PR

@@ในความเคลื่อนไหวของสถานการณ์ที่ปรากฎเป็น"ข่าว"และ"ไม่เป็นข่าว"พยายามสแกนย่นย่อมานำเสนอและเป็นไว้เป็นฐานข้อมูลสังเคราะห์สถานการณ์ ที่นี่ "ข่าวที่ไม่เป็นข่าว"

วันศุกร์ที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2561

25พรรค ลงนาม ‘สัญญาเคารพ ปชช.’ จัดตั้ง รบ.ต้องมีเสียงเกินกึ่งหนึ่ง ไร้เงา พปชร.-รปช.

25พรรค ลงนาม ‘สัญญาเคารพ ปชช.’ จัดตั้ง รบ.ต้องมีเสียงเกินกึ่งหนึ่ง ไร้เงา พปชร.-รปช.



พรรคการเมือง 25 พรรค ร่วมลงนาม “สัญญาที่พรรคการเมืองขอให้ไว้กับประชาชน” พร้อมให้ความมั่นใจกับประชาชนเลือกตั้ง‪ 24 กุมภาพันธ์ ‬จะเป็นไปโดยเสรี สุจริต เที่ยงธรรม

เมื่อเวลา 09.45 น. วันที่ 20 ธันวาคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่โรงแรมเซ็นทราบายเซ็นทารา ศูนย์ราชการและคอนเวนชันเซ็นเตอร์ แจ้งวัฒนะ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า มูลนิธิสันติภาพและวัฒธรรม สถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล และมูลนิธิองค์กรกลางเพื่อประชาธิปไตย ร่วมกันจัดพิธีลงนาม “สัญญาที่พรรคการเมืองขอให้ไว้แก่ประชาชน”ซึ่งเป็นความสืบเนื่องจากการร่วมถกแถลงแสวงความเห็นพ้องระหว่างพรรคการเมืองที่ต้องการให้ความมั่นใจแก่ประชาชนว่าการเลือกตั้งทั่วไปที่จะมีขึ้นในวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2562 เป็นไปโดยเสรี สุจริต และเที่ยงธรรม โดยพรรคการเมืองจะหาเสียงเลือกตั้งด้วยกระบวนการที่มีจรรยาบรรณ และให้การจัดตั้งรัฐบาลหลังการเลือกตั้งเป็นไปโดยเคารพเสียงและความต้องการของประชาชน

โดยทางมูลนิธิสันติภาพและวัฒนธรรมฯหวังว่าการทำสัญญาครั้งนี้จะเป็นเครื่องมือที่ช่วยลดความขัดแย้งทั้งก่อนและหลังการเลือกตั้ง โดยการทำสัญญาดังกล่าวมีตัวแทนพรรคการเมืองต่างๆ เข้าร่วมจำนวน 25 พรรค อาทิ นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์, นายปลอดประสพ สุรัสวดี รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย, นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา หัวหน้าพรรคประชาชาติ, นายศุภชัย ใจสมุทร รองเลขาธิการพรรคภูมิใจไทย, นายนิกร จำนง ผู้อำนวยการพรรคชาติไทยพัฒนา, นายมิตติ ติยะไพรัช เลขาธิการพรรคไทยรักษาชาติ ร่วมพิธีลงนาม ส่วนพรรคการเมืองที่ไม่ได้ร่วมลงนามในวันนี้ทางมูลนิธิสันติภาพและวัฒนธรรมฯยังเปิดโอกาสให้ร่วมลงนามเพิ่มเติมได้จนถึงวันที่ ‪10 มกราคม 2562‬ อย่างไรก็ตาม ภายในงานมีตัวแทนทูต ตัวแทนเครือข่ายเอเชียเพื่อการเลือกตั้งเสรี หรือแอนเฟรล เข้าร่วมเป็นสักขีพยาน นางสาวจันดานี วาตาวาละ ผู้อำนวยการแอนเฟรล กล่าวแสดงความยินดีที่ประเทศไทยกำลังจะมีการเลือกตั้งและหวังว่าทางมูลนิธิอัลเฟรลจะได้ร่วมสังเกตการการเลือกตั้งของไทยด้วย

