PR

@@ในความเคลื่อนไหวของสถานการณ์ที่ปรากฎเป็น"ข่าว"และ"ไม่เป็นข่าว"พยายามสแกนย่นย่อมานำเสนอและเป็นไว้เป็นฐานข้อมูลสังเคราะห์สถานการณ์ ที่นี่ "ข่าวที่ไม่เป็นข่าว"
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ องค์กรอิสระ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ องค์กรอิสระ แสดงบทความทั้งหมด

วันพฤหัสบดีที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2562

แผงอำนาจใหม่ใน "ศาล รธน.” มองยาวถึงเก้าอี้ประธาน

ไทยโพสต์ 5ก.ย.62

หลังที่ประชุมวุฒิสภา เมื่อ 2 กันยายนที่ผ่านมา มีมติตั้งคณะ กมธ.วิสามัญเพื่อทำหน้าที่ตรวจสอบประวัติ ความประพฤติ และพฤติกรรมทางจริยธรรมของบุคคลผู้ได้รับการเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ จำนวน 5 รายชื่อ ที่จะมาแทนตุลาการศาล รธน.ที่จะต้องพ้นตำแหน่งเพราะครบวาระ จำนวน 5 คน อันประกอบด้วย นุรักษ์ มาประณีต ประธานศาล รธน., ชัช ชลวร อดีตประธานศาล รธน., บุญส่ง กุลบุปผา, อุดมศักดิ์ นิติมนตรี และจรัญ ภักดีธนากุล
ทางคณะกรรมาธิการฯ ก็เร่งเครื่องประชุมกันทันที โดยต่อมา 3 ก.ย. กมธ.ก็ประชุมลงมติเลือก พลเอกอู้ด เบื้องบน สมาชิกวุฒิสภาเป็นประธาน กมธ. จากนั้น กมธ.ได้มีการวางกรอบการตรวจสอบประวัติในด้านต่างๆ  ทั้ง เปิดเผย-ปิดลับ ที่ก็เป็นวิธีการที่ใช้ทำกันมาทุกยุคสมัย เช่น การทำหนังสือในนาม กมธ. สอบถามไปยังหน่วยราชการที่สำคัญ เช่น สำนักงานตำรวจแห่งชาติ, สำนักงานศาลยุติธรรม, สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน, สำนักงาน ป.ป.ช. เพื่อให้ตรวจสอบหาข้อมูลในทางเปิดเผย-ลึก-ลับ ของผู้ที่ถูกส่งชื่อมาให้วุฒิสภา เลือกเป็น ว่าที่ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ว่ามีข้อมูลถูกสอบสวน ร้องเรียน หรือมีคดีความอะไรหรือไม่ มีประวัติส่วนตัวและการทำงานที่เข้าข่ายขัดคุณสมบัติต้องห้ามการเป็นตุลาการศาล รธน.หรือไม่ เป็นต้น เพื่อที่ กมธ.จะนำมาเขียนไว้ในรายงานต่อไป
รายชื่อว่าที่ตุลาการศาล รธน. ซึ่งรอบนี้ส่งมา 5 ชื่อ อันเป็น 5 ชื่อเสียงข้างมากในการลงมติของที่ประชุมตุลาการศาลรัฐธรรมนูญในคดีต่างๆ ที่มีด้วยกัน 9 คน ดังนั้น 5 เสียงของตุลาการศาล รธน.ที่จะเข้าไปทำหน้าที่ต่อจากนี้ จึงถือเป็นเสียงข้างมากในการกำหนดทิศทางการลงมติของศาล รธน.ให้ออกมาในทางใดทางหนึ่ง
ทั้งนี้ ชื่อ 5 ว่าที่ตุลาการศาล รธน. ชุดใหม่ ที่จะเข้ามาเป็น แผงอำนาจใหม่ ในองค์กรศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งที่ผ่านมาได้ ชี้เป็นชี้ตายและ สร้างจุดเปลี่ยนทางการเมืองไทย มาแล้วหลายต่อหลายครั้ง ยกตัวอย่างมาได้มากมาย ทั้งการยุบพรรคการเมืองต่างๆ ทั้งพรรคใหญ่-พรรคเล็ก-พรรคใหม่-พรรคเก่า หรือการตัดสินในคำร้อง จนส่งผลให้นายกรัฐมนตรีต้องพ้นจากตำแหน่ง ไม่ว่าจะเป็น ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร, สมัคร สุนทรเวช หรือ สมชาย วงศ์สวัสดิ์ ในคดียุบพรรคพลังประชาชน เป็นต้น
ด้วยเหตุนี้ ทิศทางแผงอำนาจใหม่, เสียงข้างมากในศาล รธน. 5 คน ที่จะเข้ามาทำหน้าที่ต่อไปอีกร่วม 7 ปี หรือไม่เกินอายุ 75 ปี จึงอยู่ในความสนใจของสังคมอย่างยิ่ง
โดย 5 ว่าที่ตุลาการศาล รธน.แผงอำนาจใหม่ ที่ถูกส่งชื่อมาให้วุฒิสภาลงมติ เห็นชอบ-ไม่เห็นชอบ แต่ละรายชื่อมีที่มาจากสามทาง ประกอบด้วย รายชื่อที่ได้รับเลือกจากที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา คือ อุดม สิทธิวิรัชธรรม ประธานแผนกคดีคำสั่งคำร้องและขออนุญาตฎีกาในศาลฎีกา, วิรุฬห์ แสงเทียน ผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา และ จิรนิติ หะวานนท์ ผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา
