PR

@@ในความเคลื่อนไหวของสถานการณ์ที่ปรากฎเป็น"ข่าว"และ"ไม่เป็นข่าว"พยายามสแกนย่นย่อมานำเสนอและเป็นไว้เป็นฐานข้อมูลสังเคราะห์สถานการณ์ ที่นี่ "ข่าวที่ไม่เป็นข่าว"
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ กฎหมายกะข่าว แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ กฎหมายกะข่าว แสดงบทความทั้งหมด

วันพุธที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

มีชัย เตือน! รัฐบาลหน้า หากไม่ทำตามยุทธศาสตร์ชาติ20 ปี เข้าข่ายทำผิดรธน.

“มีชัย” ถก กม.ยุทธศาสตร์ชาติ ย้ำ รบ.หน้าไม่ทำ ส่อผิด รธน. แย้ม แก้ไขได้แต่ต้องถาม ปชช.ก่อน เชื่อ คสช. ดูเวลาเหมาะสมปลดล๊อคพรรคการเมืองทำกิจกรรม
วันนี้ (30 พ.ย.) ที่โรงแรมเอบิน่า เฮ้าส์ นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.)ให้สัมภาษณ์ถึงผลการหารือกับ คสช.เมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายนที่ผ่านมาว่า ณ ขณะนี้ได้มีการหารือถึงการจัดทำร่าง พ.ร.บ.ยุทธศาสตร์ชาติ ซึ่งตนจะเข้าหารือกับสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติในนามกฤษฏีกาด้วย ทั้งนี้หลังจากร่างรัฐธรรมนูญถูกประกาศใช้แล้ว กฎหมายว่าด้วยวิธีจัดทำยุทธศาสตร์และกฎหมายว่าด้วยวิธีจัดทำการปฏิรูปนั้น ก็จะต้องออกมาภายในระยะเวลา 120 วันเช่นกัน ดังนั้น คงต้องรีบจัดทำให้เสร็จ และจากนั้นก็จะนำไปสู่การมียุทธศาสตร์และวิธีการปฏิรูปภายในระยะเวลา 1 ปี ส่วนที่ฝ่ายการเมืองกลัวกันว่ายุทธศาสตร์ชาติจะไปบังคับการทำงานของรัฐบาลหลังจากนี้นั้น คิดว่าเวลาเขียนวิธีจัดทำกฎหมายต่างๆ รัฐบาลจะต้องรับฟังความเห็นจากประชาชน ฝ่ายที่เกี่ยวข้อง และต้องคำนึงถึงสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปด้วย ยุทธศาสตร์ชาติก็เปรียบเสมือนกับการจัดทำแผนพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งที่ผ่านมาถูกทอดทิ้งพอสมควร เวลาจัดทำแผนพัฒนาเศรษฐกิจ 5 ปี ถ้าหากรัฐบาลถัดๆมาไม่ทำตามก็เท่ากับว่าเสียของ ต้องมาเริ่มนับหนึ่งใหม่อยู่เรื่อยๆ
“ยุทธศาสตร์ที่กำลังจะถูกกำหนดขึ้นมาใหม่นั้นจะเป็นยุทธศาสตร์ระยะเวลายาวถึง 20 ปี เพื่อกำหนดว่าอนาคตของประเทศไทยข้างหน้า จะมีหน้าตาจะเป็นอย่างไร การกำหนดยุทธศาสตร์ไม่ได้คิดขึ้นมาได้เองแต่เกิดจากแม่น้ำสายต่างๆอาทิ สปท. สนช. ได้ไปรับฟังความเห็นจากภาคส่วนต่างๆมา แล้วนำมาจัดทำเป็นยุทธศาสตร์อนาคต สมมติว่า รัฐบาลนี้มีแผนกำหนดว่าประเทศไทยวันข้างหน้าต้องเป็นแบบ 4.0 แต่พอรัฐบาลใหม่มา เขากลับกำหนดว่า ไม่เอา กลับไปขี่เกวียนดีกว่า เอาแค่ 1.0 พอ เขาก็ต้องไปทำกระบวนการถามความเห็นชาวบ้าน ถ้าชาวบ้านเขาเห็นด้วยว่าขี่เกวียน จะได้ไม่เหม็นน้ำมัน รัฐบาลก็ต้องไปปรับยุทธศาสตร์ว่าให้ขี่เกวียนแทน แล้วถ้าชาวบ้านเอาก็ไม่มีใครเขาห้าม นี่เป็นกระบวนวิธีการ ไม่มีบทลงโทษ แต่ถ้ารัฐบาลไม่ทำตามยุทธศาสตร์ เขาก็จะได้ชื่อว่าจงใจไม่ปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ แม้กฎหมายจะไม่มีโทษอะไร แต่ในรัฐธรรมนูญก็ได้กำหนดโทษของการไม่ปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญอยู่แล้ว เว้นแต่ว่ารัฐบาลนั้นได้เปลี่ยนยุทธศาสตร์ชาติโดยผ่านการรับฟังความเห็นของประชาชนมาก่อน”นายมีชัย กล่าว
เมื่อถามถึงขั้นตอนและกำหนดการเวลาจัดทำพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ นายมีชัย กล่าวว่า กรธ.ได้ทำตามระยะเวลาที่กำหนดไว้ในร่างรัฐธรรมนูญ แต่ต้องระวัง ไม่ควรออกกฎหมายมารวดเดียว เพราะถ้าทำแบบนั้นก็จะดูเหมือนว่าเป็นการกลั่นแกล้งพรรคการเมือง ส่วนเรื่องการปลดล๊อคให้พรรคการเมืองได้ทำกิจกรรมทางการเมืองนั้น ไม่ใช้เรื่องของกรธ. แต่ขึ้นอยู่กับ คสช.และรัฐบาลจะเป็นผู้ปลดล๊อคให้ ดังนั้นกรธ.ก็ต้องนึกถึงเขาว่าจะมีกำหนดเวลาทำงานได้เมื่อไร จะสามารถทำงานได้นานเท่าไรด้วย ถ้ากำหนดระเวลาสั้นไป เขาคงลำบาก

เมื่อถามต่อถึงความเห็นการปลดล๊อคห้ามทำกิจกรรมทางการเมืองว่าควรจะกำหนดให้ทำได้หลังจาก พ.ร.บ.ที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งออกมาครบทั้ง 4 ฉบับ อาจจะมีปัญหาได้ เพราะจะเข้าสู่ระยะเวลาการเลือกตั้งภายใน 150 วันแล้ว นายมีชัย กล่าวว่า พ.ร.บ.ทั้ง 4 ฉบับคงออกมาพรวดเดียวไม่ได้ คงต้องออกมา 2 ฉบับก่อน คือ พ.ร.บ.ว่าด้วยพรรคการเมืองและว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง หลังจากนั้น จึงจะรู้ว่าควรจะต้องใช้เวลากี่วัน แล้ว กรธ.ก็จะคำนวนเวลาที่จะต้องออก พ.ร.บ.อีก 2 ฉบับ คือ พ.ร.บ.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.และ ที่มา ส.ว. ทั้งนี้ตนเชื่อว่าทางรัฐบาลและ คสช.นั้นคงจะดูแลในเรื่องกำหนดเวลาที่เหมาะสมตรงนี้อยู่แล้ว คงจะไม่เกิดปัญหาตรงนี้ อย่างไรก็ตาม ทั้งหมดยังพูดในวันนี้ไม่ได้ เพราะยังไม่รู้ว่าเมื่อส่งร่าง พ.ร.บ.ไปให้ สนช.พิจารณาแล้ว สนช.จะแก้อย่างไรบ้าง หากเมื่อถึงเวลานั้นก็คงจะมีการปรับกำหนดเวลาที่เหมาะสมกันอีกทีหนึ่ง

วันพุธที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2559

งบการเงินมัด! หจก.‘ปฐมพล’ ปิกอัพ‘ซูซูกิ’1 คัน -ไม่มีที่ดิน อาคาร ฟันงาน 155.6 ล.