ด้าน พ.ต.อ.จรุงวิทย์ ภุมมา เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง กล่าวแสดงความคาดหวังต่อการเลือกตั้งว่า การทำสัญญาร่วมกันของพรรคการเมืองในวันนี้ เพื่อให้การเลือกตั้งที่เป็นไปโดยสันติ และไม่มีการทุจริต เพราะการทุจริตในการเลือกตั้งส่งผลทำให้ประชาธิปไตยตกต่ำลง หรือการใช้อำนาจเพื่อให้ได้มาซึ่งคะแนนนิยมทางการเมือง การซื้อเสียง ถือเป็นการทำลายประชาธิปไตย อย่างไรก็ตาม หวังว่าพรรคการเมืองต่างๆ จะสามารถปฏิบัติให้เป็นไปตามสัญญาดังกล่าว เพื่อให้เกิดการเลือกตั้งที่บริสุทธิ์ และเที่ยงธรรม


หลังจากนั้นผู้เข้าร่วมได้ร่วมกันอ่านคำสัญญาที่พรรคการเมืองให้ไว้กับประชาชน ก่อนที่จะมีการลงนาม ด้วยถ้อยคำว่า ก่อนการเลือกตั้งพรรคการเมืองขอให้สัญญาว่า จะปฏิบัติตามจรรยาบรรณการหาเสียงเลือกตั้ง คือจะปฏิบัติตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ กฎหมายเลือกตั้งและกฎระเบียบของคณะกรรมการการเลือกตั้งที่กำหนดขึ้นตามหลักนิติธรรมและตามมาตรฐานสากล จะไม่กระทำการใดๆ ที่เป็นการซื้อเสียง จะไม่ใช้และพร้อมที่จะต่อต้านการใช้กลไกหรือทรัพยากรของรัฐเพื่อประโยชน์ในการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งหรือเพื่อให้ได้มาซึ่งคะแนนเสียงเลือกตั้ง จะรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งด้วยสันติวิธีและไม่ใช้ความรุนแรงใดๆ จะไม่ใช้ถ้อยคำและภาษาที่ร้อนแรง จะไม่ให้ผู้อื่นเสื่อมเสียชื่อเสียงโดยเฉพาะอย่างยิ่งจะไม่ใช้การข่มขู่และไม่ใช้วาจาที่ปลุกเร้าให้เกิดความรุนแรง และจะเคารพสิทธิของพรรคการเมืองทุกพรรคที่จะรณรงค์หาเสียงโดยปลอดจากความหวาดกลัวและการถูกข่มขู่ และขอยืนยันว่าจะไม่ไปก่อกวนการรณรงค์หาเสียงของพรรคการเมืองใดๆ

ซึ่งหลังการเลือกตั้ง พรรคการเมืองขอให้สัญญาว่าจะเคารพเสียงของประชาชนและเร่งดำเนินการเพื่อให้เกิดความสงบสุขและเป็นธรรม พรรคการเมืองที่ร่วมกันจัดตั้งรัฐบาลจะต้องมีเสียงสนับสนุนเกินกว่ากึ่งหนึ่งของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคการเมืองที่จะร่วมกันจัดตั้งรัฐบาลจะนำนโยบายที่แต่ละภาคใช้ในการหาเสียงมาบูรณาการกันอย่างจริงจังและให้ความสำคัญแก่การจัดทำนโยบายร่วมกันนี้ในการลำดับก่อนการจัดสรรตำแหน่งรัฐมนตรี จะสนับสนุนให้รัฐจัดให้มีกลไกที่ใช้หลักของความเป็นธรรมในช่วงเปลี่ยนผ่าน เพื่อเสนอแนะการปรองดอง และเยียวยาผู้เสียหายจากการกระทำของรัฐและการกระทำด้วยเหจุจูงใจทางการเมือง จะสนับสนุนกระบวนการพูดคุยสันติภาพในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ภายใต้กรอบของรัฐธรรมนูญ เพื่อให้บรรลุข้อตกลงของการอยู่ร่วมกันด้วยความเคารพซึ่งกันและกันและอย่างสันติ และเพื่อความเป็นธรรมระหว่างการบริหารราชการส่วนกลางและส่วนท้องถิ่น

เปิดเอกสารผังงานโต๊ะจีน 650 ล. พปชร. ชื่อคล้าย‘คลัง-ททท-กทม’หรา บริจาครวม 99 ล.

เปิดเอกสารผังงานโต๊ะจีน 650 ล. พปชร. ชื่อคล้าย‘คลัง-ททท-กทม’หรา บริจาครวม 99 ล.

