PR

@@ในความเคลื่อนไหวของสถานการณ์ที่ปรากฎเป็น"ข่าว"และ"ไม่เป็นข่าว"พยายามสแกนย่นย่อมานำเสนอและเป็นไว้เป็นฐานข้อมูลสังเคราะห์สถานการณ์ ที่นี่ "ข่าวที่ไม่เป็นข่าว"
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เกาะเลือกตั้ง62 แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เกาะเลือกตั้ง62 แสดงบทความทั้งหมด

วันอาทิตย์ที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561

ในห้วงแห่งความ ‘ระส่ำ’

ยังไม่มีปัจจัย “เลื่อน” เลือกตั้ง

ไม่ใช่แค่แกนนำ คสช.หัวขบวนอำนาจพิเศษต้องคอยยืนยัน ย้ำโรดแม็ปเลือกตั้ง

ที่ปักธงไว้วันที่ 24 ก.พ.2562 ล่าสุดเป็นคิวของนายอิทธิพร บุญประคอง ประธาน กกต.ต้องช่วยสำทับโปรแกรม
หลังจากที่ตัวแทนพรรคเล็ก ในนามสหพรรคยื่นหนังสือถึง กกต.ขอให้เลื่อนเลือกตั้ง

อ่านท่าที “อำนาจพิเศษ” ก็พร้อมจะปล่อยมือ ขณะที่ “กรรมการ” เตรียมไปรอคุมเกมในสนาม ส่วนผู้เล่นทีมใหญ่เร่งวอร์มเครื่องจัดทัพก่อนออกสตาร์ตกันแล้ว จะมีก็เพียงพรรคเล็กพรรคน้อยคอยกระตุกคิว

สัญญาณเดิมยังไม่เปลี่ยนแปลง เว้นแต่เกิดเหตุฉุกเฉิน นั่นก็อีกเรื่องหนึ่ง

เอาเป็นว่า สแกนคลื่นความถี่ ณ ห้วงนี้ คงต้องจับตาไปที่ป้อมค่ายการเมือง ที่เริ่มได้บทสรุปชัด ใครจะอยู่สังกัดใด ตามเงื่อนไขกติกา ต้องสังกัดพรรคให้ครบ 90 วัน เส้นตาย 26 พ.ย.นี้ ต้องเข้าค่ายตีตราให้เสร็จ

ล่าสุด ค่ายเอสเอ็มอีอย่างชาติพัฒนา ที่ถึงคิวคนรุ่นต่อไป ถึงแม้หน้าอาจไม่ใหม่ทางการเมือง แต่แนวคิดแนวทางเข้ายุคสมัย “เทวัญ ลิปตพัลลภ” ขึ้นแท่นหัวหน้าพรรค “ดล เหตระกูล” นั่งเลขาธิการพรรค

ส่วน “สุวัจน์ ลิปตพัลลภ” ฉีกตัวไปประคองน้องชายที่รับไม้ต่อ

พรรคชาติพัฒนามารอบนี้ ชูสโลแกนประจำค่าย ที่หยิบยืมวาทกรรมติดปาก “น้าชาติ” พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ อดีตนายกฯผู้ล่วงลับ มาใช้เข้าจังหวะบ้านเมือง ตามสไตล์ของพรรค

“โนพรอบเบลม” ชาติพัฒนา ไม่มีปัญหากับใคร

พรรคการเมือง “สายกลาง” ยืดหยุ่นสูง สเปกตัวแปรชั้นดี

ที่แน่นอน งานนี้คำว่าโคราช กับพรรคชาติพัฒนาถูกท้าทายหนักเหมือนทุกครั้ง รอบนี้ถ้าสแกนรายชื่อ ต้องจับตา 2 รองหัวหน้าพรรค “พงษ์ศิริ กุสุมภ์” อดีต ส.ว.นครราชสีมา “ธงชัย ลืออดุลย์” อดีตพ่อเมืองโคราชชาติพัฒนาโชว์ไต๋เด็ดสู้โปรแกรมเดือด รักษาฐาน

แต่ที่ยังแกว่งอยู่ น่าจะเป็นเครือข่ายที่เคยร่วมงานในร่มเงานายใหญ่ ที่เหลือ 2 ค่ายหลัก เพื่อไทย–ไทยรักษาชาติ ที่ “2 เจ๊” ไล่เช็กชื่อยื้อแย่งชิงตัว ชนิดต่อสายตรงถึงลูกทีมรายคน จนกระอักกระอ่วนไปตามกัน

