PR

@@ในความเคลื่อนไหวของสถานการณ์ที่ปรากฎเป็น"ข่าว"และ"ไม่เป็นข่าว"พยายามสแกนย่นย่อมานำเสนอและเป็นไว้เป็นฐานข้อมูลสังเคราะห์สถานการณ์ ที่นี่ "ข่าวที่ไม่เป็นข่าว"
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สื่อมวลชน แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สื่อมวลชน แสดงบทความทั้งหมด

วันพฤหัสบดีที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2562

กูเกิล ร่วมมือ สมาคมผู้ผลิตข่าวออนไลน์ (SONP) เพิ่มขั้นตอนตรวจสอบ “ข่าวจริง”

24ม.ค.62

กูเกิล เตรียมเครื่องมือให้สำนักข่าวออนไลน์ นำไปใช้งานช่วงการเลือกตั้ง เพื่อแสดงข้อมูลให้ถูกต้อง และชัดเจน พร้อมร่วมมือกับSONP ให้สำนักข่าวเข้าไปยืนยันข้อมูลที่ถูกต้องผ่านหน่วยงานกลางอย่าง IFCN @poynter

นางสาวสายใย สระกวี หัวหน้าฝ่ายสื่อสารองค์กรและมวลชนสัมพันธ์ กูเกิล ประเทศไทย กล่าวถึงมาตรการในการตรวจสอบข่าวปลอมของทางกูเกิล ว่า ปัจจุบันกำลังอยู่ระหว่างประสานความร่วมมือกับสมาคมผู้ผลิตข่าวออนไลน์ (SONP) ในการคัดกรองข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้องขึ้นไปแสดงผลในหน้าการค้าหาของกูเกิล

“ด้วยการที่กูเกิล เป็นแพลตฟอร์มในการค้นหาข้อมูล ดังนั้น ข้อมูลที่ถูกแสดงผลออกมาทั้งหมด จะไม่สามารถควบคุมได้ สิ่งที่กูเกิล กำลังพัฒนาในเวลานี้ คือ ร่วมกับหน่วยงานกลางที่มีความน่าเชื่อถือในเข้าไปร่วมตรวจสอบข้อมูลข่าวสารต่างๆ และทำการยืนยันข้อมูลเหล่านั้นว่าเป็นข้อเท็จจริง”
  
อย่างในต่างประเทศ การแสดงผลการค้นหาของกูเกิล จะเริ่มมีการเสนอข้อเท็จจริงที่ได้รับการตรวจสอบแล้ว (Fact Check) เมื่อมีการค้นหาเกี่ยวกับสถานการณ์ หรือภัยพิบัติต่างๆ เพื่อสร้างความมั่นใจว่า ข้อมูลที่นำเสนอได้รับการตรวจสอบ

สำหรับในประเทศไทย ระบบดังกล่าวกำลังจะเริ่มใช้ โดยคาดว่าจะได้เห็นหลายๆ สำนักข่าวที่ทาง SONP คัดเลือก และนำเสนอขึ้นไปว่า เป็นแหล่งข้อมูลที่ได้รับการตรวจสอบจากทาง IFCN @poynter เพื่อให้การรับรู้ข้อมูลข่าวสารในประเทศไทยมีความน่าเชื่อถือมากขึ้น

นอกจากนี้ กูเกิล ยังได้นำเสนอโครงการอย่าง “News Initiative” ที่ร่วมมือกับสื่อมวลชน เพื่อสนับสนุนสื่อที่มีคุณภาพ ด้วยการนำเครื่องมืออย่าง Flourish ซึ่งเป็นเครื่องมือในการทำกราฟิก เพื่อใช้ในการรายงานข่าวช่วงเลือกตั้ง โดยกำลังประสานให้เพิ่มแผนที่ประเทศไทยเข้าไป

รวมถึงการนำเสนอเครื่องมืออย่าง Google Trends เพื่อสำรวจว่า ผู้ใช้งานกูเกิลในประเทศไทย กำลังค้นหาข้อมูลใด เพื่อให้สำนักข่าวออนไลน์ต่างๆ สามารถนำเสนอคอนเทนต์ที่เหมาะสม ตรงกับความต้องการของผู้บริโภคได้

