PR

@@ในความเคลื่อนไหวของสถานการณ์ที่ปรากฎเป็น"ข่าว"และ"ไม่เป็นข่าว"พยายามสแกนย่นย่อมานำเสนอและเป็นไว้เป็นฐานข้อมูลสังเคราะห์สถานการณ์ ที่นี่ "ข่าวที่ไม่เป็นข่าว"
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ อาชญากรรม แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ อาชญากรรม แสดงบทความทั้งหมด

วันพุธที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2562

พลิกแฟ้ม5ปี...เหตุการณ์อุ้ม-ฆ่า-เผา'บิลลี่ พอละจี'

1. วันที่ 17 เมษายน 2557 นายพอละจี รักจงเจริญ หรือ บิลลี่ ถูกเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน จับกุมที่ด่านมะเรวในระหว่างนำน้ำผึ้งออกจากพื้นที่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจานโดยไม่ได้รับอนุญาต
2. วันที่ 18 เมษายน 2557 ผู้ใหญ่บ้านและชาวบ้านช่วยกันออกค้นหาบิลลี่ หลังหายตัวไปไม่ได้กลับบ้านตลอดทั้งคืน พร้อมเข้าแจ้งความคนหายที่ สภ.แก่งกระจาน แต่เจ้าหน้าที่อ้างว่าได้ปล่อยตัวนายบิลลี่แล้ว

3. วันที่ 21 เมษายน 2557 น.ส.พิณนภา พฤกษาพรรณ หรือ มึนอ ภรรยานายบิลลี่ ยื่นหนังสือร้องเรียนกับผู้ว่าราชการจังหวัด
4. วันที่ 24 เมษายน 2557 น.ส.พิณนภา พร้อมทนายยื่นคำร้องต่อศาลจังหวัดเพชรบุรี ขอให้ศาลไต่สวนฉุกเฉิน ตาม ป.วิอาญามาตรา 90 โดยถูกควบคุมตัวโดยมิชอบด้วยกฎหมาย
5. วันที่ 2 กันยายน 2557 ศาลฏีกายกคำร้องในคดีอดีตหัวหน้าหน้าอุทยานแก่งกระจานที่ถูกกล่าวหา ตาม ป.วิอาญามาตรา 90 ควบคุมตัวบิลลี่โดยมิชอบด้วยกฎหมาย  
6. วันที่ 16 มกราคม 2560 ดีเอสไอ แจ้งต่อภรรยาของบิลลี่ว่า คณะกรรมการคดีพิเศษมีมติไม่รับกรณีการหายตัวไปของบิลลี่เป็นคดีพิเศษ
7. วันที่ 28 มิถุนายน 2561 ดีเอสไอได้รับคดีการหายตัวไปของบิลลี่เป็นคดีพิเศษและเริ่มสอบสวน
8. วันที่ 26 เมษายน 2562 และวันที่ 22 – 24 พฤษภาคม 2562 พบหลักฐานที่พื้นที่ใต้น้ำบริเวณสะพานแขวน เขื่อนแก่งกระจาน ชิ้นส่วนกระดูก จำนวน 2 ชิ้น ถังน้ำมันขนาด 200 ลิตร จำนวน 1 ถัง เหล็กเส้น จำนวน 2 เส้น ถ่านไม้ จำนวน 4 ชิ้น และเศษฝาถังน้ำมัน
9. วันที่ 28–30 สิงหาคม 2562 ตรวจหาหลักฐานที่พื้นที่ใต้น้ำบริเวณสะพานแขวน เขื่อนแก่งกระจานอีกครั้ง พบชิ้นส่วนกระดูกเพิ่มเติมอีกจำนวน 20 ชิ้น
10. วันที่ 3 กันยายน 2562  ดีเอสไอ แถลงพบหลักฐานสำคัญและผลตรวจสอบทางดีเอ็นเอของสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ ยืนยันตรงกับมารดาของบิลลี่

