PR

@@ในความเคลื่อนไหวของสถานการณ์ที่ปรากฎเป็น"ข่าว"และ"ไม่เป็นข่าว"พยายามสแกนย่นย่อมานำเสนอและเป็นไว้เป็นฐานข้อมูลสังเคราะห์สถานการณ์ ที่นี่ "ข่าวที่ไม่เป็นข่าว"
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สงครามประวัติศาสคร์ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สงครามประวัติศาสคร์ แสดงบทความทั้งหมด

วันพุธที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2561

อีเวนต์เก่าอีเวนต์ใหม่

อีเวนต์เก่าอีเวนต์ใหม่



อีเวนต์การตลาดประจำสัปดาห์ ก่อนประชุม ครม.
กับลีลาของ “นายกฯลุงตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช. ทำขึงขังตึงตัง ระหว่างที่นายฐาปน สิริวัฒนภักดี “เจ้าสัวน้อย” อาณาจักรช้าง ในฐานะหัวหน้าทีมภาคเอกชน คณะทำงานการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากและประชารัฐ นำชมนิทรรศการผลงานความคืบหน้าโครงการประชารัฐ
บ่นลอยๆให้ได้ยินกัน อยากให้ทุกคนช่วยติดตามว่ารัฐบาลแก้ไขปัญหาอะไรไปบ้าง วันนี้มีเอกชนหลายบริษัทมาทำงานร่วมกับรัฐบาล แต่เวลาทำประโยชน์ให้ประเทศไม่มีใครสนใจ ยืนยันไม่มีการเอื้อประโยชน์ให้กัน เพราะนี่คือระบบของเศรษฐกิจ สื่อวิจารณ์กันไปมาก็ไม่ทำให้อะไรดีขึ้น
ว่าแล้วก็ไม่ลืมกระซิบนักข่าวตอนท้าย “เขียนให้มันดีๆหน่อยนะ”
แบไต๋ “ลุงตู่” แสดงออกเลยว่า ตั้งใจ เน้นเหลี่ยมเคลียร์ข้อครหารัฐเอื้อเอกชน
และนั่นก็มองได้ถึงการหวังผลตอกย้ำยี่ห้อ “ประชารัฐ” ในแง่มุมบวก ให้ประชาชนจดจำ
มัดจำแต้มค่ายการเมืองพลังประชารัฐ แหล่งรวมกองหนุนให้ “ลุงตู่” ตีตั๋วต่อ
ในอารมณ์แบบคนที่กำไพ่เด็ดไว้ในมือ รอตีกินแต้มอีกหลายใบ
โดยเฉพาะอีเวนต์ประชุม ครม.สัญจร มุกการตลาดโกยแต้มได้เป็นกอบเป็นกำ ที่ “นายกฯลุงตู่” ประกาศปูทางนำร่อง ยิ่งใกล้เลือกตั้งยิ่งต้องนำคณะหางเครื่องชุดใหญ่จัดคิวเดินสายแบบถี่ยิบ
หิ้วของฝากไปเสิร์ฟพี่น้องประชาชนต่างจังหวัดถึงหัวบันไดบ้าน
บริหารราชการไปพร้อมๆกับการบริหารแต้มการเมืองแบบเนียนๆ
โดยมีโคตรเซียนการตลาดอย่าง “จอมยุทธ์กวง” นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ กัปตันทีมเศรษฐกิจ กดปุ่มปล่อยโปรโมชันลดแลกแจกแถมยี่ห้อ “ประชารัฐ”
จัดหนัก จัดเต็ม แบบที่ประชุม ครม.สัญจรจังหวัดอุบลฯ อนุมัติงบ 9.7 หมื่นล้านบาท อุดหนุนมาตรการดูแลข้าวปี 2561/62 กำหนดราคาจำนำยุ้งฉางและเงินช่วยเหลือเก็บเกี่ยวปรับปรุงคุณภาพข้าว โดยตัวเลขข้าวหอมมะลิได้ตันละกว่า 17,000 บาท
ลดหลั่นกันลงไปกับข้าวเปลือกเหนียว ข้าวปทุมธานี
อัปราคา ไม่น้อยกว่าโครงการจำนำข้าวของเพื่อไทย
ล่าสุดกระทรวงการคลังเสนอที่ประชุม ครม.อนุมัติโครงการพักชำระหนี้เกษตรกร 3 ปี โดยรัฐบาลชดเชยดอกเบี้ยวงเงิน 1.63 ล้านบาท ช่วยเหลือเกษตรกรที่อยู่ในกลุ่มเป้าหมายได้ 3.81 ล้านราย
ลุยอัดฉีดมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก
เน้นอุดช่องโหว่ แก้จุดอ่อนที่รัฐบาลโดนโจมตีปมเศรษฐกิจปากท้อง
สอดคล้องกับจังหวะการเคลื่อนตัวของทีมงาน “สามมิตร” โดย “สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ” ปิดสนามกอล์ฟไพน์เฮิร์สทเลี้ยงเช็กยอด ส.ส.แบบเดือนต่อเดือน ล้อกับงานมวลชนที่ “สมศักดิ์ เทพสุทิน”
เดินสายดีลกลุ่มเกษตรกรกลุ่มต่างๆ เป็นนายหน้ารับข้อมูลปัญหาชงให้รัฐบาลออกนโยบายมาซื้อใจชาวนา ชาวไร่
“พลังประชารัฐ” ก่อตัวเป็นรูปเป็นร่าง ทั้งๆที่ยังไม่เปิดตัวเป็นทางการ
หันไปอีกด้าน ประเมินอีเวนต์การตลาด 2 ช็อตติดๆกัน
จากวันเกิดอดีตนายกฯยิ่งลักษณ์ ชินวัตร น้องสาว มาถึงวันเกิดอดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตร พี่ชาย
ฉายหนังม้วนเก่า มุกเดิมๆซ้ำไปซ้ำมา
“ทักษิณ” ตะโกนด่าข้ามประเทศ เหน็บทหารใส่กระโปรงลายพราง “น้องปู” โชว์ชีวิตดี๊ดีกับลูกน้องสายตรงที่บินไปให้เจ้านายเลี้ยงไอติมถึงลอนดอน ส่งรูปกลับมาเบิ้ลบลัฟฝ่ายคุมเกมอำนาจ
และนั่นก็เจอกับมุกใหม่ ของขวัญวันเกิดจากเมืองไทย
หมายจับใบที่ 5 ของ “นายใหญ่” พร้อมๆกับจังหวะรุกคืบ
คดีลูกชายหัวแก้วหัวแหวน “เสี่ยโอ๊ค” พานทองแท้ ชินวัตร ถูกนำตัวให้อัยการสูงสุดสั่งฟ้องทุจริตปล่อยกู้แบงก์กรุงไทยให้กลุ่มกฤษดานคร
ล่าสุดสดๆร้อนๆ สำนักข่าวบีบีซีไทยรายงานว่า สถานเอกอัครราชทูตไทยในสหราชอาณาจักร ได้ส่งจดหมายลงวันที่ 5 กรกฎาคม 2561 ไปที่กระทรวงการต่างประเทศของอังกฤษ เพื่อร้องขอต่อทางการของอังกฤษโดยอ้างสนธิสัญญาระหว่างสหราชอาณาจักรและสยามปี 1911 ให้ส่งตัว น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กลับมารับโทษในประเทศไทย
ตามรูปการณ์ไม่ได้อยู่เหนือการคาดหมาย
สองพี่น้องตระกูลชินขยับตัวแรง ก็เจอกระตุกชนักปักหลังเข้าลึก
ในสภาพเป็นต่อเกมเลือกตั้ง เป็นรองเกมอำนาจ โจทย์ใหญ่ “ทักษิณ” จะหักดิบ สู้หมดหน้าตัก
หรือแค่ประคองตัวให้รอดช่วงเปลี่ยนผ่าน ไปลุ้นดาบหน้า.
ทีมข่าวการเมือง

วันศุกร์ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2561

แค่ยกแรกหงายไพ่หมด

แค่ยกแรกหงายไพ่หมด



ไปเชียงรายก็กลัวโดนนินทาโหนกระแสทีมหมูป่า พอเปลี่ยนมาที่อุบลราชธานีก็เจอตีปี๊บเกมดูด
ถ้าหวั่นไหวตามขี้ปากนักการเมือง “นายกฯลุงตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช. และ ครม.คงต้องนั่งแช่แป้งอยู่ที่ทำเนียบรัฐบาล ไม่ต้องสัญจรไปตรวจงานที่ไหน
เพราะยังไงก็โดนหาเรื่องด่า ไม่ว่าจะไปเหนือ ล่องใต้ แวบอีสาน
ตามเงื่อนไขสถานการณ์ทางการเมืองที่กำลังเดินเข้าสู่โหมดเลือกตั้ง
ในสถานการณ์แบบที่สังเกตได้ วาทกรรมเกมดูดที่อุบลฯก็มาจากนักการเมืองขาใหญ่เจ้าของพื้นที่
วนอยู่กับการพูดรายวันของนายสมคิด เชื้อคง อดีต ส.ส.ทีมงานพรรคเพื่อไทย ใต้ปีกของนายเกรียง กัลป์ตินันท์ กับนายอิสสระ สมชัย ขาใหญ่ กปปส.ที่ยังปักหลักกับยี่ห้อประชาธิปัตย์
ดักเตะตัดขา สกัดยี่ห้อพลังประชารัฐเข้ามาแบ่งส่วนตลาด
ได้โอกาสปั่นกระแส สร้างราคากันตามฟอร์ม
ขณะที่เบอร์ใหญ่ๆอย่างนายปรีชา เลาหพงศ์ชนะ หรือนายสิทธิชัย โควสุรัตน์ อดีตรัฐมนตรีคนดังระดับมือดีลสำคัญ ที่ถูกอ้างชื่อถูกลากเข้าไปเชื่อมโยงเบื้องหลังการขับเคลื่อนของพรรคพลังประชารัฐในจังหวัดอุบลฯ ปรากฏอยู่ในข่าวตามสื่อ
กลับไม่มีการแสดงตัวแสดงตน รับมุกเกมแห่กระแสแต่อย่างใด
นั่นหมายถึงระดับ “ของจริง” จะไม่ขยับให้จับทางได้ง่ายๆ
ตรงกันข้าม ตามจังหวะโดนล่อให้หงายไพ่กันหมดแล้ว
ทั้งในส่วนของพรรคเพื่อไทย ลูกข่าย “ทักษิณ” ที่นายเกรียง กัลป์ตินันท์ สายตรงในคาถา “เจ๊แดง” นางเยาวภา วงศ์สวัสดิ์ ที่กดปุ่มนายสมคิด เชื้อคง ออกมาไล่ส่งนายสุพล ฟองงาม อดีตเลขาธิการพรรคเพื่อไทย กับทีมงาน จะย้ายไปอยู่พรรคพลังประชารัฐ
ได้จังหวะตัดขาคู่แข่ง ที่ชิงกันเป็นเบอร์หนึ่งของ “นายใหญ่” ในอุบลฯมาตลอด
ค่ายเพื่อไทยแตกเพราะ “สนิมเนื้อใน”
แน่นอนไม่ใช่แค่ที่อุบลฯ อาการแบบนี้น่าจะแฝงอยู่อีกหลายจังหวัดหลายพื้นที่
สถานการณ์ที่เปิดช่องให้โดนเจาะโดยธรรมชาติ
ในอาการแบบที่ “นายใหญ่” นั่งไม่ติด ต้องสั่งการข้ามประเทศ แก้เกมให้ทีมของนายเกรียงไปไล่ดูดอดีต ส.ส.ของพรรคชาติไทยพัฒนา มากลบกระแส เติมเต็มช่องโหว่อุบลฯที่หายไป
ต้องไล่ดูดคืนเหมือนกัน ไม่ใช่ส่ง “นกแลหน้าใหม่” ที่ไหนลงก็ได้อย่างที่คุย
ขณะที่ประชาธิปัตย์จับอาการจากนายอิสสระที่กระโดดออกมาร่วมวงเตะตัดขา “นายกฯลุงตู่” ครม.สัญจรเมืองดอกบัว สะท้อนอาการหวาดกลัวที่ซ่อนไม่มิด
ตามเงื่อนไขสถานการณ์ที่อ่านทางได้ ลำพังประชาธิปัตย์เบียดกระแสสู้กับพรรคเพื่อไทยก็เหนื่อยหืดจับอยู่แล้ว แนวโน้มถ้าโดนยี่ห้อพลังประชารัฐบุกมายึดเมืองอุบลฯเป็นทัพหลวงในการเจาะภาคอีสาน
เพิ่มตัวตัดแต้ม สถานการณ์คน ปชป.ยิ่งส่อเหงื่อตก
นี่แค่ยกแรก มุก ครม.สัญจรของทีมงาน “ลุงตู่” ยังทำให้เห็นเจ้าถิ่นทั้งเพื่อไทยกับประชาธิปัตย์ พากันออกอาการผวาน้องใหม่ยี่ห้อ “พลังประชารัฐ” ซะขนาดนี้
กระแสพลังดูด แรงในระดับ “เครื่องสูบน้ำซิ่ง” ถ้ำหลวงฯ
และนั่นก็ยังไม่ได้นับเหลี่ยมกลกระตุ้นเทศกาลเลือกตั้ง ที่นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ กัปตันทีมเศรษฐกิจ สั่ง “ติดเครื่อง” เดินหน้าอัดฉีดเศรษฐกิจฐานราก
“ปล่อยของ” คืนแวตคนจน พักหนี้เกษตรกร สารพัดมาตรการยี่ห้อ “ประชารัฐ” กระตุ้นปัญหาปากท้อง
ซื้อใจประชาชนคนมีรายได้น้อย ฐานเสียงใหญ่ของประเทศ

ภายใต้ระบบรัฐสวัสดิการแทนที่ประชานิยม แพ็กเกจหาเสียงที่คิดนโยบายอย่างเป็นระบบ
ตามข่าวความเคลื่อนไหวล่าสุด นายสมศักดิ์ เทพสุทิน หนึ่งในแกนนำกลุ่มสามมิตร ได้เชิญแกนนำเครือข่ายชาวนา ภาคกลาง ภาคอีสาน ภาคเหนือ ระดมความเห็น เพื่อนำข้อมูลไปเสนอต่อรัฐบาลในการออกมาตรการช่วยเหลือราคาข้าว
เบื้องต้นตัวเลขออกมาเกวียนละ 8,000 อยู่ได้ จากปัจจุบันที่ได้กันเกวียนละ 6,000 กว่าบาท
สอดคล้องกับสิ่งที่รัฐบาลประกาศชาวนาจะได้เงินไม่ต่ำกว่าจำนำข้าว
ตามรูปการณ์ “พลังประชารัฐ” ก็หวังวางเกมยาวๆ
ไม่เล่นแบบสุกเอาเผากินอีกต่างหาก.
ทีมข่าวการเมือง