เขียนวันที่
วันศุกร์ ที่ 21 ธันวาคม 2561 เวลา 11:15 น.
เขียนโดย
isranews
“...หากพิจารณาจากเอกสารแผนผังงานข้างต้น ที่สำนักข่าวอิศราตรวจสอบพบ เห็นได้ว่า มีการจัดผังโซน และปรากฏชื่อที่คล้ายหน่วยงานรัฐ 3 แห่งดังกล่าวในผังงานจริง อย่างไรก็ดีไม่มีข้อมูลยืนยันอย่างเป็นทางการว่า ทั้ง 3 โต๊ะดังกล่าว เป็นโต๊ะของหน่วยงานรัฐจริงหรือไม่ หรือมาในฐานะอะไร นำเงินจากไหนมาจ่ายเงินระดมทุนให้พรรคพลังประชารัฐ หากไม่ใช่หน่วยงานของรัฐจริง การที่จองโต๊ะโดยอ้างชื่อคล้ายคลึงกับหน่วยงานรัฐ มีเหตุผลอะไร ทำไมต้องทำเช่นนั้น...”
PIC ppchr 21 12 61 1
กำลังเป็นประเด็นร้อนแรงที่ถูกสังคมวิพากษ์วิจารณ์อยู่ตอนนี้!
กรณีพรรคพลังประชารัฐจัดงานระดมทุนโต๊ะจีน โต๊ะละ 3 ล้านบาท รวม 200 โต๊ะ เป็นเงิน 600 ล้านบาท แต่ยอดบริจาคตามที่นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ในฐานะแม่งานจัดระดมทุนดังกล่าว ระบุว่า ยอดตอนนี้พุ่งขึ้นเกือบ 650 ล้านบาทแล้ว
แต่ประเด็นสำคัญที่ต้องโฟกัสคือ ตามแผนผังงานดังกล่าว ที่สำนักข่าวอิศรา www.isranews.org ตรวจสอบพบ ปรากฏชื่อบุคคลซื้อโต๊ะที่มีชื่อย่อคล้ายคลึงกับหน่วยงานรัฐ ได้แก่ ‘คลัง-ททท-กทม’ ร่วมซื้อโต๊ะด้วย รวม 33 โต๊ะ เป็นเงิน 99 ล้านบาท หรือคิดเป็นเกือบ 1 ใน 3 ของยอดบริจาคทั้งหมดเลยทีเดียว ? (อ่านประกอบ : เปิดผังงานโต๊ะจีน 650 ล. พปชร. ‘ดร.อั๋น-เอก’เหมา 120 ล. คลัง-ททท.โผล่ 69 ล.)
เบื้องต้น นายยุทธศักดิ์ สุภสร ผู้ว่าการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) และนายประสงค์ พูนธเนศ ปลัดกระทรวงการคลัง ออกมาปฏิเสธข่าวดังกล่าวแล้ว โดยยืนยันว่า ไม่มีเจ้าหน้าที่ของรัฐเข้าไปซื้อโต๊ะดังกล่าว และหากพบชื่อใครเข้าไปเกี่ยวข้องถือว่ามีความผิด
ขณะที่นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ ให้สัมภาษณ์สื่อช่วงเช้าวันที่ 21 ธ.ค. 2561 เผยผลการตรวจสอบเบื้องต้นไม่พบชื่อของหน่วยงานรัฐร่วมบริจาคระดมทุน แต่หากพบพร้อมคืนเงินบริจาคให้ ขอให้หยุดใส่ร้ายทางการเมือง (อ่านประกอบ : ถ้ามีพร้อมคืนเงิน! พปชร.ปัดไร้หน่วยงานรัฐซื้อโต๊ะ-กกต.รอผลเปิดชื่อ คลัง-ททท.ปฏิเสธ)
ไม่ว่าข้อเท็จจริงเหล่านี้จะเป็นอย่างไร
สำนักข่าวอิศรา www.isranews.org อธิบายที่มาที่ไปของแผนผังงานดังกล่าว ดังนี้
เมื่อคืนวันที่ 19 ธ.ค. 2561 ที่ผ่านมา สำนักข่าวอิศราเดินทางไปร่วมงานระดมทุนโต๊ะจีนของพรรคพลังประชารัฐ ที่อิมแพค ฟอรั่ม ฮอลล์ 9 เมืองทองธานี โดยพบว่า มีนักการเมือง และบิ๊กนักธุรกิจมาร่วมงานเป็นจำนวนไม่น้อย 