CR: แนวหน้า 

วันพฤหัสบดีที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2561

ศาลจำคุก10ปี-ตลอดชีวิต’13โจ๋’ร่วมฆ่านศ.ศิลปากรไขควงเเทงขมับดับ

ศาลจำคุก10ปี-ตลอดชีวิต’13โจ๋’ร่วมฆ่านศ.ศิลปากรไขควงเเทงขมับดับ ป้าลั่นไม่อโหสิกรรม
วันที่ 24 ตุลาคม 2561
เมื่อวันที่ 24 ตุลาคม ที่ห้องพิจารณา 701 ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก ศาลอ่านคำพิพากษาคดีหมายเลขดำ อ.1756/2560 ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา 4 เป็นโจทก์ฟ้องนายกรกนก หรืออาร์ท วรัญญสาธิต กับพวกรวม 14 คนเป็นจำเลยในความผิดฐานร่วมกันฆ่าและทำร้ายผู้อื่นจนถึงแก่ความตาย ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 288,290 ฯลฯ
กรณีเมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2560 พวกจำเลยได้บุกเข้าไปในห้องพักเลขที่ 13 หอพักบ้านเกรียงไกร เลขที่ 153/2 ม.5 ต.สามพระยา อ.ชะอำ จ.เพชรบุรี โดยจำเลยที่ 1,2,4,7 และ13 ร่วมกันเจตนาฆ่านายธีรพงศ์ หรือปอนด์ ฐิติฐาน อายุ 24 ปี นักศึกษาชั้นปีที่ 4 มหาวิทยาลัยศิลปากร วิทยาเขตเพชรบุรีโดยใช้ร่วมกันทำร้ายร่างกาย และใช้ไขควงปลายแหลมเป็นอาวุธแทงที่ขมับด้านขวาทะลุผ่านศีรษะ เข้าไปในเนื้อสมองจนถึงแก่ความตาย
นอกจากนี้จำเลยที่ 3,5,6,10,12,14 ยังร่วมกันทำร้ายร่างกายนายธีรพงศ์ กับเพื่อนๆ อีก 3 คนได้รับบาดเจ็บสาหัส ชั้นพิจารณาพวกจำเลยให้การปฏิเสธ คงมีจำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพ
โดยชั้นพิจารณา นายเดชาธร หรือไบร์ท มูลมณี จำเลยที่ 2 เพียงคนเดียว ที่ไม่ได้รับการประกันจึงถูกคุมขังในจากเรือนจำพิเศษกรุงเทพ ซึ่งวันนี้ศาลเบิกตัวมาจากเรือนจำ
ขณะที้ศาลพอเคราะห์พยานหลักฐานแล้ว เห็นว่า มีประจักษ์ที่อยู่ในห้องเกิดเหตุ , ที่หอพัก และผู้บาดเจ็บ รวมทั้งวงจรปิดหน้าหอพัก-สถานที่ตามเส้นทางรถยนต์พวกจำเลยขับผ่าน และเจ้าหน้าที่ตำรวจ เบิกความสอดคล้องว่า จำเลยที่ 1-13 ร่วมกันบุกรุกเข้าไปในห้องผู้ตาย และรุมทำร้าย โดยจำเลยที่ 1 ล็อกคอผู้ตาย แล้วจำเลยใช้ไขควงแทงขมับจนเสียชีวิตในเวลาต่อมาขณะถูกส่งตัวไปรักษาที่โรงพยาบาล
จึงพิพากษาจำคุกตลอดชีวิต นายกรกนก หรืออาร์ท วรัญญสาธิต จำเลยที่ 1สถานเดียวฐานฆ่าผู้อื่นฯ ตามประมวลกฎหมายอาญา ม.288
นายเดชาธร หรือไบร์ท มูลมณี จำเลยที่ 2 ให้จำคุก 25 ปี 6 เดือน ฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นฯ ม.288 และบุกรุกโดยมีเหตุฉกรรจ์ ม.365 (1)(2)(3)
ส่วน ส.ต.ชรินทร หรือบิ๊ก แก่สาร จำเลยที่3, นายภาคิน หรือมิค เสือนาค จำเลยที่10, นายอธิบ หรือซิม กุญแจทอง จำเลยที่ 12ให้จำคุก 1 ปี ฐานบุกรุก
และนายญาณวัฒน์ หรือปาร์ม ทิพย์เที่ยงแท้ จำเลยที่ 4 , นายเรวัติ หรือเต้ย วงศ์ขยาย จำเลยที่ 5 , นายกฤตนันท์ หรือปาล์ม เนียมเงิน ตำเลยที่ 6 , นายศุภสิทธิ์ หรือแป้ง ตีท้วม จำเลยที่ 11 ให้จำคุก 11 ปี
ฐานร่วมกันทำร้ายผู้อื่นจนได้รับอันตรายฯ ม.290 และบุกรุก โดยส่วนของนายญาณวัฒน์ จำเลยที่ 4 ให้นับโทษคดีที่ศาลหัวหินด้วยอีก 1 เดือนรวมจำคุกเฉพาะ จำเลยที่ 4 เป็นเวลา 11 ปี 1 เดือน
สำหรับนายเศรษฐา หรือเปิ้ล อุปถัมภ์ จำเลยที่7 , นายธีราพัฒน์ หรืออั้ม โพธ์สุทธิ์ จำเลยที่8 , นายธีรธานนท์ หรือนนท์ ทัพนาค จำเลยที่ 9, นายชินกิตติ์ หรือ อกิต อรรถวรรธน จำเลยที่ 13 จำคุก 10 ปี 6 เดือน ฐานร่วมกันทำร้ายผู้อื่นจนได้รับอันตรายฯ ม.290 และบุกรุก
และให้จำเลยที่ 1-13 ร่วมกันชดใช้เงินค่าเสียหายแก่เจ้าของหอพักโจทก์ร่วมที่ 1 ด้วย 150,000 บาท กับชดใช้ผู้บาดเจ็บโจทก์ร่วมที่ 2 จำนวน 125,000 บาท , โจทก์ที่ 3 จำนวน 95,000 บาท และมารดาผู้ตาย โจทก์ร่วมที่ 4 จำนวน 6,870,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปีนับแต่วันที่ 25 ก.พ.60 (วันเกิดเหตุ)
โดยพิพากษายกฟ้อง น.ส.มาริสา หรือลูกหมี เงินทอง จำเลย 14 เพราะวันเกิดเหตุไม่ได้ลงจากรถยนต์พวกจำเลยเข้าไปในห้องเกิดเหตุ
นางอรุณี ดีสุวรรณ ป้าของนายธีระพงษ์ ฐิตะฐาน หรือ น้องปอนด์ นศ.มหาวิทยาลัยศิลปากร วิทยาเขตเพชรบุรี วัย 24 ปีถูกกลุ่มวัยรุ่น ในพื้นที่ อ.ชะอำ จ.เพชรบุรี ใช้เหล็กไขควง แทงที่ศีรษะเสียชีวิต ภายในหอพัก เหตุเกิดเมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2560 เปิดเผยหลังฟังคำพิพากษาของศาล ว่า วันนี้ศาลได้ให้ความยุติธรรมที่สุดแล้ว เบื้องต้นครอบครัวพอใจกับผล โดยจะไม่ยื่นอุทธรณ์คดีต่อ แต่หากฝ่ายจำเลยยื่นอุทธรณ์ ก็เป็นเรื่องของอีกฝ่าย
ทั้งนี้ยันไม่ขออโหสิกรรมให้ ขอให้คนที่ฆ่าหลานตนเองไปรับโทษ ตามกฎหมายส่วนศพน้องที่ขณะนี้ยังแช่อยู่ในโลงเย็นที่บ้าน ในจังหวัดชุมพร หลังจากนี้ จะยังรอดูจนกว่าคดีจะสิ้นสุดจริงในชั้นศาล แล้วจะพิจาณาเรื่องการฌาปนกิจต่อไป แต่เบื้องต้น แม่ยังทำใจไม่ได้ ทุกวัน กลับจากทำงานยังกลับมาเปิดดูหน้าลูกชายในโลงทุกวัน
ส่วนหากน้องปอนด์ฟังอยู่ อยากบอกว่าให้น้องไปสู่สุขคติ และไปยังภพภูมิที่ดี ชาติหน้ามีจริงขอให้เกิดมาเป็นคนในครอบครัวอีก
ต่อมาญาติของจำเลยที่ 1,3 – 13 รวม 12 คน ได้ยื่นคำร้องพร้อมหลักทรัพย์ มูลค่าคนละ 7 แสนบาทขอปล่อยชั่วคราว
ส่วนนายเดชาพล หรือไบร์ท มูลมณี จำเลยที่2 ไม่ยื่นขอประกันตัว
อย่างไรก็ตามศาลพิจารณาแล้ว ในส่วนของ นาย กรกนก หรืออาร์ท วรัญญสาธิต จำเลยที่ 1 เห็นควรส่งคำร้องขอปล่อยชั่วคราวให้ศาลอุทธรณ์ พิจารณาสั่งประกันต่อไป
ส่วนจำเลยที่เหลืออีก 11 คนคือ จำเลยที่ 3 – 13 ศาลอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวคนละ 7 แสนบาท ระหว่างอุทธรณ์
#มติชน

