PR

@@ในความเคลื่อนไหวของสถานการณ์ที่ปรากฎเป็น"ข่าว"และ"ไม่เป็นข่าว"พยายามสแกนย่นย่อมานำเสนอและเป็นไว้เป็นฐานข้อมูลสังเคราะห์สถานการณ์ ที่นี่ "ข่าวที่ไม่เป็นข่าว"
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สงครามระวัติศาสตร์ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สงครามระวัติศาสตร์ แสดงบทความทั้งหมด

วันพุธที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2559

123ปีวิกฤติการณ์ปากน้ำ

วันนี้ เมื่อ ๑๒๓ ปีที่แล้ว ในวันที่ ๑๓ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๓๖ เกิดวิกฤตการณ์ปากน้ำ เป็นการรบระหว่างวิกฤตการณ์ ร.ศ. ๑๑๒ ในเดือนกรกฎาคม พ.ศ.๒๔๓๖ ในขณะที่แล่นเรือผ่านเข้าไปในปากแม่น้ำเจ้าพระยา เรือรบฝรั่งเศส ๓ ลำถูกโจมตีโดยป้อมปืนของสยามและเรือปืน ผลการรบ ฝรั่งเศสได้รับชัยชนะและดำเนินการปิดล้อมกรุงเทพซึ่งเป็นจุดสิ้นสุดของเหตุการณ์
ความขัดแย้งเกิดขึ้นเมื่อเรือการข่าว "แองกงสตัง" (Inconstant) และเรือปืน "โกแมต" (Comète) ของกองทัพเรือฝรั่งเศสเดินทางมาถึงปากแม่น้ำและขออนุญาตแล่นเรือผ่านปากแม่น้ำเจ้าพระยาเพื่อไปสมทบกับเรือ "ลูแตง" (Le Lutin) เพื่อเจรจาต่อรอง เมื่อสยามปฏิเสธ ผู้บังคับบัญชาฝ่ายฝรั่งเศส พลเรือตรี แอดการ์ อูว์มัน (Edgar Humann) เมินเฉยต่อความต้องการของสยามและคำสั่งจากรัฐบาลฝร่งเศส ซึ่งก่อนการต่อสู้ พลเรือตรี อูว์มัน ได้รับคำสั่งห้ามเข้าสู่ปากแม่น้ำเพราะสยามได้เตรียมการอย่างดีสำหรับการรบ กองกำลังฝ่ายสยามประกอบด้วยป้อมพระจุลจอมเกล้าที่พึ่งสร้างเสร็จ มีปืนเสือหมอบขนาด ๖ นิ้ว ๗ กระบอก สยามยังได้จมเรือสำเภาและเรือบรรทุกหินในแม่น้ำเพื่อเป็นแนวป้องกัน บีบให้เส้นทางเดินเรือกลายเป็นทางผ่านแคบ ๆ เพียงทางเดียว
เรือปืน ๕ ลำจอดทอดสมออยู่ด้านหลังแนวสิ่งกีดขวาง ประกอบไปด้วย เรือมกุฎราชกุมาร, เรือทูลกระหม่อม, เรือหาญหักศัตรู, เรือนฤเบนทร์บุตรี และ เรือมูรธาวสิตสวัสดิ์ มีเรือ ๒ ลำเป็นเรือรบทันสมัย คือ เรือมกุฎราชกุมาร และเรือมูรธาวสิตสวัสดิ์[ ขณะที่เรือที่เหลือเป็นเรือปืนเก่าหรือเรือกลไฟแม่น้ำที่ดัดแปลงมา มีการวางข่ายทุ่นระเบิด ๑๖ ลูก ผู้บังคับบัญชาป้อมเป็นนายพลเรือชาวดัตช์ซึ่งเป็นหนึ่งในชาวยุโรปหลายคนที่เข้ารับราชการในกองทัพไทย พลเรือโท พระยาชลยุทธโยธินทร์ (อองเดร ดู เปลซี เดอ ริเชอลิเออ) เป็นผู้บังคับบัญชาเรือปืน
ฝรั่งเศสเลือกที่จะเข้าปากแม่น้ำหลังพระอาทิตย์ตกดินในวันที่ ๑๓ กรกฎาคม โดยมีวัตถุประสงค์คือแล่นผ่านการป้องกันของสยามให้ได้ถ้ามีการเปิดฉากยิงกันขึ้น สภาพอากาศครึ้มฝน ขณะนั้นสยามได้ประจำสถานีรบและเตรียมพร้อมขั้นสูงสุด เรือรบฝรั่งเศสได้แล่นตามเรือกลไฟนำร่องฌองบัปติสต์เซย์ (Jean Baptiste Say) เข้าสู่ปากแม่น้ำ เมื่อเวลา ๑๘.๑๕ น. ฝนหยุดตก ทหารในป้อมสังเกตเห็นเรือรบฝรั่งเศสแล่นผ่านกระโจมไฟ สองสามนาทีหลังจากนั้นเรือฝรั่งเศสแล่นผ่านทุ่นดำเข้ามาในระยะยิงของป้อม ทหารประจำป้อมได้รับคำสั่งให้ยิงเตือน ๓ นัด แต่ถ้าฝรั่งเศสเพิกเฉยเรือปืนจะเปิดฉากยิง
เวลา ๑๘.๓๐ น. ป้อมปืนเปิดฉากยิงเตือนด้วยกระสุนเปล่า ๒ นัด แต่เรือรบฝรั่งเศสยังคงแล่นต่อไป ในนัดที่สามสยามได้ใช้กระสุนจริงยิงเตือน กระสุนตกลงในน้ำหน้าเรือฌองบัปติสต์เซย์ เมื่อเห็นฝรั่งเศสเพิกเฉยต่อสัญญาณเตือน นัดที่สี่จากเรือปืน มกุฎราชกุมาร และ มูรธาวสิตสวัสดิ์ ก็เปิดฉากยิงเมื่อเวลา ๑๘.๕๐ น. เรือแองกองสตองได้ยิงตอบโต้กับป้อมในขณะที่โกแมตยิงสู้กับเรือปืนสยาม มีเรือขนาดเล็กที่บรรจุระเบิดถูกส่งมาพุ่งชนเรือฝรั่งเศสแต่พลาดเป้า การต่อสู้กินเวลาประมาณ ๒๕ นาที
ในที่สุด พลเรือตรี อูว์มัน ก็พาเรือรบฝ่าการป้องกันของสยามไปได้ และสามารถจมเรือปืนฝ่ายสยามได้หนึ่งลำ ส่วนอีกลำได้รับความเสียหายจากกระสุนปืน ทหารสยามตาย ๑๐ นาย บาดเจ็บ ๑๒ นาย ฝรั่งเศสได้รับความเสียหายน้อยกว่า ขณะที่ผ่านปากน้ำเรือฌองบัปติสต์เซย์ถูกยิงด้วยปืนใหญ่ ไปเกยตื้นที่แหลมลำพูราย เรือแองกองสตองและเรือโกแมตแล่นผ่านไปได้ถึงกรุงเทพ จอดทอดสมออยู่ที่สถานทูตฝรั่งเศส[ ทหารฝรั่งเศสตาย ๓ นาย บาดเจ็บ ๒ นาย เรือโกแมตถูกยิงได้รับความเสียหายมากกว่าเรือแองกองสตองแต่ไม่ได้เสียหายร้ายแรง ป้อมของสยามไม่ได้รับความเสียหาย
เช้าวันต่อมา ลูกเรือฌองบัปติสต์เซย์ยังคงอยู่บนเรือที่เกยตื้น สยามได้ส่งเรือเข้ามาควบคุมเรือกลไฟฌองบัปติสต์เซย์และได้พยายามจมเรือแต่ไม่สำเร็จ จากรายงาน นักโทษได้รับการปฏิบัติที่เลวร้ายและถูกส่งตัวเข้าคุกกรุงเทพ วันต่อมาเรือปืนฝรั่งเศส ฟอร์แฟต (Forfait) ได้มาถึงปากน้ำและส่งเรือพร้อมทหารเต็มลำเข้ายึดเรือฌองบัปติสต์เซย์แต่เมื่อถึงเรือกลับโดนโจมตีขับไล่ถอยไปโดยทหารสยามที่ยึดเรืออยู่ เมื่อพลเรือตรี อูว์มัน มาถึงกรุงเทพ เขาได้ทำการปิดล้อมและหันกระบอกปืนมาทางพระบรมมหาราชวัง ในวันที่ ๓ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๓๖ ก็มีการลงนามในสนธิสัญญาถือเป็นการสิ้นสุดการรบ
วันนี้ กองทัพเรือจัดงานรำลึกเหตุการณ์ ร.ศ. ๑๑๒ ปีที่ ๑๒๓ ณ อุทยานประวัติศาสตร์ ป้อมพระจุลฯ เวลา ๑๖๐๐ น.
ข้อมูลจาก วิกิพีเดีย https://th.wikipedia.org/wiki/วิกฤตการณ์ปากน้ำ
ภาพจากอินเทอร์เนต

