื่อนกำหนดเวลาการชำระเงินที่ทำให้รัฐเสียประโยชน์ นั้น
ข้าพเจ้าขอเรียนว่า เงื่อนไขตามข้อ ๘ วรรคสองนั้น มิได้มีข้อกำหนดให้ผู้รับใบอนุญาตจะต้องเสนอให้ประโยชน์แก่รัฐเป็นมูลค่าขั้นต่ำอย่างไร หรือกำหนดอัตราประมูลขั้นต่ำอย่างไร จึงเป็นการกำหนดผลประโยชน์ตอบแทนแก่รัฐแบบเลื่อนลอย ที่ไม่เป็นการป้องกันผลประโยชน์ของชาติและสาธารณสมบัติของแผ่นดิน ฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ มาตรา ๕๐ (๒) , เป็นการไม่รักษาวินัยการเงินการคลัง ฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ มาตรา ๖๒ , และไม่แป็นการบริหารราชการแผ่นดินเพื่อประโยชน์สูงสุดของประเทศและประชาชนส่วนรวม ฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ มาตรา ๑๖๔ (๑)
ข้อ ๓. เหตุผลประกอบคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ ๔/๒๕๖๒ ไม่เข้าเงื่อนไขตามมาตรา ๔๔
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช ๒๕๕๗ บัญญัติเงื่อนไขในการใช้อำนาจตามมาตรา ๔๔ ไว้เพียง ๓ ประการ ดังนี้
มาตรา ๔๔ ในกรณีที่หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติเห็นเป็นการจําเป็นเพื่อประโยชน์ ในการปฏิรูปในด้านต่าง ๆ การส่งเสริมความสามัคคีและความสมานฉันท์ของประชาชนในชาติ หรือเพื่อ ป้องกัน ระงับ หรือปราบปรามการกระทําอันเป็นการบ่อนทําลายความสงบเรียบร้อยหรือความมั่นคงของชาติ ราชบัลลังก์ เศรษฐกิจของประเทศ หรือราชการแผ่นดิน ไม่ว่าจะเกิดขึ้นภายในหรือภายนอกราชอาณาจักร ให้หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติโดยความเห็นชอบของคณะรักษาความสงบแห่งชาติมีอํานาจสั่งการ ระงับยับยั้ง หรือกระทําการใด ๆ ได้ ไม่ว่าการกระทํานั้นจะมีผลบังคับในทางนิติบัญญัติ ในทางบริหาร หรือในทางตุลาการ และให้ถือว่าคําสั่งหรือการกระทํา รวมทั้งการปฏิบัติตามคําสั่งดังกล่าว เป็นคําสั่ง หรือการกระทํา หรือการปฏิบัติท่ีชอบด้วยกฎหมายและรัฐธรรมนูญนี้และเป็นที่สุด ทั้งนี้ เมื่อได้ ดําเนินการดังกล่าวแล้ว ให้รายงานประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติและนายกรัฐมนตรีทราบโดยเร็ว
คำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ ๔/๒๕๖๒ ได้ระบุเหตุผลความจำเป็นไว้ว่า
โดยที่ในปัจจุบันได้ปรากฏข้อเท็จจริงว่า สภาพปัญหาจากการแข่งขันทางธุรกิจสําหรับกิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคม ปัญหาด้านความพร้อมทั้งในภาครัฐและภาคเอกชน รวมถึงผลกระทบจากรายได้ของผู้ประกอบการที่สุจริต อันส่งผลถึงความสามารถในการชําระค่าธรรมเนียมใบอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่ได้ทันภายในระยะเวลาที่กําหนดนั้นยังคงอยู่ จึงจําเป็นต้องปรับปรุงหลักเกณฑ์ ขั้นตอนและ กําหนดระยะเวลาในการชําระค่าธรรมเนียม เพื่อให้การประกอบกิจการดังกล่าวสามารถดํารงอยู่ได้โดยไม่ส่งผลกระทบต่อการเข้าถึงและรับรู้ข้อมูลข่าวสารของประชาชนอีกทั้งยังเป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้ประกอบการทั้งภาครัฐและภาคเอกชน รวมทั้งเพื่อจูงใจให้ผู้ประกอบการเข้าร่วมการประมูลคลื่นความถี่ย่าน ๗๐๐ MHz และ ๒๖๐๐ MHz ซึ่งจะก่อให้เกิดการขับเคลื่อนเทคโนโลยี ๕G อันทําให้ระบบเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศมีความมั่นคงและเกิดประสิทธิภาพสูงสุด
ข้าพเจ้าขอเรียนว่าเหตุผลดังกล่าวไม่เข้าข่ายเงื่อนไข ๓ ประการในมาตรา ๔๔ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช ๒๕๕๗ มีรายละเอียด ดังนี้
๓.๑ การอ้าง “ปัญหาจากการแข่งขันทางธุรกิจ” นั้น เป็นการเลือกปฏิบัติ เพราะประเทศไทยใช้นโยบายเศรษฐกิจเสรี ดังนั้น ทุกธุรกิจในประเทศไทยจึงต่างประสบปัญหาจากการแข่งขันทางธุรกิจกันทั้งนั้น โดยนโยบายเศรษฐกิจเสรีใช้หลักการให้ภาคเอกชนจะต้องแก้ปัญหาจากการแข่งขันทางธุรกิจด้วยตนเอง มิใช่แก้ปัญหาด้วยการใช้ทรัพยากรของประชาชนส่วนรวม
๓.๒ การอ้าง “ผลกระทบจากรายได้ของผู้ประกอบการที่สุจริต” นั้น ไม่เข้าข่ายเงื่อนไขของมาตรา ๔๔ เพราะรายได้และผลกำไรหรือขาดทุนของผู้รับใบอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่เพื่อให้บริการโทรทัศน์ภาคพื้นดินในระบบดิจิตอลนั้น แม้รวมกันทุกราย ก็ยังเป็นเพียงสัดส่วนเล็กน้อยเปรียบเทียบกับขนาดเศรษฐกิจของประเทศ (ซึ่งแสดงโดยตัวเลข จีดีพี) ไม่สามารถจะตีความได้ว่าเข้าข่ายเป็นปัญหาต่อความมั่นคงของเศรษฐกิจของประเทศและถึงแม้ผู้รับใบอนุญาตบางรายจะประสบปัญหา แต่ก็ยังจะมีผู้รับใบอนุญาตอีกหลายรายที่ดำเนินการต่อไปได้