‘เป็นชุด’ อุดยังไงให้ทัน

‘เป็นชุด’ อุดยังไงให้ทัน



วิ่งอุดเลือดไหลออกกันไม่ทันเลย
ในอารมณ์แบบที่ลูกข่ายสายตรง “นายใหญ่” หน่วยสอดส่องของพรรคเพื่อไทย กำลังตีฆ้องร้องป่าวยุทธการดูด ส.ส.เข้าค่ายพลังประชารัฐ
แฉดักคอดักทาง ประจานดักหน้าดักหลังกันทุกวัน
แต่หันมาอีกทีก็ต้องสะดุ้ง กับมุกความเคลื่อนไหวเครือข่ายสามมิตรพยายามดึงแกนนำเสื้อแดง นชป.ในภาคอีสานเป็นแนวร่วมกับค่าย “พลังประชารัฐ” ในการสนับสนุน “นายกฯลุงตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช. ตีตั๋วต่อเก้าอี้นายกรัฐมนตรี
ไม่ใช่แค่อดีต ส.ส.เกรดเอที่โดนดูด แม้แต่แกนนำเสื้อแดงยังหาย
ถามว่า เกมนี้มีเอฟเฟกต์แค่ไหน คำตอบมันก็อยู่ที่อาการของ “เดอะเต้น” นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำตัวจี๊ดกลุ่มเสื้อแดง นปช.ที่ต้องออกจากที่ซุ่ม “มุมหลบคุก” โวยวายใส่เกมดูดเสื้อแดง
นั่นแสดงว่า มันตรงเป้ายุทธศาสตร์ตัดกำลัง “นายใหญ่” เข้าจุดโฟกัส
แม้โดยลีลากลบเกลื่อน นายณัฐวุฒิจะถากถางกลุ่มสามมิตร เยาะเย้ยเกมย่อยสลาย นปช.ดูดไม่คล่องคอ แต่โดยเงื่อนไขสถานการณ์ที่ทีม “นายใหญ่” ก็ปฏิเสธความจริงไม่ออก
กับดีกรีความร้อนแรงของกลุ่มเสื้อแดง นปช.ที่เบาลงจนรู้สึกได้
ภายหลังแกนนำส่วนหนึ่งเข้าไปอยู่ในเรือนจำ บางคนก็เพิ่งพ้นโทษออกมารอลุ้นคดีที่ยังค้างอยู่ ขณะที่บางส่วนก็มีคดีอยู่ระหว่างลุ้นศาลตัดสิน จ่อเข้าไปในเรือนจำ
เกมมวลชนลากถลำลึก จนคนเสื้อแดงต้องติดคุกจริง
ต้องเผชิญวิบากกรรมชีวิตจริง
และรู้ตัวแล้วว่า ถึงเวลาไม่มีใครกลับมาช่วยได้จริง
แม้แต่ตัวนายณัฐวุฒิเองก็ยิ่งชัดเจนกว่าใคร กับสถานะที่ต้องเป็น “ตัวชน” แทน “ตุ๊ดตู่” นายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธานเสื้อแดง นปช.ที่ถูกขังอยู่ในเรือนจำ
ตามรูปเกมจำเป็นต้องประคองกระแส รักษาเรตติ้งเสื้อแดงไม่ให้ตก
เพราะมันคืออำนาจต่อรองที่เหลืออยู่ของ “นายใหญ่”
แต่ก็เป็นอะไรที่สังเกตได้ “เดอะเต้น” ก็เล่นแบบผลุบๆโผล่ๆ เพราะแหยงคดีที่ติดชนักปักหลังอยู่
ไม่นับอาการของพวกที่สู้แล้วรวย อยากเลิกไปใช้ชีวิตปกติสุข
นั่นก็ทำให้แรงจูงใจของคนเสื้อแดงในการลุยหักดิบไปกับ “นายใหญ่” นับวันจะเหือดหายไป
ตามจังหวะมันก็เข้าเหลี่ยม ยุทธศาสตร์สลายตัวเงื่อนไขขัดแย้ง
ฝ่ายคุมเกมอำนาจต้องเคลียร์โจทย์สำคัญ นอกจากตัดฐานกำลังอดีต ส.ส.พรรคเพื่อไทย ในจังหวะต่อเนื่องก็ต้องสลายแนวร่วมเสื้อแดง นปช.ในภาคอีสานที่ยังปักหลักเป็นฐานกำลังสนับสนุน “ทักษิณ ชินวัตร”
ตัดกองหนุน “นายใหญ่” ทั้งเกมมวลชนและพรรคการเมือง
เรื่องของเรื่อง ยุทธการแบบนี้ คสช.ก็ดำเนินการมาตลอดตั้งแต่ต้น แบบที่มีคนของ “นายใหญ่” ออกมาแฉประจานการส่งทหารบุกไปประกบมวลชนเสื้อแดงถึงในหมู่บ้านตามภาคอีสาน
นั่นแสดงว่า ทหารทำไม่เนียน โดนจับไต๋ได้
เสื้อแดงกับพรรคเพื่อไทยปักหลักต้านเต็มที่
แต่มาตรงนี้ ถึงจุดที่ต้องใช้บริการนักการเมืองเข้าไปสลายเงื่อนไขมวลชน
เบื้องต้นถือว่า ทำได้เนียนกว่าท็อปบูต
จากสถานการณ์ที่กลุ่มสามมิตรเปิดชื่อเปิดบัญชีแกนนำเสื้อแดงในภาคอีสาน ดึงมาเป็นแนวร่วมค่ายพลังประชารัฐ สนับสนุน “นายกฯลุงตู่” ตีตั๋วต่อนายกรัฐมนตรี
ถึงขั้นที่ “เดอะเต้น” ต้องออกจากที่ซุ่มมาโวยวาย สกัดดักคอดักทาง
แต่ในสถานการณ์ที่อีกทางก็เป็นยุทธการปั่นแต้ม ปูทางเข้าโหมดเลือกตั้ง
ตามจังหวะที่นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ กัปตันทีมเศรษฐกิจ สั่ง “ติดเครื่อง” อัดฉีดเศรษฐกิจฐานราก “ปล่อยของ” มาตรการบรรเทาปัญหาปากท้อง ทั้งคืนภาษีคนมีรายได้น้อย พักหนี้เกษตรกร 3 ปี ดันราคาข้าวไม่ต่ำกว่าโครงการจำนำ แถมบวกออปชันพิเศษ ฯลฯ
ปล่อยโปรโมชันกันแบบสัปดาห์ต่อสัปดาห์
ทีมงาน “นายกฯลุงตู่” จัดรัฐสวัสดิการให้ประชาชนคนไทยที่ไม่เคยมีมาก่อน
อัดยา “ประชารัฐ” มาแก้อาการเสพติดยี่ห้อ “ประชานิยม”
ทั้งดูด ทั้งดึง ทั้งปล่อยของ เพื่อไทยจะอุดยังไงให้ทัน.
ทีมข่าวการเมือง

วันจันทร์ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2561

โจทย์แทรกที่น่าห่วง!

โจทย์แทรกที่น่าห่วง!



สั่นสะเทือนวงการสงฆ์
ฉากปฏิบัติการที่เจ้าหน้าที่คอมมานโดยกพลบุกวัดดังหลายแห่ง รวบพระเถระชั้นผู้ใหญ่ 5 รูป นำตัวส่งศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ ก่อนถูกจับสึก ควบคุมตัวเข้าเรือนจำ
หลุดจากผ้าเหลืองอันเป็นผลมาจากการกวาดล้างทุจริตคดีเงินทอนวัด
แต่ที่ดูฮือฮามากที่สุดคือ การจู่โจมล็อกตัว พระพุทธะอิสระ คาวัดอ้อน้อย จ.นครปฐม ตั้ง 2 ข้อหาฉกรรจ์ อั้งยี่ ซ่องโจร และปลอมแปลงพระปรมาภิไธย
ถูกนำตัวไปสึกจีวรปลิว เดินคอตกเข้าคุกกลายเป็นผู้ต้องหาคดีอาญาแผ่นดิน สิ้นสภาพอดีตแกนนำ กปปส.ที่เคยยิ่งใหญ่ย่านถนนแจ้งวัฒนะ เมื่อครั้งชัตดาวน์เมืองกรุง
ช็อตร้อนล้างบางวงการดงขมิ้นรอตั้งแท่นสังคายนาพระนอกรีตที่ทำให้พุทธศาสนามัวหมอง คั่นจังหวะสถานการณ์การเมืองที่คลายความคุกรุ่นลง
หลังจากศาลสั่งให้ประกันตัว 15 แกนนำกลุ่มคนอยากเลือกตั้ง ผ่อนแรงกดดันจากเวทีโลกที่เรียกร้องให้รัฐบาล “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ปล่อยตัวเหล่าหัวโจกที่ถูกควบคุมตัวจากการเรียกร้องคืนเวทีเลือกตั้งในช่วงครบรอบ 4 ปี คสช.ยึดอำนาจ
ในรูปการณ์ที่ท็อปบูตรู้จักผ่อนหนัก ผ่อนเบา ลดโทนความตึงเครียด ไม่ดื้อดึงใช้ไม้แข็งอย่างเดียว
เพราะหากจะวัดกันจริงๆ ถ้าไม่นับเสียงโหวกเหวกจากแนวร่วมกลุ่มคนอยากเลือกตั้ง และขั้วการเมืองที่ฉวยโอกาสผสมโรงแล้ว คนส่วนใหญ่ของประเทศก็ดูนิ่งๆ ไม่ได้ต่อต้านการจับแกนนำคนอยากเลือกตั้งเที่ยวนี้
สะท้อนความรู้สึกคนส่วนใหญ่อยากอยู่อย่างสงบ ขยาดความขัดแย้งเวียนมาฉายซ้ำ
อารมณ์คนไทยยังแหยงม็อบมากกว่ากลัวอดเลือกตั้ง
นั่นก็เป็นเหตุผลที่ท็อปบูตกล้ากระชับอำนาจเข้มข้น ไม่ผ่อนปรนให้ชุมนุมทางการเมืองในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ
ปัจจัยเสี่ยงทางการเมืองถูกสะกดอยู่ในวงที่ควบคุมได้ ในห้วงที่กลุ่มขบวนการนักศึกษา และขาใหญ่ทางการเมืองต่างมีบาดแผลคดีความติดตัวต้องระวังการขยับตัวมากขึ้น
บรรยากาศม็อบหลังจากนี้น่าจะลดความถี่ลงไปเยอะ
สถานการณ์มาถึงจุดที่ “บิ๊กตู่” ยืนระยะได้สบายๆ โอกาสที่จะเพลี่ยงพล้ำทางการเมืองเป็นไปได้ยาก
ยิ่งการจดทะเบียนเปิดตัวพรรคใหม่ล่าสุด “รวมพลังประชาชาติไทย” หรือ รปช. ในเวอร์ชันกลุ่ม กปปส. ที่จะคอยตัดแต้มพรรคประชาธิปัตย์ในสนามเลือกตั้ง
ถือเป็นผลดีช่วยผ่อนแรง “บิ๊กตู่” ให้เบาลงในการกลับมาเบิ้ลอำนาจ
แม้จะเสียรังวัดถูกลดทอนเครดิตจากผลโพลของเพจตัวเอง “ขอล้าน Like สนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์เป็น นายกฯ” ที่ปรากฏมีผู้ตอบคำถามไม่อยากให้ “ลุงตู่” นั่งเก้าอี้ผู้นำต่อ 89% มีเพียง 11% ที่สนับสนุนให้ทำหน้าที่ต่อ
แต่ไม่อาจวัดผลได้ว่า เป็นข้อมูลของจริงที่เชื่อถือได้หรือไม่ เพราะคำตอบในโลกโซเชียลสามารถสร้างขึ้นมาโดยฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด เพื่อปั่นกระแสให้เป็นไปตามที่ต้องการ
แค่วันเดียวมีผู้มาตอบคำถามร่วม 5 แสนคน จึงเป็นอะไรที่ต้องฟังหูไว้หู
คำตอบที่ชัวร์ๆต้องรอวัดผลตอนลงสนามเลือกตั้งจริง
ขณะที่ความสุ่มเสี่ยงด้านกฎหมายลูกก็มีแนวโน้มทางสะดวก หลังจากศาลรัฐธรรมนูญมีมติเอกฉันท์ ร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่ง ส.ว.ไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ
รอลุ้นอีกฉบับคือร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. ที่แนวโน้มน่าจะเป็นทางบวก
ประเมินทิศทางแล้ว “ลุงตู่” น่าจะฝ่าแรงเสียดทานการเมืองและกฎหมายลูกได้อย่างไม่มีปัญหา
เหลือแค่โจทย์แทรกเร่งด่วนที่กำลังแก้ไขกันตัวโก่งเวลานี้คือ ราคาน้ำมันพุ่งปรี๊ด ในคิวที่กระทรวงพลังงานต้องควักเงินกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง 30,000 ล้านบาท มาสกัดวิกฤติน้ำมันแพง
เบรกราคาน้ำมันดีเซลไม่ให้เกินลิตรละ 30 บาท และก๊าซหุงต้มอยู่ที่ 363 บาทต่อถัง 15 กก.
ตรึงราคากันเต็มพิกัด ไม่ให้ลามไปกระทบค่าครองชีพตัวอื่นๆ อาทิ ค่าขนส่งรถ เรือโดยสารสาธารณะ ก๊าซหุงต้ม ที่ตั้งเค้าขยับตามราคาน้ำมันในตลาดโลก
ขณะที่กระทรวงพาณิชย์ก็สกรีนเข้มงวดราคาสินค้าอื่น ไม่ให้ฉวยโอกาสอ้างต้นทุนพลังงานโก่งราคาสินค้า ซ้ำเติมความเดือดร้อนประชาชน
ในภาวะที่ “ลุงตู่” เองก็ต้องหนาวๆร้อนๆ อยู่เฉยไม่ได้กับเรื่องปากท้องชาวบ้าน ต้องเร่งแก้ปัญหากันยกใหญ่
ม็อบอะไรก็ไม่น่าห่วงเท่าม็อบเรื่องปากท้อง
พลาดท่าขึ้นมา ต้นทุนที่ทำไว้เยอะ อาจลดวูบได้ดื้อๆ.
ทีมข่าวการเมือง รายงาน

วันศุกร์ที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2560

ใครรุกรานใคร: 'อเมริกาหรือเกาหลีเหนือ?'

ใครรุกรานใคร: 'อเมริกาหรือเกาหลีเหนือ?'

ใครที่เพิ่งเข้ามาอ่าน ยังไม่ทราบรายละเอียด ขออธิบายอีกรอบครับ

รัฐบาลมะกันบอกว่าที่ข่มขู่เกาหลีเหนือทุกอย่างก็เพื่อปกป้องตัวเอง ข้อเท็จจริงก็คือ

 ๑.อเมริกาเคยยกกองทัพไปถล่มเกาหลีเหนือ ฆ่าประชาชนเกาหลีเหนือไม่น้อยกว่า ๒๐-๓๐% เกาหลีเหนือต้องการแก้แค้นจึงพยายามสร้างอาวุธนิวเคลียร์ขึ้นมา 

๒.อเมริกาหวาดกลัวว่าเกาหลีเหนือจะเติบโตมาจนตัวเองควบคุมไม่อยู่จึงดำเนินมาตรการทุกอย่างเพื่อกดดันเกาหลีเหนือ สรุปแล้วที่อเมริกาข่มขู่และกดดันเกาหลีเหนือทั้งหมดก็เป็นปัญหาส่วนตัวเท่านั้น ไม่ได้เกี่ยวกับชาติอื่นเลย เกาหลีเหนือไม่ได้เป็นภัยคุกคามแก่ใคร 

๓.เพื่อเป็นการป้องกันตัวเอง อเมริกายกกองทัพเรือไปประชิดเกาหลีเหนือที่คาบสมุทรเกาหลีเหนือ ล่าสุดขณะนี้ อเมริกาส่งทหารของตนไป ๒๘,๕๐๐ นายไปเกาหลีใต้และไปตั้งค่ายอยู่ประชิดพรมแดนเกาหลีเหนืออีกต่างหาก

สรุปว่าอเมริกาหวาดกลัวว่าเกาหลีเหนือจะแก้แค้น เอาองค์การสหประชาชาติและประเทศอื่นๆ มาช่วยกดดันเกาหลีเหนือตลอดเวลา ศึกนี้ เป็นศึกระหว่างชาตินักล่าอาณานิคมที่ไร้ศีลธรรม วันๆ คิดแต่จะหาผลประโยชน์จากชาติอื่นเข้าตัวอย่างอเมริกา เคยยกทัพไปถล่มเกาหลีเหนือและเกาหลีเหนือที่ไม่ยอมสยบต่ออำนาจนิยมที่อเมริกาทำตัวเป็นอันธพาลโลก อยากพัฒนานิวเคลียร์ขึนมาเพื่อปกป้องตัวเอง
เชียร์อเมริกาคือเชียร์รัฐบาลอันธพาลโลกที่เบียดเบียฬบีฑาชาติเล็กอื่นๆ อยู่เรื่อยๆ เหมือนส่งเสริมรัฐบาลที่ทำตัวเป็นเจ้าพ่อให้เหิมเกริมอาละวาดไปทั่ว ไม่รู้จักหยุดหย่อน
๒๙ กันยายน ๒๕๖๐
(ภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต)