วันพุธที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2559

ปีวานรอาละวาด! การเมืองไทย 2559 โดย สุรชาติ บำรุงสุข


“ในประเทศประชาธิปไตยที่ก้าวหน้า เราไม่กังวลกับการรัฐประหาร…แต่ถึงกระนั้น การบริหารจัดการทหารเป็นเรื่องสำคัญและเป็นเรื่องยาก”
Steve Saideman
Coding Crisis in Civil-Military Relations (2014)
ในการเริ่มต้นปีใหม่ทุกปี สื่อต่างๆ มีคอลัมน์คล้ายๆ กันที่จะต้องพูดถึงอนาคตของการเมืองไทยในปีที่เริ่มขึ้น
แต่ด้วยความผันผวนอย่างต่อเนื่องของการเมืองไทย ทำให้ในหลายปีที่ผ่านมา อนาคตของประเทศถูกนำเสนอในรูปแบบของ “การทำนาย”
ดังนั้น จึงไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรที่จะพบว่า หนึ่งในหนังสือขายดีของสำนักพิมพ์มติชนก็คือ “ศาสตร์แห่งโหร”
ดังจะเห็นได้ว่าในหลายปี หนังสือเล่มนี้ติดอันดับหนังสือขายดีมาตลอด… ใครยังไม่มีไปลองหาอ่านดู (ขออนุญาตโฆษณาให้หน่อยครับ!) เพราะจะเห็นถึงการบอกเล่าถึงการเมืองไทยในปี 2559 ที่ผ่านการเดินทางของดวงดาว
และแน่นอนว่าศูนย์กลางของปัญหาในการเดินทางของ “ดาวจร” ทำให้มีคำตอบในเรื่องของ “ดวงเมือง” สภาพเช่นนี้มักจะทำให้เกิดปรากฏการณ์ในวงสนทนาเรื่องการเมืองไทย ที่จะมีคำถามติดปากประการหนึ่งก็คือ “ดวงเมืองปี 2559” เป็นอย่างไร
ซึ่งก็แน่นอนว่า ศาสตร์แห่งโหรช่วยตอบคำถามนี้ได้
ในขณะเดียวกัน เราอาจจะเห็นปัญหาในอีกมุมหนึ่งว่านักวิชาการดูจะตอบคำถามของอนาคตได้ไม่มากเท่ากับเรื่องราวที่ปรากฏใน “ศาสตร์แห่งโหร” อาจจะเป็นเพราะอย่างน้อยสำหรับนักพยากรณ์แล้ว พวกเขาเห็นการเดินทางของ “ดาวจร” ทั้งปี จนพอที่จะนำมาบอกเล่าให้พวกเราได้เห็นถึงอนาคต
หากนักวิชาการจะประเมินสถานการณ์ในอนาคตได้บ้างแล้ว ก็คงอาศัยปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในปีที่ผ่านๆ มาเป็นฐานข้อมูล กล่าวคือ สิ่งที่เกิดขึ้นแล้วจะเป็นตัวบ่งชี้ถึงแนวโน้มที่จะเกิดขึ้นในอนาคต
และในขณะเดียวกันก็ต้องประมวลข้อมูลแวดล้อมอื่นๆ เป็นองค์ประกอบ พร้อมกับนำเอาทฤษฎีในแต่ละสาขาเข้ามาเสริมการมองถึงแนวโน้มข้างหน้า
ดังนั้น หากจะทดลองนำเสนอจากมุมมองของนักวิชาการรัฐศาสตร์แล้ว เราอาจจะพอคาดการณ์สำหรับทิศทางในปี 2559 ได้บ้าง
ดังนี้

1)ถ้าการเมืองยังไม่ถึงจุดของการพลิกผันจนเกิดปรากฏการณ์ของ “การเปลี่ยนรัฐบาล” (หรือในแบบ regime change) การเมืองในปี 2559 ก็จะยังดำรงความตึงเครียดต่อไป

ผลของความตึงเครียดที่เกิดขึ้นเป็นสิ่งที่เห็นได้มาตลอดปี 2558 จนอาจกล่าวได้ว่าความตึงเครียดดังกล่าวจะถูกส่งต่อไปสู่ปี 2559 อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
แม้ผู้นำรัฐบาลและผู้นำทหารจะมีความเชื่อมั่นใน “อำนาจปืน” ว่า ปืนยังคุมการเมืองได้ ซึ่งความเชื่อของผู้มีอำนาจเช่นนี้จะถูกท้าทายมากขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ในปีใหม่ที่เริ่มขึ้น
คงไม่ผิดนักที่จะคาดการณ์ว่าปี 2559 จะเป็นปีที่ผู้นำรัฐบาลและผู้นำทหารจะต้องเผชิญกับ “ความท้าทาย” มากขึ้น
สิ่งที่คาดไม่ได้ก็คือ ความท้าทายนี้จะนำไปสู่จุดใด
แต่ก็อาจคาดการณ์ต่อได้ว่าปัญหาเช่นนี้จะมีผลอย่างมากต่อเสถียรภาพของรัฐบาลในอนาคต
จนอาจจะนำไปสู่การปรับคณะรัฐมนตรี เป็นต้น
บางทีอาจจะต้องประเมินว่า ปี 2559 จะเป็นปีที่รัฐบาลทหารไม่มีความสุขเท่าใดนักก็คงได้

2)ความตึงเครียดทางการเมืองที่เกิดขึ้นเป็นปัญหาใน 2 ระดับ

คือ ความตึงเครียดที่เกิดจากปัญหาความขัดแย้งภายในกลุ่มผู้มีอำนาจด้วยกันเอง
กับความตึงเครียดที่เกิดจากปัญหาความขัดแย้งระหว่างผู้มีอำนาจกับประชาชนในสาขาอาชีพต่างๆ ที่มีความเห็นต่าง
ซึ่งปัญหาทั้งสองระดับดังกล่าวน่าสนใจว่าจะนำไปสู่การ “เผชิญหน้า” ทางการเมืองในปี 2559 หรือไม่
และหากนำไปสู่สถานการณ์เช่นนั้นจริงแล้ว สิ่งที่คาดเดาได้ยากก็คือ อะไรคือจุดจบของสถานการณ์ดังกล่าว
แต่อย่างน้อยสิ่งที่เห็นมากขึ้นในช่วงปลายปี 2558 ก็คือ ปรากฏการณ์ของความตึงเครียดในทั้งสองระดับนี้มีมากขึ้น แม้รัฐบาลและกองทัพจะยังสามารถประคับประคองสถานการณ์เช่นนี้ได้ แต่ก็ไม่มีใครคาดเดาได้จริงๆ ว่าการประคับประคองเช่นนี้จะมีปัจจัยแทรกซ้อนอย่างหนึ่งอย่างใดเกิดขึ้นหรือไม่
และที่สำคัญก็คือ หากความตึงเครียดไม่ว่าจะในระดับใดระดับหนึ่งขยายตัวมากขึ้นแล้ว ผู้นำรัฐบาลและผู้นำทหารที่อยู่ในอำนาจจะยังสามารถควบคุมสิ่งที่เกิดขึ้นไว้ได้เพียงใด
แต่ก็คาดได้ว่า สิ่งที่เกิดขึ้นเช่นนี้จะส่งผลกระทบต่อสถานะของรัฐบาลและกองทัพอย่างแน่นอน

3)ความผันผวนของสถานการณ์ทางการเมืองตลอดปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงปลายปี 2558 อาจจะส่งผลให้อิทธิพลของ “สายเหยี่ยว” เพิ่มมากขึ้น

เพราะเชื่อว่าการจะควบคุมสถานการณ์ให้ได้จริง จะต้องใช้มาตรการจับกุมและการกดดันทางกฎหมายต่อผู้เห็นต่างมากขึ้น
การจับกุมหรือการออกหมายเรียกของตำรวจอาจจะเป็นเครื่องมือที่ “สายเหยี่ยว” มักเชื่อว่ามีประสิทธิภาพมากในการสร้างการ “ข่มขู่” ทางการเมือง
ฉะนั้น หากประเมินจากปลายปี 2558 ก็อาจคาดได้ว่าการจับกุมผู้เห็นต่างน่าจะมีมากขึ้นในปี 2559
และขณะเดียวกันก็อาจส่งผลให้ “สายเหยี่ยว” ขยายบทบาทมากขึ้น
ถ้าสถานการณ์เป็นไปในทิศทางเช่นนี้ ก็อาจส่งผลให้เกิดความตึงเครียดในสังคมการเมืองไทยมากขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ด้วย

4)หากแนวทางของ “สายเหยี่ยว” ด้วยการใช้มาตรการข่มขู่ทางการเมืองและการจับกุมทางกฎหมายขยายวงมากขึ้นในปี 2559 แล้ว