๓.๓ การอ้าง “ความสามารถในการชําระค่าธรรมเนียมใบอนุญาตภายในระยะเวลาที่กําหนด” นั้น เป็นการเลือกปฏิบัติ เพราะนอกจากสองธุรกิจนี้ ยังมีธุรกิจอื่นอีกมากมายที่ผู้รับใบอนุญาตอาจมีปัญหาเรื่องความสามารถในการชำระค่าธรรมเนียมใบอนุญาตภายในระยะเวลาที่กําหนด นอกจากนี้ บริษัทโทรคมนาคมที่เกี่ยวข้องก็เป็นบริษัทขนาดยักษ์ใหญ่อันดับต้นของประเทศ และบริษัทส่วนใหญ่มีกำไรจำนวนสูง นอกจากนี้ ผู้ถือหุ้นใหญ่ในบริษัทดังกล่าว ก็เป็นผู้ที่มีฐานะร่ำรวยอันดับต้นของประเทศไทย รวมทั้งเป็นนิติบุคคลในต่างประเทศ อาทิ กองทุนความมั่งคั่งของชาติอื่น บริษัทโทรคมนาคมข้ามชาติในยุโรป เป็นต้น จึงไม่สามารถจะตีความได้ว่าเข้าข่ายเป็นกลุ่มบุคคลที่ยากไร้ไม่สามารถแก้ปัญหาได้ด้วยตนเองถึงขั้นที่รัฐบาลไทยจะต้องใช้คำสั่งหัวหน้า คสช. ไปช่วยเหลือ และไม่สามารถถือได้ว่าเป็นปัญหาต่อความมั่นคงของเศรษฐกิจของประเทศ
แต่ในทางกลับกัน มาตรการนี้เป็นการรอนสิทธิและประโยชน์ของปวงชนชาวไทยทั้งมวลไปให้แก่ผู้ถือหุ้นของบริษัทเหล่านี้อย่างไม่เป็นธรรมอย่างชัดแจ้ง
๓.๔ การอ้างว่า “เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อการเข้าถึงและรับรู้ข้อมูลข่าวสารของประชาชน” นั้น ไม่ตรงกับข้อเท็จจริงตามพฤติกรรมปัจจุบันของผู้บริโภค เพราะขณะนี้ประชาชนได้เปลี่ยนพฤติกรรม มีการส่งต่อและรับรู้ข่าวสารและข้อมูลแก่กันอย่างมากมายผ่านระบบโซเชียลมีเดียโดยใช้โครงข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่แล้ว และถึงแม้ผู้รับใบอนุญาตบางรายจะประสบปัญหา แต่ก็ยังจะมีผู้รับใบอนุญาตอีกหลายรายที่ดำเนินการต่อไปได้ ดังนั้น ประชาชนจึงยังมีช่องทางการรับรู้ข้อมูลข่าวสารผ่านโทรทัศน์ภาคพื้นดินในระบบดิจิตอลที่ยังเหลืออยู่
๓.๕ การอ้างว่า “เพื่อจูงใจให้ผู้ประกอบการเข้าร่วมการประมูลคลื่นความถี่ย่าน ๗๐๐ MHz และ ๒๖๐๐ MHz ซึ่งจะก่อให้เกิดการขับเคลื่อนเทคโนโลยี ๕G” นั้น ไม่ตรงกับข้อเท็จจริงว่ายังมีบริษัทเอกชนอื่นในโลกอีกมากมายที่จะสนใจเข้าร่วมประมูลในเทคโนโลยี ๕G นอกเหนือจากผู้ได้รับใบอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่ ย่าน ๘๙๐ - ๙๑๕ MHz / ๙๓๕ - ๙๖๐ MHz นอกจากนี้ การอ้างถึงคลื่นความถี่ย่าน ๒๖๐๐ MHz ก็มิได้เกี่ยวข้องกับการเรียกคืนคลื่นความถี่ย่าน ๗๐๐ MHz ในช่วง ๖๙๔ - ๗๙๐ MHzตามที่ระบุในข้อ ๑๑ ของคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ ๔/๒๕๖๒ แต่อย่างใด จึงเป็นการอ้างแบบเหมารวมโดยไม่จำเป็น
๓.๖ การอ้างว่า “ทําให้ระบบเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศมีความมั่นคง และเกิดประสิทธิภาพสูงสุด” นั้น ไม่ตรงกับเงื่อนไขในมาตรา ๔๔ เพราะมาตรา ๔๔ บัญญัติให้ใช้อำนาจเฉพาะในเรื่อง “ป้องกัน ระงับ หรือปราบปรามการกระทําอันเป็นการบ่อนทําลายความมั่นคงของเศรษฐกิจของประเทศ” จึงเป็นเฉพาะกรณีที่มีเรื่องเร่งด่วนฉุกเฉิน ที่บ่อนทําลายความมั่นคงของเศรษฐกิจ อันจำเป็นต้องดำเนินการแบบฉับพลัน โดยไม่สามารถรอให้มีการเสนอกฎหมายต่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติเพื่อพิจารณาอย่างรอบคอบและโปร่งใสตามขั้นตอนปกติ แต่ในเรื่องมาตรการที่ช่วยส่งเสริมความมั่นคงของเศรษฐกิจ หรือเอื้ออำนวยให้เศรษฐกิจมีประสิทธิภาพสูงสุดนั้น เป็นเรื่องที่จำเป็นต้องมีการพิจารณากันหลายฝ่ายในสภานิติบัญญัติแห่งชาติ และมิใช่วัตถุประสงค์ของมาตรา ๔๔
นอกจากนี้ การพัฒนาเทคโนโลยี ๕G ในโลกขณะนี้ ก็ยังมีข้อจำกัดสืบเนื่องจากรัฐบาลสหรัฐตั้งแง่ต่อต้านบริษัท หัวเหว่ย ของประเทศจีน มิให้เข้ามาร่วมในการก่อสร้างแกนหลักของระบบ ๕G ในประเทศยุโรป ออสเตรเลีย และญี่ปุ่น ซึ่งจนบัดนี้หลายประเทศยังไม่สามารถหาทางออกได้ ดังนั้น การพัฒนาเทคโนโลยี ๕G ในประเทศไทยจึงมิใช่เรื่องเร่งด่วนที่จะต้องละเลยกระบวนการถ่วงดุลและการพิจารณาจากหลายฝ่ายในสภานิติบัญญัติแห่งชาติแต่อย่างใด
ข้อ ๔. การละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพต่อผู้ร้อง
ข้าพเจ้าเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ มาตรา ๓ วรรคหนึ่ง และเป็นผู้หนึ่งที่จะได้รับประโยชน์จากการที่ผู้รับใบอนุญาตต่างๆ ปฏิบัติตามพันธะข้อผูกพันเดิมที่มีต่อรัฐ
เนื่องจากคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ ๔/๒๕๖๒ ที่ยกเลิกพันธะข้อผูกพันเดิมที่มีต่อรัฐให้แก่ผู้รับใบอนุญาตโดยไม่จำเป็น นั้น มีผลเป็นการรอนสิทธิประโยชน์ที่ข้าพเจ้าพึงจะได้รับจากการที่ผู้รับใบอนุญาตต่างๆ ปฏิบัติตามพันธะข้อผูกพันที่มีต่อรัฐ รวมทั้งเป็นการปฏิบัติที่ฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ หลายมาตรา ตลอดจนไม่เป็นไปตามเงื่อนไขของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช ๒๕๕๗ มาตรา ๔๔จึงเป็นการละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพของข้าพเจ้า
ข้าพเจ้าจึงมีความจำเป็นต้องขอความเมตตากรุณาจากท่านได้โปรดตรวจสอบว่ามีการละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพต่อข้าพเจ้าตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. ๒๕๖๑ มาตรา ๔๖ ประกอบมาตรา ๗ (๑๑) อย่างไร หรือไม่
จึงเรียนมาเพื่อโปรดพิจารณา
ขอแสดงความนับถืออย่างสูง
(นายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล)
อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง

วันศุกร์ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2561

เงินทอนวัดเข้าใจว่าจากวัดสระเกศ 25 ล้านบาท โผล่ที่บ้านพักนายทหารศรภ.

เงินทอนวัดเข้าใจว่าจากวัดสระเกศ 25 ล้านบาท โผล่ที่บ้านพักนายทหารศรภ. โยงแม่บ้าน หล้งยอมรับมีเงินเข้ามาในบัญชี
พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติเปิดเผยเตรียมทำเรื่องขอหมายจับ นายทหารยศร้อยโท สังกัดศูนย์รักษาความปลอดภัย กองบัญขาการกองทัพไทย หลังพบอาวุธปืนจำนวนมากในหมู่บ้านสีวลี เขตสะพานสูงกทม. ซึ่งปืนทั้งหมดมีทะเบียนถูกต้องตามกกหมายและอยู่ระหว่างตรวจสอบการครอบครอง พร้อมตั้งข้อสังเกตอาจเข้าข่ายการเป็นผู้มีอิทธิพลหรือไม่
การตรวจพบปืนเป็นผลจากการเข้าค้นบ้านพักของนายทหารคนดังกล่าว หลังพบหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับการทุจริตเงินทอนวัด จากการโอนเงินจำนวน 25 ล้านบาทของพระผู้ใหญ่ท่านหนึ่ง ไปให้น.ส. นุสชา สิทธินอก สตรีที่ทำหน้าที่แม่บ้านในบ้านหลังดังกล่าว
พล.ต.อ.ศรีวราห์กล่าวเจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างการหาหลักฐานเพิ่มเติมถึงเงินโอนจำนวนดังกล่าวเกี่ยวข้องกับการาทุจริตเงินทอนวัดหรือไม่ ขณะที่สำนักข่าวอิศรารายงานถึงความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดของนายทหารยศร้อยโทและพระผู้ใหญ่ในวัดสระเกศรูปหนึ่ง ซึ่งก่อนหน้านี้มีการตั้งข้อกล่าวหาเจ้าอาวาสและผู้ช่วยเจ้าอาวาสสองรูปของวัดสระเกศเกี่ยวข้องกับการทุจริตเงินทอนวัด....ชนข่าวเที่ยง นิว 18