วันพฤหัสบดีที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2559

8 ธันวาคม 2484: “ญี่ปุ่น” ยกพลขึ้นแผ่นดินไทย โดยไม่สนใจว่า “ไทย” จะยินยอมหรือไม่


ใบปลิวโฆษณาชวนเชื่อของญี่ปุ่นเมื่อบุกประเทศไทย
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในวันที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2484 เมื่อญี่ปุ่นส่งกำลังพลเข้ารุกรานไทยในหลายพื้นที่ชายทะเลของไทยได้กลายเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ไทยจำเป็นต้องเข้าร่วมสงครามโลกครั้งที่ 2 ในเวลาถัดมา แม้ว่าเบื้องต้นเมื่อครั้งที่อังกฤษและฝรั่งเศสประกาศสงครามกับเยอรมนีในเดือนกันยายน พ.ศ. 2482 อันเป็นจุดเริ่มต้นของสงครามโลกครั้งที่ 2 ไทยจะประกาศ “วางตัวเป็นกลางอย่างเคร่งครัด” ก็ตาม
อย่างไรก็ดี การวางตัวเป็นกลางของไทยมิได้หมายความว่าไทยปฏิเสธการใช้กำลัง เพราะเมื่อฝรั่งเศสเพลี่ยงพล้ำตกเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ให้กับเยอรมนี รัฐบาลชาตินิยมของไทยในสมัยนั้นก็เริ่มเคลื่อนไหวเพื่อที่จะยึดเอาดินแดนลาวและกัมพูชาที่ตกอยู่ภายใต้ความครอบครองของฝรั่งเศสมาเป็นของไทย ทำให้ “ญี่ปุ่น” ซึ่งเข้ามามีอิทธิพลอยู่ในอินโดจีนเข้ามาไกล่เกลี่ย และฝรั่งเศสได้ยอมมอบดินแดนบางส่วนให้กับไทยในช่วงเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2484
ล่วงเข้าปลายปี ในวันที่ 7 ธันวาคม ญี่ปุ่นที่เคยช่วยให้ไทยได้ดินแดนฝั่งซ้ายแม่น้ำโขงมาจากฝรั่งเศส ได้ส่งเอกอัครราชทูตเข้าพบนายกรัฐมนตรีที่ทำเนียบรัฐบาลเมื่อเวลา 23 นาฬิกา เพื่อขออาศัยดินแดนไทยเป็นทางผ่านในการเคลื่อนทัพ ก่อนการประกาศสงครามกับอังกฤษและสหรัฐฯ ในวันที่ 8 ธันวาคม เวลา 1 นาฬิกา แต่ จอมพล ป. พิบูลสงคราม อยู่ระหว่างเดินทางไปราชการที่ต่างจังหวัด ทำให้ขาดผู้มีอำนาจในการสั่งการ
ญี่ปุ่นไม่รอช้ายกพลขึ้นบกในพื้นที่ชายทะเลของไทย แม้ว่าทางการไทยจะยังมิได้ให้ความยินยอมจนนำไปสู่การสู้รบระหว่างกองทัพญี่ปุ่นกับเจ้าหน้าที่ไทย หลังจากที่เอกอัครราชทูตญี่ปุ่นเดินทางไปขอพบนายกรัฐมนตรีไทยเพียงไม่กี่ชั่วโมง ก่อนที่ไทยจะออกประกาศให้ทหารและตำรวจหยุดยิง
ประกาศของรัฐบาล
ได้รับโทรเลขจากจังหวัดต่างๆ ตั้งแต่เวลา ๐๒.๐๐ น. ว่าเรือรบญี่ปุ่นได้ยกทหารขึ้นบกที่จังหวัดสงขลา ปัตตานี ประจวบคีรีขันธ์ นครศรีธรรมราช สุราษฎร์ธานี ชุมพร และบางปู ทางบกได้เข้าทางจังหวัดพิบูลสงคราม ทุกแห่งดังกล่าวแล้วได้มีการปะทะสู้รบกันอย่างรุนแรงสมเกียรติของทหารและตำรวจไทย ๐๗.๓๐ น. วันนี้ รัฐบาลไทยได้สั่งให้ทหารและตำรวจทุกหน่วยหยุดยิงชั่วคราวเพื่อรอคำสั่ง ซึ่งขณะนี้รัฐบาลกำลังเจรจากันอยู่ ผลเสียหายทั้งสองฝ่ายยังไม่ปรากฏ
กรมโฆษณาการ
๘ ธันวาคม ๒๔๘๔
ต่อมาในวันที่ 9 ธันวาคม ได้มีการเรียกประชุมวิสามัญของสภาผู้แทนราษฎรเป็นการด่วนเพื่อที่รัฐบาลจะได้แจ้งให้ที่ประชุมทราบว่า ทางรัฐบาลได้ยินยอมให้ญี่ปุ่นผ่านประเทศไทย เพื่อไปมาเลเซีย สิงคโปร์ และพม่า  “เพราะไม่มีทางจะต่อสู้ต้านทานกำลังกองทัพญี่ปุ่นได้จึงยอมตามคำขอ”
มวลสมาชิกสภาได้รับทราบดังนั้นแล้ว เพราะเหตุที่ได้กล่าวแล้วว่า คนไทยทุกคนได้รับการปลุกใจให้รักชาติ ให้ทำการต่อสู้ศัตรู ตามกฎหมายกำหนดหน้าที่ของคนไทยในการรบเมื่อทราบว่ารัฐบาลยินยอมให้กองทัพญี่ปุ่นผ่านไป โดยไม่ได้มีการต่อสู้ตามที่เคยประกาศชักชวนปลุกใจไว้ อันตรงกันข้ามกับจิตใจคนไทยในขณะนั้น จึงทำให้การประชุมในครั้งนั้น เป็นการประชุมที่แสนเศร้าที่สุด ทั้งสมาชิกสภา รัฐมนตรี ได้อภิปรายซักถามโต้ตอบกันด้วยน้ำตานองหน้า ความรู้สึกของทุกคนในขณะนั้น คล้ายกับว่าเด็กถูกผู้ใหญ่ที่มีกำลังมหาศาลรังแก จะสู้ก็สู้ไม่ได้ ทั้งมีความวิตกว่า ประเทศไทยได้สูญเสียเอกราชอธิปไตยไปแล้ว” ประเสริฐ ปัทมะสุนธ์ อดีตเลขาธิการรัฐสภา กล่าว

อ้างอิง: รัฐสภาไทย ในรอบสี่สิบสองปี (๒๔๗๕-๒๕๑๗). ประเสริฐ ปัทมะสุนธ์ อดีตเลขาธิการรัฐสภา

วันศุกร์ที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

ตุรกีปฏิเสธซื้อน้ำมันเถื่อนจากไอเอส.

ตุรกีปัดซื้อน้ำมันเถื่อนจากไอเอส
เมื่อวาน (26 พ.ย.) นายเรเจพ ไทยิพ เออร์ดวน ประธานาธิบดีตุรกีปฏิเสธต่อข้อกล่าวหาของนายดีมิทรี เมดเวเดฟ นายกรัฐมนตรีรัสเซียที่กล่าวว่า ตุรกีมีความเกี่ยวข้องกับการค้าน้ำมันที่ผิดกฎหมายของกลุ่มรัฐอิสลาม (ไอเอส)
นายเออร์ดวนกล่าวว่า “คนที่กล่าวหาว่าเราซื้อน้ำมันจากกลุ่มเดอิช (ไอเอส) นั้นจะต้องหาหลักฐานมาพิสูจน์ให้เห็น”
เขายังกล่าวอีกว่า “น้ำมันที่เดอิชขายนั้นถูกขโมยมาจากอัสซาด คุณก็ไปถามประธานาธิบดีที่พวกคุณสนับสนุนสิ”
ทั้งนี้ความสัมพันธ์ระหว่างรัสเซียและตุรกีเริ่มตึงเครียด หลังจากเกิดเหตุตุรกียิงเครื่องบินรัสเซียตกเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา เนื่องจากเข้ารุกล้ำน่านฟ้า
นายอาห์เม็ด ดาวูโตกรู นายกรัฐมนตรีตุรกีกล่าวเมื่อวันพุธที่ผ่านมาว่า ตุรกีไม่ได้ต้องการจะเพิ่มความตึงเครียดกับรัสเซีย พร้อมกล่าวว่า “รัสเซียเป็นพันธมิตรเรา เป็นเพื่อนบ้านเรา” อีกทั้งยังกล่าวกับรัฐบาลรัสเซียว่า “เราพร้อมจะมีการเจรจาแบบทวิภาคีเสมอ”
เขายังกล่าวเพิ่มเติมว่า “นี่ไม่ใช่เหตุการณ์ที่ตุรกีต้องการให้เกิด”

วันพฤหัสบดีที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

นาโต เตรียมซ้อมรบครั้งใหญ่ ระดมกำลังพลกว่า 36,000 คน จาก 30 ประเทศ

นาโต เตรียมซ้อมรบครั้งใหญ่ ระดมกำลังพลกว่า 36,000 คน จาก 30 ประเทศ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 16 ก.ค. 2558 13:08
7,009 ครั้ง

อบคุณภาพจาก: jfc.nato
นาโตเตรียมซ้อมรบครั้งใหญ่ ระดมกำลังพล 36,000 นาย จาก 30  ประเทศ ซ้อมรบทั้งบนบกและในทะเล ช่วง 3 ต.ค.-6 พ.ย. นี้ เพื่อฝึกซ้อมกำลังพลและทดสอบการตอบโต้เร็ว เตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ท้าทายความมั่นคงทั้งในปัจจุบันและอนาคต
16 กรกฎาคม 2558 บุญธง ก่อมงคลกูล ผู้สื่อข่าวไทยรัฐประจำประเทศเบลเยียม รายงานอ้างเว็บไซต์ 7sur7 ของเบลเยียมว่า องค์กรสนธิสัญญาป้องกันแอตแลนติกเหนือหรือนาโต ได้แถลงเมื่อวันพุธว่า นาโตกำลังเตรียมจัดการซ้อมรบครั้งใหญ่ในช่วงฤดูใบไม้ร่วงที่จะมาถึงนี้ โดยมีกองกำลังพลเข้าร่วมซ้อมรบจำนวนกว่า 36,000 คนจาก 30 ประเทศ คือทั้ง ประเทศพันธมิตร ประเทศคู่สัญญา องค์การระหว่างประเทศและเอ็นจีโอ โดยการซ้อมรบในครั้งนี้จะจัดขึ้นในอิตาลี โปรตุเกส สเปน มหาสมุทรแอตแลนติก ทะเลเมดิเตอร์เรเนียน รวมทั้งแคนาดา นอร์เวย์ เยอรมนี เบลเยียม และเนเธอร์แลนด์ จนถือเป็นการซ้อมรบที่ยิ่งใหญ่มากที่สุดนับตั้งแต่ปี พ.ศ.2545 
นายพลฮันส์ โลเธอร์ ดอมโรส ผู้อำนวยการการซ้อมรบจากกองทัพเยอรมนีได้ระบุในการแถลงข่าวที่สำนักงานใหญ่นาโต ที่กรุงบรัสเซลส์ ประเทศเบลเยียม ว่า การซ้อมรบของนาโตครั้งนี้ใช้ชื่อว่า “Trident Juncture 2015” มีเป้าหมายหลักเพื่อฝึกซ้อมกำลังพลและทดสอบการตอบโต้อย่างรวดเร็วขององค์กรนาโต ขณะที่ จะมีการจัดตั้ง "กองกำลังตอบโต้นาโต” (NATO Response Force - NRF) ที่จะเตรียมพร้อมอยู่ตลอดเวลาตั้งแต่ปีหน้าเป็นต้นไป โดยจะมีกองกำลังหลักชื่อว่า “หอกเหล็ก” (fer de lance) ที่สามารถตอบโต้ได้อย่างรวดเร็ว
ภาพจาก Photo news
นายพลเยอรมนีทำหน้าที่ผู้บัญชาการกองกำลัง “Joint Force Command” หรือ JFC ซึ่งตั้งอยู่ที่เมืองบรุนซุมทางตอนใต้ของประเทศเนเธอร์แลนด์ ได้ระบุเพิ่มเติมว่า การซ้อมรบครั้งใหญ่นี้ได้มีการเตรียมการมาเป็นปีแล้ว โดยได้รับความสนใจเป็นอย่างยิ่งจากประเทศที่ไม่ได้เข้าร่วมกองกำลัง NRF จากเหตุผลของโอกาสที่จะได้เข้าร่วมการฝึกซ้อมรบที่น่าสนใจ การซ้อมรบครั้งใหญ่นี้จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 3 ตุลาคม ถึง 6 พฤศจิกายนปีนี้ พื้นที่ฝึกซ้อมส่วนใหญ่จะอยู่ในประเทศโปรตุเกตและสเปน รวมทั้งบางพื้นที่ของอิตาลีด้วย
ภาพจาก jfc.nato
ภาพจาก jfc.nato
ทั้งนี้ นับตั้งแต่การล่มสลายของกำแพงเบอร์ลินในปี ค.ศ. 1989 (พ.ศ.2533) และเป็นการสิ้นสุดยุคสงครามเย็น องค์การนาโตได้มีการลดจำนวนการซ้อมรบเต็มรูปแบบที่จัดขึ้นเป็นประจำในทวีปยุโรป โดยมุ่งเน้นเพียงการเตรียมความพร้อมเพื่อส่งกำลังพลเดินทางไปปฏิบัติหน้าที่ในประเทศอยู่ไกลออกไปที่ประสบปัญหาวิกฤติ เช่น อัฟกานิสถาน ซึ่งได้ทำหน้าที่ควบคุมกองกำลังความช่วยเหลือเพื่อความมั่นคงระหว่างประเทศ (La Force Internationale d’Assistance à la Sécurité - ISAF) เป็นเวลา 12 ปีแล้ว
ที่มา :jfcbs.nato.
////////////////
สงครามโลกครั้งที่ 3 จะเริ่มต้นขึ้นตามหลักยุทธศาสตร์การเมือง หลัง 22 กรกฎาคม 2558 เป็นต้นไป สัญญาณการซ้อมรบของนาโต้ คือคำขู่ สำคัญ หลัง เศรษฐกิจในยุโรปถึงจุดต่ำสุด จำเป็นต้องทำสงคราม เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ นาโต้ คือขบวนการประชาธิปไตย ในยุโรป ในการต่อต้านคอมมิวนิสต์ ที่มีจีน-รัสเซีย เป็นผู้นำ

วันจันทร์ที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2558

จุดเปลี่ยนผ่านที่สำคัญทางเศรษฐกิจของเอเชีย โดย : ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ

22062558 จุดเปลี่ยนผ่านที่สำคัญทางเศรษฐกิจของเอเชีย โดย : ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ

ผมเชื่อว่าภายในปลายปีนี้ภูมิภาคเอเชียจะเดินไปสู่จุดเปลี่ยนผ่านที่สำคัญทางเศรษฐกิจโดยจะมีทางเลือกอยู่ 2 ทาง คือ จะเดินตามแนวของจีน หรือ เดินตามแนวทางของสหรัฐอเมริกาและญี่ปุ่น

ในส่วนของจีนนั้น หากลองกูเกิล “China’s new silk road”
ก็คงจะได้เห็นแผนยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจของจีนที่กำหนดให้จีนเป็นศูนย์กลางของเครือข่ายการขนส่งทางถนน รถไฟ เดินเรือและเดินอากาศ ที่โยงใยเอเชีย แอฟริกาและยุโรปเป็นศูนย์กลางของเศรษฐกิจโลก 