ส่วนอีก 2 ชื่อ แยกเป็น ผู้ได้รับการคัดเลือกจากการลงมติของที่ประชุมคณะกรรมการสรรหาตุลาการศาล รธน. ที่มีชีพ จุลมนต์ ประธานศาลฎีกาเป็นประธาน ซึ่งได้ลงมติเลือก นภดล เทพพิทักษ์ อดีตอธิบดีกรมเอเชียใต้ตะวันออกกลางและแอฟริกา เป็นผู้ได้รับการคัดเลือกด้วยเสียงเอกฉันท์ หลังที่ประชุมต้องเลือกกันถึงสามรอบเพราะคะแนนสูสีกับเชาวนะ ไตรมาส เลขาธิการศาล รธน.คนปัจจุบัน ก่อนที่สุดท้ายกรรมการสรรหาจะเทเสียงเลือกนพดลไปในทางเดียวกัน ทำให้เชาวนะพลาดโอกาสเป็นตุลาการศาล รธน.ไปแบบเกือบได้เฮ
และชื่อสุดท้ายมาจากการเลือกของที่ประชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครองสูงสุด คือ ชั่งทอง โอภาสศิริวิทย์ ตุลาการศาลปกครองสูงสุด ซึ่งเสนอตัวเพียงคนเดียวจากตุลาการศาลปกครองสูงสุดที่มีอยู่รวม 25 คน ทำให้ที่ประชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครองสูงสุด จึงมีมติด้วยคะแนนเสียงเกินกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนตุลาการในศาลปกครองสูงสุดทั้งหมด เลือกชั่งทองให้ได้รับการเสนอชื่อให้ไปดำรงตำแหน่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ
อย่างไรก็ตาม พิจารณาจากปฏิทินตัดสินคดีที่รอการวินิจฉัยของที่ประชุมตุลาการศาล รธน.ในเวลานี้ ทั้งคำร้องที่รับไว้วินิจฉัยและคำร้องที่รอการวินิจฉัย เปรียบเทียบกับกรอบเวลาการที่ 5 ว่าที่ตุลาการศาล รธน.จะเข้าไปปฏิบัติหน้าที่ ก็พบว่ายังต้องผ่านอีกหลายขั้นตอน เช่น การตรวจสอบคุณสมบัติ-ขั้นตอน การลงมติเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบของวุฒิสภา ที่น่าจะใช้เวลาร่วม 2-3 เดือน จากนั้น ก็นำรายชื่อขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายต่อไป และยังต้องเผื่อเวลาไว้สำหรับกรณีเกิดเหตุคาดไม่ถึง เช่น หากเกิดกรณี ส.ว.ลงมติตีร่วง ไม่เห็นชอบบางรายชื่อ หรือไม่เห็นชอบทั้งหมด ซึ่งดูแล้วคงเกิดขึ้นได้ยากในกรณีหลัง คงไม่เหมือนกับที่เคยมีเคสสภานิติบัญญัติแห่งชาติลงมติคว่ำกระดานโหวตล้ม กกต.-กสทช.
พิจารณาจากลำดับขั้นตอนต่างๆ ตามกฎหมายข้างต้น จึงทำให้มีการประเมินกันว่า หากสุดท้ายว่าที่ตุลาการศาล รธน.ทั้ง 5 ชื่อ ผ่านความเห็นชอบจากที่ประชุมวุฒิสภาทั้งหมด ยังไงก็ไม่สามารถเข้าพิจารณาตัดสินคดีร้อนๆ ของศาล รธน.ในเวลานี้ได้อยู่แล้ว เพราะส่วนใหญ่การพิจารณาของศาล รธน.ก็ใกล้งวดพิจารณากันไปมากแล้ว บางคำร้องก็จ่อลงมติกันหลายเรื่องแล้ว ไม่ว่าจะเป็นคดีหุ้นสื่อของธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ, คดีหุ้นสื่อของ ส.ส.รัฐบาลและฝ่ายค้าน, คดียุบพรรคอนาคตใหม่, คดีถวายสัตย์ฯ ของนายกรัฐมนตรี เป็นต้น
ที่น่าสนใจก็คือ เมื่อ 5 รายชื่อว่าที่ตุลาการศาล รธน.ข้างต้น ได้เข้าไปทำหน้าที่เป็นตุลาการศาล รธน. สิ่งที่จะเกิดตามมาก็คือ การเลือกประธานศาล รธน. คนใหม่แทนนายนุรักษ์ที่ต้องพ้นวาระไป ซึ่งถึงตอนนั้นจะมีตุลาการศาลรัฐธรรมนูญชุดปัจจุบันที่จะยังทำหน้าที่ต่อไป 4 คน ประกอบด้วย วรวิทย์ กังศศิเทียม อดีตตุลาการศาลปกครองสูงสุด, ทวีเกียรติ มีนะกนิษฐ อดีต อจ.นิติศาสตร์ ธรรมศาสตร์, ปัญญา อุดชาชน อดีตเลขาธิการศาล รธน. และนครินทร์ เมฆไตรรัตน์ อดีต อจ.รัฐศาสตร์ ธรรมศาสตร์
มีการมองกันว่า จาก 4 ชื่อข้างต้น คนที่มีอาวุโสและถูกคาดหมายจากบางฝ่ายว่าอาจจะได้ลุ้นเป็น ปธ.ศาล รธน.ก็คือวรวิทย์ แต่ก็ไม่รู้เหมือนกันว่า เมื่อแผงอำนาจใหม่ของศาล รธน.เข้ามาทั้ง 5 เสียง ความคาดหมายดังกล่าวจะเปลี่ยนแปลงไปหรือไม่?

