PR

@@ในความเคลื่อนไหวของสถานการณ์ที่ปรากฎเป็น"ข่าว"และ"ไม่เป็นข่าว"พยายามสแกนย่นย่อมานำเสนอและเป็นไว้เป็นฐานข้อมูลสังเคราะห์สถานการณ์ ที่นี่ "ข่าวที่ไม่เป็นข่าว"
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ บทความ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ บทความ แสดงบทความทั้งหมด

วันพุธที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

การขัดแย้งทางความคิดรอบใหม่

ไทยรัฐ10/2/59

วันนี้ ร่างรัฐธรรมนูญฉบับมีชัย ได้สร้าง ความขัดแย้งทางความคิดรอบใหม่ขึ้นอีกครั้งในสังคมไทย ก็ยังไม่รู้จะลงเอยอย่างไร เพราะ ความขัดแย้งทางความคิดในสังคมครั้งที่แล้ว ที่นำไปสู่ความรุนแรง นำไปสู่การปฏิวัติ 22 พฤษภาคม 2557 คณะปฏิวัติ หรือ คสช. ก็จัดให้มีการ ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เพื่อนำไปสู่การปฏิรูปทุกด้าน ทั้งการเมือง ประชาธิปไตย เศรษฐกิจ สังคม เพื่อไม่ให้ซ้ำรอยเดิม

แต่ ร่างรัฐธรรมนูญฉบับแรก ก็แท้งกลาง สภาปฏิรูปแห่งชาติเสียก่อน จากความขัดแย้งทางความคิดในกลุ่มแม่น้ำ 5 สาย

จนมาถึง ร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่ 2 ที่มี คุณมีชัย ฤชุพันธุ์ เป็นประธาน ก็ยังนำไป สู่ความขัดแย้งทางความคิด เหมือนเดิม เพราะร่างรัฐธรรมนูญฉบับมีชัยที่คลอดออกมา ไม่เป็นประชาธิปไตยจริง แต่เป็นประชาธิปไตยอะไรก็ไม่รู้ สามารถขโมยคะแนนเสียงประชาชนที่เลือกพรรคการเมืองหนึ่ง เอาไปให้อีกพรรคการเมืองหนึ่งที่ประชาชน ไม่ได้เลือก เพื่อช่วยให้พรรคนั้นได้จำนวน ส.ส.เพิ่มขึ้น แม้แต่ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ ก็ยังยำใหญ่ ร่างรัฐธรรมนูญฉบับมีชัย เช่นเดียวกับ สภาปฏิรูปแห่งชาติ ที่โหวตคว่ำ ร่างรัฐธรรมนูญฉบับบวรศักดิ์

5 ประเด็นใหญ่ที่ สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ไม่เห็นด้วยใน ร่างรัฐธรรมนูญฉบับมีชัย ผมได้ลงรายละเอียดไปแล้วเมื่อวานนี้

ที่น่าสนใจตามมาก็คือ หลังจากที่ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ ได้แถลง คัดค้านร่างรัฐธรรมนูญฉบับมีชัย ใน 5 ประเด็นไปแล้ว พล.ต.วีรชน สุคนธปฏิภาค รองโฆษกสำนักนายกฯ ก็ได้เสนอบทความเรื่อง “ประชาธิปไตย จิตสำนึกของสังคม” เผยแพร่สู่สาธารณะ

พล.ต.วีรชน ได้อ้างอิงบทความเรื่อง “ปรากฏการณ์ประชาธิปไตยไร้เสรี” (The Rise of llliberal Democracy) ของ Fareed Zakaria ที่ตีพิมพ์ในวารสารต่างประเทศเมื่อ 20 ปีก่อนว่า ได้กระตุ้นให้ขบคิดว่า การพัฒนาประชาธิปไตยและเสรีนิยมภายใต้รัฐธรรมนูญที่มีรูปแบบประชาธิปไตยแบบตะวันตก อาจเป็นเพียงหนึ่งในหลายหลักการประชาธิปไตย เพราะ ประชาธิปไตยคือจิตสำนึกหนึ่งของสังคม แต่ไม่ใช่ทั้งหมด ดังนั้น อาจจะผิดพลาดได้ หากตีความว่า ประชาธิปไตยคือธรรมาภิบาล พล.ต.วีรชน ระบุว่า ข้อคิดเห็นของนาย Zakaria อาจตรงกับสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในปัจจุบัน

ก็ไม่รู้ว่าบทความนี้เป็น ความคิดเห็นส่วนตัว ของ พล.ต.วีรชน หรือ เป็นนโยบาย

ช่วงหนึ่ง พล.ต.วีรชน ได้ยกคำพูดของ ผู้ช่วยรัฐมนตรีต่างประเทศ ที่อ้างถึงคำพูดของ นายวิล ดูแรนต์ นักเขียนรางวัลพูลิตเซอร์ว่า “ในวัยหนุ่มของฉัน ฉันให้ความสำคัญต่ออิสรภาพ และเมื่อวัยชรา ฉันให้ความสำคัญต่อกฎระเบียบ สิ่งที่ฉันค้นพบที่ยิ่งใหญ่คือ เสรีภาพเป็นผลิตผลหนึ่งของการคงไว้ซึ่งกฎระเบียบ”

ผมไม่แน่ใจว่าท่านรองโฆษกเข้าใจคำพูดประโยคนี้ว่าอย่างไร เพราะไม่ได้เขียนไว้

แต่ผมอ่านแล้วเข้าใจว่า คำพูดของ นายวิล ดูแรนต์ ในประโยคที่ว่า “เสรีภาพเป็นผลิตผลหนึ่งของการคงไว้ซึ่งกฎระเบียบ” คือ “หัวใจประชาธิปไตยที่แท้จริง” เลยทีเดียว สิทธิเสรีภาพของประชาชนในระบอบประชาธิปไตยจะมีได้ ก็ต่อเมื่อมีกฎระเบียบที่เข้มงวด คอยควบคุมป้องกันและลงโทษผู้ฝ่าฝืน ไม่ให้มีการใช้ “อิสรภาพ” ในการไป คุกคามหรือละเมิดสิทธิเสรีภาพของบุคคลอื่น ดังนั้น สิทธิและเสรีภาพ จึงเป็น “หัวใจสำคัญ” ของ ระบอบประชาธิปไตยในประเทศที่เจริญแล้ว เช่น สหรัฐฯ อังกฤษ

หลักการของ สิทธิเสรีภาพ นี่แหละที่จะนำไปสู่ การสร้างกลไกประชาธิปไตยที่ถูกต้องขึ้นในสังคม ไม่ใช่การให้อำนาจแก่ผู้หนึ่งผู้ใดหรือหน่วยงานหนึ่งหน่วยงานใด

“เสรีภาพเป็นผลิตผลหนึ่งของการคงไว้ซึ่งกฎระเบียบ” อย่างที่ นายวิล ดูแรนต์ พูดไว้นั้นถูกต้องแล้ว เพราะนั่นคือ หลักการในระบอบประชาธิปไตยที่แท้จริง และไม่ผิดพลาดแน่นอน.

“ลม เปลี่ยนทิศ”

วันจันทร์ที่ 23 ธันวาคม พ.ศ. 2556

ทุกครั้งที่คุณไปชุมนุมกับ กปปส.คุณกำลังเหยียบหัวผมและอีกหลายๆ ล้านคนโดยไม่รู้ตัว?

Sun, 2013-12-22 00:42

"เพื่อนรู้ไหมว่าทุกครั้งที่คุณไปชุมนุมกับ กปปส. คุณกำลังเหยียบหัวของผมและอีกหลายๆ ล้านคนโดยไม่รู้ตัว?"
มีเพื่อนเสนอว่า "ช่วยทำให้ fb ให้มีชีวิตชีวาและไม่ unfriendly" ผมก็ต้องยอมรับว่าช่วงนี้ใจผมไม่ค่อยจะเบิกบานนักจึงยังไม่มีอารมณ์โพสต์เรื่องราวที่สวยงามหรือมีชีวิตชีวา ไม่มีอารมณ์เป่านกหวีดหรือโบกธงอย่างสนุกสนาน ทำไมหรือ? เพราะผมรู้สึกว่าสิทธิทางการเมืองของผมกำลังถูกละเมิดอย่างรุนแรง
มีขบวนการทางการเมืองที่ถือว่าพวกตนคือมวลมหาประชาชนไทยทั้งประเทศหรือ กปปส. กำลังผลักดันกดดันทุกวิถีทางที่จะตัดสิทธิในการเลือกตั้งของผมเป็นเวลาอย่างน้อยหนึ่งปี สถาปนานายกรัฐมนตรีชั่วคราวที่ผมไม่มีส่วนเลือก และตั้งสภาของพวกเขาเองที่เรียกว่า “สภาประชาชน” เพื่อแก้ไขกฎกติกาต่างๆ ที่จะมีผลกระทบต่อผมโดยตรง
นี่เป็นความพยายามเปลี่ยนแปลงการปกครองประเทศที่ไม่อยู่ในกติการัฐธรรมนูญปัจจุบันโดยจะไม่มีการปรึกษาหารือผมหรือประชาชนอีกหลายๆล้านคนที่ไม่เห็นด้วยกับข้อเสนอและการผลักดันกดดันของพวกเขา พวกผมมีสิทธิเพียงที่จะเห็นด้วย (“Like”) เท่านั้น แต่ไม่มีสิทธิที่จะไม่เห็นด้วย (“Dislike”) วิธีเดียวที่พวกผมจะแสดงออกถึงพลังการคัดค้านได้อย่างเท่าเทียมกับพลังของพวกเขาเห็นจะต้องรวมพลังกันออกสู่ท้องถนนเช่นเดียวกับพวกเขา และผลที่จะน่าจะต้องตามมาคือการปะทะกันและการนองเลือดเริ่มจากเฉพาะบางพื้นที่และขยายตัวไปเรื่อยๆจนกลายเป็นสงครามกลางเมือง ถึงเวลานั้นตำรวจทหารก็คุมสถานการณ์ไม่อยู่
เมื่อผมลงข้อความในไลน์กลุ่ม เสนอต่อเพื่อนๆ ในกลุ่มส่วนหนึ่งที่ยังไปร่วมชุมนุมกับ กปปส. หลังจากที่รัฐบาลได้ยุบสภาแล้ว ว่าเขาอาจกำลังสนับสนุนขบวนการเผด็จการฟาซิสต์โดยไม่รู้ตัว ผมก็ถูกวิจารณ์ว่าไม่เคารพต่อความคิดเห็นที่ต่างกันของเพื่อน
เพื่อนบางคนโต้ผมว่าที่พวกเขาไปร่วมชุมนุมกับ กปปส. ไม่ได้หมายความว่าเขาเห็นด้วยกับข้อเสนอต่างๆ ของแกนนำ กปปส. แต่เป็นเพราะเขาทนพฤติกรรมของรัฐบาลปัจจุบันไม่ได้เลย และต้องการให้เกิดการปฏิรูปการเมืองอย่างจริงจัง
ผมก็ถามย้อนกลับว่าหากมีขบวนการทางการเมืองที่ชูนโยบายเรื่องรัฐสวัสดิการ (พวกเราเป็นกลุ่มสนับสนุนรัฐสวัสดิการ) แต่ในขณะเดียวกันมีนโยบายขับไล่ผู้ติดเชื้อเอชไอวีทั่วประเทศไปอยู่บนเกาะแห่งหนึ่ง แล้วผมไปร่วมชุมนุมกับขบวนการนี้โดยอธิบายว่าเป็นเพราะผมเห็นด้วยกับการมีรัฐสวัสดิการ แต่เรื่องการขับไล่ผู้ติดเชื้อไปอยู่บนเกาะเป็นเรื่องที่อาจเห็นต่างกันได้ เขาจะว่าอย่างไร?
ผมไม่คิดแม้แต่นิดว่าเพื่อนผมเหล่านี้นิยมเผด็จการหรือการละเมิดสิทธิของผู้อื่น แต่กระแสวาทกรรมนั้นแรงมาก สามารถตอบสนองความไม่พอใจต่อรัฐบาลและลักษณะการปกครองประเทศในปัจจุบัน ประกอบกับความรู้สึกถึงความเป็นพลังอันหนึ่งอันเดียวกันเพื่อขจัดสิ่งชั่วร้าย นี่คืออารมณ์ร่วมของประชาชนจำนวนมหาศาลที่เป็นคลื่นสึนะมิซัดลงมาบนแผ่นดิน โดยเรื่องของการคิดวิเคราะห์ไตร่ตรองเพื่อทำความเข้าใจกับขบวนการนี้เกิดขึ้นไม่ทัน 

นิธิ เอียวศรีวงศ์: มวลมหาประชาชน

Tue, 2013-12-17 13:58


(แฟ้มภาพ: ประชาไท 9 ธ.ค.2557)