ชัดๆ เปิดงบการเงิน หจก. 'ปฐมพล จันทร์โอชา' ปี 57 เครื่องมือเครื่องใช้ แค่ 5 หมื่นบ. เพิ่มเป็น 1.6 ล.ปี 58 รถปิกอัพ‘ซูซุกิ แคร์รี่’ราคา 3 แสน 1 คัน ไม่มีที่ดิน อาคาร ก่อนฟันโครงการรัฐ 2 หน่วยงานรัฐ - ทัพภาค 3 กว่า 155.6 ล.
piidddddddd26 916
กรณีห้างหุ้นส่วนจัด (หจก.) คอนเทมโพรารี คอนสตรัคชั่น ของนายปฐมพล จันทร์โอชา บุตรชาย ปลัดกระทรวงกลาโหม เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ เป็นคู่สัญญารับเหมาก่อสร้างเป็นคู่สัญญารับเหมาหน่วยงานภาครัฐทั้งสิ้น 11 โครงการ (สัญญา) รวมวงเงิน 155,603,000 บาท เป็นโครงการของกองทัพบก (กองทัพภาคที่ 3) จำนวน 7 โครงการ 97,651,000 บาท (ธ.ค.57-เม.ย.59) สำนักงานทรัพยากรน้ำภาค 9 กรมทรัพยากรน้ำ 1 โครงการ 44,887,000 บาท (5 มี.ค. 58) และ องค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) พิษณุโลก 3 โครงการ 13,065,000 บาท (ส.ค.-ต.ค.58) (อ่านประกอบ : เปิดขุมทรัพย์! หจก.‘ปฐมพล จันทร์โอชา’ 11 สัญญา 155.6 ล. - ‘ทัพภาค 3’ 97.6 ล.)
สำนักข่าวอิศรา www.isrnews.org รายงานไปก่อนหน้านี้ว่า ที่ตั้ง หจก.คอนเทมโพรารี คอนสตรัคชั่น เลขที่ 128/31/007 ตำบลอรัญญิก อำเภอเมืองพิษณุโลก จังหวัดพิษณุโลก เป็นบ้านพักในค่ายสมเด็จพระเอกาทศรถ ขณะเดียวกกันงบการเงิน ปี 2555-5656 ไม่มีรายได้ ช่วงปี 2557 สินทรัพย์ 11 ล้านบาท เครื่องจักรอุปกรณ์ 7 แสน หนี้สิน 9 ล้าน (อ่านประกอบ: ที่ตั้ง หจก. ‘ปฐมพล จันทร์โอชา’ อยู่ในค่ายทหาร-แจ้งงบการเงินมีเครื่องมือ 7 แสน)
ล่าสุดพบว่า หจก.คอนเทมโพรารี คอนสตรัคชั่น นับตั้งแต่ก่อตั้งเมื่อ วันที่ 4 พฤษภาคม 2555 จนถึงสิ้นปี 2558 ไม่มีที่ดินและอาคารสำนักงาน ปัจจุบันมีเครื่องมือ อุปกรณ์ และพาหนะเพียง 1,777,756 บาท (ราคาสุทธิ) ในจำนวนนี้เป็นรถยนต์ ซูซุกิ แคร์รี ปิกอัพเพียง 1 คน มูลค่า 340,934 บาท ( ราคาก่อนหักค่าเสื่อม ราคา 70,428 บาท)
มีรายละเอียดดังนี้
ปี 2555 งบการเงิน มีสินทรัพย์ 997,622 บาท ( เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสด) หนี้สิน 5,000 บาท (ค่าสอบบัญชี) งบกำไรขาดทุน ไม่มีรายได้ มีค่าใช้จ่ายในการบริหาร 7,378 บาท ขาดทุนสุทธิ 7,378 บาท
ปี 2556 งบการเงิน สินทรัพย์ 997,622 บาท (เท่าปี 2555) หนี้สิน 5,000 บาท (ค่าจ้างและบริการค้างจ่าย) งบกำไรขาดทุนไม่มีรายได้ มีค่าใช้จ่ายในการบริหาร 5,000 บาท
1ppp
2ppp
ปี 2557 งบการเงิน สินทรัพย์ 11,025,515 บาท แบ่งเป็น สินทรัพย์หมุนเวียน 3 รายการ 10,639,941 บาท ได้แก่ เงินลดและรายการเทียบเท่าเงินสด 266,984 บาท ลูกหนี้การค้าและลูกหนี้อื่น 9,583,177.57 บาท หนี้สินหมุนเวียนอื่น 789,869 บาท ทรัพย์สินไม่หมุนเวียน 385,574 บาท ได้แก่ เครื่องมือเครื่องใช้
อาทิ สว่าน กระแทก ตู้เชื่อม เครื่องจี้ปูน ฯลฯ ราคาที่ซื้อ 46,881 บาท ราคาสุทธิ 46,881 บาท และ ยานพาหนะ รถยนต์ SUZUKI CARRY PIC UP 1 คัน ราคาซื้อ 340,934 บาท ราคาสุทธิ 338,692 บาท หนี้สิน 9,092,666 บาท งบกำไรขาดทุน รายได้ 9,583,186 บาท ค่าใช้จ่าย 9,114,515 บาท กำไรสุทธิ 445,227 บาท
6ppp
7ppp
ปี 2558 งบการเงิน สินทรัพย์ 9,537,331 บาท สินทรัพย์หมุนเวียน 3 รายการ 7,759,575 บาท
ได้แก่ เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสด 806,633 บาท ลูกหนี้การค้าและลูกหนื้อื่น 6,161,028 บาท สินทรัพย์หมุนเวียนอื่น 791,913 บาท สินทรัพย์ ไม่หมุนเวียน 1,777,756 บาท ได้แก่ เครื่องมือเครื่องใช้ 1,677,701 บาท ยานพาหนะ 340,934 บาท (เท่าเดิม) และเครื่องใช้สำนักงาน 59,100 บาท หักค่าเสื่อมราคา 299,979 บาท งบกำไรขาดทุน รายได้ 45,342,927 บาท ค่าใช้จ่าย 42,882,788 บาท กำไรสุทธิ 1,968,111 บาท
3ppp
4ppp
5ppp
น่าสังเกตว่า
1.ไม่มีที่ดินอาคารมาตั้งแต่ก่อตั้งเดือน พ.ค. 2555
2.นับแต่ก่อตั้งเพิ่งมีรายได้ช่วงปี 2557-2558 รวม 54,926,113 บาท (ตัวเลขที่ปรากฎในงบการเงิน)
3.ปี 2557-2558 มีพาหนะเพียง รถยนต์ SUZUKI CARRY PIC UP ราคา 340,934 บาท เพียง 1 คัน
ทั้งหมด คือ สถานะทางบัญชีผู้คว้างานรัฐอย่างน้อย 11 โครงการ 155.6 ล้านบาท

วันจันทร์ที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

คุณจะรู้สึกอย่างไรหากถูกตำรวจซ้อม ขู่ฆ่า และข่มขืน จนต้องรับสารภาพในความผิดที่ตัวเองยืนยันว่าไม่ได้ทำ ?

ลงชื่อเรียกร้องความยุติธรรมให้คุณแม่ลูกสองที่ถูกตำรวจซ้อมและข่มขืนให้รับสารภาพ


คุณจะรู้สึกอย่างไรหากถูกตำรวจซ้อม ขู่ฆ่า และข่มขืน
จนต้องรับสารภาพในความผิดที่ตัวเองยืนยันว่าไม่ได้ทำ ?
  • เยซีเนีย อาร์เมนตา (Yecenia Armenta) เป็นผู้หญิงธรรมดาและคุณแม่ลูกสองชาวเม็กซิกัน แต่ในปี 2555 เธอถูกตำรวจนอกเครื่องแบบลักพาตัว และกล่าวหาว่าเธอมีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุฆาตกรรมสามีของเธอเอง
  • เธอถูกตำรวจปิดตา ใส่กุญแจมือ ซ้อมทรมานอย่างทารุณ ทุบตี และข่มขื่น รวมแล้วนานถึง 15 ชั่วโมง เพื่อบังคับให้เธอรับสารภาพว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุฆาตกรรมดังกล่าว 
  • ตำรวจกลุ่มดังกล่าวยังขู่ว่าจะจับตัวลูก 2 คนของเธอมาข่มขื่นและฆ่า เยซีเนีย อาร์เมนตาจึงยอมลงชื่อในเอกสารคำรับสารภาพทั้งๆ ที่ยังถูกปิดตาอยู่ และไม่ได้อ่านเนื้อหาในเอกสารแม้แต่คำเดียว 
  • เธอถูกขังอยู่ในเรือนจำมานาน 3 ปีแล้ว หลังถูกตั้งข้อหาฆาตกรรม โดยมีหลักฐานสำคัญคือจากเอกสารคำรับสารภาพดังกล่าวซึ่งได้มาจากการทรมาน
  • เม็กซิโกเกิดกรณีการทรมานโดยเจ้าหน้าที่รัฐมากมาย ทั่วโลกจึงควรร่วมกันเรียกร้องความยุติธรรมให้กับเยซีเนีย อาร์เมนตา เพื่อแสดงพลังให้รัฐบาลเม็กซิโกทั้งระดับประเทศและท้องถิ่นเห็นว่านานาชาติกำลังจับตาดูพวกเขาอย่างใกล้ชิด และเพื่อนำไปสู่การยุติการทรมานอย่างสมบูรณ์ในอนาคต
ข้อเรียกร้องถึงอัยการสูงสุดรัฐซีนาลัวของเม็กซิโก
พวกเรามีความกังวลอย่างมากต่อกรณีของเยซีเนีย อาร์เมนตา (Yecenia Armenta) คุณแม่ลูก 2 ชาวเม็กซิกันที่ถูกตำรวจลักพาตัวไปทรมาน ข่มขืน และขู่ฆ่าเธอและครอบครัวของเธอ เพื่อให้เธอสารภาพว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกัลเหตุฆาตกรรมสามีของตนเอง พวกเราจึงขอเรียกร้อง
  • ให้ยกเลิกข้อกล่าวหาต่อเยซีเนีย อาร์เมนตา และให้ปล่อยตัวเธอจากเรือนจำ 
  • ให้ดำเนินการสอบสวนอย่างเต็มรูปแบบและเป็นกลางเกี่ยวกับการทรมานต่อเยซีเนีย อาร์เมนตาโดยทันที และให้นำตัวผู้ที่เกี่ยวข้องกับการทรมานดังกล่าวมาลงโทษ
ข้อมูลเพิ่มเติม
        เมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม 2555 เยซีเนีย อาร์เมนตา (Yecenia Armenta) หญิงชาวเม็กซิกันและคุณแม่ลูกสองขับรถออกจากบ้านในรัฐซีนาลัวเพื่อไปส่งพี่สาวและพี่สะใภ้ที่สนามบิน ระหว่างทางมีตำรวจนอกเครื่องแบบเรียกให้จอดรถเพื่อหยุดตรวจ และบังคับให้ผู้หญิงทั้งหมดเข้าไปนั่งในรถตำรวจ จากนั้นมีการแยกตัวเยซีเนียออกจากคนอื่นๆ โดยตำรวจใช้ผ้าปิดตาและใส่กุญแจมือเธอไว้ ก่อนนำไปขึ้นรถอีกคัน พร้อมกับเริ่มกล่าวหาว่าเธอมีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุฆาตกรรมสามีของเธอเอง ซึ่งถูกยิงในที่สาธารณะเพียงสัปดาห์เดียวก่อนหน้านั้น
        พวกเขาสอบปากคำและทรมานเธออย่างทารุณ เยซีเนีย อาร์เมนตา เล่าว่าเธอถูกทุบตี ข่มขื่น ถูกครอบศีรษะด้วยถุงพลาสติกเพื่อให้ขาดอากาศหายใจ และถูกบังคับให้อยู่ในสภาพที่เหมือนจมน้ำ ซ้ำเล่าซ้ำเล่าราว 15 ชั่วโมง เพื่อให้เธอรับสารภาพว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุฆาตกรรมดังกล่าว
        ยิ่งไปกว่านั้น ตำรวจกลุ่มดังกล่าวยังขู่ว่าจะนำลูกทั้ง 2 คนของเธอมาข่มขืนและฆ่าทิ้งด้วย สุดท้าย หลังถูกทรมานและข่มขืนอย่างยาวนาน เยซีเนีย อาร์เมนตายอมลงชื่อในเอกสารคำรับสารภาพทั้งๆ ที่ถูกปิดตาอยู่ เธอบอกว่าไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเนื้อหาในเอกสารดังกล่าวเป็นอย่างไรเพราะไม่มีโอกาสได้อ่าน
        หลังจากนั้น เยซีเนีย อาร์เมนตา ได้รับการตรวจร่างกายโดยแพทย์ของหน่วยงานอัยการ แต่ผลการตรวจกลับระบุว่าเยซีเนียไม่มีอาการบาดเจ็บแต่อย่างใด อย่างไรก็ตาม หลายเดือนต่อมา เมื่อมีการนำตัวเยซีเนีย อาร์เมนตาไปฝากขัง คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนในพื้นที่ซึ่งเข้าเยี่ยมเธอพบร่องรอยบาดแผลและสภาพบวมช้ำทั่วร่างกาย จึงขอให้มีการตรวจสอบโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญอิสระอีก 2 ครั้ง โดยทั้ง 2 ครั้งได้ข้อสรุปตรกันว่าเธอถูกทรมาน
        จนถึงตอนนี้ เยซีเนีย อาร์เมนตา ถูกกักขังอยู่ในเรือนจำมาเป็นเวลากว่า 3 ปี โดยถูกตั้งข้อกล่าวหาฆาตกรรมจากเอกสารคำรับสารภาพที่เธอถูกบังคับให้นั่นเอง
        เยซีเนีย อาร์เมนตาสมควรได้รับอิสรภาพและความยุติธรรม เธอเปิดเผยว่าไม่อยากมีชีวิตอยู่ในคุกต่อไปแม้แต่อีกวันเดียว จึงถึงเวลาแล้วที่ทั่วโลกจะร่วมกันเรียกร้องความยุติธรรมให้กับคุณแม่คนนี้ ด้วยการลงชื่อกดดันให้รัฐบาลเม็กซิโกทั้งระดับประเทศและระดับท้องถิ่นปล่อยตัวเธอ ตลอดจนนำตัวผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกบัการทรมานครั้งนี้มาลงโทษ

