PR

@@ในความเคลื่อนไหวของสถานการณ์ที่ปรากฎเป็น"ข่าว"และ"ไม่เป็นข่าว"พยายามสแกนย่นย่อมานำเสนอและเป็นไว้เป็นฐานข้อมูลสังเคราะห์สถานการณ์ ที่นี่ "ข่าวที่ไม่เป็นข่าว"
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ คนพันธุ์ข่าว แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ คนพันธุ์ข่าว แสดงบทความทั้งหมด

วันพุธที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2556

กรณีรายงานของนิวยอร์คไทม์

ว่าจะจบเรื่องบทความที่ดูหมื่นสถาบันฯ ที่ตีพิมพ์ใน New York Times เขียนโดย Thomas Fuller ยังจบไม่ได้หลังจากได้พูดคุยกันทางโทรศัพท์ สอบถามถึงที่มาที่ไปของการเขียนบทรายงานลักษณะนี้กล่าวให้ร้ายว่าสนง.ทรัพย์สินฯ อยู่เบืองหลังการชุมนุมทางการเมืองที่เกิดขึ้น โดยอ้างคำให้สัมภาษณ์ของ วีรพัฒน์ ปริยวงศ์...
ที่ต้องมารายงานต่อ fuller ยืนยันในเรื่องที่เขียนไปทั้งหมด ไม่ได้มีอะไรที่ผิดพลาด และเห็นว่าการไปตีความว่า สนง.ทรัพย์สิน อยู่เบื้องหลังการชุมนุม “ behind the scene “ เป็นเรื่องของการตีความที่อาจเข้าใจแตกต่างกัน เหมือนอย่างที่มีความพยายามชี้แจงว่า behind the scene ไม่ได้หมายถึงเรื่องการชุมนุมที่เกิดขึ้น แต่เป็นเรื่องเกี่ยวกับเศรษฐกิจของประเทศ อ่านยังไงก็ไม่ไปในทิศทางนั้น อ่านยังไงก็ต้องสรุปว่า คนเขียนมีเจตนาหมายโยงคนในสนง.ทรัพย์สินเกียวข้องกับการชุมนม ซึ่งก็คือการดยงสถาบันให้เข้ามาเกี่ยวช้อง 

“ i standby my report” ผมยืนยันส่ิงที่เขียนไป นี่คือคำชี้แจงของ Fuller ที่ยืนยันว่าไม่ได้เกิดความเข้าใจผิดในบทสัมภาษณ์ที่ ท่านวีรพัฒน์ให้ไป พร้อมยืนยัน จะไม่มีการ clarification .ในบทความนี้ที่เชื่อว่าได้ทำให้คนอ่านเข้าใจไปว่าสนง.ทรัพย์สินอยู่เบื้องหลัง ทำหน้าที่ท่อน้ำเลี้ยง...
คุยกันยาว พร้อมคำถามว่าทำไมถึงต้องเอารูป fuller ขึ้นในหน้า facebook และขอให้เอารูปออก ได้ชี้แจงไปว่าเพื่อให้เพื่อนใน facebook ได้รับรุ้ว่าคนที่เขียนบทความลักษณะอย่างนี้กล่าวให้ร้ายสถาบันในเรื่องที่ไม่สมควรมีหน้าตาอย่างไร
ยังมีการอ้างในบทความให้เกิดความเข้าใจผิดว่าความวุ่นวายที่เกิดข้ึ้นเป็นผลจากการต่อสุ้ระหว่่างทักษิณและสถาบัน ไปอ้างชาวบ้านคนหนึ่งว่าพูดประโยคนี้ อ่านแล้วก็ต้องเห็นเจตนาของคนเขียน ช่างสรรหาคนที่วิจารณ์สถาบันมากล่าวย้ำให้ร้าย
ความเลวร้ายของนักการเมือง ทั้งเรื่อง corruption ...nepotism ระบบเครือญาติ ตรวจสอบไม่ได้ 
unaccountablity และไม่โปร่งใส่ transparency ไม่มีการพูดถึงความเลวร้ายของรัฐบาลต่อความผิดพลาดในการบริหารประเทศและสร้างความเสียหายอย่างมากในโครงการจำนำข้าว
ทำข่าวเมืองไทยมายาวนานแต่วิเคราะห์ได้อย่างนี้อ่านแล้วหดหู่สิ้นดี บอกให้เห็นถึงทัศนคติ ตลอดช่วงพูดคุยกันได้บอกไปว่าที่เขียนไปเป็นบทความด้านเดียวที่กล่าวให้ร้ายอย่างไม่เป็นธรรม พร้อมอธิบายว่าที่เขียนว่าทักาษิณไม่เคยกล่าวให้ร้ายสถาบันก็เป้นเรื่องเท็จ แสดงว่าไม่เคยรับรู้อะไรเลย ... แล้วมาแส่รุ้เรื่องปชต.เมืองไทย แต่ที่เขียนมาทั้งหมดไม่ได้เข้าใจการเมืองในไทยแล้ว แล้วยังไปโยงใยสถาบันอย่างน่าเกลียด..ได้ชี้แจงไปว่านีคือเหตุผลที่เอารูปมาปะในหน้าเพื่อให้คนได้เห็นว่าคนที่เขียนบทความลักษณะนี้ กล่าวให้ร้ายอย่างไม่ให้ความเป็นธรรมมีหน้าตาอย่างไร...