ผมได้เตือนทั้งในข้อเขียนและรายการทีวีว่า เมืองไทยปัจจุบันได้เกิดมวล (มหาประชา) ชนขึ้นแล้ว และการเมืองของมวลชนนั้นเป็นได้ทั้งสองทาง คือ ขยายกลไกและการมีส่วนร่วมเชิงประชาธิปไตยไปกว้างขวางขึ้น หากกลไกและสถาบันอื่นๆ ที่มีอยู่พร้อมจะปรับเปลี่ยนไปทางนั้น หรือทางที่สองคือ เกิดการเมืองแบบเผด็จการเบ็ดเสร็จขึ้น เพราะเผด็จการเบ็ดเสร็จเกิดขึ้นไม่ได้หากไม่มีมวล (มหาประชา) ชน
ที่พูดนี้ไม่ต้องการจะบอกว่า ผมปราดเปรื่องล้ำลึกกว่าคนอื่น เพราะผมก็คาดไม่ถึงเหมือนกันว่า การเมืองแบบเผด็จการเบ็ดเสร็จจะมาเร็วอย่างนี้
บทความเกี่ยวกับเผด็จการเบ็ดเสร็จที่เขียนครั้งแรก ได้ความคิดจาก Hannah Arendt ความวุ่นวายทางการเมืองที่เกิดขึ้นในระยะสองสัปดาห์ที่ผ่านมา ทำให้ผมต้องกลับไปอ่านงานของเธออีกครั้งหนึ่ง ความงุนงงสงสัยหลายอย่างเกี่ยวกับการเคลื่อนไหวของ "มวลมหาประชาชน" ของคุณสุเทพจึงคลี่คลายลง ปัญหาที่ผมสนใจไม่ได้อยู่ที่ว่า คุณสุเทพมีใครหนุนหลังอยู่บ้าง แต่อยู่ที่ว่า เหตุใดคนจำนวนมาก (แม้ตัดพวกที่ขนมาจากภาคใต้ออกไปแล้ว ก็ยังถือว่ามากอยู่ดี) จึงเข้าร่วมชุมนุมประท้วงรัฐบาล
เผด็จการเบ็ดเสร็จนั้นอาจเกิดกับการเคลื่อนไหวทางการเมืองก็ได้ หรือเกิดกับรัฐคือ กลายเป็นรัฐเผด็จการเบ็ดเสร็จก็ได้ แต่รัฐขนาดเล็กและมีประชากรน้อยอย่างไทยนั้น ในทรรศนะของ Arendt ไม่มีทางเป็นรัฐเผด็จการเบ็ดเสร็จได้ อย่างไรก็ตาม นั่นไม่ได้หมายความว่า การเคลื่อนไหวทางการเมืองในแบบเผด็จการเบ็ดเสร็จจะเกิดในรัฐเล็กๆ แบบไทยไม่ได้
และดังที่กล่าวแล้วว่า ฐานพลังของเผด็จการเบ็ดเสร็จคือ มวลชน คำนี้ไม่ได้หมายถึงประชาชนทั่วไปเท่านั้น แต่หมายถึงประชาชนทั่วไปที่หลุดพ้นไปจากพันธะทั้งหลายที่เคยมีมา เช่น เครือญาติ, ชุมชน, ท้องถิ่น, ศาสนา, พรรคการเมือง, และแม้แต่ชนชั้น (ก็แม้แต่ชาวสลัมยังชื่นชมคุณชายและท่านชายราชตระกูลจุฑาเทพได้) กลายเป็นปัจเจกโดดๆ อาจารย์เกษียร เตชะพีระ เคยท้วงผมว่า ปัจเจกบุคคลยังคิดเองได้ ที่ถูกควรพูดว่าถูกแยกออกเป็นอณูต่างหาก ครับใช่เลย เป็นอณูที่ไม่ได้คิดอะไรนอกจากแข่งขันกันในตลาด เพื่อเอาชีวิตรอด มีตนเองเป็นศูนย์กลางของจักรวาล และด้วยเหตุดังนั้นจึงเงียบเหงาเปล่าเปลี่ยวในส่วนลึกของจิตใจ เพราะหาความหมายของชีวิตไม่เจอ
สังคมไทยกำลังแปรเปลี่ยนไปสู่สังคมอณู และด้วยเหตุดังนั้น ผมจึงคิดว่าพันธะเดียวที่ยังเหลืออยู่ในชีวิตของอณูเหล่านี้ในสังคมไทยคือ สถาบันพระมหากษัตริย์ ความจงรักภักดีที่เรียกกันว่า "ล้นเกิน" ต่อสถาบันนี้ โดยเฉพาะในหมู่คนชั้นกลาง ซึ่งกลายเป็นอณูมากกว่าใคร จึงเป็นปรากฏการณ์ที่พบได้อยู่เสมอ
ทั้งยังทำให้คาดได้ว่า การเคลื่อนไหวทางการเมืองเชิงเผด็จการเบ็ดเสร็จของคุณสุเทพมีศูนย์กลางอยู่ในกรุงเทพฯ
"มวลมหาประชาชน" ของคุณสุเทพ ประกอบด้วยอณู เพราะหากไม่เป็นอณูคนจะกลายเป็น "มนุษย์มวลชน" (ตามคำของ Arendt) ไม่ได้ และเพราะเป็นอณูจึงหลอมรวมเป็น "มวลมหาประชาชน" ได้ ไม่ใช่ถูกคุณสุเทพหลอมรวมนะครับ แต่เขาหลอมรวมกันเอง และหลอมรวมคุณสุเทพเข้าไปด้วย ทั้งหมดได้ค้นพบเป้าหมายแห่งชีวิตที่อ้างว้างเปล่าเปลี่ยวคือ การเป็นส่วนหนึ่งของ "มวลมหาประชาชน" ซึ่งมีชีวิตจิตใจของมันเอง คุณสุเทพคือตัวเขาเองที่พูดออกมา และ "มวลมหาประชาชน" ก็พูดแทนประชาชนทั้งหมด
จึงเป็นเรื่องผิดฝาผิดตัวที่ไปถามว่า "มวลมหาประชาชน" ของคุณมีจำนวนเท่าไร ห่างไกลจากตัวเลข 65 ล้านคน อันเป็นประชากรไทย การเมืองของเผด็จการเบ็ดเสร็จไม่ได้อยู่ที่จำนวน แต่อยู่ที่คุณเป็นเสียงของใคร มีระบอบเผด็จการเบ็ดเสร็จที่ไหน เริ่มต้นจากเสียงข้างมาก แม้แต่นาซีซึ่งได้เสียงข้างมากในสภา ก็เริ่มจากแก๊งอันธพาลข้างถนน รวบรวมกลุ่มคนที่ล้มเหลวในชีวิตทุกด้านไว้ด้วยกัน มุสโสลินียึดรัฐได้ด้วยเสียงข้างน้อยในสภา บอลเชวิคก็เป็นเสียงข้างน้อย แต่เป็นตัวแทนของ "มวลมหาประชาชน" การกล่าวว่าม็อบคุณสุเทพคือ เผด็จการของเสียงข้างน้อย ถูกเป๊ะตรงเป้าเลย และน่าจะถูกใจม็อบด้วย ก็เคลื่อนไหวทั้งหมดมาก็เพราะต้องการเป็นเผด็จการของเสียงข้างน้อย เหมือนเผด็จการของชนชั้นกรรมาชีพ เผด็จการของอารยันบริสุทธิ์ เผด็จการของคนดี
เผด็จการเบ็ดเสร็จที่ไหนๆ ก็ทำลายหลักการเสียงข้างมากของประชาธิปไตยทั้งนั้น เสียงข้างมากที่ถือว่าทุกคนเท่าเทียมกันทางการเมืองนั่นแหละคือ ตัวปัญหา เพราะทุกคนไม่ควรเท่าเทียมกันทางการเมือง ในเมื่อมีการศึกษาต่างกัน ถือหุ้นในประเทศไม่เท่ากัน และเห็นแก่ส่วนรวมไม่เท่ากัน คนที่ยอมกลืนตัวให้หายไปใน "มวลมหาประชาชน" จะเท่าเทียมกับคนอื่นซึ่งมัวแต่ห่วงใยกับประโยชน์ของตนเองและลูกเมียได้อย่างไร
ด้วยเหตุดังนั้น อย่าถามถึงจำนวนเลย "มวลมหาประชาชน" ฟังไม่รู้เรื่อง
เมื่อทำลายหลักการของเสียงข้างมาก ก็ทำให้ความชอบธรรมทั้งหมดของสถาบันที่อยู่กับเสียงข้างมากสูญสลายไปด้วย รัฐบาลที่มาจากการรับรองของเสียงข้างมากในสภาจึงเป็นโมฆะ แม้แต่สภาหรือรัฐสภาที่ให้การรับรองก็เป็นโมฆะ หน่วยงานราชการที่อยู่ภายใต้การบังคับบัญชาของคนโมฆะ ก็ย่อมโมฆะ
ทุกอย่างโมฆะหมด หรือทุกอย่างถูกแผ้วถางออกไปหมด เพื่อทำให้ "มวลมหาประชาชน" สร้างสิ่งใหม่ขึ้นได้ ไม่ว่าจะเป็นสภาประชาชน หรือนายกรัฐมนตรีคนดีที่มาจากการเลือกสรรของคนดี ทูลเกล้าฯ ให้ได้รับการแต่งตั้ง
การคัดค้านว่าทั้งหมดนี้ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ เป็นการค้านที่ผิดฝาผิดตัว เพราะ "มวลมหาประชาชน" อันอ้างเป็นเสียงของประชาชนทั้งมวลนั้น ไม่ได้ตั้งใจให้ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ซึ่งเปิดโอกาสให้คนชั่วมีอำนาจอยู่แล้ว ที่ยังไม่ประกาศให้รู้ชัดๆ ไปเลยก็เพราะยังไม่ถึงเวลา
ทำไมจึงไม่ประกาศให้ชัดเจนว่า แผนการทางการเมืองของ "มวลมหาประชาชน" คืออะไร คำอธิบายของ Arendt นั้นลึกซึ้งมาก โครงการหรือแผนการใดๆ ทำให้อณูกลายเป็นปัจเจก เพราะต้องมีหลักที่แน่นอนอย่างใดอย่างหนึ่งให้ยึดถือ ถ้าอณูเริ่มยึดถือหลัก เขาก็หมดความเป็นอณู เพราะต้องคิดสนับสนุนหรือต่อสู้กับการคัดค้าน เมื่อนั้นมวล (มหาประชา) ชนก็สลายตัว กลายเป็นแค่ม็อบ ที่ทุกคนต่างมีความประสงค์ที่แตกต่างกัน การหลวมรวมตัวเข้าไปใน "มวลมหาประชาชน" จึงเกิดขึ้นไม่ได้
นี่คือเหตุผลที่ความเคลื่อนไหวของ "มวลมหาประชาชน" มีแผนได้แทบจะเฉพาะชั่วโมงต่อชั่วโมง และต้องคอยยกระดับกันทุกวัน เพราะเป้าหมายหรือแผนคือ การทำลายตนเองของ "มวลมหาประชาชน" อย่าลืมว่า เมื่อไรที่มีแผน เมื่อนั้นก็จะประสบความสำเร็จหรือความล้มเหลวได้ แล้วหลังจากนั้นล่ะ? นโยบายพรรคภายใต้สตาลินและเหมาเปลี่ยนได้ทุกปี เพื่อให้ "มวลมหาประชาชน" ต้องเข้มแข็ง เตรียมพร้อม และสู้รบตลอดไป
ต้องหาอะไรให้ม็อบทำ อย่าชุมนุมเฉยๆ เป็นคำอธิบายเชิงยุทธวิธี แต่ในเชิงยุทธศาสตร์ มีอะไรที่ลึกกว่านั้นไปอีก
"มวลมหาประชาชน" ของคุณสุเทพถูกโจมตีว่าทำผิดกฎหมายถึงขั้นกบฏ และบางครั้งก็อาจถูกโจมตีว่าทำผิดศีลธรรมด้วย ที่ยั่วยุให้เกิดความรุนแรง บางคนขุดคุ้ยประวัติของคุณสุเทพขึ้นมา "แฉ" ทั้งหมดนี้เพื่อลดความชอบธรรมของ "มวลมหาประชาชน"
น่าประหลาดมากที่ Arendt ชี้ให้เห็นว่า การละเมิดกฎหมายและศีลธรรมนั้นเป็นเสน่ห์อย่างหนึ่ง ที่ทำให้มวล (มหาประชา) ชนเข้ามาหลอมรวมตัวกับผู้นำ ผู้นำของการเคลื่อนไหวเชิงเผด็จการเบ็ดเสร็จหลายคนจะเล่าถึงประวัติอาชญากรรมของตนอย่างภาคภูมิใจ คุณสนธิ ลิ้มทองกุล รับบนเวทีว่า ตนเคย "เหี้ย" (คำของเขา) มาอย่างไร และบัดนี้หันมาปฏิบัติธรรมจนห่างพระองคุลิมาลไม่ถึงคืบหนึ่งดี คำอธิบายง่ายๆ ของผมต่อปรากฏการณ์นี้ก็คือ มวล (มหาประชา) ชนเกลียดสังคมที่ทำให้ตนไม่รู้สึกสุขสงบ สังคมเช่นนั้นดำรงอยู่บนระบบกฎหมายและศีลธรรมชนิดที่ควรละเมิดนั่นแหละ จึงทำให้เขาลุกขึ้นมาร่วมเป็นมวล (มหาประชา) ชน การละเมิดกฎหมายและศีลธรรมยิ่งทำให้น่าวางใจว่า ขบวนการจะเดินไปสู่อะไรที่ใหม่และดีกว่าเก่า
จำนวนมากของผู้ที่ร่วมใน "มวลมหาประชาชน" ของคุณสุเทพ (ตัดม็อบว่าจ้างและคนที่ถูกขนมาจากเขตเลือกตั้งของตนแล้ว) ไม่ได้เข้าร่วมเพราะวาทศิลป์ของคุณสุเทพ ไม่ได้เข้าร่วมเพื่อประโยชน์ส่วนตน แต่จะพูดว่ามีอุดมการณ์เดียวกับคุณสุเทพไม่ได้ เพราะอุดมการณ์เกิดขึ้นจากการคิดไตร่ตรอง ผ่านการถูกโต้แย้งและการตอบโต้มามาก หากร่วมเพราะเป็นความเชื่อมั่น (conviction) ทางอารมณ์และความรู้สึก นั่นคือเป็นการตอบสนองต่อสภาวะอันไม่น่าพอใจที่ตนได้ประสบมาในชีวิตของสังคมอณูที่ไร้ความผูกพันใดๆ ซ้ำเป็นสภาวะที่ตนมองไม่เห็นทางออกอีกด้วย คุณยิ่งลักษณ์, พรรคเพื่อไทย หรือคุณทักษิณ เป็นเหยื่อรูปธรรมของความเชื่อมั่นทางอารมณ์และความรู้สึกนั้น สักวันหนึ่งข้างหน้า เหยื่อรูปธรรมจะเปลี่ยนเป็นคนอื่นได้หรือไม่ ผมมั่นใจว่าเปลี่ยนได้ อาจเป็นกองทัพ, สถาบันต่างๆ เช่น ตุลาการ, หรือศาสนา หรืออะไรอื่นได้อีกหลายอย่าง
เพราะการเมืองมวลชนเชิงเผด็จการเบ็ดเสร็จย่อมต้องสร้างศัตรูขึ้นเป็นเป้าแห่งความเกลียดชังเสมอ
ผมคงสามารถยกคำอธิบายของ Arendt มาทำความเข้าใจกับมวล (มหาประชา) ชนของคุณสุเทพได้อีกมากมาย แต่ขอยุติเพียงเท่านี้ เพื่อจะบอกด้วยความแน่ใจว่า คุณสุเทพกำลังนำ "มวลมหาประชาชน" ไปในทิศทางของเผด็จการเบ็ดเสร็จอย่างชัดเจน คุณสุเทพไม่ใช่คนแรกที่ทำอย่างนี้ แต่มีคนอื่นทำมาแล้ว แต่ไม่ชัดเจนเท่าครั้งนี้
เราจะออกจากการเมืองมวลชนแบบที่นำไปสู่เผด็จการเช่นนี้ได้อย่างไร ผมคิดว่าการชี้ให้เห็นความไม่ชอบธรรมของขบวนการเช่นนี้ในทางกฎหมายเป็นสิ่งจำเป็นและต้องเร่งทำ แต่ไม่ใช่เพื่อบอกกล่าวแก่ผู้เข้าร่วมชุมนุม เพราะมวล (มหาประชา) ชน ไม่มีหูจะรับฟัง แต่เราต้องทำความเข้าใจกับคนนอกอีกมาก ทำให้คนนอกเหล่านั้น ซึ่งจำนวนไม่น้อยก็มีชีวิตในสังคมอณูเช่นกันเชื่อว่า ทางเลือกในระบอบประชาธิปไตยยังมีอยู่ หากเราให้โอกาส
ม็อบแบบ "มวลมหาประชาชน" นั้นมีในทุกสังคมอณู แต่ไม่จำเป็นต้องมีพลังครอบงำทางเลือกของสังคมอย่างม็อบของฮิตเลอร์, มุสโสลินี, สตาลิน, หรือเหมา เสมอไป ขึ้นอยู่กับว่า ประชาชนส่วนใหญ่ในสังคมนั้น มีสติ ความอดกลั้น และความเข้าใจเพียงพอ ที่จะไม่ปล่อยให้มวล (มหาประชา) ชนชักนำไปอย่างมืดบอดหรือไม่
เราทุกคน รวมทั้งคุณยิ่งลักษณ์ ชินวัตร กำลังอยู่ในวิกฤตทางเลือกที่สำคัญขนาดคอขาดบาดตายสำหรับสังคมไทย หากคุณยิ่งลักษณ์และเราทุกคนช่วยกันประคองให้สังคมไทยหลุดรอดจากทางเลือกของการเมืองแบบเผด็จการเบ็ดเสร็จไปได้ในครั้งนี้ หลานของผมและลูกคุณยิ่งลักษณ์จะมีชีวิตที่พูดอะไรก็ได้ตามความคิดของตน สามารถตอบโต้คัดค้านความคิดของคนอื่นได้ โดยไม่ต้องหวาดกลัวว่า จะถูกมวล (มหาประชา) ชนลงโทษ ด้วยการเป่านกหวีดใส่ ไปจนถึงจำขัง, เนรเทศ หรือประหารชีวิต

วันพุธที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2556

นิธิ เอียวศรีวงศ์: มวลมหาประชาชน

Tue, 2013-12-17 13:58


(แฟ้มภาพ: ประชาไท 9 ธ.ค.2557)