ลายเซ็นของคุณสำคัญอย่างไร?
  • แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล รณรงค์ช่วยเหลือผู้ที่ถูกละเมิดสิทธิมนุษยชนในแคมเปญ “จดหมายรัก(ษ์)สิทธิ” (WRITE FOR RIGHTS-W4R) มากกว่า 200 ประเทศ/ดินแดนทั่วโลกเป็นประจำทุกปี
  • ทุกครั้งที่คุณเข้าร่วมกิจกรรมของเรา ตั้งแต่การลงชื่อ เขียนจดหมาย ส่งอีเมล์ หรือแม้แต่ทวีตข้อความ ทั้งหมดจะได้รับรวบรวมอย่างปลอดภัยและเป็นระบบ ก่อนจะส่งไปยังรัฐบาลของประเทศที่มีการละเมิดสิทธิมนุษยชน
  • รายชื่อและข้อเรียกร้องจากนานาประเทศจะช่วยเพิ่มแรงกดดันให้รัฐบาลในประเทศที่เกิดการละเมิดสิทธิมนุษยชนให้นำความยุติธรรมมาสู่ผู้ที่ถูกละเมิด เช่น การไต่สวนคดีใหม่ การปล่อยตัว การอภัยโทษ การยุติโทษประหาร
  • ผู้ที่ถูกละเมิดสิทธิมนุษยชนในแคมเปญ W4R จะเปลี่ยนหน้าไปทุกปี ในแต่ละปีมีทั้งกรณีที่ยังต้องเรียกร้องต่อไปและกรณีที่ประสบความสำเร็จจากการลงชื่อของคนทั่วโลก อ่านเพิ่มเติมได้ที่ความสำเร็จของ W4R
  • ในปี 2558 แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย เลือกรณรงค์ทั้งหมด 3 กรณี ได้แก่ การละเมิดสิทธิมนุษยชนในเมียนมาร์ มาเลเซีย และเม็กซิโก ครอบคลุมประเด็นการชุมนุมอย่างสงบ เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น และการทรมาน

ล้อมวงเสวนาว่าด้วย "กฎหมาย" จาก4มุมมอง โดย นิธิ-เกษียร-สมภาร-วรเจตน์

22พ.ย.58 มติชน


วันนี้ (22 พฤศจิกายน 2558) มีงานสัมมนาวิชาการประจำปีการศึกษา 2558 ในหัวข้อ "กฎหมายคืออะไร" ที่ห้อง LT 1 มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ ซึ่งจัดขึ้นโดยหลักสูตรประกาศนียบัตรบัณฑิตทางกฎหมายมหาชน มีการให้ความรู้และมุมมองจากหลากหลายสาขา อาทิ นิติศาสตร์ รัฐศาสตร์ ประวัติศาสตร์ และปรัชญา โดยวิทยากรในงานประกอบด้วย นิธิ เอียวศรีวงศ์, เกษียร เตชะพีระ, สมภาร พรมทา, วรเจตน์ ภาคีรัตน์ และดำเนินรายการโดย ปิยบุตร แสงกนกกุล
ผศ.ดร. ปิยบุตร แสงกนกกุล เริ่มต้นด้วยการกล่าวว่า ในทางนิติศาสตร์ตัวบทกฎหมายไม่ใช่เพียงคำสั่งของรัฐ แต่มีมิติที่มากกว่านั้น ทั้งในทางประวัติศาสตร์ รัฐศาสตร์ ปรัชญา ฯ ซึ่งนั่นคือโจทย์ของวงเสวนาในครั้งนี้ที่จะมาร่วมกันอธิบายว่ากฎหมายคืออะไรในมุมมองต่างๆ

มุมมองประวัติศาสตร์


ศ.ดร.นิธิ เอียวศรีวงศ์ นักคิด นักเขียน และนักด้านประวัติศาสตร์ชื่อดัง ระบุว่า กฎหมายในสังคมรัฐโบราณมักถือเอากฎที่อยู่เหนือกว่าผู้ปกครองมาใช้ในการปกครอง แต่ต่อมาหลักการนี้ถูกปฏิเสธโดยนักคิดกลุ่มปฏิฐานนิยม (Positivism) ที่เชื่อว่ากฎหมายคือคำสั่งของรัฐที่มีประโยชน์ต่อคนหมู่มาก

นิธิ อธิบายต่อว่า แต่บางสำนักอย่างสำนักตีความก็เชื่อว่า กฎหมายเป็นการอธิบายสังคม เพียงแต่การอธิบายนั้นๆจะต้องได้รับความยินยอมจากมวลชน

"แต่การที่คนพูดอะไรไม่ตรงหู(ของผู้มีอำนาจ)แล้วถูกเรียกไปปรับทัศนคติจะเรียกว่าเป็นกฎหมายหรือไม่เพราะหากจะถือว่าเป็นกฎหมายก็ต้องถือว่าสิ่งนี้เป็นคำอธิบายที่ดีที่สุดในสังคมแล้ว" นิธิ กล่าว

นิธิ เสนอว่า คำสั่งของรัฐที่จะเป็นกฎหมายได้ต้องมี 4 ประการ อันได้แก่

1.ความยินยอมพร้อมใจของประชาชน ซึ่งหมายความรวมถึงกฎหมายต้องปรับเปลี่ยนได้ตามบริบทสังคม
2.กระชับและชัดเจน ผู้บังคับใช้กฎหมายต้องใช้วิจารณญาณส่วนตนให้น้อยที่สุด
3.ไม่เลือกปฏิบัติ ต้องมีความเสมอภาคในการบังคับใช้กฎหมาย
และ 4.ต้องผ่านกระบวนการยุติธรรมที่ยุติธรรม