วันศุกร์ที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2561

มาร์ค ซักเกอร์เบิร์ก ประกาศว่า Newsfeed จะลดการแสดงข้อความจากธุรกิจและสื่อ

BRIEF: มาร์ค ซักเกอร์เบิร์ก ประกาศว่า Newsfeed จะลดการแสดงข้อความจากธุรกิจและสื่อ และจะเน้นโพสท์จากครอบครัวและเพื่อน
.
วันนี้ มาร์ค ซักเกอร์เบิร์ก อัพเดทสเตตัส เพื่อพูดถึงเป้าหมายของเฟซบุ๊กในปีนี้ (อย่างยืดยาว และซ้ำไปซ้ำมา) ว่า
.
"หนึ่งในสิ่งที่เราจะมุ่งเน้นในปี 2018 คือการทำให้เวลาที่คุณใช้บนเฟซบุ๊กนั้นมีความหมาย
.
เราสร้างเฟซบุ๊กขึ้นมาเพื่อเชื่อมโยงผู้คน และประสานสัมพันธ์ระหว่างเรากับคนที่เราเห็นคุณค่า นั่นเป็นเหตุผลที่ว่าทำไมเราจึงให้ความสำคัญกับครอบครัวและเพื่อนฝูงในประสบการณ์เฟซบุ๊กเสมอ มีงานวิจัยแสดงให้เห็นว่าการสร้างความสัมพันธ์อันแข็งแรงนั้นส่งผลดีต่อความสุขและสุขภาพจิตของเราด้วย
.
แต่ที่ผ่านมาเรากลับได้รับฟีดแบ็กจากสังคมเฟซบุ๊กว่าเนื้อหาสาธารณะต่างๆ ทั้งจากธุรกิจ แบรนด์ หรือสื่อ กำลังมากินพื้นที่ส่วนตัว ซึ่งเป็นพื้นที่ที่เราใช้สานสัมพันธ์กับคนอื่น
.
อาจไม่ยากนักหากจะหาเหตุผลว่าทำไมจึงเป็นเช่นนี้ ทั้งวิดีโอและเนื้อหาสาธารณะต่างเติบโตขึ้นมากบนเฟซบุ๊กในช่วงสองสามปีที่ผ่านมา เมื่อมีเนื้อหาสาธารณะมากกว่าเนื้อหาจากเพื่อนหรือครอบครัว สมดุลของสิ่งต่างๆ บนนิวส์ฟีดจึงเปลี่ยนแปลงจากพันธกิจที่เฟซบุ๊กอยากเชื่อมสัมพันธ์ระหว่างผู้คนไป
.
พวกเราตระหนักถึงความรับผิดชอบที่ว่า บริการของเราไม่ควรเพียงแต่สนุกที่จะใช้เท่านั้น แต่บริการของเราควรทำให้คุณมีสุขภาพจิตที่ดีด้วย เราศึกษาแนวโน้มที่เกิดขึ้นอย่างระมัดระวัง ดูจากงานวิจัยของที่อื่น และทำวิจัยเองโดยให้ผู้เชี่ยวชาญจากมหาวิทยาลัยเป็นผู้ดูแล
.
งานวิจัยชี้ว่าเมื่อเราใช้โซเชียลมีเดียเชื่อมต่อกับคนที่เราแคร์ เมื่อนั้นโซเชียลมีเดียก็จะดีต่อสุขภาพจิตของเรา เราจะรู้สึกว่าผูกพันกับโลกรอบๆ และรู้สึกเหงาหงอยน้อยลง และนั่นก็สัมพันธ์กับความสุขและสุขภาพระยะยาว กลับกัน การอ่านบทความหรือการดูวิดีโอฝ่ายเดียว ถึงอาจจะสนุกหรือประเทืองปัญญา แต่ก็อาจไม่ดีต่อสุขภาพเท่า
.
จากงานวิจัยนี้ เราจึงตัดสินใจจะเปลี่ยนวิธีที่เฟซบุ๊กดำเนินงานเสียใหม่ ผมจะเปลี่ยนเป้าหมายที่เคยมอบให้ทีมผลิตภัณฑ์ จากการที่เคยโฟกัสที่การทำให้คุณพบเนื้อหาที่สนใจได้โดยง่าย ไปเป็นการทำให้คุณมีปฏิสัมพันธ์ทางสังคมที่มีความหมายมากขึ้น
.
เราเริ่มเปลี่ยนแปลงตั้งแต่ปีที่แล้ว แต่คงต้องใช้เวลาอีกหลายเดือนในการปรับทุกผลิตภัณฑ์ของเรา ความเปลี่ยนแปลงแรกที่คุณจะได้เห็นก็คือในนิวส์ฟีด ที่คุณจะเห็นโพสท์จากเพื่อน ครอบครัว หรือกลุ่มมากขึ้น
.
เมื่อการเปลี่ยนแปลงนี้ถูกปรับใช้จริง คุณจะเห็นโพสท์สาธารณะจากธุรกิจ แบรนด์ และสื่อลดลง และโพสท์สาธารณะเหล่านี้ก็จะมีมาตรฐานมากขึ้นด้วย นั่นคือ มันควรจะทำให้คุณมีปฏิสัมพันธ์กับคนอื่นๆ อย่างมีความหมาย
.
ตัวอย่างเช่น มีกลุ่มที่ตั้งขึ้นเพื่อคนนิยมรายการโทรทัศน์หรือเชียร์ทีมกีฬาทีมเดียวกันอย่างแน่นแฟ้น หรือเราเห็นว่าคนนิยมไลฟ์วิดีโอมากกว่าวิดีโออื่นๆ ข่าวบางข่าวอาจทำให้เกิดบทสนทนาที่สำคัญได้ แต่ทุกวันนี้ การดูวิดีโอ อ่านข่าว หรืออ่านสเตตัสจากเพจต่างๆ นั้นเป็นประสบการณ์เชิงรับเสียส่วนมาก
.
ผมขอพูดให้ชัดเจนว่า ด้วยการเปลี่ยนแปลงเช่นนี้ ผมคิดว่าคนจะใช้เวลาและมีส่วนร่วมกับเฟซบุ๊กน้อยลง แต่ผมก็คิดว่าเวลาที่คุณใช้เฟซบุ๊กกลับจะมีคุณภาพมากยิ่งขึ้น และหากเราทำสิ่งที่ถูก ผมก็เชื่อว่าประโยชน์ที่ได้ก็จะตกอยู่กับชุมชนและธุรกิจในระยะยาว
.
เฟซบุ๊กนั้นตั้งอยู่บนฐานของการเชื่อมโยงผู้คนตลอดมา ด้วยการเน้นการสร้างสัมพันธ์ระหว่างผู้คนเช่นนี้ ไม่ว่าจะเป็นในครอบครัว เพื่อน หรือการสร้างสัมพันธ์รอบห้วงเหตุการณ์สำคัญทั่วโลก เราก็หวังว่า เวลาที่คุณใช้บนเฟซบุ๊กจะเป็นเวลาที่ไม่สูญเปล่า"
.
* Well-being คือความสุข หรือความผาสุก แต่ในที่นี้ขอใช้คำว่าสุขภาพจิต
.
ข้อสังเกตคือมีการใช้คำว่า "สร้างสัมพันธ์" "ประสานสัมพันธ์" "เชื่อมโยง เชื่อมต่อ" เยอะมากๆ ซึ่งก็คงเป็นการโต้กลับจากกรณีอื้อฉาวทั้งหลายที่เฟซบุ๊กมีส่วนเกี่ยวข้องในปี 2017 "การแก้เฟซบุ๊ก" ยังถือเป็นเป้าหมายส่วนตัวที่มาร์คตั้งไว้ในปี 2018 ด้วย
.
Newsroom ของเฟซบุ๊กยังประกาศว่า
.
- โพสท์ที่จะได้แสดงมากขึ้นใน Newsfeed คือ "โพสท์ที่ทำให้เกิดบทสนทนาระหว่างผู้คน" เช่น live video ที่ผ่านมามีสถิติการปฏิสัมพันธ์มากกว่าวิดีโอปกติถึง 6 เท่า
.
- โพสท์ "ล่อไลก์ ล่อแชร์" จะถูกลดความสำคัญลงเรื่อยๆ
.
- ถ้าเพจอยากให้คนเห็นโพสท์ก็ควรจะเสนอให้คนกด See First ไว้
.
ทั้งนี้ ยังไม่มีการพูดถึงขอบข่ายของ Sponsored Post หรือโพสท์ที่จ่ายเงินโฆษณาให้เฟซบุ๊ก ว่าจะได้รับผลกระทบอย่างไรบ้าง
.
ที่มา สถานะของ Markhttps://www.facebook.com/zuck/posts/10104413015393571

วันพุธที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2561

อำลา 'เนชั่น' ทางการ! เทพชัย จัดงานเกษียณ 'สุทธิชัย หยุ่น' 12 ม.ค.นี้

อำลา 'เนชั่น' ทางการ! เทพชัย จัดงานเกษียณ 'สุทธิชัย หยุ่น' 12 ม.ค.นี้

เผยข้อมูล ฝ่ายทรัพยากรบุคคล เนชั่นฯ ส่งข้อความแจ้งเวียนเชิญผู้บริหาร-พนง. ร่วมงานอำลาเกษียณ 'สุทธิชัย หยุ่น' 12 ม.ค.61 นี้

สำนักข่าวอิศรา www.isranews.org รายงานว่า ในช่วงค่ำวันที่ 10 ม.ค.2561 ที่ผ่านมา ได้มีการเผยแพร่ข้อความฝ่ายทรัพยากรบุคคล ของ บริษัท เนชั่น มัลติมีเดีย กรุ๊ป จำกัด (มหาชน)  แจ้งเรียนเชิญ  ผู้บริหารและพนักงานทุกท่าน ร่วมงานอำลาการเกษียณของนายสุทธิชัย หยุ่น ผ่านทางสื่อออนไลน์ 

ระบุว่า  คุณเทพชัย หย่อง ขอเรียนเชิญผู้บริหารและพนักงานทุกท่าน ร่วมงานอำลาการเกษียณของคุณสุทธิชัย หยุ่น ในวันศุกร์ที่ 12 มกราคม 2561 เวลา 15.00 น.

ณ ชั้น 1 อาคารมหาวิทยาลัยเนชั่น

จึงเรียนมาเพื่อทราบและขอเรียนเชิญทุกท่านร่วมงาน

ฝ่ายทรัพยากรบุคคล

เบื้องต้น สำนักข่าวอิศรา ได้รับการยืนยันจากแหล่งข่าว เนชั่น ว่า เป็นข้อมูลจริง

ข้อมูลจากวิกิพีเดีย ระบุว่า สุทธิชัย แซ่หยุ่น หรือที่รู้จักทั่วไปว่า สุทธิชัย หยุ่น  เป็นกรรมการในคณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านสื่อสารมวลชน เทคโนโลยีสารสนเทศในรัฐบาล พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ]ที่ปรึกษากองบรรณาธิการเครือเนชั่น อดีตประธานกรรมการ บริษัท เนชั่น มัลติมีเดีย กรุ๊ป จำกัด (มหาชน), บรรณาธิการอำนวยการ เครือเนชั่น, นักหนังสือพิมพ์, นักเขียน, ผู้ร่วมก่อตั้ง หนังสือพิมพ์เดอะเนชั่น, กรุงเทพธุรกิจ, สถานีโทรทัศน์ไอทีวี, เนชั่นทีวี และประธานที่ปรึกษามหาวิทยาลัยเนชั่น ปัจจุบัน (พ.ศ. 2555) มีผลงาน คอลัมน์ กาแฟดำ ในหน้า 2 หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ ทุกวันจันทร์ถึงวันศุกร์, รายการโทรทัศน์ ชีพจรโลก และ ชีพจรโลกวันนี้ ทางเนชั่นแชนแนล

