PR

@@ในความเคลื่อนไหวของสถานการณ์ที่ปรากฎเป็น"ข่าว"และ"ไม่เป็นข่าว"พยายามสแกนย่นย่อมานำเสนอและเป็นไว้เป็นฐานข้อมูลสังเคราะห์สถานการณ์ ที่นี่ "ข่าวที่ไม่เป็นข่าว"
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ครุ่นคิดคำนึง แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ครุ่นคิดคำนึง แสดงบทความทั้งหมด

วันอังคารที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2562

เรามีชีวิตอยู่เพื่ออะไร?

คัดลอกจากFB
////
คำพูดตอนหนึ่งของ อาจารย์หวังหงเหลี่ยง แห่งมหาวิทยาลัยชิงหัว คลาสสิคมากๆ,
เรามีชีวิตอยู่เพื่ออะไร?

สังคมที่สับสนวุ่นวาย, จิตใจคนที่ยากแท้หยั่งถึง, ความผูกพันที่ไม่อาจปล่อยวาง, สุขทุกข์ที่ไม่จบสิ้น, หนทางยากลำบากที่ไม่รู้จบ, ความเบื่อหน่ายที่ไม่จบสิ้น,
วันวานที่ไม่อาจลืม, วันนี้ที่แสนจะวุ่นวาย, วันพรุ่งนี้ที่ ไม่อาจคาดเดา, สุดท้ายไม่รู้ว่าจะจบสิ้นเมื่อใด, นี่คือชีวิตของคนเรา.
ดังนั้นไม่ว่าจะเหนื่อยจะยุ่งวุนวายเท่าไหร่ อย่าลืมที่จะรักตัวเอง, ทำเพื่อตัวเองบ้างบางครั้ง, ใช้เงินบ้างเมื่อมีโอกาส ไม่ลืมที่จะดูแลตัวเองให้ดี!
ชีวิตคนเราก็เหมือนสภาพอากาศ, พยากรณ์ได้, แต่มักมีสิ่งเหนือความคาดหมาย. ไม่ว่าจะ สุขสดใส หรือเศร้าหมอง, จิตใจที่เป็นสุข คือทรัพย์สมบัติที่ไม่อาจจะแย่งไปได้.
ทำทุกวันให้ดีที่สุด, ดูแลร่างกายหนึ่งเดียวของเรา, คือการดูแลรักษาที่ดีที่สุด. นิ่งเมื่อประสบความสำเร็จ, อดทนเมื่อล้มเหลว, ปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติ, มีความสุขอยู่กับปัจจุบัน, ทุกอย่างล้วนเป็นไปตามวาสนา, คือการใช้ชีวิตอย่างฉลาดปราดเปรื่อง
เราทุกคนต่างมีข้อเสีย, ดังนั้นควรอภัยให้แก่กันและกัน, ทุกคนล้วนมีข้อดี, ดังนั้นควรชื่นชมซึ่งกันและกัน, ทุกคนล้วนมีนิสัยส่วนตัว, ดังนั้นควรอ่อนข้อให้กันและกัน, ทุกคนล้วนแตกต่าง,
ดังนั้นควรยอมรับซึ่งกันและกัน, ทุกคนล้วนมีเรื่องเศร้าโศกเสียใจ, ดังนั้นจึงควรปลอบโยนซึ่งกันและกัน, คนล้วนมีความสุข, จึงควรแบ่งปันซึ่งกันและกัน, เพราะเรามีบุญวาสนาจึงได้มาพบกัน,
ดังนั้นขอให้ทะนุถนอมทุกคนในครอบครัว เพื่อนฝูง ใช้ชีวิตอย่างมีความสุขในทุกๆวัน!
10 ปีหลังจากนี้, หากเรายังรักษาสุขภาพร่างกายให้แข็งแรง, ยังสามารถไปท่องเที่ยวยังที่ต่างๆ ออกกำลังกายหรือเต้นรำ ลูกๆของพวกเรา ก็คงจะต้องพูดว่า พ่อและแม่นี้เป็นคนฉลาดมาก!
ของขวัญให้ลูกๆที่ดีที่สุดก็คือสุขภาพร่างกายที่แข็งแรงของพ่อแม่
ตลอดชีวิตของคนเรามีสิ่งที่ ต้องทำให้ดีที่สุดสองเรื่อง:
ข้อหนึ่ง อบรมเลี้ยงดูบุตรหลาน ไม่ให้เป็นภาระสังคม,
ข้อสอง ดูแลตัวเองให้ดี อย่าเป็นภาระบุตรหลาน.
ผ่านไปอีกไม่กี่ปี พวกเราล้วนต้องจากไป
หากจะพูดถึงโลกนี้ พวกเราล้วนไม่มีความหมาย.