"แต่ภายใต้ระบอบที่คำสั่งไม่ได้เป็นไปตาม 4 ข้อที่ว่ามา เราจะอยู่กันอย่างไร เราอาจหวังให้มันเป็นเรื่องชั่วคราว วันหนึ่งมันจะหมดไป แต่ผมเสนอว่า หากมีโอกาสเราต้องปฏิรูปกฎหมาย ในแง่ที่ว่าต้องปฏิรูปทั้งศาล อัยการ ตำรวจ เรือนจำ เพราะปัญหาของกฎหมายไทยมันแยะมาก" นิธิ กล่าวทิ้งท้าย

มุมมองรัฐศาสตร์


ศ.ดร.เกษียร เตชะพีระ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า การปกครองในรัฐสมัยใหม่กระทำผ่านสองอย่างคือ การใช้กำลังบังคับ และการสร้างความยินยอมพร้อมใจ

เกษียร ระบุว่า สำหรับการใช้กำลังบังคับของรัฐสมัยย่อมใช้กฎหมายเป็นฐานในการสร้างความชอบธรรม และใช้ความยินยอมของประชาชนเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผลมากขึ้น

เกษียร อธิบายถึงฐานความชอบธรรมของกฎหมายว่าประกอบด้วยหลักปัจเจกบุคคล และความสมเหตุสมผลของกฎหมายในการปกครอง ซึ่งมองว่าหัวใจหลักของการมีกฎหมายลายลักษณ์อักษรคือการกำกับ กำจัด ควบคุมอำนาจของผู้ทรงอาญาสิทธิ์ในรัฐแบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์

"แต่ในสังคมไทยการใช้กฎหมาย แทนที่จะใช้เพื่อกำกับอำนาจของรัฐเพื่อให้ประชาชนมีสิทธิเสรีภาพ แต่กลับใช้เพื่อเสริมอำนาจรัฐ และลิดรอนสิทธิเสรีภาพ" เกษียร กล่าว

เกษียร กล่าวเพิ่มเติมว่า หัวใจของหลักนิติธรรมคือรัฐบาลต้องมีอำนาจจำกัด หรือพูดอีกอย่างว่าต้องไม่ก้าวล้ำเข้าสู่เส้นของสิทธิเสรีภาพพลเมือง

มุมมองปรัชญา


ศ.ดร.สมภาร พรมทา อาจารย์ภาควิชาปรัชญา คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า กฎหมายคือสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นซึ่งในทางปรัชญามักตั้งคำถามว่าการอยู่ในรัฐที่มีกฎหมายกำกับ แต่หากเราไม่ชอบกฎหมายนั้นๆ เราจะอยู่กับมันได้อย่างไร หรือพูดง่ายๆคือ เราจะอยู่ในรัฐอย่างไรกับกฎหมายที่เราไม่ชอบ

"ข้อดีของปรัชญาคือการอยู่กับสิ่งที่ไม่ชอบ แต่เราจะมีหนทางทำให้มันดีขึ้นได้อย่างไร และยังตั้งคำถามด้วยว่าเราจำต้องอยู่ภายใต้อิทธิพลของมันหรือไม่" สมภาร กล่าว

สมภาร ยกตัวอย่างกฎหมายโดยอิงแนวคิดของสำนักปฏิฐานนิยมว่า การอยู่ในสังคมที่มีกฎหมายกำกับ แม้ว่าเราจะไม่ชื่นชอบกฎหมายนั้นๆ แต่สิ่งสำคัญคือเราต้องอย่าลืมว่า คำสั่งหรือกฎหมายนั้นๆมีอยู่จริง และใช้ได้จริง ซึ่งเราจำต้องยอมรับเพราะมันเป็นของจริงและมีผลจริงต่อชีวิตของเรา

มุมมองนิติศาสตร์


รศ.ดร.วรเจตน์ ภาคีรัตน์ อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เริ่มต้นด้วยการกล่าวติดตลกว่า หากถามว่ากฎหมายคืออะไรก็ขอให้ลองฝ่าฝืนดู แต่เอาเข้าจริงมองว่าคำอธิบายเรื่องกฎหมายคืออะไรยากกว่านั้น เพราะคำถามว่ากฎหมายคืออะไรนั้นถูกตั้งขึ้นกว่า 200 ปีมาแล้วโดยนักปรัชญาชาวเยอรมัน อิมมานูเอล คานท์ ซึ่งจนถึงทุกวันนี้ก็ยังไม่ได้คำตอบที่เป็นอันยุติ

"แต่มองว่าในรัฐสมัยใหม่กฎหมายมีภารกิจมาก ทั้งเพื่อสร้างสันติ ส่งเสริมศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และสิทธิเสรีภาพ แต่คำถามคือกฎหมายที่ขัดแย้งกับศีลธรรม หรือกฎหมายที่อยุติธรรมจะถือว่าเป็นกฎหมายหรือไม่
" วรเจตน์ กล่าว

วรเจตน์ อธิบายต่อถึงกฎหมายในมุมของสำนักคิดกฎหมายบ้านเมือง และสำนักกฎหมายธรรมชาติที่มีความแตกต่างทางความคิดในบางประเด็น เพราะสำนักแรกมองกฎหมายในมุมมองของโลกแบบปรากฏการณ์ แต่สำนักหลังมองโลกในมุมมองทางคุณค่า จนในยุคหลังได้มีนักคิดที่พยายามผนวกรวมเอาสองสำนักนี้มารวมเข้ากันเพื่ออธิบายว่ากฎหมายคืออะไร

"แต่ปัญหาของกฎหมายไทยคือการขัดกันของหลักการผู้มีอำนาจมักเขียนกฎหมายที่ให้ความชอบธรรมกับการกระทำที่ยังไม่เกิดขึ้นซึ่งขัดกับหลักสามัญสำนึกเพราะเป็นการทำให้สิ่งที่ยังไม่เกิดขึ้นในอนาคตชอบด้วยกฎหมาย เลยเสนอว่าต่อไปถ้าจะเอาให้มากกว่านั้น ก็ควรจะเพิ่มต่อไปเลยว่า การกระทำในอนาคตใดๆ(ของผู้มีอำนาจ) ย่อมชอบด้วยกฎหมายทั้งภพนี้และภพหน้า" วรเจตน์ กล่าวทิ้งท้าย

วันพฤหัสบดีที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

ประมูล4Gใครได้ประโยชน์

การประมูลคลื่นความถี่ย่าน 1800MHz ของ กสทช. ในช่วง 2 วันที่ผ่านมา มีผลลัพธ์ที่เหนือความคาดหมายทั้งในแง่ตัวเลขเงินที่ประมูล และความยืดเยื้อยาวนานของการประมูลที่กินเวลารวมเกือบ 2 วันเต็ม
คำถามที่หลายคนสงสัยคือคลื่น 1800MHz มีอะไรน่าสนใจ จนบรรดาโอเปอเรเตอร์ต้องต่อสู้กันดุเดือดถึงเพียงนี้ อันนี้เป็นบทวิเคราะห์ขั้นต้นแบบด่วนๆ หลังประกาศผลประมูลครับ (ข้อมูลอาจไม่ครบถ้วนนัก และวิเคราะห์ด้วยยอดรวมการประมูลของแต่ละบริษัทเท่านั้น ไม่ได้สนใจจังหวัการประมูลแต่ละขั้นตอนนะครับ)

แย่งคลื่นกันไปทำไม

คำถามแรกที่ทุกคนถามคงเป็นว่าทำไมต้องแข่งประมูลกันดุเดือดขนาดนี้ คำตอบคงขึ้นกับมุมมองของโอเปอเรเตอร์แต่ละรายด้วย (เดี๋ยวคงมีบทสัมภาษณ์ตามมาในหน้าสื่อต่างๆ) แต่ในภาพรวมแล้ว ผมคิดว่าโอเปอเรเตอร์ทุกรายมองอนาคตของธุรกิจการสื่อสารไร้สายว่ามีแต่จะโตขึ้น ไม่มีทีท่าจะลดลง ในขณะที่ทรัพยากรคลื่นความถี่มีจำกัด ดังนั้นความอยู่รอดทางธุรกิจในระยะยาวย่อมขึ้นกับว่าโอเปอเรเตอร์แข่งขันได้เรื่องปริมาณคลื่นในมือมากน้อยแค่ไหน
บริการโทรคมนาคมในอดีต ผูกตัวเทคโนโลยีในยุคนั้นกับความถี่แต่ละย่าน เช่น 900/1800MHz สำหรับบริการ 2G หรือ 2100MHz สำหรับบริการ 3G ส่งผลให้คลื่นช่วงความถี่ที่ไม่ได้รับความนิยม ไม่มีมูลค่าในเชิงเศรษฐกิจมากนัก (เพราะได้ไปก็อาจหาอุปกรณ์รองรับยาก เช่น True 3G 850MHz ช่วงแรกๆ) อย่างไรก็ตาม ความก้าวหน้าของเทคโนโลยีโทรคมนาคม ส่งผลให้ปัจจัยเรื่องย่านความถี่ไม่เป็นปัญหามากเท่าเดิม เทคนิคการรวมคลื่นความถี่หลายย่านในการส่งข้อมูลครั้งเดียว (carrier aggregation) เริ่มถูกนำมาใช้ในวงกว้าง โดยเฉพาะใน LTE Advanced ที่จะมาถึงเราในไม่ช้า
ดังนั้น ในภาพใหญ่แล้ว โอเปอเรเตอร์ย่อมต้องการสะสมคลื่นความถี่ในมือให้มากไว้ก่อน เพื่อประโยชน์ด้านการแข่งขันในระยะยาวที่ได้เปรียบคู่แข่ง ตราบเท่าที่กำลังเงินในมือจะอำนวย

