PR

@@ในความเคลื่อนไหวของสถานการณ์ที่ปรากฎเป็น"ข่าว"และ"ไม่เป็นข่าว"พยายามสแกนย่นย่อมานำเสนอและเป็นไว้เป็นฐานข้อมูลสังเคราะห์สถานการณ์ ที่นี่ "ข่าวที่ไม่เป็นข่าว"
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ศาสนา แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ศาสนา แสดงบทความทั้งหมด

วันอังคารที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2562

ทศพิธราชธรรม

ทศพิธราชธรรม
สมเด็จพระสังฆราชถวายวิสัชนาพระธรรมเทศนา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในพระราชพิธีเฉลิมพระปรมาภิไธย พระนามาภิไธย และสถาปนาพระฐานันดรศักดิ์ ให้ทรงทศพิธราชธรรม ราชสังคหวัตถุ จักรวรรดิวัตร และพละ ย่อมสำเร็จเป็นพระบารมีในอนาคต
วันนี้ (5 พ.ค.) สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ถวายศีล ถวายพร และถวายวิสัชนาพระธรรมเทศนา "ทศพิธราชธรรมจริยาทิกถา" แด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในพระราชพิธีเฉลิมพระปรมาภิไธย พระนามาภิไธย และสถาปนาพระฐานันดรศักดิ์พระบรมวงศ์ ในการพระราชพิธีบรมราชาภิเษก มีใจความตอนหนึ่งว่า
สมเด็จพระบรมศาสดา เมื่อทรงบรรลุอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ ยังต้องทรงบำเพ็ญพระพุทธกิจโปรดเวไนยนิกรให้ดื่มด่ำพระสัจธรรมยังพระพุทธภูมิให้สำเร็จเป็นอันดี ข้อนี้มีอุปมาฉันใด พระเจ้าแผ่นดินผู้ทรงดำรงราชัยสวรรคก็มีอุปไมยฉันนั้น จึงขอรับพระราชทานเลือกสรรพระราชธรรมของโบราณกษัตริย์มาถวายวิสัชนา โดยมีทศพิธราชธรรมมาเป็นปฐม 10 ประการ ดังนี้
1. ทาน การให้ พระมหากษัตริย์พึงชุบเลี้ยงพระราชวัง ข้าทูลละอองธุลีพระบาท ข้าราชการ บรรพชิต ตลอดจนอาณาประชาราษฎร ด้วยวัตถุปัจจัยบรรดาอามิตรทั้งหลายตามฐานานุรูปของบุคคลนั้นๆ และการพระราชทานธรรมทานแจกจ่ายพระบรมราโชวาท พระราชดำริ อันถูกต้องตามทำนองคลองธรรม ให้พสกนิกรทั้งหลายเจริญรอยตาม
2. ศีล การสังวรกาย วาจาให้ปราศจากโทษ พระมหากษัตริย์พึงเว้นจากความประพฤติทุจริต กล่าวในการทางปกครอง ย่อมหมายถึงรัฐธรรมนูญ บทกฎหมาย และจารีตประเพณีอันดีงาม กล่าวในทางพุทธศาสนา หมายถึงศีล อย่างน้อยคือศีล 5 ของฆราวาสทั่วไป และพระราชาจะทรงรักษาและโน้มน้าวให้พสกนิกรรักษาด้วย
3. บริจาค พระมหากษัตริย์พึงสละสิ่งไม่เป็นประโยชน์หรือเป็นประโยชน์ เพื่อสิ่งที่เป็นประโยชน์ใหญ่กว่า เพื่อบรรเทาความตระหนี่ ดังพระพุทธภาษิตที่ว่า พึงสละทรัพย์เพื่อรักษาอวัยวะอันประเสริฐ เพื่อรักษาชีวิตก็พึงสละอวัยวะ เพื่อจะรักษาธรรมะก็พึงสละทรัพย์ อวัยวะ และแม้ชีวิตได้ทั้งสิ้น
4. อาชวะ ความซื่อตรง พระมหากษัตริย์พึงประพฤติพระองค์ ซื่อตรงในการงานตามหน้าที่ของพระประมุข ปราศจากมารยา ซื่อสัตย์สุจริตต่อสัมพันธมิตร พระราชวงศ์ และข้าทูลละอองธุลีพระบาท ไม่ทรงหลอกลวงประทุษร้ายโดยอยุติธรรม
5. มัททวะ ความอ่อนโยน พระมหากษัตริย์พึงมีพระราชอัธยาศัยอ่อนโยน ละมุนละม่อม ไม่ถือพระองค์ด้วยความดื้อรั้น เมื่อมีผู้กราบบังคมทูลพระกรุณาด้วยเหตุผลของบัณฑิตก็ควรทรงสดับฟังโดยถี่ถ้วน ถ้าดีควรอนุโมทนาและปฏิบัติตาม และควรมีความอ่อนน้อมท่านผู้เจริญโดยวัยและคุณความดี
6. ตบะ การกำจัดความเกียจคร้านและความชั่ว พระมหากษัตริย์พึงมีตบะ ซึ่งตบะของพระมหากษัตริย์คือการคุ้มครองประชาชน ต้องทรงพากเพียรที่จะขจัดความเกียจคร้านเบื่อหน่ายที่จะรักษาอาณาประชาราษฎรให้อยู่เย็นเป็นสุข ต้องทรงตั้งพระราชหฤทัยบำเพ็ญพระราชกิจอย่างสม่ำเสมอและให้ดียิ่งขึ้น
7. อักโกธะ ความไม่มักโกรธ พระมหากษัตริย์พึงมีพระเมตตาสูงส่ง ไม่ทรงปรารถนาจะก่อเวรภัยแก่ผู้หนึ่งผู้ใด ไม่ทรงพระพิโรธด้วยเหตุอันไม่สมควร แม้จะมีเหตุให้ทรงบรรลุแก่อำนาจแห่งความโกรธ ก็พึงข่มพระราชหฤทัยให้สงบระงับ มิให้บังเกิดพระกริยาอันไม่งดงาม ไม่น่ารัก น่าเคารพ ดุจมีพระฉายส่องพระพักตร์เป็นเครื่องกำกับพระอาการไว้เสมอ
8. อวิหิงสา การไม่เบียดเบียนผู้อื่น ตลอดจนสรรพสัตว์ให้ตกทุกข์ได้ยาก พระมหากษัตริย์พึงประกอบด้วยพระมหากรุณา ไม่ปรารถนาจะทรงเบียดเบียนผู้ใดให้ลำบาก ไม่ทรงก่อทุกข์ยากแก่มนุษย์หรือสัตว์เพียงเพื่อความสนุก ไม่ขูดรีดหรือกะเกณฑ์ราษฎรอย่างเหลือกำลัง กระทั่งเกิดความระส่ำระสาย ทรงคุ้มครองประชาชนดุจดังบิดรมารดารักษาบุตร
9. ขันติ ความอดทนต่อสิ่งที่ควรอดทนเป็นเบื้องหน้า พระมหากษัตริย์พึงมีพระราชหฤทัยกล้าหาญ อดทนต่อโลภะ โทสะ และโมหะ ย่อมต้องทรงอดทนต่อสู้กับกิเลสได้ ทรงสามารถอดทนต่อถ้อยคำที่ชั่ว ติฉินนินทา ทรงรักษาพระกายพระวาจาให้สงบเรียบร้อยได้เสมอ
10. อวิโรธะ การไม่ปฏิบัติให้ผิดจากการที่ถูกที่ตรง ดำรงอาการคงที่ พระมหากษัตริย์พึงรักษาพระราชจรรยานุวัตรตามหลักนิติศาสตร์และราชศาสตร์ ไม่ทรงประพฤติคลาดจากความยุติธรรม ทรงยกย่องผู้กระทำดีสมควรได้รับการยกย่อง ทรงปราบปราบผู้กระทำเลวสมควรถูกกำราบ ไม่ทรงตัดสินพระราชหฤทัยเชิดชูหรือข่มเหงบุคคลใดๆ ด้วยอำนาจแห่งอคติ คือ ความลำเอียง 4 ประการ เพราะความชอบ ความชัง ความกลัว และความเขลา
หากทรงดำรงพระราชธรรมได้ดังนี้ พระปีติโสมนัสมหาศาลก็จะบังเกิดแก่พระองค์ และย่อมทรงเป็นที่สรรเสริญว่า ทรงปกครองโดยธรรมะเป็นอุบาย ชนทั้งหลายก็น้อมเข้าสวามิภักดิ์ต่อพระประมุขผู้ได้ชื่อว่า ทรงปกครองโดยธรรม มิใช่โดยอำนาจ ต่างเจริญสุขสวัสดีร่วมกันได้ทุกสถาน

วันพฤหัสบดีที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2561

เปิดต้นตอ ปฏิบัติการย่ำรุ่ง ช่วงบิณฑบาต กองปราบ รวบ “พระชั้นผู้ใหญ่”เอี่ยวคดีเงินทอนวัด

เปิดต้นตอ ปฏิบัติการย่ำรุ่ง ช่วงบิณฑบาต กองปราบ รวบ “พระชั้นผู้ใหญ่”เอี่ยวคดีเงินทอนวัด


กลายเป็นประเด็น ดังสนั่นลั่นทุ่ง สะเทือนวงการสงฆ์ ! อีกครั้ง เมื่อช่วงฟ้าสาง “พล.ต.ต.ไมตรี ฉิมเฉิด” ผู้บังคับการกองปราบปราม นำกำลังตำรวจกว่า 100 นาย พร้อมหมายศาล คดีทุจริตเงินงบประมาณเผยแผ่พระพุทธศาสนา หรือ เงินทอนวัด ค้น 3 วัดดังในกรุงเทพฯ วัดสามพระยาวรวิหาร หรือ วัดบางขุนพรหม วัดสัมพันธวงศ์ วัดสระเกศ
จุดเริ่มต้นของปฏิบัติการครั้งนี้ หากจำกันได้ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา เมื่อวันที่ 16 พ.ค. “กองปราบปราม” ได้บุกค้นที่บ้านหรู หมู่บ้านสีวลี รามคำแหง ถ.ราษฎร์พัฒนา (ซอยมิสทีน) แขวงและเขตสะพานสูง กทม. มี
“ร.ท.ฐิติทัตน์ นิพนธ์พิทยา” เจ้าหน้าที่ทหารสังกัดศูนย์รักษาความปลอดภัย กองบัญชาการกองทัพไทย เป็นเจ้าของบ้าน ซึ่งจากการตรวจสอบข้อมูลว่า มีหญิง ชาว จ.บุรีรัมย์ ” น.ส.นุชรา สิทธินอก อายุ 32 ปี ” เป็นอดีตแม่ค้าขายลูกชิ้น ตลาดสี่มุมเมือง มากถึง 25 ล้านบาท มาพักอาศัยที่บ้านแห่งนี้
โดยรับหน้าที่เป็นแม่บ้าน หญิงสาว คนดังกล่าว มีความเชื่อมโยงเกี่ยวข้องกับ คดีเงินทอนวัด เพราะมีปรากฏข้อมูลเว้นทางการเงินว่า เธอคนนี้ รับโอนเงินจากพระชั้นผู้ใหญ่ กว่า 25 ล้านบาท เจ้าหน้าที่จึงนำกำลังเข้าตรวจค้นเก็บหลักฐาน เอกสารสำคัญ จากบ้านหลังดังกล่าว
ต่อมาอีกวัน 3 วัน คือวันที่ 19 พ.ค. กองปราบฯ ก็เปิดปฏิบัติรุกคืบ ค้นขยายผลอีกครั้ง รอบนี้นำกำลังพร้อมหมายศาล เข้าตรวจค้น บ้านเลขที่ 64/16 ในหมู่บ้านธรินภรณ์วิลล่า ต.วัดชลอ อ.บางกรวย จ.นนทบุรี เนื่องจากพบว่าเส้นทางเงิน จากสำนักพระพุทธศาสนาได้โอนเงินให้เจ้าอาวาสวัดแห่งหนึ่งในเขตกรุงเทพมหานคร เพื่อใช้ในกิจกรรมเกี่ยวกับการสอนโรงเรียนปริยะ แผนกสามัญ จำนวน 5 ล้านบาท

แต่เมื่อได้เงินมา เจ้าอาวาสวัดกลับโอนเงินจำนวนนั้นทั้งหมดมาที่บุคคลที่อยู่ในบ้านหลังนี้ นอกจากนี้ยังพบว่า บ้านหลังนี้ทำธุรกิจเปิดบริษัทเช่าที่ดินวัด
อย่างไรก็ตามกระแสข่าวในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา มีชื่อของวัดและพระชั้นผู้ใหญ่ในกรุงเทพมหานคร ที่เข้ามาเกี่ยวข้องการตรวจสอบทุจริตเงินทอนวัด ทั้ง พระพรหมดิลก เจ้าอาวาสวัดสามพระยา พระพรหมเมธี ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสัมพันธวงศาราม และพระพรหมสิทธิ เจ้าอาวาสวัดสระเกศราชวรมหาวิหาร
และล่าสุดช่วงเช้าเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าค้นตรวจค้นกุฏิ พระพรหมดิลก เป็นพระราชาคณะเจ้าคณะรอง ปัจจุบันดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดสามพระยา กรรมการมหาเถรสมาคม เจ้าคณะกรุงเทพมหานคร
วัดสัมพันธวงศ์ วัดสระเกศ โดยในการตรวจค้นวัดดัง ได้เก็บหลักฐานมาจำนวนหนึ่ง และเชิญตัว มาทำการสอบสวนกองปราบปราม
และนี่จึงเป็นที่มาของปฏิบัติการรวบพระชั้นใหญ่ ช่วงย่ำรุ่ง บิณฑบาต !!

ยังลดได้อีก

ยังลดได้อีก



กรณีงบติดตั้งระบบไอทีรัฐสภาแห่งใหม่ ที่บานทะโร่ไปกว่าแปดพันล้านบาท
ทำให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ต้องโยนกลับไปให้ สำนักเลขาธิการรัฐสภาไปพิจารณาทบทวนอีกครั้งหนึ่ง
“แม่ลูกจันทร์” กราบเรียนว่าการเหยียบเบรกของ “พล.อ.ประยุทธ์” ครั้งนี้ ประหยัดเงินภาษีประชาชนได้ถึง “สามพันล้านบาท”
เพราะ นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธาน สนช. รีบสนองนโยบายผู้นำรัฐบาล สั่งลดวงเงินติดตั้งระบบไอทีจากที่ขออัดฉีดเพิ่มอีก 8,000 ล้านบาท
ให้เหลือไม่เกิน 5,000 ล้านบาท
การลดสเปกอุปกรณ์ไอทีที่โขกราคาแพงหูฉี่ให้ตํ่าลงอีกเล็กน้อย สามารถลดรายจ่าย (ที่ไม่ควรจ่าย) ไปได้พรวดเดียวถึง 3,000 ล้านบาท
เช่น นาฬิกาดิจิทัลเชื่อมสัญญาณดาวเทียมราคาตัวละ 70,000 บาท เปลี่ยนไปใช้นาฬิกาติดผนังขนาดใหญ่ 24 นิ้ว ใช้แบตเตอรี่ปกติ ราคาตัวละไม่เกิน 2,000 บาท
ประหยัดเงินของชาติไปได้อีกตัวละ 6.8 หมื่นบาท
ไมโครโฟนห้องประชุมอย่างหรู ชุดละ 1.35 แสนบาท ก็ลดสเปกไปใช้ไมโครโฟนดิจิทัลชุดละ 8 หมื่นบาท
ประหยัดเงินภาษีประชาชนไปได้อีกชุดละ 5.5 หมื่นบาท
จอทีวีดิจิทัลขนาด 65 นิ้ว ที่เคาะราคาไว้แพงระเบิดระเบ้อตัวละ 1.7 แสนบาท ก็ลดสเปกเป็นทีวีดิจิทัลตัวละ 5 หมื่นบาท
ประหยัดเงินแผ่นดินไปได้อีกตัวละ 1.2 แสนบาท
“แม่ลูกจันทร์” ชี้ว่าการปรับลดสเปกอุปกรณ์ไอทีที่มีราคาแพงเว่อร์เกินความจำเป็น ทำให้ลดวงเงินติดตั้งระบบไอทีได้รวดเร็วทันใจ เห็นผลทันตา
ลดได้พรวดเดียว 3,000 ล้านบาท!!
แต่ “แม่ลูกจันทร์” มองว่างบที่ลดลงเหลือ 5,000 ล้านบาทยังแพงไป...
ยังสามารถปรับลดลงได้อีก
ขึ้นอยู่ที่นายพรเพชร ประธาน สนช.ในฐานะผู้บริหารสูงสุดจะกล้าเอาจริงหรือเปล่า??
ถ้า นายพรเพชร ต้องการพิสูจน์ให้สังคมเห็นเป็นที่ประจักษ์ว่าได้
ดำเนินการอย่างโปร่งใสเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด
“แม่ลูกจันทร์” กระชุ่นนายพรเพชรดำเนินการ 2 อย่าง
ข้อที่ 1 สั่งยกเลิกการจัดซื้อจัดจ้างวิธีพิเศษ เปลี่ยนไปใช้วิธีเปิดประมูลให้เอกชนเสนอราคาแข่งขันตามระเบียบราชการปกติ
รับประกันซ่อมฟรีว่ารัฐสภาใหม่จะได้ระบบไอทีคุณภาพดีในราคาต่ำกว่าการจัดซื้อวิธีพิเศษ
เช่น ไมโครโฟนตัวละ 80,000 บาท จะเหลือตัวละ 20,000 บาท
ข้อที่ 2 อุปกรณ์ไอที และอุปกรณ์ต่างๆ ที่ใช้งานในสภาปัจจุบันยังสามารถขนย้ายไปติดตั้งเพื่อใช้งานในสภาใหม่ได้หลายส่วน
ไม่ว่าอุปกรณ์ที่ใช้ในห้องประชุมใหญ่ หรืออุปกรณ์ที่ใช้ในห้องประชุมคณะกรรมาธิการ
ไม่จำเป็นต้องโละทิ้งทั้งหมด!
รัฐสภาใหม่ไม่จำเป็นต้องจัดซื้ออุปกรณ์ใหม่ยกกระบิ
ถ้าหากอุปกรณ์ไอที ที่ยังใช้งานได้ดีจึงควรนำไปใช้ในสภาใหม่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด
ดีกว่าจะขายทิ้งเป็นเศษเหล็ก
ย้ำอีกครั้ง...งบไอทีสภาใหม่ยังลดได้อีก
อยู่ที่นายพรเพชรคนเดียว...
จะกล้าเอาจริงหรือเปล่า??
"แม่ลูกจันทร์"

