PR

@@ในความเคลื่อนไหวของสถานการณ์ที่ปรากฎเป็น"ข่าว"และ"ไม่เป็นข่าว"พยายามสแกนย่นย่อมานำเสนอและเป็นไว้เป็นฐานข้อมูลสังเคราะห์สถานการณ์ ที่นี่ "ข่าวที่ไม่เป็นข่าว"
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ คดีน่าสนใจ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ คดีน่าสนใจ แสดงบทความทั้งหมด

วันพฤหัสบดีที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562

(data)ผูกคอตาย! อธิบดีดีเอสไอ แจงผู้ต้องหาสำคัญคดีทุจริตออกโฉนดภูเก็ตหมื่นล. เสียชีวิต

ผูกคอตาย! อธิบดีดีเอสไอ แจงผู้ต้องหาสำคัญคดีทุจริตออกโฉนดภูเก็ตหมื่นล. เสียชีวิตแล้ว

เขียนวันที่
วันอังคาร ที่ 30 สิงหาคม 2559 เวลา 07:20 น.
เขียนโดย
isranewsดีเอสไอรวบ‘ธวัชชัย อนุกุล’ อดีต จนท.ที่ดิน ผู้ต้องหาคนสำคัญคดีทุจริตออกโฉนดภูเก็ต-พังงา หมื่นล. พบประวัติมีบัญชียาวหางว่าว-ล่าสุดเสียชีวิตแล้ว 
picvdff30 8 16
สำนักข่าวอิศารา www.isranews.org รายงานว่า เมื่อวันที่ 29 ส.ค.2559 ชุดสืบสวน กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ได้จับกุม นายธวัชชัย อนุกุล อดีตเจ้าพนักงานที่ดินพังงาสาขาท้ายเหมือง อ.ท้ายเหมือง จ.พังงา ภูมิลำเนาอยู่บ้านเลขที่ 79/164 หมู่ที่ 7 ต.ฉลอง อ.ถลาง จ.ภูเก็ต ผู้ต้องตามหมายจับของศาลอาญาที่ 1165/2559 ลงวันที่ 14 มิ.ย.2559 ได้ที่บริเวณด้านหน้าร้านตัดผมเลขที่ 61/55 ต.เสาธงหิน อ.บางใหญ่ จ.นนทบุรี
ทั้งนี้ นายธวัชชัย อนุกุล ถูกกล่าวหากระทำความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 คดีทุจริตออกโฉนดที่ดินบริเวณหาดลายัน อ.ถลาง จ.ภูเก็ต โดยถือว่านายธวัชชัย เป็นเจ้าหน้าที่กรมที่ดิน ที่ออกเอกสารสิทธิ์ โดยมิชอบมากที่สุด จังหวัดภูเก็ต -พังงา-สุราษฎร์ธานี และแปลงที่ดิน บริเวณเขาหน้ายักษ์ ทับซ้อนพื้นที่อุทยานแห่งชาติหาดท้ายเหมือง-เขาลำปี จำนวน 500 ไร่ ราคาประเมิน ของกรมที่ดินไร่ละ 21 ล้านบาท มูลค่าทั้งสิ้น 10,500 ล้านบาท เจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินเป็นคหบดีชื่อดังในพื้นที่จังหวัดพังงาและภูเก็ต
108981
picmonnn30 8 16
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในวันอังคารที่ 30 สิงหาคม 2559 เจ้าหน้าที่ดีเอสไอจะนำตัวอดีตข้าราชการ สำนักงานที่ดินจังหวัดภูเก็ตรายนี้ไปฝากขังที่ศาลอาญา 
มีข้อมูลระบุว่า นายธวัชชัย อนุกุล ได้ออกโฉนดที่ดินโดยไม่ชอบในจ.ภูก็ต เป็นจำนวนกว่า 700 แปลง
ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 28 เดือนธันวาคม 2553 คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้เผยแพร่มติ ป.ป.ช.ชี้มูลวินัยร้ายแรงและอาญา นายธวัชชัย อนุกูล เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งเจ้าหน้าที่บริหารงานที่ดิน 7 ทำหน้าที่หัวหน้าฝ่ายทะเบียน สำนักงานที่ดินจังหวัดภูเก็ต กรมที่ดิน กับพวก กระทำความผิด ฐานทุจริตต่อหน้าที่ หรือกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ ดำเนินการออกโฉนดที่ดิน เลขที่ 61483 – 61491 หมู่ที่ 5 ตำบลรัษฎา อำเภอเมืองภูเก็ต จังหวัดภูเก็ต โดยมิชอบ ร่วมกับ นายบุ่นเก้ง ศรีแสนสุชาติ ออกโฉนดที่ดินเนื้อที่รวม 362-3-12 ไร่ ให้บริษัทแห่งหนึ่งแต่จากการตรวจสอบตำแหน่งที่ดินตามระวางแผนที่ปรากฏว่า ที่ดินที่นำรังวัดดังกล่าวไม่ใช่ที่ดินตาม ส.ค. 1 เลขที่ 108 ที่นำมาขอออกเป็นโฉนด
ต่อมาวันที่ 4 เมษายน 2556 คณะกรรมการ ป.ป.ช.ชี้มูลความผิด นายธวัชชัย อนุกูล เมื่อครั้งดำรงตำแหน่ง เจ้าหน้าที่บริหารงานที่ดิน 7 ทำหน้าที่หัวหน้าฝ่ายทะเบียน สำนักงานที่ดินจังหวัดภูเก็ตร่วมกันปลอมเอกสารโฉนดที่ดิน และออกหนังสือรับรองราคา ประเมินที่ดินตามโฉนดที่ดิน เลขที่ 42650 และ 42651 ตำบลกะรน อำเภอเมืองภูเก็ต เป็นเท็จ มีมูลความผิด ทางวินัยอย่างร้ายแรง และ มีมูลความผิด ทางอาญา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และมาตรา 161  
ผู้สื่อข่าวสำนักข่าวอิศรา รายงานว่า ล่าสุดในช่วงเช้าวันที่ 30 ส.ค.2559 ได้รับการประสานจากเจ้าหน้าที่ดีเอสไอ ว่า ดีเอสไอ ขอยกเลิกภารกิจทำข่าวการนำตัวผู้ต้องหาอดีตข้าราชการสำนักงานที่ดินจังหวัดภูเก็ตไปฝากขัง ที่ศาลอาญา เวลา 10.00 น.ไปก่อน เนื่องจากผู้ต้องหาเสียชีวิตแล้ว 
ต่อมาเวลา 08.30 น. พ.ต.อ.ไพสิฐ วงศ์เมือง อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ให้สัมภาษณ์ยอมรับกับสำนักข่าวอิศรา ว่า  ผู้ต้องหาในคดีนี้ได้เสียชีวิตแล้วจริง โดยมีการผูกคอตาย ช่วงเวลาตี 1 วันที่ 30 ส.ค.2559 ที่ผ่านมา ในห้องควบคุมตัวที่ดีเอสไอ ซึ่งเป็นห้องแอร์อย่างดี โดยใช้เสื้อของตนเองผูกคอ เมื่อเจ้าหน้าที่มาพบเห็น จึงรีบนำตัวส่งโรงพยาบาล ก่อนที่ผู้ต้องหาจะเสียชีวิตในช่วงเวลาประมาณ ตี 4-5 สำหรับสาเหตุคาดว่าน่าจะมาจากความเครียด เนื่องจากผู้ต้องหารายนี้มีคดีจำนวนมาก รวมถึงคดีที่ศาลจังหวัดสุราษฎร์ธานี ซึ่งขณะนี้ดีเอสไอ อยู่ระหว่างการตรวจสอบความชัดเจนอยู่ 
"เดิมที่วันนี้ (30 ส.ค.59) ดีเอสไอจะมีการแถลงข่าว แต่เนื่องจากผู้ต้องหาเสียชีวิต ทำให้ต้องยกเลิกไปก่อน และอยู่ระหว่างการประสานแจ้งญาติของผู้เสียชีวิตเข้ามาดูศพ และจะทำการชันสูตรต่อไป"พ.ต.อ.ไพสิฐ ระบุ