ทั้งนี้ โดยจีนกำลังขับเคลื่อนธนาคารเพื่อการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของเอเชีย (Asia Infrastructure Investment Bank) ซึ่งมีประเทศลงนามเป็นผู้ก่อตั้งมากกว่า 50 ประเทศ รวมถึงประเทศในยุโรปตลอดจนออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ด้วย

โดยการประชุมเตรียมการที่เพิ่งเสร็จสิ้นลงในสิงคโปร์ได้วางแผนว่า AIIB จะเริ่มดำเนินการปล่อยกู้ให้ประเทศต่างๆ ได้ในปีหน้าเป็นต้นไป 

ทั้งนี้ จีนได้เพียรพยายามให้ AIIB เป็นองค์กรที่มีความคล่องตัว (ไม่มีขั้นตอนมาก) และไม่ถูกครอบหรือชี้นำโดยประเทศมหาอำนาจ เช่น ไอเอ็มเอฟ (ยุโรป) ธนาคารโลก (สหรัฐ) หรือธนาคารเพื่อการพัฒนาแห่งเอเชีย (ญี่ปุ่น) 

แต่จีนก็จะเป็นผู้ถือหุ้นเกินกว่า 25% เพื่อมีอำนาจในการยับยั้งการตัดสินใจ (veto) ในเรื่องที่สำคัญๆ

กล่าวโดยสรุปคือ แนวทางของจีนคือการรวมตัวทางเศรษฐกิจ  โดยการสร้างความเชื่อมโยงโดยเครือข่ายที่เป็นถนนรถไฟ การเดินเรือและการเดินอากาศบนพื้นแผ่นดินที่เชื่อมต่อกันระหว่างยุโรป แอฟริกาและเอเชีย
กล่าวคือหากจีนทำสำเร็จ เราอาจจะได้นั่งรถไฟจากกรุงเทพฯถึงกรุงปารีส ผ่านกรุงปักกิ่งก็เป็นได้
เมื่อเห็นความมุ่งมั่นของจีน
ผมเชื่อว่าการไปเยือนสหรัฐอเมริกา ของนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นจึงเป็นเหตุการณ์ที่สำคัญ  โดยในการเดินทางไปเยือนสหรัฐอย่างเป็นทางการเมื่อเดือนพฤษภาคมนั้น นายกอาเบะได้รับการต้อนรับอย่างสมเกียรติ โดยได้มีโอกาสไปกล่าวสุนทรพจน์ต่อการประชุมร่วมกันของสภาผู้แทนและวุฒิสภาของสหรัฐ ซึ่งเป็นครั้งแรกสำหรับผู้นำญี่ปุ่น
แต่ที่สำคัญคือการรีบเร่งเจรจาการทำข้อตกลงเขตการค้าเสรีระหว่างสหรัฐกับญี่ปุ่น ซึ่งมีท่าทีว่าจะใกล้ประสบผลสำเร็จ 

แม้ว่าจะเป็นเรื่องที่ยากลำบากทางเศรษฐกิจการเมืองสำหรับทั้ง 2 ผู้นำเป็นอย่างมาก กล่าวคือ  ญี่ปุ่นถูกกดดันให้ยอมเปิดตลาดภาคเกษตร (รวมทั้งข้าว) และภาคบริการ 

ในขณะที่สหรัฐต้องยอมเปิดตลาดรถยนต์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งลดภาษีนำเข้ารถยนต์ปิกอัพจากญี่ปุ่น
เป็นต้น

แต่การเจรจาเขตการค้าเสรีดังกล่าวนั้นยังบรรลุผลไม่ได้ ตราบใดที่ประธานาธิบดีโอบามาไม่สามารถมีอำนาจเจรจาการค้าแบบ Fast track ได้
กล่าวคือประธานาธิบดีสหรัฐนั้น มีอำนาจเจรจาเปิดตลาดกับต่างประเทศอยู่แล้ว  แต่เมื่อเจรจาได้ข้อตกลงมาแล้วก็จะต้องนำเข้าสู่การให้ความเห็นชอบของสภาทั้งสองเหมือนกับกฎหมายทั่วไป
แต่ในกรณีดังกล่าวข้อตกลงที่ประธานาธิบดีจัดทำมาแล้ว โดยการเจรจาด้วยความยากลำบาก ก็จะสามารถถูกเปลี่ยนแปลงแก้ไขได้โดยคณะกรรมการของสภาที่เกี่ยวข้อง ทำให้ประธานาธิบดีสหรัฐในทางกฎหมาย แม้มีอำนาจเจรจาทำข้อตกลงทางการค้า แต่ในทางปฏิบัติแล้วจะไม่สามารถเจรจาอะไรกับประเทศคู่ค้าได้เลย  หากไม่มีการออกกฎหมายที่เรียกว่า Fast track Authority  ซึ่งกำหนดว่าเมื่อประธานาธิบดีจัดทำข้อตกลงทางการค้ากับต่างประเทศแล้ว ก็จะเสนอให้สภาลงคะแนนให้ความเห็นชอบหรือไม่ให้ความเห็นชอบ แต่จะไม่สามารถแก้ไขข้อตกลงดังกล่าวได้

ดังนั้น ในช่วง 1-2 เดือนที่ผ่านมา ประธานาธิบดีโอบามาจึงได้ใช้ความพยายามอย่างยิ่งยวดที่จะโน้มน้าวให้วุฒิสภาและสภาผู้แทนราษฎรผ่านกฎหมาย Trade Promotion Authority หรือ TPA
ซึ่งจะให้อำนาจ Fast track กับประธานาธิบดีไปอีก 3 ปี
ทั้งนี้ จะเป็นประโยชน์กับผู้เข้ามาดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีคนใหม่ที่จะได้รับเลือกตั้งเข้ามาดำรงตำแหน่งตั้งแต่ปลายปี 2016 เป็นต้นไปอีกด้วย

หากประธานาธิบดีโอบามาไม่สามารถโน้มน้าวให้รัฐสภาสหรัฐผ่านกฎหมาย TPA ออกมาได้ภายในปลายปีนี้ ก็ยากที่จะทำให้ผ่านกฎหมายดังกล่าวในปี 2016
เพราะสหรัฐจะเข้าสู่กระบวนการหาเสียงเพื่อการเลือกตั้งประธานาธิบดีอย่างเต็มรูปแบบ ทำให้กิจกรรมของภาครัฐ (ทั้งฝ่ายบริหาร ฝ่ายนิติบัญญัติ และรัฐบาลท้องถิ่น) กลายเป็นเรื่องของการเมืองระหว่างพรรคเดโมแครต และพรรครีพับลิกันเป็นหลัก จะไม่สามารถผ่านกฎหมาย TPA ที่จะต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างสองพรรคการเมืองได้

ซึ่งผมได้เขียนให้เห็นถึงความแตกแยกและการแบ่งเป็นฝักเป็นฝ่ายของกลุ่มที่สนับสนุนการค้าเสรี และกลุ่มที่ต่อต้านข้อตกลงเปิดตลาดเสรี ซึ่งทำให้ประธานาธิบดีโอบามาต้องพึ่งพาเสียงของพรรครีพับลิกันเป็นหลัก เพื่อผ่านกฎหมาย TPA

ผมขอกล่าวถึงความสำคัญของ TPA ซึ่งจะเป็นเงื่อนไขสำคัญที่จะทำให้สหรัฐ ญี่ปุ่น สามารถเจรจาทำข้อตกลงเขตการค้าเสรีระหว่างกัน ที่ยังคั่งค้างกันอยู่ในขณะนี้ให้เสร็จสิ้นลงไปได้โดยเร็ว
(เพราะเมื่อญี่ปุ่นเห็นว่าประธานาธิบดีโอบามามีอำนาจ Fast track ก็จะมั่นใจได้ว่าสิ่งที่เจรจาตกลงไปจะไม่เปล่าประโยชน์)
และเมื่อสำเร็จแล้ว ข้อตกลงสหรัฐ-ญี่ปุ่น ก็น่าจะเป็นกรอบของการเจรจากับประเทศสมาชิก Trans-Pacific Partnership (TPP) อีก 10 ประเทศ ซึ่งรวมประเทศหลักๆ ที่อยู่ขอบซ้ายและขอบขวาของมหาสมุทรแปซิฟิกทั้งหมด
โดย TPP นั้น มีขนาดจีดีพีและมูลค่าการค้าประมาณ 40% ของจีดีพี และการค้าของโลก
ตรงนี้จะทำให้เห็นได้ว่า เป็นยุทธศาสตร์เพื่อรวมตัวเศรษฐกิจของฟากซ้ายและฟากขวาของมหาสมุทรแปซิฟิก ให้เป็นศูนย์กลางหลักของเศรษฐกิจโลกแตกต่างจากยุทธศาสตร์ New Silk Road ของจีนที่มุ่งจะทำให้จีนเป็นจุดศูนย์กลางของเศรษฐกิจโลก

จะเห็นได้ว่าการให้ได้มาซึ่ง TPA จะเป็นบันไดไปสู่การทำข้อตกลงการค้าเสรีกับญี่ปุ่น และการเกิดขึ้นของเขตการค้าเสรีสำหรับประเทศรอบมหาสมุทรแปซิฟิก โดยอเมริกาจะเป็นจ่าฝูง 

ทั้งนี้ ประเทศหลักที่ยังไม่ได้เข้าเป็นสมาชิก TPP คือจีน อินโดนีเซีย เกาหลีใต้ และไทย แต่สำหรับอินโดนีเซียนั้น หากเข้าร่วมก็คงไม่มีปัญหา ส่วนเกาหลีใต้จะสามารถเข้าร่วมได้โดยไม่ยาก
เพราะได้ทำความตกลงเขตการค้าเสรีกับสหรัฐไปก่อนหน้าแล้ว 

สำหรับจีนก็คงเป็นเรื่องที่จะสูญเสียโอกาสที่จะเป็นผู้นำทางเศรษฐกิจในภูมิภาคให้กับสหรัฐและญี่ปุ่น
ดังนั้น การให้ได้มาซึ่ง TPA ของประธานาธิบดีโอบามา จึงเป็นเครื่องมือที่สำคัญยิ่งสำหรับนโยบาย Asia pivot (การหักเหมาสู่เอเชีย) ของประธานาธิบดีโอบามา 

และหากสามารถจัดทำข้อตกลง TPP ได้สำเร็จ ก็จะเป็นผลงานชิ้นสุดท้ายที่สำคัญสำหรับประธานาธิบดีโอบามาก่อนจะอำลาตำแหน่ง 

ดังนั้น ประธานาธิบดีโอบามาจึงกล่าวกับฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยกับกฎหมาย TPA ว่า
หากไม่มี TPA จีนก็จะเป็นผู้ “เขียนกฎ” (write the rules) และ
ธุรกิจสหรัฐก็จะถูกกันออกจากเอเชียและการลงคะแนนเสียงคัดค้าน TPA “is a vote against me”

- See more at:


ผมเชื่อว่าภายในปลายปีนี้ภูมิภาคเอเชียจะเดินไปสู่จุดเปลี่ยนผ่านที่สำคัญทางเศรษฐกิจ
BANGKOKBIZNEWS.COM

วันพุธที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2557

ครม.เห็นชอบแบ่วงส่วนราชการตร.ให้สันตบาลค้นโดยไม่มีหมายได้

ครม.เห็นชอบ พ.ร.ฎ.แบ่งส่วนราชการ สตช. ให้ตำรวจสันติบาลเข้าค้นสถานที่ต้องสงสัยได้โดยไม่ต้องขอหมายค้น***
วันอังคาร 16 ธันวาคม 2557 เวลา 21:09 น.
เมื่อวันที่ 16 ธ.ค. ที่ตึกนารีสโมสร ทำเนียบรัฐบาล พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลการประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) ว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) ได้เสนอ ครม.ให้ความเห็นชอบร่างพระราชกฤษฎีกาแบ่งส่วนราชการ สตช. และเสนอร่างกฎกระทรวงควบคู่กันไป เพื่อแบ่งส่วนราชการที่เป็นกองบังคับการ หรือส่วนราชการอื่นใน สตช. เรื่องนี้เกิดมาจากกองบัญชาการตำรวจสันติบาล มีภารกิจในการสืบสวนหาข่าวด้านความมั่นคง แต่ว่าไม่มีอำนาจตามประมวลกฎหมายพิจารณาความอาญา เป็นเหตุให้เวลาที่จะเข้าตรวจสอบ ตรวจค้นพื้นที่ต่าง ๆ อย่างเร่งด่วน ทำไม่ได้ ทำให้การปฏิบัติงานล่าช้า ขาดความคล่องตัว
พล.ต.สรรเสริญ กล่าวอีกว่า ดังนั้นเพื่อเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพ ประสิทธิผล จึงเห็นสมควรที่จะเพิ่มอำนาจให้กับกองบัญชาการตำรวจสันติบาล รวมทั้งหน่วยระดับกองบังคับการในสังกัดของกองบัญชาการตำรวจสันติบาล ให้สามารถมีอำนาจ ทั้งในเรื่องสืบสวน และสามารถปฏิบัติงานตามประมวลกฎหมายพิจารณาความอาญาได้ด้วย ดังนั้นอำนาจหน้าที่ ไม่ว่าในกองบัญชาการตำรวจสันติบาลหรือกองบังคับการอำนวยการ กองบังคับการตำรวจสันติบาล 1 สันติบาล 2 และสันติบาล 4 ให้สามารถปฏิบัติหน้าที่ตามประมวลกฎหมายพิจารณาความอาญา และกฎหมายในส่วนที่เกี่ยวข้องได้.


วันศุกร์ที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

สถานการณ์28พ.ย.57

Jab28Nov14
//////////
พงศพัฒน์
ผกก.สน.พระโขนง เผย เตรียมเบิกตัว 5 ผู้ต้องหาเอี่ยว อดีต ผบช.ก. ไปฝากขังที่ศาลแขวงพระโขนงบ่ายวันนี้
พ.ต.อ.ฤทธิกร สายสนั่น ณ อยุธยา ผกก.สน.พระโขนง เปิดเผยกับ สำนักข่าว ไอ.เอ็น.เอ็น. ว่า ในวันนี้ (28 พ.ย.) เจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.พระโขนง เตรียมเบิกตัว 5 ผู้ต้องหาที่ก่อเหตุแอบอ้างสถาบันฯ มีการทวงหนี้ หน่วงเหนี่ยวกักขัง และกรรโชกทรัพย์ เพื่อหาประโยชน์โดยมิชอบ และมีส่วนเกี่ยวข้องกับอดีต ผบช.ก. ไปฝากขังที่ศาลแขวงพระโขนงในช่วงบ่ายวันนี้ (28 พ.ย.)
หลังเมื่อคืนที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ได้ควบคุมตัวผู้ต้องหาทั้ง 5 ราย มาทำการสืบสวนสอบสวนที่กองบัญชาการตำรวจนครบาล เพิ่มเติม และได้คุมตัวกลับไปฝากขังที่ สน.ท่องหล่อ 1 ราย สน.ลุมพินี 1 ราย สน.ท่าเรือ 1 ราย สน.บางโพงพาง 1 ราย และ สน.วัดพระยาไกร อีก 1 ราย ซึ่งคาดว่าจะมีการคุมตัวไปฝากขังที่ศาลแขวงพระโขนงไม่เกิน 13.00 น. ของวันนี้แน่นอน
-----------------
บรรยากาศก่อนฝากขัง 5 ผู้ต้องหา เอี่ยว อดีต ผบช.ก. ที่ ศาล จ.พระโขนง เป็นไปอย่างเรียบร้อย ด้าน ตร. เผย แยกคุม 5 ผู้ต้องหาไว้คนละ สน.
ความเคลื่อนไหวที่ศาลจังหวัดพระโขนงเป็นไปอย่างเรียบร้อย มีสื่อมวลชนจากหลายสำนักปักหลักติดตามความเคลื่อนไหวกันอย่างใกล้ชิด หลังเจ้าหน้าที่จะควบคุมตัวผู้ต้องหาทั้ง 5 ราย ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับ พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ ฉายาพันธุ์ อดีต ผบช.ก. ประกอบด้วย นายณัฐพล อัครพงศ์ปรีชา นายสิทธิศักดิ์ อัครพงศ์ปรีชา นายณรงค์ อัครพงศ์ปรีชา นายสุทธิศักดิ์ สุทธิจิตต์ และ นายชากานต์ ภาคภูมิ มาขออำนาจศาลจังหวัดพระโขนงฝากขังในวันนี้ เวลา 13.30 น.