สิ่งที่จะตามมาอย่างหนีไม่พ้นก็คือรัฐบาลทหารที่กรุงเทพฯ จะถูกกดดันด้วยปัญหาการขาดสิทธิเสรีภาพและการละเมิดสิทธิมนุษยชนมากขึ้น
แม้ในช่วงปลายปี 2558 จะมีการประเมินว่าในที่สุดแล้ว รัฐบาลตะวันตกอาจจะต้องยอมที่จะอยู่กับรัฐบาลไทย เพื่อผลประโยชน์ทางยุทธศาสตร์โดยเฉพาะการแข่งขันกับการขยายอิทธิพลของจีน
แต่ถึงกระนั้นก็มิได้หมายความว่าการกดดันเรื่องเสรีภาพ ประชาธิปไตย และสิทธิมนุษยชน จะถูกเก็บไว้ใน “ลิ้นชัก” โดยรัฐบาลทหารไทยจะลอยตัวจากเรื่องเหล่านี้ได้
เพราะสิ่งสำคัญก็คือ นักลงทุนจากต่างประเทศต้องการความชัดเจนในกระบวนการเมืองไทย ไม่มีใครอยากลงทุนบนพื้นฐานความไม่แน่นอนของประเทศ
ดังนั้น ไม่ว่าจะเกิดอะไรหรือไม่ แรงกดดันเช่นนี้จะมีอยู่ต่อไปและอาจจะมากขึ้น หากรัฐบาลทหารจะเป็น “เหยี่ยว” มากขึ้น
ซึ่งพอคาดการณ์ได้ว่า แรงกดดันเรื่องประชาธิปไตยจากตะวันตกในปี 2559 จะไม่หายไปไหนแน่นอน

5)ความน่ากังวลจากปัญหาในข้อ 4. ก็คือ หลายๆ ฝ่ายเกรงว่ายิ่งกดดันทางการเมืองต่อรัฐบาลทหารไทย พวกเขาก็จะยิ่งเดินไปหาจีน

ดังปรากฏการณ์ที่เกิดแก่รัฐบาลทหารพม่าหลังการรัฐประหาร 2531 มาแล้ว
แต่แม้แรงกดดันจากตะวันตกจะไม่สูงกว่าที่เป็นอยู่ ก็ใช่ว่าผู้นำรัฐบาลและทหารจะไม่เข้าไปใกล้ชิดกับจีน
เพราะปรากฏการณ์ทางยุทธศาสตร์ของไทยหลังรัฐประหาร 2557 ก็คือ การดำเนินนโยบายที่มี “หมุดจีน” เป็นหลักทดแทนต่อ “หมุดตะวันตก” ในแบบเดิม
นโยบายต่างประเทศและความมั่นคงไทยเป็นไปดังคำกล่าวของ พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร อดีตรัฐมนตรีต่างประเทศไทยที่กล่าวว่า เขา “ตกหลุมรักจีน” เสียแล้ว
หรืออีกนัยหนึ่งก็คือ ไทย “มีรักใหม่” แล้ว
ความใกล้ชิดอาจนำไปสู่การลงนามในสัญญาแบบเสียเปรียบในการสร้างรถไฟความเร็วปานกลางในไทย
หรืออาจนำไปสู่ความสัมพันธ์ทางทหารที่จะต้องติดตามดูกันต่อไป
จนอาจต้องกล่าวว่า ความสัมพันธ์เช่นนี้เป็นเรื่องที่ “ห้ามกะพริบตา” ในปี 2559
เพราะรัฐบาลทหารไทยพร้อมจะ “flirt” กับจีนอย่างเต็มที่
กล่าวคือ ไทยพร้อมจะเล่นบท “เจ้าชู้” กับจีน หลังจากแสดงอาการ “งอน” และทิ้ง “ลุงแซม” จนกลายเป็น “Ugly American” ในสายตาของผู้นำไทยไปแล้ว
ดังนั้น จึงไม่แปลกที่จะพบว่า นักสังเกตการณ์ต่างก็เฝ้ามองว่าปี 2559 นี้ ไทยจะมีอะไรเกิดขึ้นเป็นข่าวใหญ่ในเวทีระหว่างประเทศอีก

6)คดีและความไม่โปร่งใสที่เกิดขึ้นจากการดำเนินการสร้างอุทยานประวัติศาสตร์ที่หัวหิน เป็นสิ่งที่ไม่มีใครคาดคิดมาก่อน

แต่เมื่อเรื่องนี้กลายเป็น “ประเด็นร้อน” มาตั้งแต่ปี 2558 แล้ว ก็คาดได้ไม่ยากนักว่าปัญหานี้จะกลายเป็นคดีที่ “ปิดฉากไม่ได้”
ดังจะเห็นว่าความพยายามในการตรวจสอบจากฝ่ายต่างๆ กลับถูกตอบโต้ทั้งในทางกฎหมายและการเมือง จนส่งผลให้เรื่องนี้กลายเป็นประเด็นที่บานปลาย
คาดได้ไม่ยากว่า แม้จะล่วงเลยเข้าปีใหม่แล้ว ประเด็นนี้ก็จะอยู่ในความสนใจ และจะยังมีผู้ติดตามต่อไปไม่ต่างจากเดิม
ความน่าสนใจก็คือ ปัญหานี้จะเป็นเสมือนกับกรณีทุ่งใหญ่นเรศวรในช่วงต้นปี 2516 ที่รัฐบาลทหารของ จอมพลถนอม กิตติขจร พยายามออกมาปกป้องความทุจริตทุกอย่างที่เกิดขึ้น จนในที่สุดความน่าเชื่อถือของรัฐบาลก็หมดลงอย่างรวดเร็ว
และในที่สุดปัญหานี้ก็คือ จุดเริ่มต้นหนึ่งที่นำไปสู่จุดจบของรัฐบาลทหารในวันที่ 14 ตุลาคม 2516 นั่นเอง

7)ปัญหาใหญ่ประการหนึ่งในชีวิตจริงของผู้คนโดยทั่วไปก็คือ ปัญหาเศรษฐกิจ เพราะไม่ว่ารัฐบาลจะลงทุนโฆษณาหรือแถลงใหญ่อย่างไร แต่หากคนไม่มีสตางค์ในกระเป๋าของเขาแล้ว คำแถลงเช่นนั้นก็ไม่มีความน่าเชื่อถือแต่ประการใดทั้งสิ้น

และแม้รัฐบาลจะพยายามสร้างความมั่นใจด้วยการเปลี่ยนทีมเศรษฐกิจ
แต่ก็ใช่ว่าเศรษฐกิจปี 2558 จะขยับขึ้น แม้นว่าจะมีการสร้างความหวังในปี 2559 แต่ก็ดูจะไม่ง่ายนัก
เพราะหากพิจารณาดูปัจจัย 4 ที่เป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ ไม่ว่าจะเป็นการภาคการส่งออก ภาคเกษตร ภาคธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็ก ภาคท่องเที่ยว ล้วนแต่ยังไม่อยู่ในภาวะสดใสเท่าใดนัก ยิ่งพิจารณาตัวเลขของภาคส่งออกและภาคเกษตรแล้ว ก็ต้องยอมรับว่าเศรษฐกิจปี 2559 ยังมีแนวโน้มที่จะเป็นความน่ากังวลมากกว่า
ยิ่งพิจารณาจากสถานการณ์เศรษฐกิจโลกแล้ว ก็จะพบว่าสถานการณ์ยังคงน่าเป็นห่วง
หลายๆ ฝ่ายยังกังวลว่าปี 2559 อาจจะเป็นปีของการ “ล้มละลายใหญ่” ของบริษัทเอกชนในตลาดเกิดใหม่ (emerging market) อันเป็นผลจากการผลิตที่มีจำนวนสูงขึ้น แต่ความต้องการในตลาดกลับลดลง (over supply)
ขณะเดียวกัน ความหวังว่าเศรษฐกิจจีนจะโตและเป็นตัวฉุดเศรษฐกิจโลก ก็อาจไม่เป็นจริงเท่าใดนัก ความน่ากังวลที่สำคัญก็คือ เราอาจจะเห็นการชะลอตัวของเศรษฐกิจจีนในปี 2559 ซึ่งก็จะส่งผลกระทบทั้งต่อเศรษฐกิจไทยและค่าเงินบาทด้วย
ดังนั้น ความฝันที่จะเห็นการขยับตัวของเศรษฐกิจไทยในปี 2559 จึงต้องตั้งอยู่ในความเป็นจริง และตั้งอยู่บนความไม่ประมาทเป็นอย่างยิ่ง

8)หนึ่งในการประชุมใหญ่ของโลกก่อนสิ้นปี 2558 ก็คือ การประชุมเรื่องสภาวะความเปลี่ยนแปลงของอากาศที่กรุงปารีส ตลอดรวมถึงย้อนพินิจถึงสภาวะของอากาศในบ้านเราเอง ก็จะตอกย้ำว่าภูมิอากาศของโลกกำลังบ่งบอกถึงความผันผวน อันทำให้เกิดการคาดการณ์ว่า เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในปี 2559 จะต้องเผชิญกับความแห้งแล้งขนาดใหญ่