ผมได้เตือนทั้งในข้อเขียนและรายการทีวีว่า เมืองไทยปัจจุบันได้เกิดมวล (มหาประชา) ชนขึ้นแล้ว และการเมืองของมวลชนนั้นเป็นได้ทั้งสองทาง คือ ขยายกลไกและการมีส่วนร่วมเชิงประชาธิปไตยไปกว้างขวางขึ้น หากกลไกและสถาบันอื่นๆ ที่มีอยู่พร้อมจะปรับเปลี่ยนไปทางนั้น หรือทางที่สองคือ เกิดการเมืองแบบเผด็จการเบ็ดเสร็จขึ้น เพราะเผด็จการเบ็ดเสร็จเกิดขึ้นไม่ได้หากไม่มีมวล (มหาประชา) ชน
ที่พูดนี้ไม่ต้องการจะบอกว่า ผมปราดเปรื่องล้ำลึกกว่าคนอื่น เพราะผมก็คาดไม่ถึงเหมือนกันว่า การเมืองแบบเผด็จการเบ็ดเสร็จจะมาเร็วอย่างนี้
บทความเกี่ยวกับเผด็จการเบ็ดเสร็จที่เขียนครั้งแรก ได้ความคิดจาก Hannah Arendt ความวุ่นวายทางการเมืองที่เกิดขึ้นในระยะสองสัปดาห์ที่ผ่านมา ทำให้ผมต้องกลับไปอ่านงานของเธออีกครั้งหนึ่ง ความงุนงงสงสัยหลายอย่างเกี่ยวกับการเคลื่อนไหวของ "มวลมหาประชาชน" ของคุณสุเทพจึงคลี่คลายลง ปัญหาที่ผมสนใจไม่ได้อยู่ที่ว่า คุณสุเทพมีใครหนุนหลังอยู่บ้าง แต่อยู่ที่ว่า เหตุใดคนจำนวนมาก (แม้ตัดพวกที่ขนมาจากภาคใต้ออกไปแล้ว ก็ยังถือว่ามากอยู่ดี) จึงเข้าร่วมชุมนุมประท้วงรัฐบาล
เผด็จการเบ็ดเสร็จนั้นอาจเกิดกับการเคลื่อนไหวทางการเมืองก็ได้ หรือเกิดกับรัฐคือ กลายเป็นรัฐเผด็จการเบ็ดเสร็จก็ได้ แต่รัฐขนาดเล็กและมีประชากรน้อยอย่างไทยนั้น ในทรรศนะของ Arendt ไม่มีทางเป็นรัฐเผด็จการเบ็ดเสร็จได้ อย่างไรก็ตาม นั่นไม่ได้หมายความว่า การเคลื่อนไหวทางการเมืองในแบบเผด็จการเบ็ดเสร็จจะเกิดในรัฐเล็กๆ แบบไทยไม่ได้
และดังที่กล่าวแล้วว่า ฐานพลังของเผด็จการเบ็ดเสร็จคือ มวลชน คำนี้ไม่ได้หมายถึงประชาชนทั่วไปเท่านั้น แต่หมายถึงประชาชนทั่วไปที่หลุดพ้นไปจากพันธะทั้งหลายที่เคยมีมา เช่น เครือญาติ, ชุมชน, ท้องถิ่น, ศาสนา, พรรคการเมือง, และแม้แต่ชนชั้น (ก็แม้แต่ชาวสลัมยังชื่นชมคุณชายและท่านชายราชตระกูลจุฑาเทพได้) กลายเป็นปัจเจกโดดๆ อาจารย์เกษียร เตชะพีระ เคยท้วงผมว่า ปัจเจกบุคคลยังคิดเองได้ ที่ถูกควรพูดว่าถูกแยกออกเป็นอณูต่างหาก ครับใช่เลย เป็นอณูที่ไม่ได้คิดอะไรนอกจากแข่งขันกันในตลาด เพื่อเอาชีวิตรอด มีตนเองเป็นศูนย์กลางของจักรวาล และด้วยเหตุดังนั้นจึงเงียบเหงาเปล่าเปลี่ยวในส่วนลึกของจิตใจ เพราะหาความหมายของชีวิตไม่เจอ
สังคมไทยกำลังแปรเปลี่ยนไปสู่สังคมอณู และด้วยเหตุดังนั้น ผมจึงคิดว่าพันธะเดียวที่ยังเหลืออยู่ในชีวิตของอณูเหล่านี้ในสังคมไทยคือ สถาบันพระมหากษัตริย์ ความจงรักภักดีที่เรียกกันว่า "ล้นเกิน" ต่อสถาบันนี้ โดยเฉพาะในหมู่คนชั้นกลาง ซึ่งกลายเป็นอณูมากกว่าใคร จึงเป็นปรากฏการณ์ที่พบได้อยู่เสมอ
ทั้งยังทำให้คาดได้ว่า การเคลื่อนไหวทางการเมืองเชิงเผด็จการเบ็ดเสร็จของคุณสุเทพมีศูนย์กลางอยู่ในกรุงเทพฯ
"มวลมหาประชาชน" ของคุณสุเทพ ประกอบด้วยอณู เพราะหากไม่เป็นอณูคนจะกลายเป็น "มนุษย์มวลชน" (ตามคำของ Arendt) ไม่ได้ และเพราะเป็นอณูจึงหลอมรวมเป็น "มวลมหาประชาชน" ได้ ไม่ใช่ถูกคุณสุเทพหลอมรวมนะครับ แต่เขาหลอมรวมกันเอง และหลอมรวมคุณสุเทพเข้าไปด้วย ทั้งหมดได้ค้นพบเป้าหมายแห่งชีวิตที่อ้างว้างเปล่าเปลี่ยวคือ การเป็นส่วนหนึ่งของ "มวลมหาประชาชน" ซึ่งมีชีวิตจิตใจของมันเอง คุณสุเทพคือตัวเขาเองที่พูดออกมา และ "มวลมหาประชาชน" ก็พูดแทนประชาชนทั้งหมด
จึงเป็นเรื่องผิดฝาผิดตัวที่ไปถามว่า "มวลมหาประชาชน" ของคุณมีจำนวนเท่าไร ห่างไกลจากตัวเลข 65 ล้านคน อันเป็นประชากรไทย การเมืองของเผด็จการเบ็ดเสร็จไม่ได้อยู่ที่จำนวน แต่อยู่ที่คุณเป็นเสียงของใคร มีระบอบเผด็จการเบ็ดเสร็จที่ไหน เริ่มต้นจากเสียงข้างมาก แม้แต่นาซีซึ่งได้เสียงข้างมากในสภา ก็เริ่มจากแก๊งอันธพาลข้างถนน รวบรวมกลุ่มคนที่ล้มเหลวในชีวิตทุกด้านไว้ด้วยกัน มุสโสลินียึดรัฐได้ด้วยเสียงข้างน้อยในสภา บอลเชวิคก็เป็นเสียงข้างน้อย แต่เป็นตัวแทนของ "มวลมหาประชาชน" การกล่าวว่าม็อบคุณสุเทพคือ เผด็จการของเสียงข้างน้อย ถูกเป๊ะตรงเป้าเลย และน่าจะถูกใจม็อบด้วย ก็เคลื่อนไหวทั้งหมดมาก็เพราะต้องการเป็นเผด็จการของเสียงข้างน้อย เหมือนเผด็จการของชนชั้นกรรมาชีพ เผด็จการของอารยันบริสุทธิ์ เผด็จการของคนดี
เผด็จการเบ็ดเสร็จที่ไหนๆ ก็ทำลายหลักการเสียงข้างมากของประชาธิปไตยทั้งนั้น เสียงข้างมากที่ถือว่าทุกคนเท่าเทียมกันทางการเมืองนั่นแหละคือ ตัวปัญหา เพราะทุกคนไม่ควรเท่าเทียมกันทางการเมือง ในเมื่อมีการศึกษาต่างกัน ถือหุ้นในประเทศไม่เท่ากัน และเห็นแก่ส่วนรวมไม่เท่ากัน คนที่ยอมกลืนตัวให้หายไปใน "มวลมหาประชาชน" จะเท่าเทียมกับคนอื่นซึ่งมัวแต่ห่วงใยกับประโยชน์ของตนเองและลูกเมียได้อย่างไร
ด้วยเหตุดังนั้น อย่าถามถึงจำนวนเลย "มวลมหาประชาชน" ฟังไม่รู้เรื่อง
เมื่อทำลายหลักการของเสียงข้างมาก ก็ทำให้ความชอบธรรมทั้งหมดของสถาบันที่อยู่กับเสียงข้างมากสูญสลายไปด้วย รัฐบาลที่มาจากการรับรองของเสียงข้างมากในสภาจึงเป็นโมฆะ แม้แต่สภาหรือรัฐสภาที่ให้การรับรองก็เป็นโมฆะ หน่วยงานราชการที่อยู่ภายใต้การบังคับบัญชาของคนโมฆะ ก็ย่อมโมฆะ
ทุกอย่างโมฆะหมด หรือทุกอย่างถูกแผ้วถางออกไปหมด เพื่อทำให้ "มวลมหาประชาชน" สร้างสิ่งใหม่ขึ้นได้ ไม่ว่าจะเป็นสภาประชาชน หรือนายกรัฐมนตรีคนดีที่มาจากการเลือกสรรของคนดี ทูลเกล้าฯ ให้ได้รับการแต่งตั้ง
การคัดค้านว่าทั้งหมดนี้ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ เป็นการค้านที่ผิดฝาผิดตัว เพราะ "มวลมหาประชาชน" อันอ้างเป็นเสียงของประชาชนทั้งมวลนั้น ไม่ได้ตั้งใจให้ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ซึ่งเปิดโอกาสให้คนชั่วมีอำนาจอยู่แล้ว ที่ยังไม่ประกาศให้รู้ชัดๆ ไปเลยก็เพราะยังไม่ถึงเวลา
ทำไมจึงไม่ประกาศให้ชัดเจนว่า แผนการทางการเมืองของ "มวลมหาประชาชน" คืออะไร คำอธิบายของ Arendt นั้นลึกซึ้งมาก โครงการหรือแผนการใดๆ ทำให้อณูกลายเป็นปัจเจก เพราะต้องมีหลักที่แน่นอนอย่างใดอย่างหนึ่งให้ยึดถือ ถ้าอณูเริ่มยึดถือหลัก เขาก็หมดความเป็นอณู เพราะต้องคิดสนับสนุนหรือต่อสู้กับการคัดค้าน เมื่อนั้นมวล (มหาประชา) ชนก็สลายตัว กลายเป็นแค่ม็อบ ที่ทุกคนต่างมีความประสงค์ที่แตกต่างกัน การหลวมรวมตัวเข้าไปใน "มวลมหาประชาชน" จึงเกิดขึ้นไม่ได้
นี่คือเหตุผลที่ความเคลื่อนไหวของ "มวลมหาประชาชน" มีแผนได้แทบจะเฉพาะชั่วโมงต่อชั่วโมง และต้องคอยยกระดับกันทุกวัน เพราะเป้าหมายหรือแผนคือ การทำลายตนเองของ "มวลมหาประชาชน" อย่าลืมว่า เมื่อไรที่มีแผน เมื่อนั้นก็จะประสบความสำเร็จหรือความล้มเหลวได้ แล้วหลังจากนั้นล่ะ? นโยบายพรรคภายใต้สตาลินและเหมาเปลี่ยนได้ทุกปี เพื่อให้ "มวลมหาประชาชน" ต้องเข้มแข็ง เตรียมพร้อม และสู้รบตลอดไป
ต้องหาอะไรให้ม็อบทำ อย่าชุมนุมเฉยๆ เป็นคำอธิบายเชิงยุทธวิธี แต่ในเชิงยุทธศาสตร์ มีอะไรที่ลึกกว่านั้นไปอีก
"มวลมหาประชาชน" ของคุณสุเทพถูกโจมตีว่าทำผิดกฎหมายถึงขั้นกบฏ และบางครั้งก็อาจถูกโจมตีว่าทำผิดศีลธรรมด้วย ที่ยั่วยุให้เกิดความรุนแรง บางคนขุดคุ้ยประวัติของคุณสุเทพขึ้นมา "แฉ" ทั้งหมดนี้เพื่อลดความชอบธรรมของ "มวลมหาประชาชน"
น่าประหลาดมากที่ Arendt ชี้ให้เห็นว่า การละเมิดกฎหมายและศีลธรรมนั้นเป็นเสน่ห์อย่างหนึ่ง ที่ทำให้มวล (มหาประชา) ชนเข้ามาหลอมรวมตัวกับผู้นำ ผู้นำของการเคลื่อนไหวเชิงเผด็จการเบ็ดเสร็จหลายคนจะเล่าถึงประวัติอาชญากรรมของตนอย่างภาคภูมิใจ คุณสนธิ ลิ้มทองกุล รับบนเวทีว่า ตนเคย "เหี้ย" (คำของเขา) มาอย่างไร และบัดนี้หันมาปฏิบัติธรรมจนห่างพระองคุลิมาลไม่ถึงคืบหนึ่งดี คำอธิบายง่ายๆ ของผมต่อปรากฏการณ์นี้ก็คือ มวล (มหาประชา) ชนเกลียดสังคมที่ทำให้ตนไม่รู้สึกสุขสงบ สังคมเช่นนั้นดำรงอยู่บนระบบกฎหมายและศีลธรรมชนิดที่ควรละเมิดนั่นแหละ จึงทำให้เขาลุกขึ้นมาร่วมเป็นมวล (มหาประชา) ชน การละเมิดกฎหมายและศีลธรรมยิ่งทำให้น่าวางใจว่า ขบวนการจะเดินไปสู่อะไรที่ใหม่และดีกว่าเก่า
จำนวนมากของผู้ที่ร่วมใน "มวลมหาประชาชน" ของคุณสุเทพ (ตัดม็อบว่าจ้างและคนที่ถูกขนมาจากเขตเลือกตั้งของตนแล้ว) ไม่ได้เข้าร่วมเพราะวาทศิลป์ของคุณสุเทพ ไม่ได้เข้าร่วมเพื่อประโยชน์ส่วนตน แต่จะพูดว่ามีอุดมการณ์เดียวกับคุณสุเทพไม่ได้ เพราะอุดมการณ์เกิดขึ้นจากการคิดไตร่ตรอง ผ่านการถูกโต้แย้งและการตอบโต้มามาก หากร่วมเพราะเป็นความเชื่อมั่น (conviction) ทางอารมณ์และความรู้สึก นั่นคือเป็นการตอบสนองต่อสภาวะอันไม่น่าพอใจที่ตนได้ประสบมาในชีวิตของสังคมอณูที่ไร้ความผูกพันใดๆ ซ้ำเป็นสภาวะที่ตนมองไม่เห็นทางออกอีกด้วย คุณยิ่งลักษณ์, พรรคเพื่อไทย หรือคุณทักษิณ เป็นเหยื่อรูปธรรมของความเชื่อมั่นทางอารมณ์และความรู้สึกนั้น สักวันหนึ่งข้างหน้า เหยื่อรูปธรรมจะเปลี่ยนเป็นคนอื่นได้หรือไม่ ผมมั่นใจว่าเปลี่ยนได้ อาจเป็นกองทัพ, สถาบันต่างๆ เช่น ตุลาการ, หรือศาสนา หรืออะไรอื่นได้อีกหลายอย่าง
เพราะการเมืองมวลชนเชิงเผด็จการเบ็ดเสร็จย่อมต้องสร้างศัตรูขึ้นเป็นเป้าแห่งความเกลียดชังเสมอ
ผมคงสามารถยกคำอธิบายของ Arendt มาทำความเข้าใจกับมวล (มหาประชา) ชนของคุณสุเทพได้อีกมากมาย แต่ขอยุติเพียงเท่านี้ เพื่อจะบอกด้วยความแน่ใจว่า คุณสุเทพกำลังนำ "มวลมหาประชาชน" ไปในทิศทางของเผด็จการเบ็ดเสร็จอย่างชัดเจน คุณสุเทพไม่ใช่คนแรกที่ทำอย่างนี้ แต่มีคนอื่นทำมาแล้ว แต่ไม่ชัดเจนเท่าครั้งนี้
เราจะออกจากการเมืองมวลชนแบบที่นำไปสู่เผด็จการเช่นนี้ได้อย่างไร ผมคิดว่าการชี้ให้เห็นความไม่ชอบธรรมของขบวนการเช่นนี้ในทางกฎหมายเป็นสิ่งจำเป็นและต้องเร่งทำ แต่ไม่ใช่เพื่อบอกกล่าวแก่ผู้เข้าร่วมชุมนุม เพราะมวล (มหาประชา) ชน ไม่มีหูจะรับฟัง แต่เราต้องทำความเข้าใจกับคนนอกอีกมาก ทำให้คนนอกเหล่านั้น ซึ่งจำนวนไม่น้อยก็มีชีวิตในสังคมอณูเช่นกันเชื่อว่า ทางเลือกในระบอบประชาธิปไตยยังมีอยู่ หากเราให้โอกาส
ม็อบแบบ "มวลมหาประชาชน" นั้นมีในทุกสังคมอณู แต่ไม่จำเป็นต้องมีพลังครอบงำทางเลือกของสังคมอย่างม็อบของฮิตเลอร์, มุสโสลินี, สตาลิน, หรือเหมา เสมอไป ขึ้นอยู่กับว่า ประชาชนส่วนใหญ่ในสังคมนั้น มีสติ ความอดกลั้น และความเข้าใจเพียงพอ ที่จะไม่ปล่อยให้มวล (มหาประชา) ชนชักนำไปอย่างมืดบอดหรือไม่
เราทุกคน รวมทั้งคุณยิ่งลักษณ์ ชินวัตร กำลังอยู่ในวิกฤตทางเลือกที่สำคัญขนาดคอขาดบาดตายสำหรับสังคมไทย หากคุณยิ่งลักษณ์และเราทุกคนช่วยกันประคองให้สังคมไทยหลุดรอดจากทางเลือกของการเมืองแบบเผด็จการเบ็ดเสร็จไปได้ในครั้งนี้ หลานของผมและลูกคุณยิ่งลักษณ์จะมีชีวิตที่พูดอะไรก็ได้ตามความคิดของตน สามารถตอบโต้คัดค้านความคิดของคนอื่นได้ โดยไม่ต้องหวาดกลัวว่า จะถูกมวล (มหาประชา) ชนลงโทษ ด้วยการเป่านกหวีดใส่ ไปจนถึงจำขัง, เนรเทศ หรือประหารชีวิต

วันจันทร์ที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2556

พิทยา ว่องกุล:อำนาจสูงสุดประชาชน

อำนาจสูงสุดประชาชน
บทความพิเศษ
พิทยา ว่องกุล

โดยธรรมชาติ ความเป็นสังคมมนุษย์และการดำรงอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข ต้องตั้งอยู่บนกฎ ระเบียบ กฎหมาย และคุณธรรมของสมาชิก นับตั้งแต่กษัตริย์ เจ้าผู้ครองนคร ขุนนาง รัฐบาล หัวหน้าเผ่า ข้าราชการ ลงมาถึงประชาชน ซึ่งต้องมีบทบาทและหน้าที่ต่อกันตามลักษณะของสังคมนั้นๆ หรือยุคสมัย แม้แต่ในเรื่องอำนาจรัฐที่พัฒนาเพื่อใช้สำหรับปกครองสังคมขนาดใหญ่และสลับซับซ้อน
ก็ต้องมีกฎหมายและบทบาทหน้าที่ของผู้ปกครองตามลำดับชั้นลดหลั่นลงมา

law and Rule (กฎหมายและการปกครอง) เป็นวิถีการปกครองที่สังคมตะวันตกยึดถือ ขณะที่สังคมประเทศตะวันออกยึดหลักธรรมะ หรือที่เรียกว่าการปกครองโดยธรรม ดังจะพบว่า อินเดีย และประเทศในตะวันออกเฉียงใต้ สืบทอดหลักการปกครองโดยธรรม ซึ่งพระมหากษัตริย์ในอดีตทรงใช้ทศพิธราชธรรมเป็นหลักยึด เพื่อบริหารจัดการให้สังคมดำรงอยู่อย่างสงบสันติ

อย่างไรก็ตาม หากศึกษาถึงต้นกำเนิดรัฐศาสตร์ตะวันตก จะพบว่าหลักกฎหมายและการปกครองของกรีก โสกราตีส ได้เน้นว่า "...ผู้ปกครองที่ยุติธรรม ไม่แสวงหาผลประโยชน์เฉพาะตัว หากแสวงผลประโยชน์ของส่วนรวม โดยที่รู้อยู่ว่า ความสุขสบายของตนไม่อาจแยกจากประชาชนของตนได้..." ศ.เสน่ห์ จามริก (แปล), M .Judd Harmon, ความคิดทางการเมืองจากเปลโต้ถึงปัจจุบัน, สถาบันวิถีทรรศน์, 2554 หน้า 43.

จุดกำเนิดปรัชญาตะวันตก ซึ่งพัฒนามาเป็นระบอบประชาธิปไตยรูปแบบต่างๆ ในปัจจุบันนี้ ฐานที่มาแห่งรัฐบาลหรือรัฐนั้น เน้นว่า รัฏฐาธิปัตย์ (อำนาจรัฐ) นั้น จักต้องเป็นการใช้อำนาจที่เป็นธรรม

เช่นเดียวกับหลัก "ธรรมราชา" ในอินเดีย หรือตะวันออก หนังสือเล่มสำคัญชื่อ "อุตมรัฐ" ของเพลโต นักปรัชญากรีกเขียนไว้ว่า "รัฐที่ชอบด้วยกฎหมาย จะต้องเป็นรัฐที่มีคุณธรรม" มีความรู้ ซึ่งแสดงออกโดยกฎหมายเป็นพลังนำ ทั้งได้อธิบายอย่างชัดเจนว่า "ผู้ทรงคุณธรรม ควรเป็นผู้ปกครอง และเมื่อความรู้คือคุณธรรม จึงจำเป็นอยู่เองที่จะต้องแสวงหาและฝึกฝนอบรมคนที่รู้ได้ดีที่สุด เพื่อเสริมสร้างระบบผู้ปกครองที่เป็นธรรม ระบบการศึกษาซึ่งทำหน้าที่ในอุตมรัฐ จึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง"

ความจริงนี้สอดคล้องกับพระราชปณิธานของพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 พระองค์ตรัสเป็นสัญญาประชาคมว่า "เราจะปกครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม" จึงทรงทุ่มเทพระองค์สร้างคุณูปการในหลายด้านเพื่อพัฒนาสังคม เป็นแบบอย่างเพื่อให้รัฐบาลในระบอบประชาธิปไตยปฏิบัติตาม แต่ปรากฏว่า รัฐบาลพลเรือนรวมถึงรัฐบาลทหารหลายยุคสมัย ไม่เข้าใจว่า รัฐมีลักษณะเป็นประชาคม มาจากประชาชนยินยอมพร้อมใจมอบอำนาจให้ปกครอง เรียกว่ารัฏฐาธิปัตย์ โดยมีรัฐบาลทำหน้าที่แทนประชาชนทั้งหมดผู้เป็นเจ้าของอำนาจอย่างแท้จริง รัฐบาลที่เป็นองค์กรแทนนี้อาจหมายถึง กษัตริย์ คณะบุคคล หรือรัฐบาลในระบอบประชาธิปไตยตามลักษณะความต้องการของแต่ละประเทศ

อริสโตเติล นักปรัชญากรีก เห็นว่า รัฐเป็นประชาคม รัฐจึงต้องมีกฎข้อบังคับ มีกฎหมายเพื่อจัดการกับราษฎรของรัฐ เพื่อการอยู่ร่วมกันเป็นรัฐ และเพื่อความมั่นคง แต่สิ่งที่สำคัญยิ่ง อำนาจรัฐที่ประชาชนให้ไปนั้น จักต้องไม่ขัดขวาง ทำลาย ประชาชนที่อยู่ร่วมกันด้วยพันธะของประชาคม และเป็นสมาชิกภาพอย่างแน่นแฟ้นยิ่งกว่าด้วยกฎหมาย เหตุนี้ รัฐธรรมนูญจึงต้องคำนึงถึงประโยชน์ส่วนรวม "เป็นรัฐธรรมนูญที่ชอบ โดยวินิจฉัยจากมาตรฐานยุติธรรมอันสมบูรณ์"

