PR

@@ในความเคลื่อนไหวของสถานการณ์ที่ปรากฎเป็น"ข่าว"และ"ไม่เป็นข่าว"พยายามสแกนย่นย่อมานำเสนอและเป็นไว้เป็นฐานข้อมูลสังเคราะห์สถานการณ์ ที่นี่ "ข่าวที่ไม่เป็นข่าว"
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ การมือง แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ การมือง แสดงบทความทั้งหมด

วันอังคารที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2562

หม้ายขันหมาก?

เจี๊ยบ พรทิพย์ อยู่กับ Pornthip Morngyai

ปชป. หม้ายขันหมาก พปชร.เท เลื่อนประชุมไม่มีกำหนด

จากท่าทีที่พรรคประชาธิปัตย์แจ้งว่าจะมีความชัดเจนในการร่วมรัฐบาลภายในวันนี้( 28 พ.ค.62) แต่ปรากฎว่าพรรคประชารัฐไม่ตอบกลับถึงเงื่อนไข ทำให้พรรคประชาธิปัตย์เลื่อนประชุมไม่มีกำหนด ปัดตอบฝ่ายค้านอิสระ
การประชุมกรรมการบริหารพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) เพื่อหารือเรื่องการประสานงานทางการเมืองและพิจารณาร่วมรัฐบาลกับพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) เดิมกำหนดการ 17.00 น. แต่ต้องเลื่อนออกไปเป็น 18.00 น. ต่อมาเวลา 18.15 น. นายเทพไท เสนพงศ์ ส.ส. จังหวัดนครศรีธรรมราช ออกมาจากห้องประชุมและบอกว่ากับสื่อมวลชนการประชุมเลื่อนไปไม่มีกำหนด เนื่องจากพรรคพลังประชารัฐ มีปัญหา ซึ่งปัญหาไม่ได้เกิดจากะพรรคประชาธิปัตย์
ต่อมานายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตหัวหน้าพรรค ออกจากห้องประชุมตอบคำถามสื่อสั้นๆว่ากรรมการบริหารพรรค้ลื่อนประชุม ไม่ทราบรายละเอียด
หลังการประชุมพรรคล่ม นายราเมศ รัตนะเชวง โฆษกพรรค แถลงชี้แจงหัวหน้าพรรคและเลขาธิการพรรคมีคำสั่งให้การนัดประชุมร่วมระหว่างคณะกรรมการบริหารพรรคและ ส.ส. พรรคเลื่อนออกไป เนื่องจากพรรคพลังประชารัฐร่วมทำงานและมีหลักการทำงาน 2 ประเด็นคือ การแก้ไขรัฐธรรมนูญ และการนำนโยบายพรรคที่หาเสียงไว้มาปฏิบัติ เช่น การแก้จน สร้างคน สร้างชาติ และการประกันรายได้ของเกษตรกร ซึ่งพรรคก็มีแนวทางในการขับเคลื่อนไปสู่ภาคปฏิบัติ ซึ่งพรรคพลังประชารัฐแจ้งว่าจะตอบข้อมูลกลับมาภายใน 17.00 น. วันนี้ แต่พรรคพลังประชารัฐยังไม่ได้ให้คำตอบมาภายในเวลาที่กำหนด จึงต้องเลื่อนประชุมออกไป ทั้งนี้ ส.ส.และกรรมกานบริหารพรรคอยู่กรุงเทพ รอการติดต่อกลับของพรรคพลังประชารัฐ หากติดต่อมาพร้อมประชุมอีกครั้ง
ส่วนท่าทีการเป็นฝ่ายค้านอิสระ หากไม่ได้รับติดต่อกลับจนถึงวันโหวตนายกรัฐมนตรี นายราเมศปัดตอบคำถามโดยตรง ระบุว่า กระบวนการตามรัฐธรรมนูญกำหนดไว้ชัดเจน และพรรคได้เริ่มต้นนับหนึ่งตั้งแต่ทำหน้าที่ในกระบวนการนิติบัญญัติอยู่แล้ว และหลังจากนี้จะทำหน้าที่ เช่น ตั้งกระทู้ถาม หรือออกกฎหมาย ตามกระบวนการนิติบัญญัติ
ขณะที่ผู้สื่อข่าวถามถึงการร่วมรัฐบาลกับพรรคเพื่อไทย นายราเมศตอบว่ายังไกลเกินไป ทั้งนี้นายราเมศยังกล่าวว่า ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายค้านหรือรัฐบาลก็เป็นหน้าที่ที่ประชาชนมอบหมายมา