วันพุธที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2559

ยกฟ้อง3ศาลอดีตผอ.รพ.วชิรปราการ-ศัลยแพทย์ คดีร่วมฆ่าผ่าตัดเปลี่ยนไต

ยกฟ้อง3ศาล’อดีตผอ.รพ.วชิรปราการ-ศัลยแพทย์’คดีร่วมฆ่า ผ่าตัดเปลี่ยนไต
เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 28 กันยายน ที่ห้องพิจารณา 714 ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก ศาลอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาในคดีหมายเลขดำ ด.1242/2545 ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา 8 เป็นโจทก์ และนางหนูแดง ดีโยธา กับนายเจริญ ดีโยธา มารดาและบิดาของ น.ส.ลัดดา ดีโยธา เป็นโจทก์ร่วม ยื่นฟ้อง นพ.สิโรจน์ กาญจนปัญจพล อดีตผู้อำนวยการ รพ.วชิรปราการ จ.สมุทรปราการ, นพ.วีระเดช เลิศดำรงลักษณ์ ศัลยแพทย์, นายนันทวิทย์ ธงไชย อดีตผู้จัดการ รพ.วชิรปราการ และ นพ.วิวัฒน์ ถิระพานิช ศัลยแพทย์ เป็นจำเลยที่ 1-4 ในความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา ปลอมเอกสารและใช้เอกสารปลอม
คดีนี้อัยการโจทก์ยื่นฟ้องเมื่อวันที่ 25 เมษายน 2545 ระบุว่า เมื่อวันที่ 24-26 กุมภาพันธ์ 2540 จำเลยร่วมกันปลอมเอกสารหนังสืออุทิศให้อวัยวะของ รพ.วชิรปราการ โดยให้นายเจริญ ดีโยธา และนายสมเกียรติ ตันชนะชัย พ่อและสามีของ น.ส.ลัดดา ดีโยธา ผู้ป่วยอุบัติเหตุรถชน ลงลายมือชื่อไว้ ต่อมา นพ.สิโรจน์ จำเลยที่ 1 และนพ.วิวัฒน์ จำเลยที่ 4 ร่วมกันผ่าตัดเอาไตทั้งสองข้างและตับของคนไข้ทั้งสองออกไป และนพ.สิโรจน์ กับ นพ.วีระเดช จำเลยที่ 1-2 ยังร่วมกันผ่าตัดเอาไตของนางนาง นงค์พรมมา ผู้ป่วยอุบัติเหตุรถชนออกไป ขณะที่คนไข้ทั้งสองยังใส่เครื่องช่วยหายใจและยังไม่ถึงแก่ความตาย เพื่อนำไปปลูกถ่ายอวัยวะให้ผู้ป่วยรายอื่น เป็นเหตุให้คนไข้ทั้งสองถึงแก่ความตาย เหตุเกิดเมื่อปี 2540 หลังเกิดเหตุ ญาติของคนไข้ที่เสียชีวิต เข้าร้องเรียนต่อกองปราบปรามให้ดำเนินคดีกับผู้เกี่ยวข้องดังกล่าว