วันพุธที่ 11 เมษายน พ.ศ. 2561

มาอีกแล้ว ไลน์-สติ๊กเกอร์ของ คสช. สำนักโฆษกรัฐบาลจ้างทำ ใช้งบ 7 ล้านเศษ

มาอีกแล้ว ไลน์-สติ๊กเกอร์ของ คสช. สำนักโฆษกรัฐบาลจ้างทำ ใช้งบ 7 ล้านเศษ
.
ในวันนี้ สื่อมวลชนไทยหลายสำนักได้เผยแพร่แผนการจัดซื้อจัดจ้างของสำนักโฆษก สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี (สลน.) เพื่อการประชาสัมพันธ์ข่าวสารรัฐบาลเชิงรุก ด้วยการจัดทำไลน์และสติ๊กเกอร์ ภายใต้งบ 7 ล้านบาทเศษ
.
รายละเอียดการจัดซื้อจัดจ้างดังกล่าว ซึ่งไม่ใช้วิธีเปิดประมูล แต่จะใช้วิธีเฉพาะเจาะจง จะมี 2 โครงการ คือ (1) จัดทำ Line Official ใช้งานได้นาน 12 เดือน และ (2) จัดทำ Line Sticker (8 characters) ซึ่งสำนักโฆษกจะออกแบบเอง ให้ดาวน์โหลดได้ 30 วัน ใช้งานได้นาน 90 วัน โดยกำหนดราคากลางไว้ที่ 7.02 ล้านบาท
.
เว็บไซต์ผู้จัดการออนไลน์ รายงานว่า การจัดทำไลน์-สติ๊กเกอร์ของสำนักโฆษกดังกล่าว เป็นนโยบายของ พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ทำตามนโยบายของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอขา นายกรัฐมนตรี/หัวหน้า คสช. อีกทีหนึ่ง
.
มีข้อน่าสังเกตว่า ราคากลางของโครงการนี้ปรากฎอยู่เฉพาะในฐานะข้อมูลระบบจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ ซึ่งมีขั้นตอนค่อนข้างซับซ้อนในการเข้าดู แต่ไม่ปรากฎอยู่ในเว็บไซต์ของ สลน. ทั้งๆ ที่กฎหมาย ป.ป.ช. มาตรา 103/7 บังคับให้ทุกหน่วยงานราชการต้องเปิดเผยราคากลางไว้บนเว็บไซต์ของตัวเอง เพื่อความโปร่งใส
.
หากยังจำกันได้ก่อนหน้านี้ ในช่วงที่ คสช. เข้ามาใหม่ๆ เมื่อปี 2557 กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) เคยจัดทำ Line Sticker ค่านิยม 12 ประการของ พล.อ.ประยุทธ์ ใช้งบ 7.11 ล้านบาท ที่เรียกเสียงวิจารณ์และถูกร้องเรียนว่าอาจมีการทุจริต แต่ ป.ป.ช.กลับไม่รับไว้ไต่สวน โดยอ้างว่าตรวจสอบข้อมูลเบื้องต้นแล้วไม่พบการทุจริต
.
.
อ้างอิงจาก

วันอังคารที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2561

"บิ๊กป้อม" ไม่ตอบ ได้ชี้แจง ปปช. เรื่องนาฬิกาหรู ไปแล้ว หรือยัง

ยิ้ม แทนคำตอบ!!!
"บิ๊กป้อม" ไม่ตอบ ได้ชี้แจง ปปช. เรื่องนาฬิกาหรู ไปแล้ว หรือยัง หลัง ปปช. ทวงมาให้ตอบ ภายใน15 มีค. แต่เดินส่งยิ้ม ให้นักข่าว ก่อนชึ้นรถ กลับไป
ทั้งนี้ ปปช. กำหนดให้ ชี้แจง ภายใน 8 มีค.61 แต่ พลเอกประวิตร ขอเลื่อนอีก7 วัน

วันพฤหัสบดีที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2561

อดีต40สส.ยื่นปปช.ยุติคดีนิรโทษสุดซอย อ้างกม.ตกไปแล้วไม่มีความเสียหายเกิดขึ้น!

อดีต40สส.ยื่นปปช.ยุติคดีนิรโทษสุดซอย อ้างกม.ตกไปแล้วไม่มีความเสียหายเกิดขึ้น!
25 มกราคม พ.ศ. 2561 เวลา 11:17 น.

 40 อดีตส.ส. ที่เคยร่วมกันเสนอร่างพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมฯ ได้ยื่นหนังเรื่องขอความเป็นธรรมต่อคณะกรรมป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) นำโดย นายวรชัย เหมะ อดีต ส.ส.สมุทรปราการ,นายสมคิด เชื้อคง อดีต ส.ส.อุบลราชธานี,นางสมหญิง บัวบุตร อดีต ส.ส.อำนาจเจริญ, นายธวัชชัย สุทธิบงกช อดีต ส.ส.บัญชีรายชื่อ, นพ.เชิดชัย ตันติศิรินทร์ อดีต ส.ส.บัญชีรายชื่อ เดินทางเข้ายื่นหนังสือต่อ ป.ป.ช. ผ่านนายสุทธิ บุญมี ผอ.สำนักสืบสวนและกิจการพิเศษ เพื่อขอความเป็นธรรมและคัดค้านกรณีที่ ป.ป.ช.ตั้งคณะอนุกรรมไต่สวนคดีการเสนอร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม โดยมี น.ส.สุภา ปิยะจิตติ เป็นประธานคณะอนุกรรมไต่สวนฯ

เนื้อหาในหนังสือระบุว่าตามที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้มีคาสั่งให้ไต่สวนข้อเท็จจริงและแต่งตั้งคณะอนุกรรมการ ไต่สวน กรณีกล่าวหา นายวรชัย เหมะ และอดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร รวม 40 คน เสนอร่างพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมแก่ผู้ซึ่งกระทาความผิดเนื่องจากการชุมนุมทางการเมืองฯ เมื่อปี พ.ศ.2556 โดยกล่าวหาว่า เนื้อหาของร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวได้เหมารวมผู้กระทำผิดกฎหมายอาญาโดยเจตนาให้พ้นผิด ย่อมเป็นการตรากฎหมายที่เอื้อประโยชน์กับผู้ทุจริตโดยเจตนาด้วย จึงเป็นการสมคบกันในการเสนอร่างพระราชบัญญัติ เพื่อผ่านกฎหมายที่มีลักษณะเป็นการขัดขวางต่อกระบวนการยุติธรรม การใช้อิทธิพลเพื่อให้ได้มาซึ่งประโยชน์อันมิชอบและการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ กระทาความผิดต่อตาแหน่งหน้าที่ หรือทุจริตต่อหน้าที่ ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ2552 โดยมี นางสาวสุภา ปิยะจิตติ กรรมการ ป.ป.ช. เป็นประธานคณะอนุกรรมการ ฯ