นักปราชญ์สมัยหลังอธิบายว่า ประชาชนที่มารวมกันเป็นประชาคม มีลักษณะเป็นรัฐ เหตุนี้ความสำคัญของรัฐอยู่ที่ความมั่นคงของประชาคม โดยประชาชนยินยอมสูญเสียสิทธิเสรีภาพบางประการ เพื่อให้อำนาจแก่รัฐในการบริหารปกครอง และรักษาความมั่นคงของประชาคมเอาไว้ ได้แก่ อำนาจอธิปไตยที่เป็นกฎหมาย ข้อบังคับ หรือรัฐธรรมนูญที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานความยุติธรรม ดังนั้น อำนาจอธิปไตยจึงเป็นของปวงชนหรือประชาคม ไม่ใช่ของใคร บุคคล หรือตัวแทนใดๆ รัฐบาลที่ใช้อำนาจอธิปไตยไปเพื่อประโยชน์ตนหรือพรรคพวก ล้วนกระทำผิดกฎหมายของประชาคม ประชาชนไม่พึงเชื่อฟัง และรวมพลังโค่นรัฐบาลนั้นได้โดยชอบธรรม เพราะรัฐบาลนั้นได้ทรยศต่อความมั่นคงของประชาคม ยกฐานะตนเป็นอภิสิทธิ์ชนที่อยู่เหนือเจตนารมณ์ของกฎหมายที่เป็นธรรม

>>ยัง โบแดง (Jean Bodin) นักปราชญ์ชาวฝรั่งเศส เขียนถึงอำนาจอธิปไตยที่แท้จริงไว้ดังนี้

"ในประการแรก อำนาจอธิปไตยควรใช้โดยรัฐบาลที่ชอบด้วยกฎหมาย... อำนาจอธิปไตยไม่ได้เพียงแต่เป็นของผู้หนึ่งผู้ใดที่ใช้อำนาจเท่านั้น ผู้ที่ได้ตำแหน่งโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายเป็นทรราช ซึ่งไม่
เพียงอาจจะไม่ได้รับการเคารพเชื่อฟังเท่านั้น แต่อาจถูกโค่นหรือแม้แต่สังหารเสียก็ได้... "อ้างแล้ว, หน้า 229"

เหตุนี้ เมื่อประชาคม (ประชาชน) ได้ใช้การเลือกตั้งทั่วประเทศ เป็นอำนาจประชาธิปไตยทางตรง (Direct Democracy) ไปเลือกตัวแทนเข้าเป็นสมาชิกรัฐสภา เพื่อใช้อำนาจอธิปไตยแทนประชาชน(Representative Democracy)แล้ว ไม่ว่าสถาบันนิติบัญญัติและฝ่ายบริหารที่ได้เป็นตัวแทนนั้น จะเป็นของพรรคใดหรือของใคร หน้าที่ของรัฐบาลและสภาผู้แทนราษฎร จะต้องใช้อำนาจอธิปไตยไปตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ ซึ่งเนื้อแท้ก็คือความยุติธรรมของสังคม เจตนารมณ์ที่ทำเพื่อส่วนรวมของเจ้าของอำนาจ อันได้แก่ความมั่นคงของประชาชนนั่นเอง ทั้งเพราะประชาชนเป็นเจ้าของอำนาจที่แท้จริง และเป็นรัฏฐาธิปัตย์ที่แท้จริง มีอำนาจในตัวเองเหนือกฎหมายหรือรัฐธรรมนูญ ดังนั้น ถ้าหากตัวแทนหรือรัฐบาลใช้กฎหมายไปในทางที่ผิด หรืออกกฎหมายขัดกับเจตนารมณ์ที่ประชาชน รวมตัวเป็นประชาคมที่ต้องการความมั่นคงในการอยู่ร่วมกัน หรือเป็นรัฏฐาธิปัตย์ที่แท้จริง รัฐบาลหรือสภานั้นทรยศต่อประชาชน

โธมัส ฮอบส์ ปราชญ์ชาวอังกฤษ ได้อธิบายการเกิดขึ้นของรัฏฐาธิปัตย์ เป็นกฎธรรมชาติ มาจากความต้องการอยู่ร่วมกันอย่างยุติธรรม ในหนังสือ "รัฏฐาธิปัตย์" (Leviathan) บทที่ 10 ไว้ดังนี้

"อารมณ์ซึ่งชวนให้คนใฝ่สันติภาพ ได้แก่ ความกลัวตาย ความต้องการสิ่งที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตอันสะดวกสบาย และความหวังที่จะได้สิ่งเหล่านั้นนั้นมาด้วยความอุตสาหะของตน เหตุผลสอนให้รู้จักกฎเกณฑ์อันอำนวยต่อสันติภาพ ซึ่งเป็นพื้นฐานที่คนถูกชักนำให้มาตกลงกัน กฎเกณฑ์เหล่านี้ อีกนัยหนึ่งเรียกว่า กฎเกณฑ์ธรรมชาติ" (ศ.เสน่ห์ จามริก, อ้างแล้ว)

ดังนั้น ฮอบส์ จึงสรุปว่า รัฏฐาธิปัตย์เกิดจากประชาชนมาทำสัญญาประชาคมขึ้น ในการจัดตั้งองค์อธิปัตย์ โดยเป็นผู้ก่อตั้งอำนาจอธิปัตย์นั้น และมอบให้รัฐบาลเป็นผู้ทำหน้าที่แทน ไม่ว่าจะในรูปแบบการปกครองโดยกษัตริย์ คณะบุคคล หรือ ระบอบประชาธิปไตย ด้วยเหตุนี้ตัวแทนจึงต้องรับผิดชอบในสิ่งใดๆ ที่กระทำไป และต้องตอบสนองเจตนารมณ์ของประชาชน หากบรรดาตัวแทนไม่ปฏิบัติ หรือนำไปใช้เพื่ออำนาจ และความมั่นคั่งของตัวเอง หรือมีผลทำลายความมั่นคงของประชาคม เจ้าของอำนาจอธิปัตย์ที่แท้จริงจักต้องรับผิดชอบ ทวงคืนอำนาจมาได้ หรือจะตั้งตัวแทนใหม่ขึ้นดำเนินการแทน (สภาประชาชน เป็นอำนาจอธิปไตยทางตรง ที่ประชาชนจัดตั้งขึ้นมาได้) รวมไปถึงสามารถทำการปฏิวัติของประชาชนต่อบรรดาตัวแทนที่กระทำผิดเจตนารมณ์ประชาชน

บทเรียนในอังกฤษที่เป็นแบบอย่างการก่อเกิดลัทธิประชาธิปไตยนั้น ได้มีการปฏิวัติของประชาชนขึ้นในปี ค.ศ.1688 ซึ่งเรียกว่า "การปฏิวัติอันเรืองเกียรติ หรือปราศจากการนองเลือด (Glorious or Bloodless Revolutiom) มีลักษณะคล้ายคลึงกับการชุมนุมของประชาชนไทย โค่นล้มระบอบทักษิณในขณะนี้ โดยประชาชนที่นิยมโปรเตสเตนต์ ไม่ใช้กำลังความรุนแรงใดๆ ต่อฝ่ายคาทอลิก ที่พระเจ้าเจมส์ที่ 2 ให้การสนับสนุน หากอาศัยพลังประชาชนจำนวนมากทั่วประเทศร่วมมือการทำการปฏิวัติ ต่อต้านอำนาจพระเจ้าเจมส์ที่ 2 อย่างท่วมท้น และสภาประชาชนฝ่ายนิมโปรเตสแตนต์ก็ได้ทวงคืนอำนาจโดยทำการถอดถอนพระเจ้าเจมส์จากราชบัลลังก์ แสดงอำนาจสูงสุดของสภาในการปกครองประเทศ ตามทฤษฎีของจอห์น ล็อก (John Locke) นักปราชญ์ชางอังกฤษ ที่เสนอเรื่องอำนาจเด็ดขาดของรัฏฐาธิปัตย์ โดยให้องค์กรนิติบัญญัติเป็นอำนาจสูงสุดในจักรภพอังกฤษ แต่จอห์น ล็อก ไม่ได้ถือว่า "เป็นอำนาจเด็ดขาด" เพราะเจ้าของอำนาจที่แท้จริงคือปวงประชาชน

"ถึงแม่ล็อกจะอ้างถึงองค์กรนิติบัญญัติว่าเป็นอำนาจสูงสุดในจักรภพ แต่เขาก็ไม่มีเจตนาว่าจะให้ถือว่ามีอำนาจเด็ดขาด มีข้อจำกัดอำนาจนี้ระบุไว้โดยเฉพาะ 4 ประการ 1.อำนาจนั้นไม่อาจใช้โดยอำเภอใจ 2.จะต้องมุ่งเพื่อประโยขน์ของสังคม 3.ไม่อาจลิดรอนทรัพย์สินของบุคคลใด โดยปราศจากความยินยอมของเขา 4.ไม่อาจยอมสละอำนาจจัดทำกฎหมายของตนให้แก่องค์กรหรือบุคคลอื่นใดได้ เพราะเฉพาะประชาชนเท่านั้นที่มีสิทธิมอบหมายอำนาจนิติบัญญัติ ยิ่งกว่านั้น อำนาจนิติบัญญัติเป็นอำนาจสูงสุดก็เฉพาะในส่วนที่เกี่ยวข้องกับองค์กรอื่นๆ ของรัฐบาลเท่านั้น แต่ไม่เหนือกว่าอำนาจของประชาชน ซึ่งก่อตั้งอำนาจนิติบัญญัติขึ้นมา ศ.เสน่ห์ จามริก, อ้างแล้ว, น.355)

หลักการนี้สอดคล้องกับหลักรัฐธรรมนูญของประเทศประชาธิปไตยทั่วโลก และก็เช่นกัน ในมาตรา 3 แห่งรัฐธรรมนูญฉบับปี 50 ระบุว่า อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย เหตุนี้ ถ้าหากรัฐบาลยิ่งลักษณ์กระทำความผิดในการฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญ โดยไม่ยอมรับอำนาจศาลรัฐธรรมนูญ และพฤติกรรมของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ใช้อำนาจอธิปไตยตัวแทนไปในทางทุจริต ละเมิดกฎหมายอื่นๆ

เช่น ใช้อำนาจนิติบัญญัติ หรือ อำนาจบริหาร เกื้อกูลกลุ่มคนเสื้อแดงที่เผาบ้านเผาเมือง แล้วได้รับเงินชดเชย 7.5 ล้านบาท ออก พ.ร.บ.นิรโทษกรรม โดยไม่คำนึงถึงหลักความยุติธรรม ทำลายหลักความยิติธรรมของประเทศ ที่ต้องผ่านการพิจารณาของศาล พยายามแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญเพื่อรวบอำนาจขององค์อธิปัตย์มาเป็นของรัฐบาล การออกกฎหมายกู้เงิน 2 ล้านล้านบาท อย่างไม่โปร่งใส่ ผิดหลักปฏิบัติในการตรวจสอบงบประมาณ แฝงไว้ด้วยทุจริตมากมาย โดยเฉพาะการปฏิเสธอำนาจศาลรัฐธรรมนูญจากความผิดที่รัฐบาลและสภาได้ก่อขึ้น อันถือว่าเป็นขบฏ ประชาชนที่เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยที่แท้จริงและเป็นองค์อธิปัตย์สูงสุด ย่อมมีสิทธิทวงคืนอำนาจที่มอบให้กระทำแทนกลับมา รวมไปถึงสามารถแสดงประชาชนพลังโค่นรัฐบาลได้ ดังเช่น ยัง โบแดง ได้เขียนไว้

เพราะเมื่อรัฐบาลปฏิบัติในวิถีไม่ชอบธรรมแล้ว ถือว่าได้ทำลายหลักประชาคมของประชาชนที่เกิดขึ้นโดยธรรมชาติ

การเคลื่อนไหวของประชาชนกลุ่มต่างๆ เพื่อปฏิเสธรัฐบาลยิ่งลักษณ์และรัฐสภา จึงเป็นไปตามมาตรา 3 แห่งรัฐธรรมนูญ บทบาทของคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไคยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัรตยิ์เป็นประมุข (กปปส.) โดยการเแสดงความเห็นด้วยของประชาชนจังหวัดต่างๆ ทั่วประเทศ จึงเป็นประชาคมที่มีความชอบธรรมในการทวงอำนาจคืนจากรัฐบาลยิ่งลักษณ์ และปฏิเสธสภาขี้ข้าที่ไม่ปฏิบัติหน้าที่อย่างซื่อสัตย์ต่อเจตจำนงของประชาชนตามรัฐธรรมนูญ

เหตุนี้ ประชาชนไทยจึงมีอำนาจอธิปไตยโดยตัวเอง ในฐานะองค์อธิปัตย์ยือย่างสมบูรณ์ ไม่มีรัฐบาลและรัฐสภาไปโดยปริยาย หากแม้รัฐบาลยิ่งลักษณ์หรือสภาขี้ข้าจะอ้างว่าตนเองยังเป็นตัวแทนอยู่ จึงเป็นเรื่องที่ขัดกับหลักประชาธิปไตยที่อำนาจสูงสุดเป็นของปวงชนชาวไทย

ในกรณีที่ตัวแทนขัดขืนไม่ยอมส่งคืนอำนาจ จึงมีแง่มุมมองดังนี้

1.หากประชาชนยังยึดถือรัฐธรรมนูญปี 50 อยู่เช่นเดิม กปปส.หรือประชาชนอื่นๆ สามารถที่จะยื่นฟ้องร้องต่อศาลอาญาหรืออื่นๆ ตามความผิดของรัฐบาลขี้ข้า และพรรคการเมืองได้กระทำและฟ้องร้องได้ ในฐานะเป็นกบฏ และรอคำตัดสินของศาล

2.ทวงคืนอำนาจอธิปไตยกลับคืนมาเป็นของปวงชนชาวไทย โดยได้รับประชามติของประชาชน ที่ลุกขึ้นมายอมรับทั่วประเทศ ทำการปฏิวัติโดยไม่ใช้ความรุนแรง (เช่นสมัยพระเจ้าเจมส์ที่ 2) แต่เป็นความพร้อมใจของประชาชนทั่วประเทศ ทำให้รัฐบาลและรัฐสภาทำหน้าที่ไม่ได้ แล้วประชาชนเสนอรัฐบาลชั่วคราว โดยทูลเกล้าฯ ถวายเสนอต่อองค์พระมหากษัตริย์ มีประกาศ เลิก ยุบรัฐบาล และรัฐสภาขี้ข้า แล้วจัดตั้งสภาประชาชนให้มีขอบข่ายทั่วประเทศขึ้นมาทำหน้าที่ร่างรัฐธรรมนูญใหม่ เพื่อปฏิรูปการเมืองไทย และดำเนินการเลือกตั้งตัวแทนในภายหลัง ตามรัฐธรรมนูญในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขในขั้นตอนต่อไป และรัฐธรรมนูญของประชาชนฉบับใหม่จะต้องผ่านการลงประชามติ.

วันพุธที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2556

จักรภพ เพ็ญแข: จดให้ดี-จดให้ครบ

December 3, 2013


ยุทธศาสตร์ของรัฐบาล ที่ไม่ตอบโต้ม็อบด้วยมาตรการอันรุนแรงเกินกว่ามาตรฐานสากล เป็นความฉลาดอย่างเอกอุ และจะวางรากฐานที่มั่นคงให้กับระบอบประชาชนของเราสืบไป สำหรับชัยชนะอันถาวรในอนาคต ล่าสุดผู้บัญชาการตำรวจนครบาลแถลงว่า จะเปิดประตูกองบัญชาการฯ ให้ฝูงชนที่ต้องการเข้า “ยึด” ตามคำสั่งของ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เมื่อคืนนี้ สามารถทำอะไรได้ทุกอย่างตามความต้องการ ซึ่งเป็นท่าทีที่อนุวัตรตามยุทธศาสตร์ของรัฐบาลนั่นเอง ส่วนพวกเราที่ถูกสังหารอย่างเลวร้าย ถูกทำร้ายอย่างป่าเถื่อน และถูกละเมิดสิทธิต่างๆ มากมายจนดูเสมือนว่าฝ่ายประชาธิปไตยเป็นเพียงประชาชนชั้นสองนั้น ถือเป็นเรื่องที่ยอมความไม่ได้ แต่เราจะอดทนรอคอยโอกาสในอนาคตเพื่อในการนำคนเหล่านี้ขึ้นสู่กระบวนการยุติธรรมต่อไป เช่นเดียวกับการเอาผิดคนอย่างนายสุเทพฯ และผู้ร่วมก่อการทั้งยวง อย่างถูกต้องตามทำนองคลองธรรม ขันติธรรมในสถานการณ์เช่นนี้คือ อย่าลดตัวลงไปเป็นสัตว์ป่าอย่างที่ฝ่ายตรงข้ามเขาเป็น แต่ต้องยิ่งดำรงความเป็นมนุษย์ที่ดี เพื่อให้ตัวเราเป็นหลักของชาติบ้านเมืองได้ต่อไป ในสายตาของคนทั่วประเทศและทั่วโลก และไม่ลืมเป็นอันขาดว่ายุทธศาสตร์ฝ่ายเขาคือ ลดเราลงไปเป็นสัตว์ ก่อความปั่นป่วนในเมือง เพื่อเอาหน่วยพิเศษที่เตรียมไว้แล้วก่อเหตุจุดชนวนเพิ่มเติมเพื่อให้สงครามกลางเมืองเกิดขึ้นให้จงได้ เมื่อเรารู้เช่นนี้แล้วยังจะเดินไปติดกับดักเขาอีกก็คงโง่เต็มทน