เราต่อสู้ดิ้นรนมาทั้งชีวิต เอาอะไรไปไม่ได้ เรายึดมั่นมาทั้งชีวิต ล้วนไม่อาจนำติดตัวไป.
เกิดมาชาตินี้ ไม่ว่ายากดีมีจน ล้วนต้องเดินมาจนถึง สุดท้าย เมื่อตายจากไป หันกลับมามอง ตลอดชีวิตของเราล้วนเป็นความว่างเปล่า
ดังนั้น นับแต่บัดนี้ เราต้องตั้งใจใช้ชีวิต มีความสุขกายสบายใจในทุกวัน เจริญรุ่งเรืองเท่าไหร่ ชั่วพริบตาเดียว ต่างล้วนจากไป หาประโยชน์ไม่ได้ ,
จงทำดีต่อทุกๆคนเพราะไม่มีชาติหน้า.
ชิวิตหนึ่งสั้นนัก คนเคยสัญญากันไว้ว่าจะอยู่ร่วมกันตลอดไป แต่เมื่อวันเวลาผ่านไปเหลือเป็นเพียงอดีต
สัญญากันไว้ว่าจะเป็นเพื่อนกันตลอดไป เดี๋ยวเดียวกลับกลายเป็นคนแปลกหน้าที่คุ้นเคย
บางคนนัดกันไว้ว่าพรุ่งนี้พบกัน แต่พอตื่นขึ้นมาพบว่าอยู่กันคนละโลก
ดังนั้นเมื่อเรายังมีชีวิตอยู่ อย่าพลาดโอกาสในการที่จะได้พบปะกับคนรัก
เพื่อนที่ร่วมสู้กันมา เพื่อนนักเรียน หรือเพื่อนร่วมงาน รักกันเมื่อยังมีโอกาส โอบกอดกันเมื่อยังทำได้
อย่าปล่อยมือที่จูงกันมา ไปเที่ยวเล่นเมื่อยังสามารถอยากกินอะไรกิน ดูแลเอาใจใส่คนรอบกายอย่าโกรธกันอย่างง่ายๆโดยไม่มีเหตุผล
ความเข้าใจกันคือความสัมพันธ์ที่ดีที่สุด อย่าปล่อยให้ชีวิตเต็มไปด้วยข้อสงสัย อย่าละเลยกับคนที่คุณรัก
ไม่มีคนที่โง่ที่สุด มีแต่คนที่แกล้งโง่เพื่อคุณ ให้อภัยคุณ เพราะไม่ต้องการเสียคุณไป
ความซื่อสัตย์จึงอยู่ด้วยกันยาวนาน รู้จักทะนุถนอมจึงสมควรที่จะได้รับ
เมื่อได้ประโยชน์จงอย่าลืมที่จะเปิดโอกาสให้ผู้อื่น, เมื่อมีเหตุผล อย่าลืมที่จะให้อภัยคนอื่น
เมื่อเก่งกว่าอย่าหัวเราะเยาะคนอื่น เก่งเกินไปมีแต่คนรังเกียจ จู้จี้จุกจิกเกินไปมีแต่คนรำคาญ เย่อหยิ่งเกินไปมีแต่คนหลีกหนี
เราเกิดมาในโลกนี้ล้วนแต่ว่างเปล่า ทำไมจึงต้องหมกมุ่นกับทุกสิ่งทุกเรื่อง ไม่อาจปล่อยวาง พูดมากไปทำร้ายคนอื่น เครียดแค้นเกินไปทำร้ายจิตใจ ไม่ทำร้ายผู้อื่นไม่ทำร้ายจิตใจ นั่นคือการปล่อยวาง
ชั่วชีวิตนี้ ขอเพียงรู้จักปล่อยวาง เป็นตัวของตัวเอง ไม่ทำเรื่องละอายใจ
โลกนี้ล้วนมีเหตุขัดแย้งมากมาย เอาชนะแล้ว สูญเสียศรัทธาผู้คน
ผลประโยชน์บนโลกนี้มากมาย พอเพียงก็พอ อย่าเห็นผลประโยชน์มีค่ามากกว่าความสัมพันธ์
ใจเป็นสุข วันเวลาก็ผ่อนคลาย เป็นตัวของตัวเอง ชีวิตนี้จึงมีค่า!
คิดมากไปทำให้กังวล ใส่ใจมากไป ความคิดก็จะถูกครอบงำ มุ่งหวังมากไป ก็จะเป็นทุกข์
ดูแลทะนุถนอมคนที่อยู่ข้างกาย เพราะเราไม่รู้ว่าจะได้พบกันอีกหรือไม่ในชาติหน้า
รู้จักหาความสุขกับปัจจุบัน เพราะเราไม่รู้ว่าเมื่อไหร่เราจะตาย
เรียนรู้ที่จะมีความสุขในทุกๆวัน เพราะมีเพียงแต่วันนี้ไม่มีชาติหน้า
ขอมอบแด่คนในครอบครัว นักเรียน เพื่อนร่วมงาน สหายผู้ร่วมรบ พวกพ้องน้องพี่ทั้งหญิงชาย คนที่รักผมและคนที่ผมรัก.