วันอังคารที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2560

ดำรง พุฒตาล เตรียมประกาศข่าวสำคัญท่ามกลางเสียงลือ ‘คู่สร้างคู่สม’ ลาแผงอีกฉบับ

ดำรง พุฒตาล เตรียมประกาศข่าวสำคัญท่ามกลางเสียงลือ ‘คู่สร้างคู่สม’ ลาแผงอีกฉบับ


เมื่อวันที่ 12 ธันวาคม มีการเปิดเผยถึงการเตรียมประกาศข่าวสำคัญของนิตยสารคู่สร้างคู่สม โดยนายดำรง พุฒตาลในรายการมองรอบด้าน สุดสัปดาห์ วันเสาร์ที่ 16 ธันวาคมนี้ ทางสถานีโทรทัศน์ TNN24 ช่อง 16 เวลา 17.05-18.00 น.
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในช่วง 1-2 วันที่ผ่านมาเกิดกระแสข่าวว่านิตยสารดังกล่าวจะปิดตัวลง โดยจะวางแผงฉบับสุดท้ายในวันที่ 20 ธันวาคมที่จะถึงนี้ ซึ่งผู้อ่านส่วนหนึ่งได้เข้าไปสอบถามในช่องแสดงความคิดเห็นของเฟซบุ๊กแฟนเพจ ‘คู่สร้างคู่สม (ประเทศไทย) จำกัด’ แต่ยังไม่มีคำตอบ
นอกจากนี้ ในโลกโซเชียล ยังมีการแชร์ข้อความจากเฟซบุ๊ก Nitipan Tangnopparat ของนายนิติพันธ์ ตั้งนพรัตน์ ทายาทร้านหนังสือเก่าแก่ของจังหวัดพิษณุโลก อย่าง ‘เสียงทิพย์ บุ๊คเซ็นเตอร์’ ซึ่งโพสต์ข้อความว่า
“เรื่องช็อคอันดับท็อปๆของปีนี้ คู่สร้างคู่สม กล่าวอำลา เป็นหัวที่คิดว่าจะไปเป็นคนสุดท้าย ทำไมทำกันหยั่งนี้”
เมื่อข้อความดังกล่าวเผยแพร่ออกไป มีผู้แสดงความคิดเห็นว่ารู้สึกใจหาย และเสียอย่างมาก โดยส่วนหนึ่งระบุว่า ไม่น่าเป็นไปได้ เนื่องจากเป็นนิตยสารเก่าแก่ที่ได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน
ทั้งนี้ ‘มติชนออนไลน์’ ได้สอบถามไปยัง นายตาลเด่น พุฒตาล บุตรชาย ได้รับคำตอบเบื้องต้นว่า ขอให้นายดำรง พุฒตาล เป็นผู้ชี้แจง อย่างไรก็ตาม ยังไม่สามารถติดต่อนายดำรงได้

กระทั่ง ล่าสุด มีการประกาศว่านายดำรง พุฒตาล จะเปิดเผยข่าวสำคัญของคู่สร้างคู่สม ผ่านช่อง TNN24 ดังที่กล่าวมาแล้ว
ทั้งนี้ นายดำรง พุฒตาล ก่อตั้งนิตยสารคู่สร้างคู่สมขึ้นเมื่อ 38 ปีก่อน โดยได้รับความนิยมของคนไทยทั้งในและต่างประเทศเป็นอย่างมากจนได้ชื่อว่าเป็นนิตยสารที่ขายดีที่สุดของไทย โดยเมื่อไม่นานมานี้นักเขียนนามปากกา ‘มารพิณ’ ได้วิเคราะห์ว่า คู่สร้างคู่สมมีเนื้อหาที่เฉพาะตัว แต่ละคอลัมน์ก็อัดลึกเจาะแน่นมาแต่ไหนแต่ไร ไม่ต่างจาก Content Online สมัยนี้ ซึ่งแฟนคลับต่างก็ชื่นชอบเนื้อหาสาระของคู่สร้างคู่สมเป็นอย่างดี เพราะคุ้มค่ากับราคาหน้าปกเพียง 30 บาท และมีแฟนคลับอยู่ในทุกๆ ที่ ไม่ว่าจะเป็นร้านเล็กๆ ข้างทาง หรือที่สถานทูตไทยในต่างประเทศ จึงไม่น่าแปลกใจที่นิตยสารเล่มนี้จะยังขายได้แม้ในวันที่สิ่งพิมพ์กำลังฉุดกันล้มลงไป (ที่มา : www.spokedark.tv)
นอกจากนี้ ปกคู่สร้างคู่สมฉบับวันที่ 1-10 กันยายน (ปีที่ 38 ฉบับที่ 994) ยังพาดหัวว่า ‘วิกฤตสื่อหนังสือ ดำรง…ยืนยัน “คส.คส.” ไม่มีวันเจ๊ง’
เป็นเหตุให้ผู้ได้รับทราบข่าวลือดังกล่าวต่างส่งกำลังใจและลุ้นว่าขอให้กระแสข่าวลือไม่เป็นความจริง
ส่วนข่าวสำคัญที่ดำรง พุฒตาล เตรียมประกาศในวันที่ 16 ธ.ค.นี้ จะเป็นข่าวช็อคของคนไทยทั้งประเทศหรือไม่ ต้องติดตาม.

วันพฤหัสบดีที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2560

แมลงวัน ไม่ตอม แมลงวัน

จุลสาร ราชดำเนิน ที่ดำเนินการโดยสมาคมนักข่าวฯ ออกโรง เรื่อง บิ๊กสื่อ
See more
Time Chuastapanasiri
"แมลงวัน ไม่ตอม แมลงวัน"
กำลังเป็นเรื่องที่แปลกทีเดียว กับข่าว กรณี "ทนายผู้รับมอบอำนาจจากบิ๊กสื่อ" เขียนจดหมายมาถึงสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพืแห่งประเทศไทย เรื่องที่ สมาคมฯ จะตั้งกรรมการแสวงหาข้อเท็จจริง กรณี “บิ๊กสื่อ” หรือผู้บริหารองค์กรสื่อสารมวลชนแห่งหนึ่งมีพฤติกรรมคุกคามทางเพศพนักงานสาว
(อ่านต่อ ที่ http://m.posttoday.com/analysis/report/514595)
ซึ่งตอนนี้ก็ไม่รู้ว่าใครเป็น "บิ๊กสื่อ" คนนั้น และ เหตุการณ์นี้เป็นจริงหรือไม่? ตามที่หลุดออกมา
สาระสำคัญที่ทนายทำจดหมายร้องเรียนไปที่สมาคม คือ "คัดค้านการตั้งกรรมการสอบ"
"....การกระทำดังกล่าว ปราศจากอำนาจอันจะอ้างตามข้อบังคับของสมาคมฯได้ เพราะไม่ปรากฎว่ามีบุคคลใดเป็นผู้เสียหายหรือผู้ร้องมายื่นเรื่องร้องเรียน อีกทั้งยังไม่ปรากฎว่ามีผู้ใดเป็นผู้ถูกกล่าวหาว่ามีการกระทำผิดที่ฝ่าฝืนต่อจริยธรรมและคุณธรรมดังที่กล่าวอ้าง อีกทั้งการตั้งคณะกรรมการแสวงหาข้อเท็จจริงครั้งนี้ มีความสุ่มเสี่ยงต่อการร่วมกันกระทำความผิดทางอาญาฐานหมิ่นประมาท"
มาครบชุด, พูดง่ายๆ คือ
1. สมาคมไม่มีอำนาจตั้งกรรมการสอบ เพราะไม่มีผู้ใดมาร้องเรียน
2. สมาคมตั้งสอบไม่ได้ เพราะ "ยังไม่ปรากฎชื่อผู้ถูกกล่าวหา"
3. การตั้งกรรมการสอบ อาจเป็นการหมิ่นประมาททางอาญา
โอ้ย หัวหมอสมเป็นทนายความจริงๆ
หลังจากนี้ ก็เกิดบรรยากาศแห่งความหวาดกลัวแหละครับ
ว่าที่จริง สมาคมนักข่าว ควรเอาเรื่องนี้ไปเป็นประเด็นสรุปรายงานสถานการณืสื่อประจำปี 2560 เสียด้วยเลย ว่า ปีนี้เป็นปีแห่งการไม่กล้าตรวจสอบกันเอง!
กรณีนี้ สะท้อนภาพวงการนักข่าวอย่างมากถึงการทำงานที่ "ไม่สามารถ ไม่ยอมรับการตรวจสอบกันเอง"
การเอาความรุ้ทางกฎหมายมาปกป้องตนเองนั้นเป็นเรื่องถูกต้อง แต่บางครั้ง ก็เป็นเรื่องหัวหมอได้เหมือนกัน
สังคมนี้ ควรนำพาเรื่องความโปร่งใส สุจริต และการเปิดเผยข้อเท็จจริง
ส่วนตัวผมคิดว่า สมาคมมีสิทธิที่จะตั้งกรรมการสอบ และพิจารณาตัดสินทางจริยธรรม โดยใช้กรอบจรรยาบรรณวิชาชีพและกฎหมายอื่นๆ มาพิจารณา
ว่าที่จริง "สมาคมนักข่าว สามารถตั้งกรรมการสอบเรื่องนี้ในทางลับได้" กล่าวคือ ลับทั้งคนถูกร้อง คนเป็นเหยื่อ และ คนสอบ เพื่อให้เรื่องนี้ได้รับการพิสูจน์
ถ้ากำกับดูแลกันเองไม่ได้ วงการสื่อนี้ก็เน่าเละและเสื่อมศรัทธา มีแต่คนหัวหมอหัวศรีธนญชัย วงการสื่อโดยรวมก็จะถูกเหมารวมอีกครา ว่า "ไม่สามารถกำกับดูแลทางจริยธรรมได้"
สอบไปเถอะครับในทางลับ
ส่วนทนายนี้ ก็ทำตามหน้าที่ เงินจ้างมาก็ทำไป เพราะใครๆ ก็จ้างทนายมาว่าความให้ตนเองได้ทั้งนั้น
พอมาแนวนี้ ก็เลยชักจะคิดว่า "แมลงวันตัวนี้ คงจะตัวใหญ่ทีเดียว" จึงทำให้คนในวงการสื่อไม่กล้าตอม
แล้วมันก็จะกลืน ลืมหายไป?