สถานการณ์ไม่สู้ดี จน “ทักษิณ ชินวัตร” อดีตผู้นำ ต้องเคลื่อนฐานมาที่สิงคโปร์

เร่งเขย่าสูตร เบรกศึกเจ๊ๆก่อนพังพาบทั้งขบวน

ไม่รวมลูกทีมที่ทยอยแหกค่าย ล่าสุดมีร่องรอยไม่ปกติ

ป้อมค่าย จ.กำแพงเพชร กำลังถูกทลาย

โดยลอตนี้ “วราเทพ รัตนากร” อดีตรัฐมนตรีตั้งแต่รัฐบาลไทยรักไทย จ่อนำลูกทัพเมืองชากังราว ทั้ง พ.ต.ท.ไวพจน์ อาภรณ์รัตน์–อนันต์ ผลอำนวย–ไผ่ ลิกค์–ปริญญา ฤกษ์หร่าย

จ่อไปเปิดตัวกับพลังประชารัฐ

สะเทือนเลื่อนลั่น แรงสั่นไหวกระแทกขั้วนายใหญ่หลายแมกนิจูด

ยังไม่รวมร่องรอยแปลกๆจากเมืองเชียงใหม่ กับทายาท “เตริยาภิรมย์” ของ “นายบุญทรง เตริยาภิรมย์” อดีต รมว.พาณิชย์ อาจโยกตามไปด้วย

โดยโยงไปกับปมจำนำข้าวที่ “บุญทรง” ถูกจำคุก ในจังหวะอดีตผู้นำหญิงเผ่น–เบี้ยวแผน

“เจ็บ” และ “จุก” อาจถึงเวลาทางใครทางมัน “จัดคืน”

แต่ที่ฮือฮา ในส่วนของ “วราเทพ” ถือเป็นขุมกำลังเกรด “เอบวก” มืองานสมัยรัฐบาลไทยรักไทย ระดับ “สายตรง” จนกระทั่งยุคเพื่อไทย ได้ชื่อว่าขุนพลเอกอยู่ในซุ้ม “วังบัวบาน” ของ “เจ๊แดง” เยาวภา วงศ์สวัสดิ์

เมื่อสายลมของการเปลี่ยนแปลงมาถึง หลังผ่านศึกเหนือเสือใต้ ร่วมทุกข์สุขมากับสังกัดเก่า ชนิดปักหลักอยู่แนวหน้า เผชิญกับความสุ่มเสี่ยง กระทั่งเรื่องการสูญสิ้นอิสรภาพมาแล้ว

คำว่า “บุญคุณ” อย่างไรก็คงทดแทนกันไม่มีวันจบ

ขณะที่ชีวิตจริง มีหลายปัจจัยทำให้ต้อง “ตัดสินใจ”

วาระร้อน “วราเทพ” และลูกทีมขยับย้ายค่าย กลายเป็นปัจจัยพลิกผันครั้งสำคัญ ที่ทำ “เพื่อไทย” ระส่ำ

“เจ้าแม่วังบัวบาน” ซวนเซหนัก “ทักษิณ” นั่งไม่ติด.

ทีมข่าวการเมือง

วันศุกร์ที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561

"สุชาติ"นำทีมกลุ่มบ้านริมน้ำ-"อัศวเหม"ซบ พปชร.

"สุชาติ"นำทีมกลุ่มบ้านริมน้ำ-"อัศวเหม"ซบ พปชร.

  • วันที่ 23 พ.ย. 2561 เวลา 13:34 น.