ภายในงานสำนักข่าวอิศรา ตรวจสอบเอกสารที่เป็นผังการจัดงาน แต่ไม่ได้เผยแพร่ต่อสื่อ รวมถึงได้รับการยืนยันจากหนึ่งในคณะผู้จัดงาน สรุปได้ว่า มีการแบ่งโซนโต๊ะจีนออกเป็น 2 ฝั่ง ได้แก่ ฝั่งวีไอพี (VIP) และฝั่งบุคคลธรรมดา โดยฝั่ง VIP จะอยู่ฝั่งซ้ายของเวที แบ่งโต๊ะเป็นสี รวม 99 โต๊ะ และฝั่งบุคคลธรรมดาอยู่ฝั่งขวาของเวที แบ่งโต๊ะเป็นสีขาว รวม 101 โต๊ะ
สำหรับฝั่ง VIP ถูกระบุว่า เป็นโต๊ะของผู้หลักผู้ใหญ่ภายในพรรค รวมถึงคณะกรรมการบริหารพรรค เช่น โต๊ะหัวหน้าพรรค (นายอุตตม สาวนายน) โต๊ะท่านเลขา (นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์) โต๊ะมาดามเดียร์ (นางวทันยา วงษ์โอภาสี) เป็นต้น
อย่างไรก็ดีพบว่า โต๊ะฝั่ง VIP ปรากฏชื่อบุคคลที่ซื้อโต๊ะ คล้ายคลึงกับหน่วยงานรัฐ 3 แห่ง 33 โต๊ะ บริจาครวม 99 ล้านบาท ได้แก่ คลัง ซื้อ 20 โต๊ะ 60 ล้านบาท ททท ซื้อ 3 โต๊ะ 9 ล้านบาท และ กทม 10 โต๊ะ 30 ล้านบาท (ดูเอกสารประกอบ)
PIC ผงโตะจน พปชร 1
หากพิจารณาจากเอกสารแผนผังงานข้างต้น ที่สำนักข่าวอิศราตรวจสอบพบ เห็นได้ว่า มีการจัดผังโซน และปรากฏชื่อที่คล้ายหน่วยงานรัฐ 3 แห่งดังกล่าวในผังงานจริง
อย่างไรก็ดีไม่มีข้อมูลยืนยันอย่างเป็นทางการว่า ทั้ง 3 โต๊ะดังกล่าว เป็นโต๊ะของหน่วยงานรัฐจริงหรือไม่ หรือมาในฐานะอะไร นำเงินจากไหนมาจ่ายเงินระดมทุนให้พรรคพลังประชารัฐ 
หากไม่ใช่หน่วยงานของรัฐจริง การที่ซื้อโต๊ะโดยอ้างชื่อคล้ายคลึงกับหน่วยงานรัฐ มีเหตุผลอะไร ทำไมต้องทำเช่นนั้น
เจตนารมณ์ของสำนักข่าวอิศรา ไม่ได้เผยแพร่เพื่อมุ่งร้ายแก่ใคร เพียงแค่นำเสนอข้อเท็จจริงให้สาธารณชนรับทราบ เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของชาติ และเงินภาษีของประชาชนเท่านั้น ต่อไปเป็นเรื่องของหน่วยงานรัฐที่จะนำเอกสารชิ้นนี้ไปตรวจสอบข้อเท็จจริงว่า เกิดกรณีดังกล่าวจริงหรือไม่ 
โดยเฉพาะ 2 หน่วยงานตรวจสอบหลักที่เกี่ยวข้องโดยตรง ได้แก่ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จำเป็นต้องนำไปตรวจสอบต้นตอที่มาที่ไปว่า ในงานระดมทุนของพรรคพลังประชารัฐครั้งนี้ ใช้เงินจากไหน สามารถทำได้หรือไม่ รวมถึงคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ต้องตรวจสอบด้วยว่า มีเจ้าหน้าที่รัฐเข้าไปเกี่ยวข้องกับการซื้อโต๊ะจีนครั้งนี้หรือไม่ หากมีใช้เงินใคร ถ้าใช้เงินตัวเองถือว่าร่ำรวยผิดปกติหรือไม่ เพราะที่นั่งหนึ่งก็ราคา 3 แสนบาท หากไม่ได้ซื้อเอง การรับบัตรที่นั่งใบละ 3 แสนบาท ถือว่าผิดกฎหมาย ป.ป.ช. ที่เจ้าหน้าที่ของรัฐรับเงินเกิน 3 พันบาทหรือไม่ 
ท้ายที่สุดคงต้องรอพรรคพลังประชารัฐรายงานผลการระดมทุนดังกล่าวแก่ กกต. และเปิดเผยต่อประชาชนอีกครั้งว่า สรุปผู้บริจาคมีใครบ้าง ?