ไพบูลย์ แฉ 'พระผู้ใหญ่วัดดัง' อมเงินทอนวัด ขอตาสว่าง ปฏิรูปคณะสงฆ์

ไพบูลย์ แฉ 'พระผู้ใหญ่วัดดัง' อมเงินทอนวัด ขอตาสว่าง ปฏิรูปคณะสงฆ์



ไพบูลย์ แฉ “พระผู้ใหญ่” อมเงินทอนวัด ระบุ พบหลักฐานโอนเงินเข้าบัญชีสีกาคนหนึ่ง 25 ล้านบาท ชี้ กลุ่มชาวพุทธฯ-อดีตผู้ว่าฯ สตง.ตาสว่าง ย้ำต้องปฏิรูปคณะสงฆ์

วันที่ 17 พ.ค. นายไพบูลย์ นิติตะวัน ผู้ก่อตั้งพรรคประชาชนปฏิรูป กล่าวถึงกรณีกองบังคับการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (ปปป.) ได้ตรวจพบการทุจริตในวัดใหญ่แห่งหนึ่ง ในกทม. และมีพระชั้นผู้ใหญ่ เข้าไปเกี่ยวข้องกับการทุจริตโดยพบว่ามีการนำเงินไปใช้ ไม่ตรงตามวัตถุประสงค์ที่ทางสำนักพระพุทธศาสนา (พศ.) กำหนด จึงตรวจสอบเส้นทางการเงินกระทั่งพบว่า พระชั้นผู้ใหญ่ของวัดดัง ได้โอนเงินงบประมาณที่ทางวัดได้รับมาจากทาง พศ.จำนวน 25 ล้านบาท จาก 30 ล้านบาท ไปให้กับ ผู้หญิงรายหนึ่งที่พักอาศัยอยู่ในบ้าน จนนำไปสู่กรณีตำรวจกองปราบปราม เข้าตรวจค้นบ้านตามที่เป็นข่าว ทราบว่าเป็นกระบวนการทุจริตงบประมาณแผ่นดินของพระชั้นผู้ใหญ่ ที่มีกลุ่มชาวพุทธพลังแผ่นดิน และอดีตผู้ว่าฯ สตง.คนหนึ่ง ออกมาปกป้องพระผู้ใหญ่ โดยพยายามกดดัน แทรกแซง เจ้าหน้าที่ของรัฐที่ทำหน้าที่ตรวจสอบเรื่องนี้ทุกวิถีทาง

แต่ตอนนี้มีหลักฐานปรากฎแล้วว่า พระชั้นผู้ใหญ่ในระดับกรรมการมหาเถรสมาคม (มส.) เฉพาะวัดนี้เบิกงบประมาณแผ่นดินอ้างว่า เพื่อใช้ในการเผยแผ่พระพุทธศาสนาไปแล้วหลายร้อยล้าน ปีละ 60 ล้านบาท โดยกรณีนี้ นำเงินหลวงมาเข้าบัญชีวัด ที่ตนเป็นเจ้าอาวาส จากนั้นก็โอนเงิน 25 ล้านบาท ไปเข้าบัญชีของสีกา แล้วให้สีกาเบิกเงินเป็นแคชเชียร์เช็คสั่งจ่ายคืนให้กับตนที่เป็นพระชั้นผู้ใหญ่ระดับกรรมการ มส. แล้วนำไปใช้ต่อ

“พฤติกรรมเช่นนี้ ทำให้เชื่อได้ว่า เข้าข่ายเป็นการฟอกเงินที่ได้จากการทุจริตเงินหลวงที่รับการอุดหนุนจากหน่วยงานรัฐ ซึ่งล่าสุดผมทราบว่า พระชั้นผู้ใหญ่ระดับกรรมการ มส.รายนี้ ขณะนี้กำลังอยู่ที่ต่างประเทศ จึงขอให้ทั้งกลุ่มชาวพุทธพลังแผ่นดิน และอดีตผู้ว่าฯ สตง.คนที่ออกมารับรองความบริสุทธิ์ของพระชั้นผู้ใหญ่รายนี้ ได้หูตาสว่างขึ้นด้วย เพราะการที่เจ้าหน้าที่ตรวจสอบเอาผิดกับบุคคลที่ทุจริตเงินหลวงนั้น ไม่ว่าบุคคลนั้นจะเป็นนักการเมือง ข้าราชการ หรือพระชั้นผู้ใหญ่ ก็ตาม การทำหน้าที่ตรวจสอบของเจ้าหน้าที่ของรัฐ ประชาชนทั้งประเทศต่างให้สนับสนุนการป้องกัน และปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชันกันทั้งประเทศ ดังนั้น จึงขอให้กลุ่มชาวพุทธฯ และอดีตผู้ว่าฯ สตง.หยุดการเคลื่อนไหวในทางที่ไม่ถูกต้อง เพราะอาจจะกลายเป็นเข้าข่ายสนับสนุนช่วยเหลือผู้กระทำความผิดทุจริตเงินหลวงทั้งที่เป็นพระชั้นผู้ใหญ่ แต่กลับอาศัยพระพุทธศาสนามาแสวงหาประโยชน์เข้าตน โดยไม่ชอบด้วย ทั้งพระธรรมวินัยและกฎหมาย

ทั้งนี้ ผมเชื่อว่าการตรวจสอบทุจริตเงินหลวงของพระชั้นผู้ใหญ่ในระดับกรรมการ มส.โดยหน่วยงานของรัฐ เช่น ปปง.จะสามารถตรวจสอบเส้นทางการเงินและขยายผลไปยังขบวนการหรือกลุ่มบุคคลที่เกี่ยวข้องอีกจำนวนมาก ถือเป็นความเข้มแข็งของการบังคับใช้กฎหมายของรัฐบาลนี้ และจะเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญ นำไปสู่การปฏิรูปการปกครองคณะสงฆ์ และการจัดการทรัพย์สินวัด และพระภิกษุให้เป็นไปตามพระธรรมวินัย ตามแนวทางที่คณะผู้ก่อตั้งพรรค ปชช. เสนอนโยบายแก้ไขปัญหาโดยให้มี พ.ร.บ.คณะสงฆ์ ฉบับ “ธรรมาธิปไตย” ขึ้นมาใช้แทน” นายไพบูลย์ กล่าว...

จับ“พุทธะอิสระ”คาวัดอ้อน้อยคดีกรรโชก ซ่องโจรช่วง กปปส.ชุมนุม

จับ“พุทธะอิสระ”คาวัดอ้อน้อยคดีกรรโชก ซ่องโจรช่วง กปปส.ชุมนุม
กองปราบฯ ส่งคอมมานโดบุกจับ “พุทธะอิสระ” คาวัดอ้อน้อย ตามหมายจับกรรโชกทรัพย์ ซ่องโจร พร้อมบุกค้น 3 วัดดัง นิมนต์พระชั้นผู้ใหญ่สอบคดีทุจริตเงินทอนวัด
เมื่อ 24 พ.ค. 2561 กองปราบปรามแบ่งกำลังปฏิบัติการสั่นสะเทือนวงการสงฆ์ตั้งแต่ 06.00 น โดยสายหนึ่ง พ.ต.อ.เด่นหล้า รัตนกิจ ผกก.ปพ.บก.ป. นำกำลังคอมมานโด จับ“พระพุทธอิสระ” หรือ “พระสุวิทย์ ธมฺมธีโร” ที่วัดอ้อน้อย ตามหมายจับคดีกรรโชกทรัพย์
มีรายงานว่า คดีที่พุทธะอิสระถูกจับกุมครั้งนี้ คาดเป็นกรณีกรรโชกทรัพย์ 1.2 แสนบาท โรงแรมเอสซีปาร์ค แขวงวังทองหลาง กรุงเทพมหานคร ในช่วงร่วมชุมนุมกับ กปปส. เมื่อ ปี 2557 นอกจากนี้ ยังถูกแจ้งข้อหาอื่น อาทิ ปล้นทรัพย์ อั้งยี่ และซ่องโจรด้วย ซึ่งขณะนี้อยู่ในระหว่างนำตัวเข้ากองปราบปรามเพื่อสอบปากคำ
ส่วนกำลังอีกสายหนึ่ง พล.ต.ต.ไมตรี ฉิมเฉิด ผู้บังคับการกองปราบปราม นำกำลังตำรวจกว่า 100 นาย พร้อมหมายศาลเข้าตรวจค้นและนิมนต์พระเถระชั้นผู้ใหญ่ที่เกี่ยวข้องกับการทุจริตคดีเงินทอนวัด ประกอบด้วย วัดสามพระยา, วัดสระเกศราชวรมหาวิหาร, วัดสัมพันธวงศาราม
สำนักข่าวหลายสำนัก ระบุว่า เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ได้เชิญ พระพรหมดิลก (เอื้อน หาสธมฺโม) เจ้าอาวาสวัดสามพระยา เจ้าคณะกรุงเทพฯ และกรรมการมหาเถรสมาคม กับพระลูกวัดมาสอบสวน
ขณะนี้ เจ้าหน้าที่ยังอยู่ระหว่างการค้นวัดสระเกศราชวรมหาวิหาร พบเพียงผู้ช่วยเจ้าอาวาส 2 รูป แต่ไม่พบเจ้าอาวาส โดยเจ้าหน้าที่ยังอยู่ระหว่างการตรวจค้นหาหลักฐานภายในวัด
ก่อนหน้านี้ กองบังคับการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (บก.ปปป.) ร้องทุกข์กล่าวโทษคดีทุจริตเงินทอนวัดรอบที่ 3 ในพื้นที่กรุงเทพฯ ซึ่งเป็นกรณีกระทำความผิดอาญาคดีทุจริตเงินอุดหนุนการศึกษาโรงเรียนพระปริยัติธรรม
ทั้งนี้ เบื้องต้นพบว่าเกี่ยวข้องกับพระชั้นผู้ใหญ่ 5 รูป ประกอบด้วย พระพรหมดิลก เจ้าอาวาสวัดสามพระยา กรรมการมหาเถรสมาคม (มส.) และเจ้าคณะกรุงเทพมหานคร, พระพรหมเมธี ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสัมพันธวงศาราม กรรมการ มส. และเจ้าคณะภาค 4-7, พระพรหมสิทธิ เจ้าอาวาสวัดสระเกศราชวรมหาวิหาร กรรมการ มส. และเจ้าคณะภาค 10, พระเมธีสุทธิกร ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสระเกศราชวรมหาวิหาร และพระวิจิตรธรรมาภรณ์ ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสระเกศราชวรมหาวิหาร
PEACE NEWS

ย้อนรอย ทุจริต 40 วัดดังทั่วไทย

สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) เดินหน้าตรวจสอบทุจริตเงินทอนวัดตั้งแต่เดือน มิ.ย.2560 โดย ปปป.ส่งสำนวนคดีให้ ปปช.ชี้มูลความผิดแล้ว 3 ล็อต ประกอบด้วย 40 วัดดังทั่วประเทศไทย โดยในวันนี้นำหมายจับเข้าค้น 4 วัดดังใน กทม. เพื่อนิมนต์พระผู้ใหญ่รับทราบข้อหา

3 มิ.ย.2560 "เปิดทุจริตเงินทอนวัด"

พระครูใบฎีกา อนันต์ เขมานนฺโท เจ้าอาวาสวัดห้วยตะแกละ จ.เพชรบุรี ตัดสินใจร้องเรียนกองบังคับการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ หรือ ปปป.และ สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน หรือ สตง.หลังพบพิรุธข้าราชการ พศ.ทอนเงินสร้างพระอุโบสถกลับไปถึง 10 ล้านบาท และวัดได้รับเงินจริงเพียง 1 ล้านบาทเท่านั้น

19 มิ.ย.2560 "เปิดรายชื่อวัด ล็อตที่ 1"

ปปป.ลงตรวจสอบพบทุจริตเงินทอน 12 วัด ได้แก่ วัดพนัญเชิงวรวิหาร จ.พระนครศรีอยุธยา, วัดพระพุทธบาทตากผ้า จ.ลำพูน, วัดห้วยตาแกละ จ.เพชรบุรี, วัดราชบูรณะ (วัดนอก) จ.ชุมพร, วัดโพธิ์ศรี วัดโคกเลาะ วัดพระศรีเจริญ จ.อำนาญเจริญ, วัดวัฒนาราม วัดหาดปู่ด้าย วัดทุ่งต้ำ วัดบ้านอ้อ และวัดอุมลอง จ.ลำปาง โดยมีข้าราชการ พศ.และพลเรือนทุจริต 10 คน มูลค่าความเสียหาย 60 ล้านบาท มีการทอนเงินกลับมายังผู้บริหารระดับสูง พศ.ถึงร้อย 75

26 ก.ย.2560 "เปิดรายชื่อวัด ล็อตที่ 2"

ปปป.ลงพื้นที่ตรวจสอบพบทุจริตเงินทอนวัดจำนวน 23 วัด ได้แก่ วัดกวิศรารามฯ, วัดสุวรรณาราม, วัดพิชยญาติการามฯ, วัดบำเพ็ญเหนือ, วัดดาวดึงษาราม, วัดไร่ขิง, วัดบางระกำ, วัดราชสิทธารามฯ, วัดยางโองน้ำ, วัดยางโองสันกลาง, วัดยางโอนบน, วัดลาดแค, วัดโคกสารสัจจธรรม, วัดญาณเมธี, วัดปากดงสามัคคีธรรม, วัดหนองสะเอ้ง, วัดรังงามปทุมรักษ์, วัดศรีบุญนำ, วัดห้วยทราบขาว, วัดช้าง, วัดดอนสะท้อน, วัดท้องตมใหญ่ และวัดเล็บกระรอก
โดย 1 ใน 23 วัด พบว่ามีการทอนเงินกลับไปยังผู้บริหารระดับสูง พศ.มากสุดจำนวน 30 ล้านบาท น้อยสุดจำนวน 500,000 บาท วัดที่ได้รับความเสียหายในการทอนเงินวัดมากที่สุดส่วนใหญ่เป็นวัดในกรุงเทพมหานคร โดยมีข้าราชการ พศ.ทุจริต จำนวน 13 คน พระภิกษุสงฆ์ 4 รูป และพลเรือน 2 คน มูลค่าความเสียหาย 141 ล้านบาท

19 เม.ย.2561 "เปิดรายชื่อวัด ล็อตที่ 3"