วันพุธที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2561

ขับรถไม่พกใบขับขี่-ปรับ 5 หมื่น ยังไม่บังคับใช้

ขับรถไม่พกใบขับขี่-ปรับ 5 หมื่น ยังไม่บังคับใช้
21 ส.ค. 2561
กรมการขนส่งทางบก แจง ประเด็นการแก้กฎหมายเพิ่มโทษความผิดเกี่ยวกับใบอนุญาตขับรถ โดยเฉพาะกรณีที่สังคมให้ความสนใจ หากขับรถไม่พกใบขับขี่ มีโทษปรับสูงสุดไม่เกิน 50,000 บาท ยังอยู่ระหว่างการนำเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาให้ความเห็นชอบก่อนส่งสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ยืนยันขณะนี้ยังไม่มีผลบังคับใช้แต่อย่างใด
จากกรณีที่กรมการขนส่งทางบกได้ดำเนินกาปรับปรุงกฎหมาย 2 ฉบับ คือ พระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ.2522 และพระราชบัญญัติการขนส่งทางบก พ.ศ.2522 โดยรวมเข้าเป็นฉบับเดียวกัน เพื่อเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพในการควบคุมและกำกับการใช้รถ ยกระดับมาตรฐานความมั่นคงแข็งแรงด้านตัวรถ และการประกอบการขนส่งให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน
โดยปรับปรุงรายละเอียดของกฎหมายให้เป็นเครื่องมือในการควบคุมกำกับพฤติกรรมของผู้ขับขี่ให้มากขึ้น รวมถึงปรับเพิ่มบทลงโทษกรณีผู้ขับขี่กระทำผิด เพื่อให้ผู้ขับขี่ตระหนักและปฏิบัติตามกฎจราจรอย่างเคร่งครัด และเป็นส่วนสำคัญที่จะช่วยลดอุบัติเหตุและความสูญเสียต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน
ขณะนี้ “ร่างพระราชบัญญัติการขนส่งทางบก พ.ศ. ....” อยู่ระหว่างการนำเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาให้ความเห็นชอบก่อนส่งสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) พิจารณา และประกาศใช้บังคับเป็นกฎหมายต่อไป
สำหรับรายละเอียดใน “ร่างพระราชบัญญัติการขนส่งทางบก พ.ศ. ....” มีการเสนอแก้ไขปรับเพิ่มโทษความผิดเกี่ยวกับใบอนุญาตขับรถ ดังนี้ ความผิดเกี่ยวกับการขับรถโดยไม่มีใบอนุญาต ปัจจุบันมีโทษจำคุกไม่เกิน 1 เดือน ปรับสูงสุดไม่เกิน 1,000 บาท ส่วนร่างพระราชบัญญัติฯ ใหม่เสนอให้ปรับเพิ่มโทษเป็นจำคุกไม่เกิน 3 เดือน ปรับสูงสุดไม่เกิน 50,000 บาท
ความผิดเกี่ยวกับการขับรถในระหว่างใบอนุญาตสิ้นอายุ ถูกพักใช้ หรือเพิกถอนใบอนุญาต หรือถูกยึดใบอนุญาต ปัจจุบันมีโทษปรับไม่เกิน 2,000 บาทส่วนร่างพระราชบัญญัติฯ ใหม่ เพิ่มโทษจำคุกไม่เกิน 3 เดือน ปรับเพิ่มขึ้นเป็นสูงสุดไม่เกิน 50,000 บาท
และส่วนความผิดเกี่ยวกับการขับรถโดยไม่แสดงใบอนุญาต ปัจจุบันมีโทษปรับไม่เกิน 1,000 บาท ในขณะที่ร่างพระราชบัญญัติฯ ปรับสูงสุดไม่เกิน 10,000 บาท
ซึ่งจะทำให้เกิดความสอดคล้องกับบริบทการบริหารราชการ การควบคุมกำกับดูแล และบังคับใช้กฎหมาย ให้เหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบัน
ทั้งนี้ กรมการขนส่งทางบกยังคงดำเนินการตามพระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ. 2522 และพระราชบัญญัติการขนส่งทางบก พ.ศ. 2522 และกฎหมายที่เกี่ยวข้องในปัจจุบันอย่างเคร่งครัด เพื่อความเป็นระเบียบเรียบร้อยและความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนน ทั้งการบังคับใช้มาตรการทางกฎหมายตรวจจับเข้มข้นจริงจังหรือการนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการควบคุมกำกับพฤติกรรมการขับรถ โดยเฉพาะผู้ขับรถสาธารณะทุกประเภท มีการติดตามลงโทษผู้กระทำความผิดตามกฎหมายขั้นสูงสุดทุกกรณี ส่งตัวเข้ารับการอบรมเพื่อสร้างจิตสำนึกการให้บริการ บันทึกประวัติการกระทำผิด โดยเชื่อมโยงข้อมูลจากทุกหน่วยงานให้เป็นปัจจุบัน เพื่อตรวจสอบการกระทำความผิดซ้ำซาก มาตรการพักใช้และเพิกถอนใบอนุญาตขับรถกรณีกระทำผิดซ้ำซาก อย่างไรก็ตาม การเพิ่มความเข้มข้นในการบังคับใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือหนึ่งเท่านั้น ส่วนสำคัญอยู่ที่ผู้ขับขี่ซึ่งต้องตระหนักถึงความปลอดภัยและนำไปปฏิบัติอย่างจริงจังด้วย

วันพุธที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2560

รอดูศาลอ่านคำพิพากษาคดีค้ามนุษย์

ศาลอาญานัดตัดสินคดีประวัติศาสตร์ คดีขบวนการค้ามนุษย์'โรฮิงญา' จำเลย 103 คน หลังจากสืบพยานนาน 2 ปี
              ลุ้นยกแรก แผนกคดีค้ามนุษย์ศาลอาญา นัดพิพากษาชี้ชะตา “โกโต้ง อดีตนายก อบจ.สตูล – พล.ท.มนัส คงแป้น” – ขบวนการค้ามนุษย์โรฮิงญา หลังอัยการยื่นฟ้องปี 58 รวม 103 ราย 11 สำนวนจากผู้ต้องหา 120 คน พยานร่วม 200 ปาก สืบปีกว่าแบบต่อเนื่องเดือนละ 8 วันเสร็จ ขณะที่จำเลยไร้ประกันถูกขังเรือนจำตลอดการพิจารณา 2 ปี   
             จากกรณีที่มีการกวาดล้างขบวนการค้ามนุษย์ชาวโรฮิงญา อย่างหนักเมื่อปี 2558 หลังจากพบหลักฐานการปลูกสร้างค่ายกักกันชาวโรฮิงญา และอุยกูร์ ซึ่งการค้ามนุษย์เป็นเหตุหนึ่งทำให้ไทยถูกประเทศสหรัฐอเมริกาขึ้นบัญชีเทียร์ 3 กระทั่งเจ้าหน้าที่ไทย ได้เดินหน้ารวบรวมพยานหลักฐานดำเนินคดีกับผู้ต้องหาๆ ต่างที่เกี่ยวข้องกับการค้ามนุษย์หลังจากมีการกวาดล้างอย่างมากในประวัติศาสตร์