"สุชาติ ตันเจริญ" พาลูกชาย-นักการเมืองท้องถิ่นฉะเชิงเทราสมัครสมาชิก "พปชร." ยอมรับ "วราเทพ"เตรียมซบ ชี้ หนุน "ประยุทธ์" เป็นนายกฯต่อ ขณะที่ "อัศวเหม"กลุ่มสมุทรปราการก้าวหน้า ก็มา
เมื่อวันที่ 23 พ.ย. นายสุชาติ ตันเจริญ อดีตรองประธานสภาผู้แทนราษฎร อดีต ส.ส.ฉะเชิงเทรา พรรคภูมิใจไทย และแกนนำกลุ่มบ้านริมน้ำ นำนายศักดิ์ชาย ตันเจริญ รองประธานสภาจังหวัดฉะเชิงเทรา ซึ่งเป็นบุตรชาย และกลุ่มบ้านริมน้ำ รวมทั้งอดีตนักการเมืองท้องถิ่นกว่า 30 คนเข้าสมัครเป็นสมาชิกพรรคพลังประชารัฐ
          นายสุชาติ กล่าวภายสมัครสมาชิกว่า ต้องการยึดอำนาจคืนจากเผด็จการและกลับสู่ประชาธิปไตยด้วยการเลือกตั้ง เพราะหากวันนี้ยังไม่เริ่มจัดตั้งพรรคการเมือง การเลือกตั้งก็จะไม่เกิดขึ้น ดังนั้น ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มของนายสมศักดิ์ เทพสุทิน หรือกลุ่มของตนเองก็จะร่วมกันทำพรรคการเมืองเพื่อให้การเลือกตั้งเกิดขึ้นโดยเร็ว และหลังจากนี้จะไม่มีการพูดว่าฝ่ายไหนคือเผด็จการและฝ่ายไหนคือประชาธิปไตย เพราะจะมีแต่ฝ่ายประชาธิปไตยเพียงอย่างเดียว ทั้งนี้ ยืนยันว่า การเข้ามาร่วมพรรคพลังประชารัฐไม่มีการต่อรองเรื่องผลประโยชน์ เพราะส่วนตัวไม่ได้ถูกดำเนินคดีทางการเมือง และทราบว่านายวราเทพ รัตนากร อดีต รมช.คลัง ก็จะมาสมัครเป็นสมาชิกพรรคพลังประชารัฐด้วย ซึ่งส่วนตัวได้พูดคุยกับนายวราเทพแล้ว แต่ไม่ได้เป็นผู้ติดต่อให้มาร่วมงานพรรคนี้   ส่วนโอกาสที่พรรคภูมิใจไทยจะรวมกับพรรคพลังประชารัฐในอนาคต นายสุชาติ กล่าวว่า เป็นเพื่อนกันอยู่แล้ว สามารถพูดคุยกันได้
ทั้งนี้ นายสุชาติ ยังกล่าวถึงบุคคลที่เหมาะสมจะถูกเสนอชื่อให้เป็นนายกรัฐมนตรีของพรรคว่า จะเป็นทหารหรือพลเรือนถือเป็นอำนาจการพิจารณาของคณะกรรมการบริหารพรรค แต่หากเป็นทหาร หรือ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ยิ่งดีเข้าไปใหญ่ เพราะเมื่อเข้ามาสู่สนามเลือกตั้งแล้ว ประชาชนจะเป็นผู้ตัดสินว่าจะเลือกหรือไม่

ส่วนการคาดหวังว่าที่นั่ง ส.ส.ของพรรคพลังประชารัฐ นายสุชาติ เห็นว่า ทุกคนที่ลงสมัครรับเลือกตั้งก็อยากได้รับชัยชนะ แต่ก็ขึ้นอยู่กับประชาชนเป็นผู้ตัดสิน ซึ่งวันนับคะแนนก็จะได้รู้ผล ทั้งนี้ยอมรับว่าได้ชักชวนนายคชาภา ตันเจริญ หรือมดดำ บุตรชายคนโตมาช่วยงานการเมืองหลายครั้งแล้ว แต่ก็ไม่ทราบว่าระหว่างพ่อบังคับกับ นายพานทอง แท้ชินวัตร บุตรชาย นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี บังคับใครจะชนะ ส่วนนายศักดิ์ชาย บุตรชายคนเล็กที่สมัครเป็นสมาชิกพรรคก็อาจจะลงสมัครรับเลือกตั้ง แต่ขอดูสถานการณ์อีกสักระยะก่อน

นายสุชาติ ยังระบุด้วยว่า พรรคพลังประชารัฐมีกระแสตอบรับที่ดีมาก เพราะสมาชิกส่วนใหญ่เป็นคนธรรมดา มีอดีตข้าราชการบ้าง แต่แทบไม่มีทหารเลย ที่สำคัญเหตุผลที่ตัวเองเข้าร่วม เพราะจังหวัดตนเองอยู่ในภาคตะวันออก จะต่อเนื่องกับการที่รัฐบาลมีนโยบายเรื่องระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (EEC) ซึ่งมีความสำคัญกับการพัฒนาเศรษฐกิจในพื้นที่ด้วย ส่วนจะเป็นพรรคที่มีเสียงอันดับ 1 จนได้ตั้งรัฐบาลหรือไม่นั้น เห็นว่าทุกพรรคก็มีความมั่นใจ แต่สุดท้ายก็คงต้องรอดูกันต่อไป นอกจากนี้ ยังมีกลุ่มสมุทรปราการก้าวหน้านำมาโดย นายอัครวัฒน์ อัศวเหม อดีตนายก อบจ.จังหวัดสมุทรปราการ พี่ชายของนายชนม์สวัสดิ์ อัศวเหม รวมทั้งนายวรพร อัศวเหม ประธานสภาเทศบาล ตำบลบางปู นายต่อศักดิ์ อัศวเหม อดีตรองนายกเทศมนตรี นครสมุทรปราการ และนายกรุงศรีวิไล สุทินเผือก อดีต ส.ส สมุทรปราการ ก็มาเข้าสมัครเป็นสมาชิกพรรคพลังประชารัฐในวันนี้