หลังจากได้รับทราบคำสั่งแต่งตั้งคณะอนุกรรมการไต่สวนดังกล่าวแล้ว คณะ 40 ส.ส. ได้มีหนังสือกราบเรียนไปยังคณะกรรมการ ป.ป.ช. เพื่อขอให้ทบทวนการมีคำสั่งแต่งตั้งคณะอนุกรรมการไต่สวน โดยเห็นว่าสั่งดังกล่าวเป็นการกระทาโดยไม่มีอานาจและเป็นการ กระทำโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย แต่ต่อมาสานักงาน ป.ป.ช. ได้มีหนังสือแจ้งผลการพิจารณา สรุปว่า คณะกรรมการ ป.ป.ช. ไม่อาจทบทวนการมีคำสั่งให้ไต่สวนข้อเท็จจริงได้ ดังนั้น นางสมหญิง บัวบุตร ซึ่งเป็นหนึ่งในบุคคลที่ถูกกล่าวหาในเรื่องดังกล่าว ได้ยื่นฟ้อง พลตำรวจเอกวัชรพล ประสานราชกิจ ประธานกรรมการ ป.ป.ช. และกรรมการ ป.ป.ช. ทั้ง 9 คน เป็นจาเลยที่ 1 ถึง 9 และนายบวร ยสินทร ผู้ยื่นคำร้องกล่าวหาเป็นจาเลยที่ 10 ซึ่งศาลได้นัดสืบพยานนัดแรกในวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2561

ในวันนี้คณะ 40 ส.ส. จึงได้ร่วมกันยื่นหนังสือขอความเป็นธรรมต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. และคณะอนุกรรมการไต่สวน ให้ยุติการไต่สวนข้อเท็จจริงในเรื่องดังกล่าว ด้วยเหตุผลที่สรุปได้ ดังนี้

ประเด็นที่ 1 การเสนอร่างพระราชบัญญัติ เป็นกระบวนการใช้สิทธิของฝ่ายนิติบัญญัติ ตามรัฐธรรมนูญที่ได้รับการคุ้มครองเอกสิทธิ์โดยเด็ดขาด
กล่าวคือ ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550 ได้กำหนดเกี่ยวกับกระบวนการตราพระราชบัญญัติ โดยให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จำนวนไม่น้อยกว่ายี่สิบคนมีอานาจเสนอร่างพระราชบัญญัติได้ตามมาตรา 142 ซึ่งในขณะนั้นได้มีการตราข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ.2551 ขึ้นใช้บังคับเป็นการเฉพาะ มีหลักเกณฑ์มีขั้นตอนกาหนดไว้ชัดเจน ตั้งแต่การเสนอญัตติที่เป็นร่างพระราชบัญญัติ การอภิปราย การลงมติ การแต่งตั้งคณะกรรมาธิการ การลงมติทั้งวาระที่ 1 ขั้นรับหลักการ วาระที่ 2 ขั้นการพิจารณาโดยคณะกรรมาธิการ และวาระที่ 3 ขั้นลงมติเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบ ดังนั้นการเสนอร่างพระราชบัญญัติต่อเนื่องไปจนถึงการลงมติวาระที่ 3 จึงเป็นกระบวนการเดียวกัน ของการตรากฎหมายโดยสภาผู้แทนราษฎร ดังที่มาตรา 130 แห่งรัฐธรรมนูญฉบับดังกล่าวได้บัญญัติรับรองเอกสิทธิ์ไว้ว่า ในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่วุฒิสภา หรือที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภา สมาชิกผู้ใดจะกล่าวถ้อยคำใดในทางแถลงข้อเท็จจริง แสดงความคิดเห็น หรือออกเสียงลงคะแนน ย่อมเป็นเอกสิทธิ์โดยเด็ดขาด ผู้ใดจะนำไปเป็นเหตุฟ้องร้องว่ากล่าวสมาชิกผู้นั้นทางใดมิได้ ดังนั้น คณะ 40 ส.ส. จึงได้รับเอกสิทธิ์คุ้มครองอย่างเด็ดขาด คณะอนุกรรมการ ไต่สวนจะนำการเสนอร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวไปเป็นเหตุฟ้องหรือว่ากล่าว เช่นตั้งข้อกล่าวหากับผู้ถูกกล่าวหาในทางใดมิได้เป็นอันขาด

ประเด็นที่ 2 การเสนอร่างพระราชบัญญัติเป็นอำนาจหน้าที่ของฝ่ายนิติบัญญัติ ตามรัฐธรรมนูญและเป็นกระบวนการหนึ่งในการตรากฎหมาย
โดยที่ประเทศไทยปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข มีการแบ่งแยกองค์กรที่ใช้อำนาจอธิปไตยในทางนิติบัญญัติ บริหาร และตุลาการ ออกจากกัน ภายใต้กลไกการตรวจสอบถ่วงดุลตามที่รัฐธรรมนูญและกฎหมายบัญญัติไว้ โดยอำนาจนิติบัญญัติใช้โดยรัฐสภา ซึ่งการเสนอร่างพระราชบัญญัติเป็นกระบวนการหนึ่งในขั้นตอนของการตรากฎหมาย ส่วนร่างพระราชบัญญัติฉบับใดจะได้รับการบรรจุเข้าสู่ระเบียบวาระการประชุมของสภาผู้แทนราษฎรหรือไม่ ก็เป็นอำนาจของประธานสภาผู้แทนราษฎรที่จะพิจารณาตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และขั้นตอนที่กำหนดไว้ในข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ.2551 ซึ่งใช้บังคับอยู่ในขณะนั้น การดำเนินการต่อไปในขั้นตอนที่ว่าสภาผู้แทนราษฎรจะให้ความเห็นชอบ ร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวในวาระที่หนึ่ง วาระที่สอง วาระที่สาม หรือไม่ ก็ถือเป็นอำนาจอิสระของสภาผู้แทนราษฎรซึ่งต้องดาเนินการตามหลักเกณฑ์วิธีการและขั้นตอนตามที่รัฐธรรมนูญ และข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎรบัญญัติไว้ และเมื่อร่างพระราชบัญญัติผ่านความเห็นชอบของสภาผู้แทนราษฎรแล้วก็ต้องส่งให้วุฒิสภาได้พิจารณาก่อน หากวุฒิสภาให้ความเห็นชอบแล้ว จึงจะนำไปสู่ขั้นตอนการนาร่างพระราชบัญญัติเสนอขั้นทูลเกล้าฯ ถวาย เพื่อพระมหากษัตริย์ทรง ลงพระปรมาภิไธยประกาศใช้เป็นกฎหมายต่อไป ซึ่งกระบวนการทั้งหมดเป็นเรื่องที่อยู่ในวงงาน ของรัฐสภาโดยเฉพาะ นอกเหนือจากนี้แล้วไม่มีรัฐธรรมนูญหรือกฎหมายให้อำนาจองค์กรใดเข้ามาตรวจสอบได้ โดยเฉพาะคณะกรรมการ ป.ป.ช.