วันพฤหัสบดีที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2561

ใครเป็นใคร5ป.ป.ช.คนใหม่

ใครเป็นใคร5ป.ป.ช.คนใหม่

ใครเป็นใคร5ป.ป.ช.คนใหม่ : สำนักข่าวเนชั่น โดย ประภาศรี โอสถานนท์

            เป็นไปอย่างเรียบร้อยสำหรับ 5 ว่าที่กรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช. ) ที่ประกอบด้วย 
1.นายวิทยา อาคมพิทักษ์ อดีตกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน 2.นางสุวณา สุวรรณจูฑะ ปลัดกระทรวงยุติธรรม 3.พล.ต.อ.วัชรพล 
ประสารราชกิจ อดีตรอง ผบ.ตร. 3.นายสุรศักดิ์ คีรีวิเชียร อดีตอธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญากรุงเทพใต้ และ 5.พล.อ. บุณยวัจน์ 
เครือหงส์ อดีตผอ.สำนักตรวจสอบภายในกองทัพบก หลังสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ลงมติให้ความเห็นชอบไปเมื่อ
วันที่ 19 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา
            5 กรรมการป.ป.ช.คนใหม่ ถอดด้าม ก็จะรับไม้ต่อจากกรรมการ ป.ป.ช.คนเก่าที่ต้องหมด
วาระไป โดยหน้าที่หลักคือ การปราบปรามการทุจริต และสะสางคดีที่อยู่ในป.ป.ช. ทั้ง 5 คนนี้
ก็เป็นที่รู้จัก คุ้นหน้าคุ้นตากัน เพราะอยู่ในแวดวงการเมือง ข้าราชการ ซึ่งแต่ละคนมีประวัติ
ผลงาน ไม่ธรรมดา