นายอัครวัฒน์ กล่าวว่า การลงมาสมัครพรรคนี้ เพราะได้รับเสียงเรียกร้องจากท้องถิ่นให้มาร่วมงานกับพรรค เชื่อว่าพรรคนี้จะทำให้สมุทรปราการมีความเข้มแข็งมากขึ้น  เมื่อถามว่าประชาชนจะสนับสนุนการสังกัดพรรคนี้หรือไม่ นายอัครวัฒน์ระบุว่า ที่ผ่านมาได้ลงพื้นที่คุยกับผู้นำท้องถิ่นประชาชน ต่างก็มั่นใจว่าพรรคนี้จะทำให้จังหวัดเข้มแข็ง และการมาสมัครเป็นสมาชิกไม่ได้มีเงื่อนไขต่อรองในคดีของนายชนม์สวัสดิ์ แต่เป็นความต้องการของท้องถิ่นอย่างแท้จริง

ด้านนายกรุง ศรีวิไล กล่าวว่า อาจจะเป็นครั้งสุดท้ายที่จะเล่นการเมือง เพราะอายุมากแล้ว ที่ผ่านมาเห็นได้ชัดว่า ทีมงานท้องถิ่นของนายชนม์สวัสดิ์ ไม่เคยทิ้งประชาชน และมองว่า พรรคพลังประชารัฐมีความเป็นกลาง ไม่เอาเปรียบประชาชน

“บิ๊กอู๋”ลุยชลบุรี เช็คความพร้อมระบบการทำงานศูนย์บริหารแรงงานอีอีซี !!

“บิ๊กอู๋”ลุยชลบุรี เช็คความพร้อมระบบการทำงานศูนย์บริหารแรงงานอีอีซี !!
รมว.แรงงาน ลงพื้นที่ จ.ชลบุรี ตรวจสอบความพร้อมของสถานที่ ขั้นตอนการดำเนินงาน เครื่องมืออุปกรณ์ และบุคลากรที่มาปฏิบัติงาน ก่อนเปิดบริการศูนย์บริหารแรงงานอีอีซีอย่างเป็นทางการ
เมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายน 2561 พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน 
ตรวจติดตามความพร้อมศูนย์บริหารแรงงานเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC Labour Administration Centre) ณ สถาบันพัฒนาฝีมือแรงงาน 3 ชลบุรี เลขที่ 145 ตำบลหนองไม้แดง อำเภอเมือง จังหวัดชลบุรี เพื่อตรวจสอบความพร้อมในการจัดเตรียมสถานที่ ขั้นตอนการดำเนินงาน เครื่องมือ อุปกรณ์ ตลอดจนบุคลากรที่มาปฏิบัติงาน รวมทั้งความพร้อมในการให้บริการตรวจลงตราและขอใบอนุญาตทำงาน
ตามความร่วมมือกับ BOI อีกด้วย
พล.ต.อ.อดุลย์ฯ กล่าวต่อว่า ศูนย์ฯ แห่งนี้เป็นศูนย์จัดหางานและพัฒนาแรงงานอย่างเป็นระบบ ให้บริการในลักษณะวันสต๊อปเซอร์วิส เพื่อรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมในพื้นที่ EEC มีการทำงาน 5 ขั้นตอน ได้แก่ 1)รับลงทะเบียนสมัครงาน/รับแจ้งตำแหน่งงานว่าง สัมภาษณ์เพื่อทราบรายละเอียดลักษณะงานและคุณสมบัติเบื้องต้นของผู้สมัครงาน
2)แนะแนวและทดสอบความพร้อมทางอาชีพ
3)จับคู่ตำแหน่งงานที่เหมาะสม ส่งตัวผู้สมัครงานพบนายจ้าง
4)ฝึกอบรมทักษะฝีมือแรงงาน ทดสอบมาตรฐานฝีมือแรงงาน ประเมินเพื่อรับรองความรู้ความสามารถ ให้คำแนะนำสถานประกอบกิจการเรื่องสิทธิประโยชน์ตาม พ.ร.บ.ส่งเสริมการพัฒนาฝีมือแรงงาน
5)คุ้มครองแรงงานและสิทธิประโยชน์ประกันสังคม
สำหรับสถานการณ์ด้านแรงงานจังหวัดชลบุรีมีผู้อยู่ในกำลังแรงงาน 1,053,010 คน เป็นผู้มีงานทำ 1,045,522 คน ผู้ว่างงาน 7,488 คน มีสถานประกอบการ 18,003 แห่ง ในจำนวนนี้มีสถานประกอบการ 1,191 แห่ง มีความต้องการแรงงาน 15,633 อัตรา แบ่งเป็นภาคอุตสาหกรรม 9,471 อัตรา และภาคบริการ 6,152 อัตรา สำหรับจังหวัดฉะเชิงเทรามีผู้อยู่ในกำลังแรงงาน 431,844 คน เป็นผู้มีงานทำ 429,515 คน
ผู้ว่างงาน 2,329 คน มีแรงงานนอกระบบ 185,609 คน มีแรงงานต่างด้าว 53,420 คน มีสถานประกอบการ 3,202 แห่ง ในจำนวนนี้มีสถานประกอบการที่ต้องการแรงงาน 488 แห่ง ลูกจ้าง 6,073 อัตรา และจังหวัดระยองมีผู้อยู่ในกำลังแรงงาน 564,614 คน ผู้มีงานทำ 559,958 คน ผู้ว่างงาน 4,240 คน ผู้รอฤดูกาล 416 คน มีแรงงานต่างด้าว 112,091 ราย มีสถานประกอบการ 9,209 แห่ง
ขณะที่การสำรวจความต้องการแรงงานในพื้นที่อีอีซี พบว่า มีความต้องการแรงงานทั้งสิ้น 29,914 อัตรา จากสถานประกอบการที่มีความต้องการแรงงาน 2,178 แห่ง จากสถานประกอบการทั้งหมดในพื้นที่จำนวน 26,792 แห่ง ผู้ประกอบการส่วนใหญ่ต้องการแรงงานภาคอุตสาหกรรมดั้งเดิม/ภาคบริการมากที่สุด 19,096 อัตรา รองลงมาเป็นตำแหน่งงานใน 10 อุตสาหกรรมเป้าหมาย จำนวน 10,818 อัตรา เมื่อจำแนกตามประเภทงาน ได้แก่ งานการผลิตมากสุด รองลงมาเป็นงานบริการ และงานบำรุงรักษา ทั้งนี้ โดยภาพรวมสถานประกอบการในพื้นที่ยังมีความต้องการด้านการผลิตโดยใช้กำลังคนเป็นหลัก เมื่อพิจารณาความต้องการตามประเภทงานแต่ละจังหวัดนั้น พบว่า ชลบุรีต้องการแรงงานประเภทงานด้านบริการ ระยองขาดแคลนแรงงานด้านการตรวจสอบคุณภาพสินค้า และฉะเชิงเทราต้องการแรงงานประเภทงานด้านโลจิสต์ติก เป็นต้น!!