ประเด็นที่ 3 การตราพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมเป็นหลักการทำกฎหมายปกติที่ผ่านมา มีการตรากฎหมายเช่นนี้ ถึง 23 ฉบับ
การนิรโทษกรรมนั้นเป็นหลักการทางกฎหมายที่ได้รับการยอมรับเป็นสากลว่าเป็นไปเพื่อลบล้างความผิดให้กับบุคคลซึ่งต้องกระทาโดยองค์กรที่มีอำนาจในการตรากฎหมาย โดยกฎหมาย ให้ถือว่าการกระทำนั้น ไม่เป็นความผิดอีกต่อไป หากผู้กระทำความผิดได้รับโทษมาแล้วก็ให้ถือว่า ผู้นั้นไม่เคยกระทำความผิด และไม่เคยได้รับโทษมาก่อน หากรับโทษอยู่ก็ให้การลงโทษนั้นยุติลง อันมีผลเป็นการยกเว้นความผิดและยกเว้นโทษให้กับบุคคล เจตนารมณ์ของกฎหมายนิรโทษกรรม ก็เพื่อต้องการให้ประชาชนลืมการกระทำนั้นเสีย

ที่ผ่านมาประเทศไทยได้มีการตราพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมแล้ว จำนวน 23 ฉบับ ซึ่งเนื้อหาของการก่อกบฏและรัฐประหารมีโทษถึงประหารชีวิต ก็มีการนิรโทษกรรมมาแล้ว ทั้งในรูปแบบพระราชบัญญัติ พระราชกำหนด รวมถึงการนิรโทษกรรมไว้ในบทบัญญัติ ของรัฐธรรมนูญ

อนึ่ง การเสนอร่างพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมฯ ฉบับดังกล่าว หาได้เป็นการขัดหรือแย้ง ต่ออนุสัญญาและกติการะหว่างประเทศที่เกี่ยวกับการต่อต้านการทุจริตหรือคอรัปชั่นไม่ว่าฉบับหนึ่งฉบับใด เพราะเป็นการตรากฎหมายภายในขึ้นบังคับใช้ มิใช่เรื่องการปฏิบัติระหว่างรัฐต่อรัฐ และโดยเฉพาะร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ไม่ได้มีบทบัญญัติใดขัดหรือแย้งต่อกติกาสากลระหว่างประเทศดังกล่าว ซึ่งรวมถึงพระราชบัญญัติอีก 23 ฉบับ ที่ได้เคยประกาศใช้ด้วย

ประเด็นที่ 4 ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ ไม่ได้มีเนื้อหาเป็นการไปเอื้อประโยชน์แก่ผู้หนึ่งผู้ใดเป็นการเฉพาะและการทำหน้าที่ดังกล่าวไม่ถือเป็นการบิดผันการใช้อำนาจ
สาหรับร่างพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมฉบับดังกล่าวนี้ มีหลักการและสาระสำคัญเป็นไปทำนองเดียวกับพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมที่เคยประกาศใช้มาแล้ว ส่วนกรณีใดจะเข้าเงื่อนไข ที่จะได้รับประโยชน์หากร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวประกาศใช้เป็นกฎหมายแล้วย่อมเป็นดุลพินิจของศาลหรือองค์กรที่เกี่ยวข้องที่จะพิจารณาไม่ใช่อำนาจหน้าที่ของคณะอนุกรรมการไต่สวน หรือคณะกรรมการ ป.ป.ช.จะคิดและวินิจฉัยได้เอง สำหรับข้อกังวลว่าร่างกฎหมายนี้จะมีผลต่อคดีของอดีตนายกทักษิณ ชินวัตร ในคดีที่ถูกศาลฎีกามีคาสั่งให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดินกว่า 46,000 ล้านบาท นั้น จะเห็นว่า ตามร่างมาตรา 5 ก็บัญญัติชัดเจนว่าผลของการนิรโทษกรรม ไม่ก่อให้เกิดสิทธิเรียกร้องใดๆ แก่ผู้ได้รับนิรโทษในอันที่จะเรียกร้องสิทธิหรือประโยชน์ใดๆ ทั้งสิ้น และคดีดังกล่าว เป็นคดีแพ่งไม่ใช่คดีอาญาที่อยู่ในขอบเขตของร่างพระราชบัญญัตินี้

ประเด็นที่ 5 มีการเสนอร่างพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมในคราวเดียวกันนี้ถึง 6 ฉบับ
นอกจากนี้ ในช่วงเวลาที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้เสนอร่างพระราชบัญญัติฉบับดังกล่าวนั้นสถานการณ์ของประเทศอยู่ในภาวะที่เกิดความขัดแย้งแตกแยกรุนแรงในสังคม ซึ่งรัฐบาล ที่เข้ามาบริหารประเทศต้องการสร้างความปรองดองสมานฉันท์ของคนในชาติ จึงได้ประกาศ เป็นนโยบายของรัฐบาลและได้แถลงต่อรัฐสภา