ประชาคมระหว่างประเทศขณะนี้เข้าใจและเห็นใจรัฐบาลมากขึ้นเยอะ เพราะเห็นด้วยตาเขาเองแล้วว่า ม็อบมีลักษณะยั่วยุและหาเรื่อง ฝ่ายรัฐบาลก็ถอยเต็มตัวมาตั้งแต่ครั้งร่างกฎหมายนิรโทษกรรม อย่างชนิดไม่คิดถึงศักดิ์ศรีอะไรใดๆ ของตัวเองเลย ถอยมาตลอด จนเกิดม็อบอันหยาบคายรุนแรงขึ้นกลางเมือง และถอยต่อเนื่องแม้กระทั่งสูญเสียสถานที่ราชการหลายแห่งเพื่อสังเวย “ชัยชนะ” ของม็อบ ขณะกำลังเขียนอยู่นี้ประเทศต่างๆ หลายประเทศโดยเฉพาะมหาอำนาจทั้งห้าในคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ ต่างก็รายงานกลับไปที่รัฐบาลของเขาว่า รัฐบาลตั้งข้อหากบฏกับนายสุเทพฯ แล้ว สิ่งที่เราอ่านได้จากรายงานเช่นนี้ก็คือ เขาเห็นด้วยกับข้อหาดังกล่าว ซึ่งแปลว่าเขาเห็นด้วยกับทัศนะที่สรุปว่านายสุเทพฯ และการกระทำเยี่ยงนี้ไม่ใช่พฤติกรรมประชาธิปไตย ส่วนถึงขั้นว่าจะเออออกับรัฐบาลที่จะเร่งเอาผิดกับคนเหล่านี้ เขาคงไม่ทำ เพราะจะเข้าข่ายแทรกแซงกิจการภายในของเราได้ง่ายๆ เรียกได้ว่าทุกฝ่ายทำหน้าที่ของตัวเองอย่างพอเหมาะพอสม

แต่ฝ่ายเรายังประมาทอะไรไม่ได้ทั้งนั้นครับ การออกแขกของนายสุเทพฯ ซึ่งหวังให้สอดรับกับการเข้าควบคุมสถานการณ์ของฝ่ายทหาร ถึงแม้จะยังไม่เกิด ทำให้บ้านตากอากาศบางแห่ง พลอยเงียบเสียงไปด้วยนั้น ไม่ได้แปลว่าเชื้อชั่วจะยอมตายแต่อย่างใด คนสำคัญอีกคนหนึ่งที่มีลูกศิษย์ลูกหามาก และกำลังกังวลใจว่าแผนทั้งหลายจะล่มลง ยังไม่ยอมรับอะไรทั้งนั้น และเชื่อว่ากำลังระดมสมองในหมู่พวกเขาเป็นการใหญ่อยู่ในชั่วโมงนี้ ความจริงอยากจะบอกเขาว่า หลักฐานว่าเขาไปเอากำลังจากเชียงใหม่ ตลอดจนเอาลูกศิษย์ที่ทำงานเป็นเข้ามารวมตัวเป็น “หน่วยทรหด” นั้น ฝ่ายรัฐบาลก็ได้รับมาแล้ว ถ้ามีโอกาสเปิดเผยให้กว้างขวาง ก็จะตัดอนาคตของใครบางคนที่หวังอะไรไว้เสียสูงส่ง แต่เรายังไม่ทำแบบนั้นในขณะนี้ เพราะหากบ้านเมืองขยับออกมาปากเหวที่พวกคุณเลื่อนเอาไปวางไว้ได้ เราก็จะพลอยดีใจไปด้วย พี่น้องประชาชนย่อมได้รับโอกาสที่ดีกว่าที่เราจะเผชิญหน้ากัน เงื่อนไขเดียวคือ โปรดเก็บอัตตาระดับเทวดาของตัวเองเอาไว้ให้มิดชิด อย่าให้หลุดไหลออกมานอกเสื้อผ้าและชายกระโปรง จนทำให้มีความเสี่ยงต่อสงครามกลางเมืองอีกเลย 

นี่ถือว่าเราเตือนกันอย่างผู้เจริญแล้วนะครับ ผมเองก็ไม่ใช่ญาติโยมร่วมโคตรตระกูลอะไรกับคุณ จากนี้ไปถ้ายังไม่ยอมใช้สติและปัญญา ใครจะตกนรกหมกไหม้ที่ไหนก็คงไม่เกี่ยวกับผมและฝ่ายประชาชนอีกต่อไป.

วันอังคารที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2556

ทางออกประเทศไทย : จุดต่าง สองขั้ว การเมือง

3 ธันวาคม 2013 เวลา 20:26 น.
เสาวลักษณ์ วัฒนสิน

นับจากวันเริ่มต้นชุมนุมต่อต้านร่างพ.ร.บ.นิรโทษกรรม จนถึงการประกาศยกระดับการชุมนุมเป็นขับไล่รัฐบาล และกำจัดระบอบทางการเมือง ที่เรียกกันว่า"ระบอบทักษิณ" วันนี้กลุ่มเคลื่อนไหว

ทางการเมืองในนาม "กปปส." เคลื่อนไหวมาแล้ว รวม 35 วันหรือเดือนเศษ

จนถึงวินาทีนี้ แม้จะเกิดเหตุสูญเสียขึ้นแล้ว แต่ฝ่ายการเมือง 2 ขั้วยังคงชิงความได้เปรียบเสียเปรียบทางการเมืองกันอยู่ และภาพที่สะท้อนชัดถึงการชิงไหวชิงพริบของภาครัฐและผู้ชุมนุม คือภาพ

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่ทำเนียบรัฐบาลและกองบัญชาการตำรวจนครบาลวันนี้

หลังยื้อยุดฉุดกระชากกันเกือบจะข้ามวันข้ามคืน ส่อเค้า-เข้าข่ายรุนแรง-สูญเสีย แต่ช่วงพริบตาเดียวเหตุการณ์กลับพลิกผัน ผู้ชุมนุม กปปส. เดินหน้าลุยบุกยึดทำเนียบรัฐบาล โดยหวังเพียงจะเข้าไป

สร้างสัญลักษณ์ของการยึดครองศูนย์รวมด้านการบริหาร. ขณะที่ภาครัฐกำชับปิดกั้นทุกวิธิภายใต้แผนปฏิบัติการ เบาไปสู่หนัก จนเกิดเหตุปะทะ แต่สุดท้ายเรื่องกลับหักมุม. กลายเป็นการยินยอม

เปิดประตูให้เข้าไปได้โยราบรื่นอำเภอใจ

ไม่ต่างกัน...กองบัญชาการตำรวจนครบาล ศูนย์กลางการจัดกำลังพลเพื่อดูแลและควบคุมฝูงชน ซึ่งพลตำรวจเอกคำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง ผบ.ชน. แข็งกร้าว-สั่งการห้ามประชิดคิดบุกรุกสถานที่

ราชการ แต่ผู้ชุมนุมวางเป้าหมายบุกยึด-ปลดล็อครัฐตำรวจ ออกจากระบอบทักษิณ แต่หลังลั่นจะเข้าพื้นที่เป้าหมายให้ได้ เหตุก็กลับตะละ บ.ชน.บัดจัดทีมเปิดประตูต้อนรับผู้ชุมนุมไปโดยไม่มี

เงื่อนไข

ภาพเหตุการณ์ที่ว่านี้ น่าจะพอคาดการณ์ได้ว่า "เกมรุก" ยังเป็นของฝ่ายผู้ชุมนุม กปปส. และ"เกมรับ" ของภาครัฐยังคงยุทธศาสตร์"นิ่งและสงบ เพื่อสยบเหตุ" แต่ภายใต้เกมการตั้งรับของรัฐบาลวันนี้

กลับมีข้อสังเกตว่า เกิดแรงกดดันต่อการตัดสินใจแก้ปัญหา ว่าต้องไม่เป็นต้นเหตุของสงครามกลางเมือง และไม่เป็นผู้สร้างสงครามประชาชน และแม้จะถูกมองว่ากำลังถอย เพื่อซื้อเวลาให้อีกฝ่าย

แผ่วแรงลงเอง แต่ในสายตาประชาชน ยังบ่งชี้ได้ว่า การตั้งรับนี้ มีความชอบธรรมอยู่ในมือ

ขณะที่ กปปส. ลุกขึ้นมาประกาศชัยชนะของการยึดครอง 2 เป้าหมายหลัก แต่ก็มีท่าทีที่เปลี่ยนแปลงไป โดยเฉพาะการระแวดระวังที่จะเป็นฝ่ายนิยมความรุนแรง เพราะบทเรียนเกิดขึ้นแล้วกับนัก

ศึกษารามคำแหง และที่กดดันแกนนำมากที่สุด คือ กรณีศาลอนุมัติหมายจับนายสุเทพ เทือกสุบรรณ ด้วยข้อกล่าวหา"กบฎ" รวมถึงผลทางการเมือง ก็ดูเหมือนจะถูกโดดเดี่ยวจากพรรคที่เคยสังกัด

ทั้งที่ภาพที่ฉายต่อสาธาารณะชน จะยังคงดูเข้มแข็งไม่หวาดหวั่นก็ตาม

สถานการณ์เดินทางมาถึงห้วงสุดท้ายแล้วหรือไม่ และทางออกของปัญหาที่เกิดขึ้นคืออะไร กำลังเป็นคำถามของทุกคน..ทุกฝ่ายที่ติดตามเหตุการณ์มาอย่างต่อเนื่อง รัฐบาลและผู้ชุมนุมต่างก็มีเป้า

หมายแต่ในเป้าหมายของทั้ง 2 ฝ่าย มีจุดที่เหมือนและต่างกันอยู่

จุดที่เหมือนกัน : ระหว่างรัฐบาลกับผู้ชุมนุม ชี้วัดได้จากคำปราศรัยหรือการแถลงการณ์ของเลขาธิการ กปปส. "นายสุเทพ เทือกสุบรรณ" วางเป้าหมายของบ้านเมืองที่สมบูรณ์ไว้ที่การปฏิรูปประเทศ

สอดคล้องกับแนวทางของรัฐบาล ที่ไม่ได้ปฏิเสธการปฏิรูป แต่กำลังขับเคลื่อนเดินหน้ากันอยู่

แต่จุดต่างของรัฐบาลและผู้ชุมนุม คือ "การยุบสภาและการเลือกตั้ง" โดยแนวทางที่รัฐบาลแสดงความพร้อมที่จะยุบสภาหรือลาออก หากเป็นความต้องการของประชาชนส่วนใหญ่ และเป็นปัจจัยทำ

ให้ประเทศเกิดความสงบสุข ขณะที่ฝ่ายผู้ชุมนุมชี้ว่า ยุบสภาและการเลือกตั้ง ไม่ใช่คำตอบของการชุมนุม

ด้วยจุดต่างของทั้ง 2 ฝ่าย คือที่มาของโจทย์ที่บางฝ่ายออกมาตั้งคำถามถึง "รัฐบาลกลาง-นายกรัฐมนตรีคนกลาง" ซึ่งแม้จะไม่ใช่คำตอบที่จะได้มาซึ่ง"สภาประชาชน"ตามที่ผู้ชุมนุมต้องการ

แต่นักวิชาการหรือกลุ่มบุคคลกลุ่มหนึ่ง ก็เชื่อกันว่า นี่คือทางออกที่ดีที่สุด แต่บางฝ่ายยังคงคัดค้านเพราะระบบการเมืองการปกครอง ยังคงอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ แล้วอะไรละ ที่จะเป็นจุดกึ่งกลางให้

2 ฝ่ายมาสรุปลงตรงนี้ได้

นักสันติวิธีบอกว่า การเปิดโต๊ะเจรจาทำความเข้าใจทางการเมือง เพื่อจัดกระบวนการและลำดับเหตุการณ์ทางการเมือง อะไรจะมาก่อนหรือทำหลัง ด้วยบริบทแค่"ยุบสภา-เลือกตั้งใหม่-และการ

ปฏิรูปประเทศ"

ว่าแต่.. ก่อนจะหารัฐบาลกลางและนายกรัฐมนตรีคนกลางคงต้องหาคนกลางเพื่อประสานการเจรจาของทั้ง 2 ฝ่ายก่อน ซึ่งผู้บัญชาการทหารสูงสุดส่งสัญญาณแล้วว่า หลังวันที่ 5 ธันวาคม กองทัพ

จะได้หารือถึงทางออกของประเทศ แต่แน่นอนว่า วันนี้ ผบ.ทบ. พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา บอกว่าสถานการณ์ตอนนี้เป็นเรื่องของการเมือง?

วันเสาร์ที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

เกษียร เตชะพีระ : เสรีนิยม กับ ประชาธิปไตย

เกษียร เตชะพีระ : เสรีนิยม กับ ประชาธิปไตย

๑) เสรีนิยมไม่ใช่สิ่งเดียวกับประชาธิปไตย

Friedrich August von Hayek (1899 – 1992) อาจารย์ปู่เจ้าสำนักเศรษฐศาสตร์เสรีนิยมใหม่ชาวอังกฤษเชื้อสายออสเตรียผู้ได้รางวัล โนเบลเศรษฐศาสตร์ปี ๑๙๗๔ เคยแสดงความเห็นไว้อย่างน่าสนใจเกี่ยวกับ เสรีนิยม vs. ประชาธิปไตยว่า เมื่อมองจากจุดยืนของเสรีภาพทางเศรษฐกิจ ซึ่งกล่าวให้ถึงที่สุดเป็นพื้นฐานของเสรีภาพทางการเมืองแล้วนั้น…..

Friedrich August von Hayek (1899 – 1992)
Friedrich August von Hayek (1899 – 1992)
“แม้ว่าเสรีนิยมจะไปกันได้กับประชาธิปไตย แต่มันไม่ใช่สิ่งเดียวกัน เสรีนิยมเกี่ยวข้องกับขอบเขตแห่งอำนาจรัฐบาล ขณะที่ประชาธิปไตยเกี่ยวข้องกับเรื่องที่ว่าใครกุมอำนาจ จะเห็นความแตกต่างได้ดีที่สุดหากเราพิจารณาถึงสิ่งที่ตรงข้ามกับสองอย่าง นั้น สิ่งที่ตรงข้ามกับเสรีนิยมคือเผด็จการเบ็ดเสร็จ ขณะสิ่งที่ตรงข้ามกับประชาธิปไตยคืออำนาจนิยม ดังนั้น โดยหลักการแล้วอย่างน้อยมันจึงเป็นไปได้ที่รัฐบาลประชาธิปไตยอาจมีลักษณะรวบ อำนาจเบ็ดเสร็จ และรัฐบาลอำนาจนิยมอาจดำเนินตามหลักการเสรีนิยม”
(อ้างจาก Hayek, F. A. (1967) ‘The Principles of a Liberal Social Order’, in Studies in Philosophy, Politics and Economics, Chicago, University of Chicago Press.)

๒) ความสัมพันธ์ระหว่างเสรีนิยมกับประชาธิปไตย

เพื่อนอาจารย์ร่วมคณะท่านหนึ่งได้ซักถามสืบเนื่องจากท่าทีของ Hayek ข้างต้นมาว่า
“…..แล้วอาจารย์เลือกทางไหนครับ? หรือว่า อันไหนควรมาก่อนมาหลังดี?”
ผมตอบว่า:
สองอย่างแยกกันไม่ได้ ต่างเป็นเงื่อนไขจำเป็นของกันและกัน หากไม่มีเสรีนิยม (limited government) ประชาธิปไตยอาจเสื่อมถอยกลายเป็นทรราชย์ของเสียงข้างมากได้โดยง่าย เพราะบุคคลและเสียงส่วนน้อยที่เห็นต่างสามารถกูกเบียดขับจำกัดสิทธิเสรีภาพ จนเงียบไปเลย เสียงข้างมากแบบประชาธิปไตยที่ได้ก็จะเป็นแบบ uninformed/ill-informed เพราะไม่ได้ฟังคนเห็นต่างจากเสียงข้างมาก และไม่ได้พบเห็นทางเลือกที่อาจเป็นไปได้และมีผู้เสนอ
ในทางกลับกัน หากไม่มีประชาธิปไตย (เมื่อคนเราเท่ากัน อำนาจย่อมเกิดจากตัวเลข ทุกคนหนึ่งเสียงเท่ากัน เสียงข้างมากตัดสิน จนกว่าเสียงข้างมากเปลี่ยนใจ ก็จะเกิดการตัดสินใหม่) เส้นที่เสรีนิยมต้องลากเพื่อจำกัดอำนาจรัฐบาล vs. สิทธิเสรีภาพของบุคคลพลเมือง ก็จะเป็นเส้นที่ลากโดยพลการ ไม่ชอบธรรม เพราะไม่เป็นที่ยอมรับ การขยับเส้นดังกลา่ว (เพิ่ม/ลดอำนาจรัฐ เพิ่ม/ลดสิทธิเสรีภาพของบุคคลพลเมือง) จะกลายเป็นตัดสินโดยคนส่วนน้อยหรือคณะบุคคล ต่อให้ลากขึ้นมา คนส่วนใหญ่ก็จะไม่เอาด้วย จะเกิดปัญหาการบังคับใช้เส้นนั้นเสมอ เส้นจำกัดอำนาจรัฐ/สิทธิเสรีภาพว่าจะอยู่ตรงไหนอย่างไรเส้นเดียวที่ชอบธรรม และรับได้ในปัจจุบันคือเส้นที่กำหนดโดยเสียงส่วนใหญ่ตามวิถุีทางประชาธิปไตย จนกว่าเสียงส่วนใหญ่จะเปลี่ยนใจแล้วลากใหม่
เสรีนิยมกับประชาธิปไตยจึงเป็นเงื่อนไขของกันและกันอย่างไม่อาจขาดกันได้ การขาดส่วนใดส่วนหนึ่งไป ส่วนที่เหลือก็จะบกพร่องพิการจนไม่สามารถธำรงคุณภาพเดิมไว้ได้ ต้องเสื่อมถอยไปเป็นอื่นในที่สุด ต้องมีทั้งคู่ครับ (พันธมิตรฯ เอาแต่เสรีนิยม ปฏิเสธประชาธิปไตย, ส่วนฝ่ายนปช.เอาแต่ประชาธิปไตย ละเลยเสรีนิยม นี่เป็นส่วนหนึ่งของความยุ่งยากทางการเมืองหลายปีที่ผ่านมา)