ลำดับของการประมูลคลื่นในอนาคตที่มองเห็น

เมื่อเข้าใจภาพใหญ่เรื่องการสะสมคลื่นในมือให้มากแล้ว ในรายละเอียด เราต้องมาดูกันว่าแผนการประมูลคลื่นความถี่ของ กสทช. ในอนาคตระยะที่มองเห็นนั้นเป็นเช่นไร
ตามกำหนดของ กสทช. ปี 2558 จะมีการประมูลคลื่นความถี่ 2 ครั้งคือ 1800MHz ของ True/DPC เดิม (ครั้งนี้) และ 900MHz ของ AIS 2G เดิมในเดือนธันวาคม จากนั้นจะมีคลื่นสัมปทาน 2G ล็อตสุดท้ายคือ ย่าน 1800MHz ของ dtac ที่จะหมดสัมปทานในปี 2561 ซึ่งยังไม่แน่ชัดว่าจะได้ประมูลเมื่อไร (2561 บวกลบเล็กน้อย)
คลื่นย่านอื่นที่เหลืออยู่ในการครอบครองของหน่วยงานของรัฐหลายแห่ง เช่น TOT, CAT, MCOT รวมถึงหน่วยงานด้านความมั่นคงอื่นๆ ซึ่งที่ผ่านมาก็แสดงท่าทีชัดเจนว่าไม่ค่อยอยากส่งคลื่นคืนกลับ กสทช. เพื่อจัดสรรใหม่สักเท่าไรนัก ในทางปฏิบัติแล้ว เราจึงอาจถือได้ว่าคลื่นที่ว่างและรอนำมาจัดสรรใหม่ จึงมีแค่คลื่น 3 ย่านในย่อหน้าก่อนหน้านี้

การประมูลคือความเสี่ยง การจัดประมูลคือความเสี่ยงยิ่งกว่า

ประวัติการจัดประมูลของ กสทช. ที่ผ่านมาก็มีความไม่แน่นอนอยู่หลายครั้งด้วยปัจจัยหลายประการ ตั้งแต่การประมูล 2100MHz ของ กทช. ที่ถูกล้มประมูลไป, การประมูลคลื่น 1800MHz (รอบนี้) ที่ล่าช้าอันเนื่องมาจากตัว กสทช. เองและคำสั่งเลื่อนของ คสช. หลังการรัฐประหารในปี 2557 ทำให้ภาคเอกชนมีความเสี่ยงในการปล่อยให้คลื่นภายใต้สัมปทานเดิมหมดอายุ และไม่สามารถการันตีได้ว่าจะมีสิทธิใช้คลื่นย่านใหม่อีก "เมื่อไร"
เพราะถ้าหากคลื่นเดิมของตัวเองหมดอายุ และไม่สามารถหาคลื่นอื่นมาทดแทนได้ล่วงหน้า นั่นอาจหมายถึงโอเปอเรเตอร์รายนั้นต้องออกจากธุรกิจนี้ไปเลยด้วยซ้ำ การซื้อกิจการ Hutch ของ True เมื่อหลายปีก่อน เกิดขึ้นด้วยเหตุผลเดียวกัน เพราะคลื่น 1800MHz ของ True ใกล้หมดอายุ และตอนนั้นไม่สามารถการันตีได้ว่าการประมูล 2100MHz จะเกิดขึ้นเมื่อไร
การประมูลครั้งนี้ก็เช่นเดียวกัน โอเปอเรเตอร์ไม่มีทางรู้ได้เลยว่าคลื่น 1800MHz ชุดนี้จะได้ประมูลหรือไม่ (เพราะก่อนวันประมูลก็มีสหภาพของรัฐวิสาหกิจยื่นฟ้องศาลปกครอง แม้สุดท้ายศาลจะไม่สั่งคุ้มครองชั่วคราว) แถมการประมูลรอบถัดไปคือ 900MHz ก็ยังมีความเสี่ยงที่จะไม่ได้ประมูล ถ้าพิจารณาจากข่าวที่รัฐบาลเตรียม "เช็คบิล" AIS ในฐานะคู่สัมปทานเดิมของ TOT
ทางออกที่ปลอดภัยที่สุดย่อมเป็นการคว้าคลื่นที่มองเห็นและจับต้องได้ให้อุ่นใจไว้ก่อน ดีกว่าไปหวังน้ำบ่อหน้าที่ไม่รู้ว่าจะถูกเลื่อนอีกหรือไม่ ผมเชื่อว่าปัจจัยนี้เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้การประมูลรอบนี้เกิดการแข่งขันสูงมาก

ผลการประมูล

เราทราบกันแล้วว่า ผลการประมูลจบลงด้วยชัยชนะของกลุ่ม AIS และ True โดยมียอดตัวเลขดังนี้ (เรียงจากมากไปน้อย)
  • AIS 40,986 ล้านบาท (ชนะสล็อต 2)
  • True 39,792 ล้านบาท (ชนะสล็อต 1)
  • Jas 38,966 ล้านบาท
  • Dtac 17,504 ล้านบาท
ตัวเลขนี้สามารถวิเคราะห์แนวทางการประมูลได้คร่าวๆ ดังนี้
AIS - หลังชนฝา ยังไงก็ต้องชนะ
AIS เป็นเบอร์หนึ่งของวงการโทรศัพท์มือถือไทยมายาวนาน เหตุผลสำคัญเป็นเพราะบุกเข้ามายังตลาดนี้เป็นรายแรก ภายใต้สัมปทานคลื่น 900MHz กับ TOT
อย่างไรก็ตาม ปี 2558 นี้เป็นปีที่สัมปทานดั้งเดิมของ AIS หมดลง ส่งผลให้ AIS มีคลื่นในครอบครองเพียงย่านเดียวคือ 2100MHz ที่ชนะการประมูลมาในรอบก่อน คลื่นชุดนี้มีความกว้างเพียง 15MHz ย่อมไม่เพียงพอสำหรับการให้บริการลูกค้า AIS จำนวน 37 ล้านเลขหมาย
AIS ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องชนะการประมูล เพื่อถือครองคลื่นความถี่ชุดที่สองให้จงได้ เพราะความเสียหายจากการแพ้ประมูลย่อมรุนแรงกว่าราคาประมูลมาก
True - เดินหน้าสะสมความถี่
ปัจจุบันกลุ่ม True มีคลื่นในมืออยู่ 2 ย่านคือ 2100MHz จากการประมูล และ 850MHz จากการซื้อกิจการ Hutch และเซ็นสัญญาร่วมการงานกับ CAT แถมยังมีอายุคลื่นทั้งสองชุดเหลืออีกนาน ถ้าเทียบสถานการณ์แล้ว True ถือว่า "ชิว" ที่สุดในบรรดาผู้เข้าร่วมประมูลทุกราย
แต่อย่างที่บอกไปว่าการสะสมความถี่เป็นเรื่องสำคัญสำหรับโอเปอเรเตอร์ยุคถัดไป อีกทั้งคลื่น 1800MHz เป็นคลื่นชุดเดิมที่ True เคยใช้งาน (กับบริการ 2G หรือ Orange เดิม) การที่ True จะเดินหน้าลุย สู้ราคาประมูลจึงไม่ใช่เรื่องที่น่าแปลกใจนัก แถมฐานะทางการเงินของบริษัทก็ดีขึ้นมาก หลังจากได้ China Telecom เข้ามาถือหุ้น และจัดทัพภายในของตัวเองใหม่ โดยตั้งกองทุนโครงสร้างพื้นฐาน True GIF ที่ระดมทุนมาได้พอสมควร
Jas - น้องใหม่ไฟแรงเฟร่อ
กลุ่มจัสมิน (Jas) เป็นหน้าใหม่ของวงการโทรศัพท์มือถือ แต่เป็นหน้าเก่าของวงการโทรคมนาคมไทย ตั้งแต่บริการโทรศัพท์บ้าน TT&T, บริการบรอดแบนด์ 3BB และในเครือเองยังขยายมายังธุรกิจสื่อ (Mono) ด้วย การขยับมาทำบริการโทรศัพท์มือถือจึงเป็นส่วนต่อขยายโดยธรรมชาติของ Jas และที่ผ่านมาบริษัทก็ออกตัวชัดเจนว่าต้องการประมูลคลื่นมาทำ 4G ให้จงได้
ถึงแม้ Jas จะไม่ชนะการประมูล แต่ราคาประมูลที่แพ้แบบฉิวเฉียด (38,966 ล้านบาท) ก็เป็นหลักฐานยืนยันชัดเจนว่า Jas เนี่ยแหละเป็นตัวป่วนสนาม ส่งผลให้การแข่งขันดุเดือดได้ขนาดนี้ และแสดงให้เห็นถึงความจริงจังของ Jas ที่ต้องการขยายไลน์บริการของตัวเอง ไม่ได้แค่สักแต่โม้เพียงอย่างเดียว
Dtac - ยังพอยิ้มได้ แม้หมอบไพ่ก่อน
สิ่งที่หลายคนแปลกใจคงเป็น Dtac เบอร์สองของวงการมือถือไทย ที่หยุดประมูลตั้งแต่ราคา 1.7 หมื่นล้านบาท (และนั่งเล่นรอในห้องอีกข้ามวัน) คลื่นในมือของ Dtac มีย่าน 2100MHz จากการประมูล และย่าน 1800MHz อีกชุดที่จะหมดสัญญาสัมปทานในปี 2561
การที่ Dtac ทิ้งไพ่ ไม่ยอมทุ่มเงินเพื่อชิงคลื่น 1800MHz ชุดนี้มาครอง จึงพอเข้าใจได้เช่นกันว่าอยู่ในสภาพไม่ได้ไม่เสียอะไร และในแง่ของการเงินอาจดีด้วยซ้ำที่ไม่ต้องประมูลคลื่นแพง เพราะ Dtac ยังมีเวลาหายใจไปอีกราว 3 ปีก่อนคลื่นของตัวเองจะหมดอายุ
อย่างไรก็ตาม เมื่อเวลานั้นมาถึง Dtac จะมีสภาพคล้ายกับ AIS ในการประมูลรอบนี้ คือหลังชนฝาไม่เหลืออะไรแล้ว ต้องทุ่มสุดตัวเอาคลื่นมาให้ได้ ดังนั้นสิ่งที่น่าจับตาคือการประมูลคลื่น 900MHz ในเดือนธันวาคม ที่ Dtac น่าจะเอาจริงมากขึ้นกว่ารอบนี้