ทนายผู้ถูกโยงคดีฉาว ยื่นโนติสถึงสมาคมสื่อ เตือนเข้าข่ายหมิ่นประมาท กล่าวหาไม่มีมูล

ทนายผู้ถูกโยงคดีฉาว ยื่นโนติสถึงสมาคมสื่อ เตือนเข้าข่ายหมิ่นประมาท กล่าวหาไม่มีมูล จี้งัดหลักฐาน

วันที่ 13 ก.ย. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ได้มีการเผยแพร่หนังสือจากสำนักงานกฎหมาย วี แอนด์ ที ลงนามโดยนายวิมล ส่งเสริมกุล ทนายความผู้ได้รับมอบอำนาจจากบุคคลที่ได้รับผลกระทบจากการเผยแพร่ข้อความ ส่งถึงนายกสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย เรื่อง การตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีที่มีการพาดพิงผู้บริหารองค์กรสื่อ มีพฤติกรรมคุกคามทางเพศพนักงานในสังกัด จนทำให้ต้องลาออกจากองค์กร
หนังสือดังกล่าว ระบุตอนหนึ่งว่า การกระทำดังกล่าวปราศจากอำนาจอันจะอ้างตามข้อบังคับของสมาคมได้ ไม่ปรากฎว่ามีบุคคลใดที่เป็นผู้เสียหายหรือเป็นผู้ร้องมายื่นร้องเรียน อีกทั้งยังไม่ปรากฎว่ามีผู้ใดเป็นผู้ถูกกล่าวหาว่ามีการกระทำผิดที่ฝ่าฝืนต่อจริยธรรมและคุณธรรมที่กล่าวอ้าง โดยสมาคมฯยกเหตุอ้างที่มาจากการโพสต์ลงสื่อโซเชียลเกียวกับปัญหาการคุกคามทางเพศของกรรมการในสมาคมฯ นั้น เป็นการกระทำที่ไม่มีเหตุจะอ้างตามกฎหมายซึ่งเป็นข้อยกเว้นของความผิดฐานหมิ่นประมาทได้แต่อย่างใด
คณะกรรมการแสวงหาข้อเท็จจริงที่สมาคมฯจะตั้งขึ้นนั้น ไม่ชัดเจนว่ามีบทบาทหน้าที่ให้แสวงหาข้อเท็จจริงในเรื่องใด ใช้กระบวนการแสวงหาด้วยวิธีใด และจะสิ้นสุดลงเมื่อใด อีกทั้งเมื่อได้ข้อมูลมาจะสรุปผลเพื่อนำไปสู่บทลงโทษสำหรับความผิดโดยอาศัยฐานอำนาจใด อีกทั้ง สมาคมฯควรตั้งกรรมการสอบบุคคลที่โพสต์เรื่องดังกล่าวลงสื่อโซเชียล เพราะเป็นผู้เผยแพร่ข้อความที่ก่อให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ว่ามีมูลความจริงแค่ไหน
การตั้งคณะกรรมการแสวงหาข้อเท็จจริงครั้งนี้มีความสุ่มเสี่ยงต่อการร่วมกันกระทำความผิดทางอาญาฐานหมิ่นประมาท ทั้งสมาคมฯ กรรมการสมาคมทุกท่านที่เข้ามามีส่วนร่วมประชุม และคณะกรรมการแสวงหาข้อเท็จจริงที่ยอมรับ การแต่งตั้งเข้าร่วมกันทำหน้าที่แสวงหาข้อเท็จจริง จึงเรียนมาเพื่อท้วงติง เป็นข้อพึงระวังในการเปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณะอันจะมีผลกระทบต่อชื่อเสียงเกียรติคุณของบุคคลที่ถูกพาดพิง ทั้งนี้จึงขอสงวนสิทธิในการดำเนินคดีทั้งในทางแพ่งและทางอาญาต่อบุคคลที่ละเมิดสิทธิในอนาคตต่อไป
นายวิมล ส่งเสริมกุล ทนายความสำนักกฎหมาย วีแอนด์ ที เปิดเผยว่า ยืนยันว่าหนังสือที่ส่งให้นายกสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทยนั้น เป็นหนังสือจริง ซึ่งตนในฐานะทนายผู้รับมอบอำนาจจากผู้เสียหาย ต้องการให้ทางสมาคมฯ แสดงหลักฐานหรือข้อเท็จจริงที่ชัดเจนหากจะกล่าวหาในประเด็นดังกล่าว เพราะที่ผ่านมา เราจับใจความไม่ได้ มีเพียงแต่การให้ข่าวจนพูดกันปากต่อปาก จนมีการเชื่อมโยงสร้างความเสียหาย ที่ไม่ใช่ความเสียหายเฉพาะตัวบุคคล แต่รวมไปถึงสถาบันและตัวองค์กรด้วย
ทั้งหมดที่ทำไป ไม่ได้มีเจตนาจะฟ้องร้องทางสมาคมฯ แต่ขอสมาคมฯ ทบทวนเรื่องดังกล่าว โดยเฉพาะการเสนอข้อเท็จจริง ไม่ใช่เห็นจิ้งจกแล้วบอกเห็นจระเข้ ดังนั้น จากนี้ตนจะรอดูท่าทีจากสมาคมฯก่อนว่าจะเดินไปทางใด หากสมาคมฯ มีการตั้งคณะกรรมการแสวงหาข้อเท็จจริง ตนและผู้มอบอำนาจก็จะพิจารณาอีกครั้ง สำหรับบุคคลที่โพสต์ลงโซเชียลจนทำให้เกิดประเด็นขึ้นมานั้น ขณะนี้จะยังไม่ฟ้องร้องดำเนินคดี เพราะเชื่อว่าสมาคมฯ ที่เต็มไปด้วยผู้มีความรู้ความสามารถจะใช้วิจารณญาณเองได้

วันพุธที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2560

"ชูวิทย์"พูดถึง"สรยุทธ"