วันพุธที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

โลกเปลี่ยนไปเมื่อใจเปลี่ยนแปลงWE not ME

โลกเปลี่ยนไปเมื่อใจเปลี่ยนแปลง

นักบินอวกาศ อเมริกัน ชื่อ เอ็ดการ์ มิตเชล
ยืนอยู่บนดวงจันทร์มองมาเห็นโลกทั้งใบ
การเห็นความเป็นหนึ่งเดียวของโลกทั้งหมด
ทำให้จิตของเขาเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง
เอ็ดการ์ มิตเชล กล่าวว่า
“ผมกลับมายังโลก กลายเป็นคนที่เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง”
(“I came back to Earth a totally changed man.”)
เกิดความรักต่อเพื่อนมนุษย์และธรรมชาติทั้งหมด
นี้เป็นตัวอย่างของการเกิดจิตสำนึกใหม่
หรือการปฏิวัติจิตสำนึก จาก จิตเล็ก เป็น จิตใหญ่
ที่เข้าถึงความเป็นหนึ่งเดียวของสรรพสิ่ง


(กล่าวได้ว่า นี่คือ เป้าหมายสูงสุดของเพจของเรา)
::: New Heart New World :::
โลกเปลี่ยนไป...เมื่อใจเปลี่ยนแปลง

.......................................


::: จิตวิวัฒน์ :::
อนาคตของมนุษยชาติอยู่ที่การมีจิตใหญ่

ร่างกายของมนุษย์จะไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปอีกมากนัก เมื่อแสนปีที่แล้วเป็นอย่างไร เดี๋ยวนี้ก็ยังเป็นอย่างนั้น และอีกแสนปีข้างหน้าก็คงจะเป็นคล้ายๆ อย่างปัจจุบัน แต่จิตของมนุษย์ยังจะวิวัฒน์หรือเติบใหญ่ได้อีกมาก อนาคตของมนุษยชาติอยู่ที่การมีจิตใหญ่ จิตของมนุษย์มีขนาดแตกต่างกันได้มาก เช่น ระหว่างจิตของโจรกับจิตของพระพุทธเจ้า

จิตเล็ก คือความรู้สึกนึกคิดแคบๆ ไม่รู้เห็นทั้งหมด ติดอยู่ในความคับแคบในตัวเอง ขัดแย้งกับธรรมชาติ เพราะธรรมชาตินั้นใหญ่ เมื่อจิตเล็กจึงขัดแย้งกับธรรมชาติ เกิดความบีบคั้น เกิดความติดขัด เกิดความทุกข์ และก่อทุกข์ โลกวิกฤตเพราะมนุษย์มีจิตเล็ก

อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ กล่าวว่า “ถ้ามนุษยชาติจะอยู่รอดได้ ต้องการวิถีคิดใหม่โดยสิ้นเชิง” (“We shall require a substantially new manner of thinking if mankind is to survive.”)

ท่านทะไลลามะ ตรัสว่า อนาคตของมนุษยชาติอยู่ที่ การปฏิวัติจิต (Spiritual Revolution)

โกรพ, ลาซโล และ รัสเซล (Grof, Laszlo, and Russell) กล่าวว่า ทางรอดจากวิกฤตปัจจุบันคือ “การปฏิวัติจิตสำนึก” (Consciousness Revolution)

จิตใหญ่ หรือ จิตสำนึกใหม่ (New Consciousness) หมายถึง ความรู้สึกนึกคิดที่มีปริมณฑลกว้างขวาง เข้าถึงความเป็นทั้งหมด หรือความเป็นหนึ่งเดียวของธรรมชาติ หลุดพ้นจากความบีบคั้นจากความคับแคบ เป็นอิสระ มีความสุข เกิดมิตรภาพอันไพศาล รักเพื่อนมนุษย์ และรักธรรมชาติทั้งหมด

นักบินอวกาศ อเมริกัน ชื่อ เอ็ดการ์ มิตเชล ยืนอยู่บนดวงจันทร์มองมาเห็นโลกทั้งใบ การเห็นความเป็นหนึ่งเดียวของโลกทั้งหมด ทำให้จิตของเขาเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง เอ็ดการ์ มิตเชล กล่าวว่า “ผมกลับมายังโลก กลายเป็นคนที่เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง” (“I came back to Earth a totally changed man.”) เกิดความรักต่อเพื่อนมนุษย์และธรรมชาติทั้งหมด นี้เป็นตัวอย่างของการเกิดจิตสำนึกใหม่ หรือการปฏิวัติจิตสำนึก จากจิตเล็กเป็นจิตใหญ่ที่เข้าถึงความเป็นหนึ่งเดียวของสรรพสิ่ง

เอ็ดการ์ มิตเชล
ได้ตั้งสถาบันชื่อ Institute of Noetic Science (IONS) ที่แคลิฟอร์เนีย อันเป็นสถาบันที่ศึกษาค้นคว้าและเผยแพร่เกี่ยวกับจิตสำนึกใหม่ และได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะผู้คนในโลกต่างตระหนักกันมากขึ้นทุกทีว่า จิตสำนึกที่คับแคบก่อให้เกิดความทุกข์ ความขัดแย้ง
และวิกฤตการณ์ในปัจจุบัน จิตสำนึกใหม่อันเป็นจิตใหญ่ก่อให้เกิดความเป็นอิสระ ความสุข และมิตรภาพอันไพศาล ทำให้ได้ประสบความงาม จนรู้ว่าถ้าเข้าถึงความจริงจะเจอความงาม ถ้ายังไม่เจอความงาม แปลว่ายังเข้าไม่ถึงความจริง