วันศุกร์ที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2562

ในหลวงเปิดประชุมสภา24พ.ค.

"..พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงรับเชิญเสด็จพระราชดำเนิน พร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ไปทรงเปิดประชุมรัฐสภา ในวันที่ 24 พฤษภาคม 2562 เวลา 15.00 น. ณ ห้องประชุมวิเทศสโมสร กระทรวงการต่างประเทศ ในการนี้ ภายหลังทรงเปิดประชุมรัฐสภา จะมีการประชุมรัฐสภาเพื่อเลือกประธานวุฒิสภาและรองประธานวุฒิสภา ส่วนการเลือกประธานสภาผู้แทนราษฎรและรองประธานสภาผู้แทนราษฎร จะดำเนินการในวันถัดไป.."

วันพุธที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2562

"อู๊ดด้า"จะพาปชป.ไปทางไหน?

ผลการนับคะแนนการเลือกตั้งหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์เสร็จสิ้นแล้ว และชัดเจนว่า "จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รักษาการหัวหน้าพรรค" มีคะแนนมาเป็นอันดับ 1 และจะเป็นผู้นำพรรคประชาธิปัตย์เดินต่อไปบนเส้นทางการเมืองนับจากนี้
ก้าวต่อไปที่น่าจับตา ของหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์คนใหม่ก็คือ การตัดสินใจร่วมจัดตั้งรัฐบาล
"จุรินทร์" มีอยู่ 2 ทางเลือกคือ ทางเลือกแรก คือ การจับมือกับ "กลุ่ม7พรรคการเมืองฝั่งประชาธิปไตย" เพื่อดัน "อภิสิทธิ์ หรือ อนุทิน" เป็นนายกฯ
ขณะที่ทางเลือกที่สอง คือ การจับมือกับพรรคพลังประชารัฐในการจัดตั้งรัฐบาล โดยมี พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกฯ
อ่านต่อผลนับคะแนนเลือกตั้งหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์
cr.โพสต์ทูเดย์

วันอังคารที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2562

พระราชกฤษฎีกาเรียกประชุมรัฐสภา 22 พฤษภาคม

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชกฤษฎีกาเรียกประชุมรัฐสภา ตั้งแต่วันที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2562 เป็นต้นไป
.
พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศว่า โดยที่ได้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรอันเป็นการเลือกตั้งทั่วไป โดยให้ถือเป็นวันเริ่มสมัยประชุมสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง
.
อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 121 มาตรา 122 และมาตรา 175 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชกฤษฎีกาเรียกประชุมรัฐสภา ตั้งแต่วันที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2562 เป็นต้นไป
.
ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี

วันพฤหัสบดีที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2562

09:00 INDEX การต้อนรับ ส.ว.คนใหม่ กรณี “ปรีชา จันทร์โอชา”

09:00 INDEX การต้อนรับ ส.ว.คนใหม่ กรณี “ปรีชา จันทร์โอชา”



การออกมายอมรับของ พล.อ.ปรีชา จันทร์โอชา ว่าจะ”ได้เป็นส.ว. และได้ยื่นใบลาออกจากตำแหน่งสนช.ไปแล้ว” ได้ก่อให้เกิดสภาพกระเพื่อมอย่างรวดเร็วในทางการเมือง

แม้ว่าหากมองในด้านความเหมาะสมในทางตำแหน่ง หน้าที่ ราชการแทบไม่มีอะไรเรียกได้ว่าไม่เหมาะ
เห็นได้จากการเป็น “แม่ทัพภาคที่ 3”

เห็นได้จากการเป็น “ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก” และการเป็น “ปลัดกระทรวงกลาโหม”ก่อนเกษียณจากราชการ

ยิ่งกว่านั้นยังเคยเป็น “สนช.”