             โดยปี 2558 อัยการได้ทยอยยื่นฟ้องเป็นคดีอาญา ซึ่งครั้งแรกได้มีการฟ้องเป็นคดีต่อศาลจังหวัดนาทวีใน จ.สงขลา แต่เมื่อมีการจัดตั้งแผนกคดีค้ามนุษย์ในศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก แยกจากคดีอาญาทั่วไป เมื่อเดือน ส.ค.58 อย่างเป็นทางการเพื่อทำให้การพิจารณาคดีเป็นไปด้วยความรวดเร็ว และมีประสิทธิภาพในการแสวงหาข้อเท็จจริงจากที่มีผู้พิพากษาซึ่งเชี่ยวชาญดำเนินกระบวนพิจารณา โดยแผนกคดีค้ามนุษย์ในศาลอาญา ถือเป็นศาลแรกแห่งเดียวที่เปิดพิจารณาคดีค้ามนุษย์ซึ่งมีการออกกฎหมายวิธีพิจารณาคดีเป็นการเฉพาะทางด้วย คือ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีค้ามนุษย์ พ.ศ.2559 นอกเหนือจากกฎหมายเดิมที่มีอยู่ คือ พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ.2551 ก็ได้มีการโอนคดีค้ามนุษย์ดังกล่าวมาพิจารณาในแผนกคดีค้ามนุษย์ศาลอาญา และระหว่างนั้นสำนักงานอัยการสูงสุด ก็ได้เปิดสำนักงานอัยการคดีค้ามนุษย์เพื่อดำเนินการเฉพาะความผิดลักษณะนี้ด้วย ซึ่งเป็นการบูรณาการกระบวนการยุติธรรมเกี่ยวกับคดีค้ามนุษย์เต็มรูปแบบทั้งศาลและอัยการ
            โดยอัยการในยุคนายตระกูล วินิจนัยภาค อัยการสูงสุด (ปี 2558)ได้รับสำนวนการสอบสวนคดีค้ามนุษย์ ครั้งแรกเมื่อวันที่ 23 มิ.ย.58 เป็นเอกสาร 19 ลังที่มีการกล่าวหาผู้ต้องหาชุดแรกการกระทำผิดเกี่ยวกับการค้ามนุษย์โรฮิงญา กระทั่งวันที่ 24 ก.ค.58 อัยการจังหวัดนาทวี ได้ทยอยยื่นฟ้องนายบรรจง หรือจง ปองพล , นายปัจจุบัน อังโชติพันธุ์ หรือโกโต้ง หรือเสี่ยโต้ง อดีตนายก อบจ.สตูล , พล.ท.มนัส คงแป้น อดีตผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษ กองทัพบก , เจ้าหน้าที่ตำรวจ และพลเรือน รวม 72 ราย เป็นจำเลยชุดแรกในคดีหมายเลขดำ อ.2741/2558 ต่อศาลจังหวัดนาทวี ความผิด 16 ข้อหาตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ฯ พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติฯ ซึ่งอัยการได้คัดค้านการให้ประกันตัวด้วยเนื่องจากเป็นคดีที่ร้ายแรงและมีอัตราโทษสูงถึงประหารชีวิต

             แต่ภายหลังอัยการเห็นว่าเนื่องจาก 1.เป็นคดีเกี่ยวพันกับองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ 2.คดีมีเจ้าหน้าที่รัฐจำนวนมากเกี่ยวข้องกระทำผิด 3.คดีอยู่ในความสนใจของประชาชนและนานาชาติ 4.พยานบางส่วนถูกข่มขู่ 5.การพิจารณาคดีที่ศาลจังหวัดนาทวีคับแคบอาจไม่เพียงพอต่อจำนวนจำเลยและทนายความที่ร่วมกระบวนพิจารณาคดี ขณะที่ศาลจังหวัดนาทวีก็มีคดีอื่นนอกเหนือจากคดีค้ามนุษย์ที่ต้องพิจารณาจำนวนมากเช่นกัน ซึ่งอัยการโจทก์ มีพยานประมาณ 200 ปาก ก็อาจส่งผลความล่าช้าต่อการพิจารณาและอาจกระทบต่อไม่สงบเรียบร้อยและความเที่ยงธรรม

            ดังนั้นอัยการจังหวัดนาทวีจึงยื่นคำร้องเมื่อวันที่ 20 ส.ค.58 ขอให้ประธานศาลฎีกามีคำสั่งอนุญาตโอนคดี ขณะที่ฝ่ายจำเลยได้ยื่นคำร้องคัดค้าน โดยศาลจังหวัดนาทวี รวบรวมเอกสารคำร้องทั้งหมดของอัยการและจำเลยเสนอประธานศาลฎีการับไว้เมื่อ 17 ก.ย. กระทั่งวันที่ 29 ก.ย.58 นายดิเรก อิงคนินันท์ ประธานศาลฎีกาขณะนั้น ได้มีคำสั่งอนุญาตให้โอนคดีค้ามนุษย์ชาวโรฮิงญามาดำเนินกระบวนพิจารณาที่ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษกได้ 
              โดยนายตระกูล ที่ปฏิบัติหน้าที่อัยการสูงสุดปี 2558 ได้มีคำสั่งฟ้องผู้ต้องหาขบวนการค้ามนุษย์โรฮิงญา 104 ราย ในข้อหาร่วมกันค้ามนุษย์ ตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ฯ มาตรา 4, 6, 7, 9, 10, 11, 52 , 53/1 , ร่วมกันมีส่วนร่วมในองค์การอาชญากรรมข้ามชาติ ตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ พ.ศ.2556 มาตรา 3 ,5, 6, 10, 25, ร่วมกันหรือนำพาคนต่างด้าวเข้ามาในราชอาณาจักร หรือช่วยเหลือบุคคลต่างด้าวที่เข้ามาในราชอาณาจักรโดยผิดกฎหมาย ตาม พ.ร.บ.คนเข้าเมือง พ.ศ.2522 มาตรา 63,64 , เป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือโดยทุจริตเพื่อให้เกิดความเสียหาย ตามประมลกฎหมายอาญา มาตรา 157 , พ.ร.บ.อาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนฯ พ.ศ. 2490 มาตรา 4 ,7 , 8 ทวิ , 72 ,72 ทวิ และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 199, 270 , 309 , 312 , 312 ทวิ , 312 ตรี , 313 , 320 , 371 รวมทั้งสิ้น 16 ข้อหา ตามสำนวนที่พนักงานสอบสวน สภ.ปาดังเบซาร์ จังหวัดสงขลาได้รวบรวมพยานหลักฐานพร้อมความเห็นกล่าวหา นายบรรจง หรือ จง ปองพล กับพวก รวม 120 คน