๓) ลำดับพัฒนาก่อนหลังของเสรีนิยมกับประชาธิปไตย

ส่วนคำถามของอาจารย์ Wasan Luangprapat เรื่อง sequencing หรือลำดับพัฒนาก่อนหลังของเสรีนิยมกับประชาธิปไตย อะไรควรพัฒนามาก่อนดี? นั้น
liberal_democracy
Fareed Zakaria เสนอว่าเสรีนิยมควรมาก่อน โดยอ้างเหตุผลและตัวอย่างในหลายทวีปว่าราบรื่นกว่า ถ้าให้ประชาธิปไตยมาก่อนโดยเสรีนิยมไม่พร้อมหรือขาดหาย ก็จะได้ illiberal democracy/authoritarian democracy ซึ่งก็มีส่วนจริงจากประสบการณ์ของหลายประเทศหลังสงครามเย็น เช่น เปรู, เวเนซูเอลา, ไทยภายใต้รัฐบาลทักษิณ ฯลฯ
แต่ในทางกลับกัน ผมก็คิดว่าถ้าพัฒนาเสรีนิยมก่อน จำกัดประชาธิปไตย คุณก็จะได้ liberal autocracy/liberal semi-democracy ซึ่งสามารถมีปัญหาได้เหมือนกัน เช่น นปช.ไม่สามารถรับระบอบนี้ที่กองทัพ คปค/คมช.กับพรรคประชาธิปัตย์สถาปนาขึ้นได้แล้ว จึงออกมาต่อสู้ดุเดือดเมื่อปี ๒๕๕๒ – ๕๓ สืบเนื่องมา
สรุปแล้วเรื่อง sequencing ไม่มีสูตรสำเร็จครับอาจารย์ ผมคิดว่าต้องดูเงื่อนไขสังคมการเมือง โดยเฉพาะ ชนชั้น & สัมพันธภาพ ดุลกำลังและการต่อสู้ทางชนชั้น ที่เป็นจริงในสังคมหนึ่ง ๆ
ในสภาพไทยปัจจุบัน ทางเลือกเสรีนิยมก่อน ประชาธิปไตยทีหลัง, หรือประชาธิปไตยก่อน เสรีนิยมทีหลัง ไม่ work ทั้งคู่
เสรีนิยมก่อน ประชาธิปไตยทีหลัง (เสื้อแดงหรือคนชั้นกลางระดับล่างในเมืองและชนบทซึ่งเป็นเสียงข้างมากในการเลือกตั้ง เขาไม่เอา)
ส่วน ประชาธิปไตยก่อน เสรีนิยมทีหลัง (เสื้อเหลืองหรือสลิ่มหรือหน้ากากขาว รวมทั้งกลุ่มวิชาชีพ NGOs ซึ่งแม้จะเป็นเสียงส่วนน้อยในการเลือกตั้ง แต่กุมทุนทางวัฒนธรรมและทรัพย์สินไว้มากในเขตกรุงและเมืองทั่วไป ก็ไม่เอา)
มีทางเดียว ต้องประคองมันไปด้วยกันทั้งเสรีนิยมและประชาธิปไตย โดยไม่ให้ทหารแทรกแซงและไม่ดึงสถาบันกษัตริย์มาเกี่ยวข้องกับความขัดแย้งทางการเมือง แต่ให้สถาบันหลักของชาติทั้งหลายเป็นหลักค้ำประกันทั้งพื้นที่สิทธิเสรีภาพและพื้นที่ประชาธิปไตย ไม่ให้ถูกล่วงล้ำทำลายด้วยอำนาจนอกระบบ (รัฐประหาร, ม็อบอนาธิปไตย, เส้นสายไม่เป็นทางการของอำมาตย์ ฯลฯ) ทั้งคู่

๔) ข้อคำนึงเพิ่มเติมถึงปัญหาเสรีนิยม vs. ประชาธิปไตยที่ผ่านมา

คุณ ป. เพื่อนผม คุยหลังไมค์เรื่องนี้มาว่า:
“things to considered
1. นักวิชาการ is not always popular.ตอนนี้นักวิชาการกำลังมีเครดิต ใครๆ ก็เอามาอ้างมาอิง แต่อย่าลืมว่า ในช่วงหลัง 2500 นักวิชาการไม่ป๊อบเลย คำนี้แปลว่าคนที่ไม่มีใครเขาเอาเป็นพวก ส่วนนักวิชาการที่มีพวก เขาเรียกว่าที่ปรึกษา (อันนี้นักวิชาการอาวุโสท่านหนึ่งบอกผม)
2. วัฒนธรรม is not always your friend. วัฒนธรรมเป็นวิถีทางแสวงหาความสุขของคน คนที่ว่านี้อาจจะมีจำนวนเป็นล้านๆ และวิถีทางที่ว่าอาจจะหมายถึงการต่อสู้ ด่าทอ เตะถีบ และหักหลังกันอย่างวุ่นวาย
3. ชนชั้นกลาง is not always as liberal as they look.
4. มวลชน is not always น่ารัก.”
ผมสนองตอบไปดังนี้:
I completely agree with all the 4 points you have raised. Hence neither the middle class’s liberal semi-democracy, nor the grassroots’ illiberal democracy will work. Both are bad in their own respective way. The difficulty is to find a way to get away from the political bind and I think color-politics is part of the problem.

วันศุกร์ที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

ผี กับ เทวดา

โดย ชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์

ทักษิณ ชินวัตร เป็นผู้ที่ประสบความสำเร็จอย่างสูง ทำธุรกิจร่ำรวยมหาศาล เมื่อเขากระโดดสู่ถนนการเมือง ได้รับคะแนนเสียงถล่มทลาย คนไทยให้โอกาสกับเขามากที่สุด จนจัดตั้งรัฐบาลพรรคเดียวได้เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์การเมืองไทย ต่อมาถูกตามเช็คบิลในคดีทุจริตหลายคดี เขากลับเมืองไทยไม่ได้ แต่ยังอยู่เบื้องหลังรัฐบาลของ คุณยิ่งลักษณ์ ชินวัตร

ผู้คนบูชาเขา รักเขา เกลียดเขา และกลัวเขา ปัจจุบันไม่มีใครทราบว่าเขาอยู่ที่ไหน อยู่นานแค่ไหน และจะไปที่ไหนต่อ เขาจึงเป็นเสมือน "ผี"

คุณสุเทพ เทือกสุบรรณ อยู่ในวงการเมืองมานานกว่า 30 ปี เป็น ส.ส. มาทุกสมัย ผ่านตำแหน่งสำคัญมากมาย เป็นรัฐมนตรีหลายกระทรวง เคยเป็นแม้กระทั่งรองนายกรัฐมนตรี ขณะนี้ เขาลาออกจากการเป็น ส.ส. รวมทั้งตำแหน่งกรรมการบริหารพรรคประชาธิปัตย์

เขามุ่งหน้าสู่ "การเมืองภาคประชาชน" ที่ที่เขาสามารถแสดงออกได้อย่างเต็มที่ ไม่มีใครสามารถห้ามเขาได้ ไม่มีกฎเกณฑ์ ไม่มีระเบียบข้อบังคับ ไม่มีกลุ่มก๊วน ไม่มีพรรคการเมือง

ด้วยอายุอาณามเกือบ 65 ปี เขาไม่เคยใฝ่ฝันถึงตำแหน่ง "นายกรัฐมนตรี" ความจริงเขามาถึงจุดสูงสุดทางการเมืองแล้ว

คุณสุเทพย้ำแล้วย้ำเล่าว่า "จะไม่กลับมามีตำแหน่งทางการเมืองอีก ไม่ว่าตำแหน่งใดๆ" อีกทั้งเขายังยืนยันว่า จะไม่มีการเจรจาต่อรองกับรัฐบาล

ที่สำคัญ แม้ว่าคุณยิ่งลักษณ์ลาออก หรือประกาศยุบสภา ก็ไม่เพียงพอ

เขาต้องการ "ปฏิรูปการเมือง" เลิกใส่ใจการเมืองในระบบรัฐสภาหรือพรรคการเมือง อย่างเช่นพรรคประชาธิปัตย์ที่เคยสังกัดมาเป็นระยะเวลายาวนาน

คุณสุเทพเป็นอิสระจากพันธะทางการเมือง และข้อผูกมัดทั้งหลาย ไม่มีการโหวต ไม่มีความจำเป็นต้องทำตามกฎข้อบังคับที่แม้แต่จะพูดก็ต้องยกมือ อีกต่อไป

ขณะนี้ คุณสุเทพเป็นที่ยกย่อง เทิดทูน บูชา ชื่นชม ของ "มวลมหาประชาชน" ทุกๆคนเปรียบเขาดั่ง "วีรบุรุษ"

คุณสุเทพใช้เวลามาเกือบทั้งชีวิตกับการเมือง เพื่อต้องการเห็นความยุติธรรม ปราบปรามคอรัปชั่น แต่ไม่มีใครเชื่อถือ "อุดมการณ์" ของเขา แต่คุณสุเทพใช้เวลาเพียง 20 วันที่การเมืองข้างถนน นอนกับม็อบ กินข้าวกล่อง พูดกลางเวที เดินกลางแดดเป็นสิบกิโล ด้วยวลี "ล้มระบอบทักษิณ"

เขากลายเป็น "ฮีโร่" ไม่มีใครจะทำได้อย่างคุณสุเทพอีกแล้ว แม้แต่ คุณสนธิ ลิ้มทองกุล หรือ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง หรือใครต่อใครในอดีต ที่จะทำให้ประชาชนออกมาร่วมชุมนุมด้วยใจ อัพอินสตาแกรม เป่านกหวีด โบกธงชาติ ถือเป็น "วันประวัติศาสตร์" ที่มีผู้คนออกมามากมายที่สุด ตั้งแต่ที่ถนนราชดำเนินสร้างขึ้นมา

นี่เป็นความฝันอันสูงสุดของอาชีพนักการเมือง ที่จะมีชื่อจารึกอยู่ในประวัติศาสตร์ขณะที่มีลมหายใจอยู่ เป็นวันที่ "รุ่งเรือง" หรือที่เรียกว่า "Glory Day” คุณสุเทพใช้เวลาเพียง 20 วัน สร้างประวัติศาสตร์นี้ให้กับตัวเอง กลับกัน หากคุณสุเทพยังอยู่ในวงการเมืองจนวันตาย ก็ไม่มีวันที่จะสร้างประวัติศาสตร์แบบนี้ได้

คุณทักษิณคือผู้ที่สร้างเกียรติยศให้กับคุณสุเทพ เพราะเป็นผู้ผลักไสให้คุณสุเทพต้องออกไปต่อสู้นอกระบบรัฐสภา

ครั้งหนึ่งในชีวิต ที่คุณสุเทพได้เปลี่ยนจาก "นักการเมืองธรรมดา" มาเป็น "เทวดา"

วีรบุรุษที่ถูกจารึกไว้ในประวัติศาสตร์การเมืองไทย


วันจันทร์ที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2556

จริงหรือ ใครๆก็เป็นนักข่าวได้?

ผศ.ดร. วรัชญ์ ครุจิต   เขียน
2013.10.28


          ในยุคของสื่อดิจิทัล เป็นยุคที่มีความท้าทายอย่างมากสำหรับสื่อมวลชนแบบดั้งเดิม เนื่องจากสื่อดิจิทัลสามารถทำให้ "ใครๆก็เป็นนักข่าวได้" ไม่ว่าจะอายุเท่าไหร่ ทำงานอะไร ก็สามารถเป็น "สื่อพลเมือง" หรือ Citizen Journalist ด้วยการสร้างข้อมูลและเผยแพร่ด้วยตัวเอง หรือที่เรียกว่า User-Generated Content ลงในโซเชียลมีเดียต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น Facebook หรือ Twitter ซึ่งมีความรวดเร็วทันใจกว่าสื่อแบบดั้งเดิมต่างๆอย่างมาก จนสื่อมวลชนต้องหยิบเอาข่าวจาก แต่ความรวดเร็วนี้เองที่หลายครั้งก่อให้เกิดปัญหาการแพร่กระจายของข้อมูลที่ผิดพลาด ก่อให้เกิดความตื่นตระหนกหรือความเสียหายต่อชื่อเสียงของบุคคลหรือองค์กรที่ถูกพาดพิงถึง

          ในทางวิชาชีพสื่อมวลชน มีการกำหนดจรรยาบรรณ หรือ Code of Ethics สำหรับนักข่าวมืออาชีพเอาไว้อย่างละเอียด ซึ่งอาจจะมีรายละเอียดมากเกินไปสำหรับประชาชนทั่วไปที่เป็นนักข่าวสมัครเล่น บทความในวันนี้ จึงขอนำเอาหลักจรรยาบรรณที่เรียบเรียงจากหลักการที่สาขาวารสารศาสตร์ Temple University ในประเทศสหรัฐอเมริกา (ซึ่งเป็นสถาบันที่ผู้เขียนเรียนจบในระดับปริญญาเอกทางสาขาสื่อสารมวลชน) ได้เสนอเป็นแนวทางให้กับนักศึกษาสาขาวารสารศาสตร์ได้ยึดถือในขณะที่ยังเรียนอยู่ ซึ่งเป็นรูปแบบที่เข้าใจและปฎิบัติตามได้ง่ายกว่าหลักการของนักข่าวมืออาชีพ จึงเหมาะสำหรับใครก็ตามที่มีส่วนในการเผยแพร่ข้อมูลผ่านสื่อต่างๆในโลกยุคปัจจุบัน โดยแบ่งเป็นข้อที่ "ต้องทำ" และข้อที่ "อย่าทำ" อย่างละ 5 ข้อดังต่อไปนี้

(https://smc.temple.edu/journalism/files/2011/01/TU-ethics-code-web-version.pdf)

 5 ข้อ "ต้องทำ"

          1. ต้องพูดความจริง (DO Tell the Truth)

          ในยุคนี้ การหาข้อมูลไม่ใช่เรื่องยาก โดยเฉพาะทางออนไลน์ แต่นักข่าวที่ดีจะไม่เผยแพร่ข้อมูลใดๆที่ไม่ได้ผ่านการตรวจสอบมาแล้วว่าเป็นเรื่องจริง เป็นข้อมูลที่ถูกต้อง อย่าหยุดรายงานข้อมูล

เมื่อเหนื่อยหรือเบื่อ แต่หยุดรายงานข้อมูลเมื่อรายงานข้อมูลที่สำคัญอย่างรอบด้านแล้ว และที่สำคัญคือการเข้าใจบริบทหรือสถานการณ์แวดล้อมของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นด้วย แต่ละเหตุการณ์ไม่ได้เกิดขึ้นเองเดี่ยวๆโดยไม่เกี่ยวข้องกับสิ่งอื่นๆเลย ดังนั้นต้องให้ข้อมูลที่รอบด้านด้วย

          2. ต้องฟังจากหลายด้าน (DO Hear from Many Voices)

          นักข่าวที่ดีต้องพยายามทำความเข้าใจและนำเสนอความเห็นที่หลากหลายอย่างแท้จริงของกลุ่มบุคคลที่อยู่ในข่าว นอกจากนี้ยังต้องระลึกว่าตนเองมีอคติอะไรบ้างและพยายามก้าวข้ามอคติเหล่านั้นในการรายงานข่าว การสัมภาษณ์ หรือการเขียนและการวิเคราะห์ใดๆก็ตาม และหลีกเลี่ยงการเขียนอย่าง "เหมารวม" และยึดหลักการ "เป็นปากเสียงให้แก่ผู้ไม่มีปากเสียง" ("give voice to the voiceless")

          3. ต้องเป็นตัวของตัวเอง (DO Be Independent)

          นักข่าวที่ดีต้องเป็นอิสระจากความผูกพันทางธุรกิจ องค์กร หรือบุคคลใดๆ ดังนั้นนักข่าวที่ดีจึงควรหลีกเลี่ยงและไม่รับของขวัญ การได้รับการปฎิบัติอย่างเป็นพิเศษเกินพอดี เพื่อให้ได้ลงข่าวหรือลงข่าวในด้านที่ต้องการ นอกจากนั้นการสนิทสนมกับแหล่งข่าวมากเกินไป ก็เป็นสาเหตุให้นักข่าวเกิดความลำเอียงได้เช่นกัน

          4. ต้องรับผิดชอบงานของตัวเอง (DO Be Accountable For Your Work)

          นักข่าวที่ดีต้องเล่าเรื่องอย่างรอบด้านด้วยความถูกต้อง แต่เมื่อตนเองทำผิด ก็ต้องยอมรับความผิดและแก้ไขข้อมูลให้ถูกต้องให้สาธารณชนรับรู้อย่างเร็วที่สุด

          5. ต้องตั้งคำถามตลอดเวลา (DO Ask Questions)

          การเป็นนักข่าวไม่ใช่เรื่องง่าย หลายครั้งเหตุการณ์อาจซับซ้อนและตอบไม่ได้ง่ายๆว่าสิ่งนี้เหมาะสมทางจรรยาบรรณหรือไม่ ดังนั้นวิธีหนึ่งก็คือการการถามคำถามเหล่านี้กับตัวเอง

          1. ตอนนี้ฉันรู้อะไรบ้าง และฉันต้องรู้อะไรอีกบ้าง

          2. เป้าหมายทางการทำข่าวของฉันคืออะไร

          3. มีเรื่องทางจรรยาบรรณอะไรบ้างที่ต้องคำนึงถึง

          4. มีนโยบายขององค์กรต่างๆหรือแนวทางวิชาชีพใดบ้างที่ต้องคำนึงถึง

          5. จะนำคนที่มีความคิดเห็นที่หลากหลายเข้ามาช่วยร่วมตัดสินใจได้อย่างไร

          6. มีใครเป็นผู้เกี่ยวข้องที่ได้รับผลกระทบจากการทำข่าวของฉันบ้าง ความรู้สึกของผู้เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์นี้คืออะไร

          7. ถ้าเหตุการณ์กลับกันจะเป็นอย่างไร ถ้าฉันเป็นคนหนึ่งในข่าว ฉันจะรู้สึกอย่างไร

          8. ผลสืบเนื่องจากการทำข่าวของฉันครั้งนี้คืออะไรบ้าง ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว

          9. มีทางอื่นๆบ้างหรือไม่ในการเริ่มความรับผิดชอบของฉันในการทำข่าว และลดผลกระทบในทางลบที่อาจเกิดขึ้นได้

          10. ฉันจะสามารถอธิบายเหตุผลในการทำข่าวนี้ได้หรือไม่ ต่อทั้งเพื่อนร่วมงาน ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง และสาธารณชน



5 ข้อ "อย่าทำ"

          1.อย่าสร้างเรื่อง (DON'T Fabricate)

          นักข่าวที่ดีห้ามนำข้อมูลที่เป็นเท็จมานำเสนอว่าเป็นเรื่องจริง ห้ามสร้างข้อมูล แหล่งข่าว คำพูดหรือเนื้อหาอื่นใดขึ้นมาเอง หลีกเลี่ยงการใช้ "แหล่งข่าวที่ไม่สามารถเปิดเผยตัวตน" เนื่องจากไม่ว่าจะเป็นแหล่งข่าวจริงหรือไม่ แต่คนจะคิดว่าเป็นแหล่งข่าวที่นักข่าวสร้างขึ้นมาเอง