ศาลชั้นต้นพิพากษาเมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2548 ให้ยกฟ้องจำเลยทั้งหมด เนื่องจากเห็นว่า แม้หนังสืออุทิศอวัยวะ จะมีการเติมข้อความด้วยลายมือว่า “ตับ” ลงในเอกสาร แต่พยานโจทก์ไม่ได้ยืนยันในรายละเอียดว่าเหมือนลายมือของ นพ.สิโรจน์ จำเลยที่ 1 จึงมีข้ออันควรสงสัยว่าจำเลยที่ 1 จะเป็นผู้เขียนข้อความดังกล่าวลงในหนังสืออุทิศอวัยวะของคนไข้ จึงยกประโยชน์แห่งความสงสัยนั้นให้แก่จำเลยที่ 1 ในข้อหาปลอมและใช้เอกสารปลอม ส่วนในข้อหาฆ่าผู้อื่นโดยเจตนาโจทก์ไม่มีพยานหลักฐานนำสืบให้เห็นว่า มีการใช้ยาหรือมีการทำโดยประการใดๆ ของพวกจำเลย ทำให้คนไข้ทั้งสองแกนสมองตายโดยเจตนา ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่า คนไข้ทั้งสองถึงแก่ความตายแล้ว ก่อนที่จะมีการผ่าตัดนำอวัยวะ (ไตและตับ) ออกไป ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นเมื่อวันที่ 23 กันยายน 2553 จากนั้นอัยการโจทก์และโจทก์ร่วมยื่นฎีกา
ศาลฎีกาตรวจสำนวนประชุมปรึกษาหารือกันแล้วเห็นว่า โจทก์ร่วมฎีกาถึงปัญหาการเสียชีวิตตามกฎหมาย ศาลเห็นว่า การตายตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 288 ต้องเป็นการทำให้ตาย แต่ไม่มีกฎหมายใดบัญญัติลักษณะการตายไว้ชัดแจ้ง จึงต้องให้แพทย์เป็นผู้วินิจฉัยการตาย ซึ่งแพทยสภามีการออกประกาศเกี่ยวกับการวินิจฉัย โดยมีประเด็นเรื่องแกนสมองถูกทำลายจนสิ้น ไม่สามารถทำให้ระบบหัวใจทำงานได้และร่างกายขาดออกซิเจน หากขาดเครื่องช่วยหายใจ ร่างกายจะขาดการตอบสนอง กรณีของผู้ป่วยทั้งสอง แพทย์ได้ตรวจถึง 2 ครั้ง ทิ้งช่วงเวลาห่างกัน 10 ชั่วโมง พบว่าผู้ป่วยไม่หายใจทั้งสองครั้ง จึงลงความเห็นในบันทึกว่าแกนสมองถูกทำลายโดยสิ้นเชิง และก่อนผ่าตัดอวัยวะวิสัญญีแพทย์ได้ตรวจแล้วผู้ตายไม่หายใจ การที่จำเลยที่ 1, 2 และ 4 ร่วมกันผ่าตัดเอาไตออกจากผู้เสียชีวิตทั้งสองที่อยู่ในสภาวะสมองตายตามการวินิจฉัยของแพทย์ ตามหลักเกณฑ์ของแพทยสภา ถือเป็นการกระทำต่อคนตายแล้ว จึงไม่อาจเป็นการฆ่าได้อีก ที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย พิพากษายืน
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้อัยการโจทก์และโจทก์ร่วมไม่ได้เดินทางมาศาล ขณะที่ นพ.สิโรจน์ เดินทางมาพร้อมคนใกล้ชิดที่มาให้กำลังใจและร่วมฟังคำพิพากษาด้วย โดย นพ.สิโรจน์ ปฏิเสธให้ความเห็นเกี่ยวกับคดี มีเพียงทนายความที่กล่าวว่า หมอได้พิสูจน์แล้วว่าสิ่งที่ทำถูกต้อง เพราะหมอเรียนมาเพื่อช่วยชีวิตคน ไม่ใช่ทำร้ายคน 20 ปีที่ผ่านมาหมอเป็นทุกข์ แต่ศาลได้ให้ความยุติธรรมแล้ว
ด้าน นพ.วีระเดชกล่าวสั้นๆ ว่า “เรียบร้อยดีครับ”