และปรากฏการณ์ดังกล่าวก็สะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนจากระดับน้ำในเขื่อนหลักๆ ของประเทศ
ดังจะเห็นได้ว่าปีใหม่ยังไม่ทันจะเริ่มขึ้น ระดับน้ำในเขื่อนหลักก็ส่งสัญญาณถึงความอันตราย
และปฏิเสธไม่ได้ว่าความแห้งแล้งจะกระทบต่อทั้งชีวิตและต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศที่พึ่งพิงอยู่กับเกษตรกรรมอย่างมาก
แนวโน้มเช่นนี้บ่งบอกว่าถ้าปี 2554 จะเป็นปีของ “มหาอุทกภัย” แล้ว ปี 2559 อาจจะเป็นปีของ “มหาแล้ง” ซึ่งก็จะท้าทายต่อรัฐบาลทั้งการบริหารน้ำและการบริหารการทำนา…
นาปรังอาจจะจบแล้ว แต่นาปีในบางพื้นที่จะจบด้วยหรือไม่
อาจจะต้องยอมรับว่า ปัญหานี้ใหญ่และผันผวนเกินกว่าอำนาจปืนจะควบคุมได้

9)แรงสนับสนุนรัฐบาลทหารจะมีต่อไปอีกนานเท่าใด

ผู้นำทหารและนักวิชาการสายอำนาจนิยมอาจจะยังเชื่อว่า ปืนยังคุมทุกอย่างได้ และชนชั้นกลางในเมืองยังเป็นฐานสนับสนุนหลักของทหารไม่เปลี่ยนแปลง
ความเชื่อเช่นนี้เป็นความท้าทายอย่างยิ่งในปี 2559
ซึ่งก็หมายความว่า รัฐบาลทหารยิ่งจะต้องโหมการโฆษณาทางการเมืองให้หนักหน่วงขึ้นในปี 2559
และมาพร้อมกับรายการ “คืนความสุข” ในรูปแบบต่างๆ เพื่อสร้างแรงจูงใจให้คนไม่ผันผวนไปจากรัฐบาลทหาร

10)ความผันผวนประการสุดท้ายเป็นปัญหากระบวนการเมืองของคณะรัฐประหาร

ไม่ว่าจะเป็นร่างรัฐธรรมนูญ กำหนดการเลือกตั้งที่จะทำให้คำสัญญาในการพาประเทศกลับสู่ระบอบประชาธิปไตยเกิดขึ้นได้จริง กระบวนการคืนอำนาจดูจะมีความน่าเชื่อถือลดลง
เพราะจนถึงวันนี้ไม่มีความมั่นใจจากประชาคมระหว่างประเทศว่าการเมืองไทยจะกลับคืนสู่สภาวะปกติได้หรือไม่
ผลจากปัจจัยเช่นนี้ทำให้เกิดความรู้สึกว่าการเมืองไทยคือ “ความไม่แน่นอน” และไม่ชัดเจนว่าจะเดินไปสู่อนาคตอย่างไร
โดยเฉพาะอย่างยิ่งเกิดภาพเปรียบเทียบกับระยะเปลี่ยนผ่านสู่ประชาธิปไตยที่เกิดขึ้นในอินโดนีเซีย หรือในพม่าก็ตาม อีกทั้งรัฐบาลยังต้องเผชิญกับ “วิกฤตความชอบธรรม” อยู่ตลอดเวลาด้วย
ข้อสังเกตทั้ง 10 ประการข้างต้นไม่ใช่คำพยากรณ์ แต่เป็นเพียงการคาดคะเนแนวโน้มในปี 2559 ในมุมมองทางรัฐศาสตร์ เพื่อที่จะบอกว่าปีนี้ไม่ใช่ “ลิงเชื่อง” แต่จะเป็นปี “วานรอาละวาด” มากกว่า!

วันจันทร์ที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2559

สันนิบาตอาหรับประณาม อิหร่านเข้า "แทรกแซง" ในกิจการของอาหรับ

สันนิบาตอาหรับประณาม อิหร่านเข้า "แทรกแซง" ในกิจการของอาหรับ
เมื่อวานนี้ (10 ม.ค.) ผู้นำสันนิบาตอาหรับ (AL) ได้กล่าวหาการกระทำที่ยั่วยุของอิหร่าน ขณะที่บรรดารัฐมนตรีต่างประเทศของอาหรับได้มีการอภิปรายถึงความบาดหมางทางการเมืองที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องระหว่างซาอุดีอาระเบียและอิหร่าน สำนักข่าว Ahram Online รายงาน
นายนาบิล อัล-อาราบี ได้ออกมากระตุ้นให้ประเทศอาหรับร่วมกันแสดงจุดยืนที่แข็งแกร่งและชัดเจน เพื่อเรียกร้องให้อิหร่านหยุดยั้งการเข้าแทรกแซงในกิจการของประเทศอาหรับทุกรูปแบบ
หัวหน้าสันนิบาตอาหรับ ยังได้เน้นย้ำต่อไปว่าการประชุมครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางความตึงเครียดอันร้ายแรง ซึ่งถือเป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงของภูมิภาค นอกจากนี้ กลุ่มประเทศอาหรับยังได้มีการเน้นถึงความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันกับซาอุดีอาระเบีย
นายอาราบีได้กล่าวถึงบรรดารัฐมนตรีต่างประเทศของสันนิบาตอาหรับที่มารวมตัวกันในกรุงไคโร เพื่อเข้าร่วมการเจรจาฉุกเฉินจากคำร้องของกรุงริยาดภายหลังจากที่ได้เกิดข้อพิพาทในเหตุซาอุดีอาระเบียประหาร นิมร์ อัล นิมร์ แกนนำมุสลิมนิกายชีอะห์
การสังหารแกนนำในครั้งนี้ ทำให้ชาวอิหร่านจำนวนมากพากันออกมาเดินขบวนตามท้องถนน ซึ่งได้มีบางคนที่บุกเข้าโจมตีสถานเอกอัครราชทูตซาอุดีอาระเบียที่ตั้งอยู่ในกรุงเตหะราน และเมืองทางตะวันออกเฉียงเหนือของแมชฮาด
ต่อมากรุงริยาดก็ได้ประกาศตัดความสัมพันธ์ทางการทูตกับกรุงเตหะรานจากการโจมตีสถานทูตของตน ขณะที่บรรดากลุ่มประเทศอ่าวอาหรับต่างพากันประกาศลดระดับความสัมพันธ์กับอิหร่านตามมา
ในระหว่างการประชุม อาเดล อัล จูเบียร์ รัฐมนตรีต่างประเทศของซาอุดิอาระเบีย ได้ประกาศยืนยันว่าประเทศของเขาจะยืนหยัดต่อต้านการแทรกแซงของอิหร่านเกี่ยวกับกิจการภายในของอาหรับ
เรื่องนี้ยังเป็นความรับผิดชอบของสันนิบาตอาหรับ ในแง่ของเป้าหมายในการปกป้องประเทศอาหรับและการรักษาความปลอดภัยของบรรดาประเทศอาหรับอีกด้วย เขากล่าวเสริม

วันศุกร์ที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2558

บิ๊กป้อม พา"บิ๊กโด่ง-บิ๊กหมู" ออกงานด้วยกัน สยบข่าวเกาเหลา ยันทำงานด้วยกัน ตามหน้าที่