ปปป.ตรวจสอบพบทุจริตเงินทอนวัด 10 วัด เปิดเผยรายชื่อเพียง 3 วัด คือ วัดสระเกศราชวรมหาวิหาร วัดสัมพันธวงศาราม และวัดสามพระยา ข้าราชการ พศ.ที่ร่วมทุจริตยังเป็นกลุ่มเดียวกับล็อตที่ 1 ถึง 2 และล็อตที่ 3 นับเป็นการตรวจสอบพระเถระชั้นผู้ใหญ่ วัดดังในกรุงเทพมหานคร ถึง 5 รูป คือ 
  • พระพรหมดิลก เจ้าอาวาสวัดสามพระยา กรรมการมหาเถรสมาคม และเจ้าคณะกรุงเทพมหานคร
  • พระพรหมเมธี ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสัมพันธวงศาราม กรรมการ มส. และเจ้าคณะภาคที่ 4 -7 
  • พระพรหมสิทธิ เจ้าอาวาสวัดสระเกศราชวรมหาวิหาร กรรมการ มส. และเจ้าคณะภาค 10 
  • ผู้ช่วยเจ้าอาวาส 2 รูป คือ พระเมธีสุทธิกร และพระวิจิตรธรรมาภรณ์ 
ส่วนอีก 7 วัดที่เหลือ ส่วนใหญ่อยู่ในกรุงเทพมหานคร ทั้งหมดได้เงินอุดหนุนโรงเรียนพระปริยัติธรรม แผนกสามัญ ปี 2556 พระภิกษุสามเณร 2,500,000 รูป 72 ล้านบาท หรือ เฉลี่ยวัดละ 10 ล้านบาท

20 เม.ย.2561  ส่งสำนวน ป.ป.ช.พบเสียหาย 270 ล้าน

ปปป.ส่งสำนวนคดีทุจริตเงินทอนวัด ตั้งแต่ล็อตที่ 1 ถึง ล็อตที่ 3 ให้ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช.พบมูลค่าความเสียหายกว่า 270 ล้านบาท

19 พ.ค.2561 พบ "นอมินี" เงินทอนพระผู้ใหญ่ 25 ล้านบาท

เจ้าหน้าที่กองบังคับการปราบปราม นำหมายค้นเข้าตรวจสอบที่บ้าน ร.ท.ฐิติทัศน์ นายทหารสังกัดศูนย์รักษาความปลอดภัย (ศรภ.) หลังตำรวจร่วมกับ ปปง. ตรวจสอบเส้นทางการเงิน พบมีการโอนเงินงบเผยแพร่พระพุทธศาสนาวัด 12 แห่ง ไปยังแม่บ้านของ ร.ท.ฐิติทัศน์ และบัญชีของตัวเอง แต่วัดทั้ง 12 แห่งกลับไม่ได้รับเงิน 

ทั้งยังพบเส้นทางการเงิน เจ้าอาวาสวัดสระเกศฯ ได้โอนเงินจำนวน 25 ล้านบาท เข้าบัญชีแม่บ้านของ ร.ท.ฐิติทัศน์ เช่นกัน  นอกจากนั้นยังพบปืนหลายชนิดกว่า 23 กระบอก เจ้าหน้าที่จึงควบคุมตัวมาสอบสวนหาความเชื่อมโยง และออกหมายศาลเข้าตรวจค้นวัดสระเกศ

23 พ.ค.2561 "ออกหมายจับพระผู้ใหญ่"

ศาลอาญาอนุมัติหมายจับ พระพรหมสิทธิ (ธงชัย สุขญาโณ) เจ้าอาวาส และเจ้าคณะภาค 10 และพระอีก 3 รูปของวัดสระเกศ ได้แก่ พระศรีคุนาภรณ์ หรือพระมหาบุญทวี คำมา, พระครูสิริวิหารการ และพระครูวิจิตร ธรรมาภรณ์ หรือเจ้าคุณเทิด ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสระเกศ ฐานร่วมความผิดคดีความผิดฟอกเงิน และยังออกหมายจับ น.ส.นุชรา สิทธินอก แม่บ้านที่บ้าน ร.ท.ฐิติทัศน์ นิพนธ์พิทยา


24 พ.ค.2561 "บุกค้นวัดดัง กทม."

ตำรวจกองปราบนำหมายศาลอาญา เข้าตรวจค้นวัดสระเกศราชวรมหาวิหาร เพื่อนิมนต์พระ 4 รูปไปรับทราบข้อกล่าวหา ขณะที่ค้นวัดสระเกศ ฯ ในข้อหาร่วมกันฟอกเงิน ไม่พบตัว พระพรหมสิทธิ หรือ เจ้าคุณธงชัย เจ้าอาวาสวัด ตร.ตรวจสอบพบพิรุธ ทำประตูหลบหนี และสอบปากคำลูกศิษย์ และผู้ช่วยเจ้าอาวาส 2 รูป โดยลูกศิษย์ บอกเจ้าคุณธงชัย ออกไปจากวัดตั้งแต่เมื่อวานนี้ จากการตรวจสอบเส้นทางเงินในบัญชีเจ้าอาวาส พบเงินกว่า 130 ล้านบาท และยังพบการโอนเงินให้ฆราวาส 69 ล้านบาท 

ในวันเดียวกัน ตำรวจกองปราบปราม เข้าค้นวัดอีก 3 แห่ง ประกอบด้วย วัดสัมพันธวงศารามวรวิหาร วัดสามพระยา และวัดอ้อน้อย เพื่อนิมนต์พระพรหมดิลก เจ้าอาวาสวัดสามพระยา กรรมการมหาเถรสมาคม เจ้าคณะกรุงเทพมหานคร, พระพุทธะอิสระ เจ้าอาวาสวัดอ้อน้อย มาที่กองปราบปราม เพื่อแจ้งข้อกล่าวหาคดีเงินทอนวัด 

ย้อนรอยทุจริตเงินทอนวัด

เกือบ 2 ปี ที่สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) เดินหน้าตรวจสอบทุจริตเงินทอนวัด ขณะนี้ ปปป.ส่งสำนวนคดีให้ ปปช.ชี้มูลความผิดแล้ว 3 ล็อต ซึ่งพบว่า ตั้งแต่ล็อตที่ 1 ถึง ล็อตที่ 3 มีข้าราชการกลุ่มเดิมอยู่เบื้องหลังการทุจริตงบประมาณกว่า 270 ล้านบาท
ตั้งแต่เดือน มิ.ย.2560 กองบังคับการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (ปปป.) ส่งสำนวนคดีทุจริตเงินทอนวัด ตั้งแต่ล็อตที่ 1 ถึง ล็อตที่ 3 ให้ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) พบมูลค่าความเสียหายกว่า 270 ล้านบาท




ล็อตที่ 1 ตรวจสอบพบทุจริตเงินทอน 12 วัด มีข้าราชการ พศ.และพลเรือนทุจริต 10 คน มูลค่าความเสียหาย 60 ล้านบาท มีการทอนเงินกลับมายังผู้บริหารระดับสูง พศ.ถึงร้อย 75 การตรวจสอบเงินทอน 12 วัด เกิดขึ้นเพราะพระครูใบฎีกา อนันต์ เขมานนฺโท เจ้าอาวาสวัดห้วยตะแกละ จ.เพชรบุรี ตัดสินใจร้องเรียน ปปป.และ สตง.หลังพบพิรุธข้าราชการ พศ.ทอนเงินสร้างพระอุโบสถกลับไปถึง 10 ล้านบาท และวัดได้รับเงินจริงเพียง 1 ล้านบาทเท่านั้น



ล็อตที่ 2 ตรวจสอบพบทุจริตเงินทอนวัดจำนวน 23 วัด และ 1 ใน 23 วัดยังพบว่า มีการทอนเงินกลับไปยังผู้บริหารระดับสูง พศ.มากสุดจำนวน 30 ล้านบาท น้อยสุดจำนวน 500,000 บาท วัดที่ได้รับความเสียหายในการทอนเงินวัดมากที่สุดส่วนใหญ่เป็นวัดในกรุงเทพมหานคร โดยมีข้าราชการ พศ.ทุจริต จำนวน 13 คน พระภิกษุสงฆ์ 4 รูป และพลเรือน 2 คน มูลค่าความเสียหาย 141 ล้านบาท



ล็อตที่ 3 ตรวจสอบพบทุจริตเงินทอนวัดเงิน 10 วัด เปิดเผยรายชื่อเพียง 3 วัด คือวันสระเกศราชวรมหาวิหาร วัดสัมพันธวงศาราม และวัดสามพระยา ข้าราชการ พศ.ที่ร่วมทุจริตยังเป็นกลุ่มเดียวกับล็อตที่ 1 ถึง 2 และล็อตที่ 3 นับเป็นการตรวจสอบพระเถระชั้นผู้ใหญ่ วัดดังในกรุงเทพมหานคร ถึง 5 รูป คือ พระพรหมดิลก เจ้าอาวาสวัดสามพระยา กรรมการมหาเถรสมาคม และเจ้าคณะกรุงเทพฯ
พระพรหมเมธี ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสัมพันธวงศาราม กรรมการมส. และเจ้าคณะภาคที่ 4 -7 พระพรหมสิทธิ เจ้าอาวาสวัดสระเกศราชวรมหาวิหาร กรรมการมส. และเจ้าคณะภาค 10 และผู้ช่วยเจ้าอาวาส 2 รูป คือ พระเมธีสุทธิกร และพระวิจิตรธรรมาภรณ์ ผู้ช่วยวัดสระเกศฯ



พฤติการณ์ของพระชั้นผู้ใหญ่ ที่อาจเข้าข่ายทุจริต คือ ร่วมมือกับผู้บริหาร พศ.เขียนโครงการขอเงินอุดหนุนโรงเรียนพระปริยัติธรรมและเผยแพร่ศาสนา แต่นำเงินไปใช้ไม่ตรงตามวัตถุประสงค์ เช่น สร้างกุฏิ บางกรณีเปิดรับบริจาคเงินจากญาติโยม ส่งพระนักธรรมทูตไปต่างประเทศ ทั้งที่ได้รับเงินอุดหนุนไปแล้ว และยังพบว่าข้าราชการ พศ.แทบไม่ได้จับเงิน หรือ ส่วนแบ่งเงินทอนกลับมา แตกต่างจากล็อตที่ 1 และ ล็อตที่ 2
นายสุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ เป็นรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ระบุ การสอบสวนจะแยกออกเป็น 2 ส่วน คือส่วนสำนักพระพุทธศาสนาดำเนินการ และอีกส่วนคือ ป.ป.ช. ดำเนินการ และย้ำว่า หากพบข้าราชการเข้าไปเกี่ยวข้องจะต้องดำเนินการขั้นเด็ดขาด
นายสุวพันธุ์ กล่าวย้ำถึงการสอบสวนจะแยกส่วนกัน ระหว่างกระบวนการยุติธรรมและคณะสงฆ์ และยืนยันว่าจะต้องเป็นไปตามความถูกต้อง เป็นธรรม ตรงไปตรงมา และโปร่งใส โดยทุกอย่างต้องเป็นไปตามพยานหลักฐาน และกระบวนการยุติธรรม เพราะอีกบทบาทหนึ่งของรัฐบาล คือการส่งเสริมสนับสนุนให้ศาสนาเจริญรุ่งเรืองต่อไป
ขณะเดียวกัน พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รองนายกรัฐมนตรี ขอให้ทุกฝ่ายเชื่อมั่นในกระบวนการสอบข้อเท็จจริง และสอบสวนคดีทุจริตเงินทอนวัด คือคำกล่าวย้ำจากนายกรัฐมนตรี เพราะรัฐบาลเห็นตรงกันว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องละเอียดอ่อน ซึ่งต้องดำเนินการอย่างรอบคอบและรอบด้าน เพื่อให้ได้มาซึ่งข้อเท็จจริง และไม่ให้ส่งผลกระทบกับสภาพจิตใจของประชาชน ทั้งนี้ในฐานะรองนายกรัฐมนตรี ด้านสังคม ได้กำชับ-สั่งการไปยังนายสุวพันธุ์ ในการกำกับดูแลสำนักพระพุทธศาสนา ให้ดำเนินการตามนโยบายของนายกรัฐมนตรี และมั่นใจว่าผลออกมาชัดเจนอย่างไร ประชาชนคนไทยที่นับถือศาสนาพุทธ คงจะเข้าใจด้วย

วันศุกร์ที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2560

เสียงสะท้อนพระสังฆาธิการ-นักวิชาการ ปมคำสั่ง ‘มหาเถร’ จัดระเบียบสงฆ์-พุทธพาณิชย์

เสียงสะท้อนพระสังฆาธิการ-นักวิชาการ ปมคำสั่ง ‘มหาเถร’ จัดระเบียบสงฆ์-พุทธพาณิชย์


หมายเหตุ – ความเห็นพระสังฆาธิการและนักวิชาการ กรณีมหาเถรสมาคม (มส.) มีคำสั่งเจ้าคณะใหญ่หนตะวันออก ที่ 1/2560ลงวันที่ 28 กันยายน ให้พระสังฆาธิการตรวจสอบพฤติกรรมและลงโทษพระภิกษุสามเณรในปกครอง ทั้งในเรื่องวัตรปฏิบัติและการจำกัดพื้นที่จำหน่ายวัตถุมงคลต่างๆ


พระเทพวินยากรณ์

พระเทพวินยากรณ์

เจ้าอาวาสวัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร จ.นครศรีธรรมราช
รองเจ้าคณะภาค 16-17-18 (ธรรมยุต)
อาตมายังไม่เห็นจดหมายฉบับดังกล่าว แต่เมื่อ มส.ออกมาแบบนั้น เท่ากับเป็นการขีดกรอบให้พระสงฆ์พึงระมัดระวังการปฏิบัติตามกิจของสงฆ์ที่พึงกระทำ ความจริงกฎหมายมีอยู่แล้ว แต่ไม่ปฏิบัติ ความวุ่นวายจึงเกิดขึ้น แต่เป็นเพียงส่วนน้อย ถามว่าอึดอัดใจหรือไม่กับเรื่องนี้ คงไม่ลำบากอะไร หากสงฆ์ปฏิบัติตามกฎก็อยู่กันตามปกติ
กรณีห้ามขายวัตถุมงคลในวัด จะทำให้ทางวัดขาดรายได้เพื่อนำมาเป็นค่าใช้จ่ายภายในวัดหรือไม่นั้น ความจริงไม่ได้ห้ามขาย แต่ห้ามจำหน่ายภายในอุโบสถ แต่ภายนอกยังจำหน่ายได้ ควรทำแต่พองาม อย่ามากเกิน พุทธพาณิชย์ที่มีอยู่ในปัจจุบันนี้มีมากเกินไป อ้างสรรพคุณมากมาย โฆษณาเกินจริง ความจริงแล้ว มส.ไม่ได้ห้ามสร้าง แต่ห้ามโฆษณา ถามว่าจะกระทบต่อวัดเรื่องการจำหน่ายหรือไม่ ก็กระทบบ้าง เพราะพระไม่มีรายได้อะไร แต่ในวัดมีค่าใช้จ่าย ต้องพึ่งพาตนเองบ้างจากการบริจาคของผู้มีจิตศรัทธา แต่โดยภาพรวมแล้วเห็นว่าดีมากกว่าเสีย ถือเป็นทางออกที่ดีสำหรับสงฆ์ด้วย