Tanakorn Ritu และ ThairathTV ได้แชร์โพสต์ของ ชูวิทย์ I'm Back
ชูวิทย์ I'm Back
2 ชม.
ผมเริ่มรู้จักสรยุทธตั้งแต่สิบกว่าปีก่อนในรายการ “ถึงลูกถึงคน” ซึ่งเป็นรายการที่ได้รับความนิยมสูง เพราะสรยุทธมีวิธีการซักถามที่ไม่เหมือนใคร มีทั้งรุกและถอย ไม่ใช่ตั้งหน้าตั้งตาซักจนแขกที่มาร่วมรายการเสียความรู้สึก
นี่เป็นบุคลิกที่ดีของผู้ทำรายการประเภทเชื้อเชิญแขกมาร่วมสนทนา เพราะต้องควบคุมประเด็นไม่ให้ออกนอกลู่นอกทาง บางครั้งผู้ร่วมรายการพูดเลอะเทอะและยืดยาวจนทำให้รายการน่าเบื่อ สรยุทธสามารถตัดทอนและซักถามให้เกิดความหลากหลาย ครบถ้วนทุกประเด็นในเวลาสั้นๆ
จะจัดรายการตามใจหรือปล่อยให้เลยเถิดมากไปไม่ได้
ความที่สรยุทธนั้นแตกต่างจากพิธีกรคนอื่นๆ มีบุคลิกที่โดดเด่นและมีวินัยในการทำงาน ยืนหยัดอยู่บนจอทีวีมากว่าสิบปีโดยไม่ขาดเลยแม้แต่วันเดียว เหมือนแบรนด์สินค้าที่ตอกย้ำให้คนดูเห็นอยู่ทุกวี่ทุกวัน เป็นเหตุให้เขาประสบความสำเร็จอย่างสูง หากไม่มีกรณีที่เป็นคดีความขึ้นโรงขึ้นศาล เขาจะพุ่งไม่หยุดฉุดไม่อยู่
ผมเชื่อว่าสรยุทธมีเพื่อนอยู่ไม่มาก แม้สรยุทธเป็นคนเข้มแข็ง มีตัวตนที่ชัดเจน แต่ยามที่เพื่อนตกต่ำถึงขนาดติดคุกติดตะรางจะไม่ไปเยี่ยมให้กำลังใจนั้น คนอย่างผมทำไม่ได้
ยิ่งเคยผ่านร้อนผ่านหนาวเป็นนักโทษมาก่อน วันนี้ก็อดไม่ได้ที่จะไปเยี่ยม แนะนำการปรับตัวปรับใจที่ต้องบอกเสียก่อนว่าไม่ได้ทำกันง่ายๆ
โลกเรานี้หมุนเวียนเปลี่ยนไป วันก่อนสรยุทธอ่านข่าวชูวิทย์ แต่วันนี้กลายเป็นชูวิทย์อ่านข่าวสรยุทธ
วันก่อนพูดไปใครจะเชื่อ แต่วันนี้ดันเกิดขึ้นจริงๆ

สรุป สรยุทธ / โดย เพจลงทุนแมน

สรุป สรยุทธ / โดย เพจลงทุนแมน
สรยุทธ เคยเป็นบุคคลที่ดังมากสุดในไทย
ตอนนี้กำลังอยู่ในเรือนจำ
ที่มาที่ไปของเรื่องนี้เป็นอย่างไร
จากเด็กเกเร สมัยมัธยมจนต้องเข้าไปอยู่บ้านเมตตา 15 วัน แต่มากลับตัวได้ จนจบนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ เกียรตินิยมอันดับ 1 แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่น ถ้าตั้งใจก็ทำจนสำเร็จ
คุณสรยุทธเริ่มงานข่าวที่ เนชั่นส์ และออกทีวีโดยจัดรายการกับคุณสุทธิชัย หยุ่น คุณกนก รัตน์วงศ์สกุล ต่อมาทำรายการในช่อง 9 อสมท ด้วย และสุดท้ายย้ายมาช่อง 3 ด้วยบุคลิกการเล่าข่าวที่กระชับ รวดเร็ว ทำให้ทุกรายการที่จัด ได้เรตติ้ง และ สปอนเซอร์มากมาย
คุณสรยุทธจึงทำทั้งหน้าที่ผู้อ่านข่าว และมาเป็นผู้จัดรายการเองด้วย โดยเปิดบริษัท ไร่ส้ม และ บริษัท ชัดถ้อยชัดคำ จำกัด
ตั้งแต่ ปี 2547 ถึง ปี 2559 ทั้ง 2 บริษัท รวมกำไรสุทธิ 2,928.4 ล้านบาท จากรายได้ 5,572.8 ล้านบาท บริษัทยังคงผลิต รายการเรื่องเล่าเช้านี้ และ เรื่องเล่าเสาร์อาทิตย์
ช่วงปี 2548 เป็นช่วงที่พีคสุดของชีวิตของคุณสรยุทธ ด้วยพรสวรรค์ ความสามารถที่โดดเด่น ทำให้มีรายการเกิดขึ้นมากมาย เช่น รายการคุยคุ้ยข่าว ถึงลูกถึงคน เรื่องเล่าเช้านี้ เรื่องเด่นเย็นนี้ เรื่องเล่าเสาร์อาทิตย์ จับเข่าคุย
ตอนนั้นเราจะได้เห็นคุณสรยุทธทั้งเช้า บ่าย เย็น ทุกวัน นับนาทีที่ออกอากาศมากกว่า ดาราซุปเปอร์สตาร์ทุกคน
กระแสความนิยมของสังคมในตัวคุณสรยุทธมีสูงมาก แม้กระทั่ง ถึงลูกถึงคน เป็นรายการเดียวที่ คุณทักษิณ ชิณวัตร เลือกมาให้สัมภาษณ์ เพื่อเคลียร์ตัวเองช่วงปมการเมือง ก่อนที่จะมีเหตุการณ์รัฐประหาร 19 กันยายน
20 ปี ที่คุณสรยุทธจัดรายการทีวี แรกจาก รายการวิเคราะห์ข่าว ของเนชั่นส์ ปี 2539 จนรายการสุดท้าย เรื่องเล่าเช้านี้ ในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2559 เมื่อภาคสื่อมวลชน และ สังคมกดดันให้ยุติบทบาท
ประเด็นของเรื่องนี้เกิดขึ้นตอนคุณ สรยุทธ ทำรายการในช่อง 9 อสมท และคุณสรยุทธ คงลืมไปว่า ช่อง 9 อสมทเป็นรัฐวิสาหกิจ ถ้ามีความผิดจะเป็นเรื่องที่ใหญ่มาก
ตัวอย่างที่เห็นได้ที่ผ่านมาคือ คุณ วิโรจน์ นวลแข อดีตกรรมการผู้จัดการธนาคารกรุงไทย ที่เคยมีตำแหน่งใหญ่โตในวงการตลาดการเงินไทย แต่ตอนนี้ต้องนอนอยู่ในเรือนจำเช่นกัน
คุยคุ้ยข่าว คือ รายการที่บริษัทไร่ส้มของคุณสรยุทธ ใช้เวลาโฆษณาเกิน
บริษัทไร่ส้มได้เงินจากเอเจนซี่เข้าบริษัท แต่ไม่แจ้งทางอสมท
เงินที่ต้องจ่ายอสมทคือ 138 ล้านบาท โดยบริษัทไร่ส้มจ่ายเงินพนักงาน อสมท คนหนึ่งด้วยเงิน 7 แสนบาทเพื่อปกปิดการได้เวลาโฆษณาเกิน เหตุการณ์เกิดขี้นระหว่าง กุมภาพันธ์ 2548 ถึง มิถุนายน 2549
ถ้าบริษัทไร่ส้ม ทำถูกขั้นตอน จ่ายเงิน 138 ล้านบาทเมื่อ 12 ปีก่อน คงไม่เกิดคดีนี้ขึ้น
และเงิน 138 ล้านบาท นี้ เทียบไม่ได้เลยกับกำไรที่บริษัทไร่ส้มทำได้รวมกัน 2,928.4 ล้านบาท
ถ้าย้อนเวลากลับไปได้ คุณสรยุทธคงไม่เลือกทำแบบนั้น
แต่.. เวลา ย้อนกลับไม่ได้
คุณสรยุทธ น่าจะมีความสุขมากกับการทำงาน เพราะมาออกรายการทุกวันตลอด 365 วัน โดยไม่เคยลาหยุด หรือพักร้อน
คุณสรยุทธ น่าจะรู้ตัวว่า เป็นคนมีพรสวรรค์ที่ทำให้ทุกคนรักและชื่นชอบ มีแฟนคลับที่ให้กำลังใจเหนียวแน่น เพราะไม่เคยมีผู้ประกาศช่าวคนไหน ลุยพื้นที่น้ำท่วม หรือหาเงินบริจาคให้ได้มากเท่าคุณสรยุทธ
คงไม่ผิดถ้าจะบอกว่า ไม่มีผู้ทำข่าว คนไหน ทำให้คนติดตามข่าวได้มากเท่าคุณสรยุทธ และเป็นคนทำข่าวที่ร่ำรวยที่สุด โดยเริ่มมาจากการเป็นพนักงานบริษัท
บิลเกตส์ เคยกล่าวไว้ว่า
“Success is lousy teacher. It seduces smart people into thinking they can’t lose”
“ความสำเร็จเป็นครูที่แย่มาก มันทำให้คนที่เคยประสบความสำเร็จยึดติดกับคำว่า ห้ามแพ้ หรือ สูญเสียไม่เป็น”
หากเรามองย้อนไปว่า
ความสำเร็จของคนอยู่ที่ การทำกำไรจากธุรกิจ เพิ่มขี้นทุกปี
หรือ
ความสำเร็จของคนอยู่ที่ การมีความสุขในการดำเนินชีวิต
ถ้าเงื่อนไขของความสำเร็จ อยู่ที่กำไร เราคงใช้ชีวิตทุกทางที่หาทางทำกำไร ไม่งั้นคงไม่มีความสุข
ถ้าเงื่อนไขของความสำเร็จ อยู่ที่การได้ทำในสิ่งที่ที่มีความสุข เราคงให้เงื่อนไขรายได้มาเป็นอันดับรอง ได้มาก ใช้มาก ได้น้อย ใช้น้อย เราก็จะเห็นความสุขอยู่กับเราทุกที่ ทุกเวลา
หากเรามองว่า การอ่านข่าวให้ผู้ฟังได้รับข่าวที่ถูกต้อง โดยทั้งสนุกมีสาระ และเสนอข่าวอย่างมีจรรยาบรรณ คือนิยามความสำเร็จของคุณสรยุทธ ตอนนี้เราคงเปิดหน้าจอ เห็นคุณสรยุทธทุกวัน
หากการทำข่าวเพื่อธุรกิจให้ได้ผลกำไร คือนิยามความสำเร็จของคุณสรยุทธ วิถีทางเดินของการไปสู่ความสำเร็จก็จะต่างกัน และ คดีไร่ส้ม คือ ผลของวิถีทางเดิน
เรื่องนี้สอนให้รู้ว่ามนุษย์ทุกคนมีความไม่ perfect ซ่อนอยู่
ไม่ว่าคนเราจะเก่งแค่ไหน มีชื่อเสียงแค่ไหน สุดท้ายก็พลาดได้ทุกคน..
Smart people can lose