บิ๊กป้อม พา"บิ๊กโด่ง-บิ๊กหมู" ออกงานด้วยกัน สยบข่าวเกาเหลา ยันทำงานด้วยกัน ตามหน้าที่ บินประชุมความมั่นคง พื้นที่อิสาน และจะชวนไปด้วยกัน 9 ธค. ไป ทัพภาค3 ภาคเหนือที่พิษณุโลก/ เผยไม่รู้ จะปรับครม.หรือไม่ แล้วแต่นายกฯ/ เผย กก.สอบ "ราชภักดิ์" ต้องสอบอีกจำนวนมาก ทั้งทหาร-พลเรือน ให้รอบด้าน
พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและรมว.กลาโหม พร้อม พลเอก อุดมเดช สีตบุตร รมช.กห. พลเอกปรีชา จันทร์โอชา ปลัดกห. พลเอกธีรชัย นาควานิช ผบ.ทบ.และ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. เดินทางไปตรวจเยี่ยมและมอบนโยบายการปฏิบัติงานให้กับ เจ้าหน้าที่หน่วยงานความมั่นคงในพื้นที่ กองทัพภาค2 โดยมีผู้บังคับหน่วยทหารและตำรวจ ตั้งแต่ ผบ.พันและผู้กำกับสถานีตำรวจ ในพื้นที่ขึ้นไป ร่วมรับฟัง ที่ค่ายสุรนารี
มีรายงานว่า พลเอกประวิตร กล่าวในที่ประชุม ในค่ายสุรนารี ต่อหน้า ผบ.หน่วย ที่มาประชุม ว่า พลเอกอุดมเดช กับ พลเอกธีรชัย ผบทบ ไม่ได้ขัดแย้งกัน อย่าไปเชื่อตามข่าวลือ นี่ก็มาด้วยกัน ทำงานด้วยกัน เพราะต่างต้องทำหน้าที่ของตนเอง
ทั้งนึ้ พลเอกประวิตร จะเดืนสายไปประชุมหน่วยความมั่นคงในทุกกองทัพภาค โดย9ธค. จะไปประชุม หน่วยในพื้นที่ภาคเหนือ กองทัพภาค3 ที่ พิษณุโลก โดย ทั้ง พลเอกอุดมเดช พลเอกธีรชัย ก็จะมาด้วยทุกครั้ง
ส่วนการปรับ ครม. พลเอกประวิตร กล่าวในการให้สัมภาษณ์สื่อ ว่า ให้ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ ตัดสินใจ ท่านคิดของท่านเองได้ว่าจะปรับหรือไม่ เมื้อใด ไม่ต้องปรึกษาผมหรอก ระบุ ยังไม่ได้คุยกัน เริ้อง พลเอกอุดมเดช
พลเอกประวิตร กล่าวว่า ตอนนี้ คณะกรรมการสอบข้อเทจจริง ราชภักดิ์ ของกลาโหม กำลังเร่งสอบสวน ให้สรุปเร็วที่สุด เพราะต้องใช้เวลา เนื่อฝจาก มีการเชิญ คนมาให้ข้อมูล จำนวนมาก ทั้งทหารและพลเรือน เพราะต้องตรวจสอบให้รอบด้าน
มีรายงานว่า พลเอกชัยชาญ ช้างมงคล รองปลัดกลาโหม ในฐานะประธานกรรมการสอบข้อเท็จจริงฯ เรียกประชุม กรรมการ ทุกวัน รวมทั้ง เสาร์ อาทิตย์ วันหยุด ด้วย เพื่อให้สรุปผลได้เร็ว ภายใน1-2สัปดาห์ นี้

ด่วน! รัสเซียเตือนไอเอส10คน โผล่ในไทย"กทม.-พัทยา-ภูเก็ต"ตร.เร่งไล่ล่าเเล้ว

ด่วน! รัสเซียเตือนไอเอส10คน โผล่ในไทย"กทม.-พัทยา-ภูเก็ต"ตร.เร่งไล่ล่าเเล้ว
เมื่อวันที่ 3 ธ.ค. ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ มีรายงานข่าวเเจ้งว่า พล.ต.ต.สราวุฒิ การพานิช รองผบช. ปฏิบัติราชการ ผบช.ส. ลงนามในหนังสือคำสั่ง เรื่อง ติดตามพฤติการณ์ชาวต่างชาติ
มีใจความว่า ด้วยหน่วยต่อต้านข่าวกรองของรัสเซีย หรือเอฟเอสบี ประสานผ่านสภาความมั่นคงแห่งชาติแจ้งเตือนความเป็นไปได้ในการก่อเหตุร้ายของกลุ่มไอเอส ต่อผลประโยชน์ของรัสเซียในประเทศไทย โดยระบุว่ามีชาวซีเรีย 10 รายที่เกี่ยวข้องกับกองกำลังรัฐอิสลาม หรือไอเอส (IS) ได้เดินทางเข้าไทยแล้วระหว่างวันที่ 15-31 ต.ค.58 และได้แยกเดินทางไปพัทยา 4 ราย ภูเก็ต 2 ราย กรุงเทพฯ 2 ราย และอีก 2 รายไม่ทราบว่าอยู่ที่ใดและยังไม่ทราบชื่อ
โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อก่อเหตุร้ายต่อผลประโยชน์ของรัสเซียและกลุ่มพันธมิตรในไทย จึงให้พิจารณาดำเนินการ ดังนี้
1.สืบสวนติดตาม พิสูจน์ทราบข้อเท็จจริงจากข่าวสารดังกล่าว
2.เพิ่มความเข้มในการสืบสวนติดตาม สถานที่เป้าหมายจากฝ่ายรัสเซียที่มีความกังวลว่าจะเกิดเหตุร้าย รวมถึงสถานที่ของประเทศพันธมิตรที่ร่วมสนับสนุนการโจมตีกลุ่มไอเอสในซีเรีย เช่น สหรัฐอเมริกา อังกฤษ ฝรั่งเศส เยอรมัน เบลเยียม สวีเดน และออสเตรเลีย เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดสถานการณ์เลวร้ายในไทยโดยเด็ดขาด
3.บก.ส.1-2 เร่งพิสูจน์ทราบข่าวสารกลุ่มบุคคลชาวซีเรียที่เดินทางเข้าไทยทั้ง 10 ราย
4.ปรับปรุงข้อมูลให้เป็นปัจจุบัน กล่าวคือ สถานที่สำคัญ แหล่งพักอาศัย แหล่งท่องเที่ยวของชาวต่างชาติทั้งหมด โดยเน้นดำเนินการกลุ่มประเทศคู่กรณีที่มีความขัดแย้ง ระหว่างฝ่ายพันธมิตรที่ร่วมโจมตีกลุ่มไอเอส กับกลุ่มเครือข่ายไอเอสเป็นอันดับแรกก่อน
5.บก.ส.3เพิ่มความเข้มในการรักษาความปลอดภัยสถานที่และบุคคล 6.ให้รายงานผลการปฏิบัติตามสายการบังคับบัญชาทราบทุกสัปดาห์ (วันพุธ) โดยให้รายงานครั้งแรกในวันพุธที่ 2 ธ.ค.58

วันพุธที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2558

เอาจริง! สหรัฐฯ เตรียมเสริมกำลัง “หน่วยปฏิบัติการพิเศษภาคพื้นดิน” ลุยขยี้ไอเอสในอิรัก-ซีเรีย

เอาจริง! สหรัฐฯ เตรียมเสริมกำลัง “หน่วยปฏิบัติการพิเศษภาคพื้นดิน” ลุยขยี้ไอเอสในอิรัก-ซีเรีย

โดย MGR Online
2 ธันวาคม 2558 09:35 น. (แก้ไขล่าสุด 2 ธันวาคม 2558 10:17 น.)
เอาจริง! สหรัฐฯ เตรียมเสริมกำลัง “หน่วยปฏิบัติการพิเศษภาคพื้นดิน” ลุยขยี้ไอเอสในอิรัก-ซีเรีย
แอชตัน คาร์เตอร์ รัฐมนตรีกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ
        เอเอฟพี - แอชตัน คาร์เตอร์ รัฐมนตรีกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ เผยต่อคณะกรรมการกิจการกองทัพแห่งสภาผู้แทนราษฎรเมื่อวานนี้ (1 ธ.ค.) ว่า เพนตากอนเตรียมที่จะส่ง “กองกำลังพิเศษเพื่อโจมตีเป้าหมายในต่างแดน” (specialized expeditionary targeting force) ไปยังอิรัก เพื่อสนับสนุนทหารเคิร์ดเปชเมอร์กาและกองทัพแบกแดด พร้อมเรียกร้องให้ชาติมหาอำนาจอื่นๆ ยกระดับการมีส่วนร่วมต่อสู้ไอเอส
      
       กลุ่มติดอาวุธไอเอสได้บุกยึดดินแดนและเมืองสำคัญไว้ได้หลายแห่งในอิรักและซีเรีย ซึ่งตลอด 1 ปีที่ผ่านมา สหรัฐฯ และชาติพันธมิตรก็ได้ส่งฝูงเครื่องบินขับไล่เข้าไปทิ้งระเบิดเพื่อหวังปราบนักรบกลุ่มนี้ให้ราบคาบ
      
       ประสบการณ์จากสงครามอิรักทำให้ประธานาธิบดีบารัค โอบามา ยืนกรานปฏิเสธที่จะส่งทหารภาคพื้นดิน (boots-on-the-ground) ในช่วงแรกๆ และเน้นที่ปฏิบัติการโจมตีทางอากาศอย่างหนักหน่วง ซึ่งก็มีหลายชาติที่ร่วมมือกับวอชิงตันส่งเครื่องบินไปทิ้งบอมบ์เป้าหมายไอเอสตั้งแต่เดือน ส.ค.ปีที่แล้ว
      
       อย่างไรก็ดี เพนตากอนเริ่มยอมรับความจริงที่ว่า สหรัฐฯ ไม่อาจบดขยี้ไอเอสได้อยู่หมัดหากปราศจากกองกำลังภาคพื้นดินเข้าช่วยเสริมอีกแรง
      