ความเป็นวัตถุวิสัย vs ความเป็นกลาง?

Time Chuastapanasiri

มีหลายท่านชอบพูดว่าสื่อมวลชนต้องเป็นกลาง หรือบางท่านพูดว่าสื่อมวลชนเป็นกลางไม่ได้
ผมเคยเขียนไปแล้วครั้งหนึ่งอธิบายเรื่องความเป็นกลางว่า "เราไม่ได้ใช้คำนี้ในทางวารสารศาสตร์" (journalism) แต่เราใช้คำว่า "ความเป็นวัตถุวิสัย" ซึ่งอธิบายว่าการรายงานข่าวตามสภาพข้อเท็จจริงที่ปรากฎขึ้นอย่างไม่สอดแทรกความคิดเห็นส่วนตัวลงไป

อย่างไรก็ตาม "ก็พอจะอนุโลมจะให้ใช้ได้" สำหรับคนทั่วไปที่จะพูดว่าสื่อเป็นกลางหรือไม่นั้น ในสายตา มุมมองของคนทั่วไปก็จะมองว่า สื่อควรต้องเป็นกลาง

การนิยามความหมายของ “ความเป็นวัตถุวิสัย” นั้นไม่ใช่เรื่องง่าย Westerstahl ได้นิยามความหมายของความเป็นวัตถุวิสัยในมิติที่เชื่อมโยงกับค่านิยมและข้อเท็จจริง โดยข้อเท็จจริงดังกล่าวหมายถึงรูปแบบการรายงานเหตุการณ์และถ้อยแถลงซึ่งสามารถตรวจสอบได้จากแหล่งข่าวต่างๆ แล้วจึงนำมารายงายโดยปราศจากการใส่ความคิดเห็นใดๆ ลงไป

นอกจากนี้ ข้อเท็จจริงยังเชื่อมโยงกับความสมบูรณ์ ความถูกต้องของข้อมูล และความมุ่งหมายที่จะไม่ชี้นำหรือปิดกั้นข้อมูลข่าวสารที่เกี่ยวเนื่องด้วย หลักการเหล่านี้ถือเป็นเรื่องยากที่จะก่อให้เกิดความเป็นวัตถุวิสัยซึ่งเชื่อมโยงกับกระบวนการคัดสรรมากกว่ารูปแบบการนำเสนอ และกระบวนการคัดสรรนั้นก็จะต้องยืนอยู่บนหลักการที่ยึดว่าอะไรเป็นสิ่งสำคัญต่อผู้รับสารเป้าหมายหรือสังคมโดยรวม กล่าวโดยรวมก็คือ สิ่งที่กระทบต่อผู้คนจำนวนมาก ในช่วงเวลาแบบฉับพลัน และมีผลกระทบรุนแรงก็ให้ถือว่าเป็นสิ่งที่เกี่ยวพันสูง (แม้ว่าผลประโยชน์ในการรับรู้ของสาธารณชนอาจแตกต่างจากมุมมองของผู้เชี่ยวชาญก็ตาม)

ตามหลักการของ Westerstahl ความไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใดจะก่อให้เกิดทัศนคติที่เป็นกลางซึ่งเกิดขึ้นได้โดยการผสมผสานระหว่างความสมดุล (ความเท่าเทียมทั้งในแง่ของเวลา พื้นที่และการให้น้ำหนักความสำคัญ) ของกลุ่มคน เหตุการณ์ และมุมมองความเห็นที่ขัดแย้งกัน และความเป็นกลางในการนำเสนอ

ภาพนี้แสดงอองค์ประกอบของความเป็นวัตถุวิสัย (Westerstahl)