            นายวิทยา อาคมพิทักษ์ เคยดำรงตำแหน่งรองเลขาฯ ป.ป.ช. ถือเป็นลูกหม้อของ
ป.ป.ช. โดยเริ่มทำงานตั้งแต่ปี 2525 ตำแหน่งเจ้าหน้าที่สืบสวน 3 สมัยที่หน่วยงานยังใช้ชื่อ
ป.ป.ป. หลังโยกย้ายมาจากกรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย จากนั้นก็ทำงานใน
ป.ป.ช.มาตลอดจนในปี 2551 เป็นผู้อำนวยการสำนักการข่าวและกิจการพิเศษ ปี 2554
เป็นผู้ช่วยเลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. ปี 2556 เป็นรองเลขาธิการคณะกรรมการ
ป.ป.ช. ท้ายสุดไปดำรงตำแหน่งกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน (คตง.) เรียกได้ว่ารู้ทุกซอก
ทุกมุมของ ป.ป.ช.ทั้งหมด
            นางสุวณา สุวรรณจูฑะ ปลัดกระทรวงยุติธรรม ปัจจุบันอายุ 59 ปี จบปริญญา
ตรีบัญชีบัณฑิต จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จบปริญญาโทรัฐศาสนมหาบัณฑิต ม.ธรรมศาสตร์
ทำงานอยู่ในกระทรวงยุติธรรมมานาน โดยปี 2545 เป็นผู้ตรวจราชการกระทรวงยุติธรรม
ปี 2549 เป็นอธิบดีกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม ปี 2554 เป็นรองปลัด
กระทรวงยุติธรรม และปี 2557 เป็นอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ล่าสุด
ก็ก้าวขึ้นมานั่งเก้าอี้กระทรวงยุติธรรม และยังได้รับความไว้วางใจจากคสช.ให้เป็นกรรม
การสรรหาสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ถือว่า นางสุวณามีความสัมพันธ์ที่ดีกับ คสช.
            พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ  อดีตรองผบ.ตร. ก็เป็นบุคคลที่รู้จักกันดี ก่อน
หน้านี้ได้รับการแต่งตั้งเป็น สนช. แต่ลาออกไปสมัคร ป.ป.ช. และได้รับเลือกในที่สุด
พล.อ.อ.วัชรพลจบปริญญาตรีรัฐประศาสนศาสตรบัณฑิต โรงเรียนนายร้อยตำรวจ ก่อนที่
จะไปศึกษาต่อต่างประเทศที่สหรัฐอเมริกา และแคนาดานานหลายปี และกลับมา
เป็นผู้บังคับการกองการต่างประเทศ/หัวหน้าตำรวจสากลไทย ในปี 2539 ขึ้นเป็นผู้
บัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด (ปส.) ในปี 2546 ต่อมาปี 2553 ขึ้นดำรงตำแหน่ง
รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ก่อนขึ้นนั่งรักษาราชการแทนผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ
แทน พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว ในปี 2557 และยังเคยเป็นรองเลขาธิการนายก
รัฐมนตรี ฝ่ายการเมือง (พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี) นอกจากนี้ยังเป็นที่
ปรึกษาบริษัทเอกชนอีกหลายแห่ง
            นายสุรศักดิ์ คีรีวิเชียร อดีตอธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญากรุงเทพใต้ และอดีต
ประธานศาลอุทธรณ์ อายุ 66 ปี จบการศึกษาปริญญาตรีนิติศาสตรบัณฑิต ม.ธรรมศาสตร์
จบเนติบัณฑิตไทย และรัฐศาสตรมหาบัณฑิต ม.ธรรมศาสตร์ ในปี 2519 เป็นรองสารวัตร
สถานีตำรวจนครบาลชนะสงคราม ปี 2521 ย้ายมาเป็นรองสารวัตรสอบสวน สถานีตำรวจ
นครบาลหัวหมาก จากนั้นปี 2535 เปลี่ยนสายงานมาเป็นผู้พิพากษาหัวหน้าศาล จังหวัด
ประจวบคีรีขันธ์ ในปี 2535 ต่อมาในปี 2540 ขึ้นเป็นผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ และในปี 2551
 เป็นอธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญากรุงเทพใต้ ปี 2552 ขึ้นตำแหน่งประธานศาลอุทธรณ์
ภาค 5 ปี 2553 ก็ขึ้นนั่งเป็นประธานศาลอุทธรณ์ภาค 3 และปี 2554 ดำรงตำแหน่งผู้
พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา ปัจจุบันเป็นผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา
            พล.อ.บุณยวัจน์ เครือหงส์ อดีต ผอ.สำนักตรวจสอบภายในกองทัพบก อายุ 63 ปี
 จบปริญญาตรีวิทยาศาสตรบัณฑิต โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า (จปร.) ปริญญาบัตร
วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร (วปอ.) รุ่นที่ 47 เติบโตก้าวหน้าในตำแหน่งหน้าที่ในกองทัพ
มาโดยในปี 2539 การดำรงตำแหน่ง ผอ.กองตรวจสอบและวิเคราะห์ สำนักงานปลัดบัญชี
กองทัพบก ในปี 2543 เป็น ผอ.กองสำรวจและจัดหน่วย สำนักงานปลัดบัญชี ปีต่อมาในปี 2545
เป็นผู้ช่วยปลัดบัญชีทหารบก และในปี 2547 เป็น ผอ.สำนักงานตรวจสอบภายในทหารบก
ต่อมาในปี 2552 ขึ้นเป็นรองผู้อำนวยการสำนักงบประมาณกลาโหม และท้ายสุดในปี
2554 เป็น ผอ.สำนักงบประมาณกลาโหม ปัจจุบันเป็นประธานกรรมการติดตาม ตรวจสอบ
และประเมินผลการดำเนินการและการบริหารงาน กสทช. หรือซูเปอร์บอร์ด กสทช. ว่ากันว่า
 เป็นแคนดิเดตตำแหน่งประธาน ป.ป.ช.
            ทั้งหมดคือประวัติของ 5 กรรมการป.ป.ช.คนใหม่ ซึ่งคงจะการันตีคุณภาพกันได้
อย่างไรก็ตามคงต้องดูกันยาวๆ เพราะมีเวลาอีก 9 ปี ที่จะพิสูจน์ผลงานว่าจะมีฝีมือในการ
ปราบโกงได้มากน้อยแค่ไหน และจัดการคดีต่างๆ ด้วยความเป็นกลาง เพื่อป้องกันข้อครหา
รับ "ใบสั่ง” เพราะคดีที่ ป.ป.ช.ทำอยู่ที่เป็นคดีใหญ่ล้วนเกี่ยวข้องกับนักการเมืองเกือบทั้งสิ้น
 โดยขณะนี้รอเพียงการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งอย่างเป็นทางการก่อนที่จะเข้าไปปฏิบัติหน้าที่
อย่างเต็มตัว โดยกรรมการ ป.ป.ช.ป้ายแดงทั้ง 5 คน จะไปรวมกับกรรมการ ป.ป.ช.เดิม
4 คน ครบจำนวนกรรมการ ป.ป.ช. 9 คน
พล.อ.บุญวัจน์ เครือหงษ์
            “คงต้องจัดลำดับความเร่งด่วนคดี งานไหนมีผลกระทบในวงกว้างกับประชาชน
 ทำให้เกิดความเสียหาย ต้องถือว่าเป็นเรื่องที่ต้องทำก่อน นอกจากนี้ในเรื่องของการทำฐาน
ข้อมูลกลาง เพื่อให้กรรมการป.ป.ช.ทุกคนได้รับทราบเพื่อให้ตัดสินใจว่าจะทำอย่างไรต่อไป
เพราะ ป.ป.ช.ต้องทำงานเป็นทีม อย่างไรก็ตามไม่หนักใจกับการทำหน้าที่ เพราะนายกฯ
ย้ำให้ทุกฝ่ายทำตามกฎหมาย ยึดกฎหมายเป็นหลัก ผิดก็ว่าไปตามผิด ถูกก็ว่าไปตามถูก
เพราะทุกคนอยู่ภายใต้กฎหมาย ใช้ดุลพินิจไม่ได้ ส่วนที่มีกระแสข่าวว่า เป็นแคนดิเดตประธาน
 ป.ป.ช.คนใหม่นั้น ไม่ทราบ อยู่ที่ ป.ป.ช.ทั้งหมด”



นายสุรศักดิ์ คีรีวิเชียร

            “ผมทำงานเกี่ยวกับกฎหมายมากว่า 30-40 ปี ดูสำนวนคดีความมามากมาย ซึ่งการ
ทำงานต้องดูสำนวนคดีความทำอย่างไรให้มีประสิทธิภาพ สร้างความเชื่อถือ สร้างการยอมรับ
ของสาธารณชน มองว่า ระบบการบริหารสำนวนคดีความต่างๆ มีความสำคัญ บางคดีก็ถูกวิพากษ์
วิจารณ์จากภายนอก ดังนั้นต้องทำให้มีประสิทธิภาพ โดยคดีต่างๆ ที่ ป.ป.ช.รับมาทำนั้นมา
จากประชาชนที่ยื่นเรื่องต่อ ป.ป.ช. บางเรื่อง ส.ส.-ส.ว.ลงชื่อยื่นเรื่องผ่านประธานวุฒิสภา
หรือสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เพื่อส่งต่อให้ป.ป.ช.ดำเนินการไต่สวน และชี้มูล และ
 ป.ป.ช.เองก็มีอำนาจมีเหตุอันควร ที่จะหยิบเรื่องใดเรื่องหนึ่งขึ้นมาทำเองก็ได้ ซึ่งขณะนี้
ป.ป.ช.มีคดีที่ต้องทำจำนวนมาก บางคดีก็เป็นที่สนใจของสาธารณชน ภารกิจของ ป.ป.ช.
ไม่น่าหนักใจเท่าไร แต่การทำให้ประชาชนยอมรับการทำงานของ ป.ป.ช.เป็นเรื่องที่สำคัญ
มากเหมือนกับผู้บริโภคกับผู้ประกอบการ เมื่อมีผลิตภัณฑ์ออกมา ผู้บริโภคพอใจ ก็ถือว่าดี
แต่การให้ทุกคนพอใจทั้งหมดคงเป็นไปไม่ได้ ได้ 90 เปอร์เซ็นต์จาก 100 เปอร์เซ็นต์ก็ถือ
ว่าดีที่สุดแล้ว”