ก้าวต่อไป จะเกิดอะไรขึ้นในการประมูลคลื่น 900MHz

เหตุการณ์ช็อตต่อไปที่ต่อเนื่องกับการประมูลคลื่น 1800MHz รอบนี้ คือคลื่น 900MHz ในวันที่ 15 ธันวาคม โดยมีรูปแบบคล้ายกันคือประมูล 2 ใบอนุญาต (ช่วงกว้างคลื่น 10MHz ต่อใบอนุญาต) ซึ่งผู้เข้าร่วมประมูลทั้ง 4 รายจะเหมือนกับการประมูลรอบนี้
ฉากทัศน์ (scenario) ที่เป็นไปได้มี 2 แนวทาง
  • การแข่งขันลดความรุนแรงลง เนื่องจาก AIS และ True ได้คลื่น 1800MHz ไปแล้ว ช่วยผ่อนคลายความตึงเครียดจากการไม่มีคลื่นสะสมในมือ และสองรายข้างต้นใช้เงินกับการประมูล 1800MHz ไปมากพอสมควรแล้ว
  • การแข่งขันรุนแรงเหมือนเดิม ด้วยเหตุผลว่าโอเปอเรเตอร์ทุกรายยังต้องการสะสมคลื่นเหมือนเดิม
คำตอบคงขึ้นกับสภาพการแข่งขันของโอเปอเรเตอร์ทั้ง 4 ราย แต่โดยส่วนตัวแล้ว ผมเชื่อว่าสภาพการณ์จะคล้ายการประมูลครั้งนี้ (แต่อาจลดความเข้มข้นลงมาเล็กน้อย) นั่นคือ AIS จะเอาคลื่นเพิ่มอีก (ยิ่งเป็น 900MHz เดิมที่ตัวเองเคยใช้งาน) ส่วน Jas จะไม่มีทางเลือกอื่นแล้วถ้าต้องการเข้าสู่ตลาด 4G ในปีนี้ (เพราะไม่รู้ว่าประมูลงวดหน้าเมื่อไร) แถมเรายังเห็น "หน้าตัก" ของ Jas แล้วว่าสามารถทุ่มได้เกือบ 4 หมื่นล้านบาท ดังนั้นในการประมูลงวดหน้า Jas น่าจะสู้ไม่ถอยอย่างแน่นอน
ส่วนกรณีของ Dtac จะรับความกดดันสูงขึ้น เพราะพลาด 1800MHz มาแล้ว เพื่อความปลอดภัยควรครอง 900MHz ให้ได้สักใบ จะดีกว่าการมีแค่คลื่น 2100MHz แล้วไปรอคลื่น 1800MHz ของตัวเองหมดอายุสัมปทาน สุดท้ายคือ True ดูจะสบายใจที่สุด เพราะมีคลื่นในมือแล้ว 3 ย่าน (850/1800/2100) ถ้าได้ 900MHz มาอีกก็จะยิ่งแข็งแกร่ง แต่ถ้าไม่ได้ก็ไม่เสียหายอะไรมาก

ราคาประมูลแพง ค่าบริการจะแพงด้วยหรือไม่?

คำถามอีกข้อที่คนถามกันมากคือโอเปอเรเตอร์แข่งกันกดราคาคลื่นจนแพงกว่าที่คาดมาก ผู้บริโภคจะได้รับผลกระทบมากน้อยแค่ไหน
ถ้าใช้ทฤษฎีการแข่งขันมาอธิบาย ต้องบอกว่าค่าบริการจะถูกหรือแพง ขึ้นกับสภาพการแข่งขันในตลาด (competition) เป็นหลัก ต่อให้ประมูลคลื่นมาแพง แต่ถ้าสภาพการแข่งขันสูง ราคาจะลดลงมาเองโดยธรรมชาติ ในทางกลับกัน ต่อให้คลื่นถูกประมูลได้ในราคาถูก แต่ถ้าสภาพการแข่งขันน้อย บริษัทก็จะรวมหัวกัน "ฮั้วค่าบริการ" แบบอ่อนๆ เพื่อกินส่วนต่างกำไรที่ดีกว่า
ดังนั้นถ้าหากว่า Jas เกิดชนะการประมูล 900MHz ขึ้นมา และส่งผลให้โอเปอเรเตอร์ไทยเพิ่มจาก 3 เป็น 4 ราย สภาพการแข่งขันในตลาดย่อมเยอะขึ้นไปด้วย แต่ถ้า Jas แพ้ประมูลอีก สภาพการแข่งขันก็จะเหมือนเดิม (ในแง่นี้ก็ควรเชียร์ให้ Jas ชนะประมูลนะครับ เพื่อการแข่งขันที่มากขึ้น)
นอกจากนี้ยังมีประเด็นว่าทุกวันนี้เราไม่ได้ใช้บริการโทรศัพท์บนคลื่นชุดเดียว (เช่น True ให้บริการ 3G บนคลื่น 850MHz และ 4G บนคลื่น 2100MHz) ซึ่งคลื่นแต่ละย่านมีที่มาที่ไป มีต้นทุนแตกต่างกัน การคิดมูลค่าการประมูลคลื่นย่านเดียวกับแพ็กเกจค่าบริการทั้งหมด อาจไม่ถูกต้องนัก และในทางปฏิบัติแล้ว ค่าคลื่นเป็นแค่ต้นทุนส่วนหนึ่งของโอเปอเรเตอร์เท่านั้น ยังมีต้นทุนค่าดำเนินการ (operating cost) มาเป็นปัจจัยร่วมด้วยเช่นกัน
ส่วนการประมูลคลื่นในราคาแพง จะส่งผลต่อกำไรของบริษัทและปันผลที่จะจ่ายให้ผู้ถือหุ้นหรือไม่ อันนี้คงเป็นเรื่องของผู้ถือหุ้นแต่ละรายที่จะประเมินความเสี่ยงในการลงทุนของตัวเองครับ

วันพุธที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

กฎหมายจัดการแก็งทวงหนี้

ค.ร.ม. ไฟเขียว ลงดาบ “เเก๊งทวงหนี้”
หากเก็บดอกเบี้ยเกินร้อยละ 15 เเม้เขียนในสัญญา
“สรรเสริญ” เผย ! ครม. เห็นชอบ พ.ร.บ.ห้ามเก็บดอกเบี้ยเกินร้อยละ15 เเม้เขียนไว้ในสัญญา พร้อมลงดาบ “เเก๊งทวงหนี้”เเน่ หากเรียกเก็บเงินเกิน ชี้ ถ้า จนท.รัฐเอี่ยว โทษเพิ่มขึ้นอีก
วันนี้(4 พ.ย.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 3 พ.ย. ที่ผ่านมา พล.ต.สรรเสริฐ เเก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้เเถลงภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) ว่า “ครม.เห็นชอบร่าง พ.ร.บ.ห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา ตามที่กระทรวงยุติธรรมเสนอ โดยร่างกฎหมายดังกล่าว มีสาระสำคัญคือห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราร้อยละ 15 แม้ว่าจะเขียนไว้ในสัญญา แต่ถ้าปฏิบัติไม่สอดคล้อง ก็ถือว่ามีความผิด ”
“รวมถึงการเรียกรับประโยชน์อื่นให้มีความผิดจำคุกไม่เกิน 3 ปี ปรับไม่เกิน 3 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ถ้าสมคบกันเกิน 2 คนขึ้นไป หรือเรียกว่าแก๊งทวงหนี้ จะมีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี ปรับไม่เกิน 5 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ถ้ามีเจ้าหน้าที่ของรัฐเข้าไปเกี่ยวข้องจะถูกเพิ่มโทษเข้าไปอีกครึ่งหนึ่ง เช่น กรณีแก๊งทวงหนี้ที่มีโทษปรับไม่เกิน 5 แสนบาท จะเพิ่มเป็น 7.5 แสนบาท เป็นต้น ถ้ากรณีที่ศาลลงโทษจำคุกรอลงอาญา ศาลอาจเรียกเงินประกัน หรือห้ามประกอบอาชีพใดอาชีพหนึ่ง เพื่อป้องกันไม่ให้ทำซ้ำ หรือข่มขู่ลูกหนี้”
........................
ที่มา: http://politic.tnews.co.th/content/167549/