จากภาพที่ 1 จะพบองค์ประกอบที่สำคัญอีกประการของความเป็นวัตถุวิสัยนั่นก็คือ คุณภาพของข้อมูลข่าวสาร (Informativeness) ซึ่งจะช่วยเพิ่มโอกาสให้ผู้รับสารได้รับข้อมูลเพื่อสร้างความเข้าใจและจดจำได้มากยิ่งขึ้น ปัจจัยที่จะทำให้ข้อมูลข่าวสารมีคุณภาพมีดังนี้

• สื่อมวลชนควรจะรายงานข่าวที่เกี่ยวข้องอย่างรอบด้านอีกทั้งนำเสนอภูมิหลังเกี่ยวกับเหตุการณ์ต่างๆ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ

• ข้อมูลข่าวสารที่นำเสนอควรมีความเป็นวัตถุวิสัยในแง่ของความถูกต้อง ซื่อตรง สมบูรณ์เพียงพอ ตรงตามความเป็นจริง และไว้วางใจได้ในแง่ที่สามารถตรวจสอบได้และแยกแยะข้อเท็จจริงออกจากความคิดเห็น

• นำเสนอข้อมูลข่าวสารอย่างสมดุลและเป็นธรรม (ไม่โอนเอียงฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง) รายงานข่าวในแง่มุมที่ต่างออกไป รวมทั้งตีความโดยปราศจากการใช้อารมณ์หรืออคติให้ได้มากที่สุด

ข้อจำกัดของความเป็นวัตถุวิสัย

แนวคิดเรื่องความเป็นวัตถุวิสัยข้างต้นนำมาซึ่งความยุ่งยากหลายประการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งความไม่ชัดเจนถึงขอบเขตของปริมาณข้อมูลที่เพียงพอและเกี่ยวข้องกับสิ่งที่นำเสนอ อีกทั้งยังมีข้อถกเถียงด้วยว่า การยึดเอาหลักการของความเป็นวัตถุวิสัยอาจนำมาซึ่งอคติรูปใหม่ๆ ที่แนบเนียนกว่าเดิมด้วย


โดยสรุปก็คือ คำว่าเป็นกลาง เราอาจใช้ในความหมายของคำว่า "neutrality" ที่หมายถึง "พอสมสัดส่วนพื้นที่ในการรายงานข่าว" ดังนั้น พื้นที่ข่าวที่ใกล้เคียงกัน สมดุลพอสมน้ำสมเนื้อกัน จึงช่วยข่าวสารนั้น ดูจะเป็นกลางขึ้นมาได้

แต่มันยังต้องอาศัยองค์ประกอบอื่นๆ อีก เช่น การไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใดทางการเมือง ไม่สอดแทรกความคิดเห็นในรายงานข่าวหรืออคติส่วนตัวลงไป


วันจันทร์ที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2556

จริงหรือ ใครๆก็เป็นนักข่าวได้?

ผศ.ดร. วรัชญ์ ครุจิต   เขียน
2013.10.28


          ในยุคของสื่อดิจิทัล เป็นยุคที่มีความท้าทายอย่างมากสำหรับสื่อมวลชนแบบดั้งเดิม เนื่องจากสื่อดิจิทัลสามารถทำให้ "ใครๆก็เป็นนักข่าวได้" ไม่ว่าจะอายุเท่าไหร่ ทำงานอะไร ก็สามารถเป็น "สื่อพลเมือง" หรือ Citizen Journalist ด้วยการสร้างข้อมูลและเผยแพร่ด้วยตัวเอง หรือที่เรียกว่า User-Generated Content ลงในโซเชียลมีเดียต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น Facebook หรือ Twitter ซึ่งมีความรวดเร็วทันใจกว่าสื่อแบบดั้งเดิมต่างๆอย่างมาก จนสื่อมวลชนต้องหยิบเอาข่าวจาก แต่ความรวดเร็วนี้เองที่หลายครั้งก่อให้เกิดปัญหาการแพร่กระจายของข้อมูลที่ผิดพลาด ก่อให้เกิดความตื่นตระหนกหรือความเสียหายต่อชื่อเสียงของบุคคลหรือองค์กรที่ถูกพาดพิงถึง