            “หลังจาก ป.ป.ช.เข้าไปปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มตัวแล้วคงต้องสะสางคดีต่างๆ
ที่มีอยู่ในมือเป็นหมื่นกว่าเรื่อง โดยเฉพาะคดีใหญ่ๆ ที่ประชาชนให้ความสนใจ ไม่มีเวลา
ที่จะดื่มน้ำผึ้งพระจันทร์อีกแล้ว ซึ่งป.ป.ช.ทั้ง 9 คน ต้องสร้างผลงานให้เป็นที่ประจักษ์ 
ไต่สวน ชี้มูลคดีต่างๆ ด้วยความเป็นธรรม ไม่เข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ทั้งนี้ เพื่อสร้างความ
เชื่อมั่นและเชื่อถือจากทุกฝ่ายกลับมา”



รายชื่อ 9 กรรมการ ป.ป.ช.



ณรงค์ รัฐอมฤต



สุภา ปิยะจิตติ



พล.ต.อ.สถาพร หลาวทอง



ปรีชา เลิศกมลมาศ



วิทยา อาคมพิทักษ์



สุวณา สุวรรณจูฑะ



พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ



สุรศักดิ์ คีรีวิเชียร



พล.อ.บุณยวัจน์ เครือหงส์

กฎหมาย ป.ป.ช. ยุคใหม่ #1 หวังสร้างองค์กร “เทวดา”

กฎหมาย ป.ป.ช. ยุคใหม่ #1 หวังสร้างองค์กร “เทวดา”



21 กรกฎาคม 2561 ราชกิจจานุเบกษาประกาศใช้ พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต หรือ พ.ร.ป.ป.ป.ช. ฉบับใหม่ ที่จะเป็นกฎหมายหลักเกี่ยวกับการปราบการทุจริตคอร์รัปชั่นของประเทศไทย กฎหมายนี้มีคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) เป็นผู้ยกร่าง ก่อนผ่านความเห็นชอบจากสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ถือเป็นหนึ่งในกฎหมายลูกสิบฉบับที่ต้องออกตามรัฐธรรมนูญ 2560
 
กฎหมาย ป.ป.ช. ฉบับเดิมปี 2542 เคยถูกแก้ไขเมื่อปี 2550 ต่อมาแก้ไขครั้งใหญ่เมื่อปี 2554 แก้ไขอีกสองครั้งในยุคของ สนช. ชุดนี้ และแก้ไขโดยประกาศคณะรัฐประหารมาแล้วถึงสามฉบับ แสดงให้เห็นถึงความพยายามของแต่ละยุคสมัยที่จะเพิ่มเครื่องมือเพื่อปราบคอร์รัปชั่นให้สำเร็จ แต่กฎหมายเดิมก็ยังทำงานได้ไม่เป็นที่ถูกใจ พ.ร.ป.ป.ป.ช. ฉบับปี 2561 นี้จึงยกเลิกระบบเก่าทั้งหมดเลย และวางโครงสร้างองค์กร ป.ป.ช. พร้อมอำนาจหน้าที่ขึ้นชนิดที่เรียกได้ว่า “ยกเครื่องใหม่ทั้งหมด”
 
กฎหมายเดิมมี 133 มาตรา กฎหมายใหม่มี 200 มาตรา การแบ่งหมวดและการเรียงลำดับแตกต่างกันมาก หากพิจารณาทั้งฉบับแล้วจะพบว่า ผู้ร่างพ.ร.ป.ป.ป.ช. ฉบับนี้ ได้วาดภาพฝันองค์กรนี้ขึ้นใหม่ โดยการ:

 
 
เพิ่มคุณสมบัติกรรมการ ป.ป.ช.ให้สูงขึ้น
 
พ.ร.ป.ป.ป.ช. ฉบับใหม่ ในมาตรา 10 เพิ่มเงื่อนไขว่า ผู้ที่จะมาเป็นนั่งในคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ต้องจบการศึกษาไม่ต่ำกว่าปริญญาตรี ต้องมีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ ต้องมีสุขภาพที่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ แม้ข้อกำหนดเรื่องอายุขั้นต่ำจะอยู่ที่ 45 ปี เหมือนกฎหมายเดิม แต่เพิ่มข้อกำหนดอายุขั้นสูงห้ามไม่ให้เกิน 70 ปี
 
ในมาตรา 9 เพิ่มประสบการณ์ของกรรมการ ป.ป.ช. ให้สูงขึ้น เช่น ต้องเคยรับราชการในตำแหน่งไม่ต่ำกว่าอธิบดีไม่น้อยกว่าห้าปี จากเดิมไม่ได้กำหนดระยะเวลา ต้องเป็นศาสตราจารย์ของมหาวิทยาลัยในประเทศไทยไม่น้อยกว่าห้าปี และต้องมีผลงานทางวิชาการเป็นที่ประจักษ์ จากเดิมกำหนดแค่ต้องเคยเป็นศาสตราจารย์เท่านั้น
 