การมีจิตใหญ่ จึงเป็นไปเพื่อการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ ทั้งระหว่างมนุษย์กับมนุษย์ และระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติ

มนุษย์ ได้ค้นพบวิธีการอันหลากหลายในการเกิดจิตสำนึกใหม่ เช่นการเข้าถึงธรรมชาติ จากการศึกษาจักรวาล จากการทำงาน จากศิลปะ จากกระบวนการชุมชน จากการเจริญสติ จากการเจริญความเมตตา ฯลฯ

จิตวิวัฒน์ทำให้เกิดสุขเป็นความสุขที่ราคาถูก
Happiness at low cost
เมื่อราคาถูกจึงเป็นไปได้สำหรับทุกคน

19 มีนาคม พ.ศ. 2547

ศ.นพ. ประเวศ วะสี

วันอังคารที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

การเดินทางของความสุข

การเดินทางของ ความสุข บางครั้ง หาได้อยู่ไกลในการแสวงหา_เพียงแต่เราใช้ ปัญญา ในการทำความเข้าใจ ว่า อันใด คือความสุข สำหรับเรา

แน่นอน ความสุข ของแต่ละคน ไม่เหมือนกัน และบางทีบางครั้ง ในขณะที่เราบอกว่ามีความสุข แต่แท้จริงแล้วในใจหรือบึกลงไปกว่านั้นในระดับ จิตใต้สำนึก เราอาจกำลังทุกข์ จากสภาพที่เราตั้งไว้ที่ ความกลัว การจาา และ การสูญเสีย

สิ่งที่เราทำ_อยู่มีทั้งบวกและลบ ในทางบวกเราไม่แบกรับเอาความเคร่งเครียดจากความทุกข์ในทุกขณะคิด แต่ในทางหนึ่งเราอาจละเลยในการจัดการกับปัญหาที่หากปล่อยล่วงเลย จะกลายเป็น ความทุกข์ ในอนาคต ก็เป็นได้___

เราอาจ หลอกตัวเอง ว่า ในทุกๆวัน ความสุขรายล้อมเรา เราพอแล้ว นั่นคือคิดแบบ ลบ

แต่หากคิดแบบ บวก ชีวิตของมนุษย์ทุกผู้คนล้วนแสวงหา ความสุขที่แท้จริง ดังนั้น อาจคิดได้ว่า สิ่งที่เป็นอยู่ ไมว่าผลมันจะเป็นเข่นไร จะออกมา ลบ หรือ ออกมา บวก มันก็เป็นเช่นที่มันเป็นไป หรือมันเป็นเช่นนั้นเอง

ในทางคนเฒ่าคนแก่บอกว่า ปลง ในทางธรรมคือ ปล่อยวาง เหมือนกับมีบางคนเปรียบเทียบกับบรรดา ภาพปูนปั้นรอบๆวัดพระแก้ว ที่มีสีหน้ามองไกลๆเหมือนดุทมึงทึง พอมองไกลๆพบว่า สีหน้าของยักษ์ดูจะเหมือน เป็นทุกข์ กับการ ที่ต้องแบกโบสถ์วิหารไว้ด้วยมือสองข้าง โดยที่ไ่ม่สามารถ ปล่อยหรือวางลงได้__

เราๆท่านๆก็อาจคล้ายยักษ์ ที่แต่ละวันมี ภาระแบกบนบ่า จนยากที่จะหยุดปล่อยวางลงได้ เพราะหากวางลง ก็เป็นการละเลยหน้าที่ การงาน หรืออาจหมายถืึงละเลย คนรอบข้างครอบครัว

นี่เป็นเหตุหนึ่งที่หลายคนละเลยตัวเองไม่ดูตัวเองกับน้ำหนักภาระที่กดทับในขณะที่วัตถุน้ำหนักคงสภาพแต่ร่างกายเราหาใช่ปูนปั้นรูปยักษ์ไม่

กว่าจะ รู้ตัวอีกทีก็ไม่มีแรงแบกน้ำหนักเหล่านั้นไว้ได้อีกต่อไป และสิ่งเหล่านั้นหล่นลงมาทับตัวเองตายในที่สุด หรือ บางคน โชคดีหน่อยละออกมาเมื่อถึงเวลาเหมาะสม ผ่องถ่ายให้คนอื่นๆมาแบกแทน ตรงนี้ก็อาจมีเวลาหายใจหายคอ หรือได้พัก เพื่อ ออกเดินทางไปหา ความสุข บ้าง___

7/5/56


วันพฤหัสบดีที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2556

จุดหมายใต้ผืนฟ้าแผ่นน้ำ

ขอบฟ้าจรดผืนน้ำ ใสกระจ่าง ดุจดั่งเป็นพื้นแผ่นภาพเดียวกัน..
เรือลำน้อยอีกหนึ่งฝีพาย.. แม้เหมือนเป็นเพียงหนึ่งชีวิตโดยลำพังบนแผ่นน้ำฟ้า..แต่ใช่ว่า จะเป็นเพียงความลำพัง หากเรือยังเดินทางจากฝีพาย ไปยัง"จุดหมาย"อันไม่ไกลไปจากฝัน แม้สุดขอบแผ่นผืนน้ำฟ้า..