กระนั้น กรณีการได้รับแต่งตั้งให้เป็น 1 ใน ส.ว.ของ พล.อ.ปรีชา จันทร์โอชา ก็ได้กลายเป็นประเด็นร้อนแรงทางการเมือง

กลายเป็นเรื่องประเภท”ทอล์ค ออฟ เดอะ ทาวน์”

กระแสเชิง”ลบ”ที่มีต่อการดำรงตำแหน่งเป็น 1 ใน ส.ว.ด้านหลักไม่น่าจะเป็นเพราะนามสกุล”จันทร์โอชา” และเป็นน้องของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา

หากแต่น่าจะมาจากกรณีของ พล.อ.ปรีชา จันทร์โอชา เป็นด้านหลัก

1 คือกรณีอันเกี่ยวกับ”ครอบครัว”


นั่นก็เนื่องมาจากการที่คนในครอบครัวมีข่าวการประมูลการ ก่อสร้างโครงการของกองทัพอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในพื้นที่กอง ทัพภาคที่ 3

1 กรณีอันเนื่องจากบทบาทของ พล.อ.ปรีชา จันทร์โอชา ในห้วงที่ดำรงตำแหน่งเป็นสนช.

ปรากฏว่าได้ลาการประชุมอย่างต่อเนื่องและยาวนาน

เป็นการลาจำนวนมากถึง 300 กว่าครั้ง ทั้งระหว่างดำรงตำ แหน่งเป็นปลัดกระทรวงและเมื่อพ้นจากตำแหน่งปลัดกระทรวงแล้ว

จึงสงสัยกันว่ามีความดีเด่นอะไรจึงได้เป็นส.ว.อีก

ความละเอียดอ่อนในกรณีของ พล.อ.ปรีชา จันทร์โอชา ยิ่งอึกทึก ครึกโครมเมื่อมีข่าวปรากฏออกมาว่าไม่มีคนในตระกูล”วงษ์สุ วรรณ”ได้รับการเสนอชื่อเป็น ส.ว.

ทั้งๆที่ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ เป็นประธานคัดสรร

จึงเกิดปรากฏการณ์ยกย่อง พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ขึ้นมาโดยอัตโนมัติ

และมองโอกาสของ พล.อ.ปรีชา จันทร์โอชา แปลกๆ

วันอังคารที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2562

"หมอธี" เผย"บิ๊กตู่"ชวนเอง ไปเป็น "สว."พรุ่งนี้ทำงานวันสุดท้าย


"หมอธี" เผย"บิ๊กตู่"ชวนเอง ไปเป็น "สว."พรุ่งนี้ทำงานวันสุดท้าย

7พ.ค.62- นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) กล่าวถึงกรณีที่ลาออกเพื่อไปดำรงตำแหน่งสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ว่า การลาออกของตนและรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมช.ศธ.) อีก 2 ท่าน คือ พล.อ.สุรเชษฐ์ ชัยวงษ์ และ นพ.อุดม คชินทร จะมีผลตั้งแต่วันที่ 9 พฤษภาคมนี้ ซึ่งทราบว่า ครม.ได้เตรียมที่จะตั้งผู้ที่จะมาดำรงตำแหน่งรักษาการแล้ว ทราบว่าน่าจะเป็นรองนายกรัฐมนตรีท่านใดท่านหนึ่ง 
 ส่วนการไปเป็น สว.ของตนนั้น ได้รับคำชักชวนจากนายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. ซึ่ง สว.ชุดนี้จะเข้ามาทำหน้าที่ดูแลเรื่องการปฏิรูปตามแผนยุทธศาสตรชาติ โดยตนจะเข้ามาทำงานพรุ่งนี้ (8 พ.ค.) เป็นวันสุดท้าย ส่วนงานการสรรหาเลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (สกสค.) เลขาธิการคุรุสภา และผู้อำนวยการองค์การค้าของ สกสค.ที่หลายคนเป็นห่วงนั้น เรื่องนี้หน้าที่ของ รมว.ศธ. คือ กำหนดกฏเกณฑ์ซึ่งตนได้ดำเนินการแล้ว การสรรหาเป็นหน้าที่ของกรรมการที่ต้องเดินหน้าต่อไป ส่วนการเสนอคณะกรรมการ สกสค.และคุรุสภา เพื่อคัดเลือก แม้ตนไม่อยู่แล้วหากกรรมการครบองค์ประชุมก็สามารถที่จะประชุมได้ โดยเลือกประธานซึ่งอาจจะเป็นปลัด ศธ. หรือจะเป็นรักษาการรัฐมนตรีก็ได้ ซึ่งตามกฎหมายสามารถทำได้