พระราชโพธิวรคุณ

พระราชโพธิวรคุณ

เจ้าอาวาสวัดพระธาตุดอยสะเก็ด พระอารามหลวง จ.เชียงใหม่
เจ้าคณะอำเภอดอยสะเก็ด
เห็นด้วยกับคำสั่งเจ้าคณะปกครองสงฆ์ ยินดีสนองแนวทางดังกล่าว โดยเฉพาะไม่จำหน่ายวัตถุมงคลภายในโบสถ์และพระวิหาร ไม่ขึ้นป้ายทำพิธีพุทธาภิเษกวัตถุมงคล แต่มีข้อควรคิดว่าวัตถุมงคลบางอย่างควรห้าม เพราะไม่เหมาะสมกับชาวพุทธ เช่น พระพุทธรูปไปแปลงเป็นพระพุทธนวโกฏ มีเศียร 9 เศียร ทำให้ผิดไปจากพุทธลักษณะ บางรายไปทำกุมารทอง เงาะ ชูชก ผ้ายันต์ หรือเครื่องรางของขลัง ไม่อยากให้มอมเมาประชาชนเกินไป
ส่วนการสร้างพระพุทธรูปประดิษฐ์สถาน หรือพระเครื่อง ไม่ควรห้าม เพราะพระเป็นที่พึ่งของพุทธศาสนิกชนด้านจิตใจ แต่ควรอยู่ในความเหมาะสม อย่าเกินเลยไป สร้างพอดีๆ สร้างขึ้นมาเพื่อเจริญพุทธมนต์ ไม่ต้องทำพิธีปลุกเสกอะไร เพียงอัญเชิญพุทธคุณสถิตในพระพุทธรูป หรือพระเครื่องเหล่านั้น เพื่อมอบเป็นของสมนาคุณและพุทธานุสติ อาตมาคิดว่าไม่น่ามีปัญหาอะไร ส่วนการห้ามจำหน่ายวัตถุมงคลภายในโบสถ์ พระวิหาร ถือเป็นเรื่องถูกต้อง เพราะเป็นสถานที่สักการะ กราบไหว้บูชา ปฏิบัติธรรม และเผยแผ่คำสั่งสอนของพระพุทธศาสนา ไม่ใช่สถานที่มอมเมาพุทธศาสนิกชน
อยากให้เข้าถึงพุทธธรรม ไม่ใช่เป็นการปฏิรูป แต่เป็นการพัฒนาใหม่ อาทิ หลักสูตรคำสอน ปัจจุบันเน้นสอนบาลีอย่างเดียว ควรประยุกต์คำสอนปัจจุบัน โดยเฉพาะภาษาอังกฤษให้พระสงฆ์ สามเณรเรียนบาลีควบคู่ภาษาอังกฤษ ให้มีความรู้ทั้งทางโลก ทางธรรม และเห็นด้วยกับคำสั่งให้กวดขันพระภิกษุ สามเณร อยากให้พระสงฆ์ สามเณร มีสมาร์ทการ์ด อยากให้เลิกใช้ใบสุทธิ เพราะมีการปลอมแปลงขายกัน แม้แต่ตราเจ้าคณะอำเภอยังปลอมได้
อย่างไรก็ตาม กรณีการร่างกฎหมายควบคุมพระ ห้ามจับเงินทอง ไม่เห็นด้วย เพราะวัดมีค่าใช้จ่าย พัฒนาวัด ค่าคนงาน สร้างศาสนสถาน เป็นสถานที่ปฏิบัติธรรม หากมอบให้คณะกรรมการวัดดูแล บางครั้งก็ไม่ซื่อสัตย์ จึงไม่เห็นด้วยกับการให้คณะกรรมการหรือญาติโยมมาคุมวัด อยากให้พระสงฆ์บริหารจัดการกันเอง จัดระบบบริหารให้ดี โปร่งใส ตรวจสอบได้ ให้เป็นมาตรฐานทุกวัด และควรให้พระถือปัจจัยพอประมาณ ไม่อยากให้ใช้กฎหมายบังคับแบบสุดโต่งหรือหย่อนยานเกินไป ควรใช้กฎหมายแบบทางสายกลาง
รายได้ของสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติที่มอบแก่วัด ส่วนใหญ่เป็นค่าประจำตำแหน่ง ค่าน้ำ ค่าไฟ ตามระเบียบกฎหมายกำหนด ที่เหลือทางวัดต้องหารายได้เอง หากไม่ให้สร้าง และจำหน่ายวัตถุมงคล อาจมีผลกระทบต่อการบริหารจัดการและพัฒนาวัดได้ โดยเฉพาะวัดเล็กหรือวัดที่อยู่ห่างไกล ส่วนวัดหลวงหรือวัดขนาดใหญ่ไม่ค่อยมีปัญหา เพราะมีพุทธศาสนิกชนมาทำบุญ บริจาค ค่อนข้างมากอยู่แล้ว
โดยภาพรวมอำเภอดอยสะเก็ด วัดส่วนใหญ่ไม่ได้สร้างวัตถุมงคล หรือเครื่องรางของขลังมากนัก ซึ่งได้ประชุมพระสังฆาธิการ และเจ้าอาวาสทุกวัดแล้ว ให้ปฏิบัติตามคำสั่งเจ้าคณะปกครองสงฆ์ ทำอะไรให้อยู่ในขอบเขตที่เหมาะสม อย่าทำอะไรตามใจตัวเองเกินไปนัก
เหตุว่า หนึ่ง มีกฎหมายควบคุม หรือตีกรอบพระสงฆ์อยู่ สอง อยู่ในกรอบของพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ สาม อยู่ในกรอบพระธรรมวินัย สี่ อยู่ในกรอบของสายตาประชาชน ดังนั้นต้องปฏิบัติตนให้เหมาะสม เป็นพระสงฆ์ไม่ใช่เรื่องง่าย ถ้าเป็นพระดี มีคนเคารพ กราบไหว้ ถ้าเป็นพระไม่ดี ย่อมถูกโจมตีเช่นกัน อยากให้ช่วยกันสร้างภาพลักษณ์พระที่ดี เป็นพระนักปฏิบัติ หรือพระนักพัฒนา เพื่อจรรโลงพระพุทธศาสนาให้ยั่งยืนตลอดกาล



พระราชสิทธิเมธี

พระราชสิทธิเมธี

เจ้าคณะจังหวัดพิจิตร
กรณี มส.มีหนังสือถึงวัดแต่ละพื้นที่ งดพุทธพาณิชย์ ห้ามจำหน่ายพระเครื่อง ห้ามขึ้นป้ายโฆษณาพระเครื่อง คงต้องรอหนังสือจากพระผู้ใหญ่อย่างเป็นทางการเพื่องดการปุกเสกพระเครื่อง เรื่องนี้อาตมาเห็นด้วย และมีกฎมานานแล้วแต่ไม่บังคับใช้จริงจัง อีกทั้งควรทำมานานแล้ว การออกกฎมาแบบนี้เป็นเรื่องดี เพราะเป็นการเตือนสติพระที่อยู่นอกรีตที่ชอบอวดอุตริ นอกจากนี้ ยังเป็นการห้ามบุคคลที่ชอบหากินกับวัดกับพระ มีการจำหน่ายวัตถุมงคลเต็มไปหมด อย่างไรก็ตาม มส.ไม่ได้ห้ามว่าจำหน่ายวัตถุมงคล ไม่เช่นนั้นจะนำเงินตรงไหนมาพัฒนาวัด เพียงแต่ห้ามจำหน่ายในโบสถ์ ในวัด ขณะนี้ได้แจ้งไปยังทุกวัดกว่า 500 แห่ง ในจังหวัดพิจิตร ห้ามจำหน่ายวัตถุมงคลในอุโบสถ์แล้ว
พร้อมขอความร่วมมือเอาป้ายลงหรือห้ามโฆษณา ซึ่งทุกวัดขานรับพร้อมให้ความร่วมมือ


พระครูปภัสสรวรพินิจ (หลวงพ่อไพโรจน์)

พระครูปภัสสรวรพินิจ (หลวงพ่อไพโรจน์)

เจ้าอาวาสวัดห้วยมงคล อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์
ขณะนี้วัดห้วยมงคล ปฏิบัติตามคำสั่งของผู้ปกครองคณะสงฆ์อย่างเคร่งครัด และไม่มีผลกระทบกับการเช่าวัตถุมงคลเหรียญหลวงปู่ทวด เนื่องจากหลายปีที่ผ่านมาได้รับความนิยมจากลูกศิษย์ทั่วประเทศ ทำให้ที่ผ่านมาวัดมีรายได้มากกว่า 100 ล้านบาท
จากนั้นนำไปมอบให้โรงพยาบาลหัวหินเพื่อจัดซื้อเครื่องมือแพทย์ และมอบให้องค์กรสาธารณกุศล การแจกวัตถุมงคลเนื่องในโอกาสสำคัญ รวมทั้งใช้งบประมาณในการพัฒนาวัดให้เป็นศูนย์รวมทางจิตใจของพุทธศาสนิกชนทั่วประเทศ และแหล่งท่องเที่ยวสำคัญในพื้นที่ อ.หัวหิน


ทวัฒน์ชัย แสนประสิทธิ์

ทวัฒน์ชัย แสนประสิทธิ์

กำนันตำบลกุดพิมาน
กรรมการวัดบ้านไร่ จ.นครราชสีมา
เดิมวัดบ้านไร่ให้เช่าบูชาวัตถุมงคลหลวงพ่อคูณที่ใต้อุโบสถ เมื่อมีคำสั่ง มส.ก็ได้ปฏิบัติตามและนำวัตถุมงคลไปจัดไว้ในสถานที่ที่เหมาะสม ขณะนี้วัตถุมงคลของวัดบ้านไร่เหลือไม่มาก หลังจากหลวงพ่อคูณละสังขารไป วัดก็ไม่ได้จัดสร้างวัตถุมงคลอีกเลย
ผลกระทบจากคำสั่งดังกล่าวต้องมีบ้าง ทางวัดต้องปรับลดค่าใช้จ่ายโดยเฉพาะค่าไฟฟ้าเดือนละเป็นแสนบาท เพราะรายได้ส่วนใหญ่มาจากแรงศรัทธาของประชาชน คำสั่งให้ยกเลิกในเรื่องต่างๆ นั้น วัดบ้านไร่ยังไม่ทราบว่าจะให้ยกเลิกตลอดไปหรือไม่ คงต้องรอคำสั่งที่ชัดเจนจากทางคณะสงฆ์ แต่ไม่ว่าคำสั่งจะออกมาเช่นไร วัดบ้านไร่พร้อมปฏิบัติตาม


อดิศร เนาวนนท์

อดิศร เนาวนนท์

คณบดีบัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา
ข้อห้ามทั้งหมดน่าจะมาจาก 5 สาเหตุ คือ กรณีพระรูปหนึ่งที่ใช้ โซเชียลโจมตีศาสนาอื่น กรณีพระตุ๊ดพระแต๋วใช้โซเชียลในทางไม่เหมาะสมกับสมณเพศ พระที่ออกมาวิจารณ์การเมือง พระที่ประพฤติผิดเพศบรรพชิต เช่น ขายยาบ้าและเสพยาเสพติด และสุดท้ายคือ เรื่องพระและวัด เป็นพุทธพาณิชย์ โดยจุดแตกหักที่ทำให้ออกข้อห้ามเหล่านี้มา คือกรณีของรูปหนึ่งที่ถูกให้ลาสิกขา และเรื่องของพระพุทธพาณิชย์ ทั้งนี้ มหาเถรและรัฐบาล ต้องพิจารณาว่าการสั่งห้ามดังกล่าวจะแก้ปัญหาได้หรือไม่ โดยเฉพาะการห้ามเล่นโซเชียล ปัจจุบันโลกเปลี่ยนไปมาก จะออกข้อห้ามเหมือนสมัยพุทธกาลคงเป็นไปได้ยาก เพราะพระจำนวนมากใช้โซเชียลในการสอนธรรมะ ซึ่งยุคนี้เข้าถึงประชาชนมากที่สุด และพระบางแห่งบางพื้นที่มีความจำเป็นต้องขับรถเอง เป็นต้น มหาเถรควรคำนึงถึงการเปลี่ยนแปลงของโลกจะไปออกข้อห้ามทั้งหมดโดยไม่คำนึงบริบทอื่นๆ คงสำเร็จยาก
ทุกวันนี้เกือบทุกวัดมีการติดป้ายโฆษณาบอกบุญญาติโยม เช่น สร้างโบสถ์ ฝังลูกนิมิต สร้างพระพุทธรูป สร้างวัตถุมงคล กฐิน ผ้า หรืองานอื่นๆ มากมาย การไม่ห้ามวัดเรี่ยไรหรือเชิญชวนทำบุญ ห้ามมีป้ายโฆษณาจะทำได้หรือ มหาเถรจะไปตระเวนปลดป้ายวัดลงอย่างนั้นหรือ เมื่อห้ามแล้วจะติดตามตรวจสอบอย่างไร การออกข้อบังคับมาดูเหมือนดีแต่ในทางปฏิบัติทำได้ยาก มหาเถรและรัฐบาลควรพิจารณาปัญหาเรื่องของพระเป็นเรื่องๆ ไป สำคัญควรให้ความรู้แก่พระสงฆ์จะเป็นเรื่องที่เหมาะสมกว่า

วันอังคารที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560

"รองนายกฯ" ฮึ่ม! ลั่นไม่ปล่อย "ธรรมกาย" สร้างอาณาจักรเป็นเอกภาพ

"รองนายกฯ" ฮึ่ม! ลั่นไม่ปล่อย "ธรรมกาย" สร้างอาณาจักรเป็นเอกภาพ ชี้จนท.ตรวจสอบกรณีพระจริงหรือพระปลอม
พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม กล่าวถึงกรณีการใช้ มาตรา 44 ประกาศให้พื้นที่วัดพระธรรมกายเป็นพื้นที่ควบคุมว่า ประกาศดังกล่าว ไม่ได้กำหนดกรอบระยะเวลา เราใช้ประกาศเป็นพื้นที่ควบคุม แต่เรื่องของหมายค้นมีกำหนดเวลา ถ้าพ้นกำหนดก็ยังมีมาตรา 44 ประกาศพื้นที่ควบคุมอยู่ ไม่ต้องขอหมายค้นเพิ่ม ในส่วนกรณีที่วัดพระธรรมกาย เรียกร้องให้ยกเลิกประกาศดังกล่าวนั้น ถ้าจะยกเลิกต้องมีความพร้อมทั้งหมด เจ้าหน้าที่ต้องเข้าไปอยู่ข้างในนั้นได้ ต้องตรวจค้นพื้นที่ได้ จะปล่อยให้เป็นเอกภาพทำอะไรก็ทำได้ได้อย่างไร ต้องมีเจ้าหน้าที่เข้าไป จะใช้ระยะเวลาเท่าไหร่นั้น ไม่สามารถตอบได้ ต้องให้ประชาชนพอใจด้วยกันทั้ง 2 ฝ่าย ทางเรายืนยันเจ้าหน้าที่ที่เข้าไปไม่มีอาวุธ เพราะพยายามไม่ให้มีการกระทบกระทั่ง 

ต่อข้อถามที่ว่า มีกระแสข่าวว่าพระในวัดพระธรรมกายไม่ได้เป็นพระ แต่เป็นคนที่เกณฑ์มาจากโรงงานในพื้นที่จ.ปทุมธานีหรือไม่ ว่า เจ้าหน้าที่จะทำการตรวจสอบความชัดเจนว่าใครเป็นพระ หรือใครมาจากที่ไหนไม่ต้องกังวล ส่วนกระแสข่าวที่วัดพระธรรมกายจะเกณฑ์คนมาล้อมเจ้าหน้าที่อีกชั้นนั้น เรื่องดังกล่าวยังไม่เกิดขึ้น ภาพรวมรัฐบาลก็ดำเนินการตามกฎหมาย จะเกณฑ์มาล้อมทำไม 

ส่วนจะมีการป้องกันไม่ให้คนเข้ามาเติมในวัดพระธรรมกายหรือไม่ พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า “ผมสามารถคิดในสิ่งที่คุณถามได้อยู่แล้ว ไม่ต้องห่วง ถ้าสื่อคิดได้ แล้วผมคิดไม่ได้ ผมก็ยืนตรงนี้ไม่ได้” 

ต่อข้อถามที่ว่ากรณีมหาเถรสมาคม (มส.) มีการประชุมเพื่อหาทางออกในเรื่องนี้ พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า นายสุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ รมว.ยุติธรรม เป็นผู้ดูแล ตกลงกันแล้วว่า วัดพระธรรมกาย ตัวแทน มส. และกรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ) จะเป็นผู้เข้าไปดูในพื้นที่ต่าง ๆ วัดพระธรรมกายก็เห็นด้วย 

ตอข้อถามที่ว่าหากคุยกันได้เช่นนี้แสดงว่า เรื่องอาจจะจบภายใน 7 วันเหมือนที่ ผบ.ตร.พูด พล.อ.ประวิตร ตอบว่าเรื่องจะจบวันไหนก็วันนั้นเมื่อตกลงกันได้ถือว่าเป็นแนวทางที่ดี อย่างไรก็ตามหากไม่พบพระธัมมชโย จะดำเนินการอย่างไรต่อไปนั้น เป็นเรื่องของ มส. ไม่ใช่ตน

วันจันทร์ที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560

เส้นทาง47ปี ‘ธรรมกาย’ ก่อนเผชิญ ‘ม.44’