เรียกคืนเครื่องราชฯผู้พิพากษาที่ถูกไล่ออกจากราชการจำนวน 3 ราย

20 ธ.ค.61 - ราชกิจจานุเบกษา  เผยแพร่ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง ข้าราชการตุลาการพ้นจากตำแหน่งและเรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์
ด้วยสำนักงานศาลยุติธรรมแจ้งว่า ประธานศาลฎีกาได้มีคำสั่งไล่ข้าราชการตุลาการออกจากราชการ เนื่องจากกระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง และต้องพ้นจากตำแหน่ง ต ามมาตรา ๓๒ (๗) แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรม พ.ศ. ๒๕๔๓ ซึ่งการที่ข้าราชการตุลาการถูกลงโทษไล่ออกจากราชการเป็นกรณีเข้าเงื่อนไขเหตุแห่งการเรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ตามข้อ๖และข้อ๗ (๔) ของระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตเรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ พ.ศ. ๒๕๔๘ จึงขอให้นำความกราบบังคมทูลพระกรุณาทรงทราบฝ่าละอองธุลีพระบาท และขอพระราชทานพระราชานุญาตเรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ จำนวน ๓ รายดังนี้
๑. นางสาวเพชรน้ำผึ้ง เทพพิพิธ พ้นจากตำแหน่ง ผู้พิพากษาประจำสำนักงานศาลยุติธรรมตั้งแต่วันที่ ๖ มกราคม ๒๕๕๘ และเรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้นประถมาภรณ์ช้างเผือก ประถมาภรณ์มงกุฎไทย ทวีติยาภรณ์ช้างเผือก และทวีติยาภรณ์มงกุฎไทย
๒. นายวิวัธน ทองลงยา พ้นจากตำแหน่ง ผู้พิพากษาศาลฎีกาประจำสำนักงานศาลยุติธรรมตั้งแต่วันที่ ๕ พฤษภาคม ๒๕๖๐ และเรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้นมหาปรมาภรณ์ช้างเผือก มหาวชิรมงกุฎ ประถมาภรณ์ช้างเผือก ประถมาภรณ์มงกุฎไทย ทวีติยาภรณ์ช้างเผือก ทวีติยาภรณ์ มงกุฎไทย ตริตาภรณ์ช้างเผือก และเหรียญจักรพรรดิมาลา
๓. นายกุลธวัช ภู่ภูมิรัตน์ พ้นจากตำแหน่ง ผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ประจำสำนักงานศาลยุติธรรม ตั้งแต่วันที่ ๑๗ กรกฎาคม ๒๕๖๐ และเรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้นมหาปรมาภรณ์ช้างเผือก มหาวชิรมงกุฎ ประถมาภรณ์ช้างเผือก ประถมาภรณ์มงกุฎไทย ทวีติยาภรณ์ช้างเผือกและทวีติยาภรณ์มงกุฎไทย และสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีได้ขอให้สำนักงานองคมนตรีนำความกราบบังคมทูลพระกรุณาทรงทราบ ฝ่าละอองธุลีพระบาท และขอพระราชทานพระราชานุญาตเรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์แล้วทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานพระราชานุญาตให้เรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ทุกชั้นตราตามที่เสนอ 
ทั้งนี้ ข้าราชการตุลาการทั้ง๓ ราย ดังกล่าวเป็นผู้ถูกถอนชื่อออกจากรายชื่อ ผู้ได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ตามประกาศสำนักนายกรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องแล้ว
ประกาศณ วันที่ ๒๒  พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๖๑
ผู้รับสนองพระราชโองการ
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา
นายกรัฐมนตรี

โต๊ะจีนทำพิษ พลังประชารัฐ ‘อาจงานเข้า’

อดีต กกต.บอก พลังประชารัฐ ‘อาจงานเข้า’ หลังปรากฎชื่อหน่วยงานราชการร่วมซื้อโต๊ะจีนในงานระดมทุน กว่า 70 ล้านบาท
.
สมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ปัจจุบันเป็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) โพสต์เฟซบุ๊กระบุว่า งานระดมทุนของพรรคพลังประชารัฐ จำนวน 200 โต๊ะๆ ละ 3 ล้านบาท ที่จัดขึ้นที่เมืองทองธานี เมื่อวันที่ 19 ธ.ค.อาจจะมีปัญหาเสียแล้ว หลังปรากฎชื่อของหน่วยงานราชการร่วมจัดซื้อโต๊ะด้วย
.
“งานอาจเข้าที่พรรคพลังประชารัฐ” สมชัยระบุผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว
.
อดีต กกต.รายนี้ อ้างถึงรายการของสำนักข่าวอิศรา ที่ได้สำรวจงานระดมทุนดังกล่าว แล้วปรากฎว่า มีชื่อของโต๊ะที่ใช้ชื่อว่า “คลัง” 20 โต๊ะ เป็นเงิน 60 ล้านบาท และใช้ชื่อว่า “ททท.” อีก 3 โต๊ะเป็นเงิน 9 ล้านบาท นำไปสู่คำถามที่ว่า รัฐมนตรี (ซึ่งร่วมอยู่ในพรรคนี้ถึง 4 คน) ใช้ตำแหน่งหน้าที่การเงิน ให้หน่วยงานราชการสนับสนุนค่าโต๊ะจีนหรือไม่
.
“เมื่อความปรากฏดังกล่าว จึงเป็นหน้าที่ของ กกต. ในการแสวงหาข้อเท็จจริงโดยไม่จำเป็นจะต้องมีผู้ร้อง มิเช่นนั้น กกต. เอง อาจถูกกล่าวหาว่า ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ได้” สมชัย อดีต กกต.ที่ถูกปลดเพราะมาตรา 44 ว่าไว้
.
สำหรับงานระดมทุนดังกล่าว ทางพรรคพลังประชารัฐอ้างว่า สามารถหาเงินได้ถึง 650 ล้านบาท