ด้าน พ.ต.อ.ฤทธิกร สายสนั่น ณ อยุธยา ผกก.สน.พระโขนง เปิดเผยว่า ผู้ต้องหา ทั้ง 5 คน หลังจากถูกควบคุมตัวไปที่กองบัญชาการตำรวจนครบาลเจ้าหน้าที่ได้แจ้งข้อหาเพิ่มเติมอีก 3 ข้อหา คือ
ฐานความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ความผิดฐานมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่มีเหตุอันควรและพกพาโดยไม่ได้รับอนุญาต ซึ่งผู้ต้องหา ทั้ง 5 ราย ได้ถูกควบคุมตัวแยกตาม สน. ใน 5 พื้นที่ ประกอบด้วย สน.ทองหล่อ สน.ลุมพินี สน.ท่าเรือ สน.บางโพงพาง และ สน.วัดพระยาไกร

จากนั้น ในช่วงบ่ายวันนี้ พนักงานสอบสวนแต่ละ สน. จะคุมตัว 5 ผู้ต้องหา มาขออำนาจศาลจังหวัดพระโขนงฝากขังในผลัดแรก เป็นจำนวน 12 วัน
--------------
ผบ.ตร. โชว์รายชื่อ ตร.พันส่วยน้ำมันเถื่อน มี DSI สั่งสอบ พบจ่ายส่วยสูงถึง 12 ล้าน ยันเอาผิด ด้าน ปปง. ยันพร้อมเร่งสืบกรณีนี้โดยเร็ว

พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ นำเอกสารบัญชีรายชื่อข้าราชการตำรวจ/ หน่วยงาน/ กลุ่มบุคคล จำนวน 2 เล่ม มีความหนากว่า 100 หน้า ที่เชื่อว่ามีส่วนเกี่ยวข้องจากการ
เรียกรับผลประโยชน์จากการค้าน้ำมันเถื่อนจังหวัดภาคใต้ ที่ยึดได้จากบ้านพักของ นายสหชัย เจียรเสริมศิลป์ หรือ เสี่ยโจ้ ผู้มีอิทธิพลกว้างขวางในภาคใต้ และเป็นผู้ต้องหาที่หลบหนีคดีอยู่ในขณะนี้
โดยในเอกสารมีรายชื่อทั้งชื่อจริงและชื่อย่อ รวมถึงการแจกแจงรายละเอียดการจ่ายเงินให้กับบุคคลและหน่วยงาน ระบุ เช่น ผอ.ปราบปรามทางทะเล/ ผกก.โย๊ะ/ รอง ผกก.โส ตลอดจนกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ DSI เป็นต้น ทั้งนี้ ผบ.ตร. ยืนยันว่า จะตรวจสอบในส่วนของข้าราชการตำรวจที่เกี่ยวข้อง ซึ่งส่วนใหญ่พบว่าอยู่ในสังกัดกองบังคับการตำรวจน้ำ มีการจ่ายส่วยในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา มียอดเงินที่เรียกเก็บสูงสุดถึงครั้งละ 12 ล้านบาท นอกจากนี้ ผบ.ตร. ระบุ จะสั่งการให้ตรวจสอบย้อนหลังในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา หากพบว่ามีผู้บังคับบัญชาคนก่อนหน้านี้เกี่ยวข้อง จะดำเนินการทางวินัยและอาญา ส่วนเอกสารบัญชีรายชื่อจะสำเนาเพิ่ม 2 ชุด เพื่อส่งมอบให้พนักงานสอบสวนกองบัญชาการตำรวจนครบาล สรุปสำนวนคดี และกองบังคับการปราบปราบ เพื่อดำเนินการสอบสวนข้อเท็จจริงต่อไป

ส่วนกรณีที่ สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน หรือ ปปง. เคยขอให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ดำเนินการสืบสวนการค้าน้ำมันเถื่อนที่เกิดความล่าช้า ยืนยันว่า จะเร่งรัดดำเนินการโดยเร็ว พร้อมให้รายงานผลให้ทราบทุก 15 วัน
------------
ระทึก! ไฟไหม้โรงงานพลาสติกขนาดใหญ่ ย่านพระราม 2 บึ้มสนั่น ไม่มีคนเจ็บหรือเสียชีวิต - เจ้าหน้าที่เร่งดับ
เมื่อสักครู่ที่ผ่านมา เกิดเหตุไฟไหม้โรงงานผลิตพลาสติกขนาดใหญ่ในบริเวณพระราม 2 ซอย 44 แขวงท่าข้าม เขตบางขุนเทียน กรุงเทพมหานคร โดยขณะนี้ เปลวไฟได้โหมลุกลามเผาโรงงานดังกล่าวอย่างรุนแรง พร้อมกับมีเสียงระเบิดออกมาเป็นระยะ ซึ่ง เจ้าหน้าที่ดับเพลิงกำลังเร่งเข้าทำการดับเปลวไฟที่กำลังลุกโหมกระหน่ำอยู่
ทั้งนี้ ยังไม่ได้รับรายงานว่ามีผู้ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิตอย่างใด หากเพลิงได้สงบลงแล้ว ทางเจ้าหน้าที่จะทำการสืบหาเบาะแสการเกิดเพลิงไหม้และทำการคำนวณความเสียหายทั้งหมดอีกครั้ง
------------
ผบก.น.5 เผย ศาลออกหมายจับเพิ่ม 5 รายเอี่ยวเครือข่าย อดีต ผบช.ก. เจ้าหน้าที่เร่งติดตาม

พ.ต.อ.ชวลิต ประสพศิลป ผบก.น.5 เปิดเผยว่า เมื่อวานนี้ (27 พ.ย.) ศาลอาญารัชดาภิเษก อนุมัติออกหมายจับผู้ต้องหาเพิ่มอีก 5 ราย หลังมีพฤติกรรมขู่กรรโชก โดยใช้อาวุธกับเจ้าหนี้เพื่อให้ลดจำนวนหนี้จาก 100 ล้านบาท เหลือ 20 ล้านบาท โดยผู้เสียหายได้ไปแจ้งความกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.วัดพระยาไกร เมื่อช่วงเดือนมิถุนายน ที่ผ่านมา

จากการตรวจสอบเบื้องต้น ผู้ต้องหาทั้งหมดที่ถูกออกหมายจับนั้น เป็นกลุ่มเครือข่ายเดียวกับ นายณัฐพล อัครพงศ์ปรีชา/ นายณรงค์ อัครพงศ์ปรีชา/ นายชากานต์ ภาคภูมิ เครือข่ายของ อดีต ผบช.ก. ที่ก่อเหตุในพื้นที่ สน.พระโขนง และถูกจับกุมไปก่อนหน้านี้

ทั้งนี้ อยู่ระหว่างติดตามจับกุม ส่วนจะเป็นเจ้าหน้าที่รัฐหรือไม่ อยู่ระหว่างตรวจสอบ
-------------------
ตร. นำ 5 ผู้ต้องหา เอี่ยว อดีต ผบช.ก. มาฝากขังที่ ศาล จ.พระโขนง แล้ว ค้านการประกันตัว ผู้ต้องหารับสารภาพทั้งหมด
ความเคลื่อนไหวที่ศาลจังหวัดพระโขนง พนักงานสอบสวน สน.ทองหล่อ สน.ลุมพินี และ สน.ท่าเรือ ควบคุมตัว นายณัฐพล อัครพงศ์ปรีชา นายสิทธิศักดิ์ อัครพงศ์ปรีชา นายณรงค์ อัครพงศ์ปรีชา ผู้
ต้องหาที่เกี่ยวข้องกับ พล.ต.ท. พงศ์พัฒน์ ฉายาพันธุ์อดีตผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (ผบช.ก.) มาขออำนาจศาลฝากขังผลัดแรก เป็นเวลา 12 วัน เมื่อเวลา 12.20 น. ด้าน นายสุทธิศักดิ์ สุทธิจิตต์ และ นายชากานต์ ภาคภูมิ พนักงานสอบสวน สน.บางโพงพาง และ สน.วัดพระยาไกร ได้คุมตัวผู้ต้องหามาฝากขังเวลา 12.31 น.

ด้านข้อหาของผู้ต้องหาทั้งหมด 6 ข้อหา ร่วมกันข่มขืนใจให้กระทำการใด ไม่กระทำการใด โดยทำให้กลัวว่าจะเกิดอันตรายต่อชีวิตร่างกายหรือเสรีภาพ, หน่วงเหนี่ยวกักขัง, ร่วมกันลักทรัพย์, หมิ่นสถาบันเบื้องสูงตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112, ความผิดฐานมีอาวุธปืนและพกพาอาวุธปืนไปในที่สาธารณะโดยไม่มีเหตุอันควร โดยพนักงานสอบสวนขัดค้านการประกันตัว เนื่องจากเกรงว่าผู้ต้องหาจะหลบหนีและไปยุ่งเกี่ยวกับพยานหลักฐาน และผู้ต้องหา ทั้ง 5 รายให้การรับสารภาพทุกข้อกล่าวหา

สำหรับบรรยากาศ มีสื่อมวลชนจากหลายสำนักปักหลักติดตามความเคลื่อนไหวบริเวณด้านหน้าอย่างใกล้ชิด
-----------
ผบก.น.5 เผย ออกหมายจับเพิ่มอีก 5 ราย คดีพงศ์พัฒน์และพวก หลังพบขู่กรรมโชกทรัพย์

พล.ต.ต.ชวลิต ประสพศิลป ผบก.น.5 เปิดเผยว่า ศาลอาญารัชดาภิเษก อนุมัติออกหมายจับผู้ต้องหาเพิ่มอีก 5 ราย หลังมีพฤติกรรมขู่กรรโชก โดยใช้อาวุธกับเจ้าหนี้เพื่อให้ลดจำนวนหนี้ จาก 100 ล้านบาท เหลือ 20 ล้านบาท โดยผู้เสียหายได้ไปแจ้งความกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.วัดพระยาไกร เมื่อช่วงเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา

จากการตรวจสอบเบื้องต้น ผู้ต้องหาทั้งหมดที่ถูกออกหมายจับนั้น เป็นกลุ่มเครือข่ายเดียวกับ นายณัฐพล อัครพงศ์ปรีชา นายณรงค์ อัครพงศ์ปรีชา นายชากานต์ ภาคภูมิ เครือข่ายของ อดีต ผบช.ก. ที่ก่อเหตุในพื้นที่ สน.พระโขนง และถูกจับกุมไปก่อนหน้านี้

ทั้งนี้ อยู่ระหว่างติดตามจับกุม ส่วนจะเป็นเจ้าหน้าที่รัฐหรือไม่ อยู่ระหว่างตรวจสอบ
--------------
โฆษก ตร. มีคำสั่งให้ 3 ผกก.ตร.น้ำ เอี่ยวส่วยน้ำมันเถื่อนมาปฏิบัติ ราชการที่ ศปก.ตร. - จ่อถอดยศ "พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์" กับพวก

พล.ต.ท.ประวุฒิ ถาวรศิริ รักษาราชการแทนผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ในฐานะโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า ได้มีคำสั่งให้ พ.ต.อ.วริศร์สิริภ์ ลีละสิริ ผู้กำกับการ 5/ พ.ต.อ.สมชาติ ศุภวุฒิ ผู้กำกับการ 7 กองบังคับการตำรวจน้ำ และ พ.ต.อ.จักรพันธุ์ รัตนเทวมาตย์ ผู้บังคับการเรือจังหวัดชลบุรี ให้มาปฏิบัติราชการที่ศูนย์ปฏิบัติการ กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง เนื่องจากสอบสวนเบื้องต้นพบว่า มีส่วนเกี่ยวข้องกับการเรียกรับสินบนน้ำมันเถื่อนในพื้นที่ภาคใต้ และเพื่อให้การตรวจสอบเรื่องดังกล่าวเป็นไปอย่างโปร่งใส

พร้อมยอมรับว่า เตรียมพิจารณาถอดยศ พล.ต.ท.พงศพัฒน์ ฉายาพันธุ์ อดีตผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง และนายตำรวจที่เกี่ยวข้องและมีการจับกุมดำเนินคดีในข้อหาหมิ่นสถาบัน และข้อหาอื่น ๆ อย่างน้อย 7 คน แต่ต้องรอพิจารณาตามขั้นตอนของกฎหมาย พร้อมเตรียมพิจารณาออกหมายจับผู้ต้องหาที่เกี่ยวข้องและมีพฤติการณ์เดียวแก๊งทวงหนี้เดียวกับผู้ต้องหา 5 ราย ที่ถูกนำตัวฝากขังต่อศาลในวันนี้อีกอย่างน้อย 3 คน ซึ่งทั้งหมดมีพฤติกรรมควบคุมตัวผู้เสียหายไปไว้ย่านพุทธมณฑล เพื่อข่มขู่ทวงหนี้
---------------
คืบเหตุไฟไหม้โรงงานย่านพระราม 2 ชี้เพลิงยังไม่สงบ แต่คุมเพลิงในวงจำกัดแล้ว คาดสาเหตุไฟฟ้าลัดวงจร เจ้าหน้าที่เร่งดับ
พ.ต.ท.สุทศ รุ่งโรจน์ สารวัตรป้องกันปราบปราม สน.บางมด เปิดเผยถึงคืบหน้า หลังจากเกิดเหตุไฟไหม้โรงงานผลิตพลาสติกขนาดใหญ่ของ บริษัท ไทยโพลี พลาสแพ็ค จำกัด ในบริเวณพระราม 2 ซอย 44 แขวงท่าข้าม เขตบางขุนเทียน กรุงเทพมหานคร โดยขณะนี้ ทางเจ้าหน้าที่ยังไม่สามารถควบคุมเพลิงได้ ซึ่งทำได้เพียงแค่สกัดเพลิงไว้ให้อยู่ในวงจำกัดเพียงเท่านั้น หากเมื่อใดเปลวเพลิงได้สงบลงแล้ว ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจเร่งเข้าทำการตรวจสอบถึงความเสียหายอีกครั้งและจากผลกระทบในเหตุการณ์ไฟไหม้ในครั้งนี้ส่งผลทำให้บ้านเรือนของประชาชนบริเวณใกล้เคียงเสียหายไปแล้ว 2หลัง

ทั้งนี้ ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ คาดว่า สาเหตุเบื้องต้นของการเกิดเพลิงไหม้ในครั้งนี้ น่าจะมาจากกระแสไฟฟ้าลัดวงจร อย่างไรก็ตาม ทางเจ้าหน้าที่ดับเพลิง ได้ทยอยเข้ามาในพื้นที่ เพื่อทำการเร่งดับเปลวเพลิงให้ได้โดยไว
--------------
โฆษก ตร. เผย "พงศ์พัฒน์" นำเงินลงทุนต่างประเทศ ชี้ เร่งสอบเส้นทางเงิน เชื่อ ยังซุกอีก สรุปสำนวนส่ง ป.ป.ช. เอาผิด 30 วัน

พล.ต.ท.ประวุฒิ ถาวรศิริ โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า จากการตรวจสอบทรัพย์สินของ พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ ฉายาพันธุ์  อดีตผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (ผบช.ก.) พบว่า มีการนำเงินสดบางส่วนออกนอกประเทศไปเพื่อร่วมลงทุน ซึ่งเจ้าหน้าที่จะเร่งติดตามเส้นทางทางการเงิน และทรัพย์สินที่ยังอยู่ภายในประเทศ ซึ่งเชื่อว่ายังมีอีกเป็นจำนวนมาก ขณะเดียวกัน ทางพนักงานสอบสวนจะเร่งสรุปสำนวนคดีภายใน 30 วัน เพื่อส่งให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. ดำเนินการตรวจสอบ พร้อมระบุยังไม่มีการพูดคุยเรื่องการโอนย้ายคดีดังกล่าวไปเป็นคดีพิเศษแต่อย่างใด