"ธรรมกายเจดีย์" ขณะก่อสร้างต่อมาถูกกลุ่มต่อต้านเรียกเชิงเสียดสีว่า "(ลัทธิ)จานบิน" ด้วยรูปแบบอาคารที่คล้ายคลึง
"ธรรมกายเจดีย์" ขณะก่อสร้างต่อมาถูกกลุ่มต่อต้านเรียกเชิงเสียดสีว่า "(ลัทธิ)จานบิน" ด้วยรูปแบบอาคารที่คล้ายคลึง

กลายเป็นสถานการณ์ร้อนแรงที่ต้องบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์สังคมไทย เมื่อรัฐบาลงัดมาตรา 44 ออกมาใช้ในการตรวจค้นพื้นที่วัดพระธรรมกาย ด้วยเป้าหมายหลักคือการนำตัว “พระธัมมชโย” มาสู่กระบวนการทางกฎหมาย
เขตอารามที่เคยเป็นสถานที่ปฏิบัติธรรม แปรสภาพราวกับสมรภูมิแห่งการไล่ล่า นำมาสู่คำถามที่ว่า “ธรรมกาย” มาถึงจุดนี้ได้อย่างไร
มาย้อนรำลึกความเป็นมาที่ไม่ธรรมดาของวัดแห่งนี้ตั้งแต่จุดเริ่มต้น
พระธัมมชโย เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย ซึ่งกลายเป็นผู้ต้องหาคดีสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น
พระธัมมชโย เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย ซึ่งกลายเป็นผู้ต้องหาคดีสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น

2513 ปักเสาเข็มธรรมกาย

หมุนเข็มนาฬิกากลับไปเมื่อเกือบ 50 ปีก่อน อุบาสิกานามว่า ยายจันทร์ ขนนกยูง หรือที่รู้จักกันในนาม “ชีจันทร์” ศิษย์ของพระมงคลเทพมุนี (สด) วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ ได้ถ่ายทอดวิชาให้พระเทพญาณมหามุนี หรือพระธัมมชโย แล้วชักชวนกันก่อตั้งวัดพระธรรมกายขึ้น โดยเริ่มบุกเบิกตั้งแต่ พ.ศ.2513 คุณหญิงแพทยพงศาวิสุทธาธิบดีได้บริจาคที่ดินถึง 196 ไร่เพื่อสร้างวัด อาคารหลังแรกคือ ศาลาการเปรียญชื่อว่า “จตุมหาราชิกา” ถูกสร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ.2519 จุคนได้ราว 450 ราย จากนั้นจึงก่อสร้างพระอุโบสถในราวปี 2523
อุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง (แม่ชีจันทร์) ผู้สอนวิชาธรรมกายให้พระธัมมชโย ถ่ายภาพร่วมกับหมู่คณะรุ่นแรกที่บ้านธรรมประสิทธิ์ วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ
อุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง (แม่ชีจันทร์) ผู้สอนวิชาธรรมกายให้พระธัมมชโย ถ่ายภาพร่วมกับหมู่คณะรุ่นแรกที่บ้านธรรมประสิทธิ์ วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ

อภิมหาอลังการแห่งศรัทธา

วัดพระธรรมกายมีชื่อเสียงมากขึ้นตามลำดับ มีผู้เดินทางมาที่วัดจนศาลาการเปรียญเดิมรับไม่ไหว ต้องสร้างอาคารชั่วคราวขนาดใหญ่หลังคามุงจากในพื้นที่เกือบ 10 ไร่ จุคนได้ราว 50,000 รายแต่ก็ยังไม่เพียงพอ นำไปสู่การสร้าง“สภาธรรมกายสากล” จุคนได้หลักแสน ในพื้นที่ 100 ไร่ สะท้อนให้เห็นถึงแรงศรัทธาที่หลั่งไหลเข้ามาอย่างท่วมท้น
ทางวัดเผยแพร่คติการทำงานว่า “ไม่ได้ไม่มี ไม่ดีไม่ได้ ต้องได้และดี ให้ดีกว่าดีที่สุด”
ไม่เพียงสาธุชนคนไทย ฝรั่งต่างชาติก็ยังเดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลมาศึกษาธรรมที่วัดแห่งนี้ กิจกรรมด้านพุทธศาสนานับไม่ถ้วนถูกจัดขึ้นอย่างสม่ำเสมอ รวมถึงงานยักษ์อย่างการประชุมวิชาการทางพระพุทธศาสนาระดับนานาชาติเมื่อปี 2533 มีนักวิชาการทั่วโลกเข้าร่วม
บุคคลสำคัญ มีการศึกษา ดารานักร้อง คนดัง ตบเท้าเข้าสู่ร่มเงาวัดพระธรรมกาย
ในปี 2541 มีภิกษุสามเณรถึง 1 พันรูป ศิษย์วัด 700 คน ญาติโยมมหาศาล เงินทองหลั่งไหลนับแทบไม่ทัน
ทว่า ไม่นานนัก ก็เกิดการตั้งคำถามจากสังคมต่อแนวคิด หลักธรรม และวิธีการบางอย่างที่ชาวพุทธจำนวนหนึ่งพากันค้างคาใจ
ภาพถ่ายมุมสูงวัดพระธรรมกาย ปี 2522 ซึ่งได้รับบริจาคที่ดิน 196 ไร่ แถบทุ่งรังสิตจากคุณหญิงแพทยพงศาวิสุทธาธิบดี โดยเริ่มก่อสร้างปี 2513
ภาพถ่ายมุมสูงวัดพระธรรมกาย ปี 2522 ซึ่งได้รับบริจาคที่ดิน 196 ไร่ แถบทุ่งรังสิตจากคุณหญิงแพทยพงศาวิสุทธาธิบดี โดยเริ่มก่อสร้างปี 2513
การก่อสร้างสถาปัตยกรรมขนาดใหญ่ โดยเฉพาะยุคเศรษฐกิจตกต่ำรวมถึงแนวทางปฏิบัติหลายอย่างถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง
การก่อสร้างสถาปัตยกรรมขนาดใหญ่ โดยเฉพาะยุคเศรษฐกิจตกต่ำรวมถึงแนวทางปฏิบัติหลายอย่างถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง

สังคมวิพากษ์ นักวิชาการกังขา “ธรรมกายไม่ใช่พุทธ”?

ด้วยวัตรปฏิบัติของพระสงฆ์ในวัดพระธรรมกาย แนวคิดเรื่องการทำบุญที่ใช้ทรัพย์มาก ยิ่งได้บุญมาก การสร้างสถาปัตยกรรมสุดอลังการ และอื่นๆ อีกมากมาย ทำให้ผู้คนในสังคมเริ่มวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก รวมถึงนักวิชาการในสาขาต่างๆ อาทิ
ส.ศิวรักษ์ เผยแพร่บทความ “ธรรมกาย ฟางเส้นสุดท้ายของสถาบันสงฆ์ไทย” ในนิตยสารศิลปวัฒนธรรม ฉบับเดือนกันยายน 2542 มีข้อความตอนหนึ่งว่า “หากเปรียบสถาบันสงฆ์ได้ดังเช่นหลังอูฐ กรณีธรรมกายที่เกิดขึ้นย่อมหมายถึงฟางเส้นสุดท้ายแห่งความเสื่อมสลายของสถาบันสงฆ์ไทย เช่นเดียวกับกรณีฟางเส้นสุดท้ายที่เคยเกิดขึ้นในชมพูทวีป…..วัดหมดความเป็นองค์รวมในทางความร่มรื่นร่มเย็น ซึ่งเป็นแหล่งอภัยทานสำหรับทุกหมู่เหล่า….. กระทั่งวัดกลายเป็นแค่ศูนย์พิธีกรรม เป็นลานจอดรถ และแหล่งรวมรายได้”
ปี 2548 เสฐียรพงษ์ วรรณปก ให้สัมภาษณ์กับกลุ่ม “เสขิยธรรม” อย่างตรงไปตรงมาจนเป็นที่ฮือฮาอย่างยิ่งในช่วงเวลานั้น โดยระบุว่า “ธรรมกายไม่ใช่พุทธ” มีเนื้อหาตอนหนึ่งว่า “ฝรั่งมาสัมภาษณ์ผม ผมบอกเลยว่าไม่ใช่พุทธศาสนาในความหมายที่แท้จริง…เพราะว่าเขาไม่สำแดงคำสอนของพุทธศาสนา เพียงไปหยิบเอาคำสอนของพุทธศาสนาบางจุดเพื่อสร้างความร่ำรวย ความยิ่งใหญ่ให้แก่ตัว…ถึงกับสร้างสโลแกนว่า ขายบ้านขายรถ ทุ่มสุดฤทธิ์ ปิดเจดีย์ ไม่มีก็ให้ไปขอยืมเขามา…โอ้โห! นี่มันลัทธิขูดรีด…”
ไม่เพียงนักวิชาการ แม้แต่พระสงฆ์ชั้นผู้ใหญ่ อย่าง สมเด็จประยุทธ์ ปยุตฺโต ก็ยังเคยกล่าวถึงกรณีธรรมกายในแง่ของ“บทเรียน” โดยตีพิมพ์เป็นหนังสือเล่ม ใช้ชื่อว่า “กรณีธรรมกาย : บทเรียนเพื่อศึกษาพระพุทธศาสนาและสร้างสรรค์สังคมไทย”
อาคม เอ่งฉ้วน (สวมสูท) รมช.ศึกษาธิการ พร้อมนักข่าวเข้าสนทนากับพระภาวนาวิริยคุณ (หลวงพ่อทัตตชีโว) รองเจ้าอาวาส เมื่อปี 2541

บอกบุญ “ไดเร็กต์เซล” ขายปาฏิหาริย์ สะกดจิตหมู่

กระแสต้านของสังคมที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้วัดพระธรรมกาย จัดพิมพ์หนังสือ “เจาะลึกวัดพระธรรมกาย”เพื่ออธิบายความเป็นมา พร้อมแก้ต่างให้กับตนเองในประเด็นหลากหลาย ตั้งแต่ พ.ศ.2541 อาทิ ยืนยันว่า “ธรรมกาย” มีในพระไตรปิฎก, ปฏิเสธว่าไม่ได้บอกบุญแบบ “ขายตรง” เป็นเพียงการ “บอกต่อ”, ทำบุญมาก ย่อมได้มาก, เอาสวรรค์มาล่อ เพราะอยากให้สนใจ ซึ่งเป็นกุศโลบายที่พระพุทธเจ้าใช้เช่นกัน รวมไปถึงข้อกล่าวหาที่ว่า ธรรมกายสร้างความแตกแยกในครอบครัว อันเนื่องมาจากความเห็นที่แตกต่างในด้านความศรัทธาของสมาชิกในบ้าน ทางวัดปฏิเสธว่า เกิดขึ้นจากสื่อมวลชนที่ไปหยิบประเด็นมาขยายเกินจริง พร้อมย้ำว่าไม่เก่งกาจขนาดสะกดจิตคนนับหมื่นให้เชื่อในปาฏิหาริย์หากมันไม่เคยเกิดขึ้นจริง
ทั้งยังระบุว่า กระแสต้านหรือเสียงติติงนั้น อาจเกิดจากผู้มีใจไม่เป็นกุศล อิจฉาริษยา หมั่นไส้ หวาดระแวง หรือเสียผลประโยชน์
สานุศิษย์นับหมื่นน้ำตาอาบแก้มขณะสถาปนาธรรมกายเจดีย์ เปล่งเสียง "ชิตัง เม" อย่างพร้อมเพรียง เชื่อว่าเกิดอัศจรรย์ตะวันแก้วในรอบ 1,000 ปี
สานุศิษย์นับหมื่นน้ำตาอาบแก้มขณะสถาปนาธรรมกายเจดีย์ เปล่งเสียง “ชิตัง เม” อย่างพร้อมเพรียง เชื่อว่าเกิดอัศจรรย์ตะวันแก้วในรอบ 1,000 ปี

มหาเถรฯฟันธงธัมมชโย”ไม่ปาราชิก”

การวิพากษ์ประเด็นวัดพระธรรมกาย ยังคงเกิดขึ้นเป็นระยะๆ โดยเฉพาะเมื่อมีกิจกรรมจำพวกธุดงค์ที่มีการปิดถนนโรยดอกดาวเรือง กระทั่งกลุ่มพุทธศาสนิกชนปทุมธานียื่นจดหมายถึงผู้ว่าราชการจังหวัดให้ยุติกิจกรรมดังกล่าว ด้วยเหตุผลที่ว่า ทำให้ชาวบ้านเดือดร้อนจากการจราจรที่ติดขัด ซ้ำยังผิดหลักคำสอนของพระพุทธเจ้า
ทว่า เหตุการณ์ที่โหมไฟแห่งวิวาทะวงการผ้าเหลืองอย่างแท้จริงเกิดขึ้นเมื่อ “มหาเถรสมาคม” (มส.) มีมติว่า พระธัมมชโย เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย ไม่อาบัติปาราชิกจากข้อกล่าวหาเรื่องยักยอกทรัพย์ ไปจนถึงการผิดวินัยสงฆ์ ทำเอาสังคมหันมาวิพากษ์อย่างเผ็ดร้อนอีกครั้ง ตั้งแต่ช่วงต้นปี 2558 ยิ่งไปกว่านั้น คณะกรรมการปฏิรูปศาสนา สภาปฏิรูปแห่งชาติ และ “พระพุทธะอิสระ” เจ้าอาวาสวัดอ้อน้อย นครปฐม ขอตรวจสอบการทำหน้าที่ของ มส.
วิจักขณ์ พานิช นักวิชาการด้านศาสนา ออกมาสร้างความฮือฮาด้วยบทสัมภาษณ์แบบยิงหมัดตรงว่า ปัญหาธรรมกายที่ใหญ่และน่ากลัว เพราะเหมือนมีองค์กรสงฆ์ที่ใหญ่เหมือนกัน เป็นกระจกสะท้อนกัน ธรรมกายก็ใช้โครงสร้างคณะสงฆ์ของรัฐซึ่งมีอำนาจมากในการขยายอิทธิพลของตัวเองด้วย วิจักขณ์ยังบอกว่า ให้มองธรรมกายเป็น “สำนัก” อย่ามองว่าเป็นพุทธแล้วพยายามไปกำจัดทิ้ง พร้อมระบุว่าวิธีการเดียวที่จะจัดการประเด็นเช่นนี้ได้คือ การ “แยกรัฐกับศาสนา”ออกจากกัน ต้องคุยกันใหม่ว่าศาสนาคือเสรีภาพทางความคิด ทุกความเชื่อควรมีสถานะเท่าเทียม หากรัฐจะคุ้มครองศาสนา ก็ต้องทำอย่างเสมอภาค
ข้อคิดเห็นนี้ ก่อกระแสถกเถียงอยู่พักใหญ่ ก่อนจะเกิดประเด็นสำคัญที่นำพาสถานการณ์มาถึงวันนี้ นั่นก็คือ คดีความที่เกี่ยวข้องกับเม็ดเงินมหาศาล อย่างกรณีผู้เสียหายสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น ที่เข้าร้องกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เมื่อเดือนพฤษภาคม 2559 ให้ดำเนินคดีกับพระธัมมชโยและอดีตประธานสหกรณ์ ข้อหาร่วมกันฟอกเงินและรับของโจร อัยการสั่งฟ้อง แต่ยังไม่อาจนำตัวผู้ต้องหาตามหมายศาลมาเข้าสู่กระบวนการทางกฎหมายได้
เหตุการณ์จึงดำเนินมาสู่จุดที่เป็นอยู่ และสังคมยังคงเฝ้าดูอย่างตาไม่กะพริบ
พิธีตักรบาตรทอดกฐินสามัคคี พ.ศ.2539 ช่วงที่วัดพระธรรมกายรุ่งโรจน์ ได้รับความศรัทธาอย่างล้มหลาม
พิธีตักรบาตรทอดกฐินสามัคคี พ.ศ.2539 ช่วงที่วัดพระธรรมกายรุ่งโรจน์ ได้รับความศรัทธาอย่างล้มหลาม

วันศุกร์ที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560

บทวิเคราะห์ธรรมกาย กฎหมายหมิ่นศาสนา และอำนาจศักดิ์สิทธิ์ที่ซ้อนรัฐ

บทวิเคราะห์ธรรมกาย กฎหมายหมิ่นศาสนา และอำนาจศักดิ์สิทธิ์ที่ซ้อนรัฐ
Fri, 2012-04-06 19:03
ภิญญพันธุ์ พจนะลาวัณย์

หมายเหตุ: ชื่อบทความเดิม "ก้าวข้ามธุดงค์ธรรมชัย 2555 บทวิเคราะห์ธรรมกาย กฎหมายหมิ่นศาสนาและอำนาจศักดิ์สิทธิ์ที่ซ้อนรัฐ"