25/4/56

วันพฤหัสบดีที่ 11 เมษายน พ.ศ. 2556

ความรัก เวลา การรอคอย และความทรงจำ


ความรัก เวลา การรอคอย และความทรงจำ
////
ความทรงจำ เป็นสิ่งที่มีค่ามาก สำหรับคนบางคน
โดยเฉพาะคนที่มีเวลาดี ๆ ที่ใช้กับคนรัก
ยิ่งเป็นช่วงเวลาที่หลายคนหวงแหน
ต้องระลึกไว้ในความทรงจำ ต้องถนอม ดูแลให้ดี

หลายคนจึงไม่อาจตัดใจจากวันเก่า ๆ ได้เสียที
เพราะว่ามีความสุข กับการได้คิดถึงอะไรดี ๆที่ผ่านไป
โดยลืมนึกไปว่า สิ่งที่ผ่านไปแล้ว จะไม่มีวันย้อนกลับคืนมาได้อีก
หากจะต้องตัดใจลืม หรือเดินจากอดีตมาก็ไม่ได้อีก
เพราะเหตุผลที่ว่า "เสียดายเวลา" ที่คบกันมา

บางคนคบกันมานาน จนแทบจำไม่ได้ว่า
เคยยิ้มให้กับความรักครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่
เพราะหลัง ๆ มาก็อยู่แต่กับความทุกข์
จนนึกภาพความสุขไม่ออก แต่ที่ไม่กล้าเลิก เพราะยังคิดถึงวันเก่า ๆ
แค่เสียดายเวลาที่คบกันมาเนิ่นนาน
โดยไม่คิดเลยว่า ทุก ๆ วันของวันนี้ พรุ่งนี้ และวันต่อ ๆ ไป
ก็จะกลายเป็นเพียงวันเก่า ๆ ที่น่าเสียดาย
และ...เวลาที่น่าเสียดายก็จะเพิ่มขึ้น ๆ
///////////////////
ในวันนั้น ผมตั้งใจจะบอกสิ่งที่ผมปกปิดเธอมานานให้เธอได้รับรู้
แต่บางทีคำๆ นั้นอาจจะทำร้ายจิตใจของเธอหรือใครหลายๆ คน แต่ผมก็อยากจะพูดออกไป
ก่อนจะสายเกินไปก่อนที่…จะไม่ได้พูดอะไรตอนจากกัน

ผมรู้จักเธอมาตั้งนานแล้วตั้งแต่ผมยังเป็นเด็กมัธยม เราไม่เคยมีความลับต่อกัน
ถึงมันอาจจะฟังดูไม่น่าเชื่อ แต่ผมรู้สึกอย่างนั้นจริงๆ ว่าผมไม่เคยมีความลับกับเธอเลย
พอจบมัธยมเราต่างก็แยกย้ายกันไป เธอเป็นคนเรียนเก่ง ฉลาด น่ารัก
ใครๆ ก็รักเธอโดยเฉพาะหนุ่มๆ ที่คอยตามเอาใจเธอไม่เว้นแต่ละวัน

ผมไม่มีอะไรจะเด่นเท่ากับเธอซักอย่าง ผมเป็นแค่คนธรรมดาไม่มีอะไรพิเศษ
แต่เธอคอยดูแลผมเมื่อผมมีปัญหา
ทุกครั้งที่ผมคิดถึงเธอ ผมคิดว่ามันเป็นอะไรที่เกินเอื้อม
ทุกครั้งที่ผมคิดถึงเธอ ผมก็ได้แต่นั่งเขียนเรื่องราวของเธอ
เพราะรู้ว่ามันเป็นไปไม่ได้ที่ผมจะเทียบกับเธอ

ผมไม่ได้ต้องการให้เธอมาสนใจผมแล้วเข้าใจความรู้สึกของผม
สำหรับผมแล้วการที่ได้เฝ้าคิดถึงเธอมันก็พอแล้ว

แต่แล้ววันหนึ่ง เธอก็เดินมาพร้อมกับชายหนุ่มหน้าตาหล่อเหลา แนะนำกับผมว่า
นี่แหละชายในฝันของเธอ
หัวใจของผมเหมือนโดน มีดกรีด เป็นทางยาว...
ผมไม่ต้องการให้เธอรู้หรอกว่าวันนั้นที่ผมพูดอวยพรในความรักของเธอผมเสียใจขนาดไหน

แต่ผม ผมไม่อยากให้เธอรู้สึกผิดเพราะผม

นับจากวันนั้นผมมองโลกเป็นความมืด
ไม่ต้องการจะทำกิจกรรมใดๆ ของผมเหมือนอย่างเคย
ไม่ต้องการ... ผมต้องการแต่เพียงเธอ
ซึ่งผมรู้มาตลอดว่าเป็นไปไม่ได้ นี่เองที่เค้าเรียกว่าอกหัก... “ผมอกหัก”
ในหัวผมมีเพียงคำๆ นี้ดังอยู่ในหัวซ้ำไปซ้ำมา