             ประกอบด้วย บุคคลสัญชาติไทย 107 คน ซึ่งเป็นพลเรือน 92 คน ,เจ้าหน้าที่ตำรวจ 4 คน (ชั้นสัญญาบัตร 3 คนและชั้นประทวน 1 คน) , ทหาร 1 คน , ข้าราชการพลเรือน 1 คน , กลุ่มกำนันผู้ใหญ่บ้าน 2 คน , ผู้บริหารท้องถิ่น 3 คน และสมาชิกท้องถิ่น 4 คน , บุคคลสัญชาติเมียนมาร์ 9 คน และบุคคลสัญชาติบังคลาเทศ 4 คน โดยยังสั่งยุติการดำเนินคดีผู้ต้องหา 1 รายที่ได้ถึงแก่ความตายแล้ว ซึ่งผู้ต้องหา 104 ราย ที่สั่งฟ้องนั้น ก็ปรากฏว่าขณะนั้นปี 2558 ยังจับตัวไม่ได้ 32 ราย ประกอบด้วยเป็นบุคคลสัญชาติไทย 24 คน , บุคคลสัญชาติเมียนมาร์ 5 คน และบุคคลสัญชาติบังคลาเทศ 3 คน อัยการสูงสุด จึงมีคำสั่งให้แจ้งนายอำเภอนาทวี จังหวัดสงขลา ติดตามตัวผู้ต้องหากลุ่มนี้มายื่นฟ้องตามข้อกล่าวหาที่อัยการสูงสุดมีความเห็นสั่งฟ้องภายในอายุความ 20 ปี หากมีผู้ต้องหาที่หลบหนีอยู่ในต่างประเทศ ก็ให้สำนักงานอัยการสูงสุดประสานงานกับ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) เพื่อดำเนินการขอส่งผู้ร้ายข้ามแดน ตาม พ.ร.บ.ส่งผู้ร้ายข้ามแดน พ.ศ.2551 ต่อไป
              ขณะที่ในกลุ่มผู้ต้องหานั้นยังมีผู้ร่วมกระทำการอีก 15 รายซึ่งยังจับกุมตัวไม่ได้เช่นกัน อัยการสูงสุดก็ให้พนักงานสอบสวนทำการสอบสวนต่อไปเพื่อให้ได้ความชัดเจนว่ามีส่วนร่วมในการกระทำความผิดกับผู้ต้องหาอื่นอย่างไร โดยพฤติการณ์คดีนี้น่าเชื่อว่ายังมีผู้ร่วมกระทำความผิดอีกเป็นจำนวนมากและเพื่อให้การสอบสวนขยายผลเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ นายตระกูล อัยการสูงสุดขณะนั้นจึงได้มีคำสั่งให้มีพนักงานอัยการสำนักงานอัยการจังหวัดนาทวี และพนักงานอัยการสำนักงานอัยการภาค 9 ร่วมกันดำเนินคดีต่อไปจนกว่าคดีจะถึงที่สุด
               หลังจากนั้นเดือน ต.ค.58 พนักงานสอบสวนก็ทยอยส่งผู้ต้องหาและสำนวนค้ามนุษย์โรฮิงญาให้อัยการ ในยุค ร.ต.ต.พงษ์นิวัฒน์ ยุทธภัณฑ์บริภาร เป็นอัยการสูงสุด กระทั่งเมื่อแผนกคดีค้ามนุษย์ในศาลอาญา เริ่มรับโอนสำนวนคดีที่พนักงานอัยการคดีค้ามนุษย์ 1 ซึ่งรับผิดชอบแทนอัยการนาทวี ที่ยื่นฟ้องนายบรรจง หรือจง ปองพล  จำเลยที่ 1 , นายปัจจุบัน อังโชติพันธุ์ หรือโกโต้ง หรือเสี่ยโต้ง อดีต นายก อบจ.สตูลจำเลยที่ 29 , พล.ท.มนัส คงแป้น อดีตผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษกองทัพบก จำเลยที่ 54 กับพวกซึ่งเป็นข้าราชการและพลเรือน เป็นจำเลยที่ 1 - 88 เป็นคดีหมายเลขดำ คม.27/2558,คม.28/2558,คม.29/2558 ที่อัยการทยอยฟ้องจำเลยดังกล่าวตั้งแต่เดือน ก.ค.58 ในความผิด 16 ข้อหาเมื่อวันที่ 10 ต.ค.58 จากนั้นอัยการก็ได้ยื่นฟ้องจำเลยอื่นๆที่ถูกกล่าวหาร่วมกระทำผิดค้ามนุษย์ที่เป็นเครือข่ายอีกในคดีหมายเลขดำ คม.19,32,35,36,40,41,47,63/2558 รวมทั้งสิ้น 11 สำนวน จำเลยทั้งหมด 103 คนโดยจำเลยทุกคนในคดีนี้ไม่ได้รับการประกันตัวชั้นพิจารณา
                 โดยศาลอาญาเริ่มกระบวนการตรวจหลักฐานครั้งแรกเมื่อวันที่ 10 พ.ย.58 จากนั้นศาลได้สืบพยานรวม 116 นัด ต่อเนื่องตั้งแต่เดือน มี.ค.59 เดือนละ 8 วัน โดยไม่มีการเลื่อนคดีหรือยกเลิกนัด ซึ่งโจทก์ สืบพยาน 98 ปาก จำเลย 111 ปาก และพยานเอกสาร 
                ขณะที่การสืบพยานฝ่ายจำเลยได้มีการร้องขอให้พิจารณาคดีลับสำหรับพยานจำเลยบางปากด้วยที่ต้องเบิกความในข้อเท็จจริงซึ่งเป็นประเด็นเกี่ยวกับความมั่นคงของประเทศชาติ โดยศาลอนุญาตให้มีการพิจารณาเป็นการลับโดยให้มีเพียงคู่ความ ทนายความ กับเจ้าหน้าที่ศาลอยู่ในห้องพิจารณาและมีความจำเป็นต้องตัดสัญญาณทีวีวงจรปิดถ่ายทอดการพิจารณาด้วยซึ่งแผนกคดีค้ามนุษย์ในศาลอาญา ได้สืบพยานจำเลยนัดสุดท้ายเมื่อวันที่ 24 ก.พ.60 โดยศาลกำหนดฟังคำพิพากษาในวันที่ 19 ก.ค.60 นี้ โดยให้ฝ่ายจำเลยที่ประสงค์จะยื่นคำแถลงการณ์ปิดคดีเป็นลายลักษณ์อักษรยื่นต่อศาลภายใน 30 วันนับแต่คดีเสร็จการพิจารณา 24 ก.พ.60

วันศุกร์ที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2560

กองกำลังรับจ้างฆ่า โดย สุริวงค์ เอื้อปฏิภาน

กองกำลังรับจ้างฆ่า โดย สุริวงค์ เอื้อปฏิภาน



พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร.
ไม่น่าเชื่อว่า ในบ้านเมืองนี้ ยังมีเหตุการณ์เข่นฆ่ากันอย่างอุกอาจไม่เกรงกลัวกฎหมายเช่นนี้ กรณีกลุ่มชายฉกรรจ์พร้อมอาวุธบุกเข้าไปในบ้านหลังหนึ่งที่ อ.อ่าวลึก จ.กระบี่ จับผู้คนถึง 11 คน มากักตัวเอาไว้ ก่อนยิงทิ้งทีละราย จนตายไปถึง 8 ศพ ส่วนอีก 3 ชะตาไม่ถึงฆาต ได้รับบาดเจ็บสาหัส

แถมชายฉกรรจ์จำนวน 6-7 คน ในชุดลายพรางคล้ายเจ้าหน้าที่กลุ่มนี้ ยังลงมืออย่างใจเย็น สบายๆ ใช้เวลาประมาณ 7-8 ชั่วโมง ตั้งแต่เย็นจนถึงเที่ยงคืน

ไม่เกรงหน้าอินทร์หน้าพรหมใดๆ ทั้งสิ้น

อีกทั้งแม้ว่าคนร้ายจะใช้ปืนสั้นของเหยื่อที่อยู่ภายในบ้าน มาเป็นอาวุธในการลงมือสังหาร เพื่อกลบเกลื่อนร่องรอยอาวุธของตนเอง