กฎหมายใหม่ยังเปิดช่องให้ ผู้เคยเป็นผู้บริหารสูงสุดของบริษัทมหาชนไม่น้อยกว่าสิบปี หรือเคยดำรงตำแหน่งบริหารสูงสุดของรัฐวิสาหกิจไม่น้อยกว่าห้าปี เป็นกรรมการ ป.ป.ช. ได้ ซึ่งกฎหมายเดิมไม่ยอมรับตำแหน่งเหล่านี้ ขณะที่กฎหมายเดิมเปิดช่องให้ผู้ที่เคยเป็นรัฐมนตรี ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ กรรมการองค์กรอิสระอื่น มาเป็นกรรมการ ป.ป.ช.ได้ แต่กฎหมายใหม่ห้ามไม่ให้ผู้เคยทำงานในองค์กรอิสระอื่นๆ มารับตำแหน่ง ป.ป.ช.
 
กฎหมายเดิมยังเปิดช่องสำหรับผู้แทนองค์การพัฒนาเอกชน หรือ เอ็นจีโอ ที่ทำงานมาไม่น้อยกว่าสามสิบปี และองค์กรนั้นเสนอชื่อ แต่กฎหมายใหม่ไม่มีโอกาสให้คนจากสายเอ็นจีโอมาเป็นกรรมการ ป.ป.ช. ได้
 
 
คุณสมบัติตามกฎหมายปี 2542 และฉบับแก้ไข คุณสมบัติตามกฎหมายปี 2561
เคยรับราชการในตำแหน่งไม่ต่ำกว่าอธิบดีเคยรับราชการในตำแหน่งไม่ต่ำกว่าอธิบดี ไม่น้อยกว่าห้าปี
เคยรับราชการในตำแหน่งไม่ต่ำกว่าหัวหน้าศาลชั้นต้นเคยเป็นอธิบดีผู้พิพากษา อธิบดีศาลปกครองชั้นต้น ไม่น้อยกว่าห้าปี 
เคยเป็นตุลาการพระธรรมนูญในศาลทหารสูงสุดเคยเป็นตุลาการพระธรรมนูญหัวหน้าศาลทหารกลาง ไม่น้อยกว่าห้าปี
เคยรับราชการในตำแหน่งไม่ต่ำกว่ารองอัยการสูงสุดเคยรับราชการในตำแหน่งไม่ต่ำกว่าอธิบดีอัยการ ไม่น้อยกว่าห้าปี
เคยดำรงตำแหน่งไม่ต่ำกว่าศาสตราจารย์เคยดํารงตําแหน่งศาสตราจารย์
ของมหาวิทยาลัยในประเทศไทย ไม่น้อยกว่าห้าปี
และมีผลงานทางวิชาการเป็นที่ประจักษ์
เคยเป็นรัฐมนตรี
รัฐมนตรี
มาเป็นกรรมการป.ป.ช. ไม่ได้
เคยทำงานองค์กรพัฒนาเอกชน ไม่น้อยกว่า 30 ปี
และได้รับการเสนอชื่อจากองค์กรนั้น
คนทำงานองค์กรพัฒนาเอกชน
มาเป็นกรรมการป.ป.ช. ไม่ได้
เคยเป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ หรือกรรมการองค์กรอิสระอื่น
ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ หรือกรรมการองค์กรอิสระอื่น
X ต้องห้าม ไม่ให้เป็นกรรมการ ป.ป.ช. X
เคยเป็นทนายความ ไม่น้อยกว่า 30 ปี
และได้รับการเสนอชื่อจากองค์กรวิชาชีพ
เคยประกอบวิชาชีพสม่ำเสมอ ไม่น้อยกว่า 20 ปี
และได้รับการเสนอชื่อจากองค์กรวิชาชีพ
ผู้บริหารรัฐวิสาหกิจ
มาเป็นกรรมการป.ป.ช. ไม่ได้
เคยเป็นผู้ดํารงตําแหน่งผู้บริหารสูงสุดของรัฐวิสาหกิจ ไม่น้อยกว่าห้าปี
ผู้บริหารบริษัทมหาชน
มาเป็นกรรมการป.ป.ช. ไม่ได้
เคยเป็นผู้บริหารระดับสูงของบริษัทมหาชนจํากัด ไม่น้อยกว่าสิบปี
 
 
เพิ่มเงื่อนไขคุณสมบัติต้องห้าม
 
พ.ร.ป.ป.ป.ช. ฉบับใหม่ กำหนดคุณสมบัติต้องห้ามของกรรมการอป.ป.ช. ไว้ในมาตรา 11 รวมถึง 24 ประการ นอกจากคุณสมบัติทั่วไป เช่น ไม่เป็นพระภิกษุ ไม่ติดยาเสพติด ไม่เคยถูกไล่ออกเพราะทุจริต ฯลฯ ที่เขียนเหมือนกับกฎหมายเดิมแล้ว ยังเพิ่มลักษณะต้องห้ามอีกหลายประการ เช่น
 
1. ต้องไม่เคยเป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ หรือองค์กรอิสระอื่น
 
2. ต้องไม่เป็นเจ้าของ หรือผู้ถือหุ้นในกิจการสื่อมวลชน
 
3. ต้องไม่เคยกระทำความผิดเกี่ยวกับทรัพย์ ความผิดการฉ้อโกงประชาชน ความผิดฐานเป็นผู้ผลิต หรือผู้ค้ายาเสพติด ความผิดฐานเป็นเจ้ามือการพนัน ความผิดฐานค้ามนุษญ์ และความผิดฐานฟอกเงิน
 