นอกจากนี้ โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวยอมรับว่า กรณี พ.ต.อ.ชาตรี รุ่งดำรงค์ สารวัตรสถานีตำรวจทางหลวง 1 กองกำกับการ 1 กองบังคับการตำรวจทางหลวง ที่ยื่นใบลาออกจากราชการ ถือว่า เป็นสิทธิส่วนตัว สามารถทำได้ และหากจะกลับเข้ารับราชการอีกก็สามารถทำได้ ทั้งนี้ จากการตรวจสอบเบื้องต้น เชื่อได้ว่าสาเหตุที่ลาออกครั้งนี้ เกี่ยวข้องกับเรื่องที่ พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ กับพวก ถูกดำเนินคดีอย่างแน่นอน แต่ส่วนตัวของ พ.ต.อ.ชาตรี ยังไม่พบความผิด หรือเกี่ยวข้องกับขบวนการดังกล่าว
-------------
อธิบดีกรมศิลปากร เผย มีการตั้งกรรมการตรวจวัตถุโบราณของ อดีต ผบช.ก. ขึ้นมา 1 ชุด ชี้เริ่มคัดแยกวันที่ 1 ธ.ค.นี้ คาดเสร็จภายใน 1 - 2 เดือน
นายบวรเวท รุ่งรุจี อธิบดีกรมศิลปากร แถลงผลการร่วมตรวจสอบและประชุมหารือเกี่ยวกับวัตถุโบราณต่าง ๆ ที่เจ้าหน้าที่สามารถตรวจยึดได้จากการกระทำความผิดของ พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ ฉายาพันธุ์ กับพวก ว่า เบื้องต้น จะตั้งคณะกรรมการตรวจสอบขึ้นมา 1 ชุด เพื่อทำการตรวจสอบคัดแยกวัตถุโบราณทั้ง 2 หมื่นชิ้น ว่า เป็นศิลปะวัตถุ และโบราณวัตถุมากน้อยแค่ไหน หลังจากนั้นจะมีการตรวจสอบหาวัตถุที่บุคคลสามารถครอบครองได้ และครอบครองไม่ได้ออกจากกัน เพื่อง่ายต่อการหาแหล่งที่มาของวัตถุแต่ละชิ้น รวมทั้งมีข้อกฎหมายที่ใช้ควบคุมโบราณวัตถุแต่ละประเภทแตกต่างกัน ต้องมีการตรวจสอบอย่างละเอียด ซึ่งจะเริ่มทำการคัดแยก ในวันที่ 1 ธันวาคม นี้ เป็นต้นไป และคาดว่าจะแล้วเสร็จภายใน 1 - 2 เดือน นี้

ด้านมูลค่าของวัตถุทั้งหมด ยังไม่สามารถระบุได้ต้องรอให้กรรมการตรวจสอบอย่างละเอียดอีกครั้ง เพราะราคาของวัตถุโบราณแต่ละชิ้นจะขึ้นอยู่กับความนิยมของผู้ซื้อด้วย และหากพบว่าวัตถุโบราณชิ้นใดเป็นของต่างประเทศ ก็จะมอบคืนแก่ประเทศนั้นไป ด้านการนำเข้ามาในประเทศ หรือการได้มาด้วยการฟอกเงินนั้น เป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ที่จะสืบสวนสอบสวนขยายผลต่อไป

สำหรับโบราณวัตถุ ทางเจ้าหน้าที่จะได้เก็บไว้ที่กรมศิลปากร จนกว่าคดีจะสิ้นสุด ด้าน ศิลปะวัตถุ จะมอบให้เจ้าหน้าที่ตำรวจช่วยหาที่เก็บต่อไป
-----------------
ผบก.น.5 เผย ผู้เสียหาย เข้าแจ้งความคดี 5 ผู้ต้องหาเอี่ยว อดีต ผบช.ก. แล้ว ด้านศาลอนุมัติหมายจับผู้ต้องหาเพิ่มเติมหมดแล้ว

พล.ต.ต.ชวลิต ประสพศิลป ผบก.น.5 กล่าวว่า ขณะนี้มีผู้เสียหายแจ้งความดำเนินคดีกลุ่มผู้ต้องหา 2 คดี ท้องที่ สน.พระโขนง และท้องที่ สน.วัดพระยาไกร โดยมี นายณัฐพล อัครพงศ์ปรีชา นายณรงค์ อัครพงศ์ปรีชา และ นายชากานต์ ภาคภูมิ ร่วมก่อเหตุทั้ง 2 คดี รายละเอียดของคดี ท้องที่ สน.วัดพระยาไกร เหตุเกิดเดือน มิ.ย. 57 ผู้เสียหายเป็นเจ้าหนี้มูลค่า 100 กว่าล้านบาท กลุ่มผู้ต้องหาก็ไปเจรจาและข่มขู่ผู้เสียหายบังคับให้ลดหนี้ลงเหลือประมาณ 20 ล้านบาท ผู้ต้องหาพยายามจะไปอุ้มแต่ผู้เสียหายขัดขืน ส่วนคดีท้องที่ สน.พระโขนง กลุ่มผู้ต้องหาไปทวงหนี้ผู้เสียหายมูลค่า 30 ล้านบาท โดยข่มขู่และกรรโชกทรัพย์ผู้เสียหาย กลุ่มผู้ต้องหามีพฤติกรรมรับจ้างทวงหนี้ และบังคับให้ลดหนี้ จากนั้น ก็หักรายได้เป็นเปอร์เซ็นต์ อาจจะร้อยละ 20-30 ส่วนผู้ต้องหามีข้าราชการไปเกี่ยวข้องหรือไม่นั้น อยู่ระหว่างตรวจสอบให้ชัดเจน

พ.ต.อ.เกียรติณรงค์ เฉลิมสุข ผกก.สน.วัดพระยาไกร กล่าวถึงศาลขออนุมัติหมายจับผู้ต้องหาเพิ่มเติมว่า หลังจากศาลอาญากรุงเทพใต้ อนุมัติหมายจับผู้ต้องหาทั้งหมดแล้ว แต่ฐานความผิดในข้อหามาตรา 112 คดีดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากปฏิวัติรัฐประหาร พนักงานสอบสวน สน.วัดพระยาไกร จึงต้องไปขออำนาจศาลทหารกรุงเทพ ออกหมายจับผู้ต้องหา ส่วน นายณัฐพล อัครพงศ์ปรีชา นายณรงค์ อัครพงศ์ปรีชา และ นายชากานต์ ภาคภูมิ พนักงานสอบสวนได้ประสาน สน.พระโขนง อายัดตัวไว้ดำเนินคดีต่อไปผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่าผู้ต้องหาทั้ง 5 คน ที่ออกหมายจับเพิ่มเติมนั้น 1 ใน 5 เป็นทหารยศจ่า ล่าสุด ต้นสังกัดควบคุมตัวเอาไว้แล้ว
----------
ตร.แถลง คืบหน้ากรณีจับกุม 5 ผู้ต้องหาเอี่ยว อดีต ผบช.ก. เผย ผู้ต้องหารับสารภาพทุกกรณี ศาลอนุมัติหมายจับผู้ต้องหาครบทุกคนแล้ว

พล.ต.ท.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล ผบช.น. พล.ต.ต.ชวลิต ประสพศิลป ผบก.น.5 พล.ต.ต.วิสูตร ฉัตรชัยเดช ผบก.น.6 พล.ต.ต.สมบัติ มิลินทจินดา ผบก.สส.บช.น. แถลงถึงความคืบหน้าคดีจับกุม นายณัฐพล อัครพงศ์ปรีชา นายสิทธิศักดิ์ อัครพงศ์ปรีชา นายณรงค์ อัครพงศ์ปรีชา นายสุทธิศักดิ์ สุทธิจิตต์ และ นายชากานต์ ภาคภูมิ กลุ่มบุคคลที่แอบอ้างสถาบันฯ เครือข่าย พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ ฉายาพันธุ์ อดีต ผบช.ก. ทวงหนี้หน่วงเหนี่ยวกักขัง และกรรโชกทรัพย์

โดย พล.ต.ท.ศรีวราห์ กล่าวว่า หลังจากสอบปากคำผู้ต้องหาทั้งหมดแล้วเรียบร้อยแล้ว พนักงานสอบสวน มีการแจ้งดำเนินคดีเพิ่มเติม ข้อหาหมิ่นสถาบัน (ม.112) และคดีพกพาอาวุธปืน จากการสอบสวนผู้ต้องหาทั้งหมด ให้การรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหาทุกข้อหา รวมทั้งเคยก่อเหตุลักษณะดังกล่าวในท้องที่ สน.วัดพระไกร ด้วย

ซึ่งทั้ง 2 คดีเป็นเรื่องเกี่ยวกับการกรรโชก โดยใช้กำลังและอาวุธ จำนวนเงินก็สูงพอสมควร ส่วนพฤติกรรมผู้ต้องหาเป็นอย่างไร มีการแอบอ้างสถาบันหรือไม่ และมีความเชื่อมโยงกับ พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ อย่างไรนั้น ขอไม่ได้เพราะอยู่ในสำนวนคดี ตนได้สั่งการทุก สน.ในสังกัดนครบาล ตรวจสอบว่า กลุ่มผู้ต้องหาเคยก่อคดีมาแล้วอีกหรือไม่ ถ้าพบก็ให้รายงานให้ทราบโดยด่วน

ซึ่ง พล.ต.ท.ศรีวราห์ กล่าวด้วยว่า จากการสืบสวนสอบสวนทราบว่า กลุ่มผู้ต้องหาที่ก่อเหตุในท้องที่ สน.วัดพระยาไกร มีจำนวน 8 คน โดยมี นายณัฐพล อัครพงศ์ปรีชา นายณรงค์ อัครพงศ์ปรีชา และ นายชากานต์ ภาคภูมิ ร่วมพวกอีก 5 คนก่อเหตุ พนักงานสอบสวน สน.วัดพระยาไกร ได้รวบรวมพยานหลักฐานขออนุมัติหมายจับผู้ต้องหาทั้ง 5 คน เมื่อวันที่ 27 พ.ย. ศาลอาญากรุงเทพใต้ ได้อนุมัติหมายจับผู้ต้องหาทั้งหมดเรียบร้อยแล้ว ขณะนี้อยู่ระหว่างเร่งติดตามจับกุมตัวมาดำเนินคดี
----------------
รรท.ผบช.ก. เรียกประชุม ผกก. - ผบก.สอบสวนกลาง สั่งการ 1 เดือน ทำงานกู้ชื่อเสียงหน่วย ระบุ ขวัญและกำลังใจยังดี

พล.ต.ท.ประวุฒิ ถาวรศิริ ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ รักษาราชการแทนผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง เรียกประชุมตำรวจจากทุกกองบังคับการในสังกัด บช.ก. ตั้งแต่ระดับผู้กำกับการถึงผู้บังคับการ เข้าร่วมประมาณ 160 นาย หลัง พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ ฉายาพันธุ์ อดีตผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง และนายตำรวจระดับสูงในสอบสวนกลาง ถูกให้ออกจากราชการ และอยู่ระหว่างถูกดำเนินคดีในข้อหาแอบอ้างสถาบันฯ แสวงหาผลประโยชน์มิชอบ เรียกรับส่วย ทั้งนี้ พล.ต.ท.ประวุฒิ กล่าวว่า วันนี้ในการประชุมมอบนโนบายได้พูดเล่าถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น กรณี พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ แต่ไม่ได้แจงในรายละเอียดการดำเนินคดี โดยได้ย้ำว่าหลังจากนี้ไป บช.ก. ต้องทำงานเพื่อกอบกู้ชื่อเสียงของสอบสวนกลาง ที่เคยมีชื่อเสียงในอดีต ซึ่ง กองปราบปราม มีชื่อจับกุมทำคดีที่ไม่มีใครทำได้มาตลอด แต่หลัง ๆ ผ่อนลงไป จากนี้ไปให้ทุกกองบังคับการไปเขียนแผนการดำเนินงาน (action plan) ในระยะเวลา 1 เดือน คือ ภายในเดือนธันวาคม นี้ จะดำเนินการอย่างไรบ้าง ทั้งด้านการดำเนินการจับกุม ป้องปราบ คืนความสุขให้ประชาชน ซึ่ง บช.ก. ไม่ได้ทำในระยะที่ผ่านมาพร้อมทั้งให้ไปติดตามการทำงานการปราบปรามมือปืนรับจ้าง การปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ เช่น แก๊งรัสเซีย แก๊งโคลัมเบีย แก๊งเอทีเอ็ม แก๊งคอลเซ็นเตอร์ แก๊งค้าทรัพยากรธรรมชาติ ค้าน้ำมัน โดยให้ประชาชนแจ้งเบาะแสมาได้ผ่านสายด่วน โทร.1599
------------------
//////
สนช.ถอดถอน
---------
สภานิติบัญญัติแห่งชาติ เตรียมพิจารณาวาระถอดถอน "ยิ่งลักษณ์" วันนี้ ปมทุจริตโครงการรับจำนำข้าว 10.00 น.

บรรยากาศการรักษาความปลอดภัยที่รัฐสภา เช้านี้เป็นไปอย่างเข้มงวด เนื่องจาก มีการประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ในเวลา 10.00 น. โดยมีระเบียบวาระการประชุมเรื่องด่วน พิจารณาเพื่อดำเนินกระบวนการถอดถอน นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ออกจากตำแหน่ง ตามมาตรา 6 วรรคสอง ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2557 ประกอบมาตรา 64 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 กรณีทุจริตโครงการจำนำข้าว ทั้งนี้ จะพิจารณา 2 เรื่องหลัก คือ การกำหนดวันแถลงเปิดสำนวนคดีของผู้กล่าวหาและผู้ถูกกล่าวหา และการพิจารณาคำขอเพิ่มเติมพยานหลักฐานของผู้ถูกกล่าวหา (ถ้ามี) ซึ่งเป็นตามข้อบังคับการประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ พ.ศ. 2557 ข้อ 155
-----------
"ยิ่งลักษณ์" ส่งทีมทนายขอเพิ่มพยานหลักฐาน ย้ำ ไม่ผิด ขอหารือเจ้าตัวก่อน 9 ม.ค. มาเองหรือไม่
นายนรวิชญ์ หล้าแหล่ง ทนายความ นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เตรียมชี้แจงแทนต่อที่ประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ หลังจากได้ยื่นหนังสือขอเพิ่มเติมพยานหลักฐาน จำนวน 72 ฉบับ ตั้งแต่วันที่ 21 พ.ย.ที่ผ่านมา โดยหลักฐานดังกล่าวไม่ใช่หลักฐานใหม่ เคยยื่นให้ คณะกรรมการ ป.ป.ช. ไปแล้ว แต่ไม่ได้นำเข้าพิจารณาในกระบวนการไต่สวนของ ป.ป.ช. ทั้งนี้ ไม่กังวลที่ประชุมจะไม่อนุญาตเหมือนกรณี นายนิคม ไวยรัชพานิช พร้อมมั่นใจว่า หาก สนช. ได้เห็นพยานเอกสารจะเห็นว่าการดำเนินนโยบายของนายกรัฐมนตรี ในขณะนั้น ไม่ได้ปล่อยให้เกิดการทุจริต จึงเชื่อว่าที่ประชุมจะให้ความเป็นธรรมกับอดีตนายกรัฐมนตรี ส่วนการที่ นางสาวยิ่งลักษณ์ ไม่ได้มาด้วยตัวเองวันนี้ เนื่องจากเป็นเพียงการชี้แจงขอเพิ่มพยานหลักฐานเท่านั้น

อย่างไรก็ตาม หากในวันที่ 9 มกราคม 2558 สนช. นัดเป็นวันแถลงเปิดสำนวนคดี ต้องกลับไปหารืออีกครั้ง ว่าจะมาหรือไม่
---------
ที่ประชุม สนช. เคาะวันแถลงเปิดสำนวนคดีถอดถอน "ยิ่งลักษณ์" 9 ม.ค. 58 "พรเพชร" แจงข้อโต้แย้ง ยัน มีอำนาจตาม รธน.

บรรยากาศการประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ที่มี นายพรเพชร วิชิตชลชัย ทำหน้าที่ประธานการประชุม ล่าสุด เข้าสู่วาระการพิจารณาถอดถอน นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ออกจากตำแหน่ง โดยที่ประชุมมีมติเห็นชอบตามวิป สนช. ให้วันที่ 9 มกราคม 2558 เป็นวันแถลงเปิดสำนวนคดี ซึ่งก่อนหน้านี้ ประธานได้ชี้แจงข้อโต้แย้งที่ผู้ถูกกล่าวหายื่นมา 2 ประเด็น คือ สนช. กระทำโดยปราศจากอำนาจหรือไม่นั้น ขอยืนยันว่า มีอำนาจตามรัฐธรรมนูญ ฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2557 ที่กำหนดให้ สนช. มีหน้าที่เสมือนวุฒิสภา จึงมีอำนาจถอดถอน และ สนช. เลือกปฏิบัติหรือไม่ เมื่อเทียบเคียงกับสำนวนของนายนิคม ไวยรัชพานิช และ นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ เป็นสำนวนที่ ป.ป.ช. ส่งเรื่องมาก่อนมีรัฐธรรมนูญชั่วคราว แต่เมื่อมี สนช. ก็ได้ส่งสำนวนกลับไป ป.ป.ช. พิจารณาความผิดซึ่งยังคงยืนยันความผิดเดิม ส่วนสำนวน นางสาวยิ่งลักษณ์ ส่งเรื่องมาหลังมี สนช. แล้ว จึงไม่ใช่การเลือกปฏิบัติ เพียงทำตามรัฐธรรมนูญ
------------
สภานิติบัญญัติแห่งชาติ พิจารณาทนายความ "ยิ่งลักษณ์" ขอเพิ่มเติมพยานหลักฐาน 72 รายการ

การประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ หรือ สนช. ล่าสุด อยู่ในช่วงการพิจารณาขออนุญาตเพิ่มเติมพยานหลักฐานของทนายความ นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี โดยประธานที่ประชุม
ได้นำหลักฐาน 72 รายการ ของทีมทนายความแจกให้สมาชิกตรวจดู ด้าน นายสมชาย แสวงการ ระบุ ภายหลังตรวจสอบเอกสาร ขอให้จัดเอกสารเป็น 8 กลุ่ม จาก 72 รายการ เนื่องจากเป็นเอกสาร เพื่อให้ง่ายต่อการพิจารณาของสมาชิก ซึ่งจะหมายถึงการลงมติต้องลงมติ 8 ครั้ง ในการเห็นชอบแต่ละรายการ โดยที่ประชุมไม่มีความเห็นแย้งและอนุญาตให้ใช้หลักเกณฑ์ของ นายสมชาย ทั้งนี้ ที่ประชุมให้ทีมทนายความได้เข้าชี้แจง โดย นายนรวิชช์ หล้าแหล่ง ยอมรับว่า หลักฐานทั้ง 72 ราย เป็นหลักฐานเก่าที่เคยยืนให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. แล้ว แต่ไม่ได้มีการหยิบยกมาพิจารณา เพราะในคำวินิจฉัยไม่ได้มีเหตุผลในข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายได้ครบ ซึ่งในหลักฐานมีรายละเอียดต่าง ๆ แล้ว
--------------------
"แก้วสรร" ยื่นหนังสือ "สุรชัย" เปิดเพจลงชื่อผู้ไม่ยอมรับความเสียหายรับจำนำข้าว ก่อนเสนอนายกฯ ดำเนินคดีผู้เกี่ยวข้อง

กลุ่มไทยสปริง นำโดย นายแก้วสรร อติโพธิ อดีตสมาชิกวุฒิสภา พร้อมด้วย นายขวัญสรวง อติโพธิ ยื่นหนังสือต่อ นายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย รองประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) คนที่ 1 เพื่อมุ่งรณรงค์รวบรวมชื่อผู้ไม่ยอมรับความเสียหายในโครงการรับจำนำข้าวสมัย รัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เพื่อเสนอต่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ให้ดำเนินคดีเรียกค่าเสียหายจากผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด

ทั้งนี้ นายแก้วสรร ยังระบุว่า อยากให้เข้าถึงประชาชนกลุ่มต่าง ๆ ที่เห็นด้วยมาร่วมลงชื่อจนถึงวันที่ 18 ธ.ค. ซึ่งได้ทำเพจเฟซบุ๊ก สนับสนุนนายกตู่ เรียกร้องค่าเสียหายจำนำข้าว จากรัฐบาลปู (สตป.) โดยใช้ชื่อว่า "ตู่ฟ้องปู"  และจะรวบรวมรายชื่อทั้งหมดส่งถึงนายกรัฐมนตรี ต่อไป

นอกจากนี้ ยืนยันว่า ขอใช้สิทธิ์แสดงความคิดเห็นของประชาชน เนื่องจากไม่ยอมให้รัฐโยนความเสียหายจากการทำงาน โดยไม่รับผิดชอบของนักการเมืองมาตกเป็นภาระภาษีของประชาชนอีกต่อไป ย้ำว่าการรณรงค์ของ สตป. นั้น จะกระทำเพียงในเพจเฟซบุ๊กเท่านั้น โดยจะไม่มีการชุมนุมอย่างเด็ดขาด
----------------
สภานิติบัญญัติแห่งชาติ มีมติไม่ให้ "ยิ่งลักษณ์" เพิ่มพยานหลักฐานคดีถอดถอน
บรรยากาศการประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ล่าสุด นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานการประชุม สั่งปิดการประชุมแล้ว ภายหลังพิจารณาสำนวนถอดถอน นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี โดยทีมทนายความได้ขออนุญาตเพิ่มเติมพยานหลักฐานของผู้ถูกกล่าวหา 72 รายการ ซึ่งทนายความระบุว่าแม้ไม่ใช่หลักฐานใหม่ แต่ ป.ป.ช. ไม่ได้หยิบยกมาพิจารณา จึงติดใจในประเด็นนี้

ด้าน นายวิชา มหาคุณ กรรมการ ป.ป.ช. ชี้แจงว่า เอกสารหลักฐานที่ขอเพิ่มเติมนั้นรวมอยู่ในสำนวนของ ป.ป.ช. 28 รายการแล้ว พร้อมเปิดเผยว่า ที่ผ่านมา นางสาวยิ่งลักษณ์ ไม่เคยเดินทางมาชี้แจงกับ ป.ป.ช. แม้แต่ครั้งเดียว จากนั้น ประธานการประชุมจึงให้ทีมทนายความชึ้แจงต่อในส่วนเอกสารที่ไม่มีในสำนวน จำนวน 44 รายการ และขอมติที่ประชุม จนท้ายที่สุดมีมติไม่อนุญาตให้เพิ่มเติมพยานหลักฐานตามที่ทนายความร้องขอ
-----------------
"ทนายยิ่งลักษณ์" ระบุ ทำหน้าที่ดีที่สุดแล้ว ยัน อดีตนายกรัฐมนตรีไม่ได้มีการละเลยการปฏิบัติหน้าที่ แถลงเปิดคดีด้วยตนเองหรือไม่ ยังไม่ชัด
นายนรวิทย์ หล้าแหล่ง ทนายความ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กล่าวภายหลังการประชุมสภานิติบัญญัติแห่ง (สนช.) ว่า ตนและทีมทนายความได้ทำหน้าที่ดีที่สุดแล้ว ในการวินิจฉัยครั้งนี้ถือว่าสำคัญที่สุดของ น.ส.ยิ่งลักษ์ และเอกสารที่นำมาชี้แจง ยืนยันได้ว่าอดีตนายกรัฐมนตรีไม่ได้มีการละเลยการปฏิบัติหน้าที่จนก่อให้เกิดความเสียหายในโครงการรับจำนำข้าว แต่ดำเนินดังกล่าวได้ผ่านมติคณะรัฐมนตรีแล้ว

นอกจากนี้ ยืนยันว่า ไม่ขอยืดเวลาในการแถลงเปิดสำนวนคดี ซึ่งก็คือวันที่ 9 ม.ค. 2558 เวลา 10.00 น. ส่วน น.ส.ยิ่งลักษ์ จะมีชี้แจงด้วยตนเองหรือไม่นั้น ขอหารือกันก่อนอย่างไรก็ตาม ในการมาชี้แจงวันนี้ก็เพื่อต้องการให้ สนช. ได้พิจารณาหลักฐานที่ส่งไปทาง ป.ป.ช. แต่ไม่ได้นำมาพิจารณาเท่านั้น
------------------
"ยรรยง" อดีต รมช.พาณิชย์ เปิดตัวหนังสือ "ฟังชาวนาบ้าง" สะท้อนข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นกับชาวนา และนโยบายของรัฐ

นายยรรยง พวงราช อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดตัวหนังสือ "ฟังชาวนาบ้าง" ณ โรงแรมโกลเด้นทิวลิป โดยมีแขกรับเชิญ อาทิ นายสัตวแพทย์ชัย วัชรงค์ ผู้จัดรายการเรื่องการเกษตร นายวิเชียร พวงลำเจียก นายกสมาคมชาวนาและเกษตรกรไทย และ นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง อดีตรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง

ทั้งนี้ สำหรับสาระสำคัญในหนังสือ เป็นการสะท้อนข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นกับชาวนา รวมทั้งนโยบายและมาตรการต่าง ๆ ของภาครัฐ กลไกตลาด อุปสรรคและปัญหาแท้จริงของชาวนาไทย โดยเฉพาะนโยบายรับจำนำข้าวของรัฐบาลนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ชาวนาส่วนใหญ่เห็นว่าคุ้มค่ากับต้นทุนการผลิต ชาวนามีรายได้เหลือพอที่จะจุนเจือครอบครัว แต่กลับถูกโจมตีว่าบิดเบือนกลไกการตลาด มีการทุจริต ทำให้ภาครัฐเสียงบประมาณจำนวนมาก จนนำไปสู่ความขัดแย้งทางการเมือง และต้องยุติโครงการลง
////////////
สปช./
"สุวพันธุ์" เผย 1 ธ.ค. วิปรัฐ พิจารณา กม. ผ่านความเห็นชอบ ครม. เชื่อ หลังมี รธน. ไม่ก่อขัดแย้ง
นายสุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงการประชุมคณะกรรมการประสานงานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ในวันที่ 1 ธันวาคม นี้ ว่า จะมีการพิจารณากฎหมายที่ผ่านความเห็นชอบคณะรัฐมนตรี (ครม.) แล้ว ซึ่งส่งมาให้วิปพิจารณากลั่นกรอง โดยรายละเอียดยังไม่ทราบว่ามีฉบับใดบ้าง ส่วนกฎหมายที่ออกมาจะขาดความละเอียดหรือไม่ นายสุวพันธุ์ กล่าวว่า การประชุม ครม. ครั้งที่ผ่านมา สำนักงานกฤษฎีกา นำเสนอแผนงานกฎหมายทั้งปี ให้ ครม. พิจารณาแล้ว ส่วนเป้าหมายการพิจารณากฎหมายของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ในแต่ละเดือนนั้น โดยเฉลี่ยแล้วแต่ละฉบับใช้เวลาประมาณ 30 วัน ซึ่งการพิจารณากฎหมายนั้น วิปทั้งสองส่วนจะช่วยกันกลั่นกรอง ซึ่งในส่วนของรัฐบาลจะดำเนินการไปตามแผนงานกฎหมาย ที่ ครม. ให้ความเห็นชอบ

ทั้งนี้ ที่มีหลายฝ่ายออกมาแสดงความเป็นห่วง ว่า หากกฎหมายรัฐธรรมนูญ ออกมาบังคับใช้แล้วจะมีความขัดแย้งเกิดขึ้นนั้น นายสุวพันธุ์ กล่าวว่า คงไม่น่าจะเกิดขึ้น ซึ่งทุกฝ่ายต้องช่วยกัน เพราะสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.)จะเปิดเวทีในวันที่ 1 ธ.ค. ให้ทุกฝ่ายร่วมแสดงความคิดเห็น ส่วนความชัดเจนการเสนอให้มีการลงประชามติ หรือไม่ลงประชามติในร่างรัฐธรรมนูญ นั้น ต้องใช้เวลาสักระยะหนึ่ง เพราะเป็นเรื่องของ สปช. และกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งมีขั้นตอนอยู่แล้ว
--------------
"พล.อ.ประวิตร" ไร้กดดัน ยัน รบ. ไม่อยู่นาน อาจใช้ ม.44 ดูเลือกตั้งท้องถิ่น ขณะปัดตอบคุย "ยิ่งลักษณ์-ทักษิณ"

พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวถึงกรณีที่ยังคงมีหลายฝ่ายกดดันต้องการให้เกิดการเลือกตั้งภายใน 1 ปี ว่า ไม่มีความกดดัน เพราะช่วงเวลาดังกล่าวเป็นโรดแมปที่ คสช. ตั้งไว้ และรัฐบาลเองก็ไม่อยากอยู่นาน เพียงแต่ต้องการทำให้เกิดความสามัคคีของคนในชาติ และให้ทุกฝ่ายใช้กติกาที่ช่วยกันคิดช่วยกันทำ

ทั้งนี้ เมื่อถามว่า คสช.จะใช้ ม.44 ของรัฐธรรมนูญชั่วคราวเข้ามาดูแลเรื่องการเลือกตั้งท้องถิ่นที่เกิดปัญหาติดขัดอยู่ในขณะนี้หรือไม่ พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า ก็อาจต้องใช้ แต่ไม่ใช้เพราะเกิดความขัดแย้ง เพียงแต่ว่าจะเป็นการเลือกตั้งหรือคัดสรรก็คงต้องให้คณะกรรมการอยู่ไปก่อน

อย่างไรก็ตาม ยืนยันว่าการเลือกตั้งส่วนท้องถิ่นจะต้องมีอย่างแน่นอน และขึ้นอยู่กับว่ารัฐธรรมนูญจะเขียนอย่างไร

นอกจากนี้ พล.อ.ประวิตร ได้ปฏิเสธที่จะตอบคำถามว่า คสช. จะไปคุยกับ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายรัฐมนตรี บอกเพียงว่า สปช. เปิดโอกาส ถ้าอยากจะเสนออะไรก็มาคุยกัน
----------------
สมาคมสื่อ ยื่นจดหมายเปิดผนึกถึง กมธ.ปฏิรูป ขอประสาน กสทช. ระงับพิจารณาและประกาศบังคับใช้มาตรการส่งเสริมการรวมกลุ่มของผู้รับใบอนุญาต
น.ส.พิมพ์ชญา ทิพยะธรรมรัตน์ มาในนามสมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย ร่วมกับสภาวิชาชีพข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย ยื่นหนังสือต่อ นายวสันต์ ภัยหลีกลี้ รองประธานกรรมาธิการปฏิรูปสื่อสารมวลชนและเทคโนโลยีสารสนเทศ สภาปฏิรูปแห่งชาติ หรือ สปช. เพื่อยื่นจดหมายเปิดผนึกขอให้ประสานงานไปยัง กสทช. ให้ระงับพิจารณาและประกาศบังคับใช้ เรื่องมาตรการส่งเสริมการรวมกลุ่มของผู้รับใบอนุญาต ผู้ผลิตรายการ และผู้ประกอบวิชาชีพสื่อสารมวลชนออกไปก่อน และรอให้ สปช. ดำเนินการการปฏิรูปให้ชัดเจน รวมไปถึงการปฏิรูปสื่อให้แล้วเสร็จ ค่อยนำร่างประกาศฉบับดังกล่าวมาพิจารณาว่าจะดำเนินการว่าจะประกาศหรือไม่

ทั้งนี้ สภาวิชาชีพข่าววิทยุและโทรทัศน์ เห็นว่า การร่างประกาศดังกล่าว อาจระเมิดต่อ รธน. ปี 2557 และอาจขัดแย้งกับอำนาจหน้าที่ของ กสทช. เพื่อให้สอดคล้องกับกระบวนการปฏิรูปประเทศตามเจตนารมณ์ของ รธน. การปกครองชั่วคราว ปี 57 ดังนั้น จึงเสนอแนวทางการปฏิรูปสื่อฯ ในรูปแบบ สื่อมวลชนในอนาคต รวมถึง การกำกับดูแล จริยธรรม และแก้ปัญหาการแทรงแซงจากภาคทุนและภาครัฐอีกด้วย
----------------
พรรคความหวังใหม่ ส่งตัวแทนยื่นหนังสือเสนอความเห็น ต่อ สปช. เรียกร้องความสามัคคี ร่วมกันเปลี่ยนแปลง ปชต.