ด้วยเหตุนี้จึงมีผู้เสนอร่างพระราชบัญญัตินิรโทษกรรม รวมถึงร่างพระราชบัญญัติเกี่ยวกับการปรองดองซึ่งมีเนื้อหาเป็นการนิรโทษกรรมเช่นกัน จำนวนหลายฉบับต่อสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งรวมได้ในขณะนั้นเป็น จำนวน 10 ฉบับ แต่ขณะนั้นสภาผู้แทนราษฎรได้บรรจุระเบียบวาระ เข้าพิจารณาในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร จานวน 6 ฉบับ

ซึ่งร่างพระราชบัญญัติทั้งหมด มีเนื้อหาเป็นการนิรโทษกรรมให้กับเหตุการณ์ชุมนุมและความขัดแย้งทางการเมือง ซึ่งทุกฉบับล้วนมีเจตนาที่ต้องการสร้างความปรองดองสมานฉันท์ให้เกิดขึ้นของคนในชาติ ลืมความขัดแย้งและอดีตที่ขมขื่นและให้อภัยต่อกัน เพียงแต่มีสาระสำคัญที่แตกต่างกันในรายละเอียดบางประการเท่านั้น

ประเด็นที่ 6 ร่างพระราชบัญญัตินี้ในที่สุด ไม่ถูกตราขึ้นเป็นกฎหมาย จึงไม่มีผลบังคับใช้
ตามข้อเท็จจริงเมื่อร่างพระราชบัญญัติฉบับดังกล่าว ได้นำเข้าสู่การพิจารณาของวุฒิสภา ปรากฏว่าร่างพระราชบัญญัติได้ถูกยับยั้งไว้ และต่อมามีพระราชกฤษฎีกายุบสภา ร่างพระราชบัญญัติฉบับดังกล่าวจึงตกไป ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องปกติของกระบวนการตรากฎหมายตามรัฐธรรมนูญ มีการตรวจสอบถ่วงดุลกันอย่างรอบคอบและเป็นขั้นเป็นตอน จึงอาจกล่าวได้ว่า ผู้ถูกกล่าวหามิได้กระทำความผิดใดๆ จากการร่วมกันลงชื่อเสนอร่างพระราชบัญญัติฉบับดังกล่าว ซึ่งได้ตกไป ในที่สุด ไม่อาจกล่าวได้ว่าเกิดความเสียหายใดๆ ขึ้นจากการเสนอร่างพระราชบัญญัติ อีกทั้ง โดยหลักการก็ไม่อาจถือได้ว่าเป็นการพยายามกระทำความผิด เพราะการเสนอร่างพระราชบัญญัติ หาใช่การลงมือกระทำความผิดและเป็นการใกล้ชิดกับความผิดสำเร็จแต่อย่างใด

ประเด็นที่ 7 กรณีเทียบเคียงกับกรณีประธานกรรมการ ป.ป.ช. และประธานอนุกรรมการ ไต่สวนได้ร่วมเป็นกรรมาธิการวิสามัญ พิจารณาร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ....
จะเห็นได้ว่าการเสนอร่างพระราชบัญญัติของคณะ 40 ส.ส. และการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติของกรรมาธิการ เป็นการปฏิบัติหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญ และเป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมาย อันเป็นลักษณะเดียวกับการเสนอและพิจารณาร่างพระราชบัญญัติทั่วไป โดยขอยก กรณีเทียบเคียงกับการที่ประธานคณะกรรมการ ป.ป.ช. (พลตารวจเอกวัชรพล ประสารราชกิจ)

และประธานคณะอนุกรรมการไต่สวน (นางสาวสุภา ปิยะจิตติ) เข้าไปร่วมเป็นกรรมาธิการวิสามัญ พิจารณาร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.... ของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ซึ่งมีการเสนอแก้ไขจากหลักการของร่างเดิมหลายประการ อาทิเช่น การให้กรรมการ ป.ป.ช. ที่ขาดคุณสมบัติและมีลักษณะต้องห้ามเป็นกรรมการ ป.ป.ช. ตามรัฐธรรมนูญยังคงอยู่ปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้จนครบวาระการเพิ่มอำนาจให้กรรมการ ป.ป.ช. ในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารการดักฟังสื่ออิเลคโทรนิคส์ต่างๆ ได้นั้น ล้วนเป็นการกระทำที่เป็นประโยชน์ทับซ้อนของบุคคลทั้งสองและบุคคลทั้งสองได้ประโยชน์โดยตรงเป็นอย่างยิ่ง ซึ่งไม่ควรกระทำ หากจะถือว่าเป็นการกระทำในฐานะการเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ข้อเท็จจริงดังกล่าว ถือว่าเป็นการกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่หรือทุจริตต่อหน้าที่ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 ซึ่งมีความชัดเจนและความร้ายแรงเสียยิ่งกว่ากรณีของคณะ 40 ส.ส. ซึ่งไม่มีข้อเท็จจริงใดสนับสนุนว่ามีการกระทำความผิดเลย ดังจะเห็นได้จากพฤติการณ์ข้อเท็จจริงที่ประธานอนุกรรมการไต่สวนในคดีนี้ แม้ขณะพิจารณามาตราดังกล่าวจะไม่ได้เข้าประชุม แต่ก็ได้สมยอมหรือมีพฤติการณ์ร่วมกันกับ สนช. ด้วยการให้เหตุผลต่างๆ ในที่ประชุม สนช. เพื่อให้ต่ออายุการทาหน้าที่ของตนและกรรมการ ป.ป.ช ที่ขาดคุณสมบัติและมีลักษณะต้องห้าม จนในที่สุด สนช. ได้มีมติต่ออายุการทำหน้าที่ของประธานอนุกรรมการไต่สวนและกรรมการ ป.ป.ช. อีกหลายคนอันอยู่ในประการที่เป็นผลประโยชน์ทับซ้อน และเป็นการบิดผันการใช้อานาจอย่างแท้จริง