วันอังคารที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2560

ศาลอุทธรณ์จำคุก"สรยุทธ์"ไม่รอลงอาญาวืดประกันนอนเรือนจำ

Fongsanan Chamornchan
4 ชม.
เหตุผลของศาลอุทธรณ์ที่ยืนคำพิพากษาเหมือนศาลชั้นต้น
ศาลอุทธรณ์พิจารณาแล้วเห็นว่า นางพิชชาภา (จำเลยที่ 1) เป็นผู้ดำเนินการจัดทำคิว และทราบความเป็นไปของรายละเอียดการโฆษณามาตั้งแต่แรกเริ่ม เป็นสามัญสำนึกในหน้าที่จะต้องทำงานเพื่อประโยชน์ของรัฐ จะอ้างว่ามีช่องว่างทางการตรวจสอบไม่ได้ เมื่อการโฆษณากินส่วนต้องเสียค่าโฆษณา แต่กลับใช้น้ำยาลบคำผิดในใบคิวโฆษณาของบริษัท ไร่ส้ม จำกัด (จำเลยที่ 2) แม้ข้ออ้างว่าทำไปเพราะตกใจกลัวจะต้องรับผิดก็เป็นข้ออ้างที่ไม่มีน้ำหนัก อุทธรณ์ของนางพิชชาภาฟังไม่ขึ้น
ส่วนนายสรยุทธ (จำเลยที่ 3) เป็นกรรมการผู้จัดการของบริษัท ไร่ส้ม จำกัด ซึ่งร่วมกระทำผิดกับนางพิชชาภา จึงไม่อาจปฏิเสธความรับผิดได้ แม้นายบริษัท ไร่ส้ม จำกัด และนายสรยุทธ จะอ้างว่า ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการลบรายการในใบคิวโฆษณาของนางพิชชาภา เห็นว่า นางพิชชาภา ให้การยอมรับเกี่ยวกับเหตุผลในการลบรายการในใบคิว และอ้างว่า ได้รับการร้องขอจากนายสรยุทธ ในขณะที่บริษัท ไร่ส้ม จำกัด และนายสรยุทธ กล่าวอ้างลอย ๆ จึงไม่น่าเชื่อถือ
ส่วนคุณงามความดีของนายสรยุทธที่กล่าวอ้างนั้น เป็นเรื่องประวัติและความดีของนายสรยุทธ เป็นคนละส่วนกับพฤติการณ์แห่งการกระทำความผิด ซึ่งศาลต้องพิเคราะห์ตามพยานหลักฐานที่ปรากฏจากการไต่สวน
....
14.49 น. สรยุทธ - จำเลยคดีไร่ส้ม ยังอยู่ห้องคุมขังใต้ถุนศาล ตัวจำเลยยังอยู่ศาลจนถึง 16.30 น. เพื่อรอดูว่าศาลฎีกาจะมีคำสั่งประกันออกมาวันนี้ทันทีหรือไม่ หลังจากส่งคำร้องให้ศาลฎีกาแล้ว
.......
สรยุทธเข้าเรือนจำ รอศาลฎีกา
ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ได้พิจารณาคำร้องขอปล่อยตัวชั่วคราวของนายสรยุทธ สุทัศนะจินดา อดีตผู้ดำเนินรายการชื่อดัง และกรรมการผู้จัดการ บริษัท ไร่ส้ม จำเลยกรณีที่ถูกกล่าวหายักยอกเงินค่าโฆษณาเกินเวลาในรายการ ‘คุยคุ้ยข่าว’ ออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์ อสมท. กว่า 138 ล้านบาท และจำเลยร่วมทั้งหมดแล้ว ซึ่งยื่นหลักทรัพย์เงินสด และบัญชีเงินฝากคนละ 4 ล้านบาทแล้ว เห็นควรส่งคำร้องให้ศาลฎีกาเป็นผู้สั่งประกันต่อไป ขณะนี้ศาลอาญาทุจริตฯ ได้ออกหมายขังจำเลยทั้งหมด เพื่อให้เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ควบคุมตัวไปคุมขังไว้ที่เรือนจำระหว่างรอฟังคำสั่งการประกันตัวจากศาลฎีกา คาดว่าน่าจะใช้เวลาประมาณ 1 สัปดาห์
โดยนายสรยุทธ จะถูกคุมขังที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพ ส่วนผู้ต้องขังหญิงคุมตัวไว้ที่ทัณฑสถานหญิงกลาง
...
........
..เหลือฏีกา...ลุ้นประกันก่อน
ศาลอุทธรณ์แผนกคดี พิพากษา ยืนตามศาลชั้นต้น แผนกคดีทุจริตจำคุก สรยุทธ์ สุทัศนะจินดา 13ปี 4เดือน
สรยุทธปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา กำลังทำเรื่องประกันตัว ขอสู้คดีต่อในชั้นฎีกา
สรยุทธ ต่อสู้คดีว่า ตนเองมีความดีเยอะ ถ้าพิพากษาจำคุก จะทำให้เกิดความเสียหายมหาศาล ศาลเห็นว่า ต้องแยกออกระหว่างความดีการกระทำผิดเป็นคนละเรื่องกัน

วันอังคารที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2559

บัญชีท้ายคำสั่งหัวหน้า คสช.76/2559 ในการชําระค่าธรรมเนียมใบอนญุาตให้ใช้คลื่นความถี่ในส่วนที่เหลือ