'ไพศาล'ยกคำพยากรณ์ศาลหลักเมือง คนสงขลาคนที่ 3 จะเป็นใหญ่กว่าใครในแผ่นดิน


7 พ.ค.62-  นายไพศาล พืชมงคล กรรมการผู้ช่วยรองนายกรัฐมนตรี (พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ) โพสต์เฟซบุ๊ก Paisal Puechmongkol  ว่า
คำพยากรณ์ศาลหลักเมืองสงขลา!!!
"เมื่อครั้งตั้งศาลหลักเมืองสงขลา เจ้าพ่อหลักเมืองได้พยากรณ์ไว้เป็นสำคัญว่า 
ในอนาคตกาล จะมีคนสงขลา 3 คนเป็นใหญ่กว่าใครในแผ่นดิน
มาถึงเวลานี้คำพยากรณ์นั้นเป็นจริงแล้วถึง 2 คน 
คนสงขลาคนแรกคือเจ้าพระยาศรีธรรมาธิเบศ ซึ่งดำรงตำแหน่งเป็นถึงผู้สำเร็จราชการแผ่นดิน 
และคนถัดมาก็คือพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ซึ่งเคยดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีและมีชื่อเสียงในเรื่องความสัตย์สุจริตต่อแผ่นดิน จนได้รับความไว้วางพระราชหฤทัยให้เป็นประธานองคมนตรี 
คงเหลือแต่คนที่ 3 เท่านั้นว่าจะเป็นผู้ใด?
แต่ก็เชื่อมั่นว่า น่าจะเป็นจริงตามคำพยากรณ์นั้น และได้แต่ภาวนาว่าคนสงขลาคนที่ 3 ที่จะเป็นใหญ่กว่าใครในแผ่นดิน ตามคำพยากรณ์ของเจ้าพ่อหลักเมืองจะต้องเป็นคนใหญ่จริงด้วยและดีจริงด้วย"
(หลังตั้งศาลหลักเมืองสงขลาไม่นาน พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้เสด็จพระราชดำเนินไปสักการะ ศาลหลักเมืองสงขลา ในวาระที่เสด็จประพาสภาคใต้และจังหวัดสงขลา)
( จากหนังสือศิษย์สมเด็จ โดยเรืองวิทยาคม-24กย.51)