หลักการกฎหมายกรณีลานเบียร์

Fundamental Legal Principles หลักพื้ันฐานแห่งกฎหมาย - มานิตย์ จุมปา
3 ชม.
ข่าวกฎหมายน่าสนใจ: นักกฎหมายงง ลานเบียร์จ่อผิดกฎ จัดมานานแต่เพิ่งขู่จะฟัน ชี้รัฐต้องชัด-แจ้งล่วงหน้า
นายสราวุธ เบญจกุล เลขาธิการสำนักอบรมศึกษากฎหมายแห่งเนติบัณฑิตยสภา มือกฎหมายยังงงกรณีลานเบียร์อาจเข้าข่ายผิดกฎหมาย ชี้ต้องประกาศล่วงหน้า ถ้ารัฐมองว่าผิดแต่ที่ผ่านมายังไม่บังคับใช้ โผล่มาโป้งเดียวทำประชาชนสับสน
จากกรณีที่กระทรวงสาธารณสุขระบุว่าการจัด "กิจกรรมลานเบียร์" อาจเข้าข่ายการกระทำผิดกฎหมาย ซึ่งรวมถึงการนำกลยุทธ์มิวสิค มาร์เก็ตติ้งเข้ามาใช้ อาทิ ในรูปแบบของการเป็นสปอนเซอร์ จัดคอนเสิร์ต มิวสิคเฟสติวัล ซึ่งอาจเป็นการจัดกิจกรรมสื่อสารการตลาด (อ่านข่าวเพิ่มเติม)
ทีมข่าวสอบถามนายสราวุธ เบญจกุล เลขาธิการสำนักอบรมศึกษากฎหมายแห่งเนติบัณฑิตยสภา เพื่อสอบถามในประเด็นดังกล่าวด้านการตีความทางกฎหมาย
นายสราวุธอธิบายว่ากิจกรรมลานเบียร์มีจัดมาหลายปีแล้ว หากดูในข้อกฎหมายควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ก็มีใช้นานแล้ว เพราะฉะนั้นหากระบุว่าการจัดกิจกรรมลานเบียร์ผิดก็ยังไม่ทราบว่าผิดตรงไหน
"มันอยู่ที่คนบังคับใช้กฎหมาย แต่ก็ไม่เข้าใจว่าตัวลานเบียร์มันผิดอย่างไร ยังไม่ทราบเลย แล้วอย่างนี้ร้านค้าขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์จะถือว่าผิดกฎหมายด้วยหรือเปล่า?" นายสราวุธตั้งข้อสังเกต
ในแง่กฎหมาย นายสราวุธ ระบุว่า ถ้ารัฐปล่อยให้คนทำผิดกฎหมาย วันหนึ่งมาบอกว่าสิ่งนี้ทำไม่ได้เพราะผิดกฎหมาย ก็จะทำให้ประชาชนสับสน หากรัฐมองว่าเรื่องนี้ผิดแต่ไม่บังคับใช้ แต่อยู่มาวันหนึ่งบอกว่าจะบังคับใช้ย่อมสร้างความสับสนอีก อย่างไรก็ตาม ควรมีการประกาศก่อนล่วงหน้า
"ไม่มีใครอยากทำผิดกฎหมาย แต่กฎหมายจะต้องมีความชัดเจนในตัวมันเองด้วยว่าอันไหนทำได้ อันไหนทำไม่ได้ ประชาชนต้องรู้ก่อน ไม่ใช่ว่าปล่อยให้ทำไป แล้วมาบอกว่าอันนี้ทำไม่ได้ มันผิดกฎหมาย กฎหมายมันต้องชัดเจน ผมว่าตรงนี้สำคัญ หลังจากนี้คงต้องไปตามดูว่าผู้บังคับใช้กฎหมายจะว่าอย่างไร" นายสราวุธ กล่าวทิ้งท้าย

วันอังคารที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

มาตรา116 ปลุกปั่นยุยง

ความผิดฐาน “ยุยงปลุกปั่น” ตามป.อาญา มาตรา 116 ในยุคคสช.
“มาตรา ๑๑๖ ผู้ใดกระทำให้ปรากฎแก่ประชาชนด้วยวาจา หนังสือ หรือวิธีอื่นใด อันไม่ใช่เป็นการกระทำภายในความมุ่งหมายแห่งรัฐธรรมนูญ หรือไม่ใช่เพื่อแสดงความคิดเห็นโดยสุจริต
(1) เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในกฎหมายแผ่นดินหรือรัฐบาล โดยใช้กำลังข่มขืนใจ หรือใช้กำลังประทุษร้าย
(2) เพื่อให้เกิดความปั่นป่วน หรือกระด้างกระเดื่องในหมู่ประชาชน ถึงขนาดที่จะก่อความไม่สงบขึ้นในราชอาณาจักร หรือ
(3) เพื่อให้ประชาชน ล่วงละเมิดกฎหมายแผ่นดิน ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินเจ็ดปี”
หลังรัฐประหารในปี 2557 ข้อหา"ยุยงปลุกปั่น" ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 116 ถูกใช้มากขึ้นเรื่อยๆ ผู้ที่ถูกตั้งข้อหา มักเป็นผู้ที่แสดงความคิดเห็นทางการเมืองในทางตรงข้ามกับรัฐบาลหรือคสช. โดยมีลักษณะการกระทำที่แตกต่างกันไป เช่น
- ลงข่าวคนชุมนุมทางการเมืองผิดวัน
ชัชวาลย์ (http://freedom.ilaw.or.th/th/case/664) นักข่าวอิสระจากจังหวัดลำพูน ถูกดำเนินคดีเพราะรายงานข่าวการชุมนุมต่อต้านการรัฐประหารผิดวัน จากวันที่ 26 พฤษภาคม 2557 เป็นวันที่ 1 มิถุนายน 2557 ต่อมาศาลทหารจังหวัดเชียงใหม่พิพากษายกฟ้อง เนื่องจากจำเลยเพียงนำเสนอข่าวเหตุการณ์ประจำวัน และโจทก์ไม่อาจนำสืบจนสิ้นสงสัยได้ว่า จำเลยมีเจตนาสร้างความกระด้างกระเดื่องในหมู่ประชาชน
- ติดป้ายประชดขอแยกประเทศล้านนา
ชาวเชียงราย 3 คน ได้แก่ ออด ถนอมศรี และสุขสยาม (http://freedom.ilaw.or.th/th/case/638) ถูกจับเมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2557 และถูกดำเนินคดี จากการติดป้ายซึ่งเขียนข้อความขอแบ่งแยกประเทศล้านนา ต่อมาจำเลยทั้งสามถูกตัดสินจำคุกคนละ 4 ปี แต่ศาลลดโทษให้ 1 ใน 4 เหลือจำคุก 3 ปีเพราะจำเลยให้การเป็นประโยชน์ และให้รอการลงโทษไว้ 5 ปี
-โพสต์เฟซบุ๊กให้คนออกมาชุมนุม
สมบัติ บุญงามอนงค์ (http://freedom.ilaw.or.th/th/case/604) ถูกจับเมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2557 หลังคสช.มีคำสั่งเรียกรายงานตัวแล้วไม่ยอมปฏิบัติตาม ก่อนถูกจับกุม สมบัติโพสต์เฟซบุ๊กและทวิตเตอร์เชิญชวนประชาชนออกมาชุมนุมต่อต้าน คสช.จนถูกดำเนินคดี 116 เพิ่ม ปัจจุบันคดีอยู่ระหว่างการพิจารณาที่ศาลทหารกรุงเทพ
-โปรยใบปลิวที่มีคำว่า เผด็จการจงพินาศ ประชาธิปไตยจงเจริญ
สิทธิทัศน์ และวชิร (http://freedom.ilaw.or.th/th/case/644) ถูกดำเนินคดีจากการโปรยใบปลิว ที่มีข้อความต่อต้านคสช. ที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย นอกจากนี้ก็มีพลวัฒน์ (http://freedom.ilaw.or.th/th/case/659) ที่ถูกดำเนินคดีจากการโปรยใบปลิวต่อต้านคสช. 4 จุดในอ.เมือง จ.ระยอง
- โพสต์เฟซบุ๊กหมิ่นประมาทนายกรัฐมนตรี
รินดา(http://freedom.ilaw.or.th/th/case/682) ถูกดำเนินคดีจากการโพสต์เฟซบุ๊กกล่าวหาว่า พล.อ.ประยุทธ์ โอนเงินหมื่นล้านไปสิงคโปร์ ปัจจุบันคดีอยู่ในชั้นพิจารณาของศาลทหารกรุงเทพ
- เดินเท้าไปศาล
พันธ์ศักดิ์ (http://freedom.ilaw.or.th/case/662) หนึ่งในสี่ผู้ต้องหาคดี "เลือกตั้งที่(รัก)ลัก" (http://freedom.ilaw.or.th/th/case/658) ถูกดำเนินคดีเพิ่มเติม จากการทำกิจกรรม “พลเมืองรุกเดิน” กิจกรรมเดินเท้าไปศาลทหาร เพื่อเรียกร้องความเป็นธรรม ระหว่างวันที่ 14-16 มีนาคม 2558 ปัจจุบันคดีอยู่ในชั้นพิจารณาของศาลทหารกรุงเทพ ซึ่งศาลนัดสอบคำให้การวันที่ 5 พฤศจิกายน 2558
- มอบดอกไม้ให้นักกิจกรรม "พลเมืองรุกเดิน"
ล่าสุด ปรีชา ชายวัย 77 ถูกดำเนินคดีจากการมอบช่อให้ พันธ์ศักดิ์ ซึ่งเดินรณรงค์เรียกร้องไม่ให้พลเรือนขึ้นศาลทหาร
วิญญัติ ชาติมนตรี ทนายความและเลขาธิการ กลุ่มนักกฎหมายอาสาเพื่อสิทธิมนุษยชน (กนส.) กล่าวกับเว็บไซต์ประชาไทในวันที่ 26 ตุลาคม 2558 ว่า เหตุแห่งคดีนี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2558 ปรีชา ซึ่งเป็นข้าราชการบำนาญ ไปสังเกตการณ์พันธ์ศักดิ์ที่กำลังเดินเท้ารณรงค์ให้ยุติการนำพลเรือนขึ้นศาลทหาร
ต่อมาเมื่อพันธ์ศักดิ์ เดินมาถึงบริเวณอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย มีคนนำดอกไม้ไปให้พันธ์ศักดิ์ พร้อมกับเชิญชวนให้ปรีชาซึ่งยืนสังเกตการณ์อยู่ให้นำดอกไม้ไปมอบให้พันธ์ศักดิ์ด้วย ปรีชาจึงนำดอกไม้ไปมอบให้พันธ์ศักดิ์ เมื่อพันธ์ศักดิ์ออกเดินต่อไปยังมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ปรีชาก็ตามไปสังเกตการณ์ต่อ
หลังกิจกรรมในวันนั้น ปรีชายังใช้ชีวิตตามปกติ จนมาถูกจับกุมขณะที่กำลังผ่านด่านตรวจคนเข้าเมืองเพื่อข้ามไปเที่ยวฝั่งลาว เพราะมีหมายจับในฐานข้อมูลของเจ้าหน้าที่ ในวันที่ 25 ตุลาคม 2558 ปรีชาถูกนำตัวมายัง สน.ชนะสงคราม ซึ่งรับผิดชอบท้องที่เกิดเหตุ และถูกควบคุมตัวไว้ 1 คืน ก่อนที่จะถูกส่งตัวไปศาลทหารกรุงเทพเพื่อขออำนาจฝากขังในวันต่อมา
ศาลอนุญาตให้ฝากขังปรีชาในวันที่ 26 ตุลาคม 2558 ทนายจาก กนส. ยื่นคำร้องขอประกันตัวซึ่งศาลทหารอนุญาตให้ปล่อยตัวปรีชาโดยตีราคาประกัน 150,000 บาท นอกจากจะถูกดำเนินคดีตามมาตรา 116 แล้ว ปรีชายังถูกตั้งข้อกล่าวหาร่วมชุมนุมเกิน 5 คน ด้วย
(http://www.prachatai.com/journal/2015/10/62115)
ตั้งแต่การรัฐประหาร พฤษภาคม 2557 มีผู้ถูกตั้งข้อหา/ดำเนินคดีตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 116 แล้วอย่างน้อย 26 คน