อาจนับได้ว่า ประเด็นร้อนที่ถูกจุดขึ้นมาช่วงเมษานี้ไม่ใช่เป็นเรื่องของความวาบหวิวของชุดว่ายน้ำในแฟชั่นประจำซัมเมอร์ แต่เป็นเรื่องที่อยู่แทบสุดขั้วตรงข้ามกัน นั่นก็คือ “ธุดงค์ธรรมชัย” ประเด็นนี้เกิดขึ้นจากแคมเปญของวัดธรรมกาย เพื่ออัญเชิญรูปหล่อทองคำ พระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร) จากวัดธรรมกาย จังหวัดปทุมธานี นำไปประดิษฐาน ณ พระมหาเจดีย์มหารัชมงคล วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ กรุงเทพมหานคร ระหว่างวันที่ 2 – 6 เมษายน 2555[1] การยาตราครั้งนี้ได้แหวกเส้นทางสัญจรหลักใจกลางกรุงเทพฯ โดยผ่านถนนเส้นสำคัญดังนี้

ย่านปริมณฑล ปทุมธานี : ถนนคลองหลวง จากวัดธรรมกาย, ถนนพหลโยธิน, ฟิวเจอร์พาร์ค รังสิต, เซียร์ รังสิต,
ย่านกรุงเทพฯชั้นนอก : โรงเรียนนายเรืออากาศ, วงเวียนบางเขน, กองพลทหารราบที่ 11, เซ็นทรัลลาดพร้าว, จตุจักร, สะพานควาย, อนุสาวรีย์ชัยฯ
ย่านกรุงเทพฯชั้นใน : ถนนพญาไท, ถนนศรีอยุธยา, ถนนราชปรารภ, ถนนราชดำริ, เซ็นทรัลเวิลด์, ถนนพระราม 1, สยามพารากอน, มาบุญครอง, ถนนบรรทัดทอง, ถนนพระราม 4, ถนนมิตรภาพ ไทย – จีน, วัดไตรมิตร, ถนนเยาวราช, ถนนจักรวรรดิ, ถนนมหาไชย, ถนนเจริญกรุง, ถนนตรีเพชร
ย่านฝั่งธนบุรี : ถนนประชาธิปก, ถนนวงเวียนเล็ก, วงเวียนใหญ่, ถนนอินทรพิทักษ์, ถนนเทิดไท, ตลาดพลู, ถนนรัชมงคประสาธน์
ธุดงค์ธรรมชัย ณ ถนนเยาวราช ใจกลางย่านเศรษฐกิจคนจีน 5 เมษายน 2555

เข้าใจว่าสิ่งที่ทำให้คนกรุงเดือดร้อนจนต้องออกปากเหน็บแนมจิกกัด หรือกระทั่งผรุสวาทผ่านสังคมออนไลน์อย่างเฟซบุ๊ค ก็คือ กิจกรรมครั้งนี้ทำให้ทางสัญจรเส้นหลักของกรุงเทพฯ ถูกบีบลงทำให้กรุงเทพฯ แทบจะเป็นอัมพาต ผสมกับก่อนหน้านี้ในแคมเปญตักบาตรพระ 1 ล้านรูปตามจุดสำคัญต่างๆทั่วประเทศ รวมถึงชื่อเสียงในทางไม่ค่อยดีของวันนี้ ทำให้ผลงานชิ้นนี้ของวัดธรรมกายตกเป็นเป้าโจมตีของสังคมอย่างหนัก

กรณีวัดธรรมกาย ถ้าจะถกเถียงไปให้ถึงที่สุดแล้ว ผู้เขียนมีคำถามว่า เราระแวง และหวาดกลัวกับเรื่องใดที่สุด สำหรับผู้เขียนแล้ว การโรยกลีบกุหลาบ, ทุนนิยมในศาสนา, ความโอเว่อร์เริดหรูอลังการในพิธีกรรม, การมุ่งเน้นเรื่องจิตวิญญาณ, การอธิบายกรรมแบบตาต่อตาฟันต่อฟัน สวรรค์-นรก, การเลือกใช้พุทธศิลป์แบบใหม่ (ที่ถูกถากถางว่าเป็นมนุษย์ต่างดาวบ้าง จานบินบ้าง) แม้กระทั่งหลักคำสอนที่ไม่เป็นไปตาม "สำนักมาตรฐาน" ก็ยังไม่ใช่ "ประเด็น" ที่น่าขบคิดนัก เพราะไม่ใช่เพียงวัดธรรมกายเท่านั้นที่มีปัญหากับประเด็นเหล่านี้

มหาวิหารแห่งการบริโภค การบริโภคเพื่อเข้าสู่พื้นที่ในอุดมคติ

เอาเข้าจริงแล้ววัดธรรมกายเป็นเพียงตัวแทนหนึ่งของการบริโภคสมัยใหม่ทางด้านจิตวิญญาณ หรือใครจะเถียงว่า วัดพุทธทั่วๆไปในไทย ตำหนักเจ้าพ่อ ลัทธิเจ้าแม่ต่างๆ ไม่ได้ประยุกต์พิธีกรรม เพื่อการบริโภคทางจิตวิญญาณ เพียงแต่ว่า ที่ทำๆกันอยู่นั้น แต่ละเจ้าสามารถทำให้มันมี หรือไม่มีประสิทธิภาพได้มากกว่ากันเท่านั้น

วัดธรรมกายถือว่าเป็นชุมชนทางศาสนาที่ใหญ่โต และไม่ใช่ชุมชนของนักบวช พื้นที่อันมหาศาลรองรับการใช้งานของมวลชนที่เป็นฆราวาสอย่างเต็มที่[2] เทียบจากสิ่งก่อสร้างอย่าง สภาธรรมกายสากล (ปี 2539) ที่อ้างว่ารองรับคนได้ถึง 300,000 คน (มีชั้นใต้ดินเพื่อรองรับการจอดรถด้วย), มหาธรรมกายเจดีย์ (เริ่มสร้างปี 2538) ที่ประกอบด้วย “องค์พระธรรมกาย” ประจำตัวแต่ละคนจำนวน 1 ล้านองค์ มีที่นั่งรองรับสงฆ์ 10,000 รูป และลานธรรมต่อเนื่องจากเจดีย์รองรับคนได้ 400,000 คน และล่าสุดคือ มหารัตนวิหารคด (ปี 2547) ที่จุคนได้ 600,000 คน ดังนั้นเฉพาะบริเวณเจดีย์และมหารัตนวิหารคด รองรับคนได้ประมาณ 1 ล้านคน[3] ทั้งนี้ยิ่งสื่อให้เห็นชัดว่า สิ่งก่อสร้างดังกล่าวล้วนรองรับการดำรงอยู่ของตัวตนของมวลชนทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นในทางกายภาพ หรือในทางจิตวิญญาณ

การบริโภคทางจิตวิญญาณของวัดธรรมกาย มีการจัดการ มีการเซ็ตติ้ง มีโปรแกรมอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปี เพื่อทำให้มวลชนได้สร้างความผูกพันอยู่กับวัด โดยมีเมนูที่หลากหลาย และไม่ได้บังคับกะเกณฑ์ให้ใครต้องบรรลุอะไร แต่จะมีแรงจูงใจตามลำดับขั้น แกนกลางของวัดผูกอยู่กับ 3 ประเด็นสำคัญ นั่นคือ พระพุทธเจ้า, วิชชาธรรมกาย (ที่เชื่อกันว่า ได้หายไปจากไตรปิฎก หลวงพ่อสด วัดปากน้ำเป็นผู้ค้นพบและได้ถ่ายทอดมาจนเป็นต้นกำเนิดของวัดธรรมกาย) และปูชนียบุคคล ได้แก่ หลวงพ่อสด จันทสโร, ยายจันทร์ ขนนกยูง, พระไชยบูลย์ ธัมมชโย

โครงการใหญ่น้อยจำนวนมากที่ถูกสร้างสรรค์ขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นโครงการก่อสร้างถาวรวัตถุ, โครงการกิจกรรมรณรงค์ที่เจาะเป้าหมายทุกกลุ่มตั้งแต่เด็ก ผู้หญิง ผู้ชาย และคนทั่วไปในระดับมวลชน เช่น โครงการเด็กดี V-Star (เริ่ม 2553), โครงการบวชอุบาสิกาแก้วหน่ออ่อน 1 ล้านคน (2554), โครงการอุปสมบทหมู่ภาคฤดูร้อน 1 แสนรูป ทุกหมู่บ้านทั่วไทย (2555) ฯลฯ ล่าสุดคือ การตักบาตรพระ 1 ล้านรูป 77 จังหวัด ทุกวัดทั่วไทย ซึ่งมิได้เป็นการกระจุกตัวอยู่ที่วัดเท่านั้น แต่ยังได้กระจายตัวออกไปทั่วประเทศตามหน่วยกัลยาณมิตรที่กระจายอยู่

นอกจากมิติการบริโภคแล้ว เราจะเห็นได้ว่า นี่คือการเปิดพื้นที่สาธารณะให้คนกลุ่มใหญ่ได้มามีกิจกรรมและพิธีกรรมอันศักดิ์สิทธิ์ร่วมกัน เป็นชุมชนในจินตนาการหนึ่งที่สงบสุข ร่มเย็น และเป็นที่พึ่งทางใจ
ชุมชนในจินตนาการของชาววัดธรรมกาย พื้นที่มหารัตนวิหารคดและมหาธรรมกายเจดีย์ว่ากันว่ารองรับได้ถึง 1 ล้านคน

ธุดงค์ธรรมชัย
อันที่จริงโครงการดังกล่าว เริ่มมาตั้งแต่เดือนธันวาคม 2554[4] ชื่อเต็มๆตอนนั้นก็คือ “โครงการธุดงค์ธรรมชัย สืบสานวัฒนธรรมประเพณีไทย” โดยวัตถุประสงค์ครั้งนั้นผูกโยงอยู่กับภัยน้ำท่วมด้วย นั่นคือ “เพื่อฟื้นฟูจิตใจผู้ประสบภัย และสร้างสิริมงคลให้แผ่นดิน” โดยพื้นที่ก็คือ เขตพื้นที่ประสบอุทกภัย 6 จังหวัด ได้แก่ อยุธยา, สุพรรณบุรี, นครปฐม, ปทุมธานี, นนทบุรี และกรุงเทพมหานคร รวมระยะทาง 356.6 กิโลเมตร ภายใต้ไอเดียว่า

“มหาอุทกภัย พ.ศ.2554 นี้ได้ทำความเสียหายเดือนร้อนกับพี่น้องชาวไทยอย่างมาก เพื่อขจัดปัดเป่าภัยพิบัติ สรรพทุกข์ สรรพโศก สรรพโรค สรรพภัย ให้หมดไป คณะพระธุดงค์ธรรมชัย ซึ่งล้วนเป็นพระนักปฏิบัติธรรม จึงได้ตั้งใจเดินธุดงค์ธรรมชัยตามแบบอย่างพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพื่อฟื้นฟูจิตใจชาวไทยที่ประสบภัยน้ำท่วมและเป็นการสร้างสิริมงคลให้แผ่นดินไทย”

สิ่งที่น่าสนใจก็คือ ความสามารถในการปรับเปลี่ยนโครงการให้เชื่อมโยงกับบริบทและสถานการณ์สังคมการเมืองที่เปลี่ยนไป เมื่อเวลาผ่านสู่เดือนมกราคม 2555 ธุดงค์ธรรมชัย ก็ปรับตัวและแทรกความหมายใหม่ในโครงการเดิม โดยปรับเปลี่ยนเป็น โครงการเดินธุดงค์ธรรมชัย สถาปนาเส้นทางมหาปูชนียาจารย์ 6 จังหวัด – 365 กิโลเมตร รับปี พ.ศ.2555 “ปัดเป่าผองภัย – สร้างบุญใหญ่ให้แผ่นดิน” ซึ่งเริ่มออกเดินธุดงค์จากวัดพระธรรมกาย จังหวัดปทุมธานี ตั้งแต่วันจันทร์ที่ 2 มกราคม[5]

การอ้างถึง มหาปูชะนียาจารย์นี้ ก็เพราะมีวัตถุประสงค์เพื่อบูชาธรรมแด่หลวงปู่วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ พระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร) และ 6 จังหวัดที่ว่า ก็คือ สถานที่สำคัญในชีวิตของหลวงปู่ได้แก่ สถานที่เกิด ณ สุพรรณบุรี , วัดสองพี่น้อง สุพรรณบุรี ที่บวช, วัดโบสถ์บน บางคูเวียง นนทบุรี ที่บรรลุธรรม, วัดบางปลา นครปฐม ที่แสดงธรรมครั้งแรก (และยังแวะไปรวมตัวกันที่พุทธมณฑลอีกด้วย แต่ไม่นับว่าอยู่ในอนุสรณ์สถาน), วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ กรุงเทพฯ ณ วัดแห่งนี้ คือ สถานที่อ้างว่าได้ทำวิชชาปราบมารจนกระทั่งมรณภาพ และอนุสรณ์สถานแห่งสุดท้ายคือ วัดธรรมกาย ในฐานะเป็นสถานที่สืบสาน “มโนปณิธาน” [6] หรืออาจกล่าวได้ว่า นั่นคือ สังเวชนียสถานทั้ง 6 ของมหาปูชนียาจารย์นั่นเอง

นั่นคือ ธุดงค์เฟสแรก ที่เกิดขึ้นอย่างเงียบๆ ไม่กระทบต่อชีวิตประจำวันของชนชั้นกลางในกรุงเทพฯ แต่ใน เฟสที่สอง หลังจากกรุยเส้นทางทั้ง 6 แล้ว ธุดงค์ธรรมชัย ได้มุ่งเป้าไปที่การอัญเชิญ “รูปหล่อทองคำ” ของหลวงปู่สดจากวัดธรรมกายไปยังวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ ในวันที่ 2-6 เมษายน 2555

ทั้งที่ความยิ่งใหญ่และสลับซับซ้อนของโครงการนี้เป็นเพียงหนึ่งในโครงการเมกะโปรเจคท์ที่วัด
ธรรมกายเคยผ่านมา เพียงแต่งานนี้วัดธรรมกายได้ “บุกเข้ามา” ในพื้นที่สาธารณะใจกลางเมือง อาการเจาะทะลวงเข้ามาเช่นนี้ทำให้ผู้เขียนกระหวัดถึงคราวที่เหล่าเสื้อแดงระดมพลมหาศาล “เข้ากรุง” ในช่วงปี 2553 และเจาะลึกเข้าไปถึงที่ใจกลางเมืองได้เช่นเดียวกัน และผลก็เป็นอย่างที่ทราบกันดีนั้นเองว่า ท่าทีรังเกียจและปฏิเสธเสื้อแดงของคนกรุงเทพฯชั้นใน ไปกันได้ดีกับคำสั่งฆ่าและความตายของคนแปลกหน้าต่อพวกเขา ขณะที่ธุดงค์ธรรมชัยของวัดธรรมกายเป็นที่ล้อเลียน ก่นด่า และสาปแช่งของผู้ต่อต้านอย่างแจ่มชัด

ธุดงค์ธรรมชัย เพื่อขับเน้นมหาปูชะนียาจารย์ หลวงปู่สด จันทสโร วัดปากน้ำภาษีเจริญ

ตัวตนวัดธรรมกาย กับ ตัวตนทางอุดมการณ์การเมือง

ผู้เขียนตั้งข้อสังเกตว่า "ความหมั่นไส้" วัดธรรมกาย มีที่มาจากชนชั้นกลางในกรุงฯ ซึ่งผู้เขียนสันนิษฐานว่า มาจาก ผู้ที่มีสังกัดในสายปฏิบัติธรรมที่หลากหลาย ได้แก่ เหล่าชาวพุทธลูกศิษย์พระป่าซึ่งส่วนใหญ่เป็นพระในสายธรรมยุติฯ (ซึ่งในวงการก็รู้กันดีว่า เหล่าธรรมยุติฯ ดูถูกวัตรปฏิบัติของพระมหานิกาย ยังไม่นับว่ามีความคิดที่แบ่งชนชั้นกัน โดยธรรมยุติฯ ได้ยกตนเหนือว่าเหนือกว่า มหานิกายอยู่เนืองๆ) หรือว่าจะเป็น ลูกศิษย์พระ "ดี" อย่าง พุทธทาส, พระพรหมคุณาภรณ์ ที่ได้ทำการตีตราบาปธรรมกายว่า ละเมิดคำสอนว่าด้วย อัตตา-อนัตตา อันถือว่าเป็นมิจฉาทิฏฐิ ในอีกด้านก็คือ เหล่าลูกศิษย์พระ "เคร่ง" อย่างสายสันติอโศก ดังนั้นชาววัดธรรมกายจึงเป็น “คนนอก” ในสายตาของคนเหล่านี้