บัญชีท้ายคำสั่งหัวหน้า คสช.76/2559 เรื่อง มาตรการส่งเสริมการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม ในการชําระค่าธรรมเนียมใบอนญุาตให้ใช้คลื่นความถี่ในส่วนที่เหลือ



วันศุกร์ที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2559

เฮือกสุดท้าย! ไทม์ไลน์วิกฤตสื่อไทยปี 2559 สู่ภาวะ ‘ ขาลง’

HIGHLIGHTS:

  • ปี 2559 เป็นช่วงขาลงของธุรกิจสื่อสิ่งพิมพ์ เกิดการปรับโครงสร้างและปลดพนักงานในหลายองค์กร กระทั่งปิดตัวลง และปีที่สื่อทีวีดิจิทัลยังขาดทุนจากภาวะเศรษฐกิจตกต่ำและปมปัญหาของอุตสาหกรรมทีวีดิจิทัลไทย ทำให้กลุ่มบริษัทใหญ่เข้ามาถือหุ้นหลักแทนในฐานะ ‘สายป่าน’ ที่ต่อลมหายใจสื่อไทย
     “ช็อก! หนังสือพิมพ์… ประกาศปิดตัวอีกหัว”
     “สื่อไทยวิกฤตหนัก หลังทีวีดิจิทัลไม่ทำเงิน”
     “หรือนี่คือขาลงของธุรกิจสื่อสิ่งพิมพ์?”
     เหล่านี้คือประโยคที่สะท้อนถึงภาพรวมของสถานการณ์ธุรกิจสื่อไทยในปี 2559 ได้ชัดเจน ข่าวการปิดตัวและยุติบทบาทของสื่อสิ่งพิมพ์ที่ปรากฏให้เห็นตลอดทั้งปีชวนให้ใจหาย แต่ก็มีผู้คนจำนวนไม่น้อยเริ่มชาชินและมองเป็นเรื่องปรกติใหม่ หรือ New Normal ที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงตามยุคสมัยไปโดยปริยาย
     และคงไม่มีใครปฏิเสธอีกแล้วว่าเทคโนโลยีดิจิทัลได้เปลี่ยนพฤติกรรมของผู้บริโภค ทำให้จำนวนผู้อ่านหนังสือพิมพ์และนิตยสาร รวมทั้งผู้ชมทีวีลดลงอย่างต่อเนื่อง จนสั่นคลอนภาคธุรกิจสื่อไทยและทั่วโลก The Momentum มองว่านี่คือปรากฏการณ์ที่ไม่ควรเพิกเฉย แต่ควรวิเคราะห์ ถอดบทเรียน และเรียนรู้ให้มากที่สุด
     เพราะหากเราถอยออกมามองภาพรวม และตั้งคำถามกับการเปลี่ยนแปลงแต่ละครั้งอย่างละเอียด ก็อาจมองเห็นปลายทางที่ชัดเจนยิ่งขึ้น





ภาพประกอบ: Karin Foxx

อ้างอิง:
     - นีลเส็น ประเทศไทย
     - http://www.daat.in.th/index .php/daat-digital2016/
     - http://www.isranews.org/isranews-scoop/item/44955-iimmmeeddzz.html
     - http://isranews.org/isranews-scoop/item/51739-reportwwoofrfsddddeuu.html
     - http://www.rating.in.th/