'สุชาติ' นำกลุ่มบ้านริมน้ำ 'อัศวเหม' พาทีมสมุทรปราการซบพลังประชารัฐ

23 พ.ย.61 - ที่พรรคพลังประชารัฐ(พปชร.) ตั้งแต่ช่วงเช้าได้มีการบรรดาสมาชิกกลุ่มการเมืองต่างๆทยอยเดินทางมาสมัครสมาชิก โดยกลุ่มที่น่าสนใจ กลุ่มสมุทรปราการก้าวหน้า  นำโดยนายอัครวัฒน์ อัศวเหม อดีตนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสมุทรปราการ ลูกพี่ลูกน้องนายชนม์สวัสดิ์ อัศวเหม ประธานหอการค้าสมุทรปราการ นำสมาชิกในกลุ่มกว่า 10 คนสมัคร อาทิ นายวรพร อัศวเหม ประธานสภาเทศบาล ตำบลบางปู นายต่อศักดิ์ อัศวเหม อดีตรองนายกเทศมนตรี นครสมุทรปราการ และนายกรุงศรีวิไล สุทินเผือก หรือกรุง ศรีวิไว เป็นต้น โดยมีนายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐให้การต้อนรับ 
ต่อมาเวลา 10.40 น. นายสุชาติ ตันเจริญ แกนนำกลุ่มบ้านริมน้ำ พร้อมนายศักดิ์ชาย ตันเจริญ รองประธานสภาจ.ฉะเชิงเทรา บุตรชาย นำอดีตส.ส.ฉะเชิงเทรา และสมาชิกในกลุ่มจ.ร้อยเอ็ด สกลนคร มหาสารคาม ยโสธร มุกดาหารนครพนม สมัครสมาชิกพรรคพปชร.
นายสุชาติ บอกว่ากลุ่มของตนมีสมาชิกประมาณ 30 - 40 คน และทุกคนที่จะลงเลือกตั้งนั้นคาดหวังว่าจะชนะ ทั้งนี้ประชาชนตอบรับกระแสของพรรคพปชร.ถือว่าดี 