นายชิงชัย มงคลธรรม หัวหน้าพรรคความหวังใหม่ ได้มอบให้ตัวแทนพรคคยื่นหนังสือ ต่อ พล.อ.เลิศรัตน์ รัตนวานิช ประธานคณะอนุกรรมาธิการ ประสานเพื่อรับฟังความคิดเห็นและข้อเสนอแนะของสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) และองค์กรอื่น ๆ โดยได้เสนอความคิดเห็นและข้อเสนอแนะในการยกร่างรัฐธรรมนูญอันเกิดประโยชน์ในการแก้ไขปัญหาชาติ

ทั้งนี้ มีความปราถนาอย่างแรงกล้าที่จะเห็นการร่วมมือกันแก้ปัญหา ดังนี้ เรียกร้องความสามัคคีแห่งชาติ ด้วยการเปลี่ยนแปลงระบบประชาธิปไตย ให้รัฐบาลนำนโยบาย 66/2523 ซึ่งเป็นนโยบายแห่งชาติมาปรับปรุงแก้ไขเพิ่มเติม ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบันมาเป็นนโยบายการสร้างประชาธิปไตย และขอพระราชกฤษฎีการักษาคามมั่นคงแห่งชาติ เพื่อแก้ปัญหาชาติในภาวะไม่ปกติด้วยมาตรการทางการบริหาร

///////////////
เปิดบช.
ป.ป.ช. เปิดเผย บัญชีทรัพย์สิน 28 สนช. วันนี้ - 12 ธ.ค. 57 หลังได้รับการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเพิ่มเมื่อ 27 ก.ย.

วันนี้ ที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) สนามบินน้ำ มีการเปิดเผยบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินของสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) จำนวน 28 ราย ที่มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเพิ่มเติม เมื่อวันที่ 27 ก.ย. ที่ผ่านมา ที่ห้องแสดงบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินของผู้ดำรงตำแหน่งทางการ อาคาร 1 สำนักงาน ป.ป.ช. ตั้งแต่เวลา 08.30 น. เป็นต้นไป

อย่างไรก็ตาม การเปิดบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินของสมาชิก สนช.ครั้งนี้ เปิดโอกาสให้ประชาชนที่สนใจเข้าตรวจสอบได้ตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ 12 ธ.ค. นี้
-------------
ป.ป.ช. เปิดบัญชี สนช.ใหม่ 28 ราย พบ "ฉัตรชัย" รวยสุด 1,499 ล้าน ขณะ "โกศล" มีทรัพย์สินน้อยที่สุด 2.34 ล้าน

วันนี้ ที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) สนามบินน้ำ มีการเปิดเผยบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินของสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) จำนวน 28 ราย ที่มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเพิ่มเติม เมื่อวันที่ 2 และ 9 ต.ค.ที่ผ่านมา ทั้งนี้ พบว่า สมาชิก สนช. ที่มีทรัพย์สินมากที่สุด ในการเปิดรายการบัญชีทรัพย์สินในครั้งนี้ คือ นายฉัตรชัย ปิยะสมบัติกุล อดีตกรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในสมัยรัฐบาล นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ มีทรัพย์สิน จำนวน 1,499,763,556.99 บาท โดยไม่มีหนี้สิน
รองลงมาคือ นายอนุมัติ อาหมัด อดีตสมาชิกวุฒิสภา จังหวัดสงขลา มีทรัพย์สินมากกว่าหนี้สิน จำนวน 337,842,955.27 บาท หนี้สิน จำนวน 35,350 บาท นายมหรรณพ เดชวิทักษ์ อดีตสมาชิกวุฒิสภา แบบสรรหา มีทรัพย์สินมากกว่าหนี้สิน จำนวน 230,166,450.56 บาท มีหนี้สิน จำนวน 312,466.48 ส่วนผู้ที่มีทรัพย์สินน้อยที่สุด ในการเปิดเผยรายการบัญชีทรัพย์สินในครั้งนี้ คือ นายโกศล เพ็ชร์สุวรรณ์ อดีตนายกสมาคมโทรคมนาคมแห่งประเทศไทย ซึ่งมีทรัพย์สินมากกว่าหนี้สิน จำนวน 2,347,659.01 บาท โดยไม่มีหนี้สิน
----------------
บัญชีทรัพย์สิน สนช. ใหม่ "พล.อ.โปฎก" รวย 156 ล้าน ไม่มีหนี้สิน ด้าน "พล.ต.อภิรัชต์" 152 ล้าน ขณะ "พล.ท.พิศณุ" มี 5 ล้าน
สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เปิดเผยบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินของสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ที่มีการแต่งตั้งเพิ่มเติม จำนวน 28 ราย ทั้งนี้ พบว่า

พล.ท.พิศณุ พุทธวงศ์ นายทหารคนสนิท พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ แจ้งว่า มีทรัพย์สินมากกว่าหนี้สิน จำนวน 5,330,021 บาท มีหนี้สิน จำนวน 12,828,456 บาท พล.อ.โปฎก บุนนาค ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก (ผู้ช่วย ผบ.ทบ.) มีทรัพย์สินมากกว่าหนี้สิน จำนวน 156,554,347.84 บาท โดยไม่มีหนี้สิน

พล.ท.จเรศักดิ์ อานุภาพ ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษกองทัพบก มีทรัพย์สินมากกว่าหนี้สิน จำนวน 2,347,659.01 บาท โดยไม่มีหนี้สิน
พล.ต.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผู้บัญชาการกองพลที่ 1 รักษาพระองค์ มีทรัพย์สินมากกว่าหนี้สิน จำนวน 120,873,389.28 บาท มีหนี้สิน จำนวน 2,827,200 บาท
นายวรพล โสคติยานุรักษ์ เลขาธิการคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) มีทรัพย์สินมากกว่าหนี้สิน จำนวน 152,654413.71 บาท มีหนี้สิน จำนวน 11,316,842.31 บาท
--------------
"วัชระ" ร้อง ป.ป.ช. หลัง "อดุลย์" ไม่ถอดยศ "ทักษิณ" ขอตรวจสอบ "ยิ่งลักษณ์-สุรนันทน์" ใช้งบโรดโชว์สร้างอนาคต ปท.

นายวัชระ เพชรทอง อดีต ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ เข้าให้ปากคำในกรณีร้องเรียน พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ขณะดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ว่า มีพฤติการณ์ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ กรณีไม่ดำเนินการถอดยศตำรวจของ พันตำรวจโททักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่สำนักงานคณะกรรมการ
ป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)

พร้อมกันนี้ นายวัชระ ได้ยื่นหนังสือถึงคณะกรรมการ ป.ป.ช. ขอให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงในการปฏิบัติหน้าที่ของ นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรับมนตรี และ นายสุรนันท์ เวชชาชีวะ อดีตเลขาธิการนายกรัฐมนตรี และข้าราชการที่เกี่ยวข้องในการดำเนินโครงการโรดโชว์ สร้างอนาคตประเทศไทย 2020 โดยตั้งข้อสังเกตถึงการดำเนิงานและใช้จ่ายงบประมาณเพื่อการประชาสัมพันธ์ที่ไม่มีการเปิดประมูลราคา

นอกจากนี้ งบประมาณตามร่างพระราชบัญญัติเงินกู้ 2 ล้านล้านบาท ในการดำเนินตามโครงการเป็นการบิดเบือนข้อเท็จจริง เนื่องจากงบประมาณดังกล่าวเพียงพอแค่ระยะทางในเส้นทางกรุงเทพ
มหานคร-นครราชสีมา เท่านั้น ไม่ถึงจังหวัดหนองคาย อีกทั้งยังให้ข้าราชการตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักเป็นผู้ลงนามอนุมัติแทนเลขาธิการนายกฯ
-----------------------
"ประสาร" ยื่นหนังสือ ป.ป.ช. สอบ "ธาริต" อ้าง แจ้งข้อมูลเท็จ อาศัยความเป็น จนท.รัฐ ให้ได้มาซึ่งที่ดินโดยมิชอบ

วันนี้ ที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) นายประสาร มฤคพิทักษ์ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) เดินทางมายื่นหนังสือกับ นายประจวบ สวัสดิประสงค์ ผู้ช่วยเลขาธิการ ป.ป.ช. ให้ดำเนินการตรวจสอบ นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อดีตอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ว่ามีพฤติการณ์อาศัยความเป็นเจ้าหน้าที่รัฐให้ได้มาซึ่งที่ดินโดยมิชอบ ร่วมกับเจ้าหน้าที่และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จากกรณีที่ นายธาริต ดำรงตำแหน่งอัยการนครศรีธรรมราช ได้แจ้งต่อนิคมช่วยเหลือตัวเองลำตะคอง ว่าประกอบอาชีพเกษตรเพื่อขอใบ น.ค.3 ที่ดินหลวง 2 แปลง คือ ที่ดินเขตบ้านมอทรายทอง ต.วังไทร อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา กว่า 30 ไร่ ซึ่งเวลาต่อมาที่ดินดังกล่าวถูกพัฒนาเป็นรีสอร์ทและบุกรุกที่ดินหลวง และพื้นที่บริเวณ ต.ขนงพระ อ.ปากช่อง จำนวน 725 ไร่ ซึ่งได้พัฒนาเป็นบ้านพักตากอากาศ

อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ ป.ป.ช. จะดำเนินการตรวจสอบว่าเรื่องดังกล่าวอยู่ในอำนาจของ ป.ป.ช. และมีข้อมูลหลักฐานเพียงพอหรือไม่ เพื่อสรุปส่งให้คณะกรรมการพิจารณาตั้งคณะอนุกรรมการรับ
ผิดชอบดำเนินการต่อไป
///////////////
นายกฯ

นายกฯ เผย เลือกตั้งกลางปี 59 แค่ความคิด รมว.คลัง ขณะ คกก.ปราบทุจริต อยู่ระหว่างพิจารณา รอถกมาเลย์แก้ใต้

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติหรือคสช.กล่วถึงกรณีที่นายสมหมาย ภาษี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังให้สัมภาษณ์สื่อต่างประเทศว่า การเลือกตั้งอาจต้องเลื่อนออกไปเป็นช่วงกลางปี2559ว่า เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของนายสมหมาย ซึ่งส่วนตัวยืนยันว่าเรื่องดังกล่าวเป็นไปตามโร้ดแม็พ โดยต้องรอรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ รวมถึงกฏหมายลูกต่างๆ

นอกจากนี้นายกรัฐมนตรีกล่าวถึงกรณีกระแสข่าวการที่รัฐบาลจะตั้งคณะกรรมการตรวจสอบการทุจริตขึ้นว่า ขณะนี้กำลังมีการพิจารณา ซึ่งส่วนตัวจะเป็นประธานคณะกรมการชุดนี้ด้วย ส่วนการแต่งตั้งคณะพูดคุยสันติสุขเพื่อแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้นั้น เบื้องต้นได้อนุมัติในหลักการไปแล้ว โดยมีการเตรียมรายชื่อบุคคลที่จะเป็นหัวหน้าคณะพูดคุยทั้งทหารและพลเรือน ซึ่งจะต้องรอหารือกับทางมาเลเซียอีกครั้ง
--------------
นายกฯ ยัน รบ. เร่งหาแนวทางแก้ปัญหา ราคาสลากแพง ชี้ ต้องใช้เวลา ยุบทันทีก็ไม่ได้ ปชช.เดือดร้อนจำนวนมาก

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. กล่าวว่า สำหรับการแก้ไขปัญหาราคาสลากกินแบ่งรัฐบาล นั้น ขณะนี้รัฐบาลกำลังหาแนวทางแก้ปัญหาดังกล่าวและต้องใช้เวลา เพราะถ้าหากยุบระบบการจัดทำสลากทั้งหมด จะทำให้มีประชาชนเดือดร้อนจำนวนมาก

ส่วนกรณีที่มีการปิดกั้นเว็บไซต์ฮิวแมนไรท์วอทช์ นั้น นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า กระทรวงที่เกี่ยวข้องดำเนินการตามหน้าที่ ซึ่งมีกฎ มีระเบียบระบุไว้ชัดเจน พร้อมย้ำว่า การแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ต้องเกิดจากใจคนเป็นหลัก อย่างไรก็ตาม อยากให้สื่อมวลชนให้ความเป็นธรรมบ้าง

นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงการเดินทางไปเยือนประเทศลาว และเวียดนาม เมื่อวันที่ 26 - 28 ที่ผ่านมาว่า เป็นไปด้วยความเรียบร้อย  โดยมีการหารือเรื่อง การลงนามสัญญา MOU ด้านการท่องเที่ยววัฒนธรรม รวมทั้งติดตามความคืบหน้าเรื่องต่าง ๆ ของรัฐบาลชุดที่ผ่านมา เพื่อเตรียมสานงานต่อจากเดิม และคิดหาโครงการใหม่ ๆ เพื่อดำเนินการ โดยในปีหน้า ความร่วมมือจะเน้นการทำงานด้านสังคม เศรษฐกิจ วัฒนธรรม และการท่องเที่ยว เป็นหลัก
----------------
นายกฯ ปาฐกถาพิเศษ ชี้ ต้องมีการสร้างคนให้สอดคล้องความต้องการของประเทศและของโลก ขอทุกฝ่ายเคารพกติกา เร่งเดินหน้าประเทศ

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. เดินทางมาที่ ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี เพื่อกล่าวปาฐกถาพิเศษ เรื่อง ผู้เรียนอาชีวศึกษา คือผู้ทรงคุณค่าของสังคมในงานอาชีวศึกษาทวิภาคีไทย ที่ Exhibition Hall 7 - 8 โดย พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ต้องมีการสร้างคนให้สอดคล้องความต้องการของประเทศและของโลก พร้อมขอให้ทุกฝ่ายอยู่ในกรอบกติกา ย้ำว่ารัฐบาลจะเดินหน้าประเทศและแก้ปัญหาให้ไปสู่ประชาคมโลกให้ได้

ขณะเดียวกัน นายกรัฐมนตรี ระบุว่า วันนี้ต้องเลิกขัดแย้ง เลิกทะเลาะกัน และต้องลดความเหลื่อมล้ำความยากจน สร้างความเข้าใจ ต้องเดินหน้าประเทศไปพร้อมกับขจัดความขัดแย้งภายในประเทศให้ได้


ทั้งนี้ การเป็นทวิภาคจะต้องมีความพร้อมในการเตรียมคน ทั้งภาคธุรกิจ เอกชน นักศึกษา ต้องเดินไปด้วยกัน ซึ่งอาชีวะมีผลต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศไทย จึงอยากให้สร้างนวัตกรรมใหม่ ๆ เพื่อนำออกไปแข่งขันกับต่างประเทศได้ และรุ่นพี่จะต้องบอกรุ่นน้องให้เลิกทะเลาะเบาะแว้งกันด้วย