4. ต้องไม่เคยทุจริตในการเลือกตั้ง
 
5. ต้องไม่เคยรับโทษจำคุกโดยคำพิพากษาถึงที่สุดมาก่อนเลย เว้นแต่ความผิดที่ได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ ซึ่งตามกฎหมายเดิมหากพ้นโทษมาเกินห้าปีแล้วก็สามารถเป็นกรรมการ ป.ป.ช. ได้
 
6. ต้องไม่เคยเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) สมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) ข้าราชการการเมือง หรือสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น ในระยะสิบปี ซึ่งตามกฎหมายเดิมหากพ้นจากตำแหน่งเดิมแล้วก็สามารถเป็นกรรมการ ป.ป.ช. ได้ทันที
 
7. ต้องไม่เคยเป็นสมาชิกพรรคการเมือง ในระยะสิบปี ซึ่งกฎหมายเดิมกำหนดระยะเวลาแค่สามปี
 
8. ต้องไม่มีพฤติการณ์ฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง รวมทั้งไม่เคยแปรญัตติกฎหมายให้ตัวเองมีส่วนใช้งบประมาณ
 
ฯลฯ
 
 
 
ใช้ถ้อยคำบรรยาย คุณสมบัติสวยหรูไว้ในกฎหมาย
 
นอกจาก พ.ร.ป.ป.ป.ช. ฉบับใหม่ จะกำหนดคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามไว้ชัดเจนแล้ว ยังใช้คำบรรยายพรรณาถึงคุณสมบัติผู้ที่จะมานั่งเป็นกรรมการ ป.ป.ช. ไว้อย่างสวยหรูหลายแห่ง ตัวอย่างเช่น
 
มาตรา 13 เขียนไว้ว่า
 
“...ในการสรรหากรรมการ ให้คณะกรรมการสรรหาปรึกษาหารือเพื่อคัดสรรให้ได้บุคคลซึ่งมีความรับผิดชอบสูง มีความกล้าหาญในการปฏิบัติหน้าที่ มีพฤติกรรมทางจริยธรรมเป็นตัวอย่างที่ดีของสังคม รวมตลอดทั้งมีทัศนคติที่เหมาะสมในการปฏิบัติหน้าที่ให้เกิดผลสําเร็จ....”
 
มาตรา 25 เขียนไว้ว่า
 
“...การปฏิบัติหน้าที่และการใช้อํานาจของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ต้องเป็นไปโดยสุจริต เที่ยงธรรม กล้าหาญ และปราศจากอคติทั้งปวงในการใช้ดุลพินิจ และปฏิบัติตนให้ถูกต้องตามมาตรฐานทางจริยธรรม...”
 
 
 
ระดับเจ้าหน้าที่ ป.ป.ช. ก็ต้องคุณสมบัติสูงขึ้น
 
พ.ร.ป.ป.ป.ช. ฉบับใหม่ ไม่เพียงคาดหวังแต่จากตัวกรรมการเก้าคนเท่านั้น แต่ยังคาดหวังความเป็นองค์กร “เทวดา” จากระดับเจ้าหน้าที่ด้วย โดยมาตรา 146 กำหนดให้ข้าราชการสำนักงาน สาขากระบวนการยุติธรรม ต้องสำเร็จปริญญาโททางกฎหมายขึ้นหรือ หรือสอบได้เป็นเนติบัญฑิต หรือหากจบปริญญาตรีทางกฎหมายก็ต้องจบปริญญาสาขาอื่นด้วย
 
สำหรับตำแหน่งเลขาธิการ ที่จะเป็นผู้บังคับบัญชาข้าราชการและลูกจ้างทั้งหมด ให้ผ่านการเสนอเรื่องต่อนายกรัฐมนตรีเพื่อกราบบังคมทูลเพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งด้วย โดยมีมาตรา 149 เขียนบรรยายคุณสมบัติไว้ว่า
 
“....เลขาธิการต้องเป็นผู้มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ ปฏิบัติหน้าที่และใช้อํานาจโดยสุจริต เที่ยงธรรม กล้าหาญ เป็นกลาง มีจริยธรรมที่ดี และปราศจากอคติทั้งปวง และมีคุณวุฒิประสบการณ์ และความเชี่ยวชาญอันจะเป็นประโยชน์แก่การปฏิบัติงานของสํานักงานตามที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. กําหนด...”
 
 
 
วางกลไกแน่นหนา ประชาชน 20,000 เข้าชื่อตรวจสอบกรรมการ ป.ป.ช. ได้
 
พ.ร.ป.ป.ป.ช. ฉบับใหม่ ถึงกับเขียนแยกไว้เป็น หมวดที่ 1 ส่วนที่ 3 ว่าด้วยเรื่องการตรวจสอบการทำงานของกรรมการ ป.ป.ช. โดยมีมาตรา 43 กำหนดให้กรรมการ ป.ป.ช.ทุกคน มีหน้าที่ต้องยื่นบัญชีทรัพยสินและหนี้สินต่อประธานวุฒิสภา ซึ่งเป็นหน้าที่เช่นเดียวกับตามกฎหมายเดิม แต่ส่วนที่เพิ่มเติม คือ ให้ประธานวุฒิสภามีอำนาจแต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สินและหนี้สินอีกชุดหนึ่ง ขึ้นมาทำการตรวจสอบเบื้องต้นก่อนได้  
 