          ในทางวิชาชีพสื่อมวลชน มีการกำหนดจรรยาบรรณ หรือ Code of Ethics สำหรับนักข่าวมืออาชีพเอาไว้อย่างละเอียด ซึ่งอาจจะมีรายละเอียดมากเกินไปสำหรับประชาชนทั่วไปที่เป็นนักข่าวสมัครเล่น บทความในวันนี้ จึงขอนำเอาหลักจรรยาบรรณที่เรียบเรียงจากหลักการที่สาขาวารสารศาสตร์ Temple University ในประเทศสหรัฐอเมริกา (ซึ่งเป็นสถาบันที่ผู้เขียนเรียนจบในระดับปริญญาเอกทางสาขาสื่อสารมวลชน) ได้เสนอเป็นแนวทางให้กับนักศึกษาสาขาวารสารศาสตร์ได้ยึดถือในขณะที่ยังเรียนอยู่ ซึ่งเป็นรูปแบบที่เข้าใจและปฎิบัติตามได้ง่ายกว่าหลักการของนักข่าวมืออาชีพ จึงเหมาะสำหรับใครก็ตามที่มีส่วนในการเผยแพร่ข้อมูลผ่านสื่อต่างๆในโลกยุคปัจจุบัน โดยแบ่งเป็นข้อที่ "ต้องทำ" และข้อที่ "อย่าทำ" อย่างละ 5 ข้อดังต่อไปนี้

(https://smc.temple.edu/journalism/files/2011/01/TU-ethics-code-web-version.pdf)

 5 ข้อ "ต้องทำ"

          1. ต้องพูดความจริง (DO Tell the Truth)

          ในยุคนี้ การหาข้อมูลไม่ใช่เรื่องยาก โดยเฉพาะทางออนไลน์ แต่นักข่าวที่ดีจะไม่เผยแพร่ข้อมูลใดๆที่ไม่ได้ผ่านการตรวจสอบมาแล้วว่าเป็นเรื่องจริง เป็นข้อมูลที่ถูกต้อง อย่าหยุดรายงานข้อมูล

เมื่อเหนื่อยหรือเบื่อ แต่หยุดรายงานข้อมูลเมื่อรายงานข้อมูลที่สำคัญอย่างรอบด้านแล้ว และที่สำคัญคือการเข้าใจบริบทหรือสถานการณ์แวดล้อมของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นด้วย แต่ละเหตุการณ์ไม่ได้เกิดขึ้นเองเดี่ยวๆโดยไม่เกี่ยวข้องกับสิ่งอื่นๆเลย ดังนั้นต้องให้ข้อมูลที่รอบด้านด้วย

          2. ต้องฟังจากหลายด้าน (DO Hear from Many Voices)

          นักข่าวที่ดีต้องพยายามทำความเข้าใจและนำเสนอความเห็นที่หลากหลายอย่างแท้จริงของกลุ่มบุคคลที่อยู่ในข่าว นอกจากนี้ยังต้องระลึกว่าตนเองมีอคติอะไรบ้างและพยายามก้าวข้ามอคติเหล่านั้นในการรายงานข่าว การสัมภาษณ์ หรือการเขียนและการวิเคราะห์ใดๆก็ตาม และหลีกเลี่ยงการเขียนอย่าง "เหมารวม" และยึดหลักการ "เป็นปากเสียงให้แก่ผู้ไม่มีปากเสียง" ("give voice to the voiceless")

          3. ต้องเป็นตัวของตัวเอง (DO Be Independent)

          นักข่าวที่ดีต้องเป็นอิสระจากความผูกพันทางธุรกิจ องค์กร หรือบุคคลใดๆ ดังนั้นนักข่าวที่ดีจึงควรหลีกเลี่ยงและไม่รับของขวัญ การได้รับการปฎิบัติอย่างเป็นพิเศษเกินพอดี เพื่อให้ได้ลงข่าวหรือลงข่าวในด้านที่ต้องการ นอกจากนั้นการสนิทสนมกับแหล่งข่าวมากเกินไป ก็เป็นสาเหตุให้นักข่าวเกิดความลำเอียงได้เช่นกัน

          4. ต้องรับผิดชอบงานของตัวเอง (DO Be Accountable For Your Work)

          นักข่าวที่ดีต้องเล่าเรื่องอย่างรอบด้านด้วยความถูกต้อง แต่เมื่อตนเองทำผิด ก็ต้องยอมรับความผิดและแก้ไขข้อมูลให้ถูกต้องให้สาธารณชนรับรู้อย่างเร็วที่สุด

          5. ต้องตั้งคำถามตลอดเวลา (DO Ask Questions)