       เมื่อเดือน ต.ค. สหรัฐฯ ประกาศส่งหน่วยปฏิบัติการพิเศษ 50 นายเข้าไปยังซีเรียเพื่อช่วยนักรบท้องถิ่นที่ต่อสู้ไอเอสอยู่ และรวบรวมข่าวกรองเพื่อ “ชี้เป้า” ให้แก่เครื่องบินขับไล่ของสหรัฐฯ และชาติพันธมิตร
      
       คาร์เตอร์ เลี่ยงที่จะให้คำตอบชัดเจนเมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงจำนวนหน่วยรบพิเศษที่สหรัฐฯ จะส่งไปเพิ่มเติม โดยอ้างเหตุผลด้านความมั่นคง แต่ระบุว่าจะ “มากกว่า” ทหาร 50 นายที่ปฏิบัติภารกิจอยู่ในซีเรียแน่นอน
      
       สหรัฐฯ มีทหาร 3,500 นายประจำการอยู่ในอิรักขณะนี้ แต่ภารกิจของพวกเขาถูกจำกัดไว้แค่การ “ฝึกฝนและให้คำแนะนำ” แก่กองกำลังท้องถิ่นเท่านั้น
      
       เจ้าหน้าที่คนหนึ่งซึ่งไม่ประสงค์ออกนาม บอกกับเอเอฟพีภายหลังว่า หน่วยรบพิเศษที่สหรัฐฯ จะส่งไปเพิ่มเติมน่าจะอยู่ที่ราวๆ 200 นาย 
เอาจริง! สหรัฐฯ เตรียมเสริมกำลัง “หน่วยปฏิบัติการพิเศษภาคพื้นดิน” ลุยขยี้ไอเอสในอิรัก-ซีเรีย
        แม้หน่วยปฏิบัติการพิเศษชุดใหม่จะมีฐานอยู่ในอิรัก แต่ก็มีศักยภาพที่จะจู่โจมข้ามพรมแดนไปถึงตอนเหนือของซีเรีย
      
       “กองกำลังพิเศษชุดนี้จะสามารถจู่โจม ช่วยเหลือตัวประกัน รวบรวมข่าวกรอง และล่าตัวบรรดาแกนนำไอเอส” คาร์เตอร์กล่าว
      
       “พวกเขาจะได้รับอนุญาตให้ปฏิบัติภารกิจฝ่ายเดียวข้ามไปยังเขตแดนซีเรีย”
      
       คาร์เตอร์ซึ่งเป็นรัฐมนตรีกลาโหมคนที่ 4 ภายใต้รัฐบาลโอบามา ระบุว่า ยุทธวิธีใหม่ของสหรัฐฯ จะทำให้พวกแกนนำไอเอสต้อง “หวาดผวา”
      
       “คุณไม่มีทางรู้ว่าจะมีใครโผล่เข้ามาทางหน้าต่างในตอนกลางคืน... นั่นคือความรู้สึกที่เราต้องการให้เกิดขึ้นกับแกนนำไอเอส และสมุนของพวกเขา”
      
       คาร์เตอร์ยังเอ่ยถึงกรณีที่หน่วยรบพิเศษสหรัฐฯ และทหารเคิร์ดเปชเมอร์กาบุกเข้าไปยังคุกไอเอสในเมืองฮาวิยาห์ทางตอนเหนือของอิรัก เมื่อเดือน ต.ค. และสามารถช่วยชีวิตตัวประกันราว 70 คนที่กำลังจะถูกไอเอสสังหาร ซึ่งการจู่โจมครั้งนั้นทำให้สหรัฐฯ ต้องสูญเสียชีวิตทหารไป 1 นาย
      
       บอสใหญ่เพนตากอนยังกล่าวเป็นนัยๆ ว่า อาจจะมีการส่งหน่วยรบพิเศษเข้าไปเพิ่มเติมในซีเรีย นอกจาก 50 นายที่มีการเปิดเผยแล้ว
      
       “เราพร้อมที่จะทำมากกว่านี้... ผมมีเหตุผลที่จะเชื่อได้ว่า ท่านประธานาธิบดีจะอนุญาตและอนุมัติให้เราทำได้เมื่อมีโอกาส”
      
       คาร์เตอร์ยังเรียกร้องให้ชาติพันธมิตรเพิ่มขีดความสามารถในการทำลายกลุ่มไอเอส
      
       “ประชาคมโลกรวมถึงชาติพันธมิตรและหุ้นส่วนของเราจำเป็นต้องยกระดับการต่อสู้ ก่อนที่จะเกิดเหตุโจมตีเหมือนในปารีสอีก” 

วันจันทร์ที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

ด่วน!! ทหารล็อกแล้ว"ตู่-เต้น"ที่ตลาดมหาชัย ก่อนไปอุทยานราชภักดิ์



วันที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558 เวลา 13:57 น.ข่าวสด
จำนวนคนอ่านล่าสุด 196558 คน
 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตั้งแต่เวลา 09.30 น. วันที่ 30 พ.ย. นายสมหวัง อัสราษี รองประธานกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ(นปช.) ได้เดินทางมาถึงตลาดมหาชัยเมืองใหม่ เพื่อรอนายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธานนปช. และนายณัฐวุฒิ เลขาธิการนปช. ก่อนเดินทางไปอุทยานราชภักดิ์ จ.ประจวบคีรีขันธ์ 

 จากนั้นเวลา 10.15 น. นายณัฐวุฒิ ให้สัมภาษณ์ก่อนเคลื่อนขบวน โดยย้ำว่าจะไปสักการะและสังเกตการณ์เท่านั้น ไม่มีเจตนาเล่นเกมการเมือง ขอเรียกร้องเจ้าหน้าที่ทหารที่เฝ้าบริเวณหน้าบ้านให้ถอนกำลังออกจากพักของตน ยืนยันว่าการเดินทางไปอุทยานราชภักดิ์ เป็นประโยชน์เพราะมีประชาชนมีส่วนร่วมช่วยรัฐบาลตรวจสอบ หลังจากมีความไม่ชัดเจน

 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เวลา 10.25 น. เจ้าหน้าที่ทหารได้เข้าเชิญตัวนายณัฐวุฒิและนายจตุพร พร้อมคณะ ขึ้นรถตู้จากตลาดมหาชัยเมืองใหม่ โดยเจ้าหน้าที่ทหารได้แจ้งว่าห้ามจัดกิจกรรมดังกล่าว คาดว่าเจ้าหน้าที่ทหารจะนำตัวกลุ่มแกนนำทั้งหมด ไปที่กองพลทหารราบที่ 9 (พล.ร.9) จ.กาญจนบุรี 




   ณัฐวุฒิเจอทหารเฝ้าบ้าน
ก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 29 พ.ย.  นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ เลขาธิการนปช. โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัว ข้อความว่า "ผมจะไปอุทยานราชภักดิ์ พอข่าวออกไปงานก็เข้า ตั้งแต่ตีห้าวันนี้ รถทหาร 4 คันมาที่บ้าน ตอนนี้ก็ยังวางกำลังอยู่ริมถนนหน้าหมู่บ้าน 4 คน ป้อมยาม 8 คน ศาลพระภูมิ 6 คน จอดรถหน้าบ้าน 1 คัน ทำไมท่านใช้อำนาจกันแบบนี้ ให้รู้กันไปว่าการถามหาความจริงต้องมีอันตราย ผมยืนยันนะครับ จะเอายังไงกับผมก็เอา แต่...ผมจะไปอุทยานราชภักดิ์"

 ต่อมา นายณัฐวุฒิได้โพสต์ข้อความพร้อมรูปภาพทหารพร้อมรถจี๊ปมาจอดหน้าบ้านว่า "มากันตั้งแต่ตีห้า ท่าทีเหมือนเตรียมปักหลักค้างคืน พูดกันแบบผู้ชายนะครับ มีอะไร คุณมาว่ากับผม ลูกเมียผมไม่เกี่ยว ผมเป็นผมแบบนี้ พรุ่งนี้ผมจะไปอุทยานราชภักดิ์"

จี้รบ.เปิดกว้างอย่าสกัดขัดขวาง

   นายณัฐวุฒิยังให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่พ.อ. วินธัยตั้งคำถามว่าเหตุใดสนใจแต่กรณีทุจริตอุทยานราชภักดิ์ โดยไม่แสดงท่าทีต่อเรื่องอื่นว่า การทุจริตคอร์รัปชั่นเป็นเรื่องเลวร้าย ไม่ว่าโดยใครต้องถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย แต่เรื่องอุทยานราชภักดิ์ทั้งที่รมช.กลาโหมสารภาพต่อสังคมว่ามีการหักค่าหัวคิว ถือว่าความผิดสำเร็จแล้ว กลับพบท่าทีของฝ่าย ผู้มีอำนาจเหมือนพยายามปกปิดความจริง เพื่อช่วยเหลือผู้กระทำความผิดหรือไม่ จึงต้องเรียกร้องความโปร่งใสของกระบวนการตรวจสอบ เพื่อความสบายใจของทุกฝ่าย ทั้งนี้การเดินทางไปอุทยานราชภักดิ์ไม่ได้มีเป้าหมายทางการเมือง แต่เป็นเพียงการไปดูสถานที่จริง เพื่อเป็นข้อมูลในการติดตามเรื่องนี้ รัฐบาลควรแสดงความบริสุทธิ์ใจโดยการเปิดกว้างให้สังคมมีส่วนร่วมในการตรวจสอบ ไม่ใช่สกัดขัดขวางเหมือนที่กำลังเป็นอยู่ขณะนี้