วันพฤหัสบดีที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

คาดสิ้นปีขาดทุน700ล.!ล้วงรายได้ อสมท รื้อโครงสร้างทั้งระบบ-สู้วิกฤตสื่อดิจิทัล

คาดสิ้นปีขาดทุน700ล.!ล้วงรายได้ อสมท รื้อโครงสร้างทั้งระบบ-สู้วิกฤตสื่อดิจิทัล

เขียนวันที่
วันอังคาร ที่ 22 พฤศจิกายน 2559 เวลา 10:00 น.
เขียนโดย
isranews
4
 
0
 
0
 
4
 
"...เมื่อเร็วๆ นี้ สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) ได้รับแจ้งข้อมูลสถานการณ์ทางการเงินล่าสุดจาก อสมทโดยมีการยืนยันข้อมูล ว่า ผลประกอบการในช่วงปี 2559 นี้ ตัวเลขขาดทุนน่าจะอยู่ที่ 700 ล้านบาท ส่วนเงินสดในมือขณะนี้มีอยู่ประมาณ 1,900 ล้านบาท แต่ต้องจ่ายค่าสัมปทานทีวีดิจิทัล 2 ช่อง ให้กสทช.ประมาณปีละ 700 ล้านบาท .."
picddddddd22 11 16
ผลประกอบการไตรมาส 3 (เดือน ก.ค.-ก.ย.) ปี 2559  ของบริษัทเอกชนเจ้าของธุรกิจสื่อดัง 5 ค่าย ที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ ประกอบไปด้วย 1. ค่ายเนชั่น หรือ บริษัท เนชั่น มัลติมีเดีย กรุ๊ป จำกัด (มหาชน), 2.ค่ายนิวส์ เน็ตเวิร์ค หรือ บริษัท นิวส์ เน็ตเวิร์ค คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) (บริษัทแม่ของ สปริงนิวส์ และฐานเศรษฐกิจ) , 3. ค่ายมติชน หรือ บริษัท มติชน จำกัด (มหาชน) 4. ค่ายโพสต์ หรือ บริษัท โพสต์ พับลิชชิง จำกัด (มหาชน) และ 5.ค่ายอมรินทร์ หรือ บริษัท อมรินทร์พริ้นติ้ง แอนด์ พับลิชชิ่ง จำกัด(มหาชน)  มีการเปิดเผยตัวเลขรายได้ธุรกิจออกมาเป็นทางการแล้ว ซึ่งมีข้อสรุปที่สำคัญว่า ธุรกิจสื่อยังประสบปัญหาขาดทุนต่อเนื่องอันเป็นผลมาจากการชะลอตัวทางเศรษฐกิจ ขณะที่อุตสาหกรรมสิ่งพิมพ์ไทยและทั่วโลกเข้าขั้นวิกฤตอย่างแท้จริง เม็ดเงินโฆษณาในธุรกิจ”หนังสือพิมพ์” ลดลงอย่างต่อเนื่อง
น่าสนใจว่า ผลประกอบการไตรมาส 3 ปี 2559 ของ บริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจในรูปบริษัทมหาชนจำกัด และเป็นกิจการสื่อสารมวลชน ภายใต้การกำกับของรัฐบาลไทย โดยสำนักนายกรัฐมนตรี ที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ เป็นอย่างไรบ้าง?
สำนักข่าวอิศรา www.isranews.org ตรวจสอบข้อมูลงบการเงินของ บริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) ที่แจ้งต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ในช่วงไตรมาส 3 ปี 2559 พบว่า แจ้งผลประกอบการในช่วงไตรมาส 3 ว่าขาดทุน 252,113,000 บาท เทียบกับช่วงเดียวกันในปี 2558 แจ้งตัวเลขว่า มีกำไร 55,392,000 บาท 
ขณะที่ยอดรวมงบช่วง 9 เดือน ของปี 2559 แจ้งตัวเลขว่าขาดทุน 463,298,000 บาท เทียบกับช่วงปี 2558 แจ้งตัวเลขว่า มีกำไร 100,610 ,000 บาท
ชี้ให้เห็นว่า ประสบปัญหาขาดทุนอย่างหนัก 
picghyhd22 11 16
หากเปรียบเทียบรายได้ ในช่วง 5 ปี ที่ผ่านมา จะพบว่า มีตัวเลขรายได้ลดลงอย่างต่อเนื่อง 
โดย ปี 2555 แจ้งตัวเลข 5,947.45 ล้านบาท ปี 2556 แจ้งตัวเลข  5,984.77 ล้านบาท ปี 2557 แจ้งตัวเลข  4,455.38 ล้านบาท ปี 2558 แจ้งตัวเลข  3,840.19 ล้านบาท และล่าสุดช่วงไตรมาส 3 ของปี 2559 แจ้งตัวเลข  2,212.43 ล้านบาท 
เช่นเดียวกับกำไรของบริษัทฯ ที่มีตัวเลขลดลงอย่างต่อเนื่องเช่นกัน
โดยปี 2555 แจ้งตัวเลข 1,758.87 ล้านบาท ปี 2556 แจ้งตัวเลข   1,526.93 ล้านบาท ปี 2557 แจ้งตัวเลข  503.79 ล้านบาท ปี2558 แจ้งตัวเลข  57.81 ล้านบาท และล่าสุดช่วงไตรมาส 3 ของปี  2559 แจ้งตัวเลขขาดทุน 463.30 ล้านบาท 
picghyhd0022 11 16
สำหรับคำอธิบายผลประกอบการไตรมาส 3 ปี 2559 ของ บริษัท อสมทฯ มีดังนี้ 
ภาพรวมเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมโฆษณา
- ภาพรวมการบริโภคในประเทศมีแนวโน้มดีขึ้นในไตรมาสที่ 3 ของปี 2559 ได้รับแรงหนุนจากภาคการส่งออกที่กลับมาขยายตัวเป็นบวก รายได้ในภาคเกษตรที่ปรับตัวดีขึ้น รวมถึงภาคการท่องเที่ยวด้วย 
อย่างไรก็ตาม บริษัทเอกชนหลายรายที่เป็นผู้ซื้อสื่อโฆษณาที่สำคัญ ยังคงปรับลดงบประมาณที่ใช้ในการโฆษณาเพื่อควบคุมค่าใช้จ่าย ประกอบกับไตรมาสที่ 3 เป็นฤดูกาลที่มีการใช้โฆษณาน้อย ส่งผลให้งบโฆษณาในอุตสาหกรรมสื่อยังคงลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 
รายได้รวม 
ผลการดำเนินงานของ บมจ.อสมท ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงจากการแข่งขันในธุรกิจโทรทัศน์ พฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป และการลดลงของเม็ดเงินโฆษณา ซึ่งบริษัทฯ ตระหนักว่าธุรกิจโทรทัศน์ซึ่งเป็นธุรกิจหลักของบริษัทฯ มีรายได้ลดลงค่อนข้างมาก จึงได้เพิ่มช่องทางในการหารายได้ให้หลากหลายขึ้น และนำสินทรัพย์ที่มีอยู่มาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด เช่น ธุรกิจสื่อออนไลน์โดยใช้เนื่อหาและรายการที่บริษัทฯ เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ ซึ่งแม้ว่าธุรกิจดังกล่าวจะเป็นธุรกิจใหม่ ที่ยังสร้างรายได้ได้ไม่มากนัก แต่มีแนวโน้มการเติบโตที่โดดเด่น
ทั้งนี้ ณ วันที่ 30 ก.ย.2559 บริษัทฯ มีสินทรัพย์รวม 10,644 ล้านบาท หนี้สินจำนวน 3,785 ล้านบาท และมีส่วนของผู้ถือหุ้นจำนวน 6,858 ล้านบาท โดยสรุปงบแสดงฐานะทางการเงินยังสะท้อนถึงสถานะที่มั่นคงของบริษัทฯ ดังเช่นที่ผ่านมา (ดูคำอธิบายฉบับเต็มที่นี่ file:///C:/Users/max/Downloads/16083854.pdf)
อย่างไรก็ตาม สำนักข่าวอิศรา ตรวจสอบพบว่า เมื่อเร็วๆ นี้ สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) ได้รับแจ้งข้อมูลสถานการณ์ทางการเงินล่าสุดจาก อสมท
โดยมีการยืนยันข้อมูล ว่า ผลประกอบการในช่วงปี 2559 นี้ ตัวเลขขาดทุนน่าจะอยู่ที่ 700 ล้านบาท ส่วนเงินสดในมือขณะนี้มีอยู่ประมาณ 1,900 ล้านบาท แต่ต้องจ่ายค่าสัมปทานทีวีดิจิทัล 2 ช่อง ให้กสทช.ประมาณปีละ 700 ล้านบาท 
เบื้องต้น สคร. ได้ให้ อสมท กลับไปทบทวนตัวเลขใหม่ พร้อมให้ไปแนวทางที่ทำให้ตัวเลขผลประกอบการในช่วงปลายปี ออกมาในลักษณะ ถ้าไม่มีกำไรก็ต้องไม่ขาดทุน
ส่วนเงินสดในมือของอสมท นั้น  สคร. ส่งสัญญาณชัดเจนไปแล้วว่า ไม่ให้กู้เงินและไม่ให้เพิ่มทุน ซึ่งขณะนี้ฝ่ายบริหาร อสมท กำลังพิจารณาแนวทางต่างๆ อยู่ แต่ยังไม่มีแนวทางปรับลดพนักงานที่มีอยู่ในปัจจุบันจำนวน 1,500 คนลงแต่อย่างใด 
สำหรับแนวทางการลดปัญหาขาดทุน เพื่อความอยู่รอดในช่วง 1-2 ปี นี้ นั้น  อสมท กำหนดทิศทางว่า จะดำเนินธุรกิจแบบ 360 องศา กล่าวคือ รายการใดที่ทำแล้วขาดทุน ให้ยกเลิกทันที เน้นเพิ่มรายการหรือต่อยอดส่วนที่สามารถสร้างรายได้ เช่น ข่าว และไนน์เอ็นเตอร์เทนต์ เพื่อแข่งขันกับสถานีโทรทัศน์ช่องอื่น และต้องเลิกคิดรายการที่ผูกติดกับเรตติ้งมากเกินไป
ขณะที่ สำนักข่าวไทย จะมุ่งไปสู่การผลิตเพื่อป้อนเข้าสู่สื่อดิจิทัลมากขึ้น ทั้งในรูปการนำเสนอในสื่อดิจิทัลที่มีสัญญาซื้อขายกับเจ้าของสื่อหรือรับจ้างผลิตเพื่อเผยแพร่ทางสื่อดิจิทัลให้เจ้าของสินค้า 
ส่วนรายได้จากโฆษณาจะเน้นการขายตรงในลักษณะ จีทูจี โครงการพิเศษภาครัฐมากขึ้น เพราะยังมีเม็ดเงินประชาสัมพันธ์ก้อนนี้ในตลาดอยู่มาก โดยนำโมเดลของลูกค้ามาปรับเปลี่ยนให้สอดรับกับสิ่งที่เป็นจุดแข็งของ อสมท แล้วออกแบบการผลิตให้ตรงกับความต้องการของลูกค้าแทน ซึ่งหากทำได้ตามเป้าหมาย คาดว่า อสมท จะกลับมามีกำไรจากผลประกอบการจริง ๆ ในช่วงปี 2562
ส่วนแผนงานทั้งหมดนี้ จะช่วยทำให้อสมท ผ่านพ้นวิกฤตเศรษฐกิจได้หรือไม่ คงต้องจับตาดูกันต่อไป 
แต่ถ้าหากพิจารณาในแง่มุมเรื่องความเป็น 'เจ้าของสื่อ' แล้ว แม้ อสมท จะเป็นรัฐวิสาหกิจ แต่ก็ยังเป็นหน่วยงานในสังกัดของรัฐอยู่ดี ดังนั้น ไม่ว่าจะประสบปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจอย่างไร รัฐก็คงต้องยื่นมือเข้ามาช่วยเหลืออยู่แล้ว ต่างจากเอกชนทั่วไป ที่ต้องต่อสู้กัดฟันดิ้นรนด้วยตัวเอง 
แต่ถึงแม้จะมีแต้มต่อในทางธุรกิจอย่างไร สุดท้ายก็ต้องวัดกันที่ฝีมือของผู้บริหารและคนในองค์กรว่า จะร่วมใจกันฝ่าฟันปัญหาเพื่อให้รอดพ้นวิกฤตได้หรือไม่  
ถ้าผู้บริหารขาดฝีมือไร้วิสัยทัศน์ในการทำงาน ส่วนพนักงานในองค์กรยังคงเล่นเกมเปิดสงครามแย่งชิงอำนาจกันภายในไม่เว้นแต่ละวัน 
เห็นทีเป้าหมายที่วางไว้สวยหรู อาจจะเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ยาก 
สถานการณ์ของ อสมท ในขณะนี้ จึงเป็นอะไรที่น่าจับตามองยิ่งนัก!