ดูรายละเอียดตารางการตั้งข้อหาทั้งหมด --->http://freedom.ilaw.or.th/politically-charged

วันศุกร์ที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2558

'สมลักษณ์' ยัน รบ.ไร้อำนาจสั่งจ่ายค่าเสียหายข้าว


'สมลักษณ์' ยัน รบ.ไร้อำนาจสั่งจ่ายค่าเสียหายข้าว
29/10/58

อดีตผู้พิพากษาศาลฎีกา และป.ป.ช. ยืนยัน รัฐบาลไร้อำนาจออกคำสั่งปกครองเรียกค่าเสียหายโครงการรับจำนำข้าวจากอดีตรัฐบาล ระบุ กฎหมายละเมิดใช้กับนักการเมืองไม่ได้ และคดีอาญายังไม่สิ้นสุด พร้อมระบุว่า รัฐบาลควรใช้กระบวนการยุติธรรมปกติผ่านการฟ้องศาลแพ่ง

อดีตผู้พิพากษาศาลฎีกา ยังคัดค้านเหตุผลของรองนายกรัฐมนตรี ที่ระบุความจำเป็นในการเรียกค่าเสียหาย กรณีคำสั่งทางปกครองมีอายุความเพียง 2 ปี  โดยนางสาวสมลักษณ์ ยืนยันหากฟ้องแพ่งตามปกติ อายุความก็จะสะดุดลง และเป็นไปตามหลักนิติธรรมมากกว่า

นอกจากนี้อดีตผู้พิพากษาศาลฎีกา ยังพบปัญหาการเรียกร้องค่าเสียหายที่ยังไม่ชัดเจน เพราะศาลฎีกายังไม่มีคำพิพากษาในคดีอาญา พร้อมกังวลว่า หากรัฐบาลตัดสินใจออกคำสั่งจริง อาจเป็นบรรทัดฐานที่น่าห่วงใยในอนาคต เพราะรัฐบาลต่อๆมาอาจไม่กล้าทำโครงการใหญ่อีก

ก่อนหน้านี้รัฐบาลตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง เพื่อออกคำสั่งทางปกครองเรียกค่าเสียหายดังกล่าว โดยอ้างอิงกฎหมายความรับผิดทางละเมิด ภายหลังกระแสคัดค้านและข้อถกเถียง ยังไม่ชัดเจนว่ารัฐบาลจะออกคำสั่งปกครอง หรือนำข้อมูลมาฟ้องต่อศาลแพ่งแทน

วันจันทร์ที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2558

ว่าด้วยรถใหญ่รถเล็กใครผิด



....มีเรื่องที่คนส่วนใหญ่มักจะเข้าใจผิดกันอยู่เรื่องหนึ่งคือ เข้าใจว่าเมื่อรถเฉี่ยวชนกันรถใหญ่จะเป็นฝ่ายผิด โดยเฉพาะผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์กว่าร้อยละ 95 เข้าใจว่า ถ้าเกิดเฉี่ยวชนกับรถยนต์แล้ว รถยนต์เป็นฝ่ายผิด ซึ่งเป็นการเข้าใจผิด ๆ เพราะไม่มีบทบัญญัติของกฎหมายใด ๆ บัญญัติไว้เช่นนั้น

.....การที่รถยนต์เกิดการเฉี่ยวชนกับรถยนต์ด้วยกันหรือเฉี่ยวชนกับรถจักรยานยนต์ หรือรถจักรยานยนต์เฉี่ยวชนกับรถจักรยานยนต์ด้วยกัน ฝ่ายใดจะเป็นฝ่ายผิดหรือถูกก็ต้องพิจารณาว่า ฝ่ายใดเป็นฝ่ายประมาท


.....ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 59 วรรคสี่ บัญัติว่า กระทําโดยประมาท ได้แก่กระทําความผิดมิใช่โดยเจตนา แต่กระทําโดยปราศจากความระมัดระวังซึ่งบุคคลในภาวะเช่นนั้นจักต้องมีตามวิสัยและพฤติการณ์ และผู้กระทําอาจใช้ความระมัดระวังเช่นว่าน้ันได้แต่หาได้ใช้ให้เพียงพอไม่

.....ตัวอย่างของการกระทำโดยประมาท เช่น การขับรถยนต์หรือจักยานยนต์ด้วยความเร็วสูงแล่นจี้รถที่แล่นอยู่ข้างหน้าในระยะกระชั้นชิดเมื่อรถคันหน้าหยุดกะทันหัน คันที่แล่นตามหลังมาก็หยุดไม่ทันชนท้ายคันหน้า เช่นนี้ ผู้ขับขี่รถคันหลังเป็นฝ่ายประมาทเพราะอาจใช้ความระมัดระวังโดยการขับขี่ทิ้งระยะห่างจากคันหน้าในระยะที่สามารถหยุดรถได้ทัน เมื่อมีเหตุฉุกเฉินแต่ไม่ได้ใช้ หรือกรณีที่รถแล่นออกมาจากถนนซอยเมื่อถึงถนนใหญ่ก็แล่นออกไปเลยโดยผู้ขับขี่ไม่ได้ดูว่ามีรถแล่นมาหรือไม่ และถูกรถที่แล่นมาตามถนนใหญ่เฉี่ยวชน เช่นนี้ รถคันที่แล่นออกมาจากถนนซอยเป็นฝ่ายประมาทเพราะอาจใช้ความระมัดระวังโดยผู้ขับขี่ต้องดูเสียก่อนว่ามีรถแล่นผ่านมาหรือไม่ หรือกรณีที่แล่นตัดหน้ารถคันอื่นกะทันหันในระยะกระชั้นชิดเกินกว่ารถคันนั้นจะสามารถหยุดได้ทัน ก็ต้องถือว่าผู้ขับขี่คันที่แล่นตัดหน้าเป็นฝ่ายประมาท เป็นต้น
.

....ทั้งนี้ไม่ต้องคำนึงว่า คันไหนเป็นรถจักรยานยนต์หรือรถยนต์ คันไหนเป็นรถที่มีขนาดใหญ่หรือรถที่มีขนาดเล็กกว่า แต่ดูเพียงว่าฝ่ายใดเป็นฝ่ายประมาทเท่านั้น

....ผู้ขับขี่รถยนต์ที่เกิดการเฉี่ยวชนกับรถจักรยานยนต์ ถ้าผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์หรือเจ้าพนักงานตำรวจจราจรแจ้งว่าท่านเป็นผู้ขับขี่รถยนต์ซึ่งเป็นรถใหญ่เป็นฝ่ายผิด ก็บอกให้เขารู้ด้วยว่าไม่มีกฎหมายฉบับใดบัญญัติไว้ แต่เป็นการเข้าใจผิดตาม ๆ กันมาเท่านั้น ครับ

FBสุชาติ ศรีแสง