'กษัตริย์-รัฐ-ราษฎร์' รวมใจ

เปลว สีเงิน

เป็น "มหัศจรรย์" ประจักษ์
                การเปลี่ยนถ่ายแผ่นดินที่ ๙ สู่แผ่นดินที่ ๑๐ ช่างโดดเด่น สวยงาม
                และ "สูงส่ง" ยิ่งนัก!
                แต่ละขั้นตอนพระราชพิธีทั้ง ๓ วัน (๔-๖ พ.ค.๖๒) ละเอียดซับซ้อน เกินโลกจินตนาการ
                บ่งบอกถึงไทยเป็นชาติมี "รากอารยะ" ก่อเกิดเอกลักษณ์ลุ่มลึก ยาวนาน
                ทุกขั้นตอนของพระราชพิธี ไม่ว่า การ...
                -ทรงสรงมุรธาภิเษก
                เปลี่ยนพระราชสถานะสู่ "พระมหากษัตริย์" จาก "สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว" เป็น "พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว"
                -ทรงสวมพระมหาพิชัยมงกุฎ
                ประทับบนพระราชบัลลังก์ ประกาศพระนาม และทรงประกาศพระปฐมบรมราชโองการ
                -เสด็จฯ เลียบพระนคร
                โดยขบวนพยุหยาตราทางสถลมารค ประกาศถึงพระบรมเดชานุภาพแห่งพระมหากษัตริย์ให้เป็นที่ประจักษ์ และ
                -เสด็จออก ณ สีหบัญชร ให้พสกนิกรเฝ้าชมพระบารมี และแสดงความจงรักภักดี
                ขั้นตอนในพระราชพิธีเหล่านี้ อย่าพูดถึงการกระทำเลย
                กับสังคมไร้ราก.....
                "แค่คิด" ก็ยากแล้ว!
                คุณ Kiccha Buranond โพสต์ fb ไว้น่าใคร่ครวญ ผมอ่านยังพลอยปลื้ม ขออนุญาตนำมาให้ปลื้มทั่วๆ กัน
                Kiccha Buranond
                "ขอเรียนออกนอกลู่นอกทางว่า...อาจเป็นเพราะ ผมมีโอกาสคบค้ากับผู้หลักผู้ใหญ่ชาวฝรั่งที่บ้านเราตั้งแต่ผมเป็นเด็กๆ
                จึงขอออกตัวว่า ในฐานะเป็นเด็ก อายุยังไม่ทันบรรลุนิติภาวะ ในขณะคบค้าร่วมสังสรรค์กับพวกท่าน
                ผมจึงมักจะไปนั่งเงียบๆ ไม่พูดไม่จามากนัก เพราะรอบข้าง มีก็แต่ผู้ใหญ่ฝรั่งที่คุยเก่งๆ ทั้งนั้น เรียนจากพวกท่านชาวทูตานุทูต จะมิดีกว่าหรือ
                อยู่มาวันหนึ่ง....
                ที่ห้องรับประทานอาหารที่บ้านพักของสถานทูตฝรั่งเศส ติดกับโรงแรมโอเรียนเต็ล
                ก็มีการกล่าวกันถึงว่า ไฉน (ในสมัยนั้น) อเมริกาจึงรังเกียจชาวผิวดำจากแอฟริกากันจนออกหน้าออกตา
                ชายนักทูตชาวอเมริกันท่านหนึ่ง ซึ่งเป็นแขกของงาน จึงอธิบายถึงปัญหานี้แก่ทุกท่านที่โต๊ะ เป็นใจความว่า
                ...เป็นเพราะชาวอเมริกันขาว ซึ่งไปต้อนและซื้อขายชาวแอฟริกันผิวดำมาเป็นทาส เมื่อหลายร้อยปีมาแล้ว และอยู่กับชาวผิวดำมาจนถึงทุกวันนี้
                ไม่เคยรู้จัก ไม่เคยเห็นขนบธรรมเนียม ประเพณี ไม่เคยเห็นวัฒนธรรมใดๆ ทั้งสิ้นในป่า ในเขา ของแอฟริกา
                ...ท่านว่าต่อไปว่า.....
                ในความตื้นๆ ของความเป็นคนอเมริกันทั่วๆ ไป (ซึ่งผมว่าเราทุกคนในโลกนี้ ไม่ว่าชนชาติไหน มีสิทธิ์ที่จะจมปลักอยู่ในความตื้น และแคบๆ แบบนั้น)
                เราอาจดูถูกพวกเขา ชาวผิวดำ แต่ไม่ใช่เพราะสีผิวของพวกเขาหรอกนะ
                ทั้งนี้และทั้งนั้น.....
                เพราะพวกเขา เสมือนขาดบรรพบุรุษสำคัญ