ไม่เพียงเท่านั้น ฝ่ายตรงข้ามวัดธรรมกายอีกกลุ่มใหญ่ ยังอาจเป็นพวกที่ไม่สังกัดนับถือกลุ่มพระที่กล่าวถึงข้างต้นด้วย เหตุเนื่องจากความรังเกียจ และความโกรธแค้นต่อทักษิณ ชินวัตร หลายคนคงพอทราบแล้วว่า ทักษิณแสดงออกต่อที่สาธารณะด้วยการปรากฏกายในวัดนี้เมื่อ 19 พฤษภาคม 2551 และยังไปปรากฏตัวในวัดธรรมกาย สาขาต่างประเทศอีก จึงทำให้ภาพวัดธรรมกายกับทักษิณ ชินวัตร ซ้อนทับกันอย่างติดแน่น

ชาววัดธรรมกาย จึงกลายเป็น "คนชายขอบส่วนมาก" ในสังคมชาวพุทธไทย อาจกล่าวได้ด้วยซ้ำว่า มีชะตากรรมคล้ายกับชาวเสื้อแดงอีกด้วย นั่นคือ พวกเขาไม่กล้าแสดงตัวในที่สาธารณะอย่างประเจิดประเจ้อ เนื่องจากภาพลักษณ์ "ความเป็นธรรมกาย" ที่ถูกประณาม และถูกดูถูกดูแคลนเสมอมาว่า เป็นพวกโง่งมงายในลัทธิ พวกไม่รู้จักพุทธศาสนา ฯลฯ

ทักษิณ ชินวัตร ไปร่วมงานวันวิสาขบูชา ที่ วัดธรรมกาย วันที่ 19 พฤษภาคม 2551

วัดธรรมกายในฐานะ วัดที่ถูกตั้งคำถาม ถูกล้อเลียนมากที่สุด

ตามปกติแล้วในสังคมไทยและสื่อมวลชนมักจะประณาม พระสงฆ์ที่ผิดวินัยเป็นตัวบุคคลไป ไม่กล้าที่จะแตะต้องสถาบันมากนัก โดยเฉพาะหลังกรณีพระดังอย่าง สมีเจี๊ยบ (2532) พระนิกร (2533) พระยันตระ (2537) ภาวนาพุทโธ (2538) พระอิสระมุนี (2544) ที่เป็นอดีตพระดัง คนขึ้นคนศรัทธามากมาย ส่วนใหญ่พระเหล่านี้เสียท่าเพราะเรื่องเฉพาะบุคคลอย่างเรื่องกามารมณ์

แต่กรณีสันติอโศก และวัดธรรมกายนั้นต่างออกไป เพราะนั่นคือ ความขัดแย้งและลักลั่นในเชิงสถาบันที่พ้นไปจากการละเมิดวินัยล้วนๆ สันติอโศกแม้จะถูกพิพากษาว่าผิดในฐานอวดธรรมที่ตนไม่มี กลับมีท่าทีที่แข็งกร้าวกับอำนาจรัฐ และมหาเถรสมาคม จนถึงกับแยกตัวออกจากคณะสงฆ์ไทย ถึงวันนี้ก็พิสูจน์ตนว่า อยู่รอดมาเป็นพลังทางการเมืองขั้วหนึ่งด้วยซ้ำ แต่วัดธรรมกายต่างออกไป สถาบันนี้เลือกที่จะประนีประนอมกับรัฐ และก้มหน้าก้มตาทำงาน แม้จะมีความขัดแย้งหลายประเด็นกับสื่อมวลชนที่ถูกจับผิดเรื่องพระวินัยของเจ้าอาวาส และกลุ่มนักวิชาการด้านศาสนาในหัวใจคำสอนเรื่องอัตตา-อนัตตา ขณะที่การเติบโตของวัดพร้อมไปกับจำนวนเงินมหาศาลที่สะพัดอยู่ และยังก่อให้เกิดกิจกรรมศาสนาแบบใหม่และแหวกแนวจากขนบเดิม สิ่งที่ไม่ลงรอยกับของเดิม ทำให้กลายเป็นที่กังขาและในเวลาต่อมาวัดแห่งนี้ได้ถูกเพ่งเล็ง จนกลายเป็นว่า วัดนี้มีลักษณะที่แปลกแยก บ้าๆบอๆ และถูกหัวเราะเยาะ

แน่นอนว่า ความเป็นสถาบันของวัดธรรมกายที่ผ่านมา เกิดขึ้นจากการผลิตความหมายใหม่ๆขึ้นเพื่ออธิบายและสร้างตัวตนขึ้นมา ซึ่งชุดความหมายนี้ได้สื่อสารและสร้างชุดความสัมพันธ์ของวัดกับทั้งเหล่าลูกศิษย์ และกับสังคมภายนอก ในด้านหนึ่ง “ความเป็นวัดธรรมกาย” ถูกจดจำและเล่าซ้ำในความแปลกแยกจากสังคมไปในเวลาเดียวกัน

เรื่องเล่าที่เป็นที่ร่ำลือกันทั้งฝ่ายสนับสนุนและต่อต้านธรรมกาย นั่นคือ ว่าด้วย “ยายจันทร์ ปัดระเบิด” ในหนังสือ กล่าวไว้ว่า หลวงพ่อวัดปากน้ำสั่งให้ยายจันทร์ ขนนกยูง ปัดระเบิดนิวเคลียร์ ถึงขนาดเล่าลือกันว่า มีคนเห็นร่างแม่ชีลอยอยู่เหนือสะพานพุทธฯ[7] อันที่จริงเรื่องอิทธิปาฏิหาริย์นั้นก็มีเล่ากันอยู่ในวัดและศาสนสถานจำนวนมาก แต่ที่น่าสังเกตคือว่า ไฉนวัดธรรมกายถึงถูกจับผิดและล้อเลียนอยู่ร่ำไป

ในฐานะของภาษาและชุดคำแบบใหม่ หากเทียบกับ สันติอโศกแล้ว ทั้งคู่ถือได้ว่าประดิษฐ์รูปคำใหม่ๆ ขึ้นมาใช้ในด้านหนึ่งสันติอโศกมุ่งเน้นภาษาเรียบง่ายและพุ่งเป้าไปที่การลด ละ เลิกในเชิงวัตถุ ที่ให้ความรู้สึกเคร่งครัดในการใช้ชีวิต เราจะได้ยินคำว่า “บุญนิยม” เป็นคำเด่นที่สุดที่เป็นคำเพื่อใช้เป็นคู่ตรงข้ามกับ “ทุนนิยม” แต่ที่เป็นที่สังเกตที่สุดก็คือ การเปลี่ยนชื่อของสมาชิก เช่น สมณะ ขยะขยัน สรณีโย, สมณะ ชนะผี ชิตมาโร, สมณะ ซาบซึ้ง สิริเตโช, นายตายแน่ มุ่งมาจน, นางจนแน่ มุ่งมาตาย ฯลฯ ขณะที่วัดธรรมกายได้ประดิษฐ์คำที่ให้ความหมายถึง การให้ความหวัง ความรุ่งเรือง โชคลาภ กระทั่งชีวิตเหนือโลกแฟนตาซี โดยไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนตัวตน การให้ความหมายดังกล่าว ได้แก่ พระรุ่นดูดทรัพย์, อนุบาลฝันในฝันวิทยา, กฐินบรมจักรพรรดิ, ต้นบุญต้นแบบ, สวรรค์ชั้นดาวดึงส์ เฟสสอง ฯลฯ

นอกจากนั้น ยังมีการพยายามสร้างคำอธิบายระบบผลกรรมขึ้นใหม่ แน่นอนว่ายังอยู่ในกรอบทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว โดยเฉพาะการทำดีที่เน้นเป็นพิเศษถึง อานิสงส์ของ ทาน ศีล ภาวนา นอกจากการนั่งสมาธิแบบวิชชาธรรมกายอันที่เป็นที่รู้จักกันดีแล้ว การถวายทานมหาศาลที่ให้อานิสงส์ใหญ่หลวงก็เป็นการถูกนำมาเน้นย้ำ ซึ่งอานิสงส์นี้ได้เชื่อมความสัมพันธ์ไปยังรูปแบบสิ่งก่อสร้าง สถาปัตยกรรมและศิลปกรรมแบบใหม่ที่จะเกิดขึ้นด้วย

รายการโทรทัศน์ “อนุบาลฝันในฝันวิทยา” ที่ทำการเล่าโดยเจ้าอาวาส
มีการให้ความหมายกรรมแบบใหม่ที่เชื่อมโยงอานิสงส์จากการทำบุญกับวัด
มหาธรรมกายเจดีย์ขนาดมโหฬารที่มีความต้องการที่จะสร้างให้มีอายุถึง 1 พันปี เป็นรูปแบบที่ปรับมาจาก สถูปสาญจี อันนับเป็นเจดีย์แห่งแรกในพุทธศาสนา โดยเฉพาะในรูปทรงครึ่งวงกลม สถาปัตยกรรมรูปแบบใหม่นี้ได้มีการลดทอนรายละเอียด จนเหลือฟอร์มกึ่งบริสุทธิ์นั่นคือ ทรงกลมและกรวยฐานแผ่ที่ผนึกเป็นหนึ่งเดียวกัน ฟอร์มที่เรียบง่ายและใหญ่โตมโหฬารเช่นนี้ ไม่ค่อยปรากฏมาก่อนในสถาปัตยกรรมไทยแบบจารีต ทั้งยังมีลักษณะคล้ายยานอวกาศ ความแปลกแยกดังกล่าวจึงถูกเรียกอย่างล้อเลียนว่า “จานบิน” (สำหรับท่านที่เข้าวัดป่าสายธรรมยุติฯ ท่านจะเห็นฟอร์มของสถาปัตยกรรมที่แปลกและแหวกแนวไม่แพ้กัน แต่อย่างไรก็ตาม ในกรณีนี้คงไม่ได้อยู่ที่ว่าฟอร์มแปลกประหลาดแค่ไหน แต่อาจอยู่ที่ว่า ใครเป็นคนสร้างมากกว่า)
องค์ประกอบของสถาปัตยกรรมและศิลปกรรมต่างๆ ที่เข้าใจว่าวัดต้องการเสริมสร้างความยิ่งใหญ่ให้สมกับพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์แบบใหม่ แต่การนำ “ศิลปะไทย” ที่ถูกรับใช้ด้วยลายกนก อาจไม่ใช่ไวยากรณ์ของศิลปะที่จะรับใช้สังคมใหม่นี้อีกต่อไป เราจึงเห็นรูปลักษณ์ของศิลปะแปลกตา เช่น การออกแบบธงทิวที่หลายคนนำไปเปรียบเปรยกับอินทรีเหล็กและตราสวัสดิกะของนาซีเยอรมัน, การตกแต่งประดับประดาเยี่ยงพระนางคลีโอพัตราในขบวนแห่ผ้ากฐิน ที่ฮือฮาก็คือ แคตาล็อก “มนต์เสน่ห์แห่งสวรรค์” ที่นำเสนอภาพความมั่งคั่งของคนบนสวรรค์ ที่แต่งกายด้วยเครื่องประดับนานา อันเนื่องมาจากผลบุญที่เคยสั่งสมไว้ ไม่ว่าจะเป็น “สร้อยเส้นบะหมี่ทองคำตะเกียบฝังเพชร” เกิดจากบุญที่เคยทำทานด้วยบะหมี่, “สร้อยส้มตำปู ส้มตำไทย” แน่นอนว่าเกิดจากการถวายส้มตำ, แหวนไก่ผงาด จากการถวายไก่ย่าง เป็นต้น
สร้อยส้มตำปู ส้มตำไทย เกิดจากบุญถวายส้มตำ การแปรความหมายใหม่ของอานิสงส์ในการทำบุญ
ที่ย้อนแย้งและตลกร้าย ก็คือ การที่ โน้ต อุดม แต้พานิช ศิลปินตลก ถูกขุดขึ้นมาประจานในนามสาวกของธรรมกายที่ร่วมโปรยกุหลาบในงานธุดงค์นี้ด้วย[8] โน้ต เป็นศิลปินตลกที่มีชื่อเสียงในการนำเรื่องราวต่างๆในชีวิตประจำวันมาล้อเลียน เสียดสี เรียกเสียงหัวเราะ หลายมุกของเขาเป็นเสียงหัวเราะที่กระชากมาจากการยั่วล้อความเป็น “คนนอก” ในสังคม แต่คราวนี้โน้ต กลายเป็น “คนนอก” ที่ถูกพิพากษานั้นเสียเอง
สำหรับผู้เขียนเอง ในขณะที่วัดธรรมกายถูกตั้งข้อสงสัย ถูกตรวจสอบ ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักโดยสังคมกระแสหลัก แต่ยังมีวัดและสถาบันสงฆ์อีกจำนวนมากที่อยู่ในพื้นที่มืด ไร้การสอดส่อง ไร้การตรวจสอบในระดับที่หนักหน่วงเท่ากัน ไม่เพียงเท่านั้น การโจมตีเป็นการเลือกโจมตีที่ “ตัวบุคคล” หรือ “ฝักฝ่าย” มากกว่าจะลงไปที่หลักการ ที่ต้องประยุกต์ใช้ได้กับทุกฟากฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นพระสายวัดป่า หรือพระที่ “ดูน่าเชื่อถือ” รูปอื่นๆ หรืออาจกล่าวได้ว่า ขณะที่เราวิจารณ์ธรรมกายได้อย่างเต็มปากเต็มคำ แต่เราต้องหุบปากเมื่อเจอพระบางรูป วัดบางแห่ง หรือกระทั่งเป็นเดือดเป็นแค้นเมื่อมีคนเห็นต่างมาวิจารณ์สิ่งศักดิ์สิทธิ์ของเรา