“วิษณุ”ชี้รัฐแจกเงินไม่ใช่ประชานิยมแต่เป็นวิเศษนิยม

“วิษณุ”ชี้รัฐแจกเงินไม่ใช่ประชานิยมแต่เป็นวิเศษนิยม
ที่ทำเนียบรัฐบาล นายวิษณุ เครืองาม รองหัวหน้า คสช.กล่าวถึงเสียงวิจารณ์มติคณะรัฐมนตรี(ครม.) ที่อนุมัติงบประมาณในโครงการบัตรสวัสดิการของรัฐเพิ่มเติม หลายหมื่นล้านบาท เป็นเหมือนการหาเสียงล่วงหน้าให้แก่พรรคพลังประชารัฐ(พปชร.) ว่า คิดว่าไม่เกี่ยวข้องกับการได้เปรียบเสียเปรียบ หรือผลประโยชน์ทับซ้อนทางการเมือง เพราะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นผู้เสนอโครงการดังกล่าวให้ ครม.พิจารณา ไม่ได้เอื้ออะไรให้ใคร เป็นโครงการที่มีการคิดกันมานานแล้ว ตนได้ บอก ครม.ไปนานแล้วว่า หากมีโครงการใดที่จะให้เป็นของขวัญปีใหม่แก่ประชาชน ก็ขอให้กระทรวงรีบนำมาเสนอ ก่อนที่จะมีประกาศพระราชกฤษฎีกาเลือกตั้ง
“ผมคิดว่าไม่ได้ไปเอื้อให้กับพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่ง ถึงแม้ว่าจะมีรัฐมนตรี 4 คนอยู่ในพรรคพปชร. แต่สมมุติว่าถ้าเอื้อ ก็ไม่ได้เกี่ยวกับ 4 รัฐมนตรี เพราะทั้ง 4 คนนั้นไม่ได้ลงสมัคร ส.ส. ส่วนที่มีการวิจารณ์ว่าหาเสียงล่วงหน้านั้น คนเป็นรัฐบาลทุกยุคทุกสมัย เวลาทำอะไรก็จะถูกมองทั้งนั้น ไม่เป็นไร เมื่อถูกวิจารณ์ก็ให้ชี้แจงกันไป และที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.)จะตรวจสอบเรื่องดังกล่าวก็ไม่เป็นอะไรถือว่า ดีแล้ว”
เมื่อถามว่า ในอนาคตหากมีพระราชกฤษฎีกาเลือกตั้ง รัฐบาลควรจะระมัดระวังการอนุมัติงบประมาณที่ส่อไปในทางที่จะถูกมองเป็นการหาเสียงหรือไม่ นายวิษณุ กล่าวว่า แม้ว่าจะมีประกาศพระราชกฤษฎีกาเลือกตั้งแล้วก็ยังทำได้ตามปกติ เพราะอย่างที่บอก ว่ารัฐบาลนี้จะไม่มีสถานะเป็นรัฐบาลรักษาการ ยังทำงานได้เต็มร้อยทุกอย่าง ส่วนที่มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่า รัฐบาลได้วิจารณ์นโยบายประชานิยมมาโดยตลอด แต่กลับออกนโยบายประชานิยมมาเช่นกัน เรื่องนี้นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ได้บอกแล้วว่าโครงการนี้ไม่ใช่ประชานิยม แต่ตนไม่รู้ว่าเป็นอะไร อาจจะเป็นวิเศษนิยมกระมัง(หัวเราะ)
เมื่อถามย้ำว่า ถึงแม้ในทางกฎหมายจะทำได้ แต่โดยมารยาทแล้วควรทำหรือไม่ นายวิษณุ กล่าวว่า เป็นเรื่องที่ต้องพิจารณากันไปตามมารยาท เพราะรัฐบาลนี้จะอยู่ไปจนกระทั่งมีรัฐบาลใหม่เข้ามาปฎิบัติหน้าที่ ถ้าคิดว่าจะต้องมีมารยาทเป๊ะทั้งหมดแล้วในระหว่างที่รอรัฐบาลใหม่เข้ามาทำงาน ในช่วงที่รอนั้นจะให้ทำอย่างไร หากเกิดเหตุขึ้นมา ไม่ว่าจะเป็นเหตุการณ์น้ำท่วม ไฟไหม้ แผ่นดินไหว ภูเขาไฟระเบิด เรือล่ม ฯลฯ

เลือดยังไหลทะลักไม่หยุด เพื่อไทย...