          2. อย่าแอบอ้างผลงานผู้อื่น (DON'T Plagiarize)

          นักข่าวที่ดีจะไม่ใช้ข้อความ ไอเดีย และภาพ เสียง วีดิโอ หรือสิ่งใดๆของผู้อื่นโดยอ้างว่าเป็นของตัวเอง หากจะใช้จะต้องใช้เครื่องหมายระบุว่าแหล่งข้อมูลดั้งเดิมมาจากไหน นอกจากนี้ยังต้อง
ระวังเรื่องกฎหมายลิขสิทธิ์ด้วย

          3. อย่าปลอมเป็นผู้อื่น (DON'T Misrepresent)

          อย่าแสดงตนเองว่าเป็นผู้อื่นที่ตนเองไม่ได้เป็น การพยายามทำตัวเป็น "สายลับ" เพื่อสืบข้อมูลลับนั้นอาจนำไปสู่อันตรายและอาจทำให้ได้ข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง ต้องบอกแหล่งข่าวให้ชัดเจนว่าตนเองเป็นใคร มาจากที่ไหน และข้อมูลหรือภาพที่ได้มาอาจเผยแพร่ไปสู่สาธารณะได้

          4. อย่าทำนิสัยเสีย (DON'T Behave Badly)

          อย่าประพฤติตัวในทางที่จะนำความเสียหายมาสู่ตัวเองและต้นสังกัด ควรจะทำตัวเช่นเดียวกับนักข่าวมืออาชีพ ไม่เสียมารยาท หยาบคาย หรือละเมิดสิทธิส่วนบุคคลของผู้อื่น รวมถึงการแต่ง
กายให้เหมาะสมด้วย

          5. อย่าทนอยู่ในความเงียบ (DON'T Suffer in Silence)

          หากไม่แน่ใจว่าควรทำอย่างไร หรือตกอยู่ในสถานการณ์ที่อึดอัดแต่บอกใครไม่ได้ และข้อแนะนำทั้งหมดนี้ก็ช่วยไม่ได้ อย่าทนเก็บอยู่คนเดียว ควรปรึกษาผู้ใหญ่ที่มีความเชี่ยวชาญและเชื่อใจได้

          นี่ก็คือหลักการของการเป็น "นักข่าว" ที่ดี ที่ท่านผู้อ่านก็คงจะเห็นว่าเป็นหลักการพื้นฐานที่ไม่ได้เรียกร้องอะไรมากมายไปกว่า "สามัญสำนึก" เลย ผู้ที่ไม่สามารถทำได้ตามหลักการนี้ จึงไม่อาจเรียกได้ว่าเป็น "นักข่าว" (journalist) อย่างแท้จริงได้ แต่อาจเป็นได้แค่เพียง "ผู้ส่งสาร" (sender) เท่านั้นเอง

http://www.theglobalmoving.com/intellectual_detail.php?id=LzHOSDI6Fne9CaA2

วันเสาร์ที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2556

'ธรรมะจากสมเด็จพระสังฆราช' คู่มือในการดำเนินชีวิต


วันเสาร์ที่ 26 ตุลาคม 2556, 05:30 น.

แม้สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก จะสิ้นพระชนม์ไปแล้ว แต่พระกรณียกิจที่ทรงดำเนินการมาโดยตลอด ทั้งด้านการพระศาสนาในต่างประเทศ ที่ทรงมีส่วนสำคัญในการเผยแผ่พระพุทธศาสนาไปยังประเทศต่างๆ ด้านสาธารณูปการ ด้านพระนิพนธ์ ตลอดจนหลักธรรมคำสอนต่างๆ ที่ประทานแก่ปวงชนชาวไทย จะยังถูกรำลึกอยู่ในหัวใจคนไทยตลอดไป ในฐานะ “ผู้นำคณะสงฆ์สูงสุดแห่งโลกพระพุทธศาสนา”

ดังเช่นในวันอาสาฬหบูชา พ.ศ.2556 สมเด็จทรงประทานวรธรรมคติให้แก่ชาวพุทธ นำพระรัตนตรัยให้เป็นที่พึ่งของจิตใจ ไม่ใช่เพียงกราบไหว้ขอพร


“เมื่ออภิลักขิตกาลเช่นนี้เวียนมาถึง ควรที่พุทธศาสนิกชนทั้งหลาย จักได้น้อมใจรำลึกถึงพระรัตนตรัย พร้อมทั้งสำรวจตรวจสอบดูใจของตนเองว่า ได้ถึงพระรัตนตรัยเป็นสรณะที่พึ่งแท้จริงแค่ไหนเพียงไร

อันการถึงพระรัตนตรัยเป็นสรณะที่พึ่ง ตามนัยแห่งพระพุทธศาสนานั้น มิใช่ถึงโดยการกราบไหว้อ้อนวอน หรือถึงโดยการอธิษฐานขอพรให้พระรัตนตรัยมาช่วยปกป้องรักษา เพื่อที่ตนจะได้มีชีวิตอย่างปลอดภัยเป็นสุข แต่การถึงพระรัตนตรัยเป็นสรณะอย่างแท้จริงนั้น คือ การศึกษาเรียนรู้พระรัตนตรัยให้เข้าใจแจ่มชัดแล้วน้อมนำเอาความจริงที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้พระธรรมที่พระพุทธองค์ทรงสั่งสอน และพระสงฆ์สาวกของพระพุทธองค์ผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบเป็นแบบอย่าง มาเป็นหลักเป็นแนวทางในการดำเนินชีวิตอย่างเหมาะสมถูกต้อง อันจะทำให้ได้ชื่อว่านับถือและบูชาพระรัตนตรัยอย่างแท้จริง ด้วยทั้งพระรัตนตรัยก็จะปกป้องคุ้มครองมิให้ตกไปสู่ความชั่ว โดยไม่ต้องอธิษฐานอ้อนวอน”
นอกจากนี้ในหนังสือ “100 คำสอน สมเด็จพระสังฆราช” ยังได้มีการคัดเลือกพระศาสนธรรมสำคัญๆ ที่สมเด็จทรงนิพนธ์ด้วยภาษาที่เข้าใจง่าย กล่อมเกลาจิตใจให้สงบเยือกเย็น เหมาะกับยุคสมัย ผู้อ่านทุกเพศทุกวัยสามารถนำหลักธรรมคำสอนไปใช้ในชีวิตประจำวันได้ไม่ยาก...

“คติธรรมดาที่ไม่มีใครเกิดมาในโลกนี้ จะหนีไปให้พ้นได้ ก็คือ ความแก่ ความตาย แต่คนโดยมากพากันประมาทเหมือนอย่างว่าไม่แก่ ไม่ตาย น่าที่จะรีบทำความดี แต่ก็ไม่ทำ กลับไปทำความชั่ว ก่อความเดือดร้อนให้แก่กันและกัน ต่างต้องเผชิญทุกข์เพราะกรรมที่ต่างก่อให้แก่กันอีกด้วย ฉะนั้นก็น่าจะนึกถึงความแก่ ความตายกันบ้าง เพื่อจะได้ลดความมัวเมา และทำความดี”

“ในการแก้ปัญหาเยาวชน บุคคลที่เป็นทิศสำคัญๆ ทุกฝ่ายของเยาวชน แต่ละคนจึงจำเป็นต้องร่วมมือกันตั้งตนของตนเองไว้โดยชอบ ให้เป็นทิศที่ดีตามฐานะที่เกี่ยวข้อง และอันที่จริงไม่ใช่แต่เยาวชนเท่านั้น ทุกๆ คนทั้งเด็กและผู้ใหญ่ เมื่อทิศต่างๆ โดยรอบตนดีอยู่ก็ย่อมจะชักนำกันไปในทางที่ดีได้ แต่มีข้อแตกต่าง ต่างกันอยู่ว่า สำหรับเด็กหรือเยาวชนนั้นยังเป็นผู้เยาว์ สติปัญญาจำต้องอาศัยทิศรอบตนที่ดี ซึ่งผู้ใหญ่จำต้องทำตนให้เป็นทิศของเด็ก และช่วยสร้างทิศที่ดีให้แก่เด็ก”
“ทุกคนต้องการความสุข ความสบายใจด้วยกันทั้งนั้น แต่ทุกคนก็ยังไม่ได้รับสิ่งที่ต้องการ เพราะใจยังมีความปรารถนาต้องการหรือความโลภนี้แหละอยู่เป็นอันมาก โดยที่ไม่พยายามทำให้ลดน้อยลงเห็นจะด้วยมิได้คิดให้ประจักษ์ในความจริงว่า ความโลภคือเหตุใหญ่ประการหนึ่ง ซึ่งนำให้ทุกข์ ให้เดือดร้อน ให้ไม่มีความสุข ความสบายใจกันอยู่อย่างมากทั่วไปในทุกวันนี้ แม้ทำสติพิจารณาให้ดีจะเห็นได้ไม่ยากนัก”

ในหนังสือ “ชีวิตนี้น้อยนัก” ที่สมเด็จทรงนิพนธ์ไว้ ซึ่งคำว่า “ชีวิตนี้น้อยนัก” หมายถึงชีวิตในชาติปัจจุบันน้อยนัก สั้นนัก ท่านมุ่งให้เปรียบเทียบชีวิตนี้กับชีวิตในอดีตที่นับชาติไม่ถ้วน และชีวิตในอนาคตที่จะนับชาติอีกไม่ถ้วนเช่นกัน สำหรับผู้ไม่ยิ่งด้วยปัญญา จะไม่สามารถนำพาจนพ้นทุกข์สิ้นเชิงได้ โดยในหนังสือบางช่วงระบุว่า...

“ชีวิตนี้แม้น้อยนัก แต่ก็เป็นความสำคัญนัก สำคัญยิ่งกว่าชีวิตในอดีตและชีวิตในอนาคต ที่ว่าชีวิตนี้ คือชีวิตในชาติปัจจุบันนี้สำคัญ ก็เพราะในชีวิตนี้เราสามารถหนีกรรมไม่ดีที่ได้ทำไว้ในอดีตได้ และสามารถเตรียมสร้างชีวิตในอนาคตไว้ดีเลิศเพียงใดก็ได้ หรือตกต่ำเพียงใดก็ได้ ชีวิตในอดีตล่วงเลยไปแล้ว ทำอะไรอีกไม่ได้ต่อไปแล้ว ชีวิตในอนาคตก็ยังไม่ถึง ยังทำอะไรไม่ได้ เช่นนี้จึงกล่าวได้ว่าชีวิตนี้สำคัญนัก พึงใช้ชีวิตนี้ให้เป็นประโยชน์ให้สมกับความสำคัญของชีวิตนี้”

นอกจากสมเด็จจะทรงนิพนธ์เรื่องต่างๆ ไว้จำนวนมาก ทั้งตำรา พระธรรมเทศนา และทั่วไปแล้ว ยังมีพระธรรมคำสอนและหลักธรรมอีกจำนวนมาก ซึ่งเป็นหลักธรรมคำสอนที่ทุกคนสามารถนำไปเป็นแนวคิด แนวปฏิบัติ เพื่อเป็นกรอบในการดำเนินชีวิตในสังคมปัจจุบันได้เป็นอย่างดี.






โดย ไทยรัฐออนไลน์

วันอังคารที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2556

รธน.ปี56 โดย นฤตย์ เสกธีระ

วันที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2556 เวลา 21:01:16 น. มติชน
malui2810@gmail.com

คอลัมน์ สถานีคิดเลขที่ 12  (มติชนรายวัน 15 ต.ค.2556)

วันที่ 14 ตุลาคม 2516 นิสิตนักศึกษาออกมาเรียกร้องประชาธิปไตย

หัวใจที่บ่งบอกประชาธิปไตยที่ผ่านมาเน้นไปที่รัฐธรรมนูญ ในฐานะกฎหมายที่กำหนดความเป็นไปของประเทศ

ทั้งนี้ เพราะรัฐธรรมนูญจะบ่งบอกว่า อำนาจอธิปไตยนั้นเป็นของใคร?

และรัฐธรรมนูญอีกนั่นแหละที่บ่งบอกว่า อำนาจอธิปไตยนั้นจะใช้ได้ทางใด ใครเป็นคนใช้

ที่ผ่านมา รัฐธรรมนูญไทยมักร่างโดยตัวแทนขั้วอำนาจ มีรัฐธรรมนูญน้อยฉบับที่ประชาชนมีส่วนร่วมในการร่างขึ้นมา

วันนี้รัฐธรรมนูญของไทยกำลังอยู่ระหว่างการแก้ไข...อีกแล้ว

สัปดาห์นี้การแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 190 เข้าสู่รัฐสภา

มาตรานี้มีปัญหาเพราะบัญญัติมาแล้วปฏิบัติจริงไม่ได้ แทนที่จะเสริมสร้างความรอบคอบ กลับกลายเป็นอุปสรรคกับฝ่ายราชการในการทำงาน

ในสมัยรัฐบาล นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ แก้ไขมาคราวหนึ่ง มาถึงสมัยนี้ก็จะแก้ไขอีก

หลังจากแก้ไขมาตรา 190 ได้ก็จะแก้ไขมาตรา 68 เพราะมีปัญหาเรื่องการยื่นคำร้องว่าจะยื่นให้อัยการสูงสุดก่อน หรือจะยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญเลย

ยังมีการแก้ไขมาตรา 237 เรื่องคนทำผิดก็รับผิด ไม่ต้องยุบพรรค

และยังร่ำๆ ว่าจะแก้ไขมาตรา 309 เพราะเป็นบทบัญญัติที่คุ้มครองผลจากการปฏิวัติรัฐประหาร 19 กันยายน 2549

การแก้ไขมาตรานี้ถ้าเกิดขึ้นจริง รัฐสภาคงเดือด เพราะฝ่ายคัดค้านเห็นว่าเป็นการช่วย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร

ก็ว่ากันไป...

เดิมทีรัฐบาลประกาศนโยบายไปแล้วว่าจะยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ โดยให้เลือกตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญเข้ามาทำหน้าที่

แต่ทางฝ่ายค้านเห็นว่า ผลการเลือกตั้ง ส.ส.ร.จะมีแต่คนของฝ่ายรัฐบาล จึงค้านเต็มสูบ

สุดท้ายก็ยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ตามมาตรา 68 แล้วก็มีข้อสรุปทำนองว่า รัฐธรรมนูญปี 50 ยกร่างใหม่ไม่ได้ น่าจะแก้ไขรายมาตรา

หลังจากนั้นรัฐบาลก็เริ่มแก้ไขรายมาตรา เริ่มต้นที่ที่มาของสมาชิกวุฒิสภา

ขณะนี้ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญในประเด็นที่มาของสมาชิกวุฒิสภาได้ทูลเกล้าฯไปแล้ว

แต่กระบวนการทั้งหมดประชาชนเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องน้อยมาก

มีหลายคำถามเกี่ยวกับการแก้ไขที่บรรดาสมาชิกรัฐสภาถามและตอบกันเอง โดยประชาชนไม่มีสิทธิถาม

อาทิ ทำไมต้องมีวุฒิสภา

ในเมื่อครั้งร่างรัฐธรรมนูญเมื่อปี 2540 ผู้ร่างต้องการให้วุฒิสภาทำหน้าที่ตรวจสอบ มีอำนาจถึงขั้นถอดถอนฝ่ายบริหาร และองค์กรอิสระ

แต่ที่สุดแล้ว สมาชิกวุฒิสภามาจากการเลือกตั้งก็เจอข้อครหา "สภาผัวเมีย"

เข้าใจง่ายๆ ว่าสมาชิกวุฒิสภาเป็นพวกฝ่ายรัฐบาล

ปี 2550 อำนาจหน้าที่ของวุฒิสภาเป็นแบบเดิม แต่เปลี่ยนผู้ที่มาเป็นสมาชิกวุฒิสภา โดยให้เลือกตั้งครึ่งหนึ่ง และสรรหาครึ่งหนึ่ง

ปรากฏว่าสมาชิกวุฒิสภาส่วนหนึ่งถูกครหาว่า เป็นพวกฝ่ายค้าน

สรุปได้ว่า สมาชิกวุฒิสภาตามรัฐธรรมนูญ ปี 2540 และสมาชิกวุฒิสภาตามรัฐธรรมนูญ ปี 2550 ต่างถูกโจมตี

คำถามก็คือแล้วจะมีวุฒิสภาดีหรือเปล่า?

หรือถ้ามีวุฒิสภาแล้วจะมอบอำนาจหน้าที่ให้สมาชิกวุฒิสภาแบบที่กำลังเป็นอยู่นี้หรือไม่?

เรื่องแบบนี้ประชาชนควรจะมีโอกาสได้ถาม ได้ตอบ ได้แสดงความคิดเห็น

จนถึงบัดนี้การแก้ไขรัฐธรรมนูญยังถูกจำกัดให้อยู่ในมือของสมาชิกรัฐสภา

ฝ่ายค้านยิ่งออกมาต่อต้าน การแก้ไขยิ่งไปอยู่ในมือของสมาชิกรัฐสภา

เป็นการแก้ไขโดยฝ่ายการเมือง เป็นการแก้ไขโดยขั้วอำนาจทางการเมือง

ส่วนประชาชนได้แต่นั่งตาปริบๆ อยู่ด้านนอกเหมือนเดิม...