                ขาดประวัติศาสตร์ ขาดวัฒนธรรม ขาดขนบธรรมเนียมประเพณี ที่เป็นกิจจะลักษณะ เป็นงานเป็นการ เป็นพิธีรีตอง เป็นสัญลักษณ์และเอกลักษณ์ ที่เราอาจชื่นชมและเคารพนับถือ
                แล้วท่านหันมาที่ผม ซึ่งเป็นคนไทยคนเดียวที่โต๊ะอาหาร ท่านว่า.........
                'เช่น ประเทศของคุณไงครับ ทุกอย่างที่นี่น่าทึ่งเป็นอย่างยิ่ง...(ท่าน) ว่าประวัติศาสตร์ของยู is so  rich ขนบธรรมเนียมประเพณีและวัฒนธรรมของที่นี่หรือก็สูงส่ง สวยงามมาตลอดกาลนาน'
                แล้วท่านชี้ไปที่แอนทิ้คไทยต่าง ๆ ที่ประดับสถานทูต ...ท่านว่า ยูควรภูมิใจมากนะที่ยูเป็นคนไทย ..
                'You (ไม่ใช่ผมนะครับ แต่ท่านหมายถึงประเทศไทย)...are so very special'
                ผมไม่เคยลืมคำเหล่านั้นเลย
                นั่นคือ ความรู้เท่าไม่ถึงการของเราชาวไทยเช่นผมในตอนนั้น
                ความตื้น ที่เรียกกันในภาษาอังกฤษว่า เรา take it for granted หรือเรามีกันแล้วเราไม่รู้ตัวเอาเลย มีแล้วลืมไม่เอาใจใส่ ไม่ปฏิบัติ ไม่ปลาบปลื้ม
                ความหมายง่ายๆ คือเราๆ มากหลาย ทั้งที่อยู่ที่บ้านเราและที่อยู่กันรอบโลก
                อาจลืมว่า เรามีวัฒนธรรมขนบธรรมเนียมประเพณีเหล่านี้ของเราจริงๆ
                และมีกันอย่างร่ำรวยอัครมหาศาลด้วยอีกต่างหาก ทุกซอกทุกมุม ทุกระบบและแบบอย่าง
                ดั่งที่เราและทั้งโลกได้ประจักษ์กันอย่างโจ่งแจ้งในวโรกาสสำคัญเช่นในระยะนี้
                ฉะนั้น เราชาวไทย ควรภูมิใจ ควรอนุรักษ์และทะนุถนอมความเป็นไทยของเราไว้ให้อยู่ยาวนานและยืนยงคงกระพันที่สุด เท่าที่จะอยู่ได้
                จงอย่าได้ทอดทิ้งความเป็นไทย ประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมของเราเป็นอันขาด
                ไม่ว่าเราจะอยู่จะกินกันที่ไหนก็ตามทีนะครับ"
                อีกซักท่านก็ยังได้........
                คือให้ผมคุยฝ่ายเดียว มันเหมือนยัดเยียดความคิดเฉพาะตนให้คนอื่นคลื่นเหียน
                ฉะนั้น วันนี้ ขออนุญาตอีกซักราย คือจากคุณ Sakda Chaiviwat ท่านโพสต์สะท้อนมุมมองถึงพระราชพิธีไว้ ดังนี้
                Sakda Chaiviwat
                "สำหรับคนที่คิดว่าไม่ได้อะไร
                งานนี้ไทยได้เต็มๆ
                ข่าวลงทั่วโลกไม่ต้องจ่ายสักบาท ผู้คนอีกมากมายได้เห็นสิ่งที่เรียกว่า 'วัฒนธรรมไทย'
                ได้เห็นสถานที่สวยงามอย่าง 'พระมหาราชวัง'
                ถนนที่ประดับไฟ และต้นไม้ สวยงาม
                นักข่าวหลายช่องมีเก็บตกสตรีทฟู้ด อาหารและขนมไทย เพราะไหนๆ ก็มาแล้ว
                เห็นนักข่าวญี่ปุ่น จีน ฝรั่ง ลงทุนแต่งชุดไทยสมัยนิยมยืนรายงานข่าว ดูมีสง่า อดยิ้มไม่ได้
                ต่างชาติที่มาท่องเที่ยวไลฟ์สดกันมากมาย
                ทั่วโลก เห็นความมีรากของไทย เห็นรอยยิ้มของคนไทย เห็นความมีน้ำใจของคนไทย
                เดินมา มีคนแจกน้ำ อาหาร ผลไม้ ที่เคยต้องซื้อกิน งานนี้ทำเอางง ชี้นิ้วถาม it free?