หลังจากนั้นไม่นานพ่อผมบอกให้ผมไปศึกษาต่อที่อเมริกา ผมคิดถึงเพียงแต่เธอ
แต่ถึงผมบอกเธอไป เธออาจจะไม่สบายใจ ผมไม่ต้องการให้เธอรู้สึกไม่ดีใดๆ กับผม
อย่างน้อยแค่เธอยังยิ้มเหมือนทุกครั้งที่เธอคุยกับผม แค่นั้น...ก็พอแล้วสำหรับผม

วันเวลาผ่านไปอย่างไร้ความหมาย ผมใกล้จะไปอเมริกาแล้ว ผมอยากจะเจอเธออีกครั้ง
ผมคิดมาตลอดว่าวันที่ผมเจอเธอก่อนไป ผมอยากจะบอกเธอในบางสิ่ง แม้ว่าเธอจะมีใคร
แค่เธอรู้ว่าผมก็คือคนหนึ่งที่อยากดูแลเธอ

ระหว่างที่ผมนั่งเขียนเรื่องราวของเธอ
โทรศัพท์ดังขึ้นจากข้างๆ โต๊ะเขียนหนังสือของผม
เรื่องที่ผมได้รู้จากโทรศัพท์ทำให้ผมต้องลุกจากโต๊ะและต้องไปพบเธอ เดี๋ยวนี้

....เธอโทรมาบอกว่าเธอเลิกกับแฟนผมไม่รู้ว่าเพราะอะไร ผมไปบ้านของเธอ
ผมตั้งใจจะไปบอกเธอเพียงแค่ปลอบใจเธอ และบอกกับเธอว่าจะไม่มีผมคอยดูแลแล้ว
ให้เธอดูแลตัวเองดีๆ แทนผมด้วย





ผมไปถึงหน้าบ้านของเธอ ผมพยายามทำตัวปกติที่สุดให้เหมือนทุกครั้งที่เจอเธอ
เมื่อผมเปิดประตูเข้าไปหาเธอ
ผมสังเกตใบหน้าของเธอ ใบหน้าของคนที่ผมเป็นห่วงมาตลอดผมปลอบเธอจนเธอได้สติ
เธอบอกผมถึงเรื่องราวต่างๆ ที่เกิดขึ้น
ในตอนนี้เธอคงไม่ต้องการสิ่งใดนอกจากชายคนนั้น...
ผมอยากบอกเธอ อยากโอบกอดเธอ อยากบอกเธอว่าความห่วงใยที่ผมมีให้เธอไม่ได้แพ้ใครเลย
ผมอยู่กับเธอจนเธอสบายใจ
เธอบอกผมว่าผมเป็นคนที่เข้าใจเธอมากที่สุด ...
ผมอยากอยู่กับเธอให้นานกว่านี้ แต่ตอนนี้ผมต้องไปแล้ว
ผมรู้..ว่าตอนนี้ผมไม่ควรบอกเธอ แค่เธอเป็นอย่างที่เป็นตอนนี้
ผมคิดว่าผมทำหน้าที่ “เพื่อน” ได้ดีแล้ว

ผมบอกกับเธอก่อนไป “ ผมต้องไปเรียนอเมริกา”
น้ำตาของเธอไหลออกมา ผมรู้ว่าเธอเสียใจแต่เธอไม่ได้เหนี่ยวรั้งผม
เธออยากให้ผมมีอนาคตที่ดี เธออยากให้ผมทำในสิ่งที่ผมต้องการ..
ทั้งๆ ที่ผมรู้ว่าตอนนี้เธอต้องการคนปลอบใจ
แต่ผมต้องไปแล้ว

ตลอดระยะเวลาที่ผมจากเธอมา ผมไม่เคยมีวันไหนที่ตื่นมาแล้วไม่คิดถึงเธอ
ไม่มีคืนไหนที่ผมไม่เห็นเธอในความฝัน จนกระทั่งผมสำเร็จการศึกษา
ผมกำลังจะกลับไปหาเธอ กลับไปหาสิ่งที่ผมคิดถึงมาตลอด กลับไปหาความฝันของผม

“ยินดีต้อนรับกลับบ้านนะ”
เสียงที่ผมต้องการได้ยินมาตลอด ภาพที่ผมปราถนาจะเห็นมากที่สุด
เธอไม่เปลี่ยนไปเลย เธอยังคงน่ารักมีเสน่ห์เหมือนน้ำหล่อเลี้ยงใจของผมเช่นเคย

เธอพาผมไปเที่ยวตามที่ต่างๆ ที่เราเคยไปกัน ที่ๆ เรามีอดีตที่สนุกสนานด้วยกัน
ที่ๆ เราเคยยิ้มเคยหัวเราะด้วยกัน เราเที่ยวด้วยกันจนดวงอาทิตย์จางหายไป
เธอมองผมแล้วพูดว่า “เรารักเธอนะ”