แต่จากปากคำพยานเอกที่รอดตาย ยืนยันว่า ตอนที่ชายฉกรรจ์กลุ่มนี้บุกเข้ามาจี้จับตัว ได้ใช้อาวุธที่พกพามาเป็นปืนยาว ซึ่งคงจะเป็นอาวุธสงคราม พวกเอ็ม-16 อาก้า อะไรทำนองนั้น

นั่นเท่ากับว่า คนกลุ่มนี้ขับรถมา 2 คัน เดินทางมาก่อเหตุ แล้วขับออกไปหลังจากฆ่าหมู่
จะต้องสัญจรไปบนท้องถนน พร้อมมีอาวุธสงครามหลายกระบอกในรถด้วย

ต้องเป็นกลุ่มคนร้ายที่ไม่กลัว แม้อาจจะต้องเจอด่านตรวจของตำรวจตามเส้นทางต่างๆ ด้วย

พฤติกรรมเหล่านี้ จึงต่างไปจากมือปืนรับจ้างทั่วไป ต่างไปจากนักเลงอันธพาลในท้องถิ่น

จนเริ่มสงสัยว่า มีกองกำลังติดอาวุธรับจ้างฆ่าหมู่อยู่จริงๆ หรือ

ถ้าย้อนไปดูเหตุการณ์ฆ่าหมู่สะเทือนขวัญในอดีต เอ่ยขึ้นมาทั่วทั้งสังคมยังจำได้ดี โดยเป็นการเข่นฆ่าอย่างอำมหิตในพื้นที่ภาคใต้ ไม่ไกลจากอ่าวลึก กระบี่ ที่เกิดเหตุล่าสุดนี้เท่าใดนัก

เหตุการณ์เมื่อเดือนเมษายน 2540 ซึ่ง ศักดิ์ ปากรอ หนุ่มวัย 20 เศษ พร้อมเด็กวัยรุ่นอีกคน ลงมือฆ่าล้างครัวตระกูลบุญทวี 5 ศพ ภายในบ้านพักที่ อ.สิงหนคร จ.สงขลา

โดยหัวหน้าสถานีอนามัยกับลูกวัย 10 ขวบ อีก 3 คน ถูกมัดแล้วแขวนคอกับราวบันไดรวม 4 ศพ เป็นที่สยดสยองอย่างยิ่ง ขณะที่ภรรยาถูกทุบฆ่าตายในห้องนอน

แต่คดีนี้ ลงมือโดยวัยรุ่น 2 คน เจตนาจะชิงทรัพย์ เพราะได้ยินข่าวว่าเจ้าของบ้านเพิ่งขายที่ดินได้เงินนับล้าน

ทั้งคนร้ายคือ ศักดิ์ ปากรอ นั้น น่าจะมีอาการป่วยทางจิต จึงมีความโหดเหี้ยมผิดมนุษย์ โดยจับลูกชายแขวนคอก่อนทีละคน เพื่อบีบบังคับให้พ่อบอกที่ซ่อนเงิน โดยไม่ฟังเสียงยืนยันว่ายังไม่ได้ขายที่ดิน ไม่มีเงินเก็บในบ้านแต่อย่างใด

สุดท้ายก็ถูกฆ่าอย่างอำมหิตทั้ง 5 คน

นั่นเป็นคดีช็อกสังคมเมื่อ 20 ปีที่แล้วนี้ แต่ก็ไม่ได้ลงมืออย่างเป็นกลุ่มแก๊งเป็นระบบเป็นขบวนการ เหมือนฆ่า 8 ศพล่าสุด

แต่ก็คล้ายกันตรงที่ มีการลงมือฆ่าสมาชิกในครอบครัวทีละคน คล้ายจะบีบบังคับเจ้าของบ้าน หลังจากพูดคุยเจรจาแล้วไม่ได้ผล ซึ่งมีข้อสันนิษฐานว่าอาจจะเป็นเรื่องเงินทองผลประโยชน์ในการลงทุน ที่อีกฝ่ายเข้าใจว่าโดนหลอกโดนลวง

คงต้องรอคอยการคลี่คลายคดีของตำรวจต่อไป ซึ่ง พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. ถึงกับบินด่วนไปดูคดีและวางแผนล่าแก๊งคนร้ายเอง

ทั้งสังคมเฝ้ารอให้ตำรวจจับคนร้ายมาลงโทษตามกฎหมายให้ได้ เอามาเปิดโฉมหน้าให้ได้

หรือว่าในบ้านเมืองเรามีกองกำลังติดอาวุธรับจ้างฆ่าหมู่อยู่จริงๆ
……………..

สุริวงค์ เอื้อปฏิภาน

วันอังคารที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2560

ตร.ปม 3 ปมสังหารยกครัว”สังหลัง”8ศพ ญาติ-เพื่อนโพสต์ไว้อาลัย

ตร.ปม 3 ปมสังหารยกครัว”สังหลัง”8ศพ ญาติ-เพื่อนโพสต์ไว้อาลัย

จากกรณีเกิดเหตุ ที่ อ.อ่าวลึก จ.กระบี่ กลุ่มคนร้ายเป็นชายประมาณ 6-7 คน ใช้ยานพาหนะ 2 คัน แต่งกายชุดลายพราง พร้อมอาวุธ บุกบ้านผู้ใหญ่บ้าน จับคนในบ้านกักขังก่อนที่จะก่อเหตุยิงดับ 6 ราย บาดเจ็บ 5 ราย โดยเหตุเกิดเมื่อวันที่ 10 ก.ค 2560 เวลาประมาณ 16.00 น. กลุ่มชายฉกรรจ์ได้บุกบ้านจับตัวคนในบ้านไว้ ก่อนที่ เวลา 20.00 น. นายวรยุทธ สังหลัง เจ้าบ้าน (ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 1 ต.บ้านกลาง) กลับบ้านจึงถูกควบคุมตัวใส่กุญแจมือและปิดบังใบหน้า จนเวลาประมาณ 24.00 น. กลุ่มคนร้ายได้ใช้อาวุธปืนยิง ทุกคนแล้วหลบหนีไป (อ่านเหี้ยม! บุกบ้านผู้ใหญ่ฯ จับมัด กราดยิงยกครัว 6 ศพ เจ็บอีก 5 สลด เด็กเล็กก็ไม่เว้น)
ทั้งนี้ เบื้องต้น ผู้เสียชีวิต 6 ศพ ประกอบด้วย 1 นางดวงพร สังหลัง 2 นายสุริยา สังหลัง 3 ด.ญ.กิ่งเทียน สังหลัง 4 นายสุทธิพงศ์ พริกดำ 5 ด.ญ.เพรชดาว สังหลัง 6นางสาว แอนนา บุตรเติบ และมีผู้ได้รับบาดเจ็บจำนวน 5 ราย ได้แก่ 1.นางอัญชลี บุตรเติบ 2.ด.ญ แพรไหมทอง สังหลัง 3.ด.ญ รัญชิดา พริกดา 4.ด.ญ รยิดาน์ พริกดำ 5.นายวรยุทธ สังหลัง ทั้งหมดอาการสาหัส เนื่องจากถูกจ่อยิงที่ศีรษะ โดยต่อมา พบว่า นายวรยุทธ สังหลัง ผู้ใหญ่บ้าน และ ด.ญแพรไหมทอง เสียชีวิตในเวลาต่อมา รวมเป็นขณะนี้เสียชีวิต 8 ราย บาดเจ็บ 3 ราย ซึ่งยังต้องเฝ้าระวังอาการต่อไป
รายงานข่าวเปิดเผยว่า จากการสืบสวนสอบสวนเบื้องต้น พบว่านายวรยุทธ สังหลัง มีเรื่องขัดแย้งอยู่ 2-3 ประเด็น ทั้งเรื่องปัญหาฟ้องร้องเรื่องที่ดิน ซึ่งยังอยู่ในการพิจารณาในชั้นศาล เรื่องปัญหาร้องเรียนโรงงานอุสหกรรมแห่งหนึ่ง และเรื่องที่ร้องเรียนพฤติกรรมของครูคนหนึ่ง ซึ่งมีการขู่อาฆาตกันก่อนหน้านี้ อย่างไรก็ตาม ตำรวจกำลังเร่งขมวดปมให้กระชับเพื่อนำไปสู่การติดตามจับกุมแก๊งมือปืนโหด และผู้บงการโดยด่วน
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังเกิดคดีฆาตกรรมสะเทือนขวัญ ยิงยกครัว 8 ศพ ปรากฏว่าญาติพี่น้องและเพื่อนๆของผู้ตายต่างเข้าไปแสดงความอาลัยกับการเสียชีวิตของครอบครับ “สังหลัง” โดยมีการแชร์ภาพผู้ตาย ภรรยา และลูกน้อยทั้ง 3 คนที่เสียชีวิต พร้อมเขียนไว้อาลัยด้วยความโศกเศร้า