          การเป็นนักข่าวไม่ใช่เรื่องง่าย หลายครั้งเหตุการณ์อาจซับซ้อนและตอบไม่ได้ง่ายๆว่าสิ่งนี้เหมาะสมทางจรรยาบรรณหรือไม่ ดังนั้นวิธีหนึ่งก็คือการการถามคำถามเหล่านี้กับตัวเอง

          1. ตอนนี้ฉันรู้อะไรบ้าง และฉันต้องรู้อะไรอีกบ้าง

          2. เป้าหมายทางการทำข่าวของฉันคืออะไร

          3. มีเรื่องทางจรรยาบรรณอะไรบ้างที่ต้องคำนึงถึง

          4. มีนโยบายขององค์กรต่างๆหรือแนวทางวิชาชีพใดบ้างที่ต้องคำนึงถึง

          5. จะนำคนที่มีความคิดเห็นที่หลากหลายเข้ามาช่วยร่วมตัดสินใจได้อย่างไร

          6. มีใครเป็นผู้เกี่ยวข้องที่ได้รับผลกระทบจากการทำข่าวของฉันบ้าง ความรู้สึกของผู้เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์นี้คืออะไร

          7. ถ้าเหตุการณ์กลับกันจะเป็นอย่างไร ถ้าฉันเป็นคนหนึ่งในข่าว ฉันจะรู้สึกอย่างไร

          8. ผลสืบเนื่องจากการทำข่าวของฉันครั้งนี้คืออะไรบ้าง ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว

          9. มีทางอื่นๆบ้างหรือไม่ในการเริ่มความรับผิดชอบของฉันในการทำข่าว และลดผลกระทบในทางลบที่อาจเกิดขึ้นได้

          10. ฉันจะสามารถอธิบายเหตุผลในการทำข่าวนี้ได้หรือไม่ ต่อทั้งเพื่อนร่วมงาน ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง และสาธารณชน



5 ข้อ "อย่าทำ"

          1.อย่าสร้างเรื่อง (DON'T Fabricate)

          นักข่าวที่ดีห้ามนำข้อมูลที่เป็นเท็จมานำเสนอว่าเป็นเรื่องจริง ห้ามสร้างข้อมูล แหล่งข่าว คำพูดหรือเนื้อหาอื่นใดขึ้นมาเอง หลีกเลี่ยงการใช้ "แหล่งข่าวที่ไม่สามารถเปิดเผยตัวตน" เนื่องจากไม่ว่าจะเป็นแหล่งข่าวจริงหรือไม่ แต่คนจะคิดว่าเป็นแหล่งข่าวที่นักข่าวสร้างขึ้นมาเอง

          2. อย่าแอบอ้างผลงานผู้อื่น (DON'T Plagiarize)

          นักข่าวที่ดีจะไม่ใช้ข้อความ ไอเดีย และภาพ เสียง วีดิโอ หรือสิ่งใดๆของผู้อื่นโดยอ้างว่าเป็นของตัวเอง หากจะใช้จะต้องใช้เครื่องหมายระบุว่าแหล่งข้อมูลดั้งเดิมมาจากไหน นอกจากนี้ยังต้อง
ระวังเรื่องกฎหมายลิขสิทธิ์ด้วย

          3. อย่าปลอมเป็นผู้อื่น (DON'T Misrepresent)

          อย่าแสดงตนเองว่าเป็นผู้อื่นที่ตนเองไม่ได้เป็น การพยายามทำตัวเป็น "สายลับ" เพื่อสืบข้อมูลลับนั้นอาจนำไปสู่อันตรายและอาจทำให้ได้ข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง ต้องบอกแหล่งข่าวให้ชัดเจนว่าตนเองเป็นใคร มาจากที่ไหน และข้อมูลหรือภาพที่ได้มาอาจเผยแพร่ไปสู่สาธารณะได้

          4. อย่าทำนิสัยเสีย (DON'T Behave Badly)

          อย่าประพฤติตัวในทางที่จะนำความเสียหายมาสู่ตัวเองและต้นสังกัด ควรจะทำตัวเช่นเดียวกับนักข่าวมืออาชีพ ไม่เสียมารยาท หยาบคาย หรือละเมิดสิทธิส่วนบุคคลของผู้อื่น รวมถึงการแต่ง
กายให้เหมาะสมด้วย

          5. อย่าทนอยู่ในความเงียบ (DON'T Suffer in Silence)

          หากไม่แน่ใจว่าควรทำอย่างไร หรือตกอยู่ในสถานการณ์ที่อึดอัดแต่บอกใครไม่ได้ และข้อแนะนำทั้งหมดนี้ก็ช่วยไม่ได้ อย่าทนเก็บอยู่คนเดียว ควรปรึกษาผู้ใหญ่ที่มีความเชี่ยวชาญและเชื่อใจได้