ไม่คิดแต่ทำ"สืบทอดอำนาจ"


บิ๊กตู่ ลั่น! ที่ทำมา ไม่คิดสืบทอดอำนาจ แต่เป็น สืบทอดอำนาจการบริหารเพื่อรบ.ต่อไป

บิ๊กตู่ ลั่น! ที่ทำมา ไม่คิดสืบทอดอำนาจ แต่เป็น สืบทอดอำนาจการบริหารเพื่อรบ.ต่อไป ตามแบบแผนยุทธศาสตร์ชาติ
บิ๊กตู่ – เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 20 ธ.ค. ที่ตึกสันติไมตรี (หลังนอก) ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคสช. เป็นประธานพิธีมอบรางวัลอุตสาหกรรม ประจำปี พ.ศ.2561 (The Prime Minister’s Industry Award 2018) มีนายอุตตม สาวนายน รมว.อุตสาหกรรม กล่าวรายงาน โดยมีอุตสาหกรรมเอสเอ็มอีในการเข้าถึงตลาดโลก ผ่านคัดเลือกได้รับรางวัลจำนวน 92 รางวัล

พล.อ.ประยุทธิ์ กล่าวตอนหนึ่งว่า วันนี้แนวโน้มการพัฒนาเศรษฐกิจโลกเป็นไปอย่างรวดเร็ว ปัจจุบันมีการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีนวัตกรรมดิจิตอลเข้ามา รวมทั้งอุตสาหกรรมความคิดสร้างสรรค์ เป็นการเพิ่มมูลค่าเชิงพาณิชย์มากขึ้น ซึ่งรัฐบาลขับเคลื่อนนโยบายการส่งเสริมอุตสาหกรรมในภาคต่างๆ ทุกระดับอย่างต่อเนื่อง พร้อมสร้างความเข้มแข็งเศรษฐกิจระดับล่าง

ขณะเดียวกันอยากให้ภาคอุตสากรรมยึดปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง อย่างไรก็ตามการขับเคลื่อนไม่ใช่ภารกิจของภาครัฐเพียงอย่างเดียว แต่ทุกฝ่ายต้องยกระดับไปด้วยกันในการขับเคลื่อนประเทศไปข้างหน้า หัวใจสำคัญจำเป็นต้องมุ่งเน้นส่งเสริมความเข้มแข็งให้มีคุณภาพเป็นไปตามมาตรฐานสากล และทำให้บุคลากรการบริการมีมาตรฐานเกิดศักยภาพในการแข่งขันระดับโลก

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า การดำเนินงานของอุตสาหกรรมต่างๆ นอกจากคำนึงถึงผลประกอบการแล้ว ก็ขอให้คำนึงถึงสิ่งแวดล้อมในการผลิตและพัฒนาผลิตภัณฑ์ ดูแลบุคลากร และดูแลประชาชนที่อยู่บริเวณโดยรอบให้เกิดความสุขและมีความพึงพอใจ ทุกคนจะต้องคำนึงถึงเพื่อลดความขัดแย้งและความไม่เข้าใจ วันนี้รัฐบาลปลดล็อกไปหลายประการ เพื่อสนับสนุนภาคอุตสาหกรรม ซึ่งอยากให้มองว่ารัฐบาลทุกรัฐบาลมีหน้าที่ดูแลทุกภาคส่วน ทุกอาชีพทั้งผู้มีรายได้น้อย รายได้ปานกลางและรายได้สูง ไม่เช่นนั้นจะทำให้เกิดผลกระทบมีความขัดแย้งในแง่ของคนรวยคนจน