กรณีที่กรรมการ ป.ป.ช. มีพฤติการณ์ร่ำรวยผิดปกติ หรือทุจริตต่อหน้าที่เสียเอง มาตรา 45 กำหนดให้สมาชิกรัฐสภาจำนวนหนึ่งในห้าของสมาชิกที่มีอยู่ หรือประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง 20,000 คนสามารถเข้าชื่อกันยื่นต่อประธานรัฐสภาได้ หากประธานรัฐสภาเห็นว่ามีเหตุอันควรสงสัย ก็ให้เสนอเรื่องไปยังประธานศาลฎีกาเพื่อตั้งคณะผู้ไต่สวนอิสระขึ้นสอบสวนกรณีนี้ ซึ่งเป็นกลไกพิเศษที่กำหนดไว้ในกฎหมายว่าด้วยศาลฎีกาแผนกคดีอาญาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง โดยเฉพาะสำหรับกรณีกรรมการ ป.ป.ช. เป็นผู้ถูกกล่าวหา
 
กลไกการเอาผิดและถอดถอนกรรมการ ป.ป.ช. นั้น แตกต่างจากระบบเดิม เพราะกฎหมายเดิมวางกลไกแยกเป็นสองกรณี กรณีที่หนึ่ง หากกรรมการ ป.ป.ช. มีพฤติการณ์เสื่อมเสีย สมาชิกรัฐสภาจำนวนหนึ่งในสี่ หรือประชาชน 20,000 คนสามารถเข้าชื่อกันยื่นเรื่องต่อประธานวุฒิสภา เพื่อให้วุฒิสภาลงมติด้วยเสียงสามในสี่เพื่อถอดถอนออกจากตำแหน่ง กรณีที่สอง คือ หากกรรมการ ป.ป.ช. ร่ำรวยผิดปกติ หรือทุจริตต่อหน้าที่เสียเอง สมาชิกรัฐสภาจำนวนหนึ่งในห้า สามารถเข้าชื่อยื่นต่อประธานวุฒิสภา เพื่อให้ส่งเรื่องไปยังศาลฎีกาแผนกคดีอาญาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้
 
โดยสรุป คือ พ.ร.ป.ป.ป.ช. ฉบับใหม่ ยกเลิกกลไกการถอดถอนโดยวุฒิสภาในกรณีที่หนึ่งออกไปเลย เหลือเพียงการเอาผิดโดยกระบวนการศาลในกรณีที่สอง แต่สร้างระบบใหม่ คือ "คณะผู้ไต่สวนอิสระ" ขึ้นมา และขณะที่รัฐธรรมนูญ 2560 ยกเลิกสิทธิของประชาชนที่จะเข้าชื่อกันเพื่อให้ถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองตำแหน่งอื่นไปแล้ว แต่ยังให้ประชาชนมีช่องทางมีส่วนร่วมตรวจสอบกรรมการ ป.ป.ช. ได้อยู่อีกองค์กรหนึ่ง
 
 
 
เจ้าหน้าที่ ป.ป.ช. ก็ต้องยื่นบัญชีทรัพย์สิน "ขาดความเที่ยงธรรม" รับโทษสองเท่า
 
สำหรับเจ้าหน้าที่ระดับปฏิบัติ พ.ร.ป.ป.ป.ช. มาตรา 158 กำหนดให้เจ้าหน้าที่ตั้งแต่ระดับผู้อำนวยการกองขึ้นไป พนักงานไต่สวน และเจ้าหน้าที่ที่มีหน้าที่เกี่ยวกับการตรวจสอบทรัพย์สินและหนี้สิน ต้องยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินของตนเอง ต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. เพื่อตรวจสอบ เพื่อให้เกิดธรรมาภิบาลและเป็นการป้องกันการขัดกันแห่งผลประโยชน์ หากเจ้าหน้าที่ร่ำรวยผิดปกติ มาตรา 159 กำหนดให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. ดำเนินการไต่สวน หรือตั้งคณะกรรมการไต่สวน ให้เสร็จภายใน 60 วัน
 
นอกจากนี้ มาตรา 144(2) ก็กำหนดให้คณะกรรมการมีอำนาจจัดทำมาตรฐานทางจริยธรรมสำหรับเจ้าหน้าที่ขึ้นมาโดยเฉพาะ โดยต้องระบุด้วยว่า หากเจ้าหน้าที่ฝ่าฝืนจะต้องได้รับโทษอย่างไร และมาตรา 147 กำหนดให้กรณีที่มีเหตุควรสงสัยว่าเจ้าหน้าที่ ป.ป.ช. กระทำการไม่สุจริต ให้ดำเนินการทางวินัยโดยเร็ว และให้กรรมการ ป.ป.ช. ย้ายผู้นั้นจากตำแหน่งหน้าที่ทันที
 
ในกรณีที่กรรมการ หรือเจ้าหน้าที่ ป.ป.ช. กระทำความผิดฐานทุจริตเสียเอง มาตรา 183 กำหนดให้ต้องรับโทษเป็นสองเท่าของความผิดนั้นๆ ซึ่งการเพิ่มโทษนี้เป็นหลักการเดียวกับกฎหมายเดิม แต่ส่วนที่เพิ่มมา คือ หลักการที่เขียนไว้กว้างๆ ว่า ในกรณีที่กรรมการและเจ้าหน้าที่ปฏิบัติหน้าที่โดยขาดความเที่ยงธรรมให้ถือว่าเป็นการกระทําความผิดต่อตําแหน่งหน้าที่ราชการ ซึ่ง “ขาดความเที่ยงธรรม” จะตีความอย่างไรยังไม่ปรากฏชัด
 
กฎหมายนี้ยังกำหนดให้สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน เป็นผู้มีหน้าที่ตรวจสอบบัญชีของสำนักงาน ป.ป.ช. และตรวจสอบรายงานของกองทุน ป.ป.ช. ด้วย