มันเป็นคำพูดที่ผมใฝ่ฝันอยากได้ยินมาตลอดชีวิต
เรากอดผมไว้แน่นเหมือนกับอยากบอกว่าอย่าจากเธอไปไหน
เวลานี้ผมไม่ต้องการอะไรนอกจากเธอ แค่เธอรักผมผมไม่ต้องการสิ่งใดนอกจากนี้

ความลับที่ผมอยากบอกเธอมานานแสนนาน
“เราก็รักเธอ และเราจะรักเธอตลอดไป”
ผมตอบอย่างไม่ลังเลเพราะคำๆ นี้ที่ค้างใจของผม เตือนผมเสมอว่าต้องกลับมาบอกกับเธอ

เธอบอกผมในทุกเรื่อง เธอบอกผมว่าเธอคิดถึงผมมาตลอดเวลาสี่ปีที่ผมจากเธอไป
ผมได้แต่ย้ำกับเธอว่าผมจะไม่ทำให้เธอเสียใจ ผมจะอยู่กับเธอจะเป็นคนที่อยู่กับเธอทุกเวลา
เธอกอดผมพร้อมทั้งพูดเรื่องราวทุกอย่าง เสียงของเธอค่อยๆ เบาลง
แต่ผมยังคงจดจำทุกคำพูดของเธอ
“เราจะรักเธอมาตลอดนะเราดีใจที่วินาทีนี้เราได้อยู่กับเธอ”

นั่นเป็นคำพูดสุดท้ายก่อนที่ดวงตาของเธอจะหลับลงพร้อมกับน้ำตาหยดเล็กๆ ที่ไหลลงมา
..กว่าที่ผมจะรู้สึกตัวนั้นมันก็สายเกินไป

ระยะเวลาหลายปีที่ผมนั่งมองรูปของเธอ
ผมพยายามจะเก็บความรู้สึกทุกครั้งที่ผมมองรูปเธอ
แต่..ทุกครั้งที่ผมมองเธอภาพเธอละเลือนลาง เพราะน้ำตาของผมมันออกมาตลอดเวลาที่ผมมองเธอ

เธอคนเดียวที่ผมรัก เธอคนเดียวที่ผมคิดถึง
เธอคนเดียวที่ผมอยากบอกเธอทุกวันว่า ผมรักเธอมากแค่ไหน
แต่เธอไม่เคยบอกผมเลยว่าเธอ เป็นมะเร็งเม็ดเลือดขาว กว่าจะรู้สึกตัวก็สายเกินไปแล้ว
นี่คงเป็นสาเหตุที่แฟนเก่าของเธอของเลิกกับเธอ
แต่เธอไม่เคยบอกเหตุผลนั้นให้ผมได้รับรู้

เธอคงอยากให้ผมไปเรียนอย่างไม่ต้องกังวล
โดยเก็บความทรงจำดีๆ ของเราเอาไว้ก่อนที่เธอจะจากไป
ผมยังคิดถึงเธอตลอดเวลา และนับจากวันนั้นผมยังไม่เคยหยุดเขียนเรื่องราวของเธอ
เธอ...เธอผู้ที่ผมรัก

“เราจะรักเธอมาตลอดนะเราดีใจที่วินาทีนี้เราได้อยู่กับเธอ”

คำๆ นี้จะสถิตย์อยู่ในใจของผมตลอดไป ตลอดไป...ตลอดไป

----------------------------------------

ปล.-ถ้ารักใครอย่ารอจนเวลาของคุณใกล้หมด
บอกเธอว่ารักอาจจะทำให้เธอลำบากใจ
แต่มันช่วยให้รู้ว่าคุณก็ยังเป็นคนที่ห่วงใยเค้า
แค่นั้นก็พอแล้วถ้าคุณเชื่อมั่นว่ารักของคุณคือรักแท้

ที่มา : http://icgag.com/gw

วันจันทร์ที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2556

แผนที่พลังแห่งชีวิต


บางที เราต่างก็มีความหวาดกลัว กับสรรพสิ่ง ที่สัมผัส

หวาดกลัวในชีวิต กังวลกับ ย่างก้าว ในหนทางข้างหน้า

หวาดกลัว กับ สิ่งที่ไม่รู้จัก

หวาดกลัว กับ ความเป็นไปของตนที่ไม่รู้ ซึ่งสาเหตุ

เป็นความหวาดกลัว จาก "ความไม่รู้"

ทว่า ในความไม่รู้ แม้บางครั้งขณะ สามารถแก้ด้วย ความรู้ ที่มาเติมเต็มใน ความมั่นใจ เชื่อมั่น แต่บางครั้ง มันอาจเป็นชั่วขณะ หรือจากประสบการณ์ ในการแก้โจทย์ ณ ช่วงเวลา

แต่บางที่เราลืมไปว่า ในขั่วขณะเหล่านั้นหากจะทำเป็นนิรันดร์ หรือตลอดไป สามารถแก้ได้จาก"ความพร้อม"