                ไทยได้อะไร ได้ประโยชน์ไหม พีอาร์ให้คนทั่วโลกรู้จัก กระตุ้นต่อมอยากมาเที่ยวเมืองไทยได้อักโข
                งานนี้อเมซิ่งไทยแลนด์ โดยไม่ต้องใช้งบด้านพีอาร์เลยสักบาท
                งานนี้ไทยได้เต็มๆ คนคิดไม่เป็น ปากก็พร่ำไป แต่แค่จะโดนมองจากคนที่เข้าใจ แล้วก็คงตอบกลับไปว่า
                ที่พูดว่า 'งานนี้ไม่ได้อะไร' นี่โง่จริงๆ หรือโง่เพราะถูกคนอื่นเสี้ยมสอนมา
                นอกจากความสุขที่คนไทยได้รับ คนอีกมากมายหลายล้านคน
                วันนี้ ได้รู้จักประเพณีและวัฒนธรรมไทยเพิ่มมากขึ้นจากงานนี้"
                เอาล่ะ มาในส่วนทัศนะผมต่อ จากงานพระราชพิธีนี้
                ที่ตื่นตา-ตื่นใจ เป็นนิมิตหมายมงคลนำชาติ คือ
                "พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว" พระเจ้าแผ่นดินพระองค์ใหม่ กับประชาชนชาวไทยทุกหมู่เหล่า ในความเป็น "พสกนิกร" ของพระองค์
                "สถาบันกษัตริย์-อาณาราษฎร"........
                ผนึกแน่น เป็นเนื้อเดียวกัน ได้รวดเร็ว ราบเรียบ ไร้รอยต่อ ชนิดต้องขอใช้คำว่า
                ธ ประทับอยู่หว่างกลางใจประชาชนได้เร็ว
                "เหนือคาดหมาย"!
                รวมทั้งครอบครัวแห่งพระองค์ ทั้ง "สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี"
                "สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี"
                "สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา"
                และ "สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าทีปังกรรัศมีโชติ มหาวชิโรตตมางกูร สิริวิบูลยราชกุมาร"
                ตลอด ๓ วัน ดังปรากฏในพระราชพิธี ทุกพระองค์ สู่ความเป็น "อันเป็นที่รัก-เคารพ-เทิดทูน" ของประชาชน สนิทแนบแน่นใจ
                "สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี" และ "สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี"
                ที่ทรงฉลองพระองค์เครื่องแบบ "ทหารมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์"
                ทรงพระดำเนินในริ้วขบวนพระบรมราชอิสริยยศ ในขบวนพยุหยาตราสถลมารค เมื่อวันที่ ๕ พฤษภานั้น
                ต้องบอกว่า.........
                ชนะใจประชาชน เป็นที่ปีติ ปลาบปลื้ม เอ่ยปากชื่นชมกันถ้วนทั่ว ความรู้สึกดีๆ เกิดกับประชาชนท่วมท้นใจ
                สรุป ก็คือ.........
                บัดนี้ ประเทศไทย เป็นแผ่นดิน รัชกาลที่ ๑๐ อันมี "พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว" ทรงเป็นพระมหากษัตริย์สมบูรณ์ทุกประการแล้ว
                ด้วย "พระปฐมบรมราชโองการ"
                 "เราจะสืบสาน รักษา และต่อยอด และครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งอาณาราษฎรตลอดไป" นั้น
                พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จะทรงนำพาพสกนิกรของพระองค์ และประเทศชาติ สู่ความวิไล-รุ่งเรือง แน่นอน
                ขอพระองค์ทรงพระเจริญ.