          นี่ก็คือหลักการของการเป็น "นักข่าว" ที่ดี ที่ท่านผู้อ่านก็คงจะเห็นว่าเป็นหลักการพื้นฐานที่ไม่ได้เรียกร้องอะไรมากมายไปกว่า "สามัญสำนึก" เลย ผู้ที่ไม่สามารถทำได้ตามหลักการนี้ จึงไม่อาจเรียกได้ว่าเป็น "นักข่าว" (journalist) อย่างแท้จริงได้ แต่อาจเป็นได้แค่เพียง "ผู้ส่งสาร" (sender) เท่านั้นเอง

http://www.theglobalmoving.com/intellectual_detail.php?id=LzHOSDI6Fne9CaA2

วันศุกร์ที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2556

คณะกรรมการสภาวิชาชีพข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย สมัยที่ 2 ชุดที่ 3

คณะกรรมการสภาวิชาชีพข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย สมัยที่ 2 ชุดที่ 3 (ตั้งแต่วันที่ 5 กันยายน 2556)

คณะกรรมการสภาวิชาชีพข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย สมัยที่ 2 ชุดที่ 3  (ตั้งแต่วันที่ 5 กันยายน  2556)
ประธาน สภาวิชาชีพข่าวฯ
นายก่อเขต จันทเลิศลักษณ์  รักษาการผู้อำนวยการสำนักข่าว สถานีโทรทัศน์ Thai PBS
รองประธานคนที่ 1
นายวิวัฒน์ จันทสุวรรณโณ รองหัวหน้าศูนย์ปฏิบัติการข่าว สถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบก ช่อง 5
รองประธานคนที่ 2
นายเจษฏา อนุจารี   อุปนายกฝ่ายนโยบายและแผนงานปฏิบัติการ สภาทนายความ   
เลขาธิการ
นายนิพนธ ตั้งแสงประทีป  หัวหน้ากองบรรณาธิการ ข่าวภาคกลางฝ่ายข่าวภูมิภาคสำนักข่าวไทย อสมท.
เหรัญญิก
น.ส.ชไมพร คงเพชร  ผช.กรรมการผู้อำนวยการ บมจ.เนชั่น บรอดแคสติ้ง คอร์ปอเรชั่น
กรรมการ
น.ส.สนมพร ฉิมเฉลิม   ผู้ช่วยผู้จัดการฝ่ายข่าว สถานีวิทยุโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3
กรรมการ
นายศักดา  จิรัธยากูล  บรรณาธิการบริหาร  สำนักข่าว ไอเอ็นเอ็น จำกัด
กรรมการ
นายปฏิวัติ วสิกชาติ     ผู้จัดการส่วนงานข่าว สถานีข่าว TNN 24
กรรมการ
นายฉัตรชัย ภู่โคกหวาย  ผช.กรรมการผู้อำนวยการสำนักข่าว สถานีโทรทัศน์และสำนักข่าวT news
กรรมการ
นายสุรชา  บุญเปี่ยม  Executive News Producer  สถานีโทรทัศน์ Spring News
กรรมการ
นายประทีป คงสิบ   ผู้อำนวยการฝ่าย Content & Program สถานีโทรทัศน์ VOICE TV
กรรมการ
นายวีระพงษ์ ลิ้มธนสาร   ผู้อำนวยการข่าว  มหาชัยเคเบิล
กรรมการ
นายอนุพงษ์  ไชยฤทธิ์  ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ  บริษัท มีเดียสตูดิโอ จำกัด
กรรมการ
นางสาวเยาวลักษ์ อนุพันธุ์  สมาคมนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน
กรรมการ
นายอรินทร์  จิรา  ประธานสภาที่ปรึกษาธุรกิจอาเซียนประเทศไทย
และรองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย
กรรมการ
ศ.ดร.ถวิล พึ่งมา   อธิการบดี สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง
กรรมการ
น.ส.กรรณิการ์ กิจติเวชกุล    กรรมการมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค
กรรมการ
ผ.ศ.พิจิตรา ศุภสวัสดิ์กุล สึคาโมโต้   อาจารย์ภาควิชาวารสารสนเทศ
คณะนิเทศศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
กรรมการ
นพ.สุริยเดว ทรีปาตี  ผอ.สถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว ม.มหิดล