โน้ต อุดม แต้พานิช โดนจัดหนักผ่านเฟซบุ๊ค
พุทธเถรวาทกับการครองครองปริมณฑลรัฐ
สิ่งที่ต้องใช้ความคิดมากไปกว่าการด่าทอ และเสียดสีธรรมกาย ก็คือ การทำความเข้าใจสถานการณ์ปัจจุบันของ สังคมการเมือง การใช้อำนาจในยุคที่หายใจเข้าออกเป็นคำว่าศีลธรรมอันเป็นพลังอนุรักษ์นิยมที่ขยายตัวอย่างสูงหลังรัฐประหาร 2549 สถาบันอนุรักษ์นิยม และสถาบันพุทธศาสนา พยายามสถาปนาอำนาจเหนือรัฐ โดยอาศัยสถานภาพของตนที่ดู "ไม่เป็นการเมือง" เข้ามายุ่งในพื้นที่ทางโลกย์มีหลายระดับ
ตั้งแต่การสั่งสอนทางศีลธรรมง่ายๆ ก้าวล่วงไปถึงการเบลอบุหรี่ เหล้า เบียร์ออกไปจากทีวี อาการคลั่งดังกล่าวได้ขยับระดับไปเป็นเรื่องชวนหัวร่อของคนทั่วโลก เมื่อทีวีตัดสินใจเบลอหัวนมชิซูกะ (หัวนมเด็กหญิงพอเข้าใจได้) และหัวนมซุนหงอฮัง (เด็กผู้ชายนี่นะ!) แต่นั่นก็ยังไม่ชวนขมวดคิ้วเท่ากับ การล่วงล้ำอาณาบริเวณทางโลกย์ในนามพระสงฆ์ เราอาจพอจะจำกันได้ถึงความขัดแย้งระหว่างรัฐบาลเพื่อไทยกับลูกศิษย์ หลวงตามหาบัว แห่งวัดป่าบ้านตาด ข้อถกเถียงคือ ฝ่ายลูกศิษย์ไม่ยอมให้รัฐนำทองที่หลวงตาบริจาคเป็นเงินทุนสำรองของประเทศไปใช้ประโยชน์ ตามที่ตัวเองเชื่อกันว่ารัฐบาลคิดไม่ซื่อกับเงินก้อนนี้แน่ๆ ดังนั้น จึงกลายเป็นว่า การบริจาคเงินให้เข้าไปอยู่ในอำนาจของรัฐในนามของกลุ่มก้อนทางศีลธรรม ในที่สุดก็ไม่สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้ในนามของรัฐบาลที่เป็นตัวแทนอำนาจอธิปไตยหนึ่งของประชาชน[9] ยกเว้นเสียแต่ว่า รัฐบาลนั้น หรือคนเอาเงินไปใช้ “น่าเชื่อถือ” มากพอในสายตาของผู้ให้บริจาค
หลวงตามหาบัวกำลังทำพิธีเพื่อส่งทองคำเข้าคลังหลวง
จาก "โครงการช่วยชาติ โดยหลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน"
แม้จะเป็นพระรูปใดก็แล้วแต่ พวกเขาได้มีบทบาทครอบงำรัฐทางโลกย์มากขึ้นเรื่อยๆ ทั้งด้วยตัวของพวกเขาเอง และผ่านปากฆราวาสที่อวดอ้างศีลธรรมความดีงาม ไม่ว่าจะเป็น นักการเมือง, กองเซ็นเซอร์, ข้าราชการกระทรวงวัฒนธรรม, ข้าราชการเกษียณอายุ ฯลฯ
แต่สิ่งที่น่าหวาดหวั่นสำหรับผู้เขียนที่สุดก็คือ การผนึกแนบเป็นส่วนหนึ่งของรัฐผ่านกลไกทางกฎหมาย สิ่งที่ยังหลอกหลอนผู้เขียนอยู่ก็คือ แคมเปญรณรงค์ผลักดันให้ประเทศไทยบรรจุข้อความว่า “พุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ” ยัดลงในรัฐธรรมนูญ สิ่งเหล่านั้นจะนำไปสู่การเข้าไปสู่สถานะของรัฐที่มียุ่งยากซับซ้อนไปอีกในความเป็นรัฐทางโลก หรือรัฐทางศาสนา ที่จะท้อนออกทาง ด้วยมาตรฐานทางศาสนาและศีลธรรม แน่นอนว่ามันจะพร้อมกับการกำกับทางกฎหมายเป็นแน่
ยกแรกของสงครามศีลธรรม เบียร์ช้างถึงกับม้วนเสื่อ
ตัวอย่างที่เห็นได้ชัด ถึงความเป็น “การเมือง” ในนามของเหล่านักศีลธรรมที่พยายามทำให้รัฐไทยกลายเป็นรัฐทางศาสนาและศีลธรรม เนื่องจากพวกเขาไม่เชื่อมั่นในศักยภาพมนุษย์ ไม่เชื่อในอิสรภาพและเสรีภาพ แต่จงรักภักดีต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ และจดจ่อเพ่งโทษกับความโง่เขลาและความผิดบาปของมนุษย์
ด้วยเหตุนั้น พวกเขาจึงมีหน้าที่ที่จะอุดรอยรั่วอันชั่วร้ายให้มนุษย์โลกปลอดพ้นจากอบายมุข แคมเปญสำคัญที่ถือเป็นกรณีตัวอย่างก็คือ การรณรงค์ต่อต้าน และคัดค้านการที่บริษัทไทยเบฟเวอเรจ (เบียร์ช้าง) จดทะเบียนเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์ไทย เมื่อเดือนตุลาคม 2551 การเคลื่อนไหวคราวนั้นทำให้เราเห็นถึงความร่วมมือกันหลวมๆ ของกลุ่มลุ่มหลงศีลธรรมดังกล่าวไม่ว่าจะเป็น มวลชนจากวัดธรรมกาย, สันติอโศก, จำลอง ศรีเมือง, พระพยอม กัลยาโณ และองค์กรกว่า 264 องค์กร พลังดังกล่าวสร้างแรงกดดันมหาศาลให้กับตลาดหลักทรัพย์และรัฐบาล จนสามารถล้มช้างได้ สาระสำคัญของการต้านไทยเบฟเวอเรจ คงอยู่ที่ความหวาดระแวงอย่างประสาทว่า สังคมจะล่มสลาย หากปล่อยให้ทุนนิยมสามานย์เหล่านี้เติบโต เด็กจะถูกเบียดบี้ด้วยอบายมุขที่กำลังจะตามมา และสังคมไทยก็คงล่มสลาย สังเกตได้จากคำกล่าวนี้
“ธุรกิจเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เป็นธุรกิจที่ทำร้ายผู้คน ทำลายสังคม ไม่ควรสนับสนุนอยู่แล้ว ที่สำคัญตลาดหลักทรัพย์ ถือเป็นองค์กรแถวหน้าของประเทศในเรื่องความรับผิดชอบต่อสังคม (CSR) ก็ไม่ควรอย่างยิ่งที่จะมาเสียหายด้วยธุรกิจบาป เพราะมันคงไม่ต่างอะไรกับการจับมือกันทำลายสังคม ทำร้ายลูกหลานไทย อย่างเลือดเย็น
เครือข่ายฯ เตรียมที่จะยื่นหนังสือคัดค้านการขอจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ของธุรกิจเครื่องดื่ม แอลกอฮอล์ทุกชนิด และ การซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ ในเร็วๆนี้อย่างแน่นอน รวมไปถึงหน้าที่ทำการบริษัทไทยเบฟด้วย โดยเราจะผนึกกำลังกับองค์กรศาสนา องค์กรครอบครัว เด็กและเยาวชนทั่วประเทศ เพื่อร่วมกันเคลื่อนไหวใหญ่ ในทุกรูปแบบ เพื่อหยุดยั้งขบวนการบาปเหล่านี้ให้ถึงที่สุด ลองคิดดูว่าหากน้ำเมาเข้าตลาดหลักทรัพย์ได้ ต่อไป ธุรกิจหวย ซ่อง บ่อน ก็คงตามมา” [10]
ม็อบศีลธรรมต้านเบียร์ช้าง
กฎหมายหมิ่นศาสนา ร่างโดย สนช. 2550 โทษร้ายแรงกว่า มาตรา 112
การก้าวเข้ามามีอำนาจทางโลกย์นั้นของฝ่ายลุ่มหลงศีลธรรม อาจกล่าวได้ว่าไม่สามารถทำได้ถนัด หากไม่มีกฎหมายเป็นเครื่องมือสำคัญ การใช้กฎหมายควบคุมประชาชน เป็นกลไกของรัฐที่ถูกนำมาใช้ในทุกยุคสมัย เพียงแต่ว่าที่ผ่านมาศาสนาในสังคมไทยไม่ได้ใช้กาต่อรองอำนาจผ่านช่องทางนี้มากนัก ที่น่าตระหนกอย่างยิ่งก็คือ แรงปฏิกิริยาจากฝ่ายอนุรักษ์นิยมที่มุ่งจะ “รักษา” พุทธศาสนาอย่างมืดบอด นั่นก็คือการปิดปาก การห้ามวิพากษ์วิจารณ์ ด้วยตัวบทกฎหมาย สิ่งนั้นคือ ร่าง พ.ร.บ.อุปถัมภ์และคุ้มครองพระพุทธศาสนา พ.ศ. .. ที่เสนอโดย เสนอโดย ปรีชา โรจนเสน ยศพลเอก สมาชิก สนช. ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการการศาสนา จริยธรรม ศิลปะและวัฒนธรรม และคณะ รวม 180 คน เมื่อปี 2550[11] กฎหมายนี้ได้บรรจุมาตราที่น่าขนลุกขนพอง อันสะกดเสรีภาพในการวิพากษ์วิจารณ์ได้อย่างอยู่หมัด นั่นก็คือ
มาตรา 9 การจาบจ้วง ละเมิด ลอกเลียน บิดเบือน หรือการกระทำอื่นใดให้พระศาสดา ศาสนธรรม ศาสนศึกษา ศาสนบุคคล ศาสนสถาน ศาสนวัตถุ ศาสนสมบัติ และศาสนพิธี ได้รับความเสียหาย เสื่อมเสีย มัวหมอง หรือวิปริตผิดเพี้ยน จะกระทำมิได้
มาตรา 21 ผู้ใดฝ่าฝืน มาตรา 9 ในส่วนที่เกี่ยวกับพระศาสดาและศาสนธรรม ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สิบปีถึงยี่สิบห้าปี และปรับตั้งแต่ห้าแสนบาทถึงหนึ่งล้านบาท
มาตรา 22 ผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา 9 ในส่วนที่เกี่ยวกับศาสนศึกษา ศาสนบุคคล ศาสนสถาน ศาสนวัตถุ ศาสนสมบัติ และศาสนพิธี ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ห้าปีถึงสิบปี และปรับตั้งแต่หนึ่งแสนบาทถึงห้าแสนบาท
ผู้ใดร่วมประเวณีไม่ว่าทางใดและวิธีการใดกับพระภิกษุ สามเณร หรือแม่ชี ตลอดจนผู้ชักจูง จัดหา หรือจ้างวาน ให้มีการร่วมประเวณีดังกล่าว ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ห้าปีถึงสิบปี และปรับตั้งแต่หนึ่งแสนบาทถึงห้าแสนบาท
มาตรา 9 เป็นการวางความผิดไว้อย่างกว้างขวาง และสามารถตีความเข้ารกเข้าพงได้ง่าย นั่นหมายความว่า
บทลงโทษยังถือว่า มากกว่า ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 เสียด้วยซ้ำ ทุกวันนี้แค่ปัญหาจากกฎหมายมาตรา 112 เองยังให้โทษและส่งผลต่อการปิดกั้นเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นอย่างลึกซึ้งแล้ว กฎหมายฉบับนี้ยิ่งจะปิดพื้นที่การถกเถียงให้น้อยลงไปอีก
หากกฎหมายนี้เกิดขึ้นจริง ก็อาจนับได้ว่าเป็นหายนะของเสรีภาพของการแสดงออกทางความคิดเห็นในวงการศาสนา ที่น่าตกใจก็คือ แม้ร่างจะถูกเสนอตั้งแต่ปี 2550 แต่ปัจจุบันมันยังอยู่ในกระบวนการ ไม่หายไปไหน
ความคืบหน้าล่าสุดเกี่ยวกับการพิจารณากฎหมาย จากข่าววันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2555 มีสาระว่า ประกอบ จิรกิติ ประธานคณะอนุกรรมาธิการร่างพ.ร.บ.อุปถัมภ์และส่งเสริมพระพุทธศาสนา ได้ส่งร่างพ.ร.บ.ทั้ง 3 ฉบับ ไปให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง คือ สำนักพุทธฯ แสดงข้อคิดเห็นกลับมา เพื่อดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายในการบรรจุในวาระการประชุมของสภาผู้แทนราษฎรต่อไป [12]
แล้วอะไรจะเกิดขึ้นต่อจากนี้?
วัดธรรมกาย กับหัวใจในการครองพื้นที่รัฐ
วัดธรรมกายขณะนี้มีเครือข่ายที่กว้างขวาง มีการจัดการและเทคโนโลยีที่แน่นปึ้ก ทั้งยังมีเส้นสายทั้งฝ่ายพระ เถรสมาคม ฝ่ายพระสงฆ์หัวเมือง และฝ่ายโลกย์อย่างพรรคการเมือง นักการเมือง ข้าราชการระดับสูง รวมไปถึงนายทุนใหญ่ระดับมหาเศรษฐีติดอันดับของประเทศ ความเหนียวแน่นและแข็งแกร่งนี้ ปฏิเสธไม่ได้ว่าเลยว่า หากปล่อยให้ศาสนาผนึกเป็นหนึ่งเดียวกับรัฐแล้ว ไม่สิ หากปล่อยให้ศาสนามีบทบาทในการควบคุมรัฐแล้ว
สิ่งที่พระและนักศีลธรรมมืออาชีพทั้งหลายจะทำคืออะไร?
อะไรคือสิ่งที่เกิดต่อเนื่องจากนี้?
นั่นอาจเป็นเรื่องที่ไกลตัวไปหากเราจะขบคิดกันในตอนนี้ แต่ลองจินตนาการในเวลาอันใกล้นี้ดูเถิดว่า หากร่างกฎหมายหมิ่นศาสนาฯ ถูกผลักดันจนผ่านรัฐสภาและประกาศใช้แล้ว อิสรภาพในการแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับศาสนา ความเชื่อทางพุทธ ดังที่เราเคยกระทำกับวัดบางวัด พระบางรูป อาจถูกปิดประตูตาย หรือไม่เราก็ต้องมุดลงไปอยู่ใต้ดินเพื่อเลี่ยงกฎหมายหมิ่น และทำการวิพากษ์วิจารณ์สถาบันศาสนาอย่างลับๆ หรือมิเช่นนั้นเราอาจต้องเฉดหัวตัวเองออกไปต่างประเทศเพื่อใช้สิทธิความเป็นมนุษย์กันตามอัตภาพ
พวกเราพร้อมหรือยังกับสังคมอุดมศีลธรรมเช่นนั้น?
ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ร่วมงาน
ทำบุญตักบาตรพระสงฆ์ 22,600 รูป ฉลองพุทธชยันตี 2,600 ปี
18 มีนาคม พ.ศ. 2555 ณ บริเวณ เซ็นทรัลเวิลด์ ประตูน้ำ พารากอน
ร่วมจัดโดย
สำนักนายกรัฐมนตรี กรุงเทพฯ สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ
องค์การยุวพุทธศาสนิกสัมพันธ์แห่งโลก (ยพสล.) วัดพระธรรมกาย มูลนิธรรมกาย
และองค์กรภาคีเครือข่ายกว่า 40 องค์กร

เชิงอรรถ
[1] มูลนิธิธรรมกาย. "ชี้แจงกรณี เดินธุดงค์ธรรมชัย อัญเชิญรูปหล่อทองคำ พระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร)". Dhammakaya.net (3 เมษายน 2555)
[2] อ่านเพิ่มเติมได้จากงานวิจัยชิ้นเยี่ยมนี้ แม้จะเขียนขึ้นมากว่าทศวรรษแล้วแต่ก็ยังมีแง่มุมน่าสนใจอยู่ อภิญญา เฟื่องฟูสกุล. ศาสนทัศน์ของชุมชนเมืองสมัยใหม่ : ศึกษากรณีวัดพระธรรมกาย (เชียงใหม่ : คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่), 2540?
[3] DMC TV. "วัดพระธรรมกาย จากวันวานถึงวันนี้". (13 เมษายน 2554)
[4] มูลนิธิธรรมกาย. "โครงการธุดงค์ธรรมชัย สืบสานวัฒนธรรมประเพณีไทย".Dhammakaya.net (19 ธันวาคม 2554)
[5] DMC TV. "ธุดงค์ธรรมชัย “อนุสรณ์สถาน มหาวิหารพระมงคลเทพมุนี” ".Dhammakaya.net
(11 มกราคม 2555)
[6] มูลนิธิธรรมกาย. "ธุดงค์ธรรมชัยสถาปนาเส้นทางพระผู้ปราบมาร".Dhammakaya.net (6 กุมภาพันธ์ 2555)
[7] ประภาศรี บุญสุข, ผู้เรียบเรียง. คุณยายอาจารย์ มหารัตนอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง ผู้ให้กำเนิดวัดพระธรรมกาย, (มปท : ฟองทองเอ็นเตอร์ไพรซ์ จำกัด) พิมพ์ครั้งที่2), 2544, น.55-56
[8] ข่าวสด. "เน็ตรุมถล่ม"โน้ส อุดม"ร่วมธุดงค์ธรรมชัย-ธรรมกายยันงานมงคลตามรอยพระพุทธเจ้า". ข่าวสด (6 เมษายน 2555)
[9] ดูข่าว ASTVผู้จัดการออนไลน์. "“ศิษยานุศิษย์หลวงตาบัว” บุกสภา ค้านรัฐปล้นคลังหลวง". ผู้จัดการออนไลน์ (9 มกราคม 2555)
[10] ประชาชาติธุรกิจ. "เครือข่ายป้องกันภัยแอลกอฮอล์ ออกแถลงการณ์ต้าน"เบียร์ช้าง"เข้าตลาดหุ้น".http://www.prachachat.net/news_detail.php?newsid=6421 (23 ตุลาคม 2551)
[11] "คอลัมน์ สดจากหน้าพระ" ใน ข่าวสดรายวัน (28 ตุลาคม 2550) : 30 อ้างถึงใน ธรรมจักร. "เปิดร่างพระราชบัญญัติ อุปถัมภ์คุ้มครองพระพุทธศาสนา" http://www.dhammajak.net/board/viewtopic.php?t=14008 (29 ตุลาคม 2550)
[12] ข่าวสด. "แจงร่างพ.ร.บ.อุปถัมภ์พุทธ รอกฤษฎีกาพิจารณา". ข่าวสด (23 กุมภาพันธ์ 55)