การเตรียมการไว้ล่วงหน้า หรือ การมี"แผนที่ชีวิต" มีไทม์มิ่ง อันชัดเจนในการลำดับชีวิต

จากวัยเด็กสู่การเติบโต เรียน ทำงาน ทดแทนบุญคุณพ่อแม่ผู้มีพระคุณ มีชีวิตครอบครัวเมื่อพร้อมที่จะมีคู่ชีวิต

สิ่งเหล่านี้ จะชะล้างละลาย ความหวาดกลัว ในการก้าวเดินของขีวิต ของเหล่าบรรดานักล่าฝันทั้งหลาย

บางคนอาจยังไม่บรรลุถึง ความฝัน บางคนอาจไต่เลยความฝันไปแล้ว และทำอะไรไม่ถูก เพราะไม่เคยมีเวบา ใข้สติ หยุดพินิจ นั่งสังเคราะห์ตัวตน และ ร่างแผนที่ชีวิต ให้ต่อยอด ไปสู่เป้าหมายที่แท้จริงที่ยิ่งใหญ่

บางที นะ บางที ความฝันในความฝันอันยิ่งใหญ่ อาจอยู่ใกล้แค่เอื้อมสือไปสัมผัส ก็เป็นไปได้

เมื่อถึงเวลานั้น ความกลัว อาจจะไม่อยู่ในนิยาม ในในการก้าวย่าง ตราบที่ ความฝัน ยังคงทำหน้าที่ผลิต พลังงานแห่งชีวิต__

1/4/56
กรุงเทพ

วันศุกร์ที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2556

สิ่งดี อันงดงาม

สิ่งดีๆมีอยู่รอบตัว คิดดี ทำดี จะได้พบเจอแต่สิ่งดี

ความงดงามของโลก_

เมื่อเธอเป็นสมาชิกของโลกใบนี้เธอจงช่วยดูแลเป็นหูเป็นตา_เป็นธุระ

อย่าบอกว่าเธอไม่เกี่ยวข้อง ไม่ใช่ธุระ หากพบเห็น"ความผิดปกติ"ใดเกิดขึ้นะทำท่าจะเป็นภัยต่อ สังคมโลกใยนี้ เพราะยังไรเสีย เธอก็เป็นผู้ที่จะได้รับผลของสิ่งต่างๆที่เกิดขึ้นบนโลกนี้

สิ่งต่างๆ รวมไปถึงเรื่องราวความเป็นไปของ มนุษย์โลก ด้วย ก็เป็นสิ่งที่เธอจะช่วยกันดูแล ไม่ให้เกิดความผิดทางศีลธรรม การเห็นแก่ตัว การเบีดเบียน เบียดบัง ผลประโยชน์ ส่วนรวม มาเป็นส่วนตน

หากโลกปราศจากการแก่งแย่งช่วงชิงกัน สังคมทุกสังคมโลกมีแต่การเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ไม่มีใคร ทำร้าย เอารัดเอาเปรียบกัน

จากภายนอกสู่ภายใน สังคมโลก สู่ประเทศ สู่สังคมชุมชน สู่ครอบครัว พ่อ แม่ ลูก

จากมนุษย์ สู่ สรรพสัตว์ สิ่งมีชีวิตบนโลก ทรัพยากรธรรมชาติ ป่าไม้ ลำธาร สายลม แสงแดด ขุนเขา พืชพันธุ์ สัตว์ป่า

หากทุกคน ทุกสรรพชีวิต มีความเข้าใจในตรรกะ อยู่ในวัตรปฏิบัติ ซึ่งความพอเพียง พึ่งพาอาศัยและการอยู่ร่วมไม่เบียดเบียนกัน

สันติสุข ความสงบสุข ความยั่งยืนในการดำรงอยู่ร่วมของทุกเผ่าพันธุ์ จะบังเกิดและคงอยู่ยาวนาน

25/3/56

ให้-รับ



ให้-รับ

โดย Sakda Ji (บันทึก) เมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2012 เวลา 1:09 น.
เหล่าบรรดา..สิ่งมีชีวิตอันวุ่นวาย..แห่งโลก..
กำลังเคลื่อนผ่านวันเวลาอันทุรน..
ความเปลี่ยนแปลงเคลื่อนย้าย..ในห้วงกาล...
การเดินทางอันเคว้งคว้างใจ"จุดหมาย"ของหลายชีวิต..

อาการทุรนทนทุกข์ของสรรพสัตว์..
บทดำเนินแห่งมุนษย์..ดำเนินต่อ
ก้าวเดินของเหล่าผู้กล้า..กับกร้าวกร้านของผู้ทน..
เส้นตรงของ จุดหมาย..กับเส้นโค้งอันไร้หมายหมุด..

เหล่าปุถุชน..ครุ่นคิด..คำนึงถึง"อำนาจ"...ผลประโยชน์การดำรง..
วัตถุฉาบฉวย..มุมมองจากกว้างไกลจากหัวใจของ"ผู้ให้"หดแคบสั้น..
หลงเหลือเพียง..ความว่างเปล่าจากใจอันแห้งผาก ของเหล่าบรรดา"ผู้รับ"..