(ข้อมูล)สังหารโหด ตาย 6 ศพ เจ็บ 5

กลุ่มคนร้ายอ้างเป็นทหารเข้าค้นบ้าน ก่อนเข้าไปสังหารโหด ตาย 6 ศพ เจ็บ 5 เด็กผู้หญิงก็ยิงไม่ละเว้น
(11 ก.ค.) เวลา 01.30 น.  ร.ต.อ สุวิทย์ แก้วปรีชา รองสารวัตรสอบสวนสภ.อ่าวลึก จ.กระบี่ รับแจ้งมีเหตุคนร้ายยิงคนในบ้านของผู้ใหญ่บ้าน หมู่ที่ 1 ต.บ้านกลาง อ.อ่าวลึก มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บหลายราย หลังรับแจ้งจึงเดินทางไปตรวจสอบ พร้อมด้วย พ.ต.อ กฤษณัฐ วงษ์กล้าหาญ ผกก.สภ.อ่าวลึก และเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้อง
ที่เกิดเหตุเป็นที่ทำการผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 1 เลขที่ 14/3 ภายในบ้านพบผู้เสียชีวิต 5 ศพ ประกอบด้วย 1.นางดวงพร 2.นายสุริยา 3.นายสุทธิพงศ์ 4.ด.ญ.เพรชดาว 5.นางสาวแอนนา ถูกอาวุธปืนเบื้องต้นไม่ทราบขนาดยิงเสียชีวิต
นอกจากนี้ มีผู้ได้รับบาดเจ็บจำนวน 6 ราย เร่งนำส่งโรงพยาบาลประกอบด้วย ราย 1.นางอัญชลี 2.ด.ญ แพรไหมทอง 3.ด.ญ รัญชิดา 4.ด.ญ.รยิดาน์ 5.นายวรยุทธ (ผู้ใหญ่บ้าน) ทั้งหมดอาการสาหัส เนื่องจากถูกยิงที่ศีรษะ และ 6.ด.ญ. กิ่งเทียน ซึ่งได้เสียชีวิตในเวลาต่อมา
จากการสอบถามพฤติการณ์เบื้องต้นได้ความว่า ก่อนเกิดเหตุ (10 ก.ค.) เวลาประมาณ 16.00 น. ได้มีกลุ่มคนร้ายเป็นชายประมาณ 6-7 คน ใช้ยานพาหนะ 2 คัน แต่งกายชุดลายพลางคล้ายทหาร พร้อมอาวุธเข้าไปในบ้านที่เกิดเหตุ ทำทีเป็นเจ้าหน้าที่มาตรวจค้นบ้าน โดยไม่ให้ออกไปไหน จากนั้น 20.00 น. นายวรยุทธ เจ้าของบ้าน ซึ่งเป็นผู้ใหญ่บ้านหมู่ 1 ต.บ้านกลาง) ได้กลับบ้านจึงถูกควบคุมตัวใส่กุญแจมือและปิดบังใบหน้า
จนเวลาประมาณ 24.00 น. กลุ่มคนร้ายได้ใช้อาวุธปืนยิงทุกคนที่อยู่ในบ้านและได้หลบหนีโดยได้นำรถยนต์โตโยต้า ยาริส สีบรอนซ์เทา ทะเบียน กค 533 กระบี่ ของเจ้าของบ้านไปด้วย ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการตรวจสอบที่เกิดเหตุของเจ้าหน้าที่และเร่งหาสาเหตุการสังหารหมู่ในครั้งนี้ต่อไป