การเป็นเจ้าของสินทรัพย์ต่างๆ ซึ่งในความเป็นจริงก็มีอยู่แล้ว ทุกฝ่ายจะต้องช่วยกันไม่เช่นนั้นรัฐบาลก็จะมีปัญหาในการบริหารราชการแผ่นดิน ส่งผลเสียต่อการเดินหน้าทางการเมือง การปฏิรูปทางการเมือง ทุกคนจึงต้องมีส่วนร่วมในการพัฒนาประเทศ ต้องดูแลคนทุกระดับ วันนี้โซเชียลมีเดียมีความสุขกว้างขวางมากขึ้น ขณะที่ความต้องการของคนก็มีมากขึ้น

ทุกคนสามารถร้องเรียนและเรียกร้องแสดงความพอใจ และไม่พอใจผ่านสังคมโซเชียลมีเดียได้ ซึ่งก็มีผลกระทบต่อรัฐบาลและผู้ประกอบการทั้งสิ้น นโยบายต่างๆ ของรัฐบาลก็ออกไปไม่ได้ จึงอยากขอความร่วมมือจากทุกภาคส่วนสร้างความเข้าใจร่วมกันพัฒนาประเทศ ซึ่งที่ผ่านมาทุกอย่างก็ดีอยู่ แต่ควรจะต้องดีมากขึ้น จะทำให้บ้านเมืองเดินต่อไปข้างหน้าได้

ผมพูดกับประชาชนไปหลายครั้งแล้วว่า ประเทศไทยมีความต้องการในการดูแลผู้มีรายได้น้อย ประมาณ 30 ล้านคน เกือบครึ่งหนึ่งของประเทศ ส่วนนี้มีความต้องการมากขึ้น เพราะคนเยอะขึ้น รัฐบาลจึงมีมาตรการต่างๆ ออกไปดูแล หารายได้มาเพิ่มเติม ดังนั้นถ้าทุกอุตสาหกรรมดีขึ้น มีรายได้มากขึ้น ภาษีมากขึ้น ก็จะมีเงินเข้ามาเติมในส่วนของการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อย รัฐบาลมีรายได้อย่างเดียวจากการเก็บภาษี ดังนั้นถ้าเราใช้อะไรมากเกินไป เกินสัดส่วนที่มีอยู่ก็จะทำให้เกิดปัญหาได้ เพราะความต้องการของคนไม่มีวันสิ้นสุด แต่ไม่ใช่ว่ารัฐบาลจะรีดภาษีจากประชาชนเพียงอย่างเดียว
ยืนยันว่าการทำนโยบายต่างๆ รัฐบาลไม่ได้ต้องการสืบทอดอำนาจ แต่เป็นการสืบทอดอำนาจทางการบริหารของรัฐบาลทุกรัฐบาลต่อไป ในการเดินหน้าตามยุทธศาสตร์ชาติ
อุตสาหกรรมต้องมีส่วนร่วมในยุทธศาสตร์ชาติทุกด้าน เพื่อทำให้เกิดความมั่นคง การเพิ่มขีดความสามารถในการพัฒนา การลดความเหลื่อมล้ำ การกระจายรายได้ การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ รวมทั้งการบริหารจัดการภาครัฐ เราต้องคิดให้กว้างรัฐบาลไม่ได้หวังสืบทอดอำนาจของใครก็แล้วแต่
แต่เป็นการสืบทอดอำนาจของประเทศ ในการกำหนดวิธีการในการเดินหน้าประเทศไทยในทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็นความมั่นคง เศรษฐกิจ สังคม กฎหมายต่างๆ ให้มีความเป็นสากล ซึ่งวันนี้รัฐบาลได้ปรับแก้หลายอย่าง ขอให้ไปดูว่าเราได้ทำอะไรไปบ้าง
ผมไม่ได้พูดในเรื่องการเมือง แต่อยากให้เข้าใจว่ารัฐบาลกำลังพยายามทำอะไร และทุกคนจะต้องคาดหวังได้ว่า รัฐบาลต่อไปจะทำได้หรือไม่ และจะทำอย่างนี้หรือไม่ และผมก็ยังไม่รู้ว่าใครจะเข้ามาเป็นรัฐบาลในเวลานี้ แต่ต้องศึกษาว่าเราได้ทำอะไรไปแล้ว วันนี้แค่เริ่มต้นในการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า เราต้องเดินหน้าไปสู่อนาคตพร้อมๆ กัน ซึ่งไม่ใช่งานที่ง่ายนัก อะไรที่ยังทำไม่เสร็จก็มาทำต่อในรัฐบาลหน้า รัฐบาลก็แก้ไขปัญหาไปหลายประการแล้วในการเดินหน้าประเทศ ทำให้มีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นนายกฯ กล่าว
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าในช่วงท้าย นายกรัฐมนตรีได้อวยพรปีใหม่ให้กับผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่รับรางวัลด้วย