ใบตองแห้งกับบทวิเคราะห์ : มองข้ามช็อต"ยุบสภา"

ใบตองแห้งกับบทวิเคราะห์ : มองข้ามช็อต"ยุบสภา"





โดย ใบตองแห้ง 
ที่มา TCIJ
15 ตุลาคม 2556

ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญให้วุฒิสภามาจากการเลือกตั้ง จะผ่านศาลรัฐธรรมนูญ หรือไม่ผ่าน? ร่าง พ.ร.บ.เงินกู้ปรับโครงสร้างระบบคมนาคมขนส่ง 2.2 ล้านล้าน จะผ่านศาลรัฐธรรมนูญ หรือไม่ผ่าน? เมื่อไหร่ร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม จะผ่านวาระ 3 แล้วศาลรัฐธรรมนูญจะให้ไฟเขียวไหม แล้วร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 68, 190 และ 237 อีกล่ะ ถ้าผ่าน ถ้าไม่ผ่าน จะเกิดอะไรในต้นปีหน้า เป็นไปได้ไหมที่จะยุบสภา เป็นไปได้สูงมากเลยครับ เพราะไม่ว่ากฎหมายสำคัญผ่านหรือไม่ผ่าน คิดจากด้านพรรคเพื่อไทยก็น่ายุบทั้งนั้น 


สมมติร่างรัฐธรรมนูญผ่าน รัฐบาลก็อาจฉวยโอกาสยุบ เพื่อกลับมาพร้อมวุฒิชุดใหม่ ที่จะเลือกตั้งในเดือนมีนาคม หรือถ้าศาลรัฐธรรมนูญยับยั้ง ทำให้ไม่ทรงลงพระปรมาภิไธย รัฐสภาต้องลงมติยืนยัน 2 ใน 3 ซึ่งเป็นไปไม่ได้ ก็ยิ่งเป็นโอกาสยุบ ชูธงประชาธิปไตยหาเสียงอย่างแหลมคมได้อีกครั้ง
ถ้าเงินกู้ 2.2 ล้านล้านผ่าน รัฐบาลก็ชูคำขวัญ 8 ปีสร้างอนาคต ถ้าไม่ผ่าน ยิ่งหาเสียงสนุก เลือกเพื่อไทยเพื่ออนาคตประเทศ ไม่ใช่เลือกแมลงสาบกัดแข้งกัดขา ฯลฯ
ถามว่าทำไมต้องยุบ ไม่ยุบไม่ได้หรือ เหลืออีกตั้ง 2 ปี โห 2 ปี เกิดอะไรได้ตั้งเยอะ อย่าลืมว่าที่ผ่านมาในแง่การบริหาร รัฐบาลอยู่ในช่วง “ขาลง” เพียงได้เปรียบในกระแสการเมือง ที่พวกสุดขั้วสุดโต่งพยายามล้มรัฐบาลนอกวิถีประชาธิปไตย หวังล้มด้วยม็อบ หวังล้มด้วยศาล หวังล้มด้วยทหาร ซึ่งสังคมไม่เอาด้วย
แต่ในภาคการทำงานจริง ในภาคเศรษฐกิจจริง แม้แต่มวลชนเสื้อแดงก็ยอมรับว่าของแพง ทำมาหากินฝืดเคือง นโยบายจำนำข้าวก็พ่นพิษ หนี้ท่วมหัว ไม่รู้จะเอาตัวรอดทางไหน จำนำต่อไปก็ยิ่งเจ๊ง ไม่จำนำก็เจอม็อบชาวนา เศรษฐกิจโลกปีหน้าใช่ว่าจะดี ปัญหาของรัฐบาลเรื่องโน้นเรื่องนี้จะมีโผล่มาเรื่อยๆ

เอาเป็นว่ารัฐบาลไม่มีทางทำได้ดีกว่านี้แล้วละ มีแต่จะเตี้ยลงๆ โอเค ไม่ยุบก็อยู่ได้ แต่หันไปมองเงื่อนไขหลายด้านประกอบกัน มันน่ายุบเสียกระไร ดูฝ่ายรัฐบาลเอง แม้ดูแย่ แต่ถามจริงว่ายิ่งลักษณ์ช้ำไหม ไม่ช้ำนะครับ ยังขายได้ เหมือนใหม่ ๆ ซิง ๆ โพลล์ส่วนใหญ่ออกมาดี แม้จะด่ารัฐบาล ด่าพรรค แต่คะแนนนิยมยิ่งลักษณ์ยังสูง

ที่สำคัญอย่าลืมว่าเดือนธันวาคมนี้ บ้านเลขที่ 109 จะเป็นอิสระ อิสระที่บรรหาร ศิลปอาชา กับลูกชายลูกสาวรอมานาน ฝั่งเพื่อไทยก็มีสมชาย วงศ์สวัสดิ์ เมื่อรวมกับบ้านเลขที่ 111 ที่ครั้งนี้มีโอกาสสมัคร ส.ส. ถ้าไม่ยุบสภาก็มีแรงกดดันภายใน ถ้ายุบสภา ก็จะได้ขุนพลคับคั่ง
หันไปดูคู่แข่งบ้าง พรรคประชาธิปัตย์กำลังตกต่ำ เปลี่ยนจากพระเอกหนุ่มหล่อมาเป็นนางอิจฉาในละครหลังข่าว เล่นนอกกติกา ถ่อย เถื่อน ทั้งในและนอกสภา จนนิวยอร์คไทม์ประจานข้ามโลก
ในสายตาประชาชนทั่วไปที่ไม่ใช่เหลืองแดง กำลังเบื่อทั้งสองฝ่าย แต่ไม่รู้จะไปทางไหนดี พรรคที่สามก็ไม่สามารถเกิด แน่นอนสภาพเบื่อทั้งสองฝ่ายอาจทำให้คะแนนลด แต่ก็ลดทั้งสองฝ่าย โค้งสุดท้ายพรรคเพื่อไทยยังช่วงชิงเสียงข้างมากได้อยู่ดี อย่าลืมว่า 2 ปี เพื่อไทยกุมกลไกราชการได้เกือบหมด แม้แต่ทหารก็ไม่เป็นปรปักษ์ เราจะไม่เห็น ผบ.ทบ.ออกมาต่อต้านพวก “ล้มเจ้า” อีกแล้ว ขณะที่แวดวงธุรกิจ เงินกู้ 2.2 ล้านล้านขายฝันได้ ตั้งแต่กลุ่มทุนทุกกลุ่มไปถึง SME

รัฐบาลจึงมีโอกาสยุบสภาในต้นปีหน้า หรือในครึ่งปีหน้า โดยไม่จำเป็นต้องรอครบ 4 ปี กองเชียร์พรรคเพื่อไทยไม่ต้องตกใจ นี่เป็นเรื่องปกติในวิถีประชาธิปไตย การยุบสภาไม่ใช่แสดงว่ารัฐบาลย่ำแย่ ในประเทศแม่แบบอย่างอังกฤษ เมื่อเห็นฝ่ายค้านเพลี่ยงพล้ำ รัฐบาลก็รีบยุบสภา
อำนาจต่อรองกลับมา

ถ้าวิเคราะห์สถานการณ์อย่างนี้ ประเด็นสำคัญคือ มวลชนแต่ละสี แต่ละข้าง จะมีท่าทีอย่างไร ต้องเตรียมการอย่างไร ให้สมกับที่เป็นยุค “การเมืองมวลชน”
มวลชนเสื้อเหลืองคงไม่มีปัญหา เพราะถึงเวลาก็ชูป้าย Vote No แต่เอาเข้าจริงโค้งสุดท้ายเลือก ปชป.เพราะกลัวเพื่อไทยชนะ

มวลชนเสื้อแดงก็มีด้านที่คล้ายกัน แท็กซี่เสื้อแดงบ่นว่าของแพง ทำมาหากินฝืดเคือง แต่โค้งสุดท้าย จะเอาอภิสิทธิ์หรือยิ่งลักษณ์ ต่อให้บ่นกะปอดกะแปดอย่างไรก็ต้องเลือกเพื่อไทย

ส่วนคนที่ห่างออกไป ไม่มีสีหรือสีจางๆ ก็อาจเบื่อหน่ายจนไม่ไปเลือกทั้งสองข้าง
นี่เป็นปัญหาที่ต้องข้ามให้พ้น ต้องเลิก “ถูกบังคับ” ให้เลือก ไหน ๆ จะเลือกแล้ว มวลชนก็ควรมีส่วนร่วม ตั้งแต่การกำหนดตัว ส.ส.หรือ Primary Vote ที่เคยเรียกร้องกัน ไปจนมีส่วนร่วมกำหนดนโยบาย หรือมีส่วนร่วมปฏิรูปพรรค

พูดว่าสองสี แต่ความจริงคือเสื้อแดงเป็นหลัก อ้าว ก็เสื้อเหลืองบอกไม่เอาเลือกตั้งไงครับ ไม่เอาทั้งสองพรรค ด่าประชาธิปัตย์โครม ๆ จะไปร่วม Primary Vote หรือปฏิรูปพรรคกับเขาได้ไง ถึงเวลาเลือกตั้งก็เลือก ปชป.ด้วยความเกลียดทักกี้เท่านั้นเอง
คนที่จะปฏิรูปประชาธิปัตย์จึงมีแค่หยิบมือ เพราะพวกคนใต้เอาใครก็ได้ ขอให้พะโลโก้ ชวน หลีกภัย ฉะนั้น ต้องให้อลงกรณ์ พลบุตร หรือ อ.สมเกียรติ อ่อนวิมล ไปปฏิรูปกันเอง

หันมาดูพรรคเพื่อไทยบ้าง ปฏิรูป ปชป.ว่ายากแล้ว ปฏิรูป พท.ยิ่งแสนเข็ญ เปล่า ไม่ได้พูดแบบพวกพันธมิตรฯ ว่าเป็นพรรคของ “นายใหญ่” สั่งซ้ายหันขวาหัน ถ้าเป็นอย่างนั้นจริงอาจจะดีกว่านี้ก็ได้ แต่ความเป็นจริงคือพรรคเพื่อไทยเละกว่านั้น ทั้งความสับสนของอำนาจ คุณภาพนักการเมือง และการหาประโยชน์ของกลุ่มก๊วน

นั่นทั้ง ๆ ที่เพื่อไทยได้ชัยชนะมาจากชีวิตเลือดเนื้อของมวลชนเสื้อแดง แต่ยังไม่มีความเป็น “พรรคของมวลชน” แม้กระผีก อย่าพูดถึงแกนนำ นปช.ที่เข้าไปเป็น ส.ส. เพราะกลายเป็นเรื่องของ นปช. ลงมาถึงมวลชนน้อยมาก

ทำอย่างไรจะให้มวลชนมีอำนาจต่อรองมากขึ้นในการเลือกตั้งครั้งหน้า ซึ่งถ้ามียุบสภา ก็จะเร็วขึ้นเพราะต้องเลือกตั้งใน 60 วัน ต้องคิดและเตรียมกันตั้งแต่ตอนนี้

พูดเช่นนี้ไม่ใช่ยุให้แย่งชิงอำนาจ แต่มวลชนเสื้อแดงต้องตระหนักว่า พรรคเพื่อไทยชนะเลือกตั้งและได้ความชอบธรรมทางการเมือง จากชีวิตเลือดเนื้อมวลชนเสื้อแดง แต่รัฐบาลเพื่อไทยกลับย่ำแย่เพราะนักการเมือง และความไม่มีประสิทธิภาพในการบริหาร

ปัญหาของรัฐบาลเพื่อไทยมีหลายด้าน ข้อแรก ยิ่งลักษณ์ไม่ได้มีความสามารถเท่าทักษิณ มีความพร้อมน้อยกว่าทักษิณ เจอปัญหาหนักกว่าทักษิณ และไม่มีทีมงานที่ดีเหมือนทักษิณ ซึ่งเข้ามาพร้อมกับนโยบาย มีไอเดียไว้หมดว่าจะทำอะไร และมีคนเก่งรอบตัว เช่นมีหมอพรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช เป็นเลขานายกฯ
ยิ่งลักษณ์ไม่มีอำนาจเบ็ดเสร็จในพรรคเหมือนทักษิณ เมื่อปี 2544 แน่นอน เพราะมีทั้งพี่ชาย พี่สาว พี่สะใภ้ แต่ พ.ศ.นี้ทักษิณก็ไม่มีอำนาจเบ็ดเสร็จ พรรคไม่เป็นเอกภาพ ข้อหนึ่งอาจเป็นเพราะรัฐธรรมนูญ 2550 รัฐมนตรีไม่ต้องลาออกจาก ส.ส.ไม่เหมือนรัฐธรรมนูญ 2540 ที่ทำให้รัฐมนตรีกลัวทักษิณหงอ อีกข้อหนึ่งอาจเป็นเพราะการต่อสู้ยืดเยื้อตั้งแต่ปี 2549 ถึง 2554 ทำให้ทักษิณมีแผลเต็มตัว ต้องเป็นหนี้บุญคุณ ต้องพึ่งพาอาศัยกลุ่มต่าง ๆ ในพรรค และต้องต่างตอบแทน

รัฐมนตรียุคยิ่งลักษณ์ จึงเหมือนตัดเค้กแบ่งกระทรวง ใครอยากทำอะไรทำได้ตามใจชอบ และแต่งตั้งเข้ามาแบบผิดฝาผิดตัวตลอด

การปูนบำเหน็จ ให้ความดีความชอบ ของพรรคเพื่อไทยก็มีปัญหา ตั้งแต่ระดับบนสุดจนถึงล่างสุด ผู้ที่เคยต่อสู้ร่วมกันมาถูกทอดทิ้ง ผมไม่ได้บอกว่าต้องตั้งจตุพร พรหมพันธุ์ เป็นรัฐมนตรี เพราะถ้ามีคนมีความสามารถกว่า ก็ไม่ควรตั้งจตุพร ณัฐวุฒิ แต่พรรคให้ความสำคัญกลุ่มก๊วน กลุ่มทุน กลุ่มตระกูล มากกว่าคนมีคุณภาพ ทั้งตำแหน่งการเมืองและราชการ ซึ่งได้คนสอพลอหาผลประโยชน์เสียตั้งเยอะ

ระดับล่างสุด มีอดีตสหายที่เชียงใหม่ เป็นแดง บ่นให้ฟังว่ามวลชนอุตส่าห์วิ่งช่วยหาเสียงเลือกตั้งซ่อม แต่ชนะแล้วกลับไปโอ๋หัวคะแนนในระบบเก่า กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน อบต.กลุ่มแม่บ้าน ซึ่งเป็นฝ่ายตรงข้ามเสียเยอะ

พูดก็พูดเถอะ ส.ส.เพื่อไทยบางคนยังไม่ตระหนักเลยว่า ชนะเพราะมวลชน บางคนยังเชื่อเหมือนพวกพันธมิตรฯ ว่าตัวเองชนะเพราะซื้อเสียง เพราะหัวคะแนน ทั้งที่มีบทเรียนพิสูจน์ในหลายพื้นที่ นักการเมืองกเฬวรากบางคน ชนะเลือกตั้งเพราะมวลชนจำต้องเลือกพรรค แต่พอส่งลูกส่งเมียลงนายก อบจ.หรือนายกเทศมนตรี กลับแพ้ย่อยยับ

ถ้าจะรักษาชัยชนะของประชาธิปไตย ก็ต้องทำให้พรรคเพื่อไทยมีความเป็นพรรคของมวลชนมากขึ้น


“พรรคทักษิณ” + พรรคมวลชน
การเรียกร้องให้ทำพรรคเพื่อไทยเป็นพรรคของมวลชนไม่ใช่เรื่องง่าย ที่เรียกร้องให้ทำ Primary Vote คงมีไม่กี่เขตทำได้ เพราะมวลชนเสื้อแดงเองก็ไม่เป็นเอกภาพ แต่ละพื้นที่ก็มีหลากหลายกลุ่ม ซึ่งเห็นต่างกัน แกนนำส่วนหนึ่งก็กลายเป็นหัวคะแนน ส.ส.เหมือนหัวคะแนนในระบบเก่า

แต่อย่างน้อยก็ต้องตั้งเป้าว่า ในการเลือกตั้งครั้งที่จะถึง มวลชนต้องมีสิทธิมีเสียง มีการเสนอความเห็นต่อตัว ส.ส.หรือผู้สมัครของพรรค แสดงปฏิกิริยาออกมา ถ้าไม่ต้องการ ส.ส.คนเดิม แน่นอนว่าจะเกิดความขัดแย้ง แต่ต้องยอมรับความขัดแย้ง มวลชนจะต้องต่อสู้ถึงที่สุด แต่เมื่อมีข้อยุติว่าพรรคเลือกใคร ก็ต้องยอมรับและต้องสนับสนุน
เวลาพูดนะพูดง่ายแต่เวลาทำจริงยาก นิสัยคนไทยถ้าทะเลาะกันเสียแล้วอาจไม่มองหน้ากัน เรื่องไรกรูจะช่วยเมริง

ข้อสำคัญคือพรรคต้องยอมรับการดำรงอยู่ของมวลชนเสื้อแดง ที่อาจจะมี 3-4 กลุ่มใน 1 เขตเลือกตั้ง บางกลุ่มอาจไม่เอา ส.ส.ที่พรรคหรือเสียงส่วนใหญ่เลือก ก็ต้องให้พวกเขาต่อสายตรงกับพรรค มีข้อต่อรองกับพรรค ว่านี่มวลชนเลือกพรรค ไม่ได้เลือกผู้สมัคร เมื่อชนะแล้วพรรคต้องฟังมวลชนกลุ่มนี้ด้วย ไม่ใช่ ส.ส.ริบอำนาจเป็นผู้แทนพรรคแต่ผู้เดียวในเขตนั้น

พูดง่ายแต่ทำยากอีกนั่นแหละ เพราะพรรคเพื่อไทยไม่ได้เข้มแข็ง ไม่มีคนทำงานซักเท่าไหร่ ก่อน “พี่อ้วน” ภูมิธรรม เวชยชัย เข้าไปเป็นเลขาฯ พรรคเพื่อไทย ก็เป็นเหมือนตึกร้าง มีแต่ “เด็จพี่” ให้สัมภาษณ์อยู่คนเดียว คนอื่น ๆ หนีไปเป็นรัฐบาลหมด

คนทำหน้าที่แทนพรรคในเรื่องนี้ที่ผ่านมาคือทักษิณ ซึ่งว่ากันว่ามีเบอร์โทร ต่อสายตรงถึงแกนนำทั่วประเทศ

คำถามคือเป้าหมายขั้นต้น ควรช่วงชิงพรรคเพื่อไทยให้เป็นพรรคของมวลชนในระดับใด ถ้าเป็นพวกพันธมิตร ก็คงยุให้ “ก้าวข้ามทักษิณ” แต่ขั้นนี้ไม่จำเป็น เป้าหมายที่ควรจะเป็นคือทำอย่างไรให้เป็น “พรรคของทักษิณ” พร้อมกับ “พรรคของมวลชน” โดยลดอำนาจกลุ่มการเมืองทุนท้องถิ่นลงไป

มวลชนเสื้อแดงไม่ว่าก้าวหน้าแค่ไหน ก็ยังไม่ได้ปฏิเสธทักษิณ ไม่ได้ปฏิเสธยิ่งลักษณ์ แต่ที่วิพากษ์วิจารณ์กันมากก็คือ “นักการเมือง”กลุ่มก๊วนที่เข้าไปเป็นรัฐมนตรี ไม่เว้นแม้กลุ่มก๊วนที่เป็นของเครือญาติทักษิณด้วย

ขอบคุณภาพประกอบข่าวจาก Google