ฆ่า8ศพกระบี่

พี่อ้น ธนพัฒน์ ได้เพิ่มรูปภาพใหม่ 10 ภาพ
5 ชม.
🕂🕂ถือเป็นคดีอุกฉกรรจ์และสะเทือนขวัญเป็นอย่างยิ่ง ที่คนร้ายกระทำการท้าทายกฎหมายบ้านเมืองโดยการบุกจับคนถึงในบ้าน มัดมือแล้วยิงหัวเรียงตัวไม่เว้นแม้แต่เด็กอย่างนี้ คดีนี้ไม่เคลียร์ขอแรงสื่อทุกหัวอย่ายอมเลิกรานะครับ มันโหดเหี้ยมเกินกว่าจะเป็นการกระทำของมนุษย์เหมือนว่าฆาตกรจะหลุดมาจากขุมนรกก็มิปาน แชร์ให้กระหึ่มครับ ให้ถึงหูลุงตู่ให้ได้ จะได้กระชากหน้ากากพวกเดนนรกนี้ว่ามันคือคนกลุ่มใด โกรธแค้นกันมาแต่ชาติปางไหน ทำไมถึงทำกันได้ขนาดนี้ 🕂🕂.......(พี่อ้น)
#เนื้อหาข่าว
ฆ่าล้างครัว8ศพ! กลุ่มมือปืนบุกบ้าน ผญบ.กระบี่/จ่อยิงหัวไม่เว้นเด็ก-ผู้หญิง
วันอังคาร ที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2560, 09.51 น.//แนวหน้า//
ฆ่าล้างครัว, จ่อยิงหัว, ฆ่าล้างครัว ผญบ.กระบี่, มือปืนโหด
เมื่อเวลา 01.30 น.วันที่ 11 ก.ค.60 ร.ต.อ.สุวิทย์ แก้วปรีชา รองสารวัตรสอบสวน สภ.อ่าวลึก จ.กระบี่ รับแจ้งมีเหตุคนร้ายยิงคนในบ้านของผู้ใหญ่บ้าน หมู่ 1 ต.บ้านกลาง อ.อ่าวลึก มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บหลายราย หลังรับแจ้งจึงพร้อมด้วย พ.ต.อ.กฤษณัฐ วงษ์กล้าหาญ ผกก.สภ.อ่าวลึก และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง เดินทางไปตรวจสอบยังที่เกิดเหตุ
ที่เกิดเหตุ เป็นที่ทำการผู้ใหญ่บ้าน หมู่ 1 เลขที่ 14/3 ภายในบ้านพบผู้เสียชีวิต 5 ศพ ทราบชื่อมี 1. นางดวงพร สังหลัง 2.นายสุริยา สังหลัง 3.นายสุทธิพงศ์ พริกดำ 4. ด.ญ เพรชดาว สังหลัง 5.น.ส.แอนนา บุตรเติบ ถูกอาวุธปืนไม่ทราบขนาดยิงเสียชีวิต และมีผู้ได้รับบาดเจ็บจำนวน 6 ราย เร่งนำส่ง รพ.อ่าวลึก และส่งต่อ รพ.กระบี่ ประกอบด้วย 1.นางอัญชลี บุตรเติบ 2. ด.ญ.แพรไหมทอง สังหลัง 3. ด.ญ.รัญชิดา พริกดา 4. ด.ญ.รยิดาน์ พริกดำ 5. นายวรยุทธ สังหลัง เป็นผู้ใหญ่บ้าน ทั้งหมดอาการสาหัส เนื่องจากถูกยิงที่ศีรษะ และ 6. ด.ญ.กิ่งเทียน สังหลัง ซึ่งได้เสียชีวิตในเวลาต่อมา และล่าสุดมีผู้เสียชีวิตเพิ่มเติมอีก 2 ศพ รวมมีผู้เสียชีวิตแล้ว 8 ศพ
สอบสวนเบื้องต้น ทราบว่าก่อนเกิดเหตุ เวลาประมาณ 16.00 น.วันที่ 10 ก.ค.ที่ผ่านมา มีกลุ่มคนร้ายเป็นชายประมาณ 6-7 คน ใช้ยานพาหนะ 2 คัน แต่งกายชุดลายพราง พร้อมอาวุธ เข้าไปในบ้านที่เกิดเหตุ ทำทีมาตรวจค้นบ้าน โดยไม่ให้คนในบ้านออกไปไหน
จากนั้นเวลา 20.00 น. นายวรยุทธ ซึ่งเป็นผู้ใหญ่บ้านได้กลับเข้าบ้าน โดยถูกควบคุมตัวใส่กุญแจมือ และปิดคลุมใบหน้า จนกระทั่งเวลาประมาณ 24.00 น. กลุ่มคนร้ายได้ใช้อาวุธปืนยิงทุกคนที่อยู่ในบ้าน ก่อนจะหลบหนี โดยนำรถยนต์โตโยต้า ยาริส สีบรอนซ์เทา ทะเบียน กค 533 กระบี่ ของเจ้าของบ้านไปด้วย ขณะนี้เจ้าหน้าที่ยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบที่เกิดเหตุ และเร่งหาสาเหตุการสังหารหมู่ในครั้งนี้
เครดิตข่าว : แนวหน้า

วันอังคารที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2560

คดีหั่นศพ

เปิดปาก “วศิน” แฉ “เปรี้ยว” เอาถุงคลุมหัวฆ่าในรถ เป็นคนใช้เลื่อยหั่นศพแอ๋มเอง!!

เมื่อเวลา 13.45 น. วันที่ 30 พ.ค. เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนของ บก.สส.ภ.4 สนธิกำลังกับทางการของ สปป.ลาว ได้เข้าควบคุมตัวนายวศิน นามพรม อายุ 22 ปี ซึ่งเป็น 1 ใน 4 ผู้ต้องหาที่ถูกกล่าวหาตามหมายจับของศาลจังหวัดขอนแก่น คดีร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยเจตนาและปิดบังซ่อนเร้นอำพรางศพ โดยจับกุมนายวศิน ได้ที่เกสต์เฮ้าแห่งหนึ่งในนครหลวงเวียงจันทน์ ใกล้กับมหาวิทยาลัยแห่งชาติลาว ห่างจากชายแดนไทย – ลาว ประมาณ 20 กิโลเมตร หลังจากนั้นได้คุมตัวกลับเข้าประเทศไทย ทางด่านพรมแดนสะพานมิตรภาพไทย – ลาว แห่งที่ 1 จ.หนองคาย และคุมไปยัง บก.สส.ภ.4 ทันที


เจ้าหน้าที่ตำรวจหนึ่งในทีมจับกุมให้ข้อมูลเบื้องต้นว่า นายวศิน ให้การรับสารภาพว่า ตนอยู่ในหนึ่งในเหตุการณ์ด้วยแต่ไม่ได้เป็นคนลงมือฆ่าน้องแอ๋ม ส่วนสาเหตุมากจาก น.ส.เปรี้ยว มีความแค้นส่วนตัวกับ น้องแอ๋ม โดย น.ส.เปรี้ยว อ้างว่า น้องแอ๋ม เป็นสายชี้เป้ากับตำรวจให้จับกุม น.ส.เปรี้ยวในคดียาเสพติด เมื่อมีโอกาสจึงคิดแก้แค้น โดยไปเช่ารถซีอาร์วีมาให้ตนเป็นคนขับ จากนั้นได้ลักพาตัวน้องแอ๋ม

โดยระหว่างทาง น.ส.เปรี้ยว ได้ใช้ถุงพลาสติกคลุมหัวน้องแอ๋มแล้วซ้อม ซึ่งน้องแอ๋มก็พูดออกมาว่า ซ้อมเลย ถ้ารอดไปได้จะมาเอาคืน ปรากฏว่า น.ส.เปรี้ยว ซ้อมจนน้องแอ๋มขาดใจตายบนรถ จากนั้นได้ขับรถจาก จ.ขอนแก่น น.ส.เปรี้ยว บอกว่าให้พาไปยังที่ดินของตนเองในอำเภอเขาสวนกลาง เพื่อนำศพน้องแอ๋มไปทิ้ง ระหว่างทางได้ซื้ออุปกรณ์ พวกเลื่อย ตามร้านขายวัสดุก่อสร้าง ส่วนผู้ที่ลงมือหั่นศพ คือ น.ส.เปรี้ยว ตนเองไม่ได้ทำ เพียงแค่มีหน้าที่ขับรถให้เท่านั้น
อ่านข่าว ตร.ยึดซีอาร์วี”เปรี้ยว-หั่นศพ” ผงะ! 4ผู้ต้องหาโพสต์จับมือกันหลังฆ่า บอกเราจะจับมือกันแบบนี้ตลอดไป