“บิ๊กตู่” แนะปชช.เลือกคนดี อย่าเลือก คนสร้างความเสียหายให้ประเทศ มาบริหาร

“บิ๊กตู่” แนะปชช.เลือกคนดี อย่าเลือก คนสร้างความเสียหายให้ประเทศ มาบริหาร



“บิ๊กตู่” โยนถาม “ตู่” ปูดข่าวเตรียมลาออกสู้ศึกเลือกตั้ง ลั่นยังไม่คิดออกทำหน้าที่จนจบภารกิจ เมินใช้ม.44แก้ให้พรรคเดียวเบอร์เดียวทั่วปท. ไปตกลงกับ “กกต.” เอง ยัน “4 รมต.” ไม่ลาออก
เมื่อเวลา 10.30 น. วันที่ 20 ธันวาคม ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ให้สัมภาษณ์อย่างมีอารมณ์ถึงกรณีหลายพรรคการเมืองเสนอให้แก้กฎหมายหรือใช้ มาตรา44 ให้การเลือกตั้งเป็นแบบเบอร์เดียวทั่วประเทศว่า ตนไม่ใช้ไม่ใช่เรื่อง เป็นเรื่องที่ไปตกลงกันให้เรียบร้อยกับคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ตนไม่ได้เกี่ยวข้องตรงนี้ อะไรก็ มาตรา 44 ตลอด ตนบอกแล้วให้แก้ไขปัญหาการบริหารราชการเป็นหลัก

เมื่อถามว่า นายจตุพร พรหมพันธุ์ กองเชียร์พรรคเพื่อชาติ เชื่อว่า พล.อ.ประยุทธ์ อยากเป็นนายกฯ ต่อ และอีกไม่กี่วัน จะตัดสินใจลาออกจากตำแหน่ง นายกฯและหัวหน้าคสช. พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ไปถามนายจตุพรเขานู้น เพราะตนไม่ได้พูดอะไรสักคำ ตนบอกว่าตนจะทำหน้าที่ของตนจนกว่าจะจบหน้าที่ของตน ตอนนี้จบหรือยังไม่ถามเขานู้น อย่ามากดดันตนแบบนี้ ประเทศชาติ ประชาชน เขาต้องการอะไรในขณะนี้ เขาต้องการความสงบสุขใช่หรือไม่ เขาต้องการให้มีการเลือกตั้งที่สุจริต โปร่งใส เป็นธรรม ใช่หรือไม่ หรือท่านไม่อยากได้แบบเดิม ถ้าไม่อยากได้แบบเดิมก็ต้องไปแก้ไข ถ้ายังทำแบบเดิม พูดกันแบบเดิม ให้ร้ายกันแบบเดิมก็ไปไม่ได้กันอยู่ดี จะไปได้อย่างไร ตนบอกแล้วว่าการเมืองคือการบริหารราชการแผ่นดิน แนะนำคนดีเข้าสู่การบริหารราชการแผ่นดิน ถามว่าคนดีก็คือคนดี คนเก่ง คนซื่อสัตย์ สุจริต โปร่งใส ไม่มีความประพฤติเสียหายมัวหมอง เหล่านี้ต้องได้รับการพิจารณาจากประชาชนโดยตรง ใครที่ทำความผิดทำความเสียหาย สร้างความเดือดร้อนให้ประชาชน คนเหล่านี้ไม่ควรได้รับการสนับสนุน ตนพูดอย่างนี้ในฐานะที่เป็นรัฐบาล
เมื่อถามว่า อยากให้นักการเมืองปรับตัวใหม่ใช่หรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ก็ต้องปรับทุกคน ตนเองก็ยังต้องปรับตัวเอง ไม่ปรับตัวได้อย่างไร เขาเป็นใคร เมื่อถามว่า หาก 4 รัฐมนตรีที่ไปร่วมงานกับพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ลาออกจะกระทบกับการทำงานของรัฐบาลหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ เดินออกวงสัมภาษณ์ทันที พร้อมกับกล่าวสั้นว่า “เขายังไม่ออก” เมื่อถามว่า นายกฯคิดว่าห้วงเวลาไหนถึงจะเหมาะสม และไม่กระทบงานรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ ไม่หยุดตอบคำถาม แต่ขณะเดินขึ้นตึกไทยคู่ฟ้า พล.อ.ประยุทธ์ เพียงแต่ส่ายศีรษะไปมาและกล่าวว่า “ไม่รู้ ไปถามเขาเอา”