วันศุกร์ที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

ประยุทธ์ ตอบกรณีฑูตสหรัฐวิจารณ์ ม.112

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันศุกร์ที่ 27 พฤศจิกายน 2558
'ประยุทธ์'ตอบทูตสหรัฐฯกรณีวิจารณ์ม.112

'ประยุทธ์'ตอบทูตสหรัฐฯกรณีวิจารณ์ม.112

'ประยุทธ์'ตอบทูตสหรัฐฯกรณีวิจารณ์ม.112 ระบุเป็นกฎหมายหมิ่นประมาท เพราะสถาบันฯฟ้องร้องใครเองไม่ได้ ชี้เป็นหน้าที่คนไทยปกป้อง

            27พ.ย.587 เมื่อเวลา 14.00น. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) แถลงภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะหัวหน้าส่วนราชการระดับกระทรวงหรือเทียบเท่า ครั้งที่ 1/2559 กรณีนายกลิน ที. เดวีส์ เอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกา ประจำประเทศไทย ที่วิจารณ์ถึงบทลงโทษจำคุกแก่ผู้หมิ่นประมาทสถาบันฯ ในงานเสวนาสมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศในกรุงเทพฯ ที่ผ่านมา ว่า“ก็เรื่องของเขา ก็เห็นส่งคนมาเจรจาการค้าขายกับผมอยู่ เมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ประเทศอังกฤษและสหภาพยุโรป (อียู) ก็มา ผมก็ถามเขาว่าผมทำดีอย่างนี้    ท่านจะว่าอย่างไร เขาก็บอกว่าดีๆ แต่พอผมถามเขาอีกว่ารัฐบาลประชาธิปไตยทำให้เขาแบบนี้ได้ไหม เขาก็เงียบ ผมทำให้    เพราะผมทำกติกาให้มันชัดเจนขึ้น ทั้งเรื่องการค้าการลงทุนที่ 20 ปีไม่เคยทำมา นี่แหละผมทำหรือเปล่า ก็ลองชั่งน้ำหนักดูว่าการที่ผมเข้ามาแบบนี้ กับไอ้การประชาธิปไตยเลือกตั้งๆ ทุกวัน ซึ่งยังไม่เวลา ตามโรดแมปก็มีอยู่ ก็มาเร่งกันนักหนา”
            เมื่อถามว่าได้มีการอธิบายให้ต่างชาติเข้าใจเรื่องประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 หรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า “ก็พูด   แต่เขาไม่เข้าใจ พอใส่กันเรื่อยๆ ก็กลายเป็นมารังแกกัน รังแกว่าพวกนี้ใช้กับฝั่งตรงข้ามมันก็เป็นกฎหมาย คือกฎหมายหมิ่นประมาททุกประเทศมีหมด แต่นี่เพื่อสถาบันฯ เพราะสถาบันฯฟ้องร้องใครไม่ได้  ดังนั้นทำไมถึงต้องมีมาตรา 112 ก็เพื่อปกป้องสถาบันฯ สื่อก็ไปอธิบายคนเขาแบบนี้สิ หน้าที่ของคนไทยที่เราจะต้องปกป้องพระองค์ท่าน ก็ต้องมีการออกกฎหมายเพื่อปกป้องพระองค์ท่าน ปัญหาคือใครจะใช้ประโยชน์อะไรมันเรื่องของคน เข้าใจหรือเปล่า”
            “ถามว่าพวกที่ไปร้องสิทธิมนุษยชนมันทำความผิดหรือเปล่าตามกฎหมายมันเขียนไว้หรือเปล่า ก็เขียนทั้งนั้น แต่กูจะทำ แล้วก็ไปฟ้องสิทธิมนุษยชน มันใช่ไหมเล่า กฎหมาย กฎอัยการศึก มาตรา 44  ทำความผิดหรือเปล่า เขาเขียนไว้หรือเปล่ากฎหมาย ในเมื่อมันเป็นกฎหมายพิเศษช่วงนี้ก็ต้องปฏิบัติตาม แล้วมาบอกว่าจะต้องไม่ปิดกั้น ก็ผมไม่เคยปิดกั้นนี่ จะพูดอะไรก็พูดไป แต่ถ้าพูดด่ารัฐบาลไม่ได้ ทำไม ไม่มีกติกากันบ้างล่ะ ใช่ไหม”นายกฯ กล่าว
            พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ถ้าตนเข้ามาแล้วมันมีประชาธิปไตยทั้งหมด 150 เปอร์เซ็นต์ เดิมมัน 150 เปอร์เซ็นต์ไม่ต้อง100%หรอก เพราะมันทำอะไรก็ได้ กฎหมายไม่สนใจแล้วเราจะทำอะไร จะปฏิรูปกันอย่างไร ทุกคนอยากปฏิรูปแต่ไม่อยากมีกฎหมาย ไม่เคารพกฎหมายแล้วจะปฏิรูปได้ไหม เอาประชาธิปไตยปฏิรูปก็เชิญไปเถอะ เชิญ เชิญไปทำกันแล้วกัน 

เมินสหรัฐฯตัดสิทธิพิเศษจีเอสพีชี้เป็นปัญหาเก่า 
 
            พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวถึงกรณีที่ประเทศสหรัฐอเมริกาเตรียมที่จะตัดสิทธิพิเศษทางการค้ากับไทย โดยระบุว่าไทยฝ่าฝืนมาตรฐานของระบบสิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากร (GSP)ซึ่งอนุญาตให้มีการส่งออกสินค้าบางประเภทไปยังสหรัฐฯได้โดยไม่ต้องเสียภาษี โดยมาตรฐานดังกล่าวรวมถึงเรื่องสภาพการทำงานที่ยอมรับได้ และเรื่องการบังคับใช้แรงงาน
 
            นายกฯ กล่าวกลับทันทีว่า“ก็ช่างเขาสิ ช่างเขา ก็ช่างเขาเป็นไรเล่า แล้วทำไมจะไปสู้อะไรกับเขาเล่า แล้วแต่ก่อนไม่มีหรือ แต่ก่อนก็มีเยอะ เยอะยิ่งกว่านี้อีก ก็วันนี้เรากำลังทำอยู่ทั้งหมดทั้งเรื่องแก้ไขปัญหาค้ามนุษย์ไอยูยู ใครทำมาล่ะ มีใครทำไหม จดทะเบียนแรงงานมีไหม ขายของผิดกฎหมายทุกที่มีใครทำมาไหม ไปบอกเขาผมสิ ส่วนสหรัฐฯก็เรื่องของเขา” 
 
              นายกฯ กล่าวอีกว่า กระทรวงพาณิชย์และกระทรวงการต่างประเทศ (กต.) ก็ทำอยู่แล้ว มีแนวทางอยู่แล้วไม่ต้องไปสั่งของหรอก มีกต.เขาก็มีอยู่ สถานทูตก็มีอยู่ แต่เขาจะฟังหรือเปล่าก็เรื่องของเขา แต่เราจะต้องปฏิรูปประเทศ แล้วเขาประโยชน์หรือไม่ตนถามหน่อยเขาได้หรือเปล่าที่เราทำอยู่ ไม่อยากได้ก็แล้วแต่ ตนก็ไปหาคนอื่นทำด้วย 
 
            เมื่อถามว่ามั่นใจหรือไม่การแก้ไขปัญหาแรงงานไทยทำเต็มที่แล้ว นายกฯ กล่าวว่า “เต็มที่ แต่จะได้ 100 เปอร์เซ็นต์ ร่วมมือกันหรือไม่ ประชารัฐร่วมหรือไม่   ปัญหาก็เยอะอยู่แล้ว ยังจะเพิ่มปัญหาขึ้นมาอีก แล้วตนไม่ทำใครจะทำ ปัญหานี้มันเกิดขึ้นเมื่อวานหรืออย่างไร   หรือเกิดเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 หรืออย่างไร จะถามว่าเรื่องแบบนี้อยู่ได้ ที่ผ่านมาไม่เคยเสียหายเลยหรือ บอกแล้ว  อะไรที่มันผิดก็ต้องยอมรับ  แล้วบอกเขาสิว่ามันคือปัญหาของเรา แล้วท่านมาพูดแบบนี้สิว่ารัฐบาลประชาธิปไตยมันไม่ได้ทำ พูดได้ไหม กล้าพูดไหม” 

รัสเซียเร่งปิดเกมคลังเสบียงของ ISIS:

ปฐมพงษ์ โพธิ์ประสิทธินันท์
รัสเซียเร่งปิดเกมคลังเสบียงของ ISIS:
บ่อน้ำมันที่ปล้นไปจากรัฐบาลซีเรียและอิรักคือบ่อเงินบ่อทองหรือคลังเสบียงของกลุ่ม ISIS ซึ่งเชื่อมต่อไปถึงตุรกี ระยะนี้ รัสเซียจึงจัดการถล่มโรงกลั่นน้ำมัน รถรรทุกน้ำมัน ฯลฯ แบบเน้นๆ เมื่อขาดเงินสนับสนุน อาวุธก็ไม่มี เกณฑ์คนมาก็ไม่ได้ เครือข่ายต่างๆ ก็หยุดขะงักลง เดาว่าเมื่อพวกนี้ไม่มีเงินไปซื้ออาวุธแล้วนั่นแหละ มหาอำนาจบางชาติถึงจะลงมือปราบอย่างจริงจัง ยามมีเงินก็เป็นมิตรกันดี แต่พอถังแตกก็ชี้หน้าว่าเป็นผู้ก่อการร้ายแล้วเริ่มปราบ ตอนนี้ ก็ฟัง ฯพณฯ ท่านคุยโม้ไปก่อนละกัน
27 พฤศจิกายน 2558
https://www.rt.com/news/323603-isis-oil-smuggling-turkey/
Islamic State’s daring and impudent oil smuggling into Turkey should become a high-priority target in order to cripple the terrorist group,…
RT.COM

ตุรกีเจตนายิงเครื่องบินรัสเซียโชว์



ปัญหาของผู้นำตุรกี:
ปีพ.ศ.2555 ซีเรียยิงเครื่องบิน F4 แฟนทอมซึ่งเป็นเครื่องบินรบผลิตในอเมริกาของตุรกีตกเพราะละเมิดน่านฟ้าซีเรียจริง
ประธานาธิบดีแอร์โดกันผู้นำตุรกีในปัจจุบัน ออกมาโวยวายว่าซีเรียไม่มี *หลักการ* เพราะว่าโดย *หลักการ* แล้ว การละเมิดน่านฟ้าชั่วระยะเวลาสั้นๆ มิได้เจตนาบุกรุก ไม่ควรจะเอามาเป็นเหตุผลในการยิงเครื่องบิน (Brief airspace violations can't be pretex for attack ) ทั่วโลกก็ยอมรับว่าแอร์โดกันพูดดูมีเหตุผล แต่ในปัจจุบัน ตุรกีอ้างว่าเครื่องบินรบรัสเซียบินแฉลบไปในเขตแดนตุรกีแม้แค่ 17 วินาที กลับยิงตก
ประเด็นก็คือ ๑.รัฐบาลมะกัน ซีเรียและรัสเซียยืนยันตรงกันว่าเครื่องบินมิได้ละเมิดพรมแดนซีเรียแต่อย่างใด ๒.คนยิงนักบินรัสเซียที่กระโดดร่มจนตายกลางอากาศเป็นกลุ่มชาวตุรกี นำโดยชาวตุรกี ๓.ผู้สื่อข่าวตุรกีบางสำนักรู้ล่วงหน้าแล้วว่าเครื่องบิน Su24 ของรัสเซียจะบินผ่านมาให้ยิง จึงไปรอถ่ายรูปไว้ล่วงหน้าแล้ว ทั้งปวงเหล่านี้ อาจทำให้มีคนคิดได้ว่าการยิงเครื่องบินดังกล่าวจึงเป็นเจตนายิงโชว์มากกว่า

วันอังคารที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

จากยุคฆ่าคอมมิวนิสต์ไม่บาปมาถึง ถ้าพระตาย1รูปเผา1มัสยิด..?เรามาถึงจุดนี้ได้ยังไงประเทศไทย

พระมหาอภิชาติลั่นหมดเวลาปรานีชายแดนใต้ ผุดไอเดีย “ถ้าพระตาย 1 รูป ก็ให้เผา 1มัสยิด”

   
2609
SHARE 
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 29 ต.ค. 58 เวลา 19.48 น. ผู้ใช้เฟซบุ๊กบัญชีชื่อ “พระมหาอภิชาติ ปุณฺณจนฺโท วัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม” ของ พระมหาอภิชาติ ปุณฺณจนฺโท หัวหน้าพระวิทยากรประจำพระอารามหลวง วัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม โพสต์ภาพพร้อมข้อความในลักษณะสาธารณะเพื่อแนะนำให้ชาวพุทธตอบโต้ต่อการกระทำ ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้ โดยระบุว่าหมดเวลาแล้วที่ชาวพุทธจะใช้คำว่า “เมตตาปรานี” พร้อมเสนอว่า ถ้าพระใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ถูกระเบิดหรือถูกยิงตาย 1 รูป ด้วยน้ำมือของโจรก่อการร้ายมลายู ต้องแลกกับการไปเผามัสยิดทิ้งไป 1 มัสยิด โดยเริ่มจากภาคเหนือลงมาเรื่อยๆ21972323734_0d91ac9d5f
พระมหาอภิชาติ กล่าวว่า มันถึงเวลาแล้วที่รัฐจะต้องติดอาวุธให้กับชาวพุทธในภาคใต้ ไม่ใช่ให้ชาวพุทธหรือพระสงฆ์ต้องถูกฆ่าหรือถูกวางระเบิดตายวันละคนโดยที่พวก เขาไม่สามารถจะปกป้องตัวเองได้เลย เพราะรัฐบังคับใช้กฎหมายการพกอาวุธที่เคร่งครัดเกินไปสำหรับชาวพุทธใน พื้นที่จนพวกเขาไร้วิธีที่จะตอบโต้กับโจรมลายูพวกนั้น
ที่ผ่านมารัฐปล่อยให้ชาวพุทธถูกกระทำอยู่ฝ่ายเดียวมาเป็น 10 ปีแล้ว มันหมดเวลาแล้วที่ชาวพุทธจะใช้คำว่า “เมตตาปรานี” กับกลุ่มโจรมลายูพวกนี้ เพราะพวกมันไม่เคยเมตตาต่อชาวพุทธเลยแม้แต่น้อย ขนาดพระสงฆ์ที่ชราภาพมันยังฟันคอเกือบขาดแล้วใช้น้ำมันราดเผาสดๆ จนตายอย่างทุกข์ทรมาน เจ้าหน้าที่ทหารและชาวไทยพุทธถูกฆ่าตัดคออย่าไร้ความปรานีมาหลายรายแล้ว
“ถ้าพระใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ถูกระเบิดหรือถูกยิงตาย 1 รูป ด้วยน้ำมือของโจรก่อการร้ายมลายู ต้องแลกกับการไปเผามัสยิดทิ้งไป 1 มัสยิด โดยเริ่มจากภาคเหนือลงมาเรื่อยๆ แล้วก็ขับไล่ลัทธินั้นออกไปจากพื้นที่ทุกวิถีทางจนกว่าจะไม่เหลือคนที่ นับถือลัทธินั่นเลยแม้แต่คนเดียวในพื้นที่นั่นๆ และต่อต้านการเข้ามาของลัทธินี้ทุกอย่างในจังหวัดนั้นๆ โดยกระทำการต่อต้านทุกวิถีทาง” พระมหาอภิชาติ เสนอ
พระมหาอภิชาต กล่าวต่อว่า นี้แค่แนะนำวิธีให้นะ จะทำหรือไม่ทำก็ขึ้นอยู่กับพวกท่านเอง เวลานี้เราต้องเมตตาเฉพาะผู้ที่ควรเมตตาเท่านั้น แต่เราจะไม่เมตตากับคนในลัทธิที่เข้ามาทำร้ายรุกรานคร่าชีวิตพวกเราชาวพุทธ ก่อนอย่างเด็ดขาด
แต่ถ้าชาวพุทธยังมีความกลัวหรือขี้ขลาดตาขาวอยู่ในหัวใจ ก็จงรีบยกแผนดินที่ท่านเกิดให้เขาไปครอบครองเสีย แล้วพวกท่านก็รีบอพยพไปหาแผ่นดินใหม่อาศัยซุกหัวนอนเอาเถิด หากไม่รีบไปพวกท่านอาจจะถูกบั่นคอเอาได้เหมือนกับที่ชาวพุทธในภาคใต้โดนมา แล้ว
“หากชาวพุทธคิดว่าวิธีนี้เหมาะสมแล้วก็แชร์บอกต่อไปเถิด แต่ถ้าคิดว่าไม่เหมาะสมอ่านแล้วก็ผ่านไป ไม่ต้องสนใจ” พระมหาอภิชาติ กล่าว
22407138060_f8f6238927อย่างไรก็ตามมีผู้เข้าไปแสดงความเห็นทักท้วงเรื่องมาตรการดังกล่าวในโพสต์ของพระมหาอภิชาติว่ารุนแรงไปหรือไม่ด้วย