ดังที่คณะ 40 ส.ส. ได้ยื่นหนังสือ ขอความเป็นธรรมและเสนอเหตุผลเพื่อขอให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้ยุติการไต่สวนตามสำระสำคัญทั้ง 7 ประเด็น ดังกล่าวมาข้างต้น เห็นได้ว่า เรื่องที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้มีคำสั่งให้ไต่สวนข้อเท็จจริงและคณะอนุกรรมการไต่สวนดำเนินการไต่สวนอยู่นั้น มิใช่เรื่องที่อยู่ในอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ที่จะไต่สวนได้ แต่เป็นการก้าวล่วงการใช้อำนาจหน้าที่ของฝ่ายนิติบัญญัติโดยรัฐสภาและสมาชิกรัฐสภา การปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการ ป.ป.ช. จึงไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ ขัดต่อกฎหมายและหลักนิติธรรม ตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 3 วรรคสอง คณะ 40 ส.ส. จึงได้เรียกร้องขอความเป็นธรรมให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. ยุติการไต่สวนเสียทันที.

ศาลยกฟ้อง 'รินดา' มือโพสต์หา 'บิ๊กตู่-ภรรยา' ถ่ายเททรัพย์หมื่นล้านไปสิงคโปร์

ศาลยกฟ้อง 'รินดา' มือโพสต์หา 'บิ๊กตู่-ภรรยา' ถ่ายเททรัพย์หมื่นล้านไปสิงคโปร์
25 มกราคม พ.ศ. 2561 เวลา 19:22 น.
25 ม.ค.61 - ที่ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก ศาลนัดฟังคำพิพากษาคดีหมายเลขดำ อ.3530/2559 คดีที่อัยการสำนักงานคดีพิเศษ เป็นโจทก์ยื่นฟ้องนางรินดา ปฤชาบุตร หรือพรศิริพิทักษ์ ชื่อเล่นหลิน จำเลยคดีความผิดตาม พ.ร.บ คอมพิวเตอร์ฯ พ.ศ.2550 มาตรา 14 ซึ่งจำเลยให้การปฏิเสธ

คำฟ้องโจทก์ระบุพฤติการณ์สรุปว่า เมื่อระหว่างวันที่ 6-7 ก.ค. 2558 จำเลยได้โพสต์ข้อความลงในเฟซบุ๊ก ชื่อบัญชี รินดา พรศิริพิทักษ์ ซึ่งเป็นของจำเลย ใส่ความ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) และภรรยา มีใจความทำนองว่า "มาช่วยกันสกัดการยักย้ายถ่ายเททรัพย์สินของ พล.อ.ประยุทธ์ และภรรยา ฝากถึงเพื่อนๆ และคนไทยทุกคน ที่ทำงานเกี่ยวข้องกับทางการเงินการธนาคาร ทางบัญชีและตรวจสอบทรัพย์สิน และพวกไฟแนลเชี่ยลในทุกสถาบันข่าวมาแรงตอนนี้ กลุ่มประยุทธ์ และภรรยา ได้ทำธุรกิจขายทรัพย์สินที่ได้มาโดยมิชอบไปฝากไว้ที่ประเทศสิงคโปร์" ซึ่งเป็นข้อความเท็จ ซึ่งความจริงแล้ว พล.อ.และภรรยามิได้มีการทำธุรกิจที่ได้มาโดยมิชอบไปฝากไว้ที่ประเทศสิงคโปร์ และไม่ได้กระทำอย่างที่จำเลยใส่ความ เหตุเกิดที่แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กทม. และทั่วราชอาณาจักร

ศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่า ข้อความดังกล่าวอาจจะกระทบกระเทือนหรืออาจจะสร้างความเสียหายต่อผู้ถูกพาดพิง แต่ยังไม่มีลักษณะกระทบต่อความมั่นคง และฝ่ายโจทก์ก็ไม่ได้นำสืบว่าข้อความเป็นจริงหรือเท็จอย่างไรจึงพิพากษายกฟ้องนางรินดา

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า คดีนี้สืบนื่องจากเมื่อวันที่ 8 ก.ค.2558 นางรินดาถูกเจ้าหน้าที่ทหารเข้าจับกุมจากบ้านพักย่านคลองสาม จ.ปทุมธานีโดยเจ้าหน้าที่ทหารนำตัวนางรินดาไปควบคุมตัวที่กรมทหาราบที่ 11 รักษาพระองค์ เป็นเวลาหนึ่งคืนก่อนถูกนำตัวส่งกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี หรือ ปอท.เพื่อทำการสอบสวน

ครั้งนั้น พล.ต.ท.ศิริพงษ์ ติมุลา ผู้บังคับการ ปอท. แถลงว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้รับคำสั่งจากรัฐบาลให้ทำการสืบสวนสอบสวนคดีที่มีการแชร์ข้อความกล่าวหาว่า พล.อ.ประยุทธ์ พร้อมภรรยา โอนเงินไปที่ธนาคารในประเทศสิงคโปร์จำนวน 10,000 ล้านบาท ตำรวจปราบปราบอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ปอท.) ร่วมกับกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร(ไอซีที) หน่วยงานความมั่นคงและทหารได้ประชุมร่วมกันเพื่อทำการสืบสวนหาตัวผู้กระทำรายนี้

ทางเจ้าหน้าที่สืบทราบว่ามีผู้โพสต์สู่สาธารณะโดยเฟซบุ๊กเมื่อเมื่อวันที่ 6ก.ค. 2558 โดยใช้ชื่อบัญชีว่า “รินดา พรศิริพิทักษ์" จากการสืบสวนสืบทราบว่าผู้โพสต์คือรินดา ปฤชาบุตร จึงนำมาสู่การฟ้องร้องตามความผิดตามประมวลกฎหมายอาญาผิดตามมาตรา 116 ทำให้เกิดความปั่นป่วนกระด้างกระเดื่องในหมู่ประชาชน และผิดตามมาตรา 384 ทำให้ประชาชนตื่นตระหนกตกใจ และพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ 2550 มาตรา 14(2).