เลือดยังไหลทะลักไม่หยุด เพื่อไทย...
ผู้ใหญ่ที่เคารพมีอินไซด์การเมืองมาทักใน IB บอกสถานการณ์การเมืองในพรรคพลังประชารัฐช่วงนี้น่าจับตามองอย่างย่ิง หลังเปิดตัวสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา บอกถึงสถานการณ์ของเพื่อไทยที่ยังเลือดไหลไม่หยุด หมู่มวลอดีตสมาชิกตบเท้าออกจากพรรคเดินเข้าร่วมงานการเมืองกับพปชร. ต่อเนื่อง บอกให้ถึงแรงกดดันจากทุกทิศทาง ขนาดผู้กองมนัส ขาใหญ่ที่เคยเป็นกองเชียร์เพื่อไทย ยังต้องมาร่วมงานการเมืองกับพปชร. ดันลุงตู่ให้ถึงเป้าหมาย
“วันนี้พวกที่คาดว่าไปพลังประชารัฐ มีสุชาติ ตันเจริญ กรุง ศรีวิไล หลานเสนาะก็ไปวันนี้ ส่วนลูกบุญทรง ไปพรุ่งนี้พร้อม วราเทพ (รัตนกร) (กำแพงเพชร) มันมาขนาดนี้แล้วคุณญิงหน่อย ประธานยุทธศาสตร์พรรคเพื่อไทย จะอยู่ยังไง สงสัยต้องอยู่กับเฉลิม อย่างนี้ไอ้แม้วตายแน่ ตายแน่”
ยุทธศาสตร์แตกแบ๊งค์พันของทักษิณ ตีฝ่าวงล้อมรูปแบบเลือกตั้งใหม่ จัดสรรปันส่วนผสม ตั้งพรรคอะไหล่ ทษช. ทักษิณ ชินวัตร อีกพรรค หวังให้ได้สส.รวมกัน 250 คน โดยรวมคะแนนเสียงสองพรรคกับทษช. ทั้งเขตและสส.บัญชีรายชื่อ แต่ใช้ฐานเสียงเดิมของเพื่อไทย
ปี 54 เพื่อไทยได้คะแนนเสียงรวม 15.7 ล้าน ปี 61 คาดหวัง สส. 250 คน ต้องได้คะแนนเสียงรวมไม่น้อยกว่า 19 ล้านเสียง (สส.หนึ่งคนต่อ 75,000 คะแนน) ต้องได้คะแนนเพิ่มจากปี 54 กว่า 3.3 ล้านคะแนน ขณะที่ผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งเพิ่มจากปี 54 มา 4.9 ล้านคน
แตกทัพกันขนาดนี้ นักการเมืองที่เดินออกจากเพื่อไทยล้วนเบอร์ใหญ่ ตั้งแต่อดีตรมต.ไปถึงสส.หลายสมัย ทักษิณ นักโทษหนีคคี ยังกล้าเพ้อ ...จะเอาที่ไหนมา 250

วันพฤหัสบดีที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561

‘ชุดใหญ่’ สะดุ้งเป็นแถว

“เอฟเฟกต์” แรงมาก ระดับที่หนังสือพิมพ์พาดหัวข่าวยักษ์แทบทุกฉบับ

กับปรากฏการณ์ที่ประชุม ครม.นัดล่าสุด อนุมัติงบประมาณกว่า 8.69 หมื่นล้านบาท เดินหน้าอัดฉีดมาตรการช่วยคนจน ผู้มีรายได้น้อย คนชรา ข้าราชการเกษียณ เกษตรกร

แบ่งเป็น 5 โครงการหลักๆ ครอบคลุมกลุ่มเป้าหมายอย่างทั่วถึง

1.ช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยเพิ่มเติมผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 3.8 หมื่นล้านบาท

2.เงินช่วยค่าครองชีพข้าราชการเกษียณ ผู้รับเบี้ยหวัดบำนาญ 559 ล้านบาท และเงินบำเหน็จดำรงชีพกว่า 2.4 หมื่นล้านบาท

3.ชดเชยดอกเบี้ยกว่า 3,800 ล้านบาท ให้ธนาคารอาคารสงเคราะห์จัดทำโครงการบ้านล้านหลัง ราคาไม่เกิน 1 ล้านบาท ให้ผู้มีรายได้น้อยมีที่อยู่อาศัยเป็นของตนเอง ในอัตราดอกเบี้ยผ่อนปรน

4.มาตรการปรับสมดุลน้ำมันปาล์มในประเทศ 525 ล้านบาท 5.โครงการสร้างความเข้มแข็งให้กับเกษตรกรชาวสวนยางพาราอีกกว่า 18,000 ล้านบาท

ตามรายการปลีกย่อยที่ “นายกฯลุงตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี แจกแจงรายละเอียดผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวเองเลยว่า ครม.ได้เห็นชอบให้เพิ่มมาตรการช่วยเหลือผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ โดยจะช่วยเหลือค่าน้ำ 100 บาท ค่าไฟ 230 บาท ต่อครัวเรือน ต่อเดือน ตั้งแต่เดือนธันวาคม 2561 ถึงเดือนกันยายน 2562 รวม 10 เดือน

และพิเศษในเดือนธันวาคมปีนี้ จะสนับสนุนค่าใช้จ่ายเพิ่มอีก 500 บาท เพื่อจับจ่ายในช่วงปีใหม่ 

นอกจากนั้นจะสนับสนุนค่าเดินทางไปรักษาพยาบาลแก่ผู้สูงอายุ 65 ปีขึ้นไป 1,000 บาทต่อคน และช่วยเหลือค่าเช่าบ้าน 400 บาทต่อคนต่อเดือน ตั้งแต่ธันวาคม 2561 ถึงกันยายน 2562

“ปล่อยของ” แบบชุดใหญ่ไฟกะพริบ

ในอาการแบบที่เจ้าตำรับโคตรประชานิยมยี่ห้อ “ทักษิณ” ต้องรีบออกมาตีปี๊บโวยวาย

ประจานรัฐบาล คสช.อนุมัติงบฯแสนล้าน แต่ไร้การตรวจสอบ

ชิงทำลายความชอบธรรม เบรกกระแสกันตามฟอร์ม

เรื่องของเรื่อง มันสะท้อนแรงสั่นสะเทือนที่กระแทกใส่ “นักการเมืองอาชีพ” อย่างจัง

ไม่ใช่แค่ทีม “นายใหญ่” แต่พรรคประชาธิปัตย์ พรรคภูมิใจไทย รวมไปถึงสารพัดยี่ห้อ ไม่มีทางเห็นดีเห็นงามกับมาตรการอัดฉีดที่รัฐบาล “ลุงตู่” ปล่อยของออกมา

ตามจังหวะคาบลูกคาบดอกในห้วงเข้าโหมดเลือกตั้ง

เพราะมันคือการโกยแต้มความนิยมได้แบบเป็นกอบเป็นกำ โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่ยี่ห้อ “พลังประชารัฐ” กำลังตั้งไข่ ยืนได้ขาแข็ง ออกตัวแรงขึ้นทุกวัน

ยังไงก็หนีไม่พ้น เกี่ยวโยงกันอย่างมีนัยสำคัญ

ตามรูปการณ์ที่เห็นกันชัดๆไม่ใช่แค่กติกาที่เอื้อให้ แต่นโยบายรัฐบาลยังเข้าทาง นี่คือปัจจัยเร่งพวกที่สองจิตสองใจจะย้ายสังกัด

ใส่เสื้อยี่ห้อ “พลังประชารัฐ” รีบตัดสินใจในสถานการณ์ “เดดไลน์”

ในวงเล็บ นี่คือในมุมที่นักเลือกตั้งอาชีพตั้งแง่ระแวง

ซึ่งไม่เกี่ยวกับประชาชนที่ยังไงก็ชอบ โดยเฉพาะคนในข่ายที่ได้รับประโยชน์ยิ่งชอบมาก

จากการได้รับสิทธิพิเศษจากรัฐบาล

เพราะในเชิงบริหารราชการแผ่นดิน มันคือยุทธศาสตร์ของรัฐบาลเตรียมการรองรับสถานการณ์ระยะยาวที่ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างเต็มรูปแบบ

จุดเปลี่ยนสำคัญของประเทศทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม

ไม่ใช่นโยบายที่คิดกันแบบฉาบฉวย ชิงแต้มนิยมในช่วงเลือกตั้ง

เหนืออื่นใด ในอารมณ์ที่ พล.อ.ประยุทธ์และนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ กัปตันทีมเศรษฐกิจ จะย้ำอยู่ตลอดเวลา การเดินนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ มาตรการช่วยเหลือคนจนของรัฐบาลนี้ คิดบนพื้นฐานระบบวิธีงบประมาณอย่างรอบคอบรัดกุม

คุมภาระการใช้จ่ายเงินแผ่นดิน ไม่เป็นภาระกับประเทศชาติในอนาคต

ไม่ได้ลด แลก แจก แถม เพื่อตุนคะแนนนิยมจากการทำให้ประชาชน “เสพติด” ประชานิยม แลกกับคะแนนเสียงเหมือนพรรคการเมือง ส่งผลเสียหายร้ายแรงในระยะยาว

ทั้งหมดทั้งปวง ในมุมการเมืองที่เป็นบวกกับรัฐบาล “ลุงตู่” จริงๆมันก็คือสิ่งที่ผุดออกมาเป็นรูปธรรมจับต้องได้ ทำให้ชาวบ้านรู้สึกเปรียบเทียบกับการหวังน้ำบ่อหน้าลมๆแล้งๆจากนักการเมืองทั่วไป

ยังไม่ได้เลือกตั้ง ก็ได้รับการดูแลอย่างดีจากรัฐบาล “ลุงตู่”

ชีวิตดีๆ การอยู่ดีกินดี ไม่ได้เกี่ยวกับเลือกตั้งเสมอไป.